น.299 ในการบรรยายครั้งที่ ๗ นี้ อาตมาจะได้กล่าวถึงจริยธรรม ในฐานะ ที่เป็นเครื่องมือ. แท้ที่จริง ธรรมะหรือที่เรียกว่าจริยธรรมทั้งปวง ย่อมเป็นเครื่อง มือบำบัดความทุกข์ของโลกด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าธรรมะหรือจริยธรรมข้อไหน; แต่ สำหรับในวันนี้นั้น อาตมาอยากจะชี้ให้เห็นจริยธรรม ในฐานะที่เป็นเครื่องมือของ จริยธรรมด้วยกัน อีกส่วนหนึ่งด้วย คือธรรมะประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นเครื่องมือของ ธรรมะประเภทอื่น. นี่ก็ต้องเรียกว่าเครื่องมือเหมือนกัน. ข้อที่ว่าจริยธรรมทั้งปวง เป็นเครื่องมือบำบัดทุกข์นั้น ท่านทั้งหลายควรจะทราบได้เอง เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้ นำมาวินิจฉัยให้ฟัง; ตั้งใจแต่จะวินิจฉัยกันถึงจริยธรรมส่วนที่เป็นเครื่องมือของ จริยธรรมอื่นที่สูงขึ้นไป หรือที่เป็นตัวการสำคัญยิ่งไปกว่านั้น เพราะฉะนั้นขอให้ เข้าใจตามนี้ด้วย.
น.300 ข้อแรกเราจะพิจารณาดูกันถึงคำว่า เครื่องมือ. สิ่งที่เรียกว่า เครื่องมือนี้ สำคัญมากสำคัญน้อยเพียงไรขอให้สนใจเป็นพิเศษ คืออย่าได้ ลำเอียงแก่สิ่งสิ่งนี้ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าเครื่องมือนั้น บางอย่างถ้าขาดเสียแล้วเรา ทำอะไรไม่ได้เลย; เช่นว่าเราจะตัดไม้ จะเป็นไม้ต้นใหญ่หรือต้นเล็กก็ตาม ถ้า ไม่มีเครื่องมือจะตัดอย่างไร จะเอาฟันกัด หรือว่าจะทำอย่างไร; หรือแม้ที่สุดแต่ เรื่องของความเจริญที่เจริญขึ้นมาแล้วถึงขนาดที่มีรถ มีเรือ มีเรือบินใช้ ถ้าไม่มี เครื่องมือ สิ่งเหล่านั้นก็จะเป็นหมันลงในวันใดวันหนึ่ง; ฉะนั้นขออย่าได้ตีค่าเครื่อง มือนี้ว่าเป็นสิ่งเล็กน้อยเลย; มันจะสำคัญมากสำคัญน้อยกว่าของจริงอย่างไรนั้น ลองวินิจฉัยกันดูให้ดี ๆ. สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นเครื่องมือเหล่านั้น ถ้าไม่ถูกนำมาใช้ในฐานะเป็นเครื่อง มือแล้ว มันก็ไม่มีค่าอะไร คือเก็บไว้เฉย ๆ ก็ไม่เป็นเครื่องมือ; ต่อเมื่อนำ มาใช้จริง ๆ จึงจะสำเร็จประโยชน์ และเป็นเครื่องมือขึ้นมา; แต่ถ้าใช้ไม่เป็น มันก็ไม่มีประโยชน์ และเกิดความเสียหายขึ้นด้วย; และถ้าใช้ผิดยิ่งไปกว่านั้นอีก ก็ กลายเป็นอันตราย เช่นใช้เป็นอาวุธเครื่องทำลายกันไปเลย ดังที่เราจะได้ยินได้ฟังว่า มีเรื่องทะเลาะวิวาทและตีกันด้วยเครื่องมือ ซึ่งไม่ใช่เป็นอาวุธเลย แต่ก็ใช้เป็น อาวุธได้. ธรรมะนี้ก็เหมือนกับเครื่องมือเหล่านั้น: ถ้าใช้ไม่เป็น ก็บาดมือได้ เหมือนกัน คือบาดบุคคลผู้นั้น ทำอันตรายแก่บุคคลผู้นั้น อย่างที่พระพุทธเจ้าท่าน ตรัสว่า "พรหมจรรย์ที่ลูบคลำไม่ดี ย่อมเป็นอันตรายแก่ภิกษุนั้น; เหมือนหญ้าคา
น.301 ที่จับไม่ดีแล้วดึงมา ย่อมบาดมือผู้จับฉะนั้น". นี่ขอให้เข้าใจว่า สิ่งที่เราเรียกกัน ว่า เครื่องมือ และรู้ว่ามันเป็นประโยชน์นั้น จะต้องรู้จักใช้ให้ถูก ใช้ให้ดี. เรา ได้เห็นการใช้ธรรมะหรือจริยธรรมนี้ในลักษณะอย่างไรบ้าง ? เราจะเห็นว่าส่วนมาก มีการใช้ไปในทางแสวงหาประโยชน์อย่างอื่น ซึ่งไม่ตรงตามความหมายของธรรมะ เลย; คือไม่ได้ใช้เป็นเครื่องมือนั่นเอง; หรือจะใช้เป็นเครื่องมือ ก็เป็นเครื่องมือ ที่ผิดทาง เช่นเอาไว้พูดกัน ไว้อวดกัน เอาไว้เถียงกัน เอาไว้ทะเลาะวิวาทกัน ด้วยความรู้เรื่องธรรมะ; อย่างนี้เรียกว่าใช้ผิดทาง และไม่ได้ใช้อย่างเครื่องมือ จึง เกิดความแตกแยก เกิดความผิดพ้องหมองใจกัน กลายเป็นอันตรายไปเสีย และ กลับเป็นโทษแทนที่จะเป็นคุณ; เพราะฉะนั้นขอให้เข้าใจให้ชัดเจนลงไปว่า จริย- ธรรม หรือธรรมะนี้ จะต้องใช้ให้ถูกต้อง ในฐานะเป็นเครื่องมือโดยวิธีที่ถูกทาง เสมอไป มิฉะนั้นแล้วก็เป็นอันตรายมากเท่ากันกับที่เป็นคุณ. อยากจะยกตัวอย่างว่า แม้ว่าเราจะช่วยกันพยายามพิมพ์พระไตรปิฎกให้ มากมายท่วมโลก และศาสนาไหนก็พยายามพิมพ์พระไตรปิฎก คือพิมพ์พระคัมภีร์ ของตน ๆ ออกให้ท่วมโลกไปหมดด้วยกันทุกศาสนา มันก็ยังช่วยอะไรไม่ได้ ยัง ไม่มีหวังว่าจะช่วยอะไรได้ เพราะว่ายังไม่ได้ใช้เป็นเครื่องมือ; และอีกที่หนึ่งก็คือ ใช้เป็นเครื่องมือผิด ๆ โดยเรียนรู้มาก แล้วก็อวดกันแต่ความรู้ ทะเลาะวิวาทกัน ข่มขี่กัน ดูหมิ่นดูถูกกัน เช่นเดียวกับที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้อีกแห่งหนึ่งมีใจ ความว่า ธรรมนี้เหมือนพ่วงแพสำหรับข้ามฟาก แต่สาวกบางพวกนั้นแทนที่จะใช้ แพข้ามฟาก กลับเอาไปขายเสีย เอาไม้ไผ่ออกไปขายเสีย หรือว่าชักไม้ไผ่ออกมา หวดตีกันชุลมุนไปเลยเช่นนี้. ฉะนั้น อย่าประมาทว่า มีหนังสือจริยธรรมหรือพิมพ์ ตำรับตำราขึ้นไว้เป็นหลักแล้วจะเป็นอันปลอดภัย หรือวางใจได้.
น.302 อให้เข้าใจว่า พระไตรปิฎกนั้น จะต้องถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับศึกษา และสำหรับปฏิบัติเสียก่อน ธรรมะจึงจะเกิดขึ้นเป็นเครื่องมือสำหรับกำจัดความทุกข์สืบไป. เรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะชักช้ารีรออยู่ไม่ได้ และจะไม่ได้ยิ่งขึ้นทุกที เพราะเหตุว่าโลกเรานี้หมุนเร็วยิ่งขึ้นทุกที. ถ้าเมื่อกล่าวอย่างนี้ บางท่านอาจจะนึกสงสัย บางท่านอาจจะนึกขบขันหรือหัวเราะเยาะอยู่ในใจ ว่าโลกหมุนเร็วยิ่งขึ้นทุกทีหรือ ? แต่อาตมาก็ยังยืนยันว่า โลกหมุนเร็วขึ้นทุกที. ผู้ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์รู้เรื่องโลกดี รู้เรื่องก้อนโลก คือ the globe นี้ดี คงจะยืนยันว่า โลกยังคงหมุนรอบตัวเอง ๒๔ ชั่วโมง ; รอบดวงอาทิตย์ ๓๖๕ วัน ; อะไร ๆ ของมันยังเท่าเดิมนั้นก็จริง นั่นก็ถูก ; เพราะว่าเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ในทางวัตถุ เขาจึงรู้ว่ามันยังคงที่อยู่ หมุนคงที่อยู่. ทีนี้เราไปดูในหัวใจของพวกนักการเมือง หรือพวกนักสงคราม นักเศรษฐกิจอะไร ๆ ดูเถอะ เราจะเห็นว่าใจของเขากำลังร้อนเป็นไฟ ค่าที่สิ่งต่าง ๆ มันเปลี่ยนไปเร็ว มันหมุนไปเร็ว จนเขาทำไม่ทัน ; วันหนึ่ง คืนหนึ่ง คล้ายกับมันมีเวลาน้อยมาก ที่จะให้เขาทำสิ่งต่าง ๆ ให้ลุล่วงได้ทันเวลา ราวกับวันหนึ่งมีสัก ๑๕ ชั่วโมงเท่านั้น ไม่ถึง ๒๔ ชั่วโมง. ส่วนในทางธรรมะนั้น ท่านสอนให้รู้สึกว่า ความทุกข์ที่เกิดมาจาก ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย อะไรทำนองนี้ ได้บีบคั้นรุกเร้าหนักขึ้น ตามที่เราได้อยู่ในโลกมานาน พอที่จะรู้จักสิ่งต่าง ๆ กว้างขวาง จนมีความอยาก มีความทะเยอทะยาน ความหลงใหลมากขึ้นตามอายุ. นี่ขอให้เข้าใจว่า ถ้าเรามองกันในทางวัตถุหรือทาง
น.303 รูปธรรมแล้ว โลกก็หมุนอยู่เท่าเดิม ; แต่ถ้ามองกันในทางจิตทางวิญญาณแล้ว โลกนี้หมุนเร็วยิ่งขึ้นทุกที เท่ากันกับความก้าวหน้าของคนในโลก. ท่านทั้งหลายกำลังรู้สึกว่าขาดแคลนอะไร ๆ อยู่มากมายทีเดียว และกำลังมากมายยิ่งขึ้น คือไม่เพียงพอแก่ความต้องการยิ่งขึ้น ; ยังมีสิ่งที่จะต้องรู้ ต้องทำ ต้องแก้ปัญหา ต้องสะสางต่าง ๆ มากขึ้นอย่างนี้ ; นี้เรียกว่าเป็นเรื่องที่มองให้เห็นชัดในทางวิญญาณ ว่าโลกนี้มันยิ่งหมุนเร็วขึ้นอย่างไร. ถ้าเรามัวมองกันแต่วัตถุ เราไม่อาจจะเข้าใจธรรมะ หรือจริยธรรมได้. ถ้าเรารู้จักมองในทางวิญญาณ ทางด้านลึกของจิตใจ เราอาจจะได้ความเข้าใจที่ถูกต้องกว่า ที่มีประโยชน์แก่เรื่องความดับทุกข์ของเราเร็วยิ่งกว่า. สมมติว่าเราจะมองดูไก่ตีกัน แมวกัดกัน สุนัขกัดกัน เราก็เฉย ๆ รู้สึกว่าไม่เห็นมีอะไร ; และก็เห็นว่ามันผิดด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย มันก็กัดกัน ; แต่ที่คนกัดกัน ทำไมเราไม่เห็นอย่างนั้นบ้าง ; นี่ก็เพราะเราไปมองในด้านวิญญาณ หรือในด้านลึกทางจิตใจ : พวกนักการเมืองในประเทศกัดกันระหว่างกลุ่ม, หรือประเทศระหว่างประเทศกัดกัน, หรือว่าค่ายระหว่างค่ายหลาย ๆ ประเทศรวมกันแล้วกัดกัน, นี่เราทำไมจึงไม่รู้สึกเฉย ๆ เหมือนกับไก่ตีกัน แมวกัดกัน หรือสุนัขกัดกัน อย่างนั้นบ้าง ; นี่เพราะเรามองในด้านวิญญาณสูงขึ้นไปนั่นเอง. แต่ก็น่าแปลกที่ว่า ทำไมเราจึงไม่รู้สึกว่ามันก็เหมือนกันในอีกแง่หนึ่งแล้วก็เกลียดมันเท่า ๆ กันในข้อที่ว่า ต่างฝ่ายต่างก็ลุ่มหลงในวัตถุนิยมด้วยกันทั้งนั้น จึงได้กัดกัน ; จะเป็นสุนัขกัดกัน หรือแมวกัดกัน หรือไก่ตีกัน มันก็เรื่องวัตถุนิยมเป็นมูลเหตุ ; ที่คนรบกัน ทำสงครามยืดเยื้อต่อกัน นี้ก็เรื่องวัตถุนิยมเป็นต้นเหตุ ; มันจึงแปลกอยู่ที่ว่า ทำไมจึงไม่เกลียดวัตถุนิยมที่คนหลงใหล
น.304 แล้วกลับไปนึกดูถูก ดูหมิ่นไก่และสุนัขที่กัดกัน เช่นนี้เป็นต้น; ฉะนั้น ขอให้เรารู้จัก มองในด้านลึก คือด้านจิตหรือด้านวิญญาณลึกยิ่งขึ้นไป จนเห็นความจำเป็นที่เรา จะต้องมีเครื่องมือ ในการที่จะกำจัดภัยอันตรายของวัตถุนิยม ซึ่งเป็นมูลเหตุของ การกัดกัน. ขออภัยที่ต้องใช้คำง่าย ๆ ตรง ๆ อย่างนี้ เพื่อประหยัดเวลา เพราะ มันแสดงความหมายได้ดีกว่า. ถ้าเราพยายามมองให้ละเอียดด้วยสติปัญญาอย่างนี้แล้ว เราจะมองเห็น ชัดที่เดียวว่า ธรรมะหรือจริยธรรมนี้ เป็นเครื่องมืออย่างวิเศษที่จะควบคุม วัตถุที่จะเป็นพิษขึ้นมา คือลัทธิวัตถุนิยมนั้นเอง; และโดยทั่ว ๆ ไปจะต้อง เป็นอย่างนั้นเสมอ; คือจริยธรรมนั้น ถ้าเป็นจริยธรรมแท้แล้ว ไม่ว่าของศาสนา ไหน จะต้องทำหน้าที่อย่างนี้ทั้งนั้น. แต่แล้วมันก็มีปัญหาอย่างที่ว่ามาแล้ว เพราะ ว่าต่างคน ต่างฝ่าย ต่างหันหลังให้ศาสนาของตน; หรือบางพวกถึงกับไม่มีสิ่งที่ เรียกว่าศาสนา เอาเสียเลย. พวกที่มีศาสนาก็เฉยเมย หรือหันหลังให้ศาสนาของ คน; เล่นตลก หรือแก้ตัวได้ต่าง ๆ นานา ในปัญหาที่เกี่ยวกับศาสนา ฉะนั้น บาปกรรมจึงเกิดขึ้นเป็นส่วนรวม ทำให้โลกเราประสบวิกฤตกาลถาวรอยู่เรื่อย เพราะ ว่าเราไม่ใช้ศาสนา, ธรรมะ, หรือจริยธรรม เป็นเครื่องมือให้ถูกวิธีดังที่กล่าวแล้ว; เพราะฉะนั้น จึงหวังว่า ท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลายจะได้ใช้ความพยายามมองดูในแง่ นี้ ให้เห็นความสำคัญที่สุดของสิ่งที่เรียกว่า จริยธรรม นั้น แล้วนำไปใช้ให้เต็มที่ ในความหมายของคำว่า "เครื่องมือ". ทีนี้ อาตมาอยากจะแนะให้พิจารณาเป็นพิเศษลงไป ในข้อที่ว่า ธรรมะ หรือจริยธรรม บางอย่างบางประเภทนั้น เป็นเครื่องมือของจริยธรรม ประเภทอื่น
น.305 ที่ยิ่งขึ้นไป หรือสูงขึ้นไป; สรุปความก็คือว่า ธรรมะก็เป็นเครื่องมือให้แก่ธรรมะได้ เหมือนกัน. เมื่อธรรมะทั้งหมดเป็นเครื่องมือได้โดยสมบูรณ์แล้ว ธรรมะก็บำบัด ความทุกข์ของโลกเราได้. ปัญหายากมันมีอยู่ที่ว่า การปฏิบัติธรรมในชั้นสูงชั้นลึก นั้น มันยาก; แต่เราก็จะแก้ไขได้ด้วยใช้ธรรมะอีกประเภทหนึ่ง เป็นเครื่องมือแก้ไข ความยากนั้น; เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงทรงสอน หรือทรงแนะธรรมะอีก ประเภทหนึ่ง ในฐานะที่เป็นเครื่องมือ; เช่นธรรมะหมวดที่เรียกว่า อิทธิบาท เป็นต้น ก็เป็นธรรมะประเภทเครื่องมือสำหรับปฏิบัติธรรมะที่ยากขึ้นไป เช่นโพชฌงค์ เป็นต้น ให้สำเร็จไปได้โดยง่าย. นี้ขอให้สนใจให้ดี ๆ โดยเราจะตั้งต้นดูไปจากสิ่งที่เรารู้จัก ดีอยู่แล้ว คือการศึกษา ๔ ประเภท ซึ่งท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลายช่ำชองดี และ ได้ยินอยู่แล้วว่า จริยศึกษา พุทธิศึกษา พลศึกษา และหัตถศึกษา. เมื่อมองดูความหมายของสิ่งทั้ง ๔ นี้ให้ประจักษ์; เราจะพบว่า พุทธิศึกษา หมายถึงความรู้ดี; จริยศึกษา หมายถึง ความประพฤติดี; พลศึกษา หมายถึง ความมีกำลังวังชาดี; หัตถศึกษา หมายถึง ความมีปัจจัยเครื่องยังชีวิตดี; ดูเถิดมันไม่ซ้ำกันเลย; แต่ดูให้ดีอีกทีหนึ่งว่า แต่ละอย่าง ๆ นั้น มัน จะไปได้ตามลำพังละหรือ ? ถ้าดูให้ดีแล้วเห็นว่า มันจะต้องอาศัยกันทั้งนั้น; นั้่น แหละคือความที่มันเป็นเครื่องมือให้แก่กันและกัน. แม้ว่าการศึกษาทั้ง ๔ อย่างนั้น แต่ละอย่าง ๆ เป็นเครื่องมือเพื่อกำจัดความทุกข์ กำจัดสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาอยู่ได้ [๓๖]
น.306 ตัวมันเองก็ตาม, แต่พร้อมกันนั้น ต่างก็เป็นเครื่องมือแก่กันและกัน ; เพราะ ฉะนั้น จึงขอร้องว่าอย่ามองข้ามส่วนนี้เสีย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง. ทำไมจึงว่า สำคัญ ? ก็เพราะว่า ถ้าท่านทั้งหลายไม่ใช้การศึกษาทั้ง ๔ นี้ให้เป็นเครื่องมือแก่กัน และกันแล้ว อาจจะล้มเหลวไปทั้งหมดก็ได้ หรือได้ผลแต่น้อยที่สุด. บางยุคบางสมัย คนเรานึกถึงกันแต่เรื่องพุทธิศึกษา คือวิชาความรู้ ผลก็เกิดเสียหายมากมาย จน เห็นค่าของจริยศึกษาขึ้นมา. ทีนี้มาพบต่อไปว่า ถ้าสนใจแต่เรื่องความรู้และเรื่องจริยศึกษา ถ้า อนามัยทางกายหรือทางจิตไม่ดี ก็ไปไม่ไหวอีกเหมือนกัน; ฉะนั้นจึงเกิดมีพลศึกษา หรือการศึกษาประเภทนี้ขึ้นมา ต่อมาพบว่า ถ้าเขาไม่คล่องแคล่วในการใช้มือ ใช้เท้า ใช้อวัยวะ ให้ คล่องแคล่วในการที่จะดำรงชีวิตอยู่ ก็ไปไม่ไหวอีกเหมือนกัน เพราะจะเอากำลังกาย มาจากไหน มันจะมีปัญหายุ่งยากไปหมด จึงอาศัยการฝึกฝนกำลังกาย อวัยวะ เครื่องที่จะใช้นี้ให้ดีขึ้นอีกส่วนหนึ่ง; เพื่อเป็นเครื่องฝึกให้เฉลียวฉลาดด้วย เพื่อ เป็นปัจจัยเครื่องยังชีพด้วย; ฉะนั้นจึงมีขึ้นมาครบทั้งสี่. นี้เรียกว่าเป็นเครื่องมือแก่กัน และกันอย่างที่จะขาดเสียไม่ได้; และเมื่อเป็นเครื่องมือให้กันและกันแล้ว มันก็ แน่นแฟ้นมั่นคงถึงที่สุดด้วยกัน เลยเอาไปใช้เป็นเครื่องมือบำบัดทุกข์ได้ดี ได้จริง ได้ ตลอดชีวิตของบุคคลคนนั้นไป. ขอให้สนใจธรรมะ ในฐานะที่มีลักษณะเป็นเครื่องมือ, มี หน้าที่ เป็น เครื่องมือ; และใช้ให้ถูกต้องนี้ เป็นอย่างมาก.
น.307 ทีนี้ เราจะดูกันให้ละเอียดต่อไปว่า สิ่งที่เรียกว่าเป็นเครื่องมือโดยแท้ จริง และถึงที่สุดอย่างนี้นั้น เอาไปใช้เพื่อทำอะไรกัน? ในการที่ว่าเพื่อบำบัดทุกข์ นั้น หมายถึงทำอะไร; และส่วนใหญ่ที่สุด ที่เป็นหลักพื้นฐานที่สุดนั้น หมายถึง ใช้เพื่อทำอะไร. เพื่อความรู้รอบคอบของท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลาย อาตมาอยากจะแนะ สิ่งที่เป็นศัตรูพื้นฐานที่สุดของมนุษย์เรา. ศัตรูนี้ เราเรียกว่า "ธรรมชาติ" ก็ได้ มันถูกอย่างมากมาย; คือธรรมชาติเป็นสิ่งที่ไม่อำนวยสิ่งต่าง ๆ ตามความประสงค์ ของเรานั่นเอง. เราจะต้องต่อสู้มัน เอาชนะมันให้ได้; เช่นธรรมชาติแห่งความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย; ธรรมชาติแห่งความที่สิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ. เราจะต้องบังคับ หรือต่อสู้ หรือจัด หรือทำมัน ให้ได้เพียงพอแก่ที่เราต้องการ ; และที่จำเป็นอย่างยิ่ง - ก็คือไม่ให้มันเป็นทุกข์ขึ้นมาได้ ไม่ให้ทำความทุกข์ให้แก่เรา ได้. เราเอาเพียงเท่านี้ก็พอแล้ว เหลือนอกนั้นก็ตามใจธรรมชาติเถิด จะเป็นอย่างไร ก็สุดแท้ ปัญหาส่วนที่ลึกลงไปอีกนั้นมันอยู่ที่ว่า ธรรมชาติมันเป็นอย่างนั้นมาแต่ เดิ ม เราจึงถือว่ามันเป็นเหมือนกับสิ่งที่เขาเรียกกันว่า บาปดั้งเดิม หรือ Original sin ของคริสเตียน. ฝ่ายคริสเตียนเขาถือว่า อาดัม กับ อีฟ ได้ทำผิดตั้งแต่ วันแรก ๆ ที่สร้างมนุษย์ขึ้นมาในโลก และความผิดของอาดัม กับ อีฟ ถือเป็น Original sin ของมนุษย์ทั้งหมด ตกทอดมาถึงลูกหลานสมัยนี้ ที่จะต้องทนทุกข์อย่าง นั้นอย่างนี้ ซึ่งจะต้องหันหน้าเข้าพึ่งพระเป็นเจ้าอยู่เรื่อย เพราะบาปดั้งเดิมนั้นยังไม่
น.308 ขาดตอน; ยังมีมาถึงยุคนี้. อย่างนี้มันเข้ารูปกันแล้วกับที่ท่านครูบาอาจารย์ ได้ รบเร้าส่งปัญหามาถามมากมายหลายท่าน ว่าขอให้อธิบายด้วยการเปรียบเทียบ; ขอให้ยกตัวอย่าง ขอให้อุปมา; ทีนี้อาตมาจะลองอุปมา และขอให้คอยฟังให้ดี ก็แล้วกัน. ในฝ่ายพุทธศาสนาเรานี้ก็มีสิ่งที่เรียกว่า Original sin หรือบาปดั้งเดิมนี้ เหมือนกัน; แต่ถ้ามองไม่เห็น ก็กลับจะหัวเราะเยาะว่า มันก็เป็นคริสเตียนไปซิ. ที่จริงมันก็ไม่ใช่คริสเตียนหรืออะไร มันเป็น เรื่องของธรรมชาติโดยแท้ . ไม่ ว่ามนุษย์คนไหน ล้วนแต่จะมีภาวะที่เรียกว่าบาปดั้งเดิมนี้ รบกวนกันอยู่ทั้งนั้น; คือ ความโง่ ความหลง หรืออวิชชา ที่เป็นเหตุให้ทำอะไรผิดพลาดขนาดเห็นกงจักร เป็นดอกบัว อยู่ด้วยกันทั้งนั้น; ฉะนั้น อาตมาอยากจะเล่านิทานอีกจะดีกว่า ไม่ เสียเวลามากนัก เพราะว่ามันแสดงความหมายที่ลึกได้ด้วยตัวมันเอง. นิทานที่จะนำมาเล่าให้เข้าใจในเรื่อง Original sin นี้ เล่าว่า เมื่อพระเจ้า สร้างโลกขึ้นมาใหม่ ๆ นั้น พระเจ้าเห็นว่า สร้างโลกขึ้นมาอยู่เปล่า ๆ ไม่มีอะไร นี้ไม่ได้ประโยชน์อะไร จึงสร้างมนุษย์ขึ้นมาด้วยความหวังว่า เพื่อทำโลกนี้ให้มี ประโยชน์. นี่โปรดช่วยกำหนดจดจำให้แม่นยำ ว่า สร้างมนุษย์ขึ้นมาในโลกนี้ เพื่อ ให้โลก คือ the Globe หรือ the earth นี้มีประโยชน์ อย่าเป็นดินเปล่า ๆ เป็น โลกเปล่า ๆ ทีนี้ มนุษย์คนแรกถูกสร้างขึ้นมานี้ไม่รู้จักแม้แต่ตัวเอง เหมือน กะเด็ก ๆ คลอดออกมาจากท้องแม่ แกไม่รู้จักแม้แต่ตัวแกเองว่าเป็นอะไร; นี่คือ บาปดั้งเดิมมีอย่างนี้. เขาไม่รู้จักว่าตัวเองคือ อะไร: ถูกพระเจ้าสร้างขึ้นมาหยก ๆ
น.309 ใหม่ ๆ เดี๋ยวนี้ เป็นคนแรกในโลก ก็งงถึงกับต้องถามพระเจ้าว่า นี่ฉันเป็นใคร. พระเจ้าบอกว่า แกเป็นคน. เขาก็ยังงงอยู่ว่าเป็นคนนี่น่ะ เป็นทำไม. พระเจ้าว่า เป็น เพื่อทำให้โลกนี้มีค่า มีประโยชน์ หรือ มีความงดงาม น่าอยู่ น่าดูขึ้น. เขา ก็ถามว่า จะให้อยู่นานเท่าไร จะต้องทำอะไรมากน้อยเท่าไร. พระเจ้าบอกว่า ให้ อยู่ ๓๐ ปี ทำประโยชน์ในโลกนี้ ๓๐ ปี; แล้วก็ปล่อยให้มนุษย์นั้นทำไปตามข้อตกลง. ทีนี้ พระเจ้าเห็นว่า ถ้ามนุษย์ไม่มีสัตว์ที่เป็นเครื่องมือ: เพราะเครื่องมือ นี่สำคัญ; แล้วมนุษย์จะทำมาหากินอย่างไรได้ จึงได้สร้างสัตว์ประเภท วัว ควาย เป็นต้น ที่จะเป็นเครื่องมือทำนา เลี้ยงชีวิต ทำกสิกรรม เกษตรกรรมต่าง ๆ ขึ้น มา. วัวก็ถามพระเป็นเจ้าด้วยความงง เหมือนกะที่มนุษย์เคยถาม ว่าฉันเป็นอะไร. พระเจ้าก็ว่า แกเป็นวัว. เป็นทำไม ? ตอบว่า เป็นเครื่องมือให้มนุษย์ทำกิน ทำนา ไถนา. ถามว่า จะให้ทำนานเท่าไร ทำกี่มากน้อย; ตอบว่า ๓๐ ปี. แต่วัวนั้นมีปัญญา มาจากไหนก็ไม่ทราบ ได้ค้านว่า ๓๐ ปีนี่นานเกินไปสำหรับทำงานหนัก ไม่ยุติธรรม เลย ควรจะให้อยู่น้อยกว่านั้น. พระเจ้าก็เห็นจริงด้วย ก็เลยเอออวยว่า วัวไม่ต้อง อยู่ถึง ๓๐ ปี คือไม่ต้องทนทำงานนานถึง ๓๐ ปี; มีอายุเพียงสักประมาณ ๑๐ ปี ก็แล้วกัน. นี่คิดดูเถิด แม้แต่วัวก็รู้จักว่า เวลามากเกินไป มันต้องทนทุกข์ทรมาน มากเกินไปนั้นน่ะไม่ไหว; แต่มนุษย์ ไม่เห็นพูดอะไรสักคำ สามสิบปีก็สามสิบปี; มิหนำซ้ำ มนุษย์นี้ค่อยยอบค่อยคลานเข้ามาหาพระเป็นเจ้า แล้วขอร้องวิงวอนอย่าง ยิ่งว่า ยี่สิบปีที่ลดให้วัวนั้น ขอให้เอามาเพิ่มให้แก่คนเถอะ. พระเป็นเจ้าได้ฟังก็รู้สึก เกลียดน้ำหน้าคนที่ตะกละหรือละโมภถึงเพียงนี้ ทั้งไม่รู้ว่าจะลงโทษอย่างไรดีให้สาสม กัน; แต่แล้วก็พบว่า การที่เพิ่มให้มันอีกยี่สิบปีนั้นแหละ เป็นการลงโทษสาสมกัน คือให้มันได้ของตัวไป ๒๐ ปี เอาไปบวกให้มนุษย์เป็น ๕๐ ปี; ให้มีอายุอยู่ได้ ๕๐ ปี.
น.310 พระเป็นเจ้าเห็นว่า มนุษย์ยังไม่มีสัตว์ประเภทช่วยอารักขา ไม่มี เครื่องมือสำหรับอารักขา จึงได้สร้างสัตว์ประเภทสุนัขเฝ้าบ้านขึ้น ให้ช่วยมนุษย์ใน การอารักขา. สุนัขก็งงอย่างที่มีมาแล้ว จึงถามพระเจ้าว่า ฉันเป็นอะไร. พระเจ้า บอกว่า เป็นสุนัข. เป็นทำไม ? ก็ว่าให้ช่วยเฝ้าทรัพย์ แล้วอย่าหลับอย่านอนเสีย. ถามว่ามีอายุนานเท่าไร; ก็ตอบว่า สามสิบปีอีก. พระเจ้าเอากฎเกณฑ์ ๓๐ ปีมา ใช้เรื่อย; สุนัขมานึกดูว่า อดนอนตั้ง ๓๐ ปี ไม่สนุก ไม่ยุติธรรม อ้างเหตุผล ต่าง ๆ นานาให้ลด; พระเจ้าก็ต้องลดด้วยความเห็นใจ ก็คือลดให้ ๒๐ ปีอีก ว่า สัตว์ประเภทสุนัขนี้ให้มีอายุอยู่สัก ๑๐ ปีโดยประมาณก็แล้วกัน ก็เลยตกลงกันได้; เลยเป็นว่าสุนัขมีอายุประมาณราวนั้น. ทีนี้คนเรานี้แหละอุตส่าห์แข็งใจยอบคลานเข้า มาพินอบพิเทากระซี้กระเซ้าพระเป็นเจ้าอีกว่า ที่สุดให้สุนัข ๒๐ ปีนี้ กรุณาเอามา เพิ่มให้แก่คนเถิด. พระเป็นเจ้ายิ่งโมโหหนักขึ้นกว่าทีแรก คิดว่าจะทำอย่างไรให้ สาสมแก่ความตะกละของมนุษย์สักที; แต่แล้วก็ไม่พบวิธีไหนดีกว่าที่จะต้องเพิ่มให้ มันอีก; แล้วก็เพิ่มให้มันอีก คือยอมเพิ่มให้มันตามที่ต้องการอีก ๒๐ ปี; เป็น อันว่าคนก็ได้อายุของสุนัขมาอีก ๒๐ ปี รวมเป็น ๗๐ ปี. ต่อมาพระเจ้าเห็นว่า สัตว์ที่เป็นเครื่องบันเทิงเริงรื่นของมนุษย์นี้ยังไม่มี คือเครื่องมือให้หัวเราะนี้ยังไม่มี; มนุษย์ไม่ได้หัวเราะเดี๋ยวจะเป็นโรคอะไรบางอย่าง ตายก็ได้ เพราะปอดไม่แข็งแรง; จึงได้สร้างสัตว์ที่ช่วยให้เกิดการหัวเราะ ก็คือ ลิงเป็นต้น. พระเจ้าสร้างลิงขึ้นมาแล้ว ลิงมันก็งงเหมือนกันอีก; มันถามว่า มัน เป็นอะไร. ตอบว่า เป็นลิง. เป็นทำไม ? เพื่อให้คนได้หัวเราะ. ให้อยู่กี่ปี ? ก็ ๓๐ ปีอีกตามเคย. ลิงก็อ้างเหตุผลต่าง ๆ นานาว่า งานนี้หนักมาก งานศิลปนี้หนัก
น.311 มาก ขอให้ลดจนได้; ก็ลดให้ ๒๐ ปีอีกเหมือนกัน; กฎเกณฑ์ ๒๐ ปีนี้ใช้ได้เรื่อย; ก็เป็นอันว่าลิงมีอายุอยู่ได้ ๑๐ ปีโดยประมาณ; ๒๐ ปีลดให้ไม่ต้องทนอยู่. มนุษย์ก็ แข็งใจยอบหมอบคลานเข้ามากระซี้กระเซ้า ถึงที่สุดว่า แม้ที่ลดให้ลิง ๒๐ ปี ก็เพิ่ม ให้แก่มนุษย์เถิด. พระเป็นเจ้าโมโห ๓ เท่า แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ก็เลยลงโทษ มันให้สาสมกัน ด้วยการเพิ่มอายุชนิดของลิงให้มันไปอีก ๒๐ ปี; แล้วก็ปล่อยให้ สิ่งต่าง ๆ เป็นไปอย่างที่ตกลงกัน โดยไม่มีการแก้ไข ไม่ยอมแก้ไข. อะไรจะเกิด ขึ้น จงคอยดูต่อไป. อย่างนี้ ท่านทั้งหลายลองคิดดูทีเถิด ว่ามันจะจัดเป็นบาปดั้งเดิม หรือ Original sin ของมนุษย์ได้หรือไม่ ? เรียกชื่ออย่างเดียวกันกับของคริสเตียนได้หรือ ไม่ ? อาตมาเห็นว่า ตรงกันแท้; คือมนุษย์คนแรก คนดั้งเดิมนั้นได้ทำผิดไว้อย่าง นี้แล้ว บาปนั้นตกทอดมาถึงลูกหลาน ซึ่งจะเห็นได้ว่ามนุษย์ลูกหลานกำลังทนทรมาน อยู่อย่างไรบ้าง. เมื่อมนุษย์นั้นได้เกิดมาแล้ว มีอายุระหว่าง ๓๐ ปี นั้นพอดูได้; คน เราอายุตั้งแต่ ๑ ปี ถึง ๓๐ ปีนี้ มันสวยสดงดงามพอดูได้; เกิดมาก็เจริญวัย แล้วก็สวยขึ้นทุกที แข็งแรงขึ้นทุกที น่าดูยิ่งขึ้นทุกที นี่พอจะเรียกว่ามนุษย์ได้; เข้า รูปเข้ารอยกันได้ดี กับที่จะทำให้โลกนี้งดงาม ไม่รกร้างว่างเปล่า. แต่พอมนุษย์ มีอายุเลย ๓๐ ปีไปจนถึง ๕๐ ปีนี้ ก็มี อาการเป็นมนุษย์วัว ขึ้นมาทีเดียว; คือต้อง เป็นแม่บ้านพ่อเรือน ต้องลากแอกลากไถ คือภาระต่าง ๆ นานาที่สุมทับอยู่บนบ่า: ภาระส่วนตัว ภาระครอบครัว ภาระประเทศชาติ ภาระทุกสิ่งทุกอย่าง; มันจึงมี ลักษณะที่เหมือนกับวัวที่ลากไถอยู่กลางนาจนบ่าถลอกปอกเปิกนั่นเอง. นี่ทุกคนเป็น มนุษย์วัว ในระยะนี้.
น.312 ถึงระยะ ๕๐ ปี - ๗๐ ปี; ตอนนี้ มนุษย์เอาของสุนัขมา ก็เลยต้อง เป็น มนุษย์สุนัข คือนอนหลับยาก. คนที่อายุถึงขนาดนี้แล้วนอนหลับยากมาก: นึก ถึงลูกหลานที่ไปเรียนอยู่ที่อเมริกาบ้าง ที่ไหนบ้าง; แม้แต่กระทั่งว่า ประตูปิดแล้ว หรือยัง หน้าต่างปิดแล้วหรือยัง เงินในธนาคารเป็นอย่างไรบ้าง มันนอนไม่ค่อยจะหลับ หรือมันนอนไม่หลับเลย เป็นมนุษย์สุนัขทำนองนี้ไปถึง ๗๐ ปี. ทีหลังที่อายุ ๗๐ ปี — ๙๐ ปี ที่ไปเอาของลิงมานั้น ก็คือคนแก่ ๆ แสดง อาการป้ำเป๋อให้ลูกหลานเหลนหัวเราะเฮฮาสรวลเสกันไปตามเรื่อง; กินแล้วว่าไม่ได้ กิน มีอะไรต่าง ๆ นานา; แม้แต่หน้าตาหัวหูก็ดูน่าหัวเราะไปหมด; เพราะไปเอา ของลิงมา ๒๐ ปี และได้เป็น มนุษย์ลิง ที่ว่าบาปดั้งเดิมนี้ คิดดูตรงนี้ก็แล้วกันว่า ใครทำให้ ใครทำไว้. พระเจ้า ไม่ได้ทำให้ ! พระเจ้าเสียอีกไม่ปรารถนาจะให้เป็นอย่างนั้น; แต่ว่ามนุษย์เอง ไป บีบคั้นเอามาจากพระเป็นเจ้าทีละ ๒๐ ปี ๆ ทั้งที่เป็นของวัวก็ไม่รังเกียจ ทั้งที่เป็น ของสุนัขก็ไม่รังเกียจ ทั้งที่เป็นของลิงก็ไม่รังเกียจ. ดูความตะกละของมนุษย์สิ, บาปดั้งเดิมอันนี้ยังติดมาอยู่กระทั่งเดี๋ยวนี้หรือไม่ ขอให้ลองคิดดู. ถ้าครูบาอาจารย์จะหัด make up เล่านิทานอย่างนี้ให้เด็กฟังได้ ทุกข้อ ของธรรมะละก็ การเรียนจริยธรรมจะสนุกสนานมาก; แต่ดูเหมือนว่าท่านไม่สนใจ make up ชนิดนี้; ท่านสนใจ make up ชนิดอยู่หน้ากระจกแต่งตัวเสียมากกว่า; ไปร้านเสริมสวยเสียมากกว่า. ที่เป็นผู้ชายก็เป็นไก่แจ้ หรือเป็นนกยูงรำแพนเสียมาก กว่า; ความคิดความนึกที่จะนึกอะไรให้ลึกซึ้ง ถึงกับเอาชนะลูกเด็ก ๆ ของเราได้นี้
น.313 จึงไม่ค่อยจะมี. นี่ชาวบ้านเขาว่ากัน; อาตมาเอามาเล่าให้ฟัง เพื่อว่าถ้าอย่างไร เราจะได้สนใจในการที่จะทำบทเรียนจริยธรรมนี้ให้สนุกสนาน ด้วยการเปรียบเทียบ อุทธาหรณ์โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง อย่างที่ได้ยกตัวอย่างมาให้ฟังแล้ว หลายเรื่องหลาย คราวตั้งแต่วันก่อน ๆ มา เพื่อให้เขารู้สึกว่า ตามธรรมชาตินั้น เรามีกฎเกณฑ์ ของธรรมชาติอย่างนี้บังคับอยู่; เช่นว่าเราต้องเกิด ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้อง ตาย และจะต้องเป็นไปด้วยอวิชชา ความโง่ความหลงดั้งเดิมที่ไปเห็นกงจักรเป็น ดอกบัว ไปรับเอาสิ่งที่ไม่ควรรับมาเป็นของตัว นี้เป็นต้น; แล้วเขาก็จะเห็นความ จำเป็นอย่างยิ่งขึ้นมาทันทีอย่างหนึ่งว่า แหม ! นี่ถ้าจะต้องหาเครื่องมืออะไร มา ไว้ใช้ทำลายสัญญาผูกมัดกะพระเป็นเจ้าเสียที, ชำระบาปดั้งเดิมนี้ให้สิ้นไปเสียที. นี่เป็นเหตุให้เราต้องระลึกนึกถึงการที่จะแสวงหาเครื่องมือ อันประเสริฐวิเศษที่สุดของ พระพุทธเจ้า ที่มีไว้ให้แก่เรา ซึ่งถ้าเราสามารถเอามาใช้ได้ มันจะทำลายข้อผูกมัด หรือฉีกสัญญา ระหว่างเรากะพระเป็นเจ้าเสียได้ แม้จะเป็น Original sin ชนิดไหน ของศาสนาไหน ก็ตาม; อาตมากล้าท้าว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้านี้จะเป็นสากล ที่สุด เหมือนดังที่อธิบายให้ฟังแล้วแต่วันก่อน; จะสามารถทำลายบาปดั้งเดิมที่ ผูกมัดเป็นสัญญานั้นได้โดยเด็ดขาด ข้อนี้หมายความว่า มนุษย์ตอนที่หนุ่ม ๆ นี้มีความสวยสดงดงามดี ก็ พยายามให้ดีอย่างยิ่ง คือให้ งามทั้งร่างกาย ให้งามทั้งทรัพย์สมบัติ ให้งามทั้ง วิชาความรู้ ให้งามทั้งความประพฤติ; อย่างนี้มันก็งามหมดจริง ๆ เหมือนกัน; เป็นหนุ่มสาวที่งดงามอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ จริยธรรม; ซึ่งงามโดย จริยธรรมนั่นแหละเป็นสิ่งสูงสุด: นี่แปลว่าเรางามกันได้ถึง ๓๐ ปี. [๓๗]
น.314 พอมาถึงตอนที่เราจะเป็นมนุษย์วัวนี้ เราก็อาศัย ธรรมะเรื่องว่างจาก ตัวตน เรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นต้น; ที่จะทำจิตใจให้ไม่รู้สึกเหนื่อย ไม่ รู้สึกเบื่อ ไม่รู้สึกเป็นทุกข์แต่ประการใดเลย ดังที่ได้อธิบายยืดยาวแล้วนั่นแหละ มา ใช้เป็นเครื่องมือ ก็จะไม่รู้สึกว่าเราเป็นเหมือนกับกำลังลากแอกอยู่ในทุ่งนา หรือ กำลังลากเกวียนอยู่ตามท้องถนนเหมือนวัว; คือไม่ต้องเป็นมนุษย์วัวนั่นเอง. ธรรมะ นั้นจะเป็นเครื่องมือให้มากถึงอย่างนั้น ขอให้ไปพิจารณาดู ดังที่ได้กล่าวมาแล้วตั้ง หลายวันนั้นเถิด. แม้ว่าจะต้องอยู่มาจนถึงเป็นมนุษย์สุนัข จะต้องนอนไม่หลับอย่างที่ว่านั้น ถ้ามีธรรมะเรื่องความว่างจากตัวตน ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งทั้งปวง เข้ามาใช้ให้ถูกต้องยิ่ง ขึ้นไปอีกแล้ว จะนอนหลับโดยไม่ต้องกินยานอนหลับ จะหลับอย่างสบายยิ่งขึ้นทุกที; ทุกอย่างเป็นไปถูกต้องไม่มีผิดพลาด เพราะว่ามีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ดีนั้นเอง จะ ไม่ต้องเป็นมนุษย์สุนัขเลย. แม้จะอยู่ไปจนแก่เฒ่าเข้าถึงเขตของมนุษย์ลิง ก็จะไม่หลงลืม ไม่ลืม เลือน ไม่ฟั่นไม่เฟื่อน ไม่ป้ำเป๋อ เพราะว่าสามารถฝึกฝน ระเบียบปฏิบัติ เช่น อานาปานสติภาวนา เป็นต้น หรือกัมมัฏฐานอย่างใดอย่างหนึ่งที่เหมาะสมนั้น มาเป็นอย่างดี. แต่ขอยืนยันอานาปานสติว่าดีกว่าอย่างอื่น: ถ้าฝึกอยู่เป็นนิสัย ก็ไม่มีความเลอะเลือน ฟั่นเฟื่อนเหมือนกับคนแก่ตามธรรมดาเป็น; จะเป็นผู้สมบูรณ์ ด้วยสติสัมปชัญญะ ดังที่ฝึกอยู่เป็นประจำนั้น จนกระทั่งวาระสุดท้ายทีเดียว. นี่ก็คือ ไม่ต้องเป็นมนุษย์วานรนั่นเอง; ไม่ต้องป้ำเป๋อให้ใครหัวเราะเยาะ นี่แหละ ธรรมะหรือเครื่องมือนี้จะวิเศษไหม จะวิเศษสักกี่มากน้อย ขอ ให้ลองคิดดู; จำเป็นแก่ชีวิตคนเราอย่างยิ่งไหม ? ฉะนั้น ขอให้ท่านนักศึกษา
น.315 ทั้งหลายได้สนใจและพิจารณาให้ลึกซึ้ง จนถึงกับมองเห็นชัดว่า จริยธรรมหรือ ธรรมะนี้ช่างเป็นเครื่องมือเสียจริง ๆ; เป็นเครื่องมืออย่างยิ่ง เป็น เครื่องมือทั้งทาง ร่างกาย และทางฝ่ายวิญญาณ; และทางฝ่ายร่างกายนั้นก็เอาชนะได้อย่างกว้าง ขวาง กินความไปถึงวัตถุภายนอก ถึงทรัพย์สมบัติ อำนาจวาสนาด้วย; ไม่มี อะไรเป็นพิษเป็นโทษขึ้นมาได้เลย; และทางฝ่ายวิญญาณนั้นเล่า ก็ทำให้มีจิตใจ อยู่เหนือสิ่งรบกวนของธรรมชาติ เช่น ความแก่ เจ็บ ตาย เป็นต้น ดังที่ กล่าวเปรียบในนิทานเรื่องบาปดั้งเดิมนั้น; เพราะฉะนั้น จึงเห็นว่า มันเพียงพอกัน แล้ว สมควรกันแล้ว ที่เราจะเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อธรรมะ; จะเพื่อศึกษาธรรมะ ก็ตาม, จะเพื่อปฏิบัติธรรมะก็ตาม, เพื่อเผยแผ่ธรรมะหรือสั่งสอนก็ตาม. นี่ แหละ เรามีหน้าที่ที่จะต้องประพฤติต่อจริยธรรม หรือจริยศึกษาโดยเฉพาะนี้ เป็น อย่างนี้; หรือถึงขนาดนี้ที่เดียว; แล้วสิ่งต่าง ๆ ก็จะไม่มีปัญหามากหรือยุ่งยาก หยุมหยิม ดังปัญหามากมายที่อาตมาได้รับ. อาตมาขอตอบอย่างนี้ที่ก่อน จะว่าเอาเปรียบก็สุดแท้; แต่ที่จริงก็มิใช่ เอาเปรียบเลย ความจริงมีอยู่อย่างนั้น คือตอบเป็นส่วนรวม เป็นประเด็นใหญ่ อย่างนี้เสียที่ก่อน แล้วจึงค่อยตอบโดยปลีกย่อยเฉพาะราย; และปัญหาต่าง ๆ จะ หมดไปถ้าหากว่าเราสนใจธรรมะ หรือ จริยธรรมนี้ ให้สมกับค่าของมันว่า มีมากน้อย เท่าไร. เดี๋ยวนี้เราไม่เข้าใจ ไม่อาจจะตอบปัญหาเหล่านั้นได้ด้วยตนเอง ก็เพราะ ยังมีความสนใจน้อยอยู่ ฉะนั้น ขอให้เสียสละความเพลิดเพลินบางอย่าง เสียสละ สิ่งที่เราไม่ค่อยจะเสียสละต่าง ๆ นี้ มาใช้เป็นเวลาสำหรับสนใจศึกษาค้นคว้าในเรื่อง จริยธรรมที่เป็นเครื่องมือประเสริฐที่สุด สำหรับเราเองจะได้รอดพ้น สำหรับเด็ก ๆ ของเราก็รอดพ้น สำหรับเพื่อนมนุษย์ของเราทั้งโลกก็รอดพ้น
น.316 ต่อไปนี้อาตมาจะได้กล่าวถึงธรรมะที่เป็นเครื่องมือของธรรมะ ให้ เห็นชัดโดยรายละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก เท่าที่เวลาจะอำนวย. ข้อแรกจะชี้ถึง เครื่องมือชนิดที่เป็นการส่งต่อเป็นทอดๆ กันไป ; เหมือน อย่างว่า เราจะชี้กันว่า พุทธิศึกษา ส่งให้มีจริยศึกษาดี; จริยศึกษาดีแล้ว ก็ส่ง ให้มีพลศึกษาดี มีหัตถศึกษาดี อย่างนี้ก็ได้ ก็พอจะเห็นได้เหมือนกัน; แต่ที่เกี่ยว กับหลักธรรมะโดยตรงนั้น ควรจะดูให้เห็นชัดว่า ธรรมะอย่างหนึ่งส่งกำลังให้ธรรมะ อีกอย่างหนึ่ง ส่งต่อเป็นทอด ๆ ไป จนถึงวาระสุดท้ายที่จะได้ผล; เช่นการเรียน หรือ ปริยัติธรรม นี้ ส่งให้เกิดการปฏิบัติที่เรียกว่า ปฏิบัติธรรม; ปฏิบัติธรรมก็ส่ง ให้เกิดผลของการปฏิบัติที่เรียกว่า ปฏิเวธ คือการบรรลุ มรรค ผล นิพพาน; ฉะนั้น ในศาสนานี้จึงมีปริยัติธรรม คือการพูดจาศึกษาไต่ถาม สอบทานอะไรกันต่าง ๆ ให้เข้าใจหลักของธรรมะ นี้เรียกว่าปริยัติธรรม; ครั้นได้หลักอันนี้ซึ่งเป็นเหมือน แผนที่ที่ดีแล้ว ก็ไปปฏิบัติ; ปฏิบัติด้วยกำลังกาย กำลังใจ กำลังความคิดเห็น ทั้งหมดอย่างเต็มที่; ทีนี้ก็จะส่งให้เกิดผล คือความดับทุกข์ขึ้นมา ตามสมควร เรียกว่า มรรคผล นิพพาน, หรือรวมเรียกว่า ปฏิเวธธรรม หรืออีกหมวดหนึ่ง ซึ่งครูบาอาจารย์ได้ยินได้ฟังจนคุ้นเคยกันมากก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา. ศีลให้เกิดสมาธิ, สมาธิให้เกิดปัญญาได้ตามลำดับ, แต่แล้ว ปัญญาก็ย้อนกลับมาส่งศีล เพิ่มกำลังให้แก่ศีล แก่สมาธิเรื่อยไป เป็นวงกลมอยู่ อย่างนี้ มันจิ๋งก้าวหน้าไปได้เรื่อย เป็นปัญญาที่สูงถึงขนาดที่จะตัดกิเลสได้. เราดู ธรรมะในฐานะที่เป็นเครื่องมือแก่กันและกันอย่างนี้ ก็เพื่อให้เห็นว่า เรา จะกระโดดไปประพฤติพระนิพพาน การบรรลุที่เดียว นั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้
น.317 การที่ต้องการให้ช่วยอธิบายว่า จะอธิบายธรรมะเรื่องนิพพานให้เด็ก ๑๓ ขวบ ๑๔ ขวบ เข้าใจได้อย่างไร นั้น มันก็ยากอยู่เหมือนกัน ยากที่จะทำได้ และยากที่จะอธิบาย; เพราะว่าแม้แต่ตัวผู้ถามซึ่งไม่ใช่เด็กอายุ ๑๓-๑๔ ขวบ ก็ยัง ไม่เข้าใจได้ แล้วบางทียังไม่สนใจด้วยซ้ำไป; อาตมาจึงกล่าวได้แต่เพียงว่า จะ ต้องสอนให้เด็ก ๆ รู้จักสังเกต ในขณะที่มีจิตใจเป็นอิสระไม่ถูกอะไร รบกวน; ไม่ต้องหัวเราะ ไม่ต้องร้องไห้ ไม่มีอะไรกวนใจ; นั่นแหละเรียก ว่านิพพาน หรือความหมายของนิพาน หรือลักษณะของนิพพาน ซึ่งจัดว่าเป็นความ ว่างระดับหนึ่ง; แต่เท่านั้นยังไม่พอ เราจะต้องมีการศึกษาเรื่อยไป มีการปฏิบัติ เรื่อยไป เพื่อทำให้มันว่าง ไม่มีอะไรกวนใจ; คือไม่มีอะไรมากวนใจได้อย่างเป็น อิสระถึงขนาดที่ไม่มีอะไรมากวนใจได้ ให้เด็ดขาดลงไป จึงจะเป็นนิพพานจริง เพราะฉะนั้นจึงต้องอาศัยเครื่องมือ. นี้เรียกว่า ธรรมะประเภทที่เป็นเครื่องมือส่งต่อ ๆ กันไปให้ก้าวหน้าถึงที่สุด. ทีนี้ธรรมะอีกประเภทหนึ่ง เป็น เครื่องมือในฐานะที่เป็นสมุฏฐาน หรือเป็นรากฐาน. ขอให้ท่านครูบาอาจารย์สนใจให้ดี ๆ เพราะได้รับปัญหาอย่าง นี้มาก ที่ว่าจะอธิบายให้เด็กเข้าใจธรรมะได้ง่าย ๆ อย่างไร. ตัวอย่างของธรรมะ ประเภทนี้ ก็เช่น หิริ และโอตตัปปะ. หิริแปลว่าความละอาย โอตตัปปะแปลว่า ความกลัว; ละอายต่อความชั่ว และกลัวความชั่วอย่างยิ่ง นี้เรียกว่า หิริ- โอตตัปปะ. ถ้าคนเราไม่รู้จักอาย ไม่รู้จักกลัว เขาก็เรียกกันว่า คนด้าน. คนที่ ละอาย กลัว, รู้จักอาย รู้จักกลัวนี้ไม่กล้าทำอะไรให้ผิด, ส่วนคนที่ตรงกันข้ามนั้น ทำได้อย่างหน้าเฉยตาเฉย.
น.318 การที่เรามีศีลไม่ได้ หรือมีการประพฤติดีอย่างอื่น ๆ ไม่ได้ ก็ เพราะเราไม่มีหิริและโอตตัปปะ; ฉะนั้นเราจะต้องสร้างพื้นฐาน คือหิริและโอต- ตัปปะนี้ให้ยังคงมีอยู่ ให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป กว่า ที่มันติดมาแต่กำเนิด. เราต้อง นึกดูให้ดีว่า สัตว์นั้นก็มีเชื้อแห่งความละอาย ความกลัว ติดมาแต่กำเนิดเหมือนกัน แต่บางทีธรรมะชนิดนี้มันไม่ได้เบิกบานในใจสัตว์ มันลีบตายไปเสียก่อน. ดูให้ดี ๆ เราจะเห็นว่า แม้แต่เด็กเล็ก ๆ เขาก็รู้จักอาย; เขาไม่อยากทำอะไรที่น่าอาย; เขามีความละอายอย่างนี้ก็แปลว่า มีวัฒนธรรมหรือมีอะไรแวดล้อมดี. เขารู้จัก ละอาย ไม่ทำอะไรที่น่าอายกลางถนนหนทาง ไม่มีเผลอเป็นอันขาดใน เรื่องนี้; แต่ที่เรื่องธรรมะส่วนตัวจริง ๆ อย่างอื่นกลับเผลอเก่ง นี่เพราะว่าไม่มี ความละอาย และไม่มีความกลัวมากเท่ากันในเรื่องเช่นนั้น; เราจะต้องสร้างให้เขา มีความละอาย มีความกลัวมากเท่ากัน แม้ไม่ใช่เรื่องที่จะไปทำอะไรน่าละอายกลาง ถนนหนทาง. แม้ว่าเรื่องสอบไล่ตกนี้ เขาก็ต้องกลัวและละอายให้มากอยู่แล้ว; แม้ แต่ว่าเรียนไม่ดีอยู่ในชั้น เขาก็ต้องกลัวให้มาก ละอายให้มาก; หรือแม้แต่ว่าเขา ทำอะไรได้ไม่สมกัน ไม่ทันเพื่อน ไม่เสมอเพื่อนอย่างนี้ เขาก็ควรจะกลัว ควรจะ ละอายให้ยิ่งไปกว่า; เมื่อเขาทำอะไรไม่เป็นที่พอใจของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุ ผล อย่างนี้เขาก็ควรกลัวควรละอายยิ่งไปกว่านั้นอีก; หรือว่า เขาคิดนึกอยู่คนเดียว คิดนึกไปในทางต่ำ ในทางทรามอย่างนี้ เขาก็ควรจะละอายอย่างยิ่งโดยเท่ากัน. ถ้าเราพอกพูนนิสัยแห่งหิริโอตตัปปะได้แล้ว สิ่งต่าง ๆ ที่เนื่องด้วยจริย- ธรรมจะง่ายไปหมด; นี่คือ อานิสงส์ของธรรมะประเภทเครื่องมือ. อาตมาอยาก จะระบุไปถึงบุคคลที่สูงอายุด้วยว่า คนสูงอายุก็ไม่ละอาย ไม่กลัว คือทำผิดในเรื่อง
น.319 การควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้เกิดยินดียินร้าย ไม่ให้หลงใหล ไม่ให้เผลอสติ เมื่อรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส มากระทบ. เมื่อเขาไม่ละอาย มันก็กระทบได้ในลักษณะที่เป็นโทษเป็นภัยมากยิ่งขึ้น คือทำให้เขาไปยึดมั่น ถือมั่น นั่นนี่ว่า ตัวกู ว่าของของกู ว่าตัวตน ว่าของตนเสียเรื่อย; นี้ ทำไมเขายิ่งไม่ ละอาย เขากลับเอามาอวดกันว่า ของฉันมีมากเท่านั้น ของฉันมีใหญ่เท่านี้ ให้ กว้างกว่าของใคร ให้ใหญ่กว่าของใคร ให้สูงกว่าของใคร ดีกว่าของใครอยู่เรื่อย ว่าเป็นของฉัน ๆ ๆ ๆ ดังนี้; มันจึงเหมาะสมแล้วที่จะถูกลิงด่า เหมือนกับที่กล่าว ไว้ในชาดกเรื่องหนึ่ง คือ ลิงโพธิสัตว์ตัวที่เป็นนายฝูง ถูกจับมาเลี้ยงในวัง พอถูกปล่อยกลับออก ไป พวกถูกสมุนลิงก็อยากรู้ว่า ในเมืองมนุษย์มีอะไรบ้าง. นายลิงนั้นก็เล่าว่า ใน เมืองมนุษย์นั้นมีแต่เสียงที่ได้ยินแซ่ไปว่า "เงินของกู, ทองของกู, ลูกของกู, ผัวของกู, เมียของกู" อย่างนี้ทั้งนั้น; นั่นแหละเรื่องในเมืองมนุษย์; เมื่อพวก ลิงที่เป็นบริวารได้ฟังดังนั้น ก็วิ่งกรูกันไปที่ลำธาร ไปล้างหูกันหมด; มันร้องกันขึ้น ว่า "เพิ่งได้ยินเสียงสกปรกหูที่สุดเป็นครั้งแรกในชีวิตคราวนี้เอง" นี้ชาดกใน พระคัมภีร์มีอยู่อย่างนี้. นี่ทำไมพวกเราจึงไม่ละอายลิงเหล่านั้นบ้าง ? ถ้าเรามีหิริโอตตัปปะ อย่างนี้กันบ้างแล้ว การศึกษาธรรมะ แม้ในเรื่องมรรคผล นิพพาน จะสะดวก ตายกว่านี้ ในการเข้าใจก็ตาม ในการปฏิบัติก็ตาม ในการบรรลุมรรคผลก็ตาม แต่ถ้าขาดคุณธรรม คือ หิริโอตตัปปะมาถึงอย่างนี้แล้ว ก็ไม่รู้จักอาย ไม่รู้จัก
น.320 ลัว แม้ต่อสิ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่ง คือความทุกข์นั้นเอง รวมทั้งกิเลสด้วย. กิเลส กับความทุกข์นี้ เขาจัดไว้เป็นชุดเดียวกัน; กิเลสเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์เกิดมา จากกิเลสซึ่งมันเนื่องกัน. นี่เป็นสิ่งที่ถ้าใครมีแล้ว มันน่าละอาย และน่ากลัวอย่างยิ่ง. หิริ และ โอตตัปปะเหล่านี้เรียกว่าธรรมะประเภทเป็นเครื่องมือ ใน ฐานะที่เป็นสมุฏฐาน เป็นรถเป็นรากที่ดี ดังที่ได้ยกตัวอย่างมาให้ฟังอย่างนี้. และ ยังมีธรรมะชื่ออื่นอีก ซึ่งทำหน้าที่อย่างเดียวกันนี้ เช่นสัมมาทิฏฐิ หรือปัญญา เป็นต้น ดังที่ได้อธิบายแล้วในการบรรยายครั้งก่อน ๆ ว่า สัมมาทิฏฐินั้นเป็นธรรม ในชั้นรากฐานอย่างไร. ทีนี้ก็มาถึง ธรรมที่เป็นเครื่องมือประเภทกระตุ้น: กระตุ้นให้เดินไป กระตุ้นให้เกิดกำลัง. พระพุทธเจ้าท่านได้ทรงระบุธรรมะที่เรียกว่า ศรัทธา หรือ ฉันทะ เป็นต้น ไว้. ศรัทธา แปลว่า ความเชื่อ. แต่คนโดยมากเข้าใจผิดว่า ความเชื่อนี้ พอได้ฟังแล้วก็เชื่อ, ได้ยินพระเทศน์แล้วก็เชื่อ, เห็นมีเขียนอยู่ในพระไตรปิฎกแล้ว ก็เชื่อ; ถ้าอย่างนี้มันผิดหมด; เพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เป็นใจความที่สรุป ได้สั้น ๆ ว่า " แม้แกจะได้ฟังไปจากปากฉันเอง ก็อย่าเพ่อเชื่อ ต้องไปคิดดู ก่อนว่า มันเป็นได้จริงหรือไม่” ; คือเมื่อท่านตรัสว่า ทำอย่างนี้ดับทุกข์ได้ เราก็ต้องไปคิดดูเสียก่อน ให้เห็นชัดว่า ถ้ากระทำตามนั้น มันดับทุกข์ได้จริง; แล้ว จึงเชื่อ แล้วไปปฏิบัติตาม พระสารีบุตรเป็นผู้ที่กล้ายืนยันในที่เฉพาะพระพักตร์ของ พระพุทธเจ้าเองว่า ท่านเองก็ทำอย่างนั้น ต่อคำสอนของพระพุทธเจ้าเหมือนกัน;
น.321 อย่างนี้เป็นต้น. เชื่ออย่างนี้จึงจะเรียกว่า ศรัทธาในพระพุทธศาสนา; เพราะฉะนั้น คำว่า ศรัทธาในพระพุทธศาสนาของเรา จึงไม่เหมือนในลัทธิอื่น ; ไม่เหมือน ความเชื่อ หรือความภักดีเป็นต้น ในลัทธิ ศาสนาอื่น พวกเราที่เป็น พุทธบริษัทควรจะทำ เรื่องนี้ ให้บริสุทธิ์สะอาด อย่าให้เกิดความงมงายไม่น่าดู ขึ้น ด้วยความเชื่องมงาย เหมือนที่เป็นอยู่โดยมาก. เรื่องนี้อย่าต้องระบุ ออกมาเลยว่ามีอะไรบ้าง จะเป็นที่รำคาญ; แต่ขอยืนยันว่า ศรัทธาที่พวกเรา กำลังมีอยู่นั้น ยังไม่ใช่ศรัทธาในพระพุทธศาสนาอยู่เป็นส่วนใหญ่ ; มันจึงกระตุ้น ไปผิดทาง กระตุ้นไปเข้ารกเข้าพง จนกระทั่งอาจจะทำผิด จนตัวเองเดือดร้อน เป็น ตกนรกทั้งเป็นก็ได้, ถ้าให้ศรัทธาชนิดนี้กระตุ้นไป. สำหรับ สิ่งที่เรียกว่า ฉันทะ นั้น แปลว่า ความพอใจ. เดี๋ยวนี้ เราพอใจในธรรมะ หรือในจริยธรรมนี้ เหมือนกับพอใจในบุตร ภรรยา สามี ทรัพย์สมบัติ แก้วแหวนเงินทอง เครื่องแต่งตัวนั้น หรือเปล่า? นี่ลองนึกดูเอง; เพราะตัวเองก็รู้จักตัวเองในเรื่องนี้กันอยู่ดีด้วยกันทุกคน. ในคำอุปมาเกี่ยวกับความ พอใจต่อการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานั้น เขาเขียนภาพเปรียบเป็นภาพการได้ แก้วทีเดียว: การได้ธรรมะนั้นต้องเหมือนได้แก้ว หรือเพชรพลอยนั่นแหละ; และ เมื่อดีใจ ชื่นอก ชื่นใจแล้ว ก็เอาไปทำให้มันสมควรกันแก่คุณค่าของมัน; ฉะนั้น เราจะต้องมีความพอใจในสิ่งที่เรียกว่าธรรมะหรือจริยธรรมนี้ ให้ควรแก่คุณค่าของ มัน. ท่านพิสูจน์เอาได้ตามลำพังตนเอง ไม่ต้องเชื่อตามใครว่า ธรรมหรือจริย- ธรรมนี้ มีคุณค่าเป็นราคาสักเท่าไร. ท่านลองเอาไปเปรียบกับ แก้วแหวน เพชร พลอย เงินทอง บุตร ภรรยา สามี ทรัพย์สมบัติสารพัด สวรรค์สมบัติ มนุษย์ [๓๘]
น.322 สมบัติ อะไรก็ตาม ดูเถิดว่า มันมีค่าเมื่อเปรียบเทียบกันกับธรรมะนี้ได้ลัพธ์ได้ผล อย่างไรบ้าง คือข้างไหนมากน้อยกว่ากันอย่างไร. ต่อเมื่อเห็นคุณค่าของธรรมะ จริง เท่านั้นแหละ จึงจะมีสิ่งที่เรียกว่า “ฉันทะตัวจริง"; เดี๋ยวนี้มีแค่ ฉันทะถูกบังคับ ฉันทะสมัครเล่น ฉันทะปล่อยไปตามเรื่องตามราว ทั้งนั้น: เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่าฉันทะนั้น จึงไม่เป็นธรรมะประเภทเครื่องมือ กระตุ้นให้ ไปถึงคุณธรรมชั้นสูงได้. นี่เราก็ไม่ต้องโทษใคร; มันเป็นเรื่องของความที่ยังไม่รู้ ไม่เข้าใจ ในการที่จะใช้เครื่องมือของเราเอง ทั้งที่เครื่องมือนี้มีให้อย่างเต็มที่; พระพุทธเจ้าท่านมีให้อย่างเต็มที่ แล้วก็ไม่มีใครหวง สร้างขึ้นเมื่อไรก็ได้ ใช้เมื่อไร ก็ได้; แต่แล้วเราก็ไม่เกี่ยวข้องเอง; ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องเอง, เพราะไม่รู้สึกว่า เป็นของมีค่าอะไร เหมือนกับไก่เห็นพลอย. ที่นี้อาตมาอยากจะกล่าวต่อไป ถึง ธรรมะประเภทที่เป็นเครื่องมือ ในการคุ้มครองป้องกันรักษา. เมื่อเราจะแนะให้เด็ก ๆ เห็นว่า อะไรเป็นเครื่อง ป้องกัน ที่ทำความปลอดภัยให้แก่เรามากที่สุดนี้ เราก็ควรจะชี้ให้เขาเห็นข้อ เท็จจริงที่ว่า มันไม่มีอะไรยิ่งไปกว่าธรรมะ อีกเหมือนกัน; จะให้พ่อแม่คุ้ม ครองนี้ยังไม่เท่ากับเราประพฤติตัวให้ดี คุ้มครองเราเอง อย่างนี้เป็นต้น; จะให้ พี่ชาย น้องชาย มิตรสหายชาวเกลอที่ไหน ช่วยพิทักษ์รักษาคุ้มครอง มันก็ ยังไม่เท่ากับที่ให้ธรรมะคุ้มครอง เพราะว่าพอประพฤติธรรมะแล้ว มันไม่มีอันตราย ไม่มีภัยมีเวรที่ไหนมาแตะต้อง; ถ้าไม่ประพฤติธรรมะแล้ว ต่อให้เอาทหารมาเป็น หมื่นเป็นแสน มาคอยล้อมอยู่ มันก็ต้องประสบอันตรายเข้าจนได้สักวันหนึ่ง สำหรับ ธรรมะประเภทที่เป็นเครื่องคุ้มครองนั้น ท่านระบุไปที่ สติ สัมปชัญญะ และ อินทรียสังวร เป็นต้น.
น.323 สติ หมายถึงความรำลึกที่ถูกต้อง ไม่โง่ ไม่เผลอ ไม่ประมาท อยู่ เสมอ: สัมปชัญญะ ก็คือรู้สึกในความถูกต้องนั้นอย่างทั่วถึงอยู่เสมอ; สติสัมปชัญญะ นี้เป็นเกลอกัน ไม่แยกกัน ไปด้วยกันเรื่อย จึงรวม เรียกเสียว่า สติสัมปชัญญะ จัดเป็นของสิ่งเดียวก็ได้. เราไม่มีสติสัมปชัญญะ ก็ เผลอเรื่อย; หัดเผลอไม่เท่าไรก็ลืมเลือน ฟั่นเฟือน; ไม่ทันแก่ ไม่ทันเฒ่าก็ชักจะ เลือนแล้ว; นี่แหละคือโทษของความที่ไม่ฝึกสติสัมปชัญญะไว้ให้แม่นยำ ให้มั่นคง ไปเห็นแต่สิ่งอื่นมากเกินไปกว่าสิ่งที่มีค่า. การปฏิบัติธรรมะในพระศาสนาทั้งหมด พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เป็นหลักว่า "สติเป็นเครื่องป้องกัน หรือคุ้มกันอย่าง ยิ่ง"; จะกันโจร กันขะโมย กันอะไร ก็ต้องด้วยสติ ; จะกันโรคภัยไข้เจ็บ ก็ต้องด้วยสติ ; กันกิเลสก็ต้องด้วยสติ ; กันความทุกข์ ไม่ให้เข้ามาแตะต้อง นี้ก็ต้องด้วยสติ ; ฉะนั้น เราจะต้องศึกษาเรื่องสติสัมปชัญญะกันให้เพียงพอ. ที่เรียกว่า อินทรียสังวร คือสำรวมอินทรีย์ ได้แก่ ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ, นั้น มันก็เรื่องสติ สัมปชัญญะอีกเหมือนกัน. เมื่อมีอะไรมา กระทบตา กระทบหู กระทบจมูก ฯลฯ อย่างนี้ ถ้าไม่มีสติ มันก็ปล่อยไปตาม อารมณ์ เกิดเป็นผัสสะ เป็นเวทนา เป็นตัณหา เป็นอุปาทาน เป็นภพ เป็นชาติ คือเป็นความยึดมั่น ถือมั่น เป็นตัวกู เป็นของกู เป็นทุกข์ วุ่นวายระส่ำระสาย ขึ้นมาทีเดียว; นี้เรียกว่าไม่มีเครื่องกั้นกระแสของความทุกข์. สติที่ทำหน้าที่ สำรวมอินทรีย์นี้ จะกั้นกระแสแห่งความทุกข์ให้หยุดอยู่ได้ เสียที่การ
น.324 ระทบ; อย่างว่า ได้ยินเสียงปืนปังดังมากระทบหูอย่างนี้ แทนที่จะเกิดกลัวเป็น ทุกข์ ก็ให้มีสติสัมปชัญญะมาเตือนว่า มันคืออะไร อย่างไร จะจัดการอย่างไร ; อย่างนี้ไม่ดีกว่าหรือ ที่จะไปเป็น เวทนา เป็นกลัว เป็นอะไร จนเป็นทุกข์ไปเลย; ให้วกกลับมาเป็นสติปัญญา จัดการกับมันให้ถูกต้อง ในระยะสักว่าเพียงได้ยินเสียง เท่านั้น; อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็น การกั้นกระแสแห่งกิเลส และความทุกข์ได้ สูงสุด. ยังมีตัวอย่างอีกมากมาย ถ้าขืนนำมากล่าวทุก ๆ อินทรีย์ละก็ เวลาคง หมดแน่ ฉะนั้นจึงให้ไว้ได้แต่ตัวอย่างเรื่องเสียงทางหู. อาตมาจะกล่าวต่อไป ถึง ธรรมะประเภทที่เป็นเครื่องมือ สำหรับ การละสิ่งที่ต้องการละ. เรามีปัญหายุ่งยากมาก ในการที่จะละสิ่งที่ต้องละ แล้วละ ไม่ได้. ครูบาอาจารย์บางคนจะกำลังเดือดร้อนอยู่แล้วด้วยซ้ำไปว่า แม้แต่จะละบุหรี่ ก็ไม่ได้; ละมากี่ครั้งแล้ว ก็รู้อยู่ดีว่า มันไม่เคยสำเร็จ. จะเป็นการละสุรา ละ เครื่องมึนเมาที่ยิ่งขึ้นไป กระทั่งละกิเลสที่ร้ายกาจยิ่งขึ้นไป ก็ไม่ทราบว่าจะละได้ด้วย ธรรมะอะไร. ธรรมะเพื่อใช้ในการละ นี้ก็มีหลายอย่าง; แต่ที่พระพุทธเจ้าท่าน ตรัสไว้เฉพาะคนทั่วไปนั้น มีอยู่ ๔ อย่าง เป็น ธรรมชุด หรือ Team work คือต้อง มาใช้ร่วมกัน; ได้แก่ สัจจะ, ทมะ, ขันติ, จาคะ, (หมวดฆราวาสธรรมใน นวโกวาท) ; ซึ่งครูบาอาจารย์ทั้งหลายก็เคยได้ยินชื่อ และรู้จักว่า "ฆราวาสธรรม" คือธรรมสำหรับฆราวาสโดยตรง ได้แก่ สัจจะ ความจริงใจ, ทมะ การบังคับ ตัวเอง, ขันติ ความอดกลั้น อดทน, จาคะ การสละสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในตนให้ ออกไปจากตน; ๔ อย่างนี้ ท่านอย่าเข้าใจแต่เพียงว่า เป็นธรรมะสำหรับฆราวาส; อาตมาขอยืนยันว่า เป็นธรรมะสำหรับทุกคนทีเดียว จะเป็นบรรพชิต หรือ
น.325 ยิ่งกว่าบรรพชิตก็ตาม: ถ้าต้องการจะละอะไรที่ไม่พึงปรารถนาแล้ว จะต้องใช้ ธรรมะ ๔ อย่างนี้ เป็นเครื่องมือ. ข้อแรก คือ สัจจะ นั้น ต้องจริงใจในการที่จะละ. คำว่า สัจจะ นี้หมายถึง จริง : จริงต่อบุคคล จริงต่อเวลา จริงต่อหน้าที่การงาน จริงต่ออะไร ต่าง ๆ ทุกอย่างหมด แต่ในที่สุดมาสรุปรวมอยู่ได้ที่คำว่า จริงต่อธรรมะ ; หรือ จริงต่อตัวเอง หรือ จริงต่อเกียรติยศของตัวเอง นี่ก็เรียกว่า จริงต่อธรรมะ เราต้องรู้จักเคารพตัวเองว่า เราเป็นมนุษย์ก่อน แล้วก็ต้องซื่อสัตย์ต่ออุดมคติของ ความเป็นมนุษย์; อย่างนี้เรียกว่า จริงต่อธรรมะ. ที่นี้ เมื่อเราอยากจะละบุหรี่ เป็นต้นนี้ มันก็เป็นเรื่องเล็กไปทีเดียว; เพราะความจริงต่อธรรมะ ต่อเกียรติยศ ของความเป็นมนุษย์นี้ มันใหญ่โตกว่ามาก มันสามารถจะบีบบังคับการละบุหรี่ให้ เป็นเรื่องเล็กลงไปได้มาก. นี่แหละเรียกว่าจะต้องมี สัจจะเอามาเป็นข้อแรก คือ ความจริง; ให้จริงต่อตัวเรา ต่อเกียรติยศของเรานี้ก่อน. ที่นี้มันเนื่องจากว่า จริง หรือตั้งใจจริงนี้ มันอาจจะจริงไปได้ไม่กี่น้ำ คือไปไม่ได้ยืดยาว; ถ้าหากว่า ไม่มี ทมะ เข้ามาช่วยอีกส่วนหนึ่ง. ทมะ คือ การบังคับตัวเอง เพื่อจะให้จริงไปได้ตลอดกาล พระ พุทธเจ้าจึงทรงวางธรรมะข้อ ๒ เรียงลำดับลงไปว่า ทมะ คือการบังคับตัวเอง; การ บังคับตัวเองคือการบังคับใจของตัวเอง ให้ยังคงอยู่ในร่องในรอยของสัจจะ ดังที่ได้ ตั้งปณิธานไว้; เพราะฉะนั้น เราจะต้องเป็นผู้บังคับตัวเอง อย่าปล่อยไปตาม อำนาจฝ่ายต่ำดึงไป จูงไป; ต้องบังคับตัวเองให้ยังคงตั้งอยู่ในอำนาจของธรรมะ ฝ่ายสูง. เราจะต้องบังคับตัวเองอย่างฉลาด ด้วยอุบายที่แยบคาย เหมือนที่
น.326 พระพุทธเจ้าท่านทรงกำชับไว้ว่า "จงบังคับตัวเองอย่างฉลาด เหมือนควานช้าง ที่ฉลาด ถือขอบังคับช้างที่ตกมันได้ ฉันใดก็ฉันนั้น." ท่านต้องใช้คำว่า ควาน ช้างที่ฉลาด; เพราะควานช้างที่ไม่ฉลาดนั้น จะมีแต่ถูกช้างฆ่าตายมากกว่า ไม่ สามารถจะบังคับช้างได้; ส่วนจิตของคนเราที่ประกอบด้วยกิเลสนั้น มันยิ่งกว่าช้าง ชนิดที่ตกน้ำมันเสียอีก; เพราะฉนั้น ถ้าเราผู้เป็นเจ้าของไม่ฉลาดพอกันแล้ว มัน ต้องตายแน่ คือต้องจมอยู่ในกองทุกข์ กองกิเลสนั้นแน่ ไม่ขึ้นมาได้. นี้ต้องอาศัย ความฉลาด; เป็นผู้ฉลาดแล้วบังคับตนเอง; ต้องแสวงหาความฉลาดมาให้เพียง พอในการบังคับตัวเอง แล้วก็มีการบังคับตนเองให้ได้ สัจจะ ก็ยังคงรุ่งเรืองอยู่ได้ ตลอดไป. คิดดูเถิดว่า ความประเสริฐในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า หรือความ ฉลาดรอบคอบของพระพุทธเจ้านั้น มีมากน้อยเท่าไร. ที่นี้ ท่านวางธรรมะอะไรไว้ให้ต่อไปอีก ในการที่จะให้เราบังคับตัวเอง อยู่ได้ ? ท่านก็ได้วางธรรมะที่เรียกว่า ขันติ คือ ความอดกลั้น อดทน นี้ไว้; เพราะว่าในการบังคับตัวเองนั้น มันต้องเจ็บปวดเป็นธรรมดา. ไปคิดดูเองเถอะ ว่า ในการต่อสู้กันระหว่างจิตกับธรรมชาติฝ่ายต่ำนี้ มันต้องเกิดการเจ็บปวดแน่. ที่นี้ถ้าเกิดการเจ็บปวดขึ้นมาแล้ว ไม่ทน ไม่อดทน ก็วิ่งหนีเลย วิ่งเตลิดไปเลย เรื่องมันก็ล้มเหลวกันเพียงนั้น; ฉะนั้น ท่านจึงวาง ขันติ คือ ความอดกลั้น อดทน ให้รอได้ คอยได้ เอาไว้ให้เป็นลำดับที่สามติดกันมาที่เดียว. เรา ครูบาอาจารย์ ทั้งหลาย จะต้องสั่งสอนนักเรียนให้รู้จักอดทน อดกลั้น รอได้ คอยได้ ; อย่า ใจเร็วด่วนได้ และไม่อดกลั้นอดทน. อย่างในการศึกษานี้ เราจะต้องรอคอยเป็น เวลาเท่าไร; มีความยากลำบากแล้วเราก็จะต้องอดกลั้นอดทนเท่าไร. แม้ในเรื่องที่
น.327 จะละบุหรี่, ถ้ามันเดือดร้อนระส่ำระสายขึ้นมา มันก็ต้องอดทนได้: มีความจริงใจ มีการบังคับตัวเอง และมีความอดทน ที่นี้พระพุทธเจ้าท่านยังฉลาดยิ่งไปกว่าที่เรานึกเสียอีก: คือท่านกลัวเรา จะทนไม่ไหวนั่นแหละ ท่านจึงได้ให้ธรรมะข้อสุดท้ายที่เรียกว่า จาคะ ไว้. จาคะนี้ แปลว่าสละ; ซึ่งหมายถึงการระบายออกไป: ระบายสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ออกไป คือระบายสิ่งที่เป็นข้าศึกนั่นแหละออกไป; ฉะนั้น ในกรณีตัวอย่างของการละบุหรี่นั้น อะไรที่มันเป็นข้าศึกของการที่จะทำให้ล้มเหลว ก็ต้องระบายออกไป; หรือหาสิ่งใด สิ่งหนึ่งมาช่วยให้ระบายออกไป เช่นว่าอย่าไปในที่เขาสูบบุหรี่ หรือว่าอย่าไปในที่ที่ จะทำให้อดไม่ได้; อย่างนี้ก็เรียกว่า จาคะ เหมือนกัน คือ สละสิ่งที่ไม่ควรจะ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย. ถ้าเป็นเรื่องการละกิเลส ก็หมายความว่า เพื่อไม่ให้ต้อง อดกลั้นอดทนในการต่อสู้กับกิเลสจนเกินไปนั้น ก็มีวิธีอีกระบบหนึ่ง เป็นการระบายออกทีละเล็กละน้อยอยู่เสมอ อย่าให้มีความกดดันคราวเดียว มาก: ฉะนั้น อะไรที่จะเป็นการช่วยได้เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็มีไว้ให้ครบถ้วน แล้วก็ ระบายออกไปเรื่อย ทางรูเล็ก ๆ ทางช่องเล็ก ๆ นั้น; เช่นการทำบุญให้ทาน, การสวดมนต์ภาวนา, การตั้งอยู่ในขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดี, หรืออะไร ๆ ต่าง ก็ถูกเอามาใช้ เป็นเครื่องมือระบายความกดดันนี้ออกไปเรื่อย ๆ มันก็ไม่ต้องทนมาก เกินไปจนถึงกับทนไม่ไหว; เพราะฉะนั้น ขันติ จึงมีอยู่ได้ ด้วยอำนาจของ จาคะ คือการระบายออกนั้น ซึ่งหมายถึงระบายสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในใจให้ออกไปเสียจากใจ. อย่าได้เข้าใจเป็นอย่างอื่นเลย แม้ที่สุดแต่การทำบุญให้ทานนั้น ถ้าเป็น จาคะ จริง ก็ ไม่ใช่เพื่อแลกเอาสวรรค์กลับมา; แต่ว่าเพื่อระบายความขี้เหนียว ความเห็นแก่ตัว
น.328 ให้ออกไป มันจึงเป็นจาคะจริง, อย่างนี้เป็นต้น; ฉะนั้น ขึ้นชื่อว่า จาคะ แล้ว ต้อง เป็นเรื่องระบายออกทั้งนั้น ไม่ใช่รับเข้ามาที่หลัง ด้วยการลงทุนไปก่อน. ถ้าเมื่อใดเรามี สัจจะ, ทมะ, ขันติ, จาคะ เป็น Team work ช่วย กันทำงานแล้ว ย่อมละอะไรได้ทั้งนั้น. ขอให้ท่านครูบาอาจารย์สังเกตดูให้ดี ๆ แล้ว เอามาปรับปรุงใหม่ ให้ใช้ในการที่จะแก้ไขเด็ก ๆ ของเราได้ ด้วยการสั่งสอน หรือด้วยการอบรมก็ตาม. นี้เป็นตัวอย่างของธรรมะประเภทที่เป็นเครื่องมือในการละ. ที่นี้ ธรรมะประเภทเครื่องมือ ในการประวิงเวลา. ข้อนี้หมาย ความว่า บางอย่างเราสู้มันทันทีไม่ได้ เราต้องประวิงเวลาไว้ก่อน ให้เรามีโอกาส ·ตั้งเนื้อตั้งตัวก่อน เราจึงจะเล่นงานมันได้; เหมือนกับกิเลสบางชนิดนี้ จะต้องใช้ อุบายอย่างนี้ ธรรมะประเภทนี้ก็มีธรรมะชื่อ ขันติ โสรัจจะ หรืออะไรทำนองนี้; หรือแม้ที่สุด แต่สิ่งที่เรียกว่า อุเบกขา ในระดับโลกิยะ ก็ยังนำมาใช้ได้. ขันติ คือ อดทนได้, โสรัจจะ นั้นคือ ยิ้มไว้เสมอ; ไม่ใช่ทนอย่าง หน้าดำคร่ำเครียดเป็นทุกข์; ดังนั้นจึงมีพ่วงติดกันมา เป็น ขันติโสรัจจะ =ความ อดทนที่รวมกับความเสงี่ยมงาม. ข้อนี้มันเหมือนกับที่เราได้ยินในนิทาน เรื่องนับสิบ ก่อน: พอจะโกรธใครขึ้นมา ให้นับสิบเสียก่อน แล้วจึงค่อยโกรธ. การนับ หนึ่งถึงสิบเสียก่อนนั้น มันเป็นการประวิงเวลา ให้ธรรมชาติฝ่ายสูงตั้ง เนื้อตั้งตัวได้; ตั้งเนื้อตั้งตัวติด ในการที่จะต่อสู้กับธรรมชาติฝ่ายต่ำ; คือความ ไม่โกรธนั้น มีเวลาตั้งเนื้อตั้งตัวได้ สำหรับต่อต้านความโกรธ; เพราะฉะนั้น การ สอนให้นับสิบก่อนนั้น จึงเป็นอุบายเรื่องประวิงเวลาเช่นเดียวกับธรรมะประเภท
น.329 ขันติ โสรัจจะ, อะไรเกิดขึ้น ต้องทนไว้ก่อน: ฉะนั้น คำว่า ขันติ นั้นไม่ใช่ เพียงแต่ว่า ทนเจ็บ ทนปวด ทนหนาว ทนร้อน ทนเขาด่าเขาว่า; นั่นเป็นเรื่อง สำหรับเด็กอมมือเกินไป: ขันติ ที่แท้จริงก็คือ ทนต่อความยั่วของกิเลส; กิเลสที่จะเข้ามาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือทางอะไรก็ตาม ต้องทนได้ คือว่าต้องสู้ได้ ต้องปกครองตัวเองไว้ได้ แม้ว่ามันจะยั่วแสนจะยั่ว; แม้ ว่าเมื่อทนแล้วเกิดเป็นทุกข์อย่างยิ่ง; เช่นไม่ได้ไปดูหนังโปรแกรมนี้แล้ว . จะขาดใจ ตายเสียให้ได้อย่างนี้ มันก็จะต้องทนได้ และมีความยิ้มแย้มเป็นปรกติอยู่ได้; มันจะ ประวิงเวลาไว้ได้ จนกระทั่งว่า ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีมันจะมีมา ; แล้วก็จะ ทำสิ่งต่าง ๆ ไปโดยถูกทาง. คำว่า อุเบกขา ที่จะต้องใช้เป็นหลัก ตั้งมั่นในการต่อสู้กับอารมณ์ นี้ ก็มีความหมายอย่างเดียวกัน: เมื่ออารมณ์กระทบ ยังทำอะไรไม่ถูก ก็ให้เฉยเสีย ก่อน อย่าเพ่อโกรธ อย่าเพ่อเกลียด อย่าเพ่อรัก อย่าเพ่อกลัว อย่าเพ่อเศร้า หรืออะไรทำนองนี้; ประวิงเวลาให้สติปัญญาตั้งตัวขึ้นมาให้ได้ว่า จะจัดทำไป อย่างไรจึงจะควร การที่ยกตัวอย่างมาทีละอย่าง ๆ นี้ ก็ด้วยความรู้สึก หรือสังเกตเห็น หรือเชื่อว่า ท่านครูบาอาจารย์ประสบปัญหายุ่งยาก ก็เพราะว่า ไม่ดูให้ดี จนถึงกับ จับความหมายของธรรมะแต่ละอย่าง ๆ ได้ ว่าเป็นธรรมะที่จะใช้เป็นเครื่องมือกัน ในลักษณะไหน หรือประเภทไหน; เพราะฉะนั้น จึงพยายามที่จะแยกให้เห็น ทั้ง ๆ ที่ซื่อธรรมะเหล่านี้ก็มีอยู่ในหนังสือเล่มแรก ก, ข, ก, กา ของธรรมะ คือ [๓๙]
น.330 หนังสือนวโกวาท นั่นเอง. แต่ท่านได้เคยคิดหรือสังเกตมัน ในลักษณะอย่างนี้หรือ เปล่า ขอให้ลองไปคิดดูเองก็แล้วกัน; เพราะฉะนั้น จึงได้กล่าวพอเป็นตัวอย่าง เพื่อให้เห็นว่า ท่านจะใช้หนังสือ ก, ข, ก, กา ของธรรมะนี้ ในลักษณะอย่างไร. ธรรมะประเภทเป็นเครื่องมือที่จะระบุต่อไปก็คือ ธรรมะที่เป็นเครื่อง มือ ประเภทสะสม. สำหรับการสะสม จะเป็นการสะสมทรัพย์ หรือสะสม เกียรติยศชื่อเสียง หรือสะสมคุณธรรมความดีในทางธรรมะโดยตรง ให้มากยิ่งขึ้น ก็ตาม เราเรียกว่าการสะสมทั้งนั้น; และหมายถึงการสะสมที่ไม่ผิด เป็นการสะสม ที่ถูกต้อง; อย่างนี้ท่านก็มีหลักธรรมะที่เรียกว่า ความเพียร ๔ ประการ ไว้ให้เรา; ท่านมอบธรรมะประเภทนี้ไว้ให้เราเป็นเครื่องมือ กล่าวคือ สังวรปธาน เพียรระวังความชั่วหรือสิ่งไม่ดี, อย่างนี้ท่านก็ได้ยินได้ฟัง กันอยู่ แต่ทำไมไม่มองให้ชัดยิ่งถึงกะว่า จะใช้เป็นเครื่องมือได้อย่างไร; สังวรปธาน ป้องกันไม่ให้เกิดความชั่ว กับ ปหานปธาน ละความชั่วที่เกิดแล้ว; คู่นี้เป็นการบีด อุดทางรั่วเสียก่อน; แล้วจึงถึง ภาวนาปธาน และ อนุรักขนาปธาน คือสร้าง ความดีให้ค่อย ๆ เกิดขึ้น; แล้วตามรักษามันไว้ อย่างขยันขันแข็ง ระมัดระวัง เต็มที่ เป็นอีกคู่หนึ่ง; เป็นการสร้างให้สิ่งที่ต้องการ เกิดขึ้น, งอกงามขึ้น. การที่ท่านเอาระบบ "อุดรูรั่ว" มาให้ก่อน เป็นคู่แรก; แล้วเอาระบบ " สร้างสรรขึ้นมาจริง ๆ" มาให้เป็นคู่หลังนี้ เป็นเทคนิคที่ดีมาก; แต่ที่นี้พวกเรา แม้สังคมของเรา ประเทศชาติของเรานี้ จะไม่ได้ใช้ระบบนี้ด้วยกระมัง คือไม่ได้ใช้ ระบบอุดรูรั่วต่าง ๆ นานาทางวัตถุและทางจิตใจนี้ ให้มันหยุดรั่วเสียก่อน; อย่างที่
น.331 อาตมาได้กล่าวถึง ในวันที่บรรยายถึงเรื่อง เพลงชนิด ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ให้ฟังแล้ว; นั่นเป็นตัวอย่างของรูรั่วอย่างยิ่ง. เราจะต้องอุดมันก่อน แล้วเราจึงจะประหยัดหรือ พัฒนาในสิ่งที่ประสงค์ขึ้นมาได้. นี่แหละธรรมะเป็นเครื่องมือสำหรับการสะสม มีอยู่ อย่างนี้. ถึงแม้ธรรมชื่ออย่างอื่นเช่น อุฏฐานสัมปทา, อารักขสัมปทา, กัลยา- ณมิตตตา, สมชีวิตา ก็ตาม ซึ่งท่านครูบาอาจารย์ผ่านหูผ่านตาอยู่เสมอ ก็ต้อง เอาไปใช้ให้ถูกให้ตรง ตามความหมายแห่งคุณค่าของมัน ที่จะเป็นเครื่องมือในการ สะสมได้อย่างนี้. ที่นี้ อาตมาจะกล่าวถึง ธรรมะที่เป็นเครื่องมือในฐานะเป็นกำลัง ต่อไป. คำว่า "เป็นกำลัง" นี่หมายถึงเป็นกำลังกาย และกำลังใจด้วย ไม่ใช่ เฉพาะแต่กำลังทางใจอย่างเดียว. นี่ก็เป็นธรรมะ ก, ข, ก, กา อีกตามเคย ท่องกัน ให้เกร่อไปว่า ศรัทธา, วิริยะ, สติ, สมาธิ, ปัญญา ๕ อย่างนี้ ชื่อว่าธรรมเป็น เครื่องทำกำลัง ธรรมะเป็นกำลัง; แต่แล้วก็ได้แต่ ท่องแบบอัดจานเสียงแล้วเป็ด ดังลั่น ไม่สามารถ เอามาใช้เป็นกำลัง; ไม่เคย เอามาใช้เป็นกำลัง. ถ้าได้เอา ธรรมะเหล่านี้มาใช้เป็นกำลังจริงแล้ว ปัญหาต่าง ๆ ไม่เกิด เหมือนกับที่เกิดมาก และถามกันมากจนตอบไม่ทันนี้. ศรัทธา เป็นกำลัง; หมายความว่า ความเชื่อนี้เป็นกำลังใจอย่างยิ่ง. คนเราถ้าลงไม่เชื่อ ไม่เลื่อมใสแล้ว ก็ไม่มีอะไรผลักดันให้เป็นไปตามได้; มัน
น.332 ต้องมีความเชื่อ ความเลื่อมใส ความพอใจ ในอุดมคติอันนั้นเสียก่อน กำลังใจที่จะทำตามนั้นจึงจะเกิดขึ้น. เหมือนอย่างคำว่า มีความต้องการที่ไหน ความสำเร็จก็มีที่นั่น หนทางย่อมมีที่นั่น ; นั้นมันคือศรัทธา ความเชื่อ ที่รวมเป็นอันเดียวกันกับความพอใจ ความเลื่อมใส ความเห็นด้วย ความยินดีรับ ความไว้วางใจ เหล่านี้มารวมไว้ที่ศรัทธาคำเดียว แล้วก็เป็นกำลังอันแรกที่ทำให้เกิดความต้องการ เป็นกำลังเริ่มต้น เป็น กำลังในฐานะที่เป็นพืชพันธุ์ สำหรับจะเพาะหว่าน. ทีนี้กำลังถัดไป คือ วิริยะ ความเพียร. นี่ก็คือ Energy โดยตรง ใช้เป็นเครื่องผลักดัน วัตถุประสงค์ หรืออุดมคตินั้นให้เป็นไป ; มันก็เป็น กำลังผลักดัน อย่างยิ่งในลักษณะหนึ่ง หรือส่วนหนึ่ง หรือมุมหนึ่ง หรือแง่หนึ่ง ; ซึ่งขาดไม่ได้. ถัดไปก็คือ สติ ความระลึกอย่างถูกต้องอยู่เสมอนี้เป็นกำลัง เพื่อจะควบคุมของสองอย่างที่แล้วมาอย่าให้เฉไปนอกทาง มิฉะนั้นแล้ว ศรัทธาจะกลายเป็นไม่ศรัทธา หรือความเพียร วิริยะ จะแล่นไปผิดทาง. สิ่งเหล่านี้มันอาจเกิดขึ้นได้ เป็นได้ ; แต่สตินั่นแหละจะเป็นกำลังแข็งกล้า ควบคุมมันไว้ไม่ให้มันผิดทาง ; เช่นว่าทหารใช้ความกล้าหาญของตนผิดทางนี้ ผลอะไรจะเกิดขึ้น ; แต่ถ้าได้สติมาควบคุมไม่ให้ใช้ความกล้าหาญผิดทางละก็ มันก็ได้ผลที่น่าชื่นใจ. นี้เรียกว่า กำลังในการควบคุม. ถัดมาเรียกว่า สมาธิ เป็น กำลังอย่างยิ่ง ; หมายถึงเป็นกำลังทางใจ มีกำลังใจมั่น เพราะว่ารวมหมด. สมาธินี้ เป็นการรวมกำลังใจทั้งหมดให้เป็นจุด
น.333 จุดเดียว เหมือนกับเรา focus แสงสว่างพร่า ๆ นั้นให้มารวมเป็นจุดเดียว นี้มันแรงมาก ส่องไปไกล เห็นไกล อย่างนี้เป็นต้น ; นี่ทางวัตถุ. แต่ทางฝ่ายนามธรรมหรือทางฝ่ายวิญญาณนั้น เรารวมกำลังใจที่มีพร่า ๆ อยู่ตลอดวันนั้นให้เป็นจุดจุดเดียว เป็น กำลังอันเดียว ส่องไปยังวัตถุประสงค์เพียงอันเดียว ด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมด มันจึงจะแทงทะลุตลอดถึงความจริงของสิ่งต่าง ๆ ได้. นี้เรียกว่ากำลังของสมาธิ ; แม้แต่เด็ก ๆ ก็ต้องใช้ในการเรียน ในการจำ ในการคิดการนึก ในการสอบไล่ ; เช่นนี้เป็นต้น. อันสุดท้าย เรียกว่า ปัญญา. ปัญญาเป็นกำลังนี้ มันเป็นอีกมุมหนึ่ง คือ กำลังแห่งความรอบรู้ เจาะแทง ทำให้แตกฉาน รู้เท่ารู้ทัน มีไหวพริบทั่วถึงไปหมด ; นี้มันควบคุมไปทั้งหมดอีกทีหนึ่ง. สี่อย่างข้างต้นนั้น ต้องถูกควบคุมอยู่ด้วยปัญญาเสมอ ให้มันทำหน้าที่ของมันได้เต็มที่ ไม่ให้เดินไปผิดทางได้ ; หรือถ้าไปผิดทางแล้ว ก็ให้กลับมาถูกทางได้ ; หรืออุปสรรคเกิดขึ้นก็แก้ไขได้ ; จึงเอามาไว้ให้ รั้งท้าย. เมื่อรวมกันเป็น ศรัทธา สติ วิริยะ สมาธิ ปัญญานี้ พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า พลธรรม คือธรรมที่เป็นกำลัง. ขอจงช่วยกันสอดส่องให้ดีเป็นพิเศษ นำมาใช้เป็น เครื่องมือทำให้เกิดกำลัง หรือใช้เป็นกำลังให้แก่เราให้ได้จริง ๆ. ทีนี้อาตมาจะกล่าวถึง ธรรมะ ประเภทที่เป็นเครื่องมือในการต่อสู้. มันมีอะไรบ้างนั้น นึกอยากจะเว้นคำบาลีเสีย แล้วเรียกเป็นไทย ๆ ว่า ได้แก่สิ่งที่เรียกว่า ความดี ความงาม ความจริง ความถูกต้อง ความยุติธรรม. อุดมคติ
น.334 ของพุทธบริษัทเรา ควรจะขึ้นปากกันอยู่ที่ว่า เราปรารถนาความดี ความงาม ความจริง ความถูกต้อง ความยุติธรรม อย่างยิ่ง. ความดี หมายถึงสิ่งที่ไม่เบียดเบียนใคร; ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่ เบียดเบียนผู้อื่น, อย่างนี้เรียกว่า ความดีในพุทธศาสนา; ไม่ใช่ความดีอย่างที่คนบาง พวกบัญญัติเอาเอง ว่า "ถ้าได้ละก็เป็นดี ถ้าเสีย ละก็ไม่ดี;" ซึ่งทำให้เกิดเป็น ปัญหาเรื่องกรรมว่า ทำไมคนนี้ทำดีจะตายแล้ว ทำไมจึงไม่ดี ไม่เจริญ ไม่ก้าวหน้า ไม่รวยกะเขา. นี่มันพูดกลับกันอยู่เรื่อย. พูดเล่นตลกกันอยู่เรื่อย. ทำไมไม่ดูตามที่ เป็นจริงว่า เมื่อทำดีแล้วมันจะไม่ดีได้อย่างไร; เพราะใคร ๆ ก็บัญญัติการกระทำ อย่างนั้นว่าดี; เมื่อทำการกระทำอย่างนั้นเสร็จลงไปแล้ว มันก็ดีแล้ว; เพราะมัน ดีอยู่ในตัวการกระทำนั้น; เมื่อมีการกระทำนั้นแล้ว มันก็ต้องดีแล้ว. ที่นี้จะได้เงิน หรือไม่ได้เงิน จะได้ชื่อเสียงหรือไม่ได้ชื่อเสียง นั้นมันเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก. เขา ไปเอาเงินหรือชื่อเสียงมาเป็นความดี ซึ่งบางทีไม่ได้ แล้วก็ว่าทำดีไม่ได้ดี; อย่างนี้ มันผิดอย่างยิ่ง. มีครูบาอาจารย์หลายท่านยื่นคำถามให้อธิบายเรื่อง กรรม. ที่จริงมันก็มี หลักเพียงเท่านี้ว่า ถ้าทำดี มันก็ต้องดีอยู่ในหลักตัวการกระทำนั้น; ส่วนที่ผลพลอย ได้ ที่จะได้มาเป็นเงิน เป็นชื่อเสียง เป็นอะไรทำนองนั้น มันเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก; แต่แล้วมันก็ยังแน่นอนอยู่อีกว่า ถ้าเงินนี้ ได้มาจากการทำดี ก็ต้องเป็นเงินดี; ถ้า เงินนี้ได้มาจากการทำชั่ว มันก็เป็นเงินชั่ว. ขอให้ มองในด้านจิตด้านวิญญาณ อย่างนี้กันบ้าง อย่ามองในด้านวัตถุอย่างเดียว: จะเห็นเป็นเงินเหมือนกันไปหมด
น.335 ไม่มีเงินดีเงินชั่ว. ถ้าเข้าใจถูกต้องแล้ว จะเห็นได้ชัดว่า มีเงินดี เงินชั่ว ตามที่ได้ มาด้วยการทำดีหรือทำชั่ว. ชื่อเสียงก็เหมือนกัน มันมีชื่อเสียงจริง กับ ชื่อเสียง ปลอม: ถ้าทำดี ก็ได้ชื่อเสียงจริงมา; ทำชั่วได้ชื่อเสียงมา ก็เป็นชื่อเสียงปลอม. เงินชั่วหรือชื่อเสียงปลอมนั้น มันก็ทำคนชั่วให้ชั่วหนักขึ้นไปอีก คือ เมื่อทำชั่ว เสร็จ มันก็ชั่วไปแล้ว; แล้วยังแถมเอาเงินชั่วมากินมาใช้ เป็นเลือดเป็นเนื้อ, เอาชื่อเสียงปลอมมาหลอกคนเล่นอย่างนี้ มันก็ยิ่งชั่วหนักเข้าไปกว่าเดิมอีก. ที่นี้เงินดี หรือชื่อเสียงแท้ ก็เหมือนกัน: ทำดีดีเสร็จแล้ว; เป็นคนดีตั้งแต่เมื่อทำดีเสร็จแล้ว; เราเองเห็น; เทวดาเห็น; เพื่อนมนุษย์ยังไม่ทันเห็นก็ตามใจ; แต่ว่าเราเป็นคนดี ดีเสร็จแล้วตั้งแต่เมื่อทำ ที่นี้ ได้เงินดีมาเลี้ยงกัน มากินมาใช้ ก็ยิ่งเป็นคนดียิ่งขึ้นไป อีก; ยิ่งได้ชื่อเสียงดี ก็ยิ่งเป็นคนดี มีชื่อเสียงจริงยิ่งขึ้นไปอีก; นี่คือ ความดี ตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา. ความงาม นั้นก็เหมือนกัน; ต้องงามด้วยธรรมะ เช่นที่พระพุทธเจ้า ท่านยืนยันว่า พรหมจรรย์นี้ งามทั้งเบื้องต้น งามทั้งตรงกลาง งามทั้งเบื้อง ปลาย. เรามีความงามของธรรมะ คือมีธรรมะในฐานะที่เป็นความงาม เป็นที่เกรง ขาม; เช่นเดียวกับสัตว์ที่มีความงาม ย่อมเป็นที่เกรงขามของสัตว์ที่ไม่มีความงาม; นี้ย่อมเป็นกำลังในการต่อสู้. ความจริง คือ สัจจะ อย่างที่กล่าวมาแล้วโดยละเอียด ในเรื่อง ฆราวาสธรรม. ต่อสู้ด้วยความจริง นั้น มีตัวอย่างเช่น Movement ของมหาตม- คานธี ที่เรียกกันว่า สัตย์เคราะห์ นั่นเอง. ความถูกต้อง นี่ก็เหมือนกัน; หมายถึงความถูกต้องตามทำนองคลอง ธรรม ที่บัณฑิตทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้า เป็นต้น ได้วางหลักไว้ โดยอนุวัตรตาม
น.336 กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ว่าผิดอย่างไร ถูกอย่างไร. ความถูกต้องย่อมไม่เบียดเบียนตนและผู้อื่น เช่นเดียวกับความดี. ความยุติธรรม นั้น หมายถึงไม่ลำเอียงด้วยอคติ เช่น ฉันทาคติ โทสาคติ ภยาคติ โมหาคติ เป็นต้น. ทั้ง ๕ อย่างเหล่านี้แหละ คือกำลังในการต่อสู้ หรือ ธรรมะที่เป็นเครื่องมือในการต่อสู้. ทำไมเราไม่ชนะคนชั่วด้วยความดี ? มีแต่เอาความชั่วไปชนะคนชั่ว ; จะให้ชนะเขาด้วยความชั่ว เรื่องมันก็ไปกันใหญ่โต. ในหลักธรรมนั้นท่านถือว่า คนที่ด่าตอบนั้น เลวกว่าคนที่ด่าที่แรก ; คือเมื่อคนแรกด่ามา ก็เป็นคนที่ใช้ไม่ได้อยู่แล้ว ในฐานะที่เป็นคนด่าก่อน แต่ คนค่าตอบ กลับเลวกว่านั้น สองเท่า. ท่านไม่พูดอย่างคนสมัยนี้ที่พูดว่า ที่ด่าตอบนั้นก็เพื่อแก้ให้หลุดกัน ; คนด่าตอบนี้ไม่ชั่ว, ถูกแล้ว, ยุติธรรมแล้ว, ควรเรียกร้องสิทธิอันนี้ได้อย่างเป็นธรรม, ขอให้ชาวโลกเห็นใจ ; อย่างนี้คนทั้งหลายในโลกนี้ ก็เห็นใจยกมือกันสลอน ; นี่คนในโลกสมัยนี้ เป็นอย่างนี้ ! แต่ว่าตามหลักของพระพุทธเจ้า ท่านถือว่า คนด่าตอบนั่นเลวกว่าสองเท่าของคนด่าทีแรก ; อย่าด่าตอบเลย, นั่นแหละคือความดีที่ชนะความชั่ว ; จะต้องใช้เป็นเครื่องมือชนะความชั่ว ; เพราะว่าเมื่อไม่ด่าตอบนั้น เป็นเหตุให้ชนะคนชั่ว ให้หยุดด่าได้ หรือว่าให้เขาขอโทษได้ ; ฉะนั้นโดยทำนองเดียวกัน จะต้องชนะความไม่จริงด้วยความจริง ; ชนะความไม่ถูกด้วยความถูก ; ชนะความไม่ยุติธรรมด้วยความยุติธรรม ; นี่คือหลักธรรมที่เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ระยะยาว ซึ่งทำให้ชนะได้แท้จริง.
น.337 ธรรมะที่เป็น เครื่องมือในการก้าวหน้า นั้น ท่านวางไว้เป็นหลักเช่น วุฒิ ๔ ; ซึ่งปรากฏว่าเป็น ก, ข, ก, กา ในนวโกวาทอีกเหมือนกัน. หลักนั้นมีอยู่ว่า ให้อยู่ในประเทศที่ควรอยู่ คือในประเทศที่มีการศึกษาหาได้, มีบัณฑิตนักปราชญ์หาได้ ; แล้วก็ให้ คบกับผู้ที่เป็นคนดี คือบัณฑิตหรือนักปราชญ์ เท่านั้น ; แล้ว ฟังคำสั่งสอน เอาคำสั่งสอนมาคิด มาใคร่ครวญ ; แล้วปฏิบัติให้เหมาะสม ; ให้ควรกันดังนี้ ; อย่างนี้เรียกว่า วุฒิ หรือจักร ๔ เป็นเครื่องก้าวไปสู่ความก้าวหน้า หรือความเจริญ. ข้อนี้เราจะต้องปรับปรุงหลักเกณฑ์อันนี้ให้ดี ๆ ว่า เราชอบไปโรงหนังหรือว่าจะชอบไปหาผู้รู้ ในเมื่อมีเวลาว่างเกิดขึ้นสัก ๒ ชั่วโมง ดังนี้ เป็นต้น. เมื่อเราไม่พอใจในธรรมะที่เป็นวุฒิ หรือเป็นจักรแล้ว จะไปโทษใคร ; มันก็มัว ห้ามล้อตัวเอง อยู่นั้นเอง. ธรรมเป็นเครื่องมือให้ เกิดความสำเร็จโดยง่าย โดยเร็ว และแท้ จริง นั้น คือธรรมประเภท อิทธิบาท ๔ มีอยู่หลายหมวดด้วยกัน. อิทธิบาท ๔ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ; คือ ความพอใจในสิ่งที่ตนจะทำเป็นอย่างยิ่ง , ความพากเพียรอย่างยิ่ง , ความเอาใจใส่อย่างยิ่ง , ความค้นคว้าสอดส่องอยู่เป็นอย่างยิ่ง. นี่มันสบหลักวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง ว่าธรรมที่เป็น Team work ยุคนี้ , ๔ ข้อด้วยกันนี้ , มันทำให้เกิดความสำเร็จ โดยง่ายดาย โดยเร็ว และโดยแท้จริง. พระพุทธเจ้าท่านทรงแย้มว่า ถ้าต้องการจะมีอายุยืนอยู่สักกัปป์หนึ่ง ก็สำเร็จได้ด้วยการประพฤติธรรมะชุดนี้ให้จริงจัง ; ขอให้ลองคิดดู. ที่นี้มาถึง ธรรมะประเภทที่ทำให้เกิดความพอดี ; ให้รู้จักความพอดี. คนเรานี่เสียท่าเสียทีกันมาก ก็เพราะว่าทำมากเกินไป ทำน้อยเกินไป ; ทำช้า [๔๐]
น.338 เกินไป ทำเร็วเกินไป ฯลฯ ล้วนแต่ไม่เหมาะสมทั้งนั้น. ความพอดี นี้ ท่านเรียก ว่า สมบัติของสัตบุรุษ คือสมบัติของคนดี. คนดีต้องรู้ความพอดีเสมอไป ไม่เช่นนั้นจะดีไปไม่ได้; ฉะนั้น สัตบุรุษจึงมีธรรมะ คือรู้ความพอดีพอเหมาะของ เหตุ, ของผล, ของตน, ของประมาณ, ของเวลา, ของบริษัท, ของ ปัจเจกชน, รวมเป็น ๗ ประการด้วยกัน ที่ต้องรู้จักความพอดีของมัน. ขยาย ความว่า มีความรู้เรื่องเหตุ ว่ามาจากผลอะไร: มีความรู้เรื่องผล ว่ามาจากเหตุอันไหน: รู้จักตัวเอง ว่ามีสถานะเป็นอย่างไร ; รู้ประมาณมากน้อย สูงต่ำ ว่าควรเป็นอย่างไร ; รู้เวลา ว่าควรไม่ควร เหมาะไม่เหมาะอย่างไร ; รู้บริษัท คือหมู่คณะบุคคล หรือสังคมนั้นสังคมนี้ ว่าเป็นอย่างไร; รู้บุคคลโดยเฉพาะคนว่า คนนี้ คนนั้น คนหนึ่งเขาเป็นอย่างไร ; นี้รวมเป็น ๗ อย่างด้วยกัน เป็น เหตุให้รู้ความพอเหมาะพอดี ที่สมบูรณ์ อย่างยิ่ง, หรือถึงที่สุดจริงๆ. ขอให้ครูบาอาจารย์ทั้งหลายไปศึกษาเรื่องความพอดี ๗ ประการนี้ให้เป็นพิเศษเถิด การปฏิบัติหน้าที่ของตน เกี่ยวกับตนเองก็ดี เกี่ยวกับ เด็กก็ดี เกี่ยวกับผู้บังคับบัญชาก็ดี นี้จะอยู่ในกำมือของท่านทั้งหมด. ในที่สุด อาตมาอยากจะกล่าวถึง ธรรมะประเภทที่เป็นเครื่องมือ ในฐานะเป็นอุดมคติรากฐาน เป็นปรัชญารากฐาน.
น.339 ที่ว่าต้องมีอุดมคติรากฐาน ก็ได้แก่เรื่องเช่นที่เคยกล่าวให้ฟังว่า อาตมา ไม่เลื่อมใสในหลักการณ์หรือเรื่องของ M.R.A. เพราะพวกนั้นมีแต่สอนว่า ให้ทำ อย่างนั้น ทำอย่างนี้ ทำอย่างโน้น ให้ถึงที่สุด: แต่ไม่บอกว่า การทำอย่างนั้น มัน ตั้งรกรากอยู่บนอุดมคติหรือเหตุผลอะไร. การบังคับกันดื้อ ๆ เช่นนั้น มันก็เป็น เหมือน ข่มเขาโคให้กินหญ้า เพราะมันไม่สมัครจะกิน. แต่ถ้าเรามีปรัชญาพื้นฐาน เป็นอุดมคติ เช่น เรื่องกฎแห่งกรรม ที่ถูกต้อง, เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่ถูก ต้อง, เรื่องสิ่งทั้งหลายไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น ด้วยอุปาทานว่า ตัวกู ว่าของกูนี้ และเรื่องสิ่งทั้งหลายต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ต้องเป็นไปตามกฎของ ธรรมชาติอย่างนี้; ถ้ารู้อุดมคติ มีปรัชญาเหล่านี้แล้ว ก็จะเป็นเครื่องมือให้เกิดความ ง่ายดาย ในการกระทำทั้งหมดทุกอย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น อย่างพวกเรา ต้องมีอุดมคติของความเป็นครูที่ถูกต้อง ในฐานะเป็น ผู้ยกวิญญาณของโลก ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง; เพราะว่า คำว่า "ครู" นี้ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่คณะบุคคล ; แต่ว่าเป็นสถาบันอันหนึ่ง ของโลกเพียงอันเดียว ซึ่งทำหน้าที่ยกวิญญาณของโลกทั้งโลก พร้อมกันทั้งโลก; ถ้าเราเข้าถึงอุดมคติ อันนี้ หรือมีปรัชญาอย่างนี้เป็นรากฐานแล้ว จะถึงกับเต้นแร้งเต้นกา อยากปฏิบัติ หน้าที่ของครู ด้วยชีวิตจิตใจทั้งหมด สนุกสนานเป็นควันไปที่เดียว; ไม่มีปัญหา อะไรเกิดขึ้นเป็นความหม่นหมอง ขาดแคลน แล้วร้องทุกข์อย่างนั้นอย่างนี้เลย. นี่ แหละ ท่านจะเห็นได้ว่า ธรรมประเภทเครื่องมือที่สูงสุด ก็คือธรรมะที่ แสดงความจริงในขั้นปรมัตถ์ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นอย่างไร; และเมื่อ เอามายึดเป็นหลัก หรือเป็นอุดมคติรากฐานแล้วก็จะกระตุ้นธรรมะอื่น ๆ ให้เจริญ งอกงามตามกันไปหมด. นี่คือธรรมะประเภทเครื่องมือหมวดสุดท้าย.
น.340 ทีนี้ ก็มาถึงข้อทิ่มักจะสับสนวุ่นวาย ฉงนกันอยู่ข้อหนึ่งคือข้อทิ่ว่า เรา ได้ยินกันว่า "อตฺตาหิ อตฺตโน นาโถ = ตนแหละเป็นที่พึ่งของตน"; เพราะ ทำให้งงว่า ตนจะเป็นที่พึ่งให้แก่ตนได้อย่างไร ? ในเมื่อตนก็เป็นทุกข์เสียเองแล้ว จะเอาตนนั้นเป็นที่พึ่งให้แก่ตนได้อย่างไร หรือจะเป็นเครื่องมือให้แก่ตนได้อย่างไร; ฟังดูก็คล้าย ๆ กะว่า พระพุทธเจ้านี่พูดอะไรเสียหลัก หรือผิดหลัก. แต่ที่จริงนั้นเรา ต่างหากที่ไม่เข้าใจของท่าน: ที่ว่าตนเป็นเครื่องมือให้แก่ตนนั้น มันหมายความว่า ตนกิเลส ตนโง่ ตนปุถุชนนั้น มันเป็นตนที่เป็นเจ้าทุกข์ แล้วตนที่จะ เป็นที่พึ่งให้แก่ตนชนิดนั้นได้นั้น คือตนธรรมะ. ถ้าเรารู้ว่าตนที่แท้จริงไม่ใช่ ตนเนื้อหนังร่างกาย; สิ่งที่ควรจะเรียกเป็นตัว เป็นตน เป็นชิ้น เป็นอัน เป็นแก่น เป็นสารแท้จริงนั้น คือธรรมะ ดังนี้แล้วเราก็เอาธรรมะเป็นตน; แล้วก็สามารถจะ เป็นที่พึ่งให้แก่ตน; เพราะว่าธรรมะนี้คนอื่นมาหาให้เราไม่ได้ เราต้องหาเอาเอง, เรียนเอาเอง, เราต้องรู้เอาเอง, เราต้องปฏิบัติเอง, และได้ผลเอง; แล้วธรรมะ ชนิดนั้นนั่นแหละคือตน; เพราะฉะนั้น จึงแก้ไขตนที่อยู่ในสภาพที่ไม่น่าปรารถนานั้น ให้กลายเป็นสภาพที่น่าปรารถนาได้; มันจึงเป็น "ตนเพื่อตน, และด้วยตน ;" สำเร็จขึ้นมาได้. ถ้าถามว่าเป็นเครื่องมือให้แก่อะไร ? ก็ตอบว่า ให้แก่ตนนั่นแหละ; เราทำ "ตนกิเลส" ให้กลายเป็น "ตนธรรมะ" เสีย มันก็เป็นที่พึ่งแก่ตน. ข้อนี้ได้เคยชี้ให้เห็นแล้วตั้งแต่วันแรกว่า อะไร ๆ ก็ล้วนแต่เรียกว่า "ธรรมะ" ทั้งนั้น, เพราะ ล้วนแต่เป็นธรรมชาติทั้งนั้น. นี่ขอให้นิกดูใหม่ นึกดูให้ดี; ถ้าลืมเสียแล้ว ก็ขอให้คอยอ่านบันทึกคำบรรยายเหล่านี้ ให้เข้าใจคำว่า ทุกสิ่งเรียกว่าธรรมะ ทั้งนั้น. ทีนี้ธรรมชาติที่เป็นตนประเภทโง่เขลา เป็นทุกข์นั่นแหละ จะต้องเอาธรรมชาติ ประเภทที่เป็นตนรู้แจ้ง ฉลาดเฉลียวเห็นจริงนั้นแหละ เป็นที่พึ่ง !
น.341 นี่แหละ เราควรจะขอบคุณธรรมะที่เป็นเครื่องมือ ให้เราทุกอย่าง ทุกประการ นับตั้งแต่ ให้เกิดมา ให้มีความรู้เข้าใจ ให้ประพฤติดี ปฏิบัติดี; เป็นตัวเราก็ได้, เป็นความรอดพ้นของเราก็ได้, เป็นเครื่องมือทำให้เกิดความ รอดพ้นของเราก็ได้. นี่แหละ คือธรรมในฐานะที่เป็น เครื่องมือสำหรับบรรเทา ทุกข์ทั่วไป และเป็นเครื่องมือช่วยธรรมะด้วยกันเอง ให้เป็นสิ่งที่มีคุณภาพ สูงยิ่งขึ้นไปอีก เหมือนดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น; ฉะนั้น ขอให้ท่านครูบาอาจารย์ ทั้งหลายสนใจธรรมะ เฉพาะในแง่นี้ ในความหมายอย่างนี้ ให้มากเป็นพิเศษด้วย จนท่านมี "เครื่องมือ" ขึ้นมาได้จริง ๆ. มันเป็น เครื่องมือที่ท่านขอร้องนักขอร้อง หนา ในคำขอที่ยื่นมาถึงอาตมาหลายสิบฉบับด้วยกันนั่นเอง; อาตมาจึงรวบรวม มาตอบในคราวเดียวกัน เท่าที่จะตอบได้ในคราวเดียวกันอย่างไร. ที่เหลือก็จะเอาไว้ ตอบต่อไปในโอกาสหน้า. อาตมาขอยุติเวลาการบรรยายในวันนี้ ลงด้วยความสิ้นสุดแห่ง เวลาเพียงเท่านี้.
Buddhadasa