น.20 ท่านทั้งหลายคิดนึกกันอยู่ก็ได้ เพราะว่าโดยทั่วไป บุคคลย่อมเข้าใจว่าศาสนาคือคำสั่งสอน แต่ในบัดนี้ อาตมา จะได้ชี้ให้เห็นความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า "ศาสนา ๆ" ใน ฐานะที่มิใช่คำสั่งสอน. ไม่ใช่เป็นคำสั่งสอนแต่เป็นสิ่งหนึ่ง ซึ่ง ต่างหากจากคำสั่งสอน และขอยืนยันว่าเป็นตัวศาสนาอันแท้จริง ศาสนาในฐานะที่เป็นคำสั่งสอนนั้น หาใช่ตัวศาสนาที่แท้จริง หรือตัวแท้ของศาสนาไม่. "ตัวแท้ของศาสนา" นั้น เป็นตัวการ ปฏิบัติ หรือตัวการกระทำ อันเป็นไป เพื่อความพ้นจากความ ทุกข์หรือสิ่งที่สัตว์นั้น ๆ ไม่พึงปราถนา. เอาใจความแต่เพียง
น.21 ๒ สั้น ๆ ก็มีอยู่ว่า ศาสนาคือตัวการกระทำเพื่อให้หลุดพ้นไปจาก อันตรายที่ตนไม่ปราถนา เพื่อให้เข้าใจแจ่มแจ้งในความข้อนี้ เราจะได้วินิจฉัย กันในเรื่องราวต่าง ๆ ทุก ๆ เรื่องที่เกี่ยวกับคำว่า "ศาสนา" แต่ อาตมาอยากจะชี้ให้เห็นอย่างลึกซึ้งลงไป ในส่วนที่ว่าศนสนา หรือสิ่งที่เรียกกันว่าศาสนา ได้เกิดขึ้นมาในโลกนี้อย่างไรเสีย ก่อน. ในชั้นต้นนี้ ขอให้เอไจใส่กับสัญชาตญาณ หรือความ รู้สึกอย่างธรรมดาสามัญของสัตว์สักข้อหนึ่ง คือข้อที่ว่าสัตว์ทั้ง หลาย ย่อมเกลียดกลัวต่ออันตราย มีความรู้สึกที่หลบลี้หนีจาก อันตราย หรือที่เรียกง่ายๆ ว่ามีการหนีภัยเป็นธรรมดา. ไม่ มีสัตว์ที่มีชีวิตเหล่าใด ประเภทใด ที่ปราศจากความรู้สึกอันนี้. ชีวิตแต่ละชีวิต ย่อมมีความรู้สึกที่จะหลบลี้หนีอันตรายทุกสิ่ง ทุกอย่าง ตามที่ตนมองเห็น จนกระทั่งเป็น สัญชาตญาณ คือ ความรู้สึกที่ไม่ต้องเจตนา ก็เกิดขึ้นได้เอง แล้วก็กระทำไปได้ เองในตัวเสร็จ โดยไม่ต้องมีเจตนาหรือโครงการอย่างนั้น อย่าง นี้ ย่อมทำการหลบหนีภัยไปด้วย อำนาจสัญชาตญาณนั้น ใน ขณะนั้น โดยเร็วพลัน. ลักษณะอย่างนี้แหละ เป็นสิ่งที่ควร
น.22 ๓ สังเกตและพินิจพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้เข้าใจสิ่ง ที่เรียกว่า "ศาสนา ๆ" ได้เป็นอย่างดี. เมื่อเป็นที่เข้าใจกันว่า สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย ย่อมประกอบอยู่ด้วยสิ่งที่เรียก ว่าสัญชาต ญาณ คือความรู้สึกที่จะหนีอันตรายดังนี้แล้ว เราย่อมกล่าว ได้ หรือเชื่อถือได้ โดยไม่ต้องกลัวผิดอีกว่า สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย ย่อมพยายามในอันที่จะหลบลี้หนีจากอันตราย คือการลี้ภัย หรือหนีจากความทุกข์: เพราะฉะนั้น จึงมีระบอบแห่งการ กระทำตามสมควรแก่ความคิดนึก หรือสติปัญญาของสัตว์นั้น ๆ หรือของสิ่งที่มีชีวิตนั้น ๆ แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตอยู่ในระดับ ต่ำต้อยเพียงใดก็ตาม ย่อมมีการกระทำด้วยกายด้วยใจ ใน อันที่จะหลบลี้หนีภัยดังกล่าวแล้ว, กิริยาที่จะหลบลี้หนีภัยนี้ จึง พลอยกลายเป็นสัญชาตญาณตามไปด้วย และ การกระทำเพื่อ ให้รอดจากอันตรายนี้เอง คือตัวแท้ของสิ่งที่เรียกว่า "ศาสนา" ในที่นี้ ซึ่งเราจะได้พิจารณากันให้แยบคายสืบไป. แต่ขอให้ สนใจที่จะพินิจพิจารณาไปตั้งแต่ต้น ให้รู้จักตัวสัญชาตญาณ คือการลี้ภัย หรือหนีภัย หรือการพยายามเพื่อจะให้พ้นจากภัย จากอันตราย จนกระทั่งมองเห็นได้ว่า แม้แต่สัตว์เล็ก ๆ น้อย ๆ
น.23 ๔ เช่นเปี้ยว เช่นปู ซึ่งมีวิธีวิ่งหนีลงรู เพื่อให้พ้นจากอันตราย ว่านั่นคือศาสนาของมัน. การที่กล่าวเช่นนี้ อาจจะเป็นสิ่งน่าขบขันหรือน่าหัวเราะ ก็ได้ แต่อาตมาขอให้ท่านทั้งหลายสนใจ และได้พินิจพิจารณา ดูให้เห็นความจริงในข้อที่ว่า กิริยาที่จะเอาตัวให้รอดนี่แหละ ชื่อว่า "ศาสนา" แม้ว่าสัตว์เหล่านั้นจะพูดจากันไม่ได้ คือว่า ไม่มีปาก ไม่มีลิ้น ไม่มีเสียงจะพูด แต่ก็สามารถจะสอนศาสนา ให้แก่กันและกันได้ ด้วยการทำตัวอย่างให้ดู หรือว่าเพราะ สิ่งนี้มีมูลฐานอันตั้งอยู่บนสัญชาตญาณคือการหนีภัย เพราะฉะ นั้น มันจึงทำเป็นกันอยู่ในระดับหนึ่งเป็นส่วนน้อย แล้วก็ขยาย สูงขึ้นไปตามสติปัญญา ตามกำลัง. สูงขึ้นมาถึงสัตว์ที่ฉลาด กว่าเบปี้ยวกว่าปู สัตว์ที่มีชีวิตทุกชนิดเหล่านั้น ต่างก็มีวิธีจะ หลบลี้หนีอันตรายของตน ๆ กระทั่งสูงขึ้นมาถึงคน หรือสัตว์ ชนิดที่พอจะเรียกได้ว่าคนในอันดับแรก ซึ่งจะเรียกว่าคนป่า หรือคนอะไรก็สุดแท้. คนเหล่านั้น ก็ไม่วายที่จะมีวิธีสำหรับ หนีอันตรายของตน ๆ จนกระทั่งถึงคนที่เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป, จน กระทั่งถึงสมัยที่พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลก ซึ่งก็มีระบบวิธีการ กระทำเพื่อให้พ้นจากอันตรายของตน ๆ. ความแตกต่างกันจึง
น.24 ๕ อยู่ที่ว่า แล้วแต่ว่าสัตว์หรือสิ่งที่มีชีวิตนั้น ๆ เห็นว่าอะไรเป็น อันตราย. สัตว์ที่มีสติปัญญาน้อย เข่นเปี้ยวหรือปู ก็เห็น อันตรายซึ่งอยู่ในระดับต่ำ หรือที่เล็กน้อยไปตามส่วน. สัตว์ที่มี ชีวิตอันวิวัฒนาการสูงขึ้นมาตามลำดับ ก็มองเห็นสิ่งที่เรียกว่า อันตรายนั้น ๆ ประณีตหรือสูงขึ้นมาตามลำดับ ๆ กระทั่งถึงสัตว์ ที่สูงขึ้นมาในขนาดที่เรียกกันว่าคน. คนยิ่งมีวิวัฒนาการทาง จิตสูงขึ้นเท่าไร ก็มองเห็นสิ่งที่เรียกว่าอันตราย หรือความทุกข์ สูงตามขึ้นไปเท่านั้น. วิธีที่จะหลบลี้หนีอันตรายหรือความทุกข์ นั้นก็พลอยสูงตามขึ้นไปด้วย. นับตั้งแต่คนที่มองเห็นอันตราย ทางกายเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ ก็มีวิธีทำให้พ้น เห็นว่าความ ยากจนเป็นความทุกข์หรืออันตราย ก็มีวีธีทำให้พ้นจากความ ยากความจนเหล่านี้เป็นต้น แล้วแต่ว่าสัตว์หรือบุคคลนั้น ๆ มอง เห็นว่าสิ่งใดเป็นอันตรายหรือความทุกข์. เราจะเกณฑ์ให้สัตว์ ทั้งหลายมีความรู้สึกเท่ากัน และเสมอกันนั้นไม่ได้. สัตว์ทั้ง หลาย จะต้องมีสติปัญญาเป็นของของตนโดยเฉพาะมองเห็น ความทุกข์ หรืออันตรายนั้น ๆ ตามส่วนแห่งความสามารถ ของสติปัญญาของตน เพราะฉะนั้น ระเบียบหรือวิธีต่าง ๆ ที่ จะให้พ้นจากอันตรายหรือความทุกข์ ซึ่งได้เกิดมีขึ้นในโลกนี้
น.25 ๖ เป็นลำดับ ๆ มานั้น จึงอยู่ในฐานะที่เหลื่อมล้ำต่ำสูงกว่ากันเป็น ลำดับ ๆ จนกระทั่งถึงสมัยที่คน. แม้ในสมัยก่อนพระพุทธเจ้า คือก่อนพุทธกาล คนเหล่านั้นก็ได้รู้สึกว่า ความทุกข์หรือ อันตรายที่คนทั้งหลายพากันกลัวกันนักนั้น ยังโง่เกินไป ยัง ต่ำเกินไป. ความทุกข์ หรืออันตรายที่น่ากลัวนั้น คือ เรื่องที่เกี่ยวกับทางใจ โดยเฉพาะก็คือกิเลส. ผู้มีปัญญาเหล่านี้ ได้มองเห็นกิเลสว่าเป็นอันตราย หรือความทุกข์ ยิ่งกว่าอันตรายภายนอก ชนิดที่คนในกาล ก่อนเคยกลัวกันมา. เพราะฉะนั้น จุดที่มุ่งหมายของการที่จะ บำบัดอันตรายของคนชั้นนี้ จึงได้หันมาพิจารณากันในทางจิต ทางใจ หรือที่เรียกกันว่าในทางภายใน. ยิ่งคิดค้นไป ก็ยิ่ง พบอันตรายในภายในคือกิเลสนั้น มากขึ้น ๆ จนถึงชั้นที่ละ เอียดประณีตที่สุด ซึ่งต้องอาศัยสติปัญญาความสามารถของ พุทธบุคคล มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ให้เป็นผู้พิจารณา เห็น และ เป็นผู้หาทางแก้ไขในที่สุด เราจึงได้ระบบหนีภัย หรือหลบจากอันตราย หรือพ้นจากความทุกข์ ชนิดที่สูงสุดเด็ด ขาด คือทำลายกิเลสอันเป็นเหตุแห่งความทุกข์ทั้งปวงให้หมด
น.26 ๗ สิ้นไป สำเร็จรูปเป็นระบบวิธีกระทำให้หลุดพ้นจากความทุกข์ ดังที่พระพุทธเจ้า ทุกๆ พระองค์ทรงสั่งสอน. เพราะฉะนั้น เรา ควรจะถือว่า ตัวการกระทำเพื่อให้หลุดพ้นจากควานทุกข์นั่น เอง คือตัวแท้ของศาสนา. ส่วนคำบอกเล่าซึ่งกันและกัน อัน เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ. นั้นเป็นเพียงคำบอกเล่าหรือคำบรรยาย หรือคำกล่าวถึงตัวแท้ของศาสนา หาควรจะถือว่าเป็นตัวแท้ของ ศาสนาอยู่ที่คำพูดหรือคำสั่งสอนนั้นไม่ เพราะว่า ตัวแท้ของ ศาสนานั้น อยู่ที่ตัวการกระทำเพื่อให้เกิดการรอด พ้นจากความทุกข์ หรือสิ่งที่ตนไม่ปรารถนา เท่านั้น. แม้จะมีระดับต่ำต้อยอยู่ในระดับศาสนาของเปี้ยวของปู ก็ขอ อย่าได้ดูหมื่น ดูถูก ดูแคลนแต่ประการใดเลย เพราะว่าสิ่งที่ มีชีวิตเพียงระดับนั้น มีความรู้สึกเพียงเท่านั้น มีสติปัญญา เพียงเท่านั้น น่าชมเชยเป็นอย่างยิ่งอยู่แล้วที่รู้จักเอาตัวรอดได้ สัตว์ที่สูงขึ้นมากกว่าเปี้ยวกว่าปู กระทั่งถึงสัตว์ที่ใกล้คน ที่สุด เช่นประเภทลิงเป็นต้น จนกระทั่งถึงคนป่า จนกระทั่ง ถึงคนธรรมดา จนกระทั่งถึงบุคคลที่เจริญถึงที่สุด เหล่านี้ ล้วนแต่มีความมุ่งหมายอย่างเดียวกันทั้งนั้น ในการกระทำ
น.27 ๘ ที่เอาตัวรอด. ถ้าเราจะพิจารณาดูโดยหลักนี้ ด้วยน้ำใจที่ เที่ยงตรงเป็นธรรมไม่ลำเอียงแล้ว เราจะเห็นว่า ศาสนา ทุกๆศาสนานั้น คือสิ่ง ๆ เดียวกัน อย่าว่าแต่ศาสนา ของมนุษย์ต่างชาติต่างภาษากันเลย แม้ศาสนาของคนทั้ง โลกก็เป็นอันเดียวกัน กับศาสนาของเปี้ยวของปู. การที่เรายอมยกระบบเหล่านี้ คือเอาการหนีอันตรายของ เปี้ยวของปู ขึ้นมาเป็นศาสนานี้ก็เพราะว่า สัตว์ในอันดับ นั้น ไม่มีสมรรถภาพในความคิดนึกหรือสติปัญญา แต่ก็มีชีวิต หรือสัญชาตญาณที่จะพ้นจากภัยเท่ากัน หรือเหมือนกันกับที่ เราต้องประสงค์อยู่ในบัดนี้. ด้วยเหตุนี้แหละ พระศาสนาของ ขององค์สมเด็จพระศาสดา จึงได้วางหลักให้แผ่เมตตาถึงสัตว์ ทั้งหลาย ที่มีชีวิต โดยสม่ำเสมอกัน ไม่ได้ยกเว้นบุคคลใด ว่าสูงต่ำแต่ประการใด ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงเอาตัวรอดได้ พ้นจากความทุกข์ได้ ในลำดับเดียวกัน ดังนี้. เท่ที่กล่าวมานี้ ย่อมชี้ในส่วนความจริง ตาม กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ว่า ความสำคัญหรือสิ่งสำคัญ หรือสิ่งที่จะควรถือว่า เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ของบรรดาสิ่งที่มีชีวิตนั้น ก็คือ
น.28 ๙ การกระทำที่ทำให้เกิดความรอดพ้น ให้แก่ตัวเองนั่น เอง ; อันนี้คือ "ตัวแท้ของศาสนา." ทีนี้ เราจะได้พิจารณากันตามทางแห่งพระคัมภีร์ หรือ หลักฐานที่มาในพระคัมภีร์ หรือที่เรียกกันว่าหลักเกณฑ์ตามที่ มาแห่งพระคัมภีร์อีกต่อไปว่า สิ่งที่เรียกว่าศาสนานั้น จะได้ แก่ตัวการกระทำจริงหรือไม่ หรือว่าสิ่งที่เรียกว่าตัวศาสนานั้น เป็นเพียงคำพูดหรือคำสั่งสอน สิ่งที่อาตมาจะขอให้ท่านทั้งหลายทุกคน เกิดความสนใจ มีความสนใจในขั้นต้น ก็คือว่า ในพระไตรปิฎกทั้งหมดนั้น เราจะหาคำว่าศาสนา ๆ นี้ ได้ยากเต็มที พอจะกล่าวได้ว่ามี เพียงคำสองคำเท่านั้นเอง แต่เราจะพบคำอื่น ๆ ซึ่งมีอยู่มากมาย และตรงกับคำที่เราพูดกันอยู่ในภาษาไทยปัจจุบันนี้ว่า "ศาส- นา." พูดใหม่อีกทีหนึ่งก็คือว่า คำที่เราพูดกันอยู่ในบัดนี้ อย่างมากมายที่สุดว่า "ศาสนา ๆ" เช่น ส่งพระไปประกาศ ศาสนา ดังนี้เป็นต้นนั้น คำว่าศาสนา - ศาสนาเช่นนี้ ยากที่ จะหาพบได้ในพระไตรปิฎก มีอยู่เพียงคำสองคำเท่านั้น. แต่ มีคำอื่นโดยเฉพาะที่อยากจะให้สนใจก็คือ คำว่า "พรหมจรรย์"
น.29 ๑๐ แทน. เมื่อพระพุทธเจ้าทรงส่งภิกษุทั้งหลายไปประกาศสิ่งที่เรา เรียกกันในบัดนี้ว่า "ศาสนา" นั้น พระองค์ตรัสสั่งให้ภิกษุ ทั้งหลายเหล่านั้น ให้ไปประกาศพรหมจรรย์ ไม่ใช่ไปประกาศ ศาสนา. "พฺรหฺมจริย์ ปกาเสถ" เป็นภาษาบาลีว่าดังนี้. แปล ว่า เธอทั้งหลายจงไปประกาศพรหมจรรย์. เมื่อพิจารณาดูว่า คำว่าพรหมจรรย์ ๆ คืออะไรแล้ว เราจะเห็นได้ว่า คำว่าพรหม- จรรย์ ๆ นี้ มิได้หมายถึงตัวคำสั่งสอนเลย. คำว่าพรหมจรรย์ ๆ นั้น หมายถึงระบอบแห่งการกระทำระบอบหนึ่ง ซึ่งเป็นการ กระทำอันประเสริฐ. ที่ประเสริฐก็เพราะว่า ทำให้พ้นจาก ความทุกข์ได้. การส่งภิกษุทั้งหลายให้ไปประกาศพรหมจรรย์ นั้น ก็หมายถึงการให้ไปประกาศแบบแผนแห่งการครองชีวิต หรือการมีชีวิตอยู่ชนิดหนึ่งซึ่งความทุกข์ไม่อาจจะครอบงำได้. แบบแห่งการครองชีวิต ชนิดที่ความทุกข์ไม่อาจจะครอบงำได้ นั่นแหละ คือพรหมจรรย์ ซึ่งหมายถึงการกระทำทางกาย ทาง วาจา ทางใจ สำเร็จอยู่ที่เนื้อที่ตัวของบุคคลผู้ประพฤตินั้น ๆ จนความทุกข์มิอาจจะเข้าครอบงำย่ำยีได้ อันนั้นเรียกว่า "พรหมจรรย์." พระพุทธเจ้าท่านทรงส่งพระสาวกชุดแรก ออก
น.30 ๑๑ ไปประกาศพรหมจรรย์ ด้วยคำว่า "พฺรหฺมจรยํ ปกาเสถ." เราจะหาไม่พบในพระไตรปิฎกที่ว่า พระพุทธเจ้าตรัสให้ภิกษุ ไปประกาศศาสนาโดยบาลีว่า สาสน์ ปกาเสถ เลย. แต่ คำว่าศาสนานี้เผอิญเราใช้กันในประเทศไทย; และเราเอาคำ นี้มาใช้แทนคำว่าพรหมจรรย์. และเผอิญคำว่า "ศาสนา ๆ" คำนี้ โดยตัวหนังสือนั้น แปลว่า "คำสั่งสอน" เราก็เลยเข้าใจว่า สิ่งที่เรียกว่าศาสนา ตามความหมายของพระพุทรองค์นั้น เป็น คำสั่งสอนไป ซึ่งเป็นความผิดอย่างใหญ่หลวง. สิ่งที่เรียก ว่าศาสนาๆ ตามความหมายของพระพุทธองค์นั้น คือ การกระทำ โดยเฉพาะก็คือพรหมจรรย์ ดังกล่าวแล้ว นั่นเอง. เพราะฉะนั้นแหละ เราควรจะเข้าใจตัวแท้ของศาสนา หรือสิ่งที่เป็นศาสนาตัวแท้ ว่าเป็นการกระทำ จึงจะถูกต้องตรง ตามความจริงซึ่งเป็นอยู่ในพุทธศาสนา. อาจจะมีผู้ที่มีความคิด เกิดสงสัยขึ้นว่า ก็คำว่าศาสนา ๆ ซึ่งมีใช้อยู่ในพระบาลีแม้เพียงแห่งหนึ่ง หรือสองแห่งโดยเฉพาะ ที่เราเคยได้ยินได้ฟังกันอยู่มากว่า "สพฺพปาปสฺส อกรณ์ กุสล- สฺสูปสมุปทา สจิตฺต ปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธานสาสน์" นั้น
น.31 ๑๒ ย่อมแสดงว่าอาจจะถือตามตัวหนังสือได้ว่า สาสนะหรือศาสนา ในที่นี้ คือคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายมิใช่หรือ ? ถึง อย่างนั้นอาตมาก็จะขอให้พิจารณากันให้ละเอียดถี่ถ้วนยิ่งขึ้นไป อีก ซึ่งในที่สุดก็จะพบว่า แม้คำว่าศาสนา ๆ ในที่นี้ ก็หมาย ถึงการกระทำอยู่อีกนั้นเอง. ขอให้พิจารณาถึงคำแปลของพระ บาลีนี้เป็นลำดับทีละข้อ : สพฺพปาปสฺส อกรณ์ การไม่ทำความ ชั่วทุกอย่าง ; กุสลสฺสู ปสมุปทา การทำความดีให้ครบถ้วน ; สจิตฺตปริโยทปนํ การทำจิตของตนให้ขาวรอบ ; เอติพุทฺธาน สาสนํ ๓ อย่างนั่นคือ "ศาสนา" ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายดังนี้. การไม่ทำชั่ว การทำดี การทำจิตให้ผ่องแผ้ว นั่นคือ "ศาสนา" ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ! ขอให้ท่านฟังดูเถิดว่า สิ่งที่เรียก ว่า ศาสนานั้น คือตัวคำสั่งสอน หรือตัวการกระทำ. ในเมื่อ พระพุทธองค์ตรัสว่า การกระทำ ๓ อย่างนั้น คือ "ศาสนา" ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. ฟังดูแล้ว การกล่าวเช่นนี้ คล้าย ๆ เป็นการเล่นสำนวน หรือเล่นลิ้น. แต่ตามความจริงหรือเหตุผลนั้น เราพอจะทราบ ความมุ่งหมาย ของพระพุทธเจ้าได้ดีทีเดียว ว่าพระองค์ทรง
น.32 ๑๓ มุ่งหมายเอาการกระทำ ให้เป็นตัวสิ่งที่เรียกว่าศาสนา, หาใช่ ตัวคำสั่งสอน หรือเสียงที่พูดนั้นไม่. ข้อนี้เราจะมองเห็นได้สืบ ไปว่า การเป็นเช่นนี้ ย่อมเป็นเพราะการดิ้นได้หรือการพลิก แพลงในการใช้คำของภาษาทุกภาษา ซึ่งอาตมาจะขอร้องให้ ท่านทั้งหลาย มีความสนใจ เพื่อหยิบขึ้นเปรียบเทียบดู. ยก ตัวอย่างในภาษาไทยเรา ที่ง่าย ๆ ที่สุด เช่นคำว่า "โต๊ะ : " คำว่าโต๊ะนั้น โดยทั่วไป ย่อมหมายถึงสิ่งที่ทำด้วยไม้บ้าง ด้วย เหล็กบ้าง แล้วแต่กรณี แต่ในที่ที่จะเป็นประโยชน์ เป็นจริง เป็นจังกันแล้ว คำว่าโต๊ะหาหมายถึงไม้หรือเหล็กเหล่านั้นไม่ แต่หมายถึงสิ่งที่อยู่บนโต๊ะ เช่นในประโยคว่า "ไปเลี้ยงโต๊ะ" "ไปกินโต๊ะ" ดังนี้ คำว่าโต๊ะนั้น ย่อมหมายถึงอาหาร ไม่ หมายถึงวัตถุเช่นเหล็กหรือไม้ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นโต๊ะนั้น. ในภาษาไทยเรา ย่อมมีความดิ้นได้ของความหมายของถ้อยคำ เช่นนี้ อยู่มากมายทั่วไปฉันใด ; ภาษาอื่นก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ในการที่ไปยืมเอาคำว่าศาสนา ๆ ในภาษาบาลี มาใช้อย่างภาษาไทย จะเอาความหมายแต่ตามตัวหนังสือว่าคำ สั่งสอน และมายึดถือเอาเป็นคำสั่งสอนเสียเรื่อยไปเช่นนี้ ก็จะ
น.33 ๑๔ ได้ผลเช่นเดียวกับที่ถ้าจะยึดถือว่า คำว่าโต๊ะหมายถึงไม้หรือ เหล็ก ที่ประกอบเป็นโต๊ะ แต่อย่างเดียวเสียเสมอไปดังกล่าว แล้ว. ขอให้ถือว่า มันเป็นการดิ้นได้ของภาษา แม้จะเป็น ภาษาบาลี. โดยเฉพาะคำว่าศาสนานี้ ตามภาษาปกติย่อมจะ หมายถึงคำสั่งสอนหรือเสียงที่สั่งสอน ; แต่ที่เป็นเนื้อแท้ของ พุทธศาสนาแล้วศาสนาย่อมหมายถึงตัวการกระทำ หรือที่ พระองค์ตรัสเรียกว่า "พรหมจรรย์" เท่านั้น ! ทีนี้อีกทางหนึ่ง ถ้าเราจะหันไปพิจารณากัน ตามหลัก ธรรมะที่สอนกันอยู่โดยทั่วไป ที่พระอาจารย์ทั้งหลาย ได้สอน สืบ ๆ กันมา จนกระทั่งบัดนี้ว่า สิ่งที่เรียกว่าศาสนา ๆ นั้น แยกได้เป็น ๓ อย่าง หรือ ๓ ลำดับด้วยกัน : ปริยัติ ศาสนา หมายถึงศาสนาในส่วนปริยัติ : ปฏิปัติติศาสนา หมาย ถึงศาสนาในส่วนปฏิบัติ คือการกระทำ ; ปฏิเวธศาสนา หมาย ถึงศาสนาในส่วนที่เป็นผลของการกระทำ. ปริยัติศาสนา ก็คือ ตัวการเล่าเรียนตลอดถึงคำสั่งสอนนั้น ๆ เป็นตัวศาสนา ; ปฏิ- ปัติติศาสนา ก็หมายถึงศีลสมาธิปัญญา ซึ่งได้แก่การกระทำ ลงไปจริง ๆ ทางกาย วาจา ใจ เพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์
น.34 ๑๕ สะอาด สว่างไสวแจ่มแจ้ง สงบเย็น. การกระทำเพื่อให้ได้รับ ผลอย่างนี้ เรียกว่าปฏิบัติ ; นี้เป็นปฏิปัติติศาสนา. ส่วนปฏิ- เวธศาสนานั้น ย่อมหมายถึงผลของการกระทำคือหมายถึง มรรคผลนิพพาน หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความสะอาด ความสว่าง ความสงบเย็น ที่ได้รับนั้น เป็นตัวศาสนา. โดย สรุปแล้ว. เราจะเห็นได้ว่า ของ ๓ อย่างนี้ เนื่องกัน : ปริยัติ เป็นหลักวิชา ; ปฏิบัติคือการกระทำ ; ปฏิเวธคือผลที่ได้รับ จากการกระทำ ที่ทำสำเร็จไปแล้ว ; ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะแยก กันเลย. เมื่อคำว่าศาสนาหมายได้ถึง ๓ อย่าง ดังนี้แล้ว ผู้เป็น บัณฑิตทั้งหลาย ท่านมุ่งหมายเฉพาะส่วนกลางคือ "ปฏิปัติติ- ศาสนา" ว่าเป็นตัวสำคัญของศาสนา. ว่าเป็นตัวแท้ที่ควรจะ ยกขึ้นเป็นเจ้าของของคำว่าศาสนา, ซึ่งได้แก่การกระทำเพื่อให้ รอดพ้นจากความทุกข์นั่นเอง, และตรงกับคำว่า “พรหมจรรย์" ในประโยคที่พระองค์ตรัสว่า "เธอทั้งหลายจงไปประกาศ พรหมจรรย์" นั้นเป็นอันเดียวกันทีเดียว. เมื่อเราอาศัยหลักธรรมะหมวดนี้ เป็นเครื่องพิจารณา แล้ว เราก็จะเห็นได้ว่าคำ ๆ กลาง คือปฏิปัติติศาสนานั่นแหละ
น.35 ๑๖ คือตัวแท้ของศาสนา. ส่วนข้อต้น คือปริยัติศาสนานั้นทำอย่าง ไรเสีย ก็ต้องเนื่องอยู่กับตัวปฏิบัติ. เพราะว่าอยางน้อยเราก็ ต้องได้ยินได้ฟังมาก่อน จึงจะได้เกิดการปฏิบัติ. ส่วนศาสนา ตัวหลัง คือปฏิเวธ ซึ่งเป็นผลของการปฏิบัตินั้น ทำอย่างไร ก็ต้องเนื่องอยู่กับการปฏิบัติ เพราะการปฏิบัติทั้งปวง ย่อมไม่ เปล่าจากผลเลย. เราจึงควรสรุปเอาใจความสำคัญของคำว่า ศาสนา ว่าได้แก่ตัวการประพฤติปฏิบัติ หาใช่เป็นแต่เพียงตัว คำสั่งสอนไม่ ; ซึ่งจะได้ตัวแท้ของศาสนา มาเป็นเครื่องยึดถือ สืบไป. ทั้งนี้ เพื่อเป็นเครื่องประกอบการวินิจฉัย เพื่อเป็น เครื่องประกอบการพิจารณา ให้เห็นว่า ตัวแท้ของสิ่งที่เรียก ว่าศาสนาโดยสากล ก็คือการกระทำ ดูจากที่มาอีกทางหนึ่ง. อาตมาอยากจะขอให้เราทุกคน ข้ามไปพิจารณาดูคำว่าศาสนา ซึ่งเป็นคำสากลของโลก ที่เราใช้กันอยู่ หรือที่เกี่ยวกับศาสนา ทุกศาสนาในบัดนี้ดูบ้าง ; โดยเฉพาะก็คือคำว่า Religion ( รีลีเยี่ยน ) ที่เราได้ยินได้ฟังกันอยู่ทั่วไปนั้นเอง. คำว่า Reli- gion ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า ศาสนานั้น Religion นั้น
น.36 ๑๗ หมายถึงอะไร ? ถ้าได้เปิดดูรากคำของคำว่า Religio แล้ว กลับ ปรากฏว่า คำว่า Religion นั้น หมายถึงการกระทำโดยตรง และเป็นการกระทำให้รอดพ้นจากอันตราย ตามที่บุคคลนั้น รู้สึกอยู่ หรือรู้จักอยู่โดยมิได้หมายถึงตัวคำสั่งสอนเลย. นี้เรียก ว่าเป็นโชคดีที่สุด ที่คำว่า Religion นั้น กลับตรงกับสิ่งที่ พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่าพรหมจรรย์, . ยิ่งกว่าที่คำว่า "ศาสนา" ในภาษาไทยเราจะตรงได้เสียอีก. คนบางคนมีความลำเอียงอยู่ในใจ ไม่อยากให้พุทธ- ศาสนาเป็น Religion ; หรือ ไม่ให้สิ่งที่เป็น Religion มา เป็นสิ่ง ๆ เดียวกับที่เราเรียกว่าศาสนา. หรือพุทธศาสนาก็คือ Religion อันหนึ่ง. คำว่า Religion นั้น โดยรากศัพท์เป็น ภาษาลาติน. เท่าที่นักศึกษาได้ตรวจสอบแล้วปรากฏว่า วรรณ- กรรมต่าง ๆ ในสมัยซีซีโร ( Cicero ) ถือกันว่า รากศัพท์ ของคำว่า Religion นั้น คือคำว่า Lig. รากศัพท์ว่า Lig. นี้ มีความหมายว่า To observe. To observe นี้ให้ความจำกัดว่า การปฏิบัติ หรือการตั้งใจทำ, และขยายความว่า "การปฏิบัติ ตามคำสั่งที่ส่งลงมาจากสวรรค์". ครั้นมาถึงวรรณกรรมต่าง ๆ
น.37 ๑๘ ในสมัยของนักศึกษา ชื่อ เซอร์ วี อุส (Servius ) มีความ คิดเห็นร่วมกันว่า คำว่า Religion นั้น มีรากศัพท์ว่า Leg. รากศัพท์ว่า Leg นี้ มีความหมายว่า To bind ที่แปลว่า "ผูก พัน" และได้ขยายความว่า "การทำความผูกพัน หรือสัมพันธ์ กันระหว่างมนุษย์ กับสิ่งที่สูงยิ่งกว่ามนุษย์ คือพระผู้เป็นเจ้า." ครั้นต่อมาถึงสมัยนักศึกษาที่ชื่อว่า เซ็นต์ ออกัสติน ธิเกร็ท ( Sr. Augustin the Great. ) ได้ประมวลความหมายแห่ง รากศัพท์ทั้งสองรวมเข้าด้วยกัน คือทั้งคำว่า Lig และคำว่า Leg และให้ความหมายของคำว่า Religion ไว้อย่างสมบูรณ์ว่า "การ ประพฤติกระทำตามคำสั่งจากสวรรค์ เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ ระหว่างมนุษย์ กับสภาพอันสูงสุดซึ่งเรียกว่าพระผู้เป็นเจ้า" หรือถ้าเราจะกล่าวความหมายนี้ให้เป็นสากลที่สุดแก่ศาสนา ทุก ศาสนาแล้ว เราอาจจะกล่าวได้ว่า สิ่งที่เรียกว่า Religion หรือ ศาสนานั้น คือการประพฤติหรือการกระทำตามกฎของความ จริงแห่งธรรมชาติอันเด็ดขาด อันทำให้เกิดการสัมพันธ์กันขึ้น ระหว่างมนุษย์กับสภาพอันสูงสุดกล่าวคือความไม่มีทุกข์เลย. เมื่อมนุษย์อาจเข้าถึง สภาพที่ไม่มีความทุกข์เลยได้ ด้วยการกระทำอย่างใด การกระทำอย่างนั้นเชื่อว่า Religion
น.38 ๑๙ ดังนี้แล้ว เราจะเห็นได้ว่าชีวิตทุก ชีวิตแม้แต่เปี้ยวแต่ปูก็มี Religion ของตน ๆ คือการกระทำ ที่ทำให้มันได้สัมพันธ์ กันกับ สิ่งที่ประเสริฐสุด คือความรอด. หรือเรียกอีกอย่าง หนึ่งว่า Salvation คือความรอดพ้นจากสิ่งที่มันไม่ปรารถนา, เป็นความออกไปได้จากสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา ซึ่งพุทธศาสนา เรียกกิริยาอันนี้ว่า วิมุติ ความหลุดพ้น ดังนี้. โดยนัยนี้ เรา จะเห็นได้ว่า แม้คำว่า Religion ซึ่งเป็นคำสากลนั้น เขาก็ หมายถึงตัวการกระทำโดยตรง ไม่ได้หมายเอาตัวคำสั่งสอนเลย. ส่วนพิธีรีตอง ตลอดถึงการเสกเป่าต่าง ๆ ที่แถมเข้ามา หรือ ประดิษฐ์ประดอยกันมากมายออกไปจนน่าขบขัน นั้นก็ไม่ใช่ ตัวแท้ของ Religion อย่างเดียวกัน. เราจงอย่ามีความลำเอียง ในเรื่องนี้จนถึงเกียดกันเราเกียดกันเขา ว่าเขาเป็น Religion เราไม่เป็น Religion: เราเป็นศาสนา เขาไม่เป็นศาสนาดังนี้ เป็นต้นเลย จงได้อาศัยกฎเกณฑ์ ซึ่งเป็นความจริงของธรรมชาติ ที่ระบุให้เป็นอำนาจของสัญชาตญาณว่า สัตว์ทั้งหลายมีความ ปราถนาที่จะรอดพ้นจากอันตราย ประจำอยู่ในใจ อยู่ทุกตัว
น.39 ๒๐ สัตว์ เพราะการกระทำของสัตว์ทั้งหลาย ที่นับว่าสำคัญที่สุดก็ คือการกระทำที่ทำตัวให้รอดนั่นเอง เพราะฉะนั้น ตัว ศาสนาแท้ และเป็นสากลแก่ชีวิตทุกชีวิตนั้น ก็คือตัว การกระทำที่ตัวทำตัวให้รอด, คือความพ้นจากความ ทุกข์โดยประการทั้งปวง ดังกล่าวมาแล้วข้างต้นนั่นเอง. เท่าที่กล่าวมาเช่นนี้ย่อมชี้ให้เห็นได้ว่า ตัวแท้ของ ศาสนานั้น คือการกระทำให้รอดพ้นจากความทุกข์ และเป็นอันเดียวกันทุก ๆศาสนาในโลก, และลด ระดับลงไปได้จนกระทั่งถึงศาสนาของสัตว์ที่ต่ำต้อย เช่นเบี้ยวและปู ดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้ว. ที่นี้ อาจจะ มีผู้ข้องใจว่าการกระทำที่ให้รอดจากอันตราย หรือให้ได้รับสิ่ง ที่ตนปราถนานั้น ย่อมมีความมุ่งหมายต่าง ๆ กัน หรือการกระ ทำต่าง ๆ กัน แม้ที่สุดการกระทำของพวกโจร พวกคนพาล เหล่านี้ ก็ถือว่า เขากระทำไปเพื่อให้เขารอดจากสิ่งที่เขาไม่ต้อง การ หรือได้รับสิ่งที่เขาต้องการ: เมื่อเป็นดังนี้แล้ว การกระ ทำของพวกโจร เป็นต้นนั้น จะไม่ชื่อว่า เป็นศาสนาด้วยหรือ ? คำตอบในที่นี้ อาจจะมีได้ตรง ๆ ว่าจะถือเอาเป็นศาสนาก็ได้
น.40 ๒๑ แต่ต้องถือว่าเป็น ศาสนาของโจร ! และเพราะว่า เป็นศาสนา ของโจรนั่นเอง เราจึงไม่เรียกว่า เป็นศาสนาของเราหรือของ สากล. เพื่อให้ถูกต้องยิ่งขึ้น เราควรจะจำกัดความลงไปอีกชั้น หนึ่งว่า ศาสนานั้น เป็นการกระทำให้เกิดความรอดอันถูกต้อง จริง ๆ คือไม่นำมาซึ่งความทุกข์แก่ผู้ใดยิ่งไปกว่าเดิม การกระ ทำของโจรนั้นเขาเข้าใจว่ากระทำให้รอดพ้นจากภัย เช่นความ ขัดสนที่มีอยู่จำเพาะหน้าจริง ๆ ก็ได้รับผลจริง ๆ. แต่ในที่สุด ก็ได้นำความทุกข์อันใหญ่หลวงกว่าเดิม มาให้แก่โจรนั้น เพราะฉะนั้น ไม่เชื่อว่าเขาได้ทำสำเร็จตามความประสงค์ หรือ ตามความหมายของคำว่า "รอด" เลย จึงไม่อาจจะจัดว่า เป็น ศาสนาที่ถูกต้องในที่นี้. ศาสนาที่ถูกต้อง เป็นการกระทำ ที่ทำ ให้เกิดความรอด อันเป็นไปตามทางที่ถูกต้อง คือหมายถึงไม่ทำ ความทุกข์ใหม่ ที่ยิ่งไปกว่าเดิม ให้เกิดขึ้นอีก หรือว่าไม่เป็น การกระทำให้ใคร ๆ ในโลกเดือดร้อน. การทำให้คนอื่นเดือด ร้อนนั้น ไม่ได้ทำให้ความทุกข์ในโลกนี้น้อยลงไป แต่จะพา ให้บุคคลอื่นเดือดร้อนมากขึ้นอีก. ซึ่งเท่ากับทำให้โลกนี้มีความ ทุกข์ร้อนมากขึ้น ฉะนั้น จึงไม่ได้ชื่อว่าศาสนา. ด้วยเหตุฉะนี้
น.41 ๒๒ แหละ การกระทำให้ตัวเองรอดเฉพาะหน้า ด้วยความมุ่งหมาย อันไม่บริสุทธิ์นี้ แม้จะมีการทำกันมากมายกว้างขวางเพียงใด บัณฑิตก็ไม่ถือว่า สิ่งนั้นเป็นศาสนา. สิ่งที่เป็นตัวแท้ของศาสนา ได้แก่ตัวการกระทำความรอดพ้นที่เป็นไปอย่างถูกต้องคือ ให้ ตนพ้นทุกข์จริง ๆ และไม่เป็นการกระทำให้คนอื่นเดือดร้อนอยู่ ในตัวเท่านั้น. และด้วยเหตุนี้เอง การเมืองทุกลัทธิ จึงมิใช่ ศาสนา ! และถ้าจะเกณฑ์ให้เป็นศาสนาขึ้นมาได้ ก็เป็นให้ได้ แต่ ศาสนาของนักการเมือง เท่านั้น ! ! ครั้นเราได้ความหมายของคำว่าศาสนา คือการกระทำ เพื่อให้เกิดความรอดที่เด็ดขาด และแท้จริงเช่นนี้แล้ว เราจะ ได้ความรู้สึก ที่เป็นความบริสุทธิ์กว้างขวางอย่างใหญ่หลวง ว่า ศาสนาทุกศาสนานั้น เป็นของอันเดียวกัน ; บำบัด ความรังเกียจเดียดฉันท์ ต่อศาสนาอื่นออกไปได้โดยสิ้นเชิง และทันที ; ทั้งยอมรับศาสนาแม้ของสัตว์เล็ก ๆ เช่นเปี้ยวเช่น ปู มด แมลง ว่ามันก็มีสิทธิ์อันชอบธรรม ที่จะปฏิบัติศาสนา ของมันให้รอดพ้นตามแบบของมัน. เราจักสนับสนุนเขาให้ รอด เช่นเดียวกับที่เราต้องการจะรอดเองนั้นเหมือนกัน. นั่น
น.42 ๒๓ คือเป็นเมตตาอันใหญ่หลวง กล่าวคือ การปลูกความเข้าใจว่า ชีวิตทุกชีวิตในสากลโลกนี้ เป็นชีวิตเดียวกัน ! ความ เมตตานั้น ก็คือความปรารถนาดี ต่อสิ่งที่มีชีวิต ไม่ยกเว้น แม้แต่ประเภทใด. ศาสนาคือทางรอดพ้นของสิ่งที่มี ชีวิตทั้งหลาย ; แต่ที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงกันอยู่นั้น เห็น ได้ชัดว่า มันอยู่ตรงที่สติปัญญาของชีวิตเหล่านั้นมันยังแตกต่าง กันอยู่. ขณะนี้เขาไม่อาจมองเห็นศัตรู หรือความทุกข์ชนิดอื่น นอกจากที่เขาเห็นอยู่ ; หรือเขาไม่เคยปรารถนา ไม่เคยกระทำ ที่จะให้หลุดพ้นจากความทุกข์ชนิดอื่น เพราะฉะนั้นจึงต้อง กระทำ เพื่อให้พ้นจากความทุกข์ที่ต่ำ ๆ ลงไปตามที่เขาเห็น อยู่เป็นธรรมดา. แต่ความมุ่งหมายของชีวิตทุกชีวิต ตามสัญ- ญาณดั้งเดิมของธรรมชาติสากลแล้ว ก็มุ่งหมายเพื่อจะปราศจาก ความทุกข์โดยสิ้นเชิง อยู่ทุกเวลาและทุกประการ, ศาสนาทุก ศาสนาจึงเป็นศาสนาอันเดียวกัน หรือจะกล่าวให้ถูกต้องแล้ว โลกนี้มีศาสนาแต่เพียงศาสนาเดียว คือศาสนาแห่ง การกระทำเพื่อให้หลุดรอดจากความทุกข์ ตามที่ตน เห็นว่า ความทุกข์นั้นเป็นอย่างไร, และเป็นสิ่งที่ควร
น.43 ๒๔ ได้รับความเคารพนับถือ อย่างสม่ำเสมอกัน ไม่มีความรังเกียจ เดียดฉันท์ ซึ่งกันและกัน. นี่แหละคือตัวแท้ของสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา. ซึ่งตามความรู้สึกของใครก็ตาม ย่อมมาสูงสุดอยู่ตรง สิ่งที่เราเรียกกันบัดนี้ว่า "พุทธศาสนา" ตามนัยที่กล่าวแล้ว ข้างต้น. ๑ เราควรจะมองดูศาสนาของเรา คือพุทธศาสนา ด้วย ความรู้สึกอันไม่เย่อหยิ่งจองหองว่าสูงว่าดีว่าวิเศษ ไปกว่า ศาสนาอื่นเพราะทุก ๆ ศาสนามีความมุ่งหมายอย่างเดียวกัน. แม้ผู้ที่อ้างตนว่าเป็นพุทธบริษัทนั้น ที่ยังไม่เข้าถึงตัวแท้ของ พุทธศาสนาก็มีอยู่เป็นส่วนมาก ด้วยเหตุไปยึดถือว่า ตัวแท้ ของศาสนา คือคำสั่งสอน. และยิ่งกว่านั้น ยังไม่รู้จักอันตราย หรือความทุกข์อันใหญ่หลวง กล่าวคือกิเลส อันมีอวิชชาเป็น ประธาน แล้วก็ไม่เคยพยายามที่จะละอวิชชาด้วยความไม่รู้สึก ตัว. เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว จะเรียกว่าเข้าถึงพุทธศาสนาที่แท้ จริง กล่าวคือ รอดพ้นจากความทุกข์ เป็นขั้นสูงสุด ได้อย่าง ๑. คือการไม่ทำบาปทุกอย่าง, การทำดีทุกอย่าง, และการทำจิตให้ บริสุทธิ์ถึงที่สุด.
น.44 ๒๕ ไร. ด้วยเหตุนี้ เราไม่ควรจะยกตัวข่มผู้อื่น เพราะเราก็ยัง ไม่เข้าถึงตัวสิ่งที่เรียกว่าศาสนา อันมีอยู่ในโลก ยิ่งไปกว่า บุคคลอื่น ; เรายังเป็นคนจมอยู่ในอันตรายเหมือนกับพวกที่ยัง จมอยู่ เช่นสัตว์อื่น ๆ ที่ต่ำลงไป. ตลอดเวลาที่เรายังไม่บรรลุ จุดสูงสุดของศาสนา โดยเฉพาะทางพุทธศาสนา ซึ่งหมายถึง ความเป็นพระอรหันต์โดยเฉพาะแล้ว ย่อมไม่ชื่อว่า ถึงยอด ของสิ่งที่เรียกว่าศาสนา ในโลกนี้เลย. เมื่อเป็นดังนี้ พวกเรา แต่ละคน ๆ ในโลกที่กำลังเป็นอยู่กันในบัดนี้ ย่อมอยู่ใน ลำดับที่ไม่แตกต่างกันมากนัก ; และมีเหตุผลพอที่จะกล่าวได้ ทีเดียวว่า แม้พวกที่เรียกตัวเองว่าพุทธบริษัท ก็อยู่ในระดับ เดียว ๆ กันกับพวกที่เรียกตัวเองว่าคริสตศาสนิกบริษัท หรือ ศาสนาอื่นได้. เพราะเหตุที่ไม่รู้จักอันตรายที่สูงที่สุด ซึ่งเป็น ยอดของอันตรายทั้งหลาย แล้วทำตัวให้รอดนั่นเอง. ถ้าเรา จะไม่มีความประมาทในเรื่องนี้ ตามที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน แล้ว เราจะเห็นว่า เราไม่มีโอกาสที่จะดูหมิ่นดูแคลนผู้ใด ว่า ต่ำกว่าเรา, หรือน้อยใจว่า บุคคลอื่นสูงกว่าเรา, จะไม่หลง ระเริงว่า เราเสมอกันกับท่านผู้นั้น ผู้นี้ เป็นต้น. หน้าที่ของ
น.45 ๒๖ เรา มีอยู่เพียงแต่ว่า ให้ค้นให้พบถึงอันตราย หรือความทุกข์ ว่ามีอย่างไรตามลำดับที่ลุ่มลึก แล้วรีบละเสียโดยลำดับ ๆ จน กระทั่งรู้จักละอันตราย หรือความทุกข์ ที่ประณีตที่สุด กล่าว คือความยึดถือว่ามีตัวมีตน อันเป็นรากเง่าของความทุกข์ อัน ละเอียดซึ่งพุทธศาสนามุ่งหมายจะให้ทำลายล้าง ให้หมดสิ้นไป นั่นเอง. การที่ยึดถือว่ามีตัวมีตนนี้ เป็นสิ่งที่เห็นได้ยาก เป็น สิ่งที่เข้าใจได้ยาก จึงเป็นสิ่งที่ละได้ยาก ตัดได้ยากอย่างยิ่ง ขออย่าได้มีความประมาทเลย. ไหน ๆ ก็ได้กล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่าพุทธศาสนา ด้วย ความมุ่งหมายที่จะชี้ให้เห็นความแตกต่าง หรือให้เห็นว่า เป็น สิ่งที่อยู่ในระดับสูงสุด ของสิ่ง ๆ เดียวที่เรียกกันว่าศาสนาใน โลกแล้ว ก็อยากจะชี้ให้เห็นเสียเลยทีเดียวว่า สิ่งที่เรียกว่า พระพุทธศาสนานั้น หมายถึงระบบของการกระทำ ที่ทำลาย เสียซึ่งอุปาทานความยึดถือว่า มีตัวมีตน หรือเป็นของ ๆ ตน ให้หมดจดสิ้นเชิงนั่นเอง. เพราะว่า อุปาทานนั่นแหละคือ อันตรายอันใหญ่ยิ่ง, อันตรายอันใหญ่หลวง, ของ มนุษย์ชาติ ! ความรู้สึกว่ามีตัวมีตน หรือของ ๆ ตนนั่นเอง
น.46 ๒๗ ที่ทำให้เกิดความทะยานอยากมีประการต่าง ๆ. ความเบียด- เบียนในระหว่างบุคคลก็ดี ในระหว่างชาติที่เรียกว่าสงคราม หรือมหาสงครามก็ดี ล้วนแต่มีมูลเหตุอันแท้จริง มาจากอัตตวา ทุปาทาน คือความยึดถือว่าตัวตนว่าของ ๆ ตน. เมื่อมีความ ยึดถือว่ามีตัวตนขึ้นแล้ว ก็ย่อมมีความยึดถือว่าตนเป็นอย่าง นั้นอย่างนี้ ดีกว่าเขาเลวกว่าเขา เสมอเขา ตนมีเกียรติอย่างนั้น ตนมีเกียรติอย่างนี้ หรือคนนั้นคนนี้มาลบหลู่เกียรติของเรา หรือว่าคนนั้นเลวกว่าเราก็ไปลบหลู่ดูหมิ่นเกียรติของเขา ดังนี้. ทั้งหมดนี้มีมูลมาจากความรู้สึกว่ามีตัวตน. ความรู้สึกว่ามีตัวตน นี้ ย่อมขยายออกไปอีกเป็นลำดับ ๆ ไปเป็นความรู้สึกว่าเป็น ของ ๆ ตน : มีร่างกายของตน มีสมบัติพัสถานของตน มีลูก เมียของตน มีอะไร ๆ อีกมากมายที่เป็นของตน และสิ่งที่ ยึดถือกันมากที่สุดก็คือความสุขของตน. แต่ความสุขของตน ในที่นี้ ที่แท้ก็เป็นเพียงความเพลิดเพลินหรือเพียงสุขเวทนา แห่งความรู้สึกเพลิดเพลิน อันเป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมาหลง ใหล และจะทำให้มัวเมาหลงใหลในของ ๆ ตนยิ่งขึ้นไปอีก ยิ่งขึ้นไปอีก ไม่มีที่สิ้นสุด. นั่นแหละคือสิ่งที่เรียกว่า ความ
น.47 ๓๐ หมด จนรับเอาศาสนาต่าง ๆ เข้าไว้หมดไม่มีเหลือในโลกนี้. คำสั่งสอนใดที่เป็นไปเพื่อความดีงามแล้ว อาจจะรับเอาไว้ใน ฐานะเป็นพุทธศาสนาได้ทั้งนั้น. ถ้ารับเอาไว้โดยนัยนี้แล้ว พุทธศาสนาก็จะมีมากจนไม่อาจศึกษาให้จบให้สิ้นได้ในชั่วชีวิต เดียว. แต่ถ้าหากเราจะบัญญัติเอาคำว่าพุทธศาสนา หมายถึง คำสั่งสอนของพระสิทธัตถะโคตมะ ซึ่งไม่ซ้ำกับใครแล้ว อาตมา อาจจะยืนยันได้ว่า มี เพียง นิด เดียว สั้น ๆ เพียงประโยค เดียวว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน คือ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา เท่านั้น. นอกจากนั้นเป็นคำสั่งสอนของ ท่านผู้รู้คนอื่น ๆ ที่ได้เคยสั่งสอนกันมาแล้ว. แม้แต่คำสอนที่ ว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง นี้เขาก็เคยสอนกันมาแล้วก่อน พระพุทธเจ้า. แม้แต่คำว่าสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ เขาก็เคย สอนกันมาแล้วก่อนพระพุทธเจ้า. แม้แต่คำสอนเรื่องกรรมที่ สอนว่า ทำดี ดี ทำชั่ว ชั่ว นี้เขาก็เคยสอนกันมาแล้วก่อน พระพุทธเจ้า เป็นลัทธิกรรมวาทีซึ่งมีอยู่ก่อนพุทธกาล : ไม่ ต้องไปกล่าวถึงเรื่องศีลห้า เรื่องสมาธิ หรือเรื่องอะไรทำนองนี้ ซึ่งเขาสอนกันมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาลนานไกล. พระพุทธเจ้า
น.48 ๓๑ พระนามว่าสิทธัตถะโคตมะอุบัติขึ้น ได้ทรงสั่งสอนข้อความ อันใด ที่ผิดแปลกแตกต่างไป ไม่ซ้ำกับคำสั่งสอนก่อน ๆ นั่น แหละ ที่เราควรจะถือว่าเป็นเนื้อแท้อันบริสุทธิ์ของพุทธศาสนา. ถ้าถือเอาโดยนัยดังนี้แล้ว อาตมาขอยืนยันตามเดิมว่า สิ่งที่ เรียกว่า พุทธศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น มีเพียงสั้น ๆ น้อย ๆ ว่า การถอนอุปาทานในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่ เป็นอนัตตา ซึ่งอาจจะศึกษาได้ตามหลักเกณฑ์ของธรรมชาติ โดยไม่ยุ่งยากฟั่นเฝือเหมือนบุคคลที่กำลังเป็นบ้าเป็น หลังในสิ่ง ที่มิใช่พุทธศาสนา แล้วเสียเวลาจนตลอดชีวิตของตน ก็หาได้ เข้าถึงสิ่งที่เรียกว่าพระพุทธศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่. จึงนับว่าเป็นสิ่งที่เราผู้ปรารถนาดีต่อตัวเราและต่อพุทธศาสนา ของเรา ควรทำความเข้าใจในสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา ๆ นี้ให้ เข้าใจว่าตัวแท้นั้นคืออะไร, และโดยเฉพาะพุทธศาสนาตัวแท้ คืออะไร ; ซึ่งจะเป็นทางนำไปสู่การพินิจพิจารณา เพื่อให้ เห็นความจริงในข้อสำคัญ ที่ได้ยกมากล่าวในวันนี้ ว่าศาสนา นั้นคือโรงพยาบาลของโลก ต่อไป.
น.49 ๓๒ เมื่อเรารู้ว่าตัวแท้ของศาสนาคืออะไรดังนี้แล้ว ก็จะได้ วินิจฉัยกันในข้อที่ว่า ศาสนาคือโรงพยาบาลของโลก ดัง พระพุทธภาษิตแห่งสุขวรรค ธ. ขุ ที่ได้ยกขึ้นไว้ข้างต้นที่ว่า ชิคจฺฉา ปรมา โรคา ซึ่งแปลว่าความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง. สงฺขารา ปรมา ทุกฺขา สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์อย่างยิ่า. อโรคฺยา มรมา ลาภา ความไม่มีโรคนั้นเป็นลาภอย่างยิ่ง. นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ นิพพานเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความสุขอย่างยิ่ง ดังนี้. ต่อไป. คำว่าโรงพยาบาล ๆ นั้น ไม่ต้องบอก ใครก็ย่อมเข้า ใจได้แล้วว่าเป็นที่รักษาโรค. แต่ครั้นมาถึงคำว่าอะไรเป็นโรค โดยความหมายที่กว้าเขวางทั่วไปแล้ว มันมีข้อที่ต้องคิดต้องนึก ต้องพิจารณากันมากทีเดียว. สิ่งที่เรียกกันว่าโรค และกำลัง กลัวกันอยู่มากนั้น อาจไม่ใช่โรคก็ได้! อาจจะเพียงเป็นของ เล็ก ๆ น้อย ๆ น่าหัวเราะเยาะก็ได้! เหมือนอย่างว่าท่านทั้ง หลาย ที่กำลังมีร่างกายสบายดีไม่มีความเจ็บไข้อะไรอย่างเดี๋ยว นี้ ท่านก็ยังไม่อยากจะเอาตัวรอดจากความทุกข์ในใจได้ แล้ว จะต้องไปกล่าวทำไมถึงคนที่กำลังเจ็บกำลังไข้อยู่. ตนไม่มีโรค
น.50 ๓๓ ภัยไข้เจ็บทางกายอันใดเบียดเบียน ก็ยังไม่เอาตัวรอดจากโรค กิเลสหรือความทุกข์ได้ ยังถูกความทุกข์ครอบงำย่ำยีอยู่ มิหนำ ช้ายังประมาทหลงใหลฟุ้งเฟ้อยิ่งกว่าคนที่กำลังนอนเจ็บอยู่บน เตียงด้วยซ้ำไป. เพราะเหตุฉะนี้แหละเราจะเห็นได้ว่าสิ่งที่เรา กลัวหรือควรกลัว และพุทธบริษัทอ้างว่าน่ากลัวนั้น มิได้อยู่ ที่โรคภัยไข้เจ็บทางกายเลย แต่อยู่ที่โรคภัยไข้เจ็บในทาง ใจ กล่าวคือโรคกิเลสที่เสียบแทงใจ. ทำไมสิ่งเหล่านั้น จึงถูกเรียกชื่อว่าโรค ? บาลีในที่นี้ ก็มีปรากฏชัดอยู่แล้วว่า ชิคจุฉา ปรมา โรคา ความหิวเป็น โรคอย่างยิ่ง. คำว่าความหิวในที่นี้ หมายถึงความกระหาย ความอยากจะได้. บรรดาสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย ย่อมมีความหิว อยู่ตลอดชีวิต หมายถึงว่า มีความอยากจะได้อย่างใดอย่างหนึ่ง อยู่ตลอดชีวิต. ไม่เคยว่างเว้นระยะจากความหิวเลย. ไม่หิว อย่างนั้น ก็หิวอย่างนี้ ไม่หิวอย่างนี้ ก็หิวอย่างโน้น แม้ กระทั่งหลับแล้วก็ยังหิว คือ หิวในความฝัน ด้วยอำนาจ ตัณหา อุปาทาน อวิชชา อย่างใดอย่างหนึ่ง. ความ หิวในที่นี้ หมายถึงความอยากในอารมณ์ทางตา ทางหู ทาง
น.51 ๓๔ จมูก ทางลิ้น ทางกาย. ถ้าไม่มี ๕ อย่างนี้ก็เป็นทางใจ โดย คิดนึกเอาเองในภายในใจ. เป็นความหิวอย่างใดอย่างหนึ่ง อยู่เสมอไป. แม้ที่สุดบุคคลที่ไม่รู้ว่า พระนิพพานคืออะไร ก็พลอยหิวพระนิพพาน อยากได้ตามเขาว่าไปด้วย โดยไม่มี ทางยกเว้น. แม้แต่อุบาสกอุบาสิกา ที่เคร่งคร่ำต่อวัดต่อวา ต่อศาสนา ก็มีความหิวชนิดใดชนิดหนึ่งครอบงำย่ำยีจิตใจ อยู่ เป็นธรรมดา นี้เรียกว่า ชิคจฺฉา คือความหิวในที่นี้. ทำไม พระองค์จึงเรียกว่าโรค ? คำว่าโรค แปลว่าเสียบแทง เหมือน กับการเสียบแทงของของแหลม ๆ ; เราเอามาใช้พูดว่าโรค หมายถึงการเจ็บมือ เจ็บตา เจ็บท้อง ดังนี้ ไม่เคยนึกถึง ความหมายอันลึกซึ้ง ของคำว่าโรค ว่าหมายถึงอะไร. ถ้ารู้ ความหมายของคำว่าโรค ในภาษาบาลีคำนี้แล้ว ก็จะรู้ได้ว่า คำว่าโรคหมายถึงสิ่งที่แทง เช่นของแหลม ๆ แทง. ที่เป็นทาง กายก็เห็นได้ง่าย เช่นเจ็บตา ก็แทงที่ตา เจ็บมือก็แทงที่มือ เจ็บเท้าก็แทงที่เท้า. แต่สำหรับโรคคือกิเลสนั้น จะแทงที่ตรง ไหน ? ย่อมหมายถึงการแทงที่จิตใจส่วนใดส่วนหนึ่ง แล้วแต่ ว่า ความต้องการความกระหายนั้นอาศัยตั้งอยู่ในส่วนไหน
น.52 ๓๕ ในบรรดาส่วนที่อาศัย ตา หู จมูก ลิ้น กาย. เหล่านี้ล้วนแต่ เป็นที่ตั้งแห่งความอยาก ให้มีความหิวอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ เป็นธรรมดา นี้เรียกว่าโรคทางใจ. เมื่อพิจารณาดูให้ละเอียด ให้ประณีตที่สุดแล้ว จะ เห็นว่ากิเลสนี้เป็นโรคที่แทงจิตใจ และเกิดแก่บุคคลทุกคน ตลอดทุกเวลาหายใจเข้าออก ไม่มีว่างเว้น ; เป็นโรคที่ทำ อันตรายบุคคล ยิ่งกว่าโรคใด ๆ เพราะว่าทำให้บุคคลสูญเสีย ความเป็นมนุษย์. โรคคือการเจ็บป่วยที่เนื้อที่หนัง ชนิดใดชนิด หนึ่งนั้น หารุนแรงถึงกับทำลายบุคคล ให้สูญเสียความเป็น มนุษย์ไม่ แต่โรคคือราคะ โทสะ โมหะ หรือกิเลสตัณหานี้ ทำลายให้สูญเสีย ความเป็นมนุษย์ของตน เหลืออยู่แต่ความ เป็นคน คือสักว่าได้เกิดมา, ความเป็นมนุษย์ ๆ นั้น หมาย ถึง สัตว์ที่มีใจสูง. ตามตัวพยัญชนะของมันเอง : มน แปลว่า . ใจ อุษย แปลว่า สูง, มนุษย์ แปลว่า ใจสูง. ใจสูง คือใจที่ประกอบด้วย ความสะอาด สว่าง สงบ. สูง คือน้ำท่วม ไม่ได้ หมายถึงความทุกข์ท่วมไม่ได้ คือโรคแทงไม่ได้นั้นเอง. ถ้าจะเป็นมนุษย์กันให้ได้ ต้องใจสูงชนิดที่โรคแทงไม่ถึง คือ
น.53 ๓๖ ราคา ใทสะ โมหะแทงไม่ถึง. น้ำ คือ ความทุกข์ ความ เกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายเป็นต้น ท่วมไม่ได้. จิต ชนิดนี้แลเรียกว่า สูง และเต็มตามความหมายของคำว่ามนุษย์ พระอรหันต์ ท่านเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เรียกว่ามนุษย์ที่เต็ม เปี่ยม เพราะความที่มีใจสูงดังกล่าวนี้. ก็สิ่งที่เรียกว่าโรค คือ กิเลสนี้ ทำลายความเป็นมนุษย์ให้สูญสิ้นไป แล้วลองพิจารณา ดูเถิดว่า ความเสียหายอันใด จะยิ่งไปกว่าการเสียหายอันนี้. โรคที่เกิดขึ้นทางกายนั้น ทำอันตรายได้แต่เพียงกาย : โรค ทางใจ คือกิเลสนี้ ทำลายถึงส่วนลึกของสันดาน. มิหนำซ้ำ เป็นสิ่งที่ทำลายและเบียดเบียนชนิดที่ไม่รู้สึกตัว. เพราะไม่รู้สึก ตัวนี่เอง จึงทำให้คนไม่เคยคิดเคยนึกว่าจะรักษาพยาบาล กลับไปเอาใจใส่ในโลกที่ไม่ร้ายกาจ แต่หลงไปว่าเป็นโรคร้าย กาจ. ส่วนโรคที่ยิ่งกว่าร้ายกาจนี้ ไม่เคยสนใจเลย ดังนี้เป็น ต้น. พระพุทธเจ้าท่านเห็นว่า กิเลส นี่แหละคือโรคอย่างยิ่ง จึงตรัสเป็นพุทธภาษิตว่า ชิคจุฉา ปรมา โรคา ความหิว เป็นโรคอย่างยิ่ง ดังนี้,
น.54 ๓๗ สัตว์ทั้งหลายมีโรคประจำตัว กันอยู่ทุกคน ไม่ยกเว้น แม้แต่สัตว์เล็ก ๆ น้อย ๆ กระทั่งถึงมนุษย์ และเป็นกันอยู่ ทั้งกลางวันและกลางคืน แม้กระทั่งหลับ ดังนี้แล้ว, โรงพยาบาล ไหน จะช่วยแก้ได้ ? เราจะได้เห็นว่า ไม่มีทางอื่น นอกจาก สิ่งที่เรียกว่าศาสนา ซึ่งหมายถึงตัวแท้ของการกระทำซึ่งจะออก ไปจากอันตราย หรือความทุกข์ ดังกล่าวแล้วข้างต้นนั่นเอง. ด้วยเหตุฉะนี้แหละ สัตว์ทั้งหลาย นับตั้งแต่เปี้ยวแต่ปูขึ้นมา ถึงมนุษย์ ล้วนแต่มีศาสนา เป็นโรงพยาบาลเพื่อจะทำลายโรค ซึ่งเกิดอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน ดังนี้. ทำให้เราเห็นได้ว่า เรามีปัญหาจำเพาะหน้า กันทุกคน เป็น ๒ ทาง คือทางกาย และทางใจ. ในทางกาย เราก็มีโรงพยาบาล อย่างที่เรา เห็น ๆ กันอยู่ เช่นโรงพยาบาลสงฆ์ในที่นี้ เป็นที่บำบัด. ส่วน ทางภายในเป็นโรคที่ร้ายกาจ และเป็นกันอยู่เป็นประจำ ไม่ มีระยะว่างเว้นนั้น เราจะมีโรงพยาบาลภายใน คือพระศาสนา เป็นเครื่องกำจัด บำบัด รักษา ให้สูญสิ้นไป. สัตว์ประเภท ใด มีความคิดนึกอยู่ในระดับสูงเพียงใด ก็สามารถใช้ศาสนา ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ดังกล่าวนี้ เป็นเครื่องบำบัดทุกข์ หรือโรคของตนได้เพียงนั้น.
น.55 ๓๘ ทีนี้ เราจะพิจารณากัน ในแง่ที่ว่า ศาสนาเป็นโรง พยาบาลของโลกสืบไป เราจะต้องพิจารณาถึงข้อที่ว่า โรคในทางใจของมนุษย์ นั้น มิได้เบียดเบียนเฉพาะบุคคลนั้น และมีอยู่แต่ แก่บุคคลนั้นผู้เดียว . โรคนั้นย่อมออกมาภายนอก และ มีความสัมพันธ์ ซึ่งกันและกัน เลยกลายเป็นโรคของโลกใน ทางใจ เป็นโรคของการเห่อเหิม ทะเยอทะยาน ที่จะเป็นเจ้า โลกเป็นต้น หรือแม้ที่สุดในการที่จะต้องการให้พวกของตน คณะของตนเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้เป็นต้น จนกระทั่งเกิดการ เบียดเบียนระหว่างหมู่ ซึ่งเรียกว่าสงคราม หรือมหาสงคราม นี้. นี้ก็ควรถือว่า เป็นโรคของโลกชนิดหนึ่ง ด้วยเมือนกัน และโรคนี้ มาจากโรคภายในของสัตว์ทั้งหลายทุกคน. ถ้าหาก ว่าสัตว์ทั้งหลายต่างคนต่างไม่มีโรคภายใน คือกิเลสแล้ว โรค ของโลกคือการรบราฆ่าฟันกันเป็นมหาสงครามนี้ ก็มีไม่ได้. โรคของโลกส่วนรวม จะมีขึ้นไม่ได้ ถ้าหากมนุษย์ทุกคนจะ ไม่เป็นโรคภายในกันเลย. เราจะเห็นได้ว่า แม้แต่โรคส่วน
น.56 ๓๙ รวมของโลกทั้งหลาย โดยเฉพาะคือ มหาสงครามนี้ ก็ต้อง อาศัยโรงพยาบาล กล่าวคือศาสนาเป็นเครื่องแก้ด้วย. นี่เรียก ได้ว่าพระศาสนานั้น เป็นโรงพยาบาลทั้งโดยส่วนตัว และส่วน รวมของโลกดังนี้. เราจงมามีความคิดนึกให้ถูกต้องกันเสียว่า ศาสนานั้น ไม่ใช่ของชาตินั้นชาตินี้ ภาษานั้นภาษานี้ แต่ ศาสนานั้น เป็นของชีวิตทุกชีวิต . เมื่อเป็นของชีวิตทุกชีวิตที่มีอยู่ใน โกลแล้วเราก็จะได้โรงพยาบาลรวมเป็นโรงเดียวกัน ซึ่งสามารถ บำบัดโรคทุกโรค ของทุกตัวสัตว์ กระทั่งโรคส่วนตัว และ โรค ส่วนรวม ทำโลกนี้ให้เยือกเย็น เป็นสันติภาพอันแท้จริงได้ เพราะเหตุที่เราทั้งหลายมองข้าม ไม่รู้จัก สิ่งที่เป็นตัวแท้ของ ศาสนา ว่าคืออะไร ไปมัวสาละวนแต่เรื่องคำสั่งสอน ทาง หลักวิชา และทางหลักปฏิบัติ กระทั่งตายก็ไม่จบ ไม่เคยเข้าถึง ศาสนาตัวแท้ ดังนี้แล้ว, จะใช้ศาสนา ซึ่งแท้จริงก็เป็นโรงพยา บาลของโลก ให้รักษาโรค บำบัดโรคของโลก ได้อย่างไร เพราะเหตุอย่างนี้แหละ จึงนำมาซึ่งความทุกข์ยากลำบาก, แม้ แต่ในวงพุทธบริษัท วงแคบ ๆ ของเรา ก็เต็มไปด้วยโรค
น.57 ๔๐ และอันตรายอันเกิดจากโรค ความยุ่งยากลำบากอันเกิดจาก ความมีโรค หาความสุขมิได้. เมื่อเป็นดังนี้ เราควรทำความ เข้าใจ ในฐานะที่ว่า ศาสนาเป็นของชีวิตทุกชีวิต. เอาความ เป็นตัวเป็นตน เป็นคนนั้นคนนี้ พวกนั้นพวกนี้ ออกไปทิ้ง เสียให้หมด ให้เหลือแต่ว่า ศาสนาทั้งโลก เป็นศาสนา เดียวกัน เป็นสิ่งที่จะบำบัดโรค ๆ เดียวกัน คือ โรคความหิว หรือโรคกิเลส ซึ่งเป็นกันทุกคนใน โลก , แล้วใช้โรงพยาบาลนี้ บำบัดโรคของโลกให้สูญสิ้น ไป ตามนัยะซึ่งเป็นหลักของศาสนา กล่าวคือ การขจัดความ ทุกข์ หรืออันตราย ด้วยการทำลายกิเลสนั้น ๆ เสียให้ได้. ในที่สุด เราก็จะสามารถใช้โรงพยาบาลโลก ให้เป็นโรง พยาบาลโลกได้จริง ๆ. ถ้ามิฉะนั้นแล้ว โรงพยาบาลโลก คือ ศาสนาทั้งหลายก็จะเป็นหมัน หรือจะมีผลแต่เพียงเล็กน้อยที่ สุด เท่าที่พิสูจน์อยู่แล้วว่า ไม่สามารถบำบัดความทุกข์ยาก ของโลกให้สิ้นไปได้เลย. ความทุกข์ยากลำบากกำลังแน่นอัด อยู่ในโลก เพราะความที่สัตว์ทั้งหลาย เข้าใจในโรงพยาบาล ของโลกผิดดังกล่าวแล้ว. ขอให้เราทุกคน แม้จะเป็นส่วน
น.58 ๔๑ น้อยในที่นี้ พยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่เรียกว่าศาสนา หรือโดยเฉพาะพุทธศาสนาให้ถูกต้องในแง่ที่ว่า ศาสนาทุก ศาสนา หรือรวมกันเป็นศาสนาเดียวก็ตามในโลกนี้ เป็นโรงพยาบาลโลก ดังกล่าวแล้ว. ก็จะสามารถทำให้ เราเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากโรงพยาบาลโลกนี้ ก่อนบุคคลอื่น ธรรมะนี้เป็นของแปลก บุคคลใดเข้าถึง บุคคลนั้นย่อมได้ รับผล. บุคคลใดพยายามที่จะบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่น ด้วยการสั่งสอน หรือช่วยเหลือด้วยธรรมะแล้ว ผู้ที่ตั้งใจจะทำประโยชน์ผู้อื่นนั่นแหละ กลับเป็นผู้ ได้รับประโยชน์ ก่อนผู้ที่ตนตั้งใจจะช่วยเหลือ ดังนี้. ข้อที่ว่าสังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์อย่างยิ่งนั้น ก็มี ความหมายคล้าย ๆ กัน. เพราะว่าสังขารทั้งหลายทั้งปวงนั้น ย่อมหมายถึงสิ่งซึ่งเป็นตัวความยึดถือ หรือเป็นที่ตั้งของความ ยึดถือ. เป็นสิ่งที่ปรุงแต่งสิ่งอื่น หรือถูกสิ่งอื่นปรุงแต่งอยู่ตลอด กาล, ไม่มีความเป็นตัวมันเอง ไม่มีความเที่ยงแท้แน่นอนแต่ อย่างใด. พระองค์จึงได้ตรัสว่า เป็นทุกข์ทรมานอย่างยิ่ง.
น.59 ๔ ๒ คำว่าเป็นทุกข์ในที่นี้ หมายถึงทำให้เกิดความไม่สบายใจแก่ ผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้อง หรือแม้แก่บุคคลผู้มองเห็นความจริงข้อนี้. คำว่าทุกข์นี้ ถ้าจะถือเอาความหมายให้กว้างทั่วไปแก่สังขารทุก ประเภทแล้ว ควรจะถือว่า เป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความสลดใจ แก่บุคคลผู้พิจารณาเห็น. ไม่ว่าสังขารเหล่าใด แม้ที่สุดแต่ เม็ดกรวดเม็ดทราย. ถ้าเราได้พิจารณาเห็นถึงความไม่เที่ยง ความที่ปรุงแต่งและถูกปรุงแต่ง ของเม็ดกรวดเม็ดทรายเหล่านี้ แล้ว จะมีความรู้สึกอนาถใจ จะมีความรู้สึกสลดสังเวชใจ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความหลงใหลทะเยอทะยานแต่ประการใด ทำ ให้เกิดความเหี่ยวแห้งใจสำนึกในความหลงใหลมัวเมาของตน. ความเป็นอย่างนี้ย่อมประจำอยู่ในสิ่งทั้งปวง. คือในสังขาร ทั้งปวง: หมายความว่ายกเว้นพระนิพพานเสียอย่างเดียวแล้ว เป็นสังขารทั้งนั้น. สังขารเหล่านั้น ที่เป็นรูปธรรมก็ตาม หรือ ที่เป็นนามธรรมคือจิตใจ หรือความรู้สึกคิดนึกของจิตใจ เช่น เวทนาคือสุขสนุกสนาน หรือความทุกข์ที่กำลังได้รับอยู่ใน จิตใจก็ตาม เหล่านี้ล้วนแต่เป็นสังขารทั้งสิ้น. เมื่อพิจารณา ดูแล้วจะนำมาซึ่งความเศร้าใจ จึงถือได้ว่าสังขารทั้งหลายทั้ง
น.60 ๔ ๓ ปวงนั้นเป็นความทุกข์ ต้องทนทรมานอยู่ในตัวมันเอง และ ทำให้เกิดความรู้สึกเช่นนั้นแก่บุคคลที่พิจารณาเห็น. เมื่อ บุคคลใดมองเห็น ความเป็นจริง ของสังขาร ทั้งหลายทั้งปวงดังนี้ แล้ว ย่อมสามารถที่จะทำให้โรคคือกิเลสนั้นถูกแผดเผา ถูก ทำลายล้าง ถูกชะล้างให้เบาบางไปตามลำดับ ทุกครั้งที่มอง เห็นความจริงของสังขารทั้งปวงว่ามีความเป็นอย่างนี้ สังขารทั้งปวงเป็นของที่หาตัวตนไม่ได้: เป็นแต่ความ “ ไหลไปของสิ่งที่ไหลไป แล้วก็บัญญัติความไหลไปของสิ่งนั้น ๆ ระยะหนึ่ง ๆ ว่าเป็นนั้นเป็นนี่ หรือเป็นคนนั้นคนนี้ สิ่งนั้น สิ่งนี้ เมื่อสิ่งใดถูกกับกิเลสหรือความต้องการ ก็ถือว่าเป็นสิ่ง ที่น่าปรารถนา หรือเป็นของดี. เมื่อสิ่งใดไม่ตรงกับความต้อง การ ก็ยึดถือว่าเป็นสิ่งชั่ว ดังนี้. ครั้นมามองเห็นความจริงก็ จะเห็นว่า สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวง ดีหรือชั่ว ตรงกับความ ปรารถนาหรือไม่ตรงกับความปรารถนาก็ตาม ล้วนแต่เป็นสิ่ง ที่ไม่มีตัวมันเอง เป็นแต่เพียงความไหลไป: ถ้าไปยึดถือเข้า แล้วจะทำให้เกิดโรคชนิดดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น คือจะมี ความเสียบแทงเกิดขึ้นในจิตใจ เป็นความเร่าร้อน ไม่อย่าง
น.61 ๔๔ ใดก็อย่างหนึ่ง : ความรักก็ร้อน ความเกลียดก็ร้อน ความ ชอบก็ร้อน ความไม่ชอบก็ร้อน แม้แต่ความรำคาญอยู่เฉย ๆ ไม่รู้จะทำอะไรดีก็ร้อน. นี้หมายความว่า การที่เข้าไปยึดถือ ในความหมายของสังขารอันใดอันหนึ่งเข้าแล้ว ย่อมทำให้ เกิดโรคในทางใจชนิดที่เป็นความร้อน ไม่เป็นลาภแต่อย่าง ใด. ทีนี้จะได้วินิจฉัย ในข้อที่ว่า ความไม่มีโรคเป็นยอด • แห่งลาภ. หลังจากที่ได้ชี้ให้เห็นว่า ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง กล่าวคือกิเลส อันเป็นเหตุให้อยากอย่างนั้นอย่างนี้นั่นเอง นับว่าเป็นโรคอย่างยิ่งแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้า ยังได้ตรัส ไว้อีกว่า ความไม่มีโรค เป็นลาภอย่างยิ่ง. ความไม่มีโรคใน ที่นี้ ก็หมายถึงความที่คนแต่ละคนอยู่ได้อย่างอิสระ ปราศจาก การเบียดเบียนของโรค กล่าวคือกิเลส. บรรดาลาภทั้งหลาย ซึ่งบุคคลรู้จักกันแล้ว ย่อมหมายถึงทรัพย์สมบัติ หรือชื่อเสียง หรือพวกพ้อง มิตรสหาย ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้. แต่ลาภของ
น.62 ๔๕ พระพุทธเจ้า ที่พระองค์ตรัสเรียกว่า เป็นลาภอันแท้จริงนั้น กลับตรัสว่า ได้แก่ความไม่มีโรค คือความที่คนทุกคนเป็นอิสระ จากโรค กล่าวคือเป็นอิสระจากกิเลสที่เบียดเบียน ที่ทำให้ตก อยู่ภายใต้ความเผาผลาญในภายในใจ ของสิ่งที่เราเรียกอีก อย่างหนึ่งว่ "นรก” เป็นต้น. การมีลาภ เช่น ทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียง พวกพ้องบริวาร เหล่านี้ ลองพิจารณาดูเถิดว่า เป็น เพียงอะไร. ในที่บางแห่ง หรือในที่ทั่วๆ ไปก็ตาม ความมี ทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียง พวกพ้องบริวารมากนั้น กลับเพิ่มความ หนักอกหนักใจ ความยุ่งยากลำบากนานาประการ ให้แก่ บุคคลที่ได้. "นี่จะเรียกว่าเป็นลาภหรืออะไรกันแน่ แล้วจะ เรียกว่าเป็นลาภอย่างยิ่งได้อย่างไร. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ลาภอย่างยิ่ง คือความไม่มีโรคของจิตใจ คือไม่ถูกกิเลสเบียด เบียน. ข้อนี้ย่อมเป็นการเพ่งเล็งไปถึงสิ่งที่มีคุณค่า เหนือ ทรัพย์สมบัติ เหนือชื่อเสียง เหนือพวกพ้อง เหมือบริวาร ! ถ้าบุคคลใดปราศจากโรคในทางใจแล้ว. แม้จะมีทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียงพวกพ้องบริวารมากขึ้นมาเพียงใด ก็ไม่สามารถจะ ท่วมทับบุคคลนั้นให้ร้อนอกร้อนใจได้ มีแต่จะมาอำนวยความ
น.63 ๔๖ สะดวกให้แก่บุคคลนั้น. แต่มันตรงกันข้ามกับบุคคลที่เป็นโรค ทางใจ ซึ่งถ้ามีลาภเท่าใดก็ยิ่งมีทุกข์หนักมากขึ้นเพียงนั้น, ยิ่ง มีชื่อเสียงมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งหนักมากขึ้นเพียงนั้น. มีพวก พ้องบริวารเพียงใด ก็ยิ่งหนักมากขึ้นไปอีกเพียงนั้น. เพราะ บุคคลนั้นเป็นโรคทางใจ. เพราะเป็นโรคทางใจนั่นเอง สิ่ง ใดเข้ามา สิ่งนั้นก็เข้ามาเป็นนายเหนือศีรษะของบุคคลนั้นไป ทั้งหมดทั้งสิ้น. แม้เข็มสักเล่มหนึ่งจะได้มาเป็นทรัพย์สมบัติ ก็มาบรรทุกอยู่บนศีรษะของบุคคลนั้น. แล้วจะมีความเบา สบายอย่างไร. นี่คือผลของการที่เป็นโรคทางใจ, ส่วนบุคคล ที่ไม่เป็นโรคทางใจ คือทำลายกิเลสได้ แม้จะมีอะไรสักเท่า ภูเขา หรือทั้งโลกก็ตาม ย่อมมาอยู่ใต้ฝ่าเท้าของบุคคลนั้น. มาอำนวยความสะดวกให้แก่บุคคลนั้น. เพราะฉะนั้น จึงไม่มี ความหนักแต่ประการใด. เมื่อได้สิ่งที่อาจทำอะไร ๆ ให้ หมดความหนักไปโดยสิ้นเชิงมาแล้ว ก็สามารถทำ โลกทั้งสิ้นให้เป็นของ ๆ ตนในพริบตาเดียว . เพราะ เหตุฉะนี้แหละ พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่าเป็นลาภอย่างยิ่ง.
น.64 ๔๗ ความไม่มีโรคชนิดนี้เป็นลาภอย่างยิ่ง, และเป็นความจริงดังที่ เราจะเห็นได้โดยชัดเจน เมื่อบุคคลใดสามารถบำบัดโรค ซึ่งเป็นความร้อน เป็นความเสียบแทงนี้ให้หมดสิ้นไปได้ ก็เรียกได้โดยโวหาร พระศาสนาว่า บุคคลนั้นกำลังบรรลุถึงสิ่งที่เรียกว่า นิพพาน แล้วแต่จะบัญญัติความหมายของคำว่านิพพานไว้ในระดับไหน คือจะเป็นนิพพานขั้นสูงสุดเด็ดขาดไม่มีความทุกข์เลย หรือ เหลืออยู่บางอย่างก็สุดแท้ แต่เราเรียกได้ว่า ความดับไปของโรค นั้น คือนิพพานอย่างหนึ่ง ๆ เสมอไป จนกระทั่งไม่มีโรคอัน ใดเหลืออยู่เป็นนิพพานอันเด็ดขาด หรือนิพพานตามความ หมายของพระพุทธศาสนา ซึ่งเรียกเป็นโวหารกลาง ๆ ว่า "สิ่งเป็นที่ดับของสังขารทั้งหลาย" คือเป็นที่ดับหายของโรคทั้ง ปวงนั่นเอง. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ นิพพานเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความสุขอย่างยิ่ง. ข้อนี้ย่อมหมาย ความว่า ความหายจากโรคโดยสิ้นเชิงนั้นเป็นสิ่งที่นำมาซึ่ง ความรู้สึกอันเราเรียกกันว่า "ความสุขเป็นอย่างยิ่ง" ทั้งที่ตัว นิพพานเอง ไม่เป็นสุขเป็นทุกข์กะใครได้. ถ้าว่าบุคคลใดได้
น.65 ๔๘ บรรลุถึงสิ่งที่เรียกว่านิพพานแล้ว บุคคลนั้นจะสามารถได้รับ ความรู้สึกชนิดที่เราเรียกกันว่าความสุข และเป็น ความสุข ตามแบบของธรรมะ คือเป็นความสุขที่แท้จริง เป็น ความสะอาด เป็นความสว่าง - และเป็นความสงบ เย็นที่แท้จริง ; ดังนี้ เรียกว่าหายจากโรคและเป็นสุขอย่าง ยิ่ง ซึ่งเป็นคำ ๆ เดียวกันกับคำว่า เป็นลาภอย่างยิ่ง ในที่ แห่งหนึ่ง พระองค์ตรัสว่า ความไม่มี โรคเป็นลาภอย่างยิ่ง แต่ ในที่แห่งหนึ่งพระองค์ตรัสว่า นิพพานเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความ สุขอย่างยิ่ง; ความหมายก็เป็นอันเดียวกัน อันนี้แหละคือตัว แท้ของพุทธศาสนา •ในส่วนที่เป็นปฏิเวธ อันเป็นผลเกิดมา จากพุทธศาสนาตัวแท้ คือส่วนที่เป็นปฏิบัติอันเราจะทำให้เกิด ขึ้นได้ด้วย อาศัยพุทธศาสนาในส่วนที่เป็นปริยัติ คือคำสั่ง สอน เมื่อเราแต่ละคน ๆ เข้าถึงศาสนาตัวแท้ได้ดังนี้แล้ว ก็ เชื่อว่ากำลังได้รับประโยชน์จากโรงพยาบาลโลก หรือกำลัง อาศัยอยู่อย่างเป็นสุขสบายในโรงพยาบาลโลก ซึ่งถ้าของ
น.66 ๔๙ พระพุทธศาสนา ก็คือโรงพยาบาล ของพระพุทธเจ้า ซึ่ง สามารถจะบำบัดโรคทั้งหลายให้หมดจดไปโดยสิ้นเชิง ไม่มี ส่วนเหลือโดยแท้จริงดั่งนี้. ในที่สุดนี้ สิ่งที่เราสมควรจะไม่ประมาท ในการ พินิจพิจารณา ก็รวมเป็นใจความสั้น ๆ ได้ว่า สิ่งที่เป็น ตัวแท้ของศาสนานั้น คือตัวการกระทำ. ขออย่าให้ไปยึดถือ เอาสิ่งซึ่งไม่เป็นตัวแท้ มาเป็นตัวแท้ เพราะว่าถ้ากระทำดัง นั้นแล้ว ก็จะเกิดการติดชงัก เพราะความหลงใหล เพราะ ความสับสน เพราะความเป็นไปไม่ได้. ความเขลาของพวกเรา ย่อมอยู่ที่ไปเอาตัวคำสั่ง สอนล้วน ๆ มาเป็นตัวศาสนา จึงไม่เคยก้าวหน้าขึ้นไปถึงการ ปฏิบัติ; ความเสียหายของพวกเราจึงเกิดขึ้น คือเราก็อยู่แต่ เรา ศาสนาก็อยู่แต่ศาสนา ทั้งที่ส่วนปากก็กล่าวกันว่า เรามี ศาสนา เรากำลังเจริญรุ่งเรืองในทางศาสนา. ทั้งนี้ เพราะไป สนใจ หรือไปทำความรุ่งเรืองกันแต่ในส่วนศาสนาซึ่งเป็นตัว
น.67 ๕๐ คำสั่งสอนนั่นเอง ไม่เคยเข้าถึงตัวแท้ของศาสนา คือตัวการ กระทำชนิดที่จะออกไปจากความทุกข์จริง ๆ นี้นับว่าเป็น ความเสียหายของพวกเรา ความขลาดของพวกเรา อยู่ตรงที่ไม่กล้าคิดจะเข้าถึง ตัวแท้ของพระพุทธศาสนา ยังอาลัยอาวรณ์ในความสนุกสนาน เอร็ดอร่อยเพลินเพลิน ซึ่งความสุขทางเนื้อทางหนัง. การที่ เข้ามาเกี่ยวข้องกับศาสนา โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นปริยัติ ศาสนานั้น ก็มุ่งหมายที่จะเอาไปใช้เป็นเครื่องมือสำหรับแสวง หาความสนุกสนาน เพลิดเพลิน หรือความสุขทางเนื้อทาง หนังนั้น เป็นส่วนใหญ่. และนอกจากนั้น ยังมีความขลาด ความกลัวอีกบางอย่าง อันเกิดขึ้นจากการที่ไม่รู้ว่าตัวแท้ของ ศาสนานั้นคืออะไร นับตั้งต้นตั้งแต่บุคคลบางพวก บาง ประเภท ไม่กล้าให้พุทธศาสนาเป็น รีลีเยี่ยน หรือไม่กล้า เอาคำว่า รีลีเยียน เข้ามาใช้กับพุทธศาสนา ดังนี้เป็นต้น. ถ้า ใครเอาเข้ามาใช้ ก็เกิดความหวั่นไหววิตกต่าง ๆ นานา จน เกิดเรื่องใหม่ ๆ ขึ้นอีกดังนี้ก็มี. ไม่กล้าถือเอาตามกฎเกณฑ์ ของธรรมชาติในฐานะที่ว่า ศาสนานั้นเป็นสัญชาตญาณชนิด
น.68 ๕๑ หนึ่ง คือสัญชาตญาณแห่งการกระทำเพื่อให้รอดไปจากความ ทุกข์ของสิ่งที่มีชีวิตทุกชีวิต. ไม่กล้าถือว่าศาสนานี้เป็นตัวการ กระทำ. ไม่กล้าถือว่าศาสนานี้เป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ด้วยกลัวว่าจะเสียความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธศาสนาไป, กลัว ว่าจะเป็นการลบหลู่พระพุทธเจ้าบ้าง กลัวอะไรต่าง ๆ นานา จนไม่สามารถจะเข้าถึงตัวศาสนาของพระพุทธเจ้า ติดอยู่เพียง ขอบรอบ ๆ นอก ไม่เข้าถึงสิ่งที่จะเป็นประโยชน์แก่ตนได้ เพราะความขลาดของตนเอง. ความขลาดชนิดนี้ ย่อมทำให้ ปราศจากผลที่ตนจะพึงได้รับ เช่นเดียวกับความขลาดอย่าง อื่น ๆ ซึ่งเราเห็นกันอยู่ทั่ว ๆ ไปว่า ความขลาดนั้นเป็นสิ่งซึ่ง นำมาซึ่งความเสียหายเพียงไร. ความไม่ละอายหรือความไม่รู้สึกว่า ควร ละอายของพวกเรานั้น มีมากในเรื่องนี้ จนกล้าทำไปตาม ความยึดถือซึ่งงมงายปะรำปะรา. จนกระทั่งไปเอาสิ่งซึ่งไม่ใช่ พุทธศาสนามาเป็นพุทธศาสนา. ทำให้ตัวแท้ของพุทธศาสนา สับสนวนเวียนยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนไม่สาสามารถจะรื้อจะสางกันได้
น.69 ๕๒ เพราะความขลาดและความ ไม่รู้สึกละอายในการที่ทำผิดพลาด มาแล้ว และกำลังจะทำผิดพลาดต่อไป. สิ่งซึ่งไม่ใช่พุทธศาสนา แต่เอามาเป็นพุทธศาสนานั้น อาตมาจะต้องขออภัย ในการที่จะต้องขอยกตัวอย่างสั้น ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นพระพุทธรูปซึ่งเอามาถือว่าเป็นพระศักดิ์ สิทธิเป็นพระเครื่อง แล้วก็ยืนยันย้ำว่า นี้เป็นอำนาจศักดิ์สิทธิ ของพุทธศาสนาดั่งนี้ ขอให้ท่านทั้งหลายพิจารณาดูเถิดว่า อัน นี้จะเป็นพุทธศาสนาได้จริงหรือไม่อย่างไร ? สำหรับพระพุทธ รูปนั้นเราก็ย่อมเห็น ๆ กันอยู่ทั่ว ๆ ไปว่า ในสมัยพระพุทธ- เจ้าไม่มี. พระพุทธเจ้าไม่เคยทรงรู้จักพระพุทธรูป พระ พุทธเจ้านิพพานไปแล้วตั้งหลายร้อยปี จึงมีคนทำรูปพระพุทธ- เจ้าขึ้น. แล้วเพราะการทำรูปพระพุทธเจ้าขึ้นนั้น ย่อมเป็น ธรรมดาอยู่เองที่จะปลูกความยึดถืออันใหม่ ซึ่งเป็นไปในทาง อัตตา หรือตัวตนไปในรูปอื่น ซึ่งอาจจะเป็นภัย หรือได้เป็น ภัยต่อพุทธศาสนาเอง. ข้อนี้เราเชื่อไม่ได้ว่า ถ้าพระพุทธเจ้า เผอิญเสด็จคืนพระชนมชีพ ขึ้นมาเห็นการกระทำอันนี้ พระ- องค์จะทรงรับสั่งห้ามเสีย หรือจะทรงอนุญาตให้ทำต่อไป
น.70 ๕๓ ประการใดก็ยังไม่แน่. แต่ที่นี้ครั้นต่อมา ถึงชั้นที่ว่าเอาพระ พุทธรูปเป็นต้น มาเป็นเครื่องรางศักดิ์สิทธิ เป็นเครื่องรับ บำบวงอันศักดิ์สิทธิ รับการอ้อนวอนอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งมัน มากไปกว่าการบูชานั้น เรายิ่งเป็นปัญหาหนักขึ้นไปอีกว่า จะตรงตามพระพุทธประสงค์หรือไม่. และอีกประการหนึ่งสิ่ง อื่น ๆ ซึ่งไม่ใช่พระพุทธรูป คนก็ยังใช้เป็นเครื่องรางที่ศักดิ์สิทธิ ได้เท่ากันกับพระพุทธรูป เมื่อเป็นดังนี้ก็ย่อมเป็นการพิศูจน์อยู่ ในตัวว่า จะเป็นพระพุทธรูปหรือไม่ใช่พระพุทธรูปก็ไม่สำคัญ เพราะฉะนั้นพระพุทธรูปซึ่งถูกนำไปใช้ในส่วนที่เป็นเครื่องราง นั้น จึงไม่ควรเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ซึ่งต้องการจะให้ เป็นไปตามทำนองของเหตุผล เป็นไปตามทำนองของความงริง เป็นไปตามทำนองของกรรม คือการกระทำของตนเอง และ มีความมุ่งหมายอยู่ที่จะให้ใช้สิ่งทุกสิ่งนั้น เป็นการรักษาโรค คือกิเลส เป็นการทำลายกิเลสของตนให้หมดไป ให้เป็นผู้ ปราศจากโรค ; อันนี้ต่างหากจึงจะเป็นพระพุทธศาสนา. เพราะฉะนั้น อาตมาอยากจะมีความเห็นยืนยันลงไปว่า แม้ที่ ที่สุดแต่เราจะใช้พระพุทธรูป ถ้าไม่ได้ใช้ให้เป็นไปเพื่อการ
น.71 ๕๔ ทำลายกิเลส หรือรักษาโรคในทางใจของบุคคลแล้ว ย่อมไม่ เป็นพุทธศาสนาไปได้เลย ย่อมเป็นไปอย่างเดียวกันกับวัตถุ สิ่งอื่น ๆ ซึ่งไม่ใช่พระพุทธรูป ที่คนเขานำมาใช้กัน นี้เรียก ว่าเป็นการสิ่งที่ไม่ใช่พุทธศาสนา ให้เป็นพุทธศาสนา เป็นต้น. แม้ที่สุด แต่การแสวง การจัดการทำ เราถือ กันว่าเป็นไปเพื่อความเจริญของพุทธศาสนา หรือ เป็นไปเพื่อการส่งเสริมพระพุทธศาสนานั้น ได้กลาย เป็นการทำลายพระพุทธศาสนา ยิ่ง ขึ้นไปกว่าเดิมก็มี ยกตัวอย่างเช่นการทำสิ่งที่ไม่ควรทำ ในวัดวาอารามพื่อให้ได้ ลาภเป็นเงินเป็นทองขึ้นมาบำรุงวัด เช่นนี้ ถ้าสิ่งเหล่านั้นเป็น ไปในทางที่จะให้คนหลงไหลในความสุขทางเนื้อทางหนัง คือ ความอะเหร็ดอะหร่อย ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิว หนังแล้ว ก็เท่ากับการมอมคนเหล่านั้นให้มึนเมา อยู่ด้วยสิ่ง มึนเมาเหล่านั้น จนลืมพุทธศาสนา หรือจนหันหลังให้พุทธ ศาสนายิ่ง ๆ ขึ้นไปทุกที จนกระทั่งมาวัดนี้ ก็เพื่อมาหาความ เพลิดเพลิน หรือความสุขทางเนื้อทางหนังดั่งนี้เป็นต้น เพราะ
น.72 ๕๕ ฉะนั้นสิ่งนั้นเอง จึงเป็น การทำให้ศาสนาเป็นอัมพาธไป ทำให้ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ตามความ หมายของบุคคลนั้นเป็นอัมพาธไป คือไม่สามารถจะ ช่วยตัวเอง ต้องเอาสิ่งสนุกสนานมึนเมาเหล่านั้นมาเป็นเครื่อง ช่วย วัดวาอารามจึงจะเป็นไปได้ เหล่านี้เป็นต้น นี้เป็นการ ทำให้พระพุทธเจ้าเป็นอัมพาธ หรือทำให้ศาสนาเป็นอัมพาธ จนต้องเอาสิ่งอื่นมาช่วย ดั่งนี้ และเราก็ยังทนทำอย่างนี้กันอยู่ ดังนี้ นี้เรียกว่ารู้จักพระศาสนาในลักษณะเช่นไร ก็ขอให้ พิจารณาดูเถิด. เท่าที่ยกตัวอย่างมาดังนี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าเรา นับถือศาสนา ทั้งที่เราไม่รู้ว่าศาสนานั้นคืออะไร แล้วเมื่อไม่ ได้รับผลอันแท้จริงของพุทธศาสนา ก็ไม่ควรจะโทษใครดั่งนี้ เป็นต้น. ถ้ารู้ความจริงอันนี้แล้ว ขอให้เราตั้งปณิธานอธิษฐาน กันเสียใหม่ โดยไม่มีความลำเอียง โดยไม่มีความรังเกียจ เดียดฉันท์ โดยที่มีความซื่อตรงต่อตัวเอง. อาตมาภาพมีความรู้สึกอย่างหนึ่งว่า คนโดยมากนั้น ไม่ชอบกระทำให้ตรง ๆ ไปตามความจริง แต่กระทำไปตาม ความต้องการของกิเลสนั้นมากกว่า. ในการบรรยายครั้งหนึ่ง
น.73 ๕๖ อาตมาได้ชี้แจงให้เห็นว่า ตามปกติของานเรานั้น ไม่ได้ทำสิ่ง ที่ควรทำ ให้มากสมกับสิ่งที่ควรทำ ได้ยกตัวอย่างในครั้งนั้น ว่า บุคคลเราเอาใจใส่ที่จะล้าง ที่จะขัดสี ที่จะตบแต่งแต่ที่ ตรงหน้าตรงตา ซึ่งเป็นส่วนที่อวดความงาม แต่ส่วนที่เป็นที่ ตั้งแห่งความสกปรก เช่นทวารเป็นที่ถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะ นั้น ที่จริงเป็นที่ตั้งของสิ่งสกปรก ควรเอาใจใส่ให้มากกว่าที่ หน้าที่ตา คนก็ไม่ได้เอาใจใส่ให้มากสมกัน แต่ไปเอาใจใส่ ที่หน้าที่ตา ซึ่งไม่มีความสกปรกมากเหมือนอย่างนั้น ดั่งนี้ เป็นต้น ความข้อนี้ทำให้สุภาพสตรีคนหนึ่งลุกไปซึ่ง ๆ หน้า แสดงอาการกิริยาไม่พอใจอย่างยิ่ง. นี้เป็นเครื่องแสดงให้ เห็นว่าเราไม่ชอบความจริง ! อาตมาภาพขอวิดงอนว่า ถ้า เราไม่ชอบความจริงกันอยู่ดั่งนี้แล้ว พุทธศาสนา ย่อมไม่มี โอกาสที่จะเข้ามาเป็นประโยชน์แก่พวกเราในฐานะเป็น "โรง พยาบาลของโลก" ไปได้เลย ขอให้เรามีความคิดนึกเสีย ใหม่ว่า ศาสนาโดยเฉพาะ คือพุทธศาสนานั้น โดยที่แท้ แล้วก็ความต้องการของชีวิตจิตใจ หรือเป็นตัวเราเองอยู่แท้ ๆ เพราะว่าโดยชีวิตจิตใจของเรานั้น ต้องการจะพ้นจากความ
น.74 ๕๗ ทุกข์โดยสิ้นเชิง ไม่ต้องการให้มีความทุกข์อันใดเหลืออยู่. มัน เสียอยู่แต่ที่ว่าเราไม่มีความรู้ว่าอะไรเป็นความทุกข์ ไม่มีความ รู้ว่าอะไรเป็นอันตรายที่แท้จริง ไม่รู้จักอันตรายที่ถูกต้อง ให้ ถูกต้องและครบถ้วนโดยสิ้นเชิง จึงไม่กลัวอันตราย และกลับ ยินดีที่จะเข้าใกล้อันตราย และยินดีที่จะรับเอาอันตรายนั้น เข้าใส่ไว้ในศีร์ษะของตน ในทำนองที่ว่าเห็นกงจักรเป็น ดอกบัว. ไม่มีใครเชื้อเชิญอ้อนวอน ก็ยินดีที่จะรับเอาสิ่งที่ จะทำความทุกข์ให้เกิดขึ้นนั้น มาใส่ไว้ในตัว เป็นการกระทำ ของตัวที่เรียกว่า เห็นกงจักรเป็นดอกบัวแล้วรับมาใส่ไว้บน ศีร์ษะของตน. ก็ตามเรื่องที่ว่า มีเปรตพวกหนึ่ง อยู่ที่เกาะแห่ง หนึ่ง มีกงจักรผัดผันอยู่บนศีร์ษะให้โลหิตไหลเอิบอาบร่างกาย อยู่เสมอนั้น ถ้ามันเป็นเรื่องของเปรตบนเกาะนั้นก็ดีไป แต่ถ้า มันเป็นเรื่องของพวกเราในปัจจุบันนี้แล้ว ก็จะเสียเกียรติแห่ง ความเป็นพุทธบริษัทของเราเป็นอย่างยิ่ง. เพราะฉะนั้นแหละ ขอให้เราระมัดระวังเกียรติยศ แห่งความเป็นพุทธบริษัทของเรา ให้ถูกต้องตามความหมาย ของบุคคลผู้นับถือพระพุทธศาสนา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเกียรติยศของประเทศไทยเรา ซึ่ง เขาถือกันว่าเป็นประเทศซึ่งมีความเป็นหนึ่งในพระพุทธศาสนา
น.75 ๕๘ ควรจะมีความเป็นหนึ่ง ทั้งในด้านปริยัติ คือการศึกษาเล่าเรียน ทั้งในด้านการปฏิบัติ คือการกระทำ และทั้งในด้านปฏิเวธ กล่าวคือการได้รับผลของการกระทำ พอที่จะแสดงให้บุคคลอื่น ดู พอที่จะแสดงให้บุคคลอื่นเกิดความเลื่อมใส พอใจที่จะประพฤติ ตาม และปฏิบัติตามดั่งนี้แล้ว เราก็จะทำให้ศาสนาเป็นโรง พยาบาลของโลก ที่สำเร็จประโยชน์แก่เรา สำเร็จประโยชน์ แก่ประเทศชาติของเรา สมตามความมุ่งหมายของเราทุกประ การได้จริง ๆ. ต่อไปนี้อาตมาอยากจะขอให้ท่านทั้งหลายทุกคน น้อม นำการพิจารณาสืบต่อไป ถึงข้อที่ว่าเราได้มาประชุมกันในสถาน ที่นี้ ในฐานะที่เป็นโรงพยาบาลสงฆ์. อาตมาอยากจะขอให้ พิจารณาโดยเฉพาะ ในข้อที่ว่า พระสงฆ์นั้นคืออะไร ? พระ สงฆ์นั้น โดยที่แท้แล้วก็คือแพทย์ของโรงพยาบาล โลกนั่นเอง. เมื่อหมายถึงพระสงฆ์ที่ได้ทำหน้าที่ของตนโดย ถูกต้องแล้ว พระสงฆ์ก็คือนายแพทย์ที่ประจำอยู่ในโรงพยาบาล โลกของโลก มีหน้าที่ที่จะแก้ไขเยียวยารักษาโรค ในพระพุทธ
น.76 ๕๙ ภาษิตที่ว่า "ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง" นั้นให้หายไป และ ให้ได้มาซึ่งลาภอันประเสริฐในพระพุทธภาษิตที่ว่า "ความไม่มี โรคเป็นลาภอย่างยิ่ง" ดังนี้. พระภิกษุสงฆ์ย่อมเป็นเจ้าหน้าที่ ที่จะสืบอายุพระศาสนา โดยเฉพาะแล้วก็คือการสืบอายุโรง พยาบาลโลกให้มีอายุยืนยาวสืบไป เพื่อบำบัดโรคทางจิตใจ ของมนุษย์โลกเรานี้. การที่เราได้มีโรงพยาบาลสงฆ์ขึ้นนี้ เรามีความมุ่งหมายในการ ที่จะให้กำลังแก่พระภิกษุ สงฆ์ที่เป็นนายแพทย์ประจำโรงพยาบาลโลก อีกต่อ หนึ่ง ให้ท่านคงปฏิบัติหน้าที่ของท่าน ในฐานะเป็น นายแพทย์ประจำโรงพยาบาลโลกได้สืบต่อไป. เรา ย่อมได้รับผล ได้รับอานิสงส์อันใหญ่ยิ่งในส่วนนี้ แต่ต้อง อาศัยการพินิจพิจารณาเป็นอย่างดี คือพิจารณาให้ถูกต้อง. ถ้า พิจารณาไม่เป็น ย่อมไม่เห็น ย่อมได้อานิสงส์อย่างละเมอ เพ้อฝัน ลม ๆ แล้ง ๆ อย่างเขาว่า ๆ, แต่ถ้าเราพิจารณาดูให้ ดีเป็นอย่างยิ่งแล้ว เราจะเห็นว่าการเสียสระ ใด ๆ ไม่มีอานิ สงส์อันไหน จะยิ่งไปกว่าอานิสงส์แห่งการช่วยกันค้ำจุนโรง
น.77 ๖๐ พยาบาลโลกเอาไว้ให้ยังคงมีโรงพยาบาลโลก เป็นเครื่องรักษา โรคทางจิตใจของโลกสืบไป อย่าให้รู้จักขาดสายได้. แม้ว่าเราพวกน้อยเท่านี้ ชุมนุมกันอยู่ในสถานที่นี้ การ บริจาคของเราทุ่มเทไปแต่ในสถานที่นี้ แต่ถ้าเรามีตาที่สามารถ จะมองเห็นความจริงได้แล้ว เราจะมองเห็นได้ว่า มีผลเป็น ปฏิกิริยาสะท้อนออกไปตามลำดับ จนกระทั่งถึงทั่วโลกได้: หมายความว่าธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น มีความศักดิ์สิทธิมาก พอที่ถึงกับจะกล่าวได้ว่า ถ้าหากธรรมะนี้ ยังคงมีอยู่ในโลก เพียงใดแล้ว โลกนี้จักยังไม่ล่มจม โลกนี้จักยังไม่ร้อนเป็นไฟ โลกนี้จักหมุนไปในทางแห่งสันติสุข ไม่หมุนไปในทางแห่ง ความทุกข์ยากลำบากเร่าร้อน เพราะฉะนั้น เราจงช่วยกันทุก วิถีทาง ในการที่จะช่วยกันทำให้ธรรมะ หรือสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะนั้น ยังคงมีอยู่ในโลกนี้ หรือถ้าจะกล่าวอย่างบุคลา ธิษฐาน ก็คือกล่าวว่า ทำให้โรงพยาบาลโลก ยังคงมีอยู่ใน โลกสืบไปนั่นเอง. ธรรมะนี้ ย่อมเป็นเครื่องถ่วงโลกนี้เอา ไว้ไม่ให้หมุนไปสู่ความล่มจม ย่อมเป็นร่มโพธิร่มไทรของ โลกอันจะปกป้องภัยอันจะเกิดจากกิเลสทั้งหลาย. เราจงช่วย
น.78 ๖๑ กันทำธรรมะนี้ ให้เป็นเหมือนร่มใหญ่ ๆ ที่คุ้มครองโลกนี้ เอาไว้ไม่ให้เปียกฝนกล่าวคือกิเลส. การที่เราช่วยกันบำรุง หรือช่วยเหลือกันโดยทางใดก็ตาม ที่จะทำให้พระภิกษุสงฆ์ที่ เป็นเจ้าหน้าที่ผู้สืบอายุพระพุทธศาสนาของโลก ยังคงมีอยู่ใน โลก ยังคงปฏิบัติหน้าที่ของตนอยู่ในโลกนั้น ก็ได้ชื่อว่าทำ ประโยชน์ให้แก่โลกทั้งสิ้น, ด้วยเหตุฉะนี้แหละ ท่านผู้ใด ได้บริจาควัตถุปัจจัยสิ่งใด ๆ ก็ดี ลงในโรงพยาบาลสงฆ์นี้ ถ้า ท่านมีความเข้าใจถูกต้อง ท่านควรจะมีความเห็นอย่างแจ่ม แจ้งว่าการเสียสละบริจาคนี้ แม้จะมากน้อยเท่าใดก็ตาม ล้วน แต่เป็นไปเพื่อการทำให้ธรรมะยังคงมี อยู่ในโลกนี้ ทำให้ โรงพยาบาลโลกยังคงเปิดอยู่ได้ในโลกนี้ และมีผลแผ่ไปทั่ว โลก กระทั่งมนุษย์โลก เทวโลก พรหมโลกในเบื้องบน และ ถึงนิริยโลกในเบื้องต่ำเป็นต้น. เพราะเหตุใด ? เพราะเหตุว่า อำนาจหรืออานุภาพของธรรมะนั้น เป็นอย่างนั้นเอง! ถ้าหากว่า คนในโลกพากันไม่ประพฤติธรรมะแล้ว ความกระทบกระเทือน ย่อมเกิดถึงเทวโลก คือว่าจะทำให้เทวโลกร้างไป ไม่มีเทวดา
น.79 ๖๒ เหลืออยู่ในเทวโลก เพราะคนพากันไม่ประพฤติธรรมะแล้ว ไปเกิดในเทวโลก ดังนี้เป็นต้น. ขอให้คิดดูถึงอานุภาพของธรรมะ ว่าครอบคลุมไปทั่ว ทุกมุมโลก ไม่เฉพาะแต่มนุษย์โลกนี้ ด้วยเหตุฉะนี้แหละ การ ที่เราบริจาคทรัพย์หรือสิ่งใดลงไป อันเป็นไปในทำนองที่จะ ให้ธรรมะยังคงมีอยู่ในโลกแล้ว การกระทำอันนั้นของเราย่อม ชื่อว่า เป็นการกระทำที่เป็นประโยชน์แก่สิ่งที่มีชีวิตในทุก ๆ โลกทีเดียว เมื่อได้พิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ปีติและปราโมทย์ ย่อมจะเกิดขึ้นในจิตในใจ เต็มไปด้วยความเยือกเย็น. ปีติ ปราโมทย์เหล่านั้นเอง เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงเจตนาให้สมบูรณ์. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เจตนานั่นแหละเป็นตัวกรรม หรือ ตัวการกระทำ. เจตนาก่อนแต่ทำความดี เจตนาเมื่อกำลังทำ ความดี เจตนาเมื่อทำความดีเสร็จแล้ว หมายถึงความรู้สึกคิด นึกเมื่อก่อนทำ เมื่อทำ เมื่อทำเสร็จแล้ว ยังเป็นความมุ่ง หมายที่ถูกต้อง พิจารณาดูแล้วยิ่งมีความพออกพอใจ รู้สึกว่า เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างแท้จริงอยู่ดังนี้แล้ว ก็ย่อมชื่อว่าได้ รับบุญ หรือได้รับกุศลอยู่ทุกเวลา ทำให้เป็นผู้ที่เต็มไปด้วย
น.80 ๖๓ บุญ หรือมากไปด้วยบุญ สมตามความปรารถนา เพราะ อำนาจความที่มีเจตนาเต็มเปี่ยมฉะนั้น. เพราะฉะนั้น เราจึง ควรมีปัญญาเป็นเครื่องพินิจพิจารณาให้มองเห็นความจริง เพื่อ ให้เกิดปีติและปราโมทย์อันแท้จริง หล่อเลี้ยงเจตนาคือความ รู้สึกในทางใจของเรา ซึ่งจะเป็นการบำบัดโรคซึ่งกำลังเสียบ แทงจิตใจพร้อมกันไปในตัว พร้อมกันนั้นก็จะทำให้เจตนา เต็มเปี่ยม ให้บุญกุศลเต็มเปี่ยม มองเห็นประโยชน์อันเกิด จากการกระทำของเรานี้แผ่ไพศาลไปทั่วโลก เพราะเป็นการ ผดุงร่มโพธิ์ร่มไทรของโลก กล่าวคือธรรมะให้ยังคงคุ้มครอง โลกอยู่จริง ๆ ดังนี้.
Buddhadasa