Buddhadasa.org

แนะแนวจริยธรรม ตอนที่ ๓ — เรื่องที่ ๓ อุปสรรค ศัตรู ความรวนเร และความพังทลายของจริยธรรม

แนะแนวจริยธรรม — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — แนะแนวจริยธรรม (๙ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.97 ท่านที่ปฏิญญาตัวเองว่าเป็นครู ทั้งหลาย. อาตมาใคร่จะให้ท่านทั้งหลาย ได้ทราบ และได้แสดงความเคารพ ต่อ พระพุทธภาษิตข้อหนึ่ง ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ดังต่อไปนี้ :- "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอเป็นสมณะและปฏิญาณต่อ ตัวเองว่าเป็นสมณะ; เมื่อถูกเขาถามว่าเป็นอะไร ก็ตอบว่า เราเป็นสมณะ ดังนี้; เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องกระทำทางกาย วาจา ใจ อันใด อันเป็นกิจ ของสมณะ เราจะทำกิจนั้นให้สมบูรณ์: เมื่อกระทำอยู่อย่างนั้น การ บริโภคจตุปัจจัยทั้ง ๔ ของทายกทายิกา ก็จักไม่เป็นหมัน แต่จักเป็น ประโยชน์ เป็นกำไรใหญ่หลวง แก่ทายกทายิกาทั้งหลาย" ดังนี้. ขอให้ท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลายลองพิจารณาดู ถึงพระพุทธภาษิตข้อนี้ ซึ่งมีอยู่ว่า เมื่อเราปฏิญาณตัวว่าเป็นอะไร และได้ทำหน้าที่ของความเป็นอย่างนั้น

น.98 สมบูรณ์แล้ว ย่อมเกิดกำไรแก่บุคคลผู้จุนเจือช่วยเหลือเรา. ท่านทั้งหลายปฏิญญา ตัวว่าเป็นครู หน้าที่ก็คือ เป็นผู้นำ หรือเป็นผู้ยกสถานะทางวิญญาณของพลโลกใน โลกนี้ให้สูงขึ้น; เมื่อได้กระทำดังนั้น ก็จะเกิดเป็นกำไรมากมายแก่ผู้จุนเจือเรา; เงิน เดือนก็กลายเป็นธูปเทียนและเป็นเครื่องบูชาคุณไป ไม่ใช่ค่าจ้าง; เราจึงไม่ตกอยู่ ในฐานะเป็นลูกจ้าง แต่เป็นปูชนียบุคคล ดังที่ได้กล่าวแล้วในวันแรก. ถ้าผู้ใดยัง ปฏิญาณตนต่อไปว่าเป็นครู ก็ยังเอาตัวรอดได้เพราะเหตุนี้: ถ้าหากเกิดไม่ยืนยัน ไม่ปฏิญาณว่าเป็นครูกันขึ้นมาแล้ว การอบรม หรือการบรรยายของเราในคราวนี้ ก็จะมีสภาพเป็น Bankrupt ล้มละลาย ไม่พอใช้หนี้ คือว่าไม่นำมาซึ่งผลคุ้มกัน เพราะฉะนั้นถ้ายังปฏิญญาว่าเป็นครูอยู่ต่อไป การอบรมก็ยังดำเนินไปได้ คือทำ กันต่อไปได้. ในการบรรยายครั้งนี้ อาตมาจะได้กล่าวถึง อุปสรรค ศัตรู ความ- รวนเร และความพังทลายของจริยธรรม. ขอให้ท่านทั้งหลายจงได้ทบทวนถึง ข้อที่ว่าในการบรรยายครั้งที่ ๑ นั้น อาตมาได้กล่าวถึงข้อความเบื้องต้นทั่ว ๆ ไปของ สิ่งที่เรียกว่าธรรมะหรือศาสนา ซึ่งรวมทั้งจริยธรรมด้วย; และในการบรรยายครั้งที่ ๒ ก็ได้กล่าวถึงข้อที่ว่าจริยธรรมนั้น มีแนวเพียงแนวเดียว สายเดียว แม้จะมีหลายรูป หรือหลายเหลี่ยม. ขอให้กำหนดไว้เป็นที่แน่นอนอย่างนี้ว่า จริยธรรมนั้น เหมือนกับ ภูเขาลูกหนึ่ง ดูในทิศทางต่างกันก็จะเห็นเป็นหลายรูป แล้วมันยังมีหลายเหลี่ยม คือ ว่า แล้วแต่ใครมีจิตใจอย่างไร ก็จะมองเห็นแต่เหลี่ยมนั้น ไม่เห็นเหลี่ยมอื่น. ผู้ที่มี จิตใจหนักไปในทางปรัชญา ก็จะเห็นธรรมะหรือแม้แต่จริยธรรมเป็นรูปปรัชญาไป; พวกที่มีจิตใจหนักไปในทางวรรณคดี ก็จะเห็นเป็นรูปวรรณคดีไป ดังนี้เป็นต้น;

น.99 เหมือนดังภูเขาลูกนั้น ถ้าสัตว์ที่เป็นวัวก็เห็นแต่หญ้าหรือใบไม้ที่จะกินได้ ไม่มองเห็น สิ่งอื่น: พวกที่จะเอาไม้ไปขาย ก็จะมองเห็นแต่ต้นไม้ที่จะตัดเอาไปขายได้; พวกที่ ต้องการหิน ก็มองเห็นแต่หินที่จะนำเอาไปขายได้: ฉะนั้นจึงต้องระมัดระวังความคิด ของเรานี้ ให้แล่นไปในรูปหรือในเหลี่ยมที่ควร หรือให้เป็น Application คือนำมา ใช้เป็นประโยชน์แก่ชีวิต เป็นประจำวันของเราได้จริง; ฉะนั้นจึงได้เตือนซ้ำ ๆ ใน ข้อนี้: การที่เรายังคงปฏิญญาว่าเป็นครูอยู่นี้ มันมีความหมายสำคัญมาก เพราะ ว่าจะได้มีจิตใจที่หนักแน่นเหมือนแผ่นหิน ลงไปในอุดมคติของคำว่า " ครู " ไม่ เลื่อนลอยเหมือนบุคคลที่ถืออาชีพครูเป็นเพียงเรือจ้างลำน้อย ๆ มีราคาไม่กี่บาท ก็ ใช้ข้ามฟากไปสู่ฝั่งโน้นได้: ไม่ต้องลงทุนเป็นล้านเหมือนกับสร้างสะพานพุทธ ฯ หรือ สะพานกรุงธน ฯ. เรือจ้างลำน้อยก็ข้ามฟากไปสู่อาชีพอื่น ซึ่งไม่อยู่ในฐานะผู้ที่ยก วิญญาณของพลโลก เหมือนกับความเป็นครู. นั่นคือการเปลี่ยนอาชีพ ! อาตมาอยากจะแนะถึงคำว่า อาชีพ. ในทางธรรมะก็มีคำว่าอาชีพอยู่ คำหนึ่ง ซึ่งใช้เป็นอาชีพ แม้ของพระพุทธเจ้า หรือของภิกษุสงฆ์ ของพระอริย บุคคล หรือสมมติสงฆ์ก็ตาม. มีบาลีอยู่ว่า "ภิกฺขุ ภิกฺขูนํ สิกฺขาสาชีวสมา - ปนฺโน = ภิกษุผู้ ถึงพร้อมด้วยสิกขาและสาชีพอย่างเดียวกับภิกษุทั้งหลาย. " นี้คำ ว่าอาชีพมีอยู่ในวลีว่า "การศึกษาและอาชีพอย่างภิกษุทั้งหลาย." นี้ก็คือ อาชีพที่เป็นเจ้าหนี้ ! เพราะว่าเมื่อเราได้บำเพ็ญตามอุดมคติที่ยกวิญญาณของ สัตว์โลกให้สูงสำเร็จแล้ว เรากลายเป็นเจ้าแห่งหนิ้มหึมาทีเดียว เพราะสิ่งที่เราทำ ให้แก่สัตว์โลก หรือคนทั้งหลายนั้น มันมีค่ามากมายเกินกว่าที่จะตีราคาไหว จัดเป็น พวกอนัคฆะ คือเขาไม่ตีราคากัน. เมื่อครูได้ทำวิญญาณของใครให้สูงขึ้นได้ แม้

น.100 พียงคนเดียว ก็ถือว่าได้ทำประโยชน์ให้แก่โลก ชนิดที่ดีราคาไม่ไหว; ฉะนั้น เงินเดือนก็กลายเป็นของเหมือนกับเส้นหญ้า เศษไม้ ที่ใช้เป็นธูปเทียนบูชาคุณอย่างนี้ ไป. สัตว์โลกกลายเป็นลูกหนี้ของปูชนียบุคคล: ปูชนียบุคคลทั้งหลายจึงมีอาชีพ เป็นเจ้าหนี้, อาชีพอย่างเจ้าหนี้; ถึงเขาจะใช้หนี้อย่างไร ก็ยังไม่เพียงพออยู่นั่นเอง, บุญคุณยังอยู่เหนือกว่าอยู่นั้นเอง; ฉะนั้นสิ่งที่รับมาหรือบริโภคไป มันก็กลายเป็นสิ่ง เล็กน้อย เกินไปกว่าที่จะเรียกว่าค่าจ้าง. แต่ถ้าเราทำตนไม่สมกับที่เราปฏิญญาว่า เป็นครู ปฏิบัติหน้าที่ย่อหย่อน เงินจำนวนเดียวกันนั่นแหละ ก็จะกลายเป็นค่าจ้าง; และถ้าเผอิญเป็นได้ถึงกับว่า งานที่ปฏิบัติไปได้ผลไม่คุ้มกันแล้ว เราก็จะกลายเป็น ลูกจ้างที่ทำงานไม่คุ้มค่าจ้าง, คือเป็นลูกจ้างที่ใช้ไม่ได้ . นี้เป็นอันตรายที่ร้ายที่สุด ฉะนั้นการที่จะสำนึกถึงข้อที่จะต้องมีอาชีพอย่างเจ้าหนี้ ในฐานะเป็นปูชนียบุคคลนี้ เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เราจะต้องสนใจหน้าที่ที่จะยกวิญญาณของสัตว์โลก ให้สูงขึ้น จริง ๆ โดยเฉพาะในหลักการของจริยธรรม ซึ่งเป็นเครื่องมือยกวิญญาณของคน เราในโลกนี้ให้สูงขึ้น. ในครั้งที่ ๓ นี้ อาตมาจะได้กล่าวถึงอุปสรรค ศัตรู ความรวนเร และ ความพังทลายของจริยธรรม. ก่อนอื่น ขอให้ทำความเข้าใจว่า สิ่งที่เรียกว่า ธรรมะอันแท้จริง หรือ ตัวธรรมะแท้นั้น รวนเร หรือพังทลายอะไรไม่ได้. แต่ในที่นี้เราหมายถึง ภาวะแห่งจริยธรรม ที่มีอยู่ที่เนื้อ ที่ตัวของคนในโลกนี้ เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงรวนเรได้: มีอุปสรรค และศัตรูอยู่รอบด้านเหมือนกัน; ฉะนั้น เมื่อเรามีหน้าที่ที่จะใช้จริยธรรมเป็นเครื่องยกวิญญาณของเราเอง และยก วิญญาณของสัตว์โลกให้สูงขึ้น ก็จำเป็นจะต้องสนใจถึงสิ่งที่เป็นอุปสรรคและศัตรู

น.101 และสภาพที่เรียกว่า เป็นความรวนเรหรือพังทลายของจริยธรรม ของมนุษยชาติเรา. อาตมาได้รับคำถามมากในข้อที่ว่า จะสอนจริยธรรมแก่เด็กอย่างไร. นี้ดูคล้าย กับว่า ปัญหาใหญ่ของครูบาอาจารย์เรา ก็อยู่ตรงที่ จนใจที่จะทำธรรมะ หรือ ทำจริยธรรมนี้ ให้ง่าย ให้สนุกได้อย่างไร. ให้ง่าย คือว่า เด็กเข้าใจได้; ให้สนุก คือเด็กไม่เบื่อ. อาตมาก็รู้สึกว่า เป็นปัญหาที่ไม่ง่ายเลย ฉะนั้นจึงถือว่า เป็นเรื่องที่จะปรึกษาหารือกัน ดีกว่าที่จะอ้างตัวเองเป็นผู้แนะในเรื่องนี้เสียข้างเดียว. ในฐานะที่ว่าเป็นครูด้วยกัน คือรับภาระในการที่จะยกสถานะทางวิญญาณของสัตว์ ในโลกให้สูงขึ้นด้วยกัน เราจะต้องตั้งอกตั้งใจพิจารณาปัญหาข้อนี้กันให้มาก. อาตมาคิดว่า เราจะต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่จะทำให้เกิดความรู้สึก อย่างถูกต้องขึ้นมาเสียก่อนว่า อะไรเป็นเครื่องดึง จูงเอาเด็ก ๆ ของเราไป ราวกับว่าเป็นอำนาจของมนต์ขลัง หรือภูตผีปีศาจอะไรชนิดหนึ่งที่เดียว. ถ้าท่านผู้ใดซึ่งจะเป็นใครก็ตาม อยากจะพบความจริงข้อนี้ อาตมาคิดว่า น่าจะลองทำอย่างนี้ดูบ้าง คือไปเพ่งฌานดูที่หน้าโรงหนัง; เลือกเอาโรงหนังที่มี โปสเตอร์มาก ๆ ไปยืนอยู่ที่แห่งใดแห่งหนึ่งที่ปลอดภัย แล้วเพ่งฌานดูเข้าไปให้ลึก ถึงความหมายของโปสเตอร์หรือสิ่งต่าง ๆ ที่นั้น; เพ่งดูไปจนกว่าท่านจะเข้าลึกถึง ความหมายข้อนี้ ถึงขนาดที่เป็นลมล้มฟุบลงไปด้วยความเศร้า เพราะว่าท่านจะต้อง เกิดความรู้สึกอะไรได้มากมาย และจากความรู้สึกอันนั้นเอง จะก่อให้เกิดความรู้สึก ต่อไปเป็นลำดับ ซึ่ง เป็นความรู้สึกที่สลดสังเวชต่อประเทศชาติหรือศาสนา [๑๐]

น.102 ของเรา ต่อบรรพบุรุษ ปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา ที่หลับตาตายไปหลายชั่ว หรือหลายสิบชั่วแล้ว. เราลองคิดดูว่าสิ่งเหล่านี้ ได้หันเหจิตใจของเด็ก ๆ ไป อย่างไร; และเด็ก ๆ มีสภาพของจิตใจ มีสภาพทางจิตทางวิญญาณนั้น ๆ ผันแปร ไปจากเด็ก ๆ ในสมัย ปู่ ย่า ตา ยาย ของเราอย่างไร. ภาพโปสเตอร์เหล่านั้น ท่านจะเห็นได้ว่า มันเป็นภาพของกิริยาอาการที่ ตามธรรมดาไม่มีใครสามารถจะแสดงได้ในที่แจ้ง; และมันก็เป็นภาพเช่นเดียวกับใน ตัวหนังเรื่องนั้นเอง ล้วนเป็นภาพที่ใคร ๆ ไม่อาจจะแสดงได้ในที่แจ้ง คือต้องแสดง ในที่ลับ; แต่ก็พยายามเอามาแสดงด้วยวิธีต่าง ๆ จนมันได้แสดงอยู่ในที่เปิดเผยในที่ ที่ยิ่งกว่าแจ้ง เต็มข้างถนนเหล่านี้. สิ่งเหล่านี้สกปรกโสมมยิ่งไปกว่าขยะมูลฝอยที่ ใครทำตกตามข้างถนน แล้วถูกเจ้าหน้าที่จับไปปรับเสียอีก อย่างที่จะเปรียบกันไม่ ได้เลย. แล้วอีกทางหนึ่งก็ยังมีภาพที่ประหลาดอย่างยิ่ง คือคนที่แต่งตัวแบบไทยแท้ แล้วถือปืนพกอย่างท่าคาวบอย มันเป็นสิ่งที่มีไม่ได้ในศิลปะหรือวัฒนธรรมของหมู่ ชนชาวไทยเรา; อย่างคนไทยเรา ทำท่าถือปืนอย่างนั้น มันก็เหมือนลิงชนิดหนึ่ง มากกว่าที่จะเป็นคนถือปืน แล้วมันสนุกได้อย่างไร ขอให้ลองคิดดูในเรื่องนี้. ถ้า พวกคาวบอยฝรั่งถือปืน ก็ดูค่อยสมรูปสมร่าง; แต่ถ้ารูปร่างหน้าตาอย่างไทย แต่ง กายอย่างวัฒนธรรมไทยทำอย่างนั้น มันก็เป็นเหมือนอย่างว่า ลิงชนิดหนึ่งมาถือปืน แสดงท่าทาง; แต่ทำไมมันก็ยังทำให้เด็กของเราหลงใหลได้ อย่างที่เรียกว่าหันหลัง ให้พระเป็นเจ้า หรือหันหลังให้ศาสนาทีเดียว. อีกข้อหนึ่งมีผู้ถามว่า ทำไมคนเดี๋ยวนี้เรียนมากมายจบพระไตร ปิฎก แต่แล้วก็ยังไม่บรรลุ ส่วนคนครั้งพุทธกาลนั้น ฟังจากพระพุทธเจ้า

น.103 สองสามประโยค ก็บรรลุ ทำไมจึงเป็นอย่างนี้. คำตอบดูเหมือนจะตอบได้ ง่าย ๆ เช่นอย่างจะตอบว่า เพราะคนเดี๋ยวนี้นั่งพับเพียบไม่ได้ ! ที่เป็นผู้ชาย นุ่งกางเกงอย่างนี้ มันก็นั่งพับเพียบไม่ได้ ได้แต่นั่งเก้าอี้; ที่เป็นผู้หญิง ก็มีเครื่อง นุ่งห่มอย่างแบบที่นั่งพับเพียบไม่ได้ เข้าใกล้พระพุทธเจ้าไม่ได้อย่างนี้. ขอให้ท่าน ทั้งหลายเข้าใจคำว่า นั่งพับเพียบไม่ได้นี้ ให้ถูกความหมายหรือความมุ่งหมาย โดยการที่เอาไปคิดไปนึกเอาเองว่า เรากำลังไม่มีจิตใจ ในสภาพที่พร้อมที่จะรับ อะไรได้จากคำพูดเพียงสองสามประโยคของพระพุทธเจ้า แล้วก็เข้าถึงใจความของ ธรรมะที่ทำให้หลุดพ้นได้นั่นเอง. ทั้งหมดนี้ เป็นการพูดระหว่างพวกที่เป็นหัวอกเดียว กัน คือท่านทั้งหลายที่เป็นครู อาตมาก็เป็นครู; อ้างสิทธิที่เป็นครู ก็เพราะว่าเป็น คนใช้ของพระพุทธเจ้า ในฐานะที่ทำหน้าที่ที่พระพุทธเจ้าท่านสั่งให้ทำ คือการยก วิญญาณของเพื่อนมนุษย์ในโลกให้สูงขึ้นนั่นเอง; อย่าได้ถือว่าเป็นคำเปรียบเปรย เยาะเย้ยถากถางอะไร ซึ่งไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำอย่างนั้น; แต่เพราะว่าปัญหา มันอยู่ที่ว่า เรามีความทุกข์อย่างเดียวกัน มีปัญหาอย่างเดียวกัน มีหัวอกอย่างเดียว กัน ที่จะต้องแก้ปัญหาของตัว คือช่วยกันกำจัดอุปสรรคศัตรูของจริยธรรม ไม่ให้ เกิดความรวนเรและการพังทลายขึ้นแก่จริยธรรม ที่นี้ ถ้าพูดถึงศัตรู ของจริยธรรม คือธรรมทั่วไปที่เราต้องประสงค์ ไม่ใช่ เพียงของจริยศึกษาล้วน ๆ เป็นส่วนน้อย; แต่เป็นของจริยธรรมทั้งหมดแล้ว เราจะ ต้องมองให้เห็นว่าอะไรเป็นศัตรู. ถ้ากล่าวโดยชื่อเจาะจงตรงไปตรงมา ก็คือ กิเลส ซึ่งรวมทั้งเหยื่อของกิเลส; ถ้าเรียกอีกอย่างหนึ่งก็เรียกว่า กาม ซึ่งมีทั้งกิเลส

น.104 กาม และวัตถุกาม. สิ่งที่เป็นวัตถุของกามคือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่ ทำให้เกิดความรู้สึกทางกาม นี้เรียกว่า วัตถุกาม; ความรู้สึกที่ใคร่ในทางกาม จัด เป็นกิเลสกาม; จึงมีกามเป็นสองประเภทคือเป็น Objective Sensuality และ Subjective Sensuality เป็นของคู่ขึ้นมา. สิ่งนี้ถ้าควบคุมไว้ไม่ได้ ก็มีลักษณะ เหมือนภูตผีปีศาจ หรือที่เรียกว่า ซาตาน เป็นปีศาจแห่งความสุขทางเนื้อหนัง ครอบงำจิตใจคนแล้วยากที่จะถอนได้: ฉะนั้นจึงต้องรู้เท่า คือรู้จักศัตรูตัวนี้ หรือจะ เรียกว่าคู่นี้ก็ได้. ที่นี้ ถัดไปอีกก็คือ ความเข้าใจผิดต่อสิ่งทั้งสองนั้นเอง คือความ เข้าใจผิดต่อกิเลสกาม และวัตถุกามนั้นแหละ เป็นเหตุให้ดำรงตนไว้ผิด และ มิจฉา ทิฏฐิต่อธรรมะ ก็ได้เกิดขึ้น จนกระทั่งหลงเห็นผิดว่า ธรรมะไม่จำเป็น จริยธรรม ไม่จำเป็น หรือการอบรมทางจริยธรรมพ้นสมัย เหล่านี้เป็นต้น; ถัดไปจากนั้นก็เกิด การหันหลังให้ศาสนา หันหลังให้แก่พระเป็นเจ้า หันหลังให้แก่วัฒนธรรม ประเพณีที่ดีงาม ที่ถูกต้องของประเทศชาติของตนเอง ที่บรรพบุรุษได้สร้างขึ้น. นี่แหละคือศัตรูของจริยธรรมโดยตรง. รวมความแล้วก็คือกิเลสทั้งนั้น จะเป็นความ" โลภ, ความโกรธ, ความหลง ก็เรียกว่ากิเลสทั้งนั้น; ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่ากิเลส ก็มี ความหมายรวมอยู่ในลักษณะทั้งหมดนี้ กล่าวคือ มีกิเลส, มีเหยื่อของกิเลส, เกิดความเข้าใจผิดในสิ่งเหล่านี้แล้วก็ดำรงตนไว้ผิด เกิดมิจฉาทิฏฐิขึ้น รอบด้าน มีการหันหลังให้พระศาสนา เหมือนที่กำลังเป็นอยู่เดี๋ยวนี้ มี ความมุ่งมั่นไปในทางความสุขสนุกสนานเพลิดเพลินทางวัตถุ หรือทางเนื้อ ทางหนัง เป็นวัตถุนิยมไปหมด; นี่เรียกว่าศัตรูของจริยธรรม ! ในการต่อต้านศัตรูของจริยธรรมเหล่านี้ เรายังทำไม่ได้เต็มที่ เพราะเหตุ ที่น่าสมเพชเวทนาอยู่หลายประการด้วยกัน อย่างว่าครูบาอาจารย์นี้ มีหน้าที่ยก

น.105 วิญญาณของสัตว์โลกให้สูงขึ้น แต่แล้วก็ไม่ได้ทำเต็มไม้เต็มมือ. อย่างกระทรวง ศึกษาธิการเรานี้ คิดดูให้ดี จะเห็นว่าถูกมอบหมายให้ทำงานที่เก่งกว่าพระพุทธเจ้า เสียอีก: พระพุทธเจ้าท่านมีหน้าที่เพียงยกวิญญาณของสัตว์โลกให้สูงเท่านั้น แต่ กระทรวงศึกษาธิการก็มีหน้าที่อย่างนั้น และยังแถมต้องปลูกโรงเรียน ต้องไปกวาด ต้อนคนมาอีก ยังต้องลงโทษคนที่ไม่ส่งเด็กเข้าเรียนอีก หยุมหยิมเยอะแยะไปอย่างนี้ ซึ่งหน้าที่ส่วนนี้พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ทำ ไม่ต้องทำ. มันเป็นเรื่องของคนอื่น ที่จะ ต้องปลูกโรงเรียน; มันควรเป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย หรือเทศบาลมากกว่า ก็ยังมาแบ่งแยกกำลังแรง กำลังงานของกระทรวงศึกษาธิการไป อันนี้เป็นเหตุให้งาน โดยตรง คือการยกสถานะทางวิญญาณของคนในโลกให้สูงขึ้นนี้ นั้นพร่าไป หรือ มันจางไป. ถ้าเทียบอย่างเป็นมโนราที่ทางปักษ์ใต้ อย่างชั้นที่ไม่ไหวแล้ว เขาก็เรียก ว่า "“ทั้งปลูกโรงเอง ทั้งรำเอง." มโนราชนิดนี้ไม่มีใครพอใจถึงกับช่วยปลูกโรง ให้ จะไปเล่นให้ใครดู ก็ยังต้องปลูกโรงเอง; บางที่ยังต้องหาข้าวกินเองด้วย; ดูมัน เป็นงานที่แย่งเขาทำมากกว่า. เราจะส่งสารกระทรวงศึกษาธิการกันหรือไม่ พวกที่ไม่ เรียกตัวเองว่าครูลองเอาไปคิดดู เพื่อจะได้แบ่งภาระ. หรือถ้าจะว่าให้ยุติธรรมแล้ว กระทรวงศึกษาธิการควรจะมีรัฐมนตรีสองคนพี่น้อง คนหนึ่งจะสร้างโรงเรียน คนหนึ่ง จะยกวิญญาณให้สูง มันจึงจะยุติธรรม: จริงไหมขอให้ลองคิดดู. ที่นี้ เราลองเหลียวไปดูสิ่งบางสิ่งต่อไปอีก คือวัดวาอาราม. วัดวาอาราม อย่างสมัยพุทธกาลเป็นอย่างไร ขอวิงวอนให้ช่วยกันอ่าน ช่วยกันศึกษาค้นคว้ามา อ่านดู แล้วมาเปรียบเทียบกันดูกับวัดวาอารามของสมัยนี้. อาตมารู้สึกว่า วัดสมัยนี้ ส่วนมาก เรามีไว้สำหรับให้ฝรั่งถ่ายรูป แล้วเอาไปยืนยันว่า พุทธศาสนาเจริญใน

น.106 มืองไทย อย่างนี้มากกว่า. ป่าไม้โล่ง ๆ ในครั้งพุทธกาลนั้นไม่มีตึกราม ไม่มี ศิลปกรรมอะไรมากมายเหมือนในสมัยนี้ แต่ว่าทุกนาทีหรือทุกกระเบียดนิ้ว มีการ ส่องแสงสว่าง มีการยกวิญญาณของสัตว์ให้สูงขึ้น; ส่วนวัดวาอารามของเราสมัยนี้ ด้วยเหตุที่ไขว้เขวปะปนสับสนกันไปหมด มีอะไรล้นเข้าไปอยู่ในวัด จนหน้าที่ที่จะยก วิญญาณให้สูงขึ้นนั้น พร่าไป เลือนไป จางหายไป. พระส่วนมากไม่มีเวลา หรือ ไม่ได้ทำหน้าที่ยกวิญญาณตามความหมายของคำว่า คุรุ หรือครูทางวิญญาณ; และ พระบางองค์ก็เผลอถึงกับว่า วิญญาณของตัวกำลังตกต่ำไปแล้วก็มี เพราะความ ประมาท; ฉะนั้นมันจึงไม่เป็นการช่วยกันร่วมมือในการที่จะยกวิญญาณ นับว่าจะต้อง ช่วยกันแก้ไขอีกมาก; ท่านที่ไม่เรียกตัวเองว่าครู ก็ต้องช่วยเอาไปคิดดูเหมือนกัน. มองดูไปที่กรมการศาสนาบ้าง; ถ้าว่าการโดยที่แท้แล้วก็ต้องทำหน้าที่เป็น ลูกศิษย์พระ ในการที่จะยกวิญญาณของมหาชนให้สูงขึ้น แต่แล้วก็มีอะไรเข้ามา แซกแซงมาก จนหาโอกาสอย่างนั้นยากเหมือนกัน เช่นที่กองสังฆการี เต็มไปด้วย พัดยศ ยุ่งเวียนหัวแต่เรื่องเงินไม่พอที่จะทำพัด ก็โกลาหลกันมากมาย; แล้วยังต้อง ทำหน้าที่ตำรวจ คือแย่งหน้าที่ของตำรวจไปทำอีกด้วย เช่น คอยจับพระสึกหรืออะไร ทำนองนี้ และมีอะไรอีกมากมายหลายอย่าง ที่ไปกระทบกระทั่งทำให้อุดมคตินั้น เปลี่ยนแปลง. เมื่อรวม ๆ กันมาก ๆ อย่างนี้แล้ว เราจะให้สถานะทางวิญญาณของ เยาวชนของเรานี้ มีผลน่าชื่นอกชื่นใจอย่างไรได้; แล้วจะถือว่านี้เป็นอุปสรรคของ จริยธรรมหรือไม่ ? ผู้ที่ไม่เรียกตัวเองว่าเป็นครู ก็ควรลองเอาไปคิดดู จะได้ช่วยกัน มาก ๆ. นี้เป็นแต่เพียงตัวอย่างส่วนน้อยเท่าที่ได้ยกมาให้เห็นเท่านั้น.

น.107 ทีนี้ เราจะดูอะไรกันต่อไป ที่จะรู้จักศัตรูของจริยธรรม. อาตมาคิดว่า เราจะต้องดูให้พบสิ่งที่เรียกว่า "ปีศาจแห่งความสุขทางเนื้อหนัง" นั่นเอง. ซาตาน หรือปีศาจนี้ เด็ก ๆ เขาเรียกมันอย่างเต็มยศเต็มศักดิ์ว่า ภูตผีปีศาจแห่งความ สนุกสนานเอร็ดอร่อย เพลิดเพลินทางเนื้อหนัง; ไม่ใช่ทางจิตหรือทาง วิญญาณ. ถ้ารู้จักภูตผีปีศาจตัวนี้ดี ก็หมายความว่า รู้จักศัตรูของจริยธรรมดีที่สุด. มันกำลังอยู่ที่ไหน กำลังอาละวาดแก่ใคร ช่วยกันเดี๋ยวนี้ เพื่อลองพิจารณาดูให้ดี ๆ. ข้อแรก บางทีเราจะต้องนึกสูงไปถึงสิ่งที่เรียกว่า วรรณกรรม และ ศิลป กรรม เพราะว่าเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็ยกย่องบูชา เทอดทูนอวดโอ้กันนัก. วรรณกรรม และศิลปกรรมนี้ของมนุษย์เราเคยมีมาอย่างไร และเดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร ลองกวาด สายตาดูไปให้ลึก ให้ไกลนับตั้งแต่ยุคพุทธกาลมาเลย จนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้. วรรณ กรรมหรือศิลปกรรมก็ตาม ล้วนแต่มุ่งหมายความงามที่บริสุทธิ์; วรรณกรรม ก็มุ่งหมายความงามของทางวรรณคดี สามารถที่จะจับจิตใจของคนให้ลืมความเห็น แก่ตัวเสียได้อย่างน้อยก็ชั่วขณะหนึ่ง; ศิลปกรรมก็เหมือนกัน ความงามนั้นมุ่งหมาย จะให้จับใจคน จนถึงกับลืมความเห็นแก่ตัวตนเสียได้ จูงใจบุคคลไปได้ ไปในทางที่ จะให้สูงขึ้น. ถ้าสูงขึ้นก็หมายว่า ไม่เห็นแก่ตัว คือละ Selfishness เสียได้ตามควร. แต่ต่อมาวรรณกรรมหรือศิลปกรรมเหล่านี้ ถูกลูบคลำด้วยมือของปีศาจแห่งความสุข ทางเนื้อหนัง บิดผันวรรณกรรมหรือศิลปกรรมนั้น ลงไปเป็นเครื่องมือของภูตผี ปีศาจไป; ใช้บรรยายหรือพรรณนา หรือแสดงสิ่งที่เป็นเหยื่อของกามารมณ์ จนสูญ เสียความหมายของวรรณกรรม หรือศิลปกรรมที่บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่กำลังหลงพอใจ

น.108 กันอยู่นัก. ขอให้กวาดสายตามองดูโดยละเอียดในเรื่องนี้เอาเอง อาตมาไม่มีเวลาพอ ที่จะแจกรายละเอียดไปทุกเรื่องทุกราย. สิ่งที่น่ากลัวมากที่สุด ก็คือดนตรีและเพลง. ดนตรีนั้นถ้าเป็นดนตรีบริสุทธิ์ ก็ยังสามารถทำให้จิตว่างจากความยึดถือว่า ตัวกูหรือของกูอยู่: แต่ถ้าเป็นดนตรี สกปรก ก็ต้องปลูกความรู้สึกที่เห็นแก่ ตัวกูและของกู ยิ่งขึ้นไป. เพลงไทยโบราณ นั้น, ต้องใช้คำว่าโบราณด้วย, เกิดขึ้นด้วยวัตถุประสงค์อย่างไร ครูบาอาจารย์ ก็รู้ดี: ลีลาอย่างไร, เกิด Reaction แก่จิตอย่างไร ก็รู้กันดี; ทำให้เกิดความนิ่มนวล อ่อนช้อยแก่ลักษณะเฉพาะหรือกิริยามารยาทของคนไทย และหล่อเลี้ยงลักษณะอันนี้ ไว้อย่างไร ก็รู้กันดี. ที่นี้ก็มาถึงยุคหัวเลี้ยวหัวต่อ เกิดเป็นเพลงไทยครึ่งชาติ ขึ้นมา ที่เรียกกันว่า เพลงไทยสากล หรืออะไรทำนองนี้ ก็เลยเปลี่ยนไปหมดทุกสิ่ง ทุกอย่าง. ดนตรีไทยเดิม หรือเพลงไทยเดิมอันบริสุทธิ์ของเรานั้น โอกาสไม่เปิดให้ ใส่คำพูดโสกโดกหยาบโลนลงไปได้ เพราะถือเอาความไพเราะที่ถ้อยคำอันไพเราะ และลีลาของดนตรีบริสุทธิ์ที่ไพเราะ. ดนตรีใหม่ ๆ เกิดขึ้น เพราะต้องการจะหา โอกาสแซกคำหยาบโลน โสกโดก และทำนองความเร่าร้อน รุนแรง รวดเร็วของ ปีศาจแห่งความสุขทางเนื้อหนังลงไป มันจึงเกิดระบบใหม่นี้ขึ้นมา เป็นเพลงชนิดที่เปิด โอกาสให้ใส่คำโสกโคก ดนตรีเร่าร้อน เป็นเหยื่อแห่งกิเลสลงไป. คนเป็นปุถุชนมาก ขึ้นทุกที เห็นดีเห็นชอบ เห็นงามตามกันไปทั้งโลก จึงเกิดดนตรีหรือเพลงแบบนี้ขึ้น. วัดความพอใจในเรื่องนี้ได้ ตรงที่สถานีวิทยุกี่สิบแห่งก็ตาม ส่งเพลงพวกนี้มากที่สุด. บรรดาเพลงพวกที่ส่งไปนั้น ๘๐ % เป็นสำนวนที่เหมาะที่สุดสำหรับหญิงโสเภณี

น.109 ใช้ประเหลาะผู้ชาย หรือผู้ชายประเหลาะโสเภณีก็ได้ ไม่มีความหมายอะไรมากกว่า นั้น. มันจะเป็นอย่างไร ในเมื่อบรรยากาศของเมืองไทยกลุ้มไปด้วยเพลงเหล่านี้ เราจะรู้สึกอย่างไรบ้างในการที่จะมีหน้าที่ต่อต้านการพังทลาย หรือรวนเรของจริย- ธรรม. ถ้าจะให้ดีก็ลองเปิดวิทยุก่อนถึงเวลาจริง ๆ ที่เขาเตรียมการส่งนั้น เขาเบ็ด เพลงอะไรกันโดยมาก ยิ่งจะพบดีกว่าในโปรแกรมที่เขากำลังส่งกันอยู่อีก. นี้มัน แสดงจิตใจของผู้ควบคุมการส่งวิทยุหรือผู้จัดโปรแกรมวิทยุ แล้วคนเหล่านี้จะจัด โปรแกรมของวิทยุออกไปอย่างไร. ขอให้ทำสถิติสถานีส่งวิทยุและเรื่องที่ส่ง แล้ว ค้นให้พบว่า บทความหรืออะไรที่ส่งเพื่อทนุถนอมจริยธรรมของเรานั้นมีกี่เปอร์เซ็นต์; แล้วสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นบทความ ดนตรี และบทเพลง ที่เป็นอุปสรรค ศัตรู สร้าง ความรวนเรให้แก่จริยธรรมของเรานี้ มีกี่เปอร์เซ็นต์. เด็กขนาดนิสิตมหาวิทยาลัย ที่อาตมาเห็นเองด้วยตาตนเองนี้ นั่งทำการบ้าน ก็ยังต้องเบ็ดเพลงประเภทนี้ฟังอยู่ด้วย แล้วทำการบ้านไปพลาง แล้วผลมันจะได้เป็นอย่างไร ครูบาอาจารย์ลองคิดดู. จะ เป็นเด็กประเภทนี้เสียเองละกระมัง ที่ก่อสิ่งไม่งดงามขึ้นในมหาวิทยาลัยนั้น นี่ โน่น เป็นต้น. สถานีวิทยุของกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นอย่างไรนั้น ท่านครูบาอาจารย์ ก็คงทราบดี. ถ้ามีเพลงแบบที่ว่านี้ด้วยแล้ว ก็สุดวิสัยที่จะทนได้; ถ้ามีเมื่อไรก็ช่วย ส่งข่าวให้อาตมาทราบบ้าง เพราะว่าอยู่ที่โน่นรับไม่ค่อยจะได้ บางวันก็รับได้ บาง วันก็รับไม่ได้. ถ้าสถานีวิทยุศึกษาทำเช่นนี้แล้ว อาตมาก็จะทำสักอย่างหนึ่ง จะชัก ชวนทายก ทายิกา ภิกษุ สามเณร ทำสักอย่างเพื่อต่อต้าน. ท่านทั้งหลายคงคิด ว่าเดินขบวนละกระมัง; นั่นมันเป็นไปไม่ได้ที่ทายก ทายิกา จะเดินขบวน; แต่มีวิธี [๑๑]

น.110 ประพฤติกระทำกันอยู่ ก็คือชักชวนกันมามาก ๆ หุงข้าวแล้วใส่บาตร อุทิศส่วน กุศลให้แก่จริยธรรมที่ตายไปแล้ว; จะชวนกันทำอย่างนี้ เพราะว่าไม่มีทางที่จะทำอย่าง อื่นได้. มันช่วยไม่ได้. ดังนั้นเราเห็นได้ว่า บทเพลงและดนตรีประเภทนี้ ได้กลาย เป็นเครื่องมือของภูตผีปีศาจแห่งความสุขทางเนื้อหนัง สำหรับผูกพันหัวใจลูกหลาน ตาดำ ๆ ของเรา แล้วพาจูงไปสู่ความพังทลายของจริยธรรม เป็นที่น่าสลดสังเวช ในความเสื่อมเสีย และหายนะอย่างยิ่ง. ที่นี้ ขอให้ดูที่ชุดแต่งกายของสุภาพสตรี. ขอย้อนถอยหลังไปสัก ๑ ศตวรรษ คือ ๑๐๐ ปี; ว่าบรรพบุรุษของเราในโลกทุกชาติทุกภาษานั้น สตรีแต่งตัว อย่างไร. Costume ที่สวยงามของสตรีสมัยนั้นเป็นอย่างไร รูปภาพที่สลักและเขียน ก็มีอยู่มากมาย, . หลักฐานอย่างอื่นก็ยังมีอยู่มากมายว่ามีอยู่อย่างไร; แล้วต่อมา ทำไมมันค่อยสั้นเข้าไปทุกที; มันไม่เพียงแต่สั้น มันยังทำให้นั่งก็ยังลำบาก ขึ้นรถจิ๊ป ก็ยังลำบาก เคยเห็นหกคะเมนลงมาเพราะเครื่องแต่งตัวชนิดนี้. นี้คือความต้องการ ของใคร ของพระเป็นเจ้า หรือว่าของใครที่ไหน และตกเป็นเหยื่อของ อะไร. ถ้าพูดตรง ๆ ก็ต้องว่า ตกเป็นเหยื่อของปีศาจแห่งความสุขทางเนื้อหนัง ของฝ่ายเพศชาย; เพราะว่าที่ทำไปนี้ คงไม่ใช่เพื่ออะไรอื่น นอกจากเพื่อจะให้ถูกตา ถูกใจของเพศชาย; และเพศชายเป็นฝ่ายออกแบบเครื่องแต่งตัว เขาออกแบบให้ อย่างไร ก็รับทั้งนั้น เพราะความไม่เป็นตัวของตัว; ดังนั้นเครื่องแต่งกายของสตรี ชั่วเวลา ๑ ศตวรรษจึงเปลี่ยนแปลงมาอยู่ในรูปนี้ อย่างที่เรียกเมื่อกี้นี้ว่า "นั่งพับ- เพียบไม่ได้” เป็นต้น; แล้วจะไม่ให้ความรวนเรหรือความพังทลายของศีลธรรมเกิด ขึ้นได้อย่างไรกัน; มันจะเอาอะไรไปต้านทานได้.

น.111 เรื่องที่น่านึกอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องประกวดนางงาม. แรกเกิดขึ้นใน เมืองฝรั่ง ยังไม่มีในเมืองไทย พวกคริสเตียนเขาต่อต้านคัดค้านอย่างยิ่ง แล้วก็ไม่มี ใครฟังเสียง. พวกคริสเตียนเขาต่อต้านอย่างยิ่ง น่าสรรเสริญ; เพราะเขา สงสัยอยู่ว่า มันเป็นการประกวดนางงาม หรือนางหน้าด้านกันแน่. ท่าน ลองฟังดูให้ดีว่า ประกวดนางงาม หรือนางหน้าด้านกันแน่ ? นางหน้าด้านที่ดื้อดึง ต่อคำสั่งสอนหรือความประสงค์ของพระเป็นเจ้า; ฉะนั้นพวกคริสเตียนเขาจึงต่อต้าน อย่างไม่กลัวตาย อย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ก็ต่อต้านได้แต่ในวงคริสเตียน. ที่น่า สงสารก็คือลูกสาว หลานสาวตาดำ ๆ ของเรา เกิดมาอายุไม่กี่ปี ไม่รู้จักโลก ก็ พลอยตามเขาไปด้วย แต่เราจะโทษแกไม่ได้; เด็ก ๆ เหล่านี้ยังไม่รู้เรื่องอะไร แต่ คนจัดนั่นแหละได้รับเอาวัฒนธรรมของต่างประเทศอันนี้มา ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่พวก ปีศาจแห่งความสุขทางเนื้อหนังเขาทำมันขึ้น เพื่อจะครอบงำมนุษย์ในโลก. การที่ กระทรวงศึกษาธิการไม่อนุญาตให้ครูบาอาจารย์ นักศึกษา นิสิต นักเรียนเข้าประกวด นางงามนี้ เห็นชัดได้ว่า เป็นที่ซ้องสาธุการทั้งของเทวดาและมนุษย์. ทายก ทายิกา ปู่ ย่า ตา ยาย ร้องสาธุกัน เหมือนร้องสาธุในโบสถ์เมื่อฟังเทศน์จบที่เดียว นี่ อาตมายืนยันได้; ฉะนั้นขอให้กระทรวงศึกษาธิการรับพรประเสริฐนี้ไว้ตลอดเวลา. เราสู้ไม่ไหว เรากำลังจะพ่ายแพ้ กำลังจะหมดเนื้อหมดตัว เพราะสิ่งซึ่งเป็นศัตรู ของจริยธรรมในลักษณะเหล่านี้. เราจะไปเอาฝรั่งเป็นอาจารย์นั้นคงจะไม่ไหวแน่ เรื่องที่กล่าวมาแล้วนั้นลองคิดดู. วรรณกรรมเรื่อง Faust หรือโอเปร่าเรื่อง Faust; ถ้าเด็ก ๆ ของเรา ได้ไปอ่าน หลงตามนั้นละก็เป็นไม่มีอะไรเหลือ. นางเอกมากาเร็ตได้ขึ้นสวรรค์ทั้ง ๆ

น.112 ทำอะไรอย่างนั้น มันมีไม่ได้ในหลักการของพระพุทธศาสนาเรา; และถ้าเด็ก ๆ ถือ ว่า เหล่านั้นเป็นเรื่องถูก มันก็เป็นอันว่า ไม่มีอะไรเหลืออยู่ที่จะเป็นมนุษย์ในพุทธ- ศาสนา. ถ้าถือว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องทำขึ้นเพื่อล้อเลียนสังคม; เป็นเอามาก ๆ ถึง อย่างนั้น มันก็ยากเกินไปที่เด็กจะเข้าใจได้ เพราะยอมให้เป็นการกระทำ ที่อยู่ใน การชักนำของปีศาจ ซึ่งเป็นเพื่อนคู่หูของ Haust; นี่แสดงว่าสังคมนั้นมันเป็นถึงขนาด นั้นแล้ว เราจะเอาเป็นตัวอย่างได้อย่างไร. นี่ถ้าเราขึ้นเอาฝรั่งเป็นครูในลักษณะนี้ เรื่อยไปละก็ เราคงจะหมดความเป็นคนไทย หมดความเป็นพุทธบริษัท; เราพึ่งระวัง ให้มากในข้อนี้ และอย่าได้คิดหาชื่อเสียงในทางนี้เลย. ในเมืองไทยของเรา ได้ทราบว่ามีการตั้ง Origin แบบระบำเปลือย หรือ ครึ่งเปลือยอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาเหมือนกัน และมีคนบอกให้ฟังว่า ระบำเปลือย บางแบบนั้น แสดงกันได้อยู่แต่ในเมืองไทย ที่อื่นบางแห่งเขารังเกียจ แสดงกันไม่ได้ อย่างนี้ก็มี. นี่จะเป็นเหตุให้เราตบตาบรรพบุรุษของเราที่ตายไปแล้ว โดยคิดแบบ ระบำเปลื่อยแบบใหม่ ๆ ขึ้นในเมืองไทยนี้บ้างก็ได้. ขอวิงวอนว่า เราหาชื่อเสียง ทางอื่นกันเถิด. ที่เล่าทั้งหมดนี้ คือภูตผีปีศาจอันร้ายกาจ ที่เป็นศัตรูของจริยธรรม! จง รู้จักศัตรูในฐานะที่เป็นศัตรูให้เต็มที่ ! ครูบาอาจารย์ของเราจึงจะกู้สถานการณ์อันนี้ ขึ้นมาได้ ด้วยความร่วมมือของทุกฝ่าย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ผู้ที่มีอำนาจ ปกครองประเทศ. เมื่อมีการสัมมนากันที่จุฬาลงกรณ์ ด้วยเรื่องที่ว่าจะบังคับสอน วิชาพุทธศาสนาขึ้นในมหาวิทยาลัยควรหรือไม่นั้น มีท่านผู้ที่มาร่วมสัมมนาท่านหนึ่ง

น.113 ยืนยันขึ้นด้วยเสียงที่แสดงว่า เอาชีวิตเป็นเดิมพันทีเดียว ที่มีความเชื่อมั่นว่า เราไม่ ต้องทำอะไรหมด นอกจากปรับปรุงแก้ไขผู้ใหญ่อย่างเดียวเท่านั้น ไม่ต้องทำอย่างอื่น ท่านผู้นี้หมายความว่า การที่เด็กเฮ่ไปในทางพังทลายของจริยธรรมนี้ เพราะผู้ใหญ่ มีอิทธิพลจูงใจทั้งโดยตรงและโดยอ้อม หมายความว่า เป็นตัวอย่างนำไปทั้งโดยตรง และโดยอ้อม; ฉะนั้นจะต้องกลับตัวผู้ใหญ่ จับผู้ใหญ่กลับหลังหันอย่างเดียวเท่านั้น ก็พอ ไม่ต้องคิดนิกอบรมอะไรกันให้มากมายอย่างที่กำลังทำกันอยู่ที่นี่ เด็ก ๆ ก็จะ ดีตามไปหมด. เด็กกินเหล้าก็เพราะผู้ใหญ่กินเหล้า; หรือเพราะผู้ใหญ่ทำเหล้าขาย จนร่ำรวยก็มี ไม่ใช่เพียงแต่กินเหล้า; แล้วจะให้เด็กหยุดกินเหล้าได้อย่างไร. นี่ แหละ ขอยกตัวอย่างอย่างนี้ ที่บางแสน อาตมาได้ฟังมาด้วยตนเอง ที่เขาคุยกันในร้านเหล้า มีคน ไปนั่งสนทนากับเจ้าของร้านเหล้ามากมาย เจ้าของร้านเหล้าก็ได้บอกไปตามจริงว่า มีนิสิตมหาวิทยาลัยเข้าไปกินเหล้ามากขึ้น ๆ แล้วก็มีเสียสติอาละวาดขึ้นบ้างก็มี อย่างนี้เป็นต้น; นี่เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีในสมัยบิดามารดา หรือว่าถอยหลังไปถึง ปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา; ขนาดนิสิตของสถาบันที่เราหวังจะเอาเป็นที่พึ่ง ยังเปลี่ยนไปถึง อย่างนี้. แล้วเรายังจะได้เห็นนิสิตหนุ่มสาวบางคน เที่ยวกำหรือหรา เพรียวลมอยู่ที่ บางแสน ซึ่งรู้จักดีว่าพ่อแม่ของเขากำลังฟันดินอยู่ที่บ้าน และเป็นหนี้เงินที่กู้เขามา ได้เอานาไปจำนำ ส่งเงินมาให้ถูก. เด็กพวกนี้มีอยู่มากที่สอบไล่ตก ก็บอกว่าได้ แต่พอเรียนหลายปีเข้าพ่อแม่สงสัยว่า ทำไมหลายปีแล้วไม่รู้จักจบสักที ก็บอกพ่อแม่ ว่าทางมหาวิทยาลัยเขาเพิ่มขึ้นขึ้นเรื่อย คือเพิ่มปีที่เรียนขึ้นเรื่อย นี่พ่อแม่ก็ยังเชื่อ

น.114 จงลองคิดดูเถิดว่า พ่อแม่อยู่ในสภาพเช่นไร; เด็กบางคนของเราอยู่ในสภาพเช่นไร. นี้ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดหรือส่วนมาก แต่ยืนยันได้ว่ามันมี. นี่แหละคือลู่ทางที่ว่า ภูตผีปีศาจแห่งความสุขทางเนื้อหนัง ได้มาจับเด็ก ๆ ของเราไปในลักษณะอย่างไร เรากำลังต้องการที่จะต่อต้าน จะต้องทำอย่างไร. สิ่งที่น่ากลัวที่สุดนี้ มันคือ ปีศาจแห่งความสุขทางเนื้อหนัง หรือ วัตถุนิยม ที่ว่านี้เอง, ที่น่ากลัวอย่างยิ่ง ไม่ใช่คอมมิวนิสต์. ดูเหมือนจะตื่นคอมมิว- นิสต์กันอย่างตาขาวด้วยความกลัว แต่ทั้งที่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร. ปีศาจแห่งความสุข ทางเนื้อหนังนี้แหละ คือตัวคอมมิวนิสต์แท้จริง และยิ่งกว่าคอมมิวนิสต์ที่เป็นคน ๆ; เพราะคอมมิวนิสต์ที่เรากลัวกันนั้น ก็เริ่มต้นด้วยหลงความสุขทางเนื้อหนัง คือหลง แต่วัตถุเกินไป จึงเรียกร้องยึดอำนาจทางวัตถุ. ถ้าไม่หลงวัตถุเกินไปแล้ว แสวงหา ความสุข ทางจิต ทางวิญญาณได้ถมไป ไม่ถึงกับต้องเรียกร้องหรือยึดอำนาจทาง วัตถุ ซึ่งเป็นอุดมคติของลัทธิที่เป็นวัตถุนิยมจัดอย่างนี้. นี่แหละคือการพังทลายของ จริยธรรมลงจนหมดสิ้นไม่มีส่วนเหลือ. ถ้าเราเป็นทาสของวัตถุ หรือความสุขทางเนื้อหนังกันแล้ว ไม่ต้องคอม มิวนิสต์ข้างนอกเข้ามา มันจะฟักตัวเป็นเชื้อของมันเองขึ้นมา ในวงของเราเอง ไม่ ต้องรับมาจากข้างนอก. นี่คือต้นตอที่มาของลัทธิที่ไม่พึงปรารถนา และมันอาจจะเกิด ขึ้นได้ในตัวเราเอง ฟักตัวขึ้นได้ในตัวเราเอง. ขอพิสูจน์ด้วยข้อที่วัตถุนิยม Dialectic Materialism นี้ ได้ก่อให้เกิดลัทธิคอมมิวนิสต์ขึ้นมาอย่างไร ซึ่งความประสงค์มุ่ง- หมายส่วนใหญ่ก็เพราะเห็นแก่ความสุขทางวัตถุ จึงไม่สามารถจะถือหลักว่า คนเรา ต้องไปตามกรรม เพราะมีความเหลื่อมล้ำในทางร่างกาย และทางสติปัญญา ก็ต้อง

น.115 ไปตามกรรม และมีความเหลื่อมล้ำไปตามกรรม. แต่ถ้าความหลงใหลในความสุข ทางวัตถุมากขึ้นแล้ว มันรอไม่ได้ มันอดกลั้นไม่ได้ มันก็ต้องแย่งชิง มันก็ต้องมีลัทธิ ที่จะหาความเสมอภาคในความสุขทางวัตถุขึ้นจนได้. ทำไมเราจึงไม่กลัวสิ่งที่น่ากลัวอันแท้จริง คือวัตถุนิยม จงดูให้ดีว่า ทั้ง ๒ ค่ายในโลก จะรบกันได้จนวินาศไปด้วยกันก็เพราะวัตถุนิยม เพราะความเห็นแก่ วัตถุนิยม เพราะความหวงวัตถุนิยมของตน ๆ ตามแบบของตน ๆ. แม้จะดูเป็นคน ละฝ่ายตรงกันข้าม แต่จิตใจยังตกอยู่ในสภาพเดียวกัน คือตกอยู่ในอำนาจความสุข ทางเนื้อหนังด้วยกันทั้งนั้น; เอาเป็นที่พึ่งไม่ได้, เพราะเป็นลัทธิที่เห็นแก่ความสุขทาง เนื้อหนังมากเกินไป; ทั้ง ๒ ค่ายที่กำลังทำสงครามกันอยู่นั้น จึงกลายเป็น การทำ สงครามกับพระเป็นเจ้า อยู่ด้วยกันทั้งสองค่าย ! ส่วนจริยธรรมที่แท้นั้น เป็นลัทธิ ที่แสวงความสุขได้ทางจิต ทางวิญญาณ. แม้ว่าถึงขนาดที่ถ้าเป็นได้, ถึงกับไม่มี อาหารจะกิน ไม่มีผ้าจะนุ่ง ก็ยังแสวงหาความสุขทางจิตหรือทางวิญญาณได้ อยู่นั่น เอง. นี่แหละอันตรายทางวัตถุนิยม เป็นอันตรายอย่างยิ่ง ไม่มีอะไรเหมือน เป็น ความล่มจมของมนุษยธรรม ซึ่งจมลงไปเรื่อย ๆ. อนึ่ง ประโยคที่ว่า "ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ เข้าแต่หอล่อกามา" ซึ่งถ้า อาตมาเอามากล่าวเช่นนี้ ท่านอาจคิดว่าคร่ำครึล้าสมัย เป็นเรื่องของคนในสมัยที่ใช้ มูลบทบรรพกิจเป็นแบบเรียน อย่างนี้เป็นต้น. แต่แล้วคิดดูให้ดีเถิดว่า " ค่ำเช้าเฝ้า สีซอ เข้าแต่หอล่อกามา" นี่ เป็นมูลเหตุแห่งความล่มจมของจริยธรรมใช่หรือไม่ ? การที่มี "เพลงชนิด ๘๐ %" ดังที่กล่าวแล้วข้างต้นให้ฟังได้ตลอดรอบ ๒๔ ชั่วโมง

น.116 ของสถานีวิทยุหลายสิบสถานี นั่นแหละ เป็นเหตุให้เกิดอาการ " ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ เข้าแต่หอล่อกามา" ขึ้นมาโดยง่าย. ในสมัยที่ไม่มีสถานีวิทยุ ใครจะสี่ซอกันอย่างไร ได้ ก็ต้องไปหาหรือไปจ้างเอามา; แต่เดี๋ยวนี้ไม่ต้องมีซอ เพียงแต่ซื้อเครื่องวิทยุ นิดเดียว ก็มีอาการค่ำเข้าเฝ้าสีซอได้ทั้ง ๒๔ ชั่วโมง เมื่อไรก็ได้ แล้วคนเราก็เป็น อย่างนี้กันมากขึ้น. ข้อนี้อยากจะเล่าให้ฟังว่า เมื่อไม่นานมานี้ คนหนุ่ม ๆ ชาวนา หรือคนงานส่วนยางบ้านนอก ถ้ามีเงินบ้างละก็ซื้อนาฬิกาข้อมือ ซื้อปากกาหมึกซึม มาเหน็บมาแขวนโดยไม่ได้ใช้อะไรเลย; แต่เดี๋ยวนี้ เขาเปลี่ยนเป็นว่า ถ้ามีเงินบ้าง แล้ว เขาซื้อเครื่องวิทยุ, มันคงจะขายดีเป็นเทน้ำเทท่า, ก็เพื่อประโยชน์แก่การ " ค่ำ เช้าเฝ้าสีซอ" ไม่ใช่เพื่อการศึกษา; แล้วเด็กหนุ่ม ๆ ของเราชนิดนี้จะไว้ใจได้ไหม เมื่อมีอาการค่ำเข้าเฝ้าสีซออย่างนี้ เขาจะมีจิตใจอย่างไร; เขาจะอยู่ในร่องรอยของ จริยธรรมได้ เหมือนกับเมื่อก่อน "ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ" หรือไม่ ขอให้ลองคิดดู ในข้อนี้. ประโยคอีกประโยคหนึ่งที่ว่า ""พาราสาวัตถี ใครไม่มีปรานีใคร" ก็มูลบทบรรพกิจอีกนั่นแหละ, มันถ้าสมัยอย่างนี้; แต่เราคิดดูเดี๋ยวนี้ว่า "ใครไม่มี ปรานีใคร" นี้เป็นมูลเหตุให้เกิดลัทธิคอมมิวนิสต์ ที่กลัวกันจนตาเหลือกตาหลนใช่ หรือไม่. คนในบางประเทศกลัวคอมมิวนิสต์จนนอนไม่หลับ จนเส้นประสาทเสียเพิ่ม ขึ้นทุกวัน ๆ นี้ เพราะมูลเหตุเกิดมาจาก "ใครไม่มีปรานีใคร" ใช่หรือไม่. เมื่อคนจนไม่ได้รับความปราณีจากคนมั่งมีทำนองนี้ หรือว่าแต่ละฝ่าย ๆ ไหนก็ไม่มี ใครปรานีใคร. แล้วมันจะเกิดอะไร ถ้าไม่ใช่ลัทธิยื้อแย่ง ซึ่งเป็นลัทธิที่บังคับให้ ใครปรานีใครอย่างเสมอภาค. ทำไมจึงมองข้ามสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ร้ายกาจ

น.117 ความรวนเรและความพังทลายของจริยธรรม 89 เหลือที่จะเอาชื่ออะไรมาเรียกให้สมกันได้. ที่เรียกว่าภูตผีปีศาจนี้ ก็ยังไม่ได้ครึ่ง ของความหมายอันร้ายกาจของมัน จึงขอให้ท่องมนต์บทนี้กันบ้าง เพื่อป้องกันลัทธิ อันไม่พึงปรารถนา; จะไม่ก่อเชื้อ (Germ) อะไรขึ้นมาใหม่ ๆ ในจิตใจของเราเดี๋ยวนี้ ซึ่งยังไม่เคยมีเชื้ออย่างนั้น. แต่ถ้าไม่เชื่อก็ลอง "ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ เข้าแต่หอล่อ กามา" หรือ "ใครไม่มีปรานีใคร" ดูเถิด ไม่เท่าไรจะต้องเกิดโรคร้ายนั้นขึ้น มาเอง ไม่ต้องรับเชื้อมาจากไหน. วัตถุนิยมนั้นไม่ว่าแบบไหนหมด จะแบบเผด็จ- การหรือแบบเสรีประชาธิปไตยก็ตาม: ถ้าขึ้นชื่อว่าวัตถุนิยมแล้ว จะต้องนำไปสู่ ความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น. ถ้าหลงบูชาความสุขทางเนื้อหนังกันแล้ว จะต้องนำไปสู่ ความเห็นแก่ตัวคือ Selfishness, หรือ Egoism ที่เดือดจัดจนเป็น Selfishness ได้ ทั้งนั้น. อันนี้คือมูลเหตุแห่งความวุ่นวายสารพัดอย่าง และเป็นอุปสรรค เป็นศัตรู เป็นความรวนเร และเป็นการพังทลายของจริยธรรมในโลก. ความเห็นแก่ตัวนี้ ไม่ใช่เป็นศัตรูเฉพาะแก่จริยธรรม ที่เป็นปัญหา เฉพาะหน้าของพวกเราครูบาอาจารย์อย่างเดียว แต่มันเป็นอุปสรรคศัตรูไปหมดไม่ว่า แขนงไหน; เพราะมันเป็นภูตผีปีศาจแล้ว เป็นซาตานแล้ว มันต้องทำลายทั้งนั้น จึงว่าไม่ใช่แต่เป็นศัตรูของจริยธรรม. ยกตัวอย่างเช่นว่า นโยบายประหยัด นโยบาย พัฒนาของรัฐบาล ซึ่งต้องการอย่างยิ่งในขณะนี้; ถ้าประชาชนหรือคนหนุ่มส่วนมาก ตกเป็นสมุนทางวัตถุเนื้อหนังกันแล้ว จะประหยัดได้อย่างไร. การที่จะชวนคนที่ลุ่มหลง ในมนต์ขลังของภูตผีปีศาจทางวัตถุให้มาประหยัดนี้ ไม่มีทาง. เขาซื้อวิทยุไปฟัง [๑๒]

น.118 "เพลงชนิด ๘๐%" นั้น ด้วยกันทั้งนั้น แล้วคิดดูมันเป็นเงินเท่าไร ; แต่มันไม่ใช่ เพียงเท่านั้น คือว่าจิตใจของเขาได้เสียลงไปแล้ว เป็นจิตใจของคนหนุ่ม ๆ ที่ลุ่มหลง เดือดพล่านไปด้วยความเห็นแก่ความสุขทางเนื้อหนัง แล้วยังทำอะไรที่เป็นการทำลาย จริยธรรมมากไปกว่านั้นอีก. ความเสียหายส่วนนี้มากมายจนคิดเป็นเงินไม่ไหว ฉะนั้น รัฐบาลจะประหยัดเงินโดยวิธีใดได้มีหนึ่งสักหมื่นล้าน ก็ยังไม่ชดใช้กันกับความตกต่ำ กับที่เขาทำสุรุ่ยสุร่ายทั้งทางวัตถุและทางวิญญาณ หรือทางจิตใจ; ฉะนั้นประเทศไทย เราจะชวนเขา เขาก็ประหยัดไม่ได้ แล้วคนอื่นที่ช่วยประหยัดขึ้นมาได้ มันก็ไม่คุ้ม ทางจิตใจของคนหนุ่มที่ตกต่ำลงไปเพราะเหตุนี้ แล้วจะประหยัดไปได้อย่างไร. แม้ เราจึงต้องเสียเงินเพื่อจะไปซื้อวัตถุที่เป็นเหยื่อของกิเลสสารพัดอย่าง มาด้วยเงินเป็น อันมากโดยไม่จำเป็น ดังนั้นการประหยัดที่จะประหยัดได้ปีหนึ่งเพียงหมื่นล้านหรือ อะไรทำนองนี้ ก็เป็นถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเล็นไปหมด มันไม่เป็นการประหยัด เศรษฐกิจเหล่านี้ มันทำไม่ได้ มันใช้ไม่ได้กับจิตใจที่ตกเป็นทาสของปีศาจแห่ง " ที่น่าชื่นอกชื่นใจไปได้. การที่ชักชวนให้มีการพัฒนาอะไร ที่เป็นประโยชน์ในทาง ความสุขทางเนื้อหนังเสียแล้ว. ในสมัย ปู่ ย่า ตา ยาย ปู่ทวด ตาทวดเรา ที่จิตใจ ยังไม่ตกเป็นทาสของปีศาจทำนองนี้ เขาพัฒนากันได้เอง โดยไม่ต้องขอร้องชักชวน ถนนหนทางกันขึ้นได้ด้วยระบบที่เรียกว่าพัฒนาโดยช่วยกันทำฟรีทั้งนั้น. เดี๋ยวนี้ทั้งที่ หรือแกมบังคับเหมือนในเดี๋ยวนี้ เขาก็สร้างวัด สร้างวิหาร สร้างโบสถ์ สร้างคูคลอง คนมากขึ้น อะไรก็มากขึ้น เราก็ยิ่งใช้ระบบของปู่ทวด ตาทวด ของเราไม่ได้ ก็เพราะ ภูตผีปีศาจแห่งความสุขทางเนื้อหนังนี้ มาเอาบ่วงผูกมัดหัวใจ แล้วก็ลากเอาไปหมด

น.119 ด้วยอำนาจของวรรณกรรม ศิลปกรรม เพลง ดนตรี วัฒนธรรมอะไรต่าง ๆ ของ ตะวันตก หลายชนิดที่เข้ามาในรูปที่เราหลงใหลไปรับเอามาอย่างผิดหูผิดตานี่เอง ! สรุปแล้ว นี่คืออุปสรรค ศัตรู ความรวนเร และความพังทลายของ จริยธรรม เราสู้ไหวไหม ? กระทรวงศึกษาธิการได้รับมอบหมายหน้าที่ ให้ฟื้นฟู ถนอมจริยธรรมไว้ให้ได้: นี้จะสู้กันไหวไหม กับปีศาจแห่งความสุขทางเนื้อหนัง เราต้องคิดดูในข้อนี้ข้อเดียวเท่านั้น. ถ้าจะให้ไหว จะต้องทำอย่างไร; ถ้ามันเหลือ กำลังของกระทรวงศึกษาธิการแล้วจะต้องทำอย่างไร พวกที่ไม่เรียกตัวเองว่าครูบา อาจารย์นั้น ก็ลองเอาไปคิดดูอีกเหมือนกัน จะได้ช่วยกันร่วมมือกับผู้ที่จะทำหน้าที่ ยกสถานะทางวิญญาณ ของสัตว์ให้สูงขึ้นได้จริง ๆ ขอให้สนใจในปัญหา ที่เป็น ประเด็นที่สำคัญที่สุด ของการแก้ไขจริยธรรม. ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ไม่มีอะไรมาก ไปกว่าคำ ๆ เดี๋ยว ที่รวมเรียกว่า กิเลส หรือ เหยื่อของกิเลส; ฉะนั้นการที่ อาตมายกตัวอย่างมามากมายนี้ ไม่ใช่ว่าจะมีเจตนากระแนะกระแหนใคร แต่เพื่อจะ ชี้แจงให้เห็นความหมายของคำว่า กิเลสในโลก. ถ้าครูบาอาจารย์ทั้งหลายไม่รู้ว่า จะสอนเด็กอย่างไร ให้รู้จักคำว่ากิเลส หรือการหมดกิเลสก็ตาม ก็จำเป็นที่จะต้อง ใช้สิ่งที่มีอยู่จริง เกิดอยู่จริง ๆ เป็นอยู่ในใจจริง ๆ อย่างที่กล่าวมาแล้วนั้น มา สอนเขา จึงจะเข้าใจคำว่ากิเลส. ต่อไปนี้ เรามาพิจารณากันถึงสิ่งที่เรียกว่า กิเลสโดยตรง. ถ้าจะให้ เด็กรู้จักกิเลส ก็ต้องจับเด็กมาสอน มาอธิบาย ให้รู้จักกลไกของจิต โดยลักษณะ ที่กล่าวแล้วในการบรรยายครั้งก่อนว่า กลไกของจิตเป็นอย่างนั้น. ถ้าปล่อยให้มัน

น.120 เดินไปอย่างนั้น มันจะเป็นกิเลสอย่างนั้น; ถ้า Sublimate มาอย่างนี้ มันจะเกิดเป็น สติปัญญา เป็นบุญ เป็นกุศลอย่างนี้. ในการที่ได้เห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส สัมผัสทางผิวหนังอะไรครั้งหนึ่งนั้น ถ้าปล่อยไปก็จะเป็นกิเลส ถ้าพยายามทำให้ดีที่สุด คือว่าเปลี่ยนร้ายให้เป็นดีได้ มันก็จะเกิดสติปัญญา เป็นบุญ เป็นกุศลไปได้เหมือน กัน. สิ่งแวดล้อมที่มากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนี้ มันให้เกิดได้ทั้งสอง ทาง ไม่ใช่ทางร้ายหรือทางดีอย่างเดียว มันจะเกิดอย่างไหนก็ได้; มันอยู่ที่สติปัญญา ที่เราจะรู้เท่าทันมันหรือไม่. เมื่อมาพูดถึงกิเลส อาตมาอยากจะระบุว่าถ้าจะให้มี แต่เพียงหนึ่ง ขอให้จดจำว่า มันก็คืออวิชชา. อวิชชาแปลว่า ภาวะที่ปราศจาก ความรู้ที่ถูกต้อง; ภาวะ หรือสภาวะ สถานะ หรือลักษณะหรืออะไรก็ตาม ที่ ปราศจากความรู้ที่ถูกต้องแล้วก็เรียกว่า อวิชชา; นี่คือ กิเลสหนึ่ง . ในขณะใด จิตใจของเราอยู่ในภาวะที่ปราศจากความรู้ที่ถูกต้องแล้ว ในขณะนั้นเต็มไปด้วย อวิชชา เป็นความไม่รู้. ความไม่รู้นี้มันจะคลอดลูกออกมาเป็นกิเลส ๓ อย่าง ซึ่ง ได้ยินกันชินหูที่สุดว่า โลภะ โทสะ โมหะ หรือบางทีก็เปลี่ยนเรียกเสียว่า ราคะ โกธะ โมหะ; หรือราคะ โทสะ โมหะก็มี; แล้วแต่จะเรียก มันก็เป็น ๓ เหมือน กันทั้งนั้น. กิเลสข้อแรก คือโลภะ เป็นความอยากจะเอา อยากจะได้; ถ้ามันแรง จัดจนจับจิตจับใจ ก็เรียกว่าราคะ คือถึงขนาดกำหนัด. ถัดไปเรียกว่า โทสะ หรือ โกธะ; มีความหมายไปในทางประทุษร้ายเรียกว่า โทสะ; ถ้าโกรธผู้อื่นก็เรียกว่า โกธะ; อาการก็เหมือน ๆ กัน. อีกข้อหนึ่งซึ่งเป็นข้อสุดท้ายก็คือ โมหะ เป็นความ หลง; นี่คือ กิเลสสาม.

น.121 ถ้าจะแยกให้เห็นชัดยิ่งขึ้นไป ท่านต้องรู้จักความหมายของสามคำนี้ให้ ลึกซึ้งสักหน่อย. กิเลสประเภทที่เป็นเหตุให้ รวบรัดดึงเข้ามาหาตัว เอามายึดครอง อย่างนี้เรียกว่าประเภทโลภะหรือราคะ. ส่วนความรู้สึกประเภทที่ ผลักออกไป หรือ จะทำให้วินาศ ไม่เอาเข้ามา อย่างนี้เป็นประเภทโทสะหรือโกธะ. ที่เหลืออีก ประเภทหนึ่งก็คือ หลงใหล ลังเล ไม่รู้ตามที่เป็นจริง ไม่รู้แน่ว่าจะเอาเข้าหรือ จะผลักออก อย่างนี้เป็นโมหะ. กิเลสอาจมีหลายชื่อ หรือหลายสิบชื่อ หรือว่า ตั้ง ๑๐๐ ชื่อก็ตาม ๑๐๐๐ ชื่อก็ตาม แต่มันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า ๓ ประเภทนี้ คือ อาจจะจัดลงได้ใน ๓ อย่างนี้ได้โดยง่าย โดยเอาหลักเกณฑ์ที่กล่าวแล้วนั้นเองเป็น เครื่องจัด; ฉะนั้นกิเลส ๓ อย่างคือ โลภะ โทสะ โมหะนี้ เรียกว่าเป็นการชี้ระบุ ไปถึงส่วนที่ใหญ่ และโดยประมวลเป็นหัวข้อมีเพียง ๓; ส่วนชนิดละเอียดจะแยกเป็น เท่าไรก็ได้. ที่นี้ เราลองแยกดูให้เห็นในลักษณะที่มันเกิดเป็นประจำวัน อยู่ในชีวิต ประจำวันดูบ้าง คือ เกือบทุกชั่วโมง ทุกนาทีก็จะได้สำหรับคนบางคน เป็น อาการ ของกิเลสที่แสดงออกมาไม่รุนแรงก็จริง แต่ก็ยังคงเป็นกิเลส อย่างนี้ เรียกว่าอุปกิเลส. อุปกิเลสก็แปลว่า กิเลสตัวน้อย คือรองลงมา จำแนกออกเป็น ๑๖. นี่ท่านลองคอยฟังดูให้ดีว่า เด็ก ๆ จะรู้จักไหม: ครูบาอาจารย์จะนำไปสอนเด็กได้ อย่างไร; นี้เรื่อง กิเลสสิบหก. อภิชฌา; ข้อที่แรกเรียกว่าอภิชฌา คือความ โลภเพ่งเล็งจะได้ , ที่ ยักไปเรียกว่า อภิชฌา ก็เพราะหมายความว่า เพ่งเล็ง ต่อสิ่งที่ตนอยากจะได้. นี่

น.122 วันหนึ่ง ๆ เราเพ่งเล็งต่ออะไร ๆ ที่อยากจะได้หรือมักได้นี่มันสักกี่สิบครั้ง. ลองคิดดูว่า อภิชฌาเกิดสักกี่สิบครั้งในวันหนึ่ง ; จะเพ่งเล็งสิ่งที่มีตัวตนหรือไม่มีตัวตนก็ตาม ; สิ่งที่อยากจะได้มาเพื่อสนองแก่ความอยาก กิเลส ตัณหาแล้วก็เรียกอภิชฌาหมด. นี่เพียงอภิชฌาข้อเดียว ก็ยังเห็นว่าแทบจะปัดเป่ากันไม่ไหว เดี๋ยวตัวนั้นมา เดี๋ยวตัวนี้มา เหมือนจับปูใส่กระด้ง ระวังกันแทบไม่ไหว. ทีนี้ถัดไปเรียก โทสะ ; ต่อไปเรียก โกธะ ; ถัดไปอีกเรียก อุปนาหะ. โทสะ คือประทุษร้าย ; โกธะ คือโกรธ อุปนาหะคือผูกโกรธ ; ทั้งสามข้อนี้เครือเดียวกัน คือเป็นเรื่องโกรธ จัดเป็นประเภทโทสะทั้งนั้น. โทสะ ประทุษร้าย คือคิดครุ่นไปในทางร้าย แต่มันยังไม่ใช่โกรธใคร ; อยู่คนเดียวก็คิดประทุษร้ายได้ ทำตัวเองให้ร้อนได้โดยไม่ต้องมีคนอื่นเกี่ยวข้อง ; หรือความคิดที่มันเดินไปในทางที่ประทุษร้ายเร่าร้อนแล้วก็เป็นโทสะ รวมถึงกระทั่งบันดาลโทสะ. ส่วน โกธะนั้น หมายถึงว่าต้องมีบุคคลที่ ๒ เข้ามาให้โกรธ ; โกรธอย่างที่เราเห็น ๆ กันอยู่ เช่น โกรธคนใช้ โกรธคนนั้นโกรธคนนี้ ; กระทั่งสิ่งที่ไม่มีชีวิตจิตใจก็ยังโกรธได้ เรียกว่ามีสิ่งที่ ๒ หรือบุรุษที่ ๒ มาให้โกรธได้เหมือนกัน. ทีนี้ อุปนาหะ คือผูกโกรธ นี่หมายความว่า ความโกรธนั้น ยากที่จะออกไปจากใจ เพราะไปหล่อเลี้ยงมันไว้เสมอ ; ตรงนี้ขอให้สังเกตละเอียดสักหน่อย ; คนที่ช่างสังเกตก็จะมองเห็นว่า เรื่องนิดเดียว หรือแทบจะไม่มีเรื่อง แต่ถ้าลงเอามาทำเป็นอุปนาหะแล้ว ก็จะครุ่นคิดไปได้เรื่อย คือว่าขยายความออกไปได้เองเรื่อย เพื่อให้โกรธหรือเกลียดเขามากขึ้นและนานขึ้น ; บางทีคิดเผื่อไว้ล่วงหน้าด้วย

น.123 ซ้ำไป เรื่องนั้นยังไม่ทันเกิดจริงเลย ไม่ได้โกรธใครเลย แต่คิดเผื่อเอาไว้ว่า ถ้าคนนั้นหรือเจ้านั่น มันจะมาอย่างนี้แล้ว เราก็จะส่วนไปอย่างนี้ ; ความคิดก็เพลินพล่านสนุกสนาน เป็นฝันขมหรือฝันร้อนไปเรื่อย ; ลืมตาฝันอย่างนี้ แม้นี้ก็เป็นอุปนาหะ. คนหนุ่มสาวที่เจ้าแง่เจ้างอน มีอุปนาหะนี้ได้มากที่สุด แล้วมันเป็นอันตรายอย่างไรก็ลองสังเกตดู. อภิชฌา เป็นกิเลสพวกความโลภ ; โทสะ โกธะ อุปนาหะนี้ เป็นกิเลสพวกความโกรธ ; ที่เหลือต่อไปอีก ๑๒ นี้ เป็นกิเลสพวกโมหะทั้งนั้น ; กล่าวคือ :– ถัดไปก็คือ มักขะ ลบหลู่คุณเขา นี้หมายความว่า เราไม่รับรู้หรือรู้แล้วก็แกล้งไม่รู้ในบุญคุณของผู้อื่น สัตว์อื่น หรือสิ่งอื่น. ใครบ้าง ชอบใจถนนหนทาง แล้วช่วยกันรักษาให้อยู่ในสภาพเช่นนั้น ; มีแต่จะเบียดเบียนเนื้อที่ของถนนหนทาง เอารั้วล้ำออกมา ปลูกต้นไม้ ให้งอกออกมา เรียกว่า ลบหลู่คุณของมัน ; มีใครบ้างที่กำลังอยู่ในสภาพที่เป็นมักจะเช่นนี้ ; ไม่รู้คุณของสัตว์ จะเป็นสัตว์เลี้ยงสวย ๆ หรือเป็นสัตว์พาหนะก็ตาม ; วัวควายที่มีบุญคุณนั้นเอามาฆ่าแกงกิน บวงสรวงปีศาจแห่งความสุขทางเนื้อหนังกันหมด ; ไม่มีใครสนใจ แม้แต่ผีเสื้อสวย ๆ ที่มีบุญคุณสำหรับประดับโลกให้งดงาม ลบหลู่คุณของมันทั้ง ๆ ที่ชอบมัน. ทีนี้ สูงขึ้นมาถึงมนุษย์เรากันเองนี้ ความไม่รู้บุญคุณซึ่งกันและกัน เป็นการทำลายโลก ; เพราะถ้าจะคิดดูให้ดีแล้ว ไม่มีใครที่ไหนที่จะไม่มีบุญคุณต่อกัน ; ไม่มีใครกระดิกตัวไปไหนได้ ที่ไม่ต้องไปเกี่ยวข้องกับบุญคุณของบุคคลอื่น ; แต่ว่า ข้อนี้ต้องดูด้วยสายตา หรือจิตใจของคนที่กตัญญูกตเวทีจริง ๆ เท่านั้น จึงจะเห็น

น.124 ความจริงข้อนี้; ฉะนั้น เราจึงเป็นโรคมักขะ คือลบหลู่คุณของสิ่งที่มีคุณ กันอยู่ โดยง่ายที่สุด. เด็ก ๆ ต้องได้รับการอบรมให้มีกตัญญูโดยทุกวิถีทาง เสมอไป. ถัดไปเรียกว่า ปลาสะ คือ ตีเสมอ นี่ไม่ดีเท่าเขา ไม่มีอะไร เท่าเขา ก็ตีเสมอเขา ด้วยกิริยาท่าทาง ด้วยวาจา ด้วยจิตใจ. ความอยากตีเสมอ ที่มีอยู่ในใจนั้น ย่อมรู้ได้ด้วยตนเองผู้เดียว แต่ที่แสดงออกมาทางกาย วาจานั้น เขาเกลียดเขาชังกันทั้งนั้น แต่แล้วก็อดไม่ได้ ที่จะมี. ถัดไปเรียกว่า อิสสา แปลว่าริษยา บัณฑิตทั้งหลายมีพระพุทธเจ้า เป็นประธาน ได้ถือกันว่า "ความริษยา ทำโลกให้ฉิบหาย" หรือ "อรติ โลก นาสิกา." ความริษยาเป็นเครื่องทำโลกให้ฉิบหาย. ถ้าว่าโลกแบ่งเป็นสองพวกรบ กัน ต้องหมายถึงการที่ต่างฝ่ายต่างริษยาต่อการจะได้, จะมี, จะเป็น; หรือความได้, ความมี ความเป็น ของกันและกัน ไม่อยากให้ใครเสมอ หรือดีกว่า; แม้เขาจะ มีน้อยกว่า ก็ยังริษยา. คนมั่งมีก็อาจจะริษยาคนจน ได้ ถ้าเป็นไปมากเข้า; นี้ เป็นเครื่องทำโลกให้วินาศฉิบหาย; ถ้าหยุดริษยากันเสียเท่านั้น ต่างฝ่ายจะอยู่ได้ด้วย สันติ. ถัดไปเรียกว่า มัจฉริยะ คือค วามตระหนี่. นี่หมายถึงโง่จนไม่รู้จัก เจือจานเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันเลย; ที่ทำบุญให้ทานนั้น ก็เพื่อจะซื้อ สวรรค์ หรือแลกเอาวิมานต่างหาก ไม่ใช่การบริจาคไปด้วยจริงใจหรือด้วยความ ไม่ตระหนี่. ดูเหมือนว่า ทุกคนจะถือหลักว่า ถ้าลงทุนแล้วต้องได้มาเกินทุน; จะ ลงทุนไปโดยตรงโดยอ้อมชนิดไหนก็เหมือนกัน จะต้องได้มาเกินทุน ไม่ยอมให้น้อย

น.125 อุปสรรค; ศัตรู, ความรวนเรและความพังทลายของจริยธรรม 97 กว่านั้น เรียกว่า ไม่ยอมบริจาคโดยบริสุทธิ์ก็เพราะความตระหนี่; มีมากแล้วก็ยิ่ง ต้องการ จะให้มากยิ่งขึ้นไปอีก เป็นเรื่องของความตระหนี่. ถัดไปเรียกว่า มายา นี้หมายถึง ความไม่ตรงกันทั้งข้างนอกและ ข้างใน คือจิตใจอย่างหนึ่ง แต่วาจาหรือคำพูด หรือกิริยาท่าทางนั้น เป็นอีก อย่างหนึ่ง. อาตมาไม่ต้องอธิบายก็คงจะเข้าใจกันได้ สำหรับคำว่ามายา หรือมารยา หรือ เจ้ามารยา. คำว่า สาเถยยะ แปลว่า โ อ้อวดหรือโอ่อวด. ข้อนี้น่าจะถือว่าเป็น สัญชาตญาณที่ว่า แม้แต่สัตว์มันก็ยังโอ้อวด; ลูกสุนัข ลูกไก่ หรือไก่มันก็ยังมี อาการที่เรียกว่าโอ้อวด; มันรู้จักแสดงท่าทางอย่างนั้น อย่างนี้ ซึ่งเป็นการแสดง การโอ้อวดหรือข่มขี่กัน; อย่างนกยูงยิ่งเห็นได้ง่ายว่า มันโอ้อวดอะไรอยู่เรื่อย; แต่ คนเราก็ไม่หยอกเหมือนกัน เพราะพร้อมที่จะอวดอยู่เสมอ. อันนี้เอง เป็นกิเลสที่ทำ ให้คนเราฟังเทศน์ไม่รู้เรื่อง คือจิตใจคอยครุ่นอยู่แต่ว่า เมื่อไรจะมีโอกาสพูดออกมา หรือแสดงความคิดเห็นของตัวออกมา; มันกลุ้มอยู่อย่างนี้แล้ว จะฟังถูกกันได้อย่าง ไร. มันต้องการจะอวดภูมิของตัวอยู่เสมอไป ตลอดเวลาฟัง หรือคุยกัน สนทนากัน อภิปรายกัน; ฉะนั้น การอภิปรายต่าง ๆ มันจึงยุ่งเป็นยุงตีกันไปหมด เพราะต่างคน ต่างจะโอ้อวด; ดังนั้นจึงถือว่า โทษของอุปกิเลสนี้ก็มีไม่น้อย. ถัดไปเรียกว่า ถัมภะ แปลว่า หัวดื้อ ไม่มีอะไรกดลง. ถัมภะ คำนี้แปลว่าเสา; แต่ความหมายทางธรรมะ แปลว่า ความหัวดื้อ หัวแข็ง เหมือน กับเสา; ใครลองกดบนหัวเสาดูที่ จะกดลงหรือไม่; มันรับน้ำหนักได้เท่าไร; ถ้าเสา [๑๓]

น.126 ตั้งตรงโดยทางยืนแล้ว กดลงบนหัวของเสานี้ มันจะรับน้ำหนักได้มากจนเหลือเชื่อ ทีเดียว; อาการของถัมภะ หรือหัวดื้อก็เป็นอย่างนั้น. แม้แต่เด็กตัวเล็ก ๆ แกก็ยังมี อาการอย่างนี้ ไม่ต้องพูดถึงผู้ใหญ่; ฉะนั้น มันจึงทำกันยาก ในการที่จะอบรม จริยธรรม หรืออะไรที่เราต้องการจะอบรม. ถัดไปเรียกว่า สารัมภะ อันนี้ หมายถึงการบิดพลิ้ว. บิดพลิ้วแก้ตัว; แก้ตัวให้ตนเองก็ได้ คือเมื่อจิตใจไม่อยากทำอะไรแล้ว มันก็บิดพลิ้วตัวเองไม่ให้ ต้องไปทำจนแล้วจนรอด. ส่วนที่ว่าบิดพลิ้วต่อคำสั่งที่ถูกต้อง งดงาม จริงจัง นี่ก็มี ได้ด้วยสำรับภะ. หน้าที่ทางสัญญาประชาคมที่จะช่วยกันประหยัด พัฒนานี้ ก็ถูก บิดพลิ้วด้วยสารัมภะ ซึ่งหมายความว่า ถึงอย่างไร ๆ ก็ต้องมีข้อแก้ตัวได้เสมอ. ทางออกสำหรับข้อแก้ตัวนั้น หาได้ร้อยแปดอย่างเสมอไป. นี่เป็นเครื่องหล่อเลี้ยง สารัมภะไว้ บิดพลิ้ว เถลไถล รวนเร ไม่ได้ทำสิ่งที่ควรจะทำ หรือทำให้เต็มที่ เต็มรูป. ถัดไปเรียก มานะ. มานะนี้ถือตัว; มี Egoism ขึ้นมาจาก Ego. Egoism นี้เป็นเหตุให้รู้สึกว่า "ฉันก็เป็นฉัน ;" หมายความว่าฉันก็เป็นฉัน ยอมให้แกไม่ ได้. แต่สิ่งที่เรียกว่ามานะนี้ ถ้ารู้จัก Sublimate ให้ดี ก็ใช้มานะไปในทางดีและเป็น ประโยชน์ได้. ที่เป็นอุปกิเลสนั้น เราหมายถึงมานะเพื่อกิเลส มานะเพื่อภูตผีปีศาจ แห่งความสุขทางเนื้อหนัง เป็นต้น จึงจัดเป็นอุปกิเลสไปหมด. ถัดไปเรียกว่า อติมานะ คือดูหมิ่นคนอื่น ถือตัวอย่างเดียวไม่พอ; เมื่อถือตัวมากเข้าก็ดูหมิ่นคนอื่น อาการดูหมิ่นคนอื่นนี้เป็นได้โดยไม่รู้สึกตัว; อย่า

น.127 ได้ประมาท; ขอให้สังเกตดูดี ๆ ว่า เราพร้อมที่จะดูหมิ่นคนอื่นอยู่เสมอ ช่องไม่มี ก็แล้วไป พอช่องมีแล้วมันโพล่งออกไปเอง; เกิดเป็นโรค Habit ชนิดหนึ่งซึ่งเขา เรียกกันว่า "ผู้หญิงก็ชอบนินทาคนอื่น." ที่ไปเที่ยวนั่งคุยตามเรือนของคนอื่นนั้น ดูเป็นเรื่องนินทากันมากกว่าเรื่องอื่น; นี่มันก็รวมอยู่ในเรื่องของความดูหมิ่นคนอื่น. ถ้าใครพูดมาก ก็ต้องระวังคำพูด: คนที่พูดน้อยก็ปลอดภัย. ข้อที่ ๑๕ เรียกว่า มทะ; ข้อที่ ๑๖ เรียกว่า ปมาทะ; สองข้อนี้ คล้ายกันมาก. มทะแปลว่า เมา ปมาทะแปลว่า เมาเต็มที่. ปมาทะ คือ ประมาท คือเมาเต็มที่. มทะคือมัวเมาในสิ่งที่เป็นที่ตั้งของความยึดมั่นถือมั่น โดย เฉพาะก็แห่งความสุขทางเนื้อหนังอีกเหมือนกัน จึงมัวเมาไม่ส่าง เป็นเครื่องเสพติด ไปเลย. ส่วนปมาทะ หรือประมาทนี้ เราหมายถึงว่า พอเมาแล้วมันเสียสติ; สติสูญเสียไป; ความสูญเสียไปแห่งสติเรียกว่า ปมาทะ; ความมัวเมาที่เป็นเหตุให้ สูญเสียสตินั้น เรียกว่า มทะ. รวมกันเป็น ๑๖ อย่าง นี้เรียกว่า อุปกิเลส ๑๖ ประการ; เป็นชีวิตประจำวันแท้ ๆ แต่ว่าเป็นฝ่ายเสื่อม เป็นฝ่ายที่ทำให้เราเป็นทุกข์. อาตมาจะกล่าวถึงกิเลสอีกสักหมวดหนึ่ง คือสิ่งที่เรียกว่า สังโยชน์ ๑๐ ประการ. นี้เป็นกิเลสที่ละเอียด เป็นเรื่องราวที่กล่าวไว้ในเรื่องราวของการ บรรลุนิพพาน หรือมรรคผลโดยตรง; แต่อย่าเพิ่งหาว่าอาตมาเอาเรื่องไม่จำเป็น หรือนอกเรื่อง มายัดเยียดให้; ขอให้ทนฟังต่อไปอีกสักนิดหนึ่งว่า สังโยชน์ ๑๐ นี้ มันเป็นอย่างไร ; และเมื่อทำลายไปได้แล้ว จะเป็นผู้บรรลุมรรคผลนิพพานได้อย่างไร ; และเราจะเอามาใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง ๆ อย่างไรด้วย.

น.128 สักกายทิฏฐิ เป็นสังโยชน์ข้อแรก คือความเห็นแก่ตัว คือสำคัญ ว่ามีตัว แล้วมีความเห็นแก่ตัว นั่นแหละคือ Selfishness ที่คนทั่วไปมี; จัดเป็น สังโยชน์ข้อแรกที่สุด. สังโยชน์ที่สองชื่อ วิจิกิจฉา คือ ความไม่แน่ใจลงไปได้ว่าจะเอา อย่างไร. นี้หมายถึงความลังเลทุกอย่าง นับตั้งแต่ไม่แน่ใจในหน้าที่การงานอาชีพ ที่จะเป็นครูดี หรือจะข้ามฟากไปเป็นข้าราชการฝ่ายปกครองดี, นี้ก็ยังเรียกว่า วิจิ- กิจฉา; หรือลังเลว่าธรรมะดี หรือโลกดี นี้ก็ยังไม่แน่; จริยธรรมเป็นของดีแน่หรือ ไม่ ก็ยังไม่แน่; อุดมคติดีแน่หรือว่าเงินดีกว่า ก็ยังไม่แน่; ตลอดถึงไม่แน่ใจในเรื่อง กรรม เรื่องผลของกรรม; ไม่แน่ใจในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า; หรือไม่แน่ในการ ที่จะยึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะ; จะถือศาลพระภูมิดี หรือถือพระ พุทธเจ้าดี นี้ก็ไม่แน่; อย่างนี้มันเป็นวิจิกิจฉาไปหมด มันไม่แน่ลงไปได้. เรื่องที่ ๓ เรียกว่า สีลัพพตปรามาส. คำนี้ตามตัวหนังสือแปลว่า ลูบคลำ ศีลและวัตรปฏิบัติให้เศร้าหมองไป. สิ่งที่เรียกว่าศีลหรือวัตรปฏิบัติ นั้น คือระเบียบปฏิบัติที่ดีงาม เพื่อทำให้คนเราดีขึ้น ทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายธรรม; ที่นี้ เขาเข้าใจผิดต่อสิ่งเหล่านั้น เอาไปใช้ผิด ๆ ไม่มีเหตุผล หรืออยู่นอกเหนืออำนาจ ของเหตุผลไปเสียเลย; เช่นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้จริงเป็นอย่างไร เขา เข้าใจไม่ถูก ก็ไปเอานั่น เอานี่มาเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์; จนเป็นพระ พุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ชนิดที่เซ่นด้วยข้าวปลาอาหารอย่างนี้ไปก็มี; เป็นวัตถุ ศักดิ์สิทธิ์แขวนคอได้อย่างนี้ก็มี; ล้วนแต่จับไม่ถูกตัวจริง ไม่ถูกสิ่งที่จะดับทุกข์ ได้จริง; แต่เอาชื่อนั้นมายึดถือ นี้ เรียกว่าลูบคลำ ศีลและวัตรเหล่านั้น ที่เคย

น.129 บริสุทธิ์สะอาดใช้ประโยชน์ได้นั้น ให้กลายเป็นเศร้าหมอง หรือใช้ประโยชน์ไม่ได้ไป. อาการอย่างนี้มีมากเหลือที่จะจารไน; ดูเอาเองตามบ้านตามเรือนทั่วไป ดูการกระทำ ทุกอย่างที่ถือเคล็ด ถือลาง ถือโชค ถือชาตา ถืออะไรต่าง ๆ. เหล่านี้ไม่มีความ มั่นใจตัวเอง ไม่เชื่อตัวเอง ไม่เชื่อเหตุผล ไม่อยู่ในวิสัยของเหตุผล; อาการอย่างนี้ ควรจะหมดไปตั้งแต่สมัยเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เป็นเสนาบดี เพราะท่านได้พูดถึง เรื่องนั้นมาก แก่นักเรียน ทำไมไม่เห็นหมดไปสักที. สามอย่างนี้เรียกว่า สังโยชน์สามอย่างชุดแรก ที่ใครละได้แล้ว ก็ เป็นพระโสดาบัน. ท่านลองคิดว่าเป็นสิ่งสูงต่ำ ตื้นลึก มากน้อยเพียงไร; ละจาก สักกายทิฏฐิเสียให้ได้ ละวิจิกิจฉาเสียให้ได้ ละสีลัพพตปรามาสเสียให้ได้ ละได้ ๓ อย่างนี้เท่านั้น ก็เป็นพระโสดาบัน. พระโสดาบันนั้น เป็นฆราวาสก็มี เป็นบรรพชิต ก็มี ผู้หญิงก็ได้ ผู้ชายก็ได้ ครองเรือนก็ได้ เป็นคนโสดก็ได้ ดังที่ปรากฏอยู่ใน ครั้งพุทธกาล. ถ้าละสามอย่างนี้ได้แล้ว และยังแถมละอื่น ๆ ได้อีกสักอัตราหนึ่ง หรือขนาดหนึ่งอีกด้วย ก็เป็นพระสกิทาคามี ซึ่งสูงขึ้นไป. สังโยชน์ถัดไปเป็นข้อที่ ๔ เรียกว่า กามราคะ อันนี้ หมายถึงความ ยินดีอาลัยอาวรณ์ในกาม ซึ่งเป็นเยื่อใยเหนียวหนืด. สังโยชน์ข้อที่ ๕ เรียกว่า ปฏิฆะ หมายถึงความหงุดหงิดด้วย อำนาจของความโกรธ แต่ไม่ใช่เดือดพล่าน; ทั้งสองอย่างนี้พระโสดาบันก็ละไม่ได้ พระสกิทาคามีก็ละไม่ได้ เพราะเป็นกิเลสชั้นละเอียด; ส่วนกามราคะ หรือความ โกรธอย่างหยาบ ๆ นั้น ท่านละได้; ส่วนที่ละเอียดเร้นลับสองอย่างนี้ ท่านยังละไม่ได้;

น.130 ถ้าละได้จะเป็นพระอนาคามี คือ อริยบุคคลขั้นที่ ๓. ที่นี้ก็เหลือสั่งโยชน์อยู่อีก ๕ ที่ผู้ที่จะเป็นพระอรหันต์จะต้องละ คือ สังโยชน์ที่ ๖ เรียกว่า รูปราคะ คือ ยินดีกำหนัดในความสุข ที่เกิดจากสิ่งที่มีรูป หรือเป็นรูปบริสุทธิ์ ไม่เกี่ยวกับกาม. สังโยชน์ข้อที่ ๗ เรียกว่า อรูปราคะ คือกำหนัดยินดีในความสุข ที่เกิดจากสิ่งที่ไม่มีรูป และไม่เกี่ยวกับถามเหมือนกัน. เหมือนอย่างที่เคยยกตัวอย่างเพื่อเปรียบเทียบให้เข้าใจได้ง่ายว่า คนแก่สักคนหนึ่งไม่ยุ่งด้วยกามคุณแล้ว แต่ไปหลงใหลในต้นบอน ต้นโกศล เครื่องลายคราม แจกัน หรืออะไรทำนองนั้น เป็นวัตถุบริสุทธิ์อย่างนี้ จนลืมคนอื่น ลืมลูกลืมเมีย ฯลฯ ก็มีได้ ; อรูปราคะก็ไปหลงใหลในนามธรรม เช่น เกียรติยศ ชื่อเสียง หรืออะไรทำนองนั้น หรือมุ่งแต่วิชาความรู้การค้นคว้า จนลืมถูกลืมเมีย ฯลฯ ก็มีได้เป็นตัวอย่างขั้นต่ำ ๆ ; แต่โดยที่แท้นั้น ท่านหมายถึงบุคคลที่บรรลุรูปฌาน และอรูปฌาน แล้วหลงใหลในความสุขที่เกิดจากฌานทั้งสองอย่างนั้น. อย่างนี้พระอนาคามีก็ยังละไม่ได้ ; พระโสดาบัน พระสกิทาคามีก็ยิ่งละไม่ได้ ; จะละได้ก็แต่พระอรหันต์. สังโยชน์ข้อที่ ๘ เรียกว่า มานะ คือความสำคัญว่ามีอยู่ หรือเป็นอยู่อย่างไร คือดีกว่าเขา เลวกว่าเขา หรือเสมอเขา ยุ่งไปหมด ; อย่างนี้เรียกว่ามานะ. ความรู้สึกอย่างนี้ควรจะละเสีย ; ถ้าไม่ละแล้ว จะมีเรื่องทุกข์ร้อนอยู่เสมอไป. สังโยชน์ข้อที่ ๙ เรียก อุทธัจจะ หมายถึง ความฟุ้งขึ้นแห่งจิต ข้อนี้ถ้าพูดอย่างง่าย ๆ ให้เข้าใจได้ทันที ก็คือ Excitement ต่าง ๆ คือความรู้สึกทึ่ง รู้สึก

น.131 สนใจ ขึ้นมาทีเดียว เมื่อได้เห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส นั่นนี่ ; แม้ว่าไม่ต้องการอะไร ไม่ต้องการกามคุณ ไม่ต้องการอะไรหมด แต่ก็อดสนใจหรือทิ้งไม่ได้เพราะไปสนใจว่า นี่มันจะเป็นอันตรายแก่เราไหม น่ากลัวไหม วิ่งหนีได้ไหม นี่ก็คือทิ้งหรือสนใจ ; หรือบางทีก็สนใจว่า มันอาจจะใช้เป็นประโยชน์อะไรได้บ้างกระมัง ; แม้อย่างนี้ก็ยังทิ้งหรือสนใจ ; เพราะมีมูลมาจากความที่ยังสงสัย ข้องใจอะไรอยู่นั้นเอง ; และมูลเหตุแท้จริงก็คือยังมีความเห็นแก่ตัวตนอยู่บางส่วน แม้ว่าจะน้อยเต็มที. สังโยชน์ข้อที่ ๑๐ อันเป็นข้อสุดท้ายจริง ๆ ก็คือ อวิชชา ได้แก่ สภาวะที่ปราศจากความรู้ อันเป็นเหตุให้ไม่รู้ว่าอะไรเป็นทุกข์แท้จริง ; อะไรเป็นมูลเหตุให้เกิดทุกข์แท้จริง ; อะไรเป็นสภาพที่เรียกว่า ไม่มีทุกข์แท้จริง ; และอะไรที่จะเป็นหนทางให้ถึงความดับทุกข์แท้จริงนั้น. เมื่อละสังโยชน์ตอนท้าย ๕ อย่างได้อีกก็เป็นพระอรหันต์. สังโยชน์สิบอย่างนี้ก็เรียกว่ากิเลสเหมือนกัน เรียกโดยชื่อเดียวกันว่ากิเลสเหมือนกัน ; แต่เนื่องจากเป็นชั้นละเอียด จึงเรียกว่า สั่งโยชน์ โดยความหมายว่า ผูกเย็บจิตใจสัตว์ไว้อย่างยิ่ง และโดยไม่รู้สึกตัว. ชื่อเหล่านี้เป็นชื่อในธรรมะชั้นสูง แต่แล้วจะนำมาสอนเด็กได้อย่างไร ; ที่จริงมันก็ง่ายนิดเดียว ถ้าหากว่าผู้ใหญ่นั้นเข้าใจเสียแล้วว่า ความหมายนั้นมันหมายถึงอะไร ; ลองพิจารณาดูต่อไป. สักกายทิฏฐิ ก็คือเรื่องเห็นแก่ตัว ; เด็กก็ต้องเข้าใจได้ ; สอนเด็กไม่ให้เห็นแก่ตัวนั้นแหละ คือสอนให้ละสักกายทิฏฐิ. การสอนให้ละ วิจิกิจฉา ก็คือ

น.132 อนให้เป็นคนมีอุดมคติ มีระเบียบปฏิบัติอันตายตัวแน่นอน ไม่ลังเล ไม่ถอยหน้า ถอยหลัง; เป็นคนแน่ใจในหลักการ, ในชีวิต, ในสิ่งที่จะต้องทำลงไป; อย่างนี้ เรียกว่าละวิจิกิจฉาเสียได้. สำหรับสีลัพพตปรามาส ก็เหมือนที่กระทรวงศึกษา ธิการเคยตั้งหน้าตั้งตาจะกำจัดกันมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่สำเร็จ; ได้แก่ความไม่อยู่ ในอำนาจของเหตุผล: นี้คือสีลัพพตปรามาส. - ถ้ารู้จักความหมายของสังโยชน์ ต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว อาจจะดัดแปลงมาใช้แก้ไขเด็กได้โดยไม่ยาก; และเมื่อแก้ไขได้ มันก็เป็น การแก้ไขส่วนลึกที่สุด ของจิตใจ ที่จะทำให้แก้ไขความเสื่อมทาง ศีลธรรมได้จริง ๆ จึงเป็นสิ่งที่ควรสนใจ. ในรายงานการประชุม การอภิปรายอะไรคราวหนึ่ง ที่มีเรื่องราวของ หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์ ฯ ซึ่งทรงแนะให้นำหลักสังโยชน์ ๑๐ เหล่านี้ขึ้นใช้เป็นหลัก สำหรับอบรมนักเรียนนั้น ขออย่าได้ถือว่าเป็นสิ่งไร้เหตุผลเลย ซึ่งอาตมาก็กำลังพูด อยู่อย่างเดียวกันนี้ ทิ่นิ่; แม้คำอธิบายจะไม่เหมือนกันบ้าง ก็เพราะว่าเล็งกันไป คนละแง่. ทีนี้ สำหรับการละเพื่อเป็นอนาคามี คือละกามราคะ และ ปฏิฆะนั้น เราก็เห็นชัดอยู่แล้วว่า เด็ก ๆ เหล่านี้ ก็ยังมีทางที่กำหนัดในทาง กามารมณ์เกินกว่าที่ควรจะเป็น; และมีปฏิฆะทำให้จิตวุ่นวาย ในกรณีที่ไม่จำเป็น ต้องมี ก็ยังมีอยู่มาก: เราปรับปรุงวิธีปฏิบัติให้พอเหมาะที่เด็กจะปฏิบัติได้ โดย แนวเดียวกัน หรือทำนองเดียวกัน แม้ว่าจะคนละระดับ. ส่วนรูปราคะ อรูปราคะ ก็มีความหมายสำหรับเด็กอย่างเช่นว่า อย่าไปมัวเมาในรูป หรือในวัตถุอะไรมากมาย เกินไป เช่นมัวเมาในตุ๊กตาเป็นต้นมากเกินไป มันก็เป็นเรื่องรูปราคะ; หรือมัวเมา

น.133 ในเกียรติ ในรางวัล ในความสรรเสริญเยินยอ จนเขาเป่าหัวเป่าหูให้ชกให้ต่อยกัน อย่างไรก็ได้ นั้นเป็นเรื่องมัวเมาในอรูปราคะ. ส่วนมานะการถือตัวนั้น ก็ให้รู้จัก ถือพอเหมาะพอสม แล้วก็ละส่วนที่ควรจะละออกไป; ส่วนการละอุทธัจจะ ก็คืออย่า Excite อะไรมาก หรือง่ายเกินไป. ส่วนการละอวิชชานั้น ให้รีบเรียนสิ่งที่ควรจะ ต้องเรียน ต้องรู้ให้มากขึ้นโดยเร็ว; เมื่อทำได้ดังนี้ ก็เป็นอันว่าเราได้ใช้หลักการ ของการปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรค ผล นิพพาน กับการอบรมเด็ก ๆ ของเราได้ โดย วิธีอย่างนี้. เรื่องมันมีอยู่อย่างเดียวก็แต่ว่าครูบาอาจารย์เข้าใจความหมาย ของสิ่งเหล่านี้มากพอหรือเปล่า. ถ้ายังไม่เพียงพอ จนตัวเองก็วิ่งหนี ไม่ สู้หน้า ไม่ยอมศึกษาถ้อยคำเหล่านี้ แม้แต่คำเดียวแล้ว จะใช้หลักการ ของพระพุทธศาสนา ในการอบรมจริยธรรมของเด็ก ๆ ได้อย่างไร; มัน จึงมืดมนท์และไม่มีทาง. ถ้าเราจะให้เด็ก ๆ เข้าใจเรื่องนิพพาน ก็อาจจะทำได้ง่าย ๆ อย่างนี้ คือ จับเด็กมาแล้วบอกว่า ให้หัวเราะตลอดเวลาจะเอาไหม; สั่นหัวไม่เอา; ถ้าอย่างนั้น ให้ร้องไห้ตลอดเวลา เอาไหม; ก็ยิ่งไม่เอา; เพราะฉะนั้นอยู่ว่าง ๆ ไม่ต้องหัวเราะ ไม่ต้องร้องไห้ นั้นดีกว่าใช่ไหม; เด็กก็พอจะคิดได้ว่า ถ้าอย่าต้องหัวเราะ ต้อง ร้องไห้ นี้ดูมันยังน่าสนุกกว่า; ดังนั้นความหมายของคำว่า นิพพาน นี้ ก็คือว่าง อยู่ตรงกลาง ไม่ขึ้นไม่ลง; ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เป็นจิตที่ว่างจากความรู้สึกคิดนึกว่า "ตัวกู " ว่า "ของกู" นั่นเอง. สอนไปทำนองนี้ เราจะได้เด็กที่เป็นสุภาพบุรุษ อย่างแท้จริง รู้จักดำรงตนให้อยู่ในสภาพปรกติ. ขอวิงวอนว่า โปรดอย่าได้คิดว่า มีธรรมะข้อไหน ที่อยู่สูงเหลือวิสัยที่จะนำมาอธิบายแก่เด็กได้; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง [๑๔]

น.134 เรื่องของกิเลสนี้ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายจะต้องเอามาศึกษาให้เข้าใจแตกฉานทั่วถึง กันหมด เพราะมันตั้งอยู่ในฐานะเป็นอุปสรรค เป็นศัตรู เป็นความรวนเร และเป็น ความพังทลายของจริยธรรมจริง ๆ. เวลาได้หมดเสียก่อนแต่ที่อาตมาจะได้บรรยายให้หมดตามที่ได้ตั้งใจไว้ ใน เรื่องกิเลส จึงขอยกไว้ต่อในวันหลัง. สรุปความว่า ขอให้สนใจในเรื่องที่เรียก ว่ากิเลส หรือสิ่งที่เรียกว่ากิเลสนี้ ให้เป็นพิเศษกว่าเรื่องใด ๆ หมด ในบรรดา สิ่งที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งแล้ว ไม่มีอะไรจะเป็นอันตรายยิ่งไปกว่ากิเลส; เพราะฉะนั้นขอให้สนใจเรื่องที่เป็นอุปสรรคศัตรู หรือความพังทลายของจริยธรรมนี้ ให้มากเป็นพิเศษ สมกับที่เราจะต้องใช้เวลาสัก ๒ วันเกี่ยวกับเรื่องนี้. อาตมา ขอยุติ การบรรยายในวันนี้ ลงด้วย ความจำเป็น แก่เวลา เพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต