Buddhadasa.org

แนะแนวจริยธรรม ตอนที่ ๖ — เรื่องที่ ๖ ตัวแท้ของจริยธรรม

แนะแนวจริยธรรม — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — แนะแนวจริยธรรม (๙ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.213 ในการบรรยายครั้งที่ ๖ นี้ อาตมาจะได้กล่าวถึง "ตัวแท้ของจริยธรรม" ตัวแท้ของจริยธรรมในที่นี้ อาตมาขอระบุไปยังสิ่งทเราได้ยิน ได้ฟังกันอยู่เสมอ ที่ เรียกว่า "มรรคมีองค์แปด" คำว่า มรรคนี้ เป็นสิ่งสุดท้ายในสิ่ง ๔ สิ่ง ที่เรียกว่าอริยสัจ. อริยสัจ ๔ ประการก็คือ ความทุกข์ประการหนึ่ง; มูลเหตุให้เกิดความทุกข์ประการหนึ่ง; สภาพที่เป็นความดับสนิทของความทุกข์ ไม่มีความทุกข์เหลือนั้นประการหนึ่ง; และ ประการสุดท้ายคือ วิธีปฏิบัติเพื่อให้บรรลุถึงสภาพชนิดนั้น; และเรียกกันว่า มรรค. ที่ได้กล่าวว่าพรรคเป็นตัวแท้ของจริยธรรมนี้ โดยมีเหตุผลพร้อมทุกประการ; แม้ว่า เราจะเอาความหมายของคำว่า จริยธรรม โดยเอาตัวพยัญชนะเป็นหลัก ก็แปลว่า

น.214 "ธรรมที่ควรประพฤติ" ; จร แปลว่าประพฤติ; อิย ปัจจัย มีความหมายว่า ควร; จริย แปลว่า ควรประพฤติ; จริยธรรม ก็แปลว่า "สิ่งที่ควรประพฤติ." ในบรรดาสิ่งที่ควรประพฤติทั้งหลาย ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่า การประพฤติ ที่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์. ความดับทุกข์นั้น เราขยายออกได้เป็นอย่างกลาง อย่างสูง อย่างต่ำ. จริยธรรมจะอยู่ในระดับไหนได้ก็สุดแท้ แต่ต้องรวมอยู่ในสิ่งที่ เรียกว่า ควรประพฤติ; คือหนทางที่ควรจะเดินนั้นเอง. ข้อนี้ อยากจะให้ระลึกย้อน ไปถึงคำบรรยายครั้งแรก ที่กล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า ธรรม. คำว่า ธรรมะ ในที่ทั่วไปแล้วก็แปลว่า "สิ่ง" เท่านั้นเอง. สิ่งทุกสิ่ง คือธรรมะ หมายถึงทุกสิ่ง กระทั่งตัววัตถุ จิตใจ การกระทำ และผลของการ กระทำล้วนแต่เรียกว่าธรรมะหรือ "สิ่ง" ไปทั้งนั้น. เราจะแยกธรรมะหรือสิ่งนี้ออก เป็น ๒ ประเภท โดยหลักใหญ่ ๆ คือธรรมะที่เป็น ตัวผล ที่เรามุ่งหมายอย่างหนึ่ง; และธรรมะอีกอย่างหนึ่งก็คือ ตัวเหตุ ตัวเครื่องมือ ที่จะทำให้ได้ผลอันนั้นมา; ฉะนั้น ธรรมะหรือสิ่งที่เป็นตัวเหตุ ตัวเครื่องมือนี่เอง ที่เราเรียกว่า "จริยธรรม" ในที่นี้; หรือที่จะเรียกว่า “มรรค" ในพระพุทธศาสนาก็ตาม ขอให้สนใจคำว่า มรรค ไว้ในฐานะเป็นตัวแท้ หรือเป็นตัวทั้งหมดของ การปฏิบัติในพระพุทธศาสนา. คำว่ามรรค แปลว่าหนทาง มีมูลมาจากคำสามัญ ธรรมดา ที่คนทั่วไปใช้พูด คือ ถนนหนทางที่ใช้เดินด้วยเท้ากันตามธรรมดานี่แหละ ก็เรียกว่า ทางหรือมรรคเหมือนกับภาษาบาลี; ต่อเมื่อมีระบบศาสนาเกิดขึ้น เป็น เรื่องทางจิตทางใจ ค้นพบวิธีปฏิบัติจิตใจให้ก้าวหน้าไปสู่ภูมิธรรมอันสูง จนอยู่เหนือ

น.215 ความทุกข์ เขาเลยยืมเอาคำว่า ทาง หรือถนนหนทางนี่แหละไปใช้เรียกระบบการ ปฏิบัติทั้งหมดนั้น และเรียกมันสั้น ๆ ว่า "ทาง" คำว่า "ทาง" มีความหมายดีอยู่ในตัวมันเอง. ใคร ๆ ก็รู้จัก เมื่อพูดว่าทางก็ฟังถูก. เมื่อพูดว่าทางเดินเท้า ก็ยิ่งฟังง่าย; ส่วนที่เป็นทางจิต ทางใจนั้น ต้องได้รับการศึกษาบ้าง. ท่านผู้เฒ่าสูงอายุในที่นี้ก็มีอยู่หลายคน: คง จะได้เห็น หรือบางท่านก็อาจต้องการเสียเองว่า จะให้มีผู้บอกทางเมื่อใกล้จะตาย. เมื่อใกล้จะตาย มีธรรมเนียมบอกทาง ให้คนจะตายนั้นระลึกถึงทาง; บางทีก็บอกว่า อรหํ คือเอ่ยถึงพระอรหันต์ขึ้นมา; บางทีก็บอกว่า ไปไหว้พระศรีอริยเมตไตรยบน สวรรค์เหล่านี้เป็นต้น; เขาเรียกว่า บอกทาง. ข้อนั้นเป็นสิ่งที่เลื่อนมาเต็มที่แล้ว; ที่จริงการบอกทางนี้ ก็คือการเตือนให้ระลึกถึงธรรมะที่ว่ามีแนวอยู่อย่างไร มีลู่ทาง อยู่อย่างไร ให้ระลึกให้ได้ ให้อยู่ประจำใจ แล้วก็ดับจิตไปด้วยความรู้สึกอันนั้น; นั่นแปลว่า บอกทาง. ต่อมาเหลืออยู่เพียงเป็นประเพณี ตะโกนว่าพระอรหํ ลั่น บ้านไปหมด; คนที่จะขาดใจตายอยู่แล้ว หูก็ไม่ได้ยิน นี่เป็นพิธีที่น่าหัวเราะ; ระเบียบ ที่วางไว้ดี ได้ถูกทำให้เป็นสีลัพพตปรามาสไปด้วยเหตุนี้. ที่ว่าระเบียบที่วางไว้ดี หมายความว่าเมื่อเขายังมีสติพอจะระลึกนึกคิดอะไรได้ ญาติข้างเคียงหรือผู้หลักผู้ใหญ่ บอกให้เขาระลึกถึงหลักธรรมะต่าง ๆ อย่างสั้นที่สุดไม่ให้ฟั่นเฝือให้เขาถือเป็นเครื่อง ทำจิตใจให้มั่นคง ไม่หวั่นไหวต่อโรคภัยไข้เจ็บ, ไม่สะดุ้งกลัวต่อความตาย, มี จิตปรกติ, มีสติ สงบเย็นเป็นสุข แล้วดับไป; ระเบียบที่วางไว้ดี ก็มากลาย เป็นพิธีตะโกนให้หนวกหูอย่างนี้เป็นต้น. คำว่า ทาง เป็นสิ่งที่ประสงค์กันอยู่อย่างยิ่ง ถึงอย่างนี้

น.216 คำว่า มรรคหรือทางในที่นี้ ประสงค์เอาทางวิญญาณ หรือทางจิตใจ ไม่ใช่ทางวัตถุ คือถนนหนทางที่ลาดยาง ลาดซิเมนต์ที่เดินกันอยู่นี้. นั่นเป็นทาง ในฝ่ายวัตถุ หรือรูปธรรม; แต่ว่าทางที่เราจะกล่าวกันในทางศาสนานี้ คือ ทาง เดินของวิญญาณ. บางท่านคงจะนึกตวาดอาตมาอยู่ในใจว่า อะไร ๆ ก็ทาง วิญญาณ อะไร ๆ ก็วิญญาณ น่ารำคาญอย่างยิ่งอยู่อย่างนี้ก็ได้; ถ้าอย่างนี้ก็ขอ ยืนยันว่า มันเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะขอร้องให้ท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลาย เข้าใจสิ่งที่เป็นไปฝ่ายจิต ฝ่ายวิญญาณยิ่งขึ้นทุกที ด้วยการจู้จี้พิรี้พิไรพูดถึงแต่ ฝ่ายวิญญาณนี้ให้เข้าใจแจ่มแจ้งกันให้ได้ และให้ยิ่งขึ้นไป. ข้อนี้ตั้งต้นแต่ว่า ครูเป็นผู้นำทางวิญญาณ; เป็น Guide ผู้นำให้เดินทาง วิญญาณ: ถ้าครูยังไม่รู้จักทางวิญญาณ หรือทางที่มีไว้สำหรับวิญญาณเดิน แล้วครูจะเป็นผู้นำได้อย่างไร ฉะนั้นจึงควรจะสนใจคำว่า "ทางจิต" หรือ "ทาง วิญญาณ" นี้ให้มาก. แท้ที่จริงแล้วน่าจะกล่าวว่า แม้แต่ สถาบันของครู ก็ เป็นฝ่ายวิญญาณ หรือทางวิญญาณ. สถาบันที่แท้ของครู ไม่ควรจะเล็งถึงรูปร่างอาคาร สถานที่ หรือเป็นตึก หรือแม้แต่เป็นตัวบุคคล; แต่เป็นสถาบันทางจิต ทางวิญญาณ ร่วมกันทั้งโลก มี อยู่ในโลก เพื่อจูงจิตวิญญาณของโลก ให้สูงขึ้นไปเป็นสถาบันศักดิ์สิทธิ์ทางวิญญาณ คุ้มครองสัตว์โลก จูงนำสัตว์โลก: อย่ามองสถาบันของครูที่ตัวอาคารสถานที่ หรือ ที่กลุ่มของครู หรือแม้แต่ตัวการปฏิบัติงานของครู; ขอให้มองลึกไปถึง Spirit ทาง ความเป็นครูในส่วนลึกของจิตใจ; มีวิญญาณแห่งความเป็นครู ที่เต็มไปด้วยเมตตา

น.217 กรุณา ถึงกับว่า ในหัวใจของครูนี้ ถ้าผ่าออกมาดูได้ ต้องเห็นเมตตากับ ปัญญานอนเคียงคู่กันอยู่ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น; ไม่มีจิตที่จะคิดหาเงิน หรือเอาเปรียบนายจ้าง ซึ่งเป็นลักษณะของลูกจ้าง: ในหัวใจลูกจ้าง ถ้าผ่าออกดู จะเห็นแต่ความเป็นอย่างนั้น; ไม่เห็นเมตตากับปัญญานอนเคียงคู่กัน; มีแต่ความเห็น แก่ตัว คิดเอาเปรียบนายจ้าง เป็นความดิ้นรนกระวนกระวายอยู่: นี่เป็นหัวใจ ของลูกจ้าง. ในหัวใจของครูมีสิ่ง ๒ สิ่ง คือปัญญากับเมตตา นอนเคียง คู่กันอยู่ดังกล่าวแล้ว; นั่นแหละคือสถาบันของครูอันเป็นฝ่ายนามธรรม. ไหน ๆ ก็ได้พูดถึงเรื่องทางวิญญาณมาแล้ว จะขอพูดต่อเลยไปในโอกาส นี้ทีเดียวว่า แม้แต่การสมรส การแต่งงานนี้ก็ยังอยากจะกล่าวว่า มีการสมรสทาง วิญญาณ ซึ่งไม่ใช่เรื่องทางร่างกายด้วยเหมือนกัน. คำว่า สมรส แปลว่า "มีรส เสมอกัน" ; สม (อ่านว่าสะมะ) แปลว่า เสมอ; รส (อ่านว่าระสะ) แปลว่า รส; สมรสจึงแปลว่า มีรสเสมอ; คือมีรสนิยมอย่างเดียวกัน เสมอกัน ฉะนั้น ถ้าคนมีจิตใจตรงกันทุกวิถีทาง เสียสละเพื่ออุดมคติอย่างเดียวกัน จนตายไปด้วย กัน แต่เนื้อหนังไม่เคยถูกต้อง ไม่เคยแตะต้องกันเลย อย่างนี้ก็ยังเรียกว่า เป็น การสมรสทางวิญญาณได้; หรือว่าผู้ที่จะเรียนตำรับตำราคัมภีร์ที่มากมายเช่นพระไตร ปิฎกนี้ ท่านอาจารย์เก่าแก่ก็เคยแนะนำให้สมรสกับนางฟ้าชื่อวาณีเสียเลย; คือภิกษุ ผู้จะเรียนพระไตรปิฎกนั้น ท่านแนะให้มีการสมรสกับนางฟ้า ชื่อวาณี. นางฟ้าก็คือ พระไตรปิฎกนั่นเอง: ข้อนี้คือคำประพันธ์ที่ว่า :- มุนินฺทวทนมฺพุช- คพุภสมุภวสุนฺทรี ปาณีนํ สรณํ วาณี มยุหํ ปีณยตํ มนํ ฯ

น.218 นี่คือคาถาที่จะช่วยให้สมรสกับนางฟ้าชื่อวาณี หรือพระไตรปิฎก ซึ่ง แปลว่า "นางฟ้าผู้ มีความงาม ที่เกิดอยู่ในดอกบัว กล่าวคือพระโอษฐของพระ- พุทธเจ้า ผู้เป็นจอมแห่งมุนี เป็นที่พึ่งของสัตว์โลกทั้งหลายนี้" จงทำใจของข้าพเจ้า ให้ลุ่มหลง." ข้อความนั้น แปลว่าอย่างนี้; ฉะนั้น พระไตรปิฎกนั้น แม้จะมากมาย ก่ายกองสักเท่าไร ก็เรียนกันจบได้ด้วย "ความลุ่มหลง" นั่นเอง. แม้นี้ก็คือ การ สมรสทางวิญญาณด้วยเหมือนกัน. อาตมายังอยากกล่าวว่า ถ้าจะให้ดียิ่งกว่านั้นก็คือ สมรสกับนางสาว สุญญตา เสียเลย. สุญญตาแปลว่า "ภาวะแห่งความว่างจากกิเลส จากความ ทุกข์" ดังที่กล่าวมาแล้วแต่ต้นนั้น มีลักษณะเป็น Eternity คือจะเป็น "ปัจจุบัน ธรรม" อยู่เสมอ ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่กลับมีอยู่เป็นนิรันดร. ถ้า เราเข้าถึงสิ่งนี้ โดยจิตใจ ด้วยการปฏิบัติอย่างถูกต้อง ก็จะลุ่มหลงแต่ในสิ่ง ๆ นี้ อย่างเดียวเท่านั้น จึงเรียกว่า "สมรสกับนางสาวสุญญตา". ทำไมจึงเรียกว่า นางสาว. ท่านอธิบายว่า เพราะสิ่งนี้ไม่เคยแก่เลย; สิ่งที่เรียกว่า Eternity ย่อมเป็นปัจจุบันกาลอยู่เรื่อย; ไม่แก่เพราะไม่มีการเกิด การตาย และไม่เปลี่ยนแปลง แต่สดชื่นอย่างยิ่งอยู่เสมอ จึงควรแก่นามว่า "นางสาวสุญญตา;" เพราะว่าเป็นนางสาวที่ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลงจากความเป็นสาว คือมีความสดชื่น แจ่มใส ไร้ความทุกข์อยู่เสมอ: นี่ก็เรียกว่าเป็นการสมรสกับ นางสาวสุญญตา โดยโวหารพูด เป็นการสมรสในด้านวิญญาณเหมือนกัน; เป็นการ สมรสกับสิ่งที่นำมาซึ่งความสุขอย่างยิ่ง.

น.219 คำพูดอย่างนี้ จะเป็นสำนวนโวหารเล่นลิ้น หรือจะเป็นสำนวนโวหารซึ่ง แสดงความจริงที่ลึกซึ้งอย่างใดอย่างหนึ่ง นั้นขอให้ไปลองนึกคิดดูเอง. ถ้าคิดนิกถูก วิถีทางแล้ว จะพบความหมายของคำว่า อะไร ๆ ก็ทางวิญญาณไปทั้งหมดนี้ ได้โดยง่าย ดังนั้นขอให้เป็นว่า เรายังมีอาหารทางวิญญาณ; มียาแก้โรคทาง วิญญาณ มีเครื่องนุ่งห่มทางวิญญาณ; มีที่อยู่อาศัยทางวิญญาณ; มีการครองชีวิต อยู่ในด้านวิญญาณ ดังนี้. อาหารทางวิญญาณ ก็คือ ไม่หมายถึงข้าวปลาอาหาร การบริโภค ประจำวัน; แต่หมายถึง อาหารที่จิตใจบริโภค ก็คือ ธรรมะที่ควรแก่การบริโภค ของจิตใจนั่นเอง; แต่ถึงอย่างไรมันก็ไม่พ้นไปจากจริยธรรมแขนงใดแขนงหนึ่ง ซึ่ง จิตใจต้องการจะบริโภค; บริโภคแล้วจิตใจสะอาด สว่าง สงบ; จึงเรียกว่าอาหาร ทางวิญญาณ. ยาแก้โรคทางวิญญาณ ก็เหมือนกัน; คนเรามีโรคทางวิญญาณ ทาง จิตใจอยู่ชนิดหนึ่ง คือความโลภ ความโกรธ ความหลง เสียบแทงจิตใจอยู่เหมือน กับความป่วยไข้ ที่เสียบแทงเนื้อหนังอยู่เป็นคู่กัน. โรคทางกาย ก็แก้ด้วยยาทาง กาย โรคทางวิญญาณก็ต้องแก้ด้วยยาทางวิญญาณ; ดังนั้น เราลองพิจารณาดูที่ว่า ใครบ้างไม่เป็นโรคทางวิญญาณ. เครื่องนุ่งห่มทางวิญญาณ ก็เหมือนกัน; เสื้อผ้าที่นุ่งห่มให้ร่างกาย; แต่ธรรมะนั้นนุ่งห่มให้แก่จิตใจ. คนไม่มีธรรมะเหมือนกับคนเปลือยกาย; แม้เขา จะนุ่งห่มด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์สักกี่ขึ้น ๆ ก็เป็นคนเปลือยกาย; ดังนั้น กลางถนนเราจะ [๒๕]

น.220 เห็นคนเปลือยกายเป็นหมู่ ๆ ฝูง ๆ อยู่ก็ได้ คือพวกคนไม่มีธรรมะนั่นเอง; ส่วนคน มีธรรมะหรือคนนุ่งผ้านั้น คอยแต่จะซ่อนเร้นอยู่ในห้อง ไม่กล้าออกมาก็ได้ เพราะ ไม่กล้ามาเบียดเสียดกับคนเปลือยกายตามถนน. นี่คือเครื่องนุ่งห่มทางวิญญาณ. ที่อยู่อาศัยในทางวิญญาณ ก็หมายถึง มีธรรมะเป็นเครื่องอยู่ของ จิตใจ; พวกที่เป็นพรหม ก็อยู่ด้วยพรหมวิหาร คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา; ส่วนพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์นั้น ท่านอยู่ด้วย สุญญดาวิหาร คืออยู่ด้วยธรรมะ "ว่าง"; เป็นเครื่องว่างจากตัวกู ของกู. นี่คือ ที่อยู่อาศัยในทางวิญญาณ. ที่ว่า มีชีวิตอยู่ในทางวิญญาณ หมายความว่า มีชีวิตอยู่ด้วยธรรมะ ไม่ใช่อยู่ในบ้านเรือนอย่างชาวบ้านทั่วไป; การกิน อยู่ หลับ นอน ฯลฯ ตาม อย่างที่ทำกันอยู่นั้น นั่นเป็นเรื่องทางฝ่ายกาย. ขอให้ครูบาอาจารย์ทั้งหลายเข้าใจ ความหมายของคำว่า "ทางวิญญาณ" ยิ่ง ๆ ขึ้นไปทุกวัน จนถึงวันสุดท้ายด้วย. ธรรมะสูงสุด ก็คือสุญญตา ความว่าง ดังที่กล่าวแล้ว. พระ พุทธเจ้าและพระอรหันต์ ท่านอยู่ด้วยความว่างนี้ คือ ว่างจากความเห็นแก่ตัว ไม่เห็น แก่ตัวเลย. คุณค่าของสุญญตา หรือความว่างนี้ มีมากมายอย่างนี้; ควรจะ เป็นที่สนใจอย่างยิ่ง เพราะแก้ปัญหาได้ทุกประการ. การที่เพชฌฆาตฆ่าคนไม่เป็นบาป ทหารปฏิบัติหน้าที่ของตนยิงปืนออก ไปไม่เป็นบาป ตุลาการพิพากษาตัดสินประหารชีวิตคน ไม่ต้องเป็นบาปนี้ ก็เพราะ อำนาจของสุญญตา ธรรมะชั้นสูง ที่เห็นความว่างจากตัวตน; ไม่มีความเห็นแก่ตน เห็นแก่ธรรมะอย่างเดียว. อย่างเพชฌฆาตเขาทำหน้าที่ของเขาด้วยใจบริสุทธิ์แล้ว

น.221 เขาต้องมีธรรมะเป็นหลักยึด; ว่า การที่เขาทำไปนี้ ก็เพื่อผดุงธรรมะไว้ไม่ให้ สูญไปจากโลก; ถ้าเจตนาของเขาเป็นไปอย่างบริสุทธิ์อย่างนี้ก็ไม่บาป; เว้นไว้แต่ เพชฌฆาตบ้า ๆ บอ ๆ กินเหล้าเมาเข้าไปแล้ว มีความทะนงตัว เห็นแก่ตัว ทำ หน้าที่นั้นมันก็จะต้องบาปเป็นธรรมดา. ทหารก็เหมือนกัน ถ้าลั่นไกปืนออกไป พร้อมด้วย มีจิตใจมุ่งมั่นแต่ ในการที่จะผดุงความยุติธรรมของโลกอย่างเดียวเท่านั้น ไม่เห็นแก่ใครหมด ไม่เห็นแก่ตัวเอง ไม่เห็นแม้แก่ประเทศชาติของตัวเอง; ไม่เห็นแก่หน้าไหนหมด เห็นแต่ความเป็นธรรมของโลกอย่างเดียว; ว่างจากตัวตน จากของตน มีแต่ธรรมะ บริสุทธิ์อย่างนี้แล้ว เขาไม่ต้องเป็นบาป เพราะการยิงปืนออกไป และทำให้คนตาย เพราะเจตนาของเขาบริสุทธิ์อย่างนั้น. ตุลาการวินิฉัยคดีไปตามตรง แม้จะต้องพิพากษาสั่งประหารชีวิตใคร ก็ ทำไปด้วยเจตนาบริสุทธิ์ เพื่อผดุงความเป็นธรรมของโลก ไม่เห็นแก่ตัวเอง ไม่เห็น แก่หมู่คณะไหน ชาติไหนหมด; แต่เห็นแก่ธรรมะอย่างเดียว ไม่มีตัวกู ตัวใคร เข้ามาเจือแล้ว ก็ไม่ต้องรับบาป เพราะเหตุนั้น. นี่เป็นความรู้ หรือความเป็นไปในฝ่ายวิญญาณ ซึ่งลึกซึ้ง ละเอียดละออ สุขุมยิ่งกว่าทางฝ่ายร่างกาย; ถ้าเรานำมาใช้ปฏิบัติได้ถูกต้อง สิ่งต่าง ๆ จะหมด ปัญหาและปราศจากทุกข์; ฉะนั้นจึงแนะนำให้สนใจในฝ่ายจิตหรือวิญญาณนี้ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป.

น.222 หรือจะกล่าวอีกที่ก็ได้ว่า ธรรมะในด้านจิต ด้านวิญญาณ ในขั้นสูงสุด คือเรื่องสุญญตาทำนองนี้ จะทำให้คนเราอยู่เหนือโชค ชตา อยู่เหนือกรรม ซึ่ง ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ลองเอาไปคิดดู มันมีเรื่องที่ต้องอธิบายกันมาก ไม่มีเวลาพอ. แต่ถ้ามีใครเชื่อโชคชตา ไปดูหมอมา หมอว่าเคราะห์ร้ายอย่างไรก็ตาม ถ้าอยาก อยู่เหนือโชคร้ายเหล่านั้น ก็จะต้อง ศึกษาเรื่อง "สุญญตา" ให้ถูกต้อง ไม่ใช่อย่าง งมงาย; ก็จะเป็นผู้ มีจิตใจ มีวิญญาณ อยู่เหนือโชค ; โชคชตาจะทำอะไรไม่ได้. อย่าว่าแต่โชคเลย แม้แต่กรรม คือกรรมดี กรรมชั่วที่เด็ดขาดเที่ยงแท้ แน่นอนนี้ ก็ยังมีกรรมที่ ๓ ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านสอนให้ประพฤติปฏิบัติ หรือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งจะได้กล่าวต่อไปนี้เอง เป็นเครื่องทำให้อยู่เหนือกรรมดี กรรมชั่วไปหมด หรือเหนือโลกไปหมด; เรียกว่ากรรมที่ ๓ เป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรมดี กรรมชั่ว. นี่มันอยู่เหนือไปหมด เหนือหัวเราะ เหนือร้องไห้ เหนือทุกอย่าง ที่ มนุษย์เป็น ๆ กันอยู่นี้; หรือสามารถเขย่าพรหมโลกให้พังทลายลงมาก็ได้; ในบรรดา สิ่งที่มนุษย์ถือกันว่า สูงสุดแล้ว ดูเหมือนว่า ไม่มีอะไรเชื่อถือกันนอกจากสภาพ ที่เรียกว่า พรหมโลกที่สูงสุด มั่นคงที่สุด: แต่ถ้ามาถูกเข้าเรื่องกับสุญญตาแล้ว พรหมโลกก็จะพังทลายลงมาทีเดียว. เรื่องฝ่ายวิญญาณที่เป็นด้านลึกนั้น มันมีมาก ถึงอย่างนี้ ฉะนั้นท่านอย่าเพ่ออิดหนาระอาใจ ในการที่จะฟัง หรือจะคิดนิกเรื่อง ในทางฝ่ายจิตหรือวิญญาณ. บัดนี้ อาตมาจะได้กล่าวถึงเรื่อง "ทาง" หรือ "ทางฝ่ายวิญญาณ" นี้ ต่อไป.

น.223 คำว่า มรรค แปลว่า ทาง; คำว่าทาง คือทางเดิน; เดินด้วยกายก็ได้ เดินด้วยใจก็ได้; แต่ในที่นี้หมายถึงเดินด้วยใจ. คำว่า ทาง หรือ หนทางนี้ มัน ศักดิ์สิทธิ์มาก; ศักดิ์สิทธิ์จนถึงกับสร้างสถาบันของตัวมันเองขึ้นมาได้. ใน บรรดาลัทธิศาสนาที่สูง ที่ประเสริฐแล้ว ก็จะต้องมีคำว่าทาง และใช้คำว่า "ทาง" นั้นเอง เป็นตัวแท้ของศาสนา; เช่นศาสนาพุทธของเรานี้ มีคำว่า มรรคมีองค์ ๘ นี้ เป็นตัวแท้ของศาสนา; แต่บางทีก็เรียกว่าพรหมจรรย์ หรือเรียกโดยชื่ออื่นก็ได้; มรรคมีองค์ ๘ นี้ คือพรหมจรรย์ คือตัวปฏิบัติพระศาสนา; เรียกอย่างนี้ก็มี แต่เอา คำว่า "ทาง" นั้นแหละเป็นหลัก. พระพุทธเจ้าท่านใช้คำว่า มัชฌิมาปฏิปทา: ปฏิปทาก็แปลว่า ทาง; มรรคก็แปลว่า ทาง; ทางสายกลางนี้เป็นตัวพุทธศาสนา ; ดังนั้น แปลว่า เขาอาจได้ใช้คำว่าทางนี้ เป็นตัวศาสนามาแต่ก่อนพระพุทธเจ้าด้วยซ้ำ ไป เพราะเป็นคำที่เหมาะสม และมันเป็นไปเองตามธรรมชาติ เพราะน้ำหนักของคำ คำนี้. ศาสนาที่เก่าแก่ในประเทศจีน คือลัทธิเต๋านั้น; เต๋า ก็แปลว่า ทาง ; คำนี้เอามาใช้เป็นคำแปล คำว่า "ธรรมะ" ในพระพุทธศาสนา. เมื่อพุทธศาสนา ไปถึงประเทศจีนในยุคแรก ๆ เขาเอาคำว่า เต๋า นั้นมาเป็นคำแปลของคำว่าธรรมะ; แล้วตัวเต๋าแปลว่า ทาง. ท่านผู้ตั้งลัทธิเต๋าชื่อเล่าจื้อ; หรือก่อนเล่าจื้อ; ก็ล้วนแต่ มองเห็นความหมายของคำว่า "ทาง" มาแล้วทั้งนั้น. ศาสนาที่เก่าแก่ในเปอร์เซีย คือศาสนาโซโรสเตอร์ ซึ่งเป็นศาสนาเก่าแก่ ก่อนพุทธกาลนั้นก็มีคำว่า "ทาง" อีกเหมือนกัน ซึ่งหมายถึงตัวธรรมะในศาสนานั้น.

น.224 มองดูศาสนาใหม่ ๆ เช่น ศาสนาคริสเตียน ก็มีคำว่าทาง เช่นพระเยซู กล่าวว่า "เรานี่แหละคือตัวทาง" ดังนี้เป็นต้น หมายความว่า การผ่านทางพระ เยซูนี้ เข้าถึงพระเป็นเจ้าในสวรรค์ได้ มีความหมายสำคัญอย่างนี้อยู่ในตัวมันเอง ฉะนั้นจึงถูกนำมาใช้เป็นคำศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาทุกศาสนาก็ว่าได้ คืออาจมองเห็นได้ ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม อาตมาจึงกล่าวว่า คำว่า "ทาง" นี้ศักดิ์สิทธิ์มาก จนถึงกับ สร้างสถาบันสำหรับตัวมันเองขึ้นมาได้ทีเดียว เป็นทาง เป็นแนว อยู่อย่างประจักษ์ อย่างศักดิ์สิทธิ์ ใครมาแก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ได้; มีหลักอยู่อย่างนั้น ตายตัวอยู่ตาม อำนาจของธรรมชาติ; มีแต่ว่าใครจะรู้จักหรือไม่รู้จัก เดินหรือไม่เดินเท่านั้นเอง; ทางมันมีอยู่แล้ว แต่เมื่อใครไม่เดิน จะโทษทางไม่ได้ ต้องโทษคนที่ไม่ เดิน. นี่เรียกว่าทางเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ถึงกับตั้งตัวเองได้ ยกตัวเองขึ้นเป็น สถาบันได้. ที่นี้ก็มาถึงคำว่า "ทางมีองค์แปด" อฏฺฐงฺคิก แปลว่า มีองค์ ๘. คำว่า องค์ ตรงกับ คำว่า factor หรือ fold ฉะนั้นคำว่าทางจึงไม่ได้มี ๘ ทาง เหมือนกับที่พูดกันผิด ๆ โดยสะเพร่าโดยประมาท; พูดกันว่าพรรค ๘ พูดกันเกร่อไป หมด มันผิดจากความจริง; ขึ้นชื่อว่า มรรคแล้วต้องหนึ่งเท่านั้น เหมือนที่กล่าววัน ก่อนแล้วว่า เป็นทางเส้นเดียว, สำหรับบุคคลคนเดียว, เดินไปสู่จุดหมาย ปลายทางเพียงอย่างเดียว; มันเดียวอย่างนี้ถึง ๓ เดียว คือ เส้นเดียว บุคคล เดียว เพื่อจุดหมายปลายทางเพียงสิ่งเดียว; อย่าไปพูดว่า ๘ ทาง หรือมรรค ๘ หรืออะไรทำนองนั้น มันผิดอย่างน่าสมเพช ที่ว่าองค์ ๘ นั้นก็คือ เห็นชอบ ดำริชอบ พูดชอบ ทำชอบ เลี้ยงชีวิตชอบ พากเพียรชอบ ระลึกชอบ ตั้งจิตมั่นชอบ อย่าง

น.225 ที่เคยได้ยินได้ฟังกันอยู่แล้วตั้ง ๘ ชอบ; นี้คือมีความถูกต้อง ๘ ชนิดรวมกันแล้ว จึง จะเป็นทางเส้นเดียวขึ้นมา. ข้อนี้ เพื่อเป็นการเปรียบเทียบกัน ขอให้เราลองนึกถึงว่า การที่เราจะมี การศึกษาดี คือการศึกษาจริยธรรมโดยเฉพาะ จะสำเร็จประโยชน์ต่อนักเรียนได้จริงนี้ เราต้องมีองค์ ๓ เป็นอย่างน้อย คือว่า มีครูดี มีสิ่งแวดล้อมดี มีวิธีการสอนดี; เป็นสามดี สามองค์ ก็เกิดผลสำเร็จประโยชน์ในการศึกษา หรืออบรมจริยธรรม. ต้องมีครูดี ครูดีหมายถึงครูที่ประพฤติดี, ถ้าครูประพฤติไม่ดี จะเอา มาสอนนักเรียน มาขู่เข็ญนักเรียนสักเท่าไร นักเรียนก็ไม่ทำตาม เพราะครูไม่ ประพฤติดีเอง ไม่ทำตนเป็นตัวอย่าง; ครูที่มีความรู้มาก แต่ประพฤติไม่ดีนี้ ไม่ สำเร็จประโยชน์ในการสอน เพราะนักเรียนจะไม่เคารพและเชื่อฟัง; ดังนั้น จะต้องมี ครูที่มีความรู้ดีและประพฤติดินี้องค์หนึ่ง; มีสิ่งแวดล้อมดี ก็หมายความว่า มีบิดามารดาของเด็กเป็นคนดี มี โรงเรียนดี มีเครื่องใช้สอย เครื่องมือดี ฯลฯ เรียกว่า สิ่งแวดล้อมดี; มีวิธีการสอนที่ดี คือฉลาดในการสอน นำจิตใจเด็กไปได้จริง; ถ้ามี ๓ ดีอย่างนี้แล้วก็ครบองค์ ๓; อย่างน้อยก็ต้องครบองค์ ๓; ใครจะว่ามีกี่องค์อีกก็ตาม ใจ แต่อาตมาเห็นว่า ยกมาไว้เพียง ๓ องค์นี้ก็เห็นจะพอ แล้วก็สำเร็จประโยชน์ เป็นหนทางขึ้นมา คือมีการเดินทางที่ดีสำเร็จขึ้นมา เพราะครบองค์ ๓ นี้ เด็กมี วิญญาณที่เดินไปตามทางถูกต้อง ถึงจุดหมายปลายทาง เพราะการสอนนั้นสมบูรณ์.

น.226 ตรงนี้อยากจะขอบอกว่า พระพุทธเจ้าดูเหมือนท่าน จะเล็งถึงครูดี มากกว่าอย่างอื่นหมด เพราะว่ามีครูดีอย่างเดียวแล้วย่อมบันดาลสิ่งอื่น ๆ ได้หมด คืออาจบันดาลสิ่งแวดล้อมให้ดี บันดาลวิธีการสอนให้ดีได้โดยไม่ยากเลย; ขอให้ครู ดีอย่างเดียวเท่านั้น. คราวหนึ่ง พระอานนท์มาทูลแสดงความเห็นของท่านกับพระ พุทธเจ้าว่า ท่านเห็นว่า การมีมิตรดีหรือมีกัลยาณมิตร เป็นความสำเร็จของมนุษย์ เราตั้ง ๕๐ %; พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ไม่ใช่เช่นนั้น แต่จะเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์เลย; กัลยาณมิตรนั้น เป็นเหตุให้เกิดความสำเร็จของคนเราในสิ่งที่ประสงค์ร้อยเปอร์เซ็นต์. ข้อนี้ถือว่า กัลยาณมิตรจริง ๆ แล้ว ย่อมบันดาลความสำเร็จให้ได้หมด ทั้งใน ฐานะเป็นมูลเหตุและเครื่องมือ. โปรดเข้าใจว่าใน ทางธรรมะ นั้น เขาเรียกครูว่า " กัลยาณมิตร” ; เช่นอาจารย์สอนวิปัสสนากัมมัฏฐานอย่างนี้ เขาก็เรียกว่ากัลยาณ- มิตร ไม่เรียกครูหรืออาจารย์. ข้อนี้มีเหตุผลลึกซึ้งเกินไปสำหรับคนทั่วไป. และ ที่ยิ่งไปกว่านั้นอีกก็คือ ท่านเรียกอริยมรรคมีองค์ ๘ ว่ากัลยาณมิตร เสียเองก็ยังมี. ขอให้สนใจต่อไปว่า องค์หลาย ๆ องค์นี้ รวมกันเป็นเพียงสิ่ง ๆ เดียว ได้อย่างไร; ถ้าจะยกตัวอย่างทางวัตถุตรง ๆ ก็เช่นว่า เชือกเส้นหนึ่งมี ๘ เกลียว; ๘ เกลียวรวมกันเป็นเชือกเส้นเดียว เราไม่เรียกว่าเชือก ๘ เส้น เพราะฉะนั้นอย่าได้ เรียกว่า มรรค ๘ อีกต่อไป ขอให้เรียกว่า มรรคมีองค์ ๘ และก็มรรคเดียว; หรือว่าทางเดินเท้าสายหนึ่งนั้น ต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบที่สำคัญอยู่อย่างน้อย สัก ๘ องค์ จะมีแต่พื้นถนนลาดยางอย่างเดียวนี้ไม่ได้ ถนนสายนั้น ต้องมีการ คุ้มครองจากโจรผู้ร้าย จากเสื้อ จากราชสีห์ เป็นต้น ถนนสายนี้จะต้องมีอาหาร สำหรับซื้อหากินได้ในระหว่างทาง มีร่มเงา มีสะพาน มีสิ่งจำเป็นอย่างอื่น ๆ เพื่อ

น.227 จำเป็นแก่การเดินทาง หนทางนั้นจึงจะสำเร็จประโยชน์; จะมีองค์ประกอบสักกี่องค์ ก็ได้ รวมกันแล้วก็เป็นทางสายหนึ่งขึ้นมาได้. ในพุทธศาสนาเรา สิ่งที่เรียกว่า มรรคหรือทางนั้น จำแนกเป็นองค์มีองค์ ๘ อย่างที่ระบุมาแล้ว. ในที่นี้ อยากจะขอถือโอกาสบอกเล่าอีกนิดหนึ่งว่า ศาสนาที่เป็นคู่แข่งขัน กับศาสนาพุทธเราคือ ศาสนาไชนะ (Jain) นั้นเขามี ๓ องค์ คือ สัมมาสัทธา ความ เชื่อถูกต้ององค์หนึ่ง, สัมมาญาณะ คือความรู้ถูกต้องนั้นองค์หนึ่ง, และสัมมากัมมะ คือกรรมะ หรือการกระทำอันถูกต้องนั้นองค์หนึ่ง รวมเป็น ๓ องค์ เขารวมเรียกว่า มรรค หรือ ทาง เหมือนกัน. ส่วนเรามีถึง ๘ ดังที่จำแนกให้ฟังแล้ว. ฟังดูของเขา ก็เข้าที่ ที่ว่า เชื่อถูกต้อง, รู้ถูกต้อง, ทำถูกต้อง นี้พอแล้ว; เพราะว่า ๓ อย่างนี้ อาจจะขยายออกเป็น ๘ หรือเท่าไรก็ได้ เหมือนกับพุทธศาสนาเราก็ได้; แต่แล้วมัน ผิดกันอยู่ที่ว่า หนทางของไชนะนั้นเขากล่าวว่า เมื่อไปถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ไปมีตัวตนที่ถาวร เรียกว่า เกวัลยะ . ที่ในภาษาไทยเราเรียกว่า ไกวัลย์ นั่นเอง. เรามักจะแปลไกวัลย์ว่า ทั้งปวง; แต่ไกวัลย์ในที่นี้ เป็นชื่อของจุดหมายปลายทาง ของคำสนาไชนะ คือเป็นอัตตาใหญ่ที่ไม่เปลี่ยนแปลง เทียบได้กับนิพพานของเรา แต่ความหมายไม่เหมือนกัน. ดังนั้นก็เป็นอันว่า ทางทั้งหมดนั้น มีจุดหมาย ปลายทางเป็นสุดยอด; จะเป็นนิพพาน หรือเป็นไกวัลย์ หรือเป็นอะไรก็ได้แล้วแต่จะ บัญญัติ. เราต้องทราบไว้ด้วยว่า เมื่อพระสิทธัตถะออกจากพระราชวังไป เป็น นักบวชนั้น ทรงกระเสือกกระสนไปตามสำนักต่าง ๆ ได้ไปเป็นลูกศิษย์ของลัทธิไชนะนี้ [๒๖]

น.228 202 จุดหมายปลายทางเพื่อจริยธรรม นานมาก เพราะสมัยนั้นศาสนาไชนะกำลังแพร่หลายอยู่. ในพระไตรปิฎกของเราเอง เมื่อสำรวจดูแล้วจะเห็นว่ามีไม่น้อยกว่า ๑๔ สูตร ที่แสดงว่าพระพุทธเจ้าก่อนตรัสรู้ เคยไปศึกษาอยู่ที่สำนักไชนะ คือลัทธิที่เราเรียกว่า เดียรถีย์นิครนถ์นั่นแหละ. ใน เวลานั้น ลัทธินี้ดีกว่าลัทธิอื่นทั้งหมด; ศาสดาชื่อ ปารศวนารถ สอนอยู่ประมาณ ๒๐๐ ปีก่อนพระพุทธเจ้า. แม้ว่าศาสดานั้นจะตายไปแล้ว คำสอนก็ยังสอนกันอยู่; พระพุทธเจ้า ก็ได้เข้าไปศึกษา และทดลองปฏิบัติตามอย่างมากมาย จนถึงที่สุดจึงได้ผละ จากไป และได้ยืมเอาคำต่าง ๆ ที่มีอยู่ก่อนในลัทธินั้นมาใช้ เช่นคำว่า อรหันต์, มรรค ฯลฯ โดยชื่อธรรมดาสามัญนี้เหมือนกัน คือคำเดียวกัน แต่ท่านมาให้ ความหมายใหม่หมด เพราะท่านไม่ทรงเห็นด้วยกับความหมายที่มีอยู่เดิม; ดังนั้น คำว่า นิพพาน จะให้เป็นอัตตาหรือเป็นไกวัลย์ถาวรนั้นไม่ได้ จึงต้องมา มีความหมาย เป็นสุญญตา อย่างนี้เป็นต้น; ฉะนั้นหลักการต่าง ๆ จึงคล้ายกันมากจนปนเปกันได้ ขอให้เข้าใจไว้ด้วย อย่าให้เผลอถึงกับทำยุ่งในเรื่องนี้; โดยเฉพาะหลักที่ว่า มรรค มีองค์ ๘ มีอะไรบ้าง ก็ต้องสนใจให้ถูกต้อง และแม่นยำ. คำว่าองค์มีความหมาย อย่างนี้; แล้วก็มี ๘ องค์ เหมือนกับเชือก ๘ เกลียวควั่นเป็นเชือกเส้นเดียวสำเร็จ ประโยชน์; หรือว่า ครูดี สิ่งแวดล้อมดี วิธีสอนดี รวมเป็น ๓ องค์ เป็นหนทาง ทางเดียว ทางเอก สำเร็จประโยชน์ในการเดินทางของเด็กของเรา อย่างนี้เป็นต้น. ที่นี้ เรามาพูดกันถึงคำว่า ถูกต้อง หรือ สัมมา . องค์มรรคแต่ละองค์ ๆ มีคำว่า "สัมมา" ซึ่งแปลว่า ถูกต้อง นำหน้าเสมอไป คือสัมมาทิฏฐิ ความ เห็นถูกต้อง, สัมมาสังกัปโป ความดำริถูกต้อง, สัมมาวาจา การพูดจาถูกต้อง, สัมมากัมมันโต มีการกระทำถูกต้อง, สัมมาอาชีโว มีอาชีวะถูกต้อง, สัมมาวายาโม

น.229 พากเพียรถูกต้อง, สัมมาสติ รำลึกประจำใจถูกต้อง, สัมมาสมาธิ ปักใจมั่นถูก ต้อง; เราจะเห็นได้ว่า มีสัมมา, สัมมาตั้ง ๘ สัมมา คือ ๘ ถูกต้อง. ใน ๘ ถูก ต้องนี้ เราอาจจะเห็นได้ชัดว่า ความถูกต้องทางกาย ทางวาจาก็มี ได้แก่วาจาชอบ การงานชอบ และอาชีวะชอบ; ความถูกต้องทางใจก็มี คือมีสติรำลึกชอบ มีความ ปักใจมั่นชอบ มีความพากเพียรชอบ: ความถูกต้องทางทิฏฐิหรือสติปัญญาก็มี ได้แก่มีความเห็นชอบ ดำริชอบ. ดังนั้นเป็นอันกล่าวได้ว่า ในทาง physical ก็ถูก ต้อง; ทาง mental ก็ถูกต้อง; ทาง spiritual ก็ถูกต้อง; ดังนั้นท่านจึงจำแนกองค์ เหล่านั้นเป็นพวก ๆ คือเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา. ใน ๘ องค์นั้น ๒ องค์ทีแรก เป็นปัญญา, ๓ องค์ถัดไปเป็นศีล, ๓ องค์ถัดไปเป็นสมาธิ. ขอให้สนใจใน ข้อที่ว่า เป็นความถูกต้องครบหมดจนไม่เหลืออะไรไว้ให้; ทางกายก็ถูกต้อง, ทาง ใจก็ถูกต้อง, ทาง spiritual ซึ่งไม่แน่ว่าจะแปล ว่าอะไร ก็แปลว่า ทางวิญญาณ นี้ก็ถูกต้อง; เป็นความถูกต้องหมด. ถ้าจะให้เห็นชัด คืออย่าให้ปนเปกันก็ลอง สังเกตดูอย่างนี้ว่า ถูกต้องทางกาย ทางวาจานั้น คือดำรงกาย วาจาไว้ดี; ถูกต้อง ทางใจ คือดำรงใจไว้ดี เช่นในการรับอารมณ์ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็ดำรงใจไว้ถูก ในลักษณะที่จะชนะไม่พ่ายแพ้; ถูกต้องในทาง spiritual ซึ่งเป็นส่วนลึกส่วนวิญญาณนั้น หมายถึงทิฏฐิ ความคิด ความเห็น ความรู้ ความเชื่อ ความมีเหตุผล อย่างถูกต้อง นั่นส่วนสูง ส่วนลึกไปทีเดียว; ดังนั้น จึงแปลว่า ถูกต้อง ไม่มีส่วนเหลืออะไรให้บกพร่องเลย. นั่นแหละคือคำว่า สัมมา ของพระพุทธเจ้า ที่ท่านทรงเอามาใช้กับมรรคมีองค์ ๔ จึงเป็นสัมมามรรค คือหนทางอันถูกต้อง; ตรงกันข้ามจากมิจฉามรรค ซึ่งมีอยู่ชุดหนึ่งเหมือนกัน เรียกว่าทางผิด ก็คือตรงกันข้ามทุกอย่างนั่นเอง. นี่เรียกว่า ความถูกต้องของมรรค

น.230 ละองค์ ๆ ซึ่งมีรายละเอียดอย่างไร เราจะได้กล่าวกันต่อไป; ในที่นี้จะกล่าว รวม ๆ ชนิดที่เป็นความหมายรวมเสียก่อน. หนทางมีองค์ ๘ เป็นหนทางที่ถูกต้อง นี้เราเข้าใจกันแล้ว; แต่ยังมีคำ ว่า "อริยะ" คือประเสริฐเข้ามาอีก กำกับไว้แน่นแฟ้นเข้ามาอีกว่า "อริยมรรค" แปลว่า มรรคที่เป็นอริยะ คือประเสริฐ. อริยะคำนี้ แปลว่า ประเสริฐ ซึ่งมัก จะแปลกันว่า noble หรือ holy ดังนี้ก็ได้. แต่ความหมายทางตัวหนังสือนั้น พระ อรรถกถาจารย์ ท่านนิยมแปลว่า "ไปจากข้าศึก". อริ แปลว่า ข้าศึก; ยะ แปลว่าไป; อริยแปลว่า ไปจากข้าศึก. ข้าศึกคือความทุกข์, ไปจากข้าศึกก็คือ อริย; อริยมรรคคือหนทางที่ไปจากข้าศึก. ที่นี้เราอาจประนีประนอมให้ปรองดองกัน ได้ว่า. เพราะไปจากข้าศึกได้นั่นแหละจึงประเสริฐ เป็น noble หรือ holy ขึ้น มา. นี่เรียกว่า "อริยมรรค มีองค์ ๘" ดังที่กล่าวแล้ว. สิ่งที่เรียกว่า มรรค หรือทางในพุทธศาสนานี้ ใช้ได้กว้าง ถึงกับเรื่องทางโลกก็ใช้ได้ เรื่องทางธรรมก็ใช้ได้. น่าสมเพชเวทนาพวกเราในสมัย ปัจจุบันนี้ ที่บางคนบางท่านเข้าใจไปเสียว่า ศาสนานี้เป็นอุปสรรคอย่างร้ายกาจของ ความเจริญของโลก. นี่เขาตู่ศาสนาโดยเฉพาะพุทธศาสนาด้วยคำเท็จอย่างยิ่ง ไม่มี คำเท็จใดจะเสมอเหมือน. โปรดช่วยกันบอกกล่าวให้ทั่วกันด้วยว่า เขาเป็นคนกล่าว ตู่พระพุทธศาสนาด้วยคำเท็จอย่างไม่มีอะไรจะเสมอเหมือน คือผู้ที่กล่าวว่า ธรรมะใน พุทธศาสนานี้ ขวางความเจริญของบ้านเมือง ขวางความเจริญของโลก ดังนี้เป็นต้น. บางทีเขาก็เป็นเจ้าหน้าที่ ที่จะจัดบ้านเมืองให้เป็นสุข ให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุขด้วย

น.231 ซ้ำไป เขาพยายามกีดกันไม่ให้คนมาเกี่ยวข้องกับธรรมะหรือศาสนา โดยกลัวว่า ศาสนาจะทำให้คนของประเทศเกียจคร้านบ้าง ทำตนเป็นลูกตุ้มถ่วงความเจริญของ ประเทศบ้าง. นี่เป็นเรื่องที่ผิดอย่างยิ่ง ไม่ตรงกับความจริงแม้แต่นิดเดียว. ธรรมะนั้นย่อมมีไว้ให้ทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายธรรม ขอให้นำไปใช้ ให้ถูกก็แล้วกัน. ถ้าจะพูดให้รวบรัดที่นี่เดี๋ยวนี้ อาตมาก็กล่าวได้ว่า มรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นหนทางไปสู่พระนิพพานนี่แหละ เอามาใช้สร้างความเจริญของ บ้านเมืองในโลกนี้ ในชาตินี้ ในชีวิตนี้เห็นกันด้วยตาดำ ๆ นี้ก็ได้ ขอให้ ศึกษาให้เข้าใจให้ดี. ความเห็นถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้อง ความใฝ่ฝันถูกต้อง พูดจาถูกต้อง ทำการงานถูกต้อง เลี้ยงชีวิตถูกต้อง พากเพียรถูกต้อง ดำรงสติถูก ต้อง ปักใจมั่นคงถูกต้องเหล่านี้ มันขัดขวางอะไรที่จะสร้างความเจริญให้แก่บ้านเมือง ของเราหรือแก่โลก. คำเหล่านี้เป็นคำที่มีความหมายที่กว้าง นำมาใช้ในกรณีไหน ในทางที่ถูกที่ควรก็ได้ทั้งนั้น. มันเป็นอุปสรรคก็แต่ในทางที่ชั่วเท่านั้น; ใน ทางที่ดีที่ชอบแล้ว ไม่มีทางที่จะเป็นอุปสรรคได้เลย; เพราะเหตุฉะนั้นในหลักของ พระพุทธศาสนา จึงได้แบ่งมรรคมีองค์ ๘ นี้ ออกเป็น ๒ ประเภทด้วยกัน คือ โลกิยมรรค อย่างหนึ่ง โลกุตตรมรรค อีกอย่างหนึ่ง. สำหรับคำว่า โลกิยะ และโลกุตตระ ๒ คำนี้ มักจะถือเอาความ หมายกันอย่างแคบ ๆ ว่า โลกิยะเป็นการกระทำของปุถุชน, โลกุตตระ เป็นการ กระทำของพระอริยเจ้า; หรืออีกอย่างหนึ่งก็ว่า โลกิยะนั้น ยังกลับกลอก หรือกลับไปกลับมา, ส่วนโลกุตตระ เด็ดขาดตายตัวลงไปแล้ว ดังนี้เป็นต้น. แต่

น.232 การทำดี ก็ทำให้คนนั้นเป็นคนดีจริง ๆ ได้เหมือนกัน. สิ่งเหล่านี้เป็นผลพลอยได้ ไม่ใช่ตัวกรรม. ตัวกรรมนั้นคือ การทำดี ดี, ทำชั่ว ชั่ว, และมันสำเร็จไปแล้ว ตั้งแต่เมื่อทำ เพราะเราบัญญัติตัวการกระทำนั้นเองว่าดี หรือว่าขั้ว; ส่วนผลพลอย ได้นั้น ก็มีทั้งดีทั้งชั่วตามกันไปอีก; เงินดีก็มี เงินชั่วก็มี, ชื่อเสียงดีก็มี ชื่อเสียงชั่ว ก็มี, ฉะนั้นอย่าไปเข้าใจว่า ทำดีเกือบตาย ไม่เห็นได้เงิน ได้ชื่อเสียง; อย่างนี้มัน เป็นความเข้าใจผิดมาก เพราะมันดีเสร็จแล้ว แต่ว่าผลพลอยได้ส่วนนั้น มันยังไม่ทัน จะได้ อาจจะได้ที่หลังก็ได้: บางทีไปคิดเสียว่า บางคนทำเลว ทำชั่วอยู่หลังฉาก กลับได้รวย ได้ชื่อเสียง: ทำชั่วนั้นมันต้องชั่วแล้ว คนนั้นต้องชั่วแล้ว, เงินที่ได้มา ก็เป็นเงินชั่ว ชื่อเสียงก็ชื่อเสียงปลอม เอามาทำตัวเองให้เป็นภูตผีปีศาจ ไม่ใช่เป็น มนุษย์. ถ้าเอามาหล่อเลี้ยงชีวิตตัวเองและลูกเมีย ก็พลอยเป็นภูตผีปีศาจกันไปหมด ทั้งบ้านทั้งครอบครัวอย่างนี้. การเข้าใจถูกต้องอย่างนี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ ใน เรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่องบุญเรื่องบาป. ส่วนสัมมาทิฏฐิที่ว่า บิดามารดามี ครูบาอาจารย์มีนั้นหมายความว่า พวกมิจฉาทิฏฐินั้น เขาไม่ยอมรับว่า บิดามารดาเป็นบิดามารดา เขาถือว่าท่านทั้ง สองนี้อาศัยความสุข สนุก ส่วนตัวท่านต่างหาก ไม่ได้ตั้งใจให้เราเกิดมาเป็นต้น เขาไม่ถือว่าเป็นบิดามารดา; และไม่ถือว่ามีครูบาอาจารย์; เขาว่ามีแต่บุคคลที่รับจ้าง สอนหนังสือ เป็นลูกจ้าง และเขาไม่ถือว่ามีอุปปาติกกำเนิด คือว่าตายแล้วไปเกิด เป็นเทวดา เป็นสัตว์นรกเป็นต้น นี้เป็นเพราะเขาไม่มองเห็นแม้แต่ว่า คนเรานี้ยังนั่ง อยู่ที่นี่ พอเราคิดอย่างสัตว์นรกก็เกิดเป็นสัตว์นรกแล้ว; พอเราคิดอย่างเทวดา ก็เป็น เทวดาแล้ว, เราคิดอย่างโจรก็เป็นโจรแล้ว, ถ้าคิดอย่างสุภาพบุรุษก็เป็นสุภาพบุรุษ

น.233 แล้ว; ณ ที่ตรงนี้เอง ด้วยความคิดสักว่า ขณะจิตหนึ่งเท่านั้น ก็เกิดเป็นนั่นเกิดเป็น นี่ เกิดเป็นโน่นได้ต่าง ๆ นานา นี่คืออุปปาติกกำเนิด. ส่วนพวกที่เป็นสัมมาทิฏฐินั้น ยอมรับว่า บิดามารดามี ครูบาอาจารย์มี, และเชื่อว่าอุปปาติกกำเนิดอย่างนี้มี แล้ว เขาก็กลัวที่จะไปเกิดชั่ว เป็นเหตุให้เชื่อว่านรกมีจริง สวรรค์มีจริง, ไปเกิดในนรก ก็เป็นได้จริง, ไปเกิดในสวรรค์ก็เป็นได้จริง; เท่านี้ก็พอแล้วที่จะเรียกว่า โลกิย สัมมาทิฏฐิ มีแต่จะทำคนให้ดี ทำให้คนขยันในความดี ขมักเขม้นในความดี มีปัญญารู้ว่าควรจะทำอะไร ไม่ควรทำอะไร; ไม่เป็นที่ขัดขวางความเจริญทาง ไหนเลย. แต่ว่าสัมมาทิฏฐเพียงเท่านี้ ยังไม่ทำให้อยู่เหนืออารมณ์ เหนือโลก เหนือความบีบคั้นของความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้ ฉะนั้นเขาจะเป็นเพียงคนดี ก็มี การร้องไห้อย่างคนดี นี้เป็นธรรมดา. ข้อนี้ทำให้พูดได้อย่างลึกซึ้งต่อไปอีกว่า คนมีบุญก็ทุกข์อย่างคนมีบุญ คนมีบาปก็เป็นทุกข์ไปตามประสาคนมีบาป เช่นเดียว กับคนที่เป็นเศรษฐี ก็มีความทุกข์ไปอีกแบบหนึ่งตามประสาของคนที่เป็นเศรษฐี ไม่ ใช่เหมือนกับคนขอทาน ดังนี้; หรือว่าคนที่เป็นพระเจ้าแผ่นดินก็มีความทุกข์อีก แบบหนึ่ง ตามแบบของพระเจ้าแผ่นดิน ไม่ใช่แบบเดียวกับราษฎรอย่างนี้เป็น ต้น ; อย่างนี้เรียกว่า ยังไม่พ้นทุกข์, แต่ละแบบมีความทุกข์ตามแบบของ ตน แต่ว่าเมื่อรวมกันทั้งหมดแล้ว มีความทุกข์เพราะปัญหาแห่งการเกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือเพราะว่าธรรมชาติที่เด็ดขาดนั่น ไม่เอออวยกับใครหมด; มีกฎเกณฑ์ ของมันอย่างไร มันก็เป็นไปอย่างนั้น; เพราะฉะนั้นเพียงแต่อำนาจของสัมมาทิฏฐิ [๒๗]

น.234 โลกิยะนี้ ไม่พอที่จะดับทุกข์ทั้งปวงได้ จึงต้องมีสัมมาทิฏฐิ ประเภทโลกุตตระขึ้นมาอีก ระดับหนึ่ง. ที่นี้ สัมมาทิฏฐิประเภทโลกุตตระ ที่สูงขึ้นไปนี้ ก็คือรู้เรื่องอริยสัจ ได้แก่การรู้อย่างถูกต้องว่า ทุกข์ เป็นอย่างไร เหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างไร นิพพาน คือทุกข์ดับสนิทนั้นเป็นอย่างไร มรรค คือปฏิบัติเพื่อนิพพานนั้นเป็นอย่างไร. นี่ แหละมันสูง หรือกว้างจนถึงกับครอบคลุมความทุกข์ ทุกชนิดไว้. รู้อย่างนี้แล้ว สามารถจะดับทุกข์สิ้นเชิง. อีกอย่างหนึ่งก็มีความรู้เรื่องกรรมที่สาม คือกรรม อริยมรรคมีองค์แปด ประเภทที่เป็นโลกุตตระนี้เอง ที่ปฏิบัติแล้วทำให้จิตเข้าถึง ความหลุดพ้นจากความยึดมั่น ถือมั่นว่า ตัวกู ของกู ไม่ยึดถือในกรรมที่หนึ่ง ที่สอง คือกรรมดี กรรมชั่วอีกต่อไป คือมีจิตใจอยู่เหนือความรู้สึกที่จะยึดดี ยึดชั่ว เป็น จิตใจที่เป็นอิสระ อยู่เหนือกรรมทั้งปวง. อย่างนี้เรียกว่า เป็นกรรมที่สาม. หรือ อีกอย่างหนึ่งก็คือรู้ เรื่องปฏิจจสมุปบาท ว่าสิ่งต่าง ๆ อาศัยกันเกิดขึ้นแล้วเป็นไป อย่างนั้น, อาศัยกันเกิดขึ้นแล้วเป็นไปอย่างนั้น ๆ เหมือนลูกโซ่คล้องกันเป็นสายตาม เรื่องของปฏิจจสมุปบาท ไม่ต้องมีใครที่ไหนยื่นมือเข้ามา; ไม่ต้องมีเทวดาศักดิ์สิทธิ์ หรือพระเจ้าศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนยื่นมือเข้ามา; เพียงแต่อาศัยอำนาจแห่งเหตุปัจจัยหรือ เหตุผล ของมันเองล้วน ๆ สิ่งต่าง ๆ ก็เกิดขึ้น และเป็นไปได้. นี่เรียกว่ารู้เรื่อง ปฏิจจสมุปบาท. แต่ในที่สุดก็คือต้องรู้เรื่องไตรลักษณ์. ไตรลักษณ์คือลักษณะ ที่สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา. หรือสรุปความว่า "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่มีสิ่งใดเลยที่ควรเข้าไปยึดมั่น ถือมั่นว่า เป็นตัวเรา ของเรา อย่างนี้

น.235 ทั้งหมดนี้เรียกว่า "โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ" คือความเห็นชอบชั้นที่เป็น ไปเพื่อโลกุตตระ ทำให้อยู่เหนือวิสัยโลก; ความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของโลกไม่ทำ ให้บุคคลนั้นรู้สึกกระเทือนใจ, เขาอยู่เหนือความหวั่นไหวไปตามโลก; แต่แล้วก็ไม่ เป็นอุปสรรค ศัตรูแก่การสร้างความเจริญของโลกชนิดไหนเลย. การที่เป็นผู้มีจิต ใจว่างจากความยึดถือชนิดนี้นั่นเสียอีก จะช่วยให้ทำอะไรได้ไม่ผิด ทำได้เก่ง ดังที่ อาตมาได้กล่าวถึงอานิสงส์ของความมีจิตว่าง ดังตัวอย่างในการบรรยายในครั้งที่ แล้วมา. สัมมาทิฏฐิประเภทโลกุตตระนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อการบรรลุมรรคผล นิพพาน โดยตรง, ทำให้มีจิตใจอยู่เหนือวิสัยโลก ไม่เหมือนกับสัมมาทิฏฐิประเภท แรกหรืออย่างโลกิยะ ซึ่งเป็นไปตามวิสัยโลก; ดังนั้นสัมมาทิฏฐิจึงต้องแบ่งเป็นโลกิยะ และโลกุตตระอย่างนี้ ที่นี้ก็มาถึงสัมมาสังกับโป. ความดำริใฝ่ฝันชอบนี้ก็เหมือนกัน ถ้า ดำริไปตามเรื่องราวของโลกในทางที่ถูก ที่ชอบ ก็เรียกว่า สัมมาสังกัปโปอย่างโลก; ถ้าดำริเพื่อนิพพานหรือเหนือโลก ก็เป็นโลกุตตรสัมมาสังกัปโป. ส่วนสัมมาวาจา หรือการพูดจาชอบนั้น ถ้าพูดจาเรื่องโลก ๆ อย่าง ถูกต้อง เป็นการพูดจาถูกต้องไปตามวิสัยโลก ก็เป็นสัมมาวาจาอย่างโลกิยะ; ถ้า พูดจาไปในทางเหนือโลก พ้นจากโลก ก็เป็นสัมมาวาจาอย่างโลกุตตระอีกเช่นเดียว กัน.

น.236 กัมมันโต การกระทำชอบ ก็มีหลักอย่างเดียวกันอีก. สัมมา กัมมันโต นี่ท่านจำแนกเป็นการเว้นจากปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุ มิจฉาจาร. อาตมามีข้อที่จะบอกกล่าวที่ประหลาดอีกอย่างหนึ่งว่า ในพระบาลีพุทธภาษิตที่กล่าว ถึงมรรคมีองค์แปดนี้ เมื่อกล่าวถึงสัมมากัมมันโตนี้ แม้กล่าวกับภิกษุสงฆ์ก็ยังมีบาลี จำแนกเป็นปาณาติบาต, อทินนาทาน, กาเมสุมิจฉาจาร ไม่ได้เปลี่ยนข้อที่สามเป็น อพฺรหฺมจริยา เลย, นี่ประหลาดไหม; คือมันเป็นอย่างเดียวกับที่กล่าวกับฆราวาส ในเรื่องศีลของฆราวาส; เพราะฉะนั้นท่านต้องเข้าใจในคำว่า กาเมสุ มิจฉาจาร นี้ ให้ดี ๆ. สำหรับคำว่า ปาณาติบาต นั้นไม่ต้องพูดกันแล้ว หมายถึงการเบียดเบียน ทำอันตรายแก่ร่างกายและชีวิตของสัตว์อื่นด้วยเจตนาที่เห็นแก่ ตัวกู ของกู ดังที่ ทราบกันดีอยู่แล้ว. อทินนาทานก็เหมือนกัน ถือเอาสิ่งของที่ผู้อื่นไม่ได้ให้ ด้วย ความเห็นแก่ตัวกู ของกู แต่พอมาถึง กาเมสุ มิจฉาจาร นี้ คนโดยมากมักจะเข้าใจเสีย ว่า หมายถึงการประพฤติผิดทางชู้สาวเท่านั้น เลยทำให้เด็ก ๆ ไม่ต้องถือศีลข้อนี้ เพราะเด็กเล็ก ๆ ขนาดเด็กอนุบาล จะผิดศีลชู้สาวได้อย่างไร. อาตมาได้ยืนยันมา หนักหนาแล้วว่า ข้อนี้ต้องแปลให้ถูกต้องตามตัวหนังสือที่มีอยู่ ว่า "กาเมสุ มิจฉา จารา" นี้แปลว่า ประพฤติผิดในของรักของใคร่ทั้งหลาย. "สุ" เป็นวิภัตติ์ และเป็นพหุวัจนะ แปลว่า ทั้งหลาย; กาเมสุ แปลว่าในกามทั้งหลาย คือในของ รักใคร่ทั้งหลาย; มิจฉาจารา แปลว่าประพฤติผิด. ถูกแล้ว การประพฤติผิดใน ทางชู้สาวทั้งหลายนั้นเป็นการประพฤติผิดในกาม ในของใคร่อย่างหนึ่งนั้นแน่นอน แต่ว่าเด็ก ๆ เล็ก ๆ ที่ประพฤติผิดในของรักของใคร่ของบุคคลอื่น เช่น เด็กคนหนึ่ง รักตุ๊กตามาก แล้วเด็กเล็ก ๆ อีกคนหนึ่งไปทำให้สกปรก หรือย่ำยีเล่น ให้เจ้าของ

น.237 เขาเจ็บช้ำน้ำใจเช่นนี้ นี่ต้องผิดศีลข้อนี้อย่างเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนกัน ฉะนั้นครู บาอาจารย์จะต้องพยายามอธิบายให้เด็กเล็ก ๆ รู้จักรักษาศีลข้อสามด้วย อย่าไปเข้า ใจว่ายังไม่เป็นเด็กรุ่นหนุ่มรุ่นสาว แล้วไม่ต้องถือศีลข้อนี้. แต่เมื่ออาตมาอธิบายอย่างนี้ มีผู้รู้บางคนเอาไปกระแนะกระแหนในวิทยุกระจายเสียงด้วยซ้ำไปว่า อธิบายบ้า ๆ บอ ๆ อธิบายเอาเองตามใจชอบอย่างนี้; แต่อาตมาก็ยังยืนยันในข้อนี้อีกครั้งหนึ่งว่า กาเมสุ มิจฉาจารา ต้องแปลอย่างนี้ ต้องมีความหมายอย่างนี้. นี้ขอฝากไว้ด้วย. ทุกคน ถ้าประพฤติผิดในของรักของคนอื่นในลักษณะใดลักษณะหนึ่งแล้ว ก็เรียกว่าประพฤติผิดศีลข้อที่สามนี้ทั้งนั้น. เรื่องนี้มันไม่เหมือนกับไปฆ่า ซึ่งเรา ก็ไม่ได้ไปฆ่าเขา, และมันก็ไม่เหมือนกับไปลักของเขา. เรื่องนี้ มันเป็นเรื่องทำให้ เขาเจ็บช้ำน้ำใจหรือเสียหาย ในเรื่องที่เกี่ยวกับของรักเท่านั้น; เพราะคำว่า "กามะ" นี้แปลว่า รัก หรือ ใคร่. ในของรัก หรือของใคร่ทั้งหลาย อย่าได้ไปประพฤติ ล่วงเกินเข้าเป็นอันขาด. เพียงแต่ว่าคนหนึ่ง เขาซื้อรถจักรยานมาใหม่ ๆ เขา กำลังรักของเขาอยู่ คนหยาบคายคนหนึ่ง ไปทำของเขาให้สกปรกหรือเสียหายไป มันไม่อาจจะผิดศีลข้ออื่นได้ก็จริง แต่มันจะต้องผิดศีลข้อนี้ไม่มากก็น้อย ; เพราะ ฉะนั้น ถ้าเราจะช่วยกันรักษาศีลข้อนี้ให้สะอาดแล้ว โลกนี้จะสะอาดขึ้นอีกเป็นอันมาก. ที่นี้ เรื่องศีลอย่างนี้จะเป็นโลกิยะ หรือโลกุตตระได้อย่างไร ขอให้ฟัง ต่อไป. ขึ้นชื่อว่าพวกโลกิยะแล้ว ไม่ว่าอย่างไหนหมด ย่อมยังอยู่ในชั้นเด็ก สอนเดิน เป็นเด็กอมมือหรือเด็กสอนเดินทั้งนั้น คือต้องคิด ต้องทำไปด้วยเจตนาตาม บทบัญญัตินั้น ๆ โดยเนื้อแท้ในความรู้สึกส่วนถึกนั้น ยังไม่รู้ ยังไม่เข้าใจ ยังไม่

น.238 แจ่มแจ้ง ฉะนั้นจึงต้องเจตนาทำ; เช่นว่าจะรักษาศีลก็ไปปฏิญญาต่อพระที่วัด ว่าจะ รักษาศีล ทั้งนี้เพื่อให้ผูกมัดตัวเองเข้าไว้ แล้วก็มาตั้งอกตั้งใจเพื่อจะรักษา. แต่ แล้วก็มาตบยุงบ้าง เดี๋ยวก็เอาเปรียบคนนั้นคนนี้บ้าง เดี๋ยวก็ไปล่วงของรักของคนอื่น เข้าแล้ว; ศีลนี้ลุ่ม ๆ ดอน ๆ เว้า ๆ แหว่ง ๆ ด่าง ๆ พร้อย ๆ อย่างนี้รักษา ให้จนตาย มันก็ไม่เคยบริสุทธิ์สักที; ไม่เป็นอริยกันตศีลที่พระอริยเจ้าพอใจได้เลย. นี่เป็นแบบโลกิยะซึ่งต้องอาศัยเจตนา ความตั้งเจตนาพยายามระมัดระวัง. แต่ถ้าเป็นศิลแบบโลกุตตระแล้ว มันมาเหนือเมฆ . อาตมาขอใช้ · คำอย่างนี้ แม้จะโลกโดกไปบ้างก็ขออภัย เพื่อรวบรัดเวลา. ข้อนี้เป็นไปโดยหลัก ที่ว่า เพราะได้ไปศึกษาเรื่องสุญญตา คือ ไม่มีอะไรที่ควรยึดถือ เป็นตัวกู หรือ ของกูเลย: เมื่อจิตว่างจากความยึดมั่น ถือมั่น ว่าตัวกู ของกู อย่างนี้แล้ว มันลัก ของใครไม่ได้ มันฆ่าใครไม่ได้ มันไปประพฤติล่วงเกินของรักของใครไม่ได้; มัน จึงเป็นศีลที่บริสุทธิ์ไปเสียทุกกระเบียดนิ้วและทุกวินาที หรือทุกลมหายใจเข้าออกเลย. ศีลที่เป็นโลกุตตระย่อมเป็นอย่างนี้. เพราะเขาได้ทำจิตให้มองเห็นโลกเป็นของเด็ก เล่นไปเสียก่อนแล้ว จิตอยู่เหนือวิสัยโลกแล้ว จึงไม่มีจิตใจที่ไหนที่จะมาเป็นตัวเจตนา ที่จะฆ่าเขา ลักเขา ล่วงเกินของรักของเขา มันจึงเป็นศีลที่พระอริยเจ้าชอบใจ เรียก ว่า อริยกันตศีล เป็นศีลชนิดที่เป็นรากฐานของการบรรลุมรรคผลอย่างแท้จริง. ส่วนศีลโลกิยะนั้น ล้มลุกคลุกคลาน รักษาศีลจนตายไม่เคยบริสุทธิ์ นี้มันก็เป็นไป ตามเรื่องของชาวโลก; เป็นชาวโลกชนิดที่ยังไม่สามารถจะทำอะไรให้ดีกว่านั้นได้. ครูบาอาจารย์ของเราเป็นชนชั้นปัญญาชน ย่อมมีสติปัญญา มีความ สามารถพอที่จะฟังเรื่องสุญญตาเข้าใจ ฉะนั้นขอให้สนใจเถิดไม่เสียหลาย; จะทำให้

น.239 รักษาศีลได้ง่าย ๆ เหมือนว่าเล่น และมีศีลบริสุทธิ์ ผุดผ่อง เป็นที่ชอบใจของพระ อริยเจ้าได้ เพราะมันเป็นการห้ามกันอย่างเด็ดขาดอยู่ในภายในเสียเอง ไม่ต้องมา สำรวมห้ามกันข้างนอก; ซึ่งถ้ากิเลสมันทะลุออกมาถึงข้างนอกเสียแล้ว มันจะฆ่า มันจะลัก มันจะเอาเปรียบอะไร ๆ อยู่ทุกเมื่อ นี่มันไม่ไหว สู้มันไม่ไหว: ฉะนั้น จึงเป็นโลกิยศีลอยู่เรื่อย ไม่สำเร็จประโยชน์ เผลอเข้าก็ต้องไปอยู่คุก อยู่ตะราง เพราะมันคอยแต่จะพุ่งออกมาเรื่อย. แต่ถ้าตัดต้นตอมันข้างในได้แล้ว คือเป็นศีลที่ จะน้อมนำไปฝ่ายโลกุตตระได้แล้วมันสบาย; รักษาศีลสักเท่าไร ๆ ก็ไม่รำคาญ ไม่ เดือดร้อน ไม่รู้สึกว่ามาก ไม่ยุ่งยากเลย: จะมีศีลมาให้สักกี่ร้อยข้อก็ยังรักษาได้ เพราะมัน เป็นการรักษาเพียงตัวเดียว คือรักษาเรื่องว่างจากตัวกู ของกูนี้เอง. สำหรับ สัมมาอาชีโว นั้นเกือบจะไม่ต้องกล่าวอธิบายอะไรมากมายนัก เพราะว่าพอจะเข้าใจกันได้ว่า ฆราวาสมีอาชีพอย่างไร บรรพชิตมีอาชีพอย่างไร และแม้แต่พระพุทธเจ้ามีอาชีพอย่างไร ก็ยังพอจะกล่าวได้ว่า มันต่าง ๆ กัน. คน เราธรรมดามีอาชีพด้วยเหงื่อไคล ก็ทำไปอย่างคนธรรมดา; คนที่ไม่ต้องเป็นอย่างนั้น มีอาชีพด้วยสติปัญญา ก็ทำไปด้วยสติปัญญา ; ขอแต่ให้มันไม่เป็นการผิดธรรมะ ก็แล้วกัน. ที่สูงไปกว่านั้น เช่น พระอรหันต์ พระอริยเจ้า ท่านมีอาชีพเป็น เจ้าหนี้ เหมือนพวกครูเรานี้, ซึ่งอาตมาหมายถึงครูอุดมคติ ที่กล้าปฏิญญาตัวเอง ว่าเป็นครูตามอุดมคตินั้น จะมีอุดมคติอย่างเดียวกับพระอรหันต์ หรือพระอริยสาวก แล้วก็จะมีอาชีพเป็นเจ้าหนี้เช่นเดียวกัน. การที่มีอาชีพเป็นเจ้าหนี้อย่างนี้ เขาเรียก ว่า สามิบริโภค. สามิ แปลว่า นาย หรือ เจ้าหนี้; บริโภค ก็แปลว่าบริโภค. การบริโภคอย่างเจ้าหนี้หรืออย่างนายก็คือว่า สิ่งที่เราได้ทำให้ไปแก่ผู้อื่นนั้น

น.240 มันมีค่ามากมาย จนเหลือที่เขาจะตอบแทนไหว; เขาเป็นลูกหนี้อย่างยิ่ง เขา จึงต้องผ่อนใช้หนี้ ที่ละนิด ๆ เท่าที่เขาจะสามารถใช้ให้แก่เราได้ สำหรับพระอรหันต์ หรือพระพุทธเจ้านี้ ท่านมีคุณประโยชน์แก่สัตว์โลก มากมาย จนคำนวณไม่ไหวทีเดียว แล้วสัตว์โลกผ่อนใช้หนี้ให้ท่านเท่าที่จะใช้หนี้ให้ ได้ ดังนั้นการบริโภคปัจจัยสี่ของท่านนั้น จึงเป็นการบริโภคอย่างเจ้าหนี้ นี่แหละคือ อาชีพอย่างเจ้าหนี้ ขอให้ฟังดูให้ดี. ถ้าครูบาอาจารย์ของเรามีอุดมคติอย่างที่กล่าว มาแล้วในการบรรยายครั้งที่ ๑, ที่ ๒, ที่ ๓ ซึ่งได้ยินว่าทำให้รู้สึกหนาว ๆ ร้อนๆ กันนั้น ก็เพื่ออุดมคติของครูจะได้บริบูรณ์ ทำให้ครูเป็นปูชนียบุคคล เลยกลายเป็น เจ้าหนี้ แล้วก็จะเหลืออยู่อย่างเดียวแค่ว่า สัตว์โลกหรือประชาชาวโลกนี้ จะต้อง ผ่อนใช้หนี้ มันจึงเป็นอาชีพที่ประหลาดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นอาชีพของปูชนียบุคคล ไม่ใช่ลูกจ้างอย่างนี้เป็นต้น. อาตมายกตัวอย่างอาชีพต่าง ๆ กัน มาให้ฟังดังนี้ ก็ เพื่อจะเป็นเครื่องช่วยให้เข้าใจชัดเจนว่า อาชีพมีหลายอย่าง; ขออย่าทำไปให้ผิดวิธี ก็จะเป็นสัมมาอาชีวะไปหมด. แต่ทว่า นักบวชบรรพชิตรูปใดรูปหนึ่ง ไม่ทำหน้าที่ ของบรรพชิต มันก็หมดอาชีพเจ้าหนี้ไปทันที กลายเป็นอาชีพลูกหนี้ไป. เมื่อทำ งานไม่คุ้มค่าข้าวสุกก็เป็นบาป คือถึงกับตกนรกไปเลยอย่างนี้เป็นต้น ไม่ยกเว้นใคร ; ไม่เฉพาะแต่ชาวบ้าน แม้แต่บรรพชิตก็ยังอยู่ในกฎเกณฑ์อันเดียวกัน. สัมมาวายาโม แปลว่า พากเพียรชอบ. โดยหลักนั้น ท่านวางไว้ ว่า พากเพียรที่จะไม่ทำให้ผิดให้ชั่ว; และพากเพียรที่จะละสิ่งที่ผิดที่ชั่วที่มีอยู่ก่อน นั้นเสีย นี้คู่หนึ่ง; และอีกคู่หนึ่งก็คือ พากเพียรที่จะทำให้มันถูก มันดีขึ้นมา ,

น.241 แล้วก็พากเพียรจะรักษาสิ่งที่ถูกที่ดีอยู่แล้วนั้น ให้ยังคงอยู่และเจริญขึ้นไป นี้อีกคู่ หนึ่ง, รวมเป็นสองคู่. นี้คือแนวหรือประมวลทั้งหมด ของสิ่งที่เรียกว่าพากเพียร. คิดดูเถิดว่า หลักที่กล่าวนี้จะเป็นอุปสรรคศัตรูแก่การสร้างบ้านเมือง ไม่ให้เจริญได้ อย่างไร. ถ้าเป็นบรรพชิต ก็ต้องมีความพากเพียรไปตามแบบบรรพชิต เอามา ปนกันไม่ได้; ถ้าเป็นชาวบ้าน ก็ต้องพากเพียรไปตามแบบของชาวบ้าน; แล้วมัน ก็ยังอยู่ในร่องในรอยของอริยมรรคมีองค์ 8 ด้วยกันทั้งนั้น. สัมมาสติ หมายถึงการที่จิตทรงตัวอยู่ได้ ในลักษณะที่อารมณ์หรือ โลกมาทำให้หวั่นไหวเปลี่ยนแปลง ง่อนแง่นคลอนแคลนไม่ได้: หมายความว่า ไม่ มีอะไรมายั่วให้ลุ่มหลงไปตามได้: เพราะว่าจิตใจของเรานี้ ถ้าถูกอะไรมาดึงมาจูง ไปได้แล้ว มันก็เสียการทรงตัว มีแต่จะตกไปในฝ่ายต่ำ: ฉะนั้น สติจะต้องทรงตัว อยู่ให้สมบูรณ์ ในการที่จะรู้ว่า อะไรเป็นอะไร แล้วทรงตัวอยู่ได้อย่างไม่เสีย หลัก. ไม่ว่า รูปจะเข้ามาทางตา เสี่ยงจะเข้ามาทางหู หรือกลิ่นเข้ามาทางจมูก หรืออะไรเข้ามาทางไหนก็ตาม จะต้องมีสติสัมปชัญญะพร้อมบริบูรณ์อยู่เสมอที่จะรู้ว่า อะไรเป็นอะไร โดยที่ถูกก็คือ จะไม่ยึดมั่นอะไรว่าเป็นตัวกู เป็นของกูนั้นเอง. นี่ เรียกว่า สัมมาสติ สติที่ถูกต้องอย่างยิ่ง. หรืออีกชื่อหนึ่งก็เรียกว่า ความไม่ประมาท. ถ้ามีสติอย่างนี้ เรียกว่ามีความไม่ประมาท เป็นอยู่ด้วยความไม่ประมาท; พอเสีย หลักทรงตัวอยู่ไม่ได้ เป็นผู้ไม่มีสติ ก็เรียกว่าเป็นผู้ประมาทแล้ว, [๒๘]

น.242 สมาธิ ความตั้งใจมั่นชอบ คือความตั้งใจไว้มั่นคงโดยชอบ. คำว่า "ชอบ" นี้ภาษาบาลี ขยายความออกไปเป็น กัมมนียะ. กัมมนียะ แปล ว่า "ควรแก่การกระทำการงาน." จิตที่มีลักษณะเป็นสมาธินั้น มีหลักว่า "ปริสุทโธ, สมาหิโต, กมฺมนีโย." ปริสุทฺโธ แปลว่า บริสุทธิ์หมดจด; สมา หิโต แปลว่า ตั้งมั่น; กมฺมนี้โย แปลว่า ควรแก่การงาน; แล้วถือเอาความหมาย ของคำว่า กัมมนีโย = ควรแก่การงาน นี้เป็นหลักสำคัญ: เพราะถ้ามันบริสุทธิ์ มันก็ย่อมควรแก่การงาน และเมื่อมันตั้งมั่น มันย่อมควรแก่การงาน; เพราะฉะนั้น เราถือเอาคำว่า ควรแก่การงาน นี้เป็นหลักแต่เพียงคำเดียวก็พอแล้ว. ในเวลาใด จิตแน่วแน่ ควรแก่การคิด การนึก การตัดสินใจ การ พิจารณา การแทงตลอดปัญหาอะไรต่าง ๆ แล้ว นั่นเรียกว่า จิตมีสภาพเป็น กัมมนีโย; นั่นแหละคือความหมายของคำว่า สมาธิที่แท้จริง. ถ้าพิจารณาดูแล้ว ก็ตรงกับคำว่า active; กัมมนีย นี่ตรงกับคำว่า active ไม่ใช่หมายความว่า มันวิ่งวุ่น ลนลาน ว่องไวถึงขนาดลนลาน อย่างนั้นก็ไม่ใช่; มันไวต่อการทำงานที่ถูกต้อง ต่างหาก. แล้วคิดดูเถิดว่าใครบ้างที่ไม่ต้องการจิตชนิดนี้: ไม่ว่าในเรื่องโลก ๆ หรือในเรื่องธรรม. ไม่ใช่ว่าถ้าเป็นสัมมาสมาธิแล้ว ต้องไปนั่งตัวแข็งอยู่ในป่า ในถ้ำ ไม่ทำอะไร อย่างนี้ไม่ใช่; อย่างนี้ว่าเอาเอง, พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ว่า. สัมมาสมาธิของท่าน ต้องหมายถึงปริสุทฺโธ คือบริสุทธิ์, สมาหิโต คือตั้งมั่น, กมุมนี้โย คือควรแก่การงานอยู่เสมอ; เป็นจิตที่ใช้ได้ทุกกรณี. องค์ทั้ง ๘ นี้ นับตั้งแต่สัมมาทิฏฐิ มาจนถึงสัมมาสมาธินี้ เป็น factor อันหนึ่ง ๆ รวมกันเข้าเป็นเรื่องเดียว คือ มรรค; ฉะนั้นจะเป็นทางเดินไปสู่นิพพาน ได้ ก็ต่อเมื่อครบทั้ง ๘ องค์ รวมเป็นทางทางเดียวกัน.

น.243 สำหรับคำว่า สัมมาทิฏฐินั้น: คำว่า "สัมมา" เขาแปลว่า right; ส่วนคำว่า "ทิฏฐิ" นี้ เขาแปลกันว่า view บ้าง, ว่า believe บ้าง, ว่า understand- ing บ้าง รวมความหมายเข้าด้วยกันแล้ว จะว่าอย่างไร ขอให้ท่านครูบาอาจารย์ พิจารณาดูเอาเองก็แล้วกัน. สัมมาทิฏฐิ = Right Understanding. คำว่า สัมมาสังกัปโป ดำริชอบนี้, คำว่า "สังกัปปะ" เขาแปลกันว่า Aim, หรือจะให้รุนแรงถึงกับ ambition ก็ได้ แต่ต้องอยู่ในควบคุมของสติปัญญา ไม่อยู่ในควบคุมของกิเลสตัณหา. สัมมาสังกัปโป = Right Aim. ส่วนวาจาซึ่งหมายถึงการพูดจานั้น เขาแปลกันว่า Speech ตามธรรมดา นี่เอง. การพูดจาที่ถูกต้องเรียกว่า สัมมาวาจา = kight Speed. สัมมากัมมันโต, การทำการงานชอบนั้น ที่จริงไม่ใช่ทำการงาน แต่ หมายถึง การกระทำ เท่านั้น; ดังนั้นเขาจึงแปลคำกัมมันโตกันว่า conduct; สัมมา กัมมันโต = Right Conduct. สัมมาอาชีโว, คำว่าอาชีพนี้ เขาแปลว่า Livelihood; คำว่า Conduct กับคำว่า Livelihood ต่างกันอย่างไร ครูบาอาจารย์ก็รู้ดี ฉะนั้นมันไม่ปนกันได้; ขออย่าไปแปล "กัมมันโต" ว่า ทำการงานเข้า เดี๋ยวจะไปปนกับการทำอาชีพไป: Conduct เขาหมายถึงความประพฤติทางกาย ซึ่งเป็นเหตุให้ไม่ฆ่า ไม่ถัก ไม่ล่วง เกินของรักของเขา ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น. สัมมาอาชีโว = Right Livelihood.

น.244 วายาโม คำว่า "ความเพียร" ก็คือ effort นั่นเอง สัมมาวายาโม = Right Effort. คำว่า "สติ" แห่งคำว่าสัมมาสตินั้น เขาใช้คำว่า attentiveness คำนี้ หมายถึงดำรงความสำนึกอยู่อย่างไม่เสียความทรงตัว; สัมมาสติ = Right Atten- tiveness. ส่วนคำว่า "สมาธิ" นั้น เขาใช้คำว่า concentration; กิริยาที่เรียกว่า concentrate นั้น หมายความว่า รวม หรือ Sublimate สิ่งที่มันฟุ้งซ่านใช้อะไร ไม่ได้ มาให้เป็นสิ่งที่ใช้งานได้ดีที่สุด: สัมมาสมาธิ = Right Concentration. ทั้งหมดนี้ เมื่อรวมกันเข้าก็เรียกว่า ทางมีองค์แปดอันประเสริฐ = Noble Eightfold Path. ที่นี้ ทางนี้ ในพระบาลีมีพระพุทธภาษิตว่า แม่น้ำทั้งหลาย มีแม่น้ำคงคา ยมุนา ฯลฯ นั้น สายไหนก็ตาม ล้วนมีความลุ่มลาดไปทางมหาสมุทร ฉะนั้นหยดน้ำ ที่ตกลงไปในแม่น้ำเหล่านั้น มันไม่มีทางไปอื่น มันจะไปสู่มหาสมุทรหมด; อริยมรรค ที่ตถาคตบัญญัติแล้วนี้ก็เหมือนกัน มีความลาดเอียงไปทางนิพพาน อันเป็นที่สิ้นสุด ของความทุกข์ ฉะนั้นใครเซ็นตนเองลงไปได้ในร่องในรอยของอริยมรรคแล้ว จะง่าย เหมือนกลึงครกลงภูเขา คือจะไหลไปสู่กระแสของอริยมรรคนี้ ไปสู่ความดับทุกข์ได้ โดยง่าย. นี่แหละพระพุทธเจ้าท่านทรงรับรอง หรือรับประกันไว้ถึงอย่างนี้.

น.245 คนที่ไปพูดว่า แหม ! ยาก, แหม ! เหลือวิสัย, แหม ! อย่างนั้น แหม ! อย่างนี้ ไม่เอาแล้ว ; นี้มันเป็นข้อแก้ตัวของคนขี้เกียจ ของคนไม่เข้าใจ ของคนไม่เคารพตัวเอง ดังนี้เป็นต้น. เพราะเป็นที่ยืนยันได้ว่า ถ้าเป็นอริยมรรคของ พระพุทธเจ้า ไม่ใช่ของคนอื่นแล้ว จะต้องมีลักษณะลาดเอียงไปสู่ที่สุดของความทุกข์ เสมอ; ฉะนั้นเรามีหน้าที่ที่จะพยายามแต่ที่แรก ๆ; เหมือนอย่างสะพานโค้งสูง ถ้า เราจะถึ่บรถจักรยานข้ามไป เราก็พยายามแต่ที่แรก ๆ ให้มันไปถึงจุดสูงสุดของ สะพานโค้ง แล้วที่ขาลงมันคล่องอย่างไร เราก็รู้กันดี; ดังนั้นขอให้เข้าใจว่า อริยมรรคของพระพุทธเจ้านี้ มันเหมือนกับการตั้งต้นที่จุดสูงสุดของสะพานโค้งแล้ว ลงไปสู่ทางลาดอีกฝ่ายหนึ่งนั้น เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นการง่าย ไม่เหลือวิสัยที่เรา จะเดินอยู่ในร่องรอยของอริยมรรคมีองค์แปด ซึ่งอาตมาระบุลงไปว่า นั่นแหละคือ ตัวจริยธรรม. ที่นี้ มีความหมายที่สำคัญอย่างยิ่งอีกความหมายหนึ่ง คือความหมาย ของคำว่า สัมมา = โดยชอบนั่นเอง. เราจะต้องเข้าใจว่า สัมมา สัมมา โดย ชอบ ๆ นี้ รวมกันแล้ว มันหมายถึง การเป็นอยู่ชอบ มีชีวิตอยู่ชอบ มีลมหายใจ อยู่ชอบ มีความถูกต้องทั้งทางกาย, ทางใจ และทั้งทางความคิดเห็น ; คือทั้งทาง Physical, ทาง Mental, และทาง Spiritual, ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น. ขอให้เรา เพียงแต่เป็นอยู่ชอบในลักษณะเช่นนี้เท่านั้น ไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่านี้; แล้วนอก นั้นมันจะเป็นไปอย่างที่เรียกว่า เป็นไปเอง; "ลูกบอลล์จะกลิ้งไม่เอง"; ใน ลักษณะที่กล่าวได้ว่า เป็นอยู่ชอบนี้ จะทำให้โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์.

น.246 พระบาลีมีว่า "ถ้าภิกษุเหล่านี้จักมีความเป็นอยู่โดยชอบไซร้ โลกจะไม่ ว่างจากพระอรหันต์" ความเป็นอยู่โดยชอบในที่นี้ ท่านทรงหมายถึง เป็นอยู่โดยมี อริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ คือมีความชอบแปดประการ นี้เอง และเราก็ไม่เห็นว่า อันไหนจะเป็นเรื่องเหลือวิสัยเลย และไม่เห็นอันไหนจะเป็นโทษ เป็นอันตรายแก่การ สร้างความเจริญให้แก่โลกได้เลยทั้ง ๘ องค์นี้. ทีนี้ท่านอาจจะหันไปแย้งในข้อที่ว่า แหม ! มันง่ายเกินไปแล้ว จะเป็นพระอรหันต์ได้อย่างไรกัน? นี่ความลับมันมีอยู่ในข้อ ที่ว่า :- เหมือนอย่างว่า ถ้าเราล้อมเสือ หรือสิงห์โต หรือสัตว์ร้ายอะไรก็ตาม ไว้ในที่ล้อมได้, ล้อมมันเสียทั้งป่าที่มีสัตว์ร้ายอยู่ในนั้น ไม่มีทางที่จะได้อาหาร หรือ ไม่มีอาหารของสัตว์ร้ายที่จะเข้าไปให้มันกินได้, เรา boycott มันหมดทุกทางอย่างนี้ สัตว์ร้ายตัวนี้มันจะอยู่ได้อย่างไร; ไม่ตายวันนี้ มันก็ต้องตายในหลาย ๆ สิบวันข้าง หน้า เพราะมันหิว มันอด มันผอม แล้วมันก็ต้องตาย; ฉะนั้นเมื่อเราเป็นอยู่ชอบ ตั้งแปดเหลี่ยม แปดประตูอย่างนี้ กิเลสในสันดานมันไม่ได้อาหาร; คือไม่ได้อาหาร ทางตา, ทางหู, ทางจมูก, ทางลิ้น, ทางกาย เพราะการเป็นอยู่ชอบไปหมดตามองค์ แปดของมรรค; กิเลสซึ่งมีลักษณะเหมือนกับเสือที่ถูกล้อม มันไม่ได้อาหาร และ เราก็ไม่ต้องทำอะไร เพียงแต่เป็นอยู่ให้ชอบเท่านั้น มันจะตายเอง. ดังนั้นพระ พุทธเจ้าท่านจึงทรงยืนยันว่า ถ้าเป็นอยู่โดยวิธีที่ถูกต้องแล้ว โลกไม่มีว่างจากพระ อรหันต์ คือจะมีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลกเรื่อยไป. แต่แล้วเราก็ไม่สนใจให้เพียงพอ กันกับที่หลักธรรมะเหล่านี้ มีคุณสมบัติ มีคุณภาพ มีอานุภาพมากถึงอย่างนี้ นี่

น.247 แหละคือข้อที่แสดงว่า เราอย่าทำเล่นกับสิ่งที่เรียกว่า จริยธรรม ที่เป็นตัวพรรคมี องค์แปด. ทีนี้ อาตมาอยากจะชี้ให้ละเอียดยิ่งขึ้นเป็นประจำวันออกไปอีกว่า สิ่งที่ เรียกว่าทาง ที่จะไปสู่ความสิ้นสุดของทุกข์นั้น มันมีวิถีทางของมันอย่างไร. ข้อนี้ต้องขอร้องให้ย้อน ระลึกไปถึงคำบรรยาย ที่แล้วมาที่พูดถึงเรื่องปฏิจจ สมุปบาท ที่ได้กล่าวแล้วว่า จิตใจของคนเราตามธรรมดาสามัญนั้น มันมีทางของ มันเองอยู่ทางหนึ่ง เป็นทางของกิเลสตามธรรมชาติ คือว่า เมื่อได้มีการกระทบ ทางตา, ทางหู, ทางจมูก, ทางลิ้น, ทางกาย, ทางใจ เป็นผัสสะแล้ว มันไม่หยุดอยู่ แค่ผัสสะ; มันย่อมปรุงเป็นเวทนา รู้สึกพอใจ ไม่พอใจอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา; พอ มันเป็นเวทนาขึ้นมาแล้ว มันไม่หยุดอยู่แค่เวทนา มันปรุงเป็นตัณหา คืออยากอย่างนั้น อย่างนี้ ตามที่รู้สึกต่ออารมณ์นั้นอย่างไร; ดี สวย ก็อยากได้, ไม่ดีก็อยากตีให้ตาย, นี้มันเป็นเรื่องอยาก หรือ เป็นตัณหา ขึ้นมา; และมีตัณหาอยาก เป็นความอยากแล้ว มันต้องมีความรู้สึกว่ากู หรือ ตัวเรา ตัวฉัน หรือตัวข้าพเจ้านี้เป็นผู้อยาก, และมี สิ่งที่จะเป็นของข้าพเจ้าตามความอยาก, มันจึงมีตัวกู ของกู (egoism) อย่าง รุนแรงขึ้นมา นี่เรียกว่าเกิด อุปาทาน ; ตัณหาย่อมทำให้เกิดอุปาทาน; อุปาทานนี้ มันทำให้เกิดความพร้อมหรือสมบูรณ์ยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก คือมันแสดงออกมาภาย นอก โดยทางทวารของใจ เป็นมโนกรรมที่เด่นชัดยิ่งขึ้นเป็นการสมบูรณ์ที่จะทำให้ เห็นเป็นกรณีหนึ่งแล้ว เรียกว่า "ภพ” ; แล้วเมื่อไรมันแสดงออกมาชัดแจ้งโดย

น.248 มบูรณ์ที่สุด คือเป็นตัวกู ของกู มีกิริยาท่าทางของตัวกู ของกู อย่างนั้นอย่างนี้ ให้คนอื่นเห็นโดยสมบูรณ์ หรืออย่างน้อยตัวเองก็เห็นโดยสมบูรณ์ สำเร็จถึงที่สุด ในการยึดมั่นต่ออารมณ์นั้น ๆ เป็นไปตามความรู้สึกว่า ตัวกู ของกู โดยสมบูรณ์ แล้วก็เรียกว่า "ชาติ"; คือเกิดเป็น "ตัวเรา" ขึ้นมา อย่างนั้นอย่างนี้โดยอุปปาติก กำเนิดอย่างสมบูรณ์ ดังที่กล่าวเมื่อตะกี้นี้ว่า พอคิดอย่างสัตว์นรก ก็เกิดเป็นสัตว์ นรก: พอคิดอย่างเทวดา ก็เกิดเป็นเทวดา อย่างนี้เป็นต้น. นี่เรียกว่า ชาติ หรือ ความเกิด: แล้วก็มีทุกข์ เพราะความยึดมั่น ถือมั่นในสิ่งนั้น ๆ ตามแบบของมันโดย เฉพาะ เป็นกรณี ๆ ไป. นี้เป็นทางของกิเลส ไม่ใช่ทางอริยมรรค จึงนำไปสู่ ทุกข์. ทางนี้อาจจะสรุปได้ว่า จากผัสสะเป็นเวทนา, จากเวทนาเป็นตัณหา, จาก ตัณหาเป็นอุปาทาน, จากอุปาทานเป็นภพ, จากภพเป็นชาติ, จากชาติเป็นทุกข์ ; จะเป็นทางโล่ง ลื่นไปเลย; เป็นทางใหญ่ที่จิตของสัตว์เดินอยู่เป็นนิตย์สายหนึ่ง เพื่อ ไปสู่ความทุกข์อยู่เป็นประจำ; ในเมื่อสัตว์นั้นไม่ได้ศึกษา และปฏิบัติในธรรมของ พระอริยเจ้า. ส่วน ทางอริยมรรค นั้น หมายความว่า พอกระทบเป็นผัสสะแล้ว ก็วก ออกมาเสียทางสติปัญญา: อย่าปล่อยให้เดินไปทางกิเลสตัณหา ดังที่กล่าวนั้น; มา เสียทางสติปัญญา คือมีสติ สัมปชัญญะทันท่วงที ที่จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร คือรู้ว่า ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่นอารมณ์นั้น ๆ ว่าเป็นเรา ของเรา นั่นเอง. ถ้าวกไม่ทันในระยะของผัสสะ ก็วกให้ทันในระยะของเวทนา; อย่าให้ปรุง เป็นตัณหา อุปาทานขึ้นมาได้: แต่ให้วกมาเป็นสติปัญญาว่า ไม่มีอะไรที่จะเป็นตัวกู

น.249 ของกู หรือยึดมั่นถือมั่นว่า เป็นตัวกู ของกู; แล้วจิตก็ไม่ปรุงเป็นกิเลสตัณหาได้ แต่จะเป็นสติปัญญาชนิดที่จะรู้ว่า ควรจัดการอย่างไรกับสิ่งที่มากระทบทางตา, ทางหู, ทางจมูก, ฯลฯ ดังนี้เสมอไป: แล้วมันไม่เป็นทุกข์เพราะการกระทบของอารมณ์นั้น ๆ และไม่เป็นทุกข์เพราะการที่จะต้องจัด ต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่ง กับสิ่งที่มากระทบนั้น ต่อไป. นี่เรียกว่า เดินมาทางของอริยมรรค อย่างนี้; อย่าเดินไปตามทางของ ปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายที่ให้เกิดทุกข์อย่างนั้น. คนโบราณเขาผูกเป็นคำสั้น ๆ ไว้ว่า "ทางใหญ่ อย่าพึงจร"; นี่ก็คือ อย่าปล่อยกระแสจิตมันไหลไปตามทางใหญ่ที่มันลื่นแล้ว ที่เดินกันมากี่กัปป์ กี่กัลป์ แล้ว คนทั้งหมดนั้น ล้วนไปสู่ทุกข์ทั้งนั้น. จงวกมาหาอริยมรรค ซึ่งเป็นทางพิเศษ เฉพาะของผู้มีปัญญา คือสาวกของพระพุทธเจ้า; อย่างนี้แหละคืออริยมรรค. เมื่อ เป็นอย่างนี้ ก็แปลว่า การเดินทางนั้นไม่เป็นไปในทางทุกข์ แต่ไปสู่ ที่สุดทุกข์ ซึ่ง เราเรียกกันว่านิพพาน. ไม่ใช่ว่านิพพานนี้มีความหมายเร้นลับ หรือว่าเป็นแดน ศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่ไหนก็ไม่ใช่; แต่มัน อยู่ที่ในจิตใจของคนเรา ในขณะที่ไม่มี ความทุกข์โดยแท้จริง ! ในขณะใด จิตว่างจากความรู้สึกว่าตัวเรา ว่าของเรา คือไม่พลุ่งขึ้นมา เป็นตัวกู ของกู แล้ว เมื่อนั้นเป็นนิพพาน หรือเป็นไปตามความหมายของนิพพาน ทั้งนั้น: ผิดกันอยู่แค่ว่า เป็นอย่างแท้จริง หรืออย่างชั่วคราวเท่านั้น; คืออย่างเด็ด ขาด หรืออย่างกลับไปกลับมา; หรืออย่างเต็มที่ หรือชิมลองเท่านั้น; แต่ทั้งหมดนั้น [๒๙]

น.250 เป็นความหมายของนิพพานทั้งนั้น ฉะนั้นในขณะที่เรามีจิตใจโปร่งสบายที่สุด ไม่มี egoism ใด ๆ แม้แต่นิดเดียวปรากฏอยู่ที่จิตแล้ว ขณะนั้นเรียกว่า อยู่กับความว่าง หรือนิพพาน ระดับใดระดับหนึ่ง. ฉะนั้น เราเข้าใจลักษณะของความว่างอย่างนี้ให้ มากเถิด จะเข้าใจนิพพานที่สมบูรณ์ คือเป็นความไม่ทุกข์ที่เด็ดขาดได้ ในเวลาไม่ นานเลย คือทันได้ในชาติทันตาเห็นนี้. นิพพาน โดยสาระสำคัญก็แปลว่า ที่สุดของความทุกข์ เท่านั้น; แต่ มันยังมีดีถึงกับว่า แม้เราจะยังไม่ถึงที่สุด เราก็ยังจะเดินได้ถูกทาง; ขอให้เราเป็น ผู้ที่กำลังเดินไปเดินไปอย่างถูกทางเท่านั้นก็พอแล้ว คือว่าอยู่ในแนวทางของอริย บุคคล ไม่ออกไปนอกแนวของอริยมรรค; ไม่นอกแนวของอริยมรรค ก็ต้องอยู่ใน แนวของอริยบุคคล. อุปมาข้อนี้ซึ่งเป็นพุทธภาษิตมิตรัสไว้ว่า เหมือนกับคนหลาย ๆ ประเภท หรือหลายพวก; พวกหนึ่งตกน้ำจ๋อม หายมิดเลยไม่เคยโผล่เลย ตาย อย่างไรก็ไม่ทราบ ตายไปใต้น้ำเลย นี้พวกหนึ่ง; อีกพวกหนึ่ง ตกน้ำจ๋อม แล้วยัง โผล่ขึ้นมาได้สองสามครั้ง แล้วจมหายไปตายใต้น้ำเหมือนกัน; นี่มันเป็นพวกที่ต้อง ตาย ที่ไม่เคยเห็นแสงสว่างของธรรมะ; ต่อไปนี้ก็คือ พวกที่ตกน้ำจ๋อมไปแล้ว โผล่ขึ้นมาได้ ถึงแม้จะจมลงไป อีกก็โผล่ได้ จมไปอีกก็โผล่ขึ้นมาได้ ไม่จมน้ำตาย, มองเห็นทิศทางว่าไหนเป็นฝั่งนอก ไหนเป็นฝั่งใน ก็ว่ายน้ำเข้าไปหาฝั่ง นี่ก็มี; - เรียกว่า พวกที่จะรอดตัวเพราะเห็นฝั่ง เพราะรู้ทิศทาง และไม่หลงทาง. นั่นแหละคือพวกซึ่งรู้กระแสของอริยมรรคหรือที่

น.251 เรียกว่า "พระโสดาบัน" เป็นพวกเห็นทิศทาง มีธรรมจักษุ รู้ว่าความทุกข์เป็น อย่างไร เหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างไร ดับทุกข์เป็นอย่างไร เขาจึงตั้งหน้าตั้งตาว่าย เข้าหาฝั่ง. นี่เป็นคำเปรียบของพระโสดาบัน. ที่นี้พวกที่ว่ายใกล้ฝั่งเข้าไปมากแล้ว นี่คือคำเปรียบเทียบของพระสกิทา คามี. พวกที่เข้าไปถึงเขตน้ำตื้น ยืนเท้าถึงดิน แล้วก็หยั่งเดินด้วยเท้า ไม่ต้อง ว่ายน้ำ แต่ว่ายังอยู่ในน้ำ; นี่ก็เหมือนพระอนาคามี พวกหนึ่ง ขึ้นบกแห้งสนิทแล้ว นั่งนอนสบายอยู่บนเกาะ นี่เปรียบกับ พระอรหันต์. เกาะที่ไม่มีความทุกข์เลยนั้น เหมือนกับนิพพาน; อย่างนี้เป็นต้น. เราพิจารณาดูถึงหลักเกณฑ์อันนี้แล้ว จะเห็นได้ว่า เรื่องมรรค ผล นิพพาน นั้นไม่ได้มีไว้สำหรับใคร นอกจากมีไว้สำหรับ " คนตกน้ำ." ที่นี้ เรามา ดูตัวเราที่กำลังตกน้ำ อยู่ในน้ำชนิดไหน ในลักษณะอย่างไรจะดีกว่า; หมายความว่า ดวงจิตดวงวิญญาณของเรานี้กำลังตกน้ำชนิดไหนอยู่ และจมตายไปวันหนึ่ง ๆ วันละ กี่ครั้ง; สูญเสียความเป็นมนุษย์ สูญเสียความเป็นสุภาพบุรุษจมน้ำตายไปวันหนึ่ง ๆ กี่ครั้ง. ขอให้สนใจอย่างนี้แล้ว จะรู้เรื่องมรรค ผล นิพพาน ได้โดยประจักษ์, ฉะนั้นจึงได้รบกวนรบเร้าว่า ขอให้สนใจเรื่องทางจิต ทางวิญญาณ; อย่าได้รู้สึก อิดหนาระอาใจในเรื่องคำว่า "ทางวิญญาณ ๆ"; เพราะจะทำให้เข้าใจจริยธรรม ส่วนลึก ซึ่งเป็นรากฐานของจริยธรรมทั่วไป แล้วมันจะง่ายดายเหมือนกับกลิ้งครก

น.252 ลงจากภูเขา เหมือนที่ยกตัวอย่างเมื่อตะกี้นี้ว่า ถ้ารักษาศีลด้วยอุดมคติ ที่ไม่ยึดมั่น อะไรเป็นตัวกู ของกูแล้ว ศีลบริสุทธิ์เองโดยไม่ต้องทำอะไร มีศีลเองโดยสมบูรณ์: แต่ถ้าเรารักษาศีลอย่างละเมอไป งมงายไป หรืออย่างเครื่องจักรแล้ว มันย่อม เหมือนกับกลิ้งครกขึ้นภูเขา มันคอยแต่จะกลับตกลงมาเรื่อยเท่านั้น; เพราะฉะนั้นอย่า ได้สนใจแต่เพียงเรื่องทางวัตถุ หรือทางระเบียบต่าง ๆ ที่วางไว้ แล้วจะบังคับเอาให้ ได้ซึ่งหน้านั้น มันเป็นไปไม่ได้ มันเหมือนกับกลึงครกขึ้นภูเขาฉะนั้น เราจะต้อง เข้าถึงอุดมคติลึกกว่านั้น. ในเมื่อยึดอุดมคติได้แล้ว สิ่งต่าง ๆ จะเป็นไปเองโดย ง่าย. ข้อนี้เป็นข้อที่พวกเราจะต้องสนใจเป็นพิเศษ อย่าให้เสียทีที่เป็นพุทธบริษัท มีพุทธศาสนาเป็นคำสนาประจำชาติเลย. อาตมาไม่เลื่อมใสในหลักการณ์ของ M.R.A. ก็เพราะว่า พอมาถึงก็ชวน ขึ้นว่า เอ้า ! ซื่อตรงที่สุด ไม่เห็นแก่ตัวที่สุด อ่อนน้อมที่สุด เป็นการบังคับให้ทำ อย่างนี้ มันเป็นการกลิ้งครกขึ้นภูเขา. แต่ถ้าเรามีอุดมคติ หรือจะเรียกว่าปรัชญา หรือว่าอะไรก็สุดแท้ แต่อาตมาเรียกว่า สัจจธรรมชนิดที่ชี้ให้เห็นเรื่องกรรม เรื่องปฏิจจสมุปบาท และโดยเฉพาะเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่บอก ว่าไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่นถือมั่นนี้ ให้เห็นซัดเสียก่อนเถิด แล้วมันจะเป็นไปเอง โดย ไม่มีใครเชื้อเชิญบังคับ ในการที่จะซื่อตรงที่สุด, ไม่เห็นแก่ตัวที่สุด, อ่อนน้อมที่สุด, เปิดเผยที่สุด; มันจะเป็นไปได้เองในลักษณะอย่างนี้. ฉะนั้นเรามีหลักธรรมของพระ พุทธเจ้า หรือพระพุทธศาสนานี้แหละ ที่จะทำอะไรให้มีรกรากมั่นคง ได้ผลสมบูรณ์ ชนิดที่ทำให้คำกล่าวของ M.R.A. นั้นกลายเป็นของเด็กเล่น เป็นของเด็กอมมือไปเลย; อาตมาจึงไม่เลื่อมใส. นี่ไม่ใช่จะดูถูกเขา หรือจะมุ่งร้ายต่อเขา; ก็ไม่ใช่; เพราะ

น.253 ว่าเขารู้อย่างนั้น หรือเขาถืออย่างนั้น; แต่เราต้องถืออย่างนี้ ต้องมีหลักอย่างนี้; ฉะนั้นเราจึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีอริยมรรคมีองค์แปด ซึ่งเริ่มขึ้นด้วยสัมมาทิฏฐิ จบลงด้วยสัมมาสมาธิ เป็นหลักสำหรับเดิน. เราจะต้องศึกษาให้เข้าใจ เทคนิคตามธรรมชาติและโดยธรรมชาติ ของเรื่องนี้อย่างถูกต้องว่า สัมมาทิฏฐินั้นต้องยกเอามาไว้ข้างหน้าเป็นตัวนำ แล้ว สัมมาสังกัปโปอยู่ติดกับสัมมาทิฏฐิ. สองข้อนี้เป็นปัญญา. ท่านเอาปัญญามาก่อน แล้วเอาศีลกับสมาธิตามมา ทั้งนี้ก็เพราะว่าสัมมาทิฏฐิหรือปัญญานั้น เหมือนกับนำ ร่อง หรือเข็มทิศ หรือกองหน้า กองหน้ามีหน้าที่ที่จะดูว่า อะไรเป็นอะไรข้าง หน้า; ส่วนสัมมาสมาธินั้น เหมือนกับเป็นทัพหลวง หรือตัวกำลังใหญ่ที่มาข้างหลัง; ท่านจึงว่า สัมมาทิฏฐินั้นเหมือนรุ่งอรุณ. พอดวงอาทิตย์ ทำให้อากาศเรื่อเป็นแสง อรุณแล้ว มันแน่นอนว่า กลางวันต้องมาแน่ จะต้องเป็นกลางวันแน่; ฉะนั้นจงทำ ให้เป็นรุ่งอรุณขึ้นมาให้ได้ก่อน ให้สัมมาทิฏฐิหรือปัญญานี้นำอยู่ข้างหน้า แล้วสัมมา สมาธิเป็นกำลังอยู่ข้างหลัง. หรืออีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนกับการฟาดพื้น หรือการเจาะแทง; ความคมอยู่ที่สัมมาทิฏฐิตัวแรกที่สุด; ส่วนน้ำหนักที่จะให้ความคมหรือความแหลม ทำงานนั้น คือตัวสัมมาสมาธิที่อยู่หลังสุด ฉะนั้นความคมกับน้ำหนักนั้น ต้องทำงาน ร่วมกัน มันจึงจะตัดขาดหรือตัดรูปไหนออกไปได้. ถ้าคมอยู่เฉย ๆ ไม่มีน้ำหนัก มันก็ไม่ไหว มันตัดให้ขาดไม่ได้; หรือถ้ามีแต่น้ำหนัก ไม่มีความคมเสียเลยอย่างนี้ มันก็เหลือที่จะตัดให้ขาดได้; มันยุ่งยากโกลาหลมาก. ดังนั้นอย่างน้อยมันต้องมี

น.254 ความคม และมีน้ำหนักที่ทำงานร่วมกัน นอกนั้นก็เป็นอุปกรณ์ไปตามสมควร; อุปกรณ์เช่นด้าม, เช่นเครื่องหล่อลื่น หรืออะไรก็สุดแท้ เป็นอุปกรณ์ไปเท่านั้น; มันสำเร็จประโยชน์จริง ๆ ในการตัดอยู่ที่มีความคมและมีน้ำหนัก แต่ก็ต้องอาศัย อุปกรณ์ที่ช่วยให้ความคม และน้ำหนักทำงานได้ด้วย; ดังนั้นท่านจึงว่ามรรคมีองค์ แปดนี้ ต้องรวมเป็นสิ่งเดียว เรียกว่า สมังคี แปลว่ามีองค์เสมอกัน; กลายเป็น สิ่งเดียวกันแล้ว ก็จะเรียกว่า การเป็นอยู่ชอบ คือตัดกิเลสได้ในตัวมันเอง หรือเผาลนกิเลสให้หมดสิ้นไปได้ในตัวมันเอง; จิตก็เป็นอิสระหลุดพ้นจากสิ่งที่เคย แผดเผา หุ้มห่อ ร้อยรัด พัวพัน ครอบงำ; จะเป็นจิตที่สะอาด สว่าง สงบ ไม่ มีอะไรที่เป็นเครื่องให้เกิดความทุกข์ขึ้นมาได้เลย. นี่คือหลักของอริยมรรคมีองค์ ๘ ที่เรียกได้ว่าเป็น จริยธรรมสากล เป็นตัวแท้ของจริยธรรมในโลก. อาตมาได้กล่าวในวันแรกว่า น่าขันอย่างยิ่ง ที่องค์ทั้งแปดของพรรคนี้ เหลือบดูแล้ว ทำไมจึงไปตรงกับการศึกษาทั้ง ๔ ของเราในขณะนี้ ซึ่งเข้ารูปกันพอดี กับองค์แห่งพรรคทั้ง ๘ องค์ กล่าวคือ พุทธิศึกษา คือสัมมาทิฏฐิกับสัมมาสังกัปโป; จริยศึกษา คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต; ถ้ามี หัตถศึกษา ก็คือสัมมาอาชีโว; ที่เหลือคือสัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธินั้น เป็น พลศึกษา คือเป็นตัวกำลัง ทั้งนั้น; ตามหลักพุทธศาสนานั้น ความเพียรก็ดี สติก็ดี สมาธิก็ดี ร่วมกันแล้วเป็น ตัวกำลังทั้งนั้น: สำหรับ สัมมาอาชีโวนั้น ควรจะมุ่งหมายให้เป็นไปในทางเป็นเครื่อง เลี้ยงชีวิตให้พอเหมาะพอสม เป็นอยู่ได้ แล้วก็ทำสิ่งที่ดีงามกว่านั้น ยังไม่ใช่ตัวแท้ ของจริยศึกษา.

น.255 สัมมาวาจา พูดจาดี สัมมากัมมันโต มีการกระทำทางกายดี, นี้เป็น ตัวจริยศึกษาแท้. สัมมาทิฏฐิ เชื่อ เข้าใจคิดเห็น รวมกันให้ถูกต้อง เป็นทิฎฐิที่ถูกต้อง ร่วมกับสัมมาสังกัปโป คือ ดำริ มี aim มี ambition ถูกต้องนี้ เป็นพุทธิศึกษา, เป็นรุ่งอรุณของจริยธรรม. รวมกันทั้งหมดก็เป็นจริยธรรมสมบูรณ์. อาตมาอยากจะเรียกตามชอบใจว่า การศึกษาทั้ง 4 นี้ เมื่อกลมกลืน กันเป็นสมังคี เหมือนกับอริยมรรคทั้ง ๘ องค์ รวมกันเป็นองค์เดียวแล้วเราเรียกว่า จริยธรรม คืออาจจะกระจายจริยธรรมออกไปเป็น พุทธิศึกษา จริยศึกษา พลศึกษา หัตถศึกษา และในที่สุดก็คือ มรรคมีองค์ 8 นั่นเอง; เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องว่าเอา เองแล้ว เพราะพระพุทธเจ้าท่านได้อธิบายไว้อย่างละเอียดละออ พอเพียงและน่า เลื่อมใส มีรายละเอียดดังที่ครูบาอาจารย์ ก็อาจพบได้ในที่ทั่วไป ในหัวข้อว่า ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นเอง. เรื่องนี้มีรายละเอียดอย่างไรนั้น ควรจะได้กล่าวกันคราว อื่น ในวันหลัง. ในวันนี้ ขอสรุปให้เห็น ความสัมพันธ์กันอย่างกลมกลืน เท่านั้น รวมความ แล้วก็คือ สัมมาทิฏฐิ กับสัมมาสังกัปโป นี้เป็น ปัญญา ; สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว เป็น ศีล ; สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธินั้นเป็น สมาธิ; นี่คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เรียกว่า ไตรสิกขาในพุทธศาสนา . ถ้าขยายไตรสิกขาออก เป็น ๘ ก็เป็นมรรคมีองค์ ๘ ที่เราดึงออกมาเป็นการศึกษาทั้ง ๔ ของเรา และรวม

น.256 กันเป็นจริยธรรม; เพราะฉะนั้นจริยธรรมของเรา จึงตรงกับคำว่า พรรค; ซึ่งเมื่อ เป็นพรรคในทางพุทธศาสนาแล้ว ก็เรียกว่า อริยมรรคมีองค์แปด คือ หนทาง อันประเสริฐ เพราะออกไปจากข้าศึกได้ ต้องประกอบอยู่ด้วยองค์ ๘ ประการ มีสัมมาทิฏฐิ เป็นต้น. นี่คือตัวแท้ของจริยธรรม ซึ่งเราจะได้แยกดูให้ละเอียด จนนำเอามาใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง ๆ ยิ่งขึ้นไป. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ เพราะหมดเวลาเพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต