Buddhadasa.org

ศาสนาคือโรงพยาบาลของโลก ธรรมะคือโอสถสำหรับโลก ตอนที่ ๒ — ธรรมะคือโอสถสำหรับโลก

ศาสนาคือโรงพยาบาลของโลก ธรรมะคือโอสถสำหรับโลก — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ศาสนาคือโรงพยาบาลของโลก ธรรมะคือโอสถสำหรับโลก (๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.81 ท่านทั้งหลายย่อม ได้ยินได้ฟัง การบอกศักราช : ข้อนี้มีความมุ่งหมายในการ ที่จะให้เกิดความไม่ประมาท ในเรื่องอันเกี่ยวกับกาลเวลา. แต่ อาตมารู้สึกว่า การบอกเพียงวันที่และศักราชนั้น ยังไม่สำเร็จ ประโยชน์ จึงถือเอาโอกาสแห่งการบอกศักราชนี้ มาเป็นเวลา สำหรับตักเตือนเพื่อนพุทธบริษัททั้งหลาย ให้ระลึกถึงค่าของ เวลาที่ล่วงไป ให้สำเร็จประโยชน์อันแท้จริง ของการบอก ศักราช ว่าวันคืนที่ล่วงไป ๆ นั้น ถ้าหากเราใช้ไม่สำเร็จ ประโยชน์ ไม่ตรงตามความมุ่งหมายของเวลาย่อมเป็นการ ขาดทุน ย่อมทำลายเวลาและชีวิตให้สิ้นเปลืองไปเปล่า เป็น เสมือนหนึ่งตัดทอนชีวิตของเราเองให้สั้นลง. เพราะฉะนั้น ทุกคนจำเป็นจะต้องใช้เวลา ให้ตรงตามความมุ่งหมาย หรือ ตามคุณค่าของเวลา

น.82 ๖๕ อีกประการหนึ่งนั้น ใน การแสดงธรรมเทศนา แต่เดิมมา มีคำที่จะได้ยินได้ฟังทุกครั้งไป คือการเตือนว่า ท่านทั้งหลาย จงตั้งโสตประสาทให้เหมือนภาชนะทอง รอง รับธรรมเทศนา ดังนี้. ข้อนี้ก็ดูเหมือนจะหายไปเพราะไม่ ทราบความมุ่งหมาย หรือเพราะการแสดงธรรมเทศนาสมัยนี้ เป็นเพียงพิธี หรือเพียงเป็นเครื่องประดับเกียรติของงานเท่า นั้น หาได้มุ่งหมายเพื่อการศึกษาพระพุทธศาสนาโดยแท้จริง ไม่ ก็ทราบไม่ได้. ส่วนผู้แสดงธรรมหรือธรรมกลึกแต่โบราณ กาล ย่อมไม่เว้นจากการกล่าวเตือนในข้อนี้ทุกคราวไป ว่าท่าน ทั้งหลาย จงตั้งโสตประสาทเหมือนภาชนะทอง รองรับพระ- ธรรมเทศนาเถิด ; จงทำในใจให้แยบคาย ให้สำเร็จประโยชน์ เถิด ดังนี้. สิ่งที่เรียกว่า "ภาชนะทอง" ในที่นี้ หมายถึง ภาชนะโลหะ ; ใช้รองรับธรรมมะอันลึกซึ้ง ซึ่งเปรียบเหมือน น้ำมันแห่งราชสี ซึ่งบุคคลเจียวนับด้วยร้อยครั้ง ย่อมมีความ ละเอียดอ่อน จนถึงกับถ้าใส่ลงในภาชนะดิน ย่อมจะซึมซาบ หายไปหมด คือรั่วไหลไปหมด. แต่ถ้าใส่ภาชนะทอง มีทอง

น.83 ๖๖ สำริดเป็นต้น ก็จะยังคงอยู่ในภาชนะนั้น ; เพราะฉะนั้น จึง มีการเตือนให้ทำโสตประสาทเหมือนภาชนะทอง ไม่ใช่ทำ โสตประสาทเหมือนภาชนะดิน คือหูรั่ว ฟังเท่าไร ๆ ก็ไม่ สำเร็จประโยชน์ การทำจิตหรือโสตประสาท ให้เป็นเหมือน ภาชนะทองรองรับธรรมเทศนา จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งใน การฟังธรรมเทศนาในทุก ๆ กรณี. บัดนี้ เราทั้งหลายถูกครอบงำด้วยอิทธิพลต่าง ๆ มี อิทธิพลแห่งวัตถุนิยม เป็นต้น. การทำโสตประสาท เหมือนภาชนะทองรองรับธรรมเทศนา จึงเป็นการทำได้ยากยิ่ง ขึ้น. อิทธิพลของวัตถุนิยมครอบงำยิ่งขึ้นเพียงไร การฟังธรรม- เทศนา ก็จะยิ่งเป็นสิ่งที่น่าอิดหนาระอาใจเบื่อหน่ายยิ่งขึ้นเพียง นั้น บัดนี้ เป็นที่น่าปิติปราโมทย์ ที่รัฐบาลในปัจจุบันได้จัด ให้หยุดราชการในวันธรรมสวนะ เพื่อการฟังธรรมเทศนา. แต่ถ้าหากว่าบริการต่าง ๆ ที่จัดการแสดงธรรมเทศนานั้น ไม่ สามารถที่จะจัดการกับธรรมเทศนา ให้มีลักษณะเหมือน ลักษณะแห่งน้ำมันราชสีแล้ว ก็จะเป็นการฝืนใจให้ไปฟัง ใน

น.84 ๖๗ ที่สุดก็จะเกิดความอิดหนาระอาใจ ไม่สำเร็จประชยชน์ ทำให้ ความปรารถาดีของรัฐบาลในข้อนั้น กลายเป็นหมันไปก็ได้. นีjแหละ คือ หน้าที่ของพวกเราทั้งหลายผู้เป็น พุทธบริษัท จะพึงสำเหนียกถึงธรรมเทศนาของพระผู้มีพระ ภาคเจ้า ซึ่งจะต้องจัดต้องทำ ต้องนำมาวิสัชนา ให้มีลักษณะ เหมือนน้ำมันราชสี ที่เจียวได้ร้อยครั้ง มีคุณค่าอันละเอียด ควรแก่การจะรองรับได้ก็แต่ด้วยภาชนะทอง ไม่ควรแก่ภาชนะ ดิน. ทางฝ่ายหนึ่ง ต้องทำโสตประสาทให้เป็นเป็นเหมือน ภาชนะทอง อีกทางฝ่ายหนึ่งก็ต้องทำธรรมเทศนา หรือบริการ แห่งการจัดธรรมเทศนานั้น ให้มีลักษณะเหมือนน้ำมันราชสี ที่เจียวได้ร้อยครั้งจริง ๆ จึงจะสำเร็จประโยชน์แก่กันและกัน ทั้งสองฝ่าย ธรรมเทศนาก็จะเป็นสิ่งที่ประเสริฐ เป็นที่อิ่มอก อิ่มใจ เป็นที่กระหายแก่บุคคลฟัง ไม่ต้องแค่นเข็ญก็สามารถ ไปรับเอาน้ำมันราชสีอันละเอียดนั้นได้ด้วยความสมัครใจ ไม่ เป็นที่ติฉินนินทา ว่าพุทธบริษัทเองก็พากันละเลยต่อการฟัง ธรรมเทศนา ดังที่เห็น ๆ กันอยู่ทั่ว ๆ ไปนั้น. เพราะเหตุฉะนี้ แล อาตมาจึงใช้เวลาหรือประหยัดเวลา เพื่อเตือนในส่วนที่

น.85 ๖๘ เป็นความไม่ประมาท ด้วยการบอกศักราชในลักษณะที่กำลัง กล่าวอยู่นี้ และยังเตือนในลักษณะที่ว่า เราในบัดนี้ ก็ยังต้อง ยึดถือเอาคติของธรรมกถึกแต่กาลก่อน ที่ขอร้องวิงวอนให้ตั้ง โสตประสาทเหมือนภาชนะทองดังกล่าวแล้ว เพื่อให้ธรรม- เทศนานั้นสำเร็จประโยชน์ ไม่เป็นที่อิดหนาระอาใจ ไม่ต้อง ฝืนไม่ต้องบังคับ บริษัทก็พากันมารับธรรมเทศนาด้วยตนเอง. ธรรมเทศนาในวันนี้นับว่าเป็นธรรมเทศนาพิเศษ ปรารภ เหตุเนื่องด้วยพุทธบริษัททั้งหลายได้มาแสดงความปิติปราโมทย์ ในความสำเร็จก้าวหน้าของโรงพยาบาลสงฆ์ อันเป็นองค์การ อันหนึ่งซึ่งจะเป็นเครื่องค้ำจุนพระศาสนาให้ยืนยาวถาวรตลอด ไป. พุทธบริษัททั้งหลายเห็นหน้ากันในลักษณะเช่นนี้ ในยาม นี้ เป็นการเห็นหน้ากันในระหว่างบุคคล ผู้ต้องการจะ ประพฤติกระทำสนองพระพุทธประสงค์ ของสมเด็จพระบรม ศาสดา ดังที่อาตมาเคยปรารภในธรรมเทศนาคราวก่อนนี้ที่นี่ ว่าพระศาสนานั้น คือโรงพยาบาลของโลก, นายแพทย์ โดย เฉพาะคือพระสงฆ์ก็คือนายแพทย์ของโลก. และธรรมะก็คือ

น.86 ๖๙ โอสถสำหรับโลก ; เพราะเหตุฉะนี้เอง อาตมาจึงได้กำหนด หัวข้อแห่งธรรมเทศนาในวันนี้ ว่า "ธรรมะ คือโอสถ สำหรับโลก", โดยอาศัยนิกเขปบทแห่งพระบาลี ดังที่ได้ กล่าวแล้วข้างต้นนั่นเอง. การที่กล่าวว่า ธรรมะเป็นโอสถสำหรับโลก ดังนี้ นี้ ข้อแรกที่สุดเราควรจะมีความเข้าใจในคำว่า "โลก" นั้นเสีย ก่อน เพื่อจะได้ทราบว่าโลกนี้เป็นอย่างไร. โลกกำลังเป็นโรค อะไร, และโรคนั้น ๆ จะรักษาได้ด้วยสิ่งใด เป็นลำดับไป. คำว่าโลก ในที่นี้ ตามปกติย่อมหมายถึงสัตว์โลก ไม่ได้หมายถึงโอกาสโลกเช่นแผ่นดินเป็นต้นเลย, แต่หมายถึง สัตว์โลกคือสิ่งที่มีจิตใจ. ถ้าจะจำแนกโลกเป็นประเภทต่าง ๆ เราก็จะต้องได้ยินคำว่า นิริยโลก ประเภทหนึ่ง ซึ่งหมายถึง พวกที่กำลังทนทุกข์ทรมาน แบ่งออกเป็นนรก เดียรัจฉาน เปรต อสุรกาย แต่รวมเรียกกันว่า นิริยโลก คือโลกแห่งหมู่ สัตว์ที่กำลังทนทุกข์ทรมานดังกล่าวแล้ว. สูงขึ้นมา เรียกว่า มนุสสโลก คือคนธรรมดาเราท่านทั่ว ๆ ไป. สูงขึ้นไปอีก เรียกว่า เทวโลก คือหมู่สัตว์ที่มีความสุขสำราญอยู่ด้วยกามคุณ

น.87 ๗๐ ตามที่ตนปรฺารถนาได้โดยไม่ยาก. ในคำว่า เทวโลก นั้น ท่าน รวมคำว่า มารโลก เข้าไว้ด้วยกัน. ในบรรดาเทวดาทั้งหลาย เหล่านั้น บางพวกได้นามว่า เทวดา, บางพวกได้นามว่า มาร, ที่ได้นามว่า เทวดา หมายถึงมีความสุขในทางกามคุณ สมตาม ความปรารถนาไปเสียทุกอย่าง, ส่วนที่เรียกว่ามารนั้น หมาย ถึงผู้ที่มีความเป็นอยู่เช่นนั้น แต่ยังมีหน้าที่ทำการขัดขวาง บุคคลที่จะบรรลฺนิพพานอีกด้วย คล้าย ๆ กับผู้คัดค้านการ บรรลุนิพพานของโลกอยู่ตลอดเวลา จึงได้นามว่ามาร. โลก แห่งหมู่สัตว์ทั้ง ๒ พวกนี้ เรียกว่า เทวโลก, ที่สูงขึ้นไปจาก เทวโลก เรียกว่าพรหมโลก คือหมู่สัตว์ที่เป็นอยู่ด้วยจิตใจอัน บริสุทธิ์สะอาด ปราศจากความเกี่ยวข้องด้วยกามารมณ์โดยสิ้น เชิง. ส่วนที่เป็นนิริยโลก คือผู้ที่กำลังทนทุกข์ทรมานนั้น ท่าน แบ่งไว้เป็น ๔, มนุสสโลก เรียกรวม ๆ กันเป็น ๑, ที่เป็น เทวโลก จำแนกออกไปเป็น ๖, ที่เป็นพรหมโลก จำแนก ออกไปเป็น ๒๐, รวมแล้วเรียกว่า ภูมิ ๓๑ ภูมิ, คือแสดง ถึงลักษณะแห่งความเป็นอยู่ของสัตว์ที่มีชีวิต ที่แตกต่างกันโดย

น.88 ๗๑ ความเป็นอยู่บ้าง โดยจิตใจบ้าง โดยคุณธรรมในทางจิตใจ บ้าง จึงเป็นภูมิ ๆ ต่างกันดังนี้. ข้อที่ควรสังเกตต่อไปก็คือว่า แม้ว่าสัตว์ทั้งหลายจะอยู่ ในลักษณะที่แตกต่างกัน ถึง ๓๑ ภูมิ หรือ ๓๑ ชั้นก็ตาม แต่ สัตว์ทุกชั้นทุกภูมิก็ยังเป็นโรค: คำว่า โรค ในที่นี้ มี ลักษณะเป็นการเสียบแทง เพราะคำว่าโรค แปลว่าสิ่งที่เสียบ แทง : โรคทางกาย ก็เสียบแทงกาย โรคทางจิต ก็เสียบแทงจิต โรคทางวิญญาณ ก็เสียบแทงทางวิญญาณ. อาตมาขอสรุป ลักษณะอาการแห่งโรคไว้ ๓ ประเภทด้วยกัน คือ โรคทาง ร่างกาย ที่รู้จักกันดีอยู่โดยทั่ว ๆ ไป อันได้แก่ความเจ็บป่วย ในทางกาย นี้ประเภทหนึ่ง. โรคในทางจิต ก็คือการเจ็บป่วย ในทางจิต โรคนี้แม้เป็นส่วนที่ยังเกี่ยวกับกาย ก็มุ่งหมายเป็น ทางฝ่ายจิตยิ่งกว่า ได้แก่โรคที่ต้องไปรักษาพยาบาลกันตาม สถานบำบัดโรคทางจิต. นี้ก็ประเภทหนึ่ง, ส่วน โรคทางวิญ- ญาณ นั่นแหละ เป็นสิ่งที่จะต้องพินิจพิจารณากันเป็นพิเศษ อาตมาไม่มีถ้อยคำอันอื่นที่จะมาใช้เรียกว่าโรคอะไรดี จึงขอ ใช้คำว่า "โรคทางวิญญาณ".

น.89 ๗๒ โรคในทางวิญญาณนี้ นี้ ต้องถือว่าเป็นกันอยู่ทุก คน และเป็นกันอยู่ทุกเวลา : ผู้ใดยังไม่มีจิตใจสะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุดแล้ว ต้องถือว่าเป็นโรคทางวิญญาณกันทั้งนั้น ตามมากตามน้อย. พระอรหันต์ประเภทเดียวเท่านั้น ที่กล่าว ได้ว่าไม่เป็นโรคทางวิญญาณเลย. สัตว์ทั้งหลายตามปกติทั่วไป ย่อมมืดมนต่อสิ่งที่ควรรู้ จึงไม่รู้ว่าอะไรเป็นความทุกข์ที่แท้จริง อะไรเป็นมูลเหตุให้เกิดความทุกข์ที่แท้จริง ความไม่มีทุกข์ จริง ๆ นั้นเป็นอย่างไร และวิธีที่จะทำให้ได้มาซึ่งความไม่มี ทุกข์นั้นเป็นอย่างไรดังนี้ ก็หาทราบไม่, จึงเกิดเป็นความไม่รู้ นำมาซึ่งความไม่บริสุทธิ์สะอาด ไม่สว่างไสวแจ่มแจ้ง และไม่ สงบเย็น ; ลักษณะอาการเช่นนี้ เรียกว่าเป็นโรคทางวิญญาณ อาการแห่งโรคนี้ ทางกายก็สบายดี ทางมันสมองหรือทางจิต ก็ปกติดี แต่ก็ยังต้องหัวเราะและร้องไห้สลับกันไปตลอดเวลา ยังมืดมนต่อชีวิตของตัวเอง มืดมนในปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ การเป็นอยู่ประจำวัน. ที่เกี่ยวกับปัญหาเรื่องโลกหน้าด้วยแล้ว ยิ่งมืดมนยิ่งกว่ามืดมน จึงมีลักษณะเป็นโรค คือมีความหวาด กลัว หรือมีความหวาดระแวงว่าโลกหน้าจะไม่ปลอดภัย เป็น

น.90 ๗๓ อยู่ในลักษณะทนทรมานอย่างละเอียด ประณีต สุขุม อยู่ตลอด เวลา เรียกว่าโรคทางวิญญาณโดยเฉพาะ : เป็นโรคที่ไม่ยก เว้นใคร ไม่ยกเว้นสัตว์ประเภทไหน ภูมิไหน เพศไหน ชั้น ไหน ยกเว้นแต่พระอรหันต์ประเภทเดียวเท่านั้น ที่ไม่มีโรค ทางวิญญาณ. สัตว์หรือคนตามปกตินั้น ทรัพย์สมบัติก็มี ร่าง กายก็สบาย จิตใจก็ถือว่าเป็นปกติ แต่แล้วก็ยังเป็นโรคทาง วิญญาณ. โรคทางวิญญาณนั้นเอง เป็นมูลเหตุอันเร้นลับที่ทำ ให้คนเราเป็นโรคในทางกาย หรือเป็นโรคในทางจิตเพิ่มขึ้น ได้โดยง่ายด้วย. ถ้าหากปราศจากโรคทางวิญญาณแล้ว โรค ทางกายหรือโรคทางจิต ก็ยากที่จะเกิดขึ้นได้ พุทธบริษัททั้งหลาย ควรจะได้ทราบถึง มูลเหตุอัน สำคัญของโรคทั้งหลาย ว่ามูลเหตุอันแท้จริงของโรคนั้น ก็คือความไม่บริสุทธิ์สะอาด สว่างไสวแจ่มแจ้ง สงบเย็น ของ วิญญาณนั่นเอง. ถ้าหากว่าดวงวิญญาณมีลักษณาการเป็นความ สะอาด สว่าง สงบ แล้ว โรคทางกายและโรคทางจิตก็ยาก ที่จะเกิดขึ้นได้. ความจริงอันนี้ วิทยาการในสมัยปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ ย่อมพิสูจน์ได้ดีว่าโรคทางกายกับโรค

น.91 ๗๔ ทางจิตนั้น มีมูลเหตุมาจากความไม่บริสุทธิ์สมบูรณ์ในทางจิตใจ อยู่เป็นส่วนมาก. โดยเฉพาะสมัยนี้ด้วยแล้ว ความผันแปร ของโลก เป็นไปในทางที่จะให้เป็นโรคทางวิญญาณกันมาก ยิ่งขึ้น : แม้โรคในทางจิตก็จะมีมากยิ่งขึ้นกว่ากาลก่อน. อาตมา ได้เคยทราบรายงานทางการแพทย์ที่น่าสนใจสำหรับพุทธบริษัท เรานี้ เป็นอย่างยิ่งอยู่ข้อหนึ่ง คือรายงานการแพทย์ที่ประเทศ อเมริกา ค้นพบว่าผู้ที่มีชีวิตตามระบบอเมริกันแท้นั้น เป็นโรค จิตกันโดยเปอร์เซ็นต์สูง. มีบุคคลพิเศษพันธุ์หนึ่ง เรียกว่าพวก พันธุ์ Hatterite ซึ่งอยู่ในประเทศอเมริกาด้วยกัน ประปราย อยู่ทั่วประเทศอเมริกา ชนเผ่านี้กลับมีเปอร์เซ็นต์แห่งโรคใน ทางจิตต่ำที่สุด จนเรียกได้ว่าแทบจะไม่มีเลย. รายงานที่เป็น เหตุผลในทางการแพทย์ นั้น แสดง ให้ทราบต่อไปอีกว่า เพราะระบบแห่งการเป็นอยู่ประจำวัน แบบอเมริกัน กับแบบของชนเผ่า Hatterite นี้นั้น แตกต่าง กันลิบลับ. แบบการเป็นอยู่ที่เรียกว่าสมัยใหม่นั้น อยู่กันใน ลักษณะที่บอกกันไม่ถูกว่าเป็นอย่างไรกันแน่ : ความทะเยอ- ทยาน ทำให้ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเอง แม้แต่

น.92 ๗๕ สามีภรรยาก็ยังพบกันได้โดยยาก, โดยเฉพาะลูกกับพ่อหรือแม่ ก็ยังมีโอกาสพบกันได้ยาก. พ่อหรือแม่กลับจากทำงาน ลูกก็ นอนหลับแล้ว. พ่อแม่ไปทำงานแต่เช้าตรู่ ลูกก็ยังไม่ตื่น. การ คลอดบุตรก็คลอดที่โรงพยาบาล โดยไม่ต้องเห็นหน้าสามี. ลูก เหมือนกับสิ่งที่คลอดออกมาจากเครื่องจักร. จึงไม่มีความรู้สึก ที่เป็นไปตามธรรมชาติธรรมดา. ลักษณะที่เรียกว่าเพื่อนทุกข์ เพื่อนยากนี้ จึงหาไม่ค่อยได้ในชีวิตแบบนั้น ในระหว่างสามี ภรรยา หรือในระหว่างบิดามารดากับบุตร. เพราะฉะนั้นแหละ ลูกจึงอาจจะบันดาลโทสะฆ่าบิดามารดาเมื่อไรก็ได้. ส่วนระบบ การเป็นอยู่ประจำวันของพวกชนเผ่า Hatterite นั้น มีลักษณะ เหมือนกับการเป็นอยู่ของพวกไทยเรา หรือฝ่ายตะวันออกทั่วๆ ไป : ไม่มีความต้องการอะไรเกินความจำเป็นของธรรมชาติ, มีความรัก ความผูกพันกันตามธรรมชาติ ในลักษณะที่เป็น เพื่อนทุกข์เพื่อนยาก ในระหว่างบุตรกับบิดามารดา สามีภรรยา. การคลอดบุตรจะต้องเป็นหน้าที่ของสามี ที่ต้องประคับประคอง ในยามทุกข์ยามยากเช่นนั้น. บุตรกับบิดามารดา มีความรัก ใคร่ผูกพันกันแทบตลอดวัน เหมือนกับที่เราเห็น ๆ กัน ตาม

น.93 ๗๖ ธรรมชาติของสัตว์ทั่วไป ; ลักษณะของจิตใจ จึงเป็นไปใน ทางที่คล้อยตามธรรมชาติ หรือสัญชาตญาณดั้งเดิม ; ความ เป็นไปของระบบประสาทหรือสิ่งต่าง ๆ จึงมีความสม่ำเสมอมั่น คง เป็นระเบียบเรียบร้อยตามธรรมชาติ ยากที่จะเป็นการ เสียระเบียบขึ้นมาได้ จึงมีโอกาสที่จะเป็นโรคทางจิตได้น้อย. นี่เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ความเป็นอยู่อย่างตะวันออก หรือสมัยเก่าของเรา โดยเฉพาะตามวัฒนธรรมไทยนั้น เป็น การป้องกันโรคทางวิญญาณ โรคทางจิต หรือโรคทางกาย ตาม ลำดับอยู่แล้ว. เป็นสิ่งประเสริฐสุดอยู่แล้ว, ฉะนั้น ในการที่ จะรับเอาวัฒนธรรมแบบใหม่ หรือสมัยใหม่มานั้น จึงเป็นสิ่ง ที่จะต้องคำนึงว่าจะเป็นทางนำมาซึ่งโรคทางวิญญาณ หรือโรค ทางจิต หรือโรคทางกาย มากขึ้นหรือหาไม่. ทางที่ดีที่สุด เราควรคำนึงถึงหลักวัฒนธรรม และหลักแห่งพระศาสนาของ ฝ่ายตะวันออกนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพราะจะเป็นการ ป้องกันโรคทางกาย โรคทางจิต โรคทางวิญญาณ ดังกล่าว แล้วได้เป็นอย่างดี.

น.94 ๗๗ เมื่อโรคทางวิญญาณไม่เบียดเบียน มากเกินไป แล้ว โรคทางกายและทางจิต ก็จะเบาบางอย่างน่าประหลาด. เราจำเป็นจะต้องสนใจเรื่องโรคในทางวิญญาณกันเป็นส่วน ใหญ่. ใจความสำคัญที่สุดก็คือว่า ถ้าไม่มีโรคในทางวิญญาณ อยู่ในโลกนี้แล้ว พระพุทธเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้น คือพระ- พุทธเจ้าก็ไม่ต้องมี. ไม่มีประโยชน์อะไรที่พระพุทธเจ้าจะเกิด ขึ้น ถ้าหากว่าสัตว์โลกเราไม่เป็นโรคในทางวิญญาณกันอยู่โดย ปกติ. แต่โดยที่สัตว์ทั้งหลายมีลักษณะเป็นโรคในทางวิญญาณ อยู่เป็นประจำ ตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่สามารถจะแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ ด้วยความมีเงิน มีอนามัย มีอำนาจ วาสนา. โรคใน ทางวิญญาณไม่อาจหายไปด้วยอำนาจเงิน อำนาจอนามัยหรือ อำนาจวาสนา เป็นต้น ; ด้วยเหตุฉะนี้แหละ จึงจำเป็นต้อง มีบุคคลประเภทพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นในโลก เพื่อเป็นผู้รักษา โรคของสัตว์โลกทั้งหลาย ในทางฝ่ายวิญญาณ. เราควร พิจารณาถึงโรคในทางวิญญาณกันโดยละเอียดต่อไป. ถ้าจะกล่าวถึง สมุฏฐานของโรคในทางวิญญาณ พุทธบริษัททุกคนจะต้องเพ่งเล็งไปยัง อวิชชา ซึ่งแปลว่าความ

น.95 ๗๘ ไม่รู้ หรือภาวะที่ปราศจากความรู้ หรือสภาพที่ไม่เจือด้วย ความรู้ คือปราศจากความรู้โดยสิ้นเชิง. การปราศจากความรู้ นี้แหละ ทำให้เกิดการผันแปรไปในทางที่จะเกิดความทุกข์. ความทุกข์จึงเกิดมาจากความไม่รู้โดยตรง, แต่โดยเหตุที่ความ ไม่รู้นั้นก่อให้เกิดสิ่งอื่น ๆ ขึ้นมาอีกหลายลำดับ กว่าจะถึง ความทุกข์. เพราะฉะนั้น เราจะเพ่งเล็งเหตุของความทุกข์ที่ กิเลสตัณหาชื่ออื่นบ้างก็ได้ ไม่จำเป็นจะต้องเรียกว่า อวิชชา โดยส่วนทีเดียว. ในกรณีทั่วไป พระพุทธเจ้าท่านตรัสระบุ สมุฏฐานของความทุกข์ว่า ตัณหา, ได้แก่ความอยาก คืออยากได้ อยากเป็น อยากไม่ให้เป็น ซึ่งบรรดาความอยาก ทั้งหลายของคนเราในโลกนี้ หรือโลกไหน ๆ ก็ตาม ล้วนแต่ สรุปความได้เป็น ๓ อย่างนี้เท่านั้น. อยากได้ คืออยากได้วัตถุ สิ่งของที่ตนชอบใจ ; อยากเป็น ก็คืออยากเป็นนั่นเป็นนี่ ตาม ที่ตนอยากจะเป็น ; อยากไม่เป็น ก็คืออยากไม่ให้เป็นสิ่งที่ตน ไม่อยากจะเป็น, รวมกันแล้วก็เป็น ๓ ความอยาก. นี้เป็นโรค เพราะว่าเป็นการเสียบแทงอย่างยิ่ง. ขอให้พิจารณาดูว่าความ

น.96 ๗๙ อยากอย่างไหนบ้าง ที่ไม่เป็นการเสียบแทงจิตใจ. อยากได้ เงินได้ของ อยากเป็นนั่นเป็นนี่ อยากไม่ให้เป็นนั่นเป็นนี่ เช่นอยากไม่ให้เป็นเมียน้อยเขา อย่างนี้เป็นต้น ย่อมแสดง อาการที่เสียบแทงจิตใจอยู่เป็นประจำ คนเราจึงเดือดร้อนอยู่ ด้วยโรคในทางวิญญาณ ในลักษณาการที่ถูกเสียบแทง. ถ้า หากว่าการเสียบแทงนั้น เป็นการเสียบแทงตรง ๆ ก็ยังดีไป ถ้า เป็นการเสียบแทงที่ไม่แสดงการเสียบแทง ก็มองไม่เห็นต้นเหตุ ในที่สุดก็ต้องร้องไห้ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่ามีเหตุอันใด มาเป็นเครื่อง ทำให้ร้องไห้ ถ้าพิจารณาให้ละเอียดต่อไป ก็จะเห็นได้ในข้อ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรุปไว้ว่า บรรดาความทุกข์ทั้งหลาย นั้น รวมลงที่ขันธ์ทั้งห้า ซึ่งมีความยึดถือ. ขันธ์ห้า ก็คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วึญญาณ. คำเหล่านี้เป็นภาษาบาลี คงจะเข้าใจยาก ฟังลำบาก สำหรับผู้ที่ไม่รู้ภาษาบาลี แต่ถ้า จะกล่าวเป็นภาษาไทยเรา ก็คือร่างกายกับจิตใจนี้เอง. ร่างกาย ท่านเรียกว่ารูป ส่วนจิตใจนั้นแบ่งออกเป็น ๔ ส่วน. ส่วน สำหรับเป็นความรู้สึก สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เรียกว่าเวทนา,

น.97 ๘๐ ส่วนที่เป็นตัวสมปฤดีทำหน้าที่จำอะไรไว้ได้ หมายรู้สิ่งต่าง ๆ ไว้ได้ ไม่เลื่อนเปื้อนดังนี้ เรียกว่าสัญญา ก็ส่วนหนึ่ง. ส่วน ที่เป็นความคิดนึกต่าง ๆ เรียกว่า สังขาร ก็ส่วนหนึ่ง. ส่วน สำหรับรู้แจ้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรียกว่าวิญญาณ นี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง รวมเป็น ๔ ส่วน. รวมเป็นห้าทั้งส่วนที่เป็น ร่างกาย จึงเรียกว่าขันธ์ทั้งห้า. ขันธ์ทั้งหลายนี้ เป็นที่ตั้งแห่ง ความยึดถืออยู่ตามธรรมชาติว่าเป็นตัวกู หรือของของกู. ถ้าท่านอยากทราบ พิษสงของการยึดถือในขันธ์ ทั้งหลาย ก็ต้องพิรารณาดูกันที่พิษสงของความรู้สึกที่ว่าเป็น ตัวกู-เป็นของกู. ความรู้สึกว่าตัวกูเป็นอย่างไรบ้าง ต้อง พิจารณาดูถึงคนที่มีความยุ่งยากลำบาก ด้วยการที่ลดไม่ลง มี ความถือตัวถือตน มีความกระด้างด้วยทิษฐิ แม้แต่ตนเป็นฝ่าย ผิดก็ยังไม่ยอมรับผิด ดังนี้เป็นต้น. การทะเลาะวิวาทมาจาก ความรู้สึกว่าเป็นตัวกูนี้เป็นส่วนใหญ่. ยิ่งเป็นการทะเลาะวิวาท ระหว่างประเทศใหญ่ ๆ ในโลกด้วยแล้ว ความรู้สึกว่าตัวกู เป็นมูลเหตุอันสำคัญ. ส่วนความรู้สึกว่าของกูนั้น เห็นได้ว่ามี อยู่ทั่ว ๆ ไป ทุกคนย่อมยึดถือสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ตนพอใจว่าเป็น

น.98 ๘๑ ของของตน. เมื่อยึดถือก็หวงแหนดังนี้เป็นต้น. เกิดเป็นปัญหา ต่าง ๆ นา ๆ ขึ้นมาจากความยึดถือว่า เป็นของของกู. ส่วนที่ เป็นภายในโดยเฉพาะ ก็คือยึดถือว่าร่างกายจิตใจนี้เป็นของ ตน ก็เกิดความกลัวตาย เกิดปัญหายุ่งยากต่าง ๆ นานาที่จะ ต้องตาย ที่จะไม่ได้ตามที่ตนปรารถนา ที่จะไม่ได้สนุกสนาน เอร็ดอร่อย ทางเนื้อทางหนัง. ด้วยเหตุฉะนี้แหละ เราจึงต้อง ตกเป็นบ่าวเป็นทาสของกิเลสตัณหา ตามแต่กิเลสตัณหาจะชัก นำไปอย่างไร. เมื่อยึดถือด้วยความรู้สึกว่า ตัวกูและของกู มาก ขึ้นเพียงไร ก็เหมือนกับทูนหรือแบกดันเอาภูเขาทั้งลูกขึ้นไว้ เหนือจิตใจฉะนั้น, เพราะฉะนั้นแหละ พระพุทธองค์จึงตรัส ว่า "นตฺถิ ขนฺธสมา ทุกฺขา" - ความทุกข์ทั้งหลายเสมอ ด้วยขันธ์นี้ ย่อมไม่มี ; "สงฺขารา ปรมา ทุกฺขา" - สังขาร ทั้งหลายเป็นทุกข์อย่างยิ่ง. อธิบายในข้อนี้โดยสรุปแล้วก็คือว่า ด้วยอำนาจความยึดถือสิ่งต่าง ๆ ว่าเป็นตัวกูบ้าง ว่าเป็นของกู บ้าง จึงเกิดความหนักแก่จิตใจที่หลงยึดถือเพราะอำนาจอวิชชา หรือกิเลสตัณหา. ส่วนข้อที่ว่าสังขารเป็นทุกข์อย่างยิ่งนั้น ก็คือ

น.99 ๘๒ ว่าขันธ์ทั้งหลายหรือร่างกายและจิตใจนั้น มันไม่มีอะไรเป็น ของแน่นแฟ้นถาวร จึงได้ถูกเรียกว่าสังขาร คือเป็นของปรุง ประกอบขึ้นด้วยส่วนประกอบมากมายหลายอย่าง. จงดูแต่ รถยนต์คันหนึ่ง ประกอบขึ้นด้วยส่วนประกอบอะไรบ้างจึงจะ แล่นไปได้. ร่างกายของสัตว์ทั้งหลายทุกประเภททุกภูมิ ก็จำ เป็นที่จะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบมากมายฉันนั้น มันจึง ไม่มีอะไรเป็นของแน่นแฟ้นก้อนเดียวแท่งเดียวเลย จึงปราศ- จากความมั่นคง และจะต้องเปลี่ยนแปลงวิปริตเสื่อมทรามไป ตามส่วน ของการที่มันต้องปรุงซึ่งกันและกัน. เพราะเหตุ ฉะนั้น จึงนำให้เกิดความทุกข์แก่บุคคลที่เข้าไปยึดถือเอาว่าเป็น ตัวกูหรือของกู : ยึดถือว่าตัวกูไม่เท่าไร มันก็คอยที่จะแตก ทำลาย จะไม่เป็นไปตามอำนาจปรารถนา. ยึดถือว่าของกูยิ่ง ขึ้นเท่าไร มันก็ยิ่งคอยแต่จะแตก - คอยแต่จะทำลายวิบัติ พรัดพรากไป ตามธรรมชาติตามธรรมดาของมัน นำให้เกิด ความทุกข์แก่บุคคลผู้เข้าไปยึดถือเอาว่าเป็นตัวกูหรือของกู ยิ่ง ขึ้นเท่านั้น ; ด้วยเหตุเช่นนี้แหละ พระองค์จึงตรัสว่า "สงฺขารา ปรมา ทุกฺขา" - สังขารเป็นทุกข์อย่างยิ่ง. อาการที่กล่าวมา

น.100 ๘๓ ทั้งหมดนี้ ก็ คือลักษณะของสิ่งที่เรียกว่าโรคในทางวิญญาณนั้น เอง. ใครบ้างที่ไม่เป็นโรค ขอให้พิจารณาดู เมื่อพิจารณาดู เห็นว่าทุกคนเป็นโรคทางวิญญาณ ฉะนั้น ก็พอแล้ว เราก็จะรู้จักพระพุทธเจ้าของสมเด็จ พระบรมศาสดาขึ้นมาทันที ; เราจะรู้จักความจำเป็นที่จะต้อง มีธรรมะ หรือมีศาสนาซึ่งเป็นโอสถสำหรับโลกขึ้นมาทันที. เมื่อนั้นแหละ จึงจะเกิดการสนใจในสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ หรือ ศาสนา โดยไม่ต้องแค้น ไม่ต้องเข็นกันเหมือนแต่ก่อน เหมือนกับบุคคลที่กำลังตาย ก็รู้ตัวว่าตนเป็นโรคอะไรแล้ว ก็วิ่งไปหาหมอเอง ฉันใดก็ฉันนั้น เพราะฉะนั้น เราพุทธ- บริษัททั้งหลายควรจะภาคภูมิใจ ในการที่ได้เป็นพุทธบริษัท. เราภาคภูมิใจในข้อที่ว่า เป็นพุทธบริษัทนั้น เป็นผู้ที่อยู่ใกล้ ชิดบุคคลที่สามารถรักษาโรคในทางวิญญาณได้โดยเด็ดขาด. หลักธรรมในพระพุทธศาสนาไม่มีอะไรอื่น ; ทุกคนย่อมยืนยัน ยืนยันได้ในข้อนี้ว่า หลักธรรมในพุทธศาสนาไม่มีอะไรอื่น นอก จากมีลักษณะเป็นยาที่จะรักษาโรคของสัตว์โลกให้หายไปโดย สิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นโรคชนิดใด ไม่ว่าสัตว์นั้นจะต้องอยู่

น.101 ๘๔ ในภูมิไหน ชั้นไหน หรือในโลกไหน ย่อมล้วนแต่ต้องการ ยาวิเศษขนานน้อย่างเดียวกันทั้งนั้น. ผู้ที่เป็นพุทธบริษัทแต่ ปากแคะยอมนั้น อาจจะไม่มองเห็น อาจจะไม่รู้จักคุณค่าของยา คือธรรมของพระพุทธเจ้านั้นก็ได้ แต่นั่นเราไม่เรียกว่าเป็น พุทธบริษัทแท้จริง. พุทธบริษัทที่แท้จริง ก็คือผู้นั่งแวดล้อมรอบ ๆ พระพุทธเจ้าได้. นี่เป็นการยืนยันตามตัวหนังสือโดยเด็ดขาด แล้ว. เพราะพุทธบริษัท แปลว่าผู้นั่งล้อมรอบพระพุทธเจ้า. อาตมาไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย หรือเบื่อหน่าย ที่จะพูดถึงคำ ๆ นี้ สักกี่ครั้งก็ตาม. บริษัทแปลว่านั่งรอบ ๆ เป็นวงรอบ ๆ. เพราะ คำว่า บริ แปลว่า รอบ ๆ ภัท แปลว่า นั่ง. บริษัท ก็แปลว่า นั่งเป็นวงรอบ ๆ วัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอไป. ตัว อย่างเช่นตั้งบริษัทการค้า ก็นั่งกันเป็นวงรอบ ๆ วัตถุประสงค์ ของการค้า. แต่เป็นบริษัทของพระพุทธเจ้า จึงได้นามว่า เป็นพุทธบริษัท เป็นผู้นั่งเป็นวงล้อมรอบ ๆ องค์พระสัมมา สัมพุทธเจ้า. ผู้ใดไม่สามารถจะนั่งล้อมรอบองค์พระสัมมา สัมพุทธเจ้า ผู้นั้นไม่สมควรเรียกตัวเองว่าเป็นพุทธบริษัทเลย.

น.102 ๘๕ อย่างจะเป็นได้ก็แต่บัญชีหรือทะเบียน ไม่สามารถที่จะเป็น พุทธบริษัทแท้จริงได้. ต่อเมื่อผู้ใดนั่งแวดล้อมองค์พระพุทธ- เจ้าได้จริง ๆ จึงจะเรียกผู้นั้นว่าเป็นพุทธบริษัท. ถ้าผู้ใด ยังไม่รู้จักพระพุทธเจ้าว่าอยู่ที่ไหน และจะนั่งแวดล้อมรอบ ๆ ได้อย่างไร ก็จงสมเพชเวทนาตัวเองให้มากเถิด. พระพุทธเจ้าโดยแท้จริง นั้น เราทุกคนอาจจะ นั่งแวดล้อมรอบ ๆ พระองค์ได้จนใกล้ชิด. ส่วน พระพุทธเจ้า โดยร่างกาย ที่ทรงดำเนินไปมาอยู่ในประเทศอินเดีย เมื่อ สองพันปีมาแล้วนั้น ถูกปฏิเสธโดยพระองค์เองว่านั้นไม่ใช่ พระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าที่แท้จริงคือธรรมะ ผู้ใดเห็นธรรมะ ผู้นั้นเห็นพระพุทธเจ้า. ผู้ใดเห็นพระพุทธเจ้า ผู้นั้นเห็นธรรมะ. เกี่ยวกับข้อนี้พระองค์ได้ตรัสว่า "ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็น ธรรมะ ผู้ใดเห็นธรรมะ ผู้นั้นเห็นตถาคต ผู้ใดไม่เห็นธรรม แม้จะจับมุมจีวรของตถาคตไว้ไม่ยอมปล่อย ไปไหนไปด้วยกัน ก็ยังหาชื่อว่าเห็นตถาคตไม่" ดังนี้. โดยเหตุนี้แหละ คนที่เกิด ในประเทศอินเดียจำนวนใหญ่ในสมัยโน้น จึงไม่ได้เห็นพระ- พุทธเจ้าทั้งที่เดินสวนทางกันอยู่ทุกวัน. โดยแท้จริงแล้ว ใคร

น.103 ๘ ๖ จะเกิดที่ไหนหรือเมื่อไรก็ตาม ถ้าเห็นธรรมะแล้ว ก็ชื่อว่าเห็น องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งนั้น ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า เห็นธรรมะ นั้น เห็นอย่างไร ? เราจะต้องย้อนไประลึกถึงองค์พระพุทธ- เจ้ากันใหม่. พระพุทธเจ้าก็มีร่างกายและจิตใจในลักษณะ ที่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง. ร่างกายและจิตใจเหมือนกันหมด ไม่ว่าของใคร แต่คุณสมบัติพิเศษอีกอันหนึ่งที่มีอยู่ในร่างกาย และจิตใจนั้นแหละต่างกัน. คุณสมบัติอะไรเล่าที่มีอยู่ในร่าง กายและจิตใจ ที่ทำบุคคลให้ได้นามว่าพระพุทธเจ้า. ข้อนี้ ตอบได้ง่าย ๆ ว่า ความบริสุทธิ์สะอาดถึงที่สุด ความสว่างไสว แจ่มแจ้งถึงที่สุด และความเป็นสันติสงบเย็นถึงที่สุด ที่มีอยู่ใน หัวใจในร่างกายนั้นแหละ เป็นคุณธรรมที่ทำบุคคลนั้นให้ได้ นามว่าพระพุทธเจ้า. หากแต่ว่าท่านได้แสวงหาคุณธรรมเหล่านี้ ขึ้นมาได้ด้วยพระองค์เอง. โดยเหตุฉะนี้ เราจึงเห็นได้ว่า พระบริสุทธิคุณ พระปัญญาคุณ และพระสันติคุณ ซึ่งมีอยู่ ในพระหฤทัยของพระพุทธเจ้านั่นแหละ คือองค์พระสัมมา- สัมพุทธเจ้าที่แท้. พระองค์จึงทรงปฏิเสธร่างกายและจิตใจ

น.104 ๘๗ ล้วน ๆ คือเบญจขันธ์นั้น ว่าไม่ใช่องค์พระพุทธเจ้า, แต่ทรง ยืนยันธรรมะซึ่งเป็นคุณสมบัติอยู่ในเบญจขันธ์นั้นต่างหาก ว่า เป็นตถาคต. ด้วยเหตุฉะนี้แหละ องค์พระพุทธเจ้าที่แท้จึงได้ แก่สภาพแห่งความบริสุทธิ์สะอาด สว่างไสวแจ่มแจ้ง และสงบ เย็นถึงที่สุด ที่มีอยู่ในนั้น. เราทุกคนมีโอกาสจะ ถึงองค์พระพุทธเจ้าที่แท้ ได้โดยไม่ยากเลย คือด้วยการทำใจของเราให้มีความ สะอาด สว่าง สงบ โดยทำนองเดียวกันกับพระหฤทัยของ พระองค์. มันไม่เป็นของเหลือวิสัยอันใด ในการที่คนเราจะ ทำความสะอาด สว่าง สงบ ให้เกิดแก่จิตใจตามสมควรแก่ จิตใจตามสมควรแก่สติกำลัง, หรือโดยสมควรแก่การประพฤติ ปฏิบัติ. มันมิได้หมายความว่า เราจะทำให้ได้มากเท่ากับ พระพุทธเจ้าทุกคนไป แต่เราอาจจะทำให้เหมือนได้โดยไม่มี ผิด ในระดับใดระดับหนึ่ง ตามความสามารถของเรา. เมื่อ เรามีความสะอาดบริสุทธิ์ในใจ มีความสว่างไสวแจ่มแจ้งในใจ มีความสงบเย็นในใจ นั่นแหละคือองค์พระพุทธเจ้าได้เสด็จ เข้ามาอยู่ในหัวใจของเราเสียเองแล้ว เราจึงถึงองค์พระพุทธ-

น.105 ๘๘ เจ้าจริง ๆ ได้ด้วยเหตุนี้. ถ้าเรียกกลับกัน ก็แปลว่าเรานั่ง แวดล้อมรอบ ๆ องค์พระพุทธเจ้าได้ด้วยเหตุนั้น ดังนี้เป็นต้น; นี้คือลักษณะของบุคคลผู้เป็นพุทธบริษัท มีความสะอาด สว่าง สงบ อยู่ในใจ เป็นองค์พระพุทธเจ้าอยู่ในใจ หรือนั่ง แวดล้อมรอบ ๆ พระพุทธเจ้าก็ตาม, คนประเภทที่นั่งแวดล้อมรอบ ๆ พระพุทธ- เจ้าได้แล้ว นี้ ได้รับรสอันประเสริฐสุดของความเป็นพระ- พุทธเจ้า ประจักษ์ใจแก่ตนเอง จึงมีศรัทธาความเชื่อความ เลื่อมใสมั่นคง เป็นอจลสัทธา ไม่หวั่นไหวในพระพุทธใน พระธรรม ในพระสงฆ์ ซึ่งที่แท้มีลักษณะอย่างเดียวกัน. ศีล ของเขาเป็นไปได้โดยง่าย เพราะอำนาจของศรัทธาที่มีความ เข้าถึงองค์พระพุทธเจ้า ; จึงไม่เป็นการยากที่จะรักษาศีล จึง มีศีลบริสุทธิ์ผุดผ่องดี, รวมกันแล้วเรียกว่า มีลักษณะเป็นผู้เข้า ถึงกระแสแห่งพระนิพพาน ที่เรียกว่าพระโสดาบัน คือผู้ถึง กระแสต้นเงื่อนแห่งพระนิพพานได้เป็นอย่างน้อย ดังนี้. นี้ เรียกว่า เป็นผู้หายจากโรคในทางวิญญาณเข้ามาระดับหนึ่งแล้ว จึงมีความพอใจเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

น.106 ๘๙ ในชนิดที่เป็นอจลสัทธา ไม่มีพญามารตนใดจะมาโยคคลอน สัทธาของบุคคลนั้นให้หวั่นไหวต่อไปได้ ดังนี้. ถ้าพิจารณากันดู ใน ส่วนที่บุคคลนี้หายจาก โรคทางวิญญาณ อย่างไรแล้ว ก็จะพบว่าบุคคลที่ว่านี้อย่าง น้อยก็จะต้องละ สักกายทิษฐิ คือความถือตัวตนชนิดหยาบ ๆ เสียได้, และจะละ วิจิกิจฉา คือความลังเลที่ทำให้จิตใจ อ่อนแอต่าง ๆ เสียได้ ; มีความแน่ใจว่าชีวิตนี้คืออะไร จะต้อง จัดต้องทำอย่างไร, มีที่สุดหรือจุดหมายปลายทางอย่างไร. ปฏิปทาที่เรายึดถือไว้ปฏิบัตินั้น ถูกต้องแน่นอน, หลักเกณฑ์ อันนั้นใช้เป็นที่พึ่งได้, พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็น วัตถุที่ตั้งของจิตใจที่จะเป็นที่พึ่งได้, ปฏิปทาในพระพุทธศาสนา สามารถจะนำออกไปสู่ความดับทุกข์สิ้นเชิงได้จริง ดังนี้เป็นต้น เรียกว่าไม่มีวิจิกิจฉาใด ๆ ในตัวของตัวเอง สามารถที่จะมี กำลังใจอันเข้มแข็ง ปฏิบัติหน้าที่ที่ควรปฏิบัติให้ลุล่วงไปได้ ด้วยดี ; และจะสามารถละ สีลัพพตปรามาส ได้ด้วยอีกอย่าง หนึ่ง. สีลัพพตปรามาสนี้ ถ้าจะแปลเป็นไทย ๆ กันแล้ว ก็ ควรจะแปลว่าความป่าเถื่อน ! สีลัพพตปรามาสนี้ แปลตามตัว

น.107 ๙๐ หนังสือว่า ลูบคลำสีลพรต หมายความถึงการที่เข้าใจในศีล และวัตร คือข้อปฏิบัติต่าง ๆ ผิดจากความเป็นจริง แล้วก็ ปฏิบัติไปอย่างงมงาย. แต่ความหมายที่แท้จริงนั้น ต้องหมาย กว้างออกไปถึงความโง่เง่า งมงาย ของคนสมัยป่าเถื่อนทุก ชนิดรวมอยู่ด้วย คือว่าคนที่โง่เง่างมงายสมัยหนึ่งนั้น มีความ เข้าใจผิดในการที่จะดับทุกข์ของตน หรือในการปฏิบัติหน้าที่ การงานของตน แต่แล้วก็ยังเข้าใจว่าเป็นของถูก ; นี่เป็นความ งมงาย ถือที่พึ่งผิด ๆ ถือที่พึ่งภายนอกมีผีสางเทวดา เป็นต้น, ชนิดที่ไม่อาจเป็นที่พึ่งได้จริง ก็นำเอามาเป็นที่พึ่ง. ตลอดถึง การประดิษฐ์ประดอยพิธีรีตองต่าง ๆ นานา ตามประสาคนโง่ ขึ้นยึดถือไว้อย่างเหนียวแน่น ไม่ยอมปล่อยวางดังนี้แหละ ที่ รวมเรียกว่าลักษณะของความเป็นป่าเถื่อน ซึ่งอย่างน้อยจะ ต้องรวมไว้ในคำว่า สีลัพพตปรามาส อย่างเดียวกัน. เขาต้อง ละสิ่ง ๆ นี้เสียก่อน จึงจะเป็นคนที่แรกถึงกระแสแห่งพระ นิพพาน หรือพระโสดาบันได้. ถ้ายังไม่ละความเข้าใจผิดข้อ นี้อยู่เพียงใดแล้ว เรียกว่าคนที่ยังไม่ลืมตา. คนที่ลืมตา คือ

น.108 ๙๑ คนที่มองเห็นลู่ทางของพระนิพพาน จนไม่อาจหลงทางอีกต่อ ไปนั้น. จะต้องหมดจากโรคร้ายทางวิญญาณเหล่านี้เสียก่อน, ลองพิจารณาดูเถิดว่า ถ้าคนเรา เพียงแต่เป็น พระโสดาบัน อันเป็นพระอริยบุคคลชั้นต้นที่สุด เท่านั้น ก็ยังละความถือตัวถือตนเสียได้ ละความเคลือบ- แคลงลังเลในชีวิตของตนเสียได้ ละความโง่เง่างมงายต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับปฏิปทา การปฏิบัติเพื่อความรอดพ้นเสียได้ ดังนี้ แล้ว จะน่าชื่นอกชื่นใจสักเท่าไร จะเป็นคนที่ปราศจากการ เสียบแทงของโรคในทางวิญญาณมานน้อยเพียงใดยิ่ง พิจารณา ไปก็จะยิ่งเห็นด้วยตนเอง และจะยิ่งพอใจในพระธรรมของ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าที่รักษาโรคทางวิญญาณ แม้แต่ใน ระดับแรกเท่านั้น ก็มีคุณค่าสูงประเสริฐเหลือที่จะกล่าวได้เสีย แล้ว ; ท่านจึงได้ถือกันเป็นหลักทั่ว ๆ ไปว่า การเป็นเพียง พระโสดาบันเท่านั้น ประเสริฐยิ่งไปกว่าสมบัติจักรพรรดิทั้ง หลายรวมกันเสียอีก เพราะปราศจากความเสียบแทงในทาง วิญญาณนี้เอง. สมบัติจักรพรรดินั้นยิ่งมีมากเท่าไร ก็ยิ่งเกิด การเสียบแทงในทางวิญญาณมากขึ้นเท่านั้น ; แต่สมบัติพระ

น.109 ๙๒ โสดาบันนี้ ยิ่งมีมากเท่าไร ก็ยิ่งไม่มีการเสียบแทงในทาง วิญญาณมากขึ้นเท่านั้น, เป็นการหายจากโรคทางวิญญาณ ใน ลักษณะเช่นนี้. นี่เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าพระพุทธเจ้า ท่านเป็นแพทย์อันสูงสุดอย่างไร และธรรมะนั้นเป็นโอสถอัน ประเสริฐสำหรับโลกทุก ๆ โลก ทุก ๆ ระดับได้อย่างไร เรา ได้พอใจในการที่จะรู้เรื่องยารักษาโรคของโลกกันโดยละเอียด. ตามธรรมดา ยารักษาโรคนั้น ย่อมมีอยู่เป็น ๒ ประเภท ด้วยกัน โดยหลักใหญ่ ๆ คือยาประเภทหนึ่ง ป้อง กันไม่ให้เกิดโรค, ยาอีกประเภทหนึ่ง สำหรับแก้โรคที่เกิดขึ้น แล้วโดยเฉพาะ. ยาประเภท Tonic หรือประเภทอายุวัฒนะ นั้น เป็นยาป้องกันโรคโดยตรง เป็นการบำรุงรักษาอนามัย ให้ปกติให้เข้มแข็ง ให้ต่อต้านโรคต่าง ๆ ได้ นี้เป็นยากันโรค ประเภทหนึ่ง. ส่วนเมื่อโรคอันใดเกิดขึ้นเป็นโรคแล้ว ก็จะ ต้องใช้ยาเฉพาะโรค นี้เป็นยาแก้โรคประเภทหนึ่ง. ธรรม โอสถสำหรับโลก ก็มีลักษณะเช่นนั้น : ธรรมโอสถประเภท หนึ่ง มีลักษณะป้องกันกิเลส หรือความทุกข์ไม่ให้เกิดขึ้น ;

น.110 ๙๓ ธรรมโอสถอีกประเภทหนึ่ง ก็ทำลายล้างกิเลส หรือความทุกข์ ที่เกิดอยู่แล้วให้สูญหายไป ในลักษณะที่ตรงกันเป็นคู่ ๆ ดังนี้. ในบรรดา ธรรมะที่ป้องกันกิเลส แล้ว ก็ไม่มี อะไรมากไปกว่าสิ่งที่เรียกว่า "วิชชา" หรือ "สัมมาทิฏฐิ" หรือความรู้ที่เป็นการรู้ว่าอะไรเป็นอะไร แล้วประพฤติปฏิบัติ ให้ถูกต้อง ในลักษณะที่จะป้องกันไม่ให้กิเลสเกิดขึ้น และใน ลักษณะที่จะละกิเลสที่เกิดขึ้นแล้ว. การที่มีธรรมะประเภทนี้ไว้ ก็เพื่อไว้ใช้เป็นหลักปฏิบัติทั่ว ๆ ไป ในขณะที่ยังไม่มีกิเลส หรือความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งปรากฏขึ้น ด้วยเหตุฉะนี้ แหละ พุทธบริษัทเราจึงมีระเบียบประเพณี หรือถึงกับเป็น วัฒนธรรมด้วยซ้ำไป ที่จะสวดมนต์ภาวนาในลักษณะที่ถูกต้อง ที่จะทำจิตใจที่เรียกว่า กรรมฐาน ในลักษณะที่ถูกต้องอยู่เป็น ประจำวัน ประจำคืน เพื่อป้องกันโรคในทางวิญญาณ อัน ได้แก่กิเลสและความทุกข์นั้น. ทีนี้ถ้าหากว่ามีโรคอะไรในทางวิญญาณเกิดขึ้น เหลือ วิสัยที่จะแก้ไขลำพังตนเองได้, ถ้าเป็นครั้งพุทธกาล ก็วิ่งไปหา พระพุทธเจ้า ถ้าเป็นเดี๋ยวนี้ก็วิ่งไปหาครูบาอาจารย์ที่เชี่ยวชาญ

น.111 ๙๔ เพื่อจะได้แก้ไขกิเลส หรือความทุกข์อันนั้นให้สิ้นไป รับข้อ ปฏิบัติโดยเฉพาะมาสำหรับการแก้ไขโรคหรือกิเลสนั้น ๆ โดย เฉพาะ, ด้วยเหตุฉะนี้แหละ จึงกล่าวได้ว่ามีธรรมะ ที่เป็นโอสถสำหรับโลก เกิดขึ้นในโลก. สำหรับพุทธบริษัทเรานั้น ควรจะภาคภูมิใจอยู่ข้อ หนึ่ง คือข้อที่ว่า พระพุทธศาสนานี้ ยิ่งพิจารณาไปเท่าไร ยิ่งทนต่อการพิสูจน์ ; ยิ่งศึกษาไปในแง่ของประวัติศาสตร์ มากขึ้นเพียงใด ก็จะยิ่งภาคภูมิใจว่าเป็นสิ่งที่เกิดมาด้วยเหตุผล, เป็นสิ่งที่เกิดมาในลักษณะ ที่ถูกต้องเหมาะสมทุก ๆ ประการ. อาตมาอยากจะขอร้องให้พิจารณากันสักหน่อยหนึ่ง ถึงวาระที่ เกิดขึ้นของพระพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย : พึงเข้าใจว่า ก่อนพุทธศาสนาเกิดขึ้นนั้น ประเทศอินเดียหรือชมพูทวีปใน ครั้งนั้น ปกคลุมไปด้วยคำสั่งสอนชนิดที่เรียกว่าเข้าใจยากหรือ ปนเปกันสับสน เป็นไปเพื่อความงมงายอย่างยิ่ง. ข้อนี้ได้แก่ คำสอนที่ออกมาจากคัมภีร์พระเวทย์ของพวกเก่าแก่โบราณ ซึ่ง มีอยู่ในประเทศอินเดียนั้น ทำให้เกิดความเชื่ออย่างงมงาย ไม่เป็นที่พอใจแก่บุคคลผู้มีสติปัญญายิ่งขึ้นทุกที จนถึงกับเรียก

น.112 ๙๕ ว่าเป็นยุคระส่ำระสายในทางจิต หรือทางวิญญาณ หรือใน ทางปรัชญาก็ตามเถิด. ในที่สุดก็เกิดปฏิกิริยาขึ้นมาอย่างน่า ตกใจ คือว่าเมื่อคนเหล่านั้นไม่พอใจในลัทธิแห่งความเชื่อและ การอ้อนวอนต่าง ๆ ที่มีอยู่ในครั้งนั้น พวกหนึ่งก็ไถลดิ่งไปทาง หนึ่ง คือถือเอาความสุขทางวัตถุเป็นที่พึ่ง มองเห็นความสุข ทางเนื้อทางหนังเป็นสรณะ ถือว่าถ้าได้สิ่งนี้แล้ว ก็เป็นสิ่งที่ ประเสริฐสุดที่มนุษย์ควรจะได้ จึงได้ประพฤติปฏิบัติเป็นไปใน ทางกามารมณ์ ถือเอากามารมณ์เป็นสรณะ ถึงกับบัญญัติ กามารมณ์นั้นว่าเป็นเครื่องดับทุกข์ คือพระนิพพานไปก็มี. เรา จะค้นพบได้จากพระคัมภีร์ทางพุทธศาสนาของเรานี้เอง เช่น ในสูตรบางสูตรที่กล่าวถึงทิฏฐิ ๖๒ ประการนั้น ๑ มีการกล่าว ถึงมิจฉาทิฏฐิพวกหนึ่ง ซึ่งถือเอากามารมณ์เป็นนิพพาน. ลัทธิ นี้เรียกว่า โลกายตะ. ศาสดาชื่อว่า จาระวากะ. ในบาลี ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ใช้คำว่า กามสุขัลลลิกานุโยค หมายถึง ลัทธิที่ถือเอากามารมณ์เป็นสรณะนี้พวกหนึ่ง. ส่วนอีกพวกหนึ่ง กระเด็นไปทางตรงกันข้าม คือต้องการจะทรมานร่างกายจิตใจ ๑. บาลี พรหมชาลสูตร สีล. ที. ไตร. ๙/๑๖/๒๖.

น.113 ๙๖ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อจะให้กิเลสเหือดแห้งไป จึงจะ ถือว่าเป็นการพ้นจากความทุกข์ นี้เป็นพวก อัตตกิลมถานุโยค. พระพุทธเจ้าเองเมื่อออกผนวชใหม่ ๆ ก็ทรงลองปฏิบัติลัทธิ อย่างนี้ครบถ้วนบริบูรณ์หมดทุกอย่าง ดังที่ปรากฏในบาลี มหาสีหนาทสุตร ๑ เป็นต้น แต่แล้วพระองค์ก็ทรงพบว่าเป็นการ ผิดทั้งสองทาง. จึงได้ทรงค้นหาตามลำพังพระองค์เอง ในที่สุด ก็พบธรรมะที่เป็นตัวพระพุทธศาสนาที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิ- ปทา ถึงกับพระองค์ทรงย้ำว่า "ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ" อย่างนี้เรื่อยไป ว่าเป็นสิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาแต่กาลก่อน ไม่ใช่เป็นธรรมะที่รับมาจากผู้ใด. พุทธศาสนาเกิดขึ้นมาใน ฐานะเป็นปฏิกิริยาอันใหญ่หลวง จากการระส่ำระสายของลัทธิ ธรรมในประเทศอินเดียในสมัยนั้น ดังนี้. สิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสเรียกว่า สิ่งที่รู้ด้วยพระองค์ เอง ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาแก่กาลก่อนนั้น ก็คือมัชฌิมาปฏิ- ปทา ดำเนินแต่สายกลาง เรียกว่าอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ เป็นโอสถสำหรับโลกที่ทนต่อการพิสูจน์ได้จริง ๆ ไม่เป็นยา ๑. บาลี มหาสีหนาทสูตร มู. ม. ๑๒/๑๕๕/๑๗๗.

น.114 ๙๗ เสพติด. ข้อนี้จะต้องใคร่ครวญดูอย่างละเอียด ว่าศาสนาส่วน มากถูกกล่าวหาว่าเป็น Opiate คือเป็นยาเสพติด ยาเบื่อเมา ของโลก ทำให้คนเสียเวลา ทำให้คนไร้ประโยชน์ พลาด จากประโยชน์ที่ควรจะได้ นี่ก็เป็นความจริงอยู่เป็นส่วนมาก. แต่ว่าเหตุผลหรือคำกล่าวหานั้น จะนำมาใช้กับพระพุทธศาสนา ไม่ได้อย่างแน่ ๆ ถ้าหากได้พิจารณาดูจนเข้าใจโดยถ่องแท้ว่า ว่าพระพุทธศาสนานั้นมีหลักอยู่อย่างไร. เราทุก ๆ คนควรจะ ยอมรับหลักมัชฌิมาปฏิปทา หรืออริยมรรคมีองค์แปด ว่านี้ แหละคือตัวแท้ของพระพุทธศาสนา. เป็นธรรมโอสถสำหรับ โลก, ทนต่อการพิสูจน์และไม่เป็นยาเสพติด ! มัชฌิมาปฏิทา นั้น พระองค์ทรงระบุไว้ว่าประกอบ ไปด้วยองค์แปด. ถ้าเป็นยา ก็เป็นยาที่ประกอบขึ้นด้วยส่วน ผสม ๘ ส่วน. ส่วนที่หนึ่งเรียกว่า สัมมาทิฏฐิ แปลว่าความ เข้าใจอันถูกต้อง, ส่วนที่สองเรียกว่า สัมมาสังกัปปโป ความ ปรารถนาใฝ่ฝันที่ถูกต้อง, ส่วนที่สามเรียกว่า สัมมาวาจา การ พูดจาอันถูกต้อง, ส่วนที่สี่เรียกว่า สัมมากัมมันโต การประกอบ การงานที่ถูกต้อง, ส่วนที่ห้าเรียกว่า สัมมาอาชีโว การดำรง

น.115 ๙๘ ชีวิตหรือเลี้ยงชีวิตที่ถูกต้อง, ส่วนที่หกได้แก่ สัมมาวาโยโม ความพากเพียรพยายามในวิถีทางที่ถูกต้อง, ส่วนที่เจ็ดเรียก สัมมาสติ ได้แก่มีสติรำลึกควบคุมตัวเองไว้ในทางที่ถูกต้อง, ส่วนที่แปดเรียก สัมมาสมาธิ คือการดำรงจิตให้อยู่ในลักษณะ ของสมาธิที่ถูกต้อง. รวมความแล้วก็คือความเข้าใจถูกต้อง นำ ให้เกิดความปรารถนาใฝ่ฝันที่ถูกต้อง, เมื่อมีความปรารถนา ใฝ่ฝันเป็นไปถูกต้องหรือถูกทางแล้ว การพูดจาก็ตาม การ ประกอบการงานก็ตาม การดำรงชีวิตเลี้ยงชีวิตก็ตาม หรือ ความพากเพียรก็ตาม ย่อมเป็นไปถูกต้อง ; และเมื่อมีสติ รำลึกควบคุมความถูกต้องนั้นไว้ได้เสมอไปแล้ว ก็ไม่ต้องสงสัย ในการที่จะไม่ดำเนินไปอย่างถูกต้อง. ยิ่งเมื่อมีสมาธิ คือความ ปักใจดำรงใจแน่วแน่ ตั้งมั่นในทางที่ถูกต้อง ผลที่สุดก็จะ ประสบสิ่งที่ตนปรารถนา คือการแผดเผากิเลสหรือตัณหาให้ สูญสิ้นไป, ทำให้เกิดภาวะคือความสะอาด สว่าง สงบเย็น เป็นความไม่มีทุกข์ขึ้นมาในใจดังนี้. นี้เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา. ไม่มากเกินไป และก็ไม่น้อยเกินไป. ไม่ตึงเกินไป และก็ไม่ หย่อนเกินไป.

น.116 ๙๙ เรากล้าท้าให้พิสูจน์ ว่า ความทุกข์ยากลำบาก และวิกฤติการณ์ต่าง ๆ ในโลกนี้ ที่เป็นส่วนบุคคลก็ตาม ส่วน รวมก็ตาม อย่างไหนบ้างที่ไม่สามารถจะแก้ไขให้หายไปได้ ด้วยยาอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้. เรากล้ายืนยันว่าจะ เป็นปัญหาเรื่องโลก ๆ ก็ตาม จะเป็นปัญหาเรื่องในทางธรรม ก็ตาม ย่อมแก้ไขให้หายไปได้ด้วยหลักอันนี้. ประโยชน์โลก นี้ ประโยชน์โลกหน้า ประโยชน์สูงสุดกล่าวคือพระนิพพาน ก็ตาม ย่อมจะมีเต็มขึ้นมาได้ด้วยการประพฤติกระทำเช่นนี้. นี้คือลักษณะแห่งการท้าทายว่าทนต่อการพิสูจน์ ขยายความ ออกไปได้จนถึงกับว่า จะนำไปใช้กับบุคคลใดก็ได้ จะไปใช้ ที่มุมโลกไหนก็ได้ จะใช้ในยุคไหน ในอดีต อนาคต ปัจจุบัน ก็ได้ และยิ่งกว่านั้นยังอาจนำไปใช้ได้ได้แม้ในนิริยโลก เทว- โลก มารโลก พรหมโลก, หรือโลกไหนก็ตาม ถ้าหากจะมี อยู่ โดยกล้ากล่าวว่า ในบรรดาสิ่งที่มีชีวิตทั้งปวงแล้ว ความ ทุกข์ยากหรือกิเลสย่อมมีอยู่ในลักษณะอย่างเดียวกัน ! และ ย่อมแก้ไขให้หายได้ด้วยโอสถอัน ประเสริฐในพระพุทธศาสนา ไม่ทำให้เกิดการเสพติด คือโง่เขลางมงายแต่ประการใด สม

น.117 ๑๐๐ ควรที่จะใช้เป็นหยูกยาสากลสำหรับโลก เรียกว่า ธรรมโอสถ สำหรับโลกได้โดยแน่แท้. ปัญหาสุดท้ายเหลืออยู่ตรงที่ว่า เราจะทำให้เกิด อริยมรรคมีองค์แปดนี้ ขึ้นมาได้อย่างไร จะได้ชื่อว่า เราเป็นผู้มียาหม้อใหญ่ที่จะป้องกันและรักษาโรคได้โดยสิ้นเชิง ขอให้พุทธบริษัทเรามีความสนใจกับใจความสำคัญของพระ- พุทธศาสนาในข้อนี้ให้มาก. ถ้าเรามีวิธีสนใจและศึกษาให้ถูก ทางแล้ว จะไม่เป็นของยากเลย. ขอให้เข้าใจว่าบุคคลใน ประเทศอินเดียในสมัยพระพุทธเจ้านั้น ก็ไม่ได้ฉลาดวิเศษ อะไรไปกว่าคนในสมัยนี้. และยิ่งกว่านั้นเรายังจะเห็นได้จาก หลักฐานในพระบาลีนั่นเองว่า คนเหล่านั้นก็แทบจะไม่รู้หนัง- สือ. คนในสมัยพระพุทธเจ้านั้นหายากที่สุดที่จะรู้หนังสือ. เพราะเหตุใด ? เพราะเหตุว่ายังไม่มีการเรียนหนังสือ ยังไม่มี การใช้หนังสือ ยังไม่มีวัตถุที่เป็นสิ่งพิมพ์หรือเป็นเครื่องตีพิมพ์ ดังนี้เป็นต้น. เขาไม่มีความจำเป็นจะต้องรู้หนังสือ ! แต่แล้ว ในที่สุดก็ยังสามารถรับเอาธรรมะของพระพุทธเจ้าไปได้ บรรลุ มรรคผลข้อใดข้อหนึ่งได้ หรือทั้งหมดก็ได้. ทั้งนี้ก็เพราะความ

น.118 ๑๐๑ สนใจที่แท้จริง มีการประพฤติการกระทำที่ถูกต้องสมควรแก่ ธรรมนั่นเอง. อาตมาอยากจะยืนยันว่า ถ้าพวกเราสมัยนี้มีการ กระทำที่ถูกต้อง หรืออย่างน้อยที่สุดก็มีความสนใจให้ถูกวิธี แล้ว เชื่อว่าจะได้ผลเป็นอย่างเดียวกันกับสมัยพุทธกาล. ถ้า อาตมาจะได้ใช้วิธีอธิบายตามอัตโนมัติบ้างในข้อนี้หวังว่าจะได้ รับอภัย. เพราะเหตุว่าเวลามีน้อย ไม่สามารถจะบรรยายเรื่อง ใดให้ละเอียดได้ จึงต้องรวบรัด. เมื่อให้มีการรวบรัด อาตมา ก็จะขอชี้ชวนให้เลยไปสนใจในหลักพิเศษบางอย่าง ที่พระ- พุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้เอง. พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า สัมมา- ทิฏฐิ ความเข้าใจหรือความเห็นอันถูกต้องนั้น เป็นเหมือนรุ่ง อรุณของพระนิพพาน หมายความว่ารุ่งอรุณนั้น เป็นนิมิตอัน แสดงว่าเที่ยงวันจะต้องมาถึง : ถ้าเราเห็นรุ่งอรุณแล้ว เราก็แน่ ใจต่อเวลาเที่ยงวัน. ข้อนี้ฉันใด ถ้าเรามีสัมมาทิฏฐิซึ่งเป็น เสมือนรุ่งอรุณของพระนิพพานแล้ว พระนิพพานก็จะต้องมีมา โดยแน่นอนฉันนั้น. เพราะฉะนั้นเราจงสนใจในเรื่องที่เรียก ว่า สัมมาทิฏฐิ นี้กันให้มากเป็นพิเศษเถิด. ความยุ่งยากต่าง ๆ

น.119 ๑๐๒ ที่เกิดอยู่เป็นส่วนตัวในครอบครัวก็ตาม, ในบ้านในเมืองใน ประเทศชาติ หรือในโลกก็ตาม ล้วนแต่มีมูลเหตุมาจากการ ขาดสัมมาทิฏฐินี้ทั้งนั้น. พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า "สมฺมาทิฏฐิสมาทานา สพฺพํ ทุกฺขํ อปฺจจคุํ ซึ่งแปลว่าสัตว์ทั้งปวง ล่วงพ้น จากความทุกข์ทั้งปวงได้โดยอำนาจสัมมาทิฏฐิ ดังนี้. เราจง พิจารณาดูให้ดี ท่านทรงใช้คำว่าสัตว์ทั้งปวง, ท่านทรงใช้คำ ว่าทุกข์ทั้งปวง. และว่าทุกข์ทั้งปวงสิ้นไปด้วยอำนาจของสัมมา- ทิฏฐิ. สัมมาทิฏฐินี้ นอกจากจะเป็นรุ่งอรุณของนิพพานแล้ว ยังเป็นรุ่งอรุณของกุศลธรรมทั้งหลายอีกด้วย คือสัมมาทิฏฐินี้ เป็นตัวนำที่ดี คือนำให้เกิดธรรมะชื่ออื่นตามขึ้นมาอย่างครบ ถ้วน. พระองค์ตรัสว่า "สมฺมาทิฏฐิสฺส ภิกฺขเว สมฺมาสงฺกปฺโป ปโหติ, สมฺมาวาจา ปโหติ" ดังนี้เป็นต้น” ในบาลีจัตตารี่สก- สูตร ๑ ซึ่งมีใจความว่า สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา เป็นต้น ของบุคคลผู้มีสัมมาทิฏฐินั้นย่อมบริบูรณ์. หรือถ้ากล่าวกลับกัน อีกทางหนึ่งว่า เมื่อมีสัมมาทิฏฐิบริบูรณ์แล้ว สัมมาสังกัปปะ ๑. บาลี มหาจัตตารีสกสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๑๘๗/๒๗๙.

น.120 ๑๐๓ คือความปรารถนาใฝ่ฝันที่ถูกต้องก็จะบริบูรณ์ตาม, การพูดจา ที่ถูกต้องก็จะบริบูรณ์ตาม, การทำงานที่ถูกต้องจะบริบูรณ์ตาม, การเลี้ยงชีวิตชอบก็จะบริบูรณ์ตาม, การพยายามชอบก็จะ บริบูรณ์ตาม. การมีสติสัมปชัญญะโดยชอบก็จะบริบูรณ์ตาม. การมีสมาธิมั่นชอบก็จะบริบูรณ์ตาม. การมีญาณหรือความ รู้ชอบก็จะบริบูรณ์ตาม. สัมมาวิมุติ การหลุดพ้นชอบก็จะ บริบูรณ์ตาม. ทั้งนี้ ด้วยอำนาจของสัมมาทิฏฐิ โดยถือว่า สัมมาทิฏฐิเป็นตัวนำ. ถ้าเราพิจารณากันในข้อนี้ก็จะเห็นจริง ว่า ถ้าขาดความเข้าใจหรือความรู้อันถูกต้องเสียแล้ว สิ่งต่างๆ ก็จะดำเนินไปผิดหมด. โดยนัยนี้ เราจึงเห็นพ้องกับพระพุทธ- เจ้า โดยไม่มีข้อยกเว้นแต่ประการใด ในข้อที่พระพุทธองค์ ตรัสว่า เมื่อสัมมาทิฏฐิบริบูรณ์แล้ว องค์มรรคอีก ๗ องค์ที่ เหลือก็จะบริบูรณ์ตาม และผลคือญาณและวิมุติก็บริบูรณ์ตาม ดังนี้เป็นต้น : เราจึงควรสนใจในสิ่งที่เรียกว่าสัมมาทิฏฐินี้ให้ บริบูรณ์ยิ่งขึ้นไปอีก คำว่าสัมมาทิฏฐิ นี้ ตามตัวหนังสือแปลว่า ความ เห็นหรือความเข้าใจอันถูกต้อง. ถูกต้อง ก็คือตรงตามที่เป็น

น.121 ๑๐๔ จริง ว่าสิ่งอะไรเป็นอะไร. อย่าได้หลงดีเป็นชั่ว หลงเห็นผิด เป็นชอบ, อย่าได้หลงเห็นกงจักรเป็นดอกบัว, ดังนี้เป็นต้น. การที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรนั้น หมายถึงการรู้ว่าควรทำอย่างไร ควรปฏิบัติอย่างไรต่อสิ่งนั้น ๆ และผลจะเกิดขึ้นอย่างไร นั้น เป็นใจความสำคัญ. สัมมาทิฏฐิ นั้น โดยทั่วไปในพระบาลี จำแนกเป็น การรู้ว่าอะไรเป็นทุกข์ อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ อะไรเป็น สภาพแห่งความไม่มีทุกข์ที่แท้จริง และอะไรเป็นวิธีที่จะให้ได้ มาซึ่งความไม่มีทุกข์นั้น, นอกจากนั้น ยังมีการจำแนกสัมมาทิฏฐิเป็นอย่างอื่น เช่นจำแนกเป็นการเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา : เห็นว่าสิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทำความหนักอก หนักใจให้แก่บุคคลที่เข้าไปยึดถือว่าเป็นเจ้าของ, และมีลักษณะ ไม่เชื่อฟังใคร ไม่อยู่ในอำนาจของใคร. ทั้งไม่เป็นตัวของมัน เอง. แต่เป็นไปตามอำนาจเหตุตามอำนาจปัจจัย ไม่เป็นไป ตามความปรารถนาของผู้ใดทั้งสิ้น, ดังนี้ก็มี.

น.122 ๑๐๕ สัมมาทิฏฐิ ในที่บางแห่ง ระบุให้รู้ลักษณะของกรรม คือการกระทำและผลที่บังเกิดขึ้นจากการกระทำ เป็นกรรมดี กรรมชั่ว ผลดีผลชั่ว, และวิธีที่จะทำจิตให้ขึ้นสูงเหนือ อำนาจของกรรม ไม่เกี่ยวข้องกับผลกรรม ทั้งที่ดีและชั่วอีก ต่อไป ดังนี้ก็มี. ในที่บางแห่ง ทรงจำแนกสัมมาทิฏฐิไว้เป็นลักษณะ ของการรู้ปฏิจจสมุปบาท คือแสดงให้รู้ตามลำดับ ๆ ว่าทุกข์ เกิดมาจากอะไร, เห็นว่าเกิดมาจากชาติ ภพ อุปาทาน ตัณหา จนกระทั่งเห็นว่าเกิดมาจากอวิชชา : จะดับไปก็เพราะการดับ ตามลำดับ กระทั่งดับอวิชชา ดังนี้ก็มี. แต่ถ้าเราจะพิจารณากันโดยนัยทั้งหมดนี้แล้ว ก็จะ กว้างขวางพิสดารจนเหลือที่จะวิสัชนาให้หมดได้ ในโอกาสอัน น้อยนี้ อาตมาจึงขอย้ำในข้อที่ว่า เราควรจะมี วิธีลัด ๆ สั้น ๆ ที่ทำให้เข้าถึงตัวสัมมาทิฏฐิได้โดยเร็ว ชนิดที่ อยู่ในวิสัยหรือความสามารถของบุคคลทุกคน แม้ที่ไม่รู้หนังสือ เช่นเดียวกับ พระอรหันต์ส่วนมากครั้งพุทธกาลไม่รู้หนังสือ. บาง องค์ก็เป็นคนแก่เฒ่า งก ๆ เงิ่น ๆ ได้ฟังพระธรรมคำสั่งสอน

น.123 ๑๐๖ ของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็เป็นพระอรหันต์ได้ที่ตรงนั้นเอง คือ ตรงพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเอง ดังนี้เป็นต้น. นี่เพราะอำนาจแห่งอะไร ? นี่ก็เพราะอำนาจ ของสัมมาทิฏฐิที่ ดำเนิน ไปถูกทางดังกล่าวแล้ว ว่าเป็นอย่างลัด ๆ สั้น ๆ. สัมมาทิฏฐิที่ว่าลัด ๆ สั้น ๆ นั้น ได้แก่สรุป ความหมายของความรู้ ความเห็น หรือความเข้าใจอันถูกต้อง ว่าหมายถึง รู้ หรือเห็น หรือเข้าใจ ว่าอะไรเป็นอย่างไรโดย แท้จริง. ถ้าสรุปให้สั้นที่สุดกันแล้ว อาตมาอยากจะยืนยันว่าได้ แก่ความรู้ ความเห็น หรือความเข้าใจ อันถูกต้อง ในข้อที่ว่า "ไม่มีอะไรที่น่าเอาและน่าเบ็น" . ประโยคสั้น ๆ ว่า "ไม่มี อะไรที่น่าเอาและไม่มีอะไรที่น่าเป็น" นี้เท่านั้น เป็นใจความ สำคัญ ที่จะอมใจความของคำว่า สัมมาทิฏฐิ ไว้โดยสิ้นเชิง. ความรู้ความเข้าใจถูกต้องว่า "ไม่มีอะไรที่ น่าเอาน่าเป็น" นี้ จำแนกได้ออกเป็นหลายทาง เช่นว่า ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น .ก็เพราะมีความหมายว่าทุกสิ่งมันเป็น "เชื้อโรค" มันเป็น "รังโรค". เมื่อมันล้วนแต่เป็นเชื้อโรค มันล้วนแต่เป็นรังโรค แล้วจะไปเอาไปเป็นเข้าอย่างไร . ทำไม

น.124 ๑๐๗ อาตมาจึงว่ามันเป็นเชื้อโรครังโรค ? เพราะว่าถ้าไปเอาเข้า แล้ว หรือไปเป็นเข้าแล้ว ก็เหมือนกับไปเพิ่มเชื้อเพลิงให้แก่ กิเลสตัณหาบ้าง หรือว่าเป็นการ ให้เชื้อเพลิงอันใหม่แก่กิเลส ที่ยังไม่เคยเกิดบ้าง. สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่น่าเอาไม่น่าเป็นเช่นนี้ โดยสรุปก็เพราะเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดังที่กล่าวมาแล้ว นั่นเอง. แต่ ประโยคว่า "ไม่มีอะไรน่าเอาและน่าเป็น" นี้ ก็มีอันตรายอยู่บ้างเหมือนกัน สำหรับบุคคลที่ฝั่งผิด ถ้าเข้าใจประโยคว่า "ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น" ผิดแล้ว ก็จะให้ โทษ เช่นเดียวกับที่ถ้าเข้าใจถูกต้องแล้ว จะให้คุณ. เพราะ ฉะนั้น เราจะต้องทำความเข้าใจในส่วนนี้กันให้มากเป็นพิเศษ. ในข้อแรก พิจารณากันถึง คำว่า "เอา" . ใน บรรดาสิ่งที่คนเราต้องการ จะเอา-จะเอา กันนั้น ถ้ากล่าว โดยสรุปแล้ว ก็หมายถึงมนุษย์สมบัติ หรือสวรรค์สมบัติ. มนุษย์สมบัติ หมายถึงสิ่งที่มนุษย์ปรารถนา: สวรรค์สมบัติ ก็หมายถึงสิ่งที่ทั้งมนุษย์และเทวดาปรารถนา. แต่แล้วในที่สุด ทั้ง ๒ สมบัตินี้ ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าความสุขสนุกสนาน

น.125 ๑๐๘ เอร็ดอร่อย ทางเนื้อ ทางหนัง. ทางตา ทางหู ทางจมูก ทาง ลิ้น ทางกาย และทางใจ. ความสุขที่เป็นอย่างมนุษย์สมบัตินั้น ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่ค่อยจะได้ตามความปรารถนา. ที่เป็นสวรรค์ สมบัตินั้น เป็นไปตามความปรารถนามากกว่า นี้เรียกว่าสิ่ง ที่สัตว์ทั่วไปจะเอา. แต่พึงเข้าใจไว้เสียด้วยว่า นิพพานสมบัติ นั้น หมายถึงความสงบที่เกิดมาจากการไม่เอาอะไรเลย : ต่อ เมื่อไม่เอาอะไรเลย จึงจะได้นิพพานสมบัตินั้นมา. ส่วน คำว่า "เป็น" นั้น หมายถึงการเป็นอะไร ๆ ตามที่มนุษย์หรือเทวดาต้องการจะเป็น. ถ้าจะเข้าใจในข้อนี้ดี ก็ต้องพิจารณาดูถึงความเป็น ที่เป็นกันอยู่จริง ๆ ตามที่มนุษย์ เราเป็น ๆ กันอยู่ : แล้วพิจารณาดูต่อไปให้เห็นจริงว่า ภาวะ อย่างไหนบ้างที่น่าเป็น. ตัวอย่างเช่นท่านทั้งหลายบางคนเคย เป็นบิดามาแล้ว จงพิจารณาดูเถิดว่า ความเป็นบิดานั้นน่าสนุก ที่ตรงไหน. คนหนุ่ม ๆ ที่ยังไม่เคยเป็นบิดาอาจจะรู้สึกว่าสนุก ก็ได้. แต่ถ้าคนที่เคยเป็นบิดามาเต็มที่แล้วก็คงจะสั่นหัวว่าไม่น่า สนุกเลย. การเป็นแม่ก็เช่นเดียวกัน ผู้ที่เคยเป็นแม่มาจนแก่ เฒ่าแล้วก็จะรู้สึกว่าน่าสันหัว . การเป็นบุตร ก็ไม่มีความน่า

น.126 ๑๐๙ สนุกที่ตรงไหน. พิจารณาต่อไปถึงการเป็นนาย กับการเป็น บ่าว. คู่นี้ก็ทำนองเดียวกัน : การเป็นนายจะน่าสนุกได้อย่าง ไรในเมื่อมีความรับผิดชอบมากมาย. การเป็นบ่าวก็ไม่น่าสนุก ในการที่จะต้องรับใช้. การเป็นลูกจ้างหรือนายจ้างก็ไม่สนุก แม้ที่สุดแต่การเป็นหญิงหรือการเป็นชาย ผู้ที่เข้าใจถึงความ หมายของการเป็นหญิงเป็นชายอย่างแท้จริงมาแล้ว ก็คงจะสั้น หัว. แม้การเป็นสามีภรรยาก็เช่นเดียวกัน : เมื่อคำนึงถึงการ ที่จะต้องประพฤติปฏิบัติให้สมบูรณ์ ตามหน้าที่ของสามีภรรยา แล้ว ก็คงจะต้องสั่นหัว พิจารณาถึงคู่ที่น่าสนใจต่อไปอีก คือการเป็นผู้แพ้ ผู้ชนะ : ความเป็นผู้แพ้นั้น ใคร ๆ ก็จะต้องสั่นหัว. แต่ถ้า พิจารณาดูให้ดี ความเป็นผู้ชนะก็ยังน่าสันหัวเช่นกัน เพราะ ว่าผู้ชนะย่อมจะต้องลงทุนมาก ! ผู้ชนะย่อมจะต้องประสพเวร ! ผู้ชนะจะต้องนอนไม่หลับยิ่งกว่าผู้แพ้ ! ดังนี้เป็นต้น. คู่ต่อไป คือผู้ถูกเอาเปรียบ และผู้เอาเปรียบเขา พิจารณาดูเถิด ผู้ถูก เขาเอาเปรียบนั้นคงไม่นึกสนุกแน่. แต่ผู้เอาเปรียบผู้อื่นได้ ตามความปรารถนาเล่า น่าสนุกไหม. ผู้ที่เคยรู้รสมาดีแล้ว

น.127 ๑๑๐ ก็ยังจะสั่นหัวเช่นเดียวกัน เพราะเป็นการนำมาซึ่งความยุ่งยาก ลำบากใจ ต้องระแวงภัยจะต้องตกเป็นผู้ถูกเอาเปรียบกลับคืน ในโอกาสหนึ่ง. ผู้ถูกเขาทำ และผู้กระทำเขาก็ตกอยู่ในทำนอง เดียวกัน. ที่นี้พิจารณากันในแง่อื่นต่อไปอีก คือการเป็นคน และการเป็นสัตว์; เป็นคนสนุกไหม ? เป็นสัตว์สนุกไหม ? เป็นสัตว์ก็มีแต่ความทุกข์ไปตามประสาสัตว์, เป็นคนก็มีความ ทุกข์ไปตามประสาคน. อีกคู่หนึ่งคือการเป็นมนุษย์และเทวดา : เป็นมนุษย์ ก็มีความทุกข์อย่างมนุษย์; เป็นเทวดา ก็มีความ ทุกข์อย่างเทวดา. ท่านทั้งหลายอาจเข้าใจตามที่เขาเข้าใจกัน โดยมากว่า เป็นเทวดาสนุก แต่ขอให้เข้าใจว่าเป็นเทวดา ก็ยังมีปัญหามากเท่า ๆ กับมนุษย์ ยังถูกกิเลสเสียบแทงมากเท่า กับมนุษย์. ยังมีปัญหาเรื่องความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตาย มากเท่า ๆ กับมนุษย์. พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ เองในที่แห่งหนึ่ง ๑ ว่า พวกเทวดาก็เดือดร้อนในข้อที่ว่าตาย แล้วจะไปเกิดที่ไหนดี, พวกเทวดาตายลง จะไปหาสุคติกันที่ ๑. บาลี อิติวุตตกะ ขุททกนิกาย ๒๕/๒๘๙ ๒๙๐/๒๖๑.

น.128 ๑๑๑ ไหน ? นี้ก็เป็นปัญหาหนักใจของพวกเทวดา. แต่ในที่สุดก็ ยุติว่ามนุษย์โลกนี้แหละ คือสุคติของเทวดา. เทวดาจึง ปรารถนาที่จะลงมาเกิดในมนุษย์โลก อันเป็นที่เกิดของพระ- พุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย เพื่อได้สิ่งเหล่านี้ ซึ่งใน เทวโลกไม่มี. มนุษย์โลกจึงเป็นสุคติของพวกเทวดา. ถ้า พิจารณาถึงคนบางเหล่า ที่หลงไหลในเทวโลกว่าเป็นสุคติ จน ทุ่มเท ทรัพย์สมบัติเพื่อเทวโลกตาม ความละเมอเพ้อฝันนั้นแล้ว จะเห็นได้ว่าอยู่ในลักษณะที่น่าสมเพชเพียงไร. พระพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสความข้อนี้ไว้เป็นเครื่องเตือนสติว่า สุคติ - สุคติ หรือโลกที่เป็นสุขนั้น หมายถึงที่ที่มีธรรมะของพระพุทธเจ้า หรือมีพระรัตนตรัยดังนี้เป็นต้น. พวกเทวดาผู้มัวเมาอยู่ใน กามสุขยิ่งไปกว่ามนุษย์ แล้วจะน่าเลื่อมใส น่าบูชาอย่างไร. ขอให้ลองคิดดูว่าจะน่าสนุกไหม ในการที่จะเป็นเทวดา ทีนี้ถ้าเราพิจารณาให้ละเอียดลึกซึ้งต่อไป ถึงข้อ ที่ว่าถ้าเป็นมนุษย์เป็นเทวดา หรือเป็นสัตว์ไม่น่าสนุกแล้ว ลองเป็นก้อนดิน ก้อนหินกันดูบ้าง ดังนี้จะสนุกไหม ? เป็น ต้นผักต้นหญ้า เป็นมดเป็นแมลง เป็นนกเป็นหนูดูบ้าง จะ

น.129 ๑๑๒ น่าสนุกไหม ? พิจารณาไป ๆ ในที่สุดก็จะสั่นหัวไปตาม ๆ กัน. เหลียวมาทางมนุษยโลกอีกครั้งหนึ่ง มาพิจารณาดูโดยละเอียด ยิ่งขึ้นไปอีกว่า ความเป็นอย่างไหนบ้างที่น่าเป็น. ถ้าเป็นคน โง่ ก็มีความทุกข์ไปตามประสาคนโง่, คนฉลาด ก็มีความ ทุกข์ไปตามประสาคนฉลาด และยิ่งจะมีทุกข์มากกว่าคนโง่. คนมีอำนาจวาสนา ก็มีความทุกข์ความหนักไปตามประสาคน มีอำนาจวาสนา. คนไร้อำนาจวาสนา ก็มีความทุกข์ความ ลำบากไปตามแบบของคนไร้อำนาจวาสนา. ถ้าพิจารณาใน ลักษณะที่ต้องทนทรมานกันแล้ว ก็ยิ่งจะเหมือนกัน มีหัวอก อันเดียวกัน มีปัญหาอย่างเดียวกัน ต้องมีปัญหาเนื่องด้วย การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน; จึงไม่มีการได้เปรียบเสีย เปรียบอะไรกันเลย. พิจารณาดูให้ดียิ่งขึ้นไปอีกคู่หนึ่ง คือการเป็น คนดีและคนชั่ว : คนชั่วก็ต้องมีความทุกข์ไปตามประสาคนชั่ว ส่วนคนดีก็ยังมีความทุกข์ไปตามประสาคนดี; จะดีชนิดไหน จะดีอย่างมนุษย์ จะดีอย่างเทวดา ก็มีความทุกข์ไปตามประสา ของคนดีแบบนั้น ๆ ดังนี้. ยิ่งไปกว่านั้นอีกคู่หนึ่ง ก็คือ

น.130 ๑๑๓ การเป็นคนมีบุญกับคนมีบาป. คนมีบาป ก็ต้องมีความทุกข์ ไปตามประสาคนมีบาป. คนมีบุญ ก็ต้องมีเรื่องทุกข์ไปตาม ประสาของคนมีบุญ ไม่มีใครจะได้เปรียบกว่ากัน. คนมีบุญ ก็มีปัญหาเรื่องการเกิด แก่ เจ็บ ตาย. มีปัญหาเรื่องบังคับ สิ่งต่าง ๆ ไม่ได้. ยังต้องหัวเราะบ้าง ยังต้องร้องไห้บ้างสลับ กันไปเหมือนกับคนมีบาป. ในที่สุด เราก็มาถึง คู่สุดท้าย ที่เรียกว่า คนมีสุข กับคนมีทุกข์. คนมีทุกข์นั้น หมายถึงคนมีทุกข์อยู่ในตัวแล้ว. ส่วนคนมีสุข ก็คือคนมีทุกข์นั้นเอง เพราะว่าความสุขตาม ความหมายของคนธรรมดาสามัญหรือปุถุชนนั้น ก็คือความ ทุกข์ที่เคลือบน้ำตาล เป็นความสุขเหมือนกับเหยื่อที่หุ้มเบ็ดไว้ เป็นสุขด้วยกงจักรที่เขากำลังเห็นว่าเป็นดอกบัว. มันจะเป็น ความสุขของคนชนิดไหน ก็ล้วนแต่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ ทำให้เกิดความหนักใจ ความหึงหวง ความวิตกกังวลต่าง ๆ นานา. นี้เรียกว่าเป็นความสุขตามประสาโลกียะ. ยกเว้น ความสุขประเภทที่เป็นพระนิพพาน ซึ่งที่แท้ท่านไม่ได้เรียกว่า ความสุขเลย ท่านเรียกว่า ที่สุดทุกข์เท่านั้น.

น.131 ๑๑๔ สิ่งที่เรียกว่าความสุขทุกชนิด นั้น ย่อมหมายถึง ความพอใจ กำลังสบายอิ่มอกอิ่มใจ ตามที่กิเลสตัณหาได้ เหยื่ออะไรมาตามต้องการเท่านั้น. แม้จะพิจารณากันถึงความ สุขที่เกิดแต่สมาธิหรือฌาณ หรือสมาบัติก็ตาม พระพุทธเจ้า ก็ยังตรัสว่าความสุขนั้น ๆ เป็นเวทนาที่ไม่เที่ยง ยังเปลี่ยน แปลง ยังทำความหนักใจให้แก่บุคคลที่เข้าไปยึดถือว่าเป็น เจ้าของ. พวกที่เป็นนักสมาบัติ หรือพวกพรหมนั้น ก็ยังมี ปัญหาเรื่องการเกิด แก่ เจ็บ ตาย. ยังมีปัญหาเรื่องตัวตน. พรหมทั้งหลายนั่นแหละ ยิ่งมีความรู้สึก "ตัวกู" หรือ "ของกู" ชนิดที่ละเอียดสุขุมยิ่งไปกว่าพวกมนุษย์. พวกพรหมเหล่านั้น ยังมีสักกายทิฏฐิยิ่งไปกว่ามนุษย์ ยังยึดถืออัตตาตัวตนแน่น แฟ้น ยังกลัวตายเหมือนกับมนุษย์; จึงเป็นอันว่าคนมีสุขแม้ ชั้นพรหม ก็คือคนมีทุกข์แบบหนึ่ง ตามแบบของเขาเหล่านั้น เอง. ในที่สุด เราก็เหลืออยู่แต่ สิ่งกลาง ๆ สิ่งหนึ่ง คือ ว่าลองเป็นตัวตนเฉย ๆ. อย่าเป็นคนดีคนชั่ว เป็นคนมีบุญ มีบาป คนสุขคนทุกข์อะไรเลย ลองเป็นแต่ตัวตนเฉย ๆ ดังนี้

น.132 ๑๑๕ ดูอีกทีหนึ่ง แล้วพิจารณาดูว่าจะน่าเป็นหรือไม่. ในที่สุดก็จะ พบความจริงเหมือนกันอีกว่า ถ้ายังมีความรู้สึกว่าตัวตน หรือ ตัวกูอยู่เพียงใดแล้ว ก็จะต้องแบก "ตัวกู" นั้นแหละอยู่ร่ำไป เหมือนกับแบกภูเขาขนาดหิมาลัยไว้เหนือจิตใจอยู่เนืองนิจ. เมื่อ เป็นห่วงตัวกู และอะไร ๆ เกี่ยวกับตัวกูอยู่ดังนี้ ก็เป็นผู้มี ทุกข์ชนิดหนึ่ง ไปตามแบบของการยึดถือตัวตนล้วน ๆ. พระอริยบุคคลชั้นต้น ๆ ก็ยังมีความรู้สึกเป็นตัว เป็นตนอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่: พระอรหันต์พวกเดียวเท่านั้น ที่ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นอะไรเลย. การเข้าใจว่าพระอรหันต์ ท่านมีความรู้สึกว่าท่านเป็นพระอรหันต์ หรือยึดถือตัวว่าเป็น พระอรหันต์นั้น คือความเขลาหรืองมงายอย่างยิ่ง ต่อเมื่อไม่ มีความอยากเป็นอะไรเลย จึงจะเป็นพระอรหันต์. ถ้ายังมี ความอยากเป็นพระอรหันต์อยู่เพียงใดแล้ว อย่าหวังเลยว่าจะ เป็นพระอรหันต์. เพราะฉะนั้นพระอรหันต์จึงได้แก่บุคคลที่ หมดความอยากเป็นอะไร ๆ โดยสิ้นเชิง , แม้แต่อยากเป็นตัว ตนเฉย ๆ ก็ไม่มีดังนี้เป็นต้น. โดยสรุปแล้วจะเห็นได้ว่า การ ไม่อยากเป็นอะไรเลยนั้นแหละ หมายถึงความเข้าใจอันถูก ต้องว่า "ไม่มีอะไรน่าเป็น".

น.133 ๑๑๖ ปัญหาเหลืออยู่ต่อไป ว่า ถ้าไม่อยากเอาอะไร ไม่ อยากเป็นอะไรโดยสิ้นเชิงแล้ว คนเราจะมีชีวิตอยู่กันได้ อย่างไร ? เราจะทำงานกันไปทำไม ? ดังนี้เป็นต้น. ถ้า ปัญหาข้อนี้มีเกิดขึ้นในใจของบุคคลผู้ใดแล้ว อาตมาขอร้อง ให้พิจารณากันให้กว้างออกไปถึงลักษณะของพระพุทธเจ้าเป็น ข้อแรกก่อน. พระพุทธเจ้าท่านหมดความรู้สึกยึดถือว่าตัวตน หรือของตนโดยสิ้นเชิง. พระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านหมดกิเลสที่เป็นเหตุให้อยากเอาอะไร อยากเป็นอะไรโดย สิ้นเชิง แต่ทำไมท่านจึงมีชีวิตอยู่ได้ และท่านยังทำงานมาก กว่าพวกเราเสียอีก. พระพุทธเจ้าท่านทำงานมากกว่าพวกเรา คือท่าน จะต้องตื่นตั้งแต่ยังดึกอยู่ เพื่อจะนั่งพินิจพิจารณาสอดส่องไปยัง สัตว์โลกทั้งปวงว่า ใครที่ไหนอยู่ในลักษณะเช่นไร ควรจะ ไปจัดการกับเขาอย่างไร. ตื่นเช้าท่านก็ไปโปรด คือหาโอกาส ทรมานหรือทำประโยชน์แก่บุคคลนั้นจนได้. ตอนบ่ายท่านก็ สั่งสอนชาวบ้าน. ตอนค่ำท่านสอนภิกษุสงฆ์. ตอนเที่ยงคืน ท่านก็แก้ปัญหาของพวกเทวดา. ซึ่งอธิบายกันว่าได้แก่พวก

น.134 ๑๑๗ วรรณะกษัตริย์หรือเจ้านาย ซึ่งไม่มีเวลาว่างในเวลากลางวัน. นี่แสดงว่าท่านทำงานมากกว่าพวกเรา ทั้งที่จิตใจของท่านไม่ อยากเอาอะไร ไม่อยากเป็นอะไร. ที่นี้ สำหรับพวกเราเล่า จะมีคำตอบอย่างไรใน ปัญหาข้อนี้. คำตอบในปัญหาข้อนี้ สำหรับพวกเราก็คือว่า พระพุทธศาสนามีอยู่ในฐานะเป็นอุบายสำหรับให้เราเป็นอยู่ อย่างผาสุก ไม่ต้องเป็นทุกข์ แต่ก็ทำอะไร ๆ ได้ทุกอย่าง. ที่ว่าเป็นอุบายนั้น หมายความว่าให้เรามองเห็นความจริงใน สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเสียก่อน ว่าเป็นสิ่งที่ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น แล้วเราก็รู้สึกตัวทำ หรือเอา หรือเป็น ต่อสิ่งเหล่านั้นไปใน ลักษณะที่เหมาะสมกับความจริง ที่ว่ามันไม่เป็นสิ่งที่น่าเอาน่า เป็น คือมันเป็นสิ่งที่เราไม่ควรจะมอบกายถวายชีวิตหรือยอม ตัวเป็นบ่าวเป็นทาสของมัน. เราทำหรือเกี่ยวข้องกับมันด้วย สติสัมปชัญญะ ในข้อที่ว่ามันไม่มีคุณค่าถึงกับต้องเทอดทูน บูชา. เราทำไปเท่าที่สติปัญญาอำนวยให้เราทราบ ว่าเราควร จะจัดการกับสิ่งที่ไม่น่าเอาไม่น่าเป็นเหล่านี้อย่างไรเท่านั้น. ถ้า ปัญหามีว่าเราจะต้องทำงานกันไปทำไม ? คำตอบก็มีว่า แม้

น.135 ๑๑๘ ว่าเราไม่อยากเอาอะไร ไม่อยากเป็นอะไร แต่เมื่อร่างกาย หรือชีวิตยังอยู่ ก็ควรจะใช้ไปในทางที่จะทำความดีให้แก่ผู้อื่น บ้าง, และใช้ไปในการทำให้เราเกิดความรู้ความเข้าใจในสิ่ง ทั้งปวง ในลักษณะที่จะทำให้เราถอนการเอา การเป็นออก ได้สิ้นเชิงนั่นเอง. หลักในพระพุทธศาสนา ก็รับรองว่า เราไม่อาจ จะปล่อยวางสิ่งใดได้ ถ้าหากว่าเรายังไม่ได้ลูบคลำสิ่งนั้นอย่าง ครบถ้วนบริบูรณ์ ให้เข้าใจแจ่มแจ้งเสียก่อน. เช่นสิ่งที่เรียก ว่าชีวิตนี้คืออะไร เรายังไม่อาจเข้าใจได้ เว้นไว้แต่เราจะต้อง ผ่านชีวิตนี้ไปอย่างถูกต้องบริสุทธิ์บริบูรณ์เสียก่อน. โดยเหตุนี้ แหละเราจะต้องทนเป็นคน. ทนศึกษาความเป็นคน. ทน ศึกษาสิ่งที่เรียกว่าชีวิต จนกว่าจะเข้าใจว่า มันคืออะไรโดย ถูกต้องแล้ว เราจึงจะปล่อยวางสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น สลัดทิ้ง ออกไปโดยสิ้นเชิง ที่เรียกว่าลุถึงพระนิพพาน. สรุปใจความ สั้น ๆ ว่า การทำงานให้ดีที่สุด ตามที่มนุษย์จะพึงทำ ได้ นั่นแหละคือวิถีทางที่จะทำให้บรรลุถึงพระ นิพพานได้ง่ายขึ้น เพราะว่าการทำการงานนั้น ทำให้

น.136 ๑๑๙ เข้าใจโลก ทำให้เข้าใจชีวิต ทำให้เข้าใจสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ว่าไม่น่าเอา ไม่น่าเป็นอย่างแท้จริง. ถ้าเราจะไปพูดเอาเอง เดี๋ยวนี้ ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ น่าเอา ไม่น่าเป็น ดังนี้ ก็คือคนโกหกตัวเอง หลอกลวง ตัวเอง และยังจะหลอกลวงคนอื่นด้วย เพราะเราไม่อาจจะ มองเห็นความจริงข้อนั้น และก็เป็นการพูดไปตามความอวดดี เราจะต้องผ่านสิ่งเหล่านี้ไปโดยถูกต้องเสียก่อน จึงจะมองเห็น ว่าสิ่งทั้งปวง ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น. อีกประการหนึ่งที่สำคัญที่สุด ซึ่งเราจะต้อง ทำ ในการเอาหรือในการเป็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงให้ถูกต้อง ตามความเป็นจริงของมัน: ข้อนี้ ได้แก่ความที่มันเป็นของไม่ น่าเอา ไม่น่าเป็น แต่เราก็ต้องไปเข้าเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ไม่น่า เอาไม่น่าเป็นให้ถูกต้องตามวิธี เราจึงจะชื่อว่าผู้ประสพความ รู้ที่ถูกต้อง ดำเนินชีวิตจิตใจไปในลักษณะที่สูงขึ้นไปตาม ลำดับ. มีความสะอาด สว่าง สงบเย็น เพิ่มขึ้นตามลำดับ การที่จะนอนคิดฝันเอา ๆ ให้เกิดความรู้ความเข้าใจในนิพพาน นั้น อันนี้เป็นสิ่งที่เป็นไปได้โดยยาก หรือเป็นไปไม่ได้

น.137 ๑๒๐ ธรรมะทั้งหลายจะต้องเกิดจากการผ่านสิ่งต่าง ๆ มาด้วยตนเอง แล้วทั้งนั้น จึงจะรู้ว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. ยกตัว อย่างง่าย ๆ เมื่อตะกี้นี้ที่ว่า การถามว่าการเป็นพ่อเขานั้นสนุก ไหม. คนที่ไม่เคยเป็นพ่อเขามาก่อน จะรู้ได้อย่างไร ว่ามัน น่าสนุกหรือไม่น่าสนุก ถ้าเกณฑ์ให้เด็ก ๆ ตอบ ก็คงจะผิด โดยสิ้นเชิง. แม้เกณฑ์ให้คนแก่ ๆ ตอบ บางคนที่เป็นคนโง่ ก็คงจะตอบผิด. เว้นไว้แต่จะเป็นคนที่มีสติปัญญา ลืมตาแล้ว ผ่านความเป็นบิดามาอย่างถูกต้องพอสมควรแล้วเท่านั้น จึงจะ ตอบปัญหาที่ว่าการเป็นพ่อเขานั้นสนุกไหมดังนี้เป็นต้น ได้ถูก ต้อง. เพราะเหตุฉะนั้นแหละ ถ้าใครก็ตาม ต้องการจะข้าม ให้พ้นจากโลกนี้ ไปสู่โลกกุตตระแล้ว ก็มีวิธีเดียวเท่านั้น คือ จะต้องเดินข้ามโลกนี้ไปให้ดี ๆ ในลักษณะที่ว่ามันเป็นโลกที่ ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น แต่เราเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยให้ถูกวิธี ตามความหมายที่ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น จนกระทั่งเกิดความรู้ แจ้งขึ้นมาจริง ๆ ปฏิบัติถูกต่อสิ่งทั้งปวงได้จริง ๆ จนใจของ เราอยู่เหนือความทุกข์ เป็นจิตใจที่ความทุกข์ท่วมไม่ถึง เหมือน กับเกาะที่น้ำท่วมไม่ถึง ฉันใดก็ฉันนั้น.

น.138 ๑๒๑ การที่มีสัมมาทิฏฐิ รู้ว่าอะไรเป็นอะไรถูกต้องตามเป็นจริงนี้ เป็น สิ่งสำคัญ หรือเป็นหลักสำคัญในพระพุทธศาสนา ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสสรรเสริญไว้เป็นอันมากและให้ถือเอาเป็นหลักแต่อย่างเดียว เพื่อเป็นเครื่องทำความดับทุกข์สิ้นเชิงได้ ดังนี้ เมื่อเรามีความรู้สึกในข้อที่จะไม่เอาไม่เป็นอยู่เป็นประจำแล้ว กิเลสตัณหาก็ไม่ครอบงำจิตใจของเรา แต่มีสติปัญญามาอยู่แทน : จิตใจของเราเปรียบเหมือนเก้าอี้ หรือบัลลังก์อันหนึ่ง, ถ้ากิเลสตัณหาขึ้นมานั่งบัลลังก์แทน ก็จะบันดาลให้สิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไปตามกิเลสตัณหา. ถ้าปัดกิเลสตัณหาลงไป ให้สติปัญญาหรือสัมมาทิฏฐิขึ้นมานั่งแทน ก็จะบันดาลสิ่งทั้งหลายให้เป็นไปได้โดยถูกต้อง. สัมมาทิฏฐิเป็นเหตุให้เกิดการพูดถูก ทำถูก คิดถูก ที่จะทำความรอดพ้นให้แก่ตนได้โดยสิ้นเชิงจริง ๆ เพราะเป็นการทำให้จิตละวางสิ่งทั้งปวง แล้วน้อมไปสู่ความดับไม่เหลือ คือพระนิพพาน อยู่ได้โดยอัตโนมัติ. เรายังมี ความหวังครั้งสุดท้าย อีกข้อหนึ่งว่า เราทุกคนจะต้องตาย ! แต่ขณะเมื่อจะแตกตายทำลายขันธ์นั้น ก็

น.139 ๑๒๒ ยังเป็นโอกาสอันสำคัญ ที่จะทำความดับทุกข์ให้แก่ตน. เปรียบเหมือนเราเมื่อตกบันไดแล้ว ก็จะต้องพลอยกระโจนให้เหมาะ ๆ ถ้าเรากระโจนได้พอเหมาะ ก็เลยปลอดภัยและถึงได้เลย. การรู้ว่าอะไร ๆ ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น ประจำใจอยู่เสมอ นั่นแหละ จะทำให้เราปล่อยวางสิ่งทั้งปวงได้ ใน ขณะที่จะดับสังขาร. แม้แต่เราจะถูกรถยนต์ชนล้มลงอยู่ใต้รถยนต์ จวนจะขาดใจตายอยู่ใต้รถยนต์ในนาทีนั้น แต่ถ้าเรามีความรู้สึกที่ถูกต้องในข้อที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น ประจำใจอยู่ก่อนแล้ว ก็อาจจะเกิดการปลงตก หรือปล่อยวางขึ้นได้ แม้ที่ใต้รถยนต์และกลายเป็นพระอรหันต์ผู้หลุดพ้นจากทุกข์ได้ แม้ที่ใต้รถยนต์นั่นเอง ! นี้เรียกว่าเป็นผู้ที่เอาตัวรอดได้ แม้กระทั่งในวาระสุดท้าย ! ข้อที่บุคคลกลัวกันนัก ว่า ถ้าเราไม่เอาอะไร ไม่เป็นอะไรเสียเลยแล้ว คนทั้งหลายก็จะมาแย่งชิงทรัพย์สมบัติสิ่งต่าง ๆ ไปหมด ดังนี้. เป็นสิ่งที่น่าขบขันเกินไป; เพราะว่าแม้ใจของเราจะไม่ยึดถือสิ่งต่าง ๆ. สิ่งต่าง ๆ ก็ยังถูกคุ้มครอง

น.140 ๑๒๓ อยู่โดยขนบธรรมเนียมประเพณีบ้าง, โดยกฎหมายบ้าง, หรือ โดยอำนาจของธรรมะเองบ้าง ไม่ต้องมัวเป็นห่วง ว่าถ้าใจ ของเราไม่ยึดถือว่าว่าเรา ว่าของเราแล้ว จะมีคนมาแย่งชิงเอา ไป. ข้อสำคัญมันอยู่ตรงที่ว่า เรามีอุบายอันวิเศษสุด ที่จะ ทำให้เราไม่มีความทุกข์ แล้วยังแถมมีสิ่งต่าง ๆ และปฏิบัติ หน้าที่ต่าง ๆ ของเราให้ลุล่วงไปด้วยดี ให้ลุล่วงถึงขนาดที่ เรียกได้ว่าเราเป็นผู้มีความชนะ โดยทุกวิถีทาง และตลอด เวลา มีชีวิตอยู่อย่างบริสุทธิ์ผุดผ่องปราศจากการครอบงำย่ำยี ของกิเลส และความทุกข์โดยสิ้นเชิง ดังนี้. ถ้ายิ่งพิจารณาดูต่อไป จะยิ่งเห็นความสำคัญ ของสัมมาทิฏฐิยิ่งขึ้นไป ว่าเมื่อเรามีสัมมาทิฏฐิในข้อที่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่น่าเอา ไม่น่าเป็นแล้ว อำนาจของสัมมา- ทิฏฐินั่นเอง จะทำให้เรามีศีลบริสุทธิ์บริบูรณ์ เป็นอัตโนมัติ. เพราะว่าถ้าเราไม่เอาอะไร ไม่เป็นอะไร ด้วยกิเลสตัณหา แล้ว จะขาดศีลข้อไหนได้อย่างไร ขอให้ลองคิดดู ? การที่ ขาดศีลข้อที่หนึ่ง คือปาณาติบาต ก็เพราะเราอยากได้เนื้อมา กินบ้าง มาขายบ้าง หรือเกรงว่าจะทำร้ายเราบ้าง ดังนี้เป็น

น.141 ๑๒๔ ต้น. การจะล่วงอทินนา กาเม มุสา สุรา ก็เช่นเดียวกัน เพราะกิเลสตัณหาครอบงำ ในความเอา ความเป็น อย่างใด อย่างหนึ่งเสมอไป จึงได้ทะลุศีลเหล่านั้น. พิจารณาต่อไปถึง สมาธิ : ถ้าจิตตั้งอยู่ในลักษณะที่ไม่อยากเอาอะไร ไม่อยาก เป็นอะไรจริง ๆ แล้ว นั่นแหละคือความเป็นสมาธิอย่างยิ่งอยู่ ในตัว. สมาธิที่แน่วแน่ในการที่จะไม่เอาอะไร ไม่เป็นอะไร นั่นแหละ คือสมาธิของพระพุทธเจ้าที่แท้จริง. ผิดจากนี้แล้ว จะต้องเป็นสมาธิของพวกอื่น หรือพวกนอกศาสนา. พิจารณาต่อไปอีก. ความรู้สึกที่ไม่อยากเอาอะไร ไม่ อยากเป็นอะไรนั่นแหละ คือ ตัวปัญญาที่แท้จริง, รู้สิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงตามที่ถูกต้องเป็นจริง ตามความหมายของคำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. เมื่อมองเห็นความไม่น่าเอา ไม่น่า เป็นของสิ่งทั้งปวงโดยแท้จริงแล้ว จิตก็ปล่อยวางสิ่งทั้งปวงโดย อัตโนมัติ. นี้เรียกว่า ปัญญา. จึงเห็นได้ว่า การพิจารณา เห็นความจริงในลักษณะที่ทำให้ไม่อยากเอาอะไร ไม่อยาก เป็นอะไร ด้วยกิเลสตัณหานั้น เป็นการปิดหนทางแห่งการ เบียดเบียนตนเองและผู้อื่นได้อย่างสิ้นเชิง. ทำให้ทุกคนมี

น.142 ๑๒๕ ความอิ่มความพอ ปราศจากการเสียบแทงของความอยากทุก ๆ ประการ ซึ่งเป็นเสมือนโรค โดยอรรถะว่าเป็นเครื่องเสียบ แทง และทั้งเป็นยาที่จะรักษาโรคทางกายและทางจิต ที่กำลัง เกิดอยู่ให้หายไป ๆ จนกระทั่งเป็นการหายโดยสิ้นเชิงทั้ง ๓ ทาง ดังนี้. นี่แหละคือ ธรรมะที่เป็นยารักษาโรค , รักษาโรค ในโลกทุกชนิดให้หายไป ทั้งโรคทางกาย ทั้งโรคทางจิต และทั้งโรคทางวิญญาณ โดยลักษณะที่กล่าวมาแล้ว. เราเป็น พุทธบริษัท ควรจะได้รู้จักใช้ “โอสถสำหรับโลก" ของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เป็นกันทุก ๆ คน จะสามารถบำบัด โรคของเราได้จริง และเราก็จะไม่เสียทีที่เป็นพุทธบริษัทด้วย. ทุกคนควรสนใจหลักธรรมทั้งหมดในพุทธศาสนา ในฐานะ เป็นโอสถสำหรับโลก; และหลักธรรมะทั้งหมดนั้น อาจจะ สรุปรวมลงได้ในประโยคสั้น ๆ ว่า "ไม่มีอะไรที่น่าเอา และ น่าเป็น" หรือจะขยายออกเป็นข้อธรรมะทุก ๆ ข้อ ในพระ- พุทธศาสนาหรือในพระไตรปิฎกทั้งสิ้นอย่างไรก็ได้ โดยไม่ต้อง

น.143 ๑๒๖ สงสัย: จึงเป็น กำลังใจหรือเป็นความหวัง แม้แก่คนแก่ คนเฒ่า ไม่รู้หนังสือ ทั้งมีชีวิตร่อ ๆ แร่ ๆ อยู่แล้ว ก็ยัง สามารถจะเอาตัวรอดได้ เพราะอำนาจรู้จักใช้ธรรมโอสถ สำหรับโลก ของสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยนัยดังที่กล่าวมา.

น.144 พิมพ์ที่ บริษัท ศิริพัสตุ์ จำกัด สุขุมวิท ๔๙ พระนคร พิไลวัน สินธุโสภณ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ๒/๒๕๐๗

น.145 เราจะแก้ปัญหายุ่งยากของโลกและชีวิต ได้อย่างไร ? - ปัญหายุ่งยากในโลกนี้มีมากขึ้น ๆ ก็เพราะคนเป็นมนุษย์ น้อยลง ๆ - การแก้ไขทุกอย่างอยู่ที่การแก้คนให้เป็นมนุษย์เท่านั้น - คนเป็นมนุษย์ได้ด้วยมีคติธรรมประจำใจอยู่เสมอ คติ ธรรมนั้นคือ "สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ” โดยความเป็น ตัวกู-ของกู ท่านผู้รู้กล่าวว่า " การกินอาหาร-การหลับนอน-การ มีความกลัว - และการประกอบเมถุนกรรม ทั้งสี่อย่างนี้ คน และสัตว์ย่อมมีเท่าเทียมกัน แต่ธรรมะเท่านั้นที่ทำให้มนุษย์ สูงกว่าสัตว์ หากคนใดไม่มีธรรมะ คนนั้นก็ไม่ควรถูกเรียก ว่าเป็นมนุษย์ เพราะเขาไม่ได้มีคุณสมบัติมากไปกว่าสัตว์ เดรัจฉาน " โปรดวัดความเป็นมนุษย์ของท่านด้วยคติธรรม ดังกล่าวนี้เถิด

น.146 ความตายไม่มี ? พระพุทธองค์ตรัสว่า “ ภิกษุทั้งหลาย ผู้ที่ตายจาก มนุษย์กลับมาได้ความเป็นมนุษย์ อีกนั้นมีเป็นส่วนน้อยเหลือ เกิน แต่ผู้ที่ตายจากมนุษย์แล้วไปเกิดในนรก ไปเกิดเป็น สัตว์เดรัจฉาน ไปเกิดเป็นเปรต เป็นอสุรกาย มีมากต่อมาก นักโดยแน่นอน" ธรรมะจะทำให้ท่านอยู่เหนือความตาย เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านจะไปอยู่ในนรกได้อย่างไร ? ดังนั้น ด้วยการศึกษาและปฏิบัติธรรมะเท่านั้น จะทำ ให้ท่านไม่ไปเกิดในนรก ไม่ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่ไป เกิดเป็นเปรต และไม่ไปเกิดเป็นอสุรกาย. "ยามจะได้ ได้ให้เป็น ไม่เป็นทุกข์ ยามจะเป็น เป็นให้ถูก ตามวิถี ยามจะตาย ตายให้เป็น เห็นสุดดี ถ้าอย่างนี้ ไม่มีทุกข์ ทุกวันเอย ฯ" หากท่านไม่มีความประสงค์จะอ่านอีก โปรดมอบแด่ ท่านที่สนใจต่อไป จะเป็นกุศลมหาศาล.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต