น.637 มี ข้อความเป็นรูปเทศนาตามธรรม- เนียม ทั้งตอนต้นและตอนลงท้าย ซึ่งได้ตัดออกเสียแล้ว คงเหลืออยู่ แต่ใจความเท่าที่เกี่ยวกับพระ- นิพพานโดยเฉพาะ ดังที่ปรากฏ อยู่ในข้อความต่อไปนี้ :
น.638 การนำเรื่องพระนิพพานมาบรรยาย เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ และเลื่อมใสในสิ่ง ประเสริฐสุด อันพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงประทาน ไว้สำหรับโลก เป็นยอดของสิ่งอื่นใดในบรรดา สิ่งที่พระองค์ได้ทรงประทานไว้นั้น, คนโดยมากมัก มีความเห็นไปในทำนองที่ว่า เป็นสิ่งเหลือวิสัยไป ก็มี หรือยิ่งกว่านั้น บางคนมีความเห็นรุนแรงไป ถึงว่า นิพพานไม่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ทั่วไปเสีย เลยก็มี. แต่ถ้าหากว่ามาคำนึงถึงพระพุทธภาษิต หรือแนวทางอันหนึ่งที่พระองค์ได้ตรัสได้อย่างมีพระ- พุทธประสงค์อันลึกซึ้งที่ว่า พรหมจรรย์ของพระ
น.639 50 ผู้มีพระภาคเจ้า มีความลุ่มลาดเอียงเท ไปสู่ พระนิพพาน ดังนี้แล้ว ก็จะก่อให้เกิดความรู้สึก ขึ้นมาได้บ้างว่า ทำอย่างไรเสียบุคคลผู้ประพฤติ พรหมจรรย์จะต้องถูกความลุ่มลาด เอียง เท ไปสู่ พระนิพพานนั้น ผลักใส่ตนให้ไปสู่พระนิพพานจนได้ เช่นเดียวกับแผ่นดินที่มีความลุ่มลาด เอียง เท ไปสู่ มหาสมุทร น้ำในแม่น้ำหรือน้ำฝนทุก ๆ หยดที่ตก ลงมารวมกับน้ำในแม่น้ำ ย่อมมีความแน่นอนที่จะ ต้องไหลลงมาสู่มหาสมุทรฉันใด. คนที่ตกลงสู่ กระแสพรหมจรรย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยฐานะ ที่เป็นพุทธบริษัท จะเป็นโดยเชื่อกำเนิดของบรรพ- บุรุษ หรือด้วยการประพฤติกระทำของตนเองโดย เฉพาะในปัจจุบันนี้ก็ตาม ย่อมจะเป็นเช่นเดียวกับ น้ำ คือจะถูกความลุ่มลาดเอียงเทนั้น บังคับผลักไส ไปสู่พระนิพพาน จะเป็นคราวละเล็กน้อยหรือคราว
น.640 51 ละมาก หรือแม้จะมีการถอยหน้าถอยหลังในบาง ครั้งบ้างก็ตาม ก็ไม่แปลก มีแต่ความแน่นอนที่ จะเข้าไปใกล้พระนิพพานอย่างเดียวกัน ไม่ ช้าก็เร็วเท่านั้น. ดังนี้ก็พอที่จะให้เกิดความเข้าใจ ในเบื้องต้น จนมีความกล้าเชื่อกล้าคิดว่า พระนิพพานเป็นสิ่งที่คู่กันมากับคน ! ถ้าจะให้เข้าใจความหมายอันแท้จริงของ พระ- นิพพาน ได้ประจักษ์ชัดยิ่งขึ้น ก็ควรย้อนไประลึก เรื่องธรรมดาเรื่องหนึ่ง กล่าวคือเรื่องความเป็นมา แห่งแนวความคิดนึก ในทางปรัชญาของโลกทั่วไป ให้สิ้นเชิง คือจำเดิมตั้งแต่มนุษย์เริ่มเป็นมนุษย์ ขึ้นมา, ว่าความคิดในทางปรัชญาของมนุษย์ ได้ ก่อรูปขึ้นในจิตใจของมนุษย์และขยายตัว สูง ขึ้นมา
น.641 52 เป็นลำดับ ๆ อย่างไร. นับตั้งแต่มนุษย์เริ่มรู้จักคิด ในการแสวงสุขทางจิตใจโดยไม่อาศัยวัตถุนั้น ย่อม รู้จักปรารถนาสิ่งที่สูงกว่าดีกว่า กล่าวคือในด้าน จิตใจ และได้พยายามคิดค้นไม่น้อยไปกว่าการ คิดค้นเพื่อหาความสำราญในด้านวัตถุ และในที่สุด ก็ได้พบสูงขึ้นมาโดยลำดับ ๆ. ต่างศาสดา ต่างก็บัญญัติสิ่งสุดยอดที่ตน ค้นพบนั้นว่าเป็น ความหลุดพ้น หรือ รอดพ้น ชั้นสุดยอด ด้วยกันทั้งนั้น. ด้วยเหตุนี้เองเมื่อ เราได้ พิจารณาดูจุดมุ่งหมายสุดท้ายของทุก ๆ ศาสนาในปัจจุบันนี้ดู ก็จะพบว่า สิ่งสุดยอด ของทุกศาสนา นั้น เรียกกันว่า ความรอดพ้น [ Salvation ] เหมือนกันหมด แม้จะมีชื่อเรียก โดยพยัญชนะเป็นอย่างอื่นบ้างในบางครั้ง แต่
น.642 53 สำหรับความหมายแล้ว ย่อมเล็งถึง ความรอด พ้นจากปวงทุกข์ ด้วยกันทั้งนั้น. ใน พุทธศาสนา มีความรอดพ้น เรียกโดย ชื่อว่า วิมุติ คือ ความพ้นวิเศ , และ นิพพาน คือ ความที่สามารถดับสนิทไปได้ ไม่มีส่วนเหลือ, หรือ นิสสรณะ กล่าวคือ การก้าวออกไปเสียได้. ส่วนใน ศาสนาอื่น ครั้นค้นเข้าก็จะพบความ รอดพ้นที่มุ่งหมายไปในทำนองเดียวกัน แม้จะได้ แสดงเหตุผลหรือแนวทางปฏิบัติแห่ง ความ รอดพ้น ไว้แตกต่างกันบ้าง ก็แสดงอ้างถึงความรอดพ้น เป็นจุดที่มุ่งหมายอยู่นั่นเอง กล่าวคือความรอดพ้น จากทุกข์ หรือสิ่งอันตนไม่ปรารถนา, หยาบหรือ ละเอียดเพียงไหนก็ย่อมแล้วแต่ปัญญาของตนจะ
น.643 54 มองเห็น. ถ้าจะพิจารณาดูโดยกว้าง ๆ ในมติ ของฝ่ายฮินดูหรือที่เรียกว่าพราหมณ์ อันเป็น ศาสนาที่คู่เคียงกันมากับพุทธศาสนา โดยเฉพาะ อย่างยิ่งคือมติของพวกเวทานตะแล้ว ก็จะพบว่าได้ แสดงแนวแห่งความรอดพ้นไว้ โดยนัยที่ไม่แตกต่าง จากพุทธศาสนาไปเท่าใดนัก แม้เขาจะได้บัญญัติ สิ่งนั้นว่า "อาตมัน" ก็ยังแสดงลักษณะซึ่ง คล้ายคลึงกับพระนิพพานเป็นอันมาก จะผิดกันก็ เป็นส่วนน้อยในการที่ฝ่ายนั้นได้แยกถือความรอดพ้น นั้นขึ้นเป็นตัวเป็นตน ในเมื่อฝ่ายพระพุทธศาสนา ได้ปฏิเสธเสียโดยสิ้นเชิง. แม้จะมองต่อ ๆ ไปอีก จนกระทั่ง ถึง มติของศาสนาอิสลามในชั้นที่เป็น ปรัชญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งของพวกซูพีสต์[Sufist] เราก็ยังจะพบคำที่พ้องกับมติเวทานตะเป็นบทสั้น ๆ ว่า " อันนาลฮัค ฮัคตุอี" ซึ่งมีใจความว่า
น.644 55 "เราก็เป็นพรหม แม้พวกท่านทั้งหลายก็เป็น พรหม” ๑ ข้อนี้มีคำอธิบายเป็นอย่างเดียวกับมติ ของเวทานตะ กล่าวคือความรอดพ้นของอาตมัน นั่นเอง เป็นเรา เป็นท่าน คนหนึ่ง ๆ ซึ่งเมื่อรวม กันเข้าแล้วก็ได้แก่สภาพ ซึ่งเป็นความรอดพ้นจาก อำนาจของธรรมชาติฝ่ายที่มีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือที่เราเรียกกันในฝ่ายพุทธศาสนาว่า วิสัง- ขาร. แม้จะมองลงไปให้ต่ำกว่านั้น เช่นในมติ ของนิกายปรัชญาเล็ก ๆ น้อย ๆ ทุก ๆ นิกาย ทุก ๆ แขนงกระทั่งปรัชญาที่เกี่ยวกับการเมือง ก็ยังจะพบ อยู่นั่นเองว่า ปรัชญาทุกแขนง มีอุดมคติที่ มุ่งตรงไปยังความรอดพ้นจากสิ่งที่ตนไม่ ปรารถนา อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ ๑. หมายความว่า ทุกคน มีอาตมันที่ไม่รู้จักเกิด แก่ เจ็บ ตาย เหมือนกันหมด.
น.645 56 ที่นี้ครั้นจะมองย้อนกลับขึ้นมาในทางสูงอีก ครั้งหนึ่งก็จะพบความค่อย ๆ สูงขึ้นมา ของความ คิดค้น ของมนุษย์ ปรากฏ อยู่ ที่อุดมคติ ของ นิกาย ปรัชญาต่าง ๆ ที่สูงต่ำกว่ากันอยู่เป็นลดเป็นหลั่น และค่อย ๆ สูงขึ้นมาโดยลำดับ ๆ เหมือนเนินเขาที่ สูงซับซ้อนกันขึ้นมาจนกระทั่งถึงยอดเขา : ในชั้น ต้น ๆ เราจะพบความรอดพ้นชั้นง่าย ๆ น่าเอ็นดู เป็นความรอดพ้นในด้านโลกียะ มากกว่า โลกุตตระ จนใกล้กับโลกุตตระมากยิ่งขึ้น ๆ กระทั่งมติเรื่อง อาตมันของเวทานตะและในที่สุดก็คือ ความรอดพ้น ของพุทธศาสนาเรา อันเราเรียกกันว่า "พระ- นิพพาน." ถ้าเราจะพิจารณาดูถึง ตัวความ รอด พ้น นั้น โดยละเอียด ก็ย่อมจะเห็นได้โดยประจักษ์ว่าความ รอดพ้นนั้นเป็นสิ่งที่แนบชิดกันอยู่ กับความ ต้องการ
น.646 57 ของสัตว์โลก ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์เดรัจฉาน. สัตว์เดรัจฉานก็ต้องการความรอดพ้นจากสิ่งที่มัน ไม่ชอบ เช่นเดียวกับมนุษย์ต้องการ จนเราอาจ จะเชื่อได้ว่า การต้องการความรอดพ้นนี้นับเป็น สัญชาตญาณอย่างหนึ่งของสัตว์. เป็นมูลฐานแห่ง สัญชาตญาณอื่น ๆ ที่เป็นไปเพื่อการเอาชีวิตรอด หรือการคงมีตัวอยู่ของสัตว์, ความรอดพ้นจึงอยู่ ใกล้ชิดกับความต้องการแห่งชีวิตจิตใจของสัตว์ ด้วยเหตุนี้. ครั้นสัตว์นั้น ๆ ในโลกนี้เจริญรุ่งเรือง ขึ้นในทางความคิดและปัญญา จนกระทั่งมีมนุษย์ และพุทธบริษัทขึ้นในโลก ซึ่งหมายความว่าระดับ ความคิดของสัตว์ในชั้นนี้อยู่ในชั้นสูง ความรอดพ้น ที่สัตว์ในชั้นนี้รู้จักปรารถนาจึงพลอยสูงขึ้นไปด้วย ตามลำดับ ซึ่งจะต้องมีระดับหรือลักษณะทุก ๆ ประการ ได้สัดได้ส่วนพอดีพอเหมาะกับความสูง
น.647 58 แห่งความคิดของมนุษย์หรือสัตว์นั้นด้วย. ด้วยเหตุ นี้เอง พระนิพพานจึงเป็นเสมือนสิ่งซึ่งคอย ดักขวางทางอยู่ในเบื้องหน้าของสัตว์ทั้งหลาย เพราะว่าวันหนึ่งข้างหน้า สัตว์นั้น ๆ จะมีใจสูง จนถึงรู้จักปรารถนาความรอดพ้นชั้นสูงสุดนั้นได้ ด้วยเหตุว่าชีวิตนี้เป็นบทเรียนอยู่ในตัวทั้งกลางวัน และกลางคืน. ข้อนี้หมายความสั้น ๆ ว่า เมื่อได้ปล่อยให้ ความคิดลอยไปในกระแสของเหตุผลด้วยอำนาจแห่ง การรักตัวของตัวแล้ว อย่างไรเสียความคิดของคนที่ คิดเป็น จะต้องแล่นตรงไปยัง พระนิพพาน อยู่- เอง, เพราะความสูงของจิตใจมีทางไปแต่ทางเดี๋ยวนี้ เท่านั้น ทางอื่นจะบิดตันสำหรับจิตใจที่ตั้งอยู่ใน อำนาจแห่งเหตุผล; ใจที่สูงจึงเดินไปในทางเหล่านั้น ไม่ได้. อาศัยเหตุอันเป็นกฎธรรมชาติอันนี้เอง
น.648 59 พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสข้อที่ว่า พรหมจรรย์ ในศาสนาของพระองค์ มีความลุ่มลาดเอียงเท ไปสู่พระนิพพาน ไว้อย่างมีความหมายเช่นเดียวกับ กฎธรรมชาติทางจิตวิทยาที่กล่าวมาแล้ว. ความที่ พระนิพพาน เป็นสิ่งคอยดักขวางทางสัตว์ทั้งหลาย อยู่ข้างหน้าเช่นนี้ นับว่าเป็นลักษณะที่น่าอัศจรรย์ อย่างหนึ่งของพระนิพพานเอง และยังนับได้ว่าเป็น โชคลาภอันสูงสุดของสัตว์ทั้งหลาย. เพราะฉะนั้น การที่จะจับเอาปัญหาอันเกี่ยวกับ พระนิพพาน ขึ้นมาวินิจฉัยกันในที่นี้ จึงเป็นสิ่งที่นับว่า เหมาะสม ไม่ผิดกาละเทศะ หรือถ้าจะให้ กล่าวตามความสมัครใจของอาตมา ก็อยาก จะกล่าวยืนยันว่า การศึกษาเรื่อง พระนิพพาน ควรจัดไว้ในฐานะเป็นสังคมวิทยา [Social Science ] แขนงหนึ่ง เช่นเดียวกับสังคม
น.649 60 วิทยาแขนงอื่น ๆ เช่นจิตวิทยา หรือวิทยา- ศาสตร์เป็นต้น. การพูด การคิด การพิจารณา และการ ปรึกษากันถึงปัญหาอันเกี่ยวกับ นิพพาน ควรจะเป็นสิ่งถูกนำมากระทำกันเป็นประจำวัน เช่น เดียวกับที่เราพากันกระทำต่อสังคมวิทยาแขนงอื่น ๆ เช่นวิชาการเมือง การเศรษฐกิจเป็นต้นด้วย เพราะ เหตุว่า ตลอดเวลาที่จิตของมนุษย์เศร้าโศกได้ มนุษย์ก็ควรรู้จักหยูกยาที่อาจจะแก้ความโศกนั้น ๆ ได้บ้างตามที่ควร ; เช่นเดียวกับที่เมื่อท้องของ มนุษย์ยังรู้จักหิว มนุษย์ก็ต้องรู้จักประกอบอาชีพ ฉันใดก็ฉันนั้น. ด้วยเหตุนี้ อาตมาจึงใคร่ที่จะ ขอร้องต่อท่านพุทธบริษัททั้งหลายทั้ง ที่เป็นพระภิกษุสงฆ์ และเป็นสุภาพชน
น.650 61 ฝ่ายฆราวาสทั้งปวงว่า ขอได้กรุณา พิจารณาเรื่องพระนิพพาน ในฐานะเป็น สังคมวิทยาที่น่าสนใจ และช่วยกัน ลูบคลำให้มากเท่ากับความที่ พระ นิพพาน นั้นสำคัญ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นอุดมบุรุษ จึง สามารถที่จะขุดค้นและเบ็ดเผยอุดมธรรม[Summum bonum ] และอุดมธรรมอันนั้นก็คือความรอดพ้น อันสูงสุดที่เราเรียกกันว่าพระนิพพาน ในที่นี้นั่นเอง. ในฐานะที่เป็นอุดมธรรม พระนิพพานจึงมีเรื่อง ชนิดที่ละเอียดสุขุม. ฉะนั้นการที่จะกล่าวถึงเรื่อง พระนิพพานทุกแง่ทุกมุมในเวลาที่มีอยู่จำกัดสำหรับ วันนี้นั้นย่อมเป็นสิ่งที่สุดวิสัยที่จะกระทำได้, ด้วย เหตุนั้น จึงใคร่จะกล่าวเฉพาะแต่เพียงที่จะสรุป หัวข้อ เรียกว่า — — —
น.651 62 ความน่าอัศจรรย์บางประการ ของพระนิพพานเท่านั้น การทรงแสดงเปิดเผยเรื่อง พระนิพพาน ของ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น มีหลักมีแนวครบถ้วน บริบูรณ์ทุก ๆ ประการ มีความงามทั้งในเบื้องต้น ทั้งในท่ามกลาง และในขั้นสุด หรืออาจจะกล่าว ได้ว่า มีความงามน่าจับใจ ทั้งในส่วนทฤษฎี ทั้ง ในส่วนปฏิบัติ และในส่วนผลสุดท้ายอันจะพึ่งได้ จากการปฏิบัติ. ในเรื่องนี้ในส่วนการปฏิบัติ จะสามารถทำให้ทราบถึงความงามหรือความน่า อัศจรรย์ของพระนิพพานได้ดีกว่าส่วนอื่น ๆ ; แต่ ถึงกระนั้น เราก็จำต้องพิจารณาพร้อม ๆ กันไป ทั้งในส่วนทฤษฎี และส่วนผลบางประการเท่าที่เกี่ยว เนื่องกันอยู่ตามสมควรซึ่งจะทำให้เรามองเห็นความ
น.652 63 น่าอัศจรรย์ของพระนิพพาน ทั้งในด้านทฤษฎี ด้าน ปฏิบัติ และด้านผลพิเศษอันเกิดจากการปฏิบัติ พร้อมกันไปในตัวคราวเดียวกัน. สิ่งแรกที่น่านึกน่าคิดที่สุด ก็คือคำที่ได้ยินได้ฟัง กันอยู่ทั่วๆ ไปว่า พระนิพพาน เป็นอัพยากฤต. เมื่อ จะกล่าวโดยโวหารเป็นภาษาไทยล้วน ๆ เพราะ เหตุว่าคำว่า อัพยากฤต เป็นภาษาบาลีที่ฝั่งยากก็ กล่าวได้ว่า พระนิพพานเป็นสิ่งที่กล่าวไม่ได้ ว่าเป็นอะไร. ความข้อนี้เข้าใจยากอาจทำให้ผู้ ไม่เคยศึกษามาโดยเฉพาะเกิดความฉงนถึงกับงงไป ก็ได้. เพื่อจะให้เข้าใจความข้อนี้ได้โดยไม่ลำบาก มากนัก เราควรจะได้ศึกษาพิจารณามาจากฝ่าย ที่ตรงกันข้าม กล่าวคือฝ่ายที่เราอาจกล่าวได้ด้วย ภาษาชาวโลกของเราว่ามันเป็นอะไร หรืออย่างไร นั่นเอง.
น.653 64 ใน ฝ่ายโลก หรือฝ่ายที่อาจกล่าวได้ว่าเป็น อะไรนั้น มีหลักอยู่ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเราอาจ กล่าวเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งได้เสมอ เช่น เรามีชื่อ เรียกสิ่งนั้น ๆ แล้วยังอาจกล่าวได้ว่า นั้นเป็นสิ่งที่ ดี นี้เป็นฝ่ายที่ ชั่ว เป็นฝ่าย ทุกข์ ฝ่าย สุข เป็นฝ่าย บุญ ฝ่าย บาป เป็นต้น ไม่ว่าสิ่งใด ๆ เราอาจแยก ประเภทกล่าวเป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรืออย่างใด อย่างหนึ่งได้เสมอ. ตัวอย่างที่พอใจแบ่งแยกกัน มากที่สุด ก็คือหลักแห่งการแยกสิ่งทั้งหลายเป็น ส่องฝ่าย คือ ฝ่ายดี และ ฝ่ายชั่ว. เราอาจกล่าว สิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้ ว่าเป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เสมอ. สิ่งที่ดี มีหลักว่าเป็นสิ่งที่บัณฑิตหรือผู้มีความคิด พากันสรรเสริญ ใครประพฤติปฏิบัติเข้าแล้ว นำ มาซึ่งผลคือ ความสุข. สิ่งชั่ว ตรงกันข้ามโดย ประการทั้งปวง ; ผู้รู้ไม่สรรเสริญ ทำแล้วนำมา อ สํ 3 อ ๘ ก ว อ สี่ สี ใ ม เ 11 ค ที่ ๆ
น.654 65 ซึ่งทุกข์. และบัญญัติสิ่งที่สัตว์ไม่ปรารถนา ว่าเป็น ความทุกข์. แม้ว่าจะมีสิ่งบางสิ่งที่วินิจฉัยยากว่า เป็นสิ่งที่ดีหรือชั่ว หรือถึงกับในที่บางแห่งท่านจัด เป็นสิ่งที่ยังไม่ถึงขีดดี ขีดชั่ว ไม่จัดเป็นสิ่งชั่ว อีกประการหนึ่งก็ตาม, ถ้าเราจะสังเกตข้อนี้ให้ดี ก็จะพบได้ว่า เรายังอาจที่จะจัดสิ่งนั้น ๆ ในโลกนี้ ว่าดีหรือชั่วได้อยู่นั่นเอง, โดยอาศัยหลักแห่งพระ อภิธรรมที่มีอยู่ว่า สิ่งใดมีมูลอันเดียวกับ สิ่งที่ดี สิ่งนั้นจัดไว้เป็นฝ่าย ดี; สิ่งใดมีมูลอันเดียวกันกับ สิ่งที่ไม่ดี สิ่งนั้นก็จัดไว้เป็นที่ ไม่ดี, แม้ว่าสิ่งนั้น ๆ ในขณะนี้โลกยังไม่ได้ให้ความหมายอันชัดเจนว่า มันเป็นสิ่งที่ดีหรือชั่วก็ตาม. ถ้าจะกล่าวตามหลักของ ฝ่ายธรรมะ ก็ อาจใช้หลักที่เด็ดขาดที่สุดอันหนึ่งมาตัดสิน คือว่า สังขารเหล่าใด ใส่ความทุกข์ ให้แก่สัตว์ มีราคะ
น.655 66 โทสะ โมหะ เป็นมูล, สังขารพวกนั้นโลกบัญญัติ ว่า ไม่ดี. สังขารเหล่าใด ไม่ใส่ทุกข์ ให้แก่สัตว์ ไม่มี ราคะ โทสะ โมหะ เป็นมูล, สังขารเหล่า นั้นโลกบัญญัติว่า ดี. หรือกล่าวอย่างสั้น ๆ ที่สุด อีกอย่างหนึ่ง ก็อาจกล่าวได้ว่า สิ่งใดเป็นผลสืบ เนื่องมาแต่ อวิชชา สิ่งนั้น ไม่ดี, ไม่ว่ามันจะเป็น สิ่งมีชีวิตจิตใจหรือไร้ชีวิตจิตใจก็ตาม สิ่งใดเป็น ผลสืบเนื่องมาแต่ วิชชา สิ่งนั้น ดี. เท่าที่ยกมา เป็นตัวอย่างนี้พอจะให้เกิดการเข้าใจได้ว่า สิ่งต่างๆ ในโลกนี้ที่เป็นวิสัยโลกหรือที่มนุษย์รู้จักกันดีนั้น อาจที่จะแบ่งได้เป็นสองประเภท คือสิ่งที่ดีและไม่ดี หรืออย่างน้อยที่สุดก็อาจสงเคราะห์ได้ในฝ่ายใดฝ่าย หนึ่ง โดยยึดหลักที่ว่ามันเป็นผลสืบเนื่องแต่เหตุ อะไร. ยกเสียแต่ พระนิพพาน เท่านั้นที่เป็น สิ่งไม่มีเหตุ, เป็นสิ่งเหนือที่โลก ไม่อาจ
น.656 67 กล่าวแยกเป็นฝ่ายไหน จึงต้องกล่าวว่าเป็น อัพยากฤต คือกล่าวไม่ได้ว่าเป็นอะไร. ข้อที่ พระนิพพาน เป็นสิ่งไม่ อาจกล่าวได้ว่าเป็นอะไรนี้ ควรจะ พินิจพิจารณากันโดยละเอียดคือว่า อาจมีคนแย้งขึ้นว่าเมื่อมีเสียงหรือ ศัพท์เรียก พระนิพพาน ว่า นิพพาน อยู่ดังนี้แล้ว ก็ควรจะกล่าวได้ว่า เป็นพระนิพพานนะซิ จะมัวไปคิด ว่ากล่าวอะไรไม่ได้ ไปทำไม - - ข้อนี้เองเป็นข้อที่มีนัยเร้นลับ เป็นข้อที่ทำให้ บุคคลรู้จัก พระนิพพาน สักแต่ว่าตามความหมาย ของเสียงและเป็นเหตุที่ทำให้ไม่รู้จัก พระนิพพาน
น.657 68 ในฐานะที่เหนือหรือนอกไปจากสิ่งที่ดีและชั่วทั้งสอง ประเภท. บางคนอาจแย้งว่า พระนิพพาน เป็น สิ่งสืบเนื่องมาจากวิชชาหรือปัญญา ควรจะจัดพระ นิพพานไว้เป็นฝ่ายดีซิ ข้อนี้เป็นเพราะเข้าใจความ เป็นเหตุเป็นผลอันเกี่ยวกับพระนิพพานนั้น ผิดไป จากความจริง. พระนิพพานไม่มีอะไรปรุงแต่ง ได้ ไม่ใช่สิ่งที่อะไรปรุงแต่งขึ้นมา เพราะ ฉะนั้น พระนิพพาน จึงไม่ใช่ตัวผล [ Result ] ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง. ข้อที่เราอาศัยวิชชาแล้วรู้จัก นิพพานได้นั้น ไม่ได้หมายความว่าวิชชาได้สร้าง นิพพานขึ้นมา. นิพพานมีอยู่เองแล้วในฐานะที่ไม่มี อะไรสร้างขึ้นและอยู่นอกเหนือภาวะที่อะไรจะแต่ง หรือสร้างได้ ผิดกับที่เรียกว่า ดี หรือ ความดี อันเป็นสิ่งที่มีอะไรปรุงแต่งขึ้นมาชั่วคราวและเป็น เพียงสังขารชนิดหนึ่ง หรือประเภทหนึ่งเท่านั้น โดย แ ส เ เ ร เ จ ๘ ส ผ น โ 4 ม
น.658 69 มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง และจะต้องเป็นไปตามอำนาจ แห่งปัจจัย. ส่วนพระนิพพานแปลกตรงกันข้ามกับ สังขาร จึงเรียกว่าวิสังขาร. วิชชาเป็นเหตุได้ก็แต่ เพียงทำให้ใจถึงพระนิพพาน คือรู้พระนิพพาน จน เกิดรสอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นในใจตัวเองเท่านั้น และ รสนั้นก็ไม่ใช่รสของพระนิพพาน แต่เราขอสมมติ เรียกกันอย่างขอไปที่ว่ารสของพระนิพพาน, เพราะ จนปัญญาไม่รู้จะเรียกว่าอะไร พระนิพพานจึงเป็น สิ่งที่ไม่มีรสด้วย. เราพอที่จะกล่าวได้ว่ารสนั้นเป็น ผลโดยตรงของวิชชา แต่ไม่พอที่จะกล่าวว่า พระ นิพพานนั้นเป็นผลของวิชชา ไม่ว่าโดยตรงหรือ โดยอ้อม." ๑. เช่นเดียวกับตาเราเห็นดวงอาทิตย์ ได้รับแสงสว่างจาก ดวงอาทิตย์ ได้รับประโยชน์บางอย่าง แต่ไม่อาจกล่าวได้ ว่า ดวงอาทิตย์เป็นผลเกิดจากตาของเรา หรือการเห็นของ ตา.
น.659 70 สภาพอันหนึ่ง ซึ่งเป็นอยู่ได้เอง ซึ่งเราสมมติ เรียกกันโดยชื่อต่าง ๆ และชื่อที่เรียกกันมากที่สุด ก็คือชื่อว่า นิพพาน นั้นได้รับนามชื่อนั้น ๆ มาจาก การที่ตัวสภาพนั้น เป็นของยากที่จะกล่าวลงไปได้ ว่าอะไรนั้นเอง. คำว่า นิพพาน [ซึ่งแปลว่า ดับ สนิท ] ก็ดี, คำว่า สัพพสังขารสมถะ [ซึ่งแปล ว่า เป็นที่ระงับของสังขารทั้งปวง ] ก็ดี, คำว่า สัพพุปธิปฏินิสสัคคะ [เป็นที่สลัดเสียซึ่งอุปธิ ทั้งปวง] ก็ดี, คำว่า วิมุติ [หลุดพ้น] ก็ดี, คำว่า อนาลยะ [ไม่เป็นอาลัยคือที่หมกอาลัย] ก็ดี, คำว่า วิราคะ [ย้อมไม่ติด] ก็ดี, คำว่า นิโรธะ [ดับไม่เหลือ] ก็ดี ฯลฯ และอื่น ๆ อีกมาก เหล่านี้ล้วนถูกสมมติให้เป็นชื่อของสภาพอันนั้นตาม แต่ว่าการสมมติคำนั้น ๆ จะสมมติ เพราะมองดู ในแง่ไหน - คือแง่กิริยาอาการ หรือแง่ลักษณะ
น.660 71 แง่คุณสมบัติเป็นต้น ซึ่งล้วนแต่สมมติให้ เพราะ จนปัญญาไม่รู้จะเรียกนามตรง ๆ ลงไปว่าอะไรทั้ง นั้น. แม้ว่าคำเหล่านี้จะเป็นคำที่ถูกบัญญัติขึ้นโดย สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเอง ซึ่งทุกคำถ้วนแต่ หมายถึงสิ่งที่เราเรียกกันทั่วไปว่า นิพพาน ก็ตาม ก็ยังเป็นคำที่พระองค์ ทรงสมมติ ขึ้น เพื่อใช้ใน การพูดจากับชาวโลก เพื่อให้ชาวโลกที่เป็นสาวก พอที่จะเข้าใจ พระนิพพาน ได้บ้างในเบื้องต้น. มิฉะนั้นสภาพที่ตามความจริงเราไม่อาจกล่าวได้ว่า เป็นอะไรที่พระองค์ทรงค้นพบนั้นจะไม่เป็นประโยชน์ อะไรแก่ผู้อื่นเสียเลย. ครั้นสาวกนั้น ๆ เกิดความ เชื่อในเบื้องต้นแล้วปฏิบัติตามยิ่งรู้จักสภาพอันนั้น มากยิ่งขึ้น ก็ยิ่งปฏิบัติสูงขึ้นแรงขึ้นเป็นลำดับ จน รู้จักพระนิพพานได้เองว่าเป็นอะไร และแล้วก็จน
น.661 72 ปัญญาอย่างเดียวกันอีก ในการที่จะกล่าวกับชาว โลกว่า พระนิพพานนั้นเป็นอะไรแน่ นอกจากนาม ที่สมมติเหล่านั้น นี่คือความยากหรือความลึก ของสิ่งที่ตรงกันข้ามกับโลก หรือ ความที่โลกยังขาดคำ ๆ หนึ่งที่เป็น ภาษาสำหรับใช้เรียกสภาพที่พ้นโลก ขึ้นไปลิบลับที่ความดีความชั่วตาม ขึ้นไปไม่ถึง ที่ความสุขความทุกข์ ตามขึ้นไปไม่ถึง ๑ ที่เราต้องขอเรียก ไปที่ อย่างสมมติ ๆ ว่าพระนิพพาน. ๑. คำว่าขึ้นไปในที่นี้ก็เหมือนกัน ยืมมาใช้อย่างขอไปที, ความเป็นโลกุตตระหรือพ้นโลกของนิพพานนั้น มิใช่ อยู่สูงขึ้นไปทางเหนือศีร์ษะ, แต่เป็นของนอกโลก, พ้นวิสัยโลก, เท่านั้น.
น.662 73 เพื่อจะให้เข้าใจให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ว่ามีสิ่ง ๆ หนึ่งที่เหนือพ้นไปจากความดีและความชั่วและสิ่ง ๆ นั้นจะมีได้อย่างไร เราควรจะย้อนไปพิจารณากัน ดูใหม่ถึงสิ่งที่เรียกว่า ดี หรือ ชั่ว อีกครั้งหนึ่ง. สิ่งที่เราเรียกว่าความดีความชั่วนั้น เรามี ความคิดนึกกันทั่ว ๆ ไปว่า มันต้องตรงกันข้าม เช่นของดำกับของชาว แต่ถ้าเราพิจารณาดูในแง่ อันลึกขนาดที่จะเข้าใจ นิพพาน ได้แล้วเรากลับจะ เห็นได้ว่ามันไม่ได้แตกต่างกันเลย. ถึงแม้ของดำ กับของขาวนั้นก็เหมือนกัน จะเป็นสิ่งที่เหมือนกัน ไม่แตกต่างกันในเมื่อมองดูด้วยสายตาขนาดที่อาจ มองเห็นพระนิพพานได้. ความจริงถ้าเราจะนิกว่า เวลากลางวันและกลางคืนเป็นสิ่งที่ผิดตรงกันข้าม แล้ว ก็จะผิดมาก ทั้งนี้โดยเหตุที่ว่าทั้งกลางวัน และกลางคืน ถ้วนแต่ต่างก็เป็นเพียง เวลา อย่าง
น.663 74 เดียวกัน เป็นเวลาที่ล่วงไปอย่างเดียวกัน ทำให้ สังขารทั้งปวงชราไปด้วยอาการอย่างเดียวกัน. มนุษย์ในโลกถูกธรรมดา ตบตา จึงได้หลงไป. เพราะ เหตุที่ว่าดวงอาทิตย์มิได้ส่องแสงลงสู่พื้นโลกทั้งหมด ในเวลาคราวเดียวกัน สัตว์ซึ่งมีความรู้สึกถูกกักขัง อยู่ในขอบเขตอันจำกัด จึงรู้แจ้งเพียงเท่าที่ตนจะ รู้สึกได้ คือรู้สึกต่อโลกนี้ได้เพียงคราวละครึ่งซีก จึงเกิดความรู้สึกเป็นเวลากลาง วันและกลางคืนขึ้น มีอำนาจของแสงอาทิตย์เป็นเครื่องช่วยสนับสนุน ความแตกต่างหลาย ๆ ประการ หรือถึงกับเกิด ความรู้สึกเลยไปกว่านั้นจนเกิดยืนยันว่า มันตรง กันข้ามเป็นดำกับขาว. แต่ความจริงที่ถูกต้องจะ ปรากฏแก่พวกนั้นเอง ในเมื่อเขาจะสามารถถอย ออกไปจากโลกนี้ ไปยีนดูดวงอาทิตย์ส่องแสงมา ยังโลกนี้ จากที่ซึ่งเขาอาจมองเห็นดวงอาทิตย์และ
น.664 75 โลกได้พร้อมกันในเวลาเดียวกัน เช่นมองดูดวง- อาทิตย์ทำกิริยาอาการต่อโลกนี้มาจากโลกพระอัง- คารเป็นต้นแล้ว ความรู้สึกว่ากลางวันและกลางคืน เป็นของตรงข้ามกันนั้น จะถูกขว้างไปจากจิตใจ ของผู้นั้นทันที แต่จะกลับเห็นเป็นของเล่น ๆ เล็กๆ น้อย ๆ เท่านั้นเอง. โดยทำนองเดียวกัน เมื่อใดเรา สามารถ หลุดลอย ออกไป จาก อำนาจ ของความดีความชั่ว ที่โลกพากันยึด- ถืออยู่ แล้วออกไปยืนดูความดีความ- ชั่วที่กำลังป่วนอยู่กับโลก มาจากที่ ๆ ความดีความชั่วตามไปไม่ถึง, เมื่อนั้น เราจะเห็นความดีความชั่วในโลกนี้ เป็นเพียงสังขารอย่างเดียวกัน เป็น ของหลอก ๆ เป็นของสมมติ เป็น
น.665 76 ของเปื่อยเน่าได้อย่างเดียวกัน ต่างพา กันวิ่งแข่งกันไปสู่ความเปลี่ยนแปลง ด้วยอำนาจแห่งเวลา อย่างเดียวกัน เป็นโลกียธรรม ด้วยกัน เป็นของมี เหตุมีปัจจัยปรุงและเป็นไปตามอำนาจ แห่งเหตุแห่งปัจจัยนั้น ๆ โดยไม่ แตกต่างกันเลย; จะผิดกันบ้างก็ต่อเมื่อ มองด้วยความรู้สึกที่ยังยึดถือ หรือ เพราะจิตใจนั้นยังถูกกักขังอยู่ภายใต้ ความยึดถือ ยังมีจิตใจอันต่ำพอที่จะ ฟูขึ้นหรือแฟบลงด้วยอำนาจแห่งโลก- ธรรม กล่าวคือยังไม่รู้จักสิ่งอีกสิ่ง หนึ่งซึ่งอยู่พ้นอยู่เหนือไปจากนั้น หรือที่ตรงข้ามกับความดีความชั่วนั้น จริง ๆ.
น.666 77 ความดีและความชั่วเป็นของหนัก มีการ กดหน่วงจิตใจเท่ากัน แม้จะอยู่ในรูปที่ต่างกัน. ต่อเมื่อพ้นอำนาจของสิ่งที่เป็นโลกียธรรมเหล่านั้น แล้วเท่านั้น จิตจึงจะไม่ต้องแบกของหนักอีกต่อไป. ทั้ง ๆ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า สิ่งทั้งปวง เป็นอนัตตา คือไม่มีตัวตน อันสัตว์ควรยึดถือ แต่ถ้าปัญญาหรือความรู้ของเรายังตกอยู่ในขอบ- เขตอันจำกัด คืออำนาจของความสุขและ ความทุกข์ยังคอยจำกัดเขตครอบงำใจเราอยู่ เรา ย่อมมีความรู้สึกในทำนองเดียวกันกับที่มีความรู้สึก ว่ากลางวันกลางคืนเป็นของต่างกันจนตรงกันข้าม. เพราะเมื่อเรามีความรู้สึกจดจ่ออยู่เพียงที่เวทนาอัน เกิดขึ้น ก็ย่อมรู้สึกไปในทำนองว่าความทุกข์นั้น ต้องทน ส่วนความสุขเบาสบายไม่ต้องทน. แต่ถ้า จะพจารณาดูโดยละเอียดแล้ว สิ่งที่เราเรียกกันว่า
น.667 78 ความสุขก็มีอาการ ชนิดที่เรียกว่า "ต้องทน" เหมือนกันแต่เป็นการทนอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นอาการ เช่นเดียวกับการกินเหล้าหวาน หรือของหวาน เมา หรือให้โทษโดยไม่รู้ตัวอยู่เสมอ ข้อนี้เอง เป็น มูลเหตุให้เกิดความเข้าใจผิดโดยเห็นเป็นของแตก- ต่างตรงกันข้าม ซึ่งเมื่อความเข้าใจผิดชนิดนี้ยังคง มีอยู่เพียงใดแล้ว ก็เป็นการสุดวิสัยที่จะเอาชนะ ความทุกข์ทั้งปวงโดยเด็ดขาดได้. ความสุขชนิดใด ที่ยังเป็นไปอย่างวิสัยโลก คืออาศัยเหตุปัจจัยอย่าง ใดอย่างหนึ่งมาทำให้เกิดเวทนาชนิดที่เป็นความ อร่อยอยู่แล้ว ความสุขชนิดนั้น เราอาจกล่าวได้ ว่าเป็นสิ่งที่ต้องทนเช่นเดียวกันกับความทุกข์ เป็น แต่มีอะไรมาคอยหลอกเราไว้ให้สมัครทนโดยไม่ รู้สึกตัวเท่านั้น ! ครั้นเรามองดูให้ละเอียดถี่ถ้วนเข้า ก็อดสงสารตัวเองไม่ได้ ถ้าหากจะแปลความทุกข์ เ ๓ ใ ซ น 3 น ร ถ ท ๘ ท ๘ ก ช เ ข 1 1
น.668 79 เสียใหม่คือ คำว่า ทุกข์ แปลว่า ของที่ต้องทน หรือ ต้องหนักอกหนักใจ ดังนี้แล้วความสุขความ ทุกข์ก็เป็นอย่างเดียวกันเท่านั้น. ผิดกันอยู่นิดหนึ่ง ที่ความทุกข์มันพูดอะไรตรง ๆ แสดงอะไรของมัน ก็ตรง ๆ อย่างคนสัตย์ซื่อ ส่วนความสุขเป็นคน ลับลมคมนัย. หรือถ้าจะให้มีความหมายอัน รัดกุมใกล้เข้ามาอีก คำว่า ทุกข์ ควรจะแปล ให้มีความหมายเด็ดขาดยิ่งกว่านั้น คือแปลว่า สิ่ง ซึ่งเมื่อดูให้ลึกแล้วน่าอิดหนาระอาใจ น่าเกลียด น่าชัง มากกว่าน่าสนิทสนมด้วย ซึ่งเมื่อแปลเช่น นี้แล้ว เวทนาทั้งปวงไม่ว่าทุกขเวทนา หรือสุข- เวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาก็ตาม ย่อมเป็นความ ทุกข์ไปหมด เพราะน่าอิดหนาระอาใจในความไม่ เที่ยงเปลี่ยนแปลงเป็นมายาหลอกลวงของมัน เสมอ กันหมดทั้งสามประเภท.
น.669 80 ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้ ควรจะสรุปความได้ แล้วว่า เมื่อกล่าวโดยสิ้นเชิง สิ่งทั้งหลายทั้งที่ มนุษย์รู้จักและไม่รู้จักมีเพียงสองประเภทเท่านั้น คือ ประเภทที่เป็นโลก และ ที่พ้นไปจากโลก. สิ่งที่เป็น โลก หรือ วิสัยโลก นั้น สรุปได้ ด้วยคำเพียงสองคำ คือ ดี และ ชั่ว สิ่งที่ดีและชั่ว รวมกันนั่นแหละเรียกว่าโลก, ว่าโลกียะ หรือฝัก- ฝ่ายของโลก เพราะว่าความดีและความชั่วมีแต่ใน โลกนี้ หรือหาพบแต่ในโลกนี้เท่านั้น เมื่อพ้นไป จากโลกนี้ ซึ่งเรียกว่าโลกุตตระ หรือเรียกอย่าง ศัพท์สากลปรัชญาว่า อัลตรามันเดน [ Ultra- mundane ] แล้ว จะไม่มีความดีความชั่วเหลืออยู่ เลยเป็นอันขาด เพราะว่าในที่นั้นไม่มีฐานที่ตั้ง ไม่มี สิ่งรองรับสำหรับความดีความชั่ว คือไม่มีความยึด- ถือในความดีความชั่ว โดยความเป็นสิ่งที่ปรารถนา
น.670 81 และไม่ปรารถนา มันจึงเป็นที่ดับที่ละลายของสัง ขารทุก ๆ ประการ. ความดีความชั่วนี้เป็นสังขาร คือเป็นสิ่งที่มีอะไรปรุงแต่งขึ้นชั่วคราว. สิ่งที่ปรุง- แต่งนั้นก็ล้วนแต่เป็นสังขารด้วยกัน ปรุงทยอยกัน ขึ้นมาเป็นลำดับ ริ่งรัดทรงตัวกันอยู่ได้ ชั่วเวลาที่ มีความอยากความต้องการ. ในโลกุตตรภูมิไม่มีความต้องการ เพราะ ได้มองเห็นความเหลวแหลกหลอกลวงของความ ดีความชั่วนั้นเสียแล้ว, สังขาร เหล่านี้จึงต้อง แตกละลายเมื่อขึ้นไปถึงเขตนั้น ความยุ่งยากจึง ไม่มี มีแต่ความสงบ. ส่วนในโลกนี้ ชอบใจสิ่งใดก็ถือกันว่าดี ว่าสุขหรือยกขึ้นถึงขั้นประเสริฐ; ไม่ชอบใจสิ่งใด ก็ประณามว่าเป็นทุกข์ ไม่มีค่า ไม่มีราคาทั้ง ๆ
น.671 82 ที่ความดีและความชั่วล้วนแต่เป็นของมายา อ่อนแอ ไร้ตัวตน ด้วยกันทั้งสองอย่างดังกล่าวมาแล้วข้าง ต้น. เมื่อเป็นดังนี้ ย่อมจะเห็นได้ว่าความคิดหรือ ความรู้กระทั่งความต้องการของผู้มีจิตใจจมอยู่ใน โลกียภูมินั้น ได้ถูกจำกัดเขตไว้ในกรอบวงอันแคบ ที่สุดเพียงไร เมื่อรู้เห็นสิ่งต่าง ๆ แต่ในวงแคบ ก็ ถูกโมหะหรืออวิชชาทำให้เข้าใจผิดเอาได้มาก ๆ หรือทั้งหมดเลยทีเดียว ซึ่งถ้าหากว่าปัญญาของเขา ไม่ถูกกักขังอยู่ในวงอันจำกัดเช่นนั้นแล้ว ก็คงจะ รู้จักสิ่งที่ดีหรือชั่ว ผิดหรือชอบ สุขหรือทุกข์ ได้ ถูกต้องยิ่งกว่านั้น. กล่าวคือรู้จักโลกนี้ได้ทั้งหมด โดยความเป็นของอย่างเดียวกัน แล้วอาจข้ามไป รู้จักสิ่งที่ตรงกันข้ามกับโลกนี้ คือโลกุตตระได้ด้วย ไม่มัว งม หาสิ่งตรงกันข้ามอยู่แต่ในโลกนี้ด้านเดียว
น.672 83 ซึ่งจะหาไม่พบ แล้วหลงผิดจนสร้างกรงแห่งความดี ความชั่วขึ้นกักขังตัวเอง ด้วยเหตุดังว่ามา ผู้ที่รู้จักแต่โลกยังไม่รู้สิ่งที่ พ้นไปจากโลก จึงนึกและรู้สึกแบ่งโลกนี้ออกเป็น ฝ่ายตรงกันข้ามสองฝ่าย คือฝ่ายดี ฝ่ายชั่ว แล้ว ก็ทึกทักเอาว่าไม่มีอะไรที่จะต้องศึกษาค้นคว้าให้สูง ขึ้นไปกว่านี้แล้ว. แต่ถ้าหากว่าความรู้ของอีกพวก หนึ่งถูกปล่อยออกไปให้กว้างกว่านั้นจนไม่มีอะไร มาจำกัดเขต ก็สามารถที่จะรู้ข้ามไปเสียจากโลกนี้ เพราะไม่มีอะไรแปลก, ข้ามไปรู้โลกุตตระหรือ โลกุตตรภูมิเพิ่มเข้ามาอีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งเมื่อเป็นดังนี้ สิ่งซึ่งเคยเป็นคู่เทียบโดยความเป็นของตรงกันข้าม ในความรู้สึกของผู้นั้นก็จะไม่หยุดอยู่เพียงแค่ความดี กับความชั่ว สุขกับทุกข์ ซึ่งล้วนแต่เป็นโลกียธรรม ด้วยกัน, แต่ความรู้ของเขาจะแล่นเลยไปจับเอาคู่
น.673 84 เทียบของความแปลกตรงกันข้าม ในระหว่างโลก กับโลกุตตระได้โดยแน่นอน เพราะว่าเป็นของ แตกต่างอย่างตรงกันข้ามจริง ๆ. สำหรับสิ่งที่เป็น โลกุตตระ นั้น แตกต่าง ตรงกันข้ามจากโลกโดยประการทั้งปวง หรือเป็น ฝ่ายที่ภาษาของโลกไม่มีสำหรับเรียกว่าอะไรนั่นเอง. ทำไมจึงกล่าวว่าไม่มี. ข้อนี้เพราะเหตุว่า ภาษาที่ โลกบัญญัติขึ้นใช้นั้นบัญญัติใช้กับสิ่งต่าง ๆ ตามที่ โลกรู้จัก คือเข้าใจความหมายของสิ่งนั้นดี. เมื่อ โลกไม่รู้จักสิ่งที่พ้นไปจากโลก ก็ย่อมไม่รู้ความ- หมายอันแท้จริงของโลกุตตระนั้น จึงไม่ได้บัญญัติ ชื่อชื่อนี้ขึ้น หรือถึงกับไม่ทราบว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่ ด้วยซ้ำไป. นี้ก็เป็นข้อหนึ่ง ที่โลกไม่รู้จักโลกุตตระ หรือนิพพาน. แต่ถ้าจะกล่าวให้ชัดเจนตรงตัวยิ่งขึ้น อีกก็คือว่า พระนิพพานเป็นความพ้นไปจากทุก ๆ 2 ร ส ◌ุ บ ป ข ใ บ ใ ๕ ๆ ค จ ๘ ก จ สิ่ ค
น.674 85 สิ่ง เป็นขั้นที่ความรู้สึกของจิตใจหมดปัญญา หมด ความสามารถที่จะเรียกว่าเป็นอะไรได้. เพราะถ้า จะเรียกว่าสุขหรือยอดสุขตามความหมายของโลก ก็ผิดอย่างยิ่งและเป็นการนึกเดาเอามากกว่า. ถึงแม้ จะมีคำกล่าวที่ได้ยินกันอยู่ทั่วไปว่า พระนิพพานเป็น สุขอย่างยิ่งโดยอาศัยพระพุทธภาษิตที่ว่า "นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ" อันดูเหมือนจะเป็นการยืนยันอยู่โดย ประจักษ์ชัดก็ตาม, นั่นก็ควรจะทราบได้โดยไม่มี ข้อแย้งข้อเถียงอีกว่า ได้ยืมเอาภาษาของโลกมา ใช้โดยเหตุที่ว่า ในฝ่ายโลกุตตระไม่มีภาษาที่มนุษย์ บัญญัติขึ้นใช้เกี่ยวกับการนี้ แม้แต่ผู้ที่กำลังซึมซาบ ในพระนิพพานอยู่ ก็ปรากฏว่าบรรยายสิ่งที่ตนกำลัง ซึมซาบนั้น เป็นคำพูดออกมาไม่ได้. พระโยคีผู้ ค้นคว้าสิ่งที่สูงไปจากโลกนั้น ได้พบและมีความ รู้สึกในสิ่ง ๆ หนึ่ง อันนอกเหนือวิสัยที่โลกจะเคย
น.675 86 รู้จักและเรียกได้ว่าชื่ออะไรแน่. ด้วยเหตุนี้โยคี ผู้นั้นก็เลยจนหรือจำนนต่อภาษาที่จะใช้เรียกสิ่งนั้น ว่าอะไร จึงเป็นเหตุให้ต้องยืนภาษาของโลกคำที่มี อยู่ก่อน ๆ ที่มีความหมายใกล้เคียงกันมาใช้อย่าง ขอไปที่ จึงเกิดมีการยืมคำว่า "นิพพาน" ซึ่งที่แท้ เป็นนามศัพท์ของการดับที่ดับสงบเย็นลงไป เช่น เทียนดับ ไฟดับ เป็นต้น มาเป็นชื่อของสภาพอัน หนึ่งซึ่งพระโยคีนั้นเพิ่งค้นพบ อันเราหมายถึงสิ่งนั้น หรือสภาพนั้นด้วยคำว่า "พระนิพพาน" กันนั่นเอง ทั้งนี้พอ ให้เป็นเค้าเงื่อนให้โลกหรือผู้ฟังสิบสาว ความหมายไปได้ เพราะโลกรู้จักความร้อนหรือ ความทุกข์อยู่บ้างแล้ว. ถ้าพิจารณาดูให้ดีแม้แต่ในฝ่ายโลกล้วน ๆ ของเรานี่เอง เราย่อมเห็นกันอยู่แล้วว่า เมื่อมี ทฤษฎีหรือมติอันใดที่เพิ่งค้นพบขึ้นมาใหม่ ๆ เกิด
น.676 87 ขึ้น ศัพท์หรือชื่อที่จะใช้เรียกสิ่งนั้น ๆ ในเรื่องนั้น หรือเรียกตัวทฤษฎีอันนั้นเองก็ปรากฏว่ายังไม่มียัง ต้องขอยืมศัพท์ หรือชื่อที่มีอยู่ก่อน ๆ มาประดิษฐ์ รูปขึ้นใหม่ หรือใช้ชื่อนั้นซ้ำกันเลยทีเดียว แต่ บัญญัติความหมายให้ใหม่ อย่างที่เราเรียกกันว่าคำ บัญญัติเฉพาะหรือศัพท์เทคนิค [Technical term] เพื่อใช้กับสิ่งนั้น ซึ่งเป็นทางงอกหรือความเจริญ ร่ำรวยของภาษา. เราเห็นได้ว่าแม้เป็นฝ่ายโลกียะ ด้วยกันแท้ๆ ก็ยังเกิดการอัตคัดขาดแคลนถึงเพียง นี้ ในเรื่องคำพูดหรือภาษาที่จะนำมาใช้. ครั้นมา ถึงสิ่งนอกเหนือไปจากสิ่งอันเป็นโลกียวิสัย คือเป็น ฝ่ายโลกุตตระหรือฝั่งสมุทรฟากโน้นที่ยังไม่เคยไป และผิดตรงกันข้ามโดยประการทั้งปวงด้วยแล้ว ก็ ย่อมเป็นการอัดคัดขาดแคลนในเรื่องภาษาที่จะใช้ ยิ่งขึ้น หรือถึงกับไม่มีเอาเสียที่เดียว. เพราะเหตุ
น.677 88 นี้เอง คำ หรือ พระพุทธภาษิตทั้งหลายที่ปรารภ หรือบ่งถึงโลกุตตระ ถึงแม้จะมีชื่อคล้ายกับภาษา ของโลก แต่สำหรับด้านความหมายแล้วผิดกันมาก นัก เช่นคำว่า นิพพาน ภาษาโลกในอินเดียสมัย พุทธกาลหมายถึง ไฟดับ หรือความร้อนอย่างใด อย่างหนึ่งดับ แม้ที่สุดแต่ข้าวที่คดมาร้อน ๆ จาก หม้อค่อยเย็นลงก็เรียกว่า นิพพาน เหมือนกัน. แต่ นิพพาน ในภาษาของโลกุตตระนั้นลองคิดดูที่หรือ ว่า อะไรดับ ถ้าผู้ใดคิดได้ผู้นั้นจะมองเห็นสืบไปอีก ว่า ได้ฝืนเอาคำว่า ดับ นี้มาใช้อย่างไม่ค่อยตรง ความหมายแท้เพียงไร เพราะเหตุที่โลกอัตคัดภาษา เพื่อให้ฝ่ายโลกุตตระยืมใช้นั่นเอง. ทีนี้เราจะพิจารณากันถึงข้อที่ต้องจำใจผืน กล่าว ว่า นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ดูต่อไปอีก แท้ที่จริงประโยค ๆ นี้มีความหมายอันยื่นซ่อนเร้น แ กา 4 เพ ห ก ไว ทุก ◌ุ ๘ เบ๊ 4 เม 1 อย ข ตร บ นน แล สุข
น.678 89 อยู่ ซึ่งเราจะต้องค้นให้พบกันเสียก่อน ถ้าฟังดู ตรง ๆ ตามตัวหนังสือ ก็ต้องเข้าใจว่าตัวนิพพาน นั่นเองเป็นตัวสุขอย่างยิ่ง แต่ความหมายอันแท้จริง แล้ว ใจของผู้ที่ซึมซาบต่อนิพพานต่างหากเป็นตัว สุข ตัวนิพพานเองพ้นจากการที่จะกล่าวว่าสุขหรือ ทุกข์ หรือเป็นอะไร หรือกล่าวให้ชัด ก็คือไม่ เป็นสุขหรือเป็นอะไรนั่นเอง. ฉะนั้นประโยค ๆ นี้ เมื่อจะกล่าวให้ถูกทั้งตามความจริง และตามหลัก ไวยากรณ์ ก็ควรกล่าวว่า "ใจที่ลุถึงนิพพาน แล้วเป็นสุขอย่างยิ่ง" ดังกล่าวมาแล้ว. แต่ การที่กล่าวสั้น ๆ ว่านิพพานเป็นสุขอย่างยิ่งนั้น ก็ เพื่อให้สะดุดใจผู้ฟังยิ่งกว่า หรือเพราะว่าความ- หมายที่เต็มอาจผุดขึ้นเองในใจของผู้ฟังในสมัยนั้น ก็ได้ทั้งสองทาง.
น.679 90 ดังได้กล่าวมาข้างต้นแล้วว่า สุขหรือทุกข์ก็ล้วน แต่เป็นทุกข์หรือเป็นของหลอกของชั่วคราวเพราะ ตัวใจเองซึ่งเป็นผู้รู้สึกสุขนั้นเป็นของชั่วคราว เป็น สังขารที่รู้จักเกิดดับ แต่ทำไมในที่นี้จึงยกขึ้นมา สรรเสริญ ตีค่าเทียบกับตัวนิพพาน ? ข้อนี้เป็น เพราะว่าเราไม่มีคำอื่นใดที่จะมาใช้แทนคำว่า สุข ในประโยคว่า นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง. ถ้าจะกล่าว ว่าเป็นทุกข์ก็ยิ่งไม่ถูกใหญ่. ถ้าข้ามไปกล่าวว่า พระนิพพาน ไม่ใช่สุข ไม่ใช่ทุกข์ คือพ้นเลยไป จากความทุกข์และสุข ก็ไม่ใช่วิสัยที่คนในเบื้องต้น จะพึ่งฟังหรือฟังเข้าใจ หรือจะให้เกิดความสนใจ ในพระนิพพานได้ และในที่สุดจะไม่มีใครเอาใจใส่ ในเรื่องนิพพานเลย. แต่เพราะเหตุที่สัตว์โลกย่อม พอใจในฝ่ายความสุข เกลียดกลัวต่อความทุกข์
น.680 91 อยากได้รับความพออกพอใจ ละจากสิ่งไม่พอใจ หรือความทุกข์เสีย, การที่ยกเอาความสุขขึ้นมา กล่าว ย่อมทำให้เกิดความสนใจได้มากกว่า และ เข้าใจเป็นลำดับขึ้นไปโดยง่ายด้วย. ฉะนั้นถ้าหาก ว่าการกล่าวประโยคนี้ มิใช่เป็นการกล่าวสรุปสั้นๆ แต่อมความไว้มาก ๆ เช่นการ กล่าวเป็น อุทาน เพราะบีติของผู้กล่าว ซึ่งทำให้กล่าวสั้น ๆ ลุ่น ๆ เพราะกล่าวกะตนเองแล้ว ก็ควรถือว่าเป็นความ มุ่งหมายอันหนึ่งที่เดียวที่กล่าวเพื่อจูงผู้ฟังเข้าไปหา นิพพาน โดยไม่ให้มีการหลีกเลี่ยง แต่ให้สมัครใจ ด้วยตนเอง โดยวาดระดับความสุขชั้น นิพพานไว้ ให้สูงสุดยอด. แต่อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจ ของผู้ฟัง เมื่อได้ฟังคำว่า สุขอย่างยิ่ง หรือ ยอดสุข นั้น ยังแตกต่างกันไกลจากความรู้สึกในความสุข
น.681 92 ของผู้ที่ลุถึงพระนิพพานได้จริง ๆ เพราะผู้ฟังนั้น ใน ขั้นนี้เปรียบเทียบความสุขเอาตามแนวของโลกียะ ตามที่ตนเคยรู้จักมาก่อน. และที่ยากยิ่งไปกว่านั้น อีกก็คือว่า ความสุขในใจของโยคีผู้ลุถึงนิพพานนั้น เป็นสุขที่เกิดมาจากการลุถึงนิพพาน หาใช่ความ สุขคือตัวนิพพานเสียเองไม่. ตัวนิพพานเองเป็นสิ่ง ที่ยากที่จะชี้ตัวยิ่งนัก. เพราะฉะนั้น จึงเป็นการจำ- เป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรอไว้รู้จักและเข้าใจพระนิพพาน ว่าเป็นความสุขหรือความทุกข์ หรือไม่ใช่สุข ไม่ ใช่ทุกข์ หรือ เป็นอื่นไปจากนั้นอีกต่อเมื่อจิตใจ ของตนเองได้ลุถึงพระนิพพานเข้าจริง ๆ แล้วจะดี กว่า. ด้วยเหตุผลดังกล่าวมานี้เองความที่ภาษาของ โลกไม่พอเพื่อจะกล่าวพระนิพพานหรือความที่พระ- นิพพานเป็นสิ่งที่จะกล่าวว่าอะไรไม่ได้ เพราะไม่มี อะไรเปรียบเทียบได้จึงเป็น ความน่าอัศจรรย์
น.682 93 อันหนึ่งของพระนิพพาน เอง ที่น่าจะชวนให้ ทุกคนค้นคว้าให้ละเอียดยิ่งขึ้นไปในเรื่องนี้. ยังมีทางที่จะทำให้เข้าใจนิพพานได้ถูกต้องอีก ทางหนึ่ง คือทางโวหารปฏิเสธ ที่ปฏิเสธนิพพาน โดยความเป็นสิ่งที่ไม่เหมือนกับอะไรสักอย่างเดียว ในบรรดาสิ่งทั้งหลายเท่าที่โลกรู้จักแล้ว. แม้พระผู้มี พระภาคเจ้าเอง ซึ่งตรัสรู้ พระนิพพานอย่างแจ่มแจ้ง แล้ว แม้กระนั้นก็ยังทรงต้องใช้โวหารปฏิเสธชนิด นี้เป็นเครื่องแสดงพระนิพพาน เพราะความที่นิพพาน ไม่เหมือนกับอะไรเสียเลย ข้อนี้ได้แก่พระพุทธภา- ษิตอุทานที่เราได้ยินได้ฟังกันอยู่ทั่วไปแล้วว่า "อตฺถิ ภิกฺขเว ตทรยตนํ, ยตฺถ เนว ปฐวี ฯลฯ อนา- รมุมณ เมเวตํ, เอเสวนฺโต ทุกขสฺส" ๑ ซึ่ง จะถอดความหมายออกเป็นภาษาไทยสั้น ๆ ตรง ๆ ปาฏลิคามวัคค อุทาน, ไตร. ล. ๒๕, น. ๒๐๖,
น.683 94 ได้ว่า “สิ่งนั้น ๆ มีอยู่แน่ ภิกษุทั้งหลาย, ซึ่ง ในสิ่งนั้น ๆ ไม่ใช่ดิน ไม่ใช่น้ำ ไม่ใช่ไฟ ไม่ใช่ ลม ไม่ใช่อากาสานัญจายตนะ ไม่ใช่เนวสัญญา นาสัญญายตนะ ไม่ใช่โลกนี้ ไม่ใช่โลกอื่น ไม่ใช่ ดวงจันทร์ ไม่ใช่ดวงอาทิตย์ ภิกษุทั้งหลาย, ตถาคตไม่กล่าวสิ่งนั้นว่าเป็นการมาการไป การ หยุดอยู่ การเคลื่อนจากภพนี้ หรือการเกิดใหม่, สิ่งนั้น ๆ ไม่หยุดอยู่ ไม่เวียนไป ไม่มีอารมณ์ เลย. สิ่งนั้นแหละคือที่สุดของความทุกข์” ดังนี้. ข้อนี้หมายความว่าพระองค์ได้ทรงปฏิเสธทุกๆอย่าง ทั้งฝ่ายรูปธรรมและนามธรรมแม้ที่เป็นภูมิธรรม สูงสุดของสมัยนั้น กล่าวคือเนวสัญญานาสัญญา- ยตนะ พระองค์ก็ได้ทรงปฏิเสธด้วย. เป็นอันว่าได้ ทรงปฏิเสธสิ่งทั้งหลายทั้งปวงหมดทุกสิ่ง กระทั่ง เหลือแต่สิ่ง ๆ เดียว เดี่ยวโดดซึ่งทรงเล็งถึงนิพพาน
น.684 95 อันเป็นธรรมอย่างเดียวที่ไม่เหมือนกับอะไรอื่น. โวหารปฏิเสธชนิดนี้ไม่ใช่โวหารเล่นสำนวนหรือ แกล้งพูดโยกโย้ แต่เป็นความจำเป็นอย่างหนึ่งซึ่ง ในบางกรณีจะต้องนำมาใช้ เพราะมันเป็นสิ่งใหม่ และผิดแปลกจากสิ่งอื่น ๆ ในบรรดาที่รู้กันมาก่อน แล้วทุก ๆ สิ่งจริง ๆ. [ อุทาหรณ์อันนี้เคยแสดง อย่างง่าย ๆ ด้วยเรื่องปลาไม่รู้เรื่องบก เมื่อคุย กับเต่าที่นำเอาเรื่องบนบกมาเล่าให้ฟัง ก็ถามเต่า ว่า เหมือนกับสิ่งนั้นหรือ สิ่งนี้หรือ ตามที่ตนเคย รู้จักเท่าที่มีอยู่ในแต่ในน้ำ ได้รับคำตอบจากเต่า ล้วนแต่เป็นคำปฏิเสธทั้งนั้น นี่ก็เพราะบกไม่มี อะไรเหมือนกับในน้ำนั่นเอง เมื่อปฏิเสธสิ่งในน้ำ ทุกๆ สิ่งเสียแล้ว สิ่งที่ยังเหลือก็คือบก. แต่ผู้ฟังจะ รู้จักได้หรือไม่นั้นเป็นอีกปัญหาหนึ่ง] พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าได้ทรงแสดงสิ่ง ๆ หนึ่งด้วยโวหารที่ปฏิเสธ
น.685 96 สิ่งอื่น ๆ ตามที่เขารู้จักกันอยู่แล้วทุก ๆ สิ่งเสีย เพราะไม่มีโวหารที่จะเรียกสิ่งนั้นตรง ๆ โดยเฉพาะ และในที่สุดพระองค์ได้ทรงเรียกสิ่งนั้น ๆ ด้วยคำที่ ถูกต้องหรือสมควรยิ่งกว่าคำอื่นโดยใกล้ชิดกับความ จริงที่สุดว่า " อนฺโต ทุกฺขสฺส " - ที่สุดของ ความทุกข์, แทนที่จะเรียกว่ามันเป็นยอดสุขหรือ อื่น ๆ ซึ่งไม่ถูกแท้. เราควรจะสังเกตให้พบว่า เมื่อพระองค์จะทรงเรียกสิ่งนั้นให้ตรงไปตรงมาไม่มี สมมติเจือปนเลยแล้ว พระองค์จะทรงเรียกว่า "ที่ สุดของความทุกข์" เสมอ. คำอื่น ๆ ที่เป็นคำ สมมติเพื่อล่อใจผู้ฟังนั้น ทรงใช้ต่อเมื่อทรงมุ่งหมาย จะจูงใจเขาด้วยอุบาย ไม่ใช่พูดตรงไปตรงมาอย่าง คำในภาษาวิทยาศาสตร์ หรือมิฉะนั้นก็เพราะเป็น คำที่ใช้กันจนดื่นไปแล้ว เช่นคำว่า นิพพาน ซึ่งเป็น ที่รู้จักกันทั่วไปในหมู่นักบวชในสมัยนั้นว่า หมาย
น.686 97 ถึงอะไร อย่างไร. ข้อนี้ทำไมพระองค์จึงเป็นดังนั้น คือ ทำไมพระองค์จึงไม่กล่าวถึงความสุขที่ สัตว์ คอยจ้องกันอยู่นั้น ทำไมจึงตรัสไว้เพียงแต่ที่สุด ของความทุกข์ ไม่ตรัสให้เลยไปถึงว่ามันเป็นความ สุขอย่างยิ่ง ? เป็นสิ่งที่เรา ควรพิจารณา ดูด้วย เหมือนกัน. เพราะอาศัยพระพุทธภาษิตที่ว่า " สังขาร ทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรม ทั้งปวง [ คือทั้งสังขารและมิใช่สังขาร ] เป็น อนัตตา," เราอาจกล่าวได้ว่าทุกสิ่งในโลกนี้หรือ ฝ่ายโลกียะนี้ เป็นทุกข์, เพราะความจริงมีอยู่ว่า สุขก็เป็นสังขาร ทุกข์ก็เป็นสังขาร ดีก็เป็นสังขาร ชั่วก็เป็นสังขาร คือเป็นของที่มีอะไรทำขึ้นสร้างขึ้น ชั่วคราว. คำว่า สังขาร ย่อมทราบกันอยู่แล้วว่า
น.687 98 หมายถึงที่เป็นของผสมของ ๆ หลายอย่าง และมี เหตุปัจจัยปรุงหรือทำขึ้นและหนุนอยู่ มันจึงง่อน- แง่นคลอนแคลนไปตามเหตุปัจจัย จึงเป็นของหลอก ของที่เราถือกันว่า ดี หรือ สุข นั่นเสียอีกเป็นของ ร้ายไปกว่าทุกข์ เพราะเป็นฝ่ายที่ทำให้คนหลงติด ถอนตัวออกมายาก. คนเราติดโลกหลุดออกไปสู่ฝั่ง โลกุตตระไม่ได้ ก็เพราะติดของดี ๆ ในโลกนั่นเอง ของดี ๆ นั้นจึงเป็น ทั้งทุกข์และทั้งพรางตา ฉาบด้วยรส ที่ทำคนให้หลงใหล ไม่เหมือนกับ ของชั่ว ที่เป็นสิ่งเปิดเผย และตรงไป ตรงมา คือ เป็นทุกข์ตรง ๆ.
น.688 99 เมื่อโลกนี้ไม่มีอะไรมากไปกว่าของสองอย่าง คือ ของดี ของชั่ว หรือความดีความชั่วแล้ว โลกนี้ก็ไม่มีอะไรนอกไปจากทุกข์อย่างเดียว ดัง หลักที่มีอยู่ว่า ทุกฺขเมว หิ สมฺโภติ ฯลฯ นาญฺญตฺร ทุกฺขา นิรุชฺฌติ ซึ่งมีใจความตรง ๆ ว่า " ทุกข์อย่างเดียวเท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์ อย่างเดียวเท่านั้นที่ปรากฏอยู่ ทุกข์อย่างเดียว เท่านั้นที่ดับไป, นอกจากทุกข์แล้วในโลกนี้หามี อะไรเกิดขึ้นไม่ หามีอะไรดับไปไม่” ซึ่งเป็น ความจริงอันเด็ดขาดที่สุด กล้าท้าให้คนทุกประเภท พิสูจน์ดู. สิ่งที่มีการเกิดได้ สิ่งนั้นดับได้ในที่สุด และเปลี่ยนรูปอยู่เรื่อย ๆ ในท่ามกลาง, คือ ระหว่างที่เกิดขึ้นแล้ว จนกว่าจะดับไป ไม่มีระยะ ที่คงที่ถาวรแม้แต่ขณะจิตเดียว ไม่ว่าจะเป็นสิ่ง- เหลว สิ่งแข็ง มีชีวิตวิญญาณหรือไม่มีก็ตาม
น.689 100 แม้ที่สุดแต่ที่เป็นนามธรรมล้วน เช่นตัวความคิด และอารมณ์ที่เลื่อนลอยอยู่ในจิตใจของสัตว์ ก็ เป็นเช่นเดียวกัน คือเกิดขึ้น แปรไป และดับลง วนเวียนกันอยู่. เมื่อพิจารณาดูสิ่งทุก ๆ สิ่งที่เกิด ขึ้นปรากฏตัวอยู่ และดับไปทุกอย่างแล้ว จะเห็น ว่าล้วนแต่เป็นตัวสังขารไม่เที่ยงและเป็นทุกข์คือ พิจารณาดูแล้วน่าอิดหนาระอาใจเป็นที่สุดไปทั้งนั้น. ท่านจึงกล้ายืนยันว่า นอกจากทุกข์แล้วหามีอะไร เกิดขึ้นไม่ ให้คนฟังระวังให้ดีเพราะมีทุกข์หลาย ประเภทนักที่เคลือบไว้ด้วยสิ่งที่เปรียบกันได้กับน้ำ- ตาล และแม้แต่ตัวน้ำตาลนั่นเองมันก็เป็นขุมทุกข์ ด้วย. เมื่อสิ่งที่เป็นฝ่ายเกิด มีแต่ทุกข์ ไม่มี อะไรอื่นดังนี้แล้ว ฝ่ายที่ดับก็มีแต่ทุกข์นั่นเองอีก. สิ่งที่เขาเรียกกันว่าสุขที่เกิดขึ้นและดับไป นั่นก็คือ ตัวทุกข์นั่นเอง, เป็นทุกข์ที่มีอะไรเคลือบไว้อย่างสนิท
น.690 101 จนชาวโลกรู้สึกด้วยความคิดและความรู้อย่างโลก ๆ ของเขาว่า เป็นความสุข และตรงกันข้ามกับ ความทุกข์. เพราะในโลกนี้หรือธรรมชาติทั้งปวง มีแต่ สิ่งที่เป็นสังขารเท่านั้น นอกไปนี้ไม่มี, ถ้าเราจะ หาสิ่งที่ตรงกันข้ามหรือนอกไปจากนี้ ก็จำเป็นต้อง หาที่นอกโลกหรือโลกุตตระ เพราะฉะนั้นจึงกล่าว ได้อย่างเด็ดขาดว่า สิ่งที่เราอาจจะหาได้โดยผ่าน ทะลุไปในโลก หรือโดยอาศัยโลกเป็นบทเรียน โดยที่ตัวเราเองหรือโลกนั้น ก็เป็นเพียงตัวมายา หรือสังขารอย่างหนึ่งเท่านั้น นั่นมีแต่ ทุกข์ อย่าง- หนึ่ง กับปลายสุดอันเป็นที่จบสิ้นของทุกข์ หรือ เรียกว่า ที่สุดทุกข์ อีกอย่างหนึ่งเท่านั้น. เมื่อ ตัวเราเองเป็นเพียงสังขารหรือมายาอันหนึ่ง มีความ
น.691 102 หลงของตัวเป็นเหตุให้บัญญัตินั่นนี้ในโลกขึ้นยึดถือ เอาตามความเข้าใจของตน และทุก ๆ คนตกอยู่ ในลักษณะเดียวกันดังนี้ ถ้าสามารถที่จะมองเห็น ความผิดความเท็จที่ตนหลงบัญญัติและยึดถือขึ้นมา เมื่อใดก็จะพบว่าตัวเองไม่มี เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ใครเล่าจะเป็นผู้ต้องการความสุข และสิ่งที่มีขึ้น อย่างหลอก ๆ ดับไปเองอย่างเป็นกฎธรรมดาก็คือ ตัวทุกข์เท่านั้น. เมื่อสัตว์ยังเห็นแก่ตัวก็ต้องการ การออกไปจากทุกข์หรือสิ่งที่ตนไม่ปรารถนา. ครั้น รู้ว่าไม่มีตัว ก็ไม่ต้องการอะไร และนั่นคือที่สุด ของความทุกข์. สัตว์ที่มีความรู้สึกว่ามีตัว ยัง ต้องการอะไรอยู่นั้น เขาจะได้พบได้เห็นแต่ความ ทุกข์เท่านั้นที่มีมาและสิ้นไป. แต่เขาเข้าใจผิดหลง เอาความทุกข์ประเภทหนึ่ง คือประเภทที่มีอะไร เคลือบย้อมไว้อย่างที่ตรงกับความต้องการของกิเลส
น.692 103 นั้นมาเป็นความสุข และเลยยึดถือเอาหลักอันนี้ ขึ้นยืนยัน คือต้องให้มีสุข เป็นของคู่กับทุกข์ไว้ เสมอ แม้เขาจะมองเห็นสุขบางอย่างที่เขาเคยพอใจ มากลายเป็นทุกข์ไป เพราะเป็นของมายาอยู่บ่อยๆ เขาก็ยังหวังที่จะหาพบความสุขตาม อุดมคติ ของตน ในโลกหน้า หรือโลกที่เขายังไม่รู้จัก หรือด้วย สภาพที่เขายอมรับในเวลานี้ ว่าเขายังไม่มองเห็น หรือแม้แต่อาจนึกฝันไปได้เลย. ถ้าใครมาบอกว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเรื่อง ความสุข ทรงสอนแต่เรื่องความทุกข์ กับความ ดับหมดสิ้นของความทุกข์เท่านั้น ดังนี้แล้วเขาก็จะ หาว่าไม่จริง. ถ้ายิ่งบอกว่าพระพุทธเจ้าตรัสว่า ตัวคนที่กำลังต้องการความสุขอย่างนั้นอย่างนี้อยู่ใน เวลานี้นั้น เป็นเพียงมายาไม่มีตัวจริง ดังนี้แล้ว
น.693 104 เขาก็จะเห็นว่านี่คงจำมาผิด. และถ้าบอกว่าตัวมายา นั่นเองแหละเป็นตัวทุกข์นั้นเองด้วย ถ้าต้องการ ให้ทุกข์ดับ ก็มีแต่ทางเดียว คือดับตัวมายาหรือ สังขารที่เต็มไปด้วยอวิชชานั้นเสีย ทุกข์ก็จะสิ้นไป ดังนี้แล้วเขาผู้นั้นคงจะตอบทันทีว่า ถ้าเช่นนั้นฉัน ไม่ต้องการความสิ้นทุกข์ของท่านแล้ว ท่านจงไป สอนคนอื่นเถิด. เช่นนี้จะเห็นได้ว่า นิพพานนั้น คือที่สุดของความทุกข์จริง และอยู่ใกล้ ๆ ตรง นี้เอง. แม้นี้ก็เป็นความน่าอัศจรรย์อันหนึ่ง ของพระนิพพานด้วย กล่าวคือ ความที่พระ- นิพพานเป็นสิ่งที่อาจหาได้ในที่ทั่วไปนั่นเอง. ถ้า หากเขาว่าจะไม่เป็นเด็กดื้อและยอมมอง จนพบว่า บรรดาสิ่งที่เกิด ๆ มี ๆ อยู่ในโลกหรือที่เป็นตัวโลก เองในบัดนี้นั้น นอกจากตัวทุกข์อย่างเดียวแล้ว สิ่งอื่นไม่มีจริง ๆ และที่สุดของทุกข์ก็คือที่สุดของ
น.694 105 โลกนั่นเอง พระองค์ได้บัญญัติรวมไว้ในร่างกาย นี้พร้อมเสร็จ สำหรับให้ค้นให้ศึกษา. ทั้งหมดนี้ เป็นวิธีที่จะ เข้าใจนิพพาน โดยอาศัย หลักโวหาร ปฏิเสธ. แต่เมื่อจะจับหลักในเรื่องนี้มาจากอีกทางหนึ่ง คือมาจากทางที่ถือว่ามีของคู่ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ย่อ ๆ ข้างต้นก็อาจจะทำได้เหมือนกัน. โวหารที่ ว่าทุกอย่างเป็นของคู่นั้นเป็นโวหารโลกแท้ เป็น ชั้นสมมติ. ในฝ่ายโลกุตตระมีโวหารเดี่ยว ทุก อย่างมีเดี่ยว คือความจริงที่กล่าวตรง ๆ และเรา อาจจับหลักมาจากโวหารคู่เพื่อเข้าใจโวหาร เดี่ยว หรือนิพพานได้โดยลำดับ. โวหารเดี่ยวหรือโวหาร โลกุตตระนั้นเช่นถือว่าไม่มีอะไร มีแต่ทุกข์อย่าง เดียว ทุกข์นั้นนั่นเองนอย ๆ เข้าจนกระทั่งเหลือ ๔
น.695 106 เหลือ ๓ เหลือ ๒ เหลือ ๑ กระทั่งเป็นทุกข์ ๐, นั่นคือที่สุดของทุกข์ แต่มิได้ถือว่าเป็นสุขเพราะว่า ตามความเป็นจริงนั้นสุขเป็นสิ่งที่ไม่มี. สิ่งที่กำลัง มีนั้นเป็นเพียงสังขารอันหนึ่งที่กำลังหลอกตัวเองให้ ยึดถือว่าตนของตนมี และตนต้องการความสุข ครั้นสังขารกลุ่มนั้นเกิดรู้จักตัวเองขึ้นมา คือมีความ รู้สึกเกิดขึ้น อันเป็นเหตุให้รู้จักสังขารทั้งหลาย ตามที่เป็นจริง ก็เกิดความไม่ยึดถือและไม่มีความ ปรารถนาความสุขอะไรที่ไหน ปรารถนาอยู่ก็แต่ อยากจะดับตัวสังขารนั่นเอง ซึ่งเป็นตัวทุกข์แท้ ๆ นั้นเสีย ไม่ให้มีสังขารเหลืออยู่สำหรับทนทุกข์ อีกต่อไป. แต่การดับนี้ไม่ได้หมายถึงการแกล้ง ฆ่าตัวตาย ซึ่งไม่เป็นการดับของสังขารแต่อย่างใด กลับจะเป็นการสร้างสังขารอันยุ่งยากพัวพันอันใหม่
น.696 107 เสียอีก. เท่านก็เห็นได้ว่าตัวที่มีอยู่นั้นไม่มีอะไร เป็นเพียงกลุ่มสังขารหรือตัวทุกข์ ; สังขารยังอยู่ ก็ต้องทุกข์ร่ำไปไม่มีทางที่จะแก้ไขให้เป็นอย่างอื่น แม้จะทำให้รู้สึกเพลิดเพลิน สนุกสนาน ได้ ในบาง คราวก็เป็นของหลอก ๆ และชั่วคราว. แม้ที่สุด ความสุขอันเกิดจากความสงบ ก็ชั่วเวลาที่ร่างกาย รู้ว่ามีความสุขบ้างเท่านั้นเอง, ซึ่งทำให้พระอริยเจ้า ทั้งหลายพอใจในความดับสนิท มากกว่าที่จะยัง คงอยู่ในความสุขแม้ที่ประณีตชนิดนั้นไปตลอดกัล์ป. ตัวที่ยังอยู่หรือคงอยู่ไม่ว่าในเวลานี้หรือในเวลาไหน จึงเป็นภาระหนักหรือของหนัก กล่าวโดยเจาะจง ก็คือทุกข์นั่นเอง. เพราะเหตุนี้เมื่อกล่าวกันจริง ๆ ตรง ๆ ตามแบบแห่งวิทยาศาสตร์ หรือการเพิก- ถอนสมมติชั้นหยาบ ๆ เสีย จึงกล่าวว่ามีแต่ทุกข์
น.697 108 เท่านั้นที่เกิด ๆ ดับ ๆ อยู่เสมอ และเมื่อถึงที่สุด ทุกข์แล้ว ก็ดับสนิทไป หมดเรื่องแห่งการเวียน- ว่ายตายเกิดไม่มีร่องรอยอะไรเหลือ. แม้ใครจะ สมมติภาพอันนี้ให้กลับเป็นความสุขขึ้นมาอีกก็ตาม ที แต่ความจริงเป็นเพียง ที่สุด ของ ความทุกข์ หรือ ความดับสนิทแห่งสังขารกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่ สำหรับโวหารโลกหรือโวหารคู่นั้น ถือกันว่ามีร้อน มีเย็น มีสุขมีทุกข์ มีดีมีชั่ว มีบุญมีบาป ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นคู่ไปทั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ ทรงคำนึงถึงหลักอันนี้ในชั้นแรก ๆ เหมือนกัน แต่ ครั้นพระองค์ได้ทรงขนถึงความจริง อันสูงสุด แล้ว ก็ตรัสไปในทางโวหารเดียว เช่นอริยสัจสี่ ตรัส เรื่องทุกข์กับมูลเหตุของทุกข์ และเรื่องความดับ สนิทของทุกข์ กับวิธีที่จะดับมันอย่างไร ซึ่งคู่
น.698 109 หลังนี้เองเมื่อเรานำมากล่าวกันอย่างสมมติ ก็ บัญญัตินามใหม่ว่าสุขและทางของความสุข อันทำ ให้หลงไปว่าอริยสัจนั้นท่านแสดงความสุขไว้ โดย ความเป็นของคู่กับความทุกข์ หลักที่ใช้กันทั่วไป ในเวลานี้ ก็คือหลักที่ได้ยินกันอยู่เสมอ ๆ แล้วว่า ทุกฺขเมวหิ สมฺโภติ ฯลฯ นาญฺญตร ทุกฺขา นิรุชฺฌติ " ซึ่งแปลเป็นไทยตรง ๆ ว่า "ทุกข์ เท่านั้นแหละเกิดขึ้น ทุกข์นั้นตั้งอยู่ และทุกข์ นั้นเปลี่ยนไป นอกจากทุกข์แล้วหามีอะไรเกิดไม่ หามีอะไรดับไม่" ข้อนี้รวมความว่าสิ่งที่เกิด ๆ ดับ ๆ อยู่ในโลกนี้ทั้งหมดมีแต่ทุกข์อย่างเดียว นอก จากโลกนี้ไม่มีความเกิดความดับมีแต่ที่สุดของทุกข์ [ ที่ดับสนิทของทุกข์ ] อย่างเดียว ความจริงที่ ๑. สคาถวัคค สังยุตตนิกาย ไตร. ล. ๑๕, น. ๑๙๙
น.699 110 เด็ดขาดจึงไม่มีเรื่องอะไรอื่น นอกจากเรื่องที่เกี่ยว กับทุกข์เท่านั้น แต่ในโลกอันเป็นทุกข์อย่างเดียว นั่นแหละ. สัตว์ที่ยังเขลาเพราะอวิชชา มอง เห็นทุกข์ ในส่วน ที่ เป็น ความ เพลิด- เพลินเป็นความสุขไปเสีย มองสิ่ง ร้อนน้อยเป็นเย็นไปเสีย มองบาป ชนิดที่งดงามมีคนติดกันมาก ๆ เป็น บุญไปเสีย และยึดถือสิ่งที่ชอบกัน มาก ๆ ทั้งที่สิ่งนั้นเป็นมายา และทำ ความหนักอก หนักใจ ให้แก่ ผู้ ยึด ถือ อย่างเดียวกันกับสิ่งอื่น ๆ ว่าเป็น ของดีไปเสีย ซึ่งทุก ๆ สิ่งเหล่านั้น ไม่มีดีหรือชั่ว บุญหรือบาป ล้วนเป็น เพียงสังขารที่เป็นทุกข์เสมอกันหมด.
น.700 111 โดยเหตุนี้ เราจึงเห็นได้ว่าของเป็นคู่ ๆ ได้ เกิดขึ้นในโลกหรือมีอยู่แต่ในโวหารโลกได้อย่างไร ส่วนความจริงหรือโลกุตตรโวหารนั้น หมายถึงของ เดียวหรือไม่มองเห็นอะไร โดยความเป็นคู่อย่างไร และพระนิพพานซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้น เป็น สิ่งที่ท่านกล่าวว่า เอตํ สนฺตํ, เอตํ ปนีตํ. คือ สิ่งนั้นละเอียดนักประณีตนักนั้น มีความจริงเพียงไร. เท่าที่กล่าวมานี้ ก็เป็นความน่าอัศจรรย์พร้อมกันอยู่ ในพระนิพพาน คือทั้งในส่วนทฤษฎีที่ถือว่านิพพาน พ้นไปจากทุก ๆ สิ่ง เหนือทุก ๆ สิ่งที่เป็นคู่ : และ ทั้งในส่วนปฏิบัติคือข้อที่ว่าการจะดูถึง นิพพาน ต้อง ดำเนินก้าวข้ามไปหรือจะเสียซึ่งสิ่งอันเป็นของคู่ทุกๆ อย่างในโลกนี้ คือข้ามขึ้นไปให้พ้นทั้งดีและชั่ว ทั้งบุญและบาป ทั้งสุขและทุกข์ ฯลฯ ทั้งหวาน
น.701 112 และขม อันเป็นสภาพที่เร้นลับยากที่คนธรรมดาจะ คาดคะเนถึง และจะหยั่งทราบได้ก็แต่ผู้ที่ดุถึงเข้า แล้วจริง ๆ เท่านั้น เพราะเหตุที่เป็นสภาพอยู่นอก เหนือความรู้สึกทั่วไปของโลกนั่นเอง. เพียงเท่านี้ ก็เป็นความอัศจรรย์น่าคิดน่าศึกษา เหลือ ที่จะ กล่าว อยู่แล้ว และนับว่าเป็น ความน่าอัศจรรย์ อีก ประการหนึ่ง. เมื่อเราผู้เป็นพุทธบริษัทมีสิ่งที่ดีที่ประเสริฐเป็น ชั้นเอก ไม่มีคู่เปรียบ ไม่มีอะไรที่จะเข้ามาวัดจับ เป็นการเทียมบ่าเทียมไหล่กันได้ดังนี้ ความภาคภูมิ ใจในการที่เราได้เข้ามาเป็นพุทธบริษัทของพระผู้มี พระภาคเจ้า ก็เป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา และเป็นสิ่งเดียว เท่านั้น ที่จะทำให้เกิด ความ เคารพ นับถือตัวเอง ว่าตนเป็นพุทธบริษัทอันแท้จริง
น.702 113 เพราะเหตุที่ตน รู้จักจุดมุ่งหมาย ของการ เป็นพุทธ- บริษัท. ถึงแม้ว่าในบัดนี้จะไม่สามารถลุถึงพระ- นิพพานนั้นได้ โดยมองเห็นประจักษ์ชัดอยู่ว่ายังถูก รัดริ่งไว้ด้วยของบางสิ่งบางอย่าง ยังไม่สามารถจะ ตัดออกไปพ้นได้ในบัดนี้ แต่อย่างน้อยที่สุดก็ยังมี ความแน่ใจว่า ตนหลีกพระนิพพานไม่พ้น เพราะ ความอัศจรรย์แห่งพระนิพพาน กล่าวคือมีความ ลุ่มลาดเอียงเทอันหนึ่ง คอยบังคับขับไล่ตนให้ไป ทางนั้นอยู่เสมอ. ถึงแม้ว่าอวิชชาและโมหะของ สัตว์จะเป็นเครื่องต้านทานเหนี่ยวรั้งสัตว์ให้ออกนอก ลู่นอกทางได้ในบางครั้งบางคราวแต่เมื่อความคิดอัน เกิดขึ้นจากการที่ตนกลื้งไปนอกลู่นอกทาง มีซ้ำกัน อยู่บ่อย ๆ ก็ย่อมให้ผลกระท้อนในทางที่จะทำให้ เกิดความรู้สึกเบื่อขึ้นได้ไม่เร็วก็ช้า
น.703 114 การศึกษาเรื่องนิพพานหรือเกี่ยวกับนิพพานจึง เป็นสิ่งที่ควรจะถือว่าเป็นของสำคัญ ควรทำให้มี ทั่วไปแม้กระทั่งแก่เด็ก ๆ. เด็กพุทธบริษัทควรมี ความคิดนึกผิดจากเด็กที่มิใช่พุทธบริษัท คือเขา ควรจะนิกหรือถือหลักในใจว่าสิ่งที่ประเสริฐที่สุด คือความหลุดพ้น หรือว่าความหลุดพ้นนั้นคือสิ่งที่ ประเสริฐที่สุดดีที่สุดก็ได้. แม้จะยังไม่อาจรู้ชัด เจนว่า หลุดพ้นจากอะไรหรืออย่างไรเพียงไหน ก็ควรจะให้รู้ว่าหลุดพ้นจากทุกข์หรือสิ่งที่ตัวไม่ชอบ ไปพลางก่อน แล้วจะค่อยรู้สูงขึ้นไปเอง. เมื่อเด็ก ค่อยโตขึ้นความรู้สึกก็ค่อยสูงขึ้นมา รู้จักเกลียด สิ่งที่เลวอย่างที่ผู้ใหญ่ค่อย ๆ รู้จัก, คือสิ่งที่แม้จะ จะเลวน้อยก็รู้สึกเกลียดอย่างประณีตยิ่งขึ้น. ความ รู้สึกแห่งจิตใจของเด็กนั้น ก็ย่อมรู้จักความหลุด-
น.704 115 พันที่สูงขึ้นมาตามลำดับ จนกระทั่งรู้จักความหลุด- พ้นจากสิ่งทั้งปวงได้ ในเมื่อได้ผ่านโลกมาแล้ว อย่างสมบูรณ์. การทำเช่นนี้ทำให้มีจิตใจเป็นผู้ ใหญ่ได้เร็ว เป็นพุทธบริษัทที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว รู้จักจัดตัวเองและผู้อื่นหรือสิ่งอื่นที่เกี่ยวข้องกับตน ให้มีแนวหรือระเบียบ เป็นไปในทางสงบสุข. อัน ความหลุดพ้นนั้น มีความหมายแปรไปอย่างอื่น ไม่ได้ นอกจากจะมุ่งไปในทางความรอดพ้นจาก ความบีบคั้นของทุกข์ กล่าวคือมุ่งตรงไปยังพระ- นิพพานอย่างเดียว. ฉะนั้นการตั้งปรารถนานิพพาน จึงเป็นสิ่งที่คล้อยตามกฎธรรมชาติของจิตใจ หรือ เป็นกฎธรรมดายิ่งนัก ซึ่งจะทำให้ก้าวหน้าไปที่ละ น้อย ๆ ได้เอง จนกระทั่งสูงสุดในฝ่ายโลกียะแล้ว ข้ามไปโลกุตตระได้ โดยไม่มีการฝืนธรรมดาเลย.
น.705 116 เมื่อพุทธบริษัทไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ มีความรู้สึกที่ หน่วงเอานิพพาน กล่าวคือความรอดพ้นจากสภาพ ที่บีบคั้นเป็นอารมณ์ หรือเป็นที่มุ่งหมายอยู่ในใจ อยู่เพียงใดแล้ว ก็จะได้รับผลเป็นที่พอใจเกินค่าที่ เสียสละ เพราะทำให้ก้าวหน้าในทางจิต เมื่อพิจารณาดูอย่างตรงไปตรงมา เราจะค้น พบว่าความยุ่งยากทั้งหลาย ในโลกนี้ เกิดขึ้นมา จาก การที่สัตว์โลก ละเลยไม่เอาใจใส่ต่อการปฏิบัติ เพื่อความรอดพ้น ที่มี แนว แล่น ตรง ไปยัง นิพพาน เพราะไม่รู้จักว่านิพพานคืออะไรนั่นเอง. ครั้นได้ ยินคำนี้ ซ้ำซากด้วยความไม่เข้าใจหนักเข้า หรือได้ ยืนพูดกันอยู่ก็แต่ในวัดวาอาราม ก็เกิดเห็นเป็น ของศรึไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับมนุษย์ไปเสีย จึงไม่รู้จัก ตั้งปณิธานในการกระทำของตน หรือของหมู่คณะ
น.706 117 ให้มุ่งไปยังความสงบสุขได้. พวกพุทธบริษัทไม่ใช่ เป็น พวก หลับหู หลับตา มุ่งหา ประโยชน์เฉพาะ ตน แคบ ๆ ส่วนเดียว แต่เป็นพวกที่สนใจในการศึกษา และใช้เวลาหรือความคิดในทางที่จะให้ ได้รับ ประ- โยชน์จากการเป็นมนุษย์มากที่สุด ที่จะมากได้. เมื่อคนอื่นพากันยุ่งยาก ลำบาก ด้วยเรื่อง ทุกสิ่งทุก- อย่าง, พวกพุทธบริษัทเรียบร้อยราบรื่นทุกอย่าง. ทั้งความดีและความชั่วไม่สามารถรบกวนความสงบ ของพุทธบริษัท จึงทำให้หายใจ อยู่ ได้ ด้วย ลม อัน บริสุทธิ์ตลอดเวลา. คนที่ทำความดีไว้มากแล้วตาย เขาสรรเสริญว่าตายดีที่สุด. คนที่ตายมีสติหรือ ระลึกได้แต่ความดีไปเสียทั้งนั้น เมื่อตนจะตายทำ ให้ตายอย่างกล้าหาญกล้า เผชิญหน้า กับความ ตาย คนเขาก็สรรเสริญว่าเป็นคนตายดีที่สุด. ข้อนี้เรา
น.707 118 เองหรือใครก็ตามต้องยอมรับรองว่านั่นเป็นสิ่งที่ดีที่ สุด. แต่พุทธบริษัทควรจะไปได้ไกลหรือสูงกว่า นั้นยิ่งขึ้นไปอีก คือเมื่อเขาพากันเตรียมตัวเพื่อจะ ตายให้ดีที่สุด ยุ่งยากอยู่ด้วยการแก้ไขปัญหาต่างๆ นานาประการ พวกพุทธบริษัทกลับเตรียมตัวที่จะ ไม่ตาย คือตายกะเขาไม่เป็น อยู่เหนือความตาย เสียแล้ว. แม้ที่นี่ เดี๋ยวนี้ เราพุทธบริษัทก็ไม่มี ความตายและจักไม่มีความตายในอนาคต เป็นผู้รู้ อมฤตธรรมเพราะได้ถอนเอาสิ่งที่เรียกว่า "ตัวเรา" ออกไปเสียแล้วจากความรู้สึกของจิตใจ. และที่ทำ ดังนี้ได้ก็โดยอาศัยความรู้ ที่ได้มาจากการที่มัน รู้จัก พระนิพพานนั่นเอง เป็นสมุฏฐานของความรู้อื่น ๆ ที่จะทำให้รู้จักโลกทั้งปวง โดยประจักษ์ชัดว่าอะไร, เป็นอะไร, เพื่ออะไร, โดยอะไร, เป็นต้น. เพราะ โด สิ้น หา คว 1 ยง ◌ุ งด 4 หร อย ม อย ฿ เพ แจ หร คว นิ
น.708 119 เหตุที่ความรู้จักพระนิพพานย่อมหมายถึงความรู้จัก โดยทุกแง่ทุกมุม คือรู้จักเหตุปัจจัยของโลก ความ สิ้นเหตุปัจจัยของโลกนั้นด้วย จนหายตื่นหายหลง- หายงงในโลกหรือต่อโลกซึ่งกลุ้มไปด้วยกลิ่นไอของ ความดีความชั่วเท่านั้น พุทธบริษัทจึงไม่มีภาระ ยุ่งยาก แม้ที่สุดแต่ที่จะเตรียมตัวเพื่อตายให้ดีที่สุด งดงามที่สุด เพราะว่าพุทธบริษัทเป็นผู้ที่ไม่รู้จักตาย หรือจะไม่รู้จักตาย. และความงดงามที่สุดนั้น งดงาม อยู่ที่ความไม่ตาย หรือตายไม่เป็นมากกว่าจะไป อยู่กับความตาย แม้ว่าจะได้พยายามตายให้ดีที่สุด เพียงไร. ทั้งนี้ก็โดยเหตุที่ว่าถ้ารู้จักพระนิพพาน แจ่มใสอยู่ในจิตเพียงใดแล้ว ความรู้สึกว่าตาย หรือจะต้องตายจะไม่ สามารถ เข้ามา สู่ จิตใจ ของ ความรู้อันแจ่มใส่นั้นได้ จึงเป็นอันกล่าวได้ว่าพระ- นิพพานหรือแดนพระนิพพานนั้น ความตายตาม
น.709 120 เข้าไปไม่ได้ ความทุกข์เข้าไปไม่ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้ เป็นสังขารหรือเป็นโลก ส่วนนิพพานเป็นวิสังขาร หรือพ้นโลก ทั้งสองสิ่งนี้อยู่ร่วมกันไม่ได้ [ เช่น เดียวกับก้อนน้ำแข็ง ไม่สามารถลงไปลอยอยู่ใน หม้อน้ำเดือด หรืออีกอย่างหนึ่งก็คือ น้ำไม่สามารถ เดือดอยู่ในถังน้ำแข็ง ] โดยเหตุที่นิพพานเป็นที่ดับ ของสรรพสังขารนั่นเอง ความไม่รู้หรือรู้ผิด กล่าว คือปราศจากความรู้ ที่ถูกต้อง ได้กระทำให้เกิด ความสำคัญผิดว่ามีสัตว์ มีบุคคลตัวตนขึ้นมา มี เกิดแก่เจ็บและมีตาย แล้วก็เป็นทุกข์เป็นห่วงเพราะ เหตุนั้นเป็นธรรมดา. แต่อวิชชาหรือโมหะอันนั้น เข้าไปในขอบเขตของนิพพานไม่ได้ จะดับละลาย หายไปเสียตั้งแต่แรกที่นิพพานจะปรากฏขึ้น. ด้วย เหตุนี้เองในนิพพานหรือในจิตใจที่รู้นิพพานเต็มเปี่ยม จึงไม่มีความรู้สึกว่าตัวเรา หรือว่ามีตัวตนสำหรับ
น.710 121 เกิดแก่เจ็บตาย ไม่มีใครตายไม่มีใครเกิดใหม่. ด้วยเหตุนี้จิต ที่รู้จักนิพพานจึงเป็นจิตที่ ไม่รู้จัก กับ ความตาย ความตายจึงคงเหลือเป็นสมบัติของ โลกอยู่ฝ่ายเดียว ไม่มีในโลกฺตตระหรือที่พ้นโลก นั้นเลย. พุทธบริษัทมีอะไรที่ดีกว่าผู้อื่นที่ไม่ใช่ พุทธบริษัทก็ที่ตรงนี้เอง คือตรงที่ตายกะใครไม่ เป็นนี่เอง. พุทธบริษัทไม่ยุ่งยากเกี่ยวกับการจัด ภาระที่จะต้องต่ายซึ่งเป็นของกดทับจิตใจ ทำให้ เป็นห่วงกังวลทั้งในด้านความกลัว ความรัก ความ อาลัยและอื่น ๆ เหมือนเขาทั้งหลาย, แต่กลับตรง กันข้ามกับเขาโดยประการทั้งปวง. โดยอาศัยหลักสั้น ๆ อันนี้ เรา พบได้ว่าความตายนั้นอยู่กับโลก, เป็น สมบัติของโลก. ความไม่ตายนั้นอยู่
น.711 122 กับโลกุตตระ หรือที่พ้นโลก, ไม่ เป็นสมบัติของโลกุตตรสภาพ. นักศึกษาที่มิใช่เป็นพุทธบริษัท หรือแม้ที่เป็น พุทธบริษัทบางคนทั้งในและนอกประเทศเรา ได้ เขียนอธิบายเรื่องพระนิพพานอย่างผิดพลาด ในหน้า หนังสือต่าง ๆ ที่เราอาจหาพบได้ไม่น้อยเลย. แต่ สำหรับพวกเราพุทธบริษัท จักไม่เป็นผู้เข้าใจ ความรอดพ้นหรือนิพพาน ผิดพลาดไปจากความ มุ่งหมายอันแท้จริงโดยเด็ดขาด เรามีการศึกษา มีการพยายามทุก ๆ ประการ ล้วนแต่มีที่ยึดหน่วง มีเหตุผลเป็นเครื่องประดับประคองไม่ใช่ศึกษาหรือ ปฏิบัติโดยกระทำงม ๆ ไปตามทฤษฎีหรือมติใน ฐานะเป็นวิชาแปลก ๆ ใหม่ ๆ อันหนึ่งในตำรา เรา จึงสามารถยืดหน่วงนิพพานเป็นอารมณ์ได้อย่างถูก-
น.712 123 ต้อง. ความยุ่งยากทั้งหลายในโลกนี้เกิดมาจาก ความเข้าใจผิดของโลกเองโดยเฉพาะก็คือได้เข้าใจ คำว่า รอดพ้น ผิดไปจากความจริง จึงเป็นเหตุให้ มนุษย์หลงใช้เวลาทั้งหมดที่มนุษย์มี ไปในความ ยุ่งยากโกลาหล ซึ่งเป็นการเบียดเบียนทั้งตนเอง และผู้อื่น นับตั้งแต่ระหว่างบุคคลต่อบุคคล กระ- ทั่งหมู่คณะที่ใหญ่โต ที่เรียกว่ามหาสงคราม อัน เป็นเหตุ ให้เกิดการ กระทบ กระ เทือน ทั้ง ใน ทาง เศรษฐกิจการเมืองและอื่น ๆ ยุ่งยากไปหมด ซึ่ง เมื่อมองดูด้วยปัญญาหรือความรู้ของมนุษย์เหล่านั้น เอง ก็เกิดการสับสนวนเวียนน่าเวียนหัว เพราะ ไม่ทราบได้ว่ามันมีมูลมาอย่างไร กลับเห็นสิ่ง เหล่านี้เป็นของแตกต่างกันเป็นหลายประการ มีมูล เหตุก็แตกต่างกันสับสนกันไปหมด หรือไม่รู้ได้ว่า
น.713 124 มีมูลมาจากอะไรนั่นเอง ในที่สุดมนุษย์เหล่านั้นก็ เวียนหัวเอาจริง ๆ โดยความรู้สึกที่ยุ่งไปหมด ว่า ความทุกข์ทั้งหลาย นั้น ช่างมี มากมาย หลาย แขนง หลายเหตุ หลายแบบ จนสะสางไม่ไหว แก้ไข ไม่ได้ อันเป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกที่อยากใช้อำนาจ เป็นธรรม และสะสมกำลังสำหรับสู้รบกันเข้าไว้. แต่ที่จริง นั่นก็คือบาปกรรมหรือผลวิบากอันเกิด ขึ้นแก่มนุษย์เหล่านั้นอย่างสาสมกันแล้วกับการที่ตน ได้เข้าใจความหมายของความรอดพ้นอย่างผิด ๆ. หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ เข้าใจนิพพานไปอย่าง ผิดถนัด โดยเห็นเป็นของน่ารังเกียจ. แต่ถ้าหาก ว่ามนุษย์จะ ได้พากัน มองดู ความ ทุกข์ยาก เหล่านี้ ด้วยปัญญาหรือความรู้ของพวกพุทธบริษัทมา เสีย ตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว ก็จะพบแต่ความราบรื่นสงบเย็น เขาจะพบได้ง่าย ๆ ว่าสิ่งยุ่งยากเหล่านั้น แม้จะมี
น.714 125 มากมายหลายสิบหลายร้อยแขนงเพียงใด แท้ที่ จริงมีมูลเหตุอันเดียวหรือเรื่องเดียวเท่านั้น คือเรื่อง ไม่รู้จักความรอดพ้นหรือนิพพานนั่นเอง. มนุษย์ที่ ไม่รู้จักโลกตามที่เป็นจริง ก็ไม่อาจรู้จักความ รอดพ้นที่แท้จริงของโลกได้ ตัวอย่างเช่นคนไม่ รู้จักโลกก็พากันยึดติดในความชั่วมากเกินไปจนเป็น เหตุให้ยกตนข่มท่าน หรือตัดรอนท่านที่กลัวไปว่า จะดีกว่าตน. คนที่อยากเป็นเจ้าโลกก็เนื่องจาก ไม่รู้จักโลกอันเป็นมายานั้นเอง เลยเป็นผู้ที่จะกวน โลกให้วุ่นวายไปเสียด้วย. ถ้ารู้จักโลกดีก็ควรจะรู้- จักความสงบของโลกพอที่จะทำให้โลกสงบได้ และ ไม่จำเป็นที่จะต้องอยากเป็นเจ้าโลกอันแสนที่จะเป็น มายานั้น. ขึ้นชื่อว่าโลกแล้วทำอย่างไรเสียก็ต้อง วุ่นวายเพราะตัวความหมุนเวียนวุ่นวายนั้นเองคือตัว โลกอย่างที่ท่านกล่าวว่า โลกคือความทุกข์อย่าง-
น.715 126 เดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงต้องมีความวุ่นวายอยู่ เสมอจึงจะเป็นโลกสมชื่อ และมนุษย์เหล่านั้นควร จะยินดีรับเอาความวุ่นวายเหล่านั้นเข้าไว้เป็นสมบัติ ของตน ๆ. ส่วนฝ่ายตรงข้ามที่เราเรียกว่าสันติภาพ นั้น จะมีได้ก็ต่อเมื่อพ้นไปจากโลกแห่งความโกลา- หลนั้นเสียก่อน หรือกล่าวให้ชัดยิ่งขึ้นก็กล่าวได้ว่า สันติภาพจะมีต่อเมื่อโลกพ้น จากความ เป็นโลก ไป แล้ว ถ้าจะขืนให้มีสันติภาพในโลกนี้ ก็มีได้แต่ สันติภาพจอมปลอม คือสันติภาพที่หมายถึงการ เตรียมตัวเพื่อรบใหญ่ หรือหยุดพักเหนื่อยกันชั่ว- คราวแล้วเตรียมตัวใหม่เท่านั้น. ยิ่งเมื่อเอ่ยถึง คำว่า " สันติภาพถาวร " ด้วยแล้ว เราจะ ยิ่งรู้สึกว่า ยิ่งเป็นคำที่แกล้งยืมมาใช้อย่างฝืนความ หมาย เพราะนอกจากสภาพแห่งนิพพานแล้วไม่มี
น.716 127 อะไรที่เป็นสันติภาพถาวร. สำหรับสันติภาพขณะ เตรียมรบใหญ่แล้ว ยิ่งถาวรคือนานเพียงใด ก็ ยิ่งจะมีการรบใหญ่ตามมาเบื้องหลัง เพียงนั้น. การ เตรียมเพื่อสันติภาพของโลก จึงคือการเตรียม เพื่อโกลาหลวุ่นวายอย่างใหญ่โตเท่านั้น ถ้าหาก ว่าสันติภาพนั้น มีความหมายอย่างโลก ๆ โดยไม่ คำนึงถึงความหมายแห่งสันติภาพชนิดที่เป็นคุณสม- บัติฝ่ายโลกุตตระ หรือนิพพานเสียเลย. ถ้าหากว่ามนุษย์จะเห็นแก่สันติภาพ อย่างแท้- จริง มิใช่สันติภาพหลอกตัวเองกันจริง ๆ แล้ว ทำอย่างไรเสียมนุษย์ ก็จะต้องได้พบปะ และยอมรับ เอามติเรื่องโลกุตตระหรือนิพพานเข้าไว้เป็นมิ่งขวัญ ของโลกเป็นแน่แท้.
น.717 128 มนุษย์ทุกคนในโลกนี้ ที่อ้าง ตัว เองว่า จะเป็นผู้ สร้าง สันติภาพ นั้น อย่างน้อยควรจะมองเห็นว่า ถ้าจะ เดินกันแต่ในแนวของโลกียะ คือตาม วิสัยของโลกโดยลำพังแล้ว เป็นอัน ไม่มีวันได้พบกับสันติภาพเลย เพราะ วิสัยโลก นั้น มี กิเลส เป็นเครื่อง หนุน หลัง สันติภาพจึงหาไม่ได้จากฝ่าย โลกียะโดยเด็ดขาด อย่างน้อยที่สุดที่ จะพบสันติภาพได้บ้าง ก็ ต่อ เมื่อ โลก ยอมเสียสละ สันดาน แห่ง ความเป็น โลกของตนเสียบ้าง โดยยกตนขึ้นสู่ ภูมิโลกุตตระให้พอสมส่วนกัน จน ในโลกนี้มีพระอริยเจ้าชั้นต่ำ ๆ มาก พอที่จะประคับประคองโลก โดยยัง
น.718 129 ไม่จำเป็น จะต้อง ถึง ขั้นสูง เช่น พระอรหันต์ก็ได้ ทั้งนี้เพื่อเป็นโอกาสศึกษาหาความเข้าใจแจ่ม แจ้งในขั้นต้น ๆ เพื่อให้โลกมีความโกลาหลน้อย ลงบ้าง มีสันติภาพที่แสดงแววอันแท้จริงปรากฏ ออกมาบ้าง และมนุษย์ก็หยุดหลอกตัวเองในการ ที่รักความจริง ยิ่งกว่าความเท็จเทียม หรือ สิ่ง ที่เป็น มายา. สำหรับเรื่อง ของนิพพาน อัน เป็น ตัวประมุข หรือประธานของ สันติภาพ นั้น ควรจัดให้เป็นเรื่องที่ปรากฏอยู่ ตามหน้ากระดาษ แห่ง การพิมพ์ โฆษ. ณาทั่ว ๆ ไป ในฐานะเป็นการศึกษา
น.719 130 ประจำของทุก ๆ คน เพราะว่าเรื่อง ของ นิพ พาน อัน หมายถึง ความ รอด - พ้น ซึ่ง เป็น ของ อนุโลม สม คล้อย กัน อยู่ กับ ความต้องการ แห่ง สัญ ชาต- ญาณของสัตว์ทั้งหลายแล้วนั้น เป็น เรื่องที่ มี ความหมาย มาก พอ ที่ จะให้ ยืดหรือหดให้ เข้ากับ ความหมาย ของ การ กระทำ ประจำวัน ของ มนุษย์ ได้ แทบทุกชั้นทุกวัย และทุกลักษณะ ของ การ งานที่ ทำ เพื่อความรอดพ้น ซึ่งจะเป็นความรอดพ้น อย่างใด อย่าง หนึ่งก็ได้ ขอ แต่ให้ เป็น ความจริง มิใช่ความหลอกลวงก็พอแล้ว.
น.720 131 อัน ความหมาย ของ ความ รอดพ้น ตาม แนว แห่งนิพพานนั้น ย่อมมีความหมายอันค่อย ๆ สูง ขึ้นมาตามลำดับแห่งความสูงของจิตใจ ซึ่งในชั้น ต้นอาจให้หมายถึงรอดพ้นจากความบีบคั้นของความ ยากจนขัดสน จนกระทั่งสูงถึงความบีบคั้นของ กิเลสอันละเอียด ฉะนั้น ความรอดพ้นทุกๆ ประการ ไม่ว่าเป็นความรอดพ้นจากภัยอะไร ย่อมสรุปใน ความรอดพ้นอันเป็นแนวแห่งนิพพานได้ทั้งนั้น เรา จึงสามารถใช้แนวแห่ง นิพพาน เป็น อนุสรณ์เครื่อง คำนึงหรือศึกษาประจำวันได้อย่างดี และดีกว่า อย่างอื่น เพราะแนวนี้ทำใจให้สูงและอดทนเป็น นักกีฬา ชนิดที่ไม่มีความเป็นนักกีฬาอย่างไหนจะ มาสู้ได้. ในบรรดาการ พิมพ์ โฆษณาที่เรา เชื่อกัน ว่า เป็นการโฆษณาเพื่อช่วยกัน สร้าง สันติภาพนั้น เมื่อ
น.721 132 พิจารณาดูแล้ว เห็นว่ากระดาษหรือเรี่ยวแรงที่ เสียไปในการลงทุนพิมพ์โฆษณา หรือแสดงด้วย ปากนั้น หมดเปลืองไปมากมายอย่างน่าเสียดายยิ่ง ด้วยเหตุที่ไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควรจะได้. แต่ ถ้าหากว่าเราจะใช้กระดาษหรือเรี่ยวแรงนั้น ๆ ไป ในทางที่ถูกต้อง คือถูกต้องกับธรรมชาติแห่งจิตใจ ของมนุษย์ในส่วนลึกหรือให้สมคล้อยกับความต้อง- การของสัญชาตญาณแล้ว จะได้รับผลเป็นที่พอใจ และหลักที่กล่าวนั้น ก็คือ การ แนะนำให้รู้จักความ รอดพ้นในขั้นสูง โดยจับเงื่อนไปจากความรอดพ้น ขั้นต่ำ ๆ จนในที่สุดรู้จักฉวยเอานิพพานได้เองโดย ไม่รู้สึกตัวแล้ว โลกในขณะนี้ก็จะงดงามน่าดูยิ่ง กว่าที่กำลังเป็นอยู่ในบัดนี้นั้น มากนัก
น.722 133 เท่าที่กล่าวมานี้ แม้จะเพียง ส่วนน้อย ส่วนหนึ่ง ก็นับว่าเป็นความ น่าอัศจรรย์ ที่ มีอยู่ในพระนิพพานมิใช่ น้อย ซึ่งหวังว่า ควรจะได้รับการ พิจารณาอย่าง รอบคอบ จาก ท่าน ผู้ฟัง ทั้งหลาย.
Buddhadasa