น.724 ท่านผู้อ่านครั้งแรกจบไปแล้ว ไม่ เข้าใจ แต่ความอยากเข้าใจยังมี อยู่ ขอให้อ่านใหม่ อ่านพลางคิด พลางเล่น ๆ ไปคนเดียว ในเวลา เงียบสงัด เช่นตอนดึก และไม่มี เรื่องรบกวนใจอย่างใด เข้าใจว่าคง เข้าใจได้เป็นแน่. แต่จะอย่างไร ก็ตาม ขอรับรองว่า การอ่านครั้งที่ ๒ - ๓ - ๔ จะต้องเข้าใจซึ้งลงไปเป็น ลำดับ ๆ อยู่เสมอ ภิกษุ พุทธทาส อินทปัญโญ
น.725 ชีวิตคือดวงไฟที่กำลังลุกโพลงอยู่ ชีวิต หรือความเป็นอยู่ [ Life or Exis- tence ] ของเราท่านทุกคนนั้น เป็นเพียง " ดวง ไฟ" ที่กำลังลุกโพลงอยู่ ; และชั่วขณะที่กำลัง ลุกโพลงอยู่. ทั้งนี้ มิใช่เป็นการมองชีวิตใน ด้านร้าย แต่มองในฐานเป็นความจริงคือมันเหมือน กับดวงไฟนั่นเอง. และการมองตามแนวนี้โดย เฉพาะเท่านั้น ที่จะทำคนเราให้ลุถึง "สภาพอัน เป็น ความ หลุด รอด จาก ปวง ทุกข์ สำ หรับ ชีวิต, " คือ นิพพาน. ก่อนอื่นทั้งหมด ที่จะพิจารณาให้พบแก่น ความจริงอันนี้ เราจะต้องรู้จัก หลักทั่ว ๆ ไป ของไฟ ตามธรรมดา ให้ครบตามที่จะเป็นหลัก สำหรับการเปรียบเทียบครั้งนี้, เสียก่อน.
น.726 138 ไฟที่ลุกขึ้น ย่อมหมายถึงการที่มีเชื้อเพลิง มีเครื่องเกื้อกูลอื่น ๆ เช่นอากาศเป็นต้นและที่มี สำคัญที่สุดก็คือ สิ่งที่ทำหน้าที่เป็นผู้จุด, ซึ่งจะ เป็นบุคคล หรือสัตว์หรือการเคลื่อนไหวของ ธรรมชาติ อย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ไฟที่กำลังลุกอยู่ ย่อมหมายถึงการที่มี เชื้อเพลิงยังคงมี เครื่องเกื้อกูลทั้งหลายก็ยังคงมี แต่ผู้จุดนั้นไม่จำเป็น คงมีแต่ผู้คอยช่วยเหลือดูแล ตามสมควรเท่านั้น. ไฟที่ดับไม่สนิท เป็นเพียงไม่ปรากฏ เปลว ย่อมหมายถึงความแตกแยกกันระหว่างเชื้อ กับผู้ประคับประคองและเครื่องเกื้อกูลอื่น บางอย่าง ชั่วคราวเท่านั้น. เมื่อใดสิ่งเหล่านี้ กลับสามัคคีกัน ก็จะกลับลุกปรากฏขึ้นอีก.
น.727 139 ไฟที่ดับสนิท ย่อมหมายถึงความหมด ทั้งเชื้อ ทั้งเปลว ทั้งความร้อน เป็นของเย็นสนิท จริง ๆ แต่เถ้าถ่านทั้งหลายยังเหลืออยู่ นี่ระยะ หนึ่ง. และอีกระยะหนึ่ง ก็คือเถ้าถ่านเหล่านั้น ดับละเอียดเป็นปรมาณูไปอีกต่อหนึ่ง. และสิ่งที่ยัง คงเหลืออยู่ตลอดอนันตกาล ก็คือ "สภาพแห่ง ความดับแล้ว” ของมันนั่นเอง. ดวงไฟที่เราเห็น จึงเป็นแต่เพียงสิ่งที่จรมา ปรากฏขึ้นเป็นคราว ๆ เพราะอำนาจความประชุม พร้อมของสิ่งที่เป็นเหตุเป็นปัจจัย ดังกล่าวแล้ว ตามอำนาจความหมุนเวียนเท่านั้น จึงเป็นสิ่งไม่ใช่ ตัวตน หาตัวตนอะไรของมันมิได้ แม้เป็นดวง ปรากฏโชติช่วงอยู่อย่างรุ่งโรจน์เช่นดวงอาทิตย์ก็ดี. ไฟตะเกียงย่อมเป็นเพียงการเผาไหม้ของ น้ำมัน ที่มี
น.728 140 ที่มีอากาศช่วยเหลือเท่านั้น. ไฟฟ้าก็เป็นเพียง ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น จากการต้านทาน ของโลหะ ที่ใช้ เป็นไส้ อันมีต่อการไหลเวียน [ Circulation ] ของกระแสพิเศษอันหนึ่ง ซึ่งมี ขึ้น เพราะ มีกำลังอัน หนึ่งเข้าไปแทรกแซงการหมุนเวียนอันสม่ำเสมอของ วิชชุรุป [ Electrons ] ซึ่งหมุนเวียนอยู่รอบ ๆ มูลรูป [ Proton ] เท่านั้น. ความเผาไหม้ที่ดวงไฟ ก็เป็นสิ่งที่เปลี่ยนอยู่อย่างละเอียดถี่ยิบทอย ๆ กัน แต่ ว่ามันเร็วเกินไปจนเราเห็นเป็นดวงไฟนิ่งอยู่. แท้ที่ จริงปรมาณูหลายแสนหลายล้านทำการเปลี่ยนแปลง ทอย ๆ กันอยู่ในที่นั้น เหมือนสายน้ำไหลผ่านไปๆ ความเผาไหม้ ที่ใส้ไฟฟ้าก็ทำนองเดียวกัน. กำลัง งานที่เกิดจากเครื่องจักรคือไดนาโมก็ดี หรือจาก การแปลทางเคมีในกระบอกแบ็ตเตอรี่ก็ดี ที่เข้า ไปแทรกแซงปกติภาพของวิชชุรูปนั้น มีเป็นครั้ง ๆ
น.729 141 เป็นระยะทอย ๆ กัน แต่ถี่มากเกินที่จะกำหนดทัน ความลุกและดับทอย ๆ กันที่ตรงไส้ไฟฟ้า จึงตา เราดูติดเป็นอันเดียวกันเสีย เลยเห็นเป็นดวงไฟ โชติช่วงอยู่ ซึ่งความจริงมันหลอกล่วงนัยน์ตาของ เราอย่างมากมาย. ฉะนั้นเราอาจกล่าวได้อย่างสั้นๆ อีกครั้งหนึ่งว่า ดวงไฟที่กำลังลุกอยู่ นั้น ก็เป็นเพียงผลนิด ๆ อันส่งทอย กันขึ้นมาโดยเร็ว จากการเคลื่อนไหว แปรปรวนของสิ่งอื่นอีกหลายสิ่ง ที่ มาประกอบกันเข้า ซึ่งรวมความว่า เป็นกลุ่มปรมาณูกลุ่มหนึ่ง ที่กำลัง ปั่นป่วนอยู่อย่างแรงเท่านั้น ไม่มีเนื้อ หาสาระ ของ ความเป็น ของ สิ่ง เดียว
น.730 142 หรือหยุดนิ่งแม้แต่น้อย. และเมื่อ มันดับ ก็หมายถึงความหยุด ของสิ่ง ที่เคลื่อนไหวไหลเวียนเหล่านั้นเอง. ดวงไฟคือชีวิตของคนเรา ก็ฉันนั้น. ชีวิตหรือความที่เร็วเป็นอยู่นี้ มันเป็นเพียงความ ไหลเวียน [ Circulation ] ของนามธรรม คือจิต และการเคลื่อนไหวไปตามของร่างกายอัน ประกอบ ขึ้นด้วยวัตถุธาตุส่วนย่อยนานาชนิดเท่านั้นเอง. ดวง ชีวิตของเราที่กำลังลุกโพลงอยู่ ก็คือจิต. ตัวจิต เฉย ๆ นั้น ลุกโพลงอยู่ไม่รู้จักหยุดตลอดเวลาที่ เรายังไม่ตาย. ความลุกนี้ ลุกอยู่เงียบ ๆ อย่าง สม่ำเสมอในภายในแม้เมื่อเราหลับ หรือสลบไป, อันเราเรียกตามภาษาธรรมว่า ภวังคจิต . ภวังคจิต
น.731 143 คือการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป-เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป- เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป - ฯลฯ - ของนามธรรมชนิด- หนึ่ง, ถี่ยิบจนเรารู้สึกว่ามันมีก้อนเดียวดวงเดียว โชติช่วงอยู่. ขอให้นึกถึงความที่ดวงไฟฟ้าพรางตา เราว่า เป็นดวงเดียวโชติช่วงอยู่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่ง ที่แท้มันเป็นเพียงความไหลผ่านมาเป็นระยะ ๆ และ เกิดการต้านทานกันเป็นระยะ ๆ ที่ตรงไส้ของมันเท่า นั้น เราจะได้รู้จักสิ่งที่เราเรียกกันว่า "ดวงจิต" ของเราได้ชัดเจนขึ้นมาก. รวมความว่า ดวงจิต ของเรานี้ก็คือความไหลเวียน [ Circulation ] ของ ความเกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป ๆ ๆ ๆ ๆ ของ นามธรรมชนิดหนึ่งเท่านั้นเอง. ลักษณะอันนี้ เปรียบเทียบได้กับ ความตั้งอยู่ของปรมาณูอัน หนึ่ง ๆ คือปรมาณูอันหนึ่ง ๆ แห่งมวลปรมาณู ที่จะรวมกันเข้าเป็นเนื้อ ของธาตุอย่างใด อย่างหนึ่ง
น.732 144 นั้น ทุก ๆ ปรมาณู มันประกอบด้วยมูลรูป [ Proton ] ตั้งอยู่เป็นศูนย์กลาง และวิชชรูป [ Electrons ] หมุนอยู่รอบ ๆ มูลรูปนั้นตามที่ว่าง [ Vacuum ] รอบ ๆ มูลรูป. ความมีอยู่แห่ง ปรมาณูอันหนึ่ง ๆ ต้องหมายถึงความที่ของสาม- อย่างนี้ยังสัมพันธ์กันอยู่ และยังมีความหมุนอยู่ใน ตัวมันเองอย่างสม่ำเสมอนั้นด้วย. เราลองนึกดูที หรือว่า ในปรมาณูอันหนึ่ง ๆ ซึ่งมีขนาดเพียง แบ่งแสนเอาหนึ่งของ ๑ นิ้วฟุต [ เศษหนึ่งส่วนแสน นิ้วฟุต ] ละเอียดเหลือที่จะกำหนดเห็นด้วยตาเช่นนี้ แล้ว ยังประกอบด้วยของถึงสามสิ่ง และมีสิ่ง หนึ่งหมุนเวียนอยู่รอบตัวของสิ่งหนึ่งด้วย มันจึงจะ ยังคงรูป เป็นปรมาณูอันหนึ่งได้. ถ้ามันหยุด ปรมาณูอันนั้น ก็ถึงความไม่มีทันที. ฉะนั้นทำไม
น.733 145 กับร่างกายเรา ซึ่งประกอบขึ้นด้วย ปรมาณู ชนิดนั้น ไม่รู้ว่ากี่ล้านล้านปรมาณูเล่า ที่จะไม่เป็นของไหล- เวียนเช่นเดียวกัน. ถ้าตามความสันนิษฐานของข้าพเจ้า เวลานี้ ภายหลังจากที่ได้คำนวณดูโดย รอบคอบแล้ว อยากสันนิษฐานไว้ทีก่อนว่า ความลุกขึ้น—ตั้งอยู่—ดับไป ของภวังค- จิตนั้น รอบหนึ่งคงจะเท่ากับความหมุน- เวียนของวิชชุรูปรอบมูลรูปรอบหนึ่ง แห่ง ปรมาณูทุกๆปรมาณูที่ประกอบกันขึ้นเป็น ร่างกายเรา ซึ่งมีอยู่ไม่ทราบว่ากี่ล้าน ๆ ปรมาณูก็จริง แต่มันมีรอบแห่งความ
น.734 146 ไหล เวียน ภายใน ตัว มัน พร้อม ๆ กัน. ชีพจร ที่ เต้น อยู่ตาม อวัยวะ เช่น ข้อ มือ ข้อเท้า ย่อมเท่าหรือพร้อมกับการเต้นของ หัวใจ เพราะมันสัมพันธ์กับหัวใจโดยตรง ฉันใด รอบหนึ่งแห่งความไหลเวียนใน ภวังคจิต ย่อมน่าจะเท่ากับรอบหนึ่งแห่ง ความไหลเวียน ในปรมาณู ทุกปรมาณู ใน กายเราฉันนั้น เพราะกายกับจิตสัมพันธ์ กันโดยตรง ๑ เหมือนกัน แม้จะไม่ตรง จริงๆ อย่างการเต้นของหัวใจ กับการเต้น ของชีพจรก็ตาม อย่างไรขอฝากผู้รู้ ไว้ วินิจฉัยสืบไป. ๑. กายกับจิต หรือภวังคจิตกับปรมาณูของกาย สัมพันธ์ กันอย่างไรนั้น มียืดยาวเหลือที่จะกล่าวในที่นี้ได้
น.735 147 ที่พูดมามากจนเกือบนอกเรื่องไปแล้วเช่นนี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่า ที่เรียกว่า ความตั้งอยู่หรือ มีอยู่ หรือโพลงอยู่ ของสิ่งทั้งหลายบรรดา ที่เป็นสังขตธรรม [ คือสิ่งที่สิ่งอื่นหลายสิ่ง ประกอบกันเข้าแล้วเป็นขึ้น ] นั้น มันเป็น ของหลอกอย่างชัด ๆ ! มันเป็นของพรางตา อย่างที่เรียกว่ามีมายาเหลือเกิน เช่นเดียวกับเรา แกว่งตุ้นไฟไปมาเร็ว ๆ ที่สุด เราจะเห็นไฟเป็นสาย หรือสายไฟไป หรือถ้าแกว่งเป็นวงกลม ก็เห็น ดวงไฟกลมปรากฏขึ้น, แต่ที่แท้ เป็นเพียงไฟ คุ้นเดียวเคลื่อนที่ไปมา โดยเร็วจนเราดูเป็น สายเท่า นั้น ไฟก็ตาม ภวังคจิต หรือดวงชีวิตก็ตาม เป็น พวกสังขตธรรม ความมีอยู่ หรือโพลงอยู่ ของ มัน จึงเป็นของหลอกลวงตาด้วยกัน ฉะนี้.
น.736 148 ที่นี้มาถึงปัญหาที่ว่า ทำไมจิตจึงเปลี่ยน ตัว คือคิดนึกได้เล่า ในเวลานั้นดวงชีวิต อยู่ที่ตรงไหน . ในที่นี้ จะเปรียบด้วยความปั่นป่วน ของปรมาณูตามเคย. ปรมาณูทุก ๆ ปรมาณู ซึ่งมีความไหลเวียน ใน ตัวเอง อย่าง สม่ำเสมอ นั้น เมื่อมีกำลังงาน [ Energy ] อันใดอันหนึ่งเข้ามา แทรกแซง ความสม่ำเสมอนั้นถูกกระชากให้แปร รูปไปตามควรแก่กำลังงานอันนั้นคราวหนึ่ง แล้ว ก็กลับคืนสภาพเดิมจนกว่าจะถูกกระชากใหม่ แม้ ว่ากำลังกระชากนั้นจะถี่ยิบอย่างไรก็ตาม เช่น เดียวกับน้ำที่ไหลอยู่เป็นสาย เมื่อเราเอาอะไรไป ทวนหรือขวางมันต้องเปลี่ยนรูปไปบ้างเป็นธรรมดา จนกว่าจะยกสิ่งนั้นเสีย, แต่อย่างไรก็ดี การไหล หรือการดันของมันคงมีอยู่นั่นเอง จะเห็นได้ในเมื่อ เรายกสิ่งที่ทวน หรือขวางนั้น ขึ้นเสียมัน ก็ไหลอย่าง
น.737 149 เดิมนั่นเอง. ความหมุนเวียนอันสม่ำเสมอของภวังค- จิตก็ฉันนั้น เมื่อใดมีอาวัชชนะ ๑ คือแรงงาน [ Energy ] อย่างใดอย่างหนึ่ง ผ่านเข้ามากระชาก หรือตัด มันก็แปรรูปไปตามอาวัชชนจิตหรือแรง- งานอันนั้นชั่วคราว เสร็จแล้วก็กลับรูปเดิมอีก. แรงงานหรืออาวัชชนจิตที่เข้ามาตัดชั่วคราว นั่น เอง คือที่เราเรียกกันว่าความคิดหรือความรู้สึกของจิต. ฉะนั้นความคิดหรือความรู้สึก จึงหาใช่เป็นตัวจิต หรือตัวชีวิตอันแท้จริงไม่. ตัวชีวิตที่โพลงอยู่ คือ ภวังคจิตนั่นเอง ได้แก่จิตที่เป็นตัวโพลงหรือไหล- เวียนอยู่ในตัวเองอย่างไม่ขาดสาย จนตลอดชาติ. ๑. อาวัชชนะคือความรู้สึกต่ออารมณ์ที่มากระทบ ได้เกิด ขึ้นเป็นกำลังงาน กระชากภวังคจิตให้ละภาวะปรกติ มาทำการรู้สึกอารมณ์นั้น ๆ กลายเป็นอวัชชนจิตไป ชั่วคราว ความรู้สึกอันนี้เป็นสมบัติของ Prosperity ของภวังคจิตนั่นเอง.
น.738 150 ถ้าไม่มีตัวความไหลเวียนอันนี้แล้ว ความคิดหรือ หรือความรู้สึกก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะไม่มีที่ตั้งที่ อาศัยเหมือนหนังฉายที่ไม่มีจอ หรือสิ่งที่ใช้เป็นจอ. เมื่อความคิดนึกไม่มี การเคลื่อนไหวของกายและ วาจา ก็มีไม่ได้. นั่นคือการไม่มีชีวิต. หรือถ้าจะ เปรียบเทียบอย่างหยาบ ๆ แต่เข้าใจได้ง่ายกว่า, อีกอย่างหนึ่งก็ได้ : ภวังคจิตหรือดวงชีวิตล้วน ๆ เปรียบเหมือนเครื่องจักรไอน้ำ หรือเครื่องยนตร์ ที่ติดเครื่องเตรียมพร้อมอยู่ แล้วแต่ ยังมี ได้ผลักดัน บังคับ หรือเข้าเกียร์ ให้กำลังงานของมันถูกติด ต่อไปใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นหมุนเพลา หรือ หมุนล้อ ให้เรือหรือรถแล่นไปได้เป็นต้น. ใน ขณะที่เป็นอาวัชชนะย่อมเปรียบได้ กับเมื่อผลัก คัน บังคับ หรือใส่เกียร์แล้ว เมื่อชักคันบังคับหรือ
น.739 151 เกียร์ออกเครื่องหมุนเปล่า ๆ เฉยอยู่อย่างเดิม. นี่ ก็กลับเปรียบได้กับจิตที่กลับตกภวังค์ หรือเป็น ตัวชีวิตล้วน ๆ อย่างเก่าอีก เพราะฉะนั้น ตาม นัยแห่งปรมัตถธรรม, การชี้ตัวชีวิต ตรงไปยัง ภวังคจิตนั้น เป็นการตรงตัวแท้. เมื่อได้ชี้ให้เห็นว่า ดวงชีวิต เหมือนกับ ดวงไฟอย่างไร ในลักษณะที่เป็นพื้น ๆ ทั่วไป ดั่งนี้ พอสมควรแล้ว ต่อไปนี้ จะเปรียบเทียบ ลักษณะของกิริยาที่มันจะ ลุกโพลงขึ้น ลุกโพลง อยู่ ดับไม่สนิท ดับสนิท ให้เห็นว่าเหมือนกัน อย่างแท้จริงเช่นไร สืบไป.
น.740 152 ดวงชีวิตที่ลุกขึ้น ดวงชีวิตจะลุกเป็นดวงขึ้นได้อย่างไร ก็ต้อง ย้อนไปดู ลักษณะที่ดวงไฟจะลุกขึ้นอีกใหม่. ตามกฎแห่งสังขตธรรม [ คือสิ่งที่มีสิ่งอื่น หลายสิ่งรวมกันประกอบหรือปรับปรุงขึ้น ] นั้น ไฟจะลุกขึ้นได้ ก็ต้องมีเชื้อ มีผู้จุด และมีเครื่อง ช่วยเหลือเกื้อกูล เช่นอากาศ และที่ตั้งกองไฟ เป็นต้น. ดวงชีวิตนี้ก็ฉันนั้น มันมือวิชชา คือ ความมืดบอดไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เป็นผู้จุดขึ้น. ถ้าเราจะถามนักวิทยาศาสตร์ว่า " ทำไมวิชชุรูป จึงหมุนอยู่รอบ ๆ มูลรูป ? " นักวิทยาศาสตร์ก็ จะต้องตอบว่า เพราะมันเป็นธรรมดาเช่นนั้นเอง ถ้าเราไม่ยอมให้ตอบกำปั้นตีดินเช่นนั้น และถาม
น.741 153 ใหม่อีกว่า " ทำไมมันจึงได้เกิดไปมีธรรมดาเช่น นั้นขึ้นเล่า " เขาก็จะต้องตอบว่า เพราะธรรมดา มันย่อมให้เกิดธรรมดาเช่นนั้น. ถามอีกกี่ครั้งหรือ กี่ชั้น ก็หลีกธรรมดาไม่ได้ในที่สุด ถ้าเขาไม่หาว่า แกล้งถามเซ้าซี้ก็จะตอบว่า มันมีสิ่งที่นอกเหนือ ไปจากความรู้ความเข้าใจ ของวิทยาศาสตร์เหมือน กันและขอเรียกสิ่งนั้นว่า " สิ่งซึ่งยังไม่รู้ว่าอะไร กันแน่. " ในที่นี้เรากล่าวได้ว่า สิ่งนั้นคือ “ อวิชชาของวิทยาศาสตร์. " และมันมีแนว สัมพันธ์ดังนี้ ; ๑. คนเกิดมาจากธาตุ [ Elements ] ๒. ธาตุเกิดมาจากอณู [ Molecules ] ๓. อณูเกิดมาจากปรมาณู [ Atoms ] ๔. ปรมาณูเกิดจากวิชชุรูป [ Electrons ] หมุนอยู่รอบ ๆ มูลรูป [ Proton ] ใน
น.742 154 ที่ว่าง [ Vacuum ] อยู่อย่างสม่ำเสมอ เป็นกลุ่ม ๆ กลุ่มหนึ่งเรียกปรมาณู อันหนึ่ง. ๕. ความหมุนเวียนของวิชชุรูปเกิดมาจาก " สิ่งที่เรายังไม่รู้ " ๖. นั่นคือ "อวิชชาของวิทยาศาสตร์ " ปัญหาก็เกิดขึ้นว่า สิ่งที่เรายังไม่รู้ อันนั้นคือ อะไรกันเล่า. ตามทางพุทธศาสนาตอบว่า คือ อวิชชา เหมือนกัน. ต่างกันแต่ว่า อวิชชาของ วิทยาศาสตร์นั้นคือ สิ่งที่ยังไม่รู้ว่าอะไร, ส่วน อวิชชาของพุทธศาสนา นั้นคือ ความมืดบอดไม่รู้ ว่าอะไรเป็นอะไร. ลงกันได้ไหม ? เป็นสิ่งที่ควร พิจารณา. เราจับหลักได้ขั้นหนึ่งแล้วว่า อวิชชานั้น วิทยาศาสตร์หมายเอาตัวกรรมการก [Object ]
น.743 155 หรือสิ่งที่เราไม่รู้ ได้ว่าเป็นอะไร, ส่วนพุทธศาสนา หมายเอาตัวความไม่รู้ ที่ไม่อาจรู้ ในวัตถุหรือสิ่งอัน นั้น หรือของวัตถุอันนั้นเอง. บางคนอาจหัวเราะ เยาะว่า นี่จะเกณฑ์ให้ปรมาณูหรือแม้ที่สุดแต่ ก้อนกรวดก้อนหิน มีจิตคิดรู้และไม่รู้เสียแล้ว กระมัง. ข้าพเจ้าอยากจะขอร้องด้วยความเคารพว่า ขอให้ท่านลองคิดดูด้วย ความตั้ง อกตั้งใจ สัก ครั้ง หนึ่งเถิด. ถ้าหากว่าปรมาณูมันมีความรู้ที่ถูกต้อง [ คือวิชชา ] เล่ามันจะหมุนไปอย่างไม่รู้จักจบจัก สิ้นอย่างนั้นเจียวหรือ. [ นี่เป็นการสมมติว่าถ้า หากมันมีได้ ]. ถ้ามันมีได้ มันคงไม่ยอมหมุน อย่างไม่รู้จักหยุด ปราศจากความเป็นอิสระเช่นนั้น เป็นแน่. แน่นอนทีเดียว เพราะมันไม่มีหรือเพราะ มันขาดความรู้อันนี้นั่นเอง ปรมาณูจึงหมุนเวียน
น.744 156 เช่นนั้น และความหมุนเวียนเป็นเหตุให้เกิดสิ่งทั้ง- หลายขึ้น. เราจึงกล่าวได้ว่า เพราะสิ่งนั้น ๆ ไม่มีความรู้หรือเพราะขาดความรู้ หรือเพราะ ไม่มีความรู้ ผสมเป็นส่วนผสมอยู่ใน ตัวมัน ด้วย มันจึงหมุนเวียน. การขาดความรู้ กับความ ไม่มีความรู้ หรือผลก็คือความไม่อาจจะรู้ นั่น เป็นอันเดียวกัน. คือ "ไม่รู้" นั่นเอง ! เราจึงกล่าวได้ว่า อำนาจที่ทำให้หมุนเวียน ก็คือ ความที่มันขาดความรู้นั่นเอง และนั่นคือสิ่งที่ เราเรียกกันในพุทธศาสนาว่า อวิชชา. ส่วนที่ว่า เพราะเหตุไรมันจึงไม่มีความรู้ หรือไม่อาจจะรู้ นั้นเป็นอีกปัญหาหนึ่ง. แม้ว่าหลักอันนี้จะเป็นตรรก [ Logic ] อยู่มาก ท่านก็ต้องเห็นพ้องว่ามันเป็น ความจริง คือ เพราะมันไม่มีความรู้ในตัวมัน.
น.745 157 มันขาดความรู้ คือไม่รู้, จึงได้หมุนเป็นธรรมดาไป. ทีนี้อาจเกิดปัญหาขึ้นว่า คนเราเล่า มีจิตใจ คิดนึกแล้ว ทำไมจึงต้องหมุนเวียนเหมือนกัน เล่า. ตอบว่า คนเรานั้นไม่มีความรู้ดอก. นี่ หมายถึงความรู้ที่ถูกต้อง. คนธรรมดาบุถุชนเรามี แต่ความรู้ที่ผิด เราจึงหมุนเวียน. ความรู้ที่ผิด ๆ นั่นก็เป็นอวิชชาเหมือนกัน. เราจะเห็นได้ชัดเจน แล้วว่า การไม่มีความรู้ก็ดี การรู้ผิด ๆ ก็ดี ที่ เรียกว่า อวิชชา เหมือนกันนั้นเพราะว่าผลมันเท่า กัน และที่แท้แล้ว มันก็อันเดียวกันนั่นเอง. พระ- โสดาบันน์ พระสกทาคามี พระอนาคามี ก็ยังมี อวิชชา แต่ว่าเบาบางมากแล้ว. พระอรหันต์ เท่านั้นหมดอวิชชาท่านจึงหยุดหมุนเวียน, และใน
น.746 158 ไม่ช้าก็ดับสนิทไป. รวมความในที่สุดคือว่า อวิชชาเป็นเหตุให้เกิดอำนาจหมุนเวียน ซึ่ง เป็นกฎธรรมดาของทุก ๆ สิ่งบรรดาที่เป็น สังขตธรรม หรืออีกอย่างหนึ่งก็พูดว่า ของ ทุก ๆ สิ่งในสากลจักรวาลทุก ๆ จักรวาล. เมื่ออวิชชาสามารถให้ เกิด อำนาจ หมุนเวียน แก่วิชชุรูปในปรมาณู โดยที่บังคับให้แรงเหวี่ยง ออกของวิชชุรูป เท่า ๆ กับแรงดูดเข้าของมูลรูป ดังนี้ได้แล้ว ก็ทำนองเดียวกันกับที่มันจะให้เกิด อำนาจการหมุนเวียนในภวังคจิต คือให้นามธรรม หมู่หนึ่งหรือส่วนหนึ่ง เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป ๆๆๆๆ อย่างไม่รู้จักสิ้นสุด และ ดวงชีวิตล้วน ๆ ไม่มี อะไรเจือ ก็ลุกโพลงขึ้นได้ด้วยประการฉะนี้ ! เราเรียกว่า อวิชชา เป็นผู้จุด 1 เ P ข ร C e E
น.747 159 ปัญหาต่อไปก็คือ อะไรเป็นเชื้อที่ถูกจุดและ อะไรช่วยเกื้อกูล และเป็นที่ตั้งอาศัย เชื้อที่ถูกจุดในที่นี้ก็คือสิ่งที่เรียกว่า นาม- ธาตุ ซึ่งก็เป็นเพียงธรรมชาติที่มีการปรากฏตัว [ Phenomena ] ชนิดหนึ่งเท่านั้น, แต่ยังเป็นชั้น ที่ยังดิบหรือหลับอยู่ [ Dormant - conscious element ] นามธาตุคืออะไร และมาจากอะไร อีกเล่า ? มาจากอวิชชาอีกเหมือนกัน. นามธาตุ ที่ยังไม่ถูกจุด ก็ยังไม่ลุกโพลงเป็น " ดวงไฟ ชีวิต " ขึ้นเท่านั้น. ถ้าเราจะถามนักวิทยาศาสตร์ ว่า มูลรูป และวิชชุรูปนั้นเล่ามาจากอะไร , ที่มา รวมกันหมุนเวียนจนเกิดเป็นปรมาณูขึ้น ? นั่นก็ คงจะส่ายหน้าไปตามกัน. ถ้าคะยั้นคะยอถามหนัก เข้า ก็ต้องตอบว่า มาจากสิ่งที่ยังไม่รู้ว่าอะไร นั่นเองอีก.
น.748 160 พุทธศาสนายังไปได้ไกลกว่า นั้น คือ สามารถ ตอบขยายออกไปได้อีกว่า นาม [ ซึ่งหมายถึง นามธาตุในที่นี้ ] และรูป [ ซึ่งหมายถึงเนื้อวัตถุ ซึ่งรวมถึงชั้นมูลรูปและวิชชุรูปในที่นี้ ] ทั้งสอง อย่างมาจาก "อภิสังขาร " หรือเรียกกันสั้น ๆ ว่า "สังขาร " [ แต่มิใช่สังขารร่างกาย เป็น คำบัญญัติหรือ Technical term คำหนึ่งอีก ต่างหาก ]. และสังขารอันนี้ มาจากอวิชชา. ต่อนั้นก็ไม่มีอะไรอีก มีแต่อวิชชา คือที่ไม่รู้ก็ เพราะไม่รู้ ที่ไม่รู้นั้นก็เพราะไม่รู้ ฯ ล ฯ ความไม่รู้ ให้เกิดสังขารหรืออำนาจพิเศษอันหนึ่งอันมีปฏิกิริยา สามารถให้เกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้น. เมื่อมันทำหน้าที่ ตามประสิทธิภาพของมัน สิ่งอีกสิ่งหนึ่ง ก็ต้อง ผลิตออกมาโดยแน่นอน และสิ่งที่ผลิตออกมานั้น คือ นามธาตุกับรูปธาตุ. เมื่อนามรูปสองอย่างนี้
น.749 161 มีแล้ว อวิชชาก็จุดนามให้ลุกโพลงเป็นดวงชีวิตขึ้น ซึ่งมีรูปธาตุอันละเอียดประณีตที่สุด เป็นที่ ตั้งอาศัย, เช่นเดียวกับคนเราจุดเชื้อเพลิงเช่นพื้นเป็นต้น บน พื้นแผ่นดิน, และมีผลกรรมบางอย่างช่วยสนับสนุน. ผลกรรมก็คือปฏิกิริยา ที่เป็นผลเกิดออกจากการ เคลื่อนไหวเปลี่ยนตัว แปรสภาพ ของมัน ใน ขณะที่ ผ่านไป ๆ เป็นระยะ ๆ นั่นเอง. เมื่อมีสิ่งต่าง ๆ พร้อมบริบูรณ์ชุมนุมกันได้ ที่แล้ว ดวงไฟ ชีวิตก็ลุก โพลงขึ้นได้ด้วยเหตุนี้, และเกิดอุปกรณ์อื่น ๆ ขึ้น ตามลำดับจนครบ. อยากย้อน ไปกล่าว ถึงที่มาของนามธาตุหรือ " ธาตุจิต " อีกสักเล็กน้อย เมื่อในคัมภีร์ทาง พุทธศาสนาไม่ได้ให้คำอธิบายอย่างอื่นไว้ นอกจาก ว่ามาจากอวิชชา และทั้งเราจะหาคำอธิบายจาก
น.750 162 วิทยาศาสตร์โดยตรงก็ไม่ได้ดังนี้แล้ว เราลอง สันนิษฐานกันดูตามเหตุผลบ้าง. ข้าพเจ้าอยากจะ สันนิษฐานไว้ที่ก่อนว่า มาจากปฏิกิริยาของปรมาณู ที่เป็นส่วนประกอบของคณิตชีวิน [ Living cells ] นั่นเอง [ คณิตชีวิน คือตัวจุลินทรีย์ที่เจริญจน ถึงขีดที่เราเรียกกันว่ามีชีวิตแล้ว ซึ่งมันจับตัว รวมกลุ่มกันเข้าเป็นเยื้อเนื้อของคนเรา หรือต้นไม้ ใบไม้อีกกต่อหนึ่ง ]. เราแยกดูเป็นอย่าง ๆ ดังต่อ ไปนี้. เมื่อปรกติภาพของวิชชุรูป ซึ่งหมุนอยู่ รอบ ๆ มุลรูปถูกแรงงานอย่างใดอย่างหนึ่งมากระ- ชาก ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น คือกำลังไฟฟ้า. แต่ ปฏิกิริยาของมัน เมื่อหมุนอยู่ ตาม ปรกติ โดย ไม่มี อะไรมากระชากนั้น จะไม่มีเจียวหรือ, แม้ว่า จะมีน้อย หรือเบาเพียงไรก็ตาม เชื่อว่าคงมีเพราะ
น.751 163 มันก็เป็นการ เคลื่อนไหว หรือ กิริยา อย่าง หนึ่ง อยู่ เสมอ. เมื่อยอมรับว่ามี เราก็เริ่มพิจารณาต่อไป ว่า ปฏิกิริยาของปรมาณูตามปรกตินั้นย่อมแตก- ต่างกันในระหว่างปรมาณูของธาตุล้วน ๆ ที่ยัง ไม่เจริญจนถึงกับเรียกได้ว่าเป็นคณิตชีวิน, กับ ของปรมาณูของธาตุที่เจริญแล้วจนถึง กับเกิด เป็น คณิตชีวินขึ้น. ปฏิกิริยาของปรมาณูอย่างแรกไม่ สูงพอที่จะเรียกว่านามธาตุ, แต่ก็ค่อนๆเข้าไป. ส่วน ปฏิกิริยาของปรมาณูอย่างหลังนั้น สูงพอที่จะเรียก ว่านามธาตุได้แล้ว แต่ยังเป็นขนาดต่ำหรืออย่าง เลวอยู่เป็นได้เพียงเชื้อ ซึ่งต่อเมื่อถูกจุดขึ้นอีกครั้ง หนึ่งเราจึงจะได้นามธาตุ [ หรือธาตุใจ ] ที่จะสูงพอ ที่จะเรียกได้ว่า ตัว " ชีวิต " จริง ๆ อย่างไรก็ดี นี่เป็นเพียงการสันนิษฐาน เพราะอยากรู้ ให้นอก
น.752 164 ออกไปจากที่รู้อยู่แล้วเท่านั้น ซึ่งนับว่าก้าวมากออก ไปจนถึงขีดที่ควรหยุดก้าวกันเสียที่อยู่แล้ว, และขอ ฝากท่านผู้รู้ไว้วินิจฉัยด้วย. เชื่อมความติดต่อกันไปว่า เมื่อมีนามธาตุมา เป็นเชื้อเพลิงแล้ว อวิชชาก็จุดให้ลุกเป็นดวงชีวิต หรือจิตขึ้น. ดวงชีวิตที่กำลังลุกอยู่ ในตอนต้น กล่าวมาแล้วว่า ไฟที่กำลังลุก โพลงเป็นดวงปรากฏอยู่นั้น ต้องประกอบด้วย เชื้อก็ยังอยู่ สิ่งที่เกื้อกูลทั้งหลายก็ยังมีอยู่ รวม ทั้งผู้ดูแลกองไฟนั้นด้วย ส่วนผู้จุดนั้นไม่จำเป็นอีก
น.753 165 แล้ว, นี่เห็นได้ว่าขาดไปก็แต่ผู้จุด นอกนั้นยังอยู่ พร้อม และเพิ่มเข้ามาก็คือผู้เลี้ยงกองไฟ. ถ้าหาก ผู้จุดเป็นผู้เลี้ยงกองไฟต่อไปเสียเอง ก็แปลว่าผู้ เลี้ยงเกิดมาจากผู้จุด. โดยทำนองเดียวกันนี้ ดวงไฟ ชีวิตนั้นมีผู้เลี้ยง คือตัวตัณหาสามประการ [ กาม ตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ] ซึ่งมาจาก อวิชชานั่นเอง เป็นผู้หล่อเลยงดวงไฟแห่งชีวิต รับ มอบจากอวิชชาสืบไป. ปัญหาที่จะต้องพิจารณา ยังคงอยู่ที่ว่าตัณหาคืออะไร หล่อเลี้ยงดวงไฟคือ ชีวิตได้อย่างไรเท่านั้น. . กามตัณหา คือความรู้สึกที่ใคร่ที่จะได้วัตถุ ที่อร่อย ๆ ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ทางใจ. รวมทั้งใคร่ที่จะได้เกิดหรือได้อยู่ในท่าม กลางสิ่งเหล่านั้น. ความอยากอันนี้เกิดมาจาก
น.754 166 อวิชชา เพราะไม่ได้แจ้งตามเป็นจริงในสิ่งเหล่านั้น จึงได้อยากเช่นนั้น หรือเห็นกงจักรเป็นดอกบัว. มันหล่อเลี้ยงดวงชีวิต ด้วยการให้อยากอยู่เสมอ คืออยากที่จะให้ได้โพลงอยู่เสมอ เพราะขณะที่ โพลงอยู่นั่นเอง จะได้เสวยอารมณ์นั้น ๆ ความ รู้สึกที่อยากเกิดมาลองกันใหม่นั้น เหลืออยู่ประจำ ใจ โดยไม่ต้องเจตนา. เมื่อใดตัณหาจัด เมื่อ นั้นดวงชีวิตก็ลุกโพลงเต็มที่ คล้ายกับเครื่องจักรที่ เปิดเต็มที่จนสั่นระรัว. มันคอยปลอบเลี้ยงดวงชีวิต ให้ใหญ่โตขึ้น ด้วยความอยากอันไม่รู้จักสุดสิ้น ของมันเอง. ภวตัณหา คือความรู้สึกที่ ใคร่จะได้เป็น หรือใคร่ที่จะได้มีสถานะเช่นนั้นเช่นนี้ตามที่มันพอใจ. อยากมีเกียรติเป็นเอตทัคคะ [ Championship ]
น.755 167 ในการเล่นกอล์ฟ เทนนิส ฟุตบอลล์ ชกมวย, หรือ อยากในเกียรติยศที่โลกนิยมกันว่าสูง เป็นขุนนาง มีศักดิ์พระยา เจ้าพระยาซึ่งทำให้ภูมิใจ, กระทั่ง อยากให้เกิดในตระกูลหรือในฐานะที่เต็มไปด้วยสิ่ง นั้น หรือได้สิ่งนั้นอย่างเหลือเพื่อโดยง่าย "มันหล่อ เลี้ยงหัวใจชนิดที่ชาวโลกเรียกกันว่า ไม่ตายด้าน คือมีที่ทะเยอทะยานเป็นจุดหมายอยู่แห่งใดแห่งหนึ่ง เสมอ. บางกรณี เป็นเหตุเพื่อได้กามตัณหามา, บางกรณี เป็นภายหลังจากที่เบื่อกามตัณหามา แล้วก็มี เช่นเมื่อมีเงินมีกามวัตถุต่าง ๆ เพียงพอ แล้วเบื่อ หมุนมาหาชื่อเสียงเกียรติยศให้ตัวเองใน ยามแก่เฒ่าเป็นต้น. ชาตินี้ไม่ได้เป็นเจ้าพระยา หรือประธานาธิบดี ลองเกิดมาใหม่ บางทีชาติหน้า จะได้เป็น. ตัณหานี้มีมากเท่าใดก็ทำให้ดวงชีวิต
น.756 168 โพลงโตออกเต็มที่เหมือนกัน แม้จะไม่สู้สั่นระรัว เหมือนกามตัณหา, แต่ก็หล่อเลี้ยงดวงชีวิตให้ ทรงตัวอยู่ได้ดุจกัน. วิภาตัณหา คือความรู้สึกที่รักใคร่ ที่จะ ไม่ให้มี หรือไม่ให้เป็น อยู่ในลักษณะ หรือ สถานะ เช่นนั้นเช่นนี้ ที่ตนไม่ชอบ, แต่ก็ไม่อยากดับสนิท ไปเสีย. การไม่อยากเป็นเมียน้อยเขาต้องดิ้นรน สักเท่าไร นั่นเป็นระดับตัวอย่างอันหนึ่งของวิภว- ตัณหา ซึ่งหล่อเลี้ยงความทะเยอทะยาน ให้ดวง ชีวิตเบ่งตัวโพลงขึ้นตามส่วน. ความไม่อยากสูญ- เสียของรัก ตำแหน่งการงาน เกียรติยศ ชื่อเสียง กระทั่งไม่อยากเสียชีวิตไปเป็นที่สุด นี่เป็นตัวอย่าง แห่งวิภวตัณหา. ที่ละเอียดลงไป ได้แก่ความ ไม่อยากได้กามวัตถุอย่างหนึ่งอย่างใด ไม่อยาก
น.757 169 เป็นนั่นเป็นนี่ แต่ก็ไม่อยากตายหรือดับหายไปเสีย ค่าที่ยังรักตนอยู่. ตามนัยนี้เราพอจะเห็นได้ว่า วิภวตัณหาอาจหล่อเลี้ยงดวงชีวิตให้สุกโพลงอยู่ได้ อย่างไรแล้ว. แม้ไม่ชอบ ไม่อยากได้ ไม่อยาก เป็นนั้นนี้ทุกอย่างแล้ว แต่ก็ยังไม่อยากตาย ! ดวงชีวิตซึ่งถูกจุดขึ้นจากนามธาตุ โดยอวิชชา เมื่อมีตัณหาทั้งสามประการนี้หล่อเลี้ยงสืบไป มัน ก็ลุกโพลงอยู่ได้ โดยที่ตัณหาเหล่านั้นเพิ่มเชื้อฟื้น ใหม่ ๆ และแปลก ๆ กันให้มันเสมอ. ลาภยศ สรรเสริญสุข ทำให้โพลงเป็นพิเศษเป็นคราว ๆ เช่นเอาน้ำมันสาด. เสื่อมลาภเสื่อมยศนินทาทุกข์ ทำให้ม่อยหรี่ลงเป็นคราว ๆ เช่นเอาน้ำพรม. แต่ การสลับกันดังนี้ แทนที่จะให้เกิดความรู้สึกเบื่อ กลับเป็นการทำให้เกิดรสชาติเป็นของใหม่อยู่เสมอ
น.758 170 ไม่เบื่อลงได้, ด้วยอำนาจการสับเปลี่ยน นั่นเอง. ไฟชีวิตจึงดับลงไม่ได้ตลอดเวลา ที่มี ตัณหา เป็นผู้ หล่อเลี้ยงอยู่เช่นนี้. ดวงชีวิตที่ดับไม่สนิท ในตอนที่กล่าวด้วยไฟ ได้กล่าวถึงความดับ ไม่สนิทของไฟว่า ได้แก่การแตกสามัคคีกันชั่วคราว ระหว่างเชื้อ กับผู้ประคับประคองและเครื่องเกื้อกูล อื่น ๆ อีกบางอย่างเท่านั้น การแตกแยกกันนี้ มิใช่เป็นการแตกแยกที่เด็ดขาดเป็นเพียง การ ย้ายที่ ตั้งกองไฟใหม่ หรือเปลี่ยนเครื่องอุปกรณ์บาง อย่างเท่านั้น. แม้หมดเปลวไม่ปรากฏไปชั่วคราว
น.759 171 แต่ก็จะกลับปรากฏอีกในเร็ว ๆ นี่เอง. ดวงไฟคือ ชีวิตก็ฉันนั้น บางคราวต้องเปลี่ยนที่ตั้งอาศัยคือ รูปกาย เพราะรูปกายอันเก่าไม่สามารถเป็นที่ตั้ง อาศัยต่อไป ก็ต้องมีการโยกย้าย ในระหว่าง โยกย้ายเปลวโพลงของชีวิตย่อมไม่ปรากฏ จน กว่าจะโยกย้ายเสร็จ แล้วชุมนุม พร้อมกัน เป็น กอง ใหม่ขึ้น นี่คือที่เราเรียกกันว่า การตายของมนุษย์ การตายหาใช่การดับสนิทไม่ หมายความว่านามธาตุ ยังเหลืออยู่เป็นเชื้อไฟ ตัณหาซึ่งกลายตัวมาจาก อวิชชาและเป็นผู้หล่อเลี้ยงไฟมาแล้วแต่ชาติก่อนนั้น ก็จะกลับตัวเป็นอวิชชาจุด ให้ลุกเป็นเปลว ขึ้น ใหม่ แล้วกลายตัวเป็น ผู้ หล่อเลี้ยง เฝ้าดูกองไฟ ด้วยการ เพิ่มพื้นโหมเพลิงกองนั้นอีกสืบไป.
น.760 172 ในตอนนี้ มีผู้เข้าใจกันว่า การเกิดใหม่ เป็นการย้ายร่างใหม่ของวิญญาณ ซึ่งเป็นตัวตน เข้าถือปฏิสนธิในร่างใหม่ อันทำให้เกิดการเชื่อ ตัวตน เจตภูต หรืออัตตากันอย่างแน่นแฟ้น แท้จริงนั่นเป็นลัทธิภายนอก ซึ่งมิใช่พุทธศาสนา การเกิดใหม่ ไม่ต้องเป็นการย้ายของวิญญาณ เพราะวิญญาณซึ่งเป็นตัวตนเช่นนั้น ไม่มี, มีแต่ นามธาตุซึ่งเป็นธรรมชาติชนิดหนึ่ง ที่จะปรากฏตัว ให้เรารู้ ได้ [ Phenomena ] ตามธรรมดาเช่นเดียว กับสิ่งทั้งหลาย ในสากลจักรวาลนี้ ; ได้ลุกโพลง ขึ้นใหม่เป็นครั้งที่สอง ที่สาม ที่สี่ ฯลฯ ตามอำนาจ อวิชชาที่เป็นผู้จุด เช่นเดียวกับการย้ายกองไฟดัง กล่าวแล้ว. อวิชชานั่นก็เหมือนกัน หาใช่ตัวตน อะไรไม่, เป็นเพียงความมืดบอดปราศจากความ
น.761 173 รู้สึกหรือรู้อะไร ที่มีอำนาจพิเศษชนิดหนึ่ง เช่น เดียวกับอำนาจพิเศษที่ทำให้วิชชุรูปหมุนอยู่รอบ ๆ มูลรูป ซึ่งวิทยาศาสตร์ก็ไม่ทราบว่าเป็นอำนาจ อะไร รู้แต่เพียงว่า แม้กระนั้นมันก็ ขึ้นสิ่งธรรมดามี ใช่ตัวตนอันกายสิทธิ์อย่างไรก็หามิได้ ดังกล่าวแล้ว ในตอนต้น. รูปธาตุหรือรูปกายทั้งหลายเป็นเพียง ที่ตั้งอาศัยของนามธาตุ สำหรับให้อวิชชาและ ตัณหาได้ทำหน้าที่จุด และหล่อเลี้ยงดวงไฟชั่วเวลา ที่มันจะโพลงขึ้น และโพลงอยู่เท่านั้น. แม้นามธาตุ นั้นเล่า จะว่าอันเดิมก็หาได้ไม่ เพราะเป็นของที่ถูก สิ่งอื่น เช่น อวิชชาเป็นต้น สืบสร้างกันเป็นลำดับ ๆ มาให้เกิดขึ้นและตั้งอยู่เป็นธรรมชาติ [ Nature ] ที่ยังไม่ปรากฏตัวชนิดหนึ่งเท่านั้น. เมื่อมันถูก อวิชชาเป็นผู้จุด ตัณหาเป็นผู้เลี้ยง ผลกรรมเป็น เครื่องปรุงแต่งบางส่วน มันก็กลายตัวไปตามอำนาจ
น.762 174 ของสิ่งที่มากระทำ [ Treat ] ต่อมัน ปรากฏขึ้น เป็นคราว ๆ ไป และสัมพันธ์กันอยู่กับสิ่งสองสามสิ่ง เหล่านั้น, จนกว่าเมื่อใดจะถูกทำลายลงเด็ดขาดไป ด้วยกัน ด้วยอำนาจอริยมรรคญาณหรือตัววิชชา ซึ่งตรงกันข้ามกับอวิชชา. ตลอดเวลาที่ยังไม่ถูก ทำลายนี้ ย่อมยังสัมพันธ์กันอยู่ และลุกโพลง เรื่อยๆไปตามเรื่องราวและโอกาสของมัน. ระหว่าง นี้ โพลงครั้งหนึ่งเราเรียกว่าชาติหนึ่งโดยสมมติ. ชาติที่สองกับที่สาม ที่สี่และต่อ ๆ มา การโพลง ของมันหาเหมือนกันไม่ แปรรูปไปต่าง ๆ กันซึ่ง ตามธรรมดามันจะค่อย ๆ ดีขึ้น. เพราะเหตุใดเล่า? เพราะเหตุว่า อวิชชา ตัณหาและผลกรรมที่สัมพันธ์ กันอยู่กับมันนั้น แปรเปลี่ยนไป เช่นกลายเป็นมี ความรู้ขึ้น อยากน้อยลง หรือเปลี่ยนรูปไปใน ทางบริสุทธิ์ ขึ้น, ผลกรรมก็เปลี่ยนไปตามการ
น.763 175 กระทำของอวิชชาและตัณหานั้น ๆ, เมื่อสิ่งทั้งสาม นี้เข้าไปจุดและหล่อเลี้ยงนามรูปอันนั้น ในชาติหลังๆ นามรูปอันนั้นก็ปรากฏตัวแปลกไปตาม, ชาตินี้กับ ชาติหน้าของคนเราจึงไม่เหมือนกัน และชาติต่อไป ก็ทำนองเดียวกัน. นามรูป อวิชชา ตัณหา ผล กรรม ยังจับกลุ่มกันได้อยู่เพียงใด การโพลงขึ้น ใหม่หรือที่เรียกว่า ชาติ ใหม่ ก็ยังคงมีอยู่ เพียง นั้น. เมื่อใดอวิชชาแห่งนามรูปสายนี้ดับลงสนิท นั้น แหละเป็นอวสานของนามรูปสายนี้ ซึ่งเราเรียกกัน ว่า นิพพาน. ทั้งนี้ เพราะเมื่ออวิชชาดับเสียแล้ว นามรูป ตัณหา กรรม ก็พลอยดับไปตามนั่นเอง. ฉะนั้นจึงขอกล่าวย้ำอีกว่า ชีวิตนี้ เป็นเพียงความ โพลงแห่งความประชุมพร้อมของสิ่งเหล่านี้ เท่านั้น. การแตกแยกกันชั่วคราวหรือช่วยกันปรับปรุงสำนัก-
น.764 176 งานสำหรับโพลงกันใหม่นั้น เราเรียกกันว่าการตาย ซึ่งเป็นการงบยอดบัญชีรับ จ่าย ของการ โพลงคราว หนึ่งไปในตัวด้วย ซึ่งเราเรียกกันว่า การรับผลบุญ ผลกรรมในชาติหน้า ตามที่ทำไว้ในชาตินี้ ผลบุญ ผลกรรม ติดไปชาติหน้าได้ อย่างไร ? ข้อนี้จะเห็นได้อยู่แล้วว่า มันอยู่ที่ การเปลี่ยนตัวของอวิชชาหรือตัณหา และการ กระทำตามอำนาจอวิชชาหรือตัณหานั่นเอง. เมื่อ โพลงหรือเกิดขึ้นมาชาติหนึ่งนั้น ย่อมได้กระทบ กระทั่งกับอารมณ์ต่าง ๆ ที่เข้ามาเป็นพื้นโหมให้ จนตลอดชาติ จากการสัมผัสและเสวยผลอันเกี่ยว กับอารมณ์เหล่านั้นนั่นเอง ทำให้เกิดการเข็ดหลาบ ความกลัว ความอาย ความรู้ ความรอบรู้ เพิ่ม ขึ้นตามส่วน ซึ่งหมายความว่าอวิชชาเบาบางลง
น.765 177 ตัณหาเปลี่ยนไปตามความฉลาดที่เกิดขึ้น. การ ศึกษาชนิดที่เป็นการ จับ เค้า เงื่อน ขึ้น จาก ภาย ใน ( Inductive ) ในตัวเองเช่นนี้ มีเพิ่มขึ้นทุก ๆ ชาติ หลายแสนชาติ หรือหลายแสนครั้งแห่งการโพลง ซึ่งเราเรียกกันว่า การท่องเที่ยวไปในส่งสารวัฏ, สำเร็จเป็นความฉลาดหรือเป็นอวิชชา ปัญญา จักษุหรือญาณมากขึ้นสูงขึ้นทุกที การเกิดหรือ โพลงขึ้นในชาติหลัง ๆ จึงฉลาดหรือหอมหวนขึ้น ทุกที ซึ่งแล้วแต่การศึกษาที่ตนได้รับ. นี่เรียกว่า การรับผลของกรรม. อันการศึกษาชนิดนี้ แม้สัตว์เดรัจฉานก็มีได้ คือมันฉลาดขึ้นทุก ๆ ชาติที่มันเกิด การโพลงขึ้น ใหม่ครั้งหลัง ๆ ย่อมดีกว่าเก่า มันก็ค่อยๆ ดีขึ้น จนเป็นคนได้ในที่สุด. เมื่อเป็นคนแล้ว ก็ค่อย ๆ
น.766 178 สูงขึ้นไป จนนิพพานได้ในที่สุดเหมือนกัน. โดย นัยนี้เราจะเห็นได้ว่าสัตว์กับคนเรานั้น สายเดียว กันแท้ ๆ ไม่ควรที่จะเบียดเบียนกัน ควรมีสมภาพ ต่อกันในด้านของเมตตากรุณา รวมความว่า การ รับผลกรรมนั้น เป็นเพียงปฏิกิริยา ( Reaction ) อันกระท้อนออกมา จากการ แปรเปลี่ยน ของ สิ่งที่ ประชุมกุมกันเข้าเป็นตัวเรา เท่านั้น. การเกิดใหม่ในกำเนิดที่ต่าง ๆ กัน เช่นเกิด ในท้องคนท้องสัตว์นั้น ไม่เป็นของแปลก มันเป็น กฎธรรมชาติเท่านั้นเอง ที่ว่าสิ่งทั้งปวงย่อมรู้จักสิ่ง ที่เหมาะสมกับตัวมันได้เสมอไป. สัตว์เมืองหนาว มีขนยาวครุย, แต่สัตว์เมืองร้อนหามีเช่นนั้นไม่. และนี่เป็นฝีมือความบันดาลของธรรมชาติ, เมื่อ การรู้ถึงสิ่งที่เหมาะกับตัวเอง เป็นงานของธรรมชาติ
น.767 179 เช่นนี้แล้ว สิ่งทั้งปวงย่อมดึงดูดหรือแล่นเข้าหากัน เฉพาะแต่ที่เหมือนกันหรือตรงกัน. เพราะกฎความ จริงมีอยู่อย่างหนึ่งว่า " สิ่งที่เหมือนกัน จึงจะ อยู่ด้วยกันได้ หรือเข้าหากันได้, สิ่งที่ไม่ เหมือนกัน ย่อมผลักไสแก่กัน. " เมื่อเป็น เช่นนี้แล้ว ก็ไม่เป็นการแปลกประหลาดอันใด ที่ นามรูปซึ่งมีความดีความเลวเพียงเท่านั้นเท่านี้ จะไม่ เลือกก่อปฏิสนธิ์ขึ้นในครรภ์ของมารดา ที่เหมาะสม กับมัน. อย่าลืมว่าสิ่งเป็นข้าศึกแก่กัน ต้องผลักไส แก่กัน เป็นอันว่ามันต้องเหมาะสมกันโดยแท้ จึง จะก่อกำเนิดขึ้นในครรภ์นั้น ๆ ได้. ปัญหาอาจมีว่า : คนเกิดในตระกูลสูง นี่ นับว่ามีบุญ ทำไมกลายเป็นคนโง่ คนบอด หรือ หนวกไปเล่า
น.768 180 ข้อนี้ไม่แปลก เพราะอำนาจบันดาลในนามรูป อันหนึ่ง ๆ นั้น มีอยู่หลายแผนก คือแผนกเพียง แต่ให้เกิดขึ้นก็มี แผนกบำรุงต่อไปก็มี แผนกส่ง เสริมอันอื่น ๆ ก็มี ตัดทอนหรือทำลายเสียทีเดียว ก็มี. ทั้งตามหลักแห่งพุทธศาสนานั้น มิได้มีหลัก ตายตัวว่า สัตว์จะต้องเป็นไปตามอำนาจกรรมเช่น นั้นเช่นนี้โดยตรงแต่อย่างเดียว. อำนาจอติพลวเหตุ ภายนอกก็อาจแทรกแซงได้ ซึ่งจัดเป็นกรรมเหมือน กันแต่เป็นพวกอุปกรณ์. แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียด อีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องกรรม ซึ่งจะต้องพิจารณา กันโดยละเอียดในคราวอื่น. ในคราวนี้เอาเป็น ว่า การลุกโพลงครั้งหลัง ๆ ของประชุมแห่งนาม- รูปนั้น แปรเปลี่ยนไปตามความแปรเปลี่ยนของ สิ่งที่เป็นองค์ย่อยของการประชุม เช่นการแปร-
น.769 181 เปลี่ยนของอวิชชาหรือตัณหาดังกล่าวแล้ว. สัตว์ จึงโพลงได้เรื่อยไปเป็นครั้ง ๆ และคำว่าชีวิต ๆ ก็คือเป็นเพียงการโพลงขึ้น หรือกำลังโพลงอยู่ของ ผลงานที่เป็นฝีมือของนามรูป และอวิชชาเป็นต้น นั่นเอง. ชีวิตเป็นเพียงดวงไฟที่กำลังโพลงอยู่. การตายเป็นเพียงการหยุดโพลงชั่วคราว เนื่องจาก การต้องปรับปรุงกันใหม่ของนามรูป มิใช่เป็น การย้ายร่างของวิญญาณหรืออัตตา ดังกล่าวแล้ว มันเป็นเพียงมายาเท่านั้น. ต่อนี้ไป จะได้พิจารณา กันถึงดวงชีวิตที่จะดับสนิทหรือการนิพพานสืบไป. ดวงชีวิตที่ดับสนิท ดังกล่าวมาแล้วว่า การ ดับสนิท ของดวงไฟ ธรรมดานั้น เราอาจแบ่งออกได้เป็นสองตอนคือ
น.770 182 ไฟดับสนิทลงไปเพราะหมดเชื้อ หมดเปลว หมด ความร้อน เย็นสนิทลงไปแล้ว แต่ซากเถ้าถ่านยัง เหลือปรากฏอยู่ นี้ตอนหนึ่ง, อีกตอนหนึ่งก็คือ ซากเถ้าถ่านเหล่านั้น ดับหายละเอียด ไม่ปรากฏไป อีกต่อหนึ่ง. เมื่อเปรียบเทียบให้คล้ายเป็นทำนอง เดียวกันที่สุดกับความดับของดวงชีวิต ก็จะเป็น ทำนองเดียวกันได้ฉันนั้น. การดับสนิทของดวงชีวิต ในระยะแรกก็คือ การที่ อวิชชา ตัณหา กรรม ถูกทำลายลงหมดด้วยอำนาจอริยมรรคญาณอันสูง- สุด ยังเหลืออยู่แต่ซากคือรูปนาม ซึ่งดับเย็นสนิท แล้ว นี่เรียกว่า หมดเชื้อ หมดเปลว หมด ความร้อน. ตรงกับ การลุถึงนิพพาน ของ พระอรหันต์ขีณาสพที่ยังมีชีวิตอยู่, หรือเรียกอีก อย่างหนึ่งว่า สอุปาทิเสสนิพพาน. ระยะต่อมาก็
น.771 183 คือดับนามรูปหรือเบญจขันธ์นั้นอีกต่อหนึ่ง ซึ่ง เรียกซากเถ้าถ่าน ก็ดับหายไปไม่ปรากฏ, ตรง กับ การลุถึงปรินิพพาน, หรือเรียกอีกอย่างหนึ่ง ว่า อนุปาทิเสสนิพพาน. จะได้พิจารณากัน ทีละอย่างสืบ ๆ ไป. อาจมีผู้สงสัยขึ้นมาว่า : ดวงชีวิตที่ดับสนิท แล้วเหลือแต่ซากนั้น ทำไมจึงได้แก่พระอรหันต์ ซึ่งมีชีวิตอยู่ เพราะพระอรหันต์นั้นยังมีชีวิตอยู่ จะเรียกว่าดวงชีวิตดับอย่างไรได้. แต่ความสงสัย อันนี้จะระงับไปเอง ถ้าค่อย ๆ พิจารณาดังต่อไปนี้. บางท่านอาจ นึกไปว่า นั่นเป็น เพียง ข้อ อุปมา ต้องไม่ถือเอาตรงตามตัวอักษร. แต่ข้าพเจ้าขอ ถือเอาตรงตามตัวอักษรที่เดียว คือว่า ชีวิตนั้น ได้แก่ความโพลงของนามรูป โดยเฉพาะได้แก่ ภวังคจิต ดังที่ได้อธิบายไว้ข้างต้นนั้นแล้ว. พระ
น.772 184 อรหันต์ไม่มีความลุกโพลงของนามรูป หรือภวังค- จิตนี่เลย. หมายความว่านับตั้งแต่เป็นพระอรหันต์ แล้วจิตของท่านไม่มีตกเป็นภวังคจิตอีกต่อไป. การ ที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ได้ด้วยอำนาจผล สมาบัติ ซึ่ง เต็ม ปรี่อยู่เสมอไม่มีโอกาสที่ จิต ตกภวังค์. แม้เวลา ที่ท่านหลับ ก็มิใช่เป็นการหลับอย่างอัญญาณ เช่น ความหลับของบุคคลเรา ๆ หรือผู้ ที่ยังมิได้เป็นพระ อรหันต์. ท่านหลับด้วยสติ ซึ่งเรียกกันตามภาษา ธรรมว่า "ตื่นอยู่ทุกเมื่อ." ถ้าจิตของท่านตก ภวังค์ ก็หมายความว่ากลับไปอยู่ในสภาพเดิม คือสภาพที่กิเลสเช่นอวิชชาเป็นต้น จะย่ำยีจิตท่าน ได้อย่างเก่า. การหลับชนิดที่จิตไม่ตกภวังค์ คือ หลับด้วยสมาบัตินี้เป็นสิ่งที่คาดคะเนเอาไม่ได้ เพราะ เป็นการหลับของบุคคล ชนิด ที่ตรงกัน ข้าม กับ คน ธรรมดา. ทั้งเป็นการหลับที่สนิทยิ่งนัก.
น.773 185 การที่พระอรหันต์ท่านยังคงหิวระหาย ยังดู รูปรู้จัก ฟังเสียงได้ยิน ฯลฯ เป็นต้นนั้น งาน เป็นของซากเถ้าถ่านที่เหลืออยู่ และทำงานนี้ไปได้ ไม่ต้องอาศัยกำลังหนุน หรือ กำลังดัน ที่ เป็น ความ โพลงของชีวิต. ข้อนี้ ยากที่จะอธิบายเพราะค่อน จะเข้าไปในฝ่ายที่เป็นอัพยากรณ์ คือรู้ ได้เฉพาะ ฅน [ Subjective ] เสียแล้ว ต้องอาศัยการเทียบ เคียงหาความจริง [ Supposition ] เอาพลาง จน กว่าจะลุถึงอรหัตตภูมิเสียเองนั่นแหละ จึงจะทราบ แน่ด้วยตัวเอง. เรื่องหรือสิ่งที่ลี้ลับ ซึ่งสำหรับ คน ธรรมดา จะรู้ ได้เฉพาะ เพียง การ เทียบ เคียง [ Supposition ] เช่นนี้, ที่จริงควรจะเป็นการยุติกัน เพียงเท่านี้. แต่ข้าพเจ้ายังคิดหาทางที่จะชี้แจง ต่อไปตามสามารถ. เพราะยังอาจเป็นผลดีแก่ผู้ อยากรู้ โดยเร็วบางคนอยู่.
น.774 186 อุทาหรณ์ที่นึกได้ว่าอาจใกล้เคียงที่สุดนั้นเช่น เมื่อเราพายเรือให้เร็วมากแล้ว ยกพายขึ้นเสีย เรือก็ยังคงแล่นไปได้ แม้เราจะเอาเท้าราน้ำไว้บ้าง เรือก็คงแล่นไปได้นั่นเอง. กำลังงานอันนี้มาจาก อะไร ? เราทราบกันอยู่แล้วว่ามาจากกำลังงานที่ เหลือซากอยู่ จากกำลังงานของเรือในตัวมันเอง. ก็ชีวิตนี้ ได้แล่นจี้มาในวัฏฏสงสาร เป็นอเนก- ชาติแล้ว มีความเคยชินอย่างเหลือเกิน. มาบัดนี้ หมดความถูกโพลงแล้วด้วยอำนาจอรหัตตมัคค์ ซึ่ง เปรียบเหมือนกับหยุดพายแล้ว ซากคือนามรูป ที่ยังเหลืออยู่อย่างเย็นสนิทแล้ว, แต่ก็ยังทำหน้าที่ เล็ก ๆ น้อย ๆ อันนี้ได้ ด้วยกำลังงานที่เหลืออยู่ใน ตัวเอง [ Momentum ] เล็กน้อยอันนั้น. เหตุนั้น ควรทราบไว้สืบไปว่า แม้ว่าพระอรหันต์ท่านจะยัง
น.775 187 คงหิวระหาย ต้องดื่มและรับประทาน เห็นรูป ฟังเสียง ฯ ล ฯ, ซึ่งดูคล้ายกับของคนเรามากก็จริง แต่มันแตกต่างกันลิบ, ไม่มีเจตนา ไม่มีความ โพลงอันใดที่เหลืออยู่ สำหรับ ให้ ท่าน ทำคุณ ประ- โยชน์แก่สัตว์โลก เช่นเที่ยวสั่งสอนเป็นต้น ด้วย ความรู้สึกว่านั่นมันเป็นหน้าที่. ท่านอยู่ เหนือความ มีหน้าที่ เสียแล้ว ! ไม่มีความแปลกกันระหว่าง การที่ท่านได้ ฉัน กับไม่ได้ ฉั น อาหาร, หรือ ระหว่าง ความดับ กับความ ไม่ดับ ของ เบญจขันธ์. ทั้งนี้ก็เพราะว่า ความโพลงคือชีวิตของท่านได้ดับ ไปเสียก่อนแล้วนั่นเอง. อวิชชาดับ ความรู้สึกว่า ตนหรือชีวิตก็ดับ ! แม้ปากจะต้องกล่าวตามประสา โลกว่า ฉันทำนั่น ทำนี่เป็นต้น ก็เป็นเพียงปาก และกล่าวไปตามอำนาจความเคยชินที่เหลือติดอยู่ที่
น.776 188 ซาก คือเบญจขันธ์นั่นเอง. การที่ท่านยังรู้จัก เมตตากรุณาสัตว์ นั่นก็อย่างเดียวกัน คือเป็นผล ของบารมี หรือความเคยชินของบารมีที่อบรมมา แล้ว ในอเนกภพ. นี่คือความดับสนิทแล้ว แต่ซากหรือเถ้าถ่าน ยังเหลือกองอยู่ ! ดวงชีวิตดับสนิทแล้วแต่คนบุถุชน อาจเข้าใจว่ายังลุกอยู่ก็ได้ เพราะมังสจักษุมอง เห็นก็แต่เพียงผิวเท่านั้น เช่นเดียวกับยืนดูเรือซึ่ง เขาบีดเครื่องดับไฟแล้วแต่มันยังแล่นไปด้วยอำนาจ กำลังพุ่งที่เหลือซาก [ Momentum ] อยู่ ก็หารู้ ไม่ว่า เขาดับเครื่องเสียแล้ว. บัดนี้เรามาถึงประเด็นข้อสุดท้าย คือการดับ ของซากเถ้าถ่านอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นการดับสนิทแท้ หรือเรียกว่าปรินิพพาน อันเราเรียกกันว่าเป็นการ
น.777 189 " ตาย " ของพระอรหันต์. นิพพาน กับ ปรินิพพาน ต่างกันเล็กน้อย ! การดับที่ดับแล้วกลับก่อติดขึ้นใหม่ได้นั้น เป็น การดับของสิ่ง ซึ่งยังไม่หมดเหตุ หมด ปัจจัย ที่ปรุง- แต่ง. ถ้าจะกล่าวให้ถูกตรงจริง ๆ แล้วยังหาควร ที่จะเรียกว่าเป็นการดับไม่. การดับที่แท้จริง หรือ การดับสนิทนั้น ต้องหมดเหตุปัจจัยที่กล่าวนี้ ตาม พระบาลี เรียกพระอรหันต์ว่า ผู้ดับเย็นสนิท [ นิจฺฉาโต ปรินิพฺพุโต ] เพราะอวิชชาซึ่งเป็น เชื้อแห่งไฟ คือ โลภะ โทสะ โมหะ นั้นได้หมดไป ดับไปโดยไม่มีเหลือแท้จริง. ส่วนร่างกายของท่าน ที่แม้จะยังเหลือเป็นซากอยู่ก็หมดปัจจัยที่เป็นภายใน [ เช่นอวิชชาตัณหา ] เป็นต้นแล้วเหมือนกัน แต่ ปัจจัยภายนอก เช่นข้าวปลาอาหาร ยังมีแวดล้อม
น.778 190 อยู่และมันจึงยังคงเป็นกายไปได้ จนกว่าจะถึงเวลา ที่ไม่อาจแวดล้อมได้ตามธรรมชาติ คือการแตก ทำลายแห่งกายนั่นเอง. ข้อนี้เปรียบเหมือนเรือที่ เขายกพาย หรือปิดเครื่องเสียแล้วคงแล่นไปด้วย อำนาจกำลังงานเล็กน้อยที่เหลืออยู่ แต่ต้องประกอบ ด้วยปัจจัยภายนอกที่แวดล้อมบางอย่างอยู่ด้วย เช่น น้ำนั้นยังมีอยู่ ไม่หมดน้ำไปชนตลิ่งเสียเป็นต้น, และ เมื่อใดกำลังงานที่เหลืออยู่นั้นหมดสิ้นลง แม้ยังมี น้ำให้แล่นไปได้อยู่ มันก็ต้องหยุดลงเอง ฉันใด ร่างกายของพระอรหันต์ก็ฉันนั้น เมื่อใด " กำลัง- งาน " ชนิดที่กล่าวมาแล้วหมดลง ถึงข้าวปลา อาหารยังคงมีอยู่ กายของท่านก็ต้องแตกดับ หรือ หยุดสนิทลง ถึงความแยกสลายเป็นธาตุหรือเป็น ธรรมชาติไปตามเรื่องของกาย ซึ่งเหมือนกันทุก
น.779 191 กายของบุคคลทุกชนิด. พระอรหันต์จำพวกที่เป็น โมเนยยปฏิปันโน คือจะปรินิพพานเสียเองในไม่กี่ สัปดาห์ หลังจากการบรรลุอรหัตตภูมิของท่านแล้ว ไม่อยู่ไปจนแก่เฒ่าหรือตามที่ควร เหมือนพระ อรหันต์ประเภทอื่นโดยมากนั้น ก็คือจำพวกหลัง นี่เอง. เป็นเพราะ " กำลังงาน" ของท่านเหลือ อยู่น้อยนัก. บางคนเชื่อว่า พระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ นิพพานแล้ว ยังมีอะไรเหลืออยู่อีก เช่นเชื่อกันว่า พระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าที่มีอยู่ในโลกนี้ จะ รวมตัวกันเป็นองค์พระพุทธเจ้าขึ้นแล้ว ทำการ ปรินิพพานอีกครั้ง ซึ่งเรียกว่า "ธาตุอันตรธาน" ดังในหนังสือปฐมสมโพธิกถานั้นก็ดี หรือที่เชื่อ กันว่าเจดีย์ต่าง ๆ ที่สำคัญ ๆ เช่นพระปฐมเจดีย์
น.780 192 แสดงปฏิหาริย์ต่าง ๆ ได้นั้นก็ดี นั่นเป็นเพราะมี อะไรอย่างใด อย่างหนึ่ง แห่งองค์พระพุทธเจ้า เหลือ อยู่. หรือถ้ากล่าวตามความเชื่อของคนประเภทนั้น ก็คือว่า จิตหรือวิญญาณของพระพุทธองค์ยัง เหลืออยู่นั่นเอง. แต่ความเข้าใจเช่นนี้ ย่อมขวาง กันกับหลักธรรมะและเหตุผลทั่วไปอย่างรุนแรง ไม่ เป็นไปได้ตามที่เชื่อกันเช่นนั้น. ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ถ้าหากว่าสิ่งต่างๆที่เขาเห็นหรือเชื่อกันเช่นนั้น เป็น ของเป็นไปได้จริง เช่นพระบรมธาตุจะกลับรวมตัว กันใหม่อีกนั้น ก็ต้องเป็นเพราะเพียงแต่คำอธิษฐาน ของพระองค์ที่ทรงอธิษฐานทิ้งไว้. อันอำนาจจิต แห่งการอธิษฐานนั้น จะอยู่ยืนยาวได้นานเพียงไร นั่นย่อมแล้วแต่อำนาจพิเศษแห่งจิตใจของผู้ที่อธิษ- ฐาน ส่วนตัวผู้นั้นเอง ที่เป็นพระอรหันต์แล้ว
น.781 193 ย่อมดับสนิทไปโดยไม่มีส่วนเหลือแท้จริง. ส่วน อำนาจอธิษฐาน ซึ่งเป็นปาฏิหาริย์ชนิดหนึ่งนั้น คงเหลืออยู่เป็นมรดกที่จะเป็นประโยชน์แก่ อยู่ภาย- หลัง ที่ท่านผู้ล่วงลับไปแล้วเคยตั้งใจช่วยเหลือ เท่านั้น. การที่จะเชื่อว่า วิญญาณหรือจิตของ พระพุทธองค์เป็นอมตะ คอยเฝ้าดูพวกเราหรือโลก อยู่มาจนบัดนี้นั้น เป็นของขบขันเหลือเกิน. ถ้า จะกล่าวให้น่าฟังกว่านี้แล้ว ควรจะกล่าวว่าธรรมะ นั่นแหละ คือวิญญาณหรือจิตของพระองค์ ที่ยัง คงอยู่จนบัดนี้ จะมิน่าฟังกว่าหรือ เพราะพระองค์ ก็ได้ตรัสไว้อย่างแน่นอนว่า " อานนท์, ธรรม วินัย ที่ตถาคตแสดงแล้วบัญญัติแล้ว นั่นแหละ จะอยู่เป็นศาสดาแห่งท่านทั้งหลาย ในกาลเมื่อ ตถาคตล่วงลับไปแล้ว "
น.782 194 บัดนี้ การชี้ลักษณะของชีวิตโดยเปรียบเทียบ กับลักษณะของดวงไฟก็หมดสิ้นลงแล้ว แต่ยังมี ปัญหาผนวกเหลืออยู่อีกเล็กน้อย และเกี่ยวข้องกัน. อาจมีผู้ถามว่า : ชีวิตย่อมต้องการความ รอดพ้นหรือหลุดพ้น หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ต้องการนิพพาน, แต่เมื่อสิ่งที่ต้องการนั้นมาได้ แก่ความดับสนิทของชีวิตเสียเอง ดังนี้ จะมี ประโยชน์อะไรเล่า. ชีวิตจะมีเวลาดื่มพระ- นิพพานได้อย่างไร ? ขอตอบว่า ตามสัญชาตญาณของปวงสัตว์ หรือที่เรียกว่าชีวิตนั้น ย่อมรู้สึกว่า ตัวเองเป็นตัว ตนเสมอ ต้องการที่จะได้ ต้องการที่จะมี ต้อง การที่จะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่เสมอจนความต้อง- การอันนี้แหละ กลายเป็นตัวเองหรือตัวมันเองไป.
น.783 195 มันจึงลุกเป็น "ดวงไฟแห่งชีวิต" อยู่ได้ในตัว มันเอง ด้วยตัวมันเอง เพื่อตัวมันเอง, แต่ว่า เพียงชั่วเวลาที่มันลุกอยู่เท่านั้น. กลุ่มหรือ ดวงชีวิตนี้ คือกลุ่มแห่งความอยาก ความทำตาม ที่อยาก และความเสวยผลที่ทำได้ตามที่อยาก อัน จะเป็นเหตุให้อยากอย่างอื่นซ้ำอีก ต่อไปใหม่. ของทั้งสามอย่างนี้ยังจับกลุ่มกันติดอยู่เพียงใด ไฟ คือชีวิตก็ุกโพลง ๆ อยู่ได้ และหมุนตัวเรื่อย ๆ ไป อยู่เพียงนั้น. แต่ความจริงมันคืออะไรเล่า ? และ อะไรเล่าเป็นตัวที่มีอยู่ ? มันคือ ความไม่เป็น อิสระ, ความดิ้นรนไปอย่างหลับตา, ความต้อง วิ่งว่อนไป ไม่มีเวลาหยุดนั่ง ความจำใจจำแสดง ละครแห่ งชีวิตอยู่เสมอ, เพราะนั่นแหละคือ "ตัว มันเอง" รวมความว่า ตัวที่มีอยู่ก็คือความทุกข์
น.784 196 นอกจากความทุกข์แล้ว หามีอะไรเป็นตัวอยู่ ไม่เลย. ตัวชีวิต คือตัวความลุกโพลง ๆ ของกลุ่ม ๆ นั้น. ตัวความลุกนั้น ๆ ก็คือตัวความทุกข์ หรือ ตัวความทนทรมาน 1 ไม่มีอิสระหรือรอดพ้น, ฉะนั้น ตัวความสุข หรือ ความรอดพ้น จึงคือ ตัวความหยุดลุกโพลง ๆ นั้นเสีย. ตัวความลุกโพลง ๆ ที่ร้ายกาจที่สุด ก็คือตัว ความรู้สึกที่ลุกอยู่ว่า "ตัวเรา," "นี่แหละ คือตัวเรา," "นี่แหละของเรา," "ตัวเรา จะเอาอย่างนั้น จะเอาอย่างนี้. รวมความว่า ตัวเราก็คือ "ตัวความลุกแห่งความทุกข์ใน ตัวมันเองอยู่โพลง ๆ " นั่นเอง. ไม่มีเราอื่น นอกจากนี้. และปัญหาต่อไปนี้ เป็นปัญหาเรื่อง
น.785 197 อัตตา - อนัตตา ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง ไว้พิจารณากันต่อเมื่อกล่าวถึงเรื่องนั้น. สรุปความ ในที่นี้แต่เพียงว่า มีแต่ก้อนที่ลุกโพลงอย่างปั่นป่วน อยู่ก้อนหนึ่ง และในก้อนนั้น มีความรู้สึกตัวเอง ว่า อัตตา ๆ หรือตัวเรา ๆ. เมื่อมันมีตัวเราอยู่ในตัวเอง ชั่วเวลาที่ถูก โพลง ๆ เท่านั้น ไม่มีตัวอื่นใดนอกจากนี้ มีแต่ กลุ่มธรรมชาติที่จับกลุ่มรวมตัวลุกขึ้นชั่วขณะ แล้ว ใครเล่าจะเป็นตัวหลุดพ้น หรือเป็นตัวเจ้าทุกข์ ที่ขอร้องพ้นทุกข์ ? ใครมาจากไหนเล่าที่จะเป็นตัว ลุนิพพาน. ไม่มีเลย ! โดยประการทั้งปวง. สิ่ง ที่จะมีได้ ก็แต่เพียงสองสิ่งเท่านั้น คือกลุ่มทุกข์ที่ ลุกโพลง ๆ อยู่ กับความดับสนิทไปแห่งกลุ่ม ๆ นั้น เท่านั้นเอง. ไม่มีตัวคนผู้ทุกข์ หรือตัวคนผู้ดับ
น.786 198 ทุกข์ ส่วนที่เรารู้ สึกกันว่ามี นั่นแหละคือตัวกลุ่ม ทุกข์ที่ลุกโพลงอยู่. ตัวความลุกก็คือตัวความรู้สึก นี่เอง. ความรู้สึกมีหลาย ๆ อย่าง ตัวความลุกก็มี หลาย ๆ อย่าง เมื่อรวมตัวกันเข้าเป็นก้อนหรือ กลุ่มแห่งความลุก มันก็ลุกอยู่ได้ และชั่วเวลา หรือตลอดเวลาที่ความรู้ สึกที่เป็นความหลง อัน นั้น หล่อเลี้ยงไว้เท่านั้น. รวมความว่า มันไม่มีตัวตนมาตั้งแต่ต้นมือ ตั้งแต่ไหนต่อไหนมาแล้ว. กลุ่มชีวิตซึ่งในนั้นมีจิต เป็นตัวที่รู้สึกสิ่งต่าง ๆ ตามแต่ที่มากระทบมัน ก็ เป็นเพียงของที่มีชั่วขณะ ๆ แต่ถี่ยิบจนติดกัน มี ความรู้สึกหรือสำคัญตัวเองว่าเป็น "ตัวตน" เป็นของประจำ ไปในตัวและเป็นตัวความทุกข์ เสียเองเสร็จ. ความจริงผู้เป็นเจ้าทุกข์หามีไม่ มี
น.787 199 แต่กลุ่มก้อนแห่งความทุกข์ แต่เผอิญมีสิ่ง ๆ หนึ่ง ในกลุ่มนั้นมีความรู้สึกได้ และออกรับเอาว่าตัว เองเป็นตัว ทั้งที่ตัวก็เป็นของที่ลุกโพลงชั่วขณะ เหมือนกัน. นี่จึงสรุปว่า ตามความจริงแล้ว หา มีตัวผู้ทุกข์ไม่. แต่เรายอมให้ว่ามี ก็โดยถือเอา ตามความรู้สึกของสิ่งที่รู้สึกได้สิ่งนั้น อันรวมอยู่ ในกลุ่ม ๆ นั้น. โดยทำนองเดียวกันอีก เรายอม ให้ว่ามีผู้อยากพ้นทุกข์ ภายหลังจากที่มันรู้สึกว่า เป็นทุกข์ แต่มันหารู้ ไม่ว่าการที่จะพ้นทุกข์ได้ ก็คือ " การฆ่าตัวเองเสีย" ซึ่งหมายถึง การดับความรู้สึกว่าตัวตน ซึ่งเป็นตัวชีวิตที่ถูก- โพลง ๆ นั่นเอง. หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ ดับตัวเองเสีย. [ ความจริงตัวเองไม่มีอยู่แล้ว แต่มามีความรู้ สึกเกิดขึ้นยึดถือว่าตัวเองมี มัน
น.788 200 จึงเกิดมีตัวเองขึ้น. การดับตัวเอง จึงคือ การ ดับความสำคัญผิดอันนั้นเท่านั้น ]. ใครจะเป็น ผู้ดับ ? ตอบว่า ก็ใครเล่าเป็นผู้รู้สึกว่ามีตัวตน ผู้นั้นแหละจะต้องดับ, ก็เมื่อสิ่งที่รู้หรือสำคัญสิ่งที่ ไม่ใช่ตัวตนว่าเป็นตัวตน ก็เป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนเสีย เองเหมือนกัน เป็นแต่ตัวความโพลงเช่นเดียวกัน แล้ว, ความรู้สึกที่อยากจะดับทุกข์ หรือกล่าวอีก อย่างหนึ่งก็เรียกว่า ผู้ที่จะอยากจะพ้นทุกข์นั้นก็ไม่ เป็นอะไรอื่นไปได้อีก นอกจากจะเป็นตัวชีวิตหรือ ตัวความโพลงอย่างเดียวกันอีกนั่นเอง. เมื่อใด "ตัวรู้สึก" ตัวนี้ รู้แจ้งเห็นจริงว่าตัวมันเองไม่มี เมื่อนั้นตัวมันเองจะดับลง และนั่นแหละคือที่สุด แห่งความทุกข์ มันมีที่สุดแห่งความทุกข์ หรือถึง ที่สุดแห่งความทุกข์ได้โดยไม่ต้องมีผู้ถึง. ทั้งนี้
น.789 อะไร ๆ ก็ตามในกลุ่มที่ลุกโพลงกันขึ้น เป็นตัวชีวิตขึ้นมานั้น มันเป็นเพียงของที่ถุกโพลง ๆ ขึ้นด้วยอำนาจเหตุปัจจัยปรุงแต่งทั้งนั้น ซึ่งตาม ความจริงแล้วเราไม่อาจเรียกมันได้ว่า เป็นตัวตน เลย. แต่มันเกิดเรียกเป็นตัวตนกันขึ้นในตัวมันเอง และมันในที่นี้ ก็คือเราท่านทั้งหลายที่ยังกำลัง สำคัญตัวว่าเป็นตัว และต้องการความพ้นทุกข์อยู่ ในบัดนี้ทุก ๆ คนนี่แหละ. สรุปความอีกครั้งหนึ่ง ก็คือ ความดับ สนิทของความทุกข์ จะมีได้ก็โดยดับตัวผู้ที่ ต้องการจะดับทุกข์นั้นเสีย . เพราะว่าตัวความ ทุกข์กับตัวผู้ที่อยากจะพ้นทุกข์นั้น เป็นตัวเดียวกัน. ไม่มีบุคคลผู้ทุกข์ หรือผู้อยากพ้นทุกข์ที่แท้จริง เพราะนั่นคือตัวเดียวกันกับตัวความทุกข์, มันไม่มี
น.790 202 ตัวผู้พ้นทุกข์ที่แท้จริง เพราะนั่นเป็นตัวเดียวกันกับ ตัวความสลายตัวเองของความทุกข์. มันมีแต่ตัว ทุกข์ กับตัวความทุกข์ที่ดับสลายลงไปอย่างสนิท เท่านั้น. ส่วนตัวบุคคลที่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้นั้น เป็นเพียง "ตัวความหลงใหล" ที่รวมอยู่ใน ตัวทุกข์ใน ฐานที่เป็นตัวทุกข์เสียเองด้วยส่วนหนึ่ง. และ "ตัวความหลงใหล" ตัวนี้เอง ที่ได้สร้าง ตัวเองให้เป็นบุคคล เป็นเรา เป็นเขา ขึ้นมา. ถ้าผู้สงสัยจะเพ่งให้หนักเข้า ๆ จนเข้าถึงความจริง อันสุขุมอันนี้แล้ว ก็จะหมดสงสัยและหมดปัญหา ดังที่ถามไว้ข้างต้นนั้น. ในที่นี้ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ความดับทุกข์จะมี ได้ก็ต่อเมื่อดับตัวความ อยาก หรือผู้อยากจะพ้นทุกข์เสียได้เท่านั้น.
น.791 ตัวนั้นเองเป็นตัวทุกข์ ! โดยไม่ต้องมีอัตรา ไม่ต้องมีบุคคล. เมื่อมาถึงตอนนี้ ข้าพเจ้าระลึกได้ถึงการที่มี ผู้หัวเราะเยาะว่า พุทธศาสนานั้น จะดับทุกข์ได้ ความสุข ก็ต่อเมื่อตายลงหลุมหรือถูกเผาเป็นขี้เถ้า ไปแล้ว. แต่ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ผู้กล่าวนั่นเอง กลับ น่าหัวเราะเยาะกว่า. ช่างกระไร, ช่างหมายเอา แต่ไฟที่เชิงตะกอนและถ่านเถ้าเฉพาะแต่ที่นั่น เอา เสียทีเดียว. ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วว่า เมื่อใดความลุก- โพลงของชีวิต [โดยเฉพาะคือภวังคจิต อัน ประกอบด้วยฐานที่ตั้งแห่ง อวิชชา ตัณหา อุปาทานและผลกรรม ] มาดับเย็นไปด้วยกันด้วย อำนาจอรหัตตมรรคญาณแล้ว เมื่อนั้นก็ยังเหลือ
น.792 204 แต่ซากเถ้าถ่านคือกาย และตัวความรู้สึกบางอย่าง ของกายชนิดที่มิใช่เป็นตัวความลุกโพลงคือตัวกิเลส. เมื่อกล่าวตามโวหารธรรมดา ก็คือบุคคลผู้บรรลุ พระอรหันต์แล้ว แต่ยังไม่ตายนี่เอง, คือผู้ที่ยัง เหลือแต่เถ้าถ่านไม่มีไฟที่ลุกแต่ดับเย็นสนิทแล้ว. ถ้าผู้หัวเราะ ได้มองเห็นซากหรือเถ้าถ่านชนิดนี้ คงหยุดหัวเราะเป็นแน่. ผู้ที่ "ดับ" แล้ว คือพระ อรหันต์. ผู้ที่เริ่มดับลงบ้างแล้ว คือพระอริยบุคคล ขั้นต้น ๆ คือพระโสดาบัน สกทาคามี และอนาคามี. ส่วนผู้ที่กำลังถูกโพลง ๆ อยู่ คือบุถุชนเราท่าน ทั้งปวง. ผู้ฟังอาจจะประหลาดใจบ้างในส่วนที่ว่าความ ดับทุกข์คือการดับชีวิตเสีย. และการดับชีวิตชนิดนี้ ไม่ต้องมีการตาย. เพราะตัวชีวิตที่แท้จริง ย่อม
น.793 205 หมายถึงตัวความโพลงขึ้นและโพลงอยู่ของกลุ่ม ทุกข์. ในโลกนี้นอกจากกลุ่มต่าง ๆ ที่ลุกโพลง อยู่อย่างนี้แล้วไม่มีอะไรอีก และความโพลงนั้น ต้องเป็นความโพลงแห่งโลภะ โทสะ โมหะ ซึ่ง มือวิชชาเป็นผู้จุดและมีตัณหาเป็นผู้เลี้ยงไฟดังกล่าว มาแล้วข้างต้น. มันจุดให้ลุกโพลง ๆ เช่นเดียวกับ เราจุดไฟธรรมดาให้สุกโพลงอยู่ และเต็มไปด้วย ความร้อน. ไฟชีวิตก็เหมือนกัน ร้อนที่ตา ที่หู ที่ จมูก ที่ลิ้น ที่กาย และที่ใจ. ไฟที่กำลังโพลง เราหาความเย็นมิได้ ฉันใด. ชีวิตที่กำลังโพลง ๆ ก็หาความเย็นมิได้ ฉันนั้น. ฉะนั้นจึงเป็นอันกล่าว ได้สั้น ๆ ว่า ชีวิตคือความทุกข์. มันเป็นอันเดียว กันแท้ 1 และความดับแห่งชีวิต คือความดับแห่ง
น.794 206 ความทุกข์. ความรู้สึกของกายที่เหลือเป็นซากอยู่ จะได้รู้สึกรสแห่งความบรมสุขนี้ ตลอดเวลาที่มัน ยังไม่แตกดับ และในชาตินี้เอง. แต่อันนี้เองเป็น เหตุให้บางคนฟังผิด แล้วเข้าใจไปว่าสุขต่อเมื่อ ได้ผ่านเชิงตะกอนไปแล้ว. ไฟทุกข์ หรือไฟชีวิตที่โพลงขึ้นนี้ เป็นสิ่ง ที่ดับได้. มันดับได้อย่างสนิท. ทั้งนี้เพราะว่า "ตัวความดับ" เป็นสิ่งที่มีอยู่เองมีอยู่โดยความ เป็นประธานตลอดกาลและเทศอันไม่มีที่สิ้นสุด และ เป็นของ "ใหม่" หรือเป็น "ปัจจุบัน" อยู่ เสมอตลอดอนันตกาล. ตัวทุกข์ หรือตัวชีวิต ต่างหาก ที่เป็นเพียงสิ่งที่จรมาปรากฏเป็นครั้งคราว. คือตัว อวิชชาหรือความไม่รู้ จับกลุ่มกันเข้าจุดตัว เองให้ลุกเป็นดวงไฟ หรือดวงชีวิตชิ้น และที่แท้
น.795 207 ก็คือดวงทุกข์นั่นเอง, มีการทุกข์ทรมานในตัวเอง แล้วมีการเข็ดหลาบ หรือความฉลาดเกิดขึ้นใน ตัวเอง กลายเป็นวิชชาขึ้น และรู้จักความดับทุกข์ หรือดับตัวเอง เช่นเดียวกับที่อวิชชารู้จักจุดตัวเอง ขึ้นเหมือนกัน. เราจะเห็นได้ว่า ตัวความว่าง อย่างยิ่งหรือตัวความดับทุกข์ ไม่มีทุกข์นั้น มีอยู่เอง แล้วมาก่อน ดวงชีวิตหรือดวงทุกข์ต่างหาก เป็น ตัวจรมาปรากฏขึ้น มาตั้งอยู่แล้วมาสลายตัวดับ ไปอีก. ส่วนตัวความว่างก็มีอยู่เองอย่างเดิมตลอด เวลา. แต่ว่าเมื่อตัวชีวิตหรือตัวทุกข์ที่จรมาใหม่ ทำการสลายตัวดับลงไปนั้นดูคล้ายกับว่าสร้างความ ดับกันขึ้นใหม่และทั้งเมื่อดับครั้งใหม่นี้ ตัวความ ดับก็เข้ารวมกับความดับอันเก่าที่มีอยู่ทั่วไป เลยทำ
น.796 208 ให้เกิดเป็นการกล่าวอย่างบุคคลาธิษฐาน [Person- alization ] ขึ้นว่า เราเข้านิพพาน, เข้ารวมใน นิพพาน หรือเข้ารวมกับพระเป็นเจ้า หรืออาตมัน [ Soul ] เข้ารวมกับปรมาตมัน [Universal soul ] ขอให้ตั้งต้นคิดใหม่อีกครั้งหนึ่งว่า สภาพที่ เป็นตัวความดับหรือความว่างอย่างยิ่งนี้ มันมีอยู่ ก่อน, และความทุกข์จรมาใหม่เป็นคราวๆอย่างไร. เรามาพิจารณากัน ด้วยการเปรียบเทียบกับเรื่อง โลกหรือวัตถุธรรมดานี่เอง. สมมติว่า ถ้าโลกนี้ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวทั้งหมด รวมทั้งสสารอื่นๆทั้งหมด เช่น อากาศ ไอน้ำ เป็นต้น ทั้งสกลจักรวาลนี้ เกิดดับ สลายดับสนิทกันไปหมดด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง;
น.797 209 แล้ว อะไรจะเหลืออยู่ เราก็จะพบว่าความว่างเหลือ อยู่. ความว่างนี้มีอยู่ก่อนหรือเพิ่งมี ? ถ้าตอบเร็ว ๆ หรือชั้นเดียวก็ต้องว่าเพิ่งมี, เพราะก่อนหน้านี้ สิ่ง เหล่านี้มันอยู่มันไม่ว่าง. ถ้าคิดทบทวนหรือหลายชั้น ลงไป ก่อนแต่สิ่งเหล่านี้จะมีขึ้นเล่า มันก็ต้องคือ ความไม่มีอะไรนั่นเอง. มันต้องไม่มีอะไรอยู่ก่อน แล้วจึงมีอะไรขึ้นมาได้ แล้วจึงกลับไม่มีได้อีก. ฝ่ายไหนเป็นของถาวร ฝ่ายไหนเป็นของชั่วคราว ? ทุกคนก็พอจะเห็นได้ว่า ความมีเป็นของชั่วคราว. ส่วนความไม่มีอะไรนั่นเป็นของถาวรอยู่ตลอดไป. แต่ว่าในขณะที่เกิดความมี่ขึ้นมาแทรกแซงนั้นความ ไม่มีได้หลบตัวซ่อนอยู่หลังฉากแห่งความมีนั่นเอง. เกิด ไม่รู้จักดับกับใคร, และเป็นของปัจจุบัน และเป็นตัวเดียวกันตลอดสายอนันตกาล ไม่รู้จัก อยู่เรื่อยไม่มีอดีต อนาคตกะใครเป็น. เราลองปัด
น.798 210 ดวงอาทิตย์ทิ้งเสียทีหรือ ความมืด ซึ่งเป็นตัว "ปัจจุบัน" จะปรากฏตัวทันที ไม่ต้องสร้างขึ้น. มันไม่ปรากฏตัวชั่วเวลาที่ดวงอาทิตย์หรือแสงสว่าง ปรากฏอยู่เท่านั้น. นี่เป็นตัว "ปัจจุบนธรรม" อย่างโลกหรืออย่างวัตถุ ซึ่งจัดเป็นฝ่าย Physics. ส่วนฝ่ายที่ไม่มีวัตถุ มีแต่ปรมัตถธรรมอัน ละเอียด อันเราไม่อาจสัมผัสมันได้ด้วยอายตนะ นอกจากจะสัมผัสได้ด้วยปัญญาอย่างเดียว ซึ่ง เรียก Meta - physics นั้น, ก็คล้ายกันหรือทำนอง เดียวกัน. ตัว "ปัจจุบันธรรม” หรือตัวความ ว่างไม่มีอะไรอย่างยิ่ง อันเป็นสภาพที่ดับสนิทแห่ง ความทุกข์นั้น มันมีอยู่ทุกเมื่อ ! รอเราอยู่ทุกเมื่อ! สดชื่นอยู่ทุกเมื่อ. มันไม่ต้องตั้งตัวหรือมีตัวอยู่ แต่ก็มีพร้อมอยู่เพื่อดวงชีวิตนี้ทุกเมื่อ. มันเป็น
น.799 211 อมตธรรม [ สิ่งที่ไม่รู้จักตาย ], เป็นอนันตภาพ [ สิ่งที่มีอยู่ทุกเมื่อ ], และเป็นอสังขตธรรม [สิ่งที่อะไรแตะต้องหรือจัดการอะไรกับมันไม่ได้). เมื่อใดดวงชีวิต หรือกลุ่มก้อนแห่งไฟทุกข์ ไฟกิเลส มาดับลงเพราะอำนาจกิเลสคลายตัวเพราะเข็ดหลาบ และเกิดความรู้ขึ้น และดวงชีวิตดับลง สภาพอัน ศักดิ์สิทธิ์หรือกายสิทธิ์นี้ ก็ปรากฏแก่ความรู้สึก ของกายที่เหลือเป็นซากอยู่ จนกว่ามันจะสลายไป อีกเป็นสิ่งสุดท้าย. การดับของจิตหรือดวงชีวิต ชนิดนี้เป็นฝ่าย Meta - physics, และการดับหรือ การสลายของกาย เป็นเรื่อง Physics. การดับแห่ง ความทุกข์หรือไฟแห่งกิเลสนั้น ก็เป็นไปในกายนี้ ตั้งอาศัยในกายนี้ มีอยู่ในกายนี้ เช่นเดียวกันกับตัว
น.800 212 ทุกข์ หรือตัวชีวิต. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้เด็ด- ขาดแล้วว่า ทุกข์กับความดับทุกข์นั้น พระองค์ บัญญัติไว้ในกายอันยาววาหนึ่ง ซึ่งมีพร้อมทั้ง จิตใจนี่เอง. ทุกข์อยู่ที่ไหนต้องดับทุกข์ที่นั่น. เกิด ที่ไหนต้องดับที่นั่น. ขึ้นทางไหนต้องลงทางนั้น ! และเราก็เชื่อกันอยู่ทั่วไปแล้วว่า นิพพานอยู่ในเรา. แต่เรามักจะกล่าวตาม ๆ กันไปทั้งที่ไม่รู้เลยว่ามีอยู่ อย่างไร. จะถามเขาต่อไปอีก ก็ไม่ทราบว่าจะ ถามอย่างไร, ความสนใจเลยดับไปตาม นพพานหรือความดับทุกข์ มีอยู่พร้อมแล้ว สำหรับชีวิตทุก ๆ ชีวิต ! ข้อนี้เช่นเดียวกับความดับ รออยู่พร้อมแล้วสำหรับตะเกียงทุก ๆ ดวง. แต่ เพราะชีวิตยังมืดมนท์ ยังไม่อาจรู้จักความดับอันนี้ จึงเพลินอยู่ในการโพลงเพราะได้เชื้อใหม่ๆแปลกๆ
น.801 213 อยู่เสมอ มันจึงดับลงไม่ได้. ชีวิตดับลงไม่ได้ นั้นย่อมหมายถึงความที่ทุกข์ดับลงไม่ได้. [ อย่า ลืมว่า ชีวิต คือ กลุ่มแห่ง ไฟ กิเลสและไฟทุกข์ ]. ความดับมีรออยู่เสมอ แต่ความทุกข์ไม่เข้าหามัน เอง. ไฟชีวิตที่มัวเพลินอยู่กับเชื้อใหม่ ๆ เสมอ มีแต่จะลุกฮือกระพือขึ้น ไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะ หรี่ลงเพื่อบรรเทาความร้อนและเป็นช่อง ให้ ได้หยั่ง คิดหยั่งทราบถึงตัวเองว่า ตัวเองคืออะไร. ตัว เองเกิดมาอย่างไร และอยู่เพื่ออะไร ด้วยอาการ อย่างไร และในที่สุดจะต้องเป็นอย่างไร, เหล่านี้ ไม่รู้ทั้งนั้น. ทั้งนี้เพราะชีวิตติด "รสของโลก." โลกนี้มีรส [ Taste ], และรสนั้นแปลก ๆ กัน ยิ่งนัก.
น.802 214 โลกคืออะไร ? โลกคือชุมนุมแห่งชีวิต. ชีวิตหนึ่ง ๆ ย่อมมีชีวิตมากด้วยกัน เป็นเพื่อนและ สัมพันธ์กัน, และเรียกชีวิตเหล่านั้นที่นอกไปจาก ตัวเองว่า " โลก" ในการสัมพันธ์กันนั้น ย่อม เกิดรสขึ้นต่าง ๆ และเรียกว่า “รสของโลก" ในที่นี้. ชีวิตติดรสของโลกนี้เองจึงไม่อยากอย่าง ใดหมด นอกจากดื่มรสชนิดที่มันพอใจเท่านั้น ไฉนจะรู้ถึงความดับอย่างไรได้, ตา หู จมูก ลิ้น กาย เหล่านี้ เป็นสะพานหรือทางเดินที่ชีวิต นี้จะสัมผัส และติดในชีวิตอื่น หรือ โลก. แต่ ก็เป็นหนทางที่จะให้เข็ดหลาบหรือเกิดวิชชาความรู้ ขึ้นพร้อมกันไปในตัวและในที่สุดเกิดความเบื่อหน่าย แสวงหาความดับหรือความหลุดพ้นได้. ในที่สุด ก็จะโผเข้าหาความดับสนิทด้วยความพอใจจริง ๆ
น.803 215 เช่นเดียวกับเด็กน้อยผวาเข้าหามารดา ฉะนั้น. และ นั่นจะมี ได้ก็ต่อเมื่อรู้จักโลก อย่างถูกต้อง เสียก่อน. การรู้จักโลก ก็คือการรู้จักตัวเองนั่นเอง, ฉะนั้น จึงต้องมองดูเข้ามาในตัวเองโดยเฉพาะ. การรู้จัก โลกด้วยการรู้จักสิ่งอื่นนอกไปจากตัวเองคือมองแต่ สิ่งที่นอกตัวเองนั้น จะทำให้รู้ โลกได้แต่ในแง่ของ Physics. หาอาจทำให้เรารู้ตามแง่หรือตามแนว แห่ง Meta - Phyics ซึ่งเราประสงค์ในที่นี้ ในฐาน เป็นทางแห่งความดับทุกข์ได้ไม่. อีกประการหนึ่ง การรู้จักโลกในแง่แห่ง Physics นั้น ทำให้เราติด หรือเพลินอยู่ในรสของโลกยิ่งขึ้น หรือไม่รู้จัก สร่าง. ส่วนการรู้จักโลกในแง่แห่ง Meta - Physics และตามแนวที่กล่าวมาแล้วนั้น ทำให้ไม่ติด, แต่ จะหลุดจากโลก เข้าถึงความดับแห่งความทุกข์ได้
น.804 216 โดยเร็ว. แล้วอยู่ในโลกนี้อย่างเป็นอิสระจากโลก ซึ่งเรียกว่าโลกุตตระ. เหตุฉะนั้น เราจำต้องศึกษา ชีวิตในแง่นี้, ซึ่งในที่สุด เราจะได้พบและเข้า ถึงตัว " ปัจจุบันธรรม" ที่รอเราอยู่ทุกเมื่อ. เราอาจศึกษา และรู้จัก ชีวิตได้ตามแง่ อื่นอีก หลายแง่. ตามแง่แห่งอักษรศาสตร์ เรารู้จักชีวิต ตามแต่คำแปลของศัพท์ว่า ชีวิตคือความเป็นอยู่ ยังไม่ตาย. นี่ช่วยเราได้น้อยเหลือเกิน อย่างมาก ก็ช่วยให้เรารู้จักขวนขวายมากขึ้นเท่านั้น. ตามแง่ แห่งชีววิทยาหรือ Biology เรารู้ว่าชีวิตคือความที่ เยื่อ Protoplasm ยังสดชื่นงอกงามอยู่ในตัวเซลล์ ทุกตัว ที่กำลังประกอบกันเป็นร่างกายของเรา. นี่ จะช่วยได้ก็แต่เพียงทำให้เรารู้จักเลือกอาหาร และ วิธีรับประทานให้เป็นประโยชน์แก่ร่างกายมากที่สุด
น.805 217 ที่จะมากได้ หรือสามารถบำบัดโรคและบำรุง อนามัยได้ถูกวิธีเท่านั้น. ตามแง่แห่งมนุษยวิทยา หรือสังคมวิทยา เรารู้จักชีวิตในฐานเป็นสิ่งที่จะ ต้องดำรงตนอยู่ได้ โดยเนื่องกับผู้อื่นหรือสิ่งอื่น รอบ ๆ ตัวเรา ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถปฏิบัติต่อ ประชาคม หรือต่อมนุษยชาติได้ถูกต้อง มีความ สะดวกสบายเท่านั้น. ยังมีในแง่อื่น ๆ อีก แต่ก็ คล้ายกัน โดยเหตุที่เป็นไปแต่ในฝ่ายโลกียะ, ไม่ ทำให้เราเข้าถึงความดับทุกข์ ได้หมด จดสิ้นเชิง แม้ เราจะต้องการ. ด้วยเหตุนี้เราจะเห็นได้ว่าสำหรับผู้ ที่ต้องการความเยือกเย็นอันแท้จริงสำหรับชีวิตแล้ว จะต้องขวนขวายศึกษาตามแง่แห่งปรมัตถธรรม. แม้ว่าเราจะยังไม่สามารถละโลกียวิสัย ไปได้ ในบัดนี้ ก็ไม่มีผลอันใดเลยที่จะแสดงว่าเราไม่ควร
น.806 218 ที่ " ฟังหูไว้หู" ต่อเสียง แห่งปรมัตถธรรม เอาเสียทีเดียว. ทั้งนี้ ก็เพราะว่า "ปัจจุบันธรรม" อันนั้น กำลังรอเราอยู่ทุกเมื่อ เช่นเดียวกับ โชคลาภกำลังรอคนฉลาดและขยัน ฉันนั้น. ถ้ามี นักศึกษา บางคน รู้สึกว่า การศึกษา ตาม แนว แห่ง โลกียะ หมดรส เพราะล้วนแต่เป็นไปในแนวแห่ง ความวิ่งว่อนแห่งจิตใจ เหมือน ๆ กันไป หมดแล้ว ข้าพเจ้าเข้าใจว่าไม่มีอะไรดีไปกว่า ที่เขาจะเหลียว มาจับการศึกษาตามแต่แห่งปรมัตถธรรมนี้ ขึ้น พิจารณาดูบ้าง. ในชั่วชีวิตนี้นี่เอง ! เราอาจ ศึกษาศึกษาเรื่องชีวิตของเราให้จบได้กระทั่งถึงฝ่าย โลกุตตรภูมิ ถ้าหากว่าเราได้ประคองชีวิตและ การศึกษาเรื่องชีวิตของเราไว้อย่างถูกต้อง และไม่ ประมาท.
น.807 219 ในที่สุดนี้, จะอย่างไรก็ตาม, เราย่อมพบ ความจริงอันใหม่ด้วยกันทุกคนแล้วว่า ชีวิตนี้มีที่ สิ้นสุด, มีที่มุ่งหมายเป็นอุดมคติคือ ความปราศ- จากทุกข์โดยหมดจดสิ้นเชิงแท้จริง ยังอยู่ ก็แต่ว่า เราจะเลือกเอาอย่างไหนเท่านั้น : จะรีบ ไปเพราะน่าเบื่อ หรือจะอยู่ก่อนเพราะแสนจะ เพลิดเพลินดี. ส่วนการที่จะยังคงลุกโพลง ๆ อยู่ แต่ต้องการให้เยือกเย็นแท้จริงนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไป ไม่ได้. ในโลกียวิสัย มีให้ก็แต่ความลุกโพลง ๆ ส่วนโลกุตตรวิสัย มีให้ก็แต่ความเยือกเย็น แสน จะเย็นโดยไม่ต้องรดน้ำ, เปรียบดั่งไฟให้แต่ความ ร้อน น้ำให้แต่ความเย็นฉันใดก็ฉันนั้น. "ปัจจุบันธรรม" ซึ่งเป็นตัวความ หยุดลุกโพลง ๆ นั้น มีอยู่ทุกเมื่อ, และส่งเสี่ยง ก้องตลอดจักรวาลอยู่เสมอว่า
น.808 220 " ดูก่อนชีวิตทั้งหลาย ! ท่าน ทั้งหลายอยากจะดับเย็นสนิท หรือ อยากลุกโพลง ๆ อยู่ อย่างนี้ ? หรือว่า ท่าน ยัง เป็น เพียง หน่วย ชีวิต ที่ยังไม่ รู้จักตัวเอง ว่าเหมือนกับดวงไฟ ที่ กำลังมีอะไร หนุนให้ลุกโพลงอยู่ กระนั้นหรือ ?"
Buddhadasa