น.810 สัมมาทิฏฐิ หรือมิจฉาทิฏฐิก็ตาม มีอยู่ เป็นชั้นๆ ซึ่งอย่างน้อยที่สุด ก็พอจะแบ่งได้เป็น ๓ ชั้นด้วยกัน. มิจฉาทิฏฐิที่ทำโลกให้ระส่ำระสาย ในสภาพปัจจุบัน, และสัมมาทิฏฐิที่จะแก้ไขให้ หายไปได้ ล้วนแต่เป็นมิจฉาทิฏฐิหรือสัมมาทิฏฐิ ในชั้นต้น. แต่อย่างไรก็ตามชั้นต้นหรือชั้นหยาบนี้ ย่อมมีมูลฐานมาจากชั้นละเอียด อันเป็นของอยู่ ในส่วนลึกหรือเป็นรากเง่าเป็นธรรมดา. สัมมาทิฏฐิคือความเข้าใจอันถูกต้อง อัน ทำให้เกิดการกระทำอันถูกต้อง โดยประการทั้ง-
น.811 224 ปวง, นับตั้งแต่ถูกต้องอย่างวิสัยโลก ๆ และสูง ขึ้นไปจนกระทั่งที่เป็นชั้นเหนือวิสัยโลก. มิจฉาทิฏฐิ คือความเข้าใจผิดจากความเป็นจริง ทำให้เกิด การ กระทำที่ผิดโดยประการทั้งปวงเช่นเดียวกัน จัด เป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม. สัมมาทิฏฐิในชั้นต้นนั้น เป็นความเข้าใจที่ ถูกต้องในอันที่จะทำให้เจริญด้วยประโยชน์ ในโลก นี้ทุกอย่างทุกประการ ตามที่ชาวโลกปรารถนากัน. สัมมาทิฏฐิในชั้นกลาง เป็นความเข้าใจอันถูกต้อง ต้อง ในอันที่จะทำให้เจริญด้วยประโยชน์ในโลกที่ สูงไปกว่าที่ปรารถนากันอยู่ในโลกนี้, และเรียก กันว่า โลกอื่น หรือปรโลก, คือโลกซึ่งดีไปกว่า โลกนี้ หรือผิดจากโลกนี้. ส่วนสัมมาทิฏฐิในชั้น สูงนั้น หมายถึงความเข้าใจอันถูกต้องในอันที่จะทำ
น.812 225 ให้ข้ามขึ้นพ้น หรืออยู่เหนือโลกทุก ๆ โลก โดย ประการทั้งปวง ; ซึ่งเรียกว่าการลุถึงนิพพานหรือ โลกุตตระ ซึ่งแปลว่า เหนือโลก. สัมมาทิฏฐิชั้นต้น สัมมาทิฏฐิในชั้นต้น คือความเข้าใจอันถูก- ต้องอันทำให้มีความรู้ความฉลาดความขยันขันแข็ง ในการกระทำจนได้มาซึ่ง ทรัพย์ ชื่อเสียง และ มิตรสหายที่ดีงาม อันเป็นความเจริญอย่างวิสัยโลก ตลอดจนถึงกับความเข้าใจอันถูกต้องที่สูง ขึ้นไปใน ข้อที่ว่า คนเรามิได้มีเรื่องแต่ทางกาย อย่างเดียว ต้องสนใจเรื่องทางจิตด้วย, ยังมีเรื่องในทางธรรม
น.813 226 หรือทางศาสนาอยู่อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งสำคัญยิ่งไป กว่าความสุขทางเนื้อหนัง อันตนจะต้องสนใจ. สัมมาทิฏฐิในชั้นนี้ ทำให้ชาวโลกเกิดสนใจใน ธรรม ในศาสนา หรือเรื่องของวัดวาอาราม จนทำให้ย่างเท้าเข้ามาดูในวัด ว่ามีอะไรกันบ้าง ; ทำชาวบ้านให้กลายเป็นชาววัดได้ในอันดับแรกที่สุด. ถ้ากล่าวอย่างสั้น ๆ ก็คือ ทำชาวโลกให้เกิดความ สนใจในทางธรรมเป็นครั้งแรก นั่นเอง. สัมมาทิฏฐิชั้นกลาง สัมมาทิฏฐิในชั้นกลาง หมายถึงความเข้าใจ อันถูกต้องอันทำให้ ได้รับผล ที่สูงขึ้นไปจนถึง กับมี ความสุขทางใจเป็นอันดับแรก. เมื่อเข้ามาเกี่ยว-
น.814 227 ข้องกับธรรมะหรือศาสนา ทำให้มีความรู้เรื่อง ทาน ศีล บุญกุศล สูงขึ้นไปตามลำดับ รู้จัก ทำให้เกิดสิ่ง ที่นำมา ซึ่ง ความสุขใจที่ยิ่ง ไปกว่า ทรัพย์ ชื่อเสียง และไมตรีหรือมตรภาพ. ความ เข้าใจอันถูกต้องในชั้นนี้ มีอยู่เป็นหลักย่อ ๆ ใน พระบาลีที่กล่าวถึงเรื่องนี้เป็นใจความว่า "การ ให้ทานหรือการบูชานั้นเป็นสิ่งที่มีผล ทำ แล้วก็เป็นอันทำ ไม่เสียหลาย ผู้ทำนั่น เองได้รับผล. โลกอื่นซึ่งนอกไปจากโลก ที่ตนรู้จักนั้น ยังมีอยู่อีก. การเข้าใจว่ามี โลกแต่โลกเดียวเท่าที่ตนรู้จักนี้เป็นความโง่- เขลาอย่างยิ่ง. บุคคล ผู้มีความหมายใน ตัวเองเป็นพิเศษกว่าธรรมดานั้น มีอยู่ เช่น บิดา มารดา คนแก่ชรา เป็นต้น อันเป็น
น.815 228 บุคคลประเภทที่ตนจะต้องมองดู และปฏิบัติ ต่อ ด้วยสายตาและการกระทำที่พิเศษเช่น กัน. ภาวะแห่งความเปลี่ยนแปลงทางจิต โดยฉับไวนั้น เป็นสิ่งมีอยู่อย่างแท้จริง, คือชั่วโมงนี้หรือนาทีนี้ เป็นมนุษย์ แต่นาที ต่อมากลายเป็นสัตว์เดรัจฉานไปแล้ว, หรือ กลายเป็น สัตว์นรก ไปแล้ว. เป็นคน ธรรมดาอยู่ในขณะนี้ ต่อมาก็กลายเป็นเทว- ดาหรือพรหมไปแล้วในขณะหนึ่ง ด้วยการ กระทำทางจิตของตนเอง. เปลี่ยนกลับไป กลับมาได้อย่างผลุบผลับ จะเป็นช้าหรือเร็ว หรือถาวรไม่ถาวรเพียงใดนั้น แล้วแต่การ กระทำของตน. เป็นผู้มีความเชื่อว่าภาวะ แห่งโอปปติกสัตว์เช่นนี้ มีอยู่แท้ ; แล้ว
น.816 229 เป็นผู้ไม่ประมาทในการกระทำของตน เพื่อ ให้มีการผุดเกิดแต่ ในภาวะ ที่ น่า สรรเสริญ เป็นผู้ที่มีความเชื่อและเห็นชัดว่า ปฏิปทา หรือทางปฏิบัติที่ทำให้เข้าใจ ใน ทางโลก ทั้ง- ปวงแจ้งชัดแล้วไม่ติดอยู่ในโลกไหน ๆ ข้าม ขึ้นพ้นจากโลกทั้งปวง นั้นมีอยู่. และบุคคล ผู้ทำเช่นนั้นได้จริงแล้วสอนคนอื่นให้ รู้ ตาม ได้ด้วย ก็มีอยู่" ดังนี้ ชื่อว่า สัมมาทิฏฐิ หรือความเข้าใจอันถูกต้อง ที่สามารถ ทำ ผู้ ปฏิบัติ ให้ได้รับผลที่สูงไปกว่าที่ได้รับกันอยู่อย่างวิสัย โลก ในโลกนี้. ถ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิที่กลับตรงกันข้ามใน เรื่องนี้ ก็ทำให้ได้รับผลที่เลวไปกว่าที่ได้รับกันอยู่ ในโลกนี้, แต่ก็เรียกว่าปรโลก หรือโลกอื่นด้วย เหมือนกัน.
น.817 สัมมาทิฏฐิชั้นสูงสุด เนื่องจากสัมมาทิฏฐิ ในชั้นกลางตามที่กล่าว แล้วนั้น เป็นสัมมาทิฏฐิที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ ตรัสไว้ว่า เป็น สาสวา คือยังไม่พ้นไปจาก อาสวะ, เป็น ปุญญภาคิยา ยังเกี่ยวอยู่กับบุญ ทำให้ติดอยู่ในบุญ, เป็น อุปธิเวปักกา ยัง เนื่องอยู่กับกิเลสชั้นละเอียด, จึงยังไม่ใช่สัมมา- ทิฏฐิชั้นสูงสุด. พระองค์ได้ตรัสสัมมาทิฏฐิไว้อีก อันดับหนึ่ง เรียกว่าเป็นสัมมาทิฏฐิชนิดของพระ- อริยเจ้า, ไม่มีอาสวะ, อยู่เหนือโลก และเป็น องค์แห่งอริยมรรค, ได้แก่ตัวปัญญาที่ตัดกิเลสอัน ละเอียดได้นั่นเอง.
น.818 231 ถ้าจะให้เข้าใจได้ง่ายในเรื่องนี้ ต้องรู้เรื่อง กิเลสชั้นละเอียดที่กล่าวนี้เสียก่อน. กิเลสอันละเอียด เหล่านั้นเอง คือมิจฉาทิฏฐิชั้นละเอียดที่สัมมาทิฏฐิ ชั้นละเอียดจะกำจัดได้. คนที่เรียกกันว่าคนดี ไม่ ทำบาปเลย ทำบุญอย่างเดียว แต่ยังไม่พ้นทุกข์ โดยสิ้นเชิง ต้องเผชิญกับความเกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ร่ำไป ต้องโทมนัสในเมื่อพลัดพรากจากของรัก หรือเมื่อไม่ได้อะไรตามใจหวัง หรือแม้แต่จะต้อง จุติจากสวรรค์ดังนี้เป็นต้น ใจยังไม่หลุดพ้นจากสิ่ง ที่ให้เกิดความทุกข์โดยประการทั้งปวง จึงมีทุกข์ ชั้นละเอียดเหลืออยู่เป็นเครื่องทรมาน ไม่รู้สิ้นสุด เพราะตนพอใจในความเป็นอย่างนั้น. เพราะฉะนั้น เพียงแต่มีบุญนั้น ยังไม่นับว่าพ้นจากความ ทุกข์โดยสิ้นเชิง ยังจะต้องเวียนว่ายไปตาม
น.819 232 กระแสบุญ สู่โลกนั้น โลกนี้ด้วยอุปปาติก- กำเนิด แบบก้อนหินหนักอยู่ร่ำไป กัปป์ ๆ กัลป์ ๆ. ความเข้าใจผิด หรือมิจฉาทิฏฐิอันละเอียดใน ที่นี้ ว่าโดยที่แท้แล้วก็คือ สังโยชน์ ๑๐ ประการ อัน จะพึ่ง ละด้วย สัมมาทิฏฐิ ที่ เป็น องค์ อริยมรรค แล้วทำบุคคลนั้นให้กลายเป็นอริยบุคคลนั่นเอง. ประการแรก คือความโง่เขลาหรือเข้า- ใจผิดว่า กายนี้เป็นของตนเพราะมันเที่ยงแท้เป็น ไปตามความปรารถนาของตน หรือถือเอาเป็น สาระได้ อันเป็นเหตุให้หลงรักหลงบำเรอหรือ เห็นแก่ตัวอย่างน่าสมเพช. คนเราเป็นทาสตัณหา ก็เพราะมิจฉาทิฏฐิข้อนี้ และเป็นกันทั่วไปจนกล่าว
น.820 233 ได้ว่าเป็นมาตรฐานของบุถุชน. แม้กายนี้จะไม่เป็น ไปตามความปรารถนาของตน คนก็ยังหลงยึดว่า เป็นของตนอยู่นั่นเอง. ความหลงยึดนั้น เรียกว่า สักกายทิฏฐิ คือมิจฉาทิฏฐิ ชื่อนี้ ในขั้นนี้. ประการที่สอง คือความโง่เขลาอันทำให้ ลังเลในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือที่ รวมเรียกว่าพระรัตนตรัย. พวกที่ปฏิญาณว่า ถือเอาพระรัตนตรัย แต่พอกิเลสผ่านมา ก็สมัคร เข้าข้างกิเลส หรือเอาพระรัตนตรัยไปขายเสีย เป็นเงินทองตามที่กิเลสต้องการ. ทั้งเป็นผู้ลังเล ในแนวปฏิบัติเพื่อตัดกิเลส ว่ามันจะตัดกิเลสและ ทำให้ถึงนิพพานได้แน่ละหรือ ? การกระทำอย่างนั้น ดีแน่แล้วหรือ ? มันเหมาะแก่ตัวแล้วหรือ ? เป็น
น.821 234 สิ่งทำได้แน่ละหรือ ? ยังใช้ได้สำหรับสมัยนี้อยู่ หรือ? ตลอดถึงความไม่ไว้ใจตัวเองในการทำ ความดีต่าง ๆ, ลังเลว่าจะเอาข้างโลกดีหรือข้าง ธรรมะดี ? เอาเงินดีหรือบุญกุศลดี ? ดังนี้เป็นต้น. สรุปแล้วก็คือลังเลต่อการพ้นทุกข์ตามแบบของพระ พุทธเจ้า หรือนิพพานนั่นเอง. ความลังเลทั้งหมด นี้เรียกว่า วิจิกิจฉา ความเข้าใจถูกต้องมีไม่ มากพอ ไม่มีกำลังที่จะตัดความลังเลได้ จึงทำแต่ บุญเพื่อผลเป็นสวรรค์อย่างใดอย่างหนึ่งไปตามเดิม ไม่ปรารถนานิพพาน ด้วยความแน่ใจ. ประการที่สาม คือความโง่เขลาอันทำให้ เข้าใจผิด ในศีลและวัตรที่ตนประพฤติปฏิบัติอยู่ ยึดถือในตัวศีลและวัตรนั้น ๆ โดยไม่ทราบความ-
น.822 235 หมายอันถูกต้อง ยึดถือในฐานะเป็นพิธีรีตอง ล้วน ๆ ถือศีลและวัตรด้วยคิดว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ตนดีกว่าคนอื่น เป็นการถือศีลและวัตรอย่าง งมงายทำนองเดียวกับที่ถ้า เราจะแนะ ให้คน บ้าถือ. ศีลและวัตรในรูปที่ถือ ๆ กันอยู่นี่เอง เมื่อถืออย่าง งมงายไม่รู้ความหมายแล้ว ถือกันกี่ชาติ ๆ ก็ไม่อาจ เป็นศีลตามที่พระอริยเจ้าท่านต้องการขึ้น มาได้เลย. ความเข้าใจผิดและงมงายเช่นนี้ เรียกว่า สีลัพพต- ปรามาส หรือมิจฉาทิฏฐิในข้อนี้. ถ้าเป็นมาก เข้า หรือในสมัยที่ไม่มีพุทธศาสนา ก็อยู่ในรูป ของการกระทำ ที่แปลก ปลาด น่าขยะแขยง ต่าง ๆ นานา. แต่พึ่งเข้าใจว่า แม้ในหมู่พุทธศาสนิกชน ที่ยังไม่เป็นพระอริยเจ้านั้น ล้วนแต่ยังมีสีลัพพต-
น.823 236 ปรามาสอยู่เต็มที่ด้วยกันทุกคน คือความถือศีล และวัตรต่าง ๆ ที่ไม่ถูกตรงตามความหมายนั่นเอง. การยึดถือในตัวศีลและวัตรล้วน ๆ โดยปราศจาก ความหมายเช่นนี้ กลับทำให้ศีลและวัตรนั้น ๆ ซึ่งเขารักษานั้น ไม่เป็นที่ชอบใจของพระอริยเจ้า เพราะมันมอมแมมไปด้วย การลูบคลำ ของความโง่ เขลางมงาย น่าสมเพช หรืออย่างน้อยก็น่าขบขัน, รักษาศีลตลอดชีวิตก็ไม่เคยได้รับผลอันถูกต้องของ ศีลเลย เป็นการรักษาศีลเพราะอำนาจกิเลสจนเกิน- ไป คือความเขลา. คนธรรมดารักษาศีลกันในรูปนี้ ทั้งนั้น, ถ้าผิดไปจากนี้ ก็ต้องหมายถึงการรักษา ศีลและวัตรได้ถูกตรงตามใจความและบริสุทธิ์ ได้ รับผลสมความมุ่งหมายของศีลและวัตรนั้น ๆ. หาย เขลาในเรื่องนี้ ก็มีสัมมาทิฏฐิในชั้นนี้.
น.824 237 มิจฉาทิฏฐิ ๓ ประการนี้ ใครละได้ขาด ย่อมหมายถึงความที่เขาเป็นผู้มีจิตใจไม่คลอนแคลน ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, และมีศีลถูก ต้องบริสุทธิ์สมบูรณ์เป็นที่ชอบใจของ พระอริยเจ้า จริง ๆ. พระผู้มีพระภาคเจ้าจัดบุคคลชนิดนี้ไว้ใน ฐานะเป็นผู้แรกถึงกระแสของนิพพาน คือเป็นพระ โสดาบัน, มีความแน่นอนต่อการลุถึงนิพพาน ภาย- ในกาลอันจำกัด. ๑ และพระโสดาบันนี้ก็จัดเป็นผู้ ข้ามขึ้นพ้นจากโลกแล้วเป็นอันดับแรก พระผู้มี พระภาคเจ้าทรงเป็นนายประกันด้วยพระองค์เอง ว่า เขาจักเป็นพระอรหันต์ หรือลุถึงนิพพานโดยแน่ นอน. ๒ เพราะฉะนั้น ผู้ศึกษา จงได้สนใจพิจารณา ดูมิจฉาทิฏฐิหรือความโง่เขลางมงาย ๓ ประการ ๑. บาลี มหาวาร. สํ. ไตร. ล. ๑๙ น. ๔๒๘. ๒. บาลี มหาวาร. สํ. ไตร. ล. ๑๙ น. ๔๙๘ บ. ๑๕๙๕,
น.825 238 ที่กล่าวมาอันเรียกกันว่า สักกายทิฏฐิ, วิจิกิจฉา และ สีลัพพตปรามาส ให้จงละเอียด และจับ ฉวยให้ได้จริง ๆ ว่ามันกำลังมีอยู่ในตน อย่าง ละเอียดเร้นลับ สมกับที่เรียกว่ากิเลสอย่างละเอียด นั้นเพียงไร. ความรู้หรือความเข้าใจที่กำจัดสิ่งทั้ง สามนี้เสียได้นั่นแหละ คือตัวสัมมาทิฏฐิในชั้นที่ เป็นองค์อริยมรรค ในขั้นของพระโสดาบันนี้. ในมิจฉาทิฏฐิ ๓ ประการนี้ ประการแรก คือ สักกายทิฏฐิ นั้น ละได้ยากตรงที่มันเป็น ความรู้สึกอย่างสัญชาตญาณชนิดหนึ่ง ซึ่งทำให้ คนเราบูชาความสุขทางเนื้อหนังกันยิ่งกว่าความสุข ทางทางใจ ; อยากอยู่ในโลกที่มีอะไรขม ๆ หวาน ๆ เขียว ๆ แดง ๆ ยิ่งกว่าการที่จะข้ามขึ้น จาก โลก เป็นความสงบที่ไม่มีอะไรรบกวนเสียเลย. ประการ
น.826 239 ที่สองคือ วิจิกิจฉา นั้น โดยปากว่าก็ดูละได้ไม่ยาก เลย แต่โดยการทำจริง ๆ นั้น ก็ยากอยู่ไม่น้อย. ผู้ที่อ้างตัวเป็นพุทธบริษัทนั่นแหละ ถ้ามีการแน่- นอนสองทางพร้อมกัน คือทั้งทางที่จะถูกรางวัล ที่หนึ่งของสลากกินแบ่งขนาดใหญ่ และทางที่จะ ได้พบพระพุทธเจ้าจริง ๆ สักแวบหนึ่ง ก็คงจะเลือก เอาทางถูกรางวัลที่หนึ่ง มากกว่าที่จะเดินทางไป ในทิศทางที่พระพุทธองค์ ประทับอยู่. สำหรับ ประการที่สาม คือ สีลัพพตปรามาส นั้น นับ ว่าละได้ยากยิ่งไปกว่านั้น เพราะตนกำลังยึดถือ ในศีลและวัตรนั้น ๆ ทำนองมดแดงหวงผลมะม่วง มากมายเกินไปนั่นเอง, จนกระทั่งไม่รู้ว่าผลมะม่วง นั้นคืออะไร แม้แต่น้อย.
น.827 240 อย่างไรก็ตาม มิจฉาทิฏฐิทั้งสามนี้ ย่อม ไม่เป็นการเหลือวิสัยของผู้ที่มีใจรักจริง ๆ จะ มองเห็นหรือเข้าใจได้ เพราะโดยที่แท้แล้วก็คือ " กิเลสมาตรฐาน " ของคนธรรมดาสามัญ ทั่ว ๆ ไป นั่นเอง. ถ้าไม่มีกิเลสอันละเอียด สามอย่างนี้ เขาก็เป็นคนที่มิใช่บุถุชนไปแล้ว. ถ้ายังมีอยู่ก็คือบุถุชนธรรมดา. เพราะฉะนั้นการ ละกิเลสสามอย่างนี้ ก็คือการกระทำที่คน ธรรมดา จะพึ่งกระทำ เพื่อเลื่อนชั้นตัวเองให้สูงขึ้นไปอีก ระดับหนึ่ง และเป็นระดับแรกของผู้ที่จะลุถึงนิพพาน ในอนาคตโดยแน่นอนนั่นเอง หากไม่มาถึงขั้นนี้ ก็ คือคนธรรมดา ที่ยังไม่ประสีประสาต่อ นิพพาน ทั้งที่ตนหลงละเมอเพ้อฝันถึงอยู่ทุกวันทุกคืน !
น.828 241 และโดยเหตุที่ การถุถึงขั้นพระโสดาบันเป็น ขั้นที่ไม่มีการเวียนกลับ มีแต่จะลุถึงนิพพานใน อนาคตโดยท่าเดียวนี่เอง เราสนใจกัน ให้หนัก เพียงในขั้นนี้ก็นับว่าเพียงพอ หรือแน่นอน หรือ ปลอดภัย. เพราะฉะนั้น แม้เราจะไม่สนใจในการ ละมิจฉาทิฏฐิข้อต่อ ๆ ไป มันก็ย่อมมีการละไป เองโดยลำดับ ตามอำนาจของสัมมาทิฏฐิเท่าที่ เกิดขึ้นแล้ว ไม่ยอมหยุดอยู่เพียงเท่านั้น ย่อม งอกงามขึ้นไปเองเพราะธรรมชาติ ของมัน เป็น เช่น นั้น. พระอริยเจ้าในกาลก่อน ท่านละกิเลสหรือ มิจฉาทิฏฐิกันไปเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องรู้ว่าละไป ถึงชั้นไหน ชื่ออะไร เพราะท่านไม่ได้เป็นห่วงเรื่อง จะเป็นพระอริยเจ้า ผิดกับคนสมัยนี้ ซึ่งอยากจะ เป็นพระอริยเจ้าเสียตั้งแต่ยังไม่ทันละกิเลส และ
น.829 242 แถมไม่รู้ว่าจะละมันทำไมด้วยซ้ำ เพราะตนพอใจ ในผลของความมีกิเลสอยู่นั่นเอง. แต่ถ้าหาก อยากจะศึกษาถึงมิจฉาทิฏฐิข้อต่อ ๆ ไปเพื่อความ รู้ ที่สมบูรณ์ ก็ยังเป็นสิ่งที่ควรทำอยู่เหมือนกัน. กิเลสหรือมิจฉาทิฏฐิข้อต่อ ๆ ไปนั้น เป็น ของที่ละเอียดยิ่งขึ้นไป สำหรับพระอริยเจ้าใน ขั้นต้น ๆ พึ่งละเพื่อความเป็นพระอริยเจ้าที่สูงยิ่งขึ้น ไปตามลำดับ ไม่เกี่ยวกับคนสามัญโดยตรง. คน สามัญพยายามละเพียงเป็นพระโสดาบัน หรือผู้แรก ถึงกระแสแห่งนิพพานแล้ว ก็นับว่าปลอดภัยและ เพียงพอ มิจฉาทิฏฐิหรือกิเลส ๓ ข้อข้างต้นเท่านั้น ที่นับว่าเป็น "ปัญหาเฉพาะหน้า ของคน สามัญ, " หลังจากนั้นตนก็เป็นพระอริยเจ้าขั้น ต้นแล้ว ทำการละมิจฉาทิฏฐิชั้นละเอียดเพื่อความ เป็นอริยเจ้าขั้นสูงต่อไป.
น.830 243 กิเลสชั้นละเอียด ประการที่สี่ เรียกว่า กามราคะ แต่มิได้หมายถึงราคะดำกฤษณาหรือ ความลุ่มหลงระหว่างเพศ โดยเฉพาะ ของคน ทั่วไป เลย. กามราคะในที่นี้ หมายถึงความที่จิตยังอยู่ ในวิสัยที่จะยินดีในผลของกามโดยความหมายทั่ว ๆ ไป คือทั้งในทางตา ทางหู จมูก ลิ้น กาย หรือรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อันมีอยู่เป็น พื้นฐานในจิตใจของสามัญสัตว์. แม้จะเป็นความ ยินดีที่เหลืออยู่น้อยเพียงไร หรือสักว่าเป็นเศษ ของ สัญชาตญาณที่ยังเหลืออยู่บ้าง ก็ยังนับว่ากาม- ราคะในที่นี้ ; เพราะว่ากามราคะนั้น แปลว่า "ความยินดีในวัตถุอันเป็นที่ตั้ง" แห่งความ ใคร่" และมีความหมายกว้างครอบคลุมไปทุก ชนิด ทุกขนาด, มิได้หมายเพียงแต่ความกำหนัด
น.831 244 ที่รุนแรงในทางเพศตรงข้าม อย่างในภาษาไทย เลย. ความที่ยังลุ่มหลงอยู่ในรสของกาม แม้ที่ ประณีตสุขุมเบาบางเพียงไร ก็ยังนับว่าเป็นความ เข้าใจผิดหรือมิใช่สัมมาทิฏฐิที่สมบูรณ์อยู่ นั่น เอง จึงเป็นสิ่งที่มีอยู่แก่พระอริยเจ้าในขั้นต้น ๆ และ เป็นสิ่งที่ท่านจะพึงละสืบไป จนกระทั่งไม่มีเหลือ เลย. กิเลสขั้นละเอียด ประการที่ห้า เรียกว่า ปฏิฆะ แปลว่าความหงุดหงิดด้วยอำนาจความ ขัดใจ. ข้อนี้ก็อีกเหมือนกัน คนทั่วไปอาจเข้าใจ ผิดว่าเป็น ความโกรธแค้นอันสามัญชนมี ๆ กันอยู่. ความโกรธขนาดร้อนเป็นไฟนั้นไม่มีอยู่ในชั้นนี้, คง มีอยู่แต่ร่องรอยของความ ไม่ พอใจ หรือ ความไม่ สบายใจเพราะเขาทำให้ไม่ถูกใจ อันเป็นความ
น.832 245 รู้สึกที่เหลืออยู่อย่างประณีตในบรรดาพวกความไม่ พอใจด้วยกัน. ความขัดใจชนิดนี้ แม้จะแผ่วเบา เพียงไรก็เกิดจากความเข้าใจผิด หรือเห็นผิด จึงได้ จัดเป็นมิจฉาทิฏฐิอันจะพึงละเสียด้วยสัมมาทิฏฐิอยู่ นั่นเอง. ถ้าเข้าใจถูกหรือมีสัมมาทิฏฐิอันสมบูรณ์ แล้ว จะไปมัวหงุดหงิดอยู่อย่างนั้นทำไมกัน. ผู้ที่ละมิจฉาทิฏฐิประการที่ ๑-๒- ๓ ได้ ขาดแล้ว ยังสามารถทำมิจฉาทิฏฐิประการที่ ๔-๕ นี้ให้เบาบางอย่างมากอีกด้วยนั้น ท่านเรียกว่า พระสกทาคามี คือมีจิตใจสูงขนาดมีความอาลัย ในโลกชนิดนี้ เหลืออยู่เพียงเพื่อจะกลับมาอีก เพียงครั้งเดียวเท่านั้น. ส่วนผู้ที่ละมิจฉาทิฏฐิที่ กล่าวนี้ได้เด็ดขาดทั้ง ๕ ประการนั้น ท่านเรียกว่า เป็นพระอนาคามี, เพราะไม่มีมิจฉาทิฏฐิทั้ง ๕
น.833 246 นั้นเหลืออยู่เลย จึงไม่มีใจสูงพอที่จะไม่กลับมาสู่ โลกนี้อีกต่อไป ; หากยังไม่เป็นพระอรหันต์ นิพพาน เสียในชาตินี้ยังจะต้องมีกำเนิดใหม่ ก็ต้องมีกำเนิด ในโลกชนิดที่ปราศจากกามคุณ ซึ่งมิใช่ โลกนี้. [พึ่งทราบว่าคำว่าโลก ในที่นี้ไม่จำต้องเอาวัตถุธาตุ เป็นเกณฑ์, แต่เอาภูมิลักษณะของจิตเป็นเกณฑ์. คำว่าโลก ๆ นี้มันแล้วแต่ว่าจิตของผู้ใดมีความรู้สึก อย่างไรต่างหาก. ฉะนั้น พระอนาคามีจะมีอยู่ที่ไหน ที่นั่น ก็เป็นโลกที่ปราศจากกามสำหรับท่าน. ] กิเลสอันละเอียดหรือมิจฉาทิฏฐิ ประการ ที่หก เรียกว่า รูปราคะ แปลว่าความพอใจ ในความสงบอันเกิดจากรูปฌาน. เมื่อมาถึงขั้นนี้ เริ่มเป็นความเข้าใจยากสำหรับคนทั่วไป แต่ก็มิใช่ สุดวิสัยที่จะเข้าใจได้. เมื่อใจไม่ข้องแวะด้วยบาป
น.834 247 หรือด้วยกามแล้ว ก็ย่อมมีความสงบ. แต่ความ สงบนั้นมีทางมาหลายทางด้วยกัน, ถ้าได้อาศัยสิ่ง ที่มีรูป หรือที่เป็นรูปธรรมเป็นที่ตั้งแห่งการทำความ สงบแล้ว ความสงบที่ได้มานั้น เรียกว่าเป็นความ สงบที่เกิดมาจากการเพ่งรูปธรรมเป็นอารมณ์ [ดัง เช่นการเพ่งลมหายใจเข้าออกเป็นอารมณ์เป็นต้น], หรือเรียกในที่นี้ว่า เป็นความสงบที่เกิดมาจากรูป- ฌาน. ความสงบชนิดนี้ แม้จะเป็นความสงบ แต่ก็ยังมิใช่ขั้นสูงสุด ยังหยาบอยู่. ทั้งยังนำไปสู่ การเกิดในกำเนิดแห่งรูปาวจรภูมิ ยังมิใช่ความ สงบอย่างนิพพาน ยังจะต้องละต่อไปไม่ควรพอใจ อยู่เพียงเท่านั้น. การหลงพอใจอยู่เพียงเท่านั้นเรียก ว่า รูปราคะ ในที่นี้. ผู้ใดมีใจพ้นจากกามแล้ว แต่ยังพอใจอยู่ในรสของรูปฌานเช่นนี้ก็ยังจะติดอยู่
น.835 248 ในรูปภพ ดังเช่น ที่ผู้พอใจในรสของกาม จะ ต้องติดอยู่ในกามภพ ฉะนั้น. ยังไม่เป็นจิตที่หลุด พ้นจากสิ่งทั้งปวงโดยสิ้นเชิง จึงไม่พ้นทุกข์โดยสิ้น- เชิง จึงจำเป็นจะต้องละ รูปราคะ นี้เสีย เพื่อเลื่อน สูงขึ้นไปตามลำดับ. ประการที่เจ็ด เรียกว่า อรูปราคะ แปล ว่า ความพอใจในความสงบอันเกิดจากอรูปฌาน. ข้อนี้คล้าย ๆ กันกับข้อที่ ๖, ผิดกันแต่เพียงว่าใน ข้อที่ ๖ นั้น เพ่งสิ่งที่มีรูปเป็นอารมณ์ในการทำ ความสงบ, ส่วนข้อที่ ๗ นี้เพ่งเอาสิ่งที่ไม่มีรูป [ เช่นความว่างเปล่าจากสิ่งทั้งปวงเป็นต้น ] เป็น อารมณ์สำหรับเพ่งจิตในการทำความสงบ จึงได้ มาซึ่งความสงบที่ละเอียดกว่า น่าพึงพอใจกว่า สำหรับนักแสวงหาความสงบ เป็นเหตุให้หลงพอใจ
น.836 249 ได้อย่างสุขุมกว่าอย่างที่หก. แต่เนื่องจากความ พอใจในรสของอรูปฌานเช่นนี้ ทำให้ติดอยู่ใน อรูปภพ, ทำนองเดียวกับผู้ที่พอใจในรสของกาม ต้องติดอยู่ในกามภพ หรือผู้ที่พอใจในรสของ รูปฌาน ต้องติด ในรูป ภพ, จึงไม่พ้นไปจาก วัฏฏสงสารหรือการเวียนว่ายตายเกิดได้ เช่น เดียวกัน จึงยังไม่ใช่ความพ้นทุกข์สิ้นเชิง ยัง จะต้องละเสีย. ถ้าหลงพอใจในรสของอรูปฌาน. เช่นนี้ เรียกว่ายังมี อรูปราคะ, ซึ่งจัดเป็น ประการที่ ๗ อันจะต้องละสืบไป ความหลงอยู่ใน สิ่งยังไม่พ้นทุกข์สิ้นเชิงเช่นนี้ ก็นับว่าเป็นมิจฉา- ทิฏฐิชั้นละเอียด และยิ่งละเอียดยิ่งขึ้นไปทุกที่. ประการที่แปด เรียกว่า มานะ แปลว่า ความสำคัญตนว่าเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง. มานะ
น.837 250 ในภาษาบาลีเช่นในกรณีนี้นั้น ผิดกับในภาษาไทย อย่างมากมาย ถึงกับทำให้ฉงนได้. ในภาษาไทย เราหมายถึงความทะนงอวดดีเหย่อหยิ่งหรืออะไรทำ- นองนั้น. แต่ในภาษาบาลีในที่นี้นั้น หมายละเอียด ลงไปกว่านั้นอีกมากมาย, คือหมายถึงความรู้สึก ที่รู้สึกอยู่ว่า มีตัวตนของตนอยู่ในภาวะหรือ ลักษณะเช่นนั้นเช่นนี้ อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นของ ตนทีเดียว. ความรู้สึกอันนี้มีความสำคัญอยู่ตรงที่ ให้เกิดความรู้สึกต่อไปว่า ตนดีกว่าเขา ตน เสมอเขา ตนเลวกว่าเขา. ฉะนั้นเราอาจจับ ใจความของคำว่า มานะ ได้อย่างชัดเจน คือได้ แก่ความสำคัญตนว่าตนเป็นอะไรนั่นเอง. ความ รู้สึกว่าดีกว่าเขา หรือเสมอเขา หรือเลวกว่าเขา ก็ตาม ถ้ามีอยู่แล้วย่อมมีความหนักอึ้งในการแบก
น.838 251 ตัวของตัว หรือยกตัวของตนให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปนั่น เอง จัดว่าเป็นกิเลสตัณหาที่เหลืออยู่อย่างละเอียด เพราะ ขึ้นชื่อว่า "ตัว" แล้ว จะดีหรือชั่ว ก็ตาม ล้วนแต่เป็นของหนัก ทั้งนั้น. ความ เข้าใจว่ามีตัวเช่นนั้นเช่นนี้ ทำนองนี้ หาใช่ความ เข้าใจอันถูกต้องไม่ จึงจัดเป็นมิจฉาทิฏฐิอันละ- เอียด ซึ่งจะต้อง ละเสียด้วย สัมมาทิฏฐิ อัน ละเอียด ดุจกัน. ความละเอียดยิ่งขึ้น ทั้งของมิจฉาทิฏฐิ และสัมมาทิฏฐิในชั้นนี้ เป็นทางมาแห่งความเข้าใจ ไขว้เขวได้ ผู้ศึกษาจะต้องพิจารณาโดยแยบคาย จริงๆ. ประการที่เก้า เรียกว่า อุทธัจจะ ตาม ตัวพยัญชนะแปลว่า ความฟุ้งขึ้น, โดยความ-
น.839 252 หมาย ได้แก่ความตื่นเต้น ; หรือความทึ่ง ผู้ที่ มีความอยาก ความหวัง ความยึดถือ ความ ไม่เข้าใจ ความสงสัย อย่างใดอย่างหนึ่งเหลือ อยู่แม้แต่น้อย ย่อมจะมีความตื่นเต้นหรือความทึ่ง ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่มากระทบกับความอยาก ความ หวัง หรือความยึดถือเป็นต้น ของตนนั่นเอง. อันนี้เรียกว่าความฟุ้งขึ้นในที่นี้. คำว่า อุทธัจจะ นี้ มีที่มาในที่อื่นก็มี เช่นในนิวรณ์ห้าประการ, แต่ในที่นั้นมีความหมายหยาบกว่าในที่นี้มาก คือ ในที่นั้นหมายถึงความ ฟุ้งสร้าน ของบุคคลที่มี อะไร รบกวนจิต อย่างที่คนธรรมดาสามัญเขามีกันทั่วไป. และอุทธัจจะในที่นั้นหมายถึงกิเลสชั้นกลาง ซึ่งมีแก่ คนทั่วไป. ส่วนในชั้นกิเลสละเอียดหรือสั่งโยชน์ หมายถึงความไหวอย่างละเอียดของใจ ซึ่งเรียก
น.840 253 ในที่นี้ว่าความสนใจ หรือความทึ่งนั่นเอง, เป็นกิเลส ชั้นละเอียดที่พระอริยเจ้าอันดับที่สามจะพึงละ เพื่อ ลุถึงความเป็นพระอริยเจ้าชั้นสูงสุด คือพระอรหันต์. ฉะนั้น ขอให้ผู้ศึกษาพึ่งกำหนดไว้ให้แม่นยำว่า อุทธัจจะในที่นี้ กับอุทธัจจะในนิวรณ์ห้า ประการนั้น ต่างกันเป็นคนละอย่าง หรือ คน ละอันดับ เพียงแต่มีตัวพยัญชนะคล้ายกันคือ "ความฟุ้งขึ้น " เท่านั้น. ความอยากหรือความ ยึดถือ หรือความสงสัย ก็ตาม ยังมีอยู่ในสันดาน แล้ว อันนั้นเองเป็นความฟุ้งขึ้นของจิตเมื่อมี อารมณ์มากระทบทำให้เกิดความทึ่ง หรือความ สนใจ ในสิ่งนั้น แล้วแต่ว่าความอยาก หรือความ ยึดถือหรือความสงสัยมีอยู่อย่างไร. ความทึ่งหรือ ความสนใจในที่นี้ก็คือ ความหวั่นไหวของจิตชนิด
น.841 254 หนึ่งนั่นเอง. ความหวั่นไหวชนิดนี้มีอยู่ ก็หมาย ความถึงกิเลสยังมีอยู่สำหรับเป็นเครื่องให้เกิดความ ทึ่ง หรือความสนใจ. กล่าวอีกทางหนึ่ง ความ ทึ่งหรือความสนใจนั่นเอง เป็นเครื่องหมายของ ความมีอยู่แห่งกิเลส. ความทึ่งหรือความสนใจนั้น ย่อมแสดงอยู่แล้วตามปรกติว่า เพราะมีความ พอใจ ความไม่พอใจความกลัว หรือความโง่ อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ในภายใน จึงได้เกิดความ สนใจ หรือความทึ่งในสิ่งที่ผ่านมา ทุก ๆ อย่าง. อุทธัจจะ นี้ เป็นกิเลส ที่ ละเพื่อความ เป็น พระอรหันต์. ข้อนี้หมายความว่า พระอรหันต์ย่อม ไม่มีอุทธัจจะหรือความทึ่ง ในสิ่งใด จึงมีจิตใจอยู่ เหนืออำนาจของสิ่งทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ ประเภทไหน. ความทึ่ง ทำให้จิตหวั่นไหวหรือ
น.842 255 ฟุ้งขึ้น จึงได้เรียกว่า อุทธัจจะ . ถ้าคนเรามี ความเข้าใจถูกต้องถึงที่สุดจริง ๆ ย่อมรู้ว่าไม่มี อะไรที่น่าทึ่ง หรือควรทึ่ง จิตที่ลุถึงความสงบ แท้จริงหรือนิพพานนั้น ย่อมไม่มีความทึ่ง ในสิ่งใด. เหตุนั้น ความทึ่งมีได้เพราะยังมีความ เข้าใจไม่ถูกต้องสมบูรณ์จึงจัดเป็นมิจฉาทิฏฐิ ชนิด ละเอียดที่สุด ซึ่งจะต้องละเสียด้วยสัมมาทิฏฐิอัน ละเอียดที่สุดดุจกัน. กิเลสอันละเอียด หรือมิจฉาทิฏฐิ ประการ ที่สิบ อันเป็นประการสุดท้ายนั้นคือ อวิชชา ได้ แก่ความไม่ รู้ ชัดแจ้ง สมบูรณ์ ในเรื่อง ความทุกข์ เหตุให้เกิดความทุกข์ ภาวะแห่งความไม่มีทุกข์ เลย และวิธีปฏิบัติเพื่อให้ลุถึงภาวะแห่งความไม่มี นั้น อันเรียกว่าไม่รู้ ในอริยสัจสี่ประการ. ถ้า
น.843 256 สัมมาทิฏฐิเป็นไปถึงที่สุด ย่อมรู้ความจริงทั้งสี่ ประการนี้ถึงที่สุด. ยังไม่รู้อริยสัจถึงที่สุดอยู่เพียงใด ก็เรียกว่า ยังมีมิจฉาทิฏฐิชั้นละเอียดที่สุดเหลืออยู่ เพียงนั้นและท่านเรียกในที่นี้ว่า อวิชชา ซึ่งเป็น คำที่แทนกันได้กับคำว่า มิจฉาทิฏฐิตลอดไป. ข้อ ที่จะเรียกว่ารู้อริยสัจถึงที่สุดนั้น หมายถึงรู้ความ ทุกข์ของตนเองที่ดับไปแล้ว สิ้นเชิง เป็นส่วน สำคัญ ซึ่งพร้อมกันนั้น ก็รู้ทุกข์ และเหตุให้เกิดทุกข์ ของตนเอง และภาวะแห่งความไม่มีทุกข์ที่ตนได้ รับ ตลอดถึงวิธีปฏิบัติจนลุถึงภาวะนั้นของตนเอง ได้อย่างครบถ้วน. ฉะนั้น ความเข้าใจผิด หรือ ความไม่รู้ จึงไม่มีเหลืออยู่ในการรู้อริยสัจอีก ต่อไป. กล่าวโดยสรุปแล้ว อวิชชานี้เองเป็นบท สรุปหรือคำสรุปของคำว่า มิจฉาทิฏฐิ. มิจฉา
น.844 257 ทิฏฐิใด ๆ ที่เหลืออยู่นอกจากมิจฉาทิฏฐิ ๙ ประการ ที่กล่าวแล้วข้างต้นนั้น จัดว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิอัน สุดท้ายกล่าวคือ อวิชชา ในที่นี้ทั้งสิ้น. แต่ถ้าใน เรื่องอื่น ที่อวิชชาถูกกล่าวถึงเพียงคำเดียวโดด ๆ มิจฉาทิฏฐิทั้ง ๙ ประการนั้น ก็นับรวมอยู่ในคำว่า อวิชชา นี้ด้วยโดยครบถ้วน. อวิชชาในที่นี้ จึงหมายเฉพาะความเข้าใจผิดที่ยัง เหลืออยู่ นอกจากความเข้าใจผิด ๙ ประการ ที่ กล่าว แล้วข้างต้นนั่นเอง. เมื่อสัมมาทิฏฐิแห่งอรหัตต- มรรคเป็นไปถึงที่สุด อวิชชานี้ก็ถูกทำลายไปโดย สิ้นเชิง, และนับว่าเป็นขั้นสูงสุดของความมีสัมมา- ทิฏฐิในพระพุทธศาสนา. ผู้ที่ละมิจฉาทิฏฐิหรือ กิเลสอันละเอียดได้ทั้ง ๑๐ ประการนี้ เรียกว่า เป็น พระอรหันต์ ; เป็นผู้อยู่เหนือทุกข์ทั้งปวง หรือ ข้ามขึ้นพ้นจากโลกแล้วโดยประการทั้งปวง.
น.845 258 สิ่งที่เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ หรือ ความ เข้าใจอันถูกต้อง นี้ ย่อมควบคู่กันมากับความ ถูกต้องอย่างอื่น ๆ เช่นความปรารถนาถูกต้อง การพูดจาถูกต้อง การกระทำถูกต้อง เลี้ยงชีวิต ถูกต้อง พยายามถูกต้อง ความรำลึกในใจถูก- ต้อง ความตั้งใจมั่นถูกต้องเป็นธรรมดา. แต่ อย่างไรก็ตามความถูกต้องอีก ๗ ประการนั้นย่อม เป็นไปได้เพราะอำนาจสัมมาทิฏฐิ เป็นไปตาม อำนาจของสัมมาทิฏฐิ จึงได้ถือเอาสัมมาทิฏฐิ เป็นตัวการที่สำคัญ ดังบาลีที่ว่า " สมฺมาทิฏฐิ สมาทานา สพฺพํ ทุกฺขํ อุปจฺจคุํ" ซึ่งแปลว่า สัตว์ทั้งหลายล่วงพ้นจากทุกข์ ทั้งปวงได้เพราะสมา- ทานสัมมาทิฏฐิ. โดยเหตุนี้เอง เราจึงเอ่ยถึงกัน แต่สัมมาทิฏฐิ ทั้ง ๆ ที่มีความถูกต้องอย่างอื่นอีก
น.846 259 ตั้ง ๗ ประการรวมอยู่ด้วย. เมื่อรวมกันทั้ง ๘ ประการนี้ เราเรียกว่า องค์แห่งอริยมรรค, และเมื่อทำหน้าที่เป็นอริยมรรคสำหรับ ตัดกิเลส นั้น ก็คือสัมมาทิฏฐินั่นเอง. เรียกโดยชื่ออื่น ๆ ยังมีอีก มากเช่นเรียกว่าจักษุบ้าง ญาณหรือความรู้บ้าง ปัญญาบ้าง วิชชาบ้าง แสงสว่างบ้าง และอื่น ๆ อีกบ้างโดยที่แท้แล้ว ก็คือสัมมาทิฏฐิ หรือความ เข้าใจอันถูกต้องถึงที่สุดนั้นแล. ผู้ศึกษา เข้าใจสัมมาทิฏฐิได้แล้วย่อมไม่ยาก ที่จะเข้าใจมิจฉาทิฏฐิ เพราะเป็นของตรงกันข้าม. ตามหลักท่านถือว่า ถ้ายังไม่มีสัมมาทิฏฐิ ก็ยัง ไม่รู้จักมิจฉาทิฏฐิ ทั้งที่มีอยู่ในตัวเอง เหตุฉะนั้น เราจึงต้องมีสัมมาทิฏฐิเป็นชั้น ๆ คือขั้นต่ำหรือ ขั้นต้นที่สุด เพื่อนำไปสู่สัมมาทิฏฐิชั้นกลาง และ นำไปสู่สัมมาทิฏฐิชั้นสุดท้ายได้ในภายหลัง.
น.847 สรุปความ สัมมาทิฏฐิชั้นต้น ทำให้เกิดความเข้าใจ ถูกต้องในการแสวงหาประโยชน์ในโลกนี้ จน กระทั่งรู้ว่าสิ่งที่ควรสนใจนั้นยังมีอยู่อีกเรื่องหนึ่งต่าง- หากจากเรื่องของโลก ได้แก่เรื่องของธรรม; ทำ ให้คนยกเท้าก้าวเข้าไปในวัด หรือในขอบวงของ พระศาสนา. สัมมาทิฏฐิชั้นกลาง ทำให้รู้เรื่อง ประโยชน์ที่สูงขึ้นไป กว่าประโยชน์ ในโลกนี้ กล่าว คือประโยชน์ตามทางธรรมะ หรือประโยชน์เกี่ยว กับโลกอื่นที่สูงขึ้นไป. ทำให้คนกล้าเสียสละประ- โยชน์โลกน เพื่อเอาประโยชน์ในโลกที่ดีกว่า.
น.848 261 ทำให้คนรู้จักเสียสละความสุขทางเนื้อหนัง เพื่อ ถือเอาความสุขทางใจ. สัมมาทิฏฐิชั้นสูงสุด ทำให้รู้เรื่องซึ่งอยู่ เหนือโลก หรือพ้นจากโลก หรือเหนือประโยชน์ ทั้งหลาย ไม่ต้องการประโยชน์ใดจึงพ้นจากอำนาจ บีบบังคับของสิ่งทั้งปวง เป็นความสงบอันสูงสุด ที่เรียกว่านิพพาน. ความทุกข์ทุกชนิด รำงับไปได้ด้วยอำนาจ ของสัมมาทิฏฐิ ถึงกับถือ เป็นหลักตายตัว ลงไปว่า "สมฺมาทิฏฐิ สมาทานา สพฺพํ ทุกขํ อุปจฺจคุ" ดังกล่าวแล้ว. ความระส่ำระสายของโลกใน ปัจจุบันนี้ อาจรำงับไปด้วยอำนาจสัมมา- ทิฏฐิ แม้ที่เป็นชั้นต้นเท่านั้น ไม่ต้องร้อน สัมมาทิฏฐิชั้นกลางหรือชั้นสูงเลย. ถ้าโลก
น.849 262 เลิกบูชาความสุขทางเนื้อหนัง หันมาบูชา ความสุขทางใจกันบ้าง, อย่าเป็นโลกจัด โดยส่วนเดียว หมุนมาเป็นธรรมกันเสียบ้าง แล้ว สันติภาพอันถาวรก็จะครอบงำโลก โดยไม่ต้องสงสัยเลย. แต่อย่างไรก็ตาม สัมมา- ทิฏฐิ ชั้นต่ำ ๆ ย่อมมีสัมมาทิฏฐิ ชั้นสูง ขึ้นไป เป็น รากฐาน ทำนองเดียวกันกับที่มิจฉาทิฏฐิชั้น หยาบ ๆ ย่อมมีมิจฉาทิฏฐิชั้นละเอียดคืออวิชชา เป็นรากฐานฉันนั้น. เพราะฉะนั้น เราจึงจำต้อง ศึกษา เรื่อง สัมมาทิฏฐิขึ้น ไปถึง ชั้น สูง ด้วย เป็น ธรรมดา. ข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะต้องสนใจนั้นอยู่ ที่ การทำจริง. ในบาลีนั้นใช้คำว่า สมฺมา ทิฏฐิ สมาทานา ซึ่งแปลว่า เพราะสมาทานสัมมาทิฏฐิ.
น.850 263 คำว่า สมาทานนี้แปลว่า “ถือเอาอย่างทั่วถึง และเป็นอย่างดี." ข้อที่น่าวิตกก็คือ เราไม่ควร ถือเอาสัมมาทิฏฐิกันอย่างทั่วถึงและเป็นอย่างดีนั่น- เอง. พอมีอะไรมายั่วหน่อยเดียว ก็เอาสัมมาทิฏฐิ ไปเหวี่ยงซุกไว้ที่ไหนเสียแล้ว วิ่งออกรับสิ่งที่มา ยั่วอย่างกะว่าเป็นนิพพานเสียเอง ดังนี้จะเรียกว่า สมาทานสัมมาทิฏฐิได้อย่างไร. สัมมาทิฏฐิก็อยู่ แต่สัมมาทิฏฐิคนก็อยู่แต่คน ความสงบสุขก็อยู่แต่ ความสงบสุขไม่มีวันที่จะพบกันได้เลย. สัมมาทิฏฐิ ที่ขอชักชวนให้ ช่วยกัน เพาะหว่าน เพื่อ ทำโลก ให้สงบ จาก ความระส่ำระสาย ในสภาพปัจจุบันนั้น หมายเพียงสัมมาทิฏฐิ ใน ชั้นต้น ที่สุด เท่านั้น. หวังว่าผู้ได้รับการชักชวนคงจะ
น.851 264 ไม่ท้อใจว่าเป็นสิ่งที่ยากเย็นเกินไป แต่ ประ- การใด. ผู้ต้องประสงค์ความสงบอันสูงสุด คือพระนิพพานต่างหาก จึงจะได้รับคำชัก- ชวนในเรื่องอันเกี่ยวกับสัมมาทิฏฐิในชั้นสูง. เมื่อสัมมาทิฏฐิ สำหรับโลก ๆ เป็น สัมมาทิฏฐิในชั้นต้นๆเช่นนี้แล้ว มิจฉาทิฏฐิ ของโลกในสภาพปัจจุบัน ก็คือ มิจฉาทิฏฐิ ชั้นที่หยาบหรือชั้นต้นที่สุดนั่นเอง โดย เฉพาะก็คือการหลงบูชาความสุขทางเนื้อหนัง ยิ่งกว่าความสุขทางจิต, หรือบูชาวัตถุจนไม่ เหลียวแลหัวใจ หรือดวงใจ เสียเลย นั่นเอง จึงไม่มีการย่าง เท้าก้าวเข้ามา ใน ขอบวงของ วัดหรือศาสนาเลย.
Buddhadasa