Buddhadasa.org

แนะแนวจริยธรรม ตอนที่ ๕ — เรื่องที่ ๕ จุดหมายปลายทางของจริยธรรม

แนะแนวจริยธรรม — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — แนะแนวจริยธรรม (๙ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.170 ท่านที่เป็นครูบาอาจารย์ ทั้งหลาย ในการบรรยายครั้งที่ ๕ นี้ อาตมาจะได้กล่าวถึง " จุดปลายทางของ จริยธรรม" แต่เนื่องจากจะต้องกล่าวต่อจากที่ค้างไว้แต่วันก่อน เรื่องกิเลส จึง จำเป็นที่จะต้องบรรยายเป็นแนวไป จากกิเลส ไปสู่ความว่างจากกิเลส ซึ่งเป็น จุดปลายทางของจริยธรรม. เป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องศึกษา สิ่งที่เรียกว่า " กิเลส " อาตมาจึงขอร้องให้ท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลายสนใจ ความมุ่งหมายที่จะแก้ไขสถานการณ์ทางจริยธรรมของเรานั้น นับว่าเป็น ความมุ่งหมายที่ดี ที่เลิศ ที่สำคัญ และจะต้องเอาจริงเอาจัง; และอุปสรรค ศัตรู ความรวนเร ความพังทลายของจริยธรรม ก็อยู่ตรงที่กิเลสอย่างเดียว; และสิ่งที่ เรียกว่ากิเลสนั้น มีมากมายหลายรูป, หลายแบบ, หลายเหลี่ยม, หลายคู: มนุษย์

น.171 ไม่ฉลาดพอที่จะควบคุมมันได้ มันจึงทำให้โลกเราเป็นทุกข์ หรือระส่ำระสาย โดย ที่ไม่ควรจะเป็น. ฉะนั้นในศาสนาทุกศาสนาจึงเปรียบกิเลสว่า เป็นเสมือนภูตผี ปีศาจ; โดยชื่อ จะเรียกว่าอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น เช่นจะเรียกว่า ซาตาน หรือเรียกว่า อะไรก็ได้; ในพุทธศาสนาก็เรียกว่า มารหรือพระยามาร; แต่เมื่อไม่เรียกโดยสมมุติ คือเรียกกันตรง ๆ ก็เรียกว่า " กิเลส ." คำนี้แปลว่า สิ่งที่ทำให้เศร้าหมอง; แม้คำในภาษาอังกฤษก็ใช้คำ ๆ เดียวกัน คือคำว่า Defilement ซึ่งแปลว่า สิ่งที่ ทำความเศร้าหมอง; หรือบางทีก็คำว่าคอรัปชั่น (Corruption) แปลว่า "จุดที่แปด เปื้อนในพื้นที่ ที่สะอาด." กิเลสทำความเศร้าหมองแก่ใจอย่างไร ก็ขอให้เปรียบเทียบกันกับสิ่ง ทางวัตถุ เช่นสิ่งที่ไม่สะอาดสกปรก มาแปดเปื้อนสิ่งที่สะอาด สิ่งนั้นก็หมดความ บริสุทธิ์ หมดความสว่างไสว หมดความสงบเรียบร้อย อย่างนี้เป็นต้น. จิตที่เรา ต้องการให้สะอาด, สว่าง, สงบนั้น ไม่อาจจะสะอาด, สว่าง, สงบได้ ก็เพราะ อำนาจของกิเลส; ฉะนั้นขอให้ถือเอาความหมายของคำว่ากิเลส ตามตัวหนังสือ คือสิ่งที่ทำให้เศร้าหมอง ซึ่งเราเรียกกันตามภาษาชาวบ้านว่า สกปรกไม่สะอาด. ที่นี้ ขอให้ทบทวนถึงการบรรยายครั้งที่ ๓ ที่พูดถึงเรื่อง อุปสรรค ศัตรูของจริยธรรมคือกิเลสว่า สิ่งที่เรียกว่ากิเลสนั้น ถ้าเมื่อกล่าวโดย แม่บทคือต้นตอที่สุดแล้ว ก็มีเพียงอย่างเดียว เรียกว่าอวิชชา ; แปลว่า สภาพที่ปราศจากความรู้ที่ถูกต้อง. เมื่อยังมีสภาพที่ปราศจากความรู้ที่ถูกต้องอยู่ [๑๙]

น.172 พียงใดแล้ว สิ่งต่าง ๆ จะเป็นไปในทางเศร้าหมอง, อย่างน้อยก็เศร้าหมองเพราะ ความไม่รู้นั้นเอง. ต่อเมื่อสภาพที่ตรงกันข้าม คือ วิชชา เข้ามา เป็นสภาพที่เต็ม ไปด้วยความรู้ที่ถูกต้อง หรือสภาพที่เป็นความรู้อันถูกต้องปรากฏขึ้นแก่จิต เมื่อนั้น สิ่งต่าง ๆ ก็จะเป็นไปในทางไม่เศร้าหมอง คือสะอาด, สว่าง, สงบ, ฉะนั้นจึง จำกัดต้นตอของกิเลสลงไปที่อวิชชา เรียกว่า กิเลสในฐานะที่เป็นประธานหรือ แม่บท มีชื่อว่าอวิชชา. ถ้าดูต่อไปก็จะเห็นว่า อวิชชานี้ แสดงอาการออกไปเป็น ๓ ; คือ โลภะ โทสะ โมหะ. ข้อนี้หมายความว่า สภาพที่ปราศจากความรู้นั้น ถ้าเป็นไปใน ลักษณะที่เที่ยวกวาด, เที่ยวกอบโกยรวบรัดเอาอะไรเข้าหาตัว ด้วยความไม่รู้นั้น แล้ว ก็เรียกว่า ความโลภ หรือ ราคะ; แต่ถ้าสภาพแห่งความไม่รู้นั้นแสดงอาการ ไปในทางที่จะผลักไส หรือว่าทำลายสิ่งอื่นแล้ว ก็เรียกว่า โทสะ หรือ โกธะ; แต่ ถ้าสภาพที่ปราศจากความรู้นั้น เป็นไปในลักษณะที่สงสัย ที่ทำไปด้วยความไม่รู้ สงสัย, ไม่แน่ใจ, มัวเมา ก็เรียกว่า โมหะ; ดังนั้นจึงได้เป็น ๓ กิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ ตามที่เราเรียกกัน. กิเลส ๓ ประเภทนั้น อาจจะแสดงอาการปลีกย่อยออกมา หรือคลอด เป็นกิเลสน้อย ๆ ออกมาเป็นอุปกิเลส ๑๖ ประการ มีลักษณะต่าง ๆ ตรงตามที่ มักเกิดขึ้นแก่เราเป็นประจำวัน หรือทุกชั่วโมง มีรายละเอียดดังที่กล่าวมาแล้วในวัน ก่อน. ข้อนี้ก็มุ่งหมายที่จะชี้ ให้เห็นอาการปลีกย่อยของกิเลสซึ่งเป็นประธาน; และ เป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องศึกษาให้ดี ให้ละเอียดละออ จนรู้เท่าทันมันและ

น.173 ควบคุมมันได้ ฉะนั้นรายละเอียดต่าง ๆ เหล่านี้ ขอให้จดจำไว้เป็นอย่างยิ่ง; หรือ ว่าถ้าไม่สามารถที่จะจดจำไหว ถ้าหากว่าชุมนุมการอบรมนี้ ได้พิมพ์สำเนาคำ บรรยายเหล่านี้ขึ้น ก็ขอให้สนใจเป็นพิเศษ ในเรื่อง รายละเอียดของกิเลส; ศึกษาจนเข้าใจ, จึงจะสามารถใช้ความรู้ทางพระพุทธศาสนานี้ ไปแก้ ปัญหาทางจริยธรรม หรือว่าจะเอาชนะเด็ก ๆ ได้ คือนำเด็ก ๆ ไปได้ตามความ ประสงค์ของเรา เพราะว่าสิ่งต่อต้านนั้นไม่มีอะไรนอกจากกิเลส; ถ้าเรารู้เท่าทัน เรา ก็บังคับมันได้. กิเลสหมวดถัดไป ได้กล่าวถึงในนามของสังโยชน์ ๑๐ ประการ ซึ่งเป็น กิเลสชั้นละเอียดที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของจิต ที่เราเรียกว่า "สันดาน" นั้นก็คือการระบุ ถึงกิเลสที่แท้จริงอย่างยิ่ง ดังที่ได้บรรยายแล้วในวันก่อนนั้น พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่า ถ้าเราจะนำมาใช้เป็นหลักปฏิบัติ สำหรับให้เด็ก ๆ นำไปใช้ปฏิบัติ เพื่อละเว้นแล้ว เราจะต้องจำกัดความหมายของสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ประการ แต่ละอย่าง ๆ นั้นอย่างไร นี่ก็ขอให้สนใจเป็นพิเศษ เพราะมันเป็นหลักที่ง่ายและสะดวกมาก ในการที่จะอบรม เด็ก ๆ ของเรา ให้เข้าร่องเข้ารอยของพระพุทธศาสนาไปตั้งแต่ต้น แล้วไม่ต้อง เปลี่ยนหลักเกณฑ์อะไรเลยจนกระทั่งเติบโต จนกระทั่งเป็นคนแก่ชราทีเดียว, ถ้าเรา จะยึดถือเอาหลัก ๑๐ ประการนั้น เป็นแนวสำหรับปฏิบัติ; ดังนั้นอาตมาจึงขอวิงวอน ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ให้สนใจเป็นพิเศษ ทั้งเพื่อตัวท่านเอง และเพื่อเด็ก ๆ ของ ท่านว่า ถ้าท่านประหยัดเวลา คือว่าท่านไม่อยากจะเสียเวลามาก ก็ขอให้สนใจเรื่องนี้ เถิด จะกินเวลาน้อยกว่าเรื่องอื่น. ทั้งหมดนี้นับว่าเป็นเรื่องที่บรรยายแล้วในการ บรรยายครั้งที่ ๓ แต่เรื่องกิเลสนั้นก็ยังไม่จบ จึงขอถือโอกาสกล่าวต่อไปในวันนี้

น.174 ตอนต้นจนจบ แล้วในตอนท้ายก็จะได้กล่าวถึง "ความว่างจากกิเลส." " ซึ่งเป็น จุดหมายของจริยธรรมสืบไป. กิเลสหมวดต่อไป ที่จะเอามาบรรยายให้ท่านทั้งหลายศึกษา ก็คือ สิ่งที่ เรียกว่า อุปาทาน ซึ่งมีอยู่ ๔ อย่าง. คนไทยเราพอได้ยินคำว่าอุปาทาน ก็มี ความรู้สึกแล่นไปในความหมายที่แคบมาก ไม่เต็มตามความหมายของคำว่า อุปาทาน ในพุทธศาสนาเลย ฉะนั้นควรจะศึกษาเรื่องอุปาทาน ให้เข้าใจให้ตรง. สิ่งที่ เรียกว่าอุปาทานก็คือกิเลส นั่นเอง แต่มามองดูกันในเหลี่ยมอีกเหลี่ยมหนึ่ง คือ เหลี่ยมที่มันทำให้เกิดความยึดมั่น ถือมั่น. เมื่อยึดมั่นแล้วก็ต้องเศร้าหมอง แน่นอน ฉะนั้นเป็นอันว่า " อาการที่มันยึดมั่น ถือมั่น นั่นก็เป็นอาการของกิเลส." คำว่า “ อุปาทาน" ตามตัวหนังสือแปลว่า ยึดมั่น ถือมั่น, ทำนองเดียวกับการ ยึดมั่น ถือมั่น ด้วยมือ แต่นี้เป็นการยึดมั่น ถือมั่นด้วยจิตใจ. ท่านแบ่งเป็น ๔ อย่าง คือ กามุปาทาน ยึดมั่นในทางกาม , ทิฏฐีปาทาน ยึดมั่นในทางความคิดเห็น, สีลัพพตุปาทาน ยึดมั่นด้วยความงมงาย ตามที่เคยชินมาก่อน และอัตตวาทุปาทาน ยึดมั่นด้วยความรู้สึกว่าตัวกู-ของกู. คำบาลีทิ้งเสียก็ได้ ดังที่ท่านครูบาอาจารย์หลายคนได้ยื่นคำถามเข้ามาว่า คำบาลีนี้ทำความยุ่งยาก และเป็นเหตุให้เด็ก ๆ ไม่สนใจ. ถ้าไม่อยากเกี่ยวข้องกับ คำบาลี ก็ต้องสนใจคำภาษาไทย ซึ่งฟังค่อนข้างจะยืดยาว. แต่คำบาลี้นี้มีประโยชน์ ตรงที่มันสั้น และอมความหมายไว้หมด ถ้าเราจำได้แล้ว มีประโยชน์มากกว่าจำ ไม่ได้; แล้วอีกไม่เท่าไร คำบาลีก็จะกลายเป็นคำไทยไปเอง: แต่เพราะเหตุที่เรา

น.175 ไม่ค่อยสนใจนั่นแหละ มันจึงเป็นคำต่างประเทศอยู่เรื่อย. อย่าลืมว่าในภาษาไทย เรานี้ มีคำบาลีอยู่ตั้ง ๘๐% หนังสืออย่างแบบเรียนภาษาไทย เรื่องสามก๊ก ครูบา อาจารย์คงจะคิดว่า นั่นเป็นภาษาไทยแท้ แต่ขอให้ทำสถิติทุก ๆ หน้า จะมีภาษา บาลีอยู่ในทุก ๆ หน้า โดยเฉลี่ยแล้วไม่น้อยกว่าหน้าละ ๑๓ คำ. หนังสือสามก๊ก รู้สึกว่าเป็นภาษาไทยแท้ ๆ ถ้าเป็นหนังสือเรื่องอื่น หนังสือธรรมดาด้วยแล้ว จะมี ภาษาบาลีมากกว่านั้นอีก. แต่ถ้าเราพูดกันอยู่เรื่อย ทำความเข้าใจกันอยู่เรื่อย เรา ก็จะชนะภาษาบาลี คือว่าเอามาใช้ได้โดยสะดวก และมีประโยชน์มากในฐานะที่ เป็นคำบัญญัติเฉพาะหรือ technical term อยู่ในตัว ประหยัดเวลาได้มาก: ฉะนั้น อย่าเพ่อเบื่อหน่ายอึดอัดในภาษาบาลี ทำไปไม่เท่าไรก็ชิน; หรือยังทำไปไม่ได้ ก็ สนใจภาษาไทย. อุปาทานที่หนึ่ง คือความยึดมั่นถือมั่นในทางกาม. กามก็คือความ ใคร่ ฉะนั้นการยึดมั่นถือมั่น จึงยึดมั่นด้วยความใคร่ในสิ่งที่เรียกว่ากาม แล้วก็ยึดมั่น ในสิ่งนั้น ๆ ในฐานะที่เป็นกาม คือสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งของความใคร่; และสิ่งที่จะถูกยึด มั่น ถือมั่นก็ไม่มีอะไรอื่น นั่นคือ โลก: โลกก็ไม่มีความหมายอะไรอื่น นอกจาก รูป, เสียง, กลิ่น, รส, สัมผัส. ๕ อย่างนั้น ที่เป็นภายนอก; รูป กลิ่น รส เสียง สัมผัส นั้นแหละคือโลก. ขอให้เข้าใจสำนวนโวหารชนิดนี้ไว้บ้าง จะช่วย ได้มาก. ท่านอาจจะคิดได้ว่า โลกเต็มไปด้วยสิ่งต่าง ๆ อย่างนั้นอย่างนี้ไม่รู้กี่แสน อย่าง แต่แล้วทุกอย่างนั้นไม่มีอะไรมากไปกว่า รูปที่เห็นด้วยตา, เสียงที่ได้ยินด้วยหู. กลิ่นที่รู้ได้ด้วยจมูก, และรสที่รู้ด้วยลิ้น, ตลอดถึงความรู้สึกทางผิวหนัง ที่จะรู้ได้ด้วย

น.176 ความรู้สึกทางผิวหนัง ฉะนั้นโลกก็คือรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส; และรูป หรือเสียง กลิ่น รส สัมผัสนั่นเองเป็นตัววัตถุสำหรับยึดมั่นด้วยกามุปาทาน ยึดมั่นด้วยความใคร่ ในฐานะเป็นสิ่งที่น่าใคร่. คำว่า ยึดมั่น นี้ มีความหมายถึงกับว่า ไม่รู้สึกตัว; เพราะถ้ารู้สึกตัว มีความรู้ถูกต้องแล้วย่อมไม่ยึดมั่น เพราะฉะนั้นไม่ต้องเอาอะไรเป็นหลักฐานพยาน แต่ว่าจากเรื่องราวในหน้าหนังสือพิมพ์ทุกวันนี้ จะเห็นได้ว่า มีคนตาย หรือฆ่าตัวเองตายด้วยอำนาจของกามุปาทานนี้ประจำวันไม่เว้นแต่ละวัน. ในบางประเทศที่เจริญศรีวิไลแล้ว สถิติที่แสดงออกมาปรากฏว่า มีการฉุดคร่าอนาจารทุก ๆ ๒ นาทีในประเทศนั้น. ขอให้คิดดูว่า เป็นด้วยอำนาจอะไร นั่นก็คือสิ่งที่เราไม่ค่อยรู้จักมันในนามว่า "กามุปาทาน" นั่นเอง; มันทำลายโลกนี้ให้เศร้าหมองไม่น่าดูไปน้อยเท่าไร; มันจึงเป็นเหมือนปีศาจหรือพระ ยามารที่มองไม่เห็นตัว เร้นลับอย่างยิ่ง แล้วก็ทำลายมนุษย์เราอย่างยิ่งอย่างหนึ่ง; แล้วมันอยู่ที่ไหน ? มันกลายเป็นมาอยู่ในจิตใจของเราทุกคน. ถ้าควบคุมไว้ได้ก็ไม่เกิด ถ้าควบคุมไม่ได้ก็ปรากฏออกมาเป็นอาการทางกาย ทางวาจา. คนที่เป็นสุภาพบุรุษสตรีนี้ ไม่แสดงอะไรออกมา ก็เพราะว่าควบคุมสิ่งนี้ไว้ได้: เมื่อควบคุมไว้ไม่ได้; มันก็แสดงออกมาเป็นการกระทำอย่างภูตผีปีศาจ อย่างซาตาน อย่างพระยามาร ในลักษณะหนึ่งที่เดียว ฉะนั้นเราจะนำเด็ก ๆ ของเราไปอย่างไร; ก็ลองคิดดู. อุปาทานที่สอง คือยึดมั่น ถือมั่นในทางความคิดเห็นตลอดถึง ความเชื่อ. ความคิดเห็นนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อ หรือความเชื่อก็มีมูลมาจากความคิดเห็น อาศัยกันอยู่ แต่รวมกันแล้วเรียกว่า ทิฏฐิ หรือความคิดเห็น จะดีกว่า.

น.177 เมื่อมีความคิดเห็นอย่างไรแล้ว คนเราก็ทำไปตามความคิดเห็น ไม่ยอมเชื่อคนอื่น ฉะนั้นจึงไม่เข้าถึงความจริงของสิ่งทั้งปวง ทั้ง ๆ ที่คนทุกคนถือว่าตนมีความจริงของตนเอง เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า ความจริงของคน ๆ หนึ่ง มันจึงเป็นแต่ความจริงเท่าที่เขารู้ เขามองเห็นเท่านั้น ไม่ใช่ถึงที่สุด ไม่ใช่ความจริงที่แท้จริงถึงเด็ดขาด, ถึงที่สุดที่เรียกว่า ปรมัตถสัจจะ หรืออะไรทำนองนั้น; ใคร ๆ มีความจริงของตนทั้งนั้น ฉะนั้นใคร ๆ จึงยึดมั่นในความคิดความเห็นของตน ; อุดมคติของมนุษย์เราจึงต่างกันเป็นคน ๆ ไป เป็นพวก ๆ ไป เป็นประเทศ ๆ ไป เป็นมุมโลกแต่ละมุมไป จึงรบราฆ่าฟันเบียดเบียนกันได้. ที่เป็นส่วนตัวบุคคลนั้น น่าอันตรายอยู่ที่ตรงว่า ไม่อยากลอง ไม่กล้าลอง ในสิ่งที่แปลกมา เพราะมีความยึดมั่น ถือมั่นมาแต่เดิมว่า ต้องเป็นอย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนี้ไปตามความยึดมั่นความคิดเห็นของตัวเสียหมด; ตัวอย่างเช่น เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ทางบ้านนอกยังไม่กล้าใช้ยาแก้โรคสมัยใหม่ ยึดมั่น ถือมั่นในยาแผนโบราณ ก็ด้วยทิฏฐิอย่างนั้น กระทั่งไม่ยอมกิน หรือกลัว และเกิดเรื่องแปลก ๆ น่าหวัวขึ้นเป็นอันมาก อาตมานำมาให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า สิ่งที่เรียกว่า ทิฏฐปาทานนั้น ไม่ใช่ของที่ไม่เกี่ยวกับชีวิตประจำวันของคนเรา; มันเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของคนทุกคน แต่แล้วไม่มีใครจับตัวมันขึ้นมาดู. อุปาทานที่สาม ก็คือ ยึดมั่นถือมั่นอยู่ด้วยความงมงาย ในสิ่งที่ทำมาอย่างเคยชิน อย่างบรรพบุรุษ เคยทำมาอย่างไรก็ต้องทำอย่างนั้นต่อไป เช่น บางบ้าน ปู่ ย่า ตา ยาย เคยมีศาลพระภูมิ ลูกหลานก็ต้องมีต่อไป มันมีความกลัว มันมีความว้าเหว่ใจ เพราะถูกทำให้เข้าใจอย่างนั้น ให้ยึดมั่นอย่างนั้นมาตั้งแต่เล็ก:

น.178 หรือว่าเห็นปู่ ย่า ตา ยายแขวนเครื่องราง พระเครื่องหรือตะกรุดหรืออะไรสุดแท้ ก็กลัว. ไม่กล้าที่จะเลิกสิ่งเหล่านั้น ต้องทำตามไป ตลอดถึงพิธีรีตองเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น จะต้องเสกน้ำล้างหน้า จะต้องหันหน้าทางทิศนั้นทิศนี้ จะต้องดูหมอ จะต้อง อะไรต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นการกระทำที่ไม่ตั้งอยู่ในอำนาจของเหตุผล. ความที่ไม่ตั้งอยู่ในอำนาจของเหตุผลนี้ เรียกว่า สีลัพพตปรามาส. โดยทั่วไปที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือว่า ระเบียบปฏิบัติที่ดีงามต่าง ๆ ที่มีผลอันแท้จริง ก็ ไปเข้าใจผิด จนกลายเป็นของขลัง ทำไปอย่างขลัง; อย่างเรื่อง "เถรส่องบาตร" ; การที่พระจะต้องเอาบาตรมาส่องนั้น เป็นเรื่องของวินัย เพื่อจะตรวจดูว่าบาตรยัง เรียบร้อยอยู่ตามวินัยหรือไม่; ถ้าชำรุดต้องซ่อม ไม่ซ่อมเป็นอาบัติ; หรือว่าถ้าชำรุด ขนาดที่ต้องเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยน ถ้าไม่เปลี่ยนก็ถือว่าเป็นอาบัติทำนองนี้ จึงต้อง ตรวจตราดู. ที่นี้อาจารย์ก็ยกบาตรขึ้นส่องดู ฝ่ายลูกศิษย์ไม่รู้เรื่องก็เลยส่องดูตาม ๆ กันอย่างนั้น ไม่รู้ว่าส่องทำไม กระทั่งต่อมาการส่องบาตรนี้กลายเป็นระเบียบขลัง หรือศักดิ์สิทธิ์ จนเรียกว่า เถรส่องบาตร คือทำอะไรตาม ๆ กันเท่านั้นเอง. ตัว อย่างเหล่านี้มีอยู่ทั่วไป แทบจะเรียกว่าทุกอย่างในชีวิตประจำวันของคนเราที่เกิดมา แล้ว ก็พบกันเข้ากับพิธีรีตองต่าง ๆ ที่เข้าใจไม่ได้ ถืออย่างงมงาย ที่งมงายมา แต่เดิมก็งมงายต่อไป; ที่ถูกจริงที่มีเหตุผลก็ถูกทำให้งมงาย ไม่อยู่ในอำนาจของ เหตุผล. ถ้ายึดมั่น ถือมั่นอยู่ในการกระทำอย่างนี้เรียกว่า ยึดมั่นในสีลัพพตปรามาส เป็นเครื่องหมายของมนุษย์ที่ยังต่ำต้อยน้อยการศึกษา ยังเป็น Barbarian เหมือนกับ สมัยที่ยังไม่มีการศึกษา แล้วติดมาจนกระทั่งบัดนี้ ก็ละไม่ได้; การไหว้ภูตผีปีศาจ ให้วัดิน ไหว้อะไรต่าง ๆ นี้ มันมีมูลมาจากความกลัว ของคนที่ยังไม่มีความรู้

น.179 ก็ยังสงวนกันเอาไว้มาจนกระทั่งถึงบัดนี้; พยายามให้คำอธิบายต่าง ๆ เป็นการแก้ตัว ให้คงปฏิบัติต่อไปได้. นี่เรียกว่า เป็นสิ่งที่เหนียวแน่น จึงเรียกว่าอุปาทาน. อุปาทานที่สี่ นั้นเรียกว่า ยึดมั่นถือมั่นด้วยความรู้สึกว่าเป็นตัวเรา เป็นของเรา. นี้เกือบเป็นสัญชาตญาณของสัตว์ทั้งหลาย ที่จะต้องมีความรู้สึก เป็นตัวเรา ของเราเสมอ. เมื่อเกิดมีตัวเราขึ้นมาแล้ว ก็ต้องมีความยึดมั่น ถือมั่น ที่เป็นเหตุให้เห็นแก่ตัวเรา ที่เรียกว่า Egoism รู้สึกว่า “เราเป็นเรา" ขึ้นมาก่อน เมื่อควบคุมไว้ไม่ได้ ก็เป็นความเห็นแก่ตัว ที่เรียกว่า Selfishness. ขอให้ครู อาจารย์สนใจสิ่งที่เรียกว่า "ความเห็นแก่ตัว" นี้ให้มาก เพื่อประโยชน์แก่ตนเอง และเพื่อเด็ก ๆ ของเรา. ปัญหาต่าง ๆ มาจากความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น; มันจึงเป็น อุปาทานที่ร้ายกาจมาก. จริงอยู่ที่ว่าอุปาทานเหล่านี้ โดยเฉพาะข้อที่ ๔ นี้ ถ้าตัดได้เป็นถึงพระ อรหันต์ มีสถานะเป็นพระอรหันต์ คือบริสุทธิ์สะอาด, สว่าง, สงบถึงที่สุด. เรา ไม่เอาถึงอย่างนั้น เราเอาแต่เพียงควบคุม Selfishness ไว้ให้ได้; ส่วน Egoism นั้น ก็จะต้องปล่อยไปก่อน เพราะทำอย่างไรเสียก็ยังละมันไม่ได้; เป็นปุถุชนที่ไม่เห็นแก่ ตัว หรือเห็นแก่ตัวน้อย ถ้าจะเป็นตัวหรือจะมีตัว ก็เป็นตัวที่ดี ไม่เป็นตัวที่เลว คือ ยึดมั่นฝ่ายที่ดี ที่แท้จริงไว้ก่อน แล้วก็ให้บางไป บางไป จนกว่าจะหมด. นี่คือ อุปาทาน ๔ จะเห็นว่ามีอยู่ในชีวิตประจำวันของครูอาจารย์และของเด็ก ๆ; ท่านจะ แก้ปัญหาได้มาก ถ้าเข้าใจเรื่องนี้. นี่เป็นการกล่าวถึงกิเลส ในรูปของความ ยึดมั่น ถือมั่น. [๒๐]

น.180 ที่นี้ กิ เลสอีกรูปหนึ่ง เป็นรูปของการหมักดอง หรือหมักหมม อยู่ในสันดาน. นั้นก็คือสิ่งที่คล้าย ๆ กัน หรือประเภทเดียวกัน แต่เราไปมองดู ในเหลี่ยมที่มันเป็นความดองอยู่ในจิตใจ เหมือนกับเชื้อหมักต่าง ๆ ซึ่งจะค่อย ๆ กลายเป็นสิ่งมากมายขึ้นมาได้. มันเป็นเพียงส่วนน้อย แต่เมื่อหมักดองถูกวิธี มัน ก็กลายเป็นของมากมายขึ้นมาได้; หรืออีกนัยหนึ่งก็คือว่า เชื้อหมักถ้ายังคงมีอยู่แล้ว มันหมักได้เรื่อยไป; อย่างเขาหมักส่าเหล้าหรือหมักอะไรอย่างนี้ เก็บเชื้อไว้เพียง นิดเดียวเท่านั้น มันก็จะหมักได้เรื่อยไป ไม่มีที่สิ้นสุดเลย. กิเลสในแง่ของความ หมักดองเหล่านี้ แจกเป็น ๔; หรือบางทีก็เป็น ๓; ถ้าเป็น ๓ ก็คือ กามอย่างหนึ่ง , ความรู้สึกว่าเป็นนั้น เป็นนี่อย่างหนึ่ง, แล้วก็อวิชชา คือความไม่รู้ อีกอย่างหนึ่ง รวมเป็น ๓ อย่าง (กามาสวะ, ภวาสวะ, อวิชชาสวะ) เหล่านี้หมักดองอยู่ใน สันดานโดยที่ไม่มีใครรู้สึก. ถ้าจะให้เป็น ๔ อย่าง ก็เติม "ทิฏฐิ" เข้าไปอีก อย่างหนึ่ง เป็น ๔ อย่าง. ชื่อนี้ไม่สำคัญ แต่ดูว่า เราประสบความยุ่งยากลำบาก บังคับตัวเอง ไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่อยากจะบังคับให้ได้ ทั้ง ๆ ที่รักตัว สงวนตัวอย่างยิ่ง แต่ก็พ่ายแพ้ แก่อำนาจฝ่ายต่ำอยู่บ่อย ๆ นี่ก็เพราะว่า เราฆ่ามันตายเดี๋ยวนี้ แต่เชื้อมันยังมีอยู่ มันก็หมักขึ้นมาใหม่ เกิดเป็นกิเลสสมบูรณ์ขึ้นมาใหม่อีก จึงต้องรู้ถึงเชื้อส่วนลึก และฆ่าเชื้อส่วนลึก ท่านจึงมีการสอน การแนะให้พิจารณาให้เห็นชัด จนทำลาย กิเลสในลักษณะที่เป็นเชื้อหมักนี้เสียได้ อย่างนี้เรียกว่า อาสวะ. อาสวะ แปลว่า สิ่งหมักดอง มีอยู่ ๔, หรือ ๓, ตามแต่ที่จะยกขึ้นมากล่าว. อีกปริยายหนึ่ง ที่อาตมาจะกล่าวเป็นข้อสุดท้าย ก็คือว่า กิเลสในเหลี่ยม ของความหมายว่า ท่วมทับ เหมือนกับน้ำท่วม. เราช่วยตัวเองไม่ได้ ถ้าหาก

น.181 มีอะไรท่วม มันหายใจไม่ออก มันจะจมน้ำตาย เหมือนกับเราตกไปในน้ำ มันมีแต่ จะจมน้ำตาย เพราะน้ำท่วมปาก ท่วมตา ท่วมหู ท่วมจมูก ท่วมตัว. กิเลสมี มีอาการท่วมใจสัตว์ ท่วมวิญญาณของสัตว์; วิญญาณของสัตว์จึงจมลงไปในน้ำ คือกิเลส แล้วก็จมน้ำตาย คือตายในทางวิญญาณ; ทั้งที่ร่างกายยังเดินได้ วิ่งได้ หัวเราะได้ แต่ทางวิญญาณนั้นจมน้ำตายแล้ว เพราะการที่ตกไปอยู่ในอำนาจฝ่ายต่ำ จนโงหัวไม่ขึ้น; แล้วก็ไม่มีอะไรอีก, ท่านก็ระบุชื่อเป็นกาม, เป็นทิฏฐิ, เป็นภาวะ คือความเป็นนั่น เป็นนี่ ความรู้สึกว่าตนเป็นนั่น เป็นนี่ แล้วก็อวิชชาอีกเหมือนกัน ชื่อเหล่านี้จำได้ก็ได้ จำไม่ได้ก็ได้: ถ้าจำได้ก็ยิ่งดี แต่ให้รู้ความหมายของมันว่า บรรดากิเลสทั้งหลายนี้ มันมีเหลี่ยมคู ที่จะมองดูมันได้ในแบบ หรือในรูป หรือ ในลักษณะต่าง ๆ กัน. มันเป็นเรื่องทำให้มืด เหมือนกับกลางคืน และยิ่งกว่า กลางคืนก็มี เรียกว่า อวิชชา; มันทำให้เศร้าหมอง สกปรกเหมือนกับแปดเปื้อน ด้วยของสกปรกก็มี เรียกว่า กิเลส; แล้วเปื้อนเล็กเปื้อนน้อยเสียเรื่อยทั้งวันทั้งคืน ก็เรียกว่าอุปกิเลส; ผูกมัดรัดรึง ไม่ให้หลีกออกไปได้จากความทุกข์ ก็เรียกว่า สังโยชน์; ที่เป็นเหตุให้ยึดมั่น ถือมั่น ด้วยความสมัครใจเรียกว่า อุปาทาน; ที่ เป็นเชื้อหมักดองอยู่ในสันดาน ก็เรียกว่า อาสวะ; ที่ท่วมทับวิญญาณอยู่เสมอ ก็เรียกว่า โอฆะ. แต่ขอให้สังเกตดูสักหน่อยว่า การท่วมของกิเลสนี่ ไม่ได้ปรากฏติดต่อ กันไปตลอดกาล มันจะมีปรากฏออกมา ต่อเมื่อมีเหยื่อของกิเลส เข้ามาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย มันจึงพร้อมที่จะล้นขึ้นมาท่วม. เวลาที่ว่างจาก กิเลสนั้น ก็พอจะมีอยู่ตามธรรมชาติ; เราต้องขอบคุณธรรมชาติในข้อนี้; หรือว่า เราเป็นหนี้พระธรรมในฐานะที่เป็นธรรมชาติอยู่ โดยไม่รู้สึกตัว; เพราะว่าถ้าไม่ให้

น.182 โอกาสว่างเสียเลย เราก็คงเป็นโรคเส้นประสาท เป็นโรคจิต ถึงกับตายกันหมดแล้ว ไม่รอดชีวิตอยู่ได้. ธรรมชาติจัดมาให้ว่างอยู่ตามสมควร พอที่จะไม่ต้องตายเสีย พอเหมาะพอสมที่จะมีชีวิตอยู่ จึงมีชีวิตอยู่ได้: นั้นก็คือลักษณะของความว่างจาก กิเลสที่เป็นไปเองตามธรรมชาติ เป็นธรรมะของธรรมชาติ เราควรรู้สึกตัวขอบใจไว้ แล้วจะได้ขยับขยายให้มากขึ้นไป ถึงกะว่า เราทำให้เพิ่มขึ้นได้. นี้เรียกว่าเรื่อง ของกิเลส มีหัวข้อมี code อย่างนี้ จะจำแนกได้อย่างนี้. ที่นี้ อาตมาจะได้กล่าวถึง การเกิดขึ้นแห่งกิเลส. มีครูอาจารย์หลาย คนยื่นความประสงค์ในแผ่นกระดาษนี้ มาว่า ขอให้บรรยายเรื่องปฏิจจสมุปบาท. อาตมาก็งง; ที่งงเพราะไม่คิดว่าครูอาจารย์จะสนใจเรื่องปฏิจจสมุปบาท: แล้วก็ดีใจ ที่ว่า ความก้าวหน้าได้มีขึ้นแล้ว ในวงของครูอาจารย์ ถึงกับทำให้สนใจเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท. เรื่องนี้เป็นเรื่องของหัวใจของพระพุทธศาสนา ด้วยเรื่องหนึ่ง หรือรูปหนึ่ง คือบอกเรื่องทุกข์เกิดขึ้นมาได้อย่างไร และดับได้อย่างไร หรือกิเลส ก่อรูปขึ้นมาอย่างไร และจะสลายลงไปได้อย่างไร และยังเป็นหัวใจของพระพุทธ- ศาสนาในข้อที่ว่า พระพุทธศาสนาเรานั้น ไม่ต้องมี Personal God คือพระเจ้าอย่าง ที่เป็นตัวตนบุคคลอย่างนั้นอย่างนี้ หรือเป็นเทวดาอย่างนั้นอย่างนี้ก็ตาม เข้ามาเกี่ยว ข้องด้วยเลย เรามองเห็นชัดว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นไปได้ตามธรรมชาติ โดยธรรมชาติ โดยกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ; เราจึงบัญญัติว่าความทุกข์นี้ เป็นไปตามเกณฑ์ในตัวมันเอง ไม่ต้องมีตัวพระเป็นเจ้ายื่นมือเข้ามา แต่ถ้าจะให้ มีพระเป็นเจ้าก็ได้เหมือนกัน คือกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาตินั่นเอง เป็นพระเจ้าซึ่งใคร ต้านทานไม่ไหว. พระเป็นเจ้าอย่างนี้ ไม่ใช่ Personal God คือไม่ใช่พระเป็นเจ้า อย่างเป็นคนหรือเทวดา แต่ว่าเป็นพระเป็นเจ้าที่ยิ่งไปกว่านั้นมาก ที่เฉียบขาดศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งกว่านั้นมาก; นั่นคือกฎธรรมชาติ

น.183 คำว่า ปฏิจจสมุปบาท นั้น ควรจะถือเอาความหมายตามตัวหนังสือ นั่นแหละ. "ปฏิจจ" แปลว่า อาศัย. "สมฺปาทะ" แปลว่า เกิดขึ้นพร้อม; รวมกันก็แปลว่า อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น, อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น; จึงมีคำแปล เป็นภาษาอังกฤษว่า Dependent origination. Origination แปลว่าการก่อรูปขึ้นมา; Dependent ก็แปลว่า ซึ่งอาศัยกัน ซึ่งเนื่องกัน. ถ้าให้เด็ก ๆ เข้าใจความหมาย ของคำว่า Dependent origination ละก็ลองเล่าเรื่องอย่างนี้ให้ฟังว่า ดวงอาทิตย์ มันมีอยู่อย่างในวิทยาศาสตร์ เราก็ถือว่าเป็นต้นตอที่มาของสิ่งทั้งปวงอยู่แล้ว. เพราะ ดวงอาทิตย์มีอยู่ "ใช้คำว่า เพราะดวงอาทิตย์มีอยู่" จึงมีความร้อน, เพราะ หนึ่ง แล้ว; เพราะความร้อนมีอยู่ น้ำจึงถูกเผา; เพราะน้ำถูกเผาด้วยความร้อน จึงมีไอ ระเหยเกิดขึ้น และระเหยไป, เพราะมีไอระเหยของน้ำระเหยขึ้นไป จึงมีเมฆ; เพราะ เมฆมีอยู่ จึงมีฝนตกลงมา; เพราะมีฝนตกลงมา ถนนก็ลื่น; เพราะถนนลื่น รถยนต์ ของนาย ก. ก็ลงไปในคู; นาย ก. ก็เจ็บ ต้องไปหาหมอ; ซึ่งหมายถึงทุกข์เกิดขึ้น แล้วหมอก็ต้องทำงานอย่างนี้. นี้อย่างนี้เรื่อยไป ไม่ต้องมีอะไรเข้ามาเกี่ยวข้อง นอกจากตัวมันเองในกลุ่มนั้น อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น, อาศัย กันแล้วเกิดขึ้น, อาการอย่างนี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท. เราให้เด็ก ๆ ของเรา มีหลักที่จะเข้ากันได้กับพุทธศาสนา ก็คือ ไม่เชื่องมงายในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พิสูจน์ไม่ได้ด้วยเหตุผล; ให้เขามีหลักเกณฑ์ อยู่ใน อำนาจของเหตุผล พิสูจน์สิ่งต่าง ๆ ด้วยเหตุผล แล้วจึงยอมรับ ไม่ต้องฝากไว้ กับ "สิ่งไร-ก็ไม่รู้" มองไม่เห็นตัว เชื่อไว้ก่อนอย่างดำมืดไป แล้วก็ในฐานะ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นี่จะนำไปสู่สีลัพพตฺปาทาน หรือความทุกข์อย่างอื่น; เราชำระ

น.184 พื้นฐานแห่งจิตใจของเด็ก ๆ ของเราให้อยู่ในอำนาจเหตุผลเสียก่อน สิ่งต่าง ๆ จึง จะง่าย สำหรับการอบรมจริยธรรมแก่เด็กของเรา; ฉะนั้น จึงนับว่า ความหมาย อันแท้จริงของเรื่องปฏิจจสมุปบาทนั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งแก่พุทธบริษัท. ที่นี้ เรื่องจริง ๆ ของปฏิจจสมุปบาทนั้นก็มีอยู่ว่า เพราะ อวิชชา สภาพที่ปราศจากความรู้มีอยู่ จึงมี สังขาร คืออำนาจ ที่จะบันดาลให้สิ่งทั้งหลายปรุงแต่งกันขึ้น แล้วเป็นไป ไม่ให้หยุดอยู่กับที่: เพราะสังขารอย่างนี้มีอยู่ วิญญาณธาตุ จึงเกิดขึ้น หรือปรากฏขึ้น ใน ลักษณะที่จะทำหน้าที่ของมันได้: เพราะเมื่อวิญญาณธาตุมีอยู่ สิ่งที่เรียกว่า นาม กับรูป คือ กายกับใจ ก็ทำหน้าที่ของมันได้ คือเกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ทำหน้าที่ของมันได้; เพราะนามรูปคือกายกับใจมีอยู่ สื่อที่จะรับอารมณ์จากภายนอก ที่เรียก ว่า อายตนะ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจเองก็มีอยู่: เพราะอายตนะจะรับอารมณ์อย่างนั้นมีอยู่ มันก็เป็นเหตุให้มีผัสสะ คือ การกระทบกันกับอารมณ์ภายนอกนั้นได้ จึงมีการกระทบกับอารมณ์ภายนอกคือรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสอย่างที่กล่าวแล้ว; คือโลกนั่นเอง ใจจึงกระทบกันกับโลกได้; เพราะผัสสะมีอยู่ ก็มี เวทนา คือเมื่อกระทบแล้ว ก็เกิดเป็นความรู้สึก ทางตา ทางหู ทางจมูก ฯลฯ ว่าเป็นอย่างไร เช่น นั่นสวย ไม่สวย หอมหรือ เหม็น พอใจหรือไม่พอใจ อย่างนี้เรียกว่า เวทนา;

น.185 เพราะเวทนามีอยู่ จึงเกิดความอยากในเวทนานั้น คือตัณหา; ถ้าเวทนา นั้นถูกใจ ก็อยากได้หรืออยากเป็น, อยากเอา; ถ้าไม่ถูกใจก็อยากทำลายเสีย หรือ อยากให้พ้นไปเสีย หรืออยากตายเสีย หรือไม่ก็อยากทำลายตัวเองเสีย เพื่อไม่ ให้ประสบกับเวทนานั้น; เหล่านี้ล้วนแต่เรียกว่าตัณหาทั้งนั้น; เพราะมีเวทนาจิงเกิด ความอยากคือ ตัณหา; เพราะมีตัณหา คือความอยากนั้น จึงมีอุปาทาน คือยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งที่ตนอยาก ด้วยลักษณะที่กล่าวแล้วข้างต้นในเรื่องอุปาทาน ๔ ประการ ; เพราะมีอุปาทานเต็มรูปอย่างนั้น หมายความว่า มันมีตัวกู้ผู้อยาก รู้สึก ขึ้นมาในใจที่เดียว เป็นตัวเรา และยึดมั่นอะไรไว้โดยความเป็นของเรา; ยึดมั่นตัวเอง ว่าเป็นตัวเรา ยึดมั่นสิ่งภายนอกว่าเป็นของเรา; ถ้าความรู้สึกที่เป็นความยึดมั่นอย่างนี้ มีอยู่แล้ว ก็เรียกว่า พร้อมแล้วที่จะ "เกิด" ออกมาเป็นรูปร่างโดยสมบูรณ์: ดังนั้นจึงกล่าวว่า เพราะมีอุปาทาน ความยึดมั่น ถือมั่น นั่นแหละ จึง มีความมี ความเป็น ที่เรียกว่า ภพ . ภวะ หรือภพ หมายความว่า ถ้าเรารู้สึก ขึ้นในใจว่า เราเป็นอะไร ก็แปลว่า เราได้ ภพ อย่างนั้น; ภวะ ภพ อ่านว่าพบ แปล ว่าเป็น เช่นถ้าเรารู้สึกว่า เราเป็นผู้ได้ ก็เกิดมีเป็นผู้ได้ขึ้นมา; หรือรู้สึกตัวเอง อย่างมนุษย์ ก็เป็นมนุษย์ขึ้นมา; รู้สึกตัวเองอย่างเทวดา ก็เป็นเทวดาขึ้นมา: รู้สึก ตัวเองไปในทางต่ำทราม ก็เกิดเป็นสัตว์นรกขึ้นมา; คำว่า " ภพ " นี้ หมายความ ถึงการพร้อมบริบูรณ์ที่จะ เป็นนั่น เป็นนี้ออกมา;

น.186 เพราะมี ภพ ก็มีชาติ คือความเกิดออกมา เต็มรูปว่า บุคคลนั้นเป็น อะไร. นี่เรียกว่า ชาติ ความเกิด หมายถึงความเกิดในทางวิญญาณ ไม่ ใช่คลอดจากท้องแม่. นั่นมันเป็นความเกิดทางวัตถุร่างกาย หรือทางพีสิกซ์: ส่วนชาติความเกิดในที่นี้หมายถึง Spiritual คือทางฝ่ายวิญญาณ; เกิดมาด้วยความ ยึดมั่นถือมั่นเต็มที่ สมบูรณ์เต็มที่ แล้วแสดงออกมาทางกาย. เมื่อมีชาติอย่างนี้ แล้ว ไม่ต้องสงสัย มันหมายถึงความเกิดขึ้นของความทุกข์ เพราะว่าความรู้สึกนั้น เป็นความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งหนึ่งสิ่งใดอยู่แล้ว พอเต็มรูปขึ้นมาก็คือความทุกข์ คือ ความหนักเพราะความยึดมั่น ถือมั่นนั้น. ที่นี้ขอชี้ที่นี่เลยว่า เราเข้าใจพุทธศาสนาไม่ได้ และผิดหมด นี่ เพราะเข้าใจคำว่า ชาติ, ชา-ติ นี้ผิดหมด คือไปหมายเอาคลอดจากท้องแม่ เสียเรื่อย ซึ่งคนหนึ่งก็คลอดทีเดียวเท่านั้น แล้วก็อยู่ไปตั้งประมาณ ๑๐๐ ปี แล้ว ก็เน่าเข้าโลงไป. แล้วจะมีปัญหาอะไร. ที่พระพุทธเจ้าว่า ชาติเป็นทุกข์และ เป็นทุกข์ทุกชาติ และเป็นทุกข์เสมอไปนั้น หมายถึงชาติในทางวิญญาณ หรือ ในทางจิตใจ ที่มีความยึดมั่น ถือมั่นว่า เราเป็นอะไรขึ้นมาครั้งหนึ่งเต็มที่แล้ว ก็ เรียกว่าชาติหนึ่ง. ขอให้มองดูจนเห็นชัดว่า แม้เราจะได้คลอดออกมาจากท้องแม่แล้ว แต่ ถ้ายังไม่มีความรู้สึกที่เป็นความยึดมั่น ถือมั่นว่า ตัวกูเป็นอย่างนั้น อย่างนี้แล้ว ยัง ไม่ควรจะเรียกว่าเป็นชาติ หรือเป็น ชา-ติ ที่สมบูรณ์เลย. มันคลอดมาแต่ทาง ร่างกายทาง Physical เท่านั้น; ในทางจิต ทางวิญญาณยังไม่ได้คลอดออกมาสักที

น.187 ต่อเมื่อเด็กนั้นสามารถจะรู้สึกทางตา ทางหู ทางจมูก หรือทางผิวหนังก็ตาม เกิด ความรู้สึกเป็นตัวเรา, เป็นของเรา, เป็นอย่างนั้น, เป็นอย่างนี้; จะเอาอย่างนั้น, เอาอย่างนี้ จนเป็นตัวกูหรือของกูขึ้นมาได้ แม้จะในรูปน้อย ๆ ก็ตาม เมื่อนั้นจึงจะ เรียกว่าชาติของเขาสมบูรณ์, อย่าได้ถือแต่เพียงว่าพอคลอดออกมาแล้ว ก็เป็นชาติ ที่สมบูรณ์แล้ว มันเป็นเพียงก้อนวัตถุเท่านั้น; มันต้องมีจิตใจที่มีความรู้สึกเป็นตัวกู เป็น Egoism คืออุปาทาน ที่สมบูรณ์เสียก่อน แล้วจึงจะเรียกว่า ชาตินั้นสมบูรณ์ เพราะฉะนั้น “ ชาติ มันจึงสมบูรณ์ในเมื่อคิดนึกไปในทางยึดมั่น ถือมั่นตัวตน." เมื่อความรู้สึกคิดนึกยึดมั่นตัวตนเกิดขึ้น ก็เรียกว่าชาติ พอความรู้สึก อันนี้ดับลงไป ก็เรียกว่า ดับลงไป คือตายไปชาติหนึ่ง และประเดี๋ยวก็มารับอารมณ์ ทางตา หู จมูก เป็นต้นขึ้นอีก แล้วก็มีความรู้สึกที่เป็นชาติขึ้นมาอีก จนกว่าจะ สิ้นเรื่องของมันแล้วก็ดับไป คือตายไปอีกชาติหนึ่ง; เดี๋ยวก็มาอีกชาติหนึ่ง อย่างนี้ เรื่อยไป: ชาติอย่างนี้ต่างหากที่พระพุทธเจ้าท่านทรงมุ่งหมายในปฏิจจสมุปบาท ดังที่ กล่าวนี้; แล้วต่อให้ใครมาพิสูจน์ว่าอย่างไร ก็ต้องเห็นว่าเป็นทุกข์ทุกที่ เพราะว่า " มันเกิดออกมาจากตัวกู, ของกู ที่เป็นอุปาทาน ที่เกิดมาจากความอยาก ที่อาศัย เวทนาเป็นที่ตั้ง; " ฉะนั้นขอให้เข้าใจคำว่า ชาติ ในลักษณะเช่นนี้. จะเข้าใจ ปฏิจจสมุปบาทตรงตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอน ไว้ในพระบาลีจริง ๆ มิฉะนั้นแล้ว จะเป็นไปในรูปปฏิจจสมุปบาทที่ชนชั้นหลังอธิบาย ที่แสนจะฟั่นเฝือ ที่เรียนอย่างไร ก็ไม่อาจจะนำมาใช้เป็นประโยชน์ได้ มันเป็นคำอธิบายของนักปราชญ์เพ้อเจ้อรุ่นหลัง อาตมาขอยืนยันและท้าให้พิสูจน์ไว้อย่างนี้ด้วย; ช่วยกันจดจำไว้ด้วย แล้วก็ไปตรวจ [๒๑]

น.188 สอบในต้นตอของบาลีดูว่า คำว่า ชาติ แห่งปฏิจจสมุปบาทนี้จะมีความหมายว่า อย่างไร . ขอยืนยันต่อไปวา ถ้ายังไม่เข้าใจสิ่งที่เรียกว่าชาติ คือความเกิดนี้ อย่างถูกต้องแล้ว ก็ไม่อาจเข้าใจพุทธศาสนาได้; เข้าใจถูกต้องแล้ว ก็ง่ายนิด เดียวที่จะเข้าใจพุทธศาสนาว่า เรามีชาติเมื่อไร เป็นมีทุกข์เมื่อนั้น ไม่มีชาติ ก็ไม่ทุกข์, สิ้นชาติ คือชาติชนิดนี้ไม่เกิดแล้ว ก็คือนิพพาน; ไม่มีเกิด ไม่มีแก่ ไม่มีตาย; ถ้าไม่อย่างนั้นจะต้องเกิด แก่ ตาย อยู่วันหนึ่งหลายสิบหน และเป็นทุกข์ทุกชาติ. ถ้าความรู้ มีมากพอ สามารถควบคุมไม่ให้เกิดชาติทำนองนี้แล้ว ก็ว่าง ไปเลย คือไม่มีชาติ ; หมายความว่า ไม่มีตัวที่จะเกิด จะแก่ จะเจ็บ จะตาย. นี่คือ ปฏิจจสมุปบาท ; ที่แท้ก็คือเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันแก่คนทุกคนและ ทุกเวลา; แม้แต่ฝันก็ยังเป็นเรื่องอย่างนี้ได้. เรามักจะมีปัญหากันในตอนที่ว่า พอมีผัสสะแล้วก็มีเวทนา พอมีเวทนา แล้วก็มีตัณหาติดกันถี่ยิบไป ไม่มีทางที่จะแซกแซงได้; เราไม่สามารถที่จะหยุด กระแสของปฏิจจสมุปบาทที่ผัสสะ และให้ผัสสะวกกลับไปเป็นสติปัญญา; หรือว่า เราไม่อาจจะหยุดที่เวทนา คือผัสสะแล้วก็เป็นเวทนาเสียเรื่อย เวทนาแล้วก็เป็นตัณหา ตัณหาก็เป็นอุปาทาน ต่อไปเสียเรื่อย ก็เลยท้อถอย เลยวางมือ คือยอมแพ้. มันก็ไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากพระพุทธศาสนา เพราะยอมแพ้ข้อนั้น

น.189 ขอให้เข้าใจว่า เรื่องทางจิตนี้เมื่อมันเกิดเร็ว มันก็ต้องเปลี่ยนได้เร็ว หรือไวต่อการที่จะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น; มันต้องเปลี่ยนได้ คือมีการแซกแซง ในระหว่างที่อายตนะ กับผัสสะ ให้หยุดอยู่เพียงแค่ผัสสะ; หรือระหว่างผัสสะกับเวทนา; เวทนากับตัณหา ให้หยุดอยู่เพียงเวทนา ไม่ปรุงเป็นตัณหานี้ ต้องได้. ขอเปรียบเทียบเหมือนอย่างว่า ในทางวัตถุ ทางสสารนี้ สิ่งเนื่องกันเป็น สายแว็บไปเลยนั้น มันก็ยังแบ่งเป็นส่วน ๆ ๆ ๆ ได้ เช่นว่าหนังที่ถ่ายด้วย Speed เร็วถึง ๖๔ ภาพต่อวินาที แล้วมาฉายเป็นหนัง Slow motion ก็เพราะเขาถ่ายได้ถึง ๖๔ ภาพต่อวินาที. ใน ๑ วินาทียังแบ่งไปได้ถึง ๖๔ ส่วน ก็แปลว่ามันแบ่งไปได้ เป็นส่วน ๆ มันจึงมีโอกาสที่จะแซกแซงเข้าไปได้ในส่วนใดส่วนหนึ่งใน ๖๔ ส่วนนั้น เสมอไป; ทางวัตถุยังแซกแซงได้อย่างนี้ ทางจิตใจซึ่งมันเร็วกว่านั้นมันยิ่งแซกแซง ได้ง่าย แต่ต้องด้วยอาการที่ไวทันกันเท่านั้น จึงสามารถแซกแซงระหว่างผัสสะกับ เวทนา ให้กระแสของปฏิจจสมุปบาทหยุดอยู่เพียงแค่ผัสสะ คือกระทบทางตา ทางหู แล้วไม่ปรุงเป็นเวทนา รู้สึกอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา อย่างนี้ก็ได้; หรือจะแซกแซงเข้า ไประหว่างเวทนากับตัณหา คือว่ากระทบแล้ว รู้สึกว่าอร่อยหรือไม่อร่อย จะหอม หรือเหม็น ถูกใจหรือไม่ถูกใจ แล้วหยุดอยู่เพียงแต่นั้น อย่าปรุงเป็นความอยาก: อย่างนี้ก็มีทางจะทำได้; เพราะว่าเรื่องของจิตนั้น เป็นเรื่องที่ละเอียดละออมาก อย่าง ที่จะกล่าวให้ฟังว่า ถ้าจะแยกให้ละเอียดแล้ว ความรู้สึกทางจิตนี้ ท่านแบ่งออกไป ได้ตั้ง ๑๐ ระยะ ในชั่วขณะที่เราเห็นรูป หรือฟังเสียง และกว่าจะเกิดเวทนา และ ตัณหาอย่างนี้. ถ้ากล่าวอย่างนี้ก็ต้องอาศัยหลักเกณฑ์อย่างที่เรียกกันว่าอภิธรรม หรือแยกให้มันละเอียดออกไป.

น.190 ธรรมดาจิตของคนเรานั้น ขณะที่สงบนิ่งอยู่ในตัว คือไม่มีงานทำ เขา เรียกว่า ภวังคจิต; ต่อเมื่อมีอารมณ์มากระทบทางตา, ทางหู ทางจมูก ฯลฯ นี้ มันจึงจะทำหน้าที่รับอารมณ์ และทำหน้าที่ต่าง ๆ เป็นลำดับไปหลาย ๆ ลำดับ; พอ เสร็จเรื่องแล้วมันก็ตกลงสู่ภวังค์ ว่างงานอยู่ตามเดิม. ขอให้เข้าใจเรื่องนี้ด้วยการ เปรียบเทียบตามเคยว่า เหมือนกับแมลงมุมตัวหนึ่ง มันชักใยเป็นแผ่นแล้วมันก็นอน อยู่ที่สะดือของใย คือตรงกลางใยของรัง คอยจนกว่าจะมีแมลงบินมากระทบที่ใยนั้น ที่มุมใดมุมหนึ่ง; เพราะว่าใยของแมลงมุมนั้น มันจะต้องแผ่กว้างและเป็นเหลี่ยม ๆ แล้วแต่แมลงจะมากระทบที่เหลี่ยมไหน; เหมือนกับว่า เรามีตา หู จมูก ลิ้น กาย รวมทั้งใจด้วยนี้ ๖ เหลี่ยม นี้แล้วแต่อารมณ์จะมากระทบทางไหน. พอมีแมลงมา กระทบที่ใยนั้น แมลงมุมจะต้องรู้สึก ขณะที่รู้สึกว่ามีอะไรมากระทบ นี้ก็อย่างหนึ่ง แล้ว เป็นขณะจิตอันหนึ่งแล้ว; แมลงมุมจะต้องขยับตัวจากที่นอนว่างงานอยู่ที่ตรง สะดือของรังนั้น คือเคลื่อนไหวมองไปดู หรือว่าทำความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งไป ยังสิ่งที่มากระทบ นี่เป็นการกำหนดที่อารมณ์นั้นว่ามันเป็นอะไร, นี่ก็ระยะหนึ่ง ถือ ว่าเป็นระยะหนึ่งแล้ว; ต่อจากนั้นมันก็มีระยะที่แมลงมุมจะต้องพิจารณาดูว่า มันเป็น อะไรทีหนึ่ง; และเมื่อรู้ว่ามันเป็นอะไรแล้ว มันสิ้นไประยะหนึ่งแล้ว ก็ถึงระยะที่มัน ควรตัดสินใจว่า มันควรจะทำอย่างไรอีกทีหนึ่ง; เมื่อมันตัดสินใจแล้วจะทำอย่างไร มันจะวิ่งรี่เข้าไปหา นี่มันก็ระยะหนึ่ง; มันวิ่งรี่เข้าไปหาแล้ว มันก็ทำหน้าที่เจาะศีรษะ ของแมลงตัวนั้น ดูดเลือดของแมลงตัวนั้นกิน นี่มันก็ระยะหนึ่ง; แล้วมันก็รู้สึกเพียง พอคืออิ่ม มันก็ระยะหนึ่ง; แล้วมันก็วิ่งกลับไปอยู่ที่สะดือของรังตามเดิม มันก็เหมือน กับจิตที่เสร็จกิจ ที่เสร็จเรื่องในการรับอารมณ์แล้วมันก็กลับไปสู่ภวังคจิตอย่างเดิม

น.191 ขอให้เข้าใจว่า จิตที่จะมีอาการรับอารมณ์เป็นผัสสะ แล้วเกิดเป็นเวทนา นี้ เป็นตัณหาเพียงเท่านี้ มันแบ่งได้เป็นตั้ง ๑๐ กว่าระยะ จะต้องมีระยะใดระยะหนึ่ง แซกแซงเข้าไปได้. ถ้าท่านสนใจในเรื่องจิตวิทยาของพุทธศาสนาในแง่นี้ละก็ลองฟัง ดู ซึ่งอาตมาจะว่าไปตามลำดับ. เมื่อแมลงมุมนอนอยู่กับรังที่แรกนั้น เหมือนกับภวังคจิต; พอมีอะไรมา กระทบ มันไหวตัว คือมันตื่นจากหลับ; นี่-มันเคลื่อนจากภวังค์ อย่างนี้ก็เหมือน กับมันจุติ ที่จะเป็นแมลงมุมขึ้นมาแล้ว; ก่อนนี้มันมีค่าเหมือนกับตายอยู่: ที่นี้มันก็จุติ คือเคลื่อนจากความตายนี้ มาสู่ความเป็นแมลงมุม คือปฏิสนธิขึ้นมา. แล้วมัน ก็กำหนดสิ่งที่มากระทบนั้น เขาเรียกว่าอาวัชชนจิต แล้วแต่จะเกิดที่ตา ที่หู ที่จมูก ที่ลิ้น ที่กายอะไรก็ได้. อาการอย่างนี้เรียกว่า Adverting คือรู้สึก. Adverting นี้หมายถึงรู้สึกต่ออารมณ์นั้น หรือกำหนดอารมณ์นั้นได้ว่าเป็นอะไร กำหนดอย่างนี้ แล้ว มันก็พิจารณาว่าอารมณ์ที่มากระทบนั้นเป็นอะไร เรียกว่า สัมปฏิจฉันนจิต คือรับอารมณ์นั้นไว้ก่อน นั่นเรียกว่าสัมปฏิจฉันนจิต หรือ Receiving คือรับ; เมื่อรับแล้ว มันจึงพิจารณา. ในขั้นนั้นจึงเรียกว่า สันตีรณจิต คือพิจารณา investigating คำนี้หมายความว่าค้นดู พิจารณาดูด้วยใจว่า อันนี้เป็นอะไร ควร ทำอย่างไร, แม้แต่แมลงมุมมันก็ฉลาดว่า สิ่งที่มาติดที่ใยนั้น บางชนิดเข้าไปหาไม่ ได้ มันจะกัดเอาแมลงมุมเองตาย อย่างนี้ก็เรียกว่า สันตีรณ investigating; ต่อ จากนั้นจึงมีอาการ ตัดสินว่าจะทำอย่างไร เรียกว่า โวฏฐัพพนกิจ (Deciding); เมื่อแน่ใจแล้วมันจึงจะรี่เข้าหาที่เรียกว่า ชวนกิจ (impulsion), มี impulse ต่อสิ่ง นั้น; รี่เข้าหาหรือว่า เจาะศีรษะดื่มเลย แล้วมันจึงจะรู้รสเอร็ดอร่อย อิ่มเอิบของสิ่ง

น.192 นั้น ซึ่งเรียกว่า ตทาลัมพนกิจ (registering) คำนี้หมายความว่าประทับลงไปในสิ่ง นั้น ในรสของอารมณ์นั้น ๆ ; เมื่อเสร็จหรืออิ่มแล้ว มันจึงกลับไปสู่สภาพที่เรียกว่า ภวังคะ เป็นจิตหลับหรือจิตตายอยู่ตามเดิม; มันมีตั้งมากมายอย่างนี้ มันมีหลาย ระยะอย่างนี้ มันก็หมายความว่า โอกาสที่แซกแซงนั้นมีมากครั้ง มีได้มาก ระยะเช่นเดียวกัน. ถ้าได้อบรมมีภาวนาที่อบรมดีแล้วก็แซกแซงได้; ไม่ให้ผัสสะ ปรุงเป็นเวทนาได้ หรือไม่ให้เวทนาปรุงเป็นตัณหาได้; ในที่ระยะใดระยะหนึ่ง. ถ้าท่านสนใจเกี่ยวกับรายละเอียดเรื่องจิตวิทยาทางจิตของพุทธศาสนา หรือ ที่เรียกว่าอภิธรรม ที่นับรวมอยู่ในคัมภีร์อภิธรรมนี้ ก็ขอให้สนใจหาตำรับตำรามา อ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คืออภิธรรมที่มิสซิสไร้ส์ เดวิดส์ Mrs. Rhys Davids ร่วม กับนางสาวหล่าวง Miss Hla Uang คนพม่าช่วยกันทำขึ้นไว้ เรียกว่าหนังสือ Compendium of Philosophy คือเรื่องอภิธัมมัตถสังคหะโดยสมบูรณ์ พิมพ์ขึ้นเมื่อ ๒๐-๓๐ กว่าปีมานี้ เป็นคำอธิบายที่ถูกต้องที่สุด; หรือหนังสือที่เรียกว่า Philosophy of Buddhism ที่ท่าน Jagadish Kasyapa ชคทิษ กาศยปะ พิมพ์ขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ๒ เล่มจบเหมือนกัน คือหนังสืออภิธัมมัตถสังคหะ ที่อธิบายอย่างง่ายและถูกต้องที่สุด. ถ้าครูอาจารย์คนไหนสนใจมากที่จะเข้าใจเรื่องนี้แล้ว ก็ซื้อหามาอ่านดู เป็นคำอธิบาย ที่อ่านง่ายที่สุด จะรู้เรื่องที่เป็นใจความตลอดทั้งหมดของสิ่งที่เรียกว่าอภิธรรม แต่ที่ แท้คืออภิธัมมัตถสังคหะ ไม่ใช่อภิธัมปิฎกโดยสมบูรณ์ ซึ่งมีมากมายตั้งหลายสิบ เล่มนั้น. อภิธัมมัตถสังคหะนั้น คือใจความย่อของพระอภิธัมปิฎกทั้งหมด เป็น หนังสือไม่กี่หน้าก่อน แล้วก็อธิบายออกไปเป็นหนังสือประมาณ ๒ เล่ม; หรือว่าที่ เราจะเรียนได้ตามคำลาวัด ตามที่สอนอยู่ในประเทศพม่า ลังกา เมืองไทยเดี๋ยวนี้

น.193 ก็ยังได้ แต่ทางที่สะดวก หนังสือสองชุดที่ว่านี้ให้ความสะดวกมากที่สุด สำหรับ ผู้ที่เป็นครูบาอาจารย์. เมื่อท่านเรียนแล้วอย่างน้อยท่านจะพบว่า โอกาสที่จะควบคุม จิตตามที่ต้องการนั้นมีแน่ ไม่มีทางที่จะทำได้อย่างไร แต่ถ้าไม่อยากจะเรียนให้ยุ่งยาก ลำบาก ที่แท้มันก็ไม่จำเป็น ก็มีทางที่จะทำได้ โดยการที่มีความแน่ใจในการที่จะ ฝึกฝนสติสัมปชัญญะ ทุกครั้งที่อารมณ์มากระทบ. หัดน้อมจิตไปในทางสติปัญญา หรือว่ามีสติปัญญาอยู่เสมอไปก็แล้วกัน. เป็นอันว่า เรื่องความเกิดขึ้นของกิเลสนี้ มันมีอยู่อย่างนี้ นับตั้งแต่ว่า เมื่ออวิชชามีอยู่เป็นพื้นฐานแล้ว การกระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทาง กาย; ที่ไหน เมื่อไร อย่างไรก็ตาม; เมื่อปล่อยไปตามคลองของปฏิจจสมุปบาทแล้ว มันต้องเป็นอย่างนี้. ถ้าเราจะตัดสังสารวัฏ อันนี้ ก็ต้องตัดตรงที่ไม่ให้ผัสสะปรุง เวทนา หรือไม่ให้เวทนาปรุงตัณหา ดังกล่าวแล้วนั่นเอง. นี่แปลว่าการเกิดขึ้นของ กิเลสนี้มี Processing อย่างที่เรียกว่า ปฏิจาสมุปบาทนั้นเอง เป็นฝ่ายเกิดทุกข์, ที่นี้ฝ่ายที่จะไม่ให้มีกิเลส หรือฝ่ายดับทุกข์ มันก็ต้องถอยหลังกลับ คือ ว่าเป็นฝ่ายปฏิปักขนัย หรือ Reverse คือ; เพราะ ดับอวิชชา เสียได้ หรือ มีวิชชามา ดับอวิชชาเสียได้ สังขารก็ดับ; พอ สังขารดับ วิญญาณธาตุก็ไม่ทำหน้าที่เป็น วิญญาณธาตุ คือวิญญาณธาตุดับ; พอ วิญญาณธาตุดับ กายกับใจก็ไร้ความ หมาย เป็นของที่ทำหน้าที่อย่างไรไม่ได้ เรียกว่า นามรูปดับ; เมื่อนามรูปดับ อายตนะคือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ไร้ความหมาย มีค่าเท่ากับดับ; เพราะ อายตนะนั้นดับ ผัสสะก็มีไม่ได้; เพราะ ผัสสะมีไม่ได้ เวทนาก็มีไม่ได้คือดับ;

น.194 วทนามีไม่ได้; ตัณหาก็ไม่มีทางจะเกิด คือดับ; เพราะ ตัณหาดับ อุปาทานดับ; เพราะอุปาทานดับ ภพก็ดับ; ภพดับ ชาติก็ดับ; ชาติดับ ทุกข์ก็ดับ. มีทุกข์ ไม่ได้; อย่างนี้เป็นเรื่องฝ่ายดับ ก็เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทเหมือนกัน คือ อาศัยกัน ดับ. ฝ่ายโน้นอาศัยกันเกิดขึ้น คือเป็นกิเลสและเป็นความทุกข์; ฝ่ายนี้อาศัยกันดับ ลง เป็นความไม่มีกิเลสและพ้นทุกข์; นี้คือเรื่องของปฏิจจสมุปบาท: อย่างแรกเรียก ว่า สมุทยวาร; อย่างหลังเรียก นิโรธวาร. ถ้ากล่าวโดยตรงก็คือ เรื่องเกิดขึ้นแห่งความทุกข์ และ การดับไป แห่งความทุกข์ ที่มีกฎเกณฑ์ของมันเอง ที่เป็นไปได้ในตัวของมันเอง เป็น หัวใจของพระพุทธศาสนาที่เราจะต้องเข้าใจ เพื่อดับทุกข์หรือดับกิเลส. เมื่อเรา ควบคุมไม่ได้ กระแสของปฏิจจสมุปบาทก็เป็นไปในทางกิเลส: และยิ่งยุวชนเด็ก ๆ ของเราก็ยิ่งควบคุมมันไม่ได้ มันจึงเป็นไปในทางของกิเลสที่ทำลายตัวเขามากขึ้น; และใครจะช่วยเขา จะไปอ้อนวอนพระเป็นเจ้าที่ไหน; เพราะว่าปฏิจจสมุปบาทนี้ มันเป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ มันก็เลยไม่มีพระเป็นเจ้าที่ไหนจะช่วยได้ หรือพระ พุทธเจ้าก็ช่วยไม่ได้ ทั้งที่ท่านเป็นผู้สอนเรื่องปฏิจจสมุปบาท ท่านก็มาช่วยดับทุกข์ ดับกิเลสให้ไม่ได้; แปลว่า เขาต้องศึกษาตามที่ท่านสอนจนรู้เอง แล้วควบคุมมัน เอง หรือว่าดับมันด้วยตนเอง. นี่เป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่เราจะต้องศึกษาเรื่อง จะดับทุกข์อย่างไร หรือว่าจะดับกิเลสอย่างไร ซึ่งเป็นต้นตอของเรื่องทั้งหมด ที่จะ แก้ไขสภาพที่ไม่น่าปรารถนา คือกิเลสหรือความทุกข์นั้น. ทั้งหมดนี้เรียกว่า เรื่อง ความเกิดขึ้นของกิเลส.

น.195 ถ้าให้เรื่องน้อยลงมาอีก ให้ง่ายลงมาอีกสำหรับเด็ก ๆ ก็ต้องพยายาม ชี้ให้เห็นอาการที่อวิชชาแสดงออกมาอย่างไร เป็นความคือดึงอยู่ในตัวมันเองอย่างไร ? อาตมาอยากจะตอบคำถามที่ถามมากที่สุดอีกครั้งหนึ่งที่ว่า จะสอนเด็กอย่างไร ให้ เข้าใจเรื่องยาก ๆ เช่น ปฏิจจสมุปบาทนี้. ถ้าเพียงแต่บอกให้รู้ว่า เพราะอย่างนั้น จึงเป็นอย่างนั้น เพราะเป็นอย่างนั้นจึงเป็นอย่างนั้น บางทีเด็กก็ไม่สนใจ; บางทีเรา จะต้องชี้ให้เห็นว่า "เพราะมีอวิชชาที่ทำให้ดื้อ สิ่งที่เรียกว่าผี คือกิเลสจึงมารังแก;" ฉะนั้นเราอาศัยเรื่องเปลือกกับเนื้อ คือนิทานที่เป็นเหมือนภาชนะที่ใส่เนื้อใน ที่จะ บริโภคได้ ให้เขาอีกตามเคย ดังจะยกตัวอย่างที่ง่ายหรือที่ต่ำที่สุด จนถึงกับเรียกว่า เล่า นิทานเรื่องยายกับตา. นิทานเรื่องยายกับตานี้ ใคร ๆ ก็ต้องถือว่า มันเป็น เรื่องต่ำต้อยหรือกลางบ้านที่สุด แต่แล้วเขาก็ยังทำ make up ชนิดเอามาใช้เป็น ประโยชน์ได้; make up อย่างนี้มันส่งเสริมจริยธรรม; อย่าเข้าใจว่าคำ make up แล้ว มันจะเป็นเรื่องชนิดนั้นไปหมด; มันเป็นเรื่อง make up อย่างอื่นต่างหาก ที่ ทั้งเปลือง ทั้งยุ่งยาก เป็นเหตุให้ต้องเป็นต้องตายกัน. ส่วน make up เล่านิทาน ขึ้นมาสอนเด็กนี้ จะนำไปสู่ความดับทุกข์. ตัวอย่างนิทานเรื่องยายกับตานี้ ก็คืออย่างที่เล่ากันว่า ยังมียายกับตา สองคนผัวเมีย; ตาเป็นสัมมาทิฏฐิ ส่วนยายนั้นตรงกันข้าม คือเป็นคนมิจฉาทิฏฐิ ซึ่งหมายความว่าดื้อดึง ทำอะไรเป็นที่ขัดขวางแก่ตาไปทุกอย่าง; นานเข้าก็เหลือที่ตา จะทนไหว แม้จะเป็นภรรยาที่รักกันอย่างยิ่งนี้ ก็ทนไม่ไหวแล้ว ต้องตัดสินใจสละ; ตาจึงว่า "วันนี้ยายอย่าไปป่า" ยายก็ว่า "กูจะไป;" ตาว่า "ถ้าไป อย่าทูนก้อนหิน หนัก ๆ ไปใกล้เหว" ยายว่า "กูจะทูน” แล้วก็ทูนตั้งสองก้อน; เมื่อยายทำอย่างนั้น ก็พลัดตกลงไปในเหว โดยไม่ต้องมีใครแกล้ง [๒๒]

น.196 รื่องที่เล่านี้มีต่อไปว่า เพราะมีคนหัวดื้อลงไปในเหวแทนแล้ว ปีศาจ ก็ขึ้นมาจากเหวได้ โดยพ้นคำสาป และขึ้นมาในโลก; ครั้นขึ้นมาในโลกนี้แล้ว เรื่องของปีศาจนี้ มันก็ต้องเป็นของแปลกใหม่สำหรับโลก ตายังเรียกบุญคุณต่อ ปีศาจว่า เพราะตาได้ทำให้ปีศาจได้ขึ้นมาจากเหวนี้ ควรสนองคุณคือขอร้องไว้ว่า ปีศาจอย่ามายุ่งกับคน ขอให้อยู่กันแต่ปีศาจ; แต่ในที่สุดนานเข้าปีศาจหลอกลวงตา ถึงกับมายุ่งกับคน, คือมาสิงคน. สภาพผีสิงพึ่งมีมาครั้งแรกในโลกเราคราวนี้เอง. เมื่อมีคนถูกผีสิงโกลาหลวุ่นวายกันทั้งหมู่บ้าน ตาก็มาดู ผีเห็นตามาแต่ไกลก็กลัว, ละอายที่ผิดสัญญา ออกวิ่งหนีจากคนที่มันสิง วิ่งโทง ๆ ไปที่เดียว; ตาก็เอาไม้ไล่ตี ผีก็หนีเรื่อย ๆ จนกระทั่งผีล้มลง ศีรษะฟาดภูเขา; น้ำมันในกระโหลกผีกระเด็นไป ทุกทิศ ทุกทาง; ลงไปในสิ่งที่ทำความยุ่งยากให้มนุษย์เรามากที่สุด เช่นลงไปใน ขวดแม่โขงเป็นต้น; คนที่ดื่มแม่โขงเข้าไปก็กลายเป็นผีขึ้นมาทันที; เมื่อเงี่ยนไม่ได้กิน แม่โขง ก็เป็นผีชนิดหนึ่ง ได้กินแม่โขงก็เป็นผีอีกชนิดหนึ่ง; แต่ว่าไม่ต้องถึงแม่โขง หร็อก; แม้ที่ลงไปในตะบันหมาก หีบหมาก กล่องหมากของคุณย่าคุณยายนี้ ถ้า ไม่ได้กินหมากก็เงี่ยนเป็นผีสิงขึ้นมาทันที กินหมากเข้าไปมาก ก็มีอาการใจสั่นเป็นผี ขึ้นมาเหมือนกัน; หรือว่าน้ำมันผี ส่วนที่ลงไปในบ่อนโปหรือไพ่ ก็ไปนั่งถือไพ่อยู่ ได้ทั้งวันทั้งคืน ไม่ลุกขึ้นไปกินอาหารที่อื่น ต้องกินอาหารตรงนั้นเพื่อจะเล่นไพ่ตลอด ๒๔ ชั่วโมง; ถ้าชวนไปวัดฟังเทศน์สักชั่วโมงเดียวก็ไม่มีเวลา แต่ว่านั่งเล่นไพ่ ๒๔ ชั่วโมงนั้น ยิ่งกว่ามีเวลาเสียอีก; หรือว่าที่ร้ายกาจที่สุด ก็จะลงไปในสิ่งที่รุนแรงที่สุด เช่นอย่างเดี๋ยวนี้มีเฮโรอีนเป็นต้น เป็นเรื่องที่ถือว่า มันเป็นน้ำมันผีก้อนใหญ่ที่สุด; เป็นอันว่าสิ่งที่เรียกว่าน้ำมันผีนี้ ระบาดไปในสิ่งเสพติดทุกสิ่งทุกอย่างเหลือที่จะจาระนัย ได้ ให้เด็ก ๆ สังเกตดูเอง แล้วตั้งปัญหาว่า จะมีอะไรล้างน้ำมันผีเหล่านี้ ก็จะมี

น.197 โอกาสสอนธรรมะ เรื่องสัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ ที่จะแก้สิ่งเหล่านี้ได้ตามแบบ ของพระพุทธเจ้า. สิ่งที่เราจะต้องบอกให้เขารู้ว่า นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอย่างไร นี้มันอยู่ ที่ว่า ทีแรกทีเดียวนั้น ไม่มีอะไรเสียหายเลย เด็ก ๆ คลอดมาจากท้องแม่นี้ เหมือนผ้าที่ยังขาวสะอาด; ผ้าขาวสะอาด จนกว่าเมื่อไรได้สัมผัสโลก มีตัณหา อุปาทานในโลก เมื่อนั้นจึงจะเกิดดื้อดึงขึ้นมา นี่คือตกเหวแล้วผีขึ้นมา; หมายความ ว่าถ้าโลกคือตัวเด็กละก็ ก่อนนี้ก็ไม่เคยมีผี ผีพึ่งปรากฏขึ้นมาในโลก ก็เพราะว่ามี "ยายหัวดื้อ" นั้นตกลงไปในใจของเด็ก; "พอเด็กหลงในอารมณ์จนเกิดดื้อดึงขึ้นมา ต่อบิดามารดา ต่อครูบาอาจารย์แล้ว ก็แปลว่าผีได้เกิดขึ้นในโลกแล้ว"; มันยังมี อะไรอีกไปทุกแง่ทุกมุมที่จะต้องตีความ เช่นว่าเมื่อผีเห็นตาเดินมาแต่ไกลก็ออกวิ่ง หนีแล้ว; นี้มันก็เรื่องธรรมดา ที่ว่าคนผิดหรือคนกินปูนร้อนท้องนี้ ไม่คิดหน้าคิด หลัง ไปทำสิ่งที่มันไม่ฉลาดที่จะทำ ทำสิ่งที่ไม่ต้องทำแล้วกลับเป็นอันตรายแก่ตัวเองนี้; เหมือนอย่างว่าถ้ายืนอยู่เฉย ๆ ก็ไม่มีใครรู้ว่าเราเป็นอะไร แต่ถ้าออกวิ่งหนี ก็คือ จำเลยนั่นเอง หรือตัวผู้ร้ายนั่นเอง อย่างนี้เป็นต้น; แล้วนิทานนี้มันจะส่อนข้อคิดได้ ตลอดทุกประโยคของคำพูดที่พูดออกไป; อย่างนี้ก็เป็นการชี้ให้เห็นแล้วว่า กิเลส เกิดขึ้นมาอย่างไรในนิสัยสันดาน และปรากฏออกมาที่ตัวเด็ก ที่กาย วาจาของเด็ก อย่างไร; จึงเป็นอันมองเห็นได้ว่า แม้แต่นิทานเรื่องยายกับตานี้ ก็ยังใช้สอน ธรรมะได้ แล้วคงจะไม่ง่วงนอน และภาชนะนั้นหรือเปลือกนั้น จะรักษาเนื้อในไว้ เสมอไป; เพราะการที่จะให้เด็กจำชื่อกิเลสอันเป็นภาษาบาลีต่าง ๆ นั้น เด็กคงจำ ไม่ไหว; แต่ถ้าให้จำไว้ในรูปของ "น้ำมันผี" หรือ "ผีอะไร" หรืออะไรทำนองนี้

น.198 แล้ว มันง่ายจนไม่ต้องจำ มันก็จำได้. นิทานที่ครูอาจารย์เคยเล่าให้ฟังตั้งแต่เด็ก ๆ หลายสิบปีมาแล้ว เราก็ยังจำได้กระทั่งเดี๋ยวนี้ นั่นแหละคือผลของการใช้ภาชนะที่ดี; ฉะนั้นครูอาจารย์ควรจะนึกถึงภาชนะที่ดี หรือถ้ากล่าวอีกที่หนึ่งก็คือ สื่อที่ดี ที่จะ ถ่ายทอดธรรมะที่เป็นธรรมาธิษฐานไปสู่บุคคลาธิษฐาน แล้วฝังแน่นไปสู่ ความรู้สึก ความจดจำของเด็กของเรา นี่คือตัวอย่างที่ว่า จะสอนเขาอย่างไร ด้วยวิธีที่สนุกสนานกลายเป็นโรงมหรสพทางวิญญาณไปในห้องเรียนนั่นเอง หรือใน วันอาทิตย์ก็ได้; ครูบาอาจารย์มีสติปัญญามาก พอที่จะไปหาวิธี make up เอาเอง ซึ่งดีกว่า make up อย่างอื่นซึ่งเปลืองมาก หรือทำความยุ่งยากมาก แล้วก็ยังไม่เอา ชนะเด็กได้. เวลาที่เหลือต่อไปนี้ จะได้พูดถึงเรื่องตรงกันข้าม คือความว่างจาก กิเลส. ดังที่กล่าวมาแล้วสรุปได้ว่า กิเลสเป็นสิ่งที่สมบูรณ์ก็ต่อเมื่อปรุงเป็นความ รู้สึกยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวกู ของกู ขึ้นมาเท่านั้น; ถ้ายังไม่ถึงนั่น เรียกว่ายังไม่เป็น ตัวเป็นตน ยังไม่คลอดออกมา. ในขณะแห่งการเกิดขึ้นของตัณหา นั้นเป็นเหมือน กับตั้งครรภ์เท่านั้น; ในขณะแห่งอุปาทานนั้น คือครรภ์แก่เช้า, แก่เข้า, เป็นตัวภู เจริญขึ้นอยู่ในครรภ์; ในขณะที่เป็นภพนั้นสมบูรณ์คือแก่เต็มที่ ๙ เดือน ๑๐ เดือน จะคลอดแล้ว; ในขณะแห่งชาติก็คลอดออกมาเป็นตัวกู เป็นของกู: เป็น Selfishness ชัดเจนอย่างนั้นอย่างนี้ที่เดียว. นี่คือสมบูรณ์ภาพแห่งกิเลส หรือความเกิดขึ้นโดย สมบูรณ์แห่งกิเลส; ไม่ว่างจากกิเลส คือวุ่นไปด้วยตัวกูและของกู; นี้ส่วนหนึ่งหรือ พวกหนึ่ง เป็นภาคต้นในเรื่องความทุกข์; ทีนี้ ภาคปลาย ที่ว่าเป็นเรื่องของความ ว่างจากกิเลส หรือว่างจากทุกข์นั้น คือหมายความว่า " มันว่างจากความรู้สึก ยึดมั่น ถือมั่นว่า ตัวกู ของกู" นั้นเอง.

น.199 เกี่ยวกับเรื่องนี้ จะต้องกล่าวให้สิ้นเชิงว่า ที่ว่าว่าง ๆ นี้ มันว่างได้ตาม ธรรมชาติเอง เป็น Co-incident ก็ได้; อย่างที่กล่าวแล้วข้างต้นเมื่อกี้นี้ ว่าตาม ธรรมดาเราก็ว่างกันอยู่มาก ไม่เช่นนั้นก็เป็นโรคเส้นประสาท หรือโรคจิตตายกันไป เสียแล้ว; แต่ความว่างอย่างนี้ยังไม่พอที่จะช่วยเราได้: เป็น ตทังควิมุติ คือมัน fluke เป็นไปเอง. ที่นี้ ว่างอีกที ที่สูงขึ้นไปก็คือว่า ในขณะที่ทำสมาธิ จิตเป็นสมาธิแน่วแน่ อยู่อย่างใดอย่างหนึ่งนั้น เป็น วิกขัมภนวิมุติ; อย่างนี้ก็ว่างจากความรู้สึกว่า เป็น ตัวกู ของกูเหมือนกัน แต่มันชั่วที่ทำสมาธิอยู่; เหมือนกับชั่วขณะที่เราเอาหินไปทับ หญ้าไว้ มันไม่งอกก็จริง ไม่ปรากฏว่ามีหญ้าก็จริง แต่พอเอาหินออกเมื่อไร มัน ก็งอกขึ้นมาอีกอย่างนี้เป็นต้น. ดังนั้นเราต้องมีวิธีที่เด็ดขาด เฉียบขาดกว่านั้น ที่เรียกว่าวิธีที่เป็นไปเพื่อ สมุจเฉทวิมุติ; นี้คืออำนาจของสติปัญญาหรือวิชชา ที่เรากำลังถกเถียงปรึกษา หารือกันอยู่หลายวันแล้วที่นี่ ขอให้ระลึกย้อนกลับไปถึงหลักที่ว่า "หยุดอยู่เพียงแค่ผัสสะ" อีก ครั้งหนึ่ง; ข้อนี้เป็นการกระทำอย่างเก่งที่สุด ที่ไม่ให้ตัวกู ของกู เกิดขึ้นมาได้ คือ ถึงกับไม่ให้ตั้งครรภ์ทีเดียว คุมกำเนิดไม่ให้ตั้งครรภ์ได้เลย ถ้าให้หยุดอยู่ได้เพียงแค่ ผัสสะ; ถ้าไปหยุดอยู่เพียงเวทนา ก็คล้ายกับว่า หวุดหวิดตั้งครรภ์แล้ว แต่ยังพอทำ ให้ระงับไปได้ ไม่ปรุงเป็นตัณหา, อุปาทาน, ภพ, ชาติก็ได้เหมือนกัน แต่ยังไม่ สู้เก่ง; ถึงอย่างนั้นก็ยังเอาตัวรอดได้ มันไม่คลอดออกมาเป็นความทุกข์.

น.200 คำว่า “ว่าง" ที่แท้จริง ต้องใช้วิธีที่ฉลาด ที่จะทำไม่ให้เกิดความรู้สึก ว่า เป็นตัวเป็นตนขึ้นมาได้เลย; ไม่มีความยึดมั่น ถือมั่นด้วยกิเลส แม้ในขณะที่มี ความรู้สึกเป็น egoism อยู่ตามธรรมชาติ; เลยว่างอยู่เรื่อย ๆ อย่างนี้เรียกว่า ว่าง จากกิเลส หรือว่างจากความทุกข์. คนเราตามธรรมดา ไม่เข้าใจคำนี้; กล่าว ได้ว่าแทบทุกคน ไม่เข้าใจคำว่า "ว่าง" อย่างนี้ เพราะว่าพอพูดว่าว่างแล้ว ก็หมายถึงว่า ไม่มีหรือไม่ทำอะไรเลย. ขอให้ครูอาจารย์จงจำไว้ว่า ว่างนั้นมีอยู่ ๒ อย่าง คือว่างทางสสารทาง material, ว่างทางสสารนี้อย่างหนึ่ง; หมายถึงว่า ไม่มีสสารอันใดปรากฏอยู่ นี้เรียกว่าว่าง แต่เป็นว่างทางสสาร ไม่ใช่ว่างอย่างที่เรา กำลังพูดนี้. ส่วนว่างทาง Mental หรือทาง Spiritual นั้น หมายถึงจิตว่าง คือว่าง จากความรู้สึกที่เป็นตัวตน ของตนเท่านั้นแหละ หมายความว่า "ตัวตนของตน" หรือ "ตัวกู ของกู ไม่โผล่มา ก็คือยังว่างอยู่ "; จิตก็ว่าง กายก็ว่าง อะไร ๆ ก็ว่าง แม้แต่ผัสสะก็ว่าง แม้แต่เวทนาก็ว่าง; แต่ถ้าความคิดมันปรุงไปในทางรู้สึก เป็นตัว เป็นตนแล้ว มันไม่ว่าง มันเป็นตัณหา, อุปาทาน, เป็นภพ, เป็นชาติ อย่างใดอย่างหนึ่งไป. คำว่า ว่าง ที่ไม่ทุกข์นี้ ต้องเป็นว่างทาง Spiritual อย่า ไปเอาว่างอย่าง Vacuum ทางพี่สิคซ์หรืออะไรทำนองนั้น; ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องทางจิต ทางวิญญาณแท้. ว่าง ก็ทางจิต แม้ วุ่นก็ทางจิต ; รู้จักคำสองคำนี้ให้ดี คือ ว่าง กับ วุ่น; เมื่อวุ่น นั่นแหละเป็นทุกข์ , เมื่อว่างนั่นแหละไม่ทุกข์ ; ฉะนั้น จิตเดิมแท้หมายความว่า ยังว่างอยู่ ต่อมีอะไรมากระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ปรุงแต่งกระทั่งเป็นตัณหา, อุปาทานแล้ว เมื่อนั้นวุ่น คือไม่ว่าง. เมื่อวุ่นนั่นแหละคือทุกข์; เมื่อว่างก็ยังไม่ทุกข์; เมื่อว่างได้โดยเด็ดขาด ก็คือ หมดทุกข์สิ้นเชิง เป็นนิพพานโดยแท้จริง.

น.201 เพื่อประโยชน์แก่ท่านที่ไม่เคยสนใจมาก่อน อาตมาจะยกตัวอย่างให้ เข้าใจคำว่า "ว่าง" อย่างง่าย ๆ; เหมือนอย่างว่า คน ๆ หนึ่งเป็นคนแจวเรือจ้าง เลี้ยงชีวิต เขาต้องแจวเรือกลางแดดหรือทวนน้ำ เหน็ดเหนื่อยมากซึ่งครูอาจารย์ของ เรานี้ไปทำไม่ไหว ออดแอดมากจนถึงกับแจวเรือจ้างไม่ไหว; ฉะนั้นเราเอาคนแจว เรือจ้างที่เข้มแข็งจริง ๆ เป็นเกณฑ์, ในขณะใดที่เขาแจวเรือจ้างเฉิบ ๆ ร้องเพลง ไปพลาง ขณะนั้นถือว่า จิตของเขายังว่างจากอุปาทานว่าตัวกู ว่าของกู: ความ รู้สึกนึกคิดของเขาเวลานั้น ไม่น้อมไปในทางว่า มีตัวกูหรือของกูเลย เรียกว่า ว่าง จากตัวกู ของกู; ดังนั้นเขาไม่เป็นทุกข์ ไม่มีความทุกข์ แจวเรือเฉิบ ๆ ร้องเพลง ไปพลาง ได้เงินมาเลี้ยงชีวิต ไม่มีความทุกข์เลย. ถ้าเผอิญมันเป็นไปได้ว่า ตา คนนั้นแหละ วันหนึ่งหรือต่อมาอีกประเดี๋ยวหนึ่งก็ได้ แกมีอะไรผ่านเข้ามาในจิตใจ ทำให้คำนึงเป็นความรู้สึกที่น้อยเนื้อต่ำใจ รู้สึกอับโชค อับวาสนา เป็นตัวกูที่ยากจน เป็นของกูที่ไม่มีอะไร เกิดความเสียอกเสียใจขึ้นมานี้ เกิดตัวกู ของกู อย่างนี้แล้ว เรียกว่าไม่ว่าง แก ก็เป็นทุกข์ทันที งานก็คงทำอย่างเดียวกัน คือแจวก็แจวนั้นแหละ; เรือก็ลำนั้นแหละ แล้วเวลาก็เหมือนกัน; ทวนน้ำก็อย่างเดียวกัน; กลางแดดก็อย่าง เดียวกัน. เมื่อจิตของแกว่างจากตัวกู แกก็ไม่มีความทุกข์; แต่ถ้าจิตวุ่นอยู่ด้วย ตัวกู แกก็มีความทุกข์; ดังนั้นเราจึงได้ประโยคที่น่าสนใจประโยคหนึ่งว่า " ถ้าจิต ว่าง การงานเป็นสุข ถ้าจิตวุ่น การงานเป็นทุกข์;" ขอให้ช่วยจำไว้ให้ดี; การงานอันเดียวกัน ! หรือเหมือนอย่างว่า แม่บ้านคนหนึ่งจะถูพื้น หรือคุณนายเองจะถูพื้น ก็ตามใจ: ถูพื้นเรือนนี้ ถ้าจิตวุ่นอยู่ด้วยความรู้สึกสำนึกในตัวกูนี้ว่าตน, ว่าตัวกู

น.202 ป็นอย่างไร ฐานะของกูเป็นอย่างไรแล้ว ถูพื้นไปพลางก็ด่าคนนั้น คนนี้ ด่าผีสาง เทวดาไปพลาง; ถ้าจิตว่างจากความรู้สึกที่เป็นตัวกู ของกูนี้ งานถูพื้นนั้นเอง กลับ สนุกสนาน หัวเราะร่า ทำเพลินไปที่เดียว จนห้องไม่พอให้ถู; มันสนุกอย่างนี้ นี่ถ้าจิตว่างแล้ว ไม่มีความทุกข์เลย; จะไปโกยท้องร่องที่เหม็นตุก็ได้ ไม่มีความทุกข์ เลย สนุกไปหมด: ถ้าจิตวุ่นแล้ว แม้แต่ถูพื้นก็ไม่สนุก; แม้ทำอะไรที่สวยสดงดงาม ก็ไม่สนุกทั้งนั้น ถ้าจิตมันวุ่นอยู่ในเรื่อง ตัวกู ของกู ตามที่กล่าวมานี้ ขอให้แยกเอาความหมายของคำว่า "ว่าง" กับคำว่า "วุ่น" ไว้ให้ดีด้วยตนเองทุก ๆ ท่าน; มันกล่าวได้ว่า "ถ้าจิตว่างแล้ว ทุกอย่าง เป็นสนุกไปหมด; ถ้าจิตวุ่นแล้ว ทุกอย่างเป็นทุกข์ไปหมด." แม้เรื่องนิดเดียว ก็เป็นทุกข์เท่าภูเขาเลากาทีเดียว. เราจะดูกันต่อไป ถึงการที่จะทำหน้าที่ที่ละเอียด ที่ปราณีต อย่างว่าจะ ยิงปืน จะยิงเพื่ออะไรก็ตาม หรือเพื่อประกวดฝีมือกันก็ตาม ถ้าจิตปรุงวุ่นอยู่ด้วย ตัวกู ของกูแล้ว เป็นยิงผิดแน่ ที่ว่าปรุงวุ่นอยู่ด้วยตัวกู ของกูนี้ ในขณะนั้นเขา ระงับความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตน ว่าของตน ไม่ได้ มีความรู้สึกว่า ถ้ากูยิงผิด เขา ก็ฮากันใหญ่ เสียชื่อเสียงของกู เสียชื่อเสียงของหมู่คณะโรงเรียนของกู อย่างนี้ เป็นต้น หรือถ้ายิ่งแฟนของเขามานั่งดูอยู่ด้วยแล้ว ก็ยิ่งกระสับกระส่ายทางตัวกู ของ กูมากขึ้นไปอีก มันก็สั่นทั้งมือ สั่นทั้งใจ สั่นทั้งระบบประสาทนี้ไม่เป็นเรื่องเป็นราว มันวุ่น ไม่ว่าง มันไม่มีทางที่จะยิงถูกได้. ที่นี้ถ้าเขาลืมหมด กระทั่งโลกนี้เขาก็ลืม กระทั่งตัวเอง เขาก็ลืม; สิ่งที่ปรากฏอยู่ในความรู้สึก ก็มีสติสัมปชัญญะกับสมาธิที่ จะยิงออกไปอย่างไร ปัญญาที่ยิงออกไปอย่างไร มันก็ยิงถูกเหมือนปาฏิหารย์, นั่น

น.203 คือว่าง; ไม่ใช่ว่าว่างแล้วแข็งทื่อเป็นก้อนหิน, ท่อนไม้, กระดิกไม่ได้ จิตไม่รู้สึก คิดนึกอะไรไม่ได้: แต่กลับเป็น active ไปหมดทั้งกายและทั้งใจ นั่นแหละคือว่าง; เพียงแต่มันว่างจากความรู้สึกว่า ตัวกู ของกู เท่านั้น. เหมือนอย่างจัดดอกไม้ในแจกันก็เหมือนกัน ดังที่กล่าวแล้วในการบรรยาย ครั้งที่แล้วมานี้ ครูอาจารย์ฝ่ายเคหศาสตร์ เทคนิคเคหศาสตร์นี้ ลองจำไปสังเกตดู ไปค้นคว้าดูว่า จะจัดแจกันดอกไม้ด้วยจิตที่วุ่น กับจิตที่ว่างจากตัวกู ของกู มันจะ ต่างกันสักกี่มากน้อย อันไหนจะเป็นศิลปะลึกซึ้ง เป็นที่สนใจของนักปราชญ์หรือ ศิลปินนี้เป็นต้น; การจัดด้วยจิตวุ่นนั้น คงเป็นแจกันที่ประหลาดที่สุด เพราะว่าจิตใจ กำลังวุ่น เหมือนกับปีศาจสิง หรือว่านักเรียนจะสอบไล่ ก็ต้องมีจิตว่างจากตัวกู ของกู: มีแต่สติ ปัญญา มีแต่สมาธิ. ความอยากสอบไล่ ความตั้งใจจะสอบไล่นั้น มีในเบื้อง แรกแล้วก็ให้ระงับไป เหลืออยู่ในบัดนี้แต่เพียงว่าจะทำอย่างไรเท่านั้น. ข้อนี้ครู อาจารย์ลองไปช่วยอบรมเด็ก ให้สามารถบังคับจิตใจได้ถึงอย่างนี้ โดยวิธีนี้ โดย แนวนี้ เด็ก ๆ ในชั้นของท่านจะเรียนเก่งที่สุด จะจำเก่งที่สุด จะคิดเก่งที่สุด แล้ว จะสอบไล่ได้ผลดีที่สุด ด้วยเรื่องว่าง ด้วยเรื่องวุ่นสองคำนี้; ฉะนั้นเห็นได้ว่า มัน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะให้เด็ก ๆ ของเรารู้เรื่องพุทธศาสนา ในขั้นที่เป็นหัวใจ คือเป็นหัว ใจของพระพุทธศาสนาที่เดียว คือ เรื่องความว่าง ซึ่งมีความหมายเป็นนิพพาน หรือ ความดับทุกข์ แต่เป็นในระยะต่ำ จึงเป็นนิพพานระยะของเด็กคือในระยะชิมลอง; [๒๓]

น.204 วามหมายมันเหมือนกัน คือว่างจากกิเลสและว่างจากความทุกข์ หากมันอยู่ใน ระดับต่ำ หรือในระยะกาลเวลาจำกัด หรือชั่วคราวเท่านั้นเอง; ถ้าเป็นไปได้เด็ดขาด หรือถึงที่สุดแล้ว มันก็เป็นนิพพานเต็มรูปในพระพุทธศาสนา ฉะนั้นท่านจึงถือว่า ว่าง อย่างยิ่งนั่นแหละคือนิพพาน; "นิพฺพานํ ปรมํ สุญญํ ว่างอย่างยิ่งนั่นแหละ คือ นิพพาน." เพื่อให้เข้าใจยิ่งขึ้นไปอีก เรามาดูถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกันอยู่กับชีวิตประจำวัน ของเรา ซึ่งเราจะรวมประมวลได้เป็นหมวด ๆ เช่นว่า ศิลปะ ดนตรี วรรณคดี เป็นต้น. ที่อาตมามักจะยกตัวอย่างสิ่งเหล่านี้ ก็เพราะว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์เรากำลัง หลงใหล เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยมากที่สุด; และกำลังเห่อกันมากกว่า; พูดอย่างนี้แม้จะ หยาบไป ก็ขออภัย เพราะคนในโลกนี้กำลังเห่อศิลปะ เห่อวรรณคดี อะไรทำนอง นั้น. ความมุ่งหมายที่แท้จริงของศิลปะบริสุทธิ์นั้น หมายความว่า ต้อง การจะดึงจิต หรือพรากจิตของผู้เห็นศิลปะนั้น ออกมาจากความวุ่นด้วย ตัวกู ของกู ให้มาว่าง; เหมือนว่าเราเห็นศิลปะที่สวยงาม, ที่บริสุทธิ์นี้ เราก็ลืม เรื่องวุ่นวายใจทางบ้านช่อง ทางกิจการงานได้ เพราะศิลปะนี้ดึงดูดใจมายึดเอาไว้หมด แล้วศิลปะนั้นเองก็ไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกว่าตัวกู ของกู ศิลปะนั้นจึงมีค่าสูงสุด มีค่า เท่ากับธรรมะ; ศิลปะคือธรรมะ ธรรมะคือศิลปะไป; แต่ว่าเป็นธรรมะที่แสดงออก ในรูปของวัตถุหรือศิลปะ จึงน่าบูชา. แต่เดี๋ยวนี้ศิลปะเหล่านั้น มันเปื้อนไปด้วย "น้ำมันผี” จากกระโหลกผีที่กล่าวแล้วนั้นไปหมด; มันกลายไปเป็นเครื่องมือของ ภูตผีปีศาจ เพื่อแสดงสิ่งลามกอนาจาร; เมื่อมนุษย์ไม่มีจิตใจเป็นอิสระแก่ตัว เพราะ เปื้อนไปด้วยน้ำมันผีเหล่านี้ แล้วก็สามารถอ้างอิงด้วยเหตุผลเป็นคุ้งเป็นแควทีเดียว ในการที่จะเอาสิ่งลามกอนาจารมาเป็นศิลปะ; ศิลปะจึงมีแต่ประเภทรูปเปลือยในหมู่

น.205 ชนผู้ตกอยู่ใต้อำนาจของภูตผีปีศาจเหล่านี้; ทุกชิ้นล้วนแต่ให้เกิดความรู้สึกว่า ตัวกู ของกู กลุ้มไปหมด แล้วก็กำลังนิยมว่ารูปเปลือยเท่านั้นเป็นศิลปะของเขา; ศิลปะ บริสุทธิ์นั้นหายไปไหน? มันหายไป ก็เพราะว่าเดี๋ยวนี้ตลาดที่ต้องการศิลปะนั้น มัน มีแต่คนที่เปื้อนไปด้วย "น้ำมันผี" อย่างที่กล่าวมาแล้วมอมแมมไปทั้งนั้น; ศิลปะ ของโลกจิงเฮไปในทางที่ก่อให้เกิดกามราคะ หรือตัวตนที่เป็นไปในทางกามราคะ "เป็นตัวกู เป็นของกู" ยิ่งขึ้นไป เป็นศิลปะทำลายโลก ไม่ใช่ศิลปะที่จะผดุงโลกนี้ ให้งดงาม อย่างนี้เป็นต้น. ทีนี้พูดถึงภาพ เมื่อจะเป็นภาพเขียน หรือภาพแกะสลัก ภาพปั้นอะไร ก็ตาม แม้แต่ภาพวิว ภาพอะไรก็สุดแท้ ถ้าจะเป็นศิลปะบริสุทธิ์ เป็นตัวเดียวกับ ธรรมะแล้ว มันต้องระงับความรู้สึกยึดมั่นว่าตัวกู ของกู ได้เหมือนกัน. เมื่อเรา เห็นวิวสวย ๆ อย่างนี้ เราก็ลืมความยึดมั่นว่า ตัวกู ของกู ; เพลินไปด้วยวิวสวย ๆ ที่ชายทะเล ที่ภูเขา อย่างนี้ นี่มันเป็นศิลปะ แม้จะเป็นศิลปะของธรรมชาติ; หรือ เมื่อเราเอามาเขียนประดับฝาบ้าน มันก็เป็นศิลปะบริสุทธิ์ ที่นำไปสู่ความว่าง. แต่ ว่าศิลปะอย่างนี้มันหมดไป ๆ ตามความที่ "น้ำมันผี” มันเปื้อนคนในโลกมากขึ้น. อาตมาจะยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า ที่เมืองชายทะเลสำหรับตากอากาศต่างประเทศแห่ง หนึ่ง ที่มีชื่อเสียงในยุโรป; ที่ตากอากาศชายทะเลแห่งนั้น เมื่อ ๒๐ ปีก่อน เขา เขียนภาพโปสเตอร์ด้วยภาพวิว ที่นั่นสวยที่สุด โฆษณาไปตามจังหวัดต่าง ๆ ให้ ชวนคนไปตากอากาศที่นั่น เพื่อเก็บเงิน เพื่อได้ประโยชน์. แล้วต่อมาไม่กี่ปี ภาพ อย่างนั้นไร้ความหมายในการโฆษณา จึงเอาภาพชาตินิยม เช่น เรือรบที่มีชื่ออย่าง เดียวกับสถานที่ตากอากาศนั้นเป็นภาพโฆษณา อาศัยความรู้สึกตัวกู ของกู ทาง

น.206 ชาตินิยม มายั่วคนให้ไปตากอากาศที่นั่น. ที่นี้ไม่กี่ปีต่อมา ภาพเรือรบที่ปลุก ความรู้สึกทางชาตินิยม ก็ใช้ไม่ได้อีกแล้ว ต้องใช้ภาพหญิงในชุด Biginy เป็นฝูง ๆ ในท่าทางที่ลามกอนาจาร มาโฆษณาให้คนไปตากอากาศที่นั่น. นี่ชั่ว ๑๕ ปีเท่านั้น มันก็เปลี่ยนแปลงมากอย่างนี้. นี่เป็นเครื่องวัดว่า จิตใจของคนเราเป็นอย่างไร และสิ่งที่เรียกว่าศิลปะนั้น จะเป็นเครื่องสนับสนุนสันติภาพทางจิตใจ หรือทางสังคม หรือไม่ หรือสนับสนุนอะไรกันแน่. แม้ที่สุดแต่ดนตรี ซึ่งก็ถือว่าเป็นแขนงหนึ่งของศิลปะ; ถ้าดนตรีบริสุทธิ์ ก็สามารถจะดึงดูดจิตใจให้ว่างจากตัวกู ของกู ได้เหมือนกัน เพลินไปในทางดนตรี นั้น; แต่อย่าพึงเข้าใจว่า เป็นการบรรลุมรรค ผล นิพพาน; แต่พึงเข้าใจว่าเป็น อุบายอันหนึ่ง ที่จะหยุดความรู้สึกว่า ตัวกู ของกู อันเดือดพล่านเสียได้; โมโห ใครมา ฟังดนตรีก็หาย หรือกำหนัดในทางกาม ฟังดนตรีบริสุทธิ์อีกแบบหนึ่ง ก็ หายกำหนัดในทางกาม อย่างนี้เป็นต้น; ดนตรีบริสุทธิ์ยังช่วยได้ ในทางที่จะระงับ ความทุกข์ หรือความรู้สึกที่เป็นตัวกู ของกู. แต่เดี๋ยวนี้มีดนตรีประเภท Rock and roll หรืออะไรทำนองนั้น ซึ่งแม้แต่เพียงชื่อก็ไม่น่าเอามาเอ่ยถึงเลย; มันก็เป็น ดนตรีสำหรับจิตใจที่เปื้อนด้วย "น้ำมันผี" อย่างที่ว่ามาแล้วนั่นเอง แทนที่จะเป็น ดนตรีนำมาสู่ความเยือกเย็น สงบจากตัวกู ของกู มันก็เร้าความร้อนในเรื่องตัวกู ของกู มากขึ้น. โลกเรามัวเมาด้วยดนตรี อย่างนี้ยิ่งขึ้นไปอีกแล้ว ก็เป็นโลกที่ เปื้อนด้วย "น้ำมันผี” หรือเป็นโลกของภูตผีปีศาจมากขึ้นเท่านั้นเอง. เหมือน อย่างที่อาตมากล่าวในวันก่อนนั้นว่า ดนตรีชนิด ๘๐ % คือเพลงไทยสากล ที่มีเนื้อ ร้องเหมาะสำหรับหญิงโสเภณีปะเหลาะผู้ชาย หรือผู้ชายปะเหลาะโสเภณี ซึ่งส่งกัน

น.207 อยู่ประมาณ ๘๐ % ของเพลงไทยสากลทั้งหมดนั้น เพลงเหล่านี้ไม่ช่วยระงับความร้อน ในทางยึดมั่นว่า ตัวกู ของกู แต่กลับส่งเสริม. ถ้าเราลองไปฟังเพลงไทยแท้ ๆ แต่ โบราณนั้น มันตรงกันข้าม; หรือแม้เพลงไทยโบราณนั้นบางเพลง ที่พูดถึงความรัก พูดถึงความรู้สึกระหว่างเพศอย่างนี้ ก็ยังเยือกเย็นอยู่นั่นเอง ไม่ร้อนระอุเหมือนอย่าง เพลงไทยชนิด ๘๐ % อย่างว่า. แล้วเรายังจะเห็นว่าแม้ในบทขับ บทร้องในเรื่อง เสภาขุนช้างขุนแผนบางตอนซึ่งพาดพิงการกระทำ หรือความรู้สึกระหว่างเพศอยู่มาก แต่ก็ยังไม่ให้ผลเท่ากับเพลงชนิด ๘๐ % นี่เลย. นี่คือวัฒนธรรมอันสูงสุด ของพุทธ- บริษัทชาวไทยเรา ที่เคยมีมาแต่ดั้งเดิม แล้วกำลังแปดเปื้อนไปหมด; หมายความว่า เมื่อจิตใจแปดเปื้อนไปด้วยน้ำมันผีนี้แล้ว สิ่งเหล่านี้ก็ถูกดัดแปลงหันเหไปหมด จนมา สู่ความเหมาะสมแก่ความรู้สึกที่ว่า เป็นจิตใจที่เปื้อนด้วยน้ำมันผีนั่นเอง. เราจะได้ เห็นคนบางคน มัวเมา ดื่มด่ำ ในเพลงชนิด ๘๐ % นี้ เป็นหญิงสาวชนิดที่เปิดเพลง ๘๐ % เกี้ยวตัวเอง ให้วิทยุช่วยเกี้ยวตัวเอง แล้วก็สบายอกสบายใจไปด้วยความรู้สึก ที่เป็น "ตัวกู ของกู" เหล่านี้; แล้วจริยธรรมของโลกเรานี้ หรือของประเทศไทย เราก็ตาม จะเป็นไปอย่างน่าชื่นใจได้อย่างไร เพราะมันแปดเปื้อนไปด้วยสิ่งที่เรียกว่า "น้ำมันผี" ไปเสียหมด. ทั้งหมดที่พูดไปนี้ ไม่ใช่เพื่ออะไรอื่นเลย นอกจากเพื่อให้เข้าใจคำว่า " ว่าง " กับคำว่า " วุ่น " และให้เข้าใจว่าสิ่งต่าง ๆ ที่แวดล้อมตัวเราอยู่ในยุคนี้ มันไม่ส่งเสริมความว่างเสียเลย มันเพิ่มหนทางหรือลู่ทางที่จะวุ่นนี้มากขึ้น: มันเพิ่ม ความยุ่งยากลำบากเท่าภูเขาเลากาให้แก่องค์การ หรือสถาบันที่มีหน้าที่คุ้มครองสงวน จริยธรรม รับผิดชอบในด้านจริยธรรม เช่นกระทรวงศึกษาธิการเราเป็นต้น และ

น.208 มันก็ไม่พ้นใคร ก็คือมือของครูบาอาจารย์ทั้งหลายนั่นเอง. นี่มันเป็นอุปสรรคศัตรู แก่เราอย่างไร เราควรจะรู้จักมันไว้ในฐานะที่มันเป็นอุปสรรคศัตรูอย่างไร. ถ้ามองดูที่วรรณคดี ก็จะพบอย่างเดียวกันอีก. วรรณคดีที่ไพเราะอย่าง บริสุทธิ์แล้ว ก็ต้องหยุดความรู้สึกเดือดพล่านของตัวกู ของกู ลงได้. เราลอง เปรียบเทียบว่า ถ้าเราอ่านวรรณคดีเรื่อง "ขุนช้างขุนแผน” กับอ่าน "ปฐมสม โพธิ" อย่างนี้มันต่างกันอย่างไร วรรณคดีไหนเร้าตัวกู ของกู ให้พล่านขึ้นมา วรรณคดีไหนทำให้ตัวกู ของกู เยือกเย็น สงบลงไป; แต่แล้วใครชอบอ่านหนังสือ ปฐมสมโพธิ ยิ่งกว่าเรื่องขุนช้างขุนแผน. หรือถ้าเปรียบอย่าง "เรื่องนิราศนรินทร์" นี้มันเป็นอย่างไรบ้าง. ครูบาอาจารย์ที่เป็นสุภาพสตรียังสาวอยู่ เมื่อต้องอธิบาย บทโคลงนิราศนรินทร์บางบทแล้ว ก็แทบไม่รู้ว่าจะทำหน้าทำตาอย่างไร รู้สึกกันอยู่ เต็มที่แล้ว กระมิดกระเมี้ยนอย่างนี้แล้วมันยังไม่พอ; เพราะว่าวรรณคดีชนิดนั้น มันเร้าความรู้สึกที่เป็นตัวกู ของกู และเป็นไปทำนองกามราคะ ทั้งแก่ฝ่ายครูและ ฝ่ายศิษย์ มันจึงทำความร้อนเร่าระอุยุ่งยากลำบากขึ้นมา; นี่เพื่อเปรียบเทียบว่า ขณะนั้นไม่ว่างเสียแล้วทั้งครูและทั้งศิษย์; ควรจะมีวรรณคดีชนิดที่ทำให้ว่างจาก ความรู้ สึกว่าตัวกู หรือของกู หรือให้มันสงบเย็นลงไปอยู่เสมอได้ เราก็จะได้รับ ประโยชน์มากมาย โดยไม่ต้องลงทุนมาก; คือเราไม่สร้างสิ่งซึ่งเป็นอุปสรรค ศัตรูของจริยธรรมขึ้นมา; ไม่เกิดอาการรวนเรหรือพังทลายแก่จริยธรรมขึ้นมา. ที่นี้ เราจะได้พูดกันถึงความว่างชนิดที่เด็กเข้าใจ. ถ้าเราต้องการจะให้ เด็กเข้าใจเรื่องความว่าง เราควรจะคิดว่า เด็กนั้นไม่ควรจะมีอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี. ที่อาตมากล่าวอย่างนี้ ก็เพราะเคยได้ยินมาแต่ในพระคัมภีร์ว่า เด็กจะเป็นพระอรหันต์

น.209 ได้ ก็มีแต่อายุเกิน ๑๕ ปี; และมีพระอรหันต์เด็กอยู่ ๒-๓ คน ไม่กี่คนในประวัติ ศาสตร์ของพุทธศาสนา; ดังนั้นก็แปลว่า เด็กอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี ก็คงจะยากเกินไป ที่จะเข้าใจเรื่องความว่าง แต่อย่างน้อยก็คงเข้าใจบ้าง; เหมือนอย่างเราเรียกเด็กมา แล้วบอกให้คิดดูว่า "ถ้าให้หัวเราะเรื่อยจะเอาไหม ให้ร้องไห้เรื่อยจะเอาไหม;" นี่มันต่างกันแล้ว ระหว่างหัวเราะกับร้องไห้. หัวเราะเรื่อยเขาก็สู้ไม่ได้ ร้องไห้เรื่อย ก็ยิ่งไม่ได้; ฉะนั้น ไม่ต้องหัวเราะ ไม่ต้องร้องไห้ คือว่าง นั่นแหละพอจะสู้ ได้ แล้วดู ก็เยือกเย็นดี. หรืออีกที่หนึ่งว่า ความกระวนกระวายที่ยังไม่ได้ในสิ่งที่ตัวอยากนั้น แหม ! มันกระวนกระวายเหลือทน เด็กเขารู้ สึกดี ; พอได้สิ่งที่ตัวรัก ตัวอยาก มาแล้ว ก็หิงหวง ก็เป็นห่วง ไม่อยากให้ใครมาแตะต้อง แม้แต่เป็นเพียงตุ๊กตา ก็ ยังไม่อยากให้ใครมาแตะต้อง; นี่แปลว่า ค วามรู้สึกหลังจากที่ได้แล้ว นี่ก็ไม่ไหว เหมือนกัน ดังนั้น สู้ความรู้สึกที่อยู่ตรงกลาง คือว่าง อยู่นั้นไม่ได้. หรือจะยกตัวอย่างกันว่า ความรักกับความเกลียด; ให้มีความเกลียด มันก็รู้สึกร้อน 'ให้มีความรักมันก็รู้สึกร้อน "ถ้าอย่าต้องรักต้องเกลียด" คืออยู่ ตรงกลางนี้ มันพอทนได้ คือว่างสบาย. นี่คือวิธีที่เด็กเล็ก ๆ จะรู้เรื่องความว่าง และเป็นวิธีที่น่าปรารถนา ใน เรื่องที่ครูบาอาจารย์สนใจว่า จะทำให้เด็กสนใจในเรื่องนิพพาน หรือความหมายของ คำว่า "นิพพาน" ได้อย่างไรนี้ อาตมาก็ยกตัวอย่าง อย่างนี้มาให้ฟังแล้ว. ถ้า เด็ก ๆ ของเรา ได้รับการกล่อมเกลามาในลักษณะที่ให้บูชาความว่าง แม้ใน

น.210 ลักษณะเล็กน้อยเช่นนี้มาแต่แรกแล้ว มันง่ายที่สุดที่จะเข้าถึงธรรมะตามลำพังตัวเอง; เพราะฉะนั้นคำว่า "ว่าง” นั้น มันมีความหมายอย่างนี้ ดังตัวอย่างต่าง ๆ ที่ยกมานี้; ขอให้ครูอาจารย์ทั้งหลายเข้าใจในลักษณะเช่นนี้ อย่าได้เข้าใจผิดอีกต่อไป. เราจะต้องถือว่า หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้นั้น ไม่ควร จะถูกประณามว่า ครึคระ หรือพ้นสมัยอะไรทำนองนั้น จะต้องถือว่าถูกอย่างยิ่ง ไว้ก่อน แล้วก็ศึกษาพิจารณาดูให้เข้าใจ; อย่างเรื่องความว่างนี้เป็นต้น. มันมีอยู่ แต่ที่ว่า เรามองกันแต่ในแง่วัตถุ จึงไม่รู้เรื่องความว่าง; มองแต่ในทางสสาร คือมองแต่นอกตัวไปหมด ไม่มองไปในทางจิตทางใจ ฉะนั้นจึงไม่เข้าใจเรื่องความ ว่างที่แท้จริง ที่เป็นเรื่องทางจิตใจ; รู้แต่เรื่องทางวัตถุ ทางสสารไปหมด; ฉะนั้น พอพูดถึงว่าง ก็ว่างจากสสาร เป็น Vacuum; ไม่มีอะไร ไม่มีร่างกาย ไม่มีความ คิดนึก ไม่มีความรู้สึกอะไรอย่างนี้; นี้มันเป็นมิจฉาทิฏฐิไปเลย ไม่ใช่ความว่างที่ เป็นสัมมาทิฏฐิในพุทธศาสนา. อุปสรรคข้อหนึ่งมันอยู่ตรงที่ว่า เราเคยชินต่อการที่จะมองสิ่งต่าง ๆ เป็น วัตถุและเป็นภายนอกตัวเรามากเกินไป พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า "มหาวิทยาลัย ทั้งโรงอยู่ในร่างกายนี้," อาตมาใช้คำอย่างนี้; คือคำที่ท่านตรัสมีอยู่ว่า "ความทุกข์ก็ดี, เหตุให้เกิดทุกข์ก็ดี, ความดับสนิทไม่เหลือ แห่งทุกข์ก็ดี, วิธีปฏิบัติให้ถึงความดับสนิทแห่งทุกข์ก็ดี; ตถาคตบัญญัติ ไว้ในร่างกาย ซึ่งยาวประมาณวาหนึ่งนี้เท่านั้น ที่มีพร้อมทั้งสัญญาและใจ."

น.211 ที่ว่ามีพร้อมทั้งสัญญาและใจนี้ หมายความว่า ให้เอาร่างกายที่เป็น ๆ ไม่ใช่ร่างกาย ที่ตายแล้ว: แล้วก็ในชั่วที่ยาววาหนึ่งนี้ มีมหาวิทยาลัยสำหรับศึกษาเรื่องความทุกข์ มีวัตถุสำหรับศึกษา มีความรู้สำหรับศึกษา และความดับทุกข์ ที่เป็นผลของการ ศึกษาอยู่ในนั้นหมดเลย ไม่ต้องสนใจไปภายนอกกาย; นี้ก็หมายความว่ามันเป็น เรื่องทางจิตใจล้วน. เราทำตนเป็นนักศึกษาทางด้านจิต ด้านวิญญาณบ้างแล้ว ก็จะง่ายที่สุด; ถ้าเรายังคงไม่ประสีประสาต่อเรื่องทางจิต ทางวิญญาณ ตกไปเป็นทาสทางวัตถุเสีย หมดแล้ว ไม่มีทางที่จะเอาชนะความทุกข์ ได้เลย ไม่อาจจะควบคุมจริยธรรมให้ เป็นไปในร่องรอยที่น่าปรารถนาได้; เราจึงหลงใหลแต่ทางเนื้อทางหนัง, ทางรูป, เสียง, กลิ่น, รส, สัมผัสเหล่านี้ไปหมด ก็เรียกว่า ตกเป็นทาสชนิดทางวิญญาณ; ไม่ใช่ทาสทางซื้อขาย ทางผูกมัดทางวัตถุอย่างนี้; โดยทางวิญญาณแล้ว เราตกเป็น ทาสของอารมณ์ ทาสของโลก ของอารมณ์ในโลก: ปัญหามันจึงเกิดขึ้นมาจาก สิ่ง ๆ เดี๋ยวนี้; คือการที่พลโลก หรือคนในโลกในยุคนี้ ล้วนแต่ตกเป็นทาสของ อารมณ์ในโลก แต่ถ้าปฏิบัติกันได้ในข้อนี้ คือว่า ถ้าไม่ตกเป็นทาสอารมณ์ ในโลกแล้ว ปัญหาต่าง ๆ จะสิ้นสุดไปในพริบตาเดียว คือกลับเป็นโลกที่ บริสุทธิ์ สว่าง สะอาด สงบ น่าอยู่ น่าดู ไม่มีปัญหายุ่งยากอะไรเลย; นอน ก็ไม่ต้องบิดประตูเรือน; ใช้โวหารโบราณก็ต้องว่าอย่างนั้น. เราควรจะมีความรู้ในด้านจิตใจกันให้มากพอ จนรู้เรื่องความว่างกันอย่าง เพียงพอ แล้วจะรู้สึกว่า ได้พบสิ่งที่น่าปรารถนา เป็นสิ่งที่น่าดูดดื่มยิ่งกว่าสิ่งใด ๆ [๒๔]

น.212 หมด คือความว่างนี้. รสของความว่างนี้ เป็นรสที่ดึงดูดยิ่งกว่ารสของกามารมณ์ หรือกามคุณ; แต่เพราะเหตุที่เข้าไม่ถึง มีเข้าถึงแต่รสของกามารมณ์ หรือเรื่องทาง ฝ่ายเนื้อหนังไปหมด ก็เลยไม่ต้องรู้เรื่องความว่าง; เท่านั้นยังไม่พอ คือยังแถมต้อง เกลียดชังความว่าง หรือความสงบนี้ เป็นอย่างยิ่ง; เพราะว่า "เปื้อนน้ำมันของ ปีศาจในนิทานยายกะตา’’ นั้นมากเกินไปนั้นเอง. นี้คือเรื่องความว่างจากกิเลส ซึ่งเป็นความว่างจากทุกข์ ว่างจากปัญหายุ่งยากต่าง ๆ พร้อมกันไปในตัว เพราะ อำนาจความว่างจากกิเลสนั้น. อาตมาถือว่า ความว่างนี้เป็นจุดปลายทางของจริยธรรม; ไม่ว่าจริยธรรม ของศาสนาไหน ถ้าเป็นจริยธรรมที่ควรแก่นามของจริยธรรมแล้ว จะต้องเป็นไปเพื่อ อย่างนี้ทั้งนั้น คือเพื่อความอยู่สงบจากความวุ่นวายไปด้วยความรู้สึกว่า ตัวกู ของกู หรือ Selfishness นั่นเอง. "Selfishness หายไปจากโลกนี้เมื่อไร โลกนี้ก็จะเป็น โลกของพระศรีอารย์ขึ้นมาทันที" ; ไม่ต้องให้คอมมูนิสต์มาจัด หรือไม่ต้องให้ใครมา จัด. คอมมูนิสต์หรือลัทธิการเมืองฝ่ายใดก็ตาม ถ้าตกอยู่ใต้อำนาจกิเลสตัณหาแล้ว ย่อมจัดโลกไปตามอำนาจกิเลส ตัณหาทั้งนั้น; ย่อมไม่สามารถจัดโลกนี้ให้เป็นโลก พระศรีอารย์ได้ เว้นไว้แต่พวกที่เข้าถึงธรรมะ เข้าถึงความว่าง เข้าถึงจุดหมายปลาย ทางของจริยธรรมได้แท้จริงเท่านั้นเอง. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ เพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต