น.4 การที่ภิกษุสงฆ์มีมากหรือน้อย ไม่ได้เป็น เครื่องวัดความเสื่อม หรือความเจริญของพุทธศาสนาที่ แน่นอน ถ้ามาก แต่บวชกันอย่างครั้งต้น ๆ รัชกาลแห่ง อโศกมหาราชก่อนการทำสังคายนา ก็ไม่เรียกว่าเจริญ ถ้าน้อยอย่างครั้ง ตอนปลาย รัชกาลเมื่อ ทำสังคายนา แล้ว หรืออย่างครั้งพระเจ้าปิฎกธร สะสางพุทธศาสนาใน พม่า (๑) ก็ยังเรียกได้ว่าเจริญกว่า ลาภที่เหลือเกินภาวะ ของสมณะก็เหมือนกัน ไม่ได้เป็นเครื่องหมายว่าพุทธ- ศาสนาเจริญ แต่เป็นอันตรายอย่างยิ่งแก่พุทธศาสนา ดัง ที่พระองค์ตรัสไว้ในเวรัญชกัณฑ์วินัยปิฎก มีใจความว่า เมื่อใดลากเหลือเฟือในศาสนา เมื่อนั้นเสนียด ก็เกิดขึ้นในศาสนา จะต้องบัญญัติวินัยเพิ่มขึ้น ---------------------------------- (๑) ดูศิลาจารึกกัลยาณี ฉบับหอสมุดวชิรญาณ.
น.5 ๒ เพียงเท่านี้ก็เห็นได้ว่า การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องอย่าง เดียวเท่านั้น ที่จะเป็นระดับสำหรับวัดความเสื่อม และความเจริญได้อย่างแน่นอน ดุจปรอทวัดความ ร้อนแห่งอากาศ ฉันใดก็ฉันนั้น. ครั้งกรุงสยามเสียแก่พม่า บ้านเมืองแตกสาแหรก ขาด พระคัมภีร์และวัดวาอารามถูกเผา, เพราะต้องคอย ต่อสู้ข้าศึก และได้รับความลำบากยากแค้น, การปริยัติ และการปฏิบัติธรรมได้หยุดชงักรวนเรไปคราวหนึ่ง ใน ที่บางแห่งถึงกับสาปศูนย์ เป็นเหตุให้ภิกษุรุ่นต่อมาแห่ง ถิ่นนั้น ๆ ได้ประพฤติผิดแผน จนถึงกับชนไก่ กัดปลา ดื่มน้ำเมา ฯลฯ ได้ทุกอย่างโดยออกหน้าออกตา เพราะ ตนเองก็ไม่รู้ว่าผิด ใคร ๆ ก็ไม่รู้ว่าผิด และไม่ได้เอาใจ ใส่ แม้การปฏิบัติบางอย่างก็เดาสืบ ๆ กันมาจนผิดความ มุ่งหมายเดิม เช่นถือว่าการเดินจงกรมทำให้อาบัติตกไป จากตน, สร้างกุฏิใหญ่อยู่เองต้องสังฆาทิเสสแล้ว ออก เที่ยวป่า (ธุดงค์) ทรมานตนเสียคราวหนึ่งก็พ้น ไม่ต้อง อยู่กรรมเป็นต้น วิปัสสนากัมมัฏฐาน เปลี่ยนเป็นมีความ มุ่งหมายเชื้อเชิญพระเจ้ามาโปรด ฯลฯ เป็นต้น ที่เป็น บ้านนอกปลายแดนได้ยินว่ายังเหลือสืบมาจนถึงเวลานี้ก็ยัง
น.6 ๓ มี นี้เป็นยุคเลี่ยมแห่งปฏิบัติธรรมในสยาม แต่ขอให้ เข้าใจว่า คนเหล่านั้นทำผิด ๆ เพราะไม่รู้ ไม่ใช่เพราะรู้ แล้วยังขืนทำ, ไม่น่าจะตำหนิ สมัยต่อมาเมื่อทางบ้านเมืองรื้อร่างฟื้นตัวขึ้นได้แล้ว พระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระคุณต่อชาติอย่างยิ่ง ได้ทรง เหลียวมาจัดการเกี่ยวกับศาสนาทันที ครั้งแรกก็รวบรวม คัมภีร์ที่ยังเหลือจากถูกเผา บำรุงการปริยัติ ในรัชกาล ที่ ๒-๓ มีพระราชกุสโลบายอันประเสริฐที่ทำให้ปริยัติ เจริญรวดเร็ว คือมีการยกย่องและถวายจตุปัจจัยอย่าง มากแก่ผู้ที่พยายามศึกษาปริยัติได้ บิดามารดาของผู้เป็น เปรียญ ได้รับพระราชทานที่บ้านเรือน ถ้าเป็นทาษใคร อยู่ก็หลุดจากทาษ (ลูกโปรดพ่อแม่เห็นทันตา) ฯลฯ เป็น ต้น เป็นการจำเป็นและถูกต้องที่สุดที่จะต้องทำเช่นนั้นใน ยุคนั้น เมื่อปริยัติเจริญ มีนักปริยัติมากพอแล้ว พระ มหากษัตริย์สืบมา ก็ได้บำรุงโดยควรแก่ภาวะของกาล ครั้งรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังทรงผนวช ได้ทรงประทานกำเนิดสงฆ์คณะธรรม- ยุตินิกาย เพราะความไม่พอพระทัยในการปฏิบัติของสงฆ์
น.7 ๔ หมู่ใหญ่เวลานั้น มาถึงสมัยนี้ การปริยัตินับว่าเจริญที่ สุดกว่ายุคไหนในประวัติการณ์ทั้งสิ้น ภิกษุสามเณร ตลอดถึงฆราวาส ได้ศึกษาทั่วถึงในหลักพระพุทธศาสนา การปฏิบัติก็ฟื้นตัวดีขึ้นกว่าเก่า แต่เรายังไม่ถือว่า พุทธ- ศาสนาของเราเจริญแท้ เพราะการปฏิบัติธรรมยังไม่ เจริญถึงขีดสุด ยังไม่ปรากฏว่ามีใครได้รับผลแห่งสมณ ปฏิบัติขั้นสูงดังกล่าวไว้ในคัมภีร์ การที่จะเอาการปฏิบัติ ผิด ๆ ครั้งเสียกรุงในที่บางแห่งมาตีเป็นหลักประเมินนั้นไม่ ได้ เพราะนั้นเป็นแต่ฝ่ายผิด หรือตกไปข้างต่ำ บัดนี้เรา เพียงแต่ถอนตนขึ้นจากฝ่ายผิดที่ร้ายแรง จนน่ารังเกียจตา ขึ้นมาตั้งอยู่ใน ระดับกลาง เท่านั้น มหาชนทั้งชาติประ เทศของเรา, ได้ลงทุนรอนใหญ่โตในการบำรุงปริยัติ บำรุงศิลปกรรมและสถาปัตยกรรม อันเกี่ยวด้วยพุทธ- ศาสนา เช่น โบสถ์ วิหาร โรงเรียน ฯลฯ บำรุงภิกษุ สามเณรจำนวนแสน ขาดส่วนที่ควรจะได้ เสียส่วนที่เสีย ไปอย่างมากมาย เราจึงควรเอาใจใส่คำนวณดูว่าเราได้ รับผลคุ้มกันอย่างไร. เมื่อเหลียว มาดู ตัวผู้ปฏิบัติ ธรรม ตามอัฎ ฐังคิก- มรรคจริง ๆ รู้สึกกันว่าหาได้ยาก ส่วนมากมีแต่นักเรียน
น.8 ๕ ปริยัติ หรือผู้สำเร็จปริยัติ กำลังเจริญด้วยลาภผลส่วน โลกิยะ อยู่เป็นสุขแต่ซ้อนมาข้างกามสุขัลลิกานุโยค คือ เจือไปด้วยกิเลส เราพากันเผลอตัวไปนั่นเอง จึงไม่ได้ รับสุขชนิดที่พระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ ครั้ง กระโน้นได้ รับ เรายังสละ "อัตตา" หรือความเห็นแก่อัตตากัน ไม่ได้, เพราะยังไม่พยายามตามหลักที่พระองค์ตรัสสอน ไว้ให้เต็มที่ เราไม่ค่อยมีเวลาประกอบการละ "โลภะ โทษะ โมหะ" เพราะยุ่งด้วยการปริยัติไม่มีที่สิ้นสุดพอ เพียง เรายังไม่ได้รับผลอันชื่นใจจากปริยัติ เพราะ เราบำรุงแต่การให้เรียนมาก ๆ ส่วนการให้ทำตาม ที่เรียนไม่ได้บำรุงถึงอย่างนั้น. การเรียนกับการ อบรม ต่างกันคนละอย่าง ผู้สอนยังเห็นแก่ตัว ผู้ทำก็ ยากที่จะทำตามได้ด้วยการมอบกายถวายจิต บัดนี้เราก็ ยังสงสัยกันอยู่เสมอว่า "ปริยัติยังไม่พอ" เช่นเดียวกับ ฝ่ายอาณาจักร ที่เชื่อแน่นอน ว่าการศึกษา ของพลเมืองยัง น้อยนักเหมือนกัน อีกอย่างหนึ่งเรายุ่งด้วยการแสวงและ รักษาลาภที่ได้มาแล้วและยังจะได้ต่อไป ยุ่งด้วยการปฏิ สังขรณ์ถาวรวัตถุ ที่นิยมสร้างกันขึ้นจนเกินต้องการ :
น.9 ๖ ยุ่งด้วยการสร้างใหม่ประกวดให้ทัดเทียมกัน แม้ว่าของ เก่าพอจะอยู่ไปได้ หรือยังไม่จำเป็น ยุ่งด้วยการควบคุม ปกครองผู้ที่เราไม่ได้อบรมให้ดำเนินตนตามหลักพระพุทธ เจ้าจริง ๆ นอกจากให้เขาเรียนมาก ๆ อย่างเดียวเกินไป จนหัวแข็ง ปกครองยาก ภาระท่วมทับคณะสงฆ์มากขึ้น ทุกที่ จนกลายเป็นต้องใช้ “สังฆอาณาจักร” เพราะ การใช้อาญาดูยิ่งหนาขึ้น เมื่อเป็นเช่นแล้ว การปฏิบัติ หรือการบำเพ็ญสมณธรรมแท้จริง อันต้องการความ สงบเรียบร้อยในเบื้องต้น จะโผล่ขึ้นเจริญขึ้นในสมัยที่ ความเห็นผิด และความยุ่งยาก กำลังเข้มงวดนี้ ได้อย่างไร เราพุทธบริษัททุกคน ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต ขอจง ช่วยกันแบ่งเบาภาระอันหนักนี้ โดยยื่นมือเข้ามาร่วมกัน บำรุงการปฏิบัติให้ยิ่งขึ้นไป ความชั่วความผิดที่แล้ว ๆ มา ขว้างไปเสียทางหนึ่งไม่ต้องสะสางเพราะเป็นสิ่งที่ แล้วไปแล้ว ระงับเสียด้วยวิธีติณวัตถารกะ เพื่อภิกษุ สงฆ์จะสามัคคีกลมเกลียวกันยิ่งขึ้น ไม่มีการถือพวกถือ นิกายด้วยความรังเกียจในการปฏิบัติแห่งกันและกัน จน ไม่สมัครจะร่วมสังฆกรรม, แล้วเราจงมาเริ่มต้นกันใหม่
Buddhadasa