น.40 ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย, ปัญญาที่ทำสัตว์ให้ลุถึงการตรัสรู้นั้น มีอยู่ในตัวเราทุก ๆ คนแล้ว. แต่เป็นเพราะมีอวิชชาความมืดบอดที่ ครอบงำใจของเราไว้ เราจึงไม่มองเห็นมันด้วยตนเอง จนเราต้องเที่ยว เสาะแสวงคำแนะนำตักเตือนจากผู้อื่น ที่เขาได้เห็นแจ้งแล้วก่อนหน้าที่ เราจะรู้จัก จิตเดิมแท้ ของเราเอง. ท่านทั้งหลายควรจะทราบเอาไว้ว่า ถ้าธรรม- ชาติแห่งความเป็นพุทธะ ยังถูกห่อหุ้มเกี่ยวพันอยู่เพียงใดแล้ว มันไม่มีความ แตกต่างอะไรกันระหว่างผู้ที่เห็นแจ้งกับผู้ที่มืดบอด. ข้อที่แตกต่างกันนั้น มันอยู่ที่คนหนึ่งได้ตรัสรู้แจ่มแจ้ง (เพราะพุทธภาวะอันเกี่ยวกับผู้นั้น ถูกเพิกถอนเครื่องห่อหุ้มได้หมดจดแล้ว) ส่วนอีกคนหนึ่งยังมืดมิดอยู่. เอาละ, บัดนี้อาตมาจะได้กล่าวถึงเรื่อง มหาปรัชญาปารมิตากะท่านทั้งหลาย เพราะท่านทุก ๆ คนสามารถบรรลุถึงปัญญาอันนั้น. ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย, บรรดาพวกคนที่สวดร้องถึงคำว่า "ปรัชญา ๆ" ๑ อยู่ตลอดทั้ง ๆ วัน ก็ดูเหมือนว่าเขาเหล่านั้นไม่ได้ทราบ ๑. คำว่าปรัชญา เป็นคำสันสกฤต ตรงกับคำว่า ปัญญา ในภาษาบาลี หรือภาษาไทย แต่ในภาษาไทย นำคำนี้ไปใช้มีความหมายเป็นอย่างอื่นจากคำว่าปัญญา. ตามที่ใช้กันอยู่ โดยมากใช้หมายถึงหลัก ความคิด ที่แสดงภูมิแห่งปัญญาอันสูงสุดสายใดสายหนึ่ง. แล้วแต่เรียกว่าปรัชญาอะไร หรือปรัชญา ของใคร. แต่ในสูตรนี้ใช้คำว่า "ปรัชญา" หมายถึงปัญญาชนิดที่เพียงพอในการที่จะช่วยตัวให้ พ้นทุกข์ทั้งปวงและถือว่าปรัชญานั้น มีตามธรรมชาติติดมาในคนทุก ๆ คนแล้วแต่ดั้งเดิม หาก แต่ว่ามีโมหะมาปกคลุมเสีย คนจึงไม่รู้สึกปัญญาชนิดนี้ของตนเอง ทั้งที่มีอยู่แล้ว, กลับไปหลง หาปัญญาภายนอก ซึ่งเปรียบกับปัญญานี้ไม่ได้. - ผู้แปลเป็นไทย ๒๑
น.41 เลยว่าปรัชญานั้นมันมีอยู่ในธรรมชาติเดิมของเขาเองแล้ว. ก็การที่เพียงแต่ พูดกันถึงอาหาร ย่อมไม่อาจบำบัดความหิวได้ฉันใด ในกรณีของบุคคล ผู้เอ่ยถึงปรัชญาแต่ปาก ก็ไม่อาจขจัดความมืดบอดได้ฉันนั้น. เราอาจ พูดกันถึงเรื่อง ศูนยตา (ความว่าง) เป็นเวลาตั้งแสนกัลป์ก็ได้ แต่ว่า ลำพังการพูดอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้เราเห็นแจ่มแจ้งในจิตเดิมแท้ได้, และในที่สุดก็ไม่ได้อะไร ตามที่ตนประสงค์เลย คำว่า "มหา ปรัชญาปารมิตา" นี้ เป็นคำสันสกฤต, มีความหมายว่า "ปัญญาอันใหญ่หลวง เพื่อให้ลุถึงฝั่งฟากโน้น (แห่งทะเลสังสารวัฏ). สิ่งที่ เราต้องทำนั้น คือต้องปฏิบัติมันด้วยใจของเรา จะท่องบ่นมันหรือไม่นั้น ไม่ใช่ข้อสำคัญ. การท่องบ่นมันเฉยๆ โดยปราศจากการปฏิบัติด้วยใจนั้น จะได้ผลเหมือนกะเราไปเล่นกับอสุรกาย, หรือเหมือนกับการพรางตาของ พวกเล่นกลด้วยเวทมนต์, เหมือนกับสายฟ้าแลบ, เหมือนกับหยาดน้ำค้าง ตามใบหญ้า. แต่อีกทางหนึ่งนั้น ถ้าเราทำทั้งสองอย่าง (คือทั้งท่องบ่นและ ปฏิบัติด้วยใจ) แล้วใจของเราก็จะประเสริฐสมคล้อยกับสิ่งที่ปากของเรา กำลังท่อง. ธรรมชาติแท้ของเรานั้น คือธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ, และ นอกไปจากธรรมชาติอันนี้แล้ว หามีพุทธะที่ไหนอีกไม่เลย. คำว่า "มหา" หมายความว่าอะไร. หมายความว่า "ใหญ่หลวง." ขนาด ของใจนั้นใหญ่หลวงเหมือนกันกับของอวกาศ, ๑ มันเป็นสิ่งบัญญัติไม่ได้ คือมันไม่ใช่ของกลมหรือของเป็นเหลี่ยม, ไม่ใช่ของโตหรือของเล็ก, ไม่ใช่ ของเขียวหรือเหลือง แดงหรือขาว, ไม่ใช่ของซึ่งมีบนมีล่าง, ไม่ใช่ของสั้น หรือยาว ไม่ใช่ความชังหรือความชื่น, ไม่ใช่ความถูกหรือความผิด, ไม่ใช่ ——————————————————————————— ๑. อวกาศ หรือ Space ในสูตรนี้ หมายถึงเนื้อที่ทั้งหมด ที่สากลจักรวาลนี้ไปบรรจุอยู่ และ รวมทั้งที่ยังมีเหลือเป็นที่ว่างเปล่า เช่นท้องฟ้าระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวทั้งหลาย เป็นต้น. หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง เท่ากับเนื้อที่ของพาหิรากาศ (Ether) ทั้งหมดนั่นเอง. - ผู้แปล เป็นไทย ๒๒
น.42 ของดีหรือของชั่ว, ไม่ใช่ของอันแรกหรือของอันสุดท้าย. พุทธเกษตร (คือ ขอบเขตของพุทธะหนึ่ง ๆ) ทุกๆ เกษตรนั้น ว่างเหมือนกันกับอวกาศ, อย่างที่จะเป็นอื่นไปไม่ได้เลย, แม้ธรรมชาติ (แห่งความเป็นพุทธะ) อัน ประเสริฐของเรา ก็ว่างเช่นเดียวกัน และไม่ใช่เป็นภูมิธรรมอันเดียวเรื่อง เดียวนี้เท่านั้น ที่เราลุถึงด้วยการตรัสรู้ (เพราะว่าธรรมชาติอันนั้น) มันเป็น ของสิ่งเดียวกันกับจิตเดิมแท้ ซึ่งเป็นภาวะแห่ง " ความว่างเด็ดขาด." (กล่าว คือความว่างของสิ่งซึ่งมีอยู่แท้ๆ) ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย, เมื่อท่านทั้งหลายได้ฟังอาตมากล่าวถึง ความว่างอันนั้น ขอท่านทั้งหลายอย่าเข้าใจดิ่งไปจับเอาลัทธิที่ว่าขาดสูญ ไม่มีอะไรขึ้นมาว่าเป็นอันเดียวกัน, (เพราะว่าความเห็นว่า ขาดสูญเช่นนั้น รวมอยู่ในมิจฉาทิฏฐิ พวกอุจเฉททิฏฐิ). มันเป็นสิ่งสำคัญอย่างที่สุด ที่เรา จะต้องไม่ตกดิ่งลงไปในมิจฉาทิฏฐิอันนี้ เพราะว่าเมื่อคนเรานั่งอยู่เงียบๆ ทำใจของเขาให้ว่าง ๆ เขาก็จะตั้งอยู่ในภาวะแห่ง "ความว่างเพราะว่างเฉย" ได้เหมือนกัน. ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย, ความว่างอันไม่มีขอบเขตจำกัดของ สากลจักรวาล เป็นสิ่งที่มีความจุมากพอที่จะรวมเอาสิ่งต่าง ๆ ตั้งแสน ๆ สิ่ง ซึ่งมีรูปและสัณฐานแปลก ๆ กันเข้าไว้ในตัวมันได้ สิ่งเหล่านั้น เช่น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวทั้งหลาย ภูเขา แม่น้ำ แผ่นดิน น้ำพุ ลำธาร พุ่มไม้ ป่าไม้ คนดี คนชั่ว ธรรมะฝ่ายดี ธรรมะฝ่ายชั่ว เมืองสวรรค์ เมืองนรก มหาสมุทร ภูเขาทั้งหลายในเทือกเขามหาเมรุ (หิมาลัย). อวกาศ นั้น ซึมเข้าไปมีอยู่ทั่วในสิ่งต่าง ๆ ที่กล่าวนามมาแล้วทั้งหมดนี้ และ "ความว่าง" แห่งธรรมชาติแท้ของเรา ก็เข้าไปมีอยู่ในสิ่งต่าง ๆ อย่าง เดียวกัน. เรากล่าว จิตเดิมแท้ ว่าเป็นของใหญ่หลวง ก็เพราะว่ามันรวม สิ่งต่าง ๆ เข้าไว้หมดโดยที่สิ่งทุกสิ่งนั้นมันอยู่ในตัวธรรมชาติแท้ของเรา. เมื่อเราพบเห็นความดี หรือความชั่วก็ตามของบุคคลอื่น เราไม่ถูกดึงดูด ๒๓
น.43 ให้ชอบ หรือไม่ถูกมันผลักดันให้ชัง หรือเราไม่เกาะเกี่ยวกับมัน เมื่อนั้น ลักษณะแห่งจิตใจของเราเป็นของว่างเท่ากันกับอวกาศ. ด้วยเหตุนี้เรา จึงกล่าวว่า ใจของเราใหญ่หลวง (ไม่มีขอบเขตเหมือนอวกาศ). เพราะ ฉะนั้น เราจึงเรียกมันว่า "มหา." ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย, สิ่งใดที่พวกคนเขลาพากันเพียงแต่ พูดถึงเปล่า ๆ ปลี้ ๆ สิ่งนั้นคนมีปัญญาได้นำเอามาปฏิบัติด้วยจิตใจของ เขาเกิดมรรคเกิดผลจนได้. ยังแถมมีคนเขลาอีกพวกหนึ่ง ซึ่งนั่งนิ่ง ๆ เงียบ ๆ และพยายามที่จะทำจิตของตนให้ว่าง เขาเว้นการคิดถึงสิ่งใด ๆ หมด แล้วก็เรียกตัวเขาเองว่า "มหา." เมื่อเขามีความเห็นนอกลู่นอกทาง เช่นนี้ ก็เป็นการยากที่เราจะกล่าวถึงเขาว่าอย่างไรให้ถูกตรงได้. ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย, ท่านควรจะทราบไว้ว่า ใจนั้นมีขนาด แห่งความจุอันใหญ่หลวงโดยเหตุที่ใจนั้นสิงซึม ๑ (ติดเนื่องเป็นอันเดียวกัน อยู่ทั่วไป) ตลอดสากลธรรมธาตุ (คือวงแห่งธรรมาณาจักร กล่าวคือ สากลจักรวาล). เมื่อเรานำมันมาใช้ เราก็สามารถจะทราบอะไรได้หลายสิ่ง จากบรรดาสิ่งที่มีอยู่ทั้งหมด แต่เมื่อใดเราใช้มันเต็มขนาดของมัน เมื่อ นั้นเราก็ทราบได้สารพัดสิ่งไม่มีอะไรเหลือ. รู้ทุก ๆ สิ่งภายในสิ่งหนึ่ง และ หนึ่งสิ่งภายในทุก ๆ สิ่ง เมื่อใดใจของเราทำหน้าที่ของมันโดยไม่ ติดขัด และเป็นอิสระที่จะ "ไป" หรือ "มา." เมื่อนั้นชื่อว่ามันอยู่ใน ภาวะแห่ง "ปรัชญา." ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย, ปรัชญาทั้งสิ้นย่อมมาจากจิตเดิมแท้, และมิได้มาจากวิถีภายนอกเลย. ท่านทั้งหลายจงอย่าได้มีความเข้าใจผิด ในเรื่องนี้. ข้อนี้เรียกว่า "การใช้ประโยชน์ในตัวมันเอง ของสิ่งที่เป็น ๑. คำว่าใจในสูตรนี้ หมายถึงวิญญาณธาตุที่ประจำอยู่ในที่ทั่วไป มีอยู่ทั่วไป ทำนองเดียวกับที่ ฝ่ายรูปธาตุ ยอมถือว่า มีอีเธ่อร์อยู่ในที่ทั่วไป ไม่ว่าในที่นั้นกำลังมีแต่อากาศหรือมีวัตถุอื่นใด ตั้งอยู่ด้วย โดยถือว่าสรรพสิ่งตั้งอยู่ในอีเธ่อร์อีกทีหนึ่ง. ใจในสูตรนี้ทำหน้าที่เหมือนกับอีเธ่อร์ โดยเปรียบเทียบ. - ผู้แปลเป็นไทย ๒๔
น.44 ตัวธรรมชาติเดิมแท้." ตถตา (ความเป็นแต่อย่างนั้นอย่างเดียวเท่านั้น เป็นอย่างอื่นไม่ได้, กล่าวคือจิตเดิมแท้) ปรากฏขึ้นครั้งเดียวเท่านั้น แก่ผู้นั้นแล้วเขาก็เป็นอิสระจากโมหะ ไปชั่วนิรันดร. ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย, เพราะเหตุที่ใจนั้นมีรัศมีทำงานกว้าง ขวางใหญ่หลวง เราจึงไม่ควรใช้มันทำงานกระจิริดไร้เดียงสา (เช่นการ นั่งเงียบ ๆ ทำใจว่าง ๆ เฉย ๆ). อย่าพูดกันถึง "ความว่าง" เป็นวัน ๆ โดยไม่ได้ทำจิตให้พบกับความว่างนั้น. คนที่ (พร่ำแต่ปากว่าว่าง ๆ แต่ จิตไม่ได้สัมผัสความว่างจริงๆ เลย) ทำเช่นนี้ ควรถูกเปรียบกันกับ คนที่ประกาศตั้งตัวเองเป็นกษัตริย์ด้วยปากของเขา แต่ที่จริงเขาก็เป็น ราษฎรธรรมดา โดยวิถีทางปฏิบัติเช่นนี้ จะไม่ได้ลุถึงปรัชญาเลย. และ ผู้ที่ปฏิบัติทำนองนี้ จะเรียกว่าเป็นศิษย์ของอาตมาไม่ได้. ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย, คำว่า ปรัชญา หมายความว่าอะไร? คำนี้หมายถึง "ปัญญาความรู้รอบแจ้งชัด." คือเมื่อใดเราสามารถรักษา จิตของเรา ไม่ให้ถูกพัวพันด้วยความทะเยอทะยานอันโง่เขลาได้ทุกกาละ ทุกเทศะ ทำอะไรด้วยความฉลาดไปทุกโอกาส เมื่อนั้นชื่อว่าเรา กำลัง ประพฤติอบรมปรัชญาอยู่ ทีเดียว. ความรู้สึกที่โง่เขลาข้อเดียวเท่านั้น ก็สามารถผลักปรัชญาให้หายวับไป. แต่ความคิดที่ปรีชาฉลาด เป็นสิ่งที่ อาจดึงเอาปรัชญากลับมาได้อีก. บุคคลพวกที่ตกอยู่ใต้อำนาจอวิชชา หรือโมหะ ย่อมไม่มองเห็นปรัชญา, เขาพูดถึงปรัชญาด้วยลิ้น (ไม่ใช่ พูดด้วยใจ). ส่วนในใจของเขานั้นยังคงงมงายอยู่ตามเดิม. เขาพูดเสมอ ไปว่า เขาประพฤติปรัชญา และพูดถึง "ความขาดสูญ" (อุจเฉทะ) ไม่ หยุดปาก แต่เขาไม่ได้ทราบถึง "ความว่างเด็ดขาด" (ศุนยตา) เลย. "หฤทัยแห่งความรอบรู้ชัดแจ้ง" นั้นแหละคือตัวปรัชญาอันเป็นสิ่งที่ ไม่มีรูปร่าง ไม่มีท่าทางเครื่องให้สังเกตเสียเลย. ถ้าเราตีความหมายของ คำว่าปรัชญากันโดยทำนองนี้ เมื่อนั้นชื่อว่าพูดกันถึงความรอบรู้แจ้งชัด ๒๕
น.45 ของปรัชญาตัวจริง อย่างถูกแท้ ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย, คำว่า ปารมิตา หมายความว่าอะไร? คำนี้เป็นคำสันสกฤต มีความหมายว่า "สู่ฝั่งข้างโน้น" โดยกิริยาจริงมัน หมายถึง "พ้นการเกิดและการดับ." โดยอุปาทานการยึดถือในขันธ์ทั้งหลาย อันเป็นวัตถุที่ตั้งของความรู้สึกทางวิญญาณ เมื่อนั้นย่อมมีความเกิด และมีความดับผลุบโผล่เหมือนทะเลที่มีคลื่น, ภาวะเช่นนี้ เราเรียกโดย อุปมาว่า "ฝั่งข้างนี้," แต่เมื่อใดตัดอุปาทานเสียได้เด็ดขาด และลุถึงภาวะ ที่พ้นจากการเกิดและการตาย สงบเงียบเหมือนน้ำไหลนิ่ง นั่นแหละ เรียกว่า "ฝั่งโน้น" การพ้นจากการเกิดและการดับนี้แหละ ที่ทำให้ปรัชญานี้ ได้นามว่า "ปารมิตา." ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย, คนเป็นอันมาก ซึ่งอยู่ภายใต้โมหะ พากันท่องบ่น "มหาปรัชญาปารมิตา" ด้วยลิ้นเท่านั้น, และเมื่อเขากำลัง ท่องอยู่นั้น ความคิดที่งมงายเป็นอกุศลกลับเกิดขึ้นแก่เขา. แต่ถ้าเขาจะ ได้ปฏิบัติมันด้วยใจโดยไม่หยุดหย่อน ดังกล่าวจริง ๆ เขาย่อมเห็นประจักษ์ ชัดซึ่ง "ตัวจริง" ของมหาปรัชญาปารมิตา, การรู้ธรรมะอันนี้ ก็คือการ รู้ธรรมชาติของปรัชญา, การปฏิบัติธรรมะอันนี้ ก็คือการปฏิบัติปรัชญา. ผู้ที่ไม่ประพฤติธรรมะอันนี้ คือปุถุชน, บุคคลผู้ตั้งจิตจดจ่อเพื่อปฏิบัติ ธรรมอันนี้ แม้เพียงชั่วขณะหนึ่ง เขาเป็นผู้เทียบเท่ากับพุทธะ. คนสามัญนี้เอง คือพระพุทธเจ้า, และกิเลส ก็คือโพธิ (ปัญญา สำหรับการตรัสรู้). ๑ ความคิดที่โง่เขลา ที่ผ่านเข้าออกทางจิตนั้น ทำให้ ๑. คนธรรมดาคือพุทธะ กิเลสคือโพธิ เช่นนี้ เป็นอภิโวหารของนิกายนี้ ซึ่งพยายามอธิบายว่า ความเป็นพระพุทธเจ้านั้น มีอยู่แล้วในทุก ๆ คน หากแต่ว่าของคนส่วนมากนั้น ถูกความมืด ห่อหุ้มเสีย หรือยังไม่ได้เจียระไนออกมา ทำนองเพชรทุกเม็ด มีน้ำเพชรมาแล้วด้วยกันทั้งนั้น แต่บางเม็ดไม่มีโอกาสได้เจียระไน. เพชรทุกเม็ดทั้งที่เจียระไนแล้ว และยังไม่ได้เจียระไน ก็ตาม ล้วนแต่เป็นเพชรเหมือนกัน ทำนองเดียวกับที่คนทุกคนเป็นพระพุทธเจ้าได้ด้วยกัน ทั้งนั้น เป็นแต่ของบางคน เจ้าตัวไม่มีโอกาสทำให้ปรากฏออกมาได้ในเวลานี้. - ผู้แปลเป็นไทย ๒๖
น.46 คนเป็นคนธรรมดาสามัญ, แต่ความคิดที่หายโง่ ประกอบด้วยความ แจ่มแจ้งที่ตามมาทีหลัง ทำคนให้เป็นพระพุทธเจ้า. ความคิดที่ผ่านเข้าออก ที่ทำจิตให้ติดในอารมณ์นั้นคือกิเลส, แต่ความคิดที่มาเปลื้องจิตเสียจาก ความติดแน่น อันเป็นความคิดซึ่งเกิดทีหลัง นั้นคือโพธิ, ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย, มหาปรัชญาปารมิตา (กล่าวคือปัญญา อันใหญ่หลวง ที่ทำสัตว์ ให้ข้ามถึงฝั่งโน้น) นั้น เป็นของสูงสุด ใหญ่ยิ่ง และเด่นดวง. มันไม่หยุด ไม่ไป และไม่มา. โดยอำนาจของปัญญา อัน ชื่อว่า มหาปรัชญาปารมิตานี้เอง ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายในปัจจุบัน ใน อดีต และในอนาคต ได้บรรลุถึงความเป็นพระพุทธเจ้า. เราควรใช้ปัญญา อันสูงสุดดวงนี้เพื่อทำลาย (ความยึดถือใน) ขันธ์ทั้งห้าเสีย. ๑ เพราะ เหตุว่าการทำเช่นนี้ ย่อมช่วยให้การได้บรรลุถึงพุทธภูมิ เป็นสิ่งที่แน่นอน. แล้วอกุศลมูลทั้งสาม (โลภะ โทสะ โมหะ) ก็จะกลายเป็นศีล สมาธิ ปัญญา ไปเอง ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย, ตามวิถีปฏิบัติแบบของอาตมานี้ ปัญญา ดวงเดียวเท่านั้น จะสร้างความรอบรู้ขึ้นถึงแปดหมื่นสี่พันวิถี คือเท่ากับ จำนวนของกิเลสที่เราจะต้องผจญ. แต่ว่าเมื่อผู้ใดพ้นจากอำนาจของ กิเลส ปัญญาย่อมแสดงตัวปรากฏให้เห็นเอง ที่ตัว จิตเดิมแท้ ไม่แยก จากกันได้. ผู้ใดเข้าใจหลักธรรมปฏิบัติอันนี้ ผู้นั้นจะมีจิตปราศจาก ความคิดอันท้อแท้เฉื่อยชา. การเป็นอิสระจากการหลงรักเพราะความคิด หมกมุ่น สยบจากการยึดติดในอารมณ์อันเร้าจิตให้ทะเยอทะยาน และ จากสิ่งอันเป็นของหลอกลวงมายา; การให้ตัวตถตา (ความคงที่แต่อย่างนั้น เท่านั้น เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไม่ได้) ทำหน้าที่ของมัน; การใช้ปัญญาพิจารณา ๑. คำว่า ใช้ปัญญาทำลายความยึดถือในขันธ์ทั้งห้าเสีย ประโยคนี้ มักพูดกันสั้น ๆ แต่เพียงว่า ทำลายขันธ์ทั้งห้าเสีย, แม้ในต้นฉบับเดิมของสูตรนี้ก็ใช้สั้น ๆ เช่นนั้นเหมือนกัน จึงเติมเข้าให้ ความชัด กันความเข้าใจผิดสำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับคำประเภทนี้. - ผู้แปลเป็นไทย ๒๗
น.47 หาความจริงในสิ่งทั้งปวง, และการมีท่าที (อันสงบ) ซึ่งไม่เป็นทั้งการ ผลักดัน หรือการดึงดูดต่อสรรพสิ่งทั้งมวล, เหล่านี้ คือการรู้แจ้งแทงตลอด ซึ่งตัว จิตเดิมแท้ เพื่อการบรรลุถึงพุทธภูมิ (ความเป็นพุทธะ). ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย, ถ้าท่านปรารถนาจะแทงตลอดความ ลึกซึ้งของธรรมธาตุ และสมาธิที่เป็นฝ่ายปัญญา ท่านจะต้องอบรมปรัชญา โดยการท่องบ่น และศึกษาไตร่ตรองในวัชรัจเฉทิกสูตร (สูตรดุจเพชร สำหรับตัด) อันเป็นสูตรที่สามารถทำให้ท่านรู้แจ้งแทงตลอดซึ่งจิตเดิม แท้: ท่านควรจะทราบไว้ว่า กุศลผลความดีอันเกิดจากการศึกษาสูตรนี้, ตามที่ปรากฏชัดเจนอยู่ในพระบาลี, นั้นมีมากเหลือประมาณ ไม่มีขอบเขต จำกัด ไม่สามารถพรรณนาให้ละเอียดได้ สูตรๆ นี้ เป็นของฝ่ายนิกาย สูงสุดในพุทธศาสนา, พระพุทธเจ้าตรัสสูตร ๆ นี้ เฉพาะแก่บุคคลที่มี ปัญญาแก่กล้า และสามารถเข้าใจอรรถอันลึกได้ในทันที. ๑ ถ้าหากว่าคน มีปัญญาน้อย และทึบต่อการเข้าใจอรรถอันลึก เผอิญมาได้ฟังสูตร ชนิดนี้เข้า เขาจะเกิดความสงสัยไม่เชื่อข้อความในสูตรนั้น. ทำไมจึง เป็นเช่นนั้น? ข้อนี้อุปมาได้ว่า ถ้าหากว่าเกิดฝนตกหนักในชมพูทวีปนี้ ด้วยอำนาจพญานาคในสวรรค์แล้ว นคร เมือง และหมู่บ้าน จะพากัน ไหลลอยไปตามกระแสน้ำ เช่นเดียวกับใบของต้นอินทผลัม. แต่ถ้าหาก ว่า ฝนนั้นไปตกในมหาสมุทร โดยทั่ว ๆ ไป ก็เหมือนกับไม่ได้รับความ กระทบกระเทือนอะไรเลย เมื่อนักศึกษาฝ่ายมหายาน ได้ฟังสูตรชื่อ วัชรัจเฉทิกะนี้แล้ว ใจของเขาจะใสสว่าง, เขาทราบได้ว่าปัญญา (ที่จะ ทำให้สัตว์ลุถึงฝั่งโน้น) นั้น มีอยู่ใน จิตเดิมแท้ ของเขาแล้ว และเชื่อ ------------------------------------------------------------------- ๑. ทางฝ่ายมหายาน ยึดเป็นหลักอันแน่นแฟ้นว่า สูตรบางสูตร ตรัสเฉพาะแก่บุคคลพวก อุคคติตัญญู คืออาจเข้าใจได้ในทันทีทันใดนั้น. แม้ในฝ่ายเถรวาท หรือหินยาน ก็ยอมรับหลัก อันนี้ เช่นอนุปุพพิกถา ตรัสเฉพาะผู้จะบรรลุโสดาในที่นั่งอันนั้นเอง ไม่ตรัสแก่คนที่ยังหนา เป็นปุถุชนเกินไปเป็นต้น ด้วยเหตุนี้เอง นิกายบางนิกายจึงยืนยันหลักธรรมของตน ว่าเป็น คำที่ตรัสเฉพาะคนพวกหนึ่งประเภทหนึ่ง. - ผู้แปลเป็นไทย ๒๘
น.48 ตัวเองว่า เขาไม่ต้องอาศัยพระไตรปิฎก เพราะว่าเขาสามารถใช้ปัญญาใน ตัวเอง ให้เป็นประโยชน์โดยการเจริญวิปัสสนาภาวนาเป็นนิจ นั่นเอง ปรัชญาซึ่งมีประจำอยู่ใน จิตเดิมแท้ ของทุก ๆ คนนั้นแล้ว อาจ จะเปรียบกันได้กับฝน ซึ่งความชุ่มชื่นของมัน ย่อมทำความสดชื่นให้ แก่สิ่งที่มีชีวิตทุก ๆ สิ่ง รวมทั้งต้นไม้และพืชพันธุ์ธัญญาหาร ตลอด ถึงสัตว์ทุกชนิด เมื่อแม่น้ำและลำธารไหลไปถึงทะเล น้ำฝนที่มันพาไป ย่อมผสมเป็นอันเดียวกันกับน้ำในมหาสมุทร. นี่คือข้ออุปมาอีกข้อหนึ่ง. ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย, ทีนี้หากว่าฝน (ที่ทำความสดชื่นให้แก่สิ่งมี ชีวิตนั่นเอง) ได้ตกกระหน่ำลงมาขนาดใหญ่ ต้นไม้ซึ่งรากไม่ลึกพอ ก็ จะถูกน้ำพัดชะถอนรากขึ้นลอยตามน้ำ และสูญหายไป ในที่สุดไม่มี เหลือ ข้อนี้เปรียบกันได้กับคนมีปัญญาทึบเข้าใจอะไรได้ยาก ที่ได้ฟัง คำสอนของชั้น "นิกายฉับพลัน" แท้ที่จริง ปรัชญาซึ่งมีอยู่ในบุคคล จำพวกนี้ ก็เป็นอย่างเดียวกันกับที่มีอยู่ในบุคคลจำพวกปัญญาไว หาก แต่ว่าเขาไม่สามารถทำตนให้ตรัสรู้ได้ ในขณะที่มีผู้สอนเขาด้วยธรรมะ นั้น. เพราะเหตุใด? เพราะว่าเขาถูกปกคลุมเสียหนาแน่น ด้วยความ คิดเห็นผิด และกิเลสซึ่งได้ลงรากลึกแล้ว ทำนองเดียวกับดวงอาทิตย์ ถูกบดบังด้วยเมฆ ไม่สามารถส่องแสงของตนลงมา (ทั้งที่แสงนั้นมีอยู่) จนกว่าจะมีลมมากวาดเอาเมฆนั้นไปเสีย ฉันใดก็ฉันนั้น. ปรัชญานั้น ไม่แตกต่างกัน แม้ว่าตัวบุคคลจะแตกต่างกัน, ข้อที่ แตกต่างกันนั้น อยู่ตรงที่ว่าใจของเขาสว่างไสว หรือมืดมนเท่านั้นเอง คนที่ไม่รู้จักจิตเดิมแท้ ของตนเอง และยังแถมมีความเขลาไปว่า การ บรรลุพุทธธรรมนั้น มีได้ด้วยศาสนพิธีต่าง ๆ ที่กระทำกันทางกาย ภายนอก (ไม่เกี่ยวกับจิต) นี้แหละคือคนจำพวกที่เข้าใจอะไรได้ยาก คนจำพวกที่เข้าใจคำสอนของ "นิกายฉับพลัน" ไม่รู้สึกว่าพิธีรีตองต่าง ๆ เป็นของสำคัญ และใจของเขาก็ทำหน้าที่พิจารณาอยู่ด้วยสัมมาทิฏฐิอย่าง เดียว จนกระทั่งเขาหลุดพ้นเด็ดขาดจากกิเลสหรือมลทินต่าง ๆ คน ๒๙
น.49 ชนิดนี้แหละท่านกล่าวว่า เป็นผู้ที่ได้รู้จัก จิตเดิมแท้ ของตนเองแล้ว. ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย, ขึ้นชื่อว่าใจ เป็นสิ่งที่ควรได้รับการจัด วางไว้ในกรอบของการปฏิบัติ ชนิดที่มันจะเป็นอิสระจากอารมณ์ ทั้งที่ เป็นภายนอกและภายใน ให้มีอิสระที่จะมาหรือจะไป ไม่ถูกพัวพัน และ ใสสว่างโดยทั่วถึง ปราศจากสิ่งบดบังแม้แต่นิดเดียว. บุคคลที่สามารถ ทำได้เช่นนี้ ถือว่าดีถึงขนาดที่บัญญัติไว้ในสูตรทั้งหลายของนิกาย (มหา) ปรัชญา (ปารมิตา), ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย, สูตรและปิฎกทั้งสิ้น ทั้งของฝ่ายมหายาน และหินยาน รวมทั้งคัมภีร์อรรถกถาทั้งสิบสองภาค ทั้งหมดถูกจำแนก ไว้เป็นชั้น ๆ ก็เพื่อให้เหมาะกับความต้องการและอุปนิสัย ของบุคคล ผู้มีอินทรีย์ยิ่งหย่อนกว่ากันเป็นชั้น ๆ นั่นเอง. โอวาทต่างๆ มีสอนที่อยู่ ในพระคัมภีร์เหล่านั้น บัญญัติขึ้นมาโดยยึดหลักใหญ่ว่า ตัวปรัชญามี แฝงอยู่ภายในบุคคลทุกคนแล้ว. ถ้าไม่มีคน ก็ไม่จำเป็นต้องมีธรรมะ เหตุนั้น เราจึงทราบได้ว่า ธรรมะนั้น ๆ บัญญัติขึ้นสำหรับคนโดยตรง และสูตรต่างๆ นั้น เกิดขึ้นเพราะศาสดาผู้ประกาศสูตรนั้น ๆ นั่นเอง. เพราะเหตุที่คนบางพวกเป็นคนฉลาด ซึ่งเราเรียกกันว่า คน เด่น, และ คนบางพวกเป็นคนโง่เขลา ซึ่งเราเรียกกันว่า คน ด้อย, ดังนั้น คน ฉลาดจึงแสดงโอวาทแก่คนเขลา ในเมื่อคนเขลาประสงค์จะให้สอน. ด้วย การทำเช่นนี้ คนเขลาก็อาจลุถึงความสว่างไสวชนิดรวดเร็วได้ และใจ ของเขาก็แจ่มแจ้งได้ด้วยเหตุนั้น. แล้วคนเขลาเหล่านั้น ก็ไม่มีอะไร แตกต่างจากคนฉลาดอีกต่อไป. ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย, ถ้าเอาการตรัสรู้ออกเสียแล้ว ก็ไม่มี อะไรแตกต่างกันระหว่างพระพุทธเจ้ากับคนสามัญอื่น ๆ, ความสว่างไสว วาบเดียวเท่านั้น ก็เพียงพอแล้ว ที่จะทำใครก็ได้ให้กลายเป็นคนเสมอ กันกับพระพุทธเจ้า. เพราะเหตุที่ธรรมะทั้งหลาย เป็นของมีประจำอยู่ ๓๐ เ @ ที่ 3 จะ ค ห ผู้ ด้ อ ข ในใจ แจ้ง เปลี่ย ว่า ใจขอ จะลุ ชื่อ สว่า เทค นั้น ตัว โดย เพื่ ขอ
น.50 ในใจของเราแล้ว จึงไม่มีเหตุผลในข้อที่ว่า เราไม่สามารถเห็นซึมซาบ แจ้งชัด ในสภาวะแท้ของ ตถตา (สภาพที่มีแต่ความเป็นเช่นนั้น จะ เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไม่ได้), มีข้อความกล่าวไว้ในสูตรชื่อ โพธิสัตว์ศีลสูตร ว่า "จิตเดิมแท้ของเรา เป็นของบริสุทธิ์โดยเด็ดขาด และถ้าเราได้รู้จัก ใจของเราเอง และรู้แจ้งชัดว่า ตัวธรรมชาติแท้ของเราคืออะไรแล้ว เรา จะลุถึงพุทธภาวะได้ทุกๆ คน (ที่มีความรู้เช่นนั้น)" ข้อความในสูตร ชื่อ วิมลกิรตินิเทศสูตร ก็ได้กล่าวว่า "ทันใดนั้น เขาตรัสรู้แจ่มแจ้ง สว่างไสว และได้รับใจของเขาเองกลับคืนมา" ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย, เมื่อพระสังฆปริณายกองค์ที่ห้า ได้ เทศน์ให้อาตมาฟัง อาตมาได้เกิดความรู้แจ้งสว่างไสว ตรัสรู้ข้อธรรมะ นั้น ในทันทีที่ท่านพูดจบ. และทันใดนั้นเอง ได้เห็นแจ้งประจักษ์ชัดใน ตัวธรรมชาติแท้ของตถตา. ด้วยเหตุนี้เอง อาตมาจึงมีความมุ่งหมาย โดยเฉพาะ ในการที่จะประกาศคำสอนแห่ง "นิกายฉับพลัน" นี้ต่อไป เพื่อว่าผู้ศึกษาจะได้ประสบกับโพธิ และเห็นแจ้งชัดในตัวธรรมชาติแท้ ของตนเอง ด้วยการอบรมจิตในวิปัสสนาภาวนา ถ้าหากว่า เขาไม่สามารถช่วยตัวเองให้เกิดความสว่างไสวได้ เขาก็ จะได้ขอร้องต่อเพื่อนพุทธบริษัทผู้คงแก่เรียนและใจอารี ซึ่งมีความรู้ ความเข้าใจคำสั่งสอนของสำนักชั้นสูง ให้ช่วยชี้หนทางถูกให้แก่เขา. สำนัก หลักแหล่ง ของพุทธบริษัทผู้คงแก่เรียนและมีใจอารี ทำหน้าที่นำจูง ผู้อื่นให้เห็นแจ้งในจิตเดิมแท้นั้น เป็นสำนักซึ่งอยู่ในตำแหน่งสูงสุด ด้วยความช่วยเหลือของบุคคลชนิดนี้ ผู้อื่นจะถูกชักจูงเข้ามาสู่ธรรมะ อันเป็นฝ่ายกุศลทุก ๆ ประการ บรรดาปัญญาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต รวมทั้งความรู้ที่เป็นหลักคำสอน ใน ๑. คำว่าได้รับใจของเขาเองกลับคืนมา นี้หมายความว่า ใจเดิมที่บริสุทธิ์และสว่างไสว ไม่ได้ถูก กิเลสหุ้มห่อ นั้นเรียกว่าใจของเขาแท้. ในปัจจุบันนี้ กิเลสหุ้มห่อจนไม่เป็นใจของเขาเสียแล้ว เขาสู้รบกับกิเลสออกไปเสีย และเอาใจของเขาแท้กลับคืนมาได้. - ผู้แปลเป็นไทย ๓๑
น.51 พระคัมภีร์ทั้งสิบสองหมวดนั้น ล้วนแต่เป็นสิ่งที่มีอยู่ในใจของเรามา แต่เดิมแล้ว ในกรณีที่เราเองไม่สามารถปลุกให้สว่างไสวขึ้นมาได้ด้วยตนเองนั้น เราจำต้องแสวงคำแนะนำจากบุคคลผู้คงแก่เรียน และมีใจอารีเหล่านั้น แต่ในทางที่ตรงกันข้าม, พวกที่ทำความสว่างไสวให้แก่ตนเอง ได้โดยลำพังนั้น ย่อมไม่ต้องการความช่วยเหลือจากภายนอก. มันเป็นของผิดในการที่จะไปถือคติว่า ถ้าปราศจากคำแนะนำของผู้คงแก่เรียนและมีใจอารีแล้ว เราไม่สามารถจะลุถึงวิมุติ. เพราะเหตุไร? เพราะเหตุว่า มันเป็นเพราะปัญญาภายในของเราเองต่างหาก ที่ทำให้เราเกิดความสว่างไสวได้ ถึงแม้ความช่วยเหลือจากบุคคลภายนอก และคำพร่ำสอนของเพื่อน ผู้คงแก่เรียน และใจอารี ก็ยังอาจเป็นหมันไร้ประโยชน์ได้เหมือนกัน ถ้าหากว่าเราทำไม่ถูก หลงงมงายเสียแล้วโดยคำสอนที่ผิดและความเห็นผิด. เราควรเพ่งจิตของเราด้วยปัญญาตัวจริง. ความเห็นผิดทั้งมวลก็จะถูกเพิกถอนไปในขณะนั้น และในทันทีทันใดที่เราได้รู้จักตัว จิตเดิมแท้เราย่อมลุถึงสถานะแห่งความเป็นพุทธะในทันใดนั้น ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย. เมื่อเราใช้ปรัชญา (ปัญญาดั้งเดิม) ของเราในการเพ่งพิจารณาในภายใน เราย่อมมีความสว่างแจ่มแจ้ง ทั้งภายในและภายนอก และเราอยู่ในฐานะที่จะรู้จักใจของเราเอง. การรู้จักใจของเราเองก็คือการลุถึงวิมุติ (การหลุดเป็นอิสระ). การลุถึงวิมุติ ก็คือการลุถึงสมาธิฝ่ายปรัชญา ซึ่งเป็นความไม่ต้องคิด "ความไม่ต้องคิด" คืออะไร? "ความไม่ต้องคิด" คือการเห็นและการรู้สิ่งทั้งหลายทั้งปวง (ตามที่เป็นจริง) ด้วยใจที่ไม่มีอะไรห่อหุ้มพัวพัน, เมื่อเราใช้มัน มันแทรกเข้าไปได้ในทุกสิ่งแต่ไม่ติดแจอยู่ในสิ่งใดเลย. สิ่งที่เราจะต้องทำนั้น มีเพียงการชำระจิตให้ใสกระจ่าง เพื่อวิญญาณทั้งหกเมื่อแล่นไปตาม ๓๒
น.52 อายตนะทั้งหก๑ จะไม่ถูกทำให้เศร้าหมองโดยอารมณ์ทั้งหก. เมื่อใดใจของเราทำหน้าที่ของมันได้โดยอิสระ ปราศจากอุปสรรค และอยู่ในสถานะที่จะ "มา" หรือ "ไป" ได้โดยอิสระ เมื่อนั้นชื่อว่าเราได้บรรลุสมาธิฝ่ายปรัชญา หรืออิสรภาพ. สถานะเช่นนี้มีนามว่า การทำหน้าที่ของ "ความไม่ต้องคิด" แต่ว่าการหักห้ามความคิดถึงสิ่งใด ๆ ให้ความคิด ทั้งหมดถูกกดเอาไว้ ย่อมเป็นการกดธรรมะไว้ (ไม่ให้ปรากฏหรือเป็นไปตามที่ควรจะเป็นไป) และข้อนี้ย่อมเป็นความเห็นผิด ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย, บรรดาบุคคลผู้เข้าใจในวิถีทางแห่ง "ความไม่ต้องคิด" เหล่านั้น จะรู้แจ้งสิ่งทั้งหลายทั้งปวงทุกสิ่ง จะได้ดื่มรสที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ได้เคยดื่มมาแล้ว, และย่อมบรรลุถึงความเป็นพระพุทธเจ้า ในกาลข้างหน้าต่อไป. ถ้าหากผู้ที่ได้รับคำสอนจากสำนักของอาตมาคนใด จะให้สัจจปฏิญาณในท่ามกลางหมู่เพื่อนศิษย์ด้วยกัน ว่าจะอุทิศชีวิตของตนทั้งหมดเพื่อปฏิบัติตามคำสอนแห่ง "สำนักฉับพลัน"นี้ โดยไม่ย่อท้อถอยหลัง ตั้งใจขนาดเดียวกันกับความตั้งใจที่จะปรนนิบัติรับใช้พระพุทธเจ้าแล้วไซร้ เขาก็จักลุถึงวิสุทธิมรรคา โดยไม่มีการล้มเหลวเป็นแน่แท้. เขาจักถ่ายทอดคำสอนที่พระสังฆปริณายกองค์หนึ่ง ได้มอบหมายลงมายังพระสังฆปริณายกองค์ต่อ ๆ มา ออกจากดวงใจของเขา แล้วส่งลงไปยังดวงใจของบุคคลอื่น ซึ่งสมควรแก่การนี้เป็นช่วง ๆ กันไป, และพยายามที่จะไม่ปิดบังซ่อนเร้นคำสอนที่ถูกต้องไว้แม้แต่น้อย. สำหรับบุคคลพวกที่อยู่ในสำนักอื่นในนิกายอื่น ซึ่งความเห็นและจุดมุ่งหมายของเขาผิดไปจากของพวกเรานั้น ไม่ควรจะถ่ายทอดหลักธรรมะอันนี้ ——————————————————————————— ๑. วิญญาณทั้งหกคือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ ได้แก่จิตส่วนที่ไปทำหน้าที่รู้สึกตามทวารต่าง ๆ คือ ตา หู เป็นต้น อายตนะหก หมายถึง ตา หู จมูก ลิ้น กาย มโน, ที่ยังมีประสิทธิภาพ คือให้วิญญาณทำหน้าที่ได้. เป็นสื่อระหว่างวิญญาณกับอารมณ์. อารมณ์หกคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ได้แก่ของข้างนอก ที่จะเข้าไปพบของข้างใน คือวิญญาณ โดยอาศัยอายตนะเป็นสนาม. - ผู้แปลเป็นไทย ๓๓
น.53 ไปให้เลย เพราะจะมีแต่ผลร้ายโดยประการต่าง ๆ ไม่มีผลดี. การที่มี ข้อยกเว้นไว้ดังนี้ ก็โดยเกรงว่า พวกคนเขลาซึ่งไม่สามารถเข้าใจหลัก คำสอนอย่างของเรา จะมีคำกล่าวตู่ป้ายร้ายให้แก่คำสอนระบอบนี้, และ ข้อนั้นเองจะเป็นการทำลายเมล็ดพืชแห่งความเป็นพุทธะ ซึ่งมีอยู่ใน คนพวกนั้นให้เหือดแห้งเป็นหมันไป ตลอดเวลาหลายร้อยกัลป์พันชาติ, ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย, อาตมามีโศลกอันกล่าวถึง "นิรรูป” ๑ อยู่หมวดหนึ่ง สำหรับท่านทั้งหลายท่องบ่นกัน. ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต ควรปฏิบัติตามคำสอนซึ่งมีอยู่ในโศลกนั้น, ซึ่งถ้าปราศจากการปฏิบัติ เสียแล้วมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร ในการที่จะจำเอาถ้อยคำของอาตมาไป เปล่า ๆ. ท่านทั้งหลายจงคอยฟังโศลกนี้ ดังต่อไปนี้ : "อาจารย์ผู้บัญญัติคัมภีร์พุทธธรรม รวมทั้งคำสอนในสำนักนิกาย ธฺยานะนี้ด้วย อาจเปรียบกันได้กับดวงอาทิตย์ ซึ่งกำลังแผดแสงจ้า อยู่ ณ กึ่งกลาง นภากาศ. บุคคลเช่นนี้จักไม่สอนอะไร นอกจากธรรมะเพื่อให้เห็นแจ้ง จิต เดิมแท้อย่างเดียว, และความมุ่งหมายในการที่ท่านมาสู่โลกนี้ ก็เพื่อขจัดพรรคมิจฉา- ทิฏฐิ.ฯ เราจะแบ่งแยกธรรมปฏิบัติ ออกเป็นชนิด "ฉับพลัน" และชนิด "เชื่องช้า" ได้โดยยากก็จริง, ๑. คำว่า "นิรรูป" แปลว่า ไม่มีรูป, โดยศัพท์ตรงกับคำว่า อรูป, แต่คำว่าอรูป นั้น ได้ใช้กัน มาก่อนแล้ว หมายถึงอรูปสมาบัติโดยเฉพาะ ถ้าไปใช้คำว่าอรูปเข้าในที่นี้อีก จะทำให้ผู้อ่าน ฟันเฝือ จึงแปลเสียว่า นิรรูป, ซึ่งความหมายคล้ายกัน คำว่าไม่มีรูปตามความหมายของนิกายนี้ หมายถึงว่าเขาไม่เห็นว่ารูปธรรมเป็นของสำคัญ หรือกล่าวให้ถูกต้องยิ่งขึ้นไปอีก ก็กล่าวว่ารูป ไม่มี. เพราะอะไร ๆ ก็คือ จิตเดิมแท้ ไปทุกสิ่งทุกอย่าง จึงมีแต่ใจเท่านั้น สนใจแต่เรื่องใจ อย่างเดียวก็พอแล้ว. - ผู้แปลเป็นไทย ๓๔
น.54 แต่ก็ยังมีคนบางพวก ที่จะรู้แจ้งได้เร็วกว่าคนพวกอื่นมาก.ฯ ตัวอย่างเช่นธรรมปฏิบัติระบอบนี้ ที่สอนมุ่งให้เห็นแจ้งจิตเดิมแท้ เป็นระบอบที่คนโฉดเขลา จะเข้าใจไม่ได้.ฯ เราอาจจะอธิบายหลักธรรมระบอบนี้ได้โดยวิธีต่าง ๆ ตั้ง ๑๐,๐๐๐ วิธี, แต่ว่าคำอธิบายทั้งหมดนั้น อาจจะลากให้หวนกลับมาสู่หลักดุจ เดียวกันได้.ฯ การที่จะจุดไฟให้สว่างขึ้น ในดวงหทัยอันมืดมัว เพราะเกรอะกรัง ไปด้วยกิเลสนั้น เราจักต้องดำรงแสงสว่างแห่งปรัชญา ไว้เนืองนิจฯ มิจฉาทิฏฐิ ย่อมทำเราให้ติดจมอยู่ในห้วงกิเลสฯ ส่วนสัมมาทิฏฐิ ย่อมเปลื้องเราออกจากกองกิเลสนั้น ๆ, แต่เมื่อใด เราอยู่ในฐานะที่เหนือไปกว่าทิฏฐิทั้งสองอย่างนี้ เมื่อนั้น เราย่อมบริสุทธิ์ โดยเด็ดขาด.ฯ โพธิ เป็นสิ่งมีประจำอยู่แล้วภายใน จิตเดิมแท้ ของเรา, การพยายามมองหาโพธิจากที่อื่นนั้น เป็นความเขลา.ฯ จิตที่บริสุทธิ์นั้น จะหาพบได้ภายในจิตอันไม่บริสุทธิ์ของเรา นั่นเอง, ในทันใดที่เราดำรงจิตถูกต้อง เราย่อมเป็นอิสระจากสิ่งบดบัง ๓ ประการ (คือ กิเลส, บาปกรรม, และการต้องทนใช้บาปอยู่ในนรก.)ฯ ถ้าเราเดินอยู่ในมรรคาแห่งการตรัสรู้ เราไม่จำต้องกลุ้มใจด้วยสิ่งที่จะทำให้เราสะดุดล้ม.ฯ ถ้าเราคอยสอดส่ายตา ระวังความผิดของเราเองอยู่เสมอ เราก็เดินไถลออกไปนอกหนทางที่ถูกไม่ได้.ฯ เพราะเหตุที่ชีวิตทุก ๆ แบบ ย่อมมีวิถีทางแห่งความรอดพ้นเฉพาะ ของมันเอง ทุกแบบ ฉะนั้น ชีวิตทั้งหลายจะไม่ก้าวก่าย หรือกระทบกระทั่งซึ่งกัน และกัน.ฯ ๓๕
น.55 แต่ถ้าเราผละไปจากทางชนิดที่เป็นของเรา ไปแสวงหาทางอื่นเพื่อ จะรอดพ้น เราจะไม่พบความรอดพ้นได้เลย, แม้ว่าเราจะหาเรื่อยไป จนกระทั่งความตายมาถึงเราก็ดี ในที่สุด เราจะพบแต่ความรู้สึกเสียใจภายหลังว่า เราทำพลาดไป แล้ว.ฯ ถ้าท่านปรารถนาจะค้นหาทางที่ถูกต้อง การทำให้ถูกวิธีจริง ๆ เท่านั้น ที่จะนำท่านดิ่งไปถึงได้. แต่ถ้าท่านไม่มีการดิ้นรนเพื่อลุถึงพุทธภูมิ ท่านก็จะมัวคลำคว้าอยู่ในที่มืด และไม่มีโอกาสพบเลย.ฯ ผู้ที่ด่วนเดินมุ่งแน่วไปตามทางที่ถูกต้องนั้น ย่อมไม่มองเห็นความผิดต่าง ๆ ในโลกนี้. ถ้าเราพบความผิดในบุคคลอื่น เราเองก็ตกอยู่ในความผิดนั้นด้วยเหมือนกันฯ เมื่อผู้อื่นทำผิด เราไม่จำต้องเอาใจใส่ เพราะมันจะเกิดความผิดขึ้นแก่เราเอง ในการที่จะไปรื้อหาความ ผิด.ฯ โดยการสลัดนิสัยที่ชอบค้นหาความผิดของคนอื่น ออกไปเสีย จากสันดาน เราย่อมตัดวิถีทางการมาของกิเลส ได้เป็นอย่างดี.ฯ เมื่อใดความชัง (คนเกลียด) และความรัก (คนรัก) ไม่กล้ำกราย ใจของเรา, เราหลับสบายฯ บุคคลใด ตั้งใจจะเป็นครูสอนคนอื่น เขาเองควรจะมีความคล่องแคล่วในวิธีที่เหมาะสมนานาประการ ที่จะนำผู้อื่นเข้าถึงความสว่าง.ฯ ๓๖
น.56 เมื่อศิษย์พ้นจากความสงสัยสนเท่ห์ โดยประการทั้งปวง มันย่อมแสดงว่า เขาได้พบ จิตเดิมแท้ ของเขาแล้ว.ฯ จักรวรรดิของพระพุทธเจ้า ๑ อยู่ในโลกนี้ ซึ่งเราจะพบความสว่างไสวได้ ในเขตนั้น.ฯ การเสาะแสวงหาความสว่างไสว ในที่อื่นจากโลกนี้ เป็นของพิลึกกึกกือ เหมือนการเที่ยวหาเขากระต่าย.ฯ สัมมาทิฏฐิ เป็นสิ่งที่ถูกขนานนามว่า "เลิศเหนือโลก," มิจฉาทิฏฐิ เป็นสิ่งที่ถูกขนานนามว่า "ข้องอยู่ในโลก" เมื่อใดทิฏฐิทั้งสองอย่าง ไม่ว่าสัมมาหรือมิจฉา ถูกสลัดพ้นออกไป เมื่อนั้น โพธิแท้ ย่อมปรากฏ.ฯ โศลกนี้มีไว้สำหรับพวก "นิกายฉับพลัน" และโศลกนี้ ยังถูกขนานนามว่า "มหาธรรมนาวา" (เพื่อแล่นข้าม ฝั่งสังสารวัฏ).ฯ กัลป์แล้วก็กัลป์เล่า คงตกอยู่ภายใต้ความมืดบอด แต่ครั้นถึงคราวตรัสรู้ มันกินเวลาแวบเดียวเท่านั้น เขาก็เข้าถึง พุทธภูมิฯ ๑. จักรวรรดิของพระพุทธเจ้า หรือ Kingdom of the Buddha หมายถึง พุทธเกษตร หรือ เขตที่อยู่ในอำนาจของพระพุทธเจ้า ในการที่สิ่งทั้งหลายจะได้เป็นไปตามกฎแห่งธรรมะ เช่น ปฏิบัติเช่นนี้ ได้ผลเช่นนี้ ปฏิบัติถึงนิพพาน ได้ผลถึงนิพพานเป็นต้น ซึ่งเป็นเครื่องรับประกัน ให้หายห่วง ในการที่จะเกิดกลัวไปว่ากรรมจะไม่ให้ผลเป็นต้น หรือคำสอนของพระองค์ใช้ไม่ได้ ในที่นี้ (ทำนองกฎหมายในเมืองไทย ใช้บังคับที่เมืองจีนไม่ได้เป็นต้น). แม้ว่าจะมีคำกล่าวใน ที่อื่น ว่าพุทธเกษตรมีหลายเกษตรเพราะพระพุทธเจ้ามีหลายองค์ แต่ในที่นี้พิจารณากันแต่ ในแง่ว่า พระพุทธเจ้าทุกองค์มีปัญญาอย่างเดียวกัน ตรัสรู้และสอนอย่างเดียวกัน หรือเป็นองค์ เดียวกัน นั่นเอง การแบ่งเป็นองค์ ๆ เป็นความเข้าใจผิด หรือมิฉะนั้นก็เป็นการกล่าวอย่าง สามัญตามสมมติ. - ผู้แปลเป็นไทย ๓๗
น.57 ก่อนจบเทศนา พระสังฆปริณายกได้กล่าวเพิ่มเติมว่า "บัดนี้ ในวิหารแห่งไทฟันนี้ อาตมาได้แสดงธรรมให้ท่านฟัง ถึงคำสอนแห่ง 'นิกายฉับพลัน’ แล้ว. ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงซึ่งล้วนแต่มีธรรมธาตุอันนั้นประจำอยู่ ในตัว ทุกคนแล้ว จงเข้าใจธรรมะนี้ และลุถึงความเป็นพุทธะเถิด." เมื่อได้ฟังธรรมกถาที่พระสังฆปริณายกกล่าวจบลงแล้ว ข้าหลวงไว่แห่งซิวเจา, พวก ข้าราชการ, นักศึกษาฝ่ายเต๋า และชาวบ้านเหล่านั้นได้เข้าถึงความสว่างไสว ทั่วถึงกัน. เขาเหล่านั้น พร้อมกันทำความเคารพและออกอุทานเป็นเสียงเดียวกันว่า "สาธุ! สาธุ ! ใครจะนึกไปถึงว่า พระพุทธเจ้าได้มาอุบัติขึ้นในนครกวางตุ้ง" **** ๓๘
Buddhadasa