น.135 ท่านที่ยังคงปฏิญญาตัวเองว่าเป็นครูทั้งหลาย. วันนี้เป็นวันอาทิตย์; อาตมาอยากจะขอให้ท่านทั้งหลายสนใจในความ หมายของวันอาทิตย์ที่เกี่ยวกับจริยธรรม; จึงอยากจะเริ่มด้วยการขอร้องให้ท่านครู บาอาจารย์ทั้งหลายนึกถึงข้อที่ว่า ชาวคริสเตียนถือว่า การทำงานในวันอาทิตย์นั้น เป็นบาป; การเป็นบาปก็ต้องตกนรก; ถ้ามีการทำงานในวันอาทิตย์ก็หมายความ ว่าเป็นบาป. ทีนี้ ลองคิดดูถึงพวกเรา: เราก็มีวันพระ ซึ่งมีความหมายตรงกับ คำว่า Holiday; เลขานุการชุมนุมจัดให้เราต้องมาฟังการบรรยาย ซึ่งเป็นการ ทำงานวันอาทิตย์ นี่ใครจะรับผิดชอบ ถ้ามีคนต้องตกนรกขึ้นมาบ้าง; เพราะถ้าหาก ว่าการฟังนี้รู้สึกว่าเป็นการทำงานคือต้องทนทำงาน วันนี้ก็เป็นการทำงานสำหรับคนนั้น ก็เลยเป็นการทำงานวันอาทิตย์; แต่ถ้าการฟังนี้ ไม่ใช่รู้สึกว่าเป็นการทำงาน หรือทน ทำงาน ก็เลยไม่เป็นบาป รอดตัวไปได้; เพราะฉะนั้นอาตมาเห็นว่า วันนี้เราอย่า
น.136 ทำงานกันเลย อย่าทำอะไรชนิดที่เป็นการทำงาน หรือที่เรียกว่า work กันเลย มา เปิดโรงมหรสพกันดีกว่า และก็จะเรียกโรงมหรสพของเราว่า Spiritual theatre คือ โรงมหรสพทางวิญญาณ สำหรับมนุษย์สมัยปรมาณู หรือว่าเป็นโรงมหรสพเพื่อ จริยธรรม ก็สุดแท้แต่จะเรียก. แต่ว่ามนุษย์สมัยยุคปรมาณูนี้ มีอะไรรุนแรงกว่ามนุษย์ยุคที่แล้วมา และ ยุคปรมาณูนี้ก็เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ปี ฉะนั้นเราจะต้องปรับปรุงสิ่งที่เรียกมหรสพของ เรา ให้เหมาะสมกับมนุษย์ในยุคที่ก้าวหน้าพรวดพราดเป็นยุคปรมาณูนี้ ด้วย และถ้าท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลายสนใจให้ดี ถึงเรื่องโรงมหรสพทางวิญญาณนี้ ก็จะแก้ปัญหา หรือข้อสงสัยที่อาตมาได้รับมากที่สุดปัญหาหนึ่ง คือปัญหาที่ว่าจะทำ ให้เด็ก ๆ สนุกสนานต่อการศึกษาและปฏิบัติธรรมะได้อย่างไร. อาตมายืนยันว่า เราจำเป็นที่จะต้องมีมหรสพในทางวิญญาณ ฉะนั้นการบรรยายในวันนี้ซึ่งเป็นวัน อาทิตย์นี้ อาตมาจึงขอเปลี่ยนเรื่อง; แทนที่จะบรรยายติดต่อมาตามแนวเดิม วันนี้ ขอเป็นพิเศษ คือเป็นเรื่องโรงมหรสพทางวิญญาณดังที่กล่าวแล้ว. คำว่ามหรสพทางวิญญาณนี้ เราหมายความกันถึงการทำให้ได้รับ ความเพลิดเพลินในทางธรรมะ จะเป็นสถานที่ไหน โดยวิธีใด ก็เรียกว่าเป็นการ บันเทิงในทางธรรม เป็นมหรสพในทางวิญญาณได้ทั้งนั้น. แต่ถ้าเราพิจารณา ดู จะเห็นได้ว่า มันยังมีผลมากไปกว่านั้นอีก คือไม่ใช่แต่เพียงบันเทิงเฉย ๆ แต่ มันเป็นไปเพื่อความก้าวหน้าในทางจิตใจ ให้สูงขึ้นไปตามทางธรรม เพื่อ ประโยชน์แก่จริยธรรม; ฉะนั้นขอให้ครูบาอาจารย์ช่วยกันระวังให้ดี สำหรับคำว่า Holiday. ถ้าเป็นวันอาทิตย์สำหรับไปที่โรงหนัง หรือไปยิงนกตกปลา อย่างนี้จะ
น.137 ถูกกับความหมายของคำว่า Holiday หรือไม่ ? สำหรับคำว่า Holiday นั้น ถ้า อยากจะทราบว่ามีความหมายอย่างไรละก็ ลองเปลี่ยนตัว ไอ ที่ แอล ให้เป็น วาย แล้วใส่ ไฮเฟน ตรงนั้น แล้วอ่านเป็น Holy - day; Holy แปลว่าอะไร ท่านก็ ทราบดีอยู่แล้ว ไม่ต้องบอก. คำว่า Holy มันจะมีน้ำหนัก มาก น้อย สูง ต่ำ อย่างไร ท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลาย คงทราบดี พร้อมกันนั้นก็ทราบได้ทันทีว่า Holy - Day ก็ตรงกับคำว่าวันพระของพวกพุทธบริษัทเรา. คำว่า Holy หมาย ถึงสิ่งประเสริฐสูงสุดเช่นเดียวกับคำว่าวันพระ คำว่า "พระ" ของเราก็หมายถึงสิ่ง ประเสริฐสูงสุด เพราะฉะนั้นวันเช่นวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวัน Holiday นี้ จะต้องจัดจะ ต้องทำกันอย่างไร จะเห็นได้ทันทีว่า ไม่ควรจะทำให้เป็นวันยิงนกตกปลา หรือวัน ไปเข้าโรงหนังอย่างนั้นเป็นต้น ฉะนั้นเราช่วยกันทุกอย่างทุกทาง ให้วันพระของเรา เป็นวันพระจริง ๆ ซึ่งจะยึดเอาวันอาทิตย์ หรือจะเอาวันสิบห้าค่ำก็สุดแท้ แต่ว่า ทุกคนจะต้องมีวันพระ แล้วแต่จะสะดวกในวันไหน. ในรอบเจ็ดวันจะต้องมีวันพระ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ วันสิบห้าค่ำครั้งหนึ่ง นี่เป็นวันพระเต็มตัว. เดี๋ยวนี้ลอง มองย้อนมาดูจิตใจของพวกเรา ครูบาอาจารย์นี่ว่า ที่ต้องถูกเกณฑ์มาในวันอาทิตย์ หรือสมัครมาด้วยความเต็มใจของตนเองก็ดีนี้ เรากำลังมาทนทำงานอยู่ที่นี่ หรือเรา กำลังบันเทิงเริงรื่นในทางธรรมะอยู่ที่นี่. นี้อาตมาเห็นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย จึงขอนำมากล่าว และขอร้องให้สนใจที่จะเข้าใจ. อาตมาอยากจะกล่าวถึงกับว่า ถ้าเรามีสติปัญญาเพียงพอที่จะสร้าง มหรสพในทางวิญญาณขึ้นได้แล้ว ความรวนเรและความเสื่อมเสียทาง จริยธรรมของเรา จะกลับร้ายกลายดีไปหมดเลย อาการที่ไม่พึงปรารถนา
น.138 ที่เป็นความเสื่อมทรามทางจริยธรรมในสังคมนั้น จะหายไปหมด ถ้าเราสามารถสร้าง Spiritual Theatre นี้ขึ้นได้. ขอให้สนใจสังเกตศึกษาให้เป็นพิเศษ อย่าเห็นเป็นเรื่อง คริ. ปู่ย่าตายายของเราท่านฉลาดมาก ที่ท่านมีโรงมหรสพทางวิญญาณของท่าน ได้จริง ๆ และก็สม่ำเสมอดีด้วย คือถึงวันพระก็ไปวัด มีอะไร ๆ ที่วัดจนตลอดวัน ตลอดคืน: วันหนึ่ง คืนหนึ่งนี้ เต็มไปด้วยความบันเทิงในทางธรรมะ. ท่านพอใจ ได้เท่ากับที่ลูกหลานสมัยนี้จะไปโรงหนัง. ถ้าเราวัดความพอใจได้ ความพอใจนั้น จะเท่ากัน. ที่นี้ ผลพลอยได้อย่างอื่น นั้นมีอยู่ว่า ที่ไหนจูงวิญญาณไปใน ทางต่ำ ที่ไหนจูงวิญญาณไปในทางสูง ที่ไหนหมดเปลืองมาก ที่ไหนหมดเปลือง น้อย ดังนี้; ฉะนั้นถ้าคนเราทุกคนสามารถหาความบันเทิงในทางธรรมะได้อย่างนี้ แล้ว มันจะประหยัดแม้กระทั่งในทางเศรษฐกิจเป็นอย่างยิ่ง และได้รับความบันเทิง ในทางธรรมะ มีจิตใจอิ่มเอิบอยู่ด้วยธรรมะ มีร่างกายสดชื่น ใจแจ่มใส เพราะ เหตุที่จิตใจบันเทิงอยู่ในทางธรรมะ; เพราะฉะนั้น ที่ไหนให้ผลอย่างนี้ ที่นั้นเป็น โรงมหรสพในทางวิญญาณไปหมด; ที่นี้คนหนุ่มคนสาวจะมี วิถีทางทำได้อย่าง ไร ก็น่าจะต้องคิดดู. ถ้าเราจะมองให้สูงขึ้นไปถึงพวกโยคี มุนี ฤๅษีอะไรเหล่านี้ การบันเทิงใน ทางธรรมะของท่านเหล่านั้น ก็คือความสุขที่เกิดจากสมาธิ ซึ่งมีรสเยือกเย็นแสนที่จะ เย็น ชื่นใจแสนที่จะชื่นใจ ฉะนั้นท่านจึงอยู่ได้ด้วยความรื่นเริง บันเทิง อย่างบทกลอน ที่คนสมัยนี้อาจจะไม่เข้าใจก็ได้ มีอยู่ว่า "เข้าฌานนานนับเดือน ไม่เขยื้อนเคลื่อนกายา จำศีลกินวาตา เป็นผาสุกทุกคืนวัน" ดังนี้
น.139 กินวาตาหมายถึง กินลม; ขอให้ท่านเข้าใจว่ากินวาตาคือกินลมเป็น อาหาร แต่ก็ยังเป็นผาสุกทุกคืนวัน. นี้เรียกว่าเป็น "มหรสพในทางวิญญาณ" ของท่านเหล่านั้นอย่างเต็มที่ มีเสน่ห์ดึงดูดคนเหล่านั้นติดแน่น เหมือนกับเสน่ห์ในโรง หนังดึงดูดคนบางคนสมัยนี้ ที่ต้องไปทุกโปรแกรมอย่างนี้ เป็นต้น. นี้ก็เป็นเครื่อง พิสูจน์ว่า ความบันเทิงใจนั้นไม่จำเป็นจะต้องมีรูปร่าง หรือที่มา เหมือนกันไปหมด มันจะมาจากอะไรก็ได้; เราจะต้องรู้จักวิธีที่จะทำให้มันเป็นสิ่งที่แท้จริง มี ประโยชน์ และไม่ยุ่งยาก ไม่ลำบาก. ถ้าหากว่าเราสามารถจะจัดความบันเทิง ในรูปนี้ให้แก่เด็ก ๆ ได้ หรือแก่คนหนุ่มคนสาวได้ เขาก็จะพอใจในทางธรรมะ ยิ่ง ขึ้นกว่าที่กำลังเป็นอยู่เดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้นจึงขอร้องให้สนใจ. เราอาจจะดัดแปลง ศิลปกรรม วรรณกรรมอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ให้เป็นรูปอื่น ซึ่งให้ความบันเทิงในทาง ธรรมะด้วยก็ได้. เราอาจจะฉายภาพยนต์ ฉาย Slide ซึ่งให้วิชาความรู้ในทาง ธรรม และบันเทิงธรรมะพร้อมกันไปในตัวก็ได้ ถ้าท่านผู้เป็นประธานของชุมนุม อบรมนี้เห็นด้วย เราจะฉาย slide ชนิดนั้นกันสักวันหนึ่งก็ได้ อาตมามีพร้อม: และ เป็นการ Copy มาจากสมุดข่อยโบราณของปู่ย่าตายาย; เราจะเห็นได้ว่าปู่ย่าตายาย มีความฉลาดในเรื่องนี้อย่างไร หรือว่าเราจะได้เห็นทัศนศึกษาของปู่ย่าตายาย ว่า วิเศษ หรือด้อยกว่าของเราสักกี่มากน้อย ที่สามารถบรรยายธรรมะตั้งแต่ต้น คือ แต่แรกที่ว่าคนเราเกิดมาด้วยอะไร อย่างไร เกิดกิเลสอย่างไร เกิดความหลงอย่างไร เกิดความฉลาดอย่างไร และบำเพ็ญธรรม บรรลุญาณไปตามลำดับ กระทั่งบรรลุ มรรคผลนิพพานอย่างไร อย่างนี้ ท่านสามารถแสดงได้ด้วยภาพ ซึ่งถ้าดูในแง่ของ ศิลปะ มันก็เป็นศิลปะ อย่างยิ่ง เพราะให้ความบันเทิงตามแบบศิลปะได้ แม้ดูใน
น.140 ทางธรรมะ ก็เป็นธรรมะที่สมบูรณ์อย่างยิ่ง; จะดูเพื่อความเพลิดเพลินก็เป็นความ เพลิดเพลินได้. นี่แหละเรายังมีอีกหลายอย่างที่ควรจะดัดแปลง แม้ที่สุดแต่เพลง และดนตรี; เพลงชนิด ๘๐ % ที่กล่าวถึงในวันก่อนนั้น เราสามารถจะกันออกไปเสีย ได้ ด้วยบทเพลงที่เป็นศิลปะบริสุทธิ์ เป็นธรรมะบริสุทธิ์ก็ได้; ทางตาก็ได้ ทางหูก็ได้ ทางอื่นก็ได้; รวมกันแล้วก็เป็นมหรสพ ในทางวิญญาณ ฉะนั้นอาตมาจึงขอชักชวน ท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลายในวันนี้ ให้สนใจในเรื่องนี้; และวันนี้ก็เลยถือโอกาสทำ การบรรยายของเราที่นี่ ให้กลายเป็น Spiritual Theatre ไปด้วยการเล่านิทาน ซึ่ง หมายความว่า อาตมาจะไม่ทำอะไรมากไปกว่าการเล่านิทาน สำหรับวันนี้ เพื่อ ความเป็นวันมหรสพ เพื่อความมีจิตว่างจากความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวว่าตนกันให้ได้ ให้สมกับที่วันนี้เป็นวัน “พระ," เป็นวัน holiday. หรือเป็นอะไรทำนองนั้น. ท่านทั้งหลายควรจะทราบว่าในวัน week - day คือวันที่ไม่ใช่วันอาทิตย์นี้ เราจะต้องทำงาน. วันอย่างนั้นมันเป็นโอกาสของซาตาน หรือกิเลส หรือ ธรรมชาติฝ่ายต่ำ จะครอบงำเราได้ง่ายที่สุด. เมื่อเราทำงานที่บ้านก็ดี ที่ ออฟฟิศก็ดี ที่ไหนก็ดี ซึ่งเราจะต้องติดต่อกับคนมาก และคนแต่ละคนนั้นไม่ใช่เขา จะเป็นมิตรกับเราเสมอไป มันจึงมีอะไรที่ทำให้เรากลุ้มอกกลุ้มใจ เกิดความเป็นตัว เป็นตนขึ้นมา โดยไม่จำเป็นที่จะต้องเกิด อย่างนี้ก็ยังมี; และตลอดวันเหล่านั้น เรา ว้าวุ่นไปหมด เต็มไปด้วยวิตกกังวลอย่างที่เรียกสั้น ๆ ว่า "กลางคืนอัดควัน ; กลางวันเป็นไฟ.” กลางคืนอัดควันกลางวันเป็นไฟ วลีนี้ ไม่ใช่อาตมาว่าเอาเอง แต่เป็นพระพุทธภาษิตในสูตรสูตรหนึ่ง ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านตรัสเป็นปริศนาที่ต้องคิดนึก ว่า "จอมปลวกจอมหนึ่ง กลางคืนอัดควัน กลางวันเป็นไฟ" ดังนี้ แล้ว
น.141 ก็ว่าเรื่อยไปจนตลอดเรื่องของท่าน; แต่อาตมาเอามาเฉพาะวลีที่ว่า " กลางคืน อัดควัน กลางวันเป็นไฟ." จอมปลวกนี้ ก็คือร่างกายนี้; กลางคืนอัดควัน หมายความว่ามีการงาน มาก มีธุระผูกพันที่จะต้องรับผิดชอบก็มาก หรือสมัครใจที่จะไปกังวลเองด้วยนิสัย เคยชินนั้นก็มาก ฉะนั้นกลางคืนจึงอัดควัน คือคิดครุ่นไปหมด; ถ้าอายุมากหน่อย ก็ถึงกับนอนหลับยาก หรือนอนหลับไม่ได้เลยก็มี. นี่กลางคืนอัดควัน หมายความ อย่างนี้ มันลุกไปทำอะไรที่ไหนไม่ได้ ก็ต้องทนนอนก่ายหน้าผาก วิตกกังวลครุ่นคิด เกินกว่าเหตุไป ตามภาษาของคนที่ยึดมั่นถือมั่น พอถึงกลางวันเป็นไฟ ก็หมาย ความว่าออกจากบ้านเป็นฟืนเป็นไฟ ไปที่เดียว ทำการทำงานอย่างนั้นอย่างนี้ ที่นั่น ที่นี่ เป็นไฟไปกว่าจะค่ำอีก ลักษณะที่กลางคืนอัดควันกลางวันเป็นไฟนี้มันมี แก่เรา ทุกคน จริงหรือไม่ขอให้ลองสนใจ; มันมีแววตาแห่งนรก หรือมีนรกส่ออยู่ในแววตา ใช่หรือไม่ ก็ลองพิจารณาดูลักษณะที่ว่ากลางคืนอัดควันกลางวันเป็นไฟ; ฉะนั้น ถ้าเราจะต้องเป็นอย่างนี้ตลอดทั้งสัปดาห์ไม่มีวันที่หยุดเลย มันจะเป็นอย่างไรบ้าง. การที่ว่า ๗ วันหยุดเสียสักวันหนึ่งนั้น มันเป็นสวัสดีมงคลแก่คนนั้นเอง ฉะนั้นถ้าใครขึ้นไปลบล้างมัน คือไปทำงานอย่างเดียวกันในวันนั้นเสียอีก ปรับให้เป็น บาปและตกนรก อย่างนี้ก็ดีแล้ว. ท่านทั้งหลายก็คงจะเห็นด้วยว่าคำกล่าวนั้นถูกต้อง ในการที่ว่า บุคคลนั้นเป็นคนที่ไม่มีวันพระเสียเลย. ช่างกระไรเขาเป็นคนที่ไม่มี วันพระเสียเลย ทั้ง ๗ วัน. เมื่อ ๗ วันไม่มีวันพระ ก็เท่ากับทุกสัปดาห์หรือ ตลอดชีวิต เป็นคนที่ไม่มีวันพระเสียเลย. นี่แหละเป็นเหตุให้เราระลึกถึงวันพระ หรือวัน Holiday กันบ้าง แล้วมาเล่านิทานเล่นสนุก ๆ กันดีกว่า [๑๕]
น.142 นิทานชุดหนึ่ง เป็นนิทานของพวกพุทธศาสนานิกายธยานะ หรือที่เราเรียก กันตามภาษาญี่ปุ่นว่านิกายเซ็น. พวกนี้เขาชอบการคิด ชอบการคิดเอง มาก กว่าการไปถามคนอื่นให้บอกเล่าไปตรง ๆ เขาชอบการคิดของเขาเอง เขาจึง บันทึกเรื่องต่าง ๆ ไว้ในลักษณะที่เป็นปริศนาทั้งนั้น. มันมีหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง บรรจุ นิทานเหล่านี้ไว้ตั้งสองสามร้อยเรื่อง เรื่องละนาที่สองนาทีเป็นส่วนมาก ซึ่งอาตมา จะเลือกเอามาสัก ๙ เรื่อง ๑๐ เรื่อง เท่าที่เวลาอำนวย มาเล่าให้ท่านฟัง เรื่องที่หนึ่ง ซึ่งไม่อยากจะเว้นเสียทั้งที่เคยเอ่ยถึงแล้วในวันก่อน คือ เรื่องน้ำชาล้นถ้วย; คือว่าอาจารย์แห่งนิกายเซ็น ชื่อ น่ำอิน เป็นผู้มีชื่อเสียงทั่ว ประเทศ และโปรเฟสเซอร์คนหนึ่งเป็นโปรเฟสเซอร์ที่มีชื่อเสียงทั่วประเทศ ไปหา อาจารย์น้ำอินเพื่อขอศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างเซ็น. ในการต้อนรับ ท่านอาจารย์ น้ำอินได้รินน้ำชาลงในถ้วย รินจนล้นแล้วล้นอีก; โปรเฟสเซอร์มองดูด้วยความฉงน ทนดูไม่ได้ก็พูดโพล่งออกไปว่า " ท่านจะใส่มันลงไปได้อย่างไร." ประโยคนี้มันก็ แสดงว่า โมโห. ท่านอาจารย์น้ำอินจิ๋งตอบว่า "ถึงท่านก็เหมือนกัน อาตมาจะ ใส่อะไรลงไปได้อย่างไร เพราะว่าท่านเต็มอยู่ด้วย Opinions และ Speculations ของท่านเอง ;" คือว่าเต็มไปด้วยความคิดความเห็นตามความยึดมั่นถือมั่นของท่าน เอง. และมีวิธีคิดนิกคำนวณตามแบบของท่านเอง. สองอย่างนี้แหละมันทำให้ เข้าใจพุทธศาสนาอย่างเซ็น ไม่ได้ เรียกว่าถ้วยชามันล้น. ท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลาย จะเตือนสติเด็กของเราให้รู้สึกนึกคิด เรื่องอะไร ล้น อะไรไม่ล้น ได้อย่างไร ขอให้ช่วยกันหาหนทาง. ในครั้งโบราณในอรรถกถา ได้เคยกระแหนะถิงพวกพราหมณ์ที่เป็นทิศาปาโมกข์ต้องเอาเหล็กมาตีเป็นเข็มขัด คาด
น.143 ท้องไว้เพราะกลัวท้องจะแตก เพราะวิชาล้น; นี้จะเป็นเรื่องที่มีความหมายอย่างไร ก็ลองคิดดู. พวกเราอาจล้น หรืออัดอยู่ด้วยวิชาทำนองนั้นจนอะไรใส่ลงไปอีกไม่ ได้; หรือความล้นนั้นมันออกมาอาละวาดเอาบุคคลอื่นอยู่บ่อย ๆ บ้างกระมัง ? แต่ เราคิดดูก็จะเห็นได้ว่า ส่วนที่ล้นนั้นคงจะเป็นส่วนที่ใช้ไม่ได้; จะจริงหรือไม่ก็ลองคิด ส่วนใดที่เป็นส่วนที่ล้น ก็คงเป็นส่วนที่ใช้ไม่ได้. ส่วนที่ร่างกายรับเอาไว้ได้ ก็คงเป็น ส่วนที่มีประโยชน์; ฉะนั้น จริยธรรมแท้ ๆ ไม่มีวันจะล้น. โปรดนึกดูว่าจริยธรรม หรือธรรมะแท้ ๆ นั้น มีอาการล้นได้ไหม. ถ้าล้นไม่ได้ ก็หมายความว่าสิ่งที่ล้นนั้น มันก็ไม่ใช่จริยธรรม ไม่ใช่ธรรมะ; ล้นออกไปเสียให้หมดก็ดีเหมือนกัน. หรือถ้าจะพูดอย่างลึกเป็นธรรมะลึกก็ว่า จิตแท้ ๆ ไม่มีวันล้น. อ้ายที่ล้นนั้นมันเป็น ของปรุงแต่งจิต ไม่ใช่ตัวจิตแท้ มันล้นได้มากมาย. แต่ถึงกระนั้นเราก็ยังไม่รู้ว่า จิตแท้ คืออะไร; อะไรควรจะเป็นจิตแท้ และอะไรเป็นสิ่งที่ไม่ใช่จิตแท้ คือเป็นเพียง ความคิดปรุงแต่ง ซึ่งจะฉันไหลไปเรื่อย. นี่แหละรีบค้นหาให้พบสิ่งที่เรียกว่าจิต จริง ๆ กันเสียสักทีก็ดูเหมือนจะดี. ในที่สุดท่านจะพบตัวธรรมะอย่างสูง ที่ควรแก่นามที่จะเรียกว่าจิตแท้หรือ จิตเดิมแท้ ซึ่งข้อนั้นได้แก่ ภาวะแห่งความว่าง. จิตที่ประกอบด้วยสภาวะแห่ง ความว่างจาก "ตัวกู-ของกู" นั่นแหละคือจิตแท้. ถ้าว่างแล้วมันจะเอาอะไรล้น ? นี่เพราะเนื่องจากไม่รู้จักว่าอะไรเป็นอะไร จึงบ่นกันแต่เรื่องล้น การศึกษาก็ถูกบ่นว่า ล้น และที่ร้ายกาจที่สุด ก็คือที่พูดว่าศาสนานี้เป็นส่วนที่ล้น จริยธรรมเป็นส่วนล้น คือส่วนที่เกิน คือเกินต้องการ ไม่ต้องเอามาใส่ใจไม่ต้องเอามาสนใจ. เขาคิดว่า เขาไม่ต้องเกี่ยวกับศาสนาหรือธรรมะเลย เขาก็เกิดมาได้ พ่อแม่ก็มีเงินให้เขาใช้
น.144 ให้เขาเล่าเรียน เรียนเสร็จแล้วก็ทำราชการเป็นใหญ่เป็นโตได้ โดยไม่ต้องมีความ เกี่ยวข้องกับศาสนาเลย ฉะนั้นเขาเขี่ยศาสนาหรือธรรมะออกไป ในฐานะเป็นส่วนล้น คือไม่จำเป็น. นี่แหละเขาจัดส่วนล้นให้แก่ศาสนาอย่างนี้. คนชนิดนี้จะต้องอยู่ใน ลักษณะที่ล้นเหมือนโปรเฟสเซอร์คนนั้น ที่อาจารย์น่ำอินจะต้องรินน้ำชาใส่หน้า หรือ ว่ารินน้ำชาให้ดู โดยทำนองนี้ทั้งนั้น. เขามีความเข้าใจผิดล้น; ความเข้าใจถูกนั้น ยังไม่เต็ม; มันล้นออกมาให้เห็นเป็นรูปของมิจฉาทิฏฐิ เพราะเขาเห็นว่าเขามี อะไร ๆ ของเขาเต็มเปี่ยมแล้ว ส่วนที่เป็นธรรมะ เป็นจริยธรรมนี้เข้าไม่จุอีกต่อไป. ขอจงคิดดูให้ดีเถอะว่า นี่แหละคือมูลเหตุที่ทำให้จริยธรรมรวนเร และพังทะลาย. ถ้าเรามีหน้าที่ที่จะต้องผดุงส่วนนี้แล้ว จะต้องสนใจเรื่องนี้. ทีนี้ก็ถึง เรื่องที่สอง เรื่อง " เพชรที่หาได้จากโคลนในถิ่น slum. " อาตมาต้องขอใช้คำอย่างนี้ เพราะไม่ทราบว่าจะใช้คำอย่างไรดี ที่จะให้รวดเร็วและ สั้น ๆ. ท่านจะรู้สึกอย่างไรก็ตามใจที่จะต้องใช้คำอย่างนี้, "เพชรที่หาพบจาก โคลนในถิ่น slum. " เรื่องนี้ก็เล่า อาจารย์แห่งนิกายเซ็น ชื่อ กูโด เป็นอาจารย์ ของพระจักรพรรดิแห่งประเทศญี่ปุ่นในสมัยนั้น. ท่านอาจารย์องค์นี้ชอบเที่ยวไปไหน คนเดียวโดด ๆ อย่างนักบวช เร่ร่อนแบบปริพาชก ไม่ค่อยได้อยู่กับวัดวาอาราม. ครั้งหนึ่งท่านเดินทางไปยังตำบลอีโด เพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งของท่าน ที่จะมี แก่คนอื่น. ท่านได้ผ่านตำบล ๆ หนึ่ง เย็นวันนั้นฝนก็ตกมาก ท่านจึงเปียกปอนไป หมด และรองเท้าของท่านที่ใช้ เป็นรองเท้าทำด้วยฟาง เพราะนักบวชนิกายเซ็น ใช้รองเท้าฟางถักทั้งนั้น. เมื่อฝนตกตลอดวันรองเท้าก็ขาดยุ่ยไปหมด ท่านจึงเหลียว ดูว่า จะมีอะไรที่ไหนจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้บ้าง ก็พบกระท่อมน้อย ๆ แห่งหนึ่ง
น.145 ในถิ่นใกล้ ๆ นั้น เห็นรองเท้าฟางมีแขวนอยู่ด้วย ก็คิดจะไปซื้อสักคู่หนึ่ง เอาแห้ง ๆ มาใส่เพื่อเดินทางต่อไป. หญิงเจ้าของบ้านนั้นเขาถวาย เลยไม่ต้องซื้อ; และเมื่อ เห็นว่าเปียกปอนมาก ก็เลยขอนิมนต์ให้หยุดอยู่ก่อนเพราะฝนตกจนค่ำ; ท่านก็เลย ต้องพักอยู่ที่บ้านนั้น ด้วยคำขอร้องของหญิงเจ้าของบ้าน. หญิงเจ้าของบ้านเรียกเด็ก ๆ และญาติ ๆ มาสนทนาด้วยท่านอาจารย์; ท่านได้สังเกตเห็นว่า สกุลนี้เป็นอยู่ด้วยความข้นแค้นที่สุด ก็เลยขอร้องให้บอกเล่า ตรง ๆ โดยไม่ต้องเกรงใจ ว่าเรื่องมันเป็นอย่างไรกัน. หญิงเจ้าของบ้านก็บอกว่า " สามีของดิฉันเป็นนักการพนัน แล้วก็ดื่มจัด. ถ้าเผอิญเขาชนะ เขาก็ดื่มมัน จนไม่มีอะไรเหลือ. ถ้าเขาแพ้ เขาก็ยืมเงินคนอื่นเล่นอีก เพิ่มหนี้สินให้มากยิ่ง ขึ้น. เขาไม่เคยมาบ้านเลย เป็นวันเป็นคืน หรือหลายวันหลายคืนก็ยังมี ; ดิฉันไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี." ท่านอาจารย์กูโดว่า ไม่ต้องทำหรอก ฉันจะช่วยทำ แล้วก็ว่านี่ฉันมีเงิน มาบ้าง ช่วยไปซื้อเหล้าองุ่นมาให้เหยือกใหญ่ ๆ เหยือกหนึ่ง แล้วก็อะไร ๆ ที่ดี ๆ ที่น่ากินเอามาให้เป็นจำนวนเพียงพอ เอามาวางที่นี่แล้วก็กลับไปทำงานตามเรื่องเถอะ ฉันจะนั่งอยู่ที่นี่ตรงหน้าที่บูชา. ข้อนี้หมายความว่าบ้านนั้นก็มีหิ้งบูชาพระ. เมื่อ ผู้ชายคนนั้นกลับมาบ้าน เวลาดึก เขาก็เมา. เขาก็พูดตามประสาคนเมา. นี่ คำนี้ จะแปลว่ายังไง; Hey, wife; ก็ต้องแปลว่า เมียโว้ย, มาบ้านแล้วโว้ย; มีอะไรกิน บ้างโว้ย. ตัวหนังสือเขาเป็นอย่างนี้ ซึ่งมันก็เหมือน ๆ กับในเมืองไทยเรานี้เอง. นี่ลองคิดดูว่าคน ๆ นี้จะเป็นอย่างไร; ฉะนั้น กูโด ท่านอาจารย์ที่นั่งที่หน้าหิ้งพระ ก็ออกรับหน้า บอกว่า ฉันได้มีทุกอย่างแล้วสำหรับท่าน เผอิญฉันมาติดฝนอยู่ที่นี่
น.146 หมายความว่ายกตนให้เสียแก่กิเลสหรือธรรมชาติฝ่ายต่ำ มันก็ไม่ได้คิดที่จะมีอะไร ที่ใหญ่โตมั่นคง ที่จะเป็นนั่นเป็นนี้ให้จริงจังได้. ข้อนี้เรียกว่าเราควรจะถือเป็นหลัก จริยธรรมข้อหนึ่งด้วยเหมือนกัน. นิทานที่สาม "ชื่อเรื่อง Is that so ?" ท่านลองแปลเอาเองว่าอย่างไร มันก็คล้ายๆ กับว่า “อย่างนั้นหรือ ?" นิทานที่สามนี้เล่าว่า ณ สำนักเซ็นของ อาจารย์เฮ็กกูอิน ซึ่งเป็นที่เลื่องลือมากเป็นเหมือนกับว่าเป็นที่พึ่งของหมู่บ้าน มีร้าน ชำใกล้ ๆ วัดนั้น; มีหญิงสาวสวย ลูกสาวเจ้าของร้าน; ที่นี้โดยกระทันหัน ปรากฏ ว่ามีครรภ์ขึ้นมา. พ่อแม่เขาพยายามขยั้นขยอถาม ลูกสาวก็ไม่บอก แต่เมื่อ ถูกบีบคั้นหนักเข้าก็ระบุ ชื่อ ท่านอาจารย์ เฮ็กกูอิน. เมื่อหญิงสาวคนนั้นระบุอาจารย์ เฮ็กกูอินเป็นบิดาของเด็กที่อยู่ในครรภ์ พ่อแม่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ไปที่วัด แล้วก็ไป ด่าท่านอาจารย์เฮ็กกูอิน ด้วยสำนวนโวหารของคนที่โกรธขีดสุดที่จะด่าได้อย่างไร. ท่านอาจารย์ไม่มีอะไรจะพูด นอกจากว่า Is that so ? คือว่าอย่างนั้นหรือ? สองคน นั้นด่าจนเหนื่อยไม่มีเสียงจะด่า ไม่มีแรงจะด่า! ก็กลับไปบ้านเอง. ที่นี้พวกชาวบ้าน ที่เคยเคารพนับถือ ก็พากันไปด่า ว่าเสียทีที่เคยนับถืออย่างนั้นอย่างนี้; ท่านก็ไม่มี ประโยคอะไรที่จะพูด นอกจากว่า "Is that so ?" พวกเด็ก ๆ ก็ยังพากันไปด่าว่า พระบ้า พระอะไร สุดแท้แต่ที่จะด่าได้ตามภาษาเด็ก; ท่านก็ "Is that so ?" ไม่มีอะไรมากกว่านั้น. ที่นี้ต่อมา เด็กคลอดออกมาจากครรภ์. บิดามารดาที่เป็นตาเป็นยาย ของเด็ก ก็เอาเด็กไปมอบให้ท่านอาจารย์เฮ็กกูอิน ในฐานะเป็นการประชด หรือ อะไรก็สุดแท้ว่า "แกต้องเลี้ยงเด็กคนนี้." ท่านอาจารย์เฮ็กกูอินก็มีแต่ "Is that so ?” ตามเคย. ท่านรับเด็กไว้ และต้องหานมหาอาหารของเด็กอ่อนนั้น จากบุคคล
น.147 บางคนที่ยังเห็นอกเห็นใจท่านอาจารย์เฮ็กกูอินอยู่ พอเลี้ยงเด็กนั้นให้รอดชีวิต เติบโต อยู่ได้. ที่นี้ต่อมานานเข้า หญิงคนที่เป็นมารดาของเด็กเหลือที่จะทนได้ มันเหมือน กับไฟนรกเข้าไปสุมอยู่ในใจ เพราะเขาไม่ได้พูดความจริง: ฉะนั้นวันหนึ่งเขาจึงไป สารภาพบอกกับบิดามารดาของเขาว่า บิดาที่แท้จริงของเด็กนั้นคือคนหนุ่มที่ร้านขาย ปลา. ที่นี้บิดามารดาตายายคู่นั้น ก็มีจิตใจเหมือนกับนรกเผาอยู่ข้างในอีกครั้งหนึ่ง รีบวิ่งไปที่วัด ไปขอโทษขอโพยต่ออาจารย์เฮ็กกูอิน; ขอแล้วขอเล่า ๆ เท่าที่จะรู้สึก ว่าเรามีความผิดมากอย่างไร ก็ขอกันมากมายอย่างนั้น; ท่านก็ไม่มีอะไร นอกจาก Is that so ? แล้วก็ขอหลานคนนั้นคืนไป. ต่อมาพวกชาวบ้านที่เคยไปด่าท่านอาจารย์ ก็แห่กันไปขอโทษอีก เพราะความจริงปรากฏขึ้นเช่นนี้. ขอกันใหญ่ไม่รู้กี่สิบคน; ขอกันนานเท่าไร ท่านก็ไม่มีอะไรจะพูด นอกจาก "Is that so ?” อีกนั่นเอง. เรื่อง ของเขาจบเท่านี้ นิทานเรื่องนี้จะสอนว่า อย่างไร. เราถือว่านิทานชุดนี้ ก็เหมือนกับนิทาน อิสปในทางวิญญาณ ในทาง Spiritual point of view; นิทานเรื่องนี้สอนว่า อย่างไร ดังนั้นหรือ ? มันก็เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า “นตฺถิ โลเก รโห นาม" และ "นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต" "การไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก:" หรืออะไรทำนองนี้. แต่ท่านทั้งหลายลองเปรียบเทียบดูที่หรือว่า ถ้าพวกครูบาอาจารย์ของเราทั้งหลาย เป็นผู้ถูกกระทำอย่างท่านอาจารย์เฮ็กกูอิน ท่านจะเป็นอย่างนี้ได้ไหม; คือจะ Is that so ? คำเดียวอยู่ได้ไหม. ถ้าได้ เรื่องคงจะไม่เป็นอย่างที่กำลังเป็น คือคงจะไม่ถูก [๑๖]
น.148 พ้องว่าตีเด็กเกินควร หรืออะไรทำนองนั้น ต้องไปถึงศาลก็มี. อาตมาเคยเห็นครู ที่บ้านนอก ต้องไปพูดกันถึงโรงถึงศาลก็มี เพราะตีเด็กเกินควรเป็นต้น; นี่คือมัน หวั่นไหวต่ออารมณ์มากเกินไป จนกระทั่งเด็กเล็ก ๆ ก็ทำให้โกรธได้; เรื่องนิดเดียว ก็ยังโกรธได้; เพราะว่าไม่ยึดถือความจริงเป็นหลักอยู่ในใจ มันจึงไหวไปตาม อารมณ์ โกรธมาก กลัวมาก เกลียดมาก ล้วนแต่เป็นอารมณ์ร้ายไปเสียทั้งนั้น. ทำไมไม่คิดว่า มันไม่ใช่เรื่องราวอะไรมากมาย มันไม่ใช่น้ำหนัก หรือเสียงส่วนมาก ที่ยืนยันว่า อันนั้นต้องเป็นอย่างนั้นจริง. ความจริงมันต้องเป็นความจริง; ถ้าจะมี อุเบกขา ก็ควรจะมีอุเบกขาอย่างนี้; ไม่ใช่อุเบกขาผิดอย่างอื่น; ฉะนั้นเราควรจะฟัง ของเขาไว้. นิทานที่ ๔ เรียกว่า เรื่อง "ความเชื่อฟัง " ธยานาจารย์ ชื่อ เบ็ง กะอี เป็นผู้มีชื่อเสียง ในการเทศนาธรรม; คนที่มาฟังท่านนั้นไม่ใช่เฉพาะแต่ในวง ของพวกนิกายเซ็น; พวกนิกายอื่น หรือคนสังคมอื่นก็มาฟังกัน; ชนชั้นไหน ๆ ก็ ยังมาฟัง เพราะว่าท่านไม่ได้เอาถ้อยคำในพระคัมภีร์ หรือในหนังสือ หรือในพระ ไตรปิฎกมาพูด แต่ว่าคำพูดทุกคำนั้น มันหลั่งไหลออกมาจากความรู้สึกในใจของ ท่านเองแท้ ๆ ผลมันจึงเกิดว่า คนฟังเข้าใจหรือชอบใจ แห่กันมาฟังจนทำให้วัดอื่น ร่อยหรอคนฟัง เป็นเหตุให้ภิกษุรูปหนึ่ง ในนิกายนิชิเรน โกรธมาก คิดจะ ทำลายล้างอาจารย์เบ็งกะอีคนนี้อยู่เสมอ. วันหนึ่ง ในขณะที่ท่านองค์นี้กำลังแสดง ธรรมอยู่ในที่ประชุม พระที่เห็นแก่ตัวจัดองค์นั้นก็มาที่เดียว หยุดยืนอยู่หน้าศาลาแล้ว ตะโกนว่า เฮ้ย ! อาจารย์เซ็น หยุดประเดี๋ยวก่อน ฟังฉันก่อน ใครก็ตามที่เคารพ ท่าน จะต้องเชื่อฟังคำที่ท่านพูด; แต่ว่าคนอย่างฉันนี้ไม่มีวันที่จะเคารพท่าน; ท่านจะ ทำอย่างไร ที่จะทำให้ฉันเคารพเชื่อฟังท่านได้. เมื่อภิกษุอวดดีองค์นั้นร้องท้าไปตั้ง
น.149 แต่ชายคาริมศาลา ท่านอาจารย์เบ็งกะอีก็ว่า มาซี ขึ้นมานี่ มายืนข้าง ๆ ฉันซี แล้วฉันจะทำให้ดูว่า จะทำอย่างไร. พระภิกษุนั้น ก็ก้าวพรวดพราดขึ้นไปด้วย ความทะนงใจ ฝ่าฝูงคนเข้าไปยืนหราอยู่ข้าง ๆ ท่านอาจารย์เบ็งกะอี. ท่านอาจารย์ เบ็งกะอีก็ว่า ยังไม่เหมาะ มายืนข้างซ้ายดีกว่า. พระองค์นั้นก็ผลุบมาทีเดียว มา อยู่ข้างซ้าย. ท่านอาจารย์เบ็งกะอีก็บอกอีกว่า อ๋อ! ถ้าจะพูดให้ถนัดต้องอย่างนี้ ต้องข้างขวา, ข้างขวา. พระองค์นั้นก็ผลุบมาทางขวา พร้อมกับมีท่าทางผยอง อย่างยิ่ง พร้อมที่จะท้าทายอยู่เสมอ. ท่านอาจารย์เบ็งกะอีจึงว่า เห็นไหมล่ะ ท่าน กำลังเชื่อฟังฉันอย่างยิ่ง และในฐานะที่ท่านเชื่อฟังอย่างยิ่งแล้ว ฉะนั้นท่านก็นั่งลงฟัง เทศน์เถิด นี่เรื่องก็จบลง. นิทานอิสปเรื่องนี้ มันสอนว่าอย่างไร เหมือนพระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า . นิวาโต เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ; วาโต ก็เหมือนกะสูบลมอัดเบ่งจนพอง; ถ้านิวาโต ก็คือ ไม่พองไม่ผยอง เป็นมงคลอย่างยิ่ง. ข้อนี้ย่อมแสดงว่า มีวิชาความรู้อย่างเดียวนั้น ไม่พอ ยังต้องการไหวพริบ และปฏิภาณอีกส่วนหนึ่ง; พระองค์นี้ก็เก่งกาจของนิกาย นิชิเรน ในญี่ปุ่น แต่มาพ่ายแพ้อาจารย์ที่แทบจะไม่รู้หนังสือเช่นนี้ ซึ่งพูดอะไรก็ไม่ อาศัยหนังสือ เพราะบางทีก็ไม่รู้หนังสือเลย แพ้อย่างสนิทสนม เพราะขาดอะไร ก็ลองคิดดู. พวกฝรั่งก็ยังพูดว่า Be wise in time. ฉลาดให้ทันเวลาโดยกระทัน หัน ซึ่งบาลีก็มีว่า "ฺขโณ มา โว อุปจฺจคา" ขณะสำคัญนิดหนึ่ง นิดเดียวเท่านั้น อย่าได้ผ่านไปเสียนะ; ถ้าผ่านไปละก็แย่เลยทีเดียว. นี้เรียกว่ามันเป็นปฏิภาณ; ปฏิภาณที่ครูบาอาจารย์จะต้องมีอย่างยิ่ง มิฉะนั้นจะควบคุมเด็กไม่อยู่. เราลอง คิดดูซิว่า เด็ก ๆ ของเรามีปฏิภาณเท่าไร เราเองมีปฏิภาณเท่าไร มันจะสู้กัน
น.150 ได้ไหม; ลองเทียบ I.Q. ในเรื่องนี้กันดู ซึ่งเกี่ยวกับปฏิภาณนี้. ถ้าครูบาอาจารย์ เรามี I.Q. ในปฏิภาณนี้ ๕ เท่าของเด็ก ๆ คือเหนือเด็กห้าเท่าตัว ก็ควรจะได้รับ เงินเดือนห้าเท่าตัวของที่เด็ก ๆ ควรจะได้รับ; หรือว่าใครอยากจะเอาสักกี่เท่าก็เร่ง เพิ่มมันขึ้น ให้มีปฏิภาณไหวพริบ จนสามารถสอนเด็กให้เข้าใจเรื่องกรรม เรื่อง อนัตตา เรื่องนิพพาน ได้อย่างไรทีเดียว. นี่คือข้อที่จะต้องอาศัยปฏิภาณ ซึ่งวันหลัง ก็คงจะได้พูดกันถึงเรื่องนี้บ้าง นิทาน เรื่องที่ ๕ เรื่อง If love, love openly. ถ้าจะรัก ก็จงรักอย่าง เปิดเผย. ในวัดนิกาย เซ็น อีกเหมือนกัน: มีภิกษุอยู่หลายสิบรูป และมี นักบวชผู้หญิงที่เรียกว่า nun อยู่คนหนึ่ง ชื่อ เอฉุ่น รวมอยู่ด้วย. เอฉุ่น เป็น หญิงที่สวยมาก แม้จะเอาผมออกเสียแล้ว แม้จะใช้เครื่องนุ่งห่มของนักบวชที่ปอน มาก ก็ยังสวยอย่างยิ่งอยู่นั่นเอง และทำความวุ่นวายให้แก่ภิกษุทั้งหมดนั้นมาก แทบ ว่าจะไม่มีจิตใจที่จะสงบได้. ภิกษุองค์หนึ่งทนอยู่ไม่ได้ ก็เขียนจดหมายส่งไปถึง ขอร้องที่จะมีการพบอย่าง private คือเป็นการขอพบเฉพาะตัว. เอฉุ่นก็ไม่ตอบ จดหมายนั้นอย่างไร แต่พอวันรุ่งขึ้นกำลังประชุมอบรมสั่งสอนกันอยู่ ซึ่งมีชาวบ้าน จำนวนมากรวมอยู่ด้วย; พอสั่งสอนจบลง เอฉุ่นก็ยืนขึ้นกล่าวถึงภิกษุนั้นว่า ภิกษุ ที่เขียนจดหมายถึงฉันนั้น ขอให้ก้าวออกมาข้างหน้าจากหมู่ภิกษุเหล่านั้นทีเถิด; ถ้า รักฉันมากจริง ๆ ก็จงมากอดฉันที่ตรงนี้; แล้วนิทานของเขาก็จบ. นี่ท่านลองคิดดูเองว่า นิทานอิสปเรื่องนี้จะสอนว่ากระไร; ก็หมายความว่า การสอน การอบรมที่ตรงไปตรงมาตามแบบของนิกายเซ็นนั้น กล้ามาก ทำให้คน
น.151 เรากล้าหาญมาก และไม่มีความลับที่จะต้องปิดใคร จะว่าอย่างไรก็ได้ ไม่ต้องปกปิด คือสามารถที่จะเปิดเผยตนเองได้ มีสัจจะมีความจริง โดยไม่ถือว่าความลับมีอยู่ ในโลก. นี้เราจะต้องเป็นผู้ที่ปฏิญญาตัวอย่างไรแล้ว จะต้องทำอย่างนั้น; ไม่มี ความลับที่ปกปิดไว้ จนสะดุ้งสะเทือนแม้ในการที่จะเรียกตัวเองว่า "ครู" อย่างนี้ เป็นต้น. บางคนกระดาก หรือร้อน ๆ หนาว ๆ ที่ว่า จะถูกเรียกว่าครู หรือจะ ถูกขอร้องให้ยืนยันปฏิญญาความเป็นครู; นี้แสดงว่าไม่เปิดเผยเพียงพอ ยังไม่ กล้าหาญเพียงพอ: จะกล้าปฏิญญาว่าเป็นครูจนตลอดชีวิตหรือไม่ ยิ่งไม่กล้าใหญ่. ใครกำลังจะลงเรือน้อยข้ามฟาก ไปฟากอื่นซึ่งไม่ใช่นครของพวกครูบ้าง ก็ดูเหมือน ไม่กล้าเปิดเผย เพราะเราไม่ชอบความกล้าหาญ และเปิดเผยกันอย่างสูงสุด เหมือน กะคนในเรื่องนิทานนี้. เรื่องที่ ๖ เขาให้ชื่อเรื่องว่า ช่างไม่เมตตาเสียเลย. อาตมาแปล ออกมาตามตัวว่า "ช่างไม่เมตตาเสียเลย." เขาเล่าว่าในประเทศจีน ในสมัยที่ นิกายเซ็นกำลังรุ่งเรืองมากอีกเหมือนกัน ใคร ๆ ก็นิยมนับถือภิกษุในนิกายเซ็นนี้. มียายแก่คนหนึ่ง เป็นอุปัฏฐากของภิกษุองค์หนึ่ง ซึ่งปฏิบัติเซ็น ด้วยความศรัทธา อย่างยิ่งมาเป็นเวลาถึงยี่สิบปี; แกได้สร้างกุฏิน้อย ๆ ที่เหมาะสมอย่างยิ่งให้ และส่ง อาหารทุกวัน นับว่าพระภิกษุองค์นี้ไม่ลำบากในการที่จะปฏิบัติสมาธิภาวนาอะไรเลย. แต่ในที่สุดล่วงมาถึง ๒๐ ปี ยายแก่เกิดความสงสัยขึ้นมาว่า พระรูปนี้จะได้อะไรเป็น ผลสำเร็จของการปฏิบัติบ้างไหม ที่มันจะคุ้มกันกับข้าวปลาอาหารของเราที่ส่งเสียมา ถึง ๒๐ ปี.
น.152 พื่อให้รู้ความจริงข้อนี้ แกก็คิดหาหนทาง ในที่สุดพบหนทางของแก คือ แกขอร้องหญิงสาวคนหนึ่ง ที่มีรูปร่างหน้าตาท่าทางอะไร ๆ ยั่วยวนไปหมด ให้ไป หาพระองค์นั้น โดยบอกว่า ให้ไปที่นั่น แล้วไปกอดพระองค์นั้น แล้วถามว่า เดี๋ยวนี้เป็นอย่างไรบ้าง ผู้หญิงคนนั้นก็ทำอย่างนั้น; พระองค์นั้นก็ตอบ ด้วยถ้อยคำ เป็นกาพย์กลอน Poetically: ซึ่งค่อนข้างเป็นคำประพันธ์ ตามธรรมดาของบุคคล บางคนที่มีนิสัยทางคำประพันธ์, ตรงนี้เขาเขียนเป็นคำประพันธ์. ซึ่งแปลเป็น ตัวหนังสือก็จะเท่ากับว่า "ต้นไม้แก่ใบโกร๋นบนยอดผา ฤดูหนาวทั้งคราวลมระดมมา อย่ามัว หาไออุ่นแม่คุณเอย" ; ว่าอย่างนี้เท่านั้น แล้วไม่ว่าอะไรอีก; ไม่มีอะไรที่จะพูดกัน รู้เรื่องอีก. หญิงสาวคนนั้นก็กลับมาบอกยายแก่อย่างที่ว่านั้น; ยายแก่ก็ขึ้นเสียงตะบิ้ง ขึ้นมาว่า คิดดูทีซิ ฉันเลี้ยงไอ้หมอนี่, That fellow ซึ่งตรงกับภาษาไทยว่า อ้าย หมอนั้น; มาตั้ง ๒๐ ปีเต็ม ๆ มันไม่มีอะไรเลย แม้จะเพียงแสดงความเมตตา ออกมาสักนิดหนึ่งก็ไม่มี: ถึงแม้จะไม่สนองความต้องการทางกิเลสของเขา ก็ควร จะเอ่ยปากเป็นการแสดงความเมตตากรุณา หรือขอบคุณบ้าง; นี่มันแสดงว่า เขาไม่มีคุณธรรมอะไรเลย; ฉะนั้นยายแก่ก็ไปที่นั่นเอาไฟเผากุฏินั้นเสีย และไม่ส่ง อาหารอีกต่อไป; แล้วนิทานของเขาก็จบ. นิทานนี้สอนว่าอย่างไร จะเห็นว่าอย่างไรก็ลองคิดดู คนบางคนเขาย่อม ต้องการอะไร อย่างที่ตรงกันข้ามกับที่เราจะนึกจะฝันก็เป็นได้. นี่จงดูสติปัญญาของ
น.153 127 มหรสพท่างวิญญาณเพื่อจริยธรรม คนแก่ซิ. แกมีแบบแห่งความยึดมั่น ถือมั่นของแกเองเป็นแบบหนึ่ง. ยิ่งแก่ยิ่ง หนังเหนียว คือหมายความว่า มันยิ่งยึดมั่นถือมั่นมาก ฉะนั้นถ้าเราจะไปโกรธคนที่ มีความคิดอย่างอื่น มีหลักเกณฑ์อย่างอื่น มีความเคยชินเป็นนิสัยอย่างอื่น นั้นไม่ได้; เราต้องให้อภัย เราไม่โกรธใครเร็วเกินไป หรือเราไม่โกรธใครเลย นั่นแหละจะดี ที่สุด; และจะเป็นครูบาอาจารย์ที่มีความสุขที่สุด แล้วจะเป็นครูบาอาจารย์ที่ทำหน้าที่ ได้ดีที่สุดด้วยและสนุกที่สุดด้วย, ฉะนั้น ขอให้จำไว้ว่า คนเรานั้นมีอะไรที่ไม่เหมือน กัน มีอะไรที่ไม่นึกไม่ฝันกันมากถึงอย่างนี้ นิทานเรื่องที่ ๗ ของเขามีว่า นิทานเรื่องนี้ ชื่อเรื่อง "พระพุทธเจ้า องค์หนึ่ง." ในนครโตเกียว สมัยศักราชเมจิ มีอาจารย์ที่เก่ง ๆ อยู่สองคน คนหนึ่งชื่ออันโซ เป็นครูบาอาจารย์ในนิกายชินงอน คนนี้ไม่ดื่มเลย; อีกคนหนึ่งชื่อ แตนแซน หรือ ตานซาน ก็แล้วแต่จะเรียก เป็นครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ด้วย ไม่เคยถือศีลเลย จึงดื่มจัด หรือละโมภในการบริโภค วันหนึ่ง อาจารย์อันโซไปเยี่ยมอาจารย์ตานซาน กำลังดื่มอยู่พอดี. อาจารย์ตานซานก็ถามว่า จะไม่ดื่มบ้างเทียวหรือ คือกล่าวชักชวนให้ดื่มนั่นเอง ; อันโซก็บอกว่าไม่เคยดื่มเลย. ตานซานก็ว่า คนที่ไม่เคยดื่มเลยนั้นน่ะไม่ใช่คน; ฝ่ายอันโซก็ฉุนกึก นิ่งเงียบไปขณะหนึ่ง ในที่สุดพูดขึ้นมาได้ว่า ท่านเรียกฉันไม่ใช่ คนเพราะเพียงแต่ฉันไม่ดื่ม ถ้าฉันไม่ใช่คนแล้ว ฉันจะเป็นอะไร. อาจารย์ตานซาน ก็บอกว่า เป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง แล้วนิทานของเขาก็จบ. นี่เราจะฟังเป็นเรื่องการโต้ตอบด้วยโวหารก็ได้ แต่ความจริงมันเป็นเรื่อง ที่มุ่งหมายจะสอนตามแบบวิธีของเขา ที่ให้คนสำนึกว่า คนนั้นยังไม่เป็นพระพุทธเจ้า
น.154 คนหนึ่งต่างหาก. ที่ว่าเป็นพระพุทธเจ้าคนหนึ่ง ก็เพื่อจะสอนให้รู้ว่ายังไม่เป็นพระ พุทธเจ้าเลยมากกว่า ซึ่งทำให้อาจารย์คนนั้นก็ชงักกึกไปอีกเหมือนกัน เพราะมันก็รู้ ตัวอยู่ว่า เราก็ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าสักที แล้วเราก็ไม่ใช่เป็นคน แล้วมันจะเป็นอะไร กัน คนก็ไม่เป็น พระพุทธเจ้าก็ไม่เป็น แล้วเป็นอะไร. ฉะนั้น เราเองก็เหมือนกัน เราเป็นครูตามอุดมคติหรือยัง หรือว่า ถ้า ไม่เป็นครู มันก็ไม่ใช่ครู, ถ้าเป็นครูก็ต้องเป็นครู. และการที่เขาว่า เราไม่ใช่คน เราไม่ควรจะโกรธเลย หรือแม้ว่า ครูจะถูกกล่าวหาว่าอย่างนั้นอย่างนี้ เราก็ไม่ โกรธ. ถ้าจะพูดถึงพุทธะตามแบบนิกายเซ็น ก็คือว่า ถ้าเรายังเป็นครูตามอุดมคติ ไม่ได้ เราก็ยังเป็นพุทธะไม่ได้อยู่เหมือนกัน; เพราะฉะนั้นเราจะพยายามทำตนไม่ให้ เป็นอะไรเลย ให้มีจิตว่าง ไม่รู้สึกเป็นอะไรเลย ซึ่งหมายความว่าให้อยู่เหนือการ ถูกว่า หรือเขาว่ามามันก็ไม่ถูก. เราเป็นชนิดนั้นกันจะดีไหม คือว่าเราเป็นอะไร อย่างหนึ่ง ซึ่งใครจะว่าอะไร อย่างไรมา มันก็ไม่ถูกเรา. มันก็คงไม่มีอะไร นอกจากเราเป็น "ว่างจากตัวเรา." ถ้าเราเป็นอย่างนี้ มันก็จะเป็นอย่างภูเขา ซึ่งลมจะพัดมากี่ทิศกี่ทาง ก็ไม่สามารถทำให้ภูเขาหวั่นไหวได้ ในบาลีมีคำกล่าวอยู่ว่า ถ้าภูเขาเป็นหินแท่งหนึ่ง ฝังอยู่ในดิน ๑๖ ศอก โผล่อยู่บนดิน ๑๖ ศอก ลมไหนจะพัดให้หวั่นไหวได้. ถ้าเราว่างจากความยึดมั่น ถือมั่นว่า เรามีเกียรติอย่างนั้นอย่างนี้ เราเป็นอะไรอย่างนั้นอย่างนี้ เมื่อ นั้นแหละ เราจะเป็นบุคคลที่ลมไหนพัดมาก็ไม่ถูก. เรื่องที่ ๘ ชื่อเรื่อง "ใกล้พระพุทธเจ้าเข้าไปแล้ว." นี้ลองฟังให้ดี จะได้รู้ว่า เราใกล้พระพุทธเจ้าเข้าไปแล้วหรือไม่. นักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่ง
น.155 หนึ่ง ได้ไปเยี่ยมธยานาจารย์ คืออาจารย์แห่งนิกายเซ็นแห่งหนึ่ง ชื่อว่า กาซาน เพราะนิสสิตคนนั้น เขาแตกฉานในการศึกษา เขาจึงถามอาจารย์กาซานว่า. เคย อ่านคริสเตียนไบเบิลไหม. ท่านอาจารย์กาซานซึ่งเป็นพระเถื่อน อย่างพระสมถะนี้ จะเคยอ่านไบเบิลได้อย่างไร; จึงตอบว่า เปล่า ช่วยอ่านให้ฉันฟังที่. นิสสิตคนนั้นก็อ่านคัมภีร์ไบเบิล ตอน Saint Mathew ไปตามลำดับ จน ถึงประโยคที่ว่า ไม่ต้องห่วงอนาคต คือไม่ต้องห่วงวันพรุ่งนี้ วันพรุ่งนี้มันจะเลี้ยงตัว มันเองได้ แม้แต่นกกระจอกก็ไม่อดตาย ทำนองนี้. ท่านอาจารย์กาซานก็บอกว่า ใครที่พูดประโยคนี้ได้ ฉันคิดว่าเป็นผู้รู้แจ้ง คนหนึ่งที่เดียว คือเป็น An enlightened one คนหนึ่งทีเดียว แต่นิสสิตคนนั้นก็ยังไม่ หยุดอ่าน คงอ่านต่อไป มีความว่า "ขอเถิดแล้วจะได้ จงแสวงหาเถิดแล้วจะ พบ จงเคาะเข้าเถิดแล้วมันจะเปิดออกมา ; เพราะว่าใครก็ตามที่ขอแล้วจะต้องได้ รับ ใครก็ตามที่แสวงหาแล้วย่อมได้พบ และใครก็ตามที่เคาะเข้าแล้ว ประตูก็ จะเป็ดออกมา." พอถึงตอนนี้อาจารย์กาซานก็ว่า แหมวิเศษที่สุด ใครที่กล่าวอย่างนี้ ก็ ใกล้พระพุทธเจ้าเข้าไปแล้ว; นิทานของเขาจบ. นิทานเรื่องนี้จะสอนว่าอย่างไร ? หมายความว่า ถ้ารู้ธรรมะจริง จะไม่ เห็นว่ามีลัทธิคริสเตียน หรือพุทธ หรืออะไรอื่น. ในจิตใจ ของผู้ที่รู้ธรรมะจริง จะไม่รู้สึกว่า มีคริสต์ มีพุทธ มีอิสลาม มีฮินดู มีอะไร เพราะไม่ได้ฟังชื่อเสียง เหล่านั้น ไม่ต้องเป็นนิกายอะไร ครูบาอาจารย์สำนักไหน คัมภีร์อะไร อ้างหลักฐาน [๑๗]
น.156 ชนิดไหน; ไม่มีจิตใจหรือความรู้สึกที่ค้านหรือรับฟังถ้อยคำเหล่านั้น จะฟังแต่ เนื้อหาของธรรมะนั้น; และก็เนื้อหาของธรรมะสูง ก็รู้ได้ว่ามันเป็นอย่างไร สูง ต่ำ ก็รู้ว่าสูงต่ำ: อย่างที่ว่า เคาะเข้าเถิดจะเปิดออกมานี้ มันเหมือนอย่างที่เราพูดว่า ถ้าปฏิบัติให้ถูก มันก็จะง่าย ๆ ที่สุดในการที่จะบรรลุนิพพาน; เดี๋ยวนี้ไปนอนหลับ สบายกันเสียหมด ทั้งพระทั้งฆราวาสก็ได้ ไม่มีใครเคาะ ไม่มีใครแสวงหา หรือ ไม่มีใครขวนขวายนั่นเอง. ถ้าฟังกันแต่เนื้อหาธรรมะแล้ว มันไม่มีพุทธ ไม่มี คริสเตียน; หรือไม่มีเซ็น ไม่มีเถรวาท ไม่มีมหายานอย่างนี้; ไม่มีอาการที่จะเป็น เขาเป็นเราเลย จิตมันว่างเสียเรื่อย มันจึงมีเขาฝ่ายหนึ่งก็ไม่ได้ มีเราอีกฝ่ายหนึ่ง ก็ไม่ได้ ฉะนั้น ความกระทบกันระหว่างเขากับเราไม่อาจจะเกิด, ไม่มีทางจะเกิด, ไม่มีพื้นฐานจะเกิด; เห็นธรรมะเป็นพระเป็นเจ้า เห็นพระเป็นเจ้าเป็นธรรมะไปเสีย เลย. เหมือนอย่างว่า พระเป็นเจ้าของฝ่ายที่ถือศาสนาเป็นพระเป็นเจ้านั้นมีการ สร้าง, มีการทำลาย มีการให้รางวัล มีการทำอะไรทุกอย่างตามหน้าที่ของพระ ผู้เป็นเจ้า เราก็มีสิ่งที่ทำหน้าที่อย่างนั้น ครบทุกอย่างเหมือนกัน แต่เราไปเรียกว่า ธรรมะ; เหมือนกับความหมายของคำว่าธรรมะที่อธิบายแล้วในการบรรยายครั้งที่ ๑ นั้น; ไม่มีอะไรนอกจากธรรมะ; แล้วความโง่ ความหลง คืออวิชาต่างหากที่ไป สมมติให้ว่าเป็นชื่อนั้นชื่อนี้ อย่างนั้นอย่างนี้ พวกนั้นพวกนี้ จนมีเรามีเขา. จริยธรรมทั้งหมด ของธรรมชาติทั้งหมดนั้น มีเรื่องเดียว แนวเดียว สายเดียว. ขอให้สนใจในความจริงข้อนี้เถอะว่า จริยธรรมทั้งหมดของโลกนี้ หรือ ของโลกอื่นด้วยก็ได้ ย่อมมีแนวเดียวและสายเดียวและตรงเป็นอันเดียวกัน ไม่ต้องพูด กันว่า ของประเทศนั้นประเทศนี้ ศาสนานั้นศาสนานี้ ในโลกเดียวกันนี้. ถึงแม้ว่า สิ่งที่เป็นจริยธรรมจะมีหลายรูป หรือหลายเหลี่ยมดังที่กล่าวมาแล้วแต่วันแรก นั้นก็ยัง
น.157 เป็นอันเดียวแนวเดียวสายเดียว กันอยู่นั้นเอง; มีแต่ว่าระบบไหนใกล้จุดปลายทางหรือ ยังเท่านั้น แต่เรื่องต้องเป็นเรื่องเดียวกันหมด; ขึ้นชื่อว่าธรรมะ แล้วต้องเป็นเรื่อง เดียวกันหมด; แต่ว่าอันไหนหรือที่ใครกล่าวนั้น มันใกล้จุดปลายทางเข้าไปหรือยัง, ฉะนั้นเราอย่าได้รังเกียจ อย่าได้ชิงชัง ว่าคนนั้นคนนี้เป็นคริสเตียนแล้ว ก็จะต้องเป็น ศัตรูเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมาทีเดียว; ถ้าถืออย่างนี้ก็แปลว่าไม่รู้ธรรมะ ยิ่งเป็นครู บาอาจารย์ด้วยแล้ว ไม่ควรจะไปรู้สึกทำนองนั้นเป็นอันขาด. นิทานเรื่องที่ ๙ เรื่อง "ยิ่งให้เร็ว นั่นแหละจะยิ่งช้า" เรื่องนี้ จะมีประโยชน์มากสำหรับครูบาอาจารย์; อาตมาจึงเลือกนำมาเล่าให้ฟัง. " ยิ่งให้ เร็วนั่นแหละจะยิ่งช้า " เรื่องนี้ถึงท่านจะไม่เรียกตนเองว่าครูก็ตาม ก็ควรจะสนใจฟัง ในฐานะที่ว่าจะเป็นปัจจัย เกื้อกูลแก่การเข้าใจธรรม และปฏิบัติธรรม. เรื่องเล่า ว่า มีหนุ่มคนหนึ่ง เขาอยากจะเป็นนักฟันดาบที่เก่งกาจ เขาไปหาอาจารย์สอนฟันดาบ ให้ช่วยสอนเขาให้เป็นนักฟันดาบ. เขาถามอาจารย์ว่าจะใช้เวลาสักกี่ปี. อาจารย์ ตอบว่าประมาณ ๗ ปี. เขาชักจะรวนเร เพราะว่า ๗ ปี นี้มันเป็นเวลามิใช่น้อย; ฉะนั้นเขาขอร้องใหม่ว่า เขาจะพยายามให้สุดฝีมือ สุดความสามารถในการศึกษา ฝึกฝน ทั้งกำลังกาย กำลังใจทั้งหมด; ถ้าเป็นเช่นนี้ จะใช้เวลาสักกี่ปี. อาจารย์ ก็บอกว่า " ถ้าอย่างนั้นต้องใช้เวลาสัก ๑๔ ปี ." แทนที่จะเป็น ๗ ปี กลายเป็น ๑๔ ปี; พังดู. หนุ่มคนนั้นก็โอดครวญขึ้นมาว่า บิดาของเขาแก่มากแล้ว จะตายอยู่รอม ร่อแล้ว; เขาจะพยายามอย่างยิ่ง ให้บิดาของเขาได้ทันเห็นผีมือฟันดาบของเขาก่อนตาย
น.158 ขาจะแสดงฝีมือฟันดาบของเขาให้บิดาของเขาชม ให้เป็นที่ชื่นใจแก่บิดา เขาจะ พยายามอย่างยิ่งที่จะแสดงความสามารถ ให้ทันสนองคุณของบิดา จะต้องใช้เวลาสัก เท่าไร ขอให้อาจารย์ช่วยคิดดูให้ดี ๆ. ท่านอาจารย์ก็บอกว่า " ถ้าอย่างนั้นต้อง ๒๑ ปี ." นี้มันเป็นอย่างไร ขอให้นึกดู; แทนที่จะลดลงมา มันกลายเป็นเพิ่มขึ้นเป็น ๒๑ ปี. หนุ่นคนนั้นจะเล่น งานอาจารย์อย่างไรก็ไม่ได้ เพราะเป็นอาจารย์ จะทำอย่างอื่นก็ไม่ถูก นึกไม่ออก เพราะไม่มีใครจะเป็นอาจารย์สอนฟันดาบให้ดีกว่านี้ ซึ่งเป็นอาจารย์ของประเทศ; ดังนั้นเขาก็ซังกะตายอยู่ไปกะอาจารย์ ด้วยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีนั่นเอง. หลายวันต่อมา อาจารย์ก็ใช้คนคนนี้ แทนที่จะเรียกไปสอนให้ใช้ดาบ ฟันดาบ กลับให้ทำครัว ให้ทำงานในครัว ให้ตักน้ำผ่าฟืน หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่ เรียกว่าต้องทำงานในครัว. หลายวันล่วงมา วันหนึ่ง อาจารย์ผลุนผลันเข้าไปในครัว ด้วยดาบสองมือ ฟันหนุ่มคนนี้ทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้สึกตัว อุตลุดเป็นการใหญ่. เขาก็ต้องต่อสู้ไปตามเรื่อง ตามราวของเขา ตามที่เขาจะสู้ได้ ด้วยใช้อะไรแทนดาบหรือด้วยมือเปล่า ๆ หรือ อะไรก็สุดแท้ สองสามอึดใจแล้วก็เลิกกัน; อาจารย์ก็กลับไป. แล้วต่อมาอีกหลาย วันเขาก็ถูกเข้าโดยวิธีนี้อีก และมีบ่อย ๆ อย่างนี้เรื่อยไป ไม่กี่ครั้งเขาก็กลายเป็น นักฟันดาบขึ้นมาได้ โดยไม่รู้สึกตัว จนกระทั่งอาจารย์บอกว่า กลับไปได้ คือจบ หลักสูตรแล้ว และปรากฏว่า ต่อมา หนุ่มคนนี้ก็เป็นนักดาบลือชื่อของประเทศญี่ปุ่น ไป: นิทานของเขาก็จบ.
น.159 ท่านลองคิดดูว่า นิทานเรื่องนี้สอนว่าอย่างไร ? ตอบสั้น ๆ ที่สุดก็คือว่า การทำอะไรด้วยความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวตน ว่าของของตนนั้น ใช้ไม่ได้ ไม่มีทาง ที่จะเป็นผลดีเลย; คือถ้าหนุ่มคนนี้ยังคิดว่า กูจะดี กูจะเด่นอยู่ละก็ มีตัวกูเข้ามาฝึก เป็นตัวกูที่ใหญ่เอาการอยู่เหมือนกัน. ที่นี้ถ้ายิ่งจะทำให้ดีที่สุด กูจะทำให้เก่งที่สุด ให้เร็วที่สุด อย่างนี้ด้วยแล้ว ไอ้ตัวกู มันยิ่งขยายโตออกไปอีก. ถ้ายิ่งจะให้ทัน บิดาเห็น บิดาแก่มากจะตายแล้ว ตัวกูมันยิ่งพองมากออกไปอีก มันยิ่งเร่งร้อนออก ไปอีก อย่างนี้จิตไม่เป็นสมาธิได้ จิตเต็มอัดอยู่ด้วยตัวกู กลัดกลุ้มไปด้วยตัวกู ของกู ไม่เป็นจิตว่าง ไม่เป็นตัวสติปัญญาอยู่ในจิต ไม่สามารถจะมี สมรรถภาพ เดิมแท้ของจิต ออกมาได้ เพราะมันกลัดกลุ้มอยู่ด้วยอุปาทาน ว่าตัวกูของกู หรือ ความเห็นแก่ตัวนี้ มันเลยไม่เฉียบแหลม ไม่ว่องไว ไม่ active อะไรหมด; ฉะนั้น ถ้าขืนทำไปอย่างนี้จริง ๆ แล้วจะต้องใช้เวลา ๗ ปีหรือว่า ๑๔ หรือว่า ๒๑ ปีจริง ๆ ที่นี้ขณะที่เขาอยู่ในครัวนั้น เขาไม่มีความรู้สึกว่าตัวกู ของกู; กูจะเอา ใน ๗ ปี หรือจะให้ทันบิดาเห็น อย่างนี้ไม่มีเลย กำลังเป็นจิตที่ว่างอยู่: ถึงแม้ว่า อาจารย์จะผลุนผลันเข้าไปในลักษณะอย่างไร ปฏิภาณของจิตว่าง หรือจิต เดิมแท้นี้ ก็มีมากพอที่จะต่อสู้ออกไปอย่างถูกต้องได้; มันเป็นการเรียกร้องขึ้นมา หรือปลุกขึ้นมาจากหลับ ปลุกจิตอันนี้ขึ้นมาจากความหลับ ตามวิธีของอาจารย์ที่ เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ; มาเป็นจิตที่เบิกบานเต็มที่ ซึ่งต่อไปก็เอาไปใช้ได้เลย; เขา จึงเป็นผู้สำเร็จหลักสูตรโดยวิธีอันประหลาดนั้น ภายในไม่ถึง ๗ ปี หรือภายในไม่ ถึงปี อย่างนี้เป็นต้น.
น.160 กี่ยวกับข้อนี้ อยากจะให้ท่านครูบาอาจารย์สนใจที่จะนึกดูว่า ความรู้สึก ที่เป็นตัวตน หรือเป็นของตนนั้น อยู่ที่ตรงไหน? เหมือนอย่างว่า เราจะยิงปืนหรือ ยิงธนู หรือว่าขว้างแม่นในการกีฬาขว้างแม่น; ถ้าจิตของผู้ขว้างมีความรู้สึกเป็นตัวกู ของกู เป็นชื่อเสียงของกู ชื่อเสียงของโรงเรียนของกู ของมหาวิทยาลัยของกู รัว อยู่ในใจแล้ว ไม่มีวันที่จะขว้างแม่น หรือขว้างถูกได้; มันสั่นระรัวอยู่ด้วยตัวกู หรือของกูนี้ ทั้งนั้น; ที่ถูกนั้นเมื่อมีความตั้งใจถูกต้อง ที่จะทำเพื่อเกียรติยศชื่อเสียง ของโรงเรียนหรือของอะไรก็ตาม แล้วเขาต้องดื่มหมด ลืมแม้แต่ตัวกู โรงเรียนของ กู มหาวิทยาลัยของกู เหลืออยู่แต่สติปัญญา และสติสัมปชัญญะ ที่จะขว้างด้วย อำนาจของสมาธิเท่านั้น คือพูดตรง ๆ ก็ว่า ขณะนั้นมีแต่จิตที่เป็นสมาธิ กับสติ ปัญญาเท่านั้น; ตัวกู ของกู ไม่มีเลย มันจึงเป็นจิตเดิม เป็นจิตตามสภาพจิต; มือไม้ไม่สั่น ใจไม่สั่น ประสาทไม่สั่น อะไร ๆ ไม่สั้น ปรกติเป็น active ถึงที่สุด แล้วเขาจะขว้างแม่น เหมือนอย่างกะปาฏิหาริย์; นี้ขอให้เข้าใจอย่างนี้. หรือว่าในการจัดดอกไม้ในแจกัน คนจัดจะต้องทำจิต ให้ว่างจากความ เห็นแก่ตัวกู หรือชื่อเสียงของกู ตลอดถึงโรงเรียนของกู หมู่คณะของกูเสียก่อน แล้วเสียบดอกไม้ไปด้วยจิตว่างจิตบริสุทธิ์; นั่นแหละคือสติปัญญาล้วน ๆ ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู เจืออยู่ ก็จะได้แจกันที่สวยที่สุด ไม่เคยปรากฏมาแต่ก่อน. นี่เขาถือ เป็นหลักของนิกายเซ็น; ฉะนั้นขอให้สนใจ ในการที่จะทำอะไรหรือมีชีวิตอยู่ด้วย ความไม่มีตัวกู ของกู. มันยิ่งจำเป็นมากสำหรับครูบาอาจารย์ ที่จะสอนเด็กให้ ทำงานฝีมือด้วยจิตใจที่ปรกติ ไม่สั่นในระบบประสาท ไม่สั่นในระบบของความคิดนิก; หรือว่า เมื่อเด็ก ๆ จะสอบไล่ เมื่อเขารู้สึกตัวอยู่แล้วว่า จะต้องสอบไล่ แล้วจะไป
น.161 มัวห่วงกลัวจะสอบตก ตัวกูจะสอบตก จะเสียชื่อ จะเสียเวลา ถ้าสอบไม่ได้จะไป โดดน้ำตายเป็นต้น จะต้องไปนิกทำไม นั่นเป็นเรื่องตัวกู ของกู: เด็กคนนั้น จะต้องลิ่มสิ่งเหล่านั้นหมด และดื่มแม้แต่กระทั่งตัวเอง. คำว่า "ลืมตัวเอง" นี้ถ้าฟังไม่ดี แล้วก็จะไม่เข้าใจ แล้วจะรู้สึกเถียงแย้งขึ้นมาว่า เป็นไปไม่ได้; ที่จริงเราดื่มตัวเราเองนี้ได้ ในลักษณะหรือกรณีเช่น: เด็ก ๆ ในขณะสอบไล่นั้นจะต้องดื่มหมดแม้กระทั่งตัวเอง เหลืออยู่ในใจแต่ว่า ปัญหาว่าอย่างไร มีใจความว่าอย่างไร แล้วคำตอบควรจะว่าอย่างไร. ถ้าจิตใจว่างจากตัวกู ว่างจากของกูแล้ว วิชาความรู้ต่าง ๆ ที่เคยสะสมมาตั้งแต่แรกเรียนนั้น จะมาหา พรูมาที่เดียว ให้เขาพบคำตอบว่าอย่างนั้นอย่างนี้และถูกต้องที่สุด;แต่ถ้าเขากลัดกลุ้มอยู่ด้วยตัวกูของกูแล้ว แม้เขาจะเคยเรียนมามากอย่างไร มันก็ไม่มา มันมีอาการเหมือนกับลืม นึกไม่ออกนั่นแหละ แล้วมันจะระส่ำระสาย กระสับกระส่ายรวนเรไปหมด ก็เลยตอบไม่ได้ดี. ถ้าสอบไล่ด้วยจิตว่างนี้ จะได้ที่หนึ่งหรือยิ่งกว่าที่หนึ่งเสียอีก ฉะนั้นเขาจึงมีการสอนมากในเรื่องที่ว่า อย่าทำด้วยจิตที่สั่นระรัวด้วยตัวกู ของกู เพราะว่าการทำอย่างนั้น ยิ่งจะให้เร็ว มันจะยิ่งช้าที่สุด ตามชื่อของนิทานว่า "ยิ่งให้เร็วมันยิ่งช้า" หรือที่เราจะพูดว่า จะเอาให้ได้ มันยิ่งจะไม่ได้เลย; หรือว่าจะไม่เอาอะไรเลย มันยิ่งจะได้มาหมด คือไม่มีตัวเราที่จะเอาอะไรเลยแล้ว มันจะได้มาหมด. ที่นี้ นิทานสุดท้ายที่อยากจะเล่าก็คือ เรื่องเกี่ยวกับเซ็นเนื้อ เซ็นกระดูก ตามชื่อของหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งชื่อว่า "เซ็นเนื้อเซ็กระดูก" คือ
น.162 หนังสือที่เอามาเล่านิทาน ให้ฟังนี้เอง. ควรจะทราบถึงคำว่า เซ็นเนื้อเซ็นกระดูกด้วย จะง่ายในการเข้าใจ. เซ็นเนื้อ-เซ็นกระดูก หมายความว่าธรรมะชั้นที่เป็นเนื้อเป็นกระดูก ยังไม่ถึงเยื่อในกระดูก: ธรรมะชั้นติ๊กจริง ๆ จัดเป็นชั้นเยื่อในกระดูกนี่เราจะเล่ากันแต่เรื่องชั้นเนื้อและชั้นกระดูก หมายความว่า ในนั้นมันมีชั้นเยื่อในกระดูกอีกที่หนึ่ง; ถ้าเข้าไม่ถึง มันก็ติดอยู่แค่เนื้อแต่กระดูก เหมือนที่เราไม่เข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนา แล้วก็คุยโวอยู่นี้ มันเป็นชั้นเนื้อชั้นกระดูกทั้งนั้น ไม่ใช่ชั้นเยื่อในกระดูกเลย; และเมื่อจะพูดถึงเรื่องนี้ เขาเล่านิทานประวัติตอนหนึ่งของท่านโพธิธรรม คืออาจารย์ชาวอินเดียที่ไปประเทศจีน ที่ไปประดิษฐานพระพุทธศาสนานิกายธ์ยานะลงไปในประเทศจีน ซึ่งต่อมาเรียกว่า นิกายเซ็น; ญี่ปุ่นเรียกว่า เซ็น;หรือภาษาจีนเรียกว่า เสี่ยง. เมื่อท่านโพธิธรรมอยู่ในประเทศจีนนานถึง 2 ปี ท่านก็อยากจะกลับอินเดีย. ที่นี้ไหน ๆ จะกลับทั้งที่ อยากจะลองสอบดูว่าบรรดาศิษย์ต่าง ๆ ที่สอนไว้ที่นี่ ใครจะรู้อะไรก็มากน้อย ก็เลยเรียกมาประชุม ถามทำนองเป็นการสอบไล่ว่าธรรมะที่แท้จริงนั้นคืออะไร: ข้อสอบมีเพียงสั้น ๆ ว่า "ธรรมะที่แท้จริงนั้นคืออะไร?" ศิษย์ชั้นหัวหน้าศิษย์ที่เรียกว่าศิษย์ชั้นมีปัญญาเฉียบแหลม ชื่อดูโฟกุ ก็พูดขึ้นว่า "ไอ้ที่อยู่เหนือการยอมรับและเหนือการปฏิเสธนั้นแหละคือธรรมที่แท้จริง." คำตอบอย่างนี้มันถูกมากแล้ว: ถ้าผู้ใดฟังไม่เข้าใจเรื่องนี้ พึ่งจัดตัวเองว่าเป็นผู้ที่ยังไม่รู้ธรรมะได้เลย; ไม่รู้ธรรมะอะไรเลยก็ว่าได้ ถ้าไม่รู้จักสิ่งที่อยู่เหนือการยอมรับและการปฏิเสธ.
น.163 ท่านอาจารย์ก็บอกว่า " เอ้า ! ถูก ! แก้ได้ หนัง ของฉันไป." นี้ หมายถึงหนังที่หุ้มชั้นนอก ไม่ใช่เนื้อ ไม่ใช่กระดูก คือชั้นหนังแท้ ๆ; เสร็จแล้ว คนนี้นั่งลง. นางชีคนที่ชื่อโซจิ ก็ยืนขึ้น แล้วบอกว่า " สิ่งที่เห็นครั้งเดียว แล้ว เป็นเห็นหมด เห็นตลอดกาล นั่นแหละคือธรรมะแท้จริง " ท่านอาจารย์ก็บอกว่า " เอ้า ! ถูก ! แก้ได้ เนื้อ ของฉันไป ;" คือ มันถูกกว่าคนทีแรก จึงได้เนื้อไป; แล้วเขาก็นั่งลง. คนที่สามยืนขึ้น ตอบว่า "ที่ไม่มีอะไรเลย นั่นแหละคือธรรมะ." เขาใช้คำว่า ไม่มีอะไรเลยเท่านั้น, แต่เราขยายความออกไปก็ได้ว่า ไม่มีอะไรที่ถือ เป็นตัวตนเลย นั่นแหละคือธรรมะแท้จริง. อาจารย์ก็บอกว่า " ถูก ! แก้ได้ กระดูก ของฉันไป ”; คือลึกถึงชั้น กระดูก. ศิษย์อีกคนหนึ่ง เป็นศิษย์ก้นกุฏิชื่อเอก้า ยืนขึ้น หุบปากนิ่ง แล้วยัง เม้มลึกเข้าไป ซึ่งแสดงว่า นิ่งอย่างที่สุด เป็นการแสดงแก่อาจารย์ว่า นี่แหละคือ ธรรมะ; การที่ต้องหุบปากอย่างนี้แหละ คือธรรมะ. อาจารย์ก็ว่า " เออแกได้ เยื่อในกระดูก ของฉันไป ." นิทานเรื่องนี้สอนว่าอย่างไร บรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลายซึ่งล้วนแต่มีสติ ปัญญา ได้ศึกษาเล่าเรียนมามาก จงลองคิดดู. คำตอบที่ว่าอยู่เหนือการยอมรับ และปฏิเสธนั้น ยังถูกน้อยกว่าคนอื่น; ส่วนผู้ที่ตอบว่า ลงเห็นที่เดี๋ยวแล้วเห็นหมด [๑๘]
น.164 และเห็นตลอดกาลด้วย; นี่ยังถูกกว่า; แล้วที่ว่า ไม่มีอะไรเลยนั้น ยิ่งถูกไปกว่าอีก; แล้วที่ถึงกับว่า มันพูดอะไรออกมาไม่ได้ มันแสดงออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ จนถึงหุบ ปากนิ่ง นี้ยิ่งถูกกว่าไปอีก. นี่แหละพวกเรามีสติปัญญา ละเอียดสุขุมแยบคาย มี ความสำรวม ระมัดระวัง สงบอกสงบใจมาก จนถึงกับว่าไม่หวั่นไหว และเข้าใจ เรื่องไม่หวั่นไหว หรือไม่มีอะไรนี้ได้หรือไม่ ขอให้ลองคิดดู. ถึงจะยังทำเดี๋ยวนี้ไม่ ได้ ก็ขอให้เข้าใจว่า แนวของมันเป็นอย่างนั้น. คนที่รู้อะไรจริง ๆ แล้ว จะไม่พูด อะไรเลย เพราะรู้ซึ้งถึงขนาดที่อยู่เหนือวิสัยของการบรรยายด้วยคำพูด; อย่างที่ เล่าจื้อว่า "คนรู้ไม่พูด คนที่พูดนั้นไม่ใช่คนรู้." นี่ก็หมายถึง ตัวธรรมะจริง ๆ นั้นมันพูดไม่ได้. ถึงแม้ที่อาตมากำลังพูดอยู่นี่ก็เหมือนกัน ยังไม่ใช่ธรรมะจริง เพราะมันยังเป็นธรรมที่พูดได้ เอามาพูดได้. ลองทบทวนดูว่า ท่านเคยเข้าใจซึม ซาบในความจริง หรือในทฤษฎีอะไร อย่างลึกซึ้ง จนท่านรู้สึกว่า ท่านไม่อาจ บรรยายความรู้สึกอันนั้น ออกมาให้ผู้อื่นฟังได้จริง ๆ บ้างไหม? ถ้าเคยก็แปลว่า ท่านจะเข้าใจถึง สิ่งที่พูดเป็นคำพูดไม่ได้. ธรรมะจริงมันพูดไม่ได้ ต้องแสดงด้วยอาการหุบปาก แต่ขอให้ถือว่า เรากำลังพูดกันถึงเรื่องวิธี หรือหนทางที่จะเข้าถึงธรรมะจริงก็แล้วกัน; แต่ว่า เมื่อ เข้าถึงธรรมะจริงแล้ว มันเป็นเรื่องที่จะต้องหุบปาก แต่ถึงกระนั้น มันก็เป็นสิ่งที่จะ ต้องถึงเข้าข้างหน้าเป็นแน่นอน. ไม่มีครูบาอาจารย์คนไหน จะมีอายุเท่านี้อยู่เรื่อยไป คงจะเป็นผู้ใหญ่ เป็นคนเฒ่า คนแก่ เห็นโลกในด้านลึก เห็นชีวิตด้านลึกโดยสิ้นเชิง เป็นแน่ ฉะนั้นจึงควรเตรียมตัวที่จะเข้าถึงแนวของธรรมะเสียแต่ป่านนี้ จะไม่ขาดทุน, และก็ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องเศร้า หรือเป็นเรื่องเศร้า หรือเป็นเรื่องน่าเบื่อจนเกินไป.
น.165 ในที่สุด เราจะต้องมานึกกัน ถึงเรื่อง เปลือก และ เนื้อ บ้าง. นิทาน ทั้งหลายนั้นมันเหมือนเปลือก; ส่วน Spirit ของนิทานนั้น เหมือนกับเนื้อใน. แต่ว่า เปลือกกับเนื้อจะต้องไปด้วยกัน. ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย อย่าได้เกลียดเปลือก และ อย่าได้ยึดมั่นถือมั่นเอาแต่เนื้อ มันจะเน่าไปหมด. ข้อนี้หมายความว่า ถ้าเนื้อไม่มี เปลือก มันจะเน่า จะต้องเป็นเนื้อที่เน่า; เนื้อที่มีเปลือกเท่านั้นที่จะไม่เน่า; เหมือน อย่างผลไม้ ถ้าไม่มีเปลือก เนื้อมันจะอยู่ได้อย่างไร; จะเป็นมังคุด ทุเรียน อะไร ก็ตาม ถ้ามันไม่มีเปลือกของมัน เนื้อของมันจะอยู่ได้อย่างไร จะสำเร็จประโยชน์ ในการบริโภคของเราได้อย่างไร; ทั้งที่เราต้องการบริโภคเนื้อ เปลือกของมันก็ต้อง มี. หรือว่าการที่ผลไม้มันจะออกมาจากต้น มีดอกแล้วจะเป็นถูก มันยังต้องเอา เปลือก ออกมาก่อน เพื่อให้เนื้ออาศัยอยู่ในเปลือกแล้วเจริญขึ้น. ถ้าไม่มีเปลือก ส่งเนื้อออกมาก่อน มันก็เป็นต้นไม้ที่โง่อย่างยิ่ง คือมันจะเป็นผลไม้ขึ้นมาไม่ได้ เพราะเยื่อนั้นจะต้องเป็นอันตรายไปด้วยแสงแดด ด้วยลม ด้วยอะไรต่าง ๆ หรือมด แมลงอะไรก็ตาม ฉะนั้นมันต้องมีเปลือกที่แน่นหนาเกิดขึ้นก่อน เนื้อเจริญขึ้นในนั้น ก็เป็นผลไม้ที่เติบโต แก่ สุก บริโภคได้; นั่นคือ คุณค่าของเปลือก. มองดูอีก แง่หนึ่ง มันก็ยิ่งกว่าเนื้อ มันมีค่ามากกว่าเนื้อก็ได้ เพราะมันทำให้เนื้อเกิดขึ้นได้ สำเร็จประโยชน์ แต่เราก็ไม่มีใครกินเปลือก เพราะต้องการจะกินเนื้อ ฉะนั้นเราจะ ต้องจัดเปลือกและเนื้อให้กลมกลืนกันไป. นิทานอิสป หรือนิทานอะไรก็ตาม ตัวนิทานมันเหมือนกันกับเปลือก ที่ จะรักษาเนื้อในไว้ ให้คงอยู่มาจนถึงบัดนี้ได้. ถ้าไม่ใส่ไว้ในนิทานแล้ว ความคิด อันลึกล้ำของอิสป อาจจะไม่มาถึงเรา มันสูญเสียก่อนนานแล้ว และจะไม่มีใคร
น.166 สามารถรับช่วงความคิดนั้นมาถึงเรา; เพราะว่าเขาไม่มีการขีดการเขียนในสมัยนั้น; หรือว่า เอาตัวอย่างกันเดี๋ยวนี้ว่า ชนชาติเอสกิโมทางแลปแลนด์ทางขั้วโลกเหนือนั้น ก็ยังมีวัฒนธรรม หรืออะไรของเขา เล่าต่อกันมาเป็นพัน ๆ ปี ยังพูด, ยังเล่า ยังสอนกันอยู่. ชนพวกนี้ไม่มีหนังสือเลย เดี๋ยวนี้ก็ยังไม่มีหนังสือ. พวกเอสกิโม อยู่ใน "อิกลู" หรือกระท่อมที่ทำขึ้นด้วยแท่งน้ำแข็ง แต่พอถึงเย็นค่ำลง ก็จุด ตะเกียงเข้าในกระท่อม แล้วคนที่แก่ชั้นปู่ก็นั่งลงเล่าสิ่งต่าง ๆ ที่ได้ยินมาจากบิดา จากปู่ จากทวด; เด็กเล็ก ๆ ก็มานั่งล้อมและฟัง; ไม่ใช่ฟังเฉย ๆ จำด้วย ทำ อย่างนี้ไปเรื่อยทุกวัน ๆ จนเด็กเหล่านี้โตขึ้น เป็นผู้ใหญ่ เป็นบิดา เป็นปู่ ก็ยังเล่า ต่อไปอีก ฉะนั้นจึงสืบสิ่งต่าง ๆ ไปได้เป็นพัน ๆ ปี แล้วก็อยู่ใน "เปลือก" คือ นิทานทั้งนั้น; เขาจะต้องเล่าเป็นนิทานอย่างนั้น ชื่อนั้น ที่นั่น อย่างนั้น ๆ ทั้งนั้น นั่นแหละ คืออานิสงส์ของเปลือก. ฉะนั้น ขอครูบาอาจารย์ทั้งหลาย อย่าได้ดูถูกดูหมิ่นนิทานชาดกในพระ พุทธศาสนาเลย เพราะว่านั่นแหละคือเปลือกที่ได้หุ้มห่อหล่อเลี้ยงธรรมะไว้ มาตั้งแต่ ก่อนพุทธกาล ท้องเรื่องชาดกนั้น เราเห็นได้ชัดว่า มีมาแต่ก่อนพุทธกาล แล้วจึงมา บรรจุเข้าในพุทธศาสนา. ท้องเรื่องเนื้อนิทานเหล่านั้นเป็นของก่อนพุทธกาล ซึ่ง พระคันถรจนาจารย์ อรรถกถาจารย์ ก็ตาม ท่านเอามาเพื่อเป็นภาชนะสำหรับใส่ บทพระธรรม เห็นได้ชัดแม้แต่เรื่องพระราม สีดา. ก็เป็นชาดก เรื่องหนึ่งชื่อทศรถ ชาดก และมีเรื่องอื่นที่เก่าแก่กว่านั้นก็ยังมี เพราะฉะนั้นนิทานหรือเรื่องนิยายเหล่านี้ เขามุ่งหมายจะให้เป็น ภาชนะรองรับธรรมะ; อย่าได้ดูถูกว่า โง่เขลา ครึคระ
น.167 สัตว์พูดได้ ต้นไม้พูดได้ พูดเท็จทั้งนั้น อย่าได้คิดอย่างนั้นเลย. คอยสอดส่องอ่าน ดูในเรื่องชาดก ห้าร้อยกว่าเรื่องนั้น แล้วก็จะมีเหลือเพื่อที่จะเอามาสอนจริยธรรม ที่มีชื่อต่าง ๆ เช่นหิริโอตตับปะ ขันติโสรัจจะ ทะมะ สัจจะ จาคะ ทุกข้อทุก กระทงได้อย่างน่าสนุกสนาน เป็นการเปิดมหรสพในทางวิญญาณขึ้นในห้องเรียน; หรือถ้าไม่ชอบทำในห้องเรียน ก็ทำในโรงเรียนวันอาทิตย์ก็ยิ่งดี. โรงเรียนวันอาทิตย์ทางศาสนาของศาสนาอื่นเขาเจริญมาก เขาจึงได้ ประโยชน์มาก. โรงเรียนวันอาทิตย์ทางพุทธศาสนาเราในเมืองไทยเรา หาทำยายาก มี ๒-๓ แห่งไม่กี่คน. ในลังกาหรือประเทศซีลอนนั้น ได้ยินว่ามีตั้ง ๒ หมื่นกว่า โรงเรียน แล้วก็นักเรียนวันอาทิตย์ เป็นเด็กหลายแสนคน; เข้าโรงเรียนวันอาทิตย์ นับแต่ตัวเปี๊ยก ๆ ขึ้นไป; สมัครเองใครห้ามก็ไม่ฟัง ที่จะถือศีลอุโบสถ อดข้าวเย็น แล้วก็ร้องไห้กระจองอแงเพราะหิวข้าว แต่ก็ไม่ยอมหยุด; เมื่อแม่บอกว่าก็เลิกถือศีล เสียซี หิวแล้วร้องไห้ทำไม ก็บอกว่า ไม่หยุด ไม่เลิก ถืออยู่เรื่อย หิวก็ทนร้องไห้ เอาดีกว่า. ท่านลองคิดดูว่า เด็กคนนี้จะเป็นเด็กอย่างไร โตขึ้นจะอาละวาดเป็นเด็ก จิ้งเหลน หรือเด็กอะไรทำนองนั้นได้หรือไม่; เพราะฉะนั้นในประเทศลังกา จึงไม่มี ปัญหา เรื่องยุวชนจิ้งเหลน. ในประเทศไทยเรา หาโรงเรียนวันอาทิตย์ทำยายาก เพราะฉะนั้นจึงต้องเต็มไปด้วยจิ้งเหลนอยู่บ้าง นี่เป็นธรรมดา. ถ้าหากเรามีวิธีใด วิธีหนึ่ง เปิดโรงมหรสพทางวิญญาณขึ้นทุกวันอาทิตย์ ดึงเด็ก ๆ เข้ามาสู่ "โรง หนัง" โรงนี้ได้ ทุกวันอาทิตย์ แล้วละก็ ปัญหาน่าทุเรศ เรื่องยุวชนเป็นพิษใน อนาคตจะหมดไป เป็นการร่วมมือกันกับกระทรวงศึกษาธิการ เป็นอย่างยิ่ง. หรือ ว่าถ้ายิ่งจัดไปในความคุ้มครองของกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมมือกันด้วยแล้วก็ยิ่ง
น.168 วิเศษ เพราะฉะนั้นบางทีจะต้องใช้สิ่งที่เรียกว่านิทาน หรือชาดก เป็นส่วนใหญ่ เพื่อ แก้ไขปัญหาส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กไม่เบื่อต่อธรรมะ หรือต่อศาสนา; ซึ่งครูบาอาจารย์ ได้ยื่นคำถามข้อนี้ให้แก่อาตมาหลาย ๆ คนทีเดียว. เรากำลังงงกันอยู่ว่าจะสอนจริยธรรมให้แก่เด็กได้อย่างไร; ขอให้ถือเอา อย่างนี้เป็นอย่างหนึ่งก็แล้วกัน อาตมาจึงใช้คำว่า โรงมหรสพทางวิญญาณ สำหรับ มนุษย์แห่งยุคปรมาณู วัน Holiday ของเราจะต้องเป็นวันพระ คือวันสะอาด บริสุทธิ์ ไม่ กลางคืน อัดควัน กลางวัน เป็นไฟ และเป็นวันธัมมัสวนะ คือเป็นวันเพิ่มเติม การศึกษาวิชา ความรู้ในทางธรรมยิ่งขึ้นไป; และเป็นวันอุโบสถ ถือเป็นวันที่ เข้าอยู่ด้วยความผาสุก หายเหน็ดเหนื่อยจากการที่เหน็ดเหนื่อยมาหกวัน; แล้วก็ เป็นวันประเสริฐสมกับคำว่า Holiday หลังจากนั้น ครูบาอาจารย์มีจิตใจสดชื่น ทำงานในวัน Week days ซึ่งเป็นวันทำงานทั้ง ๖ วันต่อไปอีกได้อย่างสนุกสนาน. เดี๋ยวนี้เราไม่ชอบวันพระ ไม่ชอบวันธัมมัสวนะ ไม่ชอบวันอุโบสถ ได้ยินเข้าแล้ว ขยะแขยง เรื่องมันจึงเป็นมากถึงขนาดนี้ ถ้าไม่ชอบวันพระ วันอุโบสถ วัน ธัมมัสวนะ หรือไม่ชอบวัน Holiday นี้ ก็หมายความว่ากระทรวงศึกษาธิการจะได้ รับปัญหาหนักเพิ่มขึ้นอีกโดยแน่นอน. ถ้าประชาชนหันหลังให้วันพระ วันธัมมัสวนะ วันอุโบสถ ด้วยแล้ว มันก็จะเป็นการล้มละลายทางวิญญาณจนหมดสิ้น. ท่านทั้งหลายที่เรียกตัวเองว่าเป็นครู หรือปฏิญาณตัวเองว่าเป็นครู จะว่า อย่างไร ขอให้ลองไปช่วยกันคิดดู. ทั้งหมดนี้ คือการที่เราจะนึกถึงสิ่ง ๆ หนึ่ง
น.169 ที่เป็นเครื่องมือของการสั่งสอนจริยธรรม: คือโรงมหรสพทางวิญญาณ. เราจะดัด แปลงข้อธรรมต่าง ๆ ให้เป็นสิ่งที่น่าศึกษา และเป็นการบันเทิงธรรมไปหมด; จะ เป็นเครื่องช่วยให้ง่ายเข้า ไม่เหมือนกลิ้งครกขึ้นภูเขา; แต่จะเป็นการกลิ้งครกลงจาก ภูเขา ถึงที่มุ่งหมายได้ โดยง่ายดาย. อาตมาขอยุติการบรรยายสำหรับวันนี้เพียงเท่านี้.
Buddhadasa