Buddhadasa.org

ปมเขื่อง ตอนที่ ๑ — หนทางแก้ไขมูลเหตุแห่งอาชญากรรม

ปมเขื่อง — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ปมเขื่อง (๒๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.15 พุทธทาสภิกขุ ในการพิจารณาทางฝ่ายจิตใจ เพื่อค้นหาต้นเหตุแห่งการ ประทุษร้ายเบียดเบียน หรือการประกอบอกุศลกรรมทุกชนิดนั้น อาจมีทางพิจารณากันได้หลายทาง แล้วแต่ความถนัด แต่ข้าพเจ้า รู้สึกว่า ในฐานะที่เราเป็นพุทธบริษัท ควรจะได้พิจารณากัน ถึงมูลรากอันสำคัญอย่างยิ่ง หากแต่มักจะไม่ค่อยมีผู้สนใจไป ถึงอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อว่า อาจจะเป็นหนทางแก้ไขมูล เหตุแห่งการประกอบอาชญากรรมได้โดยตรง และอาจขยาย ต่อขึ้นไปตามลำดับ จนกระทั่งถึงการทำความดีงาม แล้วเลย ขึ้นไปจนถึงระดับความหลุดพ้น หรือโลกุตตรธรรมได้โดยไม่ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงแนวของการปฏิบัติ หรือการศึกษา

น.16 ๒ สิ่งซึ่งเป็นมูลแห่งการกระทำทุกๆ สิ่งที่กล่าวนี้ก็คือ ความ รู้สึกที่เป็นสัญชาตญาณชั้นต้นตอ* ที่เป็นความยึดถือว่า "ฉัน เป็นฉัน" อันประจำอยู่ในสันดานสัตว์ทั้งหลายนั่นเอง ความ รู้สึกยึดถือว่า "ฉันเป็นฉัน" อันประจำอยู่ในส่วนลึกของสันดาน *ความรู้สึกที่เป็นสัญชาตญาณในที่นี้ มีความหมายตามพยัญชนะ คือ ความรู้สึกที่เกิดเอง หรือเกิดอยู่แล้วเองประจำสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย คำว่า "ญาณ" นี้มีความหมายเป็นกลาง ๆ คือใช้ได้ทั้งรู้ถูกและรู้ผิด (มิจฉาญาณ = รู้ผิด สัมมาญาณ = รู้ถูก) สิ่งที่เรียกว่าญาณซึ่งเป็นคำ กลาง ๆ จึงได้แก่ "การไหว" หรือ "การเคลื่อน" ของใจ เมื่อเคลื่อนเอง หรือไหวเอง ชนิดที่เป็นไปตามธรรมชาติล้วนๆ เราบัญญัติเรียกกันใน ที่นี้ว่า สัญชาตญาณหรือสัญชาติญาณ ซึ่งแปลว่า ญาณที่เกิดขึ้นเอง หรือญาณที่มีการเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ สัญชาตญาณแห่งการยึด ถือว่ามีตัวของตัว นับว่าเป็นสัญชาตญาณแม่บทแห่งสัญชาติญาณอื่น ๆ ทั้งหลาย เด็กทารกเอาศีรษะเซไปโดนเสาเจ็บเองก็โกรธเสา แต่เมื่อใคร ไปตีเสาให้แทนจึงหายร้อง นี่เป็นตัวอย่างของสัญชาติญาณแห่งการมี ตัวตน ที่ถือแม้แต่ในเสานั้นว่ามีตัวตน หรือเด็กดูข้างในนาฬิกา คิดว่า มีชีวิต เด็กตั้งใจจะพูดกับต้นไม้หรือสิ่งใด ๆ ก็เพราะเข้าใจว่าสิ่งนั้นก็เป็น "ตัวตน" อีกฝ่ายหนึ่ง เช่นเดียวกับเด็กเอง เมื่อมีสัญชาตญาณในการ ยึดถือตัวตนเช่นนี้แล้ว สัญชาตญาณอื่น ๆ ที่รองลงไปก็มีตาม ๆ กันขึ้น มาได้เพราะอาศัยสัญชาตญาณ "ต้นตอ" อันนี้ เช่น สัญชาตญาณของ การแสวงหาพวก หาอาหาร หนีภัย สืบพันธุ์ หวงถิ่น ฯลฯ เป็นต้น ทั้งหมดนี้ อิงอาศัยอยู่บนความยึดถือตัวตน ซึ่งเป็นสัญชาตญาณดั้งเดิม และเราเรียกรวม ๆ กันทั้งหมดว่า สัญชาตญาณหรือการเคลื่อนของจิต ที่มีพฤติในตัวเอง

น.17 ๓ สัตว์ทั่วไปนี้ ถ้าเรียกอย่างบาลี ก็เรียกว่า อัสมิมานะ เป็น ความยึดถือว่า ตัวมี ตัวเป็นอยู่กะเขาด้วยคนหนึ่ง และตัวมี ความเด่นเป็นของตัว หรือต้องมีความเด่นเป็นของตัวอยู่กะเขา ด้วยเหมือนกันอย่างเด็ดขาด สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจต่อไปในข้อนี้ก็คือว่า ความยึดถือ ว่า "ฉันเป็นฉัน" นี้ จะต้องควบคุมกันอยู่ หรือเลยไปถึงความ ยึดถือที่ว่าตัวมีความเด่นอย่างมนุษย์คนหนึ่งหรือสัตว์ตัวหนึ่ง เสมอไป อย่างที่จะแยกกันไม่ได้ ทำนองเดียวกับการเผาไหม้ กับความร้อน เป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ฉันใดก็ฉันนั้น แต่ว่า สัตว์นั้นไม่จำเป็นต้องมีความรู้ว่าความเด่นที่ถูกต้องนั้นคืออะไร ย่อมจะถือเอาความมีตัวของเขาเอง ตามความหมายหรือตาม ความรู้สึกของเขาเองว่านั่นแหละคือความเด่นแห่งตัวเขาที่เขา จะต้องมีอัสมิมานะหรือความรู้สึกที่เป็นสัญชาตญาณอันยึดถือ ว่า "ฉันเป็นฉัน" และ "ต้องมีตัวฉันเด่นอยู่" ซึ่งควบคู่กันอยู่นี้ ซึ่งบางทีก็เรียกอีกอย่างหนึ่งโดยถือเอาตามอาการที่แสดงออกว่า "อหังการ"* ก็ตาม นี้นับว่าเป็นรากฐานที่ควรถูกสมมติ *อหังการ คำนี้ ในที่นี้ มิได้หมายอย่างภาษาพูดตามธรรมดา ซึ่งหมายถึงความจองหอง คำว่า อหังการตามศัพท์ทางศาสนานั้นหมายถึง การทำความยึดถือว่ามีตัวฉัน เป็นของสิ่งเดียวกันกับ อัสมิมานะ คือ ความยึดถือ หรือสำคัญว่ามีตัวเรา หรือตัวตนของเราอันเป็นความยึดถือ ชั้นลึกประจำสันดาน จะขาดไปโดยสิ้นเชิงก็เมื่อเป็นพระอรหันต์แล้ว เท่านั้น พระอริยเจ้านอกนั้นมีแต่เพียงเบาบางเพราะมีอหังการอยู่ข้างใน

น.18 ๔ เรียกกันในภาษาจิตวิทยาว่า “ปมเขื่อง" หรือ Superiority ๑ อันแท้จริง ในฐานะที่เป็นตัวประธานอันยิ่งใหญ่ จนรู้สึกว่า ใหญ่กว่าสิ่งทั้งปวง หรือเป็นตัวแท้ของชีวิต ที่จะเบ่งตัวออกเป็น วิวัฒนาการต่าง ๆ ด้วยความทะเยอทะยานใฝ่สูงอัสมิมานะ หรือความรู้สึกที่เป็นตัว "ปมเขื่อง" อันนี้เองที่เป็นมูลเหตุอัน สำคัญชั้นรวบยอดของการทำความชั่ว การทำความดี หรือ ทั้งทำบุญและทำบาป แต่เป็นความตรงกันข้ามจากการเข้าถึง พุทธธรรม หรือนิพพานโดยตรง ๒ ฉะนั้นเราควรจะได้พิจารณา ล้นออกมาเป็นการถือตัวหรือจองหองได้อย่างหนึ่ง ภาษาพูดธรรมดา จึงเรียกเอากิริยาอันนั้นว่า อหังการไปด้วย แต่ที่แท้นั้น อหังการ ทำให้ เกิดอะไรได้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับชีวิต ซึ่งในบทความนี้เรียกมันว่า "ปมเขื่อง" ซึ่งท่านจะได้อ่านดูต่อไป ว่ามันทำอะไรได้กี่อย่าง ๑. การใช้คำ ๆ นี้ในที่นี้ อาจไม่เหมือนกับที่ผู้อื่นใช้กันในที่อื่น โดยวงกว้างแคบกว่ากัน หรือตื้นลึกกว่ากันก็ได้ ผู้อ่านต้องถือเอาความ หมายหรืออรรถาธิบายเป็นเกณฑ์ ไม่ควรจะถือเอาคำล้วน ๆเป็นเกณฑ์ คำ Superiority คำนี้โดยมากใช้กันกับกิริยาภายนอกของอหังการ แต่ ข้าพเจ้าใช้กับตัวอหังการเสียเองทีเดียว ๒. ทำดี หรือทำชั่ว นั้นคนทำด้วยความยึดถือตัวตน ไม่มีอะไร มากไปกว่านั้น ส่วนการลุถึงนิพพานนั้น เป็นการทำลายความยึดถือตัวตน ฉะนั้นจึงพ้นไปจากการทำดีทำชั่ว จึงกล่าวว่า อัสมิมานะเป็นตัวให้ ทำดีทำชั่ว แต่ตรงข้ามกับนิพพาน ซึ่งเป็นการทำลายอัสมิมานะเสียโดย สิ้นเชิง

น.19 ๕ กันถึง "คุณ" ของ "ปมเขื่อง" นี้โดยละเอียด เพื่อช่วยกันหา ทางแก้ไขปัญหายุ่งยากของมนุษยชาติทั้งมวลเท่าที่จะช่วยกัน ทำได้คนละไม้คนละมือ อัสมิมานะ หรือ “ปมเขื่อง" นี้เป็นทั้งมูลเหตุ และ เป็นทั้งปัจจัยเครื่องสนับสนุนจรรโลงใจอันแรงกล้าที่สุดที่ทำให้ สัตว์มีความยึดมั่น และพยายามรักษา "ความมีตัว" และ "ความ เด่นของความมีตัว" หรือ "อหังการ" ไว้อย่างมั่นคง เมื่อสัตว์ นั้น ๆ รักษาหรือสงวนความเด่นของตัว โดยไม่คำนึงถึงการ รักษาของผู้อื่นบ้าง การกระทำอันนั้นก็กระทบผู้อื่น และเราเรียก กันว่า การทำชั่ว หรือทำบาป หรือการประกอบอาชญากรรม แล้วแต่กรณี แต่ถ้าเขามีความรู้ความฉลาดอยู่ส่วนหนึ่ง ใน การรักษาความมีตัวของเขา พอที่จะไม่ให้กระทบคนอื่นแล้ว การรักษาความมีตัว หรือความเด่นของเขา แม้เพื่อตัวเขาเอง ก็กลายเป็นความดี หรือเป็นการทำบุญกุศลไป ดังเราจะเห็น ได้ในรายที่คนบางคน "ทำบุญ" จนหมดเนื้อหมดตัวในทาง ทรัพย์สมบัติ ก็เพื่อไปมีตัวหรือมีความเด่นของตัวอีกทางหนึ่ง เพราะอำนาจอัสมิมานะหรือด้วยอำนาจความดันของ "ปมเขื่อง" นี้ หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "อหังการ" หรือเลยไปถึง "มมัง- การ" * แล้วแต่กรณี (แต่แล้วก็ไม่พ้นจากการที่จะก่อให้เกิด *มมังการ คือการทำความยึดถือว่า "ของตน" เป็นของเนื่อง เป็นอันเดียวกันกับ อหังการ อย่างที่จะแยกกันไม่ได้ คือเมื่อมือหังการ หรือความยึดถือว่าตัวตนแล้ว ความยึดถือว่าของตนก็ไม่ไปไหนเสีย

น.20 ๖ ปัญหายุ่งยากแก่สังคมอยู่ตามเคย) เมื่อสิ่งทั้งสองนี้คือทั้งทำชั่ว และทำดีล้วนเกิดมาแต่ความผลักดันของความรู้สึกในปมเขื่อง ของตนเช่นนี้แล้ว ความมัวเมาในเรื่องทั้งสองนี้ก็มีได้เป็นได้ เท่า ๆ กัน มีความรุนแรงอย่างเดียวกันเพราะมาจากต้นตออัน เดียวกัน กล่าวคือสัญชาตญาณแห่งการหล่อเลี้ยงรักษาปมเขื่อง ของตัวตน นั่นเอง ส่วนในด้านตรงกันข้าม ก็คือการบรรเทาความรู้สึกดัง กล่าวนั้นลงไปเสีย หรือถึงกับนำออกจากสันดานจนหมดสิ้น ไม่มีสัญชาตญาณในการยึดถือปมเขื่องเหลืออยู่ การทำเช่นนี้ เรียกตามโวหารพระศาสนาว่า "อสฺมิมานสฺส วินโย" เป็น การทำให้จิตไม่ตกอยู่ภายใต้ความเป็นทาสของการเลี้ยง รักษาปมเขื่องของตนไว้ จึงนำไปสู่ศานติอันแท้จริงหรือ นิพพาน อย่างที่พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า อสุมิมานสุส วินโย เอตํ เว ปรมํ สุขํ ซึ่งแปลว่า "การนำออกเสียได้ซึ่งอัสมิมานะ นั่นเป็นความสุขอย่างยิ่งเว้ย" และบรมสุขในที่นี้ก็คือนิพพาน นั่นเอง ฉะนั้นการไม่มีปมเขื่อง จึงอยู่เหนือความดีความชั่ว เหนือบุญเหนือบาป เหนือโลกทั้งปวงจึงได้เรียกว่า โลกุตตร- ธรรม หรือพุทธธรรมอันเป็นสิ่งที่ทำคนให้เป็นพระพุทธเจ้า ส่วนในทางตรงกันข้าม ความมีปมเขื่องก็คือ อวิชชาโดยตรง จึงต้องอยู่เป็นเงาตามตัวกันอยู่ฉันนั้น เพราะอย่างน้อยที่สุดก็ทำการ ยึดถือตัวตนนั่นเอง ว่าเป็นของตน ส่วนการยึดถือสิ่งของภายนอกเช่น บุตรภรรยาว่าเป็นของตนนั้นเป็นมมังการชั้นหลังๆ ที่อ่อนหรือรองลงมา

น.21 ๗ นั่นเอง จึงเป็นสิ่งที่อยู่คนละฝั่งกับนิพพาน หรือการไม่มีปมเขื่อง อย่างกะฝั่งนี้กับฝั่งโน้น ในตอนแรกนี้ สิ่งที่จะพิจารณากันก็คือปัญหาที่ว่า ปม เขื่องเป็นมูลเหตุอันสำคัญแห่งการประกอบอาชญากรรมหรือ อกุศลกรรมทั้งหลายอย่างไร ส่วนข้อที่ว่า ปมเขื่องเป็นมูลเหตุ แห่งการทำดี และข้อที่ว่า การไม่มีปมเขื่องเสียเลย เป็นสิ่งที่ อยู่เหนือความดีและความชั่วโดยประการทั้งปวงอย่างไรนั้น ควรจะได้พิจารณากันในตอนหลัง ในการที่จะพิจารณาในข้อที่ว่า ปมเขื่องเป็นมูลเหตุแห่ง การประกอบกรรมชั่วอย่างไร โดยละเอียดนั้น เราจะต้องพิจารณา กันไปตั้งแต่ "ปมเขื่อง" ชั้นต้น ๆ ต่ำ ๆ ที่แสดงออกมาเป็น สัญชาตญาณของสัตว์ (Animal Instinct) ทั่ว ๆ ไปเสียก่อน เพื่อจะได้รู้จักสิ่งที่เรียกว่าปมเขื่องนี้โดยชัดเจน และทำให้เข้าใจ สิ่งที่เรียกว่าความชั่วโดยเฉพาะได้ง่ายเข้า บรรดาสิ่งที่มีชีวิตเป็นรูปร่างชัดเจนแล้ว นับตั้งแต่ต้นไม้ ขึ้นมาถึงสัตว์และคนตามลำดับ ล้วนแต่มีปมเขื่องหรืออัสมิมานะ มาด้วยเสร็จทั้งนั้น จะต่างกันก็เพียงแต่สูงหรือต่ำกว่ากัน และ ที่ต่ำจนยากที่จะสังเกตได้ ก็คือของสิ่งที่มีชีวิตนั้นพืช แม้พระ- พุทธเจ้าทรงบัญญัติวินัยปรับโทษภิกษุที่ฆ่าสัตว์และฆ่าพืชเท่ากัน และอย่างเดียวกันเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างข้อนี้ขึ้นยืนยันว่า สัตว์และพืช มีชีวิตและอัสมิมานะมาด้วยกัน เพราะเหตุว่าเรา มีหนทางที่จะสังเกตเอาเองจากอากัปกิริยาของสิ่งนั้น ๆ โดย

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต