น.36 ๒๒ สัญชาตญาณแห่งความรู้สึกว่า "ฉันเป็นฉัน" หรืออัสมิมานะ นั่นเอง เมื่อถูกบีบคั้นเข้าโดยไม่ถูกวิธีหรือไม่เหมาะกาลเทศะ ก็กลายเป็นทางเกิดของอาชญากรรมขึ้นในวัดหรือโรงเรียนได้ ทุกเมื่อ ที่กล่าวนี้ เพื่อต้องการให้สังเกตถึงพิษสงของปมเขื่อง เป็นพิเศษ ว่ามันเป็นสิ่งที่ได้ลงรากไว้ตั้งแต่แรกกำเนิด รอคอย เตรียมพร้อมสำหรับจะเป็นมูลเหตุแห่งอาชญากรรมทั้งหลาย เรื่อย ๆ มา ด้วยอาการอย่างไร คนหนุ่มคนสาว หรือสัตว์ที่ขึ้นถึงขีดเป็นหนุ่มเป็นสาวนั้น ความต้องการของปมเขื่องยิ่งรุนแรงหนักเข้า ในทางที่จะให้ สิ่งแวดล้อมมาหล่อเลี้ยงหรือบำเรอความต้องการของตัว เพศ ผู้ต้องการให้ได้รับการบำเรอจากเพศเมียตามความใคร่ของตน ทางสัมผัสทุกอย่างที่จะทำการหล่อเลี้ยงได้ แม้เพศเมียก็มีความ ต้องการทำนองเดียวกัน จึงมีการผ่อนผันกันในการทำหน้าที่ ตามที่ธรรมชาติบังคับมา และเราเรียกความต้องการชนิดนี้ ของปมเขื่องว่า กามารมณ์ กามารมณ์ที่ถูกต้อง จึงเป็นการ ผ่อนผันประนีประนอม ยอมรับนับถือปมเขื่องของแต่ละ ฝ่ายเท่า ๆ กัน และช่วยหล่อเลี้ยงซึ่งกันและกัน ถ้าหากฝ่ายหนึ่ง ต้องทำไปเพราะการถูกบีบบังคับจนปมเขื่องลดตัวไป กามารมณ์ ย่อมไม่มีแก่ฝ่ายนั้น เพราะฉะนั้นตัวสิ่งที่เรียกว่า "กามารมณ์ แท้" นั้น ก็คือปมเขื่องที่ถูกสนับสนุนให้ได้ตามใจตัวเองถึงขีด สุดนั่นเอง หาใช่เพียงแต่รสชาติของการสัมผัสทางผิวกายไม่ ถ้าฝ่ายหนึ่งหยิ่งจองหองถือตัว ปราบปมเขื่องของฝ่ายหนึ่งราบ
น.37 ๒๓ ลงไป กามารมณ์ก็มีไม่ได้ ลำพังการสัมผัส แม้จะมีรสชาติพิเศษ เพียงใด ความรักกระจัดกระจายหมด เมื่อปมเขื่องของอีกฝ่าย หนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายถูกกระทบกระเทือนจากกันและกัน ความรัก ทรงตัวอยู่ได้เมื่อปมเขื่องของฝ่ายนั้น ๆ ถูกหล่อเลี้ยงไว้เป็น อย่างสูง การเป็นทาสของความรัก มีความหมายตรงที่ต้อง ยอมหล่อเลี้ยงปมเขื่องของคู่รัก พอปมเขื่องถูกเหยียบย่ำ แม้จะ รักกันอยู่อย่างไม่มีอะไรเปรียบก็จะทะเลาะวิวาทกันได้ในนาที ต่อมา สิ่งที่เรียกกันทั่ว ๆ ไปว่ากามารมณ์นั้น อยู่ใต้อำนาจ ความต้องการของปมเขื่องที่จะคงความเชื่องของมันไว้ หาใช่ ปมเขื่องหรือ "อหังการ" นี้อยู่ใต้อำนาจของกามารมณ์ไม่ จึง เมื่อจะกล่าวให้ตรงตามที่เป็นจริง ก็ควรจะกล่าวว่า กามารมณ์ ที่แท้นั้น ก็คือการที่ปมเขื่องได้แสดงความเชื่องออกไปในทาง แสดงอำนาจบาตรใหญ่เพื่อตามใจตัวเอง ให้สิ่งแวดล้อมบำเรอ ตนจนถึงระดับสูงสุดต่างหาก การที่อวัยวะของคนหนุ่มสาว ขยายตัวเต็มที่เพื่อกิจการอันนี้เมื่อถึงวัย ควรจะถูกเข้าใจว่าเพื่อ อำนวยแก่การแสดงความเชื่องของปมเขื่องในฝ่ายนี้โดยตรง แทนที่จะเข้าใจว่าเพื่อรสของกามารมณ์โดยเฉพาะ จะถูกกว่า ความลดของปมเขื่อง ย่อมหักห้ามกามารมณ์ได้ฉับพลัน เสมอ เพราะฉะนั้น การขัดขวางทางกามารมณ์จึงได้แก่ การขัดขวางปมเขื่องที่จะแสดงความเขื่อง และมีอำนาจ รุนแรงในทางก่ออาชญากรรมได้ตามกรณี ปมเขื่องจึงเป็น ตัวการหรือต้นเหตุแห่งอาชญากรรม แม้ในรายที่เกี่ยวกับ
น.38 ๒๔ กามารมณ์อยู่นั่นเอง หาใช่ลำพังรสชาติของกามารมณ์ ล้วน ๆ ไม่ ถ้าเราเข้าใจกามารมณ์ถูกต้อง จะเห็นว่าเป็นสิ่ง ที่ยังไม่มีน้ำหนักหรือความหมายเลย จนกว่าจะได้ลากเอาความ ต้องการจะแสดงความเขื่อง ของปมเขื่อง เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นักจิตวิทยาแห่งยุคปัจจุบันบางคณะวางกฎเกณฑ์ลงไปว่า การ กระทำทุก ๆ อย่างของสัตว์ เนื่องมาจากกามารมณ์หรือมีกามารมณ์ เป็นมูลเหตุอยู่ในส่วนลึกทั้งสิ้น* ข้อนี้โดยทั่ว ๆ ไปเราพอจะ มองเห็นได้ว่ามีความจริงอยู่เป็นส่วนใหญ่ แต่กฎเกณฑ์อันนี้ ย่อมนำไปใช้ไม่ได้กับสัตว์ประเภทที่ขึ้นถึงขีดพ้นอำนาจของ กามารมณ์แล้ว แต่ยังมีอหังการมมังการเหลืออยู่ เช่น พวกพรหม เป็นต้น สัตว์ประเภทนี้ พ้นขาดจากฐานะที่ปมเขื่องของตนจะ แสดงความเชื่องในทางให้ถูกบำเรอ ด้วยวัตถุแห่งกามารมณ์ แต่ยังมีเหลืออยู่สำหรับหาความเขื่องในทางที่สูงขึ้นไปกว่านั้น สัตว์พวกนี้จึงถูกจัดไว้ในพวกสัตว์ชั้นสูง ๆ ขึ้นไปกว่ามนุษย์ ธรรมดาหรือเทวดาธรรมดา คู่ผัวตัวเมียอยู่กันไปได้ กระทั่งเป็นพ่อบ้านแม่เรือนนั้น หาใช่เพราะอำนาจแห่งกามารมณ์ไม่ แต่ที่อยู่กันไปได้ก็เพราะ ปมเขื่องของแต่ละฝ่ายได้รับความเอื้อเฟื้อจากแต่ละฝ่ายอยู่ แม้ ในรายที่ภรรยาข่มสามีอย่างกะทาส ก็หาใช่เพราะสามีทนอยู่ เพื่อเห็นแก่กามารมณ์ไม่ ปมเขื่องของสามีถูกลดไปในทางด้านนี้ *ข้าพเจ้าถือว่า คำว่า Sex ของนักจิตวิทยา โดยเฉพาะของ Sigmund Freud นั้น ตรงกับคำว่า กามารมณ์ในที่นี้
น.39 ๒๕ แต่ต้องไปมีทางออกด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น ด้านสังคม เป็นต้น ซึ่งภรรยาใจร้ายนั้น คงไม่ได้ปิดเสียหมดทุกแง่ทุกมุม หรือแม้ที่สุดแต่การที่สามีจะทนอดกลั้นเพื่อเห็นแก่ลูก ๆ หรือ ชื่อเสียงของครอบครัว ซึ่งเป็นภาระหน้าที่ของตนโดยตรง ซึ่ง เป็นการหล่อเลี้ยงรักษาปมเขื่องในส่วนนี้เอาไว้ก็อยู่กันไปได้ ถ้า หากว่าฝ่ายภรรยาสามารถปิดได้หมดทุก ๆ ประตูจริง ๆ สามี จะต้องแยกออกไป หรือมิฉะนั้นก็ต้องตาย จะเป็นพระอรหันต์ ผู้หมดปมเขื่องหรืออัสมิมานะอยู่ในครอบครัวไม่ได้ เพราะ ปมเขื่องหรืออัสมิมานะซึ่งสมบูรณ์เต็มที่นั้น คือชีวิตของปุถุชน จริง ๆ การทะเลาะวิวาทในครอบครัวเกิดขึ้นได้ เพราะฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งต้องการปมเขื่องมากเกินไปบ้าง เพราะต้องการจะป้องกัน ปมเขื่องของตนบ้าง ครอบครัวที่ปราศจากการทะเลาะโดย สิ้นเชิง ก็คือครอบครัวที่แต่ละคนรู้จักควบคุมปมเขื่อง ของตน หาใช่เพราะเห็นแก่สินจ้าง เช่น กามารมณ์ เป็นต้นไม่ กามารมณ์ไม่อาจใช้เพื่อควบคุมความสงบเรียบร้อยของครอบครัว เพราะเป็นการต้องการขยายตัวของปมเขื่องที่ไม่มีขอบเขต แม้ นี้ก็แสดงให้เห็นว่าอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในระหว่างผัวเมียใน ครอบครัว ก็มีมูลมาจากปมเขื่อง หรืออัสมิมานะ หรืออหังการ อีกนั่นเองหาใช่ลำพังกามารมณ์ไม่ ลูกจ้างกับนายจ้างนั้น ตามปรกติลูกจ้างจะรู้สึกว่าตน เสียความสูงของปมเขื่องไป ตั้งแต่แรกเข้ามาเป็นลูกจ้างแล้ว และเก็บอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ ทนทำงานเพื่อจะเอาค่าจ้างไป
น.40 ตนทางหนึ่งในเวลาอื่น ถ้านายจ้างสามารถ ทำให้เกิดโอกาสแก่ลูกจ้าง เพื่อมีโอกาสแสดงปมเขื่องของตนได้ แม้จะในทางไหนก็ตาม จะดึงดูดให้เขาทำงานได้ดีกว่าเงินเดือน จะทำให้เขาซื่อตรงหรือรักใคร่นายจ้าง เพราะสิ่งนี้มันยกปมเขื่อง ของเขา ตรงกันข้ามกับเงินเดือนซึ่งกดปมเขื่องของเขา แต่การ ให้รางวัลพิเศษหรือการขึ้นเงินเดือนอยู่ในจำพวกยกปมเขื่อง ในชนบทบ้านนอกที่ชาวบ้านสันโดษ มีกินมีใช้ไปตามธรรมชาติ นั้น จ้างคนทำงานยาก แต่วานหรือขอแรงได้ง่าย ข้าพเจ้าได้ ประสบปัญหาอันนี้มาด้วยตนเองแม้กระทั่งทุกวันนี้ ทั้งนี้เพราะ การวานนั้น มันเป็นการเพิ่มปมเขื่องให้เขา การจ้างเป็น การลดปมเขื่องของเขา ลูกจ้างจะบันดาลโทสะเอานายจ้าง เมื่อใดก็ได้ เพราะเขามีความลดปมเขื่องเป็นทุนอยู่ในใจ อัน เป็นมูลเหตุแห่งการทำอาชญากรรมต่อนายจ้าง ลูกจ้างที่ทำงาน เต็มที่ด้วยความบริสุทธิ์ใจนั้น มีแต่เมื่อนายจ้างแสดงความ นับถือในปมเขื่องของเขาทางใดทางหนึ่งอยู่เสมอเท่านั้น นับ ตั้งแต่การวางตนเสมอ นับตั้งแต่การกินร่วมคุยร่วมเป็นต้นขึ้นไป ลำพังค่าจ้างอย่างเดียว ไม่ช่วยให้ลูกจ้างทำงานด้วยความ สามารถทั้งหมดได้ เขาจะพยายามเอาเปรียบอยู่ทุกวิถีทาง การ มอบหมายให้รับผิดชอบ การให้เป็นเจ้าหน้าที่ทดลองค้นคว้า หรือทำอะไรทำนองนี้ ส่งปมเขื่องของผู้ถูกใช้ให้เด่นลอย จน ค่าจ้างกลายเป็นของไม่มีค่าไป ลูกจ้างนั้นจึงทำงานเกินค่าจ้าง เกินเวลา และเกินอะไรทุก ๆ อย่าง นายจ้างจึงควรคิดค้นหา
น.41 ของลูกจ้างแสดงออกมาทางใดทางหนึ่งให้ จนได้ จึงจะราบรื่น มิฉะนั้นแล้วก็เท่ากับเสี่ยงตนอยู่ใกล้กับ อาชญากรรม ที่ลูกจ้างจะประกอบขึ้นเมื่อใดก็ได้ เพราะเขามี ความลดของปมเขื่องอันเป็นทางเกิดแห่งอาชญากรรม เป็นทุน ในใจอยู่ตลอดเวลา ทาสและนักโทษนั้นเป็นอีกอย่างหนึ่ง ทาสเป็นผู้ที่ต้อง มอบปมเขื่องของตัวไว้กับนาย ปมเขื่องของตน ตนยอมให้ลด เพื่อไปเพิ่มให้นาย ตนมีปมเขื่องที่ลดลงไปอยู่ในระดับหนึ่งก็ พอใจแล้ว และยึดถือเอาเป็นระดับปรกติของตน นักโทษหรือ ผู้ต้องขังเพราะมีผิดในกรณีปรกตินั้น คือผู้ที่หวังการกลับมาของ ปมเขื่องในอนาคต ส่วนใหญ่ผิดจากทาสตรงที่ยังมีความคิดที่ จะเอาคืนอยู่ทุกโอกาส เนื่องจากการไม่ยอมปล่อยนี่เอง เขา อาจบันดาลโทสะขึ้นมาเมื่อไรก็ได้ หลักการราชทัณฑ์ชนิด ที่กดปมเขื่องของผู้ต้องขังอยู่ตลอดเวลานั้น ไม่มีทางที่จะ ให้นักโทษเหล่านั้นกลับนิสัยเป็นคนดีได้ เพราะฝืนความ ต้องการของสัญชาตญาณหรืออัสมิมานะ มีแต่จะทำให้อำมหิต ยิ่งขึ้นทุกที เพื่อนบ้านเรือนเคียง อยู่กันไปได้ด้วยลักษณะอันเดียว กันกับคู่ผัวเมีย กล่าวคือต่างฝ่ายต่างช่วยหล่อเลี้ยงปมเขื่อง ของกันและกัน ผิดกันแต่ว่าเป็นการหล่อเลี้ยงคนละระดับเท่านั้น ถ้าบ้านใดเกิดเด่นขึ้นมาเป็นพิเศษด้วยอะไรก็ตาม ควรจะหาวิธี ยกเพื่อนบ้านเรือนเคียงนั้นให้เด่นตามด้วย อย่างน้อยที่สุดก็ให้
น.42 ๒๘ เกิดความรู้สึกว่าตนเป็นศรีสง่าของหมู่บ้านนี้ เพื่อแข่งขันกับ หมู่บ้านอื่น และตนจะไม่ดูหมิ่นหรือทอดทิ้งเพื่อนบ้านของตน มิฉะนั้นแล้ว ก็จะเป็นทางให้เกิดอาชญากรรมเพราะการริษยา เนื่องจากการที่ปมเขื่องของหลาย ๆ บ้านได้ลดลงไป การริษยา นั้น มิใช่เพียงแต่จะให้ความเด่นของบ้านที่เด่นนั้นลดลงมาอยู่ ในระดับเดิม แต่จะเลยไปจนถึงอยากให้ล่มจมสูญหายไปเสีย ทีเดียว ลักษณะของความเป็นเพื่อนบ้านเรือนเคียง เป็นสิ่งที่หา ไม่ได้ในเมืองที่รุ่งเรืองด้วยการแข่งขันยื้อแย่งกันอย่างตัวใคร ตัวมัน จะมีเหลืออยู่แต่ตามชนบทที่ธรรมชาติไม่เปิดโอกาสให้ การแข่งขัน ยังจะต้องพึ่งพาอาศัยกันต่อไป แต่ละคนรู้สึกในทาง ที่จะรักษาปมเขื่องของบ้านทั้งหมู่ เท่า ๆ กับของตัวแต่ละคน การรักษาปมเขื่องของหมู่บ้านนี้ ก็เป็นทางให้เกิดอาชญากรรม ได้กว้างขวางไปตามส่วน เพราะอำนาจสัญชาตญาณการรักษา หมู่หรือ ปมเขื่องร่วม ความสัมพันธ์กันในทาง บุญคุณ ของ เพื่อนบ้านเช่นนี้ ยังเป็นไปในทางช่วยส่งเสริมปมเขื่องของกัน และกัน ด้วยการจำต้องพึ่งพาอาศัยกัน ยังมีความเห็นแก่ตัวของ ปมเขื่องนั่นเองเป็นสมุฏฐาน ยังมิใช่ความรู้สึกของผู้ที่เป็นบุพการี หรือกตัญญูกตเวทีต่อกันและกันแท้ จึงยังอาจพลั้งเผลอบันดาล โทสะขึ้นเมื่อใดก็ได้โดยง่าย ซึ่งทุกคนจะต้องสำรวมระวัง ความรัก เพื่อนบ้านยังมิใช่เมตตากรุณา ยังเป็นเพียงความรักที่เกิดจาก การต้องพึ่งพาอาศัยกัน จึงยังไม่มีอำนาจพอที่จะหักห้ามการ บันดาลโทสะหรืออะไรทำนองนั้น เหมือนความเมตตากรุณา
น.43 ๒๙ แท้ เพื่อเป็นทางป้องกันอาชญากรรม เราจะต้องสำรวมระวัง ความสำคัญในทางบุญคุณกันนี้ อย่าอ้างขึ้นเพื่อเรียกร้องเอา จากกันโดยให้ฝ่ายหนึ่งเกรงใจตัวให้มากไป ส่วนความสัมพันธ์ ทางบุญคุณที่บริสุทธิ์ เช่น ระหว่างบิดามารดากับบุตร เป็นต้น นั้น เป็นกตัญญูกตเวที หรือเมตตากรุณาที่บริสุทธิ์ ซึ่งสามารถ บีบบังคับปมเขื่องของอีกฝ่ายหนึ่งได้มากกว่าอย่างมากมาย แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ก็ยังจำเป็นที่จะต้องสังวรไว้เหมือนกันว่า แม้จะอยู่ในขนาดที่เป็นกตัญญูกตเวทีบริสุทธิ์หรือเมตตาบริสุทธิ์ แล้ว ก็ใช่ว่าจะสามารถบีบบังคับอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งยังคงมีปมเขื่อง ที่มิได้ควบคุม หรือควบคุมไว้มิได้ ได้โดยเด็ดขาดก็หาไม่ ยัง คงเป็นทางมาแห่งอาชญากรรมได้ดีอยู่นั่นเอง เพียงแต่ว่าน้อย ลงไปกว่า ทั้งนี้ก็เพราะว่า การรู้สึกตัวว่าเป็นหนี้บุญคุณ เขานั้น เป็นการลดของปมเขื่องและตรงกันข้าม การรู้สึก ตัวว่าตัวเป็นเจ้าหนี้บุญคุณเขานั้น เป็นการฟูของปมเขื่อง สัญชาตญาณเกี่ยวกับเรื่องนี้ย่อมจูงให้คนที่เป็นฝ่ายเป็นหนี้ บุญคุณนั้น หาทางยกปมเขื่องของตัวที่ลดลงไปให้สูงขึ้นด้วย การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าไม่ได้ทางดีก็เอาทางร้าย ใน ทางดีเป็นเรื่องบุญกุศล ไว้กล่าวข้างหน้า ในทางร้ายก็คือ กลบ เกลื่อนบุญคุณของผู้อื่นที่มีอยู่เหนือตนเสียด้วยกิริยาที่เรียกว่า เนรคุณ แต่ส่วนมากย่อมเป็นไปในระดับกลาง คือตอบแทน เสียเท่าที่จะไม่ให้ใครกาหน้าได้ว่าเป็นคนเอาเปรียบผู้อื่นอย่าง ที่เรียกกันว่า "หมูไปไก่มา" แม้อาการที่เรียกว่า "หมูไปไก่มา"
น.44 ๓๐ นี้เกิดขึ้นได้ ก็ด้วยอำนาจของการรักษาเหลี่ยมของปมเขื่องของ ตนเองเป็นส่วนใหญ่ จึงยังมิใช่ธรรมะแท้ ส่วนการที่คนต้องตก เป็นหนี้บุญคุณด้วยความสมัครใจและไม่มีทางสู้นั้น เป็นเพราะ ตนต้องการอาศัยปมเขื่องของฝ่ายโน้น เป็นเครื่องยกปมเขื่อง ของตนขึ้น เพราะตนหมดความสามารถในกรณีพิเศษเช่นนั้น จริง ๆ เป็นการลงทุนด้วยปมเขื่องที่น้อยกว่าเพื่อหามาซึ่งปมเขื่อง ที่สูงกว่า ซึ่งเราเรียกกันว่าความสวามิภักดิ์ ดังเช่นที่พุทธบริษัท มีต่อพระพุทธเจ้า หรือศาสนิกเหล่าอื่นที่นับถือพระเป็นเจ้า มี ต่อพระเป็นเจ้าของเขา เขาเห็นว่าการเป็นสาวก หรือการเป็น อันหนึ่งอันเดียวกับพระเป็นเจ้านั้น เป็น "ความเขื่อง" ที่เขื่อง กว่าปมเขื่องทั้งหมดที่เขากำลังมีอยู่ในบัดนี้ ดังนี้เราจะเห็นได้ว่า แม้ความยอมสวามิภักดิ์ ก็ไม่มีอะไรที่พ้นไปจากการแสวงหา หรือการรักษาปมเขื่องของตน อีกนั่นเอง เมื่อได้วินิจฉัยกันถึงลักษณะของสิ่งที่เรียกกันว่า ปมเขื่อง มามากพอที่จะเข้าใจหรือรู้จักสิ่ง ๆ นี้แล้ว เราจะได้พิจารณา พุ่งไปยังตัวสิ่งที่เรียกว่า อาชญากรรม หรืออกุศลกรรมโดยตรง คำว่า อาชญากรรม ในที่นี้ ข้าพเจ้าหมายถึงความผิดทุก อย่างที่สมควรจะได้รับโทษ เนื่องจากการทำผิดต่อสังคม และ อกุศลกรรม นั้น หมายถึงการประพฤติผิดต่อตัวเองเป็นส่วนใหญ่ แต่เพื่อจะให้เร็วเข้า จะรวมกล่าวไปเสียด้วยกันควบคู่กันไป ในการผิดศีลห้าประการนั้น เราอาจแยกดูได้ดังต่อไปนี้ การฆ่าสัตว์ ที่เป็น การฆ่าเพื่อความสนุกมือ ก็คือ
น.45 ๓๑ ความต้องการจะเขื่องของปมเขื่อง หรืออัสมิมานะที่จะรู้สึกว่า "ฉันเป็นฉัน" "แกไม่มีค่าอะไร" ทำนองเดียวกับลิงจับแมลงได้ ก็บี้เล่นฉีกเล่น การฆ่าเพื่อเป็นอาหาร ก็เพื่อเลี้ยงปมเขื่อง ของตนไว้ด้วยการกินผู้อื่นดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ความเพ่ง เล็งแต่ปมเขื่องของตนอย่างเดียว ได้ทำให้ไม่สำนึกถึงความมี ตัวตนหรือมีปมเขื่องของผู้อื่น แม้ความอยากหรือความหิว ก็คือ ปมเขื่องที่กำลังเดือด ในกรณีที่เป็น การฆ่าฟันกันเพื่อชัยชนะ ในการรบพุ่งหรือต่อสู้นั้นย่อมแสดงชัดอยู่แล้ว ว่าเป็นความ ต้องการเขื่องของปมเขื่องโดยตรงโดยไม่มีสิ่งใดปน การฆ่า เพื่อป้องกันตัว คือการป้องกันปมเขื่องของตนดังที่กล่าวมาแล้ว ทั้งทางวัตถุ และทางนามธรรมคือป้องกันเกียรติ การฆ่าเพื่อ ป้องกันตัวจึงยังคงมีมูลมาจากปมเขื่องอยู่อีกนั่นเอง แม้ที่สุดแต่ การฆ่าเพราะถูกบังคับใช้ให้ทำ ก็มีมูลมาจากการป้องกันตัว หรือทำไปเพราะเห็นแก่ตัว การฆ่าเพื่อคนรัก ก็เพื่อให้คนรัก คงหล่อเลี้ยงปมเขื่องของตนไว้ดังที่กล่าวแล้วในเรื่องกามารมณ์ เราจึงเห็นได้ว่า อาชญากรรมคือการฆ่านั้นมาจากความต้องการ ของปมเขื่องโดยตรง การลักขโมย ที่เป็น การลักเพื่อการแก้แค้น นั้น เป็น การต่อสู้ชนิดหนึ่ง เพื่อยกหรือป้องกันปมเขื่องของตนเช่นเดียวกับ การฆ่าเพื่อต่อสู้หรือป้องกัน การลักเพื่ออาชีพ หรือเป็นอาหาร นั้น เพราะความต้องการของปมเขื่องเช่นเดียวกับการฆ่าสัตว์ เพื่อเป็นอาหาร การลักเพราะนิสัยสนุก ก็ทำนองเดียวกับ
น.46 ของตน โดยไม่ต้องนึกถึงใครอื่น การลัก เพราะขี้เกียจทำงาน จนกระทั่งความจนบังคับให้ลักนั้น ก็ เพื่อเห็นแก่ปมเขื่อง เพราะที่จริงแล้ว ความขี้เกียจนั้นคือการ สงวนปมเขื่องของคนเราโดยวิธีอันผิดทาง การลักเพราะถูก บังคับ ก็เพื่อให้สิ่งที่บังคับตน ช่วยหล่อเลี้ยงปมเขื่องของตน เช่นเดียวกับการฆ่าที่ทำไปเพื่อคนใดคนหนึ่งนั้นเหมือนกันการ ลักขโมยทุกประการ จึงมีมูลรากอันแท้จริงมาจากความต้องการ ของปมเขื่อง การทุจริตต่อหน้าที่หรืออื่น ๆ ที่เป็นการเบียดบัง เอาประโยชน์มาหาตัวโดยไม่ชอบธรรม สงเคราะห์รวมเข้าใน การลักทั้งสิ้น การประพฤติผิดในกาม แทบทั้งหมด เป็นเพราะความ ต้องการของปมเขื่อง ในอันที่จะให้ตนได้รับการบำเรอจากสิ่ง แวดล้อมโดยไม่มีขอบเขตจำกัด การประพฤติผิดในกามนี้มิได้ หมายเฉพาะเรื่องเพศของผู้ใหญ่อย่างเดียว แม้เด็กเล็ก ๆ ที่ยัง ไม่มีความรู้สึกเรื่องเพศ ก็ต้องจัดให้มีเท่ากันคือ การล่วงเกิน ของรักของคนอื่น ด้วยการจับฉวยลูบคลำ เป็นต้น เช่น เด็ก คนหนึ่งรักตุ๊กตา หรืออะไรของเขาก็ตามแม้ที่สุดแต่ดินสอ อย่าง สุดใจ เด็กอีกคนหนึ่งต้องไม่ล่วงเกินด้วยการจับฉวย เป็นต้น ซึ่งทำให้เด็กที่เป็นเจ้าของรู้สึกเช่นเดียวกับที่คนรู้สึกกันในเมื่อมี ใครมาทำชู้ด้วยภรรยาของตน ฉะนั้นในการให้เด็กสมาทาน ศีลข้อที่สามนี้ แม้จะเป็นเด็กเล็ก ๆ ก็ต้องอธิบายความหมาย แก่เขาเช่นนี้ คือ "ไม่ล่วงเกินในของรักของผู้อื่นทุกชนิด" การ
น.47 ๓๓ ล่วงล้ำเข้าไปในเขตของรักของผู้อื่น ก็คือความต้องการของปม เขื่องที่ไหลไปเกินขอบเขต หรือไม่มีขอบเขต ในการที่จะแสดง ความเชื่องของตน ด้วยการให้ตนได้รับการบำเรอโดยทุกทาง ส่วน การล่วงเกินเพราะการแก้แค้น หรืออะไรทำนองนั้น ย่อมเป็นเช่นเดียวกับการฆ่าเพื่อความแก้แค้น เป็นต้นดังกล่าว แล้ว นิสัยสันดานเจ้าชู้แต่กำเนิด ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า การเมาปมเขื่อง ด้วยความสำคัญผิดขนาดเป็นโรคจิตชนิดหนึ่ง ความหน้ามืดในทางกามารมณ์ ที่เป็นอันตรายของสังคมอยู่ บ่อย ๆ ก็คือความเดือดคลั่งของปมเขื่องในทางที่ต้องการให้ ตัวมันเองได้รับการบำเรอ ตามธรรมชาติของปมเขื่องหากแต่ว่า ในกรณีเช่นนี้ สูงถึงขนาดปราศจากความสำนึก การพูดเท็จ นั้นคือการขโมยทางอ้อมด้วยวาจา หรือ สิ่งที่ใช้แทนวาจา เช่น หนังสือ หรือท่าทาง เพื่อให้ประโยชน์ นั้นตกมาเป็นของตนหรือพวกของตน ผิดจากนี้ไม่เป็นการพูดเท็จ แม้ว่าจะพูดไม่จริง แม้ในกรณีที่พูดเท็จเพื่อล้างผลาญคู่ต่อสู้ นั่นก็เพื่อให้ความฉิบหายของคู่ต่อสู้นั้น เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตน คือตนได้ชัยชนะโดยง่ายหรือโดยเร็วและตนหมดศัตรู ซึ่งนับว่า ตนได้รับประโยชน์มากมาย ฉะนั้นการพูดเท็จจึงคือความต้องการ ของปมเขื่องโดยตรง ในการที่จะได้เขื่องเพราะเอาของผู้อื่นมา เพิ่มให้แก่ตน ทั้งโดยตรงและ โดยอ้อม การเล่านิทานโกหกก็ เพื่อให้ตนได้เขื่องในทางนั้น จนใครๆ สู้ไม่ได้ อาชญากรรม คือการพูดเท็จ จึงมีมูลรากมาจากปมเขื่อง หรืออัสมิมานะโดยตรง
น.48 ๓๔ อีกเหมือนกัน การพูดคำหยาบ คือการแทงหรือยิงด้วยปาก ทุกกรณี มีมูลมาจากโทสะ การกล่าวคำหยาบหรือคำด่านั้นคือ "พิษ" ที่ปมเขื่องพ่นออกมา มันพ่นออกมาเพราะอีกฝ่ายหนึ่งเขาไม่ ยอมหล่อเลี้ยงปมเขื่องของตนนั่นเอง ในบางกรณีก็ใช้ท่าทาง แทนปาก แต่มูลเหตุก็เป็นอย่างเดียวกัน ในกรณีที่เป็นการรับใช้ หรือรับจ้างด่า ก็เพราะจะเอาค่าจ้างมาเลี้ยงปมเขื่องของตัว หรือเห็นเป็นเกียรติ การพูดส่อเสียด หรือการยุให้คนแตกสามัคคีกัน ย่อม หวังผลเช่นเดียวกับการพูดเท็จ แม้เป็นเพราะนิสัยสนุกก็ไม่พ้น จากการที่จะมีมูลมาจากการที่รู้สึกว่า คนอื่นพากันทรุดด้อยลง เท่าใด ตนก็จะเด่นขึ้นเพียงนั้น ทั้งหมดนั้นคือความเชื่องของตน การพูดเพ้อเจ้อ จนเขาพากันรำคาญ หรือแม้ที่สุดแต่ คนเขาชอบฟัง นี้ก็เพื่ออวดเก่งอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะเป็น ความเชื่องที่ล้นไหลออกมาภายนอก โดยไร้เครื่องควบคุมด้วย เหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง และเราเรียกกันว่าเป็นโรคชนิดหนึ่ง การดื่มน้ำเมา เป็นการกระตุ้นความเขื่องโดยใช้วัตถุ เป็นเครื่องช่วยดังกล่าวมาแล้วข้างต้น เพื่อผลคือ ความรู้สึก ว่าตัว "เขื่อง" อย่างเดียว จนกระทั่งเสพติด คือติดในความ รู้สึก "เขื่อง" นั่นเอง หรือมิฉะนั้นก็เป็นการยกปมด้อยของบุคคล ที่หมดความสามารถจะยกขึ้นโดยทางอื่น ความเมาคือความ รู้สึกว่า "เขื่อง" เมื่อ "เขื่อง" แล้วก็อยากจะทำอะไรตามใจ
น.49 ๓๕ ตัวเองต่าง ๆ จนเป็นอาชญากรรมสองซ้อน การเที่ยวกลางคืน คือความดิ้นรน หรือความเคยตัว ในการที่จะทำอะไรตามใจตัวของปมเขื่องในด้านกามารมณ์ เป็นทางมาแห่งความผิดสองซ้อน เนื่องจากกลางคืนเป็นเวลา ว่าง ที่ผู้มีความต้องการตรงกันจะออกแสวงหาโอกาสให้ความ เขื่องของตนได้รับการบำเรอ ตลาดนัดพบก็ติดขึ้นเองโดยปราศจาก การจัด ปมเขื่องมีอำนาจบันดาลความเป็นไปทางกามารมณ์ การเที่ยวกลางคืนเป็นเพียงอุปกรณ์ของกามารมณ์ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย จึงเป็นไปเพื่อปมเขื่อง หรือความเห็นแก่ตัวตน เช่นเดียวกับการแสวงอย่างอื่น ๆ การดูมหรสพ เป็นการทำให้ปมเขื่องได้รับ "รส" แห่ง การกระตุ้นชนิดหนึ่ง ทำนองเดียวกับของมึนเมาเสพติดแม้ว่า จะเป็นมหรสพชวนโศก ก็ทำให้เกิด "การไหว" ทางใจ แก่ใจ เช่นเดียวกับเรื่องยั่วยวน ปมเขื่องต้องการให้มีอะไรไปทำให้ "ไหว" อยู่เสมอในทำนองเป็นการบำเรอขับกล่อม เรื่องของ มหรสพ จึงเป็นเรื่องของปมเขื่องโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นมหรสพ ชนิดไหน มหรสพที่เป็นการศึกษานั้นแม้จะอยู่ในเกณฑ์ที่ได้รับ การยกเว้น ก็ไม่วายที่จะเป็นการ "ขับกล่อม" บางชนิด ให้แก่ ปมเขื่องอีกส่วนหนึ่ง ผู้ที่ไม่อยากเป็นทาสของผีที่มองไม่เห็นตัว ควรจะได้รับการอบรมให้มีความเข้าใจในเรื่องนี้ตามควร การเล่นการพนัน เป็นของที่มีเสน่ห์อย่างยิ่ง เนื่องจาก เป็นสิ่งเร้า "ความไหว" หรืออาเวคของจิต ยิ่งกว่าที่สิ่งอื่นใด
น.50 ๓๖ จะทำให้ได้ในเวลาหรือการลงทุนที่เท่ากัน เมื่อการพนันกำลัง ดำเนินอยู่ในขั้นที่ยังไม่รู้ว่าแพ้หรือชนะ ได้หรือเสีย ย่อมกระตุ้น ความไหวของจิตถึงขีดสุด ทำนองเดียวกับกามารมณ์ แต่ว่า ยืดยาวไม่รู้สร่างยิ่งกว่ากามารมณ์ และอาจทำซ้ำ ๆ ได้ถี่และ เร็วกว่ากามารมณ์ เพราะไม่ต้องเนื่องด้วยอวัยวะซึ่งมีสมรรถภาพ จำกัด ผู้ที่มีสลากกินแบ่งรัฐบาลไว้ในครอบครอง ก่อนถึงวัน ออก ย่อมได้รับ "รส" ของการเร้าใจให้ไหวอย่างยิ่งเรื่อย ๆ ไป ทั้งกลางวันและกลางคืน จนกว่าจะถึงวันออกฉลาก บางคน ก็ไม่สนใจที่จะตรวจสอบจริงจังด้วยซ้ำไป เพราะได้รับรสของ การเร้านั้นเพียงพอเสียแล้ว แต่แล้วก็ยินดีเพื่อจะซื้อใหม่อีก ครั้นถึงระยะที่การพนันนั้นแพ้ชนะเด็ดขาดกันไปแล้ว ในทันใด นั้นเอง ถ้าโอกาสอำนวย ก็จะเริ่มการพนันรอบต่อไปอีกด้วยความ รู้สึกที่ร้อนแรงกว่า ดูคล้ายกับว่าเพื่อผลเป็นเงินเป็นทองที่ตน จะชนะและได้มา แต่ที่แท้นั้นเป็นด้วยอำนาจบันดาลของความ ต้องการของปมเขื่อง ที่จะต้องได้รับการกระตุ้นหรือการเร้าที่ สูงกว่า มิฉะนั้นมันจะตกวูบลงไปถึงขนาดที่ทนไม่ได้ ซึ่งบันดาล อยู่ภายใต้ คนจึงถูกสิงด้วยผีการพนันซึ่งที่แท้คือผีของปมเขื่อง โดยตรง เมื่อปมเขื่องได้รับการขับกล่อมด้วยการไหวหรืออาเวค ที่สูงถึงขนาดนี้เสียแล้ว ต่อไปก็เป็นการยากที่จะเป็นปรกติหรือ จะทนอยู่ได้ด้วยการขับกล่อมที่ต่ำกว่านั้น คือไม่ทำให้เกิดการ ไหวได้เท่านั้น คนจึงตกหลุมแห่งการพนัน คือความที่ปมเขื่องมี ความเสพติดด้วยการขับกล่อมที่มีความโอชาถึงขนาดนั้นนั่นเอง
น.51 ๓๗ ผีการพนันที่แท้ จึงมิใช่เพื่อผล คือเงินทองที่จะชนะและ ได้มาโดยตรง แต่เพื่อผลคือปมเขื่องได้รับ "การขับกล่อม" หรือกระตุ้นอย่างรุนแรง ดังที่กล่าวมาแล้ว ถ้าไม่มีเสน่ห์ อันเร้นลับอันนี้ ผีการพนันก็จะต้องตายหมดไปจากโลกคือคน เกิดรู้สึกว่าการร่ำรวยด้วยการพนันนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ และพากันควบคุมตัวเองได้ เพราะไม่ถูกมนต์ของผีแห่งการพนัน กล่าวคือ "การขับกล่อม" ชนิดที่มีเสน่ห์ร้อนแรงไม่แพ้กามารมณ์ นั่นเลย เราต้องนึกซ้ำ ๆ กันลืมอีกครั้งหนึ่งว่า กามารมณ์กับ การพนันนั้นทำอาเวคอย่างรุนแรงให้แก่จิตใจได้ไม่แพ้กัน และ การพนันยังแถมเก่งกว่าตรงที่ทำให้ได้ติดต่อกันไปยืดยาวซ้ำซาก เพราะไม่ต้องพึ่งพาอวัยวะบางอย่างที่มีสมรรถภาพจำกัดดังที่ กล่าวแล้ว การพนันจึงมีอยู่ในโลกได้ เพราะสามารถหล่อเลี้ยง ปมเขื่องของคนอย่างรุนแรงดังกล่าวแล้วนั่นเอง การคบคนชั่วเป็นมิตร นั้น ดูคล้ายกับว่าไม่เป็นความ ชั่วที่ร้ายแรงจนถึงกับเป็นอาชญากรรมอันใด แต่ทางศาสนา ถือว่าเป็นอบายมุขด้วย เพราะเหตุว่ามีผลร้ายทางจิตใจไม่แพ้ ความชั่วอย่างอื่น ๆ และเป็นทางมาแห่งความชั่วอย่างอื่นทุก ประการ คำว่า คนชั่ว ย่อมหมายถึงผู้ที่มีความประพฤติอัน อาจสรุปความได้ว่า "ผู้ที่เอาแต่การหล่อเลี้ยงปมเขื่องของตน เป็นสรณะ" โดยไม่มีการคำนึงถึงสิ่งใดว่าจะเป็นอย่างไร เอา แต่ให้ได้รสของการที่ปมเขื่องของตนได้รับการบำเรอทันใจ ก็ ประเสริฐแล้ว การเข้าไปในดงของคนชั่วก็คือการเข้าไปในดง
น.52 ๓๘ ของสิ่ง หรือการหล่อเลี้ยงปมเขื่องโดยไม่ต้องสำนึกถึงสิ่งใด ผู้เข้า ไปจึงตกหลุมได้ง่าย เนื่องจากมีทั้งคนและสิ่งที่จะคอยหล่อเลี้ยง ปมเขื่องของตนอย่างไม่มีขีดคั่นนั่นเอง คนดีที่จะพลัดลงไปได้ ก็เนื่องจากทางนี้หาสิ่งที่หล่อเลี้ยงปมเขื่องของตนอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรมได้ไม่ทันอกทันใจ หรือเผลอสติเพราะกลุ้มใจ ซึ่งทั้ง สองอย่างนี้ล้วนแต่ปราศจากความอดทน และพวกคนชั่วทั้ง หลายก็ล้วนแต่เตรียมที่จะหน่วงเอาคนดีลงไปเป็นพรรคพวก หรือ เป็นกำลังของตน และคอยเอาอกเอาใจอยู่เสมอทุกโอกาส คน จึงติดแหล่งของคนชั่วได้ เพราะที่นั่นเตรียมพร้อมที่จะหล่อเลี้ยง ปมเขื่องของคนอยู่ทุกขณะอย่างไม่มีขอบขีด คนชั่วมีเสน่ห์คือ การหล่อเลี้ยงปมเขื่อง ซึ่งตรงกับความต้องการของสัญชาตญาณ อย่างสัตว์ ซึ่งทุก ๆ คนมีและยากที่จะควบคุม ความเป็นพาล เกเรจึงมีอยู่ในโลกเนื่องจากเสน่ห์ของปีศาจแห่งปมเขื่องข้อนี้ การเกียจคร้านทำการงาน คือการที่เอาแต่จะให้ปม เขื่องได้รับการหล่อเลี้ยง โดยไม่ต้องทำอะไรให้เหนื่อยยากเป็น การแลกเปลี่ยนรสชาติอันนี้ยิ่งกว่ายาฝิ่น เมื่อใครเสพติดแล้ว อาจเข้มแข็งพอที่จะอดทนต่อความขาดแคลนทุกประการ เอา แต่ให้ "ความเขื่อง" ของตนถูกหล่อเลี้ยงไว้ด้วย "การไม่ต้อง ทำอะไรที่เหน็ดเหนื่อย" สิ่งที่ไม่เคยทนได้จะกลายเป็นทนได้ ความสยบอยู่ในรสของความที่ "เขื่องอยู่ได้โดยไม่ต้องทำอะไร" จะรุนแรงขนาดนอนทนตากฝนได้ เพราะหลังคาโปร่งหมด หรือ อะไรทำนองนั้น มีข้อที่จะต้องสังเกตในเรื่องนี้ก็คือว่า คนขี้เกียจ
น.53 ๓๙ เหล่านั้นมิได้เป็นพระอรหันต์ผู้หมดปมเขื่องหรือหมดความถือตัว หรือความเห็นแก่ตัวอะไรเลยก็หามิได้ แต่ปมเขื่องนั้น ไปเขื่อง อยู่ในลักษณะอีกอย่างหนึ่ง ตามความเข้าใจของมันเอง คือไม่ ยอมเสียอิสรภาพในการที่ต้องไปทนทำอะไรเพื่อแลกเอาความ เขื่องชนิดที่บริสุทธิ์ยุติธรรมมา คนขี้เกียจจึงมีความเขื่องหรือ กำลังใจพอที่จะประกอบอาชญากรรมทุกชนิด และทุกเมื่อ ตาม แบบของความเขื่องชนิดนี้ และความขี้เกียจซึ่งเป็นปมเขื่องที่ไป "เบ่งตัวพองอยู่ในลักษณะอีกอย่างหนึ่ง" นั้นเอง ก็เป็นอาชญา- กรรมอยู่ในตัวเอง เพราะเป็นพืชแห่งการทำลาย ดุจเชื้อโรคที่ ซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบ ๆ เช่น วัณโรค เป็นต้น ชนิดหนึ่ง และ อาจเป็นอาชญากรรมสองซ้อน คือเป็นบ่อเกิดแห่งอาชญากรรม อื่นได้ทั่วไป เพราะ "ความติดฝิ่น" อันนั้น การตีรันฟันแทง ในที่สุดนี้ เราก็ข้ามมาถึงการตีรันฟัน แทง ซึ่งเป็นที่สรุปของอาการแห่งอาชญากรรมทั้งหลาย ข้าพเจ้า อยากจะกล่าวเรื่องราวบางอย่างแทรกลงในตอนนี้สักเล็กน้อย เนื่องจากข้าพเจ้าได้พิจารณาเห็นอย่างชัดเจนจนพอใจที่จะ กล่าวว่า ปมเขื่องอีกนั่นเองเป็นมูลเหตุอันแท้จริงของการตีรัน ฟันแทง ในเมื่อข้าพเจ้าได้ไปเที่ยวดูงานชุมนุมชน อันถือว่าเป็น ที่ ๆ จะต้องมีการประกอบอาชญากรรมตีรันฟันแทงเป็นประจำ แห่งหนึ่ง ข้าพเจ้าคิดว่า ควรจะได้นำเรื่องที่ไปเห็นนั้น มาเล่า ไว้ในที่นี้สักเล็กน้อย เพื่อความเข้าใจได้ชัดเจนและโดยง่าย แก่ท่านผู้อื่น และทั้งเรื่องที่เห็นมานี้ ยังแสดงเกี่ยวไปถึงความ
น.54 ๔๐ สำคัญของขนบธรรมเนียมประเพณีที่วางไว้เหมาะสม ว่าสามารถ เป็นเครื่องป้องกันภัยอันเกิดจากสัญชาตญาณแห่งการรักษา ปมเขื่องของชุมนุมชนตามชนบทที่ยังจัดการศึกษาไม่ทั่วถึงนี้ได้ อย่างดีเลิศเพียงใดด้วย ในสมัยที่เด็กหนุ่ม ๆ ยังเชื่อฟังคนเฒ่า คนแก่ (คือสมัยที่ล่วงมาแล้ว) นั้น อำนาจการปราบปมเขื่อง ของคนหนุ่ม ที่เราได้จากขนบธรรมเนียมประเพณีนั้น ศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งกว่าอำนาจการปราบของกฎหมาย อย่างที่จะนำมาเปรียบกัน ไม่ได้เลย แต่ถึงแม้ในสมัยที่การดื่มสุราเป็นโรคระบาด เพราะ รัฐบาลเป็นผู้ต้องการเร่งปริมาณการผลิตเสียเองนี้ อำนาจของ ขนบธรรมเนียมประเพณีที่กล่าวนี้ก็ยังเป็นเครื่องกำราบพิษสง ของการแสดงออกซึ่งปมเขื่องอันมีสุราเป็นเครื่องหนุนส่งของ คนหนุ่ม ทั้งที่ไร้การศึกษาและการศึกษาไม่เพียงพอได้ไม่น้อย อยู่นั่นเอง ชุมนุมชนที่ถือกันว่า จะต้องมีการประกอบอาชญากรรมแห่ง การตีรันฟันแทงเป็นธรรมดาที่ว่านี้ก็คือ รอบอ่าวบ้านดอนใน ฤดูออกพรรษา ตามแม่น้ำลำคลองในขณะที่มีการแห่พระทางน้ำ และโดยเฉพาะที่ข้าพเจ้าไปดูมาด้วยตนเองนี้ ก็ที่บริเวณก้นอ่าว ในเขตของไชยา ตอนที่ห่างไกลการศึกษากว่าตอนอื่นอยู่ตอน หนึ่ง ในปีนี้เองข้าพเจ้าเคยได้ยินได้ฟังมานานแล้วว่า ทุกคราว และทุกแห่งที่มีการสนุกสนานทางน้ำเช่นนี้ จะต้องมีการทะเลาะ วิวาทชกต่อยตีรันฟันแทงจนกลายเป็นของธรรมดาไป ถึงกับ เกิดเป็นคำพังเพยประจำถิ่นนั้น ๆ ในคราวเช่นนั้นว่า "ไม่ตีกัน
น.55 ๔๑ ก็กร่อย ไม่สนุก" เมื่อยังไม่มีโอกาสไปเห็นด้วยตนเอง ก็ได้ แต่นึกประหลาดใจอยู่ว่า ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ทั้งที่งานเช่นนั้น เป็นงานของพวกพุทธบริษัท และเกี่ยวกับศาสนาโดยตรง ครั้นได้ ไปดูด้วยตนเองเมื่อไม่นานมานี้ ก็มีอะไรหลายอย่างที่สะดุด ตาสะดุดใจเป็นเรื่องที่น่าศึกษาและแปลกดี ประชาชนในถิ่น รอบ ๆ อ่าวบ้านดอน โดยเฉพาะที่ไชยา แม้จะเป็นเลือดนักมวย มาแต่โบราณกาล ก็ยังรักประเพณีดึกดำบรรพ์อันนี้ของตนทั้ง ด้วยอำนาจศรัทธาในทางบุญกุศล และอำนาจการรักความ สนุกสนานในทางน้ำ ซึ่งมีทั้งการแสดงฝีมือทางเรือใบเรือพาย และการดื่มการกิน การเกี้ยวพาราสีและอื่น ๆ ทั้งที่ในย่านนี้ มิใช่เป็นย่านชุมนุมหนาแน่น และมิใช่ศูนย์กลางของจังหวัด หรืออำเภอ ก็ยังมีเรือชนิดแจวพายตั้ง ๓-๔ ร้อยลำ เรือใบ ๒๐-๓๐ ลำ มีคนไปร่วมด้วยจำนวน ๓-๔ พัน ทั้งเด็กผู้ใหญ่ ชายหญิง มีคนหนุ่มที่ถือเอาสุราเป็นสรณะนับจำนวนร้อย มี ภิกษุสามเณรที่ประจำอยู่บนเรือที่ทรงพระพุทธรูป และเขา นิมนต์ไปฉันอาหารตามประเพณีรวมกันหลายสิบรูป ทำให้ ทะเลตอนก้นอ่าวนั้นดูระยับตาไปหมด ด้วยสีสรรต่าง ๆ กัน และมีเสียงเซ็งแซ่ฟังไม่ได้ศัพท์ สังเกตดูแล้ว รู้สึกว่ามีส่วนที่ เป็นผลดีในด้านศิลปะ วัฒนธรรม สุขภาพอนามัยและอื่น ๆ อีกหลายอย่าง แต่ที่ข้าพเจ้าสนใจจะศึกษาและนำมาวินิจฉัย ในที่นี้นั้นคือเรื่องชกต่อยตีรันฟันแทง จนได้ชื่อว่าเป็นของต้องมี ประจำนั้นต่างหาก เพราะถ้าการชกต่อยตีรันฟันแทง มีได้เป็น
น.56 ๔๒ ประจำในงานของศาสนาเช่นนี้แล้ว ทำไมจะมีในงานอื่น ๆ อันไม่เกี่ยวกับศาสนาไม่ได้เล่า และอะไรเล่าที่เป็นมูลเหตุอัน แท้จริงของความชั่วประเภทนี้ที่เราจะต้องหาทางแก้ไขกันใน ทางจิตใจ การตีรันฟันแทงนั้น โดยธรรมชาติเป็นการแสดงออกวิธี หนึ่ง หรืออย่างหนึ่งของปมเขื่องที่มีประจำเป็นสัญชาตญาณ ของสัตว์ ดังที่เราทราบมาจากตอนต้น ๆ ของเรื่องนี้แล้ว ว่า ถ้าขาดสัญชาตญาณอันนี้เสียแล้ว ชีวิตตามธรรมดาจะก้าวหน้า ไปไม่ได้ หรือโลกจะวิวัฒน์ไปไม่ได้ เมื่อปมเขื่องของคนหนุ่ม ๆ ที่การศึกษาไม่เพียงพอเหล่านั้นแสดงออกไปทางอื่นไม่ได้ ก็ ต้องแสดงออกมาทางชกต่อยตีรันฟันแทงเป็นธรรมดาในเมื่อ โอกาสอำนวย ยิ่งเมื่อมีอำนาจของสุราเข้าสนับสนุนด้วยแล้ว การแสดงออกของปมเขื่องนั้น ก็จะเลยขอบขีดได้ง่ายยิ่งขึ้นต่อไปอีก การที่จะระงับการแสดงออกชนิดนี้ของปมเขื่องในกรณีอย่างนี้ โดยการป้องกันการดื่มสุราเสียนั้นยังเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะ รัฐบาลเองเป็นผู้ประสงค์จะเร่งปริมาณการผลิตสุราเสียเอง ดัง กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่ถึงแม้จะป้องกันการดื่มสุราได้ ก็มิใช่ว่า จะระงับการแสดงออกของปมเขื่องโดยวิธีอันผิดทางของคน หนุ่ม ๆ ในเขตที่ยังจัดการศึกษาไม่ทั่วถึงนั้นได้ก็หาไม่ ทั้งนี้ เพราะว่ามูลเหตุอันแท้จริงนั้นอยู่ที่ส่วนลึกของสันดาน คืออำนาจ ของความรู้สึกที่ต้องการจะแสดงปมเขื่องของตนออกมา หรือ รักษาปมเขื่องของตนไว้ให้ได้ตามความคิดของตนเท่านั้น แต่
น.57 ๔๓ ถ้าหากมีธรรมะ หรือมีอะไรก็ตามที่อาจจะบรรเทาอวิชชาแห่ง การรักษาปมเขื่อง หรือการแสดงออกซึ่งปมเขื่องให้เบาบางไป หรือหมดไปได้แล้ว สุราก็จะพลอยเป็นหมันไปเอง เราจะต้องช่วยกันหาวิธีควบคุมสัญชาตญาณแห่งการ ปรารถนาจะแสดงปมเขื่อง ให้อยู่ในอำนาจหรือในขอบเขตที่ ควรทำเท่าที่จะทำได้ และเราจะลองวินิจฉัยในตัวอย่างที่เล่า มานี้ดู คนหนุ่ม ๆ ๒๐ - ๓๐ คนเมาสุราแล้วทะเลาะวิวาทกัน ในวันนั้นเป็นกลุ่มใหญ่ ในระยะห่างขนาดที่จะมองเห็นได้และ ได้ยินเสียงไปจากศาลาที่ข้าพเจ้านั่งอยู่ ทะเลาะกันตั้งชั่วโมง ใช้ไม้พายเป็นอาวุธ แต่แล้วไม่ปรากฏว่ามีใครศีรษะแตก มีบ้าง เพียงหัวโน คนไหนอาละวาดรุนแรงเกินไป ก็มีเพื่อน ๆ หรือ ญาติ ๆ จับตัวกดลงไปในท้องเรือพาแยกไปส่งบ้าน ข้าพเจ้าได้ เห็นแม้หญิงที่สูงอายุทำหน้าที่เช่นนี้ โดยจับคนหนุ่มที่ไม่ทราบว่า เป็นลูกหรือหลาน ลากจากในน้ำขึ้นบนเรือ กดไว้แน่นกับพื้น เรือแล้วบังคับคนที่แจวให้แจวกลับบ้าน ข้าพเจ้ายังได้ยินด้วย ตนเอง ที่คนสูงอายุชั้นอุบาสกพูดว่า "ช่างหัวมันเถิด ริบเอา มีดมาเสียก็แล้วกัน" แล้วมืดก็ถูกริบเอามาจริง ๆ หลายเล่ม มาอยู่กับคนแก่ ๆ บนศาลา คนเหล่านี้นั่งคุยกับข้าพเจ้าด้วย อารมณ์เย็นเป็นปรกติอยู่หลายคน เล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ข้าพเจ้า ฟัง ในขณะที่ทางในน้ำวิวาทกันจนเรือล่มไปตาม ๆ กัน ที่กลัว ก็ร้องวี๊ดว๊าดกันไป แต่ข้าพเจ้ายังได้ยินเองได้เห็นเองอีก ที่ผู้หญิง อีกจำพวกหนึ่งที่อายุยังเยาว์ ๆ แต่จะมีเหย้าเรือนแล้วหรือยัง
น.58 ๔๖ จะพบคู่อาฆาตเข้า จึงเตรียมบำรุงมาจากบ้าน และเติมมาเรื่อย ๆ ตลอดทางที่นั่งเรือมา เพื่อให้มีความเขื่องไว้เผชิญหน้าศัตรู และก็มีอยู่ไม่น้อยที่ดื่มเพราะความสนุกสนาน หรือความครึ้มใจ อยู่ภายในของตนคนเดียว บางพวกดื่มด้วยเหตุผลของเขาเองว่า เป็นการสมควรแล้วที่คนหนุ่มจะต้องดื่มสุราในคราวที่จะหา ความสนุกสนาน เพราะเพื่อน ๆ กันทำเช่นนั้น ทุกคนเคยเล่า เรียนรู้มาว่าศีลขาดเพราะดื่มสุรา แต่วันนี้ต้องยอมให้ศีลขาด เพื่อ "ความผึ่งผาย" ในวันนี้ ค่อยรักษาศีลแก้ตัวกันวันอื่น ปมเขื่องที่เขื่องอยู่เองแล้วในสันดานเมื่อได้น้ำเมาเข้าสนับสนุน ก็เขื่องจนถึงขนาดเป็นความบ้าชนิดหนึ่ง บรรยากาศในที่นั่นใน วันนั้นจึงเต็มไปด้วยความเขื่องชนิดผีสิง และผลก็คือ คนหนุ่ม ๆ เหล่านั้น ได้ระบายความเขื่องของตนที่คับอกมานานแล้ว ออก ไปจนเป็นที่พอใจทุก ๆ คน นี่คือพิษสงของปมเขื่อง ของหมู่ชน ที่การศึกษายังไม่เพียงพอ เราจะมองเห็นได้ชัดเจนทีเดียวว่า ในหมู่ชนที่การศึกษา ยังไม่เพียงพอนั้น ขนบธรรมเนียมหรือประเพณีเป็นสิ่งที่จำเป็น มาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือความเชื่อในทางศาสนา เพราะว่าความมีใจเป็นนักกีฬาที่เหลืออยู่บ้างในขณะที่ทะเลาะ วิวาทกันนั้น ก็เป็นผลเนื่องมาจากขนบธรรมเนียมที่ดี ที่อบรม เคยชินกันมาหลายชั่วบรรพบุรุษ ติดอยู่ในสันดานจนยากที่ จะหมดไปได้ง่าย ๆ ด้วยการแทรกแซงของอารยธรรมแผนใหม่ เช่น สุรา เป็นต้น คนหนุ่ม ๆ เหล่านั้นจึงยังมีความยับยั้งชั่งใจ
น.59 ๔๗ ได้มากแม้ในขณะที่เมาสุรา ยังเคารพคนแก่ ยอมให้คนแก่ทำ หน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ริบมีดหรือของมีคมมาเก็บไว้เสีย เป็นต้น ความเชื่อมั่นในทางศาสนายังมีเหลือ ถึงกับพยายามจะไม่ให้ ประเจิดประเจ้อต่อหน้าภิกษุสามเณร เท่าที่จะหลีกเลี่ยงได้ มิฉะนั้นแล้วการตีรันฟันแทง จะเป็นไปรุนแรง โดยไม่มีอะไร เป็นเครื่องยับยั้งเสียเลย อีกประการหนึ่งซึ่งน่าสังเกตก็คือว่า ปมเขื่องนั่นเอง มีลักษณะเป็นมีดสองคม คือให้ทำดีก็ได้ ทำชั่วก็ได้ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น การที่คนเหล่านี้ทำอะไร ลงไปก็เพราะต้องการจะเขื่อง มีความต้องการเขื่องเป็นทุนอยู่ เสมอ จึงยังมีความรู้สึกกลัวความเสื่อมเสียได้อยู่ไม่น้อยจึงไม่ ฆ่าฟันกันเหมือนกับคู่อาฆาตบาดหมางอันแท้จริง เพราะตนเอง ไม่มีความอาฆาตอะไรกันมาก่อน ที่ทำไปนั้นเป็นเพียงกำลัง ของสัญชาตญาณที่ต้องการแสดงความเขื่องล้วน ๆ ชุมนุมคนมาก ๆ เป็นเวทีที่ยั่วให้มนุษย์ให้แสดงปมเขื่อง อย่างใดอย่างหนึ่งของตนออกมา เมื่อคนไม่เมายังกล้าไม่พอ คนเมาก็ตะครุบชิงเอาโอกาสไปเสียก่อน เพราะอำนาจของสุรา หนุนปมเขื่องของเขาให้ล้นปรี่อยู่ตลอดเวลาแล้ว เมื่อคนเมา ไม่มีอะไรที่จะเขื่องในทางที่ดีงามได้ ก็เขื่องไปตามประสาของ คนเมา เพราะถึงแม้คนไม่เมาที่ไม่มีอะไรจะเขื่อง ก็ต้องเขื่อง ทางนี้อยู่เหมือนกันแล้ว ชุมนุมชนมากๆ เลยกลายเป็นที่ระเบิด ออกของคนที่เมาปมเขื่องเป็นธรรมดาไป ยิ่งเมื่อมีเพศตรงข้าม มาปรากฏอยู่ด้วยจำนวนมากแล้ว ความเมาในปมเขื่องนั้นก็
น.60 ๔๘ รุนแรงหนักเข้า จนการชกต่อยตีรันฟันแทงนั้นกลายเป็นของ เล็กน้อย ไม่มีความหมายไปเลยทีเดียว คนเมาบางคนพยายาม เก็บซ่อนความเมาของตัวอย่างน่าขบขัน เข้ามาหาข้าพเจ้าเพื่อ ขอโอกาสว่าอะไรให้ข้าพเจ้าฟัง ในเมื่อคนเมานอกนั้นหลบซ่อน ไม่อยากให้พบเห็น นี่ก็เป็นเพราะอำนาจของปมเขื่องอีกทาง หนึ่ง คือทางที่อยากจะแสดงความเป็นปราชญ์ แทนการเป็น นักเลงโต ที่ผลักดันให้เขากล้ามาเข้าหน้ากับข้าพเจ้าซึ่งเมื่อเขา ไม่เมาขนาดนี้ เขาไม่กล้าเข้ามาเลย และทั้งเขารู้สึกว่าความ สามารถที่เขาจะแสดงนั้น จะไม่ทำความพอใจให้แก่ข้าพเจ้าได้ ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า สถานที่หรือโอกาสที่จะแสดงความ เขื่องอะไร ๆ ออกมาได้นั้น เป็นเสน่ห์อย่างยิ่งแก่มนุษย์ผู้ที่กำลัง เมาปมเขื่องของตน เสน่ห์นั้นนั่นเองเป็นต้นตอหรือทางมาแห่ง การชกต่อยตีรันฟันแทงประเภทนี้ ซึ่งมีทั่วไปทุกหัวระแหง ยังมีที่แปลกออกไปอีก โดยได้ยินว่าคนเมาคนเดียวกันนี้ ขึ้นมาคอยหาโอกาสที่จะพบข้าพเจ้าอยู่นานแล้ว ตั้งแต่ข้าพเจ้า ยังมาไม่ถึงที่นั่น เขาเซไปถูกสำรับกับข้าว ทำให้เจ้าของบันดาล โทสะทำอันตรายเอาเสียคราวหนึ่งแล้ว โดยเห็นเป็นการรุกล้ำ หรือลูบคมกันเกินไป และไม่ยอมให้อภัยว่าเป็นคนเมา นี่ก็เหมือนกัน คือเป็นผลแห่งการทะเยอทะยานจะแสดงปมเขื่องของตัว จน เป็นมูลเหตุแห่งความโกลาหล ถึงแม้เจ้าของสำรับหรือเจ้าภาพ ผู้จัดการก็เป็นอย่างเดียวกัน มีปมเขื่องเนื่องด้วยการกุศล ตั้งใจ จะทำให้ดีที่สุด จึงบันดาลโทสะ ได้ง่ายด้วยปมเขื่องอันนั้นเอง
น.61 ๔๙ แม้จะมีเจตนาเป็นกุศล แต่ถ้าเป็นเรื่องของปมเขื่องแล้ว ยิ่งศรัทธามากก็ยิ่งบันดาลโทสะแรงมาก เพราะมิได้อิง อาศัยปัญญาซึ่งมีธรรมชาติรำงับปมเขื่อง แต่อาศัยความ ต้องการอันแรงกล้าของปมเขื่องเสียเอง ทายกทั้งหลาย ควรจะสำนึกถึงความจริงข้อนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จึงจะสามารถทำให้การกุศลของตนเป็นไปด้วยดี คือเป็น กุศลชนิดแท้จริง ที่สามารถขูดเกลาปมเขื่องให้เบาบาง ลงไปจนหมดสิ้น ซึ่งเป็นความมุ่งหมายของพุทธศาสนา สรุปความเฉพาะข้อนี้ว่า ชุมนุมชนยิ่งมากยิ่งยั่วการแสดง ออกของปมเขื่องของคนเมา มากจนกระทั่งแสดงสิ่งที่ไม่สมควร แสดงออกมา เพราะไม่มีอะไรที่ดีกว่านั้นจะแสดง และข้อนี้เอง เป็นมูลเหตุแห่งการชกต่อยตีรันฟันแทงประเภทธรรมดา นอกจาก อำนาจกฎหมายแล้ว ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามดั้งเดิม รวมกันเข้ากับความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่มีเหลืออยู่ในใจบ้าง เพราะ การอบรมมาดีเท่านั้น ที่จะป้องกันอันตรายอันเกิดจากการเมา ปมเขื่องประเภทนี้ได้และมีผลดีกว่าอำนาจกฎหมาย ซึ่งปรากฏ ว่าเจ้าหน้าที่ถูกกลุ้มรุมทำร้ายอย่างรุนแรงอยู่บ่อย ๆ เพราะ การเข้าจับกุมนั้นเป็นการเข้าปะทะกับความบ้าคลั่งของปมเขื่อง อย่างจังหน้ากันเกินไป เราจะต้องหาทางฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดี เช่น การเคารพคนเฒ่าคนแก่กันใหม่ และมีการอบรม ในด้านศาสนาให้ถูกทาง ให้คนเฒ่าคนแก่เป็นคนเฒ่า
น.62 ๕๐ คนแก่ที่ถูกต้องด้วยกัน การให้การศึกษาชนิดที่ขัดเกลา ความเห็นแก่ตัว อันลึกซึ้งไปเสียตั้งแต่วัยเด็ก เป็นสิ่งจำเป็น อย่างยิ่งในกรณีนี้ การศึกษาที่มีหลักเกณฑ์ความมุ่งหมาย อย่างนี้เป็นการทำให้รู้จักควบคุมปมเขื่องของตัว หรือ รู้จักใช้ปมเขื่องในวิถีทางอันถูกต้อง และเป็นการศึกษา ที่เป็นมูลรากอันแท้จริงของศีลธรรมทั้งหลายทุกชนิด ทำให้ มีศีลธรรมทุกชนิดได้โดยไม่ยากเลย ถ้าการศึกษาของโลก มีหลักสูตรเช่นว่านี้เป็นส่วนสำคัญ จะสามารถสร้างมนุษย์ชนิดที่ จะอยู่กันเป็นผาสุกอย่างมนุษย์แท้ในอนาคตได้ โดยไม่ต้องสงสัย การศึกษาของโลกในสมัยปัจจุบัน มีแต่จะส่งเสริมปมเขื่องให้ เตลิดไปโดยไม่รู้สึกตัว ทั้งแก่นักเรียนและครูผู้สอนเอง การ ศึกษาชนิดนั้น แม้จะนำความเจริญทางวัตถุมาให้เท่าใด ก็มี แต่จะยิ่งนำมาซึ่ง "การตีรันฟันแทงระหว่างชาติ" มากขึ้นเพียงนั้น "การตีรันฟันแทงระหว่างชาติ" หรือมหาสงครามโลก มีอะไร ๆ เป็นอย่างเดียวกันกับการตีรันฟันแทงระหว่างบุคคล ดังที่กล่าวมาแล้วทุกประการ กล่าวคือ ถ้ามิใช่เพราะสัญชาตญาณ แห่งการกอบโกยโดยตรง เพื่อเอาไปหล่อเลี้ยงปมเขื่องทุก ๆ ทางของตนโดยตรงแล้ว ก็ต้องเป็นเพราะความต้องการแสดง ออกมาซึ่งปมเขื่องของตนอย่างรุนแรงนั่นเอง แม้การตีรันฟัน แทงระหว่างชาติอันมีเกียรติที่เรียกกันว่าเพื่อรักษาความ ยุติธรรม หรือสันติภาพของโลกก็ตาม ก็ยังหาพ้น ไปจาก
น.63 ๕๑ อุ้งมืออันเหนียวหนักของปีศาจแห่งปมเขื่อง อันเร้นลับนี้ ไม่เลย แม้แต่หน่อยเดียว โมกขพลาราม สิงหาคม ๒๔๙๓
น.64 ขอแนะนำหนังสือคำบรรยายชุดใหม่ จิตวิทยากับพุทธศาสตร์ และ จิตวิทยาในพุทธศาสนา พุทธทาสภิกขุ สำหรับอ่านคู่กับหนังสือเล่มนี้ เพื่อการศึกษาเปรียบเทียบเพิ่มเติม
น.66 อตัมมโย ลด ละ เลิก เลื่อน ความแปลกของเรื่อง "ปมเขื่อง" อยู่ตรงที่ว่า ท่าน พยายามนำเอาวิธีการทางจิตวิทยาวิเคราะห์ของซิกมันด์ ฟรอยด์และของอัลเฟรด แอ็ดเลอร์มาทดลองใช้ในการ อธิบายหลักคำสอนทางพุทธศาสนา โดยที่ในเวลานั้น คำสอนของฟรอยด์เป็นที่เลื่องลือกันมาก จนเกือบจะเรียก ได้ว่ากลายเป็นศาสนาใหม่ที่บดบังศรัทธาในศาสนาดั้งเดิม อยู่ยุคหนึ่งเลยทีเดียว ดังนั้นจึงจำเป็นอยู่เองที่ท่านพุทธทาส ต้องเลียนวิธีการนำเสนอแบบจิตวิทยาวิเคราะห์และแบบ วิทยาศาสตร์ ซึ่งง่ายแก่การเข้าใจของคนร่วมสมัยมาใช้ อธิบายหลักพุทธธรรม ในฐานะที่เป็นศาสตร์ที่สามารถ อธิบายปรากฏการณ์ทางจิตใจอย่างเป็นระบบได้ไม่แพ้ ทฤษฎีจิตวิทยาตะวันตก แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า ท่านจะลดพุทธธรรมลง มาเป็นเบี้ยล่างของทฤษฎีจิตวิทยาก็หาไม่ ตรงกันข้าม ท่านสามารถวิสัชนาให้เห็นอย่างสมเหตุสมผลว่า ปุราณ ธรรมแห่งพุทธศาสนานั้น มีปริมณฑลที่ครอบคลุมมิติทาง จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ร่วมสมัยไว้ด้วย ทั้งยังมีความ ละเอียดลุ่มลึกกว่าอีกหลายชั้นหลายเชิง สันติสุข โสภณสิริ บางตอนจากคำปรารภ
Buddhadasa