น.21 ๗ นั่นเอง จึงเป็นสิ่งที่อยู่คนละฝั่งกับนิพพาน หรือการไม่มีปมเขื่อง อย่างกะฝั่งนี้กับฝั่งโน้น ในตอนแรกนี้ สิ่งที่จะพิจารณากันก็คือปัญหาที่ว่า ปม เขื่องเป็นมูลเหตุอันสำคัญแห่งการประกอบอาชญากรรมหรือ อกุศลกรรมทั้งหลายอย่างไร ส่วนข้อที่ว่า ปมเขื่องเป็นมูลเหตุ แห่งการทำดี และข้อที่ว่า การไม่มีปมเขื่องเสียเลย เป็นสิ่งที่ อยู่เหนือความดีและความชั่วโดยประการทั้งปวงอย่างไรนั้น ควรจะได้พิจารณากันในตอนหลัง ในการที่จะพิจารณาในข้อที่ว่า ปมเขื่องเป็นมูลเหตุแห่ง การประกอบกรรมชั่วอย่างไร โดยละเอียดนั้น เราจะต้องพิจารณา กันไปตั้งแต่ "ปมเขื่อง" ชั้นต้น ๆ ต่ำ ๆ ที่แสดงออกมาเป็น สัญชาตญาณของสัตว์ (Animal Instinct) ทั่ว ๆ ไปเสียก่อน เพื่อจะได้รู้จักสิ่งที่เรียกว่าปมเขื่องนี้โดยชัดเจน และทำให้เข้าใจ สิ่งที่เรียกว่าความชั่วโดยเฉพาะได้ง่ายเข้า บรรดาสิ่งที่มีชีวิตเป็นรูปร่างชัดเจนแล้ว นับตั้งแต่ต้นไม้ ขึ้นมาถึงสัตว์และคนตามลำดับ ล้วนแต่มีปมเขื่องหรืออัสมิมานะ มาด้วยเสร็จทั้งนั้น จะต่างกันก็เพียงแต่สูงหรือต่ำกว่ากัน และ ที่ต่ำจนยากที่จะสังเกตได้ ก็คือของสิ่งที่มีชีวิตนั้นพืช แม้พระ- พุทธเจ้าทรงบัญญัติวินัยปรับโทษภิกษุที่ฆ่าสัตว์และฆ่าพืชเท่ากัน และอย่างเดียวกันเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างข้อนี้ขึ้นยืนยันว่า สัตว์และพืช มีชีวิตและอัสมิมานะมาด้วยกัน เพราะเหตุว่าเรา มีหนทางที่จะสังเกตเอาเองจากอากัปกิริยาของสิ่งนั้น ๆ โดย
Buddhadasa