น.8 ท่านสาธุชนผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงบรรยาย ในชุดที่เรียกว่า "สิ่งที่ท่าน ไม่รู้จักหรือสิ่งที่ท่านยังไม่รู้จัก" ต่อไปอีก เพราะมันยังไม่หมด ท่านทั้งหลายก็สนใจ สังเกตดู เอาเองว่าจริงหรือไม่จริง เป็นเรื่องจริงหรือไม่จริงว่ายังมีสิ่งที่ยัง ไม่รู้จักอีกมากมาย ทั้งที่เกี่ยวข้องกันอยู่กับสิ่งนั้น
น.9 ถ้ารู้จักแม่แท้จริง โลกจะมีสันติภาพ สำหรับหัวข้อการบรรยายในวันนี้ก็คือ แม่ที่ท่านยังไม่ รู้จัก จะบอกว่าแม่ที่ท่านยังไม่รู้จักมันเป็นการสบประมาทกัน มากไปหรืออย่างไร ที่ยังไม่รู้จักแม่ มีคนที่ยังไม่รู้จักแม่ หมาย ความว่าไม่รู้จักเสียเลยก็มี รู้จักบางส่วนก็มี แล้วก็รู้จักไม่ถูกต้อง ตามที่เป็นจริงก็ยังมี นี้ก็อยู่ในพวกที่เรียกว่าไม่รู้จัก รู้จักบ้าง ไม่รู้จักบ้าง ถูกต้องบ้าง ผิดบ้าง นี่เรียกว่าไม่รู้จัก ถ้าหากว่า ในโลกนี้คนทั้งโลกต่างรู้จักแม่รู้จักลูกต่อกันและกันเป็นอย่างดี แล้วประพฤติต่อกันและกันเป็นอย่างดีระหว่างแม่กับลูกแล้ว โลก นี้ก็จะมีสันติภาพ สันติสุข มีสันติสุข สันติภาพ มหาศาลถึงที่สุด ไม่มีอะไรเปรียบได้ แต่ทีนี้แม้แต่แม่ของมันก็ยังไม่รู้จัก แล้วมันจะประพฤติให้ ถูกต้องต่อคนทั้งหลายได้อย่างไร ถ้าหากว่ารู้จักหน้าที่ระหว่าง แม่กับลูก ลูกกับแม่แท้จริงแล้ว มันจะมีความถูกต้อง มีความ เป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง มีมนุษย์ที่ไม่เห็นแก่ตัว ทุกอย่างก็จะเป็น ไปในทางดี โลกนี้จะมีแต่สันติสุข หรือสันติภาพ เดี๋ยวนี้แม้แต่ แม่กับลูกมันก็ยังรู้จักกันน้อยเกินไป บางทีก็ยังมีความเห็นแก่ตัว ในระหว่างแม่กับลูกนั่นแหละ แม่กับลูกก็ยังมีเรื่องเห็นแก่ตัว โลก มันจึงยังไกลต่อสันติภาพมากมายนัก ขอยืนยันซ้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ถ้าแม่และลูกในโลกนี้รู้จักกัน เป็นอย่างดี ไม่บกพร่องในหน้าที่ของตนแล้ว โลกนี้จะมีสันติภาพ สันติสุขยิ่งกว่าบัดนี้มากมายนัก นี่เป็นเหตุที่ทำให้ต้องพูดเรื่อง ๒
น.10 "แม่" กันเสียบ้าง แม่ยุคนิกส์ต่างกับแม่ยุคชาวนา ถ้าเราจะสังเกตดูง่าย ๆ ในระยะใกล้ ๆ ที่พอจะมองเห็น จะยกตัวอย่างแม่ในยุคที่เป็นชาวนา ยุคที่นิยมกสิกรรมเป็นหลัก นี่แม่แบบนี้ก็แบบหนึ่ง มาถึงแม่ที่จะเป็นนิกส์ หรือเป็นนิกส์บ้าง แล้ว หรือกำลังจะเป็นนิกส์ คืออุตสาหกรรม มันก็ไปอีกอย่าง แม่ในยุคชาวนาของเราดูซิ สวมเสื้อแขนยาว นุ่งผ้าปกไปถึง ข้างล่าง ผมเผ้าก็เส้นตรงเป็นเรียบร้อย ถ้าแม่ยุคที่เป็นนิกส์นี้มัน จะปิดเกือบไม่มิด ผมก็หยิกงอเป็นผมเงาะไปเลย แม้แต่เพียง เท่านี้มันก็แสดงความแตกต่างให้เห็นได้ชัดแล้วว่า แม่ยุคนิกส์ กับแม่ยุคชาวนานี่มันต่างกันอย่างไร เดี๋ยวนี้มันยังไม่ทันจะเป็น นิกส์นะ เพียงคิดว่าจะเป็นเท่านั้นแหละ มันก็มีความแตกต่าง อย่างยิ่งแล้ว เมื่อไม่กี่วันมานี้ หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งมันลงเรื่องที่แสดง ให้เห็นว่า โอ้! น่าคิดเลย หนังสือพิมพ์ลงข่าวถึงว่าลูกคนหนึ่ง มันไล่แม่ออกจากบ้าน มันประจบประแจงพะเน้าพะนอจนแม่ ทำหนังสือสิทธิตามกฎหมายยกสวนให้ลูก ยกให้ลูกไป แม่ขอ แต่เพียงว่าอาศัยกระท่อมอยู่ในนั้นกินผลไม้บ้างเล็กน้อย พอ ลูกมันได้กรรมสิทธิ์สวนนั้นแล้วไม่เท่าไรมันก็ไล่แม่ มันก็ด่าแม่ อย่างหยาบคาย อย่างมิใช่แม่ แล้วแม่ก็เหลือทน ก็มีคนแนะนำ ให้ไปฟ้องศาล ตามกฎหมายที่มันยังมีอยู่ ขอถอนกรรมสิทธิ์คืน ๓
น.11 ถอนกรรมสิทธิ์สวนคืน ก็ยังทำได้ กฎหมายยังให้ทำได้ นี่มันยังมี กันถึงขนาดนี้ นี่ลูกอย่างไร ขอให้แม่ยกที่ดินให้ พอยกให้แล้ว ก็ขับไล่แม่ ด่าแม่ จนอยู่ไม่ไหว ทนไม่ไหว ไปขอให้ศาลสั่งเพิก ถอนสิทธิกลับคืน นี่มันเป็นยุคนิกส์หรือจะเป็นนิกส์ มันถึงขนาดนี้ มันยังจะมีอีกมาก แม่ยุคนิกส์กับแม่ยุคชาวนามันก็เป็นตัวอย่างให้เห็นอยู่ แล้ว มันจะเอาจิตใจไหนมาเลี้ยงดูพ่อแม่ที่แก่ชรา ยังดี ๆ อยู่แท้ ๆ มันยังไล่มันยังด่า มันยังให้ไปเสียให้พ้น นี่เพียงแต่สรุปความว่า มันเป็นยุค ๆ เสียแล้ว แม่นี่เป็นยุค ๆ ไปเสียแล้ว แม่ยุคชาวนา กับแม่ยุคนิกส์ ยุคกสิกรรมกับยุคอุตสาหกรรมนี่มันก็ต่างกันมาก เสียแล้ว ความหมายของแม่ ๓ ระดับ ทีนี้ก็มาดูจนถึงความหมายหรือคุณค่าและความประเสริฐ ดูความหมายของคำว่าแม่กันบ้าง ว่ามันเป็นอย่างไร เอากัน อย่างง่าย ๆ เด็ก ๆ ก็รู้ว่า ถ้าไม่มีแม่ โลกนี้มันก็ไม่มี โลกนี้ มันก็สูญสิ้นไป ถ้าไม่มีแม่โลกจะเป็นอย่างไร ก็คิดดูได้ทุกคน มันจะไม่มีคนเหลืออยู่สักคนหนึ่ง หรือถ้าว่าไม่มีแม่ที่ถูกต้อง มันจะมีแต่คนที่มิใช่คน มันจะไม่มีคนที่มีจิตใจอย่างคน ถ้าแม่ ไม่ถูกต้อง มันก็จะเป็นลูกที่มีจิตใจอย่างลูกของสัตว์ แล้วจะไม่มี สิ่งที่เรียกว่ามนุษย์ คือคนที่มีความรู้สึกถูกต้องเป็นมนุษย์ก็จะ ไม่มี ถ้าไม่มีแม่มาอบรมสั่งสอนเรื่องทางจิตใจ ทางวิญญาณ ๔
น.12 ทางวัฒนธรรม นี่มันก็ไม่มีคน หรือถึงกับไม่มีมนุษย์ นี่ถ้า ไม่มีแม่เอาเสียเลย มันก็ตายหมดเกลี้ยง ไม่มีเหลือ นี่ความหมาย ของคำว่าแม่ ๑. ระดับภาษาคนธรรมดา เราจะดูกันใน ๓ ลักษณะ เมื่อดูแล้วพูดออกมาในภาษาคน ภาษาคนธรรมดากลางถนนหนทางทั่วไป คนธรรมดาพูด แม่ จะมีความหมายอย่างไร ถ้าพูดภาษาธรรม ภาษาที่ผู้รู้ธรรมะ พูด แม่มีความหมายอย่างไร ถ้าเป็นภาษาปรมัตถ์ อภิปรมัตถ์ คือภาษาในทางธรรมะสูงสุด เป็นโลกุตตระแล้ว แม่มีความ หมายว่าอย่างไร นี่เป็น ๓ อย่างด้วยกันอย่างนี้ ในภาษาคน แม่ก็มีความหมายแต่เพียงว่า ไม่ให้มนุษย์ สูญพันธุ์ หรือไม่ให้สูญพันธุ์ที่ดี ไม่ให้สูญพันธุ์ที่สูง มันก็มี เท่านั้นนะ พูดภาษาคน คนธรรมดาที่รู้จัก เป็นอันเข้าใจกันได้ว่า ภาษาคนธรรมดาให้ความหมายแก่แม่อย่างนี้ ๒. ระดับจริยธรรม ทีนี้ถ้าพูดในภาษาธรรม ที่สูงขึ้นไปกว่าภาษาคน เราจะ พูดได้ว่า พระพุทธเป็นพ่อ พระธรรมเป็นแม่ พระสงฆ์เป็นพี่ คิดดูเถอะ แม่คืออะไร แม่คือพระธรรม พระธรรมคือแม่ มีพระ- พุทธเป็นพ่อ พระสงฆ์ทั้งหลายก็เป็นพี่น้องของเรา เรามีพระธรรม เป็นแม่ เป็นแม่ทางจิต ทางวิญญาณ แล้วก็สูงขึ้นไป สูงขึ้นไป จนได้บรรลุมรรคผลนิพพาน นี่อย่างนี้เรียกว่ามีพระธรรมเป็นแม่ ๕
Buddhadasa