น.19 สารบาญ หมวดที่ ๑ ว่าด้วยชีวประวัติที่ท่านเล่าเอง ๑ หมวดที่ ๒ ว่าด้วยปรัชญา ๒๑ หมวดที่ ๓ ว่าด้วยข้อปุจฉา-แลวิสัชนา ๓๙ หมวดที่ ๔ ว่าด้วยสมาธิและปรัชญา ๔๙ หมวดที่ ๕ ว่าด้วยธยานะ ๕๗ หมวดที่ ๖ ว่าด้วยบาปสำนึก (การสำนึกบาป) ๖๑ หมวดที่ ๗ ว่าด้วยคำสอนอันเหมาะแก่อุปนิสัย และสิ่งแวดล้อม ๗๙ บันทึกของผู้แปลสูตรเว่ยหล่าง ๑๑๑ หมวดที่ ๘ สำนักฉับพลัน และสำนักเชื่องช้า ๑๑๓ หมวดที่ ๙ พระบรมราชูปถัมภ์ ๑๒๕ หมวดที่ ๑๐ คำสอนครั้งสุดท้าย ๑๓๑
น.20 หมวดที่ ๑ ว่าด้วยชีวประวัติที่ท่านเล่าเอง ครั้งหนึ่ง เมื่อพระสังฆปริณายกองค์นี้ ได้มาที่วัดเปาลัม ข้าหลวงไว่ แห่งเมืองชิวเจา กับข้าราชการ อีกหลายคน ได้พากันไปที่วัดนั้น เพื่อขอให้ท่านกล่าวธรรมกถาแก่ประชาชนทั่วไป ณ ห้องโถง แห่งวิหารไทฟัน ในนครกวางตุ้ง. ในไม่ช้า มีผู้มาประชุมฟัง ณ โรงธรรมสภานั้น คือข้าหลวงไว่แห่งชิวเจา, พวกข้าราชการ และนักศึกษาฝ่ายขงจื้อ อย่างละประมาณ ๓๐ คน, ภิกษุ ภิกษุณี นักพรตแห่งลัทธิเต๋า และ คฤหัสถ์ทั่วไป รวมเบ็ดเสร็จประมาณหนึ่งพันคน. ครั้นพระสังฆปริณายก ได้ขึ้นนั่งบนอาสนะเรียบร้อยแล้ว ที่ประชุมได้ทำการเคารพ. และอาราธนาขอให้ท่านแสดงธรรมว่าด้วยหลักสำคัญแห่งพุทธศาสนา. ในอันดับนั้น ท่าน สาธุคุณองค์นั้น ได้เริ่มแสดงมีข้อความดังต่อไปนี้ : ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย จิตเดิมแท้ ( Essence of Mind ) ของเรา ซึ่งเป็นเมล็ดพืชหรือแก่นของการตรัสรู้นั้น เป็นของบริสุทธิ์ตาม ธรรมชาติ (Pure by nature), และต้องอาศัย จิตเดิมแท้ นี้เท่านั้น มนุษย์เราจึงจะเข้าถึงความเป็นพุทธะได้โดยตรง ๆ อาตมาจะเล่าให้ฟัง ถึงประวัติของอาตมาเองบางตอน และเล่าถึงข้อที่ว่า อาตมาได้รับคำสอน อันเร้นลับ แห่งนิกายธยานะ (คือนิกายเซ็น) มาด้วยอาการอย่างไร. บิดาของอาตมาเป็นชาวเมืองฟันยาง ถูกถอดจากตำแหน่งราชการ ถูกเนรเทศไปอยู่อย่างราษฎรสามัญที่ซุนเจาในมณฑลกวางตุ้ง. อาตมา โชคร้ายโดยที่บิดาได้ถึงแก่กรรมเสียแต่ในขณะที่อาตมายังเล็กเหลือเกิน และละทิ้งมารดาไว้ในสภาพที่ยากจนทนทุกข์. เราสองคนจึงย้ายไปอยู่ ทางกวางเจา (แคนตอน) และอยู่ที่นั่นด้วยความทุกข์ยากเรื่อยมา. วันหนึ่ง อาตมากำลังนำฟืนไปขายอยู่ที่ตลาดเพราะเจ้าจำนำคน หนึ่งเขาสั่งให้นำไปขายให้เขาถึงร้าน. เมื่อส่งของและรับเงินเสร็จแล้ว ๑
น.21 อาตมาก็ออกจากร้าน ได้พบชายคนหนึ่ง กำลังบริกรรมสูตร ๆ หนึ่ง อยู่แถวหน้าร้านนั้นเอง. พอได้ยินข้อความแห่งสูตรนั้นเท่านั้น ใจของ อาตมาก็ลุกโพลงสว่างไสวในพุทธธรรม. อาตมาจึงถามชื่อคัมภีร์ที่เขา กำลังสวดอยู่ ก็ได้ความจากชายคนนั้นเองว่า สูตรนั้นชื่อ วัชรสูตร (วฺชรจฺเฉทิกสูตร หรือสูตรอันกล่าวด้วยเพชรสำหรับตัด) อาตมาจึง ไล่เลียงต่อไปว่า เขามาจากไหน ทำไมเขาจึงจำเพาะมาท่องบ่นแต่สูตรนี้. ชายคนนั้นตอบว่าเขามาจากวัดตุงชั่น ตำบลวองมุย เมืองคีเจา เจ้าอาวาส ในขณะนี้มีนามว่าหวางยั่น (ฮ่งยิ้ม) เป็นพระสังฆปริณายก (แห่งนิกาย เซ็น) องค์ที่ห้า มีศิษย์รับการสั่งสอนอยู่ประมาณพันคน. เมื่อเขาไปไหว้ พระสังฆปริณายกที่วัดนั้น เขาได้ฟังเทศน์หลายครั้งเกี่ยวกับสูตร ๆ นี้ เขาเล่าต่อไปว่า ท่านสาธุคุณองค์นั้นเคยรบเร้าทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต อยู่เสมอ. ให้พากันบริกรรมสูตร ๆ นี้ เผื่อว่าเมื่อเขาพากันบริกรรมอยู่ เขาจะสามารถเห็น จิตเดิมแท้ ของตนเอง และจะเข้าถึงความเป็นพุทธะ ได้โดยตรง ๆ เพราะเหตุนั้น. คงเป็นด้วยกุศลที่อาตมาได้ทำไว้แต่ชาติก่อน ๆ จึงเป็นเหตุให้อาตมา ได้ทราบเรื่องราวเหล่านี้ และอาตมายังได้รับเงินอีก ๑๐ ตำลึง จากชาย ผู้อารีคนหนึ่งให้มาเพื่อมอบให้มารดาไว้ใช้สอย ในระหว่างที่อาตมาไม่ อยู่, ทั้งเขาเองเป็นผู้แนะนำให้อาตมารีบไปยังตำบลวองมุย เพื่อพบ พระสังฆปริณายกองค์นั้น. เมื่อได้จัดแจงให้มีคนช่วยดูแลมารดาเสร็จแล้ว อาตมาก็ได้ออกเดินทางไปยังวองมุย และถึงที่นั้นได้ในชั่วเวลาไม่ถึง สามสิบวัน. ครั้นถึงตำบลวองมุยแล้ว อาตมาได้ไปนมัสการพระสังฆปริณายก ท่านถามว่ามาจากไหน และต้องประสงค์อะไร. อาตมาได้ตอบว่า "กระผม เป็นคนพื้นเมืองซุนเจา แห่งมณฑลกวางตุ้ง เดินทางมาแสนไกลเพื่อทำ สักการะเคารพแด่คุณพ่อ และกระผมไม่ต้องการอะไร นอกจากธรรม- ชาติแห่งความเป็นพุทธะ (Buddha-nature) อย่างเดียวเท่านั้น." ๒
น.22 ท่านถามอาตมาว่า "เป็นชาวกวางตุ้งหรือ? เป็นคนป่าคนเยิงแล้ว เธอจะหวังเป็นพุทธะได้อย่างไรกัน?" อาตมาเรียนตอบท่านว่า "แม้ว่าจะมีคนชาวเหนือและคนชาวใต้ ก็จริง แต่ทิศเหนือหรือทิศใต้นั้น หาได้ทำให้ความเป็นพุทธะซึ่งมีอยู่ใน คนนั้น ๆ แตกต่างกันได้ไม่. คนป่าคนเยิงจะแตกต่างจากคุณพ่อ ก็แต่ ในทางร่างกายเท่านั้น, แต่ไม่มีความผิดแปลกแตกต่างกัน ในส่วน ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะของเราทั้งหลาย." พระสังฆปริณายกทำท่า จะกล่าวกะอาตมาต่อไปอีก แต่เผอิญมีศิษย์ของท่านเข้ามาหลายคน ท่านจึงหยุดชะงัก และเลยสั่งให้อาตมาไปสมทบทำงานกับคนงานหมู่หนึ่ง. อาตมากล่าวขึ้นว่า "กระผมขอกราบเรียนคุณพ่อว่า วิปัสสนาปัญญา เกิดขึ้นในใจของกระผมเสมอ ๆ. เมื่อผู้ใดผู้หนึ่งไม่ได้มีจิตเลื่อนลอยไป จาก จิตเดิมแท้ (Essence of Mind) ของตนแล้ว ก็ควรจะเรียกเขา ผู้นั้นว่า "ผู้เป็นเนื้อนาบุญของโลก” ๑ เหมือนกัน กระผมจึงไม่ทราบว่า งานอะไร ที่คุณพ่อจะให้กระผมทำ?" พระสังฆปริณายกได้มีบัญชาว่า "เจ้าคนป่านี้เฉลียวฉลาดเกินตัว ไปเสียแล้ว. จงไปที่โรงนั่น แล้วอย่าพูดอะไรอีกเลย." อาตมาจึงถอย หลีกไปทางลานข้างหลัง มีคนวัดที่ไม่ใช่บรรพชิตคนหนึ่ง มาบอกให้ ผ่าฟืน และตำข้าว ต่อมาไม่น้อยกว่าแปดเดือน วันหนึ่งพระสังฆปริณายกได้พบอาตมา และท่านได้กล่าวว่า "ฉันทราบดีว่า ความรู้ในพุทธธรรมของเธอนั้น มั่นคงดีมาก แต่ฉันต้องคอยหลีกไม่พูดกับเธอ มิฉะนั้นจะมีคนทุศีล บางคนทำอันตรายเธอ, เธอเข้าใจไหม?" อาตมาตอบว่า "ขอรับคุณพ่อ ๑. ปุญฺญกฺเขตตํ โลกสฺส นาบุญของโลก, หรือเรียกกันสั้น ๆ ว่า ว่า บุญเขต เป็นคุณนาม ใช้เรียกภิกษุในศาสนา โดยหมายความว่า ทำให้ทายกที่หว่านพืชบุญ (คือทาน) ลงไป ได้รับ ผลดี. - ว่อง มู ล่ำ ๓
น.23 กระผมเข้าใจ เพื่อไม่ให้ใครสังเกตเห็นกระผมในข้อนี้ กระผมก็ไม่กล้า เข้าไปใกล้ ๆ ห้องของคุณพ่อ." * * * * * อยู่มาวันหนึ่ง พระสังฆปริณายกเรียกประชุมบรรดาศิษย์ทั้งหมด แล้วประกาศว่า "ปัญหาแห่งการเวียนเกิดไม่มีที่สิ้นสุด เป็นปัญหาเฉพาะ หน้าเวลานี้. วันแล้ววันเล่า แทนที่จะพยายามเปลื้องตัวเองออกมาเสีย จากทะเลแห่งการเกิดตายอันขื่นขม ดูเหมือนว่าพวกเธอกลับหมกมุ่น อยู่แต่ในบุญกุศลชนิดที่ถูกตัณหาลูบคลำเสียแล้ว อย่างเดียวเท่านั้น (กล่าวคือบุญกุศลที่เป็นเหตุให้เกิดใหม่.) ถ้า จิตเดิมแท้ ของพวกเธอ ยังมืดมัวอยู่ บุญกุศลทั้งหลายก็ยังจะไม่เป็นประโยชน์อะไรเลย จงตั้ง หน้าค้นหาปรัชญา (ปัญญา) ในใจของเธอเอง แล้วเขียนโศลก (คาถา) มาให้เราโศลกหนึ่ง ว่าด้วยเรื่อง จิตเดิมแท้. ผู้ใดเข้าใจได้ถูกต้องว่า จิต เดิมแท้นั้นเป็นอย่างไร ผู้นั้นจะได้รับมอบผ้ากาสาวพัสตร์ (อันเป็นเครื่อง หมายตำแหน่งพระสังฆปริณายก) พร้อมทั้งธรรมะ (อันเป็นคำสอน เร้นลับของนิกายธยานะ) และฉันจะสถาปนาผู้นั้นเป็นสังฆปริณายก องค์ที่หก (แห่งนิกายนี้) จงไปโดยเร็วอย่ารีรอในการเขียนโศลก. การ มัวตรึกตรองไม่จำเป็น,. และไม่มีประโยชน์อะไร. ผู้ที่รู้แจ้งชัดในจิตเดิม แท้. จะพูดได้ทันทีที่มีใครมาชวนพูดด้วยเรื่องนั้น. และมันจะไม่ละไป จากคลองแห่งญาณจักษุของเขา แม้ว่าเขาจะกำลังรบพุ่งชุลมุนอยู่กลาง สนามรบก็ตามที." เมื่อได้รับคำสั่งดังนั้น ศิษย์อื่น ๆ (เว้นแต่ชินเชาหัวหน้าศิษย์) พากันถอยออกไปและกล่าวแก่กันและกันว่า "ไม่มีประโยชน์อะไร สำหรับคนชั้นพวกเรา ๆ ที่จะไปตั้งสมาธิเพ่งจิตเขียนโศลก ถวายคุณ พ่อ. เพราะว่าตำแหน่งสังฆปริณายกนั้น ใคร ๆ ก็เห็นว่าจะไม่พ้นมือ ท่านชินเชา ผู้เป็นหัวหน้าศิษย์ไปได้. เมื่อเราเขียนใช้ไม่ได้ มันก็เป็น ๔
น.24 การลงแรงเสียเปล่า ๆ” เมื่อได้ปรับทุกข์กันดังนี้แล้ว ศิษย์เหล่านั้นทุก คนได้พากันเลิกล้มความตั้งใจในการเขียน และว่าแก่กันว่า “เราจะไป ทำให้มันเหนื่อยทำไม? ต่อไปนี้ เราคอยติดตามหัวหน้าของเรา คือชินเชา เท่านั้นก็พอแล้ว ไม่ว่าเขาจะไปข้างไหน เราจะตามเขาในฐานะเป็นผู้นำ." ในขณะเดียวกันนั้น ชินเชา ผู้เป็นเชฏฐอันเตวาสิก ก็หยั่งทราบ ความเรื่องนี้ได้ด้วยตนเอง, เขารำพึงว่า "เมื่อพิจารณาดูถึงข้อที่ว่า เรา เป็นครูสั่งสอนเขาอยู่ คงไม่มีใครเข้ามาเป็นคู่แข่งขัน ในการเขียนโศลก กับเรา. แต่เรายังฉงนอยู่ว่า เราจะเขียนโศลกถวายพระสังฆปริณายก ดีหรือไม่ ถ้าเราไม่เขียน พระสังฆปริณายกจะทราบได้อย่างไรว่า ความรู้ ของเราลึกซึ้งหรือผิวเผินเพียงไหน. ถ้าวัตถุประสงค์ในการเขียนของเรา ในครั้งนี้ ได้แก่ความหวังจะได้รับธรรมะจากพระสังฆปริณายก ก็แปล ว่าเจตนาของเราบริสุทธิ์. แต่ถ้าเราเขียนเพราะอยากได้ตำแหน่งสังฆ- ปริณายก นั่นแปลว่ามันเป็นความมีเจตนาชั่ว ในกรณีดังกล่าว จิตของ เราก็เป็นจิตที่ข้องอยู่ในโลก และการกระทำของเราก็คือ การปล้นยื้อ แย่งบัลลังก์อันศักดิ์สิทธิ์ของพระสังฆปริณายก. แต่ถ้าเราจะไม่เขียน โศลกยื่นท่าน เราก็ไม่มีโอกาสจะได้รับทราบธรรมะนั้น. มันช่างยากที่ จะตัดสินใจเสียจริง ๆ." ที่หน้าหอสำนักของพระสังฆปริณายกนั้น มีช่องทางเดินตลอด สามช่อง, ที่ผนังของช่องเหล่านี้ โลชุน จิตรกรเอกแห่งราชสำนักได้ เขียนภาพต่าง ๆ จาก "ลังกาวตารสูตร" แสดงถึงการกลับกลายร่าง ของผู้ที่เข้าประชุม และเขียนภาพอันแสดงถึงชาติวงศ์ ของพระสังฆ- ปริณายกทั้งห้าองค์ เพื่อเป็นความรู้ของประชาชน และให้ประชาชนได้ ทำสักการะบูชา. เมื่อชินเชาแต่งโศลกเสร็จแล้ว ได้พยายามที่จะส่งต่อพระสังฆ- ปริณายกตั้งหลายหน แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้จะถึงหอสำนักของพระ- สังฆปริณายกทีไร หัวใจเต้นเหงื่อกาฬแตกท่วมตัวทุกที. เขาไม่สามารถ ๕
น.25 ที่จะแข็งใจเข้าไปส่งได้สำเร็จ ชั่วเวลาเพียง ๔ วัน เขาพยายามถึง ๑๓ ครั้ง. ในที่สุดเขาก็ตกลงใจว่า "เราจะเขียนมันไว้ที่ฝาผนังช่องทางเดิน ให้พระสังฆปริณายกท่านเห็นเองดีกว่า. ถ้าถูกใจท่าน เราจึงค่อยออกมา นมัสการท่าน และเรียนท่านว่าเราเป็นผู้เขียน, ถ้าท่านเห็นว่ามันผิดใช้ ไม่ได้ ก็แปลว่าเราได้เสียเวลาไปหลายปีในการมาอยู่บนภูเขานี้ และทำ ให้ชาวบ้านหลงเคารพกราบไหว้เสียเป็นนาน โดยไม่คู่ควรกันเลย. และ เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็แปลว่าเราไม่ได้ก้าวหน้าในการศึกษาพระธรรมเลยแม้ แต่น้อย มิใช่หรือ?" ครั้นถึงเวลาเที่ยงคืนในวันนั้น ชินเชาถือตะเกียงลอบไปเขียน โศลกที่เขาแต่งขึ้นไว้ ที่ผนังช่องทางเดินทางทิศใต้ โดยหวังอยู่ว่า พระ- สังฆปริณายกจะได้เห็นและหยั่งทราบถึงวิปัสสนาญาณที่เขาได้บรรลุ โศลกนั้นมีว่า : "กายของเราคือต้นโพธิ์ ๑ ใจของเราคือกระจกเงาอันใส เราเช็ดมันโดยระมัดระวังทุก ๆ ชั่วโมง และไม่ยอมให้ฝุ่นละอองจับ" พอเขียนเสร็จ เขาก็รีบกลับไปห้องของเขาทันที โดยไม่มีใคร ทราบการกระทำของเขา ครั้นไปถึงแล้วเขาวิตกต่อไปว่า "พรุ่งนี้ถ้าพระ- สังฆปริณายกเห็นโศลกของเรา และพอใจ ก็แปลว่าเราพร้อมที่จะได้รับ ธรรมะอันลึกซึ้งของท่าน แต่ถ้าท่านติว่าใช้ไม่ได้ มันก็แปลว่าเรายังไม่ ๑. ต้นโพธิ์ในที่นี้ หมายถึงไม้เนื้ออ่อนไม่มีแก่น ได้แก่ไม้ตระกูลมะเดื่อ (Ficus) ทั่วไป. ข้อนี้ หมายถึงความไม่มีแก่นสารของร่างกาย และเห็นความสำคัญอยู่ที่ใจ ซึ่งจะต้องคอยรักษาให้ สะอาดตามสภาพเดิมอยู่เสมอ ขอเตือนผู้อ่านและผู้ศึกษาให้กำหนดจำข้อความในตอนนี้ให้ดี เพราะเป็นข้อความที่ชี้ให้เห็นว่า เซ็นไม่เห็นพ้องกับมติที่ว่ามีอาตมัน ซึ่งจะทราบได้เมื่ออ่านต่อ ไปถึงตอนข้างหน้า ซึ่งปฏิเสธความมีอยู่แห่งกระจก. - ผู้แปลเป็นไทย
น.26 สมควรที่จะได้รับธรรมะอันนั้น เนื่องจากความชั่วที่เราทำไว้แต่ชาติ ก่อน ๆ มาหุ้มห่อใจเราอย่างหนาแน่น. มันเป็นการยากเย็นเหลือเกิน ในการที่จะทายว่า พระสังฆปริณายกจะมีความรู้สึกอย่างไรในโศลกอัน นั้น." เขาได้คิดทบทวนอยู่เช่นนั้นจนกระทั่งคืนยังรุ่ง นั่งก็ไม่เป็นสุข นอนก็ไม่เป็นสุข. แต่พระสังฆปริณายกได้ทราบอยู่ก่อนแล้วว่า ชินเชาผู้นี้ยังไม่ได้ ก้าวเข้าไปในประตูแห่งการตรัสรู้ และเขายังไม่ซึมทราบในจิตเดิมแท้ (Essence of Mind) พระสังฆปริณายก ได้กล่าวแก่โลชุนช่างเขียนว่า "เสียใจที่ได้ รบกวนท่านให้มาจนถึงนี่. บัดนี้เห็นว่า ผนังเหล่านี้ไม่ต้องเขียนภาพเสีย แล้ว เพราะสูตร ๆ นั้นได้กล่าวไว้ว่า 'สรรพสิ่งที่มีรูป หรือมีความปรากฏ กิริยาอาการ ย่อมเป็นอนิจจังและเป็นมายา." ฉะนั้นควรปล่อยโศลกนั้น ไว้บนผนังอย่างนั้น เพื่อให้มหาชนได้ศึกษาและท่องบ่น. และถ้าเขา ปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อความที่สอนไว้นั้น เขาก็จะพ้นทุกข์ ไม่ต้องไป เกิดในอบายภูมิ. อานิสงส์ที่ผู้ปฏิบัติตามจะพึงได้รับนั้นมีมากนัก." ครั้นกล่าวดังนั้นแล้ว พระสังฆปริณายกได้สั่งให้นำเอาธูปเทียนมา จุดบูชาที่ตรงหน้าโศลกนั้น และสั่งให้ศิษย์ของท่านทุกคนทำความเคารพ แล้วจำเอาไปท่องบ่น เพื่อให้เขาสามารถพิจารณาเห็น จิตเดิมแท้. เมื่อ ศิษย์เหล่านั้นท่องได้แล้ว ทุกคนพากันออกอุทานว่า "สาธุ!" ครั้นเวลาเที่ยงคืน พระสังฆปริณายกได้ให้คนไปตามตัวชินเซามา ที่หอ แล้วถามว่าเขาเป็นผู้เขียนโศลกนั้นใช่หรือไม่. ชินเชาได้ตอบว่า "ใช่ขอรับ กระผมมิได้เห่อเหิมเพื่อตำแหน่งสังฆปริณายก, เพียงแต่หวัง ว่าคุณพ่อจะกรุณาบอกให้ทราบว่า โศลกนั้นแสดงว่ามีแววแห่งปัญญาอยู่ ในนั้นบ้างสักเล็กน้อย หรือหาไม่." พระสังฆปริณายกได้ตอบว่า "โศลกของเจ้าแสดงว่าเจ้ายังไม่ได้รู้ ๗
น.27 แจ้ง จิตเดิมแท้. เจ้ามาถึงประตูแห่งการบรรลุธรรมแล้วเป็นนาน แต่ เจ้ายังไม่ได้ก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป. การแสวงหาความตรัสรู้อันสูงสุด ด้วยความเข้าใจอย่างของเจ้าที่มีอยู่ในขณะนี้นั้น ยากที่จะสำเร็จได้." "การที่ใครจะบรรลุอนุตตรสัมโพธิได้นั้น ผู้นั้นจะต้องสามารถ รู้แจ้งด้วยใจเอง ในธรรมชาติแท้ของตัวเอง หรือที่เรียกว่า จิตเดิมแท้ อันเป็นสิ่งที่ใครสร้างขึ้นไม่ได้ หรือทำลายให้สูญหายไปก็ไม่ได้. ชั่วเวลา ขณะจิตเดียวเท่านั้น ผู้นั้นสามารถเห็นแจ้งจิตเดิมแท้ได้โดยตลอดกาล ทั้งปวง ต่อจากนั้นทุก ๆ สิ่งก็จะเป็นอิสระจากการถูกกักขัง กล่าวคือ จะเป็นวิมุติหลุดพ้นไป. ตถตา. (คือความเป็นแต่ที่เป็นอยู่เช่นนั้น ไม่ อาจเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้, ซึ่งเป็นชื่อของจิตเดิมแท้อีกชื่อหนึ่ง) ปรากฏ ขึ้นเป็นครั้งเดียวหรือชั่วขณะจิตเดียว ผู้นั้นก็จะเป็นอิสระจากความหลงได้ ตลอดกาลไม่มีที่สิ้นสุด. ไม่ว่าสถานการณ์รอบข้างจะเป็นเช่นไร ใจของผู้ นั้น ก็จะยังคงอยู่ในสภาพแห่ง "ความเป็นเช่นนั้น" . สถานะเช่นนี้ ที่จิต ได้ลุถึงนั่นแหละคือตัวสัจจธรรมแท้. ถ้าเจ้าสามารถเห็นสิ่งทั้งปวง โดย ลักษณะการเช่นนี้ เจ้าจะได้รู้แจ้งจิตเดิมแท้ ซึ่งเป็นการตรัสรู้อันสูงสุด." "เจ้ากลับไปเสียก่อนดีกว่า ไปคิดมันอีกสักสองวัน แล้วเขียนโศลก อันใหม่มาให้ฉัน. ถ้าโศลกของเจ้าแสดงว่า เจ้าเข้าพ้นประตูไปแล้ว ฉันจะ มอบผ้ากาสาวพัสตร์ และธรรมะ (แห่งนิกายธยานะ) ให้แก่เจ้าสืบทอดไป." ชินเชา กราบพระสังฆปริณายกแล้วหลีกไป. เวลาล่วงเลยมาหลายวัน เขาก็ยังจนปัญญา ในการที่จะเขียนโศลกอันใหม่. มันทำให้ใจของเขาหก หัวกลับ ไม่รู้บนล่างเหมือนคนถูกผีอำ เป็นไข้ทั้งที่ตัวเย็นชืดเหมือนกับที่ คนกำลังฝันร้ายจะนั่งหรือเดินอย่างไร ก็ไม่พบอิริยาบถที่ผาสุก. * * * * เวลาล่วงมาอีกสองวัน บังเอิญเด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินผ่านมาทางห้อง ที่อาตมา ตำข้าวอยู่. เด็กคนนั้น ได้เดินท่องโลกของชินเชา ที่จำมาจาก ๘
น.28 ฝาผนัง อย่างดัง ๆ. พอได้ยินโศลกนั้น อาตมาก็ทราบได้ทันทีว่าผู้แต่ง โศลกนั้น ยังไม่ใช่ผู้เห็นแจ้งใน จิตเดิมแท้. แม้ว่าในเวลานั้น อาตมา ยังมิได้รับคำอธิบายอะไรเกี่ยวกับข้อความในโศลกนั้น อาตมาก็ยังเข้าใจใน ความหมายทั่ว ๆ ไปของมันได้เป็นอย่างดี อยู่เองแล้ว. อาตมาถามเด็กนั้นว่า "โศลกอะไรกันนี่?" เด็กเขาตอบว่า "ท่านคน ป่าคนเยิง, ท่านไม่ทราบเรื่องโศลกนี้ดอกหรือ? พระสังฆปริณายกได้ ประกาศแก่ศิษย์ทั้งหลายว่า ปัญหาเรื่องการเกิดใหม่ไม่รู้สิ้นสุดนั้น เป็น ปัญหาเฉพาะหน้าของคนทั้งหลาย, และว่าผู้ใดปรารถนาจะได้รับมอบผ้า กาสาวพัสตร์และธรรมะ (แห่งนิกายเซ็น) จะต้องเขียนโศลกให้ท่าน โศลกหนึ่ง, และว่าผู้ที่รู้แจ้งจิตเดิมแท้ จะได้รับมอบของเหล่านั้นและ จะถูกแต่งตั้งเป็นพระสังฆปริณายกองค์ที่หก. ท่านชินเชาศิษย์ผู้อาวุโส ได้เขียนโศลกเรื่อง "ไม่มีรูป" โศลกนี้ไว้ที่ผนัง ทางเดินด้านทิศใต้ และ พระสังฆปริณายกให้สั่งให้พวกเราท่องบ่นโศลกอันนี้ไว้. และท่านยังได้ กล่าวไว้ด้วยว่า ผู้ใดเก็บเอาคำสอนนี้ไปปฏิบัติ ผู้นั้นจะได้รับอานิสงส์ เป็นอันมาก จะพ้นจากทุกข์แห่งการเกิดในอบายภูมิ.” อาตมาได้บอกแก่เด็กหนุ่มคนนั้นว่า อาตมาก็ปรารถนาที่จะท่อง บ่นโศลกนั้นเหมือนกัน เผื่อว่าในภพเบื้องหน้า จะได้พบคำสอนเช่น นั้นอีก. อาตมาได้บอกเขาด้วยว่า แม้อาตมาจะได้ตำข้าวอยู่ที่นี่ตั้งแปด เดือนมาแล้ว ก็ไม่เคยเดินผ่านไปแถวช่องทางเดินเหล่านั้นเลย เขาจะ ต้องนำอาตมาไปถึงที่ที่โศลกนั้นเขียนไว้บนผนัง เพื่อให้อาตมาได้มีโอกาส ทำการบูชาโศลกนั้น ด้วยตนเอง. เด็กหนุ่มนั้น นำอาตมาไปยังที่นั่น อาตมาขอร้องให้เขาช่วยอ่านให้ ฟัง เพราะอาตมาไม่รู้หนังสือ เจ้าหน้าที่เสมียนพนักงานแห่งตำบลกองเจา คนหนึ่ง ชื่อ จางตัตยุง เผอิญมาอยู่ที่นั้นด้วย ได้ช่วยอ่านให้ฟัง. เมื่อ เขาอ่านจบ อาตมาได้บอกแก่เขาว่า อาตมาก็ได้แต่งโศลกไว้โศลกหนึ่ง เหมือนกัน และขอให้เขาช่วยเขียนให้อาตมาด้วย. เขาออกอุทานว่า ๙
น.29 "พิลึกกึกกือเหลือเกิน ที่ท่านก็มาแต่งโศลกกับเขาได้ด้วย." อาตมาได้ตอบว่า "ถ้าท่านเป็นผู้ที่เสาะแสวงหาการบรรลุธรรมอัน สูงสุดคนหนึ่งกะเขาด้วยละก็, ท่านอย่าดูถูกคนเพิ่งเริ่มต้น. ท่านควรจะ รู้ไว้ว่า คนที่ถูกจัดเป็นคนชั้นต่ำ ก็อาจมีปฏิภาณสูงได้เหมือนกัน และ คนชั้นสูง ก็ปรากฏว่า ยังขาดสติปัญญาอยู่บ่อยๆ ถ้าท่านดูถูกคน ก็ชื่อว่า ท่านทำบาปหนัก." เขากล่าวว่า "ไหนเล่า จงบอกโศลกของท่านมาซี ฉันจะช่วยเขียน ให้ท่าน แต่อย่าลืมช่วยฉันนะ ขอให้ท่านลุความสำเร็จในธรรมของท่าน เถิด." โศลกของอาตมามีว่า : "ไม่มีต้นโพธิ์ ทั้งไม่มีกระจกเงาอันใสสะอาด เมื่อทุกสิ่งว่างเปล่าแล้ว ฝุ่นจะลงจับอะไร?" เมื่อเขาเขียนโศลกนี้ลงที่ผนังแล้ว ทั้งพวกศิษย์และคนนอกทุก คน ที่อยู่ที่นั่น ต่างพากันประหลาดใจอย่างยิ่ง. จิตใจเต็มตื้นไปด้วย ความชื่นชม เขาพากันกล่าวแก่กันและกันว่า "น่าประหลาดเหลือเกิน! ไม่ต้องสงสัยเลย เราไม่ควรตัดสินใครว่าเป็นอย่างไร ด้วยการเอารูปร่าง ภายนอกเป็นประมาณ. มันเป็นไปได้อย่างไรกันหนอ ที่เราพากันใช้สอย โพธิสัตว์ผู้อวตาร ให้ทำงานหนักให้แก่เรา มานานถึงเพียงนี้?" พระสังฆปริณายก เห็นคนเหล่านั้นพากันเต็มตื้น ไปด้วยความ อัศจรรย์ใจ ท่านจึงเอารองเท้าลบโศลก อันที่เป็นของอาตมาออกเสีย ถ้าไม่ทำดังนั้น พวกคนที่มักริษยาจะพากันทำร้ายอาตมา. พระสังฆ- ปริณายก แสดงความรู้สึกบางอย่างออกมา ซึ่งทำให้คนเหล่านั้นพอใจที่ ๑๐
น.30 จะคิดว่า แม้ผู้ที่เขียนโศลกอันนี้ก็ยังไม่ใช่เป็นผู้ที่เห็นแจ้ง จิตเดิมแท้ เหมือนกัน! วันรุ่งขึ้น พระสังฆปริณายกได้ลอบมาที่โรงตำข้าวอย่างเงียบ ๆ ครั้นเห็นอาตมาตำข้าวอยู่ด้วยสากหิน ท่านกล่าวแก่อาตมาว่า "ผู้ค้นหา หนทางต้องยอมเสี่ยงชีวิตของตนเพื่อธรรมะ. เขาควรทำเช่นนั้นมิใช่ หรือ?" แล้วท่านถามอาตมาต่อไปว่า "ข้าวได้ที่แล้วหรือ?" อาตมาตอบ ท่านว่า "ได้ที่นานแล้ว ยังรอคอยอยู่ก็แต่ตะแกรงสำหรับร่อนเท่านั้น." ท่านเคาะครกตำข้าวด้วยไม้เท้า ๓ ครั้ง แล้วก็ออกเดินไป. อาตมาทราบดีว่าการบอกใบ้เช่นนั้น หมายความว่ากระไร ดังนั้น ในเวลาสามยามแห่งคืนนั้น อาตมาจึงไปที่ห้องท่าน ท่านใช้จีวรขึ้นขึงบัง มิให้ใครเห็นเราทั้งสอง แล้วท่านก็ได้อธิบายข้อความอันลึกซึ้งในวัชรสูตร (กิมกังเก็ง) ให้แก่อาตมา. เมื่อท่านได้อธิบายมาถึงข้อความที่ว่า "คนเรา ควรจะใช้จิตของตน ในวิถีทางที่มันจะเป็นอิสระได้จากเครื่องข้อง ทั้งหลาย" ๑ ทันใดนั้น อาตมาก็ได้บรรลุการตรัสรู้ธรรมโดยสมบูรณ์ ๑. บันทึกของ ออน คณาจารย์แห่งนิกายธยานะผู้หนึ่ง มีว่า : คำว่า "เป็นอิสระได้จากเครื่องข้องทั้งหลาย" นั้น หมายความว่า ไม่ข้องแวะอยู่ในรูป หรือวัตถุ ไม่ข้องแวะอยู่ในเสียง ไม่ข้องแวะอยู่ในความหลง ไม่ข้องแวะอยู่ในการตรัสรู้ ไม่ ข้องแวะอยู่ในสิ่งอันเป็นตัวยืนโรง ไม่ข้องแวะอยู่ในสิ่งอันเป็นคุณลักษณะที่อาศัย (อยู่กับตัว ที่ยืนโรง), คำว่า "ใช้จิต" นั้น หมายความว่า ให้ "จิตเอก" (กล่าวคือ ตัวจิตร่วมของสากลโลก) ได้ปรากฏตัวมันเองในที่ทุกแห่ง. อธิบายว่า เมื่อใดจิตประกอบอยู่ด้วยเมตตา หรือโทสะก็ตาม เมื่อนั้นตัวเมตตาหรือตัวโทสะก็ปรากฏแทนเสีย, ส่วนตัว "จิตเดิมแท้" ลับหายไป. แต่เมื่อจิต ของเราไม่ประกอบอยู่ด้วยอะไรเลย เราก็ย่อมเห็นได้โดยประจักษ์ว่า โลกนี้ทั้งสิบภาค (หรือ สิบทิศ) ไม่ใช่อะไรอื่นไกล นอกไปจากความปรากฏของ "จิตเอก" นั้น เท่านั้น. คำอธิบายข้างบนนี้แน่นแฟ้นและตรงจุด. นักศึกษาที่เป็นเจ้าตำรานั้น ไม่สามารถให้คำ อธิบายที่น่าพอใจเช่นนี้ได้ เพราะเหตุนั้น คณาจารย์ฝ่ายธยานะ (รวมทั้งท่าน ออน อาจารย์ ฝ่ายธยานะมีชื่อของประเทศด้วย ผู้หนึ่ง) จึงอยู่สูงกว่าพวกที่เทศนาสั่งสอน ตามพระไตรปิฎก. - ดิ ปิง เซ่ ๑๑
น.31 และได้เห็นแจ้งชัดว่า "ที่แท้ทุก ๆ สิ่งในสากลโลกนี้ก็คือตัว จิตเดิมแท้ นั่นเอง มิใช่อื่นไกล." อาตมาได้ร้องขึ้นในที่เฉพาะหน้าพระสังฆปริณายก ในที่นั้นว่า "แหม! ใครจะไปคิดว่า จิตเดิมแท้ นั้น เป็นของบริสุทธิ์ อย่างบริสุทธิ์ แท้จริง! ใครจะไปคิดว่า จิตเดิมแท้ นั้น เป็นอิสระไม่อยู่ภายใต้อำนาจ ความต้องเป็นอยู่ หรือภายใต้ความดับสูญ อย่างอิสระแท้จริง! ใครจะ ไปคิดว่า จิตเดิมแท้ นั้น เป็นสิ่งที่มีความสมบูรณ์อยู่ในตัวมันเอง อย่างสมบูรณ์แท้จริง! ใครจะไปคิดว่า จิตเดิมแท้ นั้น เป็นสิ่งที่อยู่นอก เหนือความเปลี่ยนแปลง อย่างนอกเหนือแท้จริง! ใครจะไปคิดว่า ทุก สิ่งทุกอย่างที่ปรากฏออกมานี้ ไหลเทออกมาจากตัว จิตเดิมแท้!" เมื่อพระสังฆปริณายก สังเกตเห็นว่า อาตมาได้เห็นแจ้งแล้วใน จิตเดิมแท้ ท่านได้กล่าวว่า "สำหรับผู้ที่ไม่รู้จักจิตใจของตัวเอง ว่าคือ อะไร ก็ป่วยการที่ผู้นั้นจะศึกษาพุทธศาสนา. ตรงกันข้าม, ถ้าผู้ใดรู้จัก จิตใจของตนเองว่าเป็นอะไร และเห็นด้วยปัญญาอย่างซึมซาบว่า ธรรมชาติ แท้ของตนเองคืออะไรด้วยแล้ว ผู้นั้นคือวีรมนุษย์ (นายโรงโลก) คือ ครูของเทวดาและมนุษย์ คือพุทธะ." ดังนั้น, ในฐานะที่ความรู้ย่อมไม่เป็นของบุคคลใดแต่ผู้เดียว. ธรรมะอันนั้นจึงถูกมอบตกทอดมายังอาตมาในเที่ยงคืนวันนั้นเอง, ผล ก็คืออาตมาเป็นทายาทผู้ได้รับมอบทอดช่วง คำสั่งสอนแห่งนิกาย "ฉับ- พลัน" (Sudden School) พร้อมทั้งจีวรและบาตร (อันเป็นเครื่อง หมายตำแหน่งสังฆปริณายกแห่งนิกายนี้สืบลงมาตั้งแต่สังฆปริณายก องค์แรก). พระสังฆปริณายกได้กล่าวสืบไปว่า "บัดนี้ ท่านเป็นสังฆปริณายก องค์ที่หก ท่านต้องคุ้มครองตัวของท่านให้ดี จงช่วยมนุษย์ให้มากพอที่ จะช่วยได้. จงทำการเผยแพร่คำสอน และสืบอายุคำสอนไว้อย่าให้ขาด ๑๒
น.32 ตอนลงได้." จงจำโศลกโคลงอันนี้ของเราไว้ : "สัตว์ที่มีความรู้สึกนึกคิด ซึ่งเราหว่านเมล็ดพืชพันธุ์แห่งการตรัสรู้ ลงในเนื้อนาแห่งความเป็นไปตามอำนาจแห่งเหตุผลแล้ว จะเก็บ เกี่ยวผลถึงพุทธภูมิ วัตถุมิใช่สัตว์ที่มีความรู้สึกนึกคิด เป็นสิ่งว่างเปล่าจากธรรมชาติ แห่งพุทธะ ย่อมไม่หว่าน และไม่เก็บเกี่ยวเลย" แล้วท่านได้กล่าวสืบไปว่า "เมื่อพระสังฆปริณายกนามว่า โพธิธรรม ได้มาสู่ประเทศจีนนี้เป็นครั้งแรก ชาวจีนส่วนมากไม่ยอมเชื่อในท่าน, ดังนั้น ผ้ากาสาวพัสตร์นี้ จึงเกิดเป็นธรรมเนียมที่จะต้องมอบต่อ ๆ กันไป จากพระสังฆปริณายกองค์หนึ่งไปยังอีกองค์หนึ่ง ในฐานะเป็น เครื่องหมาย. สำหรับธรรมะนั้นเล่า ก็มอบทอดช่วงกันไปตัวต่อตัวโดย ทางใจ (จิตถึงจิต) ไม่เกี่ยวกับคัมภีร์และผู้รับมอบนั้น ต้องเป็นผู้ที่เห็น ธรรมะนั้นแล้วอย่างแจ่มแจ้ง ด้วยความพยายามของตนเองโดยเฉพาะ นับตั้งแต่อดีตกาลอันกำหนดนับไม่ได้เป็นต้นมา เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ กันสำหรับพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ก็จะมอบหัวใจคำสอนของพระองค์ให้ แก่ผู้จะสืบอายุพระพุทธศาสนาต่อไป, แม้สำหรับพระสังฆปริณายก หัวหน้าแห่งนิกายองค์หนึ่ง ๆ ก็เหมือนกัน ย่อมจะมอบคำสอนอัน เร้นลับแห่งนิกายนั้นโดยตัวต่อตัว ให้แก่พระสังฆปริณายกที่รองลำดับ ลงไปโดยความรู้ทางใจ (ไม่เกี่ยวกับตำรา). แต่สำหรับผ้ากาสาวพัสตร์ และบาตรนี้อาจเป็นต้นเหตุแห่งการยื้อแย่งเถียงสิทธิกันขึ้นก็ได้ ท่าน เป็นคนสุดท้ายที่ได้รับมอบในเวลานี้ ท่านควรมอบมันไปเสียแก่ผู้ที่จะ รับสืบต่อจากท่านได้ ชีวิตของท่านกำลังล่อแหลมต่ออันตราย. จงเดิน ทางไปเสียจากที่นี่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ มิฉะนั้นจะมีคนทำอันตราย ท่าน." ๑๓
น.33 อาตมาถามท่านว่า ควรจะไปทางไหน ท่านตอบว่า "จงหยุดที่ตำบล เวย แล้วซ่อนอยู่ผู้เดียวที่ตำบลวุย. " เมื่อได้รับมอบผ้ากาสาวพัสตร์และบาตรในตอนเที่ยงคืนเสร็จแล้ว อาตมาได้กล่าวกะท่านว่า เนื่องจากตัวเป็นชาวใต้ จะรู้จักเดินทางไปตาม ภูเขาได้อย่างไร และไม่สามารถเดินไป (เพื่อลงเรือ) ที่ปากแม่น้ำได้. ท่านตอบว่า "อย่าร้อนใจ เราจะไปด้วย." ท่านได้มาเป็นเพื่อนอาตมา จนถึงกิวเกียง, ณ ที่นั้นท่านได้บอก ให้อาตมาลงเรือลำหนึ่ง. ท่านแจวเรือนั้นด้วยตนเอง อาตมาจึงขอร้อง ให้ท่านนั่งลงเสีย และอาตมาจะแจวเอง. ท่านตอบว่า "มันเป็นสิทธิฝ่าย เราผู้เดียวเท่านั้นในการที่จะพาท่านข้ามไป. (ในที่นี้หมายถึงทะเลแห่ง การเกิดตาย ซึ่งคนเราจะต้องข้าม ก่อนแต่จะลุถึงฝั่งคือนิพพาน)." อาตมาจึงตอบท่านว่า "เมื่อกระผมยังอยู่ภายใต้โมหะ ก็เป็นหน้าที่ที่คุณ พ่อจะต้องพากระผมข้ามไป. แต่เมื่อได้บรรลุธรรมเป็นการตรัสรู้แล้ว กระผมก็ควรจะข้ามมันด้วยตนเอง. (คำว่า 'ข้าม' ทั้งสองแห่งนั้น แม้ เขียนเหมือนกัน แต่ความหมายต่างกัน). โดยที่กระผมเกิดที่บ้านนอก ชายแดน แม้การพูดจาของกระผมยังแปร่งไม่ถูกต้องในการออกเสียง ก็ตาม แต่กระผมก็ได้รับเกียรติจากคุณพ่อ ในการที่ได้รับมอบธรรมะ อันนั้นจากคุณพ่อ, ฉะนั้นก็แปลว่ากระผมได้บรรลุธรรมแล้ว มันควร จะเป็นสิทธิของกระผม ในการที่จะพาตัวเองข้ามทะเลแห่งความเกิด ตายไปได้ด้วยการที่ตนเห็นแจ้ง จิตเดิมแท้ของตนเองแล้ว." "ถูกแล้ว ถูกแล้ว," ท่านรับรอง. แล้วท่านกล่าวต่อไปว่า "นับจำ เดิมแต่นี้เป็นต้นไป เพราะอาศัยท่านเป็นเหตุ พุทธศาสนา (หมายถึง นิกายธฺยานะ) จะแผ่กว้างขวางไพศาล, นับตั้งแต่จากกันวันนี้แล้ว อีก สามปีเราก็จะลาจากโลกนี้ไป. ท่านจงเริ่มต้นการจาริกของท่านตั้งแต่ บัดนี้เถิด, จงลงไปทางใต้ให้เร็วเท่าที่จะเร็วได้. อย่าด่วนทำการเผยแพร่ ๑๔
น.34 ให้เร็วเกินไป เพราะว่าพุทธธรรมนี้ (หมายถึงนิกายธฺยานะ) ไม่เป็น ของที่เผยแพร่ได้โดยง่ายเลย." เมื่อได้กล่าวคำอำลาท่านแล้ว อาตมาก็จากท่าน เดินทางลงมาทาง ทิศใต้. เป็นเวลาประมาณสองเดือน อาตมาก็มาถึงภูเขาไต้ยู้. ณ ที่นี้ อาตมาได้สังเกตเห็นว่ามีคนหลายร้อยคนติดตามรอยอาตมามา ด้วย หวังจะยื้อแย่งผ้ากาสาวพัสตร์ และบาตร. (เป็นปูชนียวัตถุของพระ- พุทธเจ้า) ในจำพวกคนที่ติดตามมานั้น มีภิกษุอยู่ด้วยรูปหนึ่งชื่อไวมิง เมื่อ เป็นฆราวาสใช้แซ่สกุลว่า เซ็น และมียศนายทหารเป็นนายพลจัตวา, มีกิริยาหยาบคายโทสะฉุนเฉียว ในบรรดาคนที่ติดตามอาตมามานั้น เขาเป็นคนที่สะกดรอยเก่งที่สุด. ครั้นเขามาใกล้จวนจะถึงตัวอาตมา อาตมาก็วางผ้ากาสาวพัสตร์กับบาตรลงบนก้อนหิน ประกาศว่า "ผ้านี้ ไม่เป็นอะไรอื่น นอกจากจะเป็นเครื่องหมายเท่านั้น. จะมีประโยชน์อะไร ในการที่จะยื้อแย่งเอาไปด้วยกำลัง." (แล้วอาตมาก็หลบไปซ่อนเสีย). ครั้นภิกษุไวมิงมาถึงก้อนหินนั้น เขาพยายามที่จะหยิบมันขึ้น แต่กลับปรากฏว่าเขาไม่สามารถจะทำเช่นนั้นได้. แล้วเขาได้ตะโกนว่า "พ่อน้องชาย พ่อน้องชาย, ฉันมาเพื่อหาธรรมะ ไม่ใช่มาเพื่อเอาผ้า," (พึงทราบว่าเวลานี้ พระสังฆปริณายกองค์ที่หกนี้ยังไม่ได้รับการอุปสมบท จึงถูกเรียกว่า พ่อน้องชาย, เหมือนที่ฆราวาสเขาเรียกกัน) ต่อจากนั้น อาตมาก็ออกจากที่ซ่อน นั่งลงบนก้อนหินนั้น. ภิกษุ ไวมิงทำความเคารพ แล้วกล่าวว่า "น้องชาย แสดงธรรมแก่ฉันเถิด ช่วยที." อาตมาได้กล่าวกะภิกษุไวมิงว่า "เมื่อความประสงค์แห่งการมา เป็นความประสงค์เพื่อจะฟังธรรมแล้ว ก็จงระงับใจไม่ให้คิดถึงสิ่งใด ๆ แล้วทำใจของท่านให้ว่างเปล่า, เมื่อนั้นข้าพเจ้าจึงจะสอนท่าน." ครั้นเขา ๑๕
น.35 ทำดังนั้นชั่วเวลาพอสมควรแล้ว อาตมาได้กล่าวว่า "เมื่อท่านทำในใจไม่ คิดทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว (รู้จักสิ่งที่ไม่ดีและไม่ชั่ว) แล้ว ในเวลานั้นเป็น อะไร. ท่านที่นับถือ, นั่นคือธรรมชาติแท้ของท่าน (ตามตัวหนังสือ, เรียก หน้าตาดั้งเดิมของท่าน) มิใช่หรือ?" พอภิกษุไวมิงได้ฟังดังนั้น ท่านก็บรรลุธรรมทันที. แต่ท่านได้ถาม ต่อไปว่า "นอกจากคำสอนและข้อคิดอันเร้นลับ ที่พระสังฆปริณายก ท่านมอบต่อ ๆ กันลงไป หลายชั่วพระสังฆปริณายกมากันแล้วนั้น ยังมี คำสอนเร้นลับอะไรอีกบ้างไหม?" อาตมาตอบว่า "สิ่งที่ข้าพเจ้านำมา สอนให้ท่านได้นั้น ไม่ใช่ข้อเร้นลับอะไร คือถ้าท่านมองย้อนเข้าข้างใน ๑ ท่านจะเห็นสิ่งซึ่งเร้นลับมีอยู่ในตัวท่านแล้ว." ภิกษุไวมิงได้กล่าวขึ้นว่า "แม้ฉันจะอยู่ที่วองมุยมานมนาน ฉันก็ ไม่ได้เห็นแจ้งตัวธรรมชาติแท้ของจิตฉันเลย. บัดนี้รู้สึกขอบคุณเหลือ เกินในการชี้ทางของท่าน. ฉันรู้สิ่งนั้นชัดแจ้ง เหมือนที่คนดื่มน้ำเขารู้ แจ้งชัดว่า น้ำที่เขาดื่มนั้นร้อนหรือเย็นอย่างไร. พ่อน้องชายเอ๋ย บัดนี้ ท่านเป็นครูของฉันแล้ว." ๑. หลักสำคัญที่สุดในคำสอนของนิกายธฺยานะนั้น คือ "การมองด้านใน" หรือ "การเฝ้าดูแต่ ภายใน" หมายถึงการหมุนให้ "แสง" ของตัวเอง ฉายกลับเข้าภายใน. ถ้าจะเปรียบ เราควรจะ เปรียบกับตะเกียง คือเราทราบดีว่าแสงของตะเกียงนั้น เมื่อมีโป๊ะครอบอยู่โดยรอบ ก็ย่อม กระท้อนกลับเข้าภายใน. พร้อมทั้งรัศมีทั้งหมดไปรวมจุดศูนย์กลางอยู่ที่ดวงไฟ ผิดกับตะเกียงที่ ไม่มีโป๊ะครอบ แสงก็จะพร่าจางหายไปในภายนอก. เมื่อเราคอยแต่จะวิพากษ์วิจารย์ผู้อื่น ซึ่ง เป็นสิ่งที่เรามักเคยทำกันจนเคยตัว ก็เป็นการยากที่จะหมุนความคิดนึกให้มาสนใจแต่ตัวเอง โดยเฉพาะ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นการยากที่จะทราบเรื่องต่าง ๆ ของตัวเอง. โดยลักษณะตรง กันข้าม พวกนิกายธฺยานะหมุนความสนใจส่องกลับเข้าภายในทั้งหมด และส่องระดมลงไปที่ "ธรรมชาติแท้" ของตัวเอง ซึ่งเรียกกันในระหว่างชนชาวจีนว่า "หน้าตาดั้งเดิม" ของตัวเอง เพื่อมิให้ผู้อ่านผ่านพ้นความสำคัญตอนนี้ไปเสีย จึงควรบันทึกข้อความนี้ไว้เป็นเครื่อง สะกิดใจว่า ในประเทศจีนแห่งเดียวเท่านั้น พุทธบริษัทจำนวนพัน ๆ ได้บรรลุธรรมถึงขั้นสูง โดยการปฏิบัติตามคำสอนอันฉลาด (ในการลัดทางตรง) ของพระสังฆปริณายกองค์ที่หกนี้. - ดิ ปิง เซ่ ๑๖
น.36 อาตมาตอบว่า "ถ้าเป็นดังนั้นจริงแล้ว ท่านกับข้าพเจ้า ก็เป็น ศิษย์ร่วมอาจารย์เดียวกัน ของพระสังฆปริณายกองค์ที่ห้า. ท่านจงคุ้ม ครองตัวของท่านให้ดีเถิด." เมื่อเขาถามอาตมาว่าต่อจากนี้ไป เขาควรจะ ไปทางไหน อาตมาก็ตอบแก่เขาว่า ให้เขาหยุดที่ตำบลย็วน แล้วตั้ง พำนักอาศัยที่ตำบลม็อง. เขาก็ทำความเคารพแล้วจากกันไป." * * * * ต่อมาไม่นาน อาตมาก็ไปถึงตำบลโซกาย, ณ ที่นั้น พวกใจบาปได้ ตามจองล้างจองผลาญอาตมาอีก ทำให้อาตมาต้องหลบซ่อนอยู่ที่ซีวุย อันเป็นที่ซึ่งอาตมาได้อาศัยอยู่กับพวกพรานป่าตลอดเวลาถึง ๑๕ ปี. ในบางโอกาส อาตมาก็หาทางสั่งสอนเขาตามที่เขาพอจะเข้าใจได้บ้าง. เขา เคยใช้อาตมาให้นั่งเฝ้าข่ายดักจับสัตว์ของเขา, เมื่ออาตมาเห็นสัตว์มา ติดที่ข่ายนั้น ก็ปลดปล่อยให้รอดชีวิตไป. ในเวลาหุงต้มอาหาร อาตมา นำผักมาใส่ลงไปในหม้อที่เขากำลังต้ม หรือแกงเนื้อ. บางคนสงสัยก็ ถามอาตมา อาตมาตอบให้ฟังว่า แม้เนื้อนั้นแกงรวมกันอยู่กับผัก อาตมา ก็จะคัดเลือกรับประทานแต่ผักอย่างเดียวเท่านั้น. ๑ วันหนึ่ง อาตมารำพึงในใจตนเองว่า อาตมาไม่ควรจะเก็บตัวซ่อน อยู่เช่นนี้ตลอดไป มันถึงเวลาแล้ว ที่อาตมาจะทำการประกาศธรรม. ดังนั้นอาตมาจึงออกจากที่นั้น และได้ไปสู่อาวาสฟัดฉิ่นในนครกวางตุ้ง. ในขณะนั้น ภิกษุเยนซุง ผู้เป็นธรรมาจารย์มีชื่อองค์หนึ่ง กำลัง เทศนาว่าด้วยมหาปรินิรวาณสูตร อยู่ในอาวาสนั้น. มันเป็นการบังเอิญ ในวันนั้น เมื่อธงริ้วกำลังถูกลมพัดสะบัดพริ้ว ๆ อยู่ในสายลม ภิกษุ สองรูปเกิดโต้เถียงกันขึ้นว่าสิ่งที่กำลังไหวสั่นระรัวอยู่นั้น ได้แก่ลม หรือได้แก่ธงนั้นเล่า, เมื่อไม่มีทางที่จะตกลงกันได้ อาตมาจึงเสนอข้อ ตัดสินให้แก่ภิกษุสองรูปนั้นว่า ไม่ใช่ลมหรือธงทั้งสองอย่าง ที่แท้จริง ๑. พระภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ที่คิดจะแสวงหาสิ่งใดที่เป็นบุญกุศลหรือปฏิบัติธรรม แผ่เมตตาจิตกันจริง ๆ แล้ว สมควรจะเจริญรอยตามแบบอย่างนั้น - ธีรทาส ๑๗
น.37 ที่หวั่นไหวจริง ๆ นั้นได้แก่จิตของภิกษุทั้งสองรูปนั้นเองต่างหาก ที่ประชุม ที่กำลังประชุมกันอยู่ในที่นั้น พากันตื่นตะลึงในถ้อยคำที่อาตมาได้ กล่าวออกไป. และภิกษุเยนชุง ได้อาราธนาอาตมาให้ขึ้นนั่งบนอาสนะ อันสูง แล้วได้ซักถามปัญหาที่เป็นปมยุ่งต่าง ๆ ในพระสูตรที่สำคัญ ๆ หลายสูตร. เมื่อได้เห็นว่า คำตอบของอาตมาชัดเจนแจ่มแจ้งและมั่นคง และ เห็นว่าเป็นคำตอบที่มีอะไรสูงยิ่งไปกว่าความรู้ ที่จะหาได้จากตำราแล้ว ภิกษุเยนชุงได้กล่าวแก่อาตมาว่า "น้องชาย, ท่านต้องเป็นบุคคลพิเศษ เหนือธรรมดาเป็นแน่. เราได้ฟังข่าวมานานแล้วว่า บุคคลผู้ได้รับ มอบผ้ากาสาวพัสตร์ และธรรมะจากพระสังฆปริณายกองค์ที่ห้านั้น บัดนี้ ได้เดินทางลงมาทางทิศใต้แล้ว. ท่านต้องเป็นบุคคลผู้นั้น เสียแน่แล้ว." อาตมา ได้แสดงกิริยายอมรับโดยอ่อนน้อม ทันใดนั้น ภิกษุเยนชุง ได้ทำความเคารพ และขอให้อาตมานำผ้าและบาตร ซึ่งได้รับมอบ ออก มาให้ที่ประชุมดูด้วย. แล้วได้ถามอาตมาสืบไปว่า เมื่อพระสังฆปริณายก องค์ที่ห้ามอบธรรมอันเร้นลับสำหรับสังฆปริณายก ให้แก่อาตมานั้น อาตมาได้รับคำสั่งสอนอะไรอย่างใดบ้าง. อาตมาตอบว่า "นอกจากการคุ้ยเขี่ยด้วยเรื่องการเห็นแจ้งชัดใน จิตเดิมแท้แล้ว ท่านไม่ได้ให้คำสอนอะไรอีกเลย. ท่านไม่ได้เอ่ยถึงแม้ แต่เรื่องธฺยานะ (คือฌาน) และวิมุติ." ภิกษุเยนชุงสงสัย จึงถามอาตมา ว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น. อาตมาตอบว่า เพราะว่ามันจะทำให้เกิดความ หมายว่า มีหนทางขึ้นถึงสองทาง. ก็ทางในพุทธธรรมนี้ จะมีถึงสองทาง ไม่ได้. มันมีแต่ทางเดียวเท่านั้น ภิกษุเยนชุง ถามอาตมาต่อไปว่า ที่ว่ามีแต่ทางเดียวนั้นคืออะไร. อาตมาตอบว่า "ก็มหาปรินิรวาณสูตรซึ่งท่านนำออกเทศนาอยู่นั่นเอง ย่อมชี้ให้เห็นอยู่แล้วว่า ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ (ซึ่งมีอยู่ในคน ๑๘
น.38 ทุกคน) นั่นแหละคือทางทางเดียว. ยกตัวอย่างตอนหนึ่งในสูตรนั้นมี ว่า พระเจ้าโกไกวตั่ก ซึ่งเป็นโพธิสัตว์องค์หนึ่ง ได้กราบทูลถามพระ- พุทธเจ้าว่า บุคคลที่ล่วงปาราชิกสี่อย่างก็ดี หรือทำอนันตริยกรรมห้า อย่างก็ดี และพวกอัจฉันติกะ (คือมิจฉาทิฏฐินอกศาสนา) ก็ดี ฯลฯ คนเหล่านี้ จะได้ชื่อว่าถอนรากเง่าแห่งความมืด และทำลาย ธรรมชาติ แห่งความเป็นพุทธะ ของตนเองเสียแล้ว โดยสิ้นเชิงหรือหาไม่? พระ- พุทธเจ้าได้ตรัสตอบว่า รากเง่าของความดีนั้น มีอยู่สองชนิดคือ ชนิดที่ ถาวรตลอดอนันตกาล กับไม่ถาวร (Eternal, and Non-eternal.) เพราะเหตุที่ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะนั้น จะเป็นของถาวรตลอด อนันตการก็ไม่ใช่. จะว่าไม่ถาวรก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้น รากเง่าแห่งความ ดีของเขา จึงไม่ถูกถอนขึ้นโดยสิ้นเชิง." ในบัดนี้ก็เป็นที่ปรากฏแล้วว่า พุทธธรรมมิได้มีทางสองทาง. ที่ว่าทางฝ่ายดีก็มี ทางฝ่ายชั่วก็มี นั้นจริง อยู่ แต่เพราะเหตุที่ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะนั้น เป็นของไม่ดี ไม่ชั่ว เพราะฉะนั้น พุทธธรรมจึงเป็นที่ปรากฏว่าไม่มีทางถึงสองทาง. ตามความคิดของคนธรรมดาทั่วไปนั้นเข้าใจว่า ส่วนย่อย ๆ ของขันธ์ และธาตุทั้งหลายนั้น เป็นของที่แบ่งแยกออกได้เป็นสองอย่าง. แต่ผู้ที่ ได้บรรลุธรรมแล้ว ย่อมเข้าใจได้ว่า สิ่งเหล่านั้นตามธรรมชาติไม่ได้เป็น ของคู่เลย. พุทธภาวะหรือธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะนั้นไม่ใช่เป็น ของคู่." ภิกษุเยนชุง พอใจในคำตอบของอาตมาเป็นอย่างสูง. ได้ประนม มือทั้งสองขึ้นเป็นการแสดงความเคารพ แล้วท่านได้กล่าวแก่อาตมาว่า “คำอธิบายความในพระสูตรที่ข้าพเจ้าเองอธิบายไปแล้วนั้น ไร้มูลค่า เช่นเดียวกับกองขยะมูลฝอยอันระเกะระกะไปหมด ส่วนคำอธิบาย ของท่านนั้น เต็มไปด้วยคุณค่าเปรียบเหมือนทองคำเนื้อบริสุทธิ์." ครั้น แล้วท่านได้จัดการให้อาตมาได้รับการประกอบพิธีปลงผม และรับการ ๑๙
น.39 ****บรรพชาอุปสมบท เป็นภิกษุในพุทธศาสนา และได้ขอร้องให้อาตมา รับท่านไว้ในฐานะเป็นศิษย์คนหนึ่งด้วย. จำเดิมแต่นั้นมา อาตมาก็ได้ทำการเผยแพร่คำสอนแห่งสำนักตุง คือสำนักแห่งพระสังฆปริณายกองค์ที่สี่ และองค์ที่ห้า ซึ่งอยู่ในวัดตุงซั่น) ตลอดมาภายใต้ร่มเงาของต้นโพธิ์. ๑ นับตั้งแต่อาตมาได้รับมอบพระธรรมมาจากสำนักตุงซั่นแล้ว อาตมา ต้องตกระกำลำบากหลายครั้งหลายหน ชีวิตปริ่มจะออกจากร่างอยู่ บ่อย ๆ วันนี้อาตมาได้มีเกียรติมาพบกับท่านทั้งหลาย ในที่ประชุมนี้ ทั้งนี้ อาตมาต้องถือว่า เป็นเพราะเราได้เคยติดต่อสัมพันธ์กันมาเป็น อย่างดีแล้วแต่ในกัลป์ก่อน ๆ รวมทั้งอานิสงส์แห่งบุญกุศล ที่เราได้ สะสมกันไว้ ในการถวายไทยธรรมร่วมกันมาแด่พระพุทธเจ้าหลาย พระองค์ในชาติก่อน ๆ ของเรานั่นเอง. มิฉะนั้นแล้ว ไฉนเราจะมี โอกาสได้ยินได้ฟังคำสอนแห่ง "สำนักบรรลุฉับพลัน" (Sudden School) อันเป็นรากฐานที่ทำให้เราเข้าใจพระธรรมได้แจ่มแจ้ง ในอนาคตนั้นเล่า. คำสอนอันนี้ เป็นคำสอนที่ "ได้มอบสืบทอดต่อ ๆ กันลงมาจาก พระสังฆปริณายกองค์ก่อน ๆ หาใช่เป็นคำสอนที่อาตมาประดิษฐ์คิดขึ้น ด้วยตนเองไม่. ผู้ที่ปรารถนาจะสดับพระธรรมนั้น ในขั้นแรกควรจะ ชำระใจของตนให้บริสุทธิ์เสียก่อน ครั้นได้ฟังแล้ว ก็ควรจะชะล้าง ความสงสัยของตน ให้เกลี้ยงเกลาไปเฉพาะตน ๆ โดยทำนองที่พระมุนี ทั้งหลายในกาลก่อนได้เคยกระทำกันมา จงทุกคนเถิด." ครั้นจบพระธรรมเทศนา ผู้ฟังพากันปลาบปลื้มด้วยปิติ ทำความเคารพแล้วลาไป. **** ๑. คำว่าต้นโพธิ์ในที่นี้ เข้าใจว่าหมายถึงบารมีของพระพุทธเจ้า. หรือมิฉะนั้นก็หมายถึงพุทธภาวะ หรือธรรมชาติแห่งพุทธะ ซึ่งถือเป็นของสำคัญเพียงอย่างเดียวในนิกายนี้. - ผู้แปลเป็นไทย ๒๐
Buddhadasa