Buddhadasa.org

ระดับแห่งการปฏิบัติธรรม ตอนที่ ๒ — การแก้ไข : เลิกประกวดลาภยศ กลับสู่พุทธจริยา

ระดับแห่งการปฏิบัติธรรม — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ระดับแห่งการปฏิบัติธรรม (๔ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.10 ๗ ๗ บรรพชิตเลิกการประกวดอภินิหาร สมบัติบริวาร ที่มีไว้หรือสร้างขึ้นเพื่อประดับเกียรติยศและชื่อเสียง จะ รับลาภผลแต่เพียงเพื่อยังชีวิตให้เป็นไป และกิจการบาง อย่างที่จำเป็น ธุระที่สมควรสละให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายฆราวาส ได้ก็มอบให้เสียเด็ดขาด ลาภผลที่รวมไว้ก่อน ๆ สละออก บำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่น หรือสละเสียด้วยหลักอนัตตา อย่าหวังเอาไปไว้ประดับศพหรือหวังอย่างใด สั่งสอน อบรมกันให้ไต่ไปแต่ในทางธรรมแท้ สมกับชื่อของ สมณะมีการงานและจิตใจบริสุทธิ์อย่างยิ่ง กางแผ่ออก ให้ใครดูได้จริงไม่ต้องปกปิดซ่อนเร้นแม้แต่เล็กน้อย ยอม ให้ใครสอบสวนตรวจดูความ บริสุทธิ์ สะอาดของตน ด้วย พระวินัยถ้ามีใครยังสงสัยอยู่ การบริโภคใช้สอยไม่ ต้องฟุ่มเฟือย และโอ่โถงเป็นท้องพระโรงจนเข้าหลักว่า “ธรรมเหล่าใด เป็นไปเพื่อความกำหนัดย้อมใจ สั่งสม กิเลส” เป็นต้น จะสละเรี่ยวแรงบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่น จริง ๆ ให้ทุกรูปโดยไม่หวังอะไรตอบแทน แม้แต่ชื่อ เสียง ผู้รับเป็นครู หรือธรรมกถึก ถ้าเขาไม่ให้เงิน เดือนหรือไม่มีเครื่องกัณฑ์ก็ไม่แสดงธรรมสั่งสอนหรือสั่ง สอนแต่แปลกกันมาก เช่นนี้ไม่ใช่เป็นการบำเพ็ญประโยชน์

น.11 ๘ ผู้อื่นอย่างพุทธจริยา, จักต้องแก้ไขกันเสียใหม่ การ ตรากตรำทำเพื่อลาภยศชื่อเสียงนั้น เป็นโลก ไม่ใช่ธรรม ธรรม ต้องทำด้วยการสละ เพื่อสละทุกอย่างรวมทั้งชีวิต นักปฏิบัติธรรม ต้องค้นคว้าให้พบสุขทางใจจริง ๆ เพื่อ ผู้อื่นจะได้ดูเป็นตัวอย่างทำตาม โลกุตตรสุขเป็นสิ่งที่โลก กำลังต้องการ โลกบัดนี้อ่อนเพลียไปตามกันแล้ว คณะ สงฆ์แห่งพุทธศาสนา จะเป็นผู้ถือประทีปนำโลกไปให้ถึง ความสุขชนิดที่แท้จริง อย่ามัวแต่แก้ตัวว่า ฉันสมัครทำ ประโยชน์ฝ่ายโลกิยะ หรือทำการปกครองคณะไปเสียทั้ง นั้น ถ้าเป็นได้เช่นนี้ คณะสงฆ์จะเบาภาระลงไม่ต้องการ เงินสำหรับใช้มากมาย ไม่ต้องมีเอเย่นต์ทำการค้าขายให้ (เช่นกรมกัลปนา) ซึ่งทำให้มีงานมากยุ่งใหญ่ เพราะ เมื่อมีอยู่ก็อยากใช้ หลักสำคัญมีว่า สำหรับพุทธศาสนา แล้ว เงินเป็นงูพิษซึ่งแฝงตัวอยู่ใกล้ๆ นั้นเอง ระดับการ ปฏิบัติธรรมจะวิ่งสูงขึ้นในไม่ช้า ถ้าเราจะพร้อมใจกัน ช่วยเหลือคนละเล็กละน้อยแต่จริงจังอย่างว่ามานี้. พุทธบริษัทที่เป็นฆราวาส จะช่วยบำรุงได้ในการนี้ ก็โดยการ เลือกบำรุง แต่ผู้ที่พยายาม ศึกษาและ ปฏิบัติถูก ทางจริง ๆ ตามหลักตัดสินธรรมวินัย ๘ อย่างที่เรียกว่า

น.12 ๙ โคตมีสูตร สำหรับผู้แกล้งปฏิบัติให้ผิด ๆ ทั้งรู้ ๆ ด้วย ความไม่ละอายนั้น เมื่อหมดหนทางที่จะทำได้ด้วยความ เคารพจริง ๆ แล้ว จะพูดกระทบกระเทือนเพื่อให้สำนึก ตัวก็ได้ จะติเตียนโดยตรงก็ได้ไม่บาป ครั้งพุทธกาล ขอให้ทราบว่า สิกขาบทในพระปาฏิโมกข์น้อยใหญ่ทั้ง หลายนั้น เพราะชาวบ้านติเตียนพระองค์จึงทรงบัญญัติ ชิ้น บางสิกขาบทบ่งว่าอริยสาวก ที่เป็นอุบาสกอุบาสิกา ในพระพุทธศาสนาเป็นผู้ติเตียนก็มี ภิกษุสงฆ์ติเตียนเอง ก็มี การติเตียนนั้น สำหรับผู้ไม่มีความรู้อาจติเตียน ผิดก็ได้ แต่น้อยนัก แท้จริงการติเตียนได้เคยมีคุณา นิสงส์มากมายมาแล้ว แต่ครั้งพุทธกาลโน้น บัดนี้ธรรม วินัยแพร่หลาย ผู้รู้ย่อมติได้ถูกต้อง การติว่าไม่ทำตาม ที่รู้ที่เรียน ฝืนทำนอกทางทั้งรู้ ๆ เป็นการติเพื่อก่อให้ดีขึ้น ไม่ใช่ติเพื่อทำลาย ไม่ผิดหลักพุทธศาสนา การเตือน ด้วยอาการตีวัวกระทบคราดนั้น เนื่องจากเราเคารพต่อ เพศอันสูง และผู้ติต้องทำความแน่ใจตนเองให้ชัดเจนว่า ติคนที่ทำผิด หรือติเฉพาะส่วนที่ทำผิด ไม่ได้ติเตียนสงฆ์ หรืออริยสงฆ์ ซึ่งเป็นรตนะอันประเสริฐ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต