Buddhadasa.org

แนะแนวจริยธรรม ตอนที่ ๙ — เรื่องที่ ๙ การธำรงรักษา และการเผยแผ่จริยธรรม

แนะแนวจริยธรรม — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — แนะแนวจริยธรรม (๙ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.342 การบรรยายในวันนี้ อาตมาจะได้กล่าวถึงการธำรงรักษา และการ เผยแผ่จริยธรรม. ขอได้โปรดทบทวนความเข้าใจเกี่ยวกับหัวข้อของการบรรยาย เรื่อย ๆ มาแต่ต้นว่า ในครั้งแรกที่สุด เราได้ทำความเข้าใจกันถึงแนวทาง ความหมาย หรือ หลักเกณฑ์ทั่ว ๆ ไป ของสิ่งที่เรียกว่าจริยธรรม; ในครั้งที่สอง ได้กล่าวถึงแนวที่มีอยู่แนวเดียวของจริยธรรม กล่าวคือ การฝึกเพื่อความไม่ยึดมั่นตัวตน หรือไม่เห็นแก่ตน ซึ่งเป็นแนวที่ใช้ได้หมดในทุกกรณี และทุกระดับของศีลธรรมและสัจจธรรม;

น.343 ในครั้งที่สาม ได้กล่าวถึงอุปสรรค ศัตรู ความรวนเร และความพัง ทลายของจริยธรรม ว่ามีขึ้นมาได้เพราะความหลงในทางวัตถุ หรือรวมเรียกว่า “ความสุขในทางเนื้อหนัง" ; ในครั้งที่สี่ เป็นครั้งพิเศษ เพราะเป็นวันอาทิตย์ ได้กล่าวถึงมหรสพทาง วิญญาณเพื่อจริยธรรม สำหรับมนุษย์ในยุคปรมาณูนี้ มีความหมายอยู่ในถ้อยคำ เหล่านั้นชัดเจนแล้ว; การที่จะไม่มีความบันเทิงในทางธรรมด้วยนั้น ย่อมไม่ได้ จะ นำมาซึ่งความเบื่อหน่าย และไม่เป็นที่ตั้งของสมาธิและความเข้าใจ. การเข้าใจ ธรรมะนั้น มีหลักตามแนวที่เป็นพระพุทธภาษิตว่า จะต้องมีปิติและปราโมทย์เป็น พื้นฐาน จิตจิงจะเป็นปัสสิทธิ คือสงบระงับ. ปีติปราโมทย์นี้หมายถึง ปีติตามทาง ธรรม ไม่ได้ทำจิตให้ฟุ้งซ่านเหมือนปีติปราโมทย์อย่างโลกิยวิสัย ; เมื่อจิตเป็น ปัสสิทธิรำงับแล้วย่อมเป็นสมาธิ และย่อมเห็นสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง เพราะฉะนั้น ขอให้ถือว่า การมีวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งให้เกิดความบันเทิงในทางธรรมนั้น เป็นของจำเป็นอย่างยิ่ง แม้ที่สุดแต่ในการที่จะเผยแผ่อบรมสั่งสอนจริยธรรม ซึ่งท่าน ครูบาอาจารย์ทั้งหลายจะต้องสังวรไว้ในเรื่องนี้; ในครั้งที่ ๕ ได้กล่าวถึงความว่าง ซึ่งหมายถึงว่างจากกิเลส ว่างจาก ความรู้สึกว่าตัวตน ของตน นี้ว่าเป็นจุดหมายปลายทางของจริยธรรม; เรามุ่งหมาย จะให้เป็นผู้ที่มีจิตว่างจากตัวตน ก็เพื่อให้มีสติปัญญาเต็มที่ ; ถ้าจิตไม่ว่างจากตัว ตน ก็ไม่อาจจะมีสติปัญญาเต็มที่ คือจิตไม่เป็นตัวของมันเอง มันถูกกิเลสอันทำ ให้เห็นแก่ตัวตน หรือเป็นตัวเป็นตนนี้ ครอบงำอย่างยิ่ง. ขอให้ถือว่า ข้อนี้เป็น

น.344 จุดประสงค์ของเรา ในการที่จะมีชีวิตอยู่อย่างไม่เป็นทุกข์ ด้วยจิตที่ว่าง และใช้จิต ที่ว่างในลักษณะเช่นนี้โดยเฉพาะ เป็นเครื่องมือในการศึกษา ในการปฏิบัติการงาน ให้ได้ผลอย่างดี อย่างปราณีต; ในครั้งที่ ๖ นั้น ได้กล่าวถึงตัวแท้ของจริยธรรม ในลักษณะที่เป็นมรรค มีองค์ ๘ อันเป็นตัวพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนา ซึ่งท่านครูบาอาจารย์จะต้องสนใจ กับองค์ทั้งแปด หรือธรรมะทั้งแปดนี้ ให้ละเอียด จนเข้าใจได้ด้วยตนเอง จึงจะสอน เด็กได้ด้วยหัวข้อของธรรมะที่ง่ายและชัดเจน และไม่น่าเบื่อ; อาตมาได้รับปัญหามาก ในเรื่องนี้ ก็ขอย้ำในลักษณะอย่างที่ได้อธิบายแล้ว; ในครั้งที่ ๗ ได้กล่าวกันถึงวิธีที่จะใช้ชีวิตประจำวันให้ประกอบอยู่ด้วย จริยธรรมอย่างไร หรือว่าจะใช้จริยธรรมในชีวิตประจำวันอย่างไร ก็ได้ให้ตัวอย่าง ที่พอจะนำไปคิดนึกด้วยตนเองได้; ในครั้งที่ ๘ ได้กล่าวถึง จริยธรรมประเภทที่เป็นเครื่องมือแก่กันและกัน; เมื่อเรามีความประสงค์จะปฏิบัติธรรมะ ที่เป็นตัวการดับกิเลสโดยตรงนั้น บางทีต้อง ใช้ธรรมข้ออื่นซึ่งเป็นเครื่องมือ ให้เกิดเป็นธรรมะประเภทนั้นขึ้นมาโดยง่ายดายอีก ก็มี; นี่เรียกว่า ธรรมะซ้อนธรรมะ. แม้หลักเกณฑ์อันนี้ ก็ขอให้ครูบาอาจารย์ ทั้งหลายสนใจให้มาก ในเรื่องที่ธรรมะซ้อนธรรมะ หรือเป็นเครื่องมือแก่กันใน ลักษณะอย่างนี้ ซึ่งเป็นเครื่องมืออย่างยิ่ง ; เป็นวิธีที่จะต้องใช้อย่างยิ่ง ในการ อบรมสั่งสอนธรรมะ;

น.345 ส่วนในครั้งที่ ๙ นี้ อาตมาจะได้กล่าวถึงวิธีการเผยแผ่จริยธรรมนั้นโดย ตรง รวมทั้งการธำรงรักษาให้ยังคงอยู่ด้วย; ถ้าไม่คงอยู่แล้วก็ไม่มีทางจะเผยแผ่ จริยธรรมนี้อย่างไรได้. ที่นี้ เกี่ยวกับที่อธิบายไปแล้ว ยังมีความเข้าใจผิดบางอย่างบางประการ อยู่ เช่นมีปัญหาว่า ถ้ามีความรู้สึกว่างจากตัวตน ไม่มีตัวตนหรือของตน ก็อาจจะ เกิดความเข้าใจผิดกันขึ้น ถึงกับว่า ไม่ต้องเคารพบิดามารดาครูบาอาจารย์ หรือไม่ มีความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีบุญคุณเหล่านี้เป็นต้น เพราะว่างจากตัวตน. ปัญหาข้อนี้ มันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะความเข้าใจที่ไขว้กันอยู่: ที่ กล่าวว่า ไม่มีตัวตนนั้น เป็นหลักธรรมในขั้นลึก; ที่เรามีตัวตนตามโลกสมมตินั้น เป็นหลักจริยธรรมในขั้นต้น ๆ ทั่วไป จึงมีเราผู้ที่เป็นหนี้บุญคุณ หรือเป็นเจ้าบุญคุณ ต่อกันและกัน เป็นต้น ดังที่ได้กล่าวแล้วในเรื่องของสัมมาทิฏฐิประเภทที่เป็นโลกิยะว่า มีความรู้สึก มีความเชื่อ มีความเข้าใจ มีความเห็นถูกต้อง ในข้อที่ว่า บิดามารดา มี ครูบาอาจารย์มี นรก-สวรรค์มี นี่ก็เพื่อว่าจะได้รู้จักหน้าที่ ที่จะต้องปฏิบัติต่อกัน. ผู้ที่มีปัญญาถึงขนาดทราบว่า ตัวตน หรือของตนไม่มีนั้น หมายความว่า มีปัญญา พอที่จะรู้ว่า อะไรเป็นเรื่องที่กล่าวอย่างสมมติ ตามความหมายอย่างโลก ๆ หรือโลกิยะ และอะไรเป็นเรื่องความจริงที่เด็ดขาด ในลักษณะที่เป็น โลกุตระ. ความรู้ที่ว่าไม่มีตัวตนนี้ มันเป็นความรู้ที่จริงเด็ดขาดเป็นชั้นโลกุตระ; แต่เราพยายามที่จะเอาหลักเกณฑ์อันนี้มาใช้ทั่วไป แม้ในเรื่องที่เป็นโลกิยะ เพราะ ว่าลำพังความรู้เรื่องโลกีย์ หรือธรรมประเภทโลกิยะนี้ใช้ดับทุกข์โดยสิ้นเชิงไม่ได้ [ ๔๑ ]

น.346 จะเป็นเหตุให้มีความทุกข์เหลืออยู่เป็นอันมากที่ดับไม่ได้; ดังนั้นจึงใช้ความรู้ประเภท ที่เป็นโลกุตระนี้เข้ามาช่วย ดังที่ได้กล่าวว่า เอาความหมายหรือหลักการ "เรื่อง นิพพาน" มาใช้เป็นประจำวัน คือเรื่องสอนให้มีความรู้สึก "ว่างจากตัวตนอยู่เสมอ" ในการปฏิบัติหน้าที่การงาน การแข่งขัน การสอบไล่ การประกอบอาชีพต่าง ๆ ในตัวอย่างที่ได้ยกมาให้ฟังอย่างละเอียดแล้ว; นั่นแหละขอให้เข้าใจชัดลงไปเถอะว่า เป็นการนำเอาหลักการเรื่องไม่มีตัวตน หรือนิพพานมาใช้ในกรณีประจำวัน. ที่นี้มีบางท่านยังเข้าใจไม่ถูก เลยถามว่า จะเอาเรื่องนิพพานมาใช้ได้ อย่างไร. นั่นเป็นความเข้าใจที่ไขว้กันอยู่; เราไม่ได้เอานิพพานโดยตรงลงมาใช้ แต่ว่าเอาหลักเกณฑ์ หรือหลักการ หรือความหมาย ของนิพพานมาใช้ โดยนำ มาปรับปรุงให้เข้ากันได้กับชีวิตประจำวัน; ฉะนั้น หลักการเรื่องไม่มีความรู้สึก ว่า "ตัวกู ของกู" ที่พลุ่งพล่านอยู่ในจิตใจ แล้วทำอะไรไปด้วยสติ ปัญญาอันบริสุทธิ์นั่นแหละ เรียกว่าหลักการของนิพพานที่นำเอามาใช้ใน ชีวิตประจำวัน; เพราะฉะนั้นเรื่องที่เกี่ยวกับความรัก เช่นรักบิดามารดา บุตร ภรรยา สามีเหล่านี้ มันไม่ถูกทำลายไปไหน แต่ว่าทำให้มันเป็นความรัก หรือ เป็นความกตัญญูกตเวที ด้วยสติสัมปชัญญะ หรือสติปัญญาที่สมบูรณ์ เท่านั้น ไม่ใช่รักหรือกตัญญูด้วยความยึดมั่น ถือมั่น ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกที่รุนแรง จน ถึงกับเกิดความกลัว, เกิดความเศร้า, เกิดความว้าเหว่อะไรขึ้นได้ เท่ากันกับความ รักที่รักด้วยความยึดมั่น ถือมั่นนั่นเอง; ฉะนั้น ท่านจึงสอนธรรมะขึ้นโดยระบบที่ว่า อย่าทำอะไรลงไปด้วยความยึดมั่น ถือมั่น เป็นตัวกู ของกู ด้วยอำนาจ ของกิเลสตัณหา; และถ้าจะมีตัวตน ก็ให้มีตัวตนของธรรมะ คือสติ

น.347 ปัญญา; ฉะนั้น เราจึงรักใคร่กัน สงเคราะห์กัน ตอบแทนบุญคุณซึ่งกันและกัน ได้อย่างดีเสียอีก แล้วไม่มีความรู้สึกผูกพันด้วยโมหะ ที่ทำให้เป็นไปถึงกับว่า เมื่อ ลูกตายแล้วก็ร้องไห้น้ำตานองไปหมด หรือว่า พ่อตายลูกก็ร้องไห้น้ำตานองไปหมด; อย่างนี้ เพราะความยึดมั่น ถือมั่นผิดวิธี; ฉะนั้น ไม่ต้องกลัวว่า ถ้าว่างจากตัวตน แล้ว เราจะเกิดเป็นคนทารุณโหดร้าย ไม่เห็นแก่ใครขึ้นมา; ทั้งนี้เพราะ หลักการ ของความว่างนั้น มุ่งหมายอยู่ที่ความไม่เห็นแก่ตัว; ขอได้โปรดจำคำว่า "ความไม่เห็นแก่ตัว" ไว้ให้แม่นยำ; เมื่อไม่มีความเห็นแก่ตัวแล้ว นั่น แหละคือการที่จะทำสิ่งที่ดีงาม เช่น ความกตัญญูกตเวที เป็นต้น ได้อย่าง ถูกต้องและดีถึงที่สุดจริง ๆ. การที่บุตรบางคน ไม่กตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดานั้น ก็เพราะมีความ เห็นแก่ตัว มีตัวมีคนจัด; บางทีมอบหน้าที่บ่าว หรือคนใช้ให้แก่บิดามารดา ผู้แก่เฒ่าแล้วทำ ก็ยังมี; นี่คือความเห็นแก่ตัวจัดของบุตร แม้จะได้รับการศึกษา แบบใหม่จากเมืองนอกอย่างเต็มปรี่ ก็ยังมอบให้บิดามารดาทำหน้าที่คนใช้อย่างชื่น ตา; ฉะนั้นเรื่องของโลกที่เต็มไปด้วยความยึดมั่น ถือมั่นนั้น จะเป็นไปในทางที่ ไม่น่าปรารถนา เพราะมีความเห็นแก่ตัวเป็นพื้นฐาน. เราต้องควบคุมความเห็นแก่ ตัวให้พอเหมาะพอสม: ถ้ามีตัวก็ต้องมีตัวที่ดี คือยึดมั่น ถือมั่นในทางดี และ ยึดมั่น ถือมั่นแต่น้อย จึงจะมีสติปัญญาเข้ามาควบคุมสิ่งต่าง ๆ ได้. ขอให้เข้าใจว่า หลักการเรื่องนิพพาน หรือความว่างจากตัวกู ของกู นั้น เป็นสิ่งที่ต้องเข้าใจให้ถูกต้องกันจริง ๆ เสียก่อน จึงจะนำไปใช้สอนเด็กได้; คือให้รวมใจความสำคัญอยู่ที่ความไม่เห็นแก่ตัวไว้เรื่อยไป: อย่าทิ้งหลักอันนี้.

น.348 ความไม่มีตัวนั้นคือ ไม่มีตัวอย่างกิเลส แต่ให้มีตัวชนิดที่ประกอบด้วย ธรรมะ. ถ้ามีตัวชนิดประกอบด้วยธรรมะ คือ มีธรรมะเป็นตัวแล้ว มันก็ว่าง จากตัว ชนิดที่เป็นกิเลสไปเอง. ชีวิตประจำวัน ต้องมีตัวชนิดที่เป็นธรรมะ หรือเป็นสติปัญญา ซึ่งที่แท้ไม่ใช่ตัว; ที่เป็นตัวนั้นคือกิเลสตัณหา. ความรู้สึกที่ เกิดมาจากกิเลสตัณหานั้น ย่อมรู้สึกเป็นตัวกู เป็นของกู จัด; อันนี้ต้องขจัดออก ไปให้ว่าง. พอทำให้ความรู้สึกอย่างนี้ออกไปแล้ว ว่างแล้ว ธรรมชาติเดิมแท้ ของจิต นั้น ย่อมเป็นสติปัญญาอยู่ในตัวเอง และมากยิ่งขึ้นเท่าที่มีการอบรม; ฉะนั้น ขอได้โปรดเข้าใจหลักอันนี้ให้ถูกต้อง และถือเป็นหลักพื้นฐานสำหรับการเผยแผ่ จริยธรรม คือเราจะเผยแผ่ ลัทธิที่จะมีชีวิตอยู่ โดยไม่มีความรู้สึกที่เป็นความยึดมั่น ตัวกู ของกู นั่นเอง. ขอให้พิจารณาคำว่า ยึดมั่น ถือมั่นนี้ ให้เข้าใจอย่างถูกต้อง. เรามี ตัวเราด้วยสติปัญญานั้น คือ ไม่ต้องมีความยึดมั่น ถือมั่น จึงจะเป็นตัวเราที่เป็น ธรรม อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า " มีตนเป็นที่พึ่ง มีธรรมะเป็นที่พึ่ง=อตฺตทีปา อตฺตสรณา ธมฺมทีปา ธมฺมสรณา ." การที่ธรรมะเป็นตัวตนเสียเองนี้ มันไม่ใช่ ตัวตนของตัณหา อุปาทาน; มันเป็นตัวตนของธรรมะ ซึ่งหมายถึงสติปัญญา ที่ สามารถขจัดตัวตนอย่างตัณหา อุปาทานได้เสมอไป. ที่นี้ เราจะได้พิจารณากันต่อไป ถึง การที่จะธำรงรักษา และเผยแผ่ จริยธรรม ซึ่งมีหลักพระพุทธศาสนาเป็นพื้นฐาน . เราจะเผยแผ่ลัทธิที่ไม่เห็น แก่ตัวนี้ ออกไปได้อย่างไร; หรือที่เราชอบกล่าวกันมากก็คือว่า เผยแผ่ธรรมะ หรือเผยแผ่ศาสนา นั้นแหละ ออกไปได้อย่างไร; แต่อาตมาขอระบุหรือยืนยันลงไป

น.349 เผยแผ่จริยธรรม 325 ให้ชัดว่า ธรรมะหรือศาสนาที่จะเผยแผ่นั้น จะต้องเลือกเอาแต่ที่เป็นจริย ธรรมของการไม่เห็นแก่ตัว ซึ่งมีมูลมาจากความไม่ยึดมั่น ถือมั่นในตัว หรือของตัว ดังที่กล่าวแล้ว. เกี่ยวกับการสืบธำรงรักษาและเผยแผ่จริยธรรมนี้ อาตมาอยากจะขอร้อง ให้ท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ไม่รังเกียจคำหรือศัพท์ที่ใช้กันอยู่ในวงการของพระ ศาสนา เช่นคำว่า สืบอายุพระศาสนา; ซึ่งคำ ๆ นี้หมายความว่า การธำรงไว้ ได้ซึ่งพระศาสนา หรือธรรมะ หรือจริยธรรมนั่นเอง. ในบัดนี้ เรามีปัญหาเฉพาะหน้าคือการธำรงรักษา และการอบรมสั่งสอน จริยธรรม โดยที่เราแยกออกเป็นสองหัวข้อว่า ธำรงรักษาอย่างหนึ่งแล้ว เผยแผ่ อย่างหนึ่ง. เผยแผ่ก็คืออบรมสั่งสอน: เมื่อเราธำรงรักษาไว้ให้ได้นั่นแหละ จึง จะมีธรรมสำหรับอบรมสั่งสอนหรือเผยแผ่; ถ้าเราธำรงรักษาไว้ไม่ได้แล้ว จะเอา อะไรสั่งสอนเผยแผ่; เพราะว่าตัวจริยธรรมนั้นไม่ใช่คำพูด หรือตัวหนังสือที่พิมพ์ ไว้มาก ๆ แล้วก็จะมีอยู่ในโลก นี้ไม่ใช่. ข้อนี้เป็นดังที่ได้กล่าวแล้วในตอน ก่อนว่า จะช่วยกันพิมพ์พระไตรปิฎกของแต่ละศาสนาขึ้นไว้ให้เต็มโลกนี้ มันก็ยังช่วย ไม่ได้; ฉะนั้นคำว่า การธำรงรักษาจริยธรรมก็ดี การสืบอายุพระศาสนาให้คงไว้ ก็ดี ไม่ได้หมายถึงการรักษาหนังสือเล่ม ๆ หรือมีการบันทึกเสียงอะไรไว้มาก ๆ นั่นเลย: แต่ต้องหมายถึงมีการกระทำ ที่เป็นการทำ ให้มีการปฏิบัติจริยธรรม หรือปฏิบัติศาสนาจริง ๆ อยู่ที่เนื้อที่ตัวของบุคคล อยู่ที่ร่างกายจิตใจของ บุคคล; สืบอายุพระศาสนาให้อยู่ที่เนื้อที่ตัวของคน; มีเนื้อมีตัวของคน มีร่างกายจิตใจของคนนั่นแหละ เป็นที่ตั้งที่เกาะของจริยธรรมหรือของศาสนา ; ฉะนั้น

น.350 จึงหมายความว่า เรามีศาสนาอยู่ที่ตัวคน ไม่ใช่อยู่ในตู้พระไตรปิฎก อย่างนี้เป็น ต้น" การสืบอายุพระศาสนา เป็นสิ่งสำคัญ จนถึงกับถือกันว่า เป็นสิ่งที่ ได้บุญหรือกุศลอย่างสูงสุด. แม้แต่คนจะบวชเข้ามาในศาสนานี้ ถ้าให้ถูกต้อง ก็ ต้องเป็นการบวชที่สืบอายุพระศาสนา คือ บวชจริง เรียนจริง ปฏิบัติจริง ได้ผลจริง สอนต่อๆกันไปจริง ๆ; จริงอย่างนี้จึงจะเรียกว่า เป็นการสืบอายุ พระศาสนา; ไม่ใช่แต่เพียงว่า พิมพ์รูปพระพุทธรูป หรือตัวอักษรไว้ในแผ่นอิฐ มาก ๆ แล้วฝังดินไว้; หรือว่าจารึกไว้ในใบลาน ในตู้พระไตรปิฎกเลย. การธำรงรักษาจริยธรรม ของเราก็เหมือนกัน: เราจะต้องทำให้มีจริย- ธรรมอยู่ที่เนื้อที่ตัวของครูบาอาจารย์ แล้วถ่ายทอด จากใจโดยใจ จากการกระทำ โดยการกระทำ ให้ไปติดอยู่ที่เนื้อที่ตัวของศิษย์. การที่เราจำเป็นที่จะต้องธำรง รักษาพระศาสนา หรือจริยธรรมนี้ไว้ เราต้องเข้าถึงอุดมคติ ไม่เช่นนั้นจะเบื่อ; คือว่า มันต้องเนื่องมาจากการไม่เห็นแก่ตัวกู หรือของกูอีกนั่นเอง; มันต้องมี จิตใจกว้างพอที่จะเห็นแก่โลก แก่เพื่อนมนุษย์ทุกคนในโลก ซึ่งเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายทั้งหมด รวมทั้งสัตว์เดียรัจฉานด้วย จึงจะเกิดกำลังใจในการที่จะสืบอายุของ จริยธรรมหรือศาสนา; ฉะนั้น ท่านจึงชอบเปรียบด้วยอุปมาว่า "ช่วยกันปลูกต้นโพธิ์ ของโลก และช่วยกันรดน้ำพรวนดินไว้ให้ดี." นี่เราควรจะมีมโนภาพ มอง ไปยังต้นโพธิ์ของโลก ว่าคืออะไร; ถ้าจะมีต้นโพธิ์สักต้นหนึ่ง มุงบังโลกนี้ให้ร่มเย็น นี้มันจะคืออะไร. มันต้องไม่ใช่อะไรอื่น นอกไปจากธรรมะในรูปของจริยธรรมอีก นั่นเอง: คือธรรมที่ควรประพฤติ หรือต้องประพฤติ. เราช่วยกันรดน้ำพรวนดิน

น.351 ต้นโพธิ์นี้ ด้วยการศึกษาให้เข้าใจ แล้วมีการปฏิบัติให้สมบูรณ์ อยู่ที่เนื้อที่ตัวของ คนทุกคน นั่นแหละคือการรดน้ำพรวนดินลงไปที่ต้นโพธิ์ของโลก, เราต้องมองให้เห็น ชัดถึงกะว่า ถ้าศาสนาหรือธรรมะนี้ ยังมีอยู่ในโลกแล้ว โลกนี้ก็เท่ากับยังคงมีต้น โพธิ์คุ้มครองโลก ไม่ให้มีการแตกสลาย หรืออยู่ด้วยความร้อนระอุ. เราควรจะมองให้ลึกลงไปอีกว่า ในบรรดาพุทธบริษัทเรา เราก็มีหน้าที่ ของเรา; ศาสนาอื่น ลัทธิอื่น เขาก็มีหน้าที่ของเขา; แต่ สิ่งที่น่าอัศจรรย์ นั้น มันมีอยู่ว่า แม้แต่เพียงพวกเราทำ พวกอื่นไม่ทำ ก็ยังทำให้ต้นโพธิ์ของโลกนี้ ยังคงมีอยู่ได้; คือว่า ศาสนานี้เป็นของศักดิ์สิทธิ์ชนิดที่ว่า ถ้าศาสนายังคงมีอยู่ใน โลกแล้ว จะต้องถ่วงโลกไว้จากความล่มจมเสมอไป เป็นเครื่องถ่วงชนิดที่ไม่ให้โลก ล่มจม: แต่ข้อนี้ไม่ได้หมายความว่า ทุกคนปฏิบัติ; เพราะมันไม่มีอะไรบังคับ ให้ทุกคนปฏิบัติได้; แต่เมื่อคนส่วนหนึ่งปฏิบัติไว้ มันก็คงหล่อเลี้ยงธรรมะให้ยังคงมี อยู่ในโลก; โลกนี้ไม่คว่ำ ไม่ล่มจมลงไปเพียงไรแล้ว ทุกคนได้รับประโยชน์; แม้ พวกที่ไม่ชอบธรรมะ พวกที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ พวกที่เป็นศัตรูต่อธรรมะ ก็ยังได้รับ ประโยชน์จากการที่โลกนี้ไม่ล่มจมไป. นี่เรียกว่า เราแสวงหาบุญกุศลด้วยการ ห้ามล้อโลกนี้ไว้ ไม่ให้หมุนไปสู่ความล่มจม ด้วยอาศัยธรรมะหรือจริยธรรมนี้ เป็นเครื่องมือ. พอเรามองเห็นอย่างนี้ เราก็พอใจ หรือศรัทธาเลื่อมใสในอุดมคติ ของการที่จะเกี่ยวข้องกับจริยธรรม ในการที่จะธำรงรักษาไว้ก็ตาม, การเผยแผ่ให้ กว้างออกไปก็ตาม, โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ การปลูกฝังลงไปในเยาวชนของโลก; นี่ ต้องใช้คำว่า " ของโลก ".

น.352 ที่นี้ เราจะดูกันต่อไปว่า การที่จะธำรงรักษาจริยธรรมให้ยังคงมีอยู่ในโลก นี้ เราจะมีหลักการอย่างไร. เราจะมี หลักการตามอุดมคติของพุทธศาสนา คือ ๑. มีการทำดีด้วยตนเองด้วยกันทุกคน เรียกว่า ปฏิบัติธรรม ; ๒. สอนให้ผู้อื่นทำดี ตามความสามารถหรือตามโอกาส เรียกว่า อนุศาสนธรรม ; ๓. ช่วยเหลือเมื่อมีผู้ ทำดี เรียกว่า เวยยาวัจจกรณธรรม ; ถ้าครบทั้งสามอย่างนี้แล้ว ก็เรียกว่า ครบองค์ของการธำรงจริยธรรม ไว้ในโลก. การทำดีนี้ ต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้อง. แม้คำว่า "ทำดีโดยทั่วไป" จะ หมายถึง การประพฤติธรรมอยู่แล้วก็ตาม: ก็ยังมีการกำชับว่า ต้องประพฤติธรรม ให้สุจริต! นี่ฟังดูแล้วน่าขัน ที่ว่าจงประพฤติธรรมให้สุจริตโดยบทว่า "ธมฺมํ สุจริตํ จเร ; นตํ ทุจริตํ จเร = จงประพฤติธรรมให้สุจริต, ไม่พึงประพฤติ ธรรมให้ทุจริต." ประพฤติธรรมทุจริต นี้หมายความว่าอย่างไร! ข้อนี้หมายความว่า เป็นผู้ที่มี ตัวกู ของกู จัด แล้วมาประพฤติธรรมะ เพื่อหวังประโยชน์แก่ตัวกู ของกู อย่างนี้เรียกว่าประพฤติธรรมะไม่สุจริต คือ เป็นทุจริต; ต้องประพฤติธรรม เพื่อธรรมะจึงจะสุจริต; ถ้าประพฤติธรรมะเพื่อเงิน หรือเพื่อความสุขแก่ตัวกู ของกู แล้วก็เรียกว่า ไม่สุจริต เป็นความเห็นแก่ตัว ประเภทที่ทุจริต; ฉะนั้น

น.353 เราจงดูให้ดี ๆ ว่า การไม่ซื่อตรงต่ออุดมคติ หรือต่อหน้าที่การงานของตน นั่นแหละ คือประพฤติธรรมะทุจริต; ฉะนั้น ถ้าครูบาอาจารย์คนไหนเกิดไม่ ตรงต่อหน้าที่ของตน เกิดไม่ตรงต่ออุดมคติของความเป็นครูขึ้นมา อย่างนี้เรียกว่า ประพฤติธรรมทุจริต เพราะมีกิริยาอาการประพฤติธรรม แต่ความหมายนั้นทุจริต ; ฉะนั้น จึงมีการกำชับว่า จงประพฤติธรรมะให้สุจริต ไม่เปิดโอกาสแห่งการแก้ตัว ให้แก่กิเลสตัณหา ; จงดูให้ดี. ทุกคนจะต้องดูให้ดีว่า มีการประพฤติธรรมะทุจริต เล่นตลกหน้าไหว้หลังหลอกตัวเอง อยู่ที่ตรงไหนบ้าง; ดูให้ดีเถอะ จะมีด้วยกันไม่ มากก็น้อย; มีความคิดนึกที่จะแก้ตัวให้แก่กิเลส ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งก็คือ แก้ตัว ให้แก่ตัวเอง เพื่อเป็นไปตามอำนาจของกิเลส; นี่จะมีอยู่ด้วยกันทุกคนตามมาก ตามน้อย; เพราะว่าถ้าสิ่งนี้ไม่มีแล้ว ความประพฤติธรรมะจะเข้มแข็ง เฉียบขาด แน่นอนยิ่งกว่านี้มาก; นี่ยังมีการหละหลวมรี ๆ รอ ๆ เล่นตลก ระหว่างธรรมะ กับตัวเองอยู่เรื่อย ; อย่างนี้ยังไม่เรียกว่าการทำดี; ฉะนั้น เราจะต้องมีการทำ ดีที่เรียกว่าดีจริง ๆ. สำหรับการสอนให้ทำดีนั้น หมายถึงเรามีความคิดคืบหน้าไปว่า ทำดี อยู่คนเดียวนี้มันช้า ในการที่จะทำโลกให้มีต้นโพธิ์ ที่มีร่มเงาดี จึงสอนผู้อื่นด้วย. คำว่า สอนผู้อื่น นี้’ ไม่ใช่จะไปตั้งตัวเป็นครูบาอาจารย์อยู่เหนือเขา เอา บุญคุณแก่เขา เอาอะไรตอบแทนจากเขา. คำว่าสอนผู้อื่นนี้ก็คือ ทำหน้าที่ให้ธรรมะ แผ่กว้างออกไปยังบุคคลจำนวนมาก เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านทำ ; ท่านไม่ได้ทำ เพื่อหวังผลตอบแทน เป็นค่าจ้างหรืออะไรทำนองนั้น เพราะฉะนั้น การสอนที่ประกอบ [๔๒]

น.354 ไปด้วยอุดมคติของครูบาอาจารย์นั้น จะต้องเป็นอย่างที่อาตมาได้กล่าวแล้วในการ บรรยายครั้งก่อน คือในฐานะเป็น ผู้นำในทางวิญญาณของโลก ; ลืมตัวกู ลืมของกู ลืมค่าจ้างค่าสอน ลืมประโยชน์อะไรต่าง ๆ ที่จะพึงได้แก่ตัวของกู: ทำหน้าที่ให้เต็ม ตามอุดมคติแล้ว สิ่งที่จะเลี้ยงชีวิตพอให้อยู่ได้นั้น มันจะมาอยู่ใต้ฝ่าเท้าเอง ! นี่แม้จะเป็นสำนวนค่อนข้างจะหยาบคาย ก็ขอได้โปรดไปคิด ว่ามันจะมีความจริงจัง อย่างไร. เราอย่าได้ก้มศีรษะลงไปเพื่อรับสิ่งนั้น ! เราจะชูศีรษะไว้สูงเสมอ ในการ ที่จะประพฤติหน้าที่ของเราให้ถูกต้องตามอุดมคติ แล้วสิ่งเหล่านั้นจะปลิวมา คลาน มาสู่ใต้ฝ่าเท้าของเรา เป็นเครื่องบูชาคุณของเรา ในการกระทำหน้าที่อันนี้. เมื่อทำ อย่างนี้ จึงจะเป็นการสอนธรรมะ หรืออบรมธรรมะ หรือเผยแผ่ธรรมะ ที่ถูกต้อง ตามอุดมคติของธรรมะ ในทางพระพุทธศาสนาเราถือว่า บรรดาการให้ หรือการบริจาคนี้ ไม่ มีอะไรที่สูงไปกว่าการให้ธรรมะ หรือบริจาคธรรมะ; เรียกว่า "สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ" = การให้ธรรมะ ชนะการให้ทั้งปวง; นี้หมายความว่า เราจะต้องบริจาค ความเห็นแก่ตัวเหมือนกัน มันจึงจะมีการให้ธรรมะได้. แม้แต่ธรรมะบางคนก็ยังหวง; การทำดีบางคนก็ยังหวง; ถ้าไม่มีการเสียสละ และความพยายามเป็นความเหน็ด เหนื่อยแล้ว จะไปให้ธรรมะได้อย่างไร. การทำคนให้ได้ธรรมะ มีธรรมะนั้น มันต้องลงทุนด้วยความยากลำบาก เป็นธรรมดา เพราะมันไม่อาจจะทำได้ด้วยเงิน หรือลำพังแต่เงิน: แต่มันต้อง อาศัยความรัก, ความเอ็นดู, ความเมตตากรุณา, ความเสียสละ, ตั้งจิตใจ, พยายามทุกอย่างทุกทาง ที่จะทำให้คนเหล่านั้นมองเห็นธรรมะ ให้แน่นแฟ้นลงไปจน

น.355 ไม่ถอยกลับ; ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านได้ทรงพยายามอยู่ตั้งหลายวัน หลายเวลา กว่าจะเอาชนะคนได้สักคนหนึ่ง อย่างนี้เป็นต้น; ฉะนั้นจึงเรียกว่า " ชนะการให้ ทั้งหลายจริง ๆ " เรียกว่า " เป็นการให้ที่สูงสุดจริง ๆ " อย่าลืมว่านอกจากจะ ให้ความรู้แล้ว ยังจะต้องให้ความเสียสละ เหนื่อยยากลำบากอีกด้วย จึงจะทำคน สักคนหนึ่งเข้าถึงธรรมะได้. ครูบาอาจารย์ก็มีศิษย์ ท่านจะต้องให้ธรรมะแก่ศิษย์; ศิษย์ก็มีหลายคน ฉะนั้นการเสียสละมันก็ต้องมีมากขึ้นตามส่วน: ปัญหาที่แท้จริง อยู่ที่ตรงนี้ ไม่ใช่อยู่ที่ว่าจะสอนธรรมนั้นอย่างไร; แต่สำคัญอยู่ตรงที่ จะต้อง รู้ธรรมด้วยตน ปฏิบัติธรรมด้วยตน แล้ว เสียสละความเห็นแก่ตน นี้ มากกว่า. ข้อถัดไปหมายถึง การช่วยเมื่อผู้อื่นทำดี . เราเองก็ทำดี แล้วยัง สอนผู้อื่นให้ทำดี แล้วยังต้องพยายามอีกอย่างหนึ่งว่า จะต้องช่วยเมื่อผู้อื่นทำดี อย่างน้อยก็ด้วยการรับรู้ อย่างนี้ก็เรียกว่าช่วยเหมือนกัน; รับรู้ว่า เขาทำดี เขา จะได้มีจิต มีใจ เพราะเรายอมรับรู้ว่าเขาทำดี. อันนี้แหละสำคัญมากที่สุดสำหรับ เด็ก ๆ: ถ้าครูบาอาจารย์ไม่คอยรับรู้ ไม่แสดงให้เด็กทราบว่า อาจารย์รับรู้ใน การที่เด็กทำดีแล้ว ไม่มีทางที่จะจุงเขาไปได้ ไม่มีทางที่จะให้เขารับธรรมะ หรือ จริยธรรม หรือจริยศึกษานี้ได้; จะเบื่ออย่างมากเหมือนในปัญหาที่ส่งเข้ามาว่า " ประสบปัญหามากที่สุด ก็เรื่องเด็กเกลียดจริยศึกษา เกลียดจริยธรรม;" ฉะนั้นเราต้องตั้งต้นด้วยการรับรู้ ในการที่เขาประพฤติดี แล้วก็ช่วยเหลือ หรือเพิ่ม กำลังให้เขา. เกี่ยวกับพระศาสนานั้น เรารับรู้ซึ่งกันและกันในวงพุทธบริษัท แล้วช่วย เหลือกัน และเพิ่มกำลังให้แก่ " เจ้าหน้าที่โดยตรง ." เจ้าหน้าที่โดยตรงนี้ อาตมา

น.356 หมายถึงภิกษุ บรรพชิตผู้เป็นเจ้าหน้าที่เผยแผ่ธรรมะ หรือสืบอายุพระศาสนานี้ อย่างยิ่ง; จะต้องได้รับการเพิ่มกำลังที่ถูกที่ควร และเต็มตามที่ควรจะได้: นี้ก็ เรียกว่า มีการช่วยเมื่อผู้อื่นทำดี . ที่นี้ ลองคิดดูว่า เราเคยมีจิตใจอย่างนี้หรือเปล่า ที่จะคอยรับรู้เมื่อผู้อื่น ทำดี คอยช่วยเหลือ คอยเพิ่มกำลังให้แก่เขาหรือเปล่า; หรือว่า ตัวกู ของกูนี้กำลัง จัดอยู่ตลอดเวลา ไม่รู้ ไม่ชี้ ไม่ใช่เรื่องของเรา; นี้แหละคือการประพฤติธรรม ไม่สุจริต ประพฤติธรรมคด ๆ งอ ๆ ไม่รับรู้ในเมื่อมีผู้ประพฤติธรรมะ ไม่อนุโมทนา ด้วย ซึ่งเป็นการทำให้เกิดบุญกุศลอีกประเภทหนึ่ง เรียกว่า "บุญ" เพราะการ อนุโมทนา; ไม่ช่วยเหลือ ไม่เพิ่มกำลังให้ ไม่เคยบริจาคเพื่อกิจการนี้; แต่สะสม ไว้เพื่อตัวกู เพื่อของกู ไม่มีที่สิ้นสุด ให้มีอีกกี่เท่า กี่สิบเท่า กี่ร้อยเท่าก็ยังไม่พอ อยู่นั้นเอง: แล้วจะไปโทษใคร ในการที่โลกนี้ไม่เจริญรุ่งเรืองไปด้วยธรรมะ; เพราะว่าประพฤติธรรมคด ๆ งอ ๆ ไม่สุจริตกันในหมู่มนุษย์ที่อยู่ในโลกนี้เอง; ไม่ ว่าชาติไหน ภาษาไหน ศาสนาไหน ล้วนแต่มีตัวกู ของกู ที่กำลังจูงไปสู่วัตถุ นิยมทั้งนั้น; ฉะนั้น เราจะต้องมีจิตใจกว้าง มองไปทั่วโลก ทั่วสากลโลกที่มีสัตว์ ที่มีชีวิต มีปัญหาเรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย; และมองให้เห็นจนชัด รู้ชัดว่ามัน ขาดการทำดี ขาดการสอนผู้อื่นให้ทำดี ขาดการช่วยเหลือหรือรับรู้ในเมื่อผู้อื่นทำดี อย่างนี้เป็นต้น; มีแต่ต่างคนต่างแสดงละครทั้งนั้น : ประพฤติธรรมะ พูด ธรรมะ ก็เป็นเรื่องแสดงละครชนิดที่ทำให้คนอื่นชอบตัวเองทั้งนั้น, ไม่ใช่เพื่อให้ ผู้อื่นชอบธรรมะเลย; โปรดฟังคำพูดประโยคนี้ให้เข้าใจ: ว่าที่ไปเทศน์ ไป แสดงปาฐกถา ไปอธิบายธรรมะ พูดจ้อกันอยู่เอง ตามบ้าน ตามเรือน ตาม ศาลาวัด นี้ก็เพื่อให้เขาชอบตัวผู้พูดทั้งนั้น ! ไม่ใช่เพื่อให้ชอบธรรมะ; นี้ก็คือการ

น.357 ประพฤติธรรมที่คด ๆ งอ ๆ; เพราะฉะนั้นการสอน การอบรมจริยธรรมแก่เด็กก็ เหมือนกัน เราจะต้องมีหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน คือเอาธรรมะเป็นใหญ่ เป็น ประธาน; ให้ทุกคนหันหน้าเข้าหาธรรมะ ไม่ใช่เห็นแก่ครูผู้สอน หรือเพื่อ ประโยชน์ของครูผู้สอน; หรือจะเอาเด็กมาเป็นลูกน้องสนับสนุนตัวเราเอง อย่างนี้ ก็ไม่ใช่; เราต้องรักเขายิ่งกว่ารักตัวเรา ด้วยการไม่มีตัวกู หรือของกู นี้ เสมอไป; แล้วการกระทำทุกอย่างจะเป็นธรรมไปทั้งเนื้อทั้งตัว. อาการอย่างที่ว่านี้ คือการธำรงรักษาไว้ซึ่งจริยธรรม หรือการสืบอายุพระศาสนา; ฉะนั้น เราจึงมีการ ทำดี, สอนให้คนอื่นทำดี, ช่วยเหลือเมื่อมีผู้ทำดี; นี้เป็นหลักเกณฑ์ อาตมาอยากจะย้ำ ถึงข้อความที่กล่าวแล้วเมื่อวันก่อนว่า " ครูดี การ สอนดี อุปกรณ์แวดล้อมดี นี้เป็นความสำเร็จของการสั่งสอน " ; แต่ถ้าเราไปมัว แบ่งเป็น ๓ อย่างอยู่อย่างนี้ละก็ มันคงอืดอาดนัก ล่าช้ามาก แล้วเกี่ยงงอนกันมากด้วย เรื่อง ครูดี การสอนดี, อุปกรณ์แวดล้อม หมายตลอดถึงผู้ปกครองของเด็กก็ดี สิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ก็ดี: ถ้าอย่างไร ขอให้ครูยอมเสียสละ ยอมรับภาระว่า เอาภาระทั้งหมดมาให้ครูคนเดียวก็แล้วกัน มันก็เหลือเพียงหนึ่งเท่านั้น คือ ครูดี; โดยมีหลักว่า ถ้าครูดีแล้ว จะต้องมีการสอนดี แล้วจัดสิ่งแวดล้อม ต่าง ๆ ให้ดีได้ อย่าไปหวังพึ่งคนอื่นเลย. ครูดี เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ก็จะทำให้มีการสอนที่ดี จัดสิ่งแวดล้อม ทุก ๆ อย่างให้ดีได้ ตลอดถึงบิดามารดาของเด็กก็จะดีขึ้นมาได้ เพราะครูดี; เรา ไม่มัวแบ่งเป็นสาม แต่จะย่นให้เหลือหนึ่งอยู่เรื่อย ด้วยทำดี สอนคนอื่นให้ทำดี ช่วย

น.358 ลือเมื่อผู้อื่นทำดี รวมอยู่ที่ครูคนเดียวนี้ . นี้เรียกว่าความเสียสละของครู เท่า ๆ กับการเสียสละของพระพุทธเจ้า ที่บำเพ็ญบารมีสื่อส่งไขยแสนกัปป์ นี้ไม่มีตัวกู ของกู ที่จะเห็นแก่ตัวกู ของกู: มีแต่การเสียสละ; อย่างนี้เรียกว่าเป็นการ ธำรงรักษาจริยธรรม หรือธรรมะอย่างสูงสุด. ตามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ บางท่านอาจจะเห็นว่าเป็น อุดมคติเลยเถิด ไปเสียแล้ว ปฏิบัติไม่ได้; อย่างนี้ก็ตามใจ; อาตมาไม่เห็นลู่ทางอันอื่น เห็น แต่ลู่ทางอันนี้. ถ้าผู้ใดเห็นว่าไม่เลยเถิด ก็ลองช่วยเอาไปคิด ไปนึก เพื่อจะแก้ ปัญหาที่ยังแก้ไม่ตกนี้ให้ได้ ด้วยการที่บุคคลในยุคเรานี้ช่วยกันเสียสละสักยุค หนึ่งเถิด เพื่อจะแก้ไขวิกฤตกาลของโลก ให้คนที่จะเกิดที่หลังได้รับความ สุข ความผาสุก ! ถ้าว่าบุคคลในยุคเรานี้ทุกคนไม่ชวนกันเสียสละ ยังมีตัวกู ของกู หราอยู่ทั้งหมดแล้ว มันก็จะสืบต่ออายุของความไม่มีจริยธรรมยิ่งขึ้น จะมี ความรวนเร และความพังทลาย ของจริยธรรมยิ่งขึ้นในโลกนี้; ฉะนั้น ในยุคนี้ เรา ชวนกันเสียสละสักทีจะเป็นไร; อะไร ๆ ก็จะต้องเสียสละได้ ถ้าเพื่อธรรมะ ไม่ใช่ เพื่อตัวตนของใคร โดยเฉพาะ; แต่ว่าเพื่อธรรมะ; ควรจะสละได้ทุกอย่าง ทุก ทางที่จะสละได้ เพื่อประโยชน์ของการธำรงรักษาไว้ซึ่งจริยธรรม ที่นี้อาตมาจะได้กล่าวต่อไปถึงปัญหาที่ ๒ คือ การเผยแผ่จริยธรรม หรือเผยแผ่ธรรมะ ขอวิงวอนให้ท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ช่วยกรุณานำไปคิด ถึงวิธี การเผยแผ่ ซึ่งอาตมาขอร้องให้พิจารณานี้ ว่ามีอยู่ ๓ วิธี หรือ ๓ ขั้นด้วยกัน

น.359 และเราจะถือเอาตามหลักของพระพุทธศาสนาทีเดียว; ได้แก่ข้อที่ว่า พระธรรมนี้มี อยู่ ๓ ประเภท คือ ปริยัติธรรม, ปฏิบัติธรรม, ปฏิเวธธรรม ปริยัติธรรม คือ คำสอน หลักวิชาต่าง ๆ ของธรรมนั้น เรียกว่า ปริยัติธรรม: การสอน การเรียน การบอก การกล่าว หรือตัวบทของพระธรรม นั่นเอง รวมกันเข้าทั้งหมด กระทั่งโรงเรียนที่จะต้องใช้เป็นที่สอน จนกระทั่งครูบา อาจารย์อะไรเหล่านี้ รวมกันเข้าเป็นปริยัติธรรมเพียงคำเดียว. ปฏิบัติธรรม คือ การปฏิบัติทางกาย ทางวาจา ทางใจจริง ๆ ตามที่ได้เล่าเรียนมา. ปฏิเวธธรรม คือ การรู้แจ้งแทงตลอดธรรมะนั้น ๆ ได้ผลเป็นมรรค ผล นิพพานมา. นี้เรียกว่า มีหลักอยู่ ๓ หลัก ตามจำนวนธรรมะสามธรรมะ ทั้งนี้ในการเผยแผ่นั้น เราจะต้องทำให้เข้ารูปกันกับธรรมะที่มีอยู่ ๓ ประเภท เหล่านี้คือ :- ๑. การสอน ให้เกิด ความรู้ ความคิด ความเข้าใจ ; นี้คือหลัก ของปริยัติธรรมะ; ๒. การทำเป็นตัวอย่างให้ดู ปฏิบัติให้ดู เพื่อให้เกิดความเชื่อ ความเลื่อมใส ความสนใจอย่างยิ่ง; นี่คือหลักของปฏิบัติธรรมะ: ๓. มีความสุขให้ดู คือแสดงผลที่ได้ให้ดู, นี้จะทำให้เกิดความไว้ วางใจอย่างยิ่ง อยากทำตามจนทนอยู่ ไม่ได้ ต้องทำตาม; นี้คือหลักของปฏิเวธ ธรรมะ;

น.360 ขอให้ท่านครูบาอาจารย์ทบทวนดูใหม่ว่า การสอนอย่างที่เราสอนในชั้น เรียนนั้น มันทำได้แต่เพียงให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ ไม่ให้อะไรมาก ไปกว่านั้น: แต่ว่าการทำให้ดู ที่แสดงอยู่ที่เนื้อที่ตัวไม่ต้องพูดนั้น มันทำให้เกิด ความเชื่อด้วยจิต ด้วยใจทั้งหมด เกิดความเลื่อมใสในข้อความที่สอน ในหลักการ ที่สอนนั้นอย่างยิ่ง เกิดความสนใจในสิ่งที่สอนนั้นอย่างยิ่ง; แต่ว่าเท่านี้ยังไม่พอ เราจะต้องประพฤติดีจนมีผลอย่างดี แสดงผลของความดีอยู่ที่เนื้อที่ตัวให้ดู ซึ่งอาตมา ใช้คำว่า มีความสุขให้ดูนี้; อันนี้มันทำให้ไว้ใจ ซึ่งยิ่งกว่าเชื่อ คือไว้ใจถึง กับมอบชีวิตจิตใจ แก่คำสอน หรือแก่หลักการอันนั้น แล้วก็อยากจะทำตามตัวอย่าง นั้น หรือคำสอนนั้นอย่างยิ่ง จนทนอยู่ไม่ได้ จนต้องทำตามเอง; ไม่ต้องบังคับให้ ทำตาม ไม่ต้องชักจูงให้ทำตาม ไม่ต้องยักคิ้วหลิวตาให้ทำตาม เขาทำตามเองอย่าง ทนอยู่ไม่ได้ และด้วยความสมัครใจ; ฉะนั้น ขอได้โปรดใช้วิธีอบรมสั่งสอนศิษย์ ด้วยหลักการของพุทธศาสนา ที่ว่ามีอยู่สามอย่าง อย่างนี้ คือ จะสอนด้วยปาก ด้วยเสียง ด้วยรูปภาพอะไรเหล่านี้ นี่เรียกว่าการสอนในส่วนพุทธิศึกษา ก็ทำไป อย่างเต็มที่; ที่นี้ ที่เนื้อที่ตัวของครูบาอาจารย์ ก็ต้องแสดงตัวอย่างแห่งการปฏิบัติ อย่างนั้น อยู่อย่างเต็มที่; แล้วที่ทำไปมากกว่านั้นอีกก็คือ เป็นผู้มีความสุข มี ความแจ่มใส ชำนะตัวเองได้ คือชนะกิเลสได้ มีความสงบสุข ให้ดูอยู่ตลอดกาล เรียกว่ามีความสุขให้ดู. ขอได้โปรดจำหัวข้อเพียงสามข้อนี้ไว้เท่านั้น ก็จะเป็นการเพียงพอที่จะแก้ ปัญหาที่อาตมาได้รับมากมาย ที่ว่า มีวิธีการสอนจริยธรรมสำเร็จได้อย่างไร โดยเฉพาะแก่เด็ก . นี้อาตมากำลังตอบอยู่เดี๋ยวนี้ว่า มีวิธีถ่า ยความรู้ ถ่ายธรรมะ

น.361 หรือถ่ายจริยธรรมนี้ ด้วยอุบายสามอย่างด้วยกันคือ การสอนให้เข้าใจ, การทำ ให้ดู ให้เกิดความเชื่อ ความเลื่อมใส; และการ มีความสุขให้ดู ทำให้เกิด ความไว้วางใจ อยากทำตามจนทนอยู่ไม่ได้ ใครห้ามก็ไม่ฟัง; จนถึงกะว่า สมมติว่าเด็ก ๆ คนนั้นเขาอยากจะปฏิบัติตามขึ้นมาแล้ว, แม้บิดามารดาทางบ้านจะ ห้ามไม่ให้ทำ ก็ห้ามไม่ไหว. นี้คือผล หรืออำนาจของการเผยแผ่อบรมสั่งสอน ที่ถูกวิธี; เพราะฉะนั้น ขอให้เราเปรียบเทียบเอาเองว่า การสอนด้วยปากกับการทำ ตัวอย่างให้ดูนี้ มันจะมีน้ำหนักกว่ากันกี่มากน้อย; แล้วไปเทียบกับการมีความสุข ให้ดูอีกทีว่า มันจะมีน้ำหนักมากขึ้นเป็นอีกเท่าไร. ถ้าเทียบกันแล้วจะเข้าใจได้ดีว่า เราควรจะใช้วิธีไหน. อาตมาอยากจะกล่าวว่า ถ้าสมมติว่าการสอนด้วยปาก มีราคา สองไพ ละก็ การทำตัวอย่างให้ดู มีราคาเท่ากับ ตำลึงทอง ทีเดียว; แล้วที่มีความสุขให้ดู นั้น จะมีราคาเท่ากับ ทองชั่งหนึ่ง เลย หรือร้อยชั่งพันชั่งของทองคำไปเลย. ขอทบ ทวนอีกครั้งหนึ่งเถอะว่า ถ้าเทียบว่าการสอนด้วยปากมีราคาสองไพแล้ว การสอน ด้วยการปฏิบัติให้ดู จะมีค่าเท่ากับตำลึงทอง; และถ้าสอนด้วยการมีความสุข ให้ดูด้วยแล้ว จะมีค่าตั้งชั่งทอง หรือร้อยชั่งทองคำไปเลย ! แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า เราจะเลิกการสอนด้วยปาก. มันเป็น สิ่งที่เลิกไม่ได้ และจะต้องทำอย่างดีที่สุด; เพราะว่าเป็นอุปกรณ์ของข้อที่สองที่สาม นั่นเอง. เราต้องเรียนให้รู้ถูกต้อง จึงจะปฏิบัติถูกต้อง, เมื่อปฏิบัติถูกต้อง จึงจะ เกิดความสุขขึ้นมาได้สมจริง; มิฉะนั้นจะมีไม่ได้. ถ้าลองมองดูอีกเหลี่ยมหนึ่งจะ [๔๓]

น.362 เห็นว่า ความจำเป็นอย่างยิ่งมีอยู่ที่การสอนอย่างถูกต้องในเบื้องต้นนั่นเอง. ถ้ามอง กันอย่างนี้แล้ว การสอนก็จะมีค่าในทางความจำเป็นมากอีกเหมือนกัน; แต่ใน ทางที่จะชักจูงใจนั้น มีน้อยกว่ามาก; แต่เมื่อพูดถึงความจำเป็นที่จะต้องกระทำใน เบื้องต้นแล้ว ก็มีมากเป็นภูเขาเลากาเหมือนกัน ฉะนั้นเราจึง ต้องทำให้ดี ให้บริสุทธิ์ ให้เต็มที่ไปหมดตั้งแต่ต้นทีเดียว! ในการสอนด้วยปาก ด้วยวิธีพุทธิศึกษาของเรานี้ เราจะต้องทำให้ เกิด ความรู้ที่ถูกต้อง, ความคิดที่ถูกต้อง, ความเข้าใจที่ถูกต้อง, และจนกระทั่ง สามารถนำเอาไปศึกษาพิจารณาได้ด้วยตนเอง ให้เกิดความเข้าใจถูกต้องยิ่งขึ้นไป อีก. นี่ขอให้จำกัดความว่า ต้องเกิดความรู้ที่ถูกต้อง ความคิดนึกที่ถูกต้อง ความ เข้าใจที่ถูกต้อง จนสามารถเอาไปพิจารณาได้ด้วยตนเองอย่างถูกต้องยิ่ง ๆ ขึ้นไป. เดี๋ยวนี้เรามักจะ สอนอย่างชนิดที่เรียกว่าเครื่องจักร . อย่างจะสอนเรื่อง ธรรมะในขั้นต้น ๆ เช่นเรื่องหิริโอตตัปปะ, ขันติโสรัจจะ, อย่างนี้เราก็บอกให้ นักเรียนจดว่า หิริ โอตตัปปะ แปลว่าอะไร มีกี่อย่าง; ขันติโสรัจจะ แปลว่า อะไร มีกี่อย่าง; สติสัมปชัญญะ คืออะไร มีกี่อย่าง; บอกเสร็จแล้ว จดเสร็จ แล้ว ก็พับสมุดเก็บ นี่ผลมีเพียงเท่านี้; แล้วเวลาสอบไล่นั้น ก็ไม่มีโอกาสที่จะ สอบให้รู้ได้แม้สักหนึ่งในพัน หรือหนึ่งในหมื่นของสิ่งที่ให้เรียนนั้น มันก็ไม่รู้ว่าเขารู้ หรือยังไม่รู้, หรือแม้แต่เพียงว่าจำได้หรือไม่นั้นก็ยังไม่รู้; ดังนั้นการสอนอย่างนี้ ย่อมไม่เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจที่ถูกต้องและเพียงพอ. อย่างจะสอนหิริ โอตตัปปะ อย่างนี้ต้องอธิบายจนเห็นว่า มันมีอยู่ ที่เนื้อที่ตัวของใครบ้าง และมันไม่มีอยู่ที่เนื้อที่ตัวของใคร แล้วคนนั้นเป็นอย่างไร

น.363 และครูจะต้องคอยติดตาม ชี้ตัวอย่างเด็กที่ไม่มีหิริ โอตตัปปะ กำลังทำตนเป็นภัยแก่ หมู่คณะ แก่โรงเรียน แก่ประเทศชาติอย่างไร; หรือแม้ที่สุดจะเป็นเรื่องดูหนัง ดูละคร อ่านหนังสือ เราก็ควรจะต้องหาโอกาสชี้ว่า ในเหตุการณ์นั้น ๆ มีธรรมะ ข้อไหน อย่างไร; ไม่มีธรรมะข้อไหน อย่างไร; และโดยเฉพาะที่ตัวเด็กเอง จะต้องมีวิธีที่ชี้ให้เขาเห็น ขณะที่เขามีธรรมะ หรือไม่มีธรรมะ ด้วยอุบาย ที่แยบคาย ไม่ให้เขาโกรธ เขาเกลียดขึ้นมา; แต่ให้เกิดความเชื่อ ความ เคารพนับถือ พร้อมทั้งให้เห็นโทษของการที่ไม่มีหิริ โอตตัปปะ: พร้อมกับที่ให้ เห็นคุณของการมีหิริ โอตตัปปะ; ไม่เท่าไร เด็กของเราจะต้องมีหิริ โอตตัปปะขึ้น มาตามส่วน. ถ้ามัวแต่บอกให้จด บอกคำบอกให้จด จดแล้วก็ปิดสมุดเลิกกันอย่างนี้ สอนเท่าไร ๆ มันก็ไม่มีหิริ โอตตัปปะได้; แม้แต่ผู้ใหญ่ก็ยังมีไม่ได้ อย่าว่าแต่เด็ก เลย. อย่างในเรื่องสติ สัมปชัญญะ นี้ก็ต้องสอนจนถึงขนาดที่เรียกว่า รู้จักสิ่งนั้นดี จนเอามาใช้เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวันของเด็ก ในเวลาเรียน ใน เวลาเล่น ในเวลาที่อยู่บ้าน ว่าสติสัมปชัญญะถูกใช้ไปอย่างไร ไม่ถูกใช้ไปอย่างไร. สมุดบันทึกประจำตัวเด็กน่าจะมีช่องที่ครูใช้บันทึกสิ่งเหล่านี้ลงไป. เราควรจะมีหลักที่แน่นอนว่า เด็กชั้นไหน เราจะสอนธรรมะข้อไหน กี่ข้อ. สอนทั้งหมดย่อมไม่ไหว; จึงกำหนดไว้ว่า เด็กในชั้นนี้ จะอบรมธรรมะ ๑๐ ข้อ เช่น หิริ โอตตัปปะ, กตัญญู กตเวที, สติ สัมปชัญญะ, สัจจะ ทมะ, ซันติ จาคะ, รวมกัน ๑๐ ข้อดังนี้ ก็จะต้องมีแผนการณ์ที่แน่นอน ในข้อที่ว่าจะคอยชี้ อย่างไร คอยทักอย่างไร คอยท้วงอย่างไร คอยแสดงโทษอย่างไร คอยแสดง

น.364 อานิสงส์อย่างไร เป็นต้น; ตลอดถึงให้เด็กเองยกตัวอย่างมาวิพากษ์วิจารณ์กัน บ่อย ๆ ในกรณีของผู้ที่ไม่มีหิริ โอตตัปปะ; หรือมีหิริ โอตตัปปะ; ซึ่งเป็น ตัวอย่างที่จริง ที่เกิดขึ้นในวงสังคมของเด็กนั้นเอง; อย่างนี้แล้วจะเป็นการได้ผล เร็วที่สุด และได้ผลที่แท้จริง แม้จะต้องเสียเวลามากมันก็ได้ผล; ส่วนการทำวิธีอื่น นั้น แม้เสียเวลามากเท่าไร มันก็ไม่เคยได้ผลเลย; ฉะนั้น การกระทำที่เรียกว่า ทำจริงหรือทำถูกวิธีนี้ แม้แต่ทำนิดหนึ่ง มันก็ยังให้ผลมาก; แต่ถ้าทำไม่ถูกวิธี แล้ว แม้ทำเท่าภูเขาเลากา มันก็ไม่ได้ผลเลย. เรื่อง ความรู้ที่ถูกต้อง และ การสอนด้วยของจริง นี้ อาตมาอยาก จะยกตัวอย่างที่น่าตกใจสักเรื่องหนึ่ง และเกี่ยวข้องอยู่กับธรรมะอย่างมาก เช่นการ สอนเรื่องธาตุทั้ง 4 คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ที่สอนกันอยู่ตาม โรงเรียน แม้โรงเรียนนักธรรม ก็ชี้ธาตุดินไปที่ดิน, ซี้ธาตุน้ำไปที่น้ำ, ชี้ธาตุไฟไปที่ ไฟ, ชี้ธาตุลมไปที่ลม มันน่าหัวเราะอย่างยิ่ง คือมันไม่ถูกสิ่งที่เป็นตัวจริง; ผิดตัว จริง ผิดของจริง และเป็นการสอนที่ไม่ถูกต้อง เป็นความรู้ที่ไม่ถูกเลย. ความรู้ที่ถูกต้องและเป็นของจริงนั้น เช่นจะต้องหยิบดินขึ้นมาสักก้อนหนึ่ง แล้วสอนให้เห็นว่า ในดินก้อนนี้ ส่วนที่มีคุณสมบัติแข็ง กินเนื้อที่นั้น คือ ธาตุดิน; ส่วนคุณสมบัติที่อาจเปลี่ยนรูปไปตามภาชนะ และมีการเกาะตัวกันอยู่อย่างละเอียด มีลักษณะเป็น Cohesion นั้น ในดินก้อนนั้นก็มี นั่นแหละ คือ ธาตุน้ำ ซึ่งในดิน ก้อนนั้นก็มี, ฉะนั้น คุณสมบัติของก้อนดิน ส่วนที่เป็นธาตุน้ำนั้นมันก็มี, แล้วที่นี้ อุณหภูมิของดินก้อนนั้นก็มี เพราะว่าดินก้อนหนึ่ง ย่อมมีอุณหภูมิอยู่ตามมากตาม น้อย ตามสิ่งแวดล้อมของดินก้อนนั้น, ฉะนั้น ธาตุไฟ ก็มีอยู่ในดินก้อนนั้น; ส่วน

น.365 ธาตุลม คือคุณสมบัติของการขยายตัวระเหยออกไปนี้ ซึ่งเป็นอาการของ gas ก็มีอยู่ ในดินก้อนนั้นอย่างเดียวกับที่เราเรียกว่าลมในท้อง ลมในไส้ ลมหายใจ; นี่ก็คืออาการ ที่ gas ลอย เคลื่อนที่ และขยายตัว; คุณสมบัติอย่างนี้เราเรียกว่า ธาตุลม; ฉะนั้น ในดินก้อนหนึ่งที่หยิบมาให้ดูนี้ เราจะต้องชี้ให้เห็นว่าส่วนไหนเป็นธาตุดิน ส่วนไหน เป็นธาตุน้ำ ส่วนไหนเป็นธาตุไฟ ส่วนไหนเป็นธาตุลม. ถ้าครูอาจารย์ขึ้นสอนไป โดยชี้ธาตุดินไปที่ดิน ชี้ธาตุน้ำไปที่น้ำ เหมือน ที่สอนกันอยู่ที่ศาลาวัดแล้ว โรงเรียนก็รับมาสอนกันอย่างนี้แล้ว เป็นการทำลาย สถาบันของศาสนาเป็นอย่างยิ่ง คือทำให้คนสมัยนี้เห็นไปว่า พระพุทธศาสนานี้สอน อย่างโง่เขลาที่สุด ที่ชี้ธาตุดินไปที่ดิน ธาตุน้ำไปที่น้ำ ธาตุไฟที่ไฟ ธาตุลมที่ลมซึ่ง พัดอยู่: โดยที่แท้แล้ว ธาตุดินนั้นต้องหมายถึงคุณสมบัติแห่งการกินเนื้อที่ คือ ของแข็งที่กินเนื้อที่; ธาตุน้ำนั้น คือคุณสมบัติแห่งการเกาะตัวกันเป็นของเหลว ของ อ่อน และเพราะการเกาะตัวกันจึงเปลี่ยนรูปไปตามภาชนะได้; อาตมาไม่ทราบจะ ใช้คำว่าอะไร จึงใช้คำว่า Cohesion อย่างที่ครูบาอาจารย์ก็ย่อมจะเข้าใจได้ดี: ธาตุ ใดมีคุณสมบัติเป็น Cohesion อย่างนี้ก็เรียกว่าธาตุน้ำ; ฉะนั้น ในขณะใดวัตถุอัน หนึ่งมันมีคุณสมบัติอันนี้ ในขณะนั้น เราต้องเรียกมันว่าธาตุน้ำ; เพราะเรารู้อยู่ แล้วว่า สสารชนิดหนึ่งนั้น เมื่ออุณหภูมิต่างกันมากแล้ว ย่อมปรากฏตัวเป็นของ เหลวบ้าง ของแข็งบ้าง หรือว่ายิ่งกว่าของเหลว ก็คือระเหยไปเลยบ้าง; เราจะชี้ ระบุที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งว่าเป็นธาตุนั้นธาตุนี้โดยส่วนเดียว เหมือนพวกสอนธรรมะตามศาลา วัด สอนแยกธาตุ ๔ อย่างนั้นไม่ถูก; เขาสอนไม่ถูกตามคำสอนของพระพุทธเจ้า; ฉะนั้น เราจะมาสอนกันในโรงเรียนให้ผิดต่อไปอีกแล้ว มันก็ทำให้ความรู้ทางวิทยา- ศาสตร์สมัยนี้ ดูถูก ดูหมิ่นคำสอนในพุทธศาสนาอย่างยิ่ง ว่าสอนอย่างโง่เง่างมงาย

น.366 คล้ายคนสมัยหินไปที่เดียว; ฉะนั้นเราจะต้องรู้จักธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม อย่างในพุทธศาสนาให้ถูกต้องอย่างนี้. นี้อาตมายกตัวอย่างที่มันคาบเกี่ยวกัน ระหว่างในวงการศาสนากับใน วงการที่โรงเรียนจะต้องเอามาสอนให้เข้าใจ; เพราะทำอย่างไรเสียก็จะต้องสอน ธรรมะในรูปนี้เป็นแน่นอน จึงว่าต้องสอนด้วยความรู้ ที่ถูกต้อง ด้วยของจริง และ เป็นความจริง . อย่างว่าดินก้อนหนึ่งนี้ เราสามารถจะสอนให้เห็นธาตุทั้ง ๔ อย่างนี้ เป็นต้น: หรือว่าจะตักน้ำมาจากแม่น้ำสักขันหนึ่ง, ในน้ำข้นนี้ เราจะชี้ให้เห็น ธาตุดินที่มีอยู่ในน้ำนั้น ก็คือส่วนสสารที่ละลายอยู่ในน้ำนั้น; แล้วธาตุไฟก็คือ อุณหภูมิ ของน้ำในขันนั้น; ธาตุลมก็คือ gas บาง ๆ ที่ระเหยอยู่ด้วยอำนาจของความร้อน หรืออะไรอย่างนี้; คุณสมบัติที่ระเหยขยายตัวใหญ่ออกเรื่อย เราเรียกว่าธาตุลม; ส่วนความที่มันเหลว เป็นคุณสมบัติเหลว คือเป็น Cohesion นั้นก็คือ ธาตุน้ำ; ฉะนั้นในน้ำขันหนึ่งก็สามารถที่จะชี้ธาตุทั้ง 4 ได้ อย่างนี้เป็นต้น. นี่เพื่อให้เห็นชัดและ ถูกต้องตามความจริง ฉะนั้น เราจะสอนอะไร ก็จะต้องสอนให้ถูกต้องตามความจริง ในลักษณะอย่างนี้เสมอไป จึงจะเรียกว่า ไม่ช่วยกันทำลายพุทธศาสนา หรือทำลาย สถาบันของการสอนธรรมะ ให้เป็นที่ดูถูก ดูหมิ่นของการศึกษาสมัยใหม่ ที่ก้าว หน้ายิ่งขึ้นไปทุกที อย่างนี้เป็นต้น. ที่นี้ เกี่ยวกับการที่จะสอนเขา นั้น พระพุทธเจ้าท่านมีหลักว่า จะสอน อะไรแก่เขา ตัวเองต้องทำอย่างนั้นได้ก่อน. มีพระบาลีว่า "อตฺตานเมว ปฐมํ ปฏิรูป นิเวศเย" แปลว่า ตั้งตัวเองให้อยู่ในรูปที่สมควรกันเสียก่อน, "อตฺถญญมนุสาเสยุยํ นกิลิสฺเสยุย ปณฺฑิโต" เสร็จแล้วจึงสอนคนอื่น

น.367 จะไม่เป็นบัณฑิตสกปรก; แปลตามตัวหนังสือว่าอย่างนี้; "กิลิสฺเสยฺย ปณฺ- ฑิโต" นี้แปลว่า บัณฑิตที่สกปรก; หมายความว่า ครูหรือผู้สอนอะไรก็ตาม จะ เกิดเป็นบัณฑิตสกปรกขึ้นได้ โดยการที่ไม่ทำตัวเองให้อยู่ในคุณสมบัติที่สมควรกัน เสียก่อน แล้วจึงสั่งสอนคนอื่น. ข้อนี้มีคำถามมากเหมือนกันว่า ครูบาอาจารย์ หรือผู้หลักผู้ใหญ่ ไม่เป็นตัวอย่างที่ดีของยุวชนในประเทศเช่นนี้ เลยสอนจริยธรรมเท่าไร มันก็ไม่สำเร็จ. นี้ก็จริง; พระพุทธเจ้าท่านก็ว่าอย่างนี้; ส่วนที่จะให้อาตมา ตอบปัญหาว่า จะไปแก้ผู้หลักผู้ใหญ่ ครูบาอาจารย์เหล่านี้อย่างไรนั้น อาตมาถือว่า - มันนอกหน้าที่ ไม่ควรจะพูดกันในที่อย่างนี้ มันจะเป็นเรื่องกระทบกระทั่ง. แต่เรา อาจพูดกันเป็นหลักการทั่วไปว่า ทุกคนมาพยายามในสิ่งที่ตนทำได้ โดยไม่เนื่อง ด้วยผู้อื่น, โดยการที่ทำตนให้อยู่ในคุณสมบัติที่ควรแก่การสอนผู้อื่น ไม่เป็นผู้ สอนที่เศร้าหมองเสียก่อนด้วยกันทั้งนั้น. บางที่พวกเราจะมองข้ามความสำคัญข้อนี้ กันเสียเป็นส่วนมากก็ได้; หรือว่าตามที่เป็นอยู่จริงนั้น ครูบาอาจารย์ส่วนมากมัก จะถือว่า เรามีหน้าที่เพียงแต่ทำการสอนตามชั่วโมง ตามเวลา คือมาเป็นเครื่อง จักรพ่นคำพูดออกมาเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับคุณสมบัติของใครของมัน ของอะไรที่ไหน; ถ้าอย่างนี้แล้วมันไม่แคล้วที่จะต้องล้มละลาย และอยู่ในลักษณะเป็นผู้สอนที่เศร้าหมอง ด้วยเหมือนกัน; ฉะนั้น อุดมคติที่ว่า ครูบาอาจารย์เป็นผู้ยกสถานะทาง วิญญาณของโลกนี้ เป็นสิ่งที่ต้องใช้เสมอไปในทุกกรณี. นี่ก็ข้อหนึ่งที่จะต้อง สังวรไว้. ที่นี้อยากจะแนะต่อไปว่า เราจะต้องมีอุบาย หรือมีวิธีที่จะทำให้ เด็ก ๆ ยุวชนของเรานี้ คิดเอาเองให้มาก คือให้รู้จักคิดก่อน; นี้หมายถึงคิดให้

น.368 ถ้าไม่คิดก็ไม่มีทางจะรู้; แต่ถึงแม้จะคิด, ถ้าคิดไม่เป็น เพราะไม่ได้ฝึก อบรมเรื่องคิด มันก็คิดไม่ได้; และยิ่งกว่านั้นมันหมายความว่า จะต้องให้คิดเอง อย่าบอกเป็นเครื่องจักรกันไปตะพึด: เราต้องมีปัญหาที่เหมาะ ที่ทำให้เขาคิด; เรา อย่าได้เข้าใจ เหมือนที่เดี๋ยวนี้กำลังเข้าใจกันอยู่มากว่า ธรรมนี้สูงเกินไป, เอามาสอนกันทำไม, เอามาพูดกันทำไม; นี่แหละคือข้อคิดเห็นที่อาตมาได้รับ มากที่สุด ในบัตรที่เสนอขึ้นมานี้. แม้แต่ เรื่องนิพพาน ก็ถูกมองข้ามไปหมดว่า เอามาสอนเด็กไม่ได้. ที่พอจะเชื่อว่าอาจจะสอนได้ ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะสอนอย่างไร. ตอนนี้ก็เหมือนกับที่เคย กล่าวในคราวก่อนว่า ให้เด็ก ๆ รู้จักคิดในทางเปรียบเทียบ อย่างว่าจะให้เขา หัวเราะอยู่ตลอดเวลา หรือจะต้องร้องไห้อยู่ตลอดเวลา อย่างนี้จะเอาไหม. หรือถ้า ว่าง ไม่ต้องเป็นอย่างนั้น หรือเป็นอิสระไม่ต้องเป็นอย่างนั้น จะดีไหม ? อย่างนี้เป็น ต้น. อย่าไปถือว่าเรื่องนิพพานเป็นเรื่องที่ ไม่ควรเอาเข้ามาสู่สมองของเด็ก ; เพราะ นั่นคือต้นเงื่อนที่จะนำไปสู่ความเข้าใจจริยธรรมที่ดับทุกข์ได้จริง. หรือว่าเราจะให้เด็กคิด ปัญหาที่ว่า เกิดมาทำไม? นี่ลองดูบ้างจะ เป็นไร. เขาคงจะตอบน่าเอ็นดูมาก น่าสงสารมากทีเดียว. ถ้าคุณครูจะจัดการ ประกวดให้เด็กแข่งกันตอบปัญหา หรือให้ออกความเห็นว่า คนเรานี่เกิดมาทำไม ไอ้หนูตัวเล็กนั้น ๆ ก็จะออกความเห็นตามประสาของตัว แล้วครูก็จะมีโอกาสชี้ทีเดียว ว่า ความเห็นอย่างไหนดีกว่ากัน อย่างไหนฉลาดกว่ากัน; ให้ประกวดกันมา ตามลำดับ จนกระทั่งรู้ว่าโดยที่แท้นั้น เกิดมาทำไม. การทำอย่างนี้แม้จะกินเวลาบ้าง

น.369 แต่ว่ากลับเป็นการประหยัดเวลามากที่สุด ที่จะให้เข้าใจธรรมะในลำดับสูงขึ้นไป โดยง่ายอย่างยิ่ง. หรือจะให้เขาคิดว่า อะไรเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้; อย่าง นี้ก็ได้. ให้ออกความเห็นตั้งแต่ตัวน้อย ๆ จนโตขึ้นมา ก็ยังออกความเห็นเพื่อตอบ ปัญหาข้อนี้; กระทั่งเป็นชั้นมัธยม ชั้นเตรียม ชั้นอุดม หรือชั้นอะไร ๆ ก็ยังจะต้อง ตอบปัญหาข้อนี้. ถ้าคนเราขยันคิดนึกเพื่อตอบปัญหาข้อนี้ ว่าเกิดมาทำไม อะไรเป็นสิ่ง ที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้, แล้วมันจะเดินเข้าไปในทางของธรรมะ อย่างไม่รู้สึกตัว อย่างง่ายดายที่สุด. จงให้เด็ก ๆ หัดตอบปัญหาว่า ความทุกข์ชนิดไหนบ้าง ที่แม้จะมีเงินมากก็แก้ไม่ได้; คือ ให้เขาค้นให้พบความทุกข์ที่เงินแก้ไม่ได้; เพราะเขากำลังคิดว่าเงินนั้นเป็นแก้วสารพัดนึก สารพัดอย่าง ใช้ทำอะไรได้หมดเลย แล้วยังไม่คิดที่จะหาสิ่งอื่นที่ดีกว่าเงิน อย่างนี้ ก็แปลว่า ติดอยู่ที่เงิน ซึ่งเป็น เรื่องของวัตถุ แล้วนำไปสู่วัตถุนิยม. เราต้องให้เขาคิดว่า อะไรบ้าง ที่เงินช่วย อะไรไม่ได้; ก็จะเป็นเหตุให้รู้ ได้ว่า อะไรบ้างที่ดีกว่าเงิน อย่างนี้เป็นต้น. ครูบาอาจารย์จะต้องมองเห็นความจริงข้อนี้ก่อนศิษย์! ทั้งหมดนี้คือการเรียนธรรมะ หรือการสอนธรรมะ ที่ถูกวิธีของธรรมะ ซึ่งเป็นของธรรมชาติ ไม่ใช่เปิดหนังสือแล้วบอกคำบอกให้จัด อย่างที่ทำกันอยู่ทั่วๆ ไป หรือบังคับให้ท่องนั่นท่องนี่ ท่องกันอย่างพระสวดมนต์; แม้ที่พระสวดมนต์นี้ก็ [๔๔]

น.370 เรื่องท่อง ๆ เสียเป็นส่วนมาก เป็นเรื่องไม่เข้าใจธรรมะอีกเหมือนกัน. มันต้อง เกี่ยวกับความคิดนึกพิจารณาไปตามแนวของธรรมะ แล้วเกิดความรู้สึกไป ตามแนวของธรรมะเท่านั้น ที่จะรู้ธรรมะได้เร็ว. ในธรรมะชั้นสูงขึ้นไปอีก ต้องมีอุบายที่จะให้เด็กของเรารู้จัก สังเกต; เช่นเดียวกับในหลักการของการสอนวิทยาศาสตร์นี้ ครูบาอาจารย์เข้าใจดี อย่างยิ่ง รู้จักทำให้เด็กเรียน; รู้จักทำให้เด็กสังเกตลึกซึ้งในห้องเรียนวิทยาศาสตร์ ; แต่ที่ชั่วโมงสอนจริยศึกษา ทำไมไม่ทำอย่างนี้บ้าง; ทำไมจึงทำหวัด ๆ พอแล้ว ๆ ไป ทั้งที่ธรรมที่จะต้องสอนมันละเอียดยิ่งกว่าเรื่องของวิทยาศาสตร์ หรือวัตถุของ วิทยาศาสตร์ทางเคมี ทางฟิสิกซ์ เหล่านี้เสียอีก เพราะมันดูด้วยตา ไม่เห็นยิ่งไป กว่านั้นอีก; ฉะนั้นจึงต้องสอนให้เขารู้จักสังเกต สิ่งที่เกิดขึ้นหรือรู้สึกขึ้น ในจิตใจ ของเขาว่ามีอะไรเกิดขึ้นอย่างไร เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ในขั้นต้น ๆ ง่าย ๆ นี้ เช่นว่า เราจะเกิดรักขึ้นมาอย่างไร, จะเกิดเกลียดขึ้นมาอย่างไร, จะเกิดโมโห ขึ้นมาได้อย่างไร, จะเกิดกลัวขึ้นมาได้อย่างไร, จะเกิดเศร้าขึ้นมาได้อย่างไร ดังนี้ เป็นต้น, ซึ่งที่แท้มันก็เป็นเพียง mechanism ทางจิตเท่านั้นเอง. ขอให้รู้จักสังเกต และตั้งข้อสังเกตอย่างนี้ ไม่เท่าไรเด็ก ๆ ของเราจะฉลาดในธรรม โดยไม่ต้องออก ชื่อธรรมที่เป็นบาลียุ่งยาก. อาตมาเห็นด้วย ที่ครูบาอาจารย์หลายคน เสนอขึ้นมาถึงอุปสรรคที่เกิดมา จากภาษาบาลี. จริงอยู่ อุปสรรคของภาษาบาลีมีอยู่มาก เราควรจะทำเป็นคำไทย แต่ พร้อมกันนั้น เราก็ให้จำไว้เป็นภาษาบาลีไปพลาง ไม่เท่าไรมันก็จะเป็นคำไทยไปเอง. เรื่องคำไทยคำบาลีนี้ อาตมาได้คำนวณให้ฟังตั้งแต่คราวที่แล้วว่า ใน ภาษาไทยสมัยใหม่ของเรานั้น เต็มไปด้วยภาษาบาลีตั้ง ๖๐ %; ไปเปิดดูเถิด หน้า

น.371 กระดาษไหนก็ได้; หนังสือรุ่นแรก ๆ ที่ว่าเป็นภาษาไทยมาก ๆ เช่นหนังสือสามก๊ก หนังสือราชาธิราช อย่างนี้ก็มีคำที่เป็นภาษาบาลีอยู่ตั้งหลายสิบเปอร์เซ็นต์เหมือนกัน ในหน้าหนึ่ง ๆ มีตั้ง ๒๐-๓๐ คำ แต่ไม่ไปสังเกตมันอย่างละเอียด ไม่ไปขีดที่ละคำ ก็ไม่รู้และเข้าใจว่าเป็นภาษาไทยไปหมด. รกรากของภาษาไทยมีภาษาบาลีสันสกฤตเจืออยู่มาก เพราะว่าชาวอินเดีย เขาเข้ามาที่ดินแดนนี้ตั้งพันกว่าปี หรือตั้งสองพันกว่าปีมาแล้ว ดังนั้นเราไม่ควรรังเกียจภาษาบาลี แต่เราพยายามใช้ให้เป็นภาษาไทยมากขึ้น อย่ากันออกไป มิฉะนั้นจะเพิ่มความลำบากขึ้น สอนภาษาไทย ให้รู้ภาษาบาลีพร้อมกันไปเสียในตัว เช่นคำว่า พระพุทธก็เป็นบาลี พระธรรมก็เป็นบาลี พระสงฆ์ก็เป็นบาลี จริยธรรมก็เป็นบาลี พุทธิศึกษาก็เป็นบาลี จริยศึกษาก็เป็นบาลี พลศึกษา หัตถศึกษาก็เป็นบาลี; เห็นได้ชัดอยู่ว่า ล้วนแต่เป็นรูปที่ถอดมาจากสันสกฤตหรือบาลีไปหมด; แต่เพราะใช้กันจนชินมันจึงเป็นอย่างนั้น; ไม่เท่าไรคำว่า นิพพาน วัฏฏสงสาร ฯลฯ จะมาเป็นภาษาไทยไปหมดเหมือนกัน ภาษาอังกฤษนั้น คำว่า "กรรม" ก็เป็นภาษาอังกฤษไปแล้ว: เขาใช้ คำคุณศัพท์ว่า Karmic, ใช้คำกริยาวิเศษณ์ว่า Karmically; นี่เป็นภาษาอังกฤษจ๋าไปเลย; แต่คำนี้ก็คือคำว่า "กรรม" ในภาษาสันสกฤต และ "กัมม" ในภาษาบาลี อย่างนี้เป็นต้น. ฉะนั้น โปรดตั้งใจให้ตรง ไม่ลำเอียงเกี่ยวกับภาษาบาลีและภาษาไทยนี้ให้ถูกเต็มที่สักหน่อย มันจะเป็นไปเพื่อผลอันดี. ที่ครูบาอาจารย์ตั้งข้อสังเกตมานั้น ดูเหมือนว่าตั้งข้อรังเกียจในภาษาบาลีมากไปหน่อย. ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เรียกว่าการสอนด้วยหลักวิชา ชนิดที่ทำให้เกิด ความรู้ ความคิด; ที่นี้ข้อที่สองต่อไปคือ การทำให้ดู อบรมสั่งสอนโดยทำ ให้ดู ให้เกิดความเชื่อ ความเลื่อมใส ความสนใจอย่างยิ่ง.

น.372 กี่ยวกับการสอนด้วยการทำให้ดูนี้ อาตมาจะยกตัวอย่างง่าย ๆ เหมือนอย่างว่า แม่ไก่มันสอนลูกของมันให้เขี่ยดินเป็น ให้วิ่งเป็น ให้บินเป็นนั้น มันก็เขี่ยให้ดู วิ่งให้ดู บินให้ดู มันไม่เคยพูดกันเลย: ส่วนลูกไก่ที่ฟักด้วยเครื่องฟัก ในห้องฟักนี้ มันเขี่ยไม่เป็น เลี้ยงจนโตแล้วก็ยังเขี่ยไม่เป็น งุ่มง่ามจนเขาต้องเลี้ยงอยู่เรื่อย จนกระทั่งบางตัวไม่เคยเขี่ยเลยตลอดชีวิต เพราะไม่เคยเห็นตัวอย่างในการเขี่ย; แต่ลูกไก่ป่าแล้วเขี่ยเป็นในวัน ๑ หรือ ๒ วัน เพราะแม่มันเขี่ยให้ดูโดยไม่ได้พูดกันเลย; นี่จะเห็นได้ว่า ตัวอย่างที่ทำให้ดูนั้นมันมีค่ามากมาย มีน้ำหนักมากมาย; แม้ พวกเราก็มักจะพูดกันว่า "สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น"; นี่คือมัวแต่พูดด้วยปาก มันก็ต้องพูดกันสิบเท่า จึงจะเท่ากับเห็นตัวอย่างด้วยตาที่หนึ่ง หรือเท่าหนึ่ง. ผู้ใหญ่สมัยนี้ถูกเอ่ยถึงมากที่สุด! ที่จริงเราไม่ใช่จะพูดกระทบกระทั่งผู้ใหญ่ จะไปที่ไหน ๆ ก็มักจะได้ยินคำที่ว่า ผู้ใหญ่ไม่ทำตัวอย่างให้ดี. ในการสัมมา ก็พูดถึงกันแต่อย่างนั้น; ในปัญหาบัตรที่ยื่นเข้ามานี่ก็มีอย่างนี้มาก ถึงข้อที่ว่าผู้ใหญ่ไม่เป็นตัวอย่างที่ดี; แปลว่า ผู้ใหญ่ถูกเอ่ยถึงมากในทางที่เป็นตัวอย่างไม่ดี. นี่จะจริงหรือไม่จริง อาตมาไม่ใคร่จะได้ทราบนัก เพราะไม่ค่อยได้เข้ามาอยู่ในบ้านในเมืองกะเขา จนสมัครที่จะเรียกตัวเองว่า "พระเถื่อน" อย่างนี้ ได้โปรดเข้าใจว่าตรงกับความจริง เพราะมัวอยู่แต่ในป่า: มันจึงเป็นเรื่องที่ครูบาอาจารย์จะต้องเข้าใจ เอาเองว่า มันจริงหรือไม่จริง; แต่มันก็น่าจะจริง; เพราะว่ามีข้อที่พูดถึงกัน มากขึ้น ๆ ถ้าลงตัวอย่างไม่ดีอยู่เพียงไรแล้ว ก็ต้องมีอุปสรรคในการอบรมสั่งสอนตามวิธีนี้อยู่เป็นอันมาก; แต่เราจะต้องเห็นอกเห็นใจกัน หวังดีต่อกัน ช่วยกัน ปรับปรุงแก้ไขพร้อมกันไป โดยวิธีที่สุภาพและเหมาะสม.

น.373 เรายอมรับกันทั่วไปแล้วว่า สิ่งชั่วร้ายที่ตำตาอยู่ทุกวันนั้นแหละ เป็นอิทธิพลอันใหญ่หลวง ที่พายุวชนของเราไปสู่ความรวนเรทางจริยธรรม ฉะนั้น เราช่วยกันทุกอย่าง ทุกทาง ที่จะขจัดสิ่งชั่วที่จะตำตาอยู่เสมอ. เราจะต้อง ระลึกให้ดีว่า ในบรรดาสิ่งที่เรากำลังนิยมกันอยู่นี้ อย่างเช่น Championship นานา ชนิด; ใครเป็นเอก เป็นเด่นอะไรขึ้นมา ทางนักมวย ทางแข่งรถ ฯลฯ ทางอะไร ก็ตาม นี้มันควรจะดูกันเสียก่อน มีจริยธรรมเจืออยู่หรือเปล่า. บางทีมันก็เห่อ ๆ ไป ตามคนที่เป็น Champion นั้น ๆ: เขาแต่งตัวอย่างไร เขานุ่งห่มอย่างไร เขาทำหน้า ทำตาอย่างไร เขายิ้มอย่างไร นี้เด็ก ๆ ก็เอาอย่างกันเป็นแถว โดยไม่มีความหมาย ว่าเพื่ออะไร; ไม่มีความรู้ว่า เพื่ออะไร; แต่ทำไปเพราะสิ่งเหล่านี้ตำตามาก ที่สุด; หรืออย่าง Fashion Show ที่ชอบแห่กันไปดูจนเสียค่าบัตรผ่านประตูนั้นมันก็ อย่างเดียวกัน: มันมีความหมายของจริยธรรมที่ตรงไหน; แล้วทำไมมันจึงมีขึ้นได้ มากมาย แล้วก็ดึงเวลาไปหมด. ท่านลองคิดดูว่า สิ่งเหล่านี้ท่านจะเข้าใจว่าอะไร มันเป็นตัวอย่างในทางไหน หรือมันให้ความหมายความรู้สึกไปในทางไหน; ควร จะเรียกมันว่า Championship สมความหมายของคำ ๆ นี้หรือไม่? บางทีตัวเนื้อหา ของ Championship นั้น ไม่มีคุณค่าทางจริยธรรมที่ทำให้โลกเป็นสันติภาพถาวร เลย; มีแต่ฟุ้งเฟ้อไปในทางวัตถุนิยมบ้าง, ไปในทางที่จะมีตัวกู ของกู จัดขึ้นเท่านั้นเอง; ฉะนั้น เราครูบาอาจารย์จะต้องสอนเด็กให้รู้จักสังเกตว่า ถ้า จะถือเอาใครเป็นตัวอย่าง จะเอา Champion คนไหนเป็นตัวอย่าง เป็นที่นิยมชมชอบ ละก็ มันจะต้องให้มีไปในทางจริยธรรม คือมีประโยชน์แก่ชีวิต แก่ความดับทุกข์ ของเรา เสมอไป. กลัวแต่ว่า ครูบาอาจารย์หนุ่ม ๆ สาว ๆ นี้ จะฮือ จะเฮไปตาม เขาว่าถ้า Champion ละก็ใช้ได้, ว่ามีใน Fashion show แล้ว ละก็ถือเป็นหลัก

น.374 ด้อย่างนี้เป็นต้น; ไม่รู้จักเป็นตัวของตัวเอง ไม่รู้จักตัดสินวิพากษ์วิจารณ์ ของตัวเอง เราก็เสียเวลาไปตามเขาหมดเลย ไม่มีอะไรที่จะเหนี่ยวรั้งไว้ให้อยู่ ในร่องรอยได้ เพราะสิ่งที่ตำตาหรือนิยมชมชื่นนั้น เป็นไปในรูปนั้น. ที่นี้ มองดูให้กว้างไปทั้งโลกก็จะพบว่า มนุษย์ในโลกเราทั้งหมดนี้เสีย เวลา เสียเงิน เสียทองไปเพราะเหตุนี้เป็นอย่างมากมายทีเดียว; แล้วในที่สุดก็เสีย อย่างยิ่ง เสียสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ เสียความทรงตัว; เสีย Balance คือ ความทรงตัวในทางจิต ทางวิญญาณ มีความล้มละลายในทางจิต ทาง วิญญาณตามเข้ามา; นี่คือต้นเหตุของวิกฤตกาลถาวรของโลกเรา. ก่อนที่เราจะ ไปเห่อพวกใหม่ ๆ ที่เขานิยมกันว่า เมืองนอก เมืองนา พวกฝรั่งก้าวหน้า, นี่ต้อง ดูก่อนว่า มันก้าวหน้าไปในทางล้มละลายของวิญญาณหรือเปล่า? นั้นก็ดูว่า จริย- ธรรม วัฒนธรรม ศาสนาของตะวันออกเรานี้ แม้จะไม่ก้าวหน้า แต่มันก็มั่นคง อยู่ในร่องรอยของจริยธรรมหรือเปล่า? เราดูด้วยจิตใจที่เป็นอิสระอย่างนี้ เราก็จะ รู้จักเลือกตัวอย่าง. การรู้จักเลือกอย่างนั้น ไม่ใช่ของเล็กน้อย มิใช่คำพูดที่เล็ก ๆ น้อย ๆ เลย; เมื่อเรารู้จักเลือกตัวอย่างแล้ว เราก็ได้ตัวอย่างที่ดี ให้แก่ตัวเราเอง ให้แก่ศิษย์ตาดำ ๆ ตัวเล็ก ๆ ของเรา และนำเขาไปถูกทางได้. ที่นี้มาถึงหลักข้อสาม ที่เรียกว่า การสอนด้วยการมีความสุขให้ดู. การเผยแผ่อบรมสั่งสอนโดยมีความสุขให้ดูนั้น คุณครูจะต้องมีอนามัยดี ทั้งทางกายทั้งทางจิต มีความร่าเริง แจ่มใส ไม่มีความทุกข์ หรือที่เรียกว่ามีอินทรีย์ ผ่องใส ที่เป็นเหตุให้เด็กเคารพนับถือไว้ใจ อยากทำตามคำพูด คำสอน ทนอยู่ ไม่ได้ ข้อนี้ต้องขอยกตัวอย่างความสำเร็จที่ประสบมาแล้ว ในวงการเผยแผ่พระ พุทธศาสนา;

น.375 เช่น พระอัสชิ เป็นพระสาวกองค์หนึ่ง ในชุดแรกที่สุดที่เกิดขึ้นในพระพุทธ ศาสนา ที่พระพุทธเจ้าทรงส่งออกไปประกาศพระศาสนา. พระอัสซิท่านมีอินทรีย์ ผ่องใส มีอิริยาบถงดงาม แสดงแววตาของความสุข. ที่นี้ก็มี อุปติสสะ โกลิตะ ศิษย์เอกฝ่ายปริพาชก, ซึ่งต่อมาเป็นพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะนั้น; เขาไม่ได้ รับความพอใจในลัทธิศาสนาที่เขากำลังศึกษาอยู่: เผอิญเขาเดินอยู่ที่ถนนส่วนทาง กับพระอัสซิเท่านั้น ไม่ได้พูดจาอะไรกันเลย เพียงแต่เห็นอินทรีย์ผ่องใสของพระอัสชิ ก็สนใจอย่างยิ่ง และเชื่อแน่ว่า นี่คือบุคคลที่มีธรรมะ หรือเข้าถึงธรรมะ ฉะนั้นจึง ได้ติดตามไป ครั้นเสร็จการบิณฑบาตแล้ว จึงได้ถาม จึงได้รู้เรื่องหลักธรรมที่เป็น หัวใจของพุทธศาสนา ที่ว่า "สิ่งทั้งปวงมาแต่เหตุ เป็นไปตามเหตุ ดับ เพราะหมดเหตุ" ซึ่งรวมความแล้วคือว่า ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่นว่าตัวตน นั่นเอง; จึงได้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา แล้วมาบวชในพระศาสนานี้ ซึ่งต่อมา ได้เป็นพระอัครสาวกของพระพุทธเจ้า คือพระสารีบุตร พระโมคคัสลานะ. นี้ขอให้ถือ เป็นตัวอย่างว่า การมีความสุขให้ดูนั้น เผยแผ่ศาสนาได้อย่างเฉียบขาดที่สุด. ในการสอนจริยธรรม แม้ในโรงเรียนก็เหมือนกัน ควรจะสอนด้วยการ แสดงผลดีให้ดู มีผลดีแสดงให้ดูอยู่ที่เนื้อที่ตัวของครู อยู่ที่หมู่คณะของเรา รวมทั้งให้เด็กรู้จักสังเกตที่มีอยู่แก่ประเทศชาติของเรา ในระบอบวัฒนธรรมขนบ- ธรรมเนียมประเพณีของเรา. นี้จะเป็นการเผยแผ่ธรรมะ แผ่พระศาสนาที่ดี ที่สดวก ตายไม่ยุ่งยาก ไม่ลำบากอะไรหมด ฉะนั้น ขอให้ประพฤติดี ตั้งตนอยู่ดี แสดง ความสุขให้คนอื่นดูเท่านั้นเอง ซึ่งต่างคนต่างจะเป็นผู้เผยแผ่ธรรมะ แผ่พระศาสนา อย่างยิ่ง ยิ่งกว่าที่พระเทศน์อยู่บนธรรมาสน์ ซึ่งมีค่าสองไพเบี้ย ในเมื่อมีความ สุขให้ดู มีการปฏิบัติให้ดูนี้ มีค่าตำลึงทองหนึ่งบ้าง หรือชั่งทองบ้าง สิบชั่งทอง บ้าง.

น.376 ขอให้เราตั้งตนอยู่ด้วยธรรมะ มีลักษณะของธรรมะปรากฏอยู่ที่เนื้อที่ตัว ที่กาย วาจา ใจ, มีแววตาที่แสดงความเป็นสุข ไม่มีทุกข์ ไม่ตกนรกทั้งเป็นซ่อน อยู่ในภายใน มีลักษณะแห่งความเป็นผู้ไม่มัวเมาในตัวกู ของกู อยู่เสมอ; นั้น แหละคือวิธีการเผยแผ่ที่ดี. เราต้องการครูบาอาจารย์ที่แจ่มใส มีความประพฤติดี มีความสุข ไม่มีปัญหาส่วนตัวครอบงำ ซึ่งไม่ส่อให้เด็กเห็นว่า แม้แต่ครูก็เอาตัว เองไม่รอด แม้แต่ครูก็ยังเร่าร้อนอย่างนี้เป็นต้น. เกี่ยวกับข้อนี้ มีบาลีที่ท่านทั้งหลายทุกท่านจะต้องได้ยินได้ฟัง เพราะว่า เมื่อมีการสวดมนต์เย็นตามบ้าน ตามงานต่าง ๆ ที่เรียกกันว่า มงคลสูตร ก็มีอยู่ ข้อหนึ่งว่า "สมณานญฺจ ทสฺสนํ ฯลฯ และต่อท้ายถึง เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ" นี้ หมายความว่า ในบรรดาสิ่งที่เป็นมงคลอันสูงสุดนั้น มีข้อที่ว่า การได้เห็นสมณะ รวมอยู่ด้วย. การได้เห็นสมณะเป็นมงคลสูงสุดนั้น เป็นสมณะคืออะไร ? สมณะที่แท้ จริงคืออะไร ? พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ตรัสว่า เอาผ้าเหลืองมาคลุมแล้วเป็นสมณะ; ท่าน ทรงปฏิเสธหมดว่า ไม่ได้เป็นสมณะเพราะโกนหัวให้โล้น, ไม่ได้เป็นสมณะเพราะ เอาผ้ากาสายะมาพันที่ตัว ฯลฯ อย่างนี้; แต่เป็นสมณะ เพราะมีความสงบระงับ ตามความหมายของคำว่า สมณะ, สม แปลว่า สงบ; สมณะ แปลว่า ผู้สงบ; ผู้สงบ ก็คือ สงบจากความวุ่นวายของตัวกู ของของกูอีกนั้นเอง; สงบก็เพราะ ไม่มีความยึดมั่น ถือมั่นเป็นตัวกู ของกู ที่ให้เกิดวุ่นวายเป็นความโลภ ความโกรธ ความหลง ขึ้นมา. เพียงแต่ได้เห็นสมณะเท่านั้น ท่านว่าเป็นมงคลอย่างยิ่ง และมีความดึงดูด อย่างยิ่ง เหมือนอย่างที่พระอัสชิมีให้แก่อุปติสสะ โกลิตะ อย่างที่กล่าวมาแล้ว; ฉะนั้น ครูก็เป็นสมณะได้: ครูบาอาจารย์ที่สอนอยู่ในห้องเรียนนั้นก็เป็น สมณะได้ ขอให้มีความสงบระงับทางกาย ทางวาจา ทางใจ ทางความรู้สึก

น.377 ความคิดนึก ทางทิฏฐิ ความคิดเห็น ความเชื่ออะไรต่าง ๆ ล้วนแต่ให้เป็นไปใน ทางของความสงบ ไม่พลุ่งพล่าน เร่าร้อนอยู่ด้วยความกระวนกระวาย ด้วยอำนาจ ของความยึดมั่น ถือมั่น อย่างที่กล่าวนั่นเอง. ลักษณะเช่นนี้ เขาใช้เรียกบรรพชิตว่า เป็นทัสสนานุตตริยะ. การ เห็นสมณะนี้จัดเป็นทัสสนานุตตริยะอย่างหนึ่งเหมือนกัน เพราะฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า การได้เห็นผู้มีความสุขนี้ มันเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลมาก ที่จะดึงผู้นั้นมาสู่การปฏิบัติตาม จนทนอยู่ไม่ได้ เพราะไว้ใจอย่างยิ่ง. ที่สอนด้วยปากนั้นไม่เกิดความไว้วางใจ กลับ ให้เกิดความรู้ความคิด ที่เป็นความสงสัยลังเลด้วยซ้ำไป ทำให้ไม่เชื่ออย่าง เต็มที่ ไม่เลื่อมใสอย่างเต็มที่; แต่ว่าถ้าปฏิบัติให้ดู จึงจะเชื่อจะเลื่อมใส; แต่ กระนั้นความไว้ใจยังไม่เต็มที่; ต่อเมื่อมีความสุขเพราะประสบความสำเร็จให้ดู คนเราจึงจะไว้ใจเต็มที่ และนึกอยากทำตามจนไม่ต้องมีใครชักชวน. ในเรื่องทางวัตถุเราเห็นได้ชัด เช่นว่า ถ้าใครประดิษฐ์สินค้าเพื่ออาชีพ การค้า การอุตสาหกรรม หรืออะไรขึ้นมาได้อย่างหนึ่งมีผลดี ก็เฮกันทำตามอย่าง ยั้งไม่อยู่ จนของนั้นล้นหรือเพ้อไปอีก; นี้ไม่ต้องจูง - ต้องลาก ต้องเข็นอะไรกัน เลย เพราะมันแสดงให้ดูด้วยการประสบความสำเร็จ มีผลเป็นเงิน เป็นทองให้ดู: นี้เป็น เครื่องเปรียบเทียบทางวัตถุ : ในทางธรรมะหรือจริยธรรมก็เหมือนกัน เรา ต้องได้บุคคลที่ปฏิบัติให้ดู และมีความสุขให้ดู จึงจะเกิดความสมัครใจ ในการที่จะปฏิบัติตามจนทนอยู่ไม่ได้ ฉะนั้นจึงถือว่า เป็นเครื่องมือการเผยแผ่ หรือเป็นวิธีเผยแผ่แบบหนึ่ง อย่างยิ่ง หรือ อย่างที่สุด ทีเดียว. ทั้งหมดที่กล่าวนี้จะเห็นได้ว่า การเผยแผ่จริยธรรมหรือธรรมะ ซึ่ง บัดนี้กำลังจะมามีอยู่ในห้องเรียนในโรงเรียนด้วย นี้จะต้องใช้อุบาย ๓ วิธี [๔๕]

น.378 ดังที่กล่าวแล้ว คือ สอนให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ: ปฏิบัติให้ดู เพื่อให้เกิดความไว้วางใจ อยากปฏิบัติตามจนทนอยู่ไม่ได้. ขอได้โปรดนำหลักการ คร่าว ๆ นี้ไปพิจารณาดูอย่างละเอียด แล้วนำไปใช้ให้ได้ในการปฏิบัติงานประจำ วันของครูบาอาจารย์ . นี่เป็นการตอบปัญหาหลายปัญหาที่ถามอย่างนี้ไปในตัว. ที่นี้ มีเรื่องที่เกี่ยวกันอยู่อีกเล็กน้อย ก็อยากจะกล่าวเสียเลยว่า บรรดา สิ่งต่างๆ ล้วนแต่จะต้องมีแผนการณ์ ที่เรียกว่าอุบาย หรือกุศโลบาย เสมอไป. ข้อนี้เป็นเรื่องของปฏิภาณ หรือความไหวพริบไม่อาจจะนำมากล่าวอย่าง ตายตัวได้ เพราะมันเป็นเรื่องเฉพาะหน้า เฉพาะเรื่อง เฉพาะกาล เฉพาะเวลา เฉพาะคน จะต้องพยายามเสาะหา หรือว่าคอยสังเกตอยู่ตลอดเวลา ที่ว่าจะต้องใช้ อุบายอย่างไร; แม้แต่การเผยแผ่จริยธรรมทั้งสามวิธีนี้ ก็เรียกว่าเป็นอุบายหรือ เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง ฉะนั้นเราจะต้องมีการใช้อุบายในการกลับใจคน ซึ่งมีเรื่อง มากมาย; แม้แต่ในเรื่องนิทานเล็ก ๆ น้อย ๆ, เรื่องนิยายเล็ก ๆ น้อย ๆ, ก็ยัง มีให้อ่าน ให้นำไปคิดไปนึกเป็นตัวอย่างได้. เราจะต้องมีอุบายกลับใจคนขนาดที่ เรียกว่า เอาคนเข้าบ่วงที่แนบเนียน ทำนองหมากรุกกล และเป็นบ่วงที่ดึงไป ในทางที่ดี ไม่ใช่เอาเข้าไปในทางทำลาย. เราจะต้องดึงเอาลูกศิษย์ตาดำ ๆ ของเรา มาเข้าบ่วงของธรรมะให้จงได้. อุบายอย่างนี้มันมีมากเหมือนกัน เป็นเรื่องที่ฝากไว้ ให้สนใจเอาเอง. อย่างนิทานชาดก เรื่องสุดโสม จะขอนำมาเล่าย่อ ๆ สั้น ๆ ว่า พระ สุดโสมถูกยักษ์โปริสาทจับไปเพื่อจะกิน. แต่ก็ยังเอาตัวรอดได้ในข้อที่ว่า สุดโสมขอ ผลัดว่า อย่าเพ่อกิน เพราะเขาได้สัญญาไว้กับนักศึกษาคนหนึ่งที่มาจากต่างประเทศ ว่า จะให้ฟังอะไรอย่างหนึ่ง ซึ่งประเสริฐที่สุด. สุดโสมเป็นนักศึกษามากถึงอย่างนี้

น.379 จริง ๆ ไม่ได้ผลัดเพียงเพื่อจะหนีเอาชีวิตรอด โดยอ้างเลศไปฟังข้อนั้นตามที่ตกลงกัน ไว้. ยักษ์ไม่ค่อยจะเชื่อเครดิต แต่เพราะว่าเขาเคยเป็นพระเจ้าแผ่นดินมาก่อน สุตโสม ก็เป็นพระเจ้าแผ่นดินมาก่อน จึงเชื่อเครดิตกันและปล่อยให้ไป. สุตโสมได้ไปฟัง ความรู้ธรรมะประเสริฐสุด ที่ถือกันว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ; เพราะ ชาดกทั้งหมดย่อมหมายถึงเรื่องที่เกิดก่อนพระพุทธเจ้าองค์นี้ทั้งนั้น; พอได้ฟังแล้ว ก็กลับมา; ยักษ์จึงได้ฉงนว่า นี่ทำไมมันจึงกลับมาและไม่กลัวตาย ชะรอยจะเป็น เพราะอานุภาพของสิ่งที่ได้ฟังมานั่นแหละทำให้สุตโสมไม่กลัวตาย ยังกลับมาสู่ความ ตายอีก, ที่จริงก็หลุดมือไปแล้ว ควรจะเตลิดหนีไปเลย ทำไมกลับมาอีก, ฉะนั้น สิ่งที่ได้ฟังนั้นคงจะช่วยให้สุตโสมกล้าหาญ หรือเป็นผู้รักษาความสัตย์ ไม่กลัวตาย; ยักษ์นั้นก็เลยเกิดอยากจะฟังสิ่งที่สุตโสมได้ฟังมาเหลือกำลัง; สุตโสมก็กล่าวธรรมะนั้น ให้ฟัง. ยักษ์นั้นไม่ใช่หมายความว่าจะเป็นพาล หรือว่าไม่อยู่ในเหตุผล ไม่มีความ รู้สึกที่เป็นหลักเกณฑ์ของธรรมะเสียทีเดียว เขาเคยเป็นนักศึกษา ทั้งเคยเป็นพระเจ้า แผ่นดินมาก่อนเหมือนกัน พอได้ฟังธรรมะก็พอใจธรรมะ และเพื่อไม่ให้เสียธรรมเนียม ว่า เมื่อได้ฟังธรรมะจากใคร ควรจะบูชาคุณคนนั้นบ้าง; ยักษ์ก็เลยให้สุตโสม เลือกเอาพรสักอย่างหนึ่งได้ตามใจชอบ ก่อนแต่ที่จะตายเพราะถูกยักษ์กิน. สุตโลมได้ขอพรว่า "ขอให้ตัวเขาเองได้เห็นยักษ์นี้มีอายุยืนร้อย ปี" นี่แหละลองคิดดูเถอะว่า ยักษ์นี้เข้าบ่วงของสุตโสมอย่างไร; ยักษ์ก็ต้อง เอออวยยอมตกลง และบางทีจะยิ่งยินดีด้วยซ้ำ เพราะเขาปรารถนาความสุขสวัสดิ์ แก่ตัว ให้มีอายุยืนตั้งร้อยปี; ที่นี้เรื่องมันก็มีว่า ที่ให้ยักษ์มีอายุยืนร้อยปีก็หมาย ความว่า สุตโสมต้องไม่ตาย เขาจึงจะได้เห็นยักษ์มีอายุยืนร้อยปีได้; ยักษ์ก็กินไม่ลง กินไม่ได้อย่างนี้เป็นต้น: คำตอบที่ตอบออกไปว่า "ขอให้เราได้เห็นท่านมีอายุยืน ร้อยปี" นี้มันเหมือนกับอุบายที่ฉลาดขนาดหมากรุกกล ที่ดึงคนมาเข้าบ่วงของธรรมะ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์แก่ตัวอย่างเดียว; เขามีจิตใจที่ว่างจากตัวกู ของกู ไม่ขลาด

น.380 ม่กลัว มีจิตใจแจ่มใส; จึงอาจนึกอุบายต่าง ๆ เป็นปฏิภาณไหวพริบเกิดขึ้น. นี่คือตัวอย่างการใช้อุบาย. เราจะต้องใช้อุบายชนิดที่ใครหลบหลีกไม่ได้ ในการที่จะ พาลูกเด็ก ๆ ตาดำ ๆ ของเราไปเข้าบ่วงของธรรมะ ที่มีอยู่มากมายเหลือที่จะเอามา กล่าวได้อย่างนี้เป็นต้น. ตัวอย่างนี้อาจจะสูงเกินไปสำหรับเด็ก แต่ไม่สูงเกินไป สำหรับผู้ใหญ่: ที่นี้สำหรับเด็กก็เอาไปย่อส่วนเอาตามสมควรก็แล้วกัน. รวมความว่า ในการเผยแผ่จริยธรรม นี้ เรามีอุบายที่จะเผยแผ่ด้วย วิธีทั้งสาม; และเราจะ มีอุบายกลับใจคน, เ ราจะ มีอุบายในการเอาคนเข้าบ่วง ของธรรมะ อย่างแยบคายที่สุดเหมือนหมากรุกกล; จึงจะได้ชื่อว่าเป็นครูบา- อาจารย์แท้จริง คือ เฉลียวฉลาดในการยกสถานะทางวิญญาณของคนในโลก ได้จริง. ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องของ การธำรงไว้ซึ่งจริยธรรมให้คงมีอยู่ในโลก เป็นการสืบอายุจริยธรรม เหมือนปลูกต้นโพธิ์ไว้ประจำโลก แล้วก็รดน้ำพรวนดิน อยู่เรื่อยไป; ที่นี้ถ้าต้องการพืชพันธุ์ ขยายออกไปมากต้น ก็อาจทำได้ด้วยการเผยแผ่ อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า ใช้อุบายสามวิธีคือ การสอน, การทำตัวอย่างให้ดู, มีความสุขให้ดู และ มีอุบาย การกลับใจเขา คือดึงเขาเข้ามาในบ่วงของ ธรรม. นี่เป็นแนวคร่าว ๆ ทั่วไปอย่างนี้ เท่าที่เวลาอำนวยให้กล่าวได้ อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ เพราะสิ้นสุดลงแห่งเวลาเพียงเท่านี้. พิมพ์ที่ บริษัท ศิริพัสดุ์ จำกัด เลขที่ 5 ถนนสุขุมวิท ซอย 49 บางกะปิ พระนคร พิไลวัน สินธุโสภณ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา 2505

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต