Buddhadasa.org

แนะแนวจริยธรรม ตอนที่ ๗ — เรื่องที่ ๗ จริยธรรมในชีวิตประจำวัน

แนะแนวจริยธรรม — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — แนะแนวจริยธรรม (๙ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.257 ในการบรรยายครั้งที่ ๗ นี้ อาตมาจะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า จะใช้ จริยธรรมในชีวิตประจำวันได้อย่างไร. อาตมาอยากจะขอร้องให้ทบทวนความจำ ในครั้งที่แล้ว ๆ มาว่า ในครั้งแรกที่สุดเราได้วินิจฉัยกัน ถึงความหมายของจริยธรรม เป็นต้น โดยคร่าว ๆ ทั่ว ๆ ไปทุกแง่ทุกมุม. ในครั้งที่ ๒ ได้แสดงให้เห็นแนวของจริยธรรมทั้งหมด ซึ่งเห็นได้ว่ามี แต่แนวเดียว ไม่ได้แตกต่างกันคนละทิศคนละทางอย่างที่เข้าใจกันว่า ของฆราวาส ไปอย่างหนึ่ง ของบรรพชิตก็อย่างหนึ่ง ของเด็กก็อย่างหนึ่ง และของผู้ใหญ่ก็อย่าง หนึ่ง. เรามีเพียงแนวเดียวตรงที่จะต้องกำจัดความเห็นแก่ตน หรือความ [ ๓๐ ]

น.258 ห็นแก่ตนจัด นี่อย่างเดียวกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการประพฤติธรรมะในสายไหน แม้ที่สุดแต่เพื่อไปนิพพาน ก็ต้องกระทำอย่างนั้น. ในครั้งที่ ๓ ได้กล่าวถึงอุปสรรค ศัตรู ความรวนเร และการพังทลาย ของจริยธรรม ว่ามีได้ด้วยอาการอย่างไร. ในครั้งที่ ๔ ถือเป็นครั้งพิเศษ ซึ่งได้กล่าวถึงมหรสพในทางวิญญาณ เพื่อประโยชน์แก่จริยธรรม เพราะมีผู้คิดว่าจริยธรรมนี้น่าเบื่อเหงาหงอย ชวนเศร้า ; ที่แท้สิ่งที่เรียกว่าธรรมะนั้น ไม่เป็นอย่างนั้น อาจจะให้ความเพลิดเพลินบันเทิงได้ เหมือนกัน ถ้ามีจิตใจสูงพอเหมาะพอสมกัน เป็นที่ลุ่มหลงได้มากเหมือนกัน แต่ ไม่ใช่ลุ่มหลงด้วยกิเลส ; มันลุ่มหลงด้วยสติปัญญา พอใจด้วยสติปัญญา ไม่ใช่ พอใจด้วยกิเลส ฉะนั้นจึงต่างกัน แต่ว่าให้ความเพลิดเพลินเหมือนกัน. ในครั้งที่ ๕ ได้กล่าวถึงจุดปลายทางของจริยธรรม คือความว่าง หรือ ความสิ้นสุดไปของกิเลส. ในครั้งที่ ๖ ได้กล่าวถึงตัวแท้ ตัวจริงของจริยธรรม โดยระบุเจาะจง ลงไปที่อริยมรรค มีองค์ d ซึ่งเป็นตัวพรหมจรรย์และเป็นตัวศาสนา พร้อมทั้ง ชี้ให้เห็นว่า อริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น ใช้ได้ทั้งเรื่องโลกิยะ และเรื่องของโลกุตตระ ; และอาจจะปรับระดับให้เข้ากันได้กับชีวิตทุกระดับ เพราะเหตุฉะนั้นในวันนี้ อาตมา จึงจะได้กล่าวถึงวิธีที่จะใช้อริยมรรคมีองค์ d หรือธรรมะที่เราเรียกกันว่า จริยธรรม ในที่นี้ได้ในชีวิตประจำวันนี้ โดยลักษณะอย่างไร เรียกสั้น ๆ ว่า "จริยธรรม ในชีวิตประจำวัน" เพราะเหตุว่าได้รับปัญหามากที่สุดเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงถือ

น.259 โอกาสประมวลรวมปัญหาของทุกท่านมาเป็นหัวข้อบรรยายข้อหนึ่งทีเดียว เรียกว่า จริยธรรมในชีวิตประจำวันดังที่กล่าวแล้ว. ถ้าท่านทั้งหลายตั้งใจจริงต่อธรรมะ คือมุ่งหมายที่จะใช้ธรรมะให้เป็น ประโยชน์จริง ๆ แล้ว เรื่องนี้ไม่ยาก. แต่ถ้าเป็นเพียงเรื่องสมัครเล่น คือได้ก็เอา ไม่ได้ก็แล้วไป, นี้เพราะไม่มีอะไรมาบังคับ, มันก็ยากที่จะเป็นไปได้ เพราะสิ่ง ที่เรียกว่าธรรมะนั้น เราถือเป็นหลักว่าไม่บังคับ ไม่ใช่วินัย. วินัยเป็นเรื่อง บังคับ แต่ธรรมะนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องบังคับ ใครจะเอาก็ได้ ไม่เอาก็ได้ แม้ใคร ตั้งใจจะเอา แต่ถ้าทำไม่ถูกวิธี มันก็ยังไม่ได้อยู่นั่นเอง. ฉะนั้นปัญหา ใหญ่จึงอยู่ที่ว่า จะต้องเข้าใจและสนใจให้มากพอ . ทีนี้ เพื่อจะให้เข้าใจจนเกิดความสนใจมากพอนั้น จะต้องมีแนวสำหรับ คิดในเบื้องต้นก่อน ซึ่งอาตมามีความเห็นว่า จะต้องตั้งปัญหาขึ้นมาก่อนว่า ชีวิตของเรานี้คืออะไร จากอะไร เพื่ออะไร โดยวิธีใด ดังที่ได้กล่าวมา แล้วว่า นี้เป็นหลักทาง Logic ของธรรมะในพุทธศาสนา โดยเฉพาะเช่นเรื่อง อริยสัจ. อย่างเราจะรู้จักชีวิตดี เราต้องมีปัญหา ๔ ข้อเป็นอย่างน้อยว่า ชีวิต นี้คืออะไร เป็นต้น. แม้แต่เพียงว่า คืออะไรเท่านี้ มันก็มีหลายแง่หลายมุมเสีย แล้ว เพราะว่าคนเราเข้าใจคำว่า ชีวิตนี้ต่าง ๆ กัน ในแง่วัตถุก็มี ในแง่นาม ธรรมทางจิตทางใจก็มี หรือในแง่ของปรัชญาที่ลึกซึ้งเข้าไปก็มี สำหรับปัญหา ว่าชีวิตนี้คืออะไรนั้น ย่อมตอบได้หลายทาง. ทางวัตถุถ้วน ๆ เช่นทาง Biology นั้น เมื่อถามว่า ชีวิตคืออะไร เขาก็ระบุไปที่ความสดชื่น หรือยังเป็นอยู่ของ Protoplasm ซึ่งเป็นของที่บรรจุอยู่ในเซลล์ เซลล์หนึ่ง ๆ ; เป็น Nucleus

น.260 ของเซลล์นั้น ๆ ถ้าสิ่งที่เรียกว่า Protoplasm ยังสดอยู่ ก็ถือว่ายังมีชีวิตอยู่. แต่ ว่า ความหมายสำหรับคำว่าชีวิตในลักษณะของ Biology อย่างนี้ ย่อมใช้กันไม่ ได้กับทางธรรมะ ฉะนั้นขอให้เว้นไว้ก่อน. เราจะต้องมองดูกันในแง่ของจิต ใจว่า สิ่งที่เรียกว่าชีวิตนั้นคืออะไร. ถ้ากล่าวโดยทางธรรมะ แล้ว เราจะรู้สึกว่าชีวิตนี้คือความอยาก หรือ ความดิ้นรนที่จะเป็นไปตามความต้องการของตัวมันเองเป็นอย่างน้อย ; ความรู้สึก เมื่อมีตัวตนเป็นศูนย์กลางอยู่แล้ว ก็มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นวัตถุที่มุ่งหมายของมันอยู่ แล้วมันก็ทะเยอทะยานดิ้นรน เพื่อจะให้ได้สิ่งเหล่านั้น คือกระทำไปตามความอยาก ที่จะได้นั้น. แม้จะได้มาแล้วก็ไม่ใช่จะหยุดความอยากเสียได้ ย่อมมีความอยาก อย่างอื่น เนื่องกันกับสิ่งที่ได้มาแล้วนั้น และมีความอยากอย่างอื่นต่อไป มัน จึงดิ้นรนต่อไป คืออยากต่อไป แล้วก็ทำต่อไป แล้วได้ผลมา แล้วก็อยาก ต่อไป แล้วก็ทำต่อไปอีก ได้ผลมาแล้ว ก็ยังคงอยากได้อย่างใดอย่างหนึ่งต่อไป อีกนี้ ไหลเชี่ยวเป็นเกลียวไปทีเดียว คือกระแสของความอยาก ของการกระทำ ตามที่อยาก; ครั้นได้ผลมาแล้วก็เพื่อหล่อเลี้ยงความอยากอันนั้นเข้าไว้ หรือปรุง ความอยากอันอื่นขึ้นมาอีก เป็นวงกลมที่ไหลวนเชี่ยวเป็นเกลียวไปทีเดียว. ชีวิตในแง่ของธรรมะ หรือในแง่ของปรัชญาทางพุทธศาสนาเรา มีความหมาย กันอย่างนี้. มันจะใช้กันได้กับท่านทั้งหลายหรือเปล่า ขอให้ลองคิดดูให้เป็นข้อ แรกก่อน ถ้ามันเป็นสิ่งที่ใช้ได้ ก็พอจะวินิจฉัยกันต่อไปได้ ; ฉะนั้นจึงนิยามคำ ๆ นี้อย่างสั้น ๆ ว่า ชีวิตคือกระแสแห่งความดิ้นรน.

น.261 ถ้าถามว่า ชีวิตนี้มันมาจากอะไร เนื่องมาจากอะไร ท่านก็ลองคิดดู ว่า มันเนื่องมาจากอะไร. ถ้าตามทางวัตถุ คงจะตอบว่า เพราะมันอยากได้อะไร สักอย่างหนึ่ง ; แต่ในทางธรรมะที่ลึกไปกว่านั้น เราถือว่ามันเนื่องมาจากความไม่รู้ ความไม่รู้นั้นแหละเป็นเหตุให้ดิ้นรนอย่างนั้น. ถ้ารู้หรือมีสภาพแห่งความรู้เข้ามา แล้ว มันก็หยุดทันที จึงตอบว่ามันมาจากความไม่รู้ : ดังนั้นจึงถือว่าตาม ปรกติธรรมดาที่เป็นอยู่เองนี้ เราไม่รู้ตามที่เป็นจริงว่าอะไรเป็นอะไร หรือชีวิต นั้นมันไม่รู้ตามที่เป็นจริงว่า อะไรเป็นอะไร อย่างถูกต้อง ; นั่นคือสภาพที่ปราศจาก ความรู้ ที่เราเรียกว่า อวิชชา เป็นเหตุให้สร้างความดินรน หรือกระแสแห่ง ความดิ้นรนขึ้นมา. ถ้าถามว่า ชีวิตนี้เพื่อ อะไร. คำตอบนี้คล้ายกับกำปั้นทุบดิน คือ คำตอบว่า เพื่อหยุด . ถ้ามีปัญญาก็จะมองเห็นว่า ไม่ใช่กำปั้นทุบดิน. อย่างจะ ถามว่า กินเพื่ออะไร มันก็เพื่อหยุดกิน ; หรือว่าทำงานเพื่ออะไร ก็เพื่อจะได้ หยุดทำงาน ; หรือว่าเดินทางเพื่ออะไร ก็เพื่อจะได้หยุดเดินทาง เพื่อถึงที่หมาย ปลายทางแล้ว จะได้หยุดเดินทาง ; เพราะฉะนั้นถ้าหากว่า ชีวิตนี้คือกระแสแห่ง การไหลเชี่ยวเป็นเกลียวไปแล้ว มันจะเป็นไปเพื่ออะไร นอกจากจะไม่ใช่เพื่อหยุด; เพราะมันต้องเป็นไปเพื่อหยุดโดยแน่นอน. หยุดนั่นแหละคือความว่าง หรือความ หยุด หรือความสงบ หรือแล้วแต่จะเรียก ซึ่งไม่เป็นความทุกข์ก็แล้วกัน ฉะนั้นจึงกล่าวว่า เพื่อความไม่ทุกข์. ที่เราขวนขวายกันทุกทางนี้ ที่แท้ควร จะเป็นเพื่อความไม่ทุกข์ ; แต่เนื่องจากไม่รู้จักความทุกข์หรือความไม่ทุกข์อย่างถูก ต้อง จึงดิ้นรนเท่าไร ๆ ก็ไม่เคยประสบความหยุด หรือความพันทุกข์สักที เลย

น.262 พาเอาความดิ้นรนนั้นแหละ เป็นเพื่อนเข้าโลงไปด้วย. นี้เรียกว่า เพราะไม่รู้ว่า เพื่ออะไร. ปัญหาข้อต่อไปว่า จะโดยวิธีใด คือว่าจะหยุดได้โดยวิธีใด? นี่มัน ก็ต้องหาความรู้เข้ามา : เพราะว่ามันวิ่ง ก็เพราะความไม่รู้ ; หยุดได้โดยวิธีใด ก็ต้องสิ่งตรงกันข้าม คือความรู้: เพราะฉะนั้น เราจะต้องมีความรู้ชนิดที่จำเป็น แก่ชีวิต มันจึงจะเป็นชีวิตที่หยุดได้. นี่คือปัญหาข้อแรกที่ว่า ชีวิต คืออะไร. ส่วนข้อที่ว่า เราจะใช้ธรรมะในชีวิตประจำวันได้อย่างไรนั้น เราจะต้องแยกชีวิต ออกเป็นสองรูปสองแบบเสียก่อน คือว่า ชีวิตโดยพื้นฐาน นี้อย่างหนึ่ง ชีวิต เฉพาะเหตุการณ์ นี้อย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นชีวิตประจำวัน เฉพาะเหตุการณ์ เฉพาะ เรื่อง เฉพาะคน. ชีวิตพื้นฐาน หมายถึงความที่เราจะต้องมีพื้นฐานแห่งความมีชีวิตหรือ ความเป็นมนุษย์ของเรานี้อย่างถูกต้อง ตลอดสายหรือตลอดกาล ตลอดทุกเวลาเป็น พื้นฐาน. ถ้าท่านจะถามว่าธรรมะสำหรับชีวิตพื้นฐานตลอดเวลานี้คืออะไร มันก็ ไม่พ้นที่จะระบุไปยัง ความรู้จักควบคุมจิตใจ ไม่ให้เกิดความรู้สึกว่าตัวกู ของกู ให้ว่างจากความรู้สึกว่า ตัวกู ของกู ไม่ให้มีความเห็นแก่ตัวเกิดขึ้น มา แต่อย่างใดอย่างหนึ่ง นั่นเอง. นั่นแหละคือพื้นฐานทั่วไปของธรรมะที่จะใช้ กับชีวิตที่เป็นพื้นฐานประจำวันและตลอดเวลา ; ฉะนั้นถ้าจัดการเรื่องพื้นฐาน ไม่ได้ ข้อปลีกย่อยเฉพาะเรื่องก็ทำไม่ได้ เพราะสิ่งต่าง ๆ มันจะต้องตั้งอยู่บน พื้นฐาน ; แปลว่า เราจะต้องมีจิตใจดี มีพื้นฐานของจิตใจดี มีหลักเกณฑ์ ของความคิด, ความเข้าใจ, ความเชื่ออะไรดี เป็นพื้นฐานเสียก่อน ; ซึ่งทั้ง

น.263 หมดนั้นจะไปรวมอยู่ที่ ไม่ยึดมั่น ถือมั่นสิ่งใดไว้ ด้วยความเป็นตัวตน ของตน; เพราะว่าความรู้สึกอย่างนี้เกิดขึ้นแล้ว ก็บดบังปัญญาเสียหมดสิ้น ฉะนั้นต้องขจัด ออกไป ให้ปัญญาอยู่แทนเพื่อรู้ว่า อะไรเป็นอะไร ซึ่งสรุปความแล้วก็คือว่า ทุก สิ่งนั้นไม่ควรยึดมั่นว่า เป็นตัวเราหรือของเรา ดังกล่าวแล้วนั่นเอง ; ฉะนั้นถ้าเรา มีพื้นฐานของชีวิตถูกต้องด้วยอาศัยธรรมะพื้นฐานที่สุดอย่างนี้แล้ว ก็เรียกว่า ชีวิต ประจำวันของเราโดยพื้นฐานนั้นดีที่สุดแล้ว ดังนั้นจะต้องถือว่า ชีวิตพื้นฐานนี้ มัน จะต้องเป็นของประจำวันด้วยเหมือนกัน เพราะมันตั้งอยู่เป็นพื้นฐานตลอดวันตลอด คืน ทั้งหลับและทั้งตื่น. ที่ว่าทั้งหลับนี้หมายความว่า แม้ตกอยู่ในความหลับก็ไม่ ฝันร้าย อย่างนี้เป็นต้น. ที่นี้ สำหรับ ชีวิตเฉพาะเรื่อง เฉพาะกรณี นั้น หมายความว่า เรา แต่ละคนมีหน้าที่จะต้องทำต่าง ๆ กัน นี้ก็อย่างหนึ่ง ; แล้วยังมีสิ่งต่าง ๆ มากระ ทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ถ้าเรียกรวม ๆ กันก็เรียกอย่างนี้ เป็นเรื่องจากบุคคลนั้นบุคคลนี้ “ จากบุคคลภายนอก บุคคลภายใน ที่ต้องประสบ เป็นธรรมดา, เป็นเรื่องแสวงหา เรื่องบริโภคใช้สอยต่าง ๆ เหล่านี้มันมีเฉพาะเรื่อง และเฉพาะคน ; นั่นก็จะต้องมีธรรมะเฉพาะเรื่อง หรือตรงกันกับเรื่อง มาช่วย ขจัดปัดเป่าเป็นกรณีพิเศษออกไปจากส่วนที่เป็นพื้นฐาน ; ฉะนั้นขอให้เรารู้จัก แยก ชีวิตออกเป็นสองรูป ในทำนองที่ว่า ชีวิตประจำวันนั้น ส่วนที่เป็นพื้นฐานทั่วไป ย่อมเหมือนกันหมดทุกคน ทุกเวลา และทุกแห่ง นั้นก็แบบหนึ่ง รูปหนึ่ง ; แล้วก็ ส่วนที่เป็นกรณีเฉพาะคนจริง ๆ เฉพาะเวลาจริง ๆ เฉพาะเหตุการณ์จริง ๆ นั้น ก็ แบบหนึ่ง ; เมื่อเข้าใจทั้ง ๒ แบบแล้วมันก็ง่าย : และขอย้ำเตือนว่า แบบพื้น

น.264 ฐานทั่วไปนั้น จะต้องอาศัยหลักไม่ยึดมั่นถือมั่น หรือมีจิตว่างจากตัวตน นั่นแหละเป็นพื้นฐาน. ที่นี้ก็มีสติปัญญาที่จะแก้ไขปัญหาชีวิตประจำวันเฉพาะเรื่อง เฉพาะเวลา ด้วย สติปัญญาที่เกิดมาจากความว่าง นั่นเอง แต่ว่ามีสติ ปัญญาให้ตรงตามเรื่องที่ว่า จะต้องใช้ธรรมะข้อไหน อย่างไร ; เช่นว่าจะต้อง ใช้ธรรมะชื่อ หิริ โอตตัปปะ สติ สัมปชัญญะ สันโดษ เลี้ยงง่าย หรืออะไร ทำนองนี้เป็นต้น, ขอให้เข้าใจในการที่จะวางพื้นฐานให้ดีเสียก่อนเถิด แล้วมันจะเหมือน กับป้อมค่ายที่มั่นคง ที่ยากที่ข้าศึก คือกิเลสนั้นจะตีแตก ; ธรรมะพื้นฐานเป็นสิ่ง ที่จำเป็นอย่างนี้ ที่นี้เพื่อให้ง่ายขึ้น สำหรับปัญหาชีวิตประจำวันประเภทเฉพาะหน้า อยากจะให้ทุกคนรู้จักคิดปัญหาที่ว่า เกิดมาทำไม อย่างน้อยก็ควรจะรำพึงว่า เกิดมาทำไมหนอ ? ที่ใช้คำว่า "หนอ" ก็เพราะว่าต้องคิดนานสักหน่อย มันคง ไม่เห็นคำตอบได้ทันที. เมื่อถามว่า เกิดมาทำไมนี่ ย่อมตอบได้ต่าง ๆ กันมากมาย เหลือที่จะเอามาเปรียบเทียบกันได้. ลองคิดคำตอบดูด้วยกันทุกคนในที่นี้ เชื่อว่าคงจะ ไปคนละทิศคนละทาง และบางทีก็น่าขบขันที่สุด. บางคนเข้าใจผิด โดยได้ฟังมาผิด หรือเขาสอนมาผิดว่าเกิดมาเพื่อทนทุกข์ อย่างนี้ก็มี ; บางคนก็มากไปจนถึงกับว่า เกิดมาเพื่อสนุกกันใหญ่ ไม่ต้องคิดถึงอะไรหมด ; อย่างว่าเกิดมา เพื่อกิน เพื่อ ดื่ม เพื่อสนุก รื่นเริงกันเต็มที่ เพราะว่าพรุ่งนี้เราอาจ จะตายเสียก็ได้, อย่าง นี้ก็มี : และบางคนก็เกิดมาเพื่อหวังจะเอาอะไรที่ยังอยู่ไกลนอกฟ้าหิมพานต์ที่เดียว ; เขายังไม่รู้จัก ยังไม่เข้าใจ ยังมืดมัว แต่ก็ตั้งหน้าตั้งตาที่จะเอาให้ได้ อย่างนั้นก็มี

น.265 นี่ ล้วนแต่แกว่งไปสุดเหวี่ยง คนละทิศคนละทางต่าง ๆ นานา อย่างนี้มันจะเอามา ใช้กันได้กับการที่จะศึกษาธรรมะ หรือใช้ธรรมะให้เป็นประโยชน์ ได้อย่างไร. ปัญ หาข้อนี้มันซับซ้อนอยู่หลายชั้น ที่ถามว่าเกิดมาทำไมนี้ มันเป็นการถามและคำตอบ ของคนที่ไม่รู้เรื่องจริง มันรู้เรื่องที่ไม่จริง คือกลายเป็นมีตัวมีตนที่ได้เกิดมา จนกระ ทั่งไม่รู้ว่าเกิดมาทำไมในที่สุด. ถ้ารู้เรื่องจริงอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านว่า ก็หมาย ความว่า ไม่ได้มีตัวมีตนซึ่งเกิดมา ; มีแต่ความไหลเวียนเปลี่ยนแปลงของธรรม ชาติ ที่เป็นรูป เป็นนาม เป็นขันธ์ เป็นธาตุ เป็นอายตนะ เป็นธรรมชาติอย่าง หนึ่ง ๆ เท่านั้น ; ไม่ได้มีใครเกิดมา ไม่ได้มีใครเป็นอยู่ ไม่ได้มีใครตายไป ไม่ได้ มีใครจะเกิดใหม่ ; อย่างนี้เป็นต้น. แต่ที่นี้เราจะ พูดกันอย่างที่เรียกว่าโดยโวหารสมมุติ คือมีคนสนใจเรื่อง ธรรมะ กระทั่งสนใจว่าเกิดมาทำไม. นี่ถ้าจะให้เข้ารูปกันกับธรรมะ มันจะต้อง ตอบว่า เกิดมาเพื่อรู้ธรรมะ มากกว่าอย่างอื่น : เพราะว่าที่จริงนั้นมันไม่ได้เกิดมา เพื่ออะไร ไม่ได้มีอะไรเกิดมา ; แต่ความหลงผิดมันหลงไปว่า มีอะไรเกิดมา มี ตัวเราเกิดมา. เมื่อความจริงมันไม่มีอะไรเกิดมา มันก็ไม่ต้องมีวัตถุประสงค์มุ่งหมาย อะไรก็ได้. แต่ถ้าสมมุติว่าความรู้สึกอย่างนี้ เป็นความรู้สึกของปุถุชนสามัญว่า เกิดมาแล้ว ทีนี้ก็ถามขึ้นว่า เกิดมาเพื่ออะไรกัน. มาเพื่อหาเงินจนตายไม่รู้จักหยุด จักหย่อน, มาเหน็ดเหนื่อยจนตายไม่รู้จักหยุดจักหย่อน, หรือว่ามาเพลิดเพลินสนุก สนานไม่รู้จักหยุดจักหย่อน, เกิดมาเพื่อต้องบริหารร่างกายให้ปรกติสุขอยู่เสมอไม่รู้ จักหยุดจักหย่อน, เกิดมาเป็นทาสของร่างกาย อย่างนี้น่าสนุกไหม ? มันถ้วนแต่จะ ต้องคิดดูทั้งนั้น. ถ้าสมมุติว่าเราเกิดมา มีภาระหน้าที่ผูกพันทุกอย่างทุกประการ ทั้ง ข้างนอกและข้างใน ทั้งส่วนสังคมและส่วนตัวเราล้วน ๆ ทั้งส่วนร่างกาย ทั้งส่วน [๓๑ ]

น.266 จิตใจ อย่างนี้แล้ว เราจะเห็นได้ทันทีว่า การเกิดมานั้น มันเป็นความทน ทรมาน ; ฉะนั้น ความมุ่งหมายของการเกิดมา ก็เพื่อจะศึกษาให้เอาชนะ ความทนทรมาน หรือความทุกข์ให้ได้. ถ้าคิดอย่างนี้ค่อยง่ายหน่อยว่า เราเกิด มาเพื่อเอาชนะความทุกข์ จะจริงหรือไม่จริงนั้น จะต้องคิดดูด้วยตนเองทุก ๆ ท่าน อย่าไปเชื่อดายตามคำที่มีเขียนไว้อย่างนั้นอย่างนี้ กล่าวไว้อย่างนั้นอย่างนี้ เราเกิดมาเพื่ออะไรกันแน่ และที่มันมีอยู่เอง เป็นอยู่เอง เป็นไปเอง โดยใครบังคับ มันไม่ได้นั้น คืออะไรกันแน่? คือการที่ต้องรับภาระบริหารร่างกาย จิตใจ ชีวิต การงาน เรื่อยไป อย่างนี้ใช่หรือไม่ ? แล้วมันเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ? ถ้ามันเป็น สุขก็ดีไป เพราะเมื่อเป็นสุขอยู่ในตัวเองแล้ว ก็ไม่ต้องทำอะไรก็ได้ ; แต่ถ้าว่าเกิด มาเพื่อทุกข์ มันก็มีปัญหาที่จะเอาชนะความทุกข์นั้นให้ได้. โปรดอย่าใช้คำว่าหนีทุกข์ ! เพราะคำว่าหนีทุกข์นั้น ไม่ใช่คำ เดียวกับคำว่า เอาชนะความทุกข์. แม้แต่คำว่าดับทุกข์ ก็ไม่น่าจะใช้ ถ้าจะ ใช้คำว่าดับทุกข์ ต้องอธิบายให้ถูก; ส่วนเรื่องหนีทุกข์นั้น เป็นอันว่าไม่ต้องพูด ถึง มันผิดด้วยประการทั้งปวง ; จะมีศาสนาไว้เพื่อให้หนีทุกข์นั้น เป็นเรื่องงมงาย โง่เขลาอย่างยิ่ง ; หรือแม้ที่สุดแต่ว่าบวช ออกจากบ้านเรือนไปบวช นี้ก็ไม่ใช่เพื่อ จะหนีทุกข์; นั่นเป็นคำพูดที่ว่าเอาเอง มันผิดอย่างยิ่ง ; ที่ถูกมันต้องเพื่อเอา ชนะความทุกข์. แม้ที่พูดว่าเพื่อดับทุกข์นั้น ก็ไม่ค่อยถูก หรือถูกครึ่งเดียว ผิด ครึ่งถูกครึ่ง ; คือว่า เราไม่ต้องไปเหน็ดเหนื่อย มัวไปดับทุกข์มันอยู่ ; มัวไปดับ มันทำไม เรามีวิธีใดวิธีหนึ่ง ที่ไม่ให้มันมาทำอะไรเราได้ก็แล้วกัน . นั่น แหละเรียกว่าเอาชนะความทุกข์ เราทำให้ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ

น.267 ความตาย ความอะไรทุก ๆ อย่างนั้น ไม่มีความหมายไปเลย ; มันเป็นตัวมันเอง ไปตามเรื่องตามราวของมันเถิด มันไม่มาทำอะไรเราได้ก็แล้วกัน. นี่ ถ้าเข้าใจอย่าง นี้แล้ว จะต้องเรียกว่า เราเกิดมานี้ เพื่อเอาชนะความทุกข์ ไม่แพ้แก่ความ ทุกข์ ไม่ต้องหนีทุกข์ และไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยไปดับทุกข์ ; เหมือนกับพูดว่า "เอาไม้สั้น ไปรันอุจจาระ " แสดงว่ามันยุ่งเปล่า ๆ มันเลอะเทอะเปล่า ๆ มัน สกปรกเปล่า ๆ; ความทุกข์นี้ก็เหมือนกัน : เราไม่ไปแตะต้องกับมัน โดยที่เรามี วิธีที่ฉลาด ที่จะอยู่เหนือที่จะเอาชนะมันได้ ก็พอแล้ว. ทีนี้ เราก็มีปัญหาต่อไปว่า มีความทุกข์ชนิดไหนบ้าง ที่ทางวัตถุ นี้เอาชนะไม่ได้. คำว่า " ทางวัตถุ" นั้น อาตมาหมายถึงมีเงิน มีทอง มีอำนาจวาสนา และมีวัตถุ มีความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุ มีความรู้ทางวัตถุนี้ กระทั่งมีเงินมาก มีทรัพย์สมบัติมาก มีอำนาจวาสนามาก มีเครื่องมือสารพัดอย่างนี้ แล้ว ยังมีความทุกข์ชนิดไหนอยู่อีก ที่อำนาจทางวัตถุเช่นนี้ เอาชนะมันไม่ได้ ลอง คิดดูต่อไป. ในที่สุด เราก็จะย้อนมาพบว่า ความทุกข์ที่เกิดมาจากความเห็น แก่ตัวตน คือตัวกู ของกู ที่ปรุงแต่งขึ้นมานี้แหละ เป็นสิ่งที่วัตถุแก้ไม่ ได้ ชนะไม่ได้ เพราะว่าสิ่งนั้นแหละ มันปรุงวัตถุขึ้นมา หรือวัตถุไปตกอยู่ใต้ อำนาจของสิ่งนั้น ถูกสร้างขึ้นมาโดยสิ่งนั้น ; ฉะนั้น วัตถุแม้จะมีมาก มีอิทธิพล สูงอย่างไร ก็จะแก้ความทุกข์ชนิดนี้ไม่ได้ จึงต้องอาศัยสิ่งอื่นที่ดีกว่าที่ ประเสริฐกว่า มากมายทีเดียว. นั่นแหละ คือ ธรรมะ ! ธรรมะจะเข้ามาที่

น.268 ตรงนี้ มีช่องทางที่ธรรมะจะต้องเข้ามาตรงนี้ เพื่อเป็นประโยชน์แก่เรา ; เราจึงรับ เอาธรรมะเข้ามาในฐานะเป็นเครื่องมือ สำหรับเอาชนะความทุกข์ประเภทที่วัตถุช่วย แก้ให้ไม่ได้นั่นเอง. ท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ลองคิดดูให้ดีว่า เรากำลังมีสิ่งที่ว่านี้ มี เครื่องมืออันนี้ แล้วหรือยัง ; หรือว่า สิ่งที่เรากำลังเรียน กำลังทำ กำลังศึกษา กำลังมุ่งมาดปรารถนานั้น มันออกไปจากขอบวงของวัตถุแล้วหรือยัง ; หรือว่ายังตก อยู่ในวงของวัตถุ ยังเป็นเรื่องมัวเมาทางวัตถุ ; ถ้าอย่างนั้นมันก็ยังไม่ใช่ธรรมะ. เราจะต้องอยู่เหนือนั้นไปอีก จะต้องมีจิตใจ มีความรู้สึก ที่อยู่เหนือวัตถุ จึงจะเป็น ธรรมะ จึงจะมาควบคุมวัตถุ ที่เป็นปัญหายุ่งยากในชีวิตประจำวันได้. ปัญหา ยุ่งยากในชีวิตประจำวัน หรือชีวิตประจำวันที่เป็นปัญหายุ่งยากนั้น ไม่มีอะไรเลย ล้วนแต่เนื่องมาจากวัตถุทั้งนั้น. ความยุ่งยากเหล่านี้ไม่อาจจะเกิดมาจากธรรมะ หรือจากเรื่องทางฝ่ายธรรมะ ซึ่งเป็นเรื่องทางจิตใจได้เลย. แต่เมื่อจิตใจตกมาเป็น บ่าวของวัตถุ เป็นทาสของวัตถุ หมดอิสรภาพแล้ว วัตถุก็สร้างปัญหาชิ้นแก่จิต ใจในชีวิตประจำวัน. เราจะแก้อย่างไร ? เราต้องมี สิ่งที่เหนือกว่า คือธรรมะ ที่สามารถจะครอบงำอำนาจของวัตถุได้ นั่นเอง. นี่แหละเราจะพบว่า มีความ ทุกข์อยู่อีกแบบหนึ่ง ซึ่งวัตถุไม่อาจจะเอาชนะได้ แต่จะต้องเอาชนะด้วยสิ่งซึ่งมี อำนาจเหนือวัตถุ คือ "ธรรมะ" ในฝ่ายทางจิตใจ หรือทางฝ่ายวิญญาณ ที่ หลาย ๆ คนไม่ชอบให้เอ๋ยชื่อถึงนั่นเอง. เมื่อเป็นดังนี้ก็แปลว่า ธรรมะนั้นเป็น เรื่องจำเป็นอย่างยิ่งในส่วนนี้ คือในชีวิตประจำวันนี้เอง.

น.269 ปัญหาควรจะเดินต่อไปว่า เมื่อเป็นดังนั้นแล้ว อะไรจะเป็นสิ่งที่ดี ที่สุดที่มนุษย์เราควรจะได้ เป็นประจำวัน ! คือว่าเรื่องทางวัตถุกันแน่ หรือเรื่อง ทางจิตใจกันแน่ ที่เราควรจะได้ในฐานะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเป็นประจำวัน หรือตลอดชีวิต ? ข้อนี้พุทธศาสนาไม่ได้เป็นเอามาก ๆ จนถึงกับรังเกียจฝ่ายโน้น รักฝ่ายนี้ โดยส่วน เดียว ; เพราะว่าถ้าทำดังนั้นก็ไม่เป็นสายกลาง ไม่ใช่เป็นมัชฌิมาปฏิปทา. เราไม่ รังเกียจอะไรหมด แต่แล้วเราก็ไม่หลงรักอะไรหมด : แต่ว่า เรายังมีสติปัญญาที่ จะควบคุมมันทุกอย่างทีเดียว สำหรับวัตถุนั้น เราต้องใช้ เราต้องเข้าไป เกี่ยวข้องเสมอ แต่เราทำไปด้วยสติปัญญา หรือด้วยธรรมะที่ควบคุมมันได้ เพราะ ฉะนั้นมันจึงเป็นวัตถุหน้าใหม่เข้ามา คือเป็นวัตถุที่ถูกควบคุมแล้ว ที่ควบคุมได้เป็น อย่างดีแล้ว และ อยู่ในอำนาจของเรา . ทีนี้ เรื่องทางฝ่ายนามธรรมหรือทางฝ่ายจิตใจ เราก็ระบุเอาเฉพาะ ตรงที่เป็นความรู้อย่างถูกต้อง อย่างพอเพียง อย่างในระดับกลาง ; ไม่ต้องเป็นเอา มาก ๆ เหมือนกับคนบางพวกที่คิดว่า จะทำลายร่างกายนี้เสีย ให้เหลือแต่จิตใจ ล้วน ๆ ซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิพวกหนึ่ง ซึ่งบำเพ็ญอัตตกิลมถานุโยค ทำลายร่างกาย หรืออะไรยิ่งไปกว่านั้น ; หรืออีกอย่างหนึ่ง ที่มีกล่าวถึงพวกพรหมชนิดหนึ่ง ที่ไม่มี ใจ มีแต่ร่างกาย เพราะความคิดของเขารุนแรงมากถึงกับเกลียดร่างกาย ไปโทษร่าง กายว่า เพราะมีร่างกายนี่แหละ จึงเกิดความทุกข์ขึ้น อย่างนี้ก็มี. เรื่องจริง ๆ จะ มีได้อย่างไรนั้นไม่แน่ แต่ความคิดอย่างอุตริวิตถารเช่นนี้นั้น มีได้แน่ มีได้แก่คน ที่ชอบคิด หรือตั้งใจคิด และคิดรุนแรงตะพิดตะพือไป.

น.270 นี้ พระพุทธศาสนาเราจะถือหลักไปในทางที่ว่า จะมีจิตใจที่ควบคุม แล้ว จะมีวัตถุที่ควบคุมแล้ว จัดแจงปรับปรุงสร้างสรรให้สัมพันธ์กันเป็น อย่างดีแล้ว คือในสภาพที่เหมาะสมแก่การที่จะไม่เป็นทุกข์นั่นเอง. ปัญหาที่ว่า อะไรเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์เราควรจะได้นี้ ขอให้จำเอา ไปด้วย ; ถ้าคิดปัญหาข้อนี้ถูกแล้ว การใช้ธรรมะในชีวิตประจำวันจะง่ายดายที่สุด. แต่ถึงอย่างไรก็ดี เราก็ยังจำเป็นที่จะต้องแยกเรื่องวัตถุกับเรื่องทางวิญญาณ หรือจิต ใจนี้ ออกเป็น ๒ เรื่องได้เสมอไป เพื่อเห็นความแตกต่าง แล้วควบคุมให้ได้นั่นเอง คือเราจะต้องมองให้เห็นว่า พวกที่หลงไปทางวัตถุนิยมนี้ เขาแสวงหาความสุขจาก วัตถุ และด้วยการตามใจกิเลส. นี่ ขอให้จำประโยคนี้ให้ดี ๆ ว่า พวกที่ตก ไปฝ่ายวัตถุนั้น จะแสวงหาความสุขจากวัตถุ ด้วยการตามใจกิเลส . นี่แหละเราทุกคนกำลังหวังที่จะแสวงหาความสุขจากอะไรกันแน่; จากวัตถุต่าง ๆ ที่เรามุ่งหมายจะสร้างสม สะสมขึ้นข้างหน้าให้มากมายใช่หรือไม่ ? หรือมุ่งหมาย จะแสวงหาความสุขจากการกระทำต่อจิตใจให้ถูกต้อง และให้เกิดความสงบสุขอย่าง ประเสริฐขึ้นมาโดยไม่ต้องเกี่ยวกับวัตถุเลย ? ถ้าเรามุ่งหมายทางวัตถุตะพึดตะพือไป โดยถือหลักว่า เมื่อวัตถุสมบูรณ์ แล้ว จิตใจก็สมบูรณ์เอง เมื่อวัตถุถึงที่สุดแล้ว จิตใจก็มีความสุขถึงที่สุด ; ก็ขอ ให้ทราบว่า นี่แหละคือ Dialectic Materialism ซึ่งเป็นต้นกำเนิดและหัวใจของ คอมมูนิสต์ ; จะเอาหรือไม่เอา ก็ลองคิดดูเอง ! ทีนี้ ถ้าหากว่า แสวงหาความสุขทางฝ่ายนามธรรม ซึ่งอยากจะเรียก หรือขอเรียกไปที่ว่า มโนนิยม ; เพราะไม่ทราบว่าจะเรียกว่าอะไร มันเป็นการ

น.271 บัญญัติคำที่ก้าวหน้าเร็วเกินไปก็ได้ ขอเรียกไปทีก่อน เพื่อพอพูดกันได้เท่านั้นเอง ; คือถ้าเราไม่เป็นวัตถุนิยม แต่เป็น มโนนิยม แล้ว ก็แสวงหาสุขจากความเป็น อิสระเหนือวัตถุ ด้วยการแผดเผากิเลสนั้นเสีย ; มันตรงกันข้ามอย่างนี้ . ถ้าเป็นวัตถุนิยม ก็ต้องแสวงหาความสุขจากวัตถุ ด้วยการตามใจกิเลส ปรนปรือกิเลส ; แต่การแสวงหาความสุขจากทางวิญญาณนี้ เป็นมโนนิยม และ แสวงหาความสุขจากความเป็นอิสระอยู่เหนือวัตถุ ไม่ตกเป็นทาสของวัตถุและก็ด้วย การเล่นงานกิเลส แผดเผากิเลส ทำลายกิเลส ไม่ตามใจกิเลส ; มันตรงกันข้าม อย่างนี้. แต่บางคนไม่กล้า. การที่ไม่กล้านี้มีได้หลายอย่าง เพราะอ่อนแอกลัว จะไม่ได้สนุกสนานตามความฝันที่ฝันไว้นานมาแล้ว ที่ฝันมากมาย และยังฝันต่อไปอีก ข้างหน้า โดยไม่สิ้นสุด. ถ้ามีคนกล้า กล้านึก กล้าคิด กล้าตัดสินใจกันใหม่ นี่แหละ จะค่อยเป็นไปได้ คือมีช่องทางที่เราจะเอาชนะวัตถุ ได้. ถ้าเดินมารูปนี้แล้ว ปัญหาในชีวิตประจำวันแทบจะไม่มีอะไรเหลือ คือจะไม่มีปัญหาอะไรเหลือ แต่มัน จะราบรื่นไปหมด ; จะไม่มีปัญหาชีวิตประจำวันเกิดขึ้นมาก จนยื่นคำถามข้อนี้มาก เพราะคงจะล้วนแต่ประสบปัญหาทางวัตถุมาทั้งนั้น ซึ่งจะประมวลได้ว่า เพราะสิ่ง ต่าง ๆ ทางวัตถุนี้ หรือที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกนี้ ล้วนแต่เป็นไปตามที่กิเลส ต้องการ ; ไม่ใช่ที่สติปัญญาต้องการ ; คือมีกิเลสออกมาแสดงบทบาทเป็นใหญ่ เป็นประธานเสียเรื่อย ฉะนั้นจึงมีวัตถุประสงค์มุ่งหมาย คือมี Aim หรือมี Goal อยู่ตรงที่จะได้วัตถุเต็มตามความต้องการของกิเลส. เมื่อเป็นอย่างนี้ มันก็เป็น ไปไม่ได้ ที่จะไม่ให้ปัญหาประจำวันเกิดขึ้นมากมายจนสางไม่ไหว อาตมาใช้ คำว่า จนสางไม่ไหว มันจะเกิดขึ้นมามากมายจนสางไม่ไหว คือปัญหาประ

น.272 จำวันที่มีอยู่ทุกวัน จะเกิดเสียจนสางไม่ไหว ; แต่ถ้ากลับตรงกันข้ามเสียแล้ว ปัญหา ชีวิตประจำวันมันจะสลายตัวไปเองทันที อย่างนี้เป็นต้น ; เพราะฉะนั้น สิ่งที่พวก เราทุกคนกำลังขาดอยู่อย่างยิ่ง ก็คือ ความมีนิพพานเป็นอารมณ์อยู่ตลอดเวลา นั่นเอง. ความมีนิพพานเป็น Goal เป็น Object เป็นวัตถุที่ประสงค์มุ่งหมายอยู่ ตลอดเวลานั้น เป็นสิ่งที่เราทุกคนกำลังขาดกันอยู่ และทำให้ปัญหาประจำวันมี มากขึ้น ในการปฏิบัติหน้าที่การงานของตน. คงจะมีคนบางคนตะโกนอยู่ในใจว่า " มันจะทำได้อย่างไรกันโว้ย ! ” ที่อาตมาต้องใช้คำหยาบคายว่า " โว้ย ” นี้ เพราะมันเป็นความรู้สึกอยู่ในใจของท่านอย่างนั้นจริง ๆ ก็ได้ ; เพราะเหตุเป็นสิ่ง ที่มองไม่เห็นได้ทันที และล้วนแต่มืดมนท์อยู่ไกลสุดเอื้อมไปเสียทั้งนั้น ; คงจะต้อง ตะโกนว่าโว้ยแน่ ; " มันจะทำได้อย่างไรกันโว้ย ” ; การที่จะมีนิพพานเป็น อารมณ์อยู่ได้ตลอดเวลานั้น จะทำได้อย่างไร ? ที่ว่า ยังขาดอยู่ทุกคน นี้ก็อธิบายอยู่ในตัวแล้วว่า มุ่งหมายวัตถุ มุ่งหมายความสุขทางวัตถุ หรือความสุขทางเนื้อทางหนัง ; ไม่ได้มุ่งหมายที่จะ ให้ว่างจากความรบกวนเหล่านี้ ไม่ได้มุ่งหมายที่จะให้ว่างจากตัวกู ของกู ; ต้อง การจะมีตัวกู ของกู ออกรับวัตถุ เป็นเจ้าของวัตถุ บริโภคใช้สอยเข้าของวัตถุ เพลิดเพลินมัวเมาอยู่ด้วยวัตถุ ; อย่างนี้เรียกว่า มีวัตถุเป็นอารมณ์ ไ ม่ใช่มี นิพพานเป็นอารมณ์. ถ้ามีนิพพานเป็นอารมณ์ ก็คือ มีความว่าง ความสะอาด สว่าง สงบแห่งจิตเป็นอารมณ์ ; ไม่มีอะไรรบกวน มุ่งมั่นจะได้สิ่งนั้นอยู่เป็นประจำ นี่เรียก

น.273 ว่ามีนิพพานเป็นอารมณ์ที่มุ่งหมายอยู่ตลอดเวลา. ถ้าถามว่า " จะทำได้อย่างไรกัน โว้ย ” ละก็ ต้องดูให้ดีตรงที่ว่า ชีวิตนี้มันมีสภาพอย่างไร เพราะเหตุไร ดังที่กล่าว มาแล้วข้างต้นนั่นเอง ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น ; จนกระทั่งเห็นชัดประจักษ์ด้วย ตนเองนั่นแหละว่า เพราะมันมีวัตถุเป็นอารมณ์นั่นแหละ มันจึงยุ่งยากไปหมด ทั้งส่วนบุคคล ส่วนสังคม หรือส่วนโลก ทั่วโลก หรือทุก ๆ โลก ถ้าหากจะมี. นี่แหละคือโลกที่มีวัตถุเป็นอารมณ์ ! คอมมูนิสต์ก็มีวัตถุเป็นอารมณ์ ! ประชา- ธิปไตยก็มีวัตถุเป็นอารมณ์ ! อะไร ๆ ก็ล้วนแต่มีวัตถุเป็นอารมณ์ ! ไม่เคยมี ใครมีนิพพานเป็นอารมณ์ ; ปัญหาต่าง ๆ เกิดขึ้นทั่วไปหมด กระทั่งปัญหาจริยธรรม ปัญหาจริยศึกษา ปัญหาศีลธรรมเสื่อม. ปัญหาสิ่งเหล่านี้เสื่อม มีมูลมาจากความ มีวัตถุเป็นอารมณ์. ในโลกนี้ บรรยากาศกลุ้มไปด้วย ความมีวัตถุเป็นอารมณ์ ในแบบอย่างต่าง ๆ กัน ; แล้วก็ได้รบกัน เป็นวิกฤตกาลถาวร ไม่เคยประสบ สันติภาพ. แต่ถ้าทุกคน เห็นโทษแห่งความยึดมั่นถือมั่นเท่านั้น จิตจะน้อม ไปเองเพื่อนิพพาน. คำอย่างนี้พระพุทธเจ้าตรัส ไม่ใช่อาตมาว่า; เป็นพระ พุทธภาษิตที่มีอยู่ในหลักบาลีชัด ๆ. ถ้ามองเห็นโทษของความยึดมั่นถือมั่นในวัตถุเท่านั้น จิตจะน้อมไปเอง เพื่อนิพพาน และนั่นแหละคือมีนิพพานเป็นอารมณ์ ; ฉะนั้นถ้าอยากจะมีนิพพานเป็น อารมณ์ ก็ ง่ายนิดเดียว คือ พยายามดูให้เห็นโทษอันร้ายกาจ ที่ครอบคลุม พวกเราทั้งโดยส่วนรวมและโดยส่วนตัวอยู่นี้ ว่า เพราะมันมีมูลเหตุมาจากความเห็น แก่ตัวเป็นอารมณ์ มีความตกอยู่ในอำนาจของวัตถุเป็นอารมณ์ นั่นเอง. [๓๒]

น.274 ที่นี้ เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้คราวเดียวกัน เราก็อย่าบูชาวัตถุเป็นสรณะ แต่บูชาธรรม ซึ่งไม่ใช่วัตถุ ซึ่งเป็นเครื่องปราบวัตถุนี้ เป็นสรณะ ; มีธรรม เป็นเครื่องรางคุ้มครองไม่ให้วัตถุมาแผ้วพานเรา ; เลยเกิดมีระเบียบ ประพฤติ ปฏิบัติชนิดที่เรียกว่า ธรรม นี้ขึ้น หรือจะเรียกว่า จริยธรรม ก็ได้ อาตมา กล้ายืนยันว่า คำว่า จริยธรรมคำเดียว ก็ใช้ได้ตลอดตั้งแต่ต้นจนปลาย ใช้ได้ ตลอดจนกระทั่งถึงนิพพานได้เหมือนกัน ; ใช้ได้ตั้งแต่เรื่องโลก ๆ จนกระทั่งถึงนิพพาน ทีเดียว. จร แปลว่า ประพฤติ ; อิย แปลว่า ควร ; จริยธรรม แปลว่า ธรรมที่ควรประพฤติ ; ทุกแบบที่ควรประพฤติ เราก็เรียกว่าจริยธรรม เกี่ยว กับเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าท่านได้ทรงวางหลักไว้มากมาย เช่น มรรคมีองค์ ๘ หรือ ย่อลงเหลืออยู่แต่ไตรสิกขา. มันจะเป็นการง่ายมาก ถ้าเราจะพิจารณาดูที่ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่เราได้ยินคุ้นหูกันมากที่สุดว่า ไตรสิกขานี้จะเข้ามาในชีวิตประจำ วันของเราได้อย่างไร. ถ้าเราใช้หลักที่เรียกว่า ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ในชีวิตประจำวันแล้ว ปัญหาเรื่องนี้จะเบาบางลงไปอย่างมากมายทีเดียว อย่างเห็นได้ชัด. คำว่า "ศีล” ๆ นั้น ท่านอย่ามุ่งมั่นอะไรให้มันมากมายไปนัก จะ ต้องนั่งท่องนั่งจด ก็องค์อย่างนั้น ก็่องค์อย่างนี้ ให้มันมากมายไปนัก นั่นมันเป็น เรื่องทีหลัง ซึ่งทำให้ยุ่งมากขึ้นเป็นกลิ้งครกขึ้นภูเขา. คำว่า "ศีล" ควรจะมีความ

น.275 หมายแต่เพียงว่า มีความประพฤติดีแล้ว แล้วก็ใช้ได้แก่ทุกศาสนา ทุกชาติ ทุกภาษา ทุกระบบของวัฒนธรรมในโลกนี้. มีความประพฤติดีแล้วนี้เรียกว่า ศีลมีความประพฤติดีแล้ว ก็คือว่า ไม่กระทบกระทั่งตัวเองและผู้อื่นให้เดือดร้อน ที่ทางการกระทำภายนอก คือด้วยกาย ด้วยวาจา เรียกว่าศีล. เมื่อเราได้ความหมายอย่างนี้แล้ว คำว่าศีลก็จะสากล จนถึงกับใช้ได้ระหว่างชาติ ระหว่างโลกทีเดียว ใช้ได้ตลอดโลก ทั่วโลก. ทีนี้ คำว่า "สมาธิ" นั้น ควรจะมีบทนิยามแต่เพียงว่า สามารถบังคับใจของตนเองได้ตามต้องการ. ขอให้ท่านทั้งหลายสนใจคำนิยามอย่างนี้ไว้ เพื่อเข้าใจธรรมะถูก ตรง และเพียงพอในการที่จะนำไปใช้แก่ชีวิตประจำวันอย่างเพียงพอด้วยเหมือนกัน. คำว่า "สมาธิ" นั้น ไปอ่านหนังสือเรื่องสมาธิดูเถิดอ่านตั้งเดือนก็ยังไม่จบ แล้วก็ไม่รู้ว่าอะไรในที่สุด. แต่ใจความที่ถูก ที่ตรงนั้นก็คือ สามารถบังคับใจของตนเองได้ตามต้องการ ในการที่เราจะใช้มันให้ทำอะไรบ้าง. เดี๋ยวนี้เราไม่สามารถจะมีจิตใจที่เราจะใช้มันได้ตามที่เราต้องการ มันเป็นอย่างนั้น มันเป็นอย่างนี้เสียเรื่อย เพราะฉะนั้น สำหรับคำว่าสมาธินั้น ต้องมีความหมายของคำว่า "กัมมนีโย" ควรแก่การงาน ดังที่กล่าวแล้วแต่วันก่อนนั้น เป็นหลัก. คนเราทุกคนในโลกนี้ ไม่สามารถบังคับใจของตนเองได้ตามที่ต้องการ ; หมายถึงในทางฝ่ายดี ฝ่ายที่ใคร่ในความดี ; แต่ถึงแม้ในฝ่ายที่จะทำชั่วก็เถอะไม่ใช่มันจะทำได้อย่างใจเสมอไป. ใจมันเป็นอย่างนี้เอง เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมีระเบียบการปฏิบัติสักระบอบหนึ่งที่สามารถบังคับใจได้ตามต้องการ. จะฝึกโดยวิธี

น.276 ใดก็ได้ ; ถ้าเราควบคุมใจเราอยู่ในอำนาจ และใช้มันได้ตามต้องการแล้ว เรียกว่าสมาธิทั้งนั้น เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า สมาธิ จึงควรเป็นของสากลอย่างยิ่งถึงที่สุด อีกอย่างเดียวกัน ; คือใช้กับคนชาติไหน ภาษาไหน ศาสนาไหน วัฒนธรรมระบอบไหนก็ได้ ไม่มีผิดเลย ; ใช้ได้ทั้งนั้น. ทีนี้ มาถึงคำว่า "ปัญญา" คำว่าปัญญานี้ จะต้องนิยามความหมายของมันว่า เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างถูกต้อง. ทุกสิ่งในที่นี้ เราเอาแต่ สิ่งที่เข้ามา เกี่ยวข้อง ; เพราะว่าถ้าสิ่งที่ไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง มันก็ไม่มีปัญหา ; ไม่ต้องนึกถึงก็ได้. แต่ทุกสิ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรานี้ เราต้องเข้าใจมันอย่างถูกต้อง. นี่แหละคือตัวปัญญาในพระพุทธศาสนา ที่ทำให้บรรลุมรรคผลนิพพาน ; ไม่มีอะไรมากกว่านี้เลย. ขอให้ท่านสนใจกับทุกสิ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตนี้ อย่างถูกต้อง ก็แล้วกัน ท่านจะแก้ปัญหาชีวิตประจำวันได้ถึงที่สุด. เดี๋ยวนี้เราไม่รู้แม้แต่ว่า รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เหล่านี้คืออะไรกันแน่ เป็นอย่างไรกันแน่ มีอะไร เพื่ออะไร โดยอะไร จากอะไร เราไม่รู้ทั้งนั้น. แต่ว่า ไม่ใช่จะไม่รู้เสียเลย หากแต่ส่วนที่รู้นั้น รู้ผิดทั้งนั้น รู้ไม่ถูกเลย จึงมีค่าเท่ากับว่าไม่รู้ ; เพราะฉะนั้นจึงรวบรัดพูดเสียว่า ไม่รู้. ถ้าเราสามารถรู้จักสิ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรา ทั้งฝ่ายวัตถุและทั้งฝ่ายจิตใจ คือรู้ทั้งวัตถุที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรา และรู้ถึงความรู้สึกคิดนึกเกี่ยวกับวัตถุนั้น ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นประจำวันแก่ใจเรา ; ทั้ง ๒ อย่างนี้เรารู้จักมันอย่างถูกต้องว่า คืออะไร

น.277 จากอะไร เพื่ออะไร โดยอะไร แล้ว ก็เรียกว่า เรามีปัญญาถึงที่สุด ; เพราะ ฉะนั้นเรื่องจึงเป็นอย่างเดียวกันอีกที่ว่า สิ่งที่เรียกว่า ปัญญา นี้ จะเป็นของสากล ใช้ได้ทุกชาติ ทุกภาษา ทุกศาสนา ในวัฒนธรรมทุกระบบ จนกระทั่งทุกโลก ถ้าหากว่าจะมีหลายโลก ; ฉะนั้นท่านจะเห็นได้ว่า ศีล สมาธิ ปัญญานี้ เป็น ของสากลอย่างยิ่ง ไม่มีอะไรควรจะเป็นของสากลไปกว่านี้แล้ว. พระพุทธเจ้า เป็นผู้ที่รู้จริง รู้อย่างยิ่ง จริงหรือไม่ ขอให้ลองคำนวณดู. หรือว่าพระพุทธศาสนา จะเป็นศาสนาสากลได้หรือไม่; ช่วยตัดสินกันอย่างยุติธรรม อย่าลำเอียงเลย ว่า พุทธศาสนาจะเป็นศาสนาสากลได้หรือไม่ ในเมื่อได้วางระบบของศีล สมาธิ ปัญญา ที่เป็นตัวพุทธศาสนาไว้อย่างนี้. เราเอาเพียงสาม คือ ศีล สมาธิ ปัญญา, ไม่ ต้องกระจายออกไปเป็นมรรคมีองค์ ๘; เวลาจะไม่พอ. ขอให้ช่วยไปคิดดูว่า ศีล มีความประพฤติดีแล้ว ; สมาธิ สามารถ บังคับใจได้ตามต้องการ ; ปัญญา เข้าใจสิ่งทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้อง ; นี้มัน เป็นหลักที่ใช้ได้อย่างสากลไหม หรือมันสากลสักเท่าไร มันสากลทั้งหมดใช่ไหม. ดังนั้น ถ้าเราเอาหัวใจของพุทธศาสนาที่มีความหมายอันแจกออกไปเป็น ๓ ประการ นี้ มาใช้เป็นเครื่องมือได้ละก็ ปัญหาทางชีวิตประจำวันในชีวิตประจำวันนี้จะหาย ไปเอง. มีความประพฤติดีแล้ว ; บังคับใจตัวเองได้ ; เข้าใจสิ่งที่เข้ามาเกี่ยว ข้องอย่างถูกต้อง ; นี่เป็นหลัก. ส่วนข้อปลีกย่อยนั้น จะหาพบได้เอง จะหาคำ อธิบายได้เอง. การประพฤติปฏิบัติ มีหลักเพียง ๓ อย่างเท่านี้ ที่สามารถใช้ได้ทุก แขนง ; ไม่ว่าเพื่ออยู่ในโลกนี้ หรือว่าเพื่ออยู่เหนือโลกก็ตาม หรือเพื่อบรรลุมรรค

น.278 ผลนิพพานก็ตาม เพื่อมีความเจริญด้วย ลาภ ยศ ไมตรี อย่างยิ่งในโลกนี้ หรือ โลกสวรรค์ก็ตาม มันไม่อาศัยหลักอื่นเลย อาศัยหลักเดียวกันแท้. แต่ท่านทั้งหลาย อย่าลืมว่า ทั้ง ๓ สิ่งนี้ มันมาจากความไม่เห็นแก่ตัว คือ ความไม่ยึดมั่น ถือมั่นในตัวตน หรือของตนจัด อย่างที่กล่าวแล้วทั้งนั้น ; มันจึงเกิดอาการแห่งศีล สมาธิ ปัญญา ขึ้นมาได้ โดยง่าย โดยตัวมันเอง. ที่นี้ เราจะต้องนึกดูว่า การประพฤติที่เราบัญญัติกันว่าผิดหรือ ถูกนี้ มันมีอะไรเป็นหลัก จึงได้สับสนมาก จนถึงกับเกิดเป็นปัญหาว่า จะฆ่า เบ็ด ฆ่าไก่ขายนี้จะบาปไหม หรือมีปัญหาทำนองว่า ทำอย่างนั้น อย่างนี้ผิดหลัก ศาสนาไหม อย่างนี้เป็นต้น ในปัญหาชีวิตประจำวันนั้น คงจะลำบากใจมากอยู่ด้วย หลักที่จะใช้ตัดสิน ว่ามันผิดหรือถูกแน่ นี้อยู่เป็นอันมากที่เดียว; เพราะฉะนั้นถ้าจะ ให้ปัญหายุ่งยากใจข้อนี้ลดน้อยลงไปบ้าง ก็จะต้องรู้จักแบ่งแยกว่า ความผิดหรือ ความถูกนี้ มันมีอยู่ ๒ ความหมาย ด้วยกัน คือ ผิดหรือถูกโดยทางวินัย นี้อย่าง หนึ่ง ; ผิดหรือถูกทางธรรมะ นั่นอีกอย่างหนึ่ง. เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดกันถึงจริยธรรม ส่วนที่เป็นธรรมะ ไม่ใช่ส่วนวินัย เพราะฉะนั้นก็จะต้องถือส่วนที่เป็นธรรมะเป็นใหญ่ แต่แม้จะถือส่วนที่เป็นวินัยก็ได้ ไม่ชัดกันเลย. แต่เพื่อจะชี้ให้เห็นชัด จึงได้แยกว่า ผิดหรือถูกโดยส่วนวินัยนั้น มันต้องถือเอาตามที่ผู้บัญญัติวินัย ได้บัญญัติไว้ อย่าเอาอื่นเป็นหลักเลย. แต่ถึง อย่างไรก็ดี พระศาสดาเหล่านั้นไม่ใช่เป็นคนเห็นแก่ตัว หรือเข้าข้างตัว หรือตก อยู่ในอำนาจกิเลสมากมาย; และถ้าเป็นพระศาสดาอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว

น.279 ภ ย่อมไม่ตกอยู่ในอำนาจของกิเลสเลย ฉะนั้นสิ่งที่ท่านบัญญัติออกไปนั้น จึงเข้ารูป กันได้กับธรรมชาติ เป็นส่วนมาก หรือเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็ต้องเหมาะสมแก่สังคม. ความผิดหรือถูกโดยวินัยนั้น ต้องถือเอาตามที่พระศาสดาบัญญัติ ฉะนั้นสิ่งที่เรียก ว่าวินัยนี้ ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์ทำ คือเป็น man-made ; ทำด้วยมือของมนุษย์ คือมนุษย์บัญญัติขึ้น เราจึงเรียกว่า ศีลธรรม หรือ Ethic หรือ Moral นี้มัน เป็นเรื่องที่มนุษย์ทำ ; เราไม่เรียกว่า สัจจธรรม หรือ Truth เลย ; ต่อเมื่อ เป็นเรื่องของธรรมะเท่านั้น จึงจะเป็นธรรมชาติทำ โดยธรรมชาติ โดยกฎเกณฑ์ ของธรรมชาติ ไม่ใช่มือของมนุษย์ทำ หรือบัญญัติ ฉะนั้นเราจึงเรียกว่า สัจจธรรม หรือ Truth. นี่แหล่ะ เราจะถือหลักผิดถูกกันอย่างไร ในวันหนึ่ง ๆ ซึ่งถ้าจะมีปัญหา อะไรเกิดขึ้น ที่โต๊ะทำงานก็ดี ที่บ้านที่เรือนก็ดี หรือแม้เมื่อกำลังเดินเล่นอยู่ก็ดี ; ท่านจงรู้จักแยกว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ มันเป็นเรื่องของกฎหมาย วินัย หรือว่า เป็นเรื่องของธรรมะ. ถ้ามันเป็นเรื่องของระเบียบประเพณี ขนบธรรมเนียม กฎหมาย วินัย อะไรเหล่านี้แล้ว ก็ต้องเอาไปตามกฎหมาย วินัย, อย่าไปร้อนใจ, จงไปศึกษาจากคนที่รู้กฎหมาย รู้วินัย รู้ขนบธรรมเนียมประเพณี. ที่นี้ ถ้ามันไม่ เกี่ยวกับเรื่องเหล่านั้น แต่เป็นเรื่องทางธรรมะแล้วละก็ จะต้องศึกษาโดยเหตุผล ตามหลักเกณฑ์ของธรรมะว่า เป็นไปเพื่อกิเลส โดยกิเลส หรือไม่ ; ถ้า เป็นการเพื่อกิเลส โดยกิเลสแล้ว ไม่ไหวแน่ ผิดร้อยเปอร์เซนต์; ถ้าไม่เป็นไป เพื่อกิเลสนั่นแหละ จึงจะเอียงมาในทางฝ่ายถูก. พอไม่มีกิเลสแล้ว มันก็มีสติ- ปัญญาเท่านั้น ไม่มีอื่น ; เพราะฉะนั้น ความถูกจึงอยู่ที่ไม่เป็นไปตามอำนาจของ

น.280 กิเลส คือ ไม่ยึดมั่น ถือมั่น ไม่มีความรู้สึกที่เห็นแก่ตัว ว่าตัวกู ว่า ของกู นั้นเอง. นี่แหละ ถ้าเราต้องเที่ยวถามคนนั้นคนนี้เสียเรื่อย แล้วก็ไม่ต้อง ทำอะไรกันเลย คือ มัวแต่เที่ยวถามว่า นี่ผิดไหม นี่ถูกไหม เป็นปัญหาชีวิตประจำ วันอย่างนี้เรื่อยไป ก็ไม่ต้องทำอะไร ; ฉะนั้นจึงควรจะมีหลักเกณฑ์ที่ตัดสินใจได้ ตามลำพังตัวเอง ในเรื่องผิดหรือถูก โดยอาศัยหลักอย่างนี้. อีกแง่หนึ่ง จะต้องรู้จักคำว่า โดยธรรมชาติ หรือ โดยมนุษย์ทำ ที่มนุษย์ทำนั้น มันไม่ใช่ตามธรรมชาติ เรามักจะรวมเรียกกันว่า Artificial คือ มนุษย์มีความมุ่งหมายปรารถนาดีอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วประดิษฐ์สิ่ง หรือวิธีการ หรือกรรมวิธีอะไรขึ้น อย่างนี้เป็น Artificial นี้ก็อย่างหนึ่ง ; นี่ไม่ใช่ธรรมชาติ เราจึงต้องมองให้เห็นชัดว่า ตามธรรมชาติอย่างไร ; และ Artificial นั้นอย่างไร, มันมีส่วนที่ผิดกันตรงไหน เป็นส่วนสำคัญ. อาตมาจะยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เข้าใจได้ง่าย ๆ สักเรื่อง หนึ่ง ; เหมือนอย่างว่าหมอนหนุนศีรษะนี้ เมื่อหมอนยางเป่าลมมาใหม่นี้ อาตมาจะเรียกมัน ว่าหมอน Artificial ; ส่วนหมอนที่เราใช้มาแต่โบราณนั้นจะเรียกมันว่าหมอนตาม ธรรมชาติเดิม. นี้ลองคิดดูที่ว่า หมอนยางบาง ๆ เป่าลม กับหมอนเดิม ๆ ที่เราเคย ใช้นี้ มันต่างกันอย่างไรบ้าง. หมอนเป่าลมนั้น ถ้ามันต่ำไป จะซ้อนกันสองลูกไม่ ได้ ขยับตัวนิดเดียวมันหล่นออกจากกัน ; แม้จะหนุนลูกเดี๋ยว มันก็ผลุบไปผลุบมา; บางทีขยับตัวผิดท่านิดเดียว มันก็โดดหนีไปเลย เลยหัวเราะกันใหญ่ ; หมอนอย่างนี้ มันเป็น Artificial ; ลักษณะอย่างนี้ไม่เกิดแก่หมอนที่เราใช้กันอยู่ตามธรรมดา

น.281 สามัญเลย. ลองคิดดูว่า โดยเนื้อแท้นี้ เราควรจะมีระบบจริยธรรมเก่าของเรา ที่เป็นไปตามธรรมชาติ คล้อยตามธรรมชาติมากกว่า ; อย่าให้เป็นไปในพวก Artificial ; เป็นระบบจริยธรรมใหม่ ; มันเป็นแบบฝรั่งชาติไหน แบบไหน ก็ตามใจเถิด อย่าไปหลงใหลบูชาเข้า มันจะตกไปในฝ่ายอะไรฝ่ายหนึ่ง ซึ่งไม่ เข้าร่องเข้ารอยกันกับธรรมะ ซึ่งเราก็รู้ดีว่า เพราะไปลุ่มหลงในวัฒนธรรมตะวัน ตกนั้นเอง ; เราไม่ต้องกลัวเขาโกรธ และเราก็ไม่ได้ด่าเขา เพราะเขามีอยู่อย่างนั้น จริง ๆ. ข้อที่ไปหลงนิยมในระบบวัฒนธรรมตะวันตกนี้ มันทำให้ปัญหาทาง จริยธรรม หรือจริยศึกษา หรือศีลธรรมนี้ เกิดขึ้นมากมาย เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้น ในประเทศเขา ยุ่งยากจนสางไม่ไหว จนจะแก้จริยธรรมให้เป็นว่า ศีลข้อ ๓ นี้ ไม่มีในโลก คือ ศีลข้อ กาเมสุมิจฉาจารนี้ ไม่ต้องมีในโลกแล้วด้วยซ้ำไป ซึ่ง ความจริงเป็นอย่างนี้จริง ๆ ด้วย. นี้เราจะทำอย่างนั้นไม่ได้ : ถ้าเราจะทำอย่างนั้น แล้ว ปัญหาชีวิตประจำวันจะเกิดขึ้นพรูไปหมด เหลือที่จะสางไหว เหมือนที่เขา ประสบมาแล้วเหมือนกัน. เรามีพุทธศาสนาเป็นมิ่งขวัญ ! ใช้คำว่า " มิ่งขวัญ " แล้ว ก็ขอให้เข้าใจเอาเองว่า คุ้มครองได้ทุกชนิด. เราจะต้องรักษาเอาไว้ให้ได้ ; เราเพียงแต่มีหลักเกณฑ์อย่างนี้เท่านั้น ปัญหาชีวิตประจำวันที่พรูขึ้นแก่คนพวกโน้น จะไม่มามีแก่พวกเรา. ขอให้ตัดสินใจเสียให้แน่ว่า เราจะเอาชีวิตประจำวันแบบ ไหนกันแน่ คือ จะเอาแบบใหม่ หรือแบบเดิมของเรา เราจะมีการเป็นอยู่ใน ชีวิตประจำวันแบบไหนกันแน่? แบบเดิม หรือแบบใหม่ของเขา ? อันนี้เองเป็น [๓๓]

น.282 สิ่งที่ทำให้เกิดมีปัญหายุ่งยากขึ้น จนต้องมีการสัมมนา การอภิปราย หรือการ บรรยายเรื่องนี้กันอย่างใหญ่โต. ที่นี้ เราย้อนไปพิจารณากัน ถึง ปัญหาชีวิตประจำวันชนิดปลีก ย่อยเฉพาะเรื่อง ซึ่งไม่ใช่ปัญหาพื้นฐาน. ถ้าเราจะมีธรรมะที่เหมาะสม แก่ชีวิต ประจำวันของคนทุกชั้น ทุกชนิดแล้ว เราจะต้องรู้จักเราเอง คือ คนเราเองนี้แหละ ใน ลักษณะอย่างไรบ้าง? อาตมาได้กล่าวแล้วว่า ถ้ากล่าวโดยพื้นฐานทั่วไปแล้ว จริยธรรมก็มีสายเดียว ใช้ได้แก่คนทุกคน ทุกวัย ทุกเพศ ทุกวรรณะ ; แต่ถ้ามา ถึงขั้นที่เป็นปัญหาปลีกย่อย เฉพาะคน เฉพาะเวลาแล้ว เราก็ต้องพิจารณาคนนั่นเอง เป็นพวก ๆ ไปเหมือนกัน. เช่น ได้ยินได้ฟังกันอยู่เสมอ ๆ แล้วว่า มีคนชั้นต่ำ มีคนชั้นกลาง มีคนชั้นสูง ดังนี้ ; โดยวรรณะนั้น ย่อมมีคนชั้นต่ำ ชั้นกลาง ชั้นสูง อย่างที่จะหลีกไม่พ้น. บางคนเข้าใจผิดว่า พุทธศาสนาไม่มีวรรณะ เอามาพูด อย่างนี้ผิดเรื่องไปแล้วก็ได้ พุทธศาสนาไม่มีวรรณะนั้น หมายถึงวรรณะโดยกำเนิด โดยบัญญัติ สมมุติตามชาติกำเนิด ที่เกิดมาจากพ่อแม่ที่เป็นอย่างไรแล้ว ถือว่า ลูกต้องเป็นอย่างนั้น ; เช่นบัญญัติเป็นกษัตริย์ เป็นพราหมณ์ เป็นศูทร เป็นไวศยะ หรือแพศย์ ว่าเกิดมาจากพ่อแม่อย่างไรแล้ว จะต้องเป็นอย่างนั้นเสมอไป นั่นแหละ วรรณะตามแบบฮินดู หรือแบบพราหมณ์สมัยหนึ่ง. วรรณะอย่างนี้ในพระพุทธ- ศาสนาไม่มีจริง และไม่ยอมรับโดยแน่นอน ; แต่วรรณะที่กล่าวเป็นชั้นต่ำ ชั้นกลาง ชั้นสูง ซึ่งมีได้โดยกรรม คือโดยการกระทำของตนเองนั้น มีอย่างเต็มที่ในพุทธ ศาสนา ; อย่างที่กล่าวว่า " กมฺมํ สตฺเต วิภชติ " นี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า กรรมเป็นเครื่องแบ่งแยกสัตว์ . การกระทำเป็นเครื่องแบ่งแยกสัตว์ ให้เป็น

น.283 คนดี คนชั่ว ; ชั่วมาก ชั่วน้อย ; ดีมาก ดีน้อย ; พอที่จะกล่าวได้ว่า เป็นชั้นต่ำ ชั้นกลาง ชั้นสูง นั่นเอง. ขั้นต่ำก็มีความทุกข์มาก หรือมีกิเลสมาก มีความชั่วมาก ; ชั้นกลางก็ เบาบางไป ; ชั้นสูงก็แทบจะไม่มี หรือไม่มีเลย อย่างนี้เป็นต้น. นี้เรียกว่าวรรณะ โดยกรรม หรือโดยการกระทำ อย่างนี้มีอยู่ในพุทธศาสนา. เราไม่อาจให้การศึกษา เท่ากันหมดได้ ไม่อาจจัดระดับการกินอยู่ เป็นอยู่ ดำรงชีพอยู่ เสมอเหมือนกัน ได้ ; นั้นเป็นเรื่องแน่นอน เพราะว่ากรรมเป็นผู้จำแนก ไม่ใช่เราเป็นผู้จำแนก ; คือการกระทำของมนุษย์นั่นเอง ได้จำแนกมนุษย์ให้เป็นชั้นวรรณะอย่างนี้. ถ้า อย่างนี้ ก็ต้องกำหนดให้มีธรรมะเป็นชั้น ๆ อย่างเดียวกัน ; ให้คนชั้นต่ำที่ต้อง เหน็ดเหนื่อยมาก มีการศึกษาน้อย ได้รู้ธรรมะง่าย ๆ เข้าใจง่าย เข้าใจได้ทันที และได้ใช้ประพฤติปฏิบัติอยู่ โดยไม่ต้องให้เป็นทุกข์ เหมือนกับตกนรกทั้ง เป็น. คนแจวเรือจ้าง คนถีบสามล้อ ฯลฯ ในระดับนี้ ต้องการธรรมะ อย่าง ใดอย่างหนึ่ง ข้อใดข้อหนึ่ง ที่เหมาะสมแก่เขาอย่างยิ่ง เพื่อหล่อเลี้ยงจิตใจของ เขาให้คงนิยมทางธรรมะ และมีความสุขทางจิตใจ อยู่ได้โดยไม่ต้องรู้สึกเป็น ทุกข์ทรมาน ; ถ้ามิฉะนั้นแล้วเขาจะเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ; เมื่อเขาทนไม่ไหว เขาก็ จะต้องเลิกอาชีพสุจริต แล้วไปประกอบอาชีพทุจริต และเป็นภัยแก่สังคมอย่าง แน่นอน ; ฉะนั้นในเรื่องเช่นนี้ จึงต้องมีธรรมะ เช่นความสันโดษ เป็นต้น ที่ จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับทุกคน มาให้แก่เขา. ถึงแม้คนชั้นกลาง ชั้นสูง ก็ยังจะต้องใช้ธรรมะข้อที่เรียกว่าสันโดษ เป็น ต้นนี้ ตามสัดส่วนอยู่เหมือนกัน แต่เพราะมีสติปัญญามากพอที่จะแก้ไขหรือจะหา ทางออกได้โดยวิธีอื่น เราจึงมีธรรมะข้ออื่นบ้างที่แปลกออกไป ให้แก่เขา.

น.284 ที่นี้ ถ้าจะถือเอา โดยวัยเป็นประมาณ ก็ต้องมีวัยเด็ก เช่นเด็กอม มือ เด็กโตแล้ว ; วัยหนุ่มสาว, วัยพ่อบ้านแม่เรือน, แล้วก็มีวัยคนเฒ่าคนแก่ ; อย่างนี้มันก็ยิ่งต่างกันมาก เพราะว่าได้เห็นโลก หรือมีประสพการณ์ในโลกนี้ มาก น้อยกว่ากันมาก อย่างที่จะเปรียบเทียบกันไม่ได้ ฉะนั้นเราจึงต้องมีธรรมะที่เหมาะสม แก่วัย ที่วัยนั้น ๆ จะพอรับเอาได้ หรือเข้าใจได้. ข้อนี้ท่านเปรียบไว้ในอรรถกถา ว่า "ขึ้นป้อนข้าวคำใหญ่ ๆ แก่เด็กซึ่งปากยังเล็ก ๆ อยู่ มันก็ร่วงกระจายหมด และบางที่เป็นอันตรายแก่เด็ก เข้าจมูก เข้าตา เป็นต้น มันเป็นเรื่องทำผิด ;" ฉะนั้น จึงต้องมีวิธีที่จะต้องคิดนึกให้ดี ให้มีธรรมะสำหรับเด็ก. ทั้ง ๆ ที่อาตมาได้ กล่าวมาแล้วข้างต้นตลอดเวลาว่า ธรรมะมีเพียงแนวเดียว สายเดียว คือ ความไม่เห็นแก่ตัวตน ; ความไม่ยึดมั่นตัวตนนั้นเป็นแนวเดียวสายเดียวก็จริง แต่เราอาจเอามาย่อยให้เป็นรายละเอียดให้เหมาะแก่ชั้นได้ ; เช่น เด็ก ๆ ก็ไม่เห็น แก่ตัว อย่างที่เด็ก ๆ ควรจะมี ; เช่น ไม่อิจฉาน้อง , ไม่อิจฉาเพื่อน, อย่างนี้เป็น ต้น กระทั่งถึงรู้จักประพฤติปฏิบัติในทำนองเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มากขึ้นตามส่วน. คนหนุ่มสาวมีปัญหาแปลกออกไปอีก เพราะว่าต่อม Gland ต่าง ๆ ทางวัตถุทางเนื้อหนังนี้ เจริญเต็มที่ขึ้นมา ย่อมมีปัญหาโดยธรรมชาติเกิดขึ้น ก็จะ ต้องมีธรรมะอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งมีกำลังมากพอที่จะหยุด ที่จะบังคับความล้น ของความรู้สึกต่าง ๆ ไว้ให้อยู่ในอำนาจ ; มิฉะนั้น ก็จะต้องประกอบกรรมที่ไม่พึง ปรารถนาโดยแน่นอน ; เหล่านี้เป็นต้น. ที่นี้ ก็มาถึงพ่อบ้านแม่เรือน หนักอึ้งอยู่เหมือนกับเป็นวัวลากแอก ลากไถ อยู่กลางทุ่งนาตลอดเวลา เพราะมีภาระมาก นอกจากมีภาระของตัวแล้ว ยังมีภาระ

น.285 ของ ลูก หลาน เหลน คนใช้ คนในครอบครัว คนเกี่ยวข้อง เจ้านายข้างบน คน ต่ำข้างล่าง เหล่านี้มีมากมาย ก็จะต้องมีความอดกลั้นอดทนเป็นพิเศษ พร้อม ๆ กัน กับสติปัญญาที่จะระบายความกดดันเหล่านั้นได้ มิฉะนั้นก็เป็นบ้าตาย ; ธรรมะก็มีให้ เพียงพอในเรื่องนี้. สำหรับคนแก่ เลิกกิจการงานในโลกแล้ว ยังรอวันที่จะแตกดับของ สังขารนี้ มักจะป้ำเป๋อแล้ว แต่กระนั้นก็ยังมีธรรมะประเภทที่ป้องกันความป้ำเป๋อได้. ถ้าหากว่า ได้ประพฤติปฏิบัติในทางสมาธิภาวนา อยู่เป็นประจำแล้ว อาการป้ำเป๋อ จะไม่เกิดขึ้น ให้เด็ก ๆ ลูกหลานเหลนหัวเราะเล่น อย่างนี้เป็นต้น. แต่โดยเฉพาะ อย่างยิ่งก็คือ ในขั้นนี้ นอกจากไม่ป้ำเป๋อ มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ มีปัญญามั่นคง แล้ว ควรจะเป็นไปได้ถึงขนาดที่ว่า สามารถเยาะเย้ยความตายก็ได้ ยิ้มรับ หรือ ท้าความตายก็ได้ โดยที่ให้มีอาการเหมือนกะว่า ความตายเข้ามากระทบใน ลักษณะของคลื่นกระทบฝั่ง ; คือไม่มีความตาย นั่นเอง. ผู้ที่รู้ธรรมะในเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่นดีแล้ว ก็หมดความรู้สึกที่ว่าเป็นตัวเรา หรือของเรา ฉะนั้น จึงไม่มีอะไรที่จะให้ความตายกระทบ ; มันว่างไปหมดอย่างนี้. นี่เป็นปัญหาชีวิตประจำวันของคนแก่ ที่เตรียมพร้อมจะเผชิญกับสิ่งที่เขาเรียกกันว่า ความตาย. ซึ่งที่แท้ไม่ใช่ความตายอะไรที่ไหนเลย มันเป็นเพียงความเปลี่ยนแปลง ของขันธ์ ธาตุ อายตนะ ตามปรกติธรรมดานั้นเอง. ถ้ารู้อย่างนี้แล้วความตายไม่มี ; ความตายก็ว่าง ; ผู้ที่จะตายก็ว่าง. ทีนี้ ถ้าเราจะดูกันถึง งานที่ทำ เราจะมีงานที่กำลังทำ ในขั้นของการ ศึกษา ของการประกอบอาชีพ ของการเก็บเกี่ยวผล และบริโภคผล ; ถ้าเราจะดูถึง

น.286 หน้าที่ที่ผูกพันเราอยู่ เราก็จะเห็นว่า เรามีหน้าที่รับใช้เขา หรือเรามีหน้าที่ถูกเขา รับใช้ ; เราเป็นผู้ดูแลเขา หรือเราเป็นผู้ถูกเขาดูแล อย่างนี้เป็นต้น. หรือจะพูด กันถึง อาการที่กำลังมีอยู่ เราก็มีอาการของความเหนื่อย แสนที่จะเหนื่อย ; เบื่อ ระอาก็มี, เจ็บไข้ได้ป่วยก็มี, รู้สึกว่าจะต้องตายก็มี, นี่อาการที่กำลังมีอยู่ ปรากฏ อยู่อย่างนี้ ; ถ้าหากว่าไม่มีธรรมะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว มันเป็นเรื่อง ตกนรกทั้ง เป็น ทั้งนั้น. อาตมาจำเป็นจะต้องใช้คำว่า ตกนรกทั้งเป็น ; มันจะหยาบคายไปบ้าง ก็ต้องขออภัย แต่ว่าอาตมามุ่งหมายถึงข้อที่ว่า มันเป็นความทนทรมานใน ความหมายเดียวกันกับนรก . ความเบื่องาน ความเหน็ดเหนื่อยต่อการงาน เช่นนี้ ถ้าเราไม่มีธรรมะ มาช่วยแก้ไขในส่วนนี้แล้ว มันจะเป็นการเหนื่อยเอาจริง ๆ และเบื่อเอาจริง ๆ ทำ ไม่ไหวจริง ๆ ; และความเจ็บไข้ต่าง ๆ ก็จะเป็นภัยใหญ่โตมหาศาล เท่ากับภูเขา เลากาไปจริง ๆ. แต่ถ้าเรามีธรรมะตามวิธีที่ถูกต้องของพระพุทธเจ้าแล้ว ในโลก นี้จะไม่มีความเหนื่อย จะไม่มีความเบื่อ จะไม่มีความเจ็บไข้ จะไม่มีความตายอย่าง ที่กล่าวมาแล้ว เป็นต้น. ท่านต้องรู้จักแยกว่า ส่วนเนื้อหนังทางกายนั้นเป็นอย่างไร ; ส่วนทางจิตทางวิญญาณนั้นเป็นอย่างไร ; มันเกี่ยวข้องกันอย่างไร. ถ้าแยกออก จากกันได้ และไม่ถือส่วนไหนว่า เป็นตัวกู ของกูแล้ว สิ่งเหล่านี้จะไม่มี ; ความ เหนื่อย ความเบื่อ จะไม่มีในความรู้สึก. เมื่อเหนื่อย นอนเสียก็แล้วกัน คืนมา มันก็หาย ทางกาย ; ทางใจ มันมีธรรมะ มันไม่รู้จักเหนื่อย ; มีสติปัญญาถูก ต้อง ไม่ต้องเบื่อ ไม่ต้องรู้สึกเบื่อต่ออะไร ; ไปเบื่อให้มันรำคาญใจทำไม ; เฉยหรือว่างอยู่ก็แล้วกัน ; นั่นแหละเป็นสติปัญญาอย่างยิ่ง !

น.287 ความเจ็บไข้นี้ ถ้าเราฉลาดพอแล้ว มันน่าหัวเราะมากกว่าที่จะน่ากลัว ; แต่เราก็หัวเราะไม่ออก เพราะว่าเราไม่มีความรู้ทางธรรมนี้ อย่างเพียงพอ. แต่ โดยเนื้อแท้ของธรรมชาตินั้น มันมีธรรมะมาให้ สำหรับทำให้เรา เกินกว่าจะให้ หัวเราะได้เสียอีก ! ที่นี้ แม้ที่สุดแต่ว่า ปัญหาที่เราชอบพูดกันอยู่บ่อย ๆ เช่น ปัญหาทางการ ประหยัด ปัญหาทางพัฒนา เป็นต้น ซึ่งเป็นที่ต้องการของรัฐบาลอย่างยิ่งนี้ อาตมา ยืนยันว่า ถ้าไม่อาศัยธรรมะเข้ามาช่วยแล้ว เป็นไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ ; จะมี แต่ผักชีโรยหน้า หรือเล่นละครตลกไปทั้งนั้น ไม่สำเร็จประโยชน์อะไรเลย ถ้าเราควบคุม "ตัวกู ของกู " ไม่ได้แล้ว ไม่มีทางประหยัดอะไรได้ ; ประหยัดช่องนี้ไว้ได้ มันไปมีช่องโหว่ที่อื่นใหญ่มหาศาล รั้วกันพรู ๆ ไปที่เดียว มัน ไม่มีทางจะประหยัดได้ ; และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องทางเนื้อหนังนี้ ถ้าได้ทำให้ เกิดความลุ่มหลงมัวเมาเสียแล้ว ไม่มีใครกันมันอยู่ มันรั่วพรู ๆ ไปที่เดียว ; ฉะนั้น เราจะต้องมีธรรมะชนิดที่เพียงพอ ที่ทำให้รู้จักว่า อะไรเป็นอะไร อะไรผิด อะไรถูก ; อะไรดี อะไรเท็จ ; อะไรจริง อะไรไม่จริง ; อะไรจริงแท้ อะไรจริงไม่แท้ ; เราจึงจะควบคุมตัวเราได้ จะมองเห็นสิ่งต่าง ๆ อย่างถูกต้อง แล้วควบคุมมันได้ ให้เกิดการประหยัดจริง เกิดการพัฒนาจริง. แล้วการประหยัดจริง พัฒนาจริงในรูป นี้ มันสนุกอย่างยิ่ง ; อาตมาใช้คำว่า สนุกอย่างยิ่ง นี้ไม่ใช่พูดเล่น : พูดอย่าง ที่มองเห็นและมีเหตุผล : หากแต่ว่าเหลือวิสัยที่จะพิสูจน์ในเวลาเล็กน้อยอย่างนี้เท่านั้น. แต่ขอให้ย้อนไปใช้หลักเดียวกันที่ว่า "ถ้าจิตว่างแล้ว งานเป็นสุข การงาน เป็นสุข ภาระหน้าที่ต่าง ๆ เป็นสุข ; ถ้าจิตวุ่นแล้ว การงานหน้าที่ภาระ

น.288 ต่าง ๆ นั้น เป็นนรกทั้งเป็นที่เดียว คือมีความทุกข์อย่างยิ่งนั่นเอง" อย่า ลืมข้อความที่เคยกล่าวที่แรกในวันแรก ๆ ว่า "ทางนี้สายเดียว สำหรับบุคคลผู้เดียว เดินไปสู่จุดหมายปลายทางแห่งเดียว" นั้นมันไม่มีอย่างอื่น นอกจาก ธรรมะที่เป็น ไป เพื่อว่างจากตัวตน แล้วสามารถแยกออกมาเป็นธรรมะปลีกย่อยต่าง ๆ ได้สารพัดอย่าง เราจะต้องไม่ยึดถือตัวตนนั้นเสียก่อน เราจึงจะละอายแก่บาปได้ กลัวบาปได้ ; ก็จะรักษาศีลได้สำเร็จ จะมีขันติ หรือจะมีสันโดษ หรือจะมีอะไรได้ ทุกอย่าง ตามที่เราควรจะมี. ในที่สุด เราก็มาถึง สิ่งที่อาตมาขอยืนยันอยู่เสมอ ว่า ชีวิตประจำ วันนี้ จะต้องเป็นอยู่อย่างถูกต้อง ตามหลักของอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งได้ กล่าวแล้วอย่างละเอียดแต่วันก่อนว่า มีอยู่อย่างไร และเป็นความถูกต้องอย่างไร เป็นตัวแท้ของจริยธรรมอย่างไร. ถ้ามีสัมมาทิฏฐิอย่างถูกต้องแล้ว จะเป็น เด็กสัมมาทิฏฐิ เป็น หนุ่ม สาวสัมมาทิฏฐิ เป็น พ่อบ้านแม่เรือนสัมมาทิฏฐิ เป็น คนแก่สัมมาทิฏฐิ ; มันมาในรูปนี้ทั้งนั้น คือ มีสัมมาทิฏฐิ เป็นเครื่องคุ้มครองไปหมด ; เมื่อเป็นดังนี้ แล้ว เราก็จะมี ลูกจ้างสัมมาทิฏฐิ มี นายจ้างสัมมาทิฏฐิ มี ผู้ใหญ่สัมมา ทิฏฐิ มี ผู้น้อยสัมมาทิฏฐิ มี ผู้ปกครองประเทศสัมมาทิฏฐิ มี ราษฎร สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ ; แม้จะมีเทวดาหรือพระภูมิ เป็นผู้คุ้มครองสักที ก็ขอให้เป็น สัมมาทิฏฐิ อย่าให้เป็นมิจฉาทิฏฐิ : อะไร ๆ ก็ขอให้เป็นสัมมาทิฏฐิ ; ชนชั้นกลาง ขั้นต่ำ ชั้นสูง อะไรก็ตาม ต้องตั้งอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ เสมอกันหมด ; แล้วสัมมาทิฏฐินี้จะช่วยให้เขาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ว่า ปัญหาในครัว ปัญหาบน

น.289 เรือน ปัญหาข้างล่าง ปัญหาที่ตลาด ปัญหาที่ออฟฟิศ ปัญหาอะไรต่าง ๆ ได้ ด้วยสิ่งที่เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ นั่นเอง; ฉะนั้นอย่าได้ลืมข้อความที่อาตมาเคย กล่าวมาบ้างแล้วว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า " สมฺมาทิฏฐิ สมาทานา สพฺพํ ทุกฺขํ อุปจฺจคุํ = ล่วงพ้นความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงได้ด้วยสัมมาทิฏฐิ ; " ทั้งนี้ ก็ เพราะว่า สัมมาทิฏฐินี้มันเป็นตัวนำ เป็นตัวจูง เป็นตัวเหตุอย่างยิ่ง ของจริยธรรม ทั้งปวง คือเป็นเหตุให้สัมมาอีก ๗ สัมมา ซึ่งได้แก่ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา ฯลฯ เป็นต้นไปนั้นเกิดขึ้นมาได้ เป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ถึงที่สุด ; และสัมมาทิฏฐินั้นเอง ก็เป็นเหตุให้เราเข้าใจธรรมะปลีกย่อยเฉพาะเรื่อง เฉพาะกาล เฉพาะคน ทุกข้อได้ ถึงที่สุด โดยไม่ต้องเรียนในโรงเรียน หรือไม่ต้องเข้าโรงเรียนนักธรรมก็ได้ ; แต่ขอ ให้มีสัมมาทิฏฐิ เท่านั้น. สัมมาทิฏฐินั้น มีมาจากความสังเกตเป็นส่วนใหญ่ : การ พิจารณาอยู่เรื่อย ๆ ไป จะรู้จักสัมมาทิฏฐิ และจะมีสัมมาทิฏฐิเพิ่มขึ้นทุกวัน เท่า ที่อายุเพิ่มขึ้น ; ฉะนั้นเมื่อเด็ก ๆ โตเป็นหนุ่มสาว โตขึ้นมาตามลำดับนี้ ขออย่า ได้ละเลิงลืมตัวจนถึงกับว่า สัมมาทิฏฐินี้เข้ามาไม่ได้ เข้ามาไม่ไหว. นั่นแหละคือ มิจฉาทิฏฐิ ที่ประดังกันเข้ามา สัมมาทิฏฐิก็เข้าไม่จุอยู่เอง. มันล้นอยู่ด้วยมิจฉา ทิฏฐิอย่างนี้ นับว่าเป็นสิ่งที่น่าสลดใจอย่างยิ่ง น่าสมเพชอย่างยิ่ง. มันเป็นเรื่องของ บิดามารดาก่อน แล้วก็เป็นเรื่องของครูบาอาจารย์ ที่จะทำให้สัมมาทิฏฐินี้ มีพืช มี เชื้อที่ดี เพาะปลูกให้ดี แล้วงอกงามเจริญวัยตามขึ้นมา ตามกาลเวลา หรือตามที่ จิตใจเจริญขึ้น จากเป็นเด็ก เป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นพ่อบ้านแม่เรือน เป็นคนเฒ่า [๓๔]

น.290 คนแก่ เป็นชั้น ๆ ไปที่เดียว มีสัมมาทิฏฐเป็นแกนกลางอยู่ตลอดสาย. นั่นแหละคือ สิ่งที่จะให้เกิดเครื่องคุ้มครองป้องกัน หรือสร้างความเจริญ ในปัญหาประจำวันของ ชีวิตเรา. ที่นี้ จะยกตัวอย่าง ธรรมะที่สำคัญสำหรับชีวิตประจำวัน ที่เนื่อง มาจากสัมมาทิฏฐิ มาให้ดูสักอย่างหนึ่ง คือความสันโดษก่อน. ความสันโดษนี่ ถูกเข้าใจผิดอย่างยิ่งนานมาแล้วว่า เป็นสิ่งที่ทำให้ท้อถอยบ้าง, เป็นเครื่องทำให้ หยุดบ้าง, เป็นเครื่องถ่วงความเจริญบ้าง. นั่นมันเป็นความสันโดษชนิดอื่น ; ไม่ ใช่ความสันโดษของพระพุทธเจ้า แต่เป็นความสันโดษของอวิชชา ของโมหะ หรือ ของพระยามาร ของภูตผีปีศาจแห่งอวิชชาอย่างใดอย่างหนึ่งมากกว่า ถ้าหาก ว่าสันโดษนั้น เกิดเป็นเครื่องขัดขวางความเจริญขึ้นมา. สันโดษของพระพุทธเจ้า นั้น จะต้องเป็นเครื่องมืออย่างยิ่ง ใน การที่จะสร้างความเจริญที่แท้จริงขึ้นมา. ข้อนี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "สันโดษ เป็นทรัพย์อย่างยิ่ง" ; คือสันโดษเป็นทรัพย์สมบัติอย่างยิ่ง; สันโดษเป็นเสบียง หล่อเลี้ยงชีวิตอย่างยิ่ง คือเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง เป็นเสบียงอย่างยิ่ง. คำว่า สันโดษ แปลว่า ยินดีด้วยสิ่งที่มีอยู่. นี่คือแปลตามตัว หนังสือแท้ ๆ: "ส" แปลว่า มีอยู่: "ตุฏฺฐิ" แปลว่า ความยินดี: "ตฺุฏฺฐ" แปลว่า ผู้ยินดีแล้ว; สันโดษก็แปลว่า ผู้ยินดีแล้วในสิ่งที่มีอยู่. จริงอยู่ที่คำนี้ ตัวหนังสือมันทำให้อธิบายผิดได้ว่า มีอะไรแล้วก็ยินดีเสีย: แล้วก็นั่งยินดีอยู่นั่น;

น.291 ไม่ลุกไปไหน อย่างนี้มันก็เป็นเรื่องอีกเรื่องหนึ่ง. แต่แท้จริงพระพุทธเจ้าท่าน หมายถึงความพอใจในสิ่งที่มีแล้ว หรือทำเสร็จแล้วนี้ว่า เป็นเครื่องอิ่มใจของบุคคล นั้น เพื่อให้เขาเป็นผู้ที่มีอะไรเป็นเครื่องอิ่มอกอิ่มใจอยู่เสมอ; ฉะนั้น ความสันโดษนี้ พวกฝรั่งเขาจึงแปลว่า Contentment. ท่านครูบาอาจารย์ก็คงเข้าใจ ดีว่า Contentment นี้หมายถึงอะไร. อาตมาจะยกตัวอย่าง ดีกว่าที่จะกล่าวโดย ตรงอย่างนี้. เหมือนอย่างว่า เราปลูกต้นกุหลาบ เพื่อจะเอาดอกอย่างในแจกันนี้; พอเราเตรียมดินเสร็จเท่านั้น ก็ต้องสันโดษ คืออิ่มใจ หรือพอใจว่า เตรียมดิน เสร็จ: พอเราเอาต้นปลูกลงไป ก็ต้องยินดีว่าปลูกต้นลงไปแล้ว; แล้วเราก็ รดน้ำ เราก็ยินดีว่า รดน้ำแล้ว; แล้ว ๙ วัน, ๑๐ วัน, ๒๐ วัน, เดือนหนึ่ง ก็ตาม เรา พอใจเพิ่มขึ้นทุกวัน ว่า ความใกล้เป็นดอกมันใกล้เข้ามาแล้ว! ความเป็นดอกใกล้เข้ามาแล้ว! วันหนึ่ง สองวัน มีความอิ่มใจเพิ่มขึ้นทุกที จน กระทั่งถึงวันที่ดอกกุหลาบบาน ก็ยินดีถึงที่สุด อย่างนี้เป็นต้น. ที่นี้ ฝ่ายตรงกันข้าม คือถ้าไม่มีสันโดษ เพียงแต่ว่าเตรียมดินเสร็จ มันก็ยังมืดมัวเต็มที่ ไม่มีความพอใจ บางทีก็สบัดกันลุกขึ้นไป เป็นเหตุให้ ไม่สนใจ ที่จะปลูกอย่างดี รดน้ำอย่างดี ทำอะไรอย่างดี เพราะไม่สันโดษ เสียตั้งแต่ที่แรกที่สุด คือการเตรียมดินแล้ว : หรือบางทีมันตายเลยตั้งแต่วันปลูก นั้นเอง. ใครเคยทำอย่างนี้บ้าง ขอให้ลองคิดดูเอง. นั้นเป็นเพราะความที่ไม่รู้ จักสันโดษ. แต่นี่ยังเป็นเรื่องเล่นสนุก: เราพูดเรื่องการงานกันดีกว่า.

น.292 นี้ ก็มาถึงเรื่อง ชาวนา ที่ทำงานกลางแดด กลางฝน อยู่กลาง ทุ่งนา พันดินด้วยจอบไม่รู้ว่ากี่ร้อยครั้ง พันครั้ง หมื่นครั้ง จึงจะเสร็จหน้านา ชาวนานั้นก็ยากจน เขาจะต้องสันโดษทุกคราวที่ฟันดิน; อิ่มใจทุกคราว ที่ฟันดิน ว่ามันเสร็จไปครั้งหนึ่งแล้ว หรืออิ่มอกอิ่มใจ หัวเราะร่าเริง ผิวปากเล่น อยู่ได้ ตลอดเวลาที่เขาฟันอยู่ทุกที่. จิตของเขาว่าง มีสติปัญญา มีความพอใจ ไม่ว้าวุ่นอยู่ด้วยความรู้สึกว่า "ตัวกู ของกู" ถึงจะฟันไปสักกี่วัน กี่เดือน กี่ปี ก็ไม่มีความทุกข์เลย และรู้สึกเป็นคนร่ำรวยไปเสียตั้งแต่ขณะที่พื้นดิน ข้าวยังไม่ ได้ปลูก ยังไม่ได้ออกรวงสักที; พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า " สนฺตฺฎี ปรมํ ธน์” สันโดษ=เป็นทรัพย์อย่างยิ่ง" นั้น หมายความว่าอย่างนี้. ที่นี้ไม่ต้องพูดถึงชาวนา แต่ จะพูดถึง กรรมกรแจวเรือจ้าง กรรมกร สามล้อ ดูบ้าง. ถ้าเขาไม่สันโดษแล้ว เขาจะละอาชีพนั้น ไปทำอาชีพทุจริต เบียดเบียนสังคม ; แต่ถ้าเขาไม่สันโดษด้วย และก็ไม่ไปทำทุจริต เบียดเบียนสังคม ด้วย เขาก็จะต้องเริ่มเป็นโรคเส้นประสาท เพราะความทนทรมานใจเกินไป หรือเป็นโรคจิต และตาย; ที่เขารอดชีวิตอยู่ได้ เพราะอำนาจของสิ่งที่เรียกกันว่า สันโดษ แท้ ๆ แต่เป็นธรรมะที่อาภัพอับโชค อย่างที่เรียกว่า ไม่มีใครเหลียวแล ไม่มีใครยกย่อง ไม่มีใครให้เกียรติ ; กลับเห็นสันโดษเป็นศัตรูไปเสียก็มี ; อย่างนี้ มันไม่ใช่สันโดษของพระพุทธเจ้า. สันโดษที่แท้ของพระพุทธเจ้านั้น เป็นมิตรแก่มนุษย์อย่างยิ่ง และท่านทั้งหลายจะต้องใช้ในชีวิตประจำวันเป็นอย่างยิ่ง จะเป็นเสมียนพนักงานก็ตาม จะเป็นผู้บังคับบัญชาก็ตาม ต้องพอใจในสิ่งที่กระทำลงไป มันจิ๋งขยันทำมาก

น.293 ขึ้น ๆ ไม่เบื่อหน่าย ไม่เกียจคร้าน และไม่หงุดหงิด มีความพอใจนี้เป็นเครื่องหล่อ เลี้ยงอยู่เสมอ แม้แต่ในสิ่งที่ทำผิด . เราทำอะไรผิดลงไป เราต้องสันโดษพอใจว่า นี่ก็เป็นครูอย่างดี; อย่าไปเสียใจ อย่าปกปิดเป็นความลับ อย่าซ่อนเร้น อย่าทำ ทุจริตอย่างอื่นเลย, ยินดีเปิดเผยออกมาโดยเห็นว่า ความผิดนั้นก็เป็นครูยิ่งกว่า ความถูก; เพราะความถูกนั้นมีแต่จะทำให้เกิดความสะเพร่าได้มากยิ่งขึ้นไป ส่วน ความผิดนั้นทำให้เกิดความสังเกตระมัดระวังได้มาก ฉะนั้นเราก็ควรจะยินดี แม้ แต่ความผิด; ยินดีรับโทษ เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ให้คุณมากเหมือนกัน; อย่างนี้ทำ ให้คนเราซื่อตรง สุจริต เป็นสุภาพบุรุษ เป็นอะไรต่าง ๆ ได้ เพราะอำนาจของความ สันโดษในสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ กำลังมีอยู่ หรือกำลังเป็นไป. นี่แหละท่านทั้งหลาย ใช้ธรรมะข้อนี้ได้เพียงข้อเดียวเท่านั้น ก็จะมีความสดชื่นสมกับคำว่า Contentment; เป็น ความสดชื่นที่หล่อเลี้ยงจิตใจให้สดชื่น หล่อเลี้ยงโลกให้สดชื่น. ทีนี้ พวกกรรมกร เขาไม่สันโดษ; เขาไม่ถือว่า กรรมเป็นเครื่องแบ่ง แยกสัตว์ให้แตกต่างกัน; เขาเกิดจะยื้อแย่งนายทุนขึ้นมา นี่จะเอาอย่างไร; อย่าง นี้ดีไหม. มูลเหตุที่จะให้เกิดลัทธิกรรมกรลัมนายทุน ที่เป็น ปัญหาใหญ่อย่างเดียว ของโลกในทุกวันนี้ มันเป็นอย่างไร มันมาจากความไม่สันโดษอย่างถูกวิธี ใช่ หรือไม่? ฉะนั้น ถ้าสันโดษยังคุ้มครองโลกอยู่แล้ว ลัทธิอย่างนี้เกิดขึ้นไม่ได้; โดยที่คนในโลกมีความสันโดษไปตามที่กรรมจำแนกให้ว่า ตนต้องเป็นอย่างไร; ดังนั้น คำว่า "กมฺมํ สตฺเต วิภชติ" ดังที่กล่าวแล้วนี้ เราต้องไม่ลืม. ถ้าเราเข้าใจด้วยสัมมาทิฏฐิ ในเรื่องของธรรมะต่าง ๆ โดยเฉพาะ

น.294 อย่างยิ่งในเรื่องของสันโดษนี้แล้ว เพียงข้อเดียวเท่านั้น ก็ยังแก้ปัญหาชีวิตประจำ วันได้เสียเกือบหมดแล้ว ไม่ต้องพูดถึงธรรมะอีกหลายสิบข้อ หลายร้อยข้อ หรือ หลายพันข้อทีเดียว ซึ่งว่ากันว่า มีอยู่ตั้งแปดหมื่นสี่พันธรรมขันธ์นี้ หมายถึง แปดหมื่นสี่พันข้อ; แต่ มันมีไว้เผื่อเลือกทั้งนั้น; ข้อเดียว อย่างเดียวเท่านั้น ถ้าทำถูกต้องถึงที่สุดแล้ว มีประโยชน์อย่างยิ่ง อย่างที่กล่าวมานี้เอง. ฉะนั้น จึงขอสรุปว่า ถ้าเราเข้าใจสันโดษอย่างถูกต้องแล้ว อานิสงส์จะเกิดขึ้น คือ :- ๑. มันเป็นเหตุป้องกันไม่ให้ทำชั่ว ป้องกันไม่ให้เป็นบ้าตาย; ๒. มันเป็นเหตุให้ทำงานสำเร็จ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว ทำงานไม่สำเร็จ เต็มที่; ๓. เป็นเหตุให้รู้สึกรวย รู้สึกเป็นสุข สนุกในการงาน อยู่ตลอด เวลา; นี่แหละจะเอาอย่างไรกันอีก; มันถึงกับไม่ให้ผละ ไปทำชั่ว ไม่ให้ เป็นบ้า และให้การงานสำเร็จ แล้วให้รู้สึกรวย และเป็นสุข อยู่ตลอดเวลา; ข้อ นี้หวังว่าท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลายคงจะนำไปคิด และสนใจเป็นพิเศษว่า การที่จะ สนใจ และนำธรรมะ มาใช้ในชีวิตประจำวันนั้น มันไม่ได้อยู่ที่ว่า ท่าน ทั้งหลายไม่รู้เรื่องนี้เลย และมันไม่อยู่ที่ว่า ท่านทั้งหลายไม่เคยได้ยิน

น.295 ได้ฟังเรื่องนี้; แต่มันอยู่ที่ว่า ท่านได้ยินได้ฟังเรื่องนี้ ในรูปอื่น ใน ความหมายอย่างอื่น ซึ่งผิวเผินบ้าง ซึ่งผิดไปเสียบ้าง; อย่างเรื่องเข้าใจ สันโดษว่า เป็นภัยแก่สังคมเป็นต้น. การที่เข้าใจว่า สันโดษเป็นภัยแก่ความเจริญ ของสังคม เป็นความเข้าใจผิด: และถ้าหลงผิดไปตาม มันก็เป็นเรื่องที่ไม่มีใคร ช่วยได้ พระพุทธเจ้าก็ช่วยไม่ได้ เพราะท่านไม่ได้ว่าไว้อย่างนี้ ทีนี้ ยังมีธรรมะอย่างอื่นอีกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธรรมะหมวด สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ ซึ่งรวมเรียกว่า ฆราวาสธรรม นั้น มันวิเศษอย่าง ยิ่ง ในการที่จะแก้ปัญหาชีวิตทุกอย่างทุกประการได้; แต่อาตมาไม่มีเวลาพอที่จะ บรรยายในวันนี้. ต่อไปนี้ ยังจะขอยืนยันต่อไปว่า ไตรลักษณ์ คือเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่ได้ยินแล้วง่วงนอนทันทีนั้น ยิ่งเป็นประโยชน์มากขึ้นไปอีก แต่แล้วก็ไม่มี เวลาพอที่จะอธิบายให้เห็นชัดได้ จึงต้องขอยกไว้วันอื่น; หรือแม้ที่สุดแต่ธรรมะ ข้อเดียวซึ่งอาตมาตั้งชื่อเอาเองว่า แทนที่จะเรียกว่า ไตรลักษณ์นั้น เรียกว่า เอกลักษณ์ ก็ได้: มีลักษณะเดียวเท่านั้น คือ สุญญตา นั้นเอง; ธรรมะข้อนี้ ได้แก่ ความมีจิตว่างจากความรู้สึกว่า ""ตัวกู ของกู," เป็นธรรมะที่จะแก้ ปัญหาได้หมด ทั้งโดยพื้นฐาน และโดยปลีกย่อย. นี่รวมความแล้วก็คือ การ เป็นอยู่โดยถูกต้องนั้นแหละ: เราจะต้องมีสัมมาทิฏฐิเป็นหลักของการเป็นอยู่โดย ถูกต้อง แล้วก็จะมีศีล สมาธิ ปัญญา ที่สมบูรณ์; จะเข้าใจธรรมะต่าง ๆ ได้ ถูกต้อง จน สามารถเอาธรรมะเพียงข้อเดียว มาแก้ปัญหาได้ทั้งหมด; ใน

น.296 สุดก็จะดิ่งไปในทาง ความนึกที่เฉียบแหลม เข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้ลึกซึ้งจนถึงกะว่า เมื่อธรรมะมีข้อเดียว สายเดี่ยว แนวเดียว เป็นของบุคคลเดียว เดินไปสู่จุดหมาย แห่งเดียวแล้ว ทำไมท่านไม่คิดบ้างว่า เราควรจะเห็นตามที่เป็นจริงว่า แม้แต่ มนุษย์ ก็มีคนเดียว; แม้แต่ศาสนา ก็มีศาสนาเดียว; จุดหมายปลาย ทางของมนุษย์ ก็มีแต่จุดเดียว ! ที่ว่า มนุษย์ทั้งหมดมีเพียงคนเดียว นี้หมายความว่า ถ้าเรามองดู กันในแง่ที่สัตว์ทั้งปวงต้องทนทุกข์ทรมานแล้ว มันเหมือนกันหมด คือถูกโลภะ โทสะ โมหะ ย่ำยี เหมือนกันหมด; "มี "ตัวกู ของกู" ที่ทำให้ชีวิตกลายเป็นนรกทั้ง เป็นขึ้นมานี้ เหมือนกันหมด: ฉะนั้น เราจึงควรจะรักกันเหมือนกับคนคนเดียว ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดเมตตากรุณาได้โดยง่าย. ถ้าท่านขี้โมโหแก่เด็กที่เป็นลูกศิษย์ หรือแก่เพื่อนบ้าน หรือแก่อะไรก็ตาม ขอให้นึกถึงข้อนี้ คือ ข้อที่ว่า ท่านก็คือฉัน ฉันก็คือท่าน; คือ คน ๆ เดียวกันนี้ ล้วนแต่มีความหมายอะไร ๆ เหมือนกันหมด; แม้จะมองกันในแง่สมมุติ หรือแง่ปรมัตถ์อะไร ๆ ก็เป็นคนเดียวกันเรื่อยไป. แม้ใน ทางโลก หรือทางโลกิยะนี้ เราก็สามารถมองเขาในฐานะเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย กันได้ แล้วก็เลยเป็นคนคนเดียวกัน เหมือนกันหมด. เมื่อเห็นว่าโลก นี้ หรือโลกทุกโลก มีมนุษย์เพียงคนเดียว จึงรักกัน: เท่ากับสามารถ รวมคน ทั้งโลกทั้งหมดเป็นคนเดียว มีเมตตากันมากถึงอย่างนี้ ทีนี้ ที่ว่า ศาสนาทั้งหมดมีเพียงศาสนาเดียว นั้น หมายความว่า ทุก ศาสนาล้วนแต่มุ่งหมายจะทำลายความรู้สึกว่า "ตัวกู" ว่า "ของกู" ด้วยกันทั้งนั้น.

น.297 เราอย่าไปเพ่งที่ข้อปลีกย่อยต่ำ ๆ เตี้ย ๆ หรือมูลฝอยของศาสนาเลย ; เราไปเพ่ง เล็งถึงตัวแท้ของศาสนากันเถิด ; เราจะพบว่า มีจุดร่วมจุดเดียวกัน ตรงที่เขาก็ ล้วนแต่มุ่งหมายที่จะทำลายสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู ของกู” คือความเห็นแก่ตัวนี้ด้วย กันทั้งนั้น. แม้ว่าเขาจะไปบัญญัติผลแห่งการทำอย่างนั้นเสร็จแล้ว ว่าเป็นตัวกู อย่างอื่นขึ้นมาอีก เป็นอาตมันบริสุทธิ์ถาวรขึ้นมาอย่างไรอีก ก็ไม่เป็นไร; เขา อยากจะเรียกอย่างนั้นก็ตามใจเขา; แต่ว่าข้อปฏิบัติที่เขาสอน เพื่อให้เข้าถึงความ เป็นอย่างนั้น ก็ล้วนแต่สอนให้ทำลายความเห็นแก่ความสุขทางเนื้อหนัง; ทำลาย ความเห็นแก่ตัวทางเนื้อหนัง หรือทางวัตถุที่เป็นอันตรายนี้เสียก่อน แล้วก็น้อมไป สู่เรื่องทางจิตใจที่สูงขึ้นไป ให้ความรู้สึกที่เป็นตัวกู ของกู นั้นสิ้นไป ไม่เหลืออยู่ หรือไม่แสดงอยู่ก็ได้: นี่แหละ เรามีศาสนาเดียวกันอย่างนี้; แล้วจุดหมายปลาย ทางก็คืออย่างนี้ คือ อยู่โดยไม่มีความวุ่นวาย มีแต่ความว่าง หรือความสะอาด สว่าง สงบ ด้วยกันทั้งนั้น. ปัญหาชีวิตประจำวันก็มีหลักอย่างนี้ ปัญหาพื้นฐานทั่วไป มันก็มีหลัก อย่างนี้; ขอให้เข้าใจแนวสังเขปดังที่กล่าวมาแล้วนี้ ให้แจ่มแจ้งเสียก่อน จึงจะ เรียกว่า เข้าใจวิธีที่จะใช้ธรรมะหรือจริยธรรม ในปัญหาชีวิตประจำวันได้ ใน ลักษณะที่ต่อไปนี้ท่านทั้งหลายจะใช้มันได้เอง. เหมือนอย่างเราจะเรียนความรู้อะไรสักอย่าง เช่น เรียนภาษาอังกฤษ; เราจะต้องเรียนจากครูบาอาจารย์ถึงขนาดที่ว่า พอให้เรียนเองได้ เสียก่อน: ต่อ [๓๕]

น.298 ไปนั้นก็เรียนเองได้. เรื่องเท่าที่อาตมานำมาบรรยายนี้ ก็เหมือนกัน คือ เท่าที่ท่าน ทั้งหลายอาจจะเอาไปเรียนเองได้; ไปค้นคว้าดูเอง จัดระบบเอาได้เอง; แล้ว ดำเนินได้ด้วยตนเองโดยแน่นอน. อาตมาขอยุติการบรรยายในเรื่องนี้ลง เพราะหมดเวลาเพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต