Buddhadasa.org

สูตรของเว่ยหล่าง ตอนที่ ๓ — หมวดที่ ๓ ว่าด้วยข้อปุจฉา-แลวิสัชนา

สูตรของเว่ยหล่าง — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — สูตรของเว่ยหล่าง (๑๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.58 หมวดที่ ๓ ว่าด้วยข้อปุจฉา-แลวิสัชนา วันหนึ่ง ท่านข้าหลวงไว่ ได้จัดให้มีการประชุมกันถวายภัตตาหารเจแด่พระสังฆปริณายก และ ขอร้องให้ท่านแสดงธรรมแก่ประชุมชนที่กำลังประชุมกันคับคั่ง เมื่อเสร็จจากการฉันแล้ว ท่าน ข้าหลวงไว้ได้อาราธนาให้ท่านขึ้นธรรมาสน์ (ซึ่งท่านได้ตกลงรับ). เมื่อได้โค้งคำนับด้วยความ เคารพ ๒ ครั้ง ๒ ครา พร้อม ๆ กับบรรดาข้าราชการ, นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ที่ได้มา ประชุมกันอยู่ ณ ที่นั่นแล้ว ข้าหลวงไว้ได้กล่าวขึ้นว่า กระผมได้ฟังบทธรรมที่พระคุณเจ้าแสดง แล้ว รู้สึกว่าเป็นของลึกซึ้งเกินกว่ากำลังความคิดและถ้อยคำของกระผมจะบรรยายได้ และ กระผมมีปัญหาอยู่บางประการ ซึ่งหวังว่าพระคุณเจ้าคงจะกรุณาชี้แจงให้เห็นกระจ่าง พระสังฆปริณายกได้ตอบว่า ถ้าท่านมีความสงสัยอย่างหนึ่งอย่างใด อยู่ก็ขอให้ท่านถามมา อาตมาจะได้ชี้แจง. ข้าหลวงไว้ได้ถามขึ้นว่า หลักธรรมต่าง ๆ ที่พระคุณเจ้าได้แสดงไปแล้วนี้เป็นหลักที่ พระสังฆปริณายกชื่อโพธิธรรม ได้วางไว้บัญญัติไว้มิใช่หรือ. พระสังฆปริณายก ตอบ "ใช่" กระผมได้สดับตรับฟังมาว่า เมื่อพระโพธิธรรมได้พบปะและสังสนทนากันเป็นครั้งแรก กับ พระจักรพรรดิวู่แห่งราชวงศ์เหลียง นั้น ท่านสาธุคุณองค์นั้นได้ถูกพระจักรพรรดิถามถึง ข้อที่ว่า พระองค์จะได้รับกุศล (Ments) อะไรบ้าง ในการที่พระองค์ได้กระทำการก่อสร้างพระวิหาร, การอนุญาตให้คนบวช (ซึ่งในสมัยนั้นพระบรมราชานุญาตเป็นของจำเป็นมาก), การโปรยทาน และการถวายภัตตาหารเจ แด่พระภิกษุสงฆ์ในรัชกาลของพระองค์. และท่านสาธุคุณองค์นั้น ได้ถวายพระพรว่า การกระทำเช่นว่านั้น ไม่เป็นทางนำมาซึ่งกุศลแต่อย่างใดเลย. ในเรื่องนี้ กระผม ไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมพระสังฆปริณายกโพธิธรรม จึงได้ถวายพระพร เช่นนั้น. ขอพระคุณเจ้า โปรดชี้แจงด้วยเถิด. พระสังฆปริณายกได้ตอบว่า ถูกแล้ว การกระทำเช่นว่านั้น ไม่เป็นทาง ๓๙

น.59 นำมาซึ่งกุศลแต่อย่างใด ท่านอย่าได้มีความสงสัยในถ้อยคำของพระมุนี องค์นั้นเลย พระจักรพรรดิเองต่างหาก มีความเข้าพระทัยผิด และ พระองค์ไม่ได้ทรงทราบถึงคำสอนอันถูกต้อง ตามแบบแผน. ก็การกระทำ เช่นสร้างวิหาร การอนุญาตให้คนบวช การโปรยทาน การถวายภัตตาหารเจ เช่นกล่าวนี้จะนำมาให้ได้ก็แต่เพียงความปีติอิ่มใจต่าง ๆ เท่านั้น, ซึ่งไม่ สมควรจะถือว่าเป็นกุศล กุศลจะมีได้ก็แต่ในธรรมกาย ไม่มีส่วนใด เกี่ยวข้องกันกับการทำเพื่อความปิติอิ่มใจ ดังกล่าวมานั้นเลย. ๑ พระสังฆปริณายกได้กล่าวต่อไปว่า การเห็นแจ้งชัดในจิตเดิมแท้ นั้น เรียก ว่า กุง (กุศลวิบาก), และความคงที่สม่ำเสมอ นั้น เรียกว่า แต๊ก (กุศล สมบัติ), และเมื่อใด ความเป็นไปทางฝ่ายจิตของเรา มีการเคลื่อนไหว คล่องแคล่วไม่มีติดขัด จนทำให้เราทราบไม่ขาดสาย ถึงภาวะที่แท้จริง พร้อมทั้งการทำหน้าที่อย่างประหลาดลี้ลับของใจของเราเอง เมื่อนั้น เรียกว่าเราเข้าถึงแล้วซึ่ง กุงแต๊ก. (กุศล). ที่เป็นภายใน, การระวังจิตของตนไว้ ให้คงอยู่ในภาวะที่ปราศจาก ความผยองพองตัวเรียกว่า กุง, ที่เป็นภายนอก การวางตัวไว้ใน สภาพที่เหมาะสมทุกวิถีทาง เรียกว่า แต๊ก. รู้ว่าทุกๆ สิ่ง คือการแสดงออก ของจิตเดิมแท้ นี้เรียกว่า กุง, และรู้ว่าส่วนที่เป็นประธานของจิต เป็นอิสระแล้วจากความคิดอันเป็นเครื่องถ่วงทั้งหลาย นี้เรียกว่า แต๊ก, ๑. เราจะเห็นได้ว่า แม้ในสมัยโบราณ นิกายเซ็นแห่งประเทศจีน ก็ยังคงมีการถือคำว่ากุศลกัน อย่างถูกต้องตามความหมายเดิมของคำว่ากุศล (กุศล-ตัดความชั่วสิ่งห่อหุ้มสันดานเหมือน หญ้ารก) ซึ่งในที่นี้ หมายความถึงสิ่งที่จะช่วยขจัดเครื่องกางกั้น มิให้ลุถึงความรอดพ้นจาก อำนาจกิเลส. หรือกล่าวโดยตรง กุศล ก็ได้แก่เครื่องช่วยให้จิตหลุดรอดไปจากสิ่งครอบคลุม ห่อหุ้ม จนไม่เห็นโพธินั่นเอง, ฉะนั้น จึงไม่หมายความไปถึงวัตถุภายนอก เช่น การให้ทาน หรือการสร้างวิหารเป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ควรจะเรียกว่า "บุญ" มากกว่าที่จะเรียกว่า "กุศล" (ปุญญ-เครื่องให้ฟูใจ) ครั้นตกมาถึงสมัยพวกเรานี้ คำว่ากุศล ใช้ปนเปไปกับคำว่าบุญ จนอ่าน ข้อความตอนนี้เข้าใจได้โดยยาก. - ผู้แปลเป็นไทย ๔๐

น.60 การไม่แล่นเพริดเตลิดไปจากจิตเดิมแท้ เรียกว่า กุง , และการที่เมื่อใช้ จิตนั้นทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งก็ไม่เผลอทำจิตนั้นให้มืดมัวเสียรูปไป นี้เรียกว่า แต๊ก. ถ้าท่านแสวงหากุศลภายในธรรมกาย และทำตามที่ อาตมาได้กล่าวนี้จริงๆ แล้ว กุศลที่ท่านได้รับ จะต้องเป็นกุศลจริง. ผู้ปฏิบัติเพื่อกุศล จะไม่หมิ่นผู้อื่น และในที่ทุกโอกาสเขาปฏิบัติต่อทุก ๆ คนด้วยความยำเกรงนับถือ. ผู้ซึ่งมีการดูหมิ่นผู้อื่นเป็นปรกตินิสัย ย่อม ไม่สามารถขจัดมานะอหังการออกไปเสียได้ ซึ่งส่อว่าเขา ยังขาดกุ. เพราะ ความถือตัว และความดูหมิ่นผู้อื่นเป็นปรกตินิสัย เขาย่อมไม่เห็นแจ้ง ต่อจิตเดิมแท้ และนี่ส่อว่าเขา ยังขาดแต๊ก . ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย. เมื่อใดความเป็นไปทางฝ่ายจิตทำหน้าที่ ของมันได้โดยไม่มีที่ติดขัด เมื่อนั้นเรียกว่า มี กุง , เมื่อใดใจของเราทำ หน้าที่ของมันในลักษณะที่ตรงแน่ว เมื่อนั้นเรียกว่า มี แต๊ก. การฝึก ทางจิต จัดเป็น กุง การฝึกทางที่เกี่ยวกับกาย จัดเป็น แต๊ก ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย , กุศลนั้นเป็นสิ่งที่ต้องแสวงหาภายในจิต เดิมแท้ และเป็นสิ่งที่หาไม่ได้จากการโปรยทาน การถวายภัตตาหาร ฯลฯ และอื่น ๆ. เหตุฉะนั้น เราต้องรู้จักแยกให้เห็นความแตกต่างระหว่าง ความปิติอิ่มใจกับตัวกุศลแท้. คำที่พระสังฆปริณายกของเรากล่าวไปนั้น ไม่มีอะไรผิด , พระจักรพรรดิวู่เองต่างหาก ที่ไม่เข้าใจในหนทางอันแท้จริง **** ข้าหลวงไว่ ได้เรียนถามปัญหาข้อต่อไปอีกว่า กระผมได้สังเกตเห็นเขาทำกันทั่ว ๆ ไป ไม่ว่าคฤหัสถ์หรือบรรพชิต ในการออกนามพระอมิตาภะ และตั้งอธิษฐานจิตขอให้ไปบังเกิด ในดินแดนอันบริสุทธิ์ ทางทิศตะวันตก ( Pure Land in the West) เพื่อขจัดความสงสัยของ กระผม ขอพระคุณเจ้าจงกรุณาตอบให้แจ้งชัด ว่ามันจะเป็นไปได้หรือไม่ ที่เขาเหล่านั้นจะพากัน ไปเกิดที่นั้น. ๔๑

น.61 ตอบว่า ท่านทั้งหลายจงฟังอาตมาอย่างระมัดระวังสักหน่อย แล้ว อาตมาจะได้อธิบาย. เมื่อกล่าวตามสูตรที่สมเด็จพระภควันต์ได้ตรัสไว้ที่นครสาวัตถี เพื่อนำ ประชาสัตว์ไปสู่แดนบริสุทธิ์ทางทิศตะวันตกนั้น มันก็เป็นที่กระจ่างชัดแล้วว่า แดนบริสุทธิ์นั้น อยู่ไม่ไกลไปจากที่นี่เลย เพราะตามระยะทางคิดเป็นไมล์ ก็ได้ ๑๐๘ , ๐๐๐ ไมล์เท่านั้น , ซึ่ง โดยแท้จริงแล้วระยะทางนี้ หมายถึงอกุศล ๑๐ และมิจฉัตตะ ๘ ภายในตัวเรานั่นเอง. ๑ สำหรับ คนพวกที่ยังมีใจต่ำ มันก็ต้องอยู่ไกลอย่างแน่นอน. แต่สำหรับพวกที่มีใจสูงแล้ว เราอาจกล่าว ได้ว่า มันอยู่ใกล้นิดเดียว แม้ว่าพระธรรมจะเป็นของคงเส้นคงวารูปเดียวกันทั้งนั้น แต่คนนั้น ๆ ย่อมแตกต่าง กันโดยจิตใจ. เพราะขนาดแห่งความฉลาดและความเขลาของมนุษย์มีอยู่แตกต่างกันนี่เอง จึงมี คนบางคนเข้าใจในพระธรรมได้ก่อนคนเหล่าอื่น เมื่อพวกคนไร้ปัญญากำลังพากันท่องนาม ของพระอมิตาภะ และอ้อนวอนขอให้ได้เกิดในแดนบริสุทธิ์อยู่นั้น คนฉลาดก็พากันชำระใจ ของเขาให้สะอาดแทน เพราะเหตุว่า ตามที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้นั้นมีอยู่ว่า "เมื่อใจบริสุทธิ์ แดนแห่ง พระพุทธเจ้า ก็บริสุทธิ์พร้อมกัน." แม้ว่าพวกท่านทั้งหลายจะเป็นชาวตะวันออก ถ้าใจของท่านบริสุทธิ์ ท่านก็เป็นคนไม่มีบาป อีกทางหนึ่งตรงกันข้าม , ต่อให้ท่านเป็นชาวตะวันตก เสียเอง ใจที่โสมมของท่าน หาอาจช่วยให้ท่านเป็นคนหมดบาปได้ไม่ เมื่อคนชาวตะวันออกทำบาปเข้าแล้ว เขาออกนามอมิตาภะ แล้วอ้อนวอน เพื่อให้เกิดทางทิศตะวันตก ทีนี้ถ้าในกรณีที่คนบาปนั้นเป็นชาวตะวันตก เสียเองแล้ว เขาจะอ้อนวอนให้ไปเกิดที่ไหนเล่า ? คนสามัญและคนเขลา ไม่เข้าใจในจิตเดิมแท้และไม่รู้จักแดนบริสุทธิ์อันมีอยู่พร้อมแล้วในตัว ของตัว ดังนั้นเขาจึงปรารถนาที่จะไปเกิดทางทิศตะวันออกบ้าง ทาง ทิศตะวันตกบ้าง , แต่สำหรับคนที่มีปัญญาแล้วที่ไหน ๆ ก็เหมือนกัน ๑. อกุศล ๑๐ อย่าง (ซึ่งหมายถึงอกุศลกรรม ?) คงกำหนดให้อย่างละหมื่นไมล์ ส่วนมิจฉัตตะ ๘ อย่างนั้น คงกำหนดให้อย่างละพันไมล์ จึงได้แสนแปดพันไมล์ , มิจฉัตตะ นั้น คือความผิดตรง กันข้ามกับมรรคมีองค์แปด - ผู้แปลเป็นไทย ๔๒

น.62 ทั้งนั้น. ตามที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้นั้น มีอยู่ว่า "เขาจะเกิดที่ไหนไม่สำคัญ เขาคงเป็นสุข และบันเทิงเริงรื่นอยู่เสมอ" ท่านทั้งหลาย, เมื่อใจของท่านบริสุทธิ์จากบาปแล้ว ทิศตะวันตกก็อยู่ไม่ไกลจากที่ตรงนี้. มันลำบากนักก็อยู่ตรงที่ว่า คนใจโสมต้องการจะไปเกิดที่นั่น ด้วยการตะโกนร้องเรียกหาพระอมิตาภะเท่านั้น ! ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย, ในเรื่องนี้ สิ่งที่จะต้องทำเป็นข้อแรก ก็คือ จัดการกับอกุศล ๑๐ ประการเสียให้หมดสิ้นไป เมื่อนั้นก็เป็นอันว่า เราได้เดินทางเข้าไปแล้ว ๑๐๐,๐๐๐ ไมล์ ขั้นต่อไป เราจัดการกับ มิจฉัตตะ ๘ เสียให้สิ้นสุด ก็เป็นอันว่าหนทางอีก ๘,๐๐๐ ไมล์นั้น เราเดินผ่านทะลุไปแล้ว (เมื่อเป็นดังนี้ แดนบริสุทธิ์จะหนีไปข้างไหน). ก็ถ้าเราสามารถเห็นแจ้งชัดในจิตเดิมแท้อยู่เสมอ และดำเนินตนตรงแน่วอยู่ทุกขณะแล้วพริบตาเดียวเท่านั้นเราก็ไปถึงแดนบริสุทธิ์ได้และพบพระอมิตาภะอยู่ที่นั่น. (นะโมอมิตาพุทธ) ถ้าท่านทั้งหลายเพียงแต่ประพฤติกุศล ๑๐ ประการเท่านั้น ท่านก็หมดความจำเป็นที่จะต้องไปเกิดที่นั่น. ในฝ่ายตรงกันข้าม ถ้าท่านไม่จัดการกับอกุศล ๑๐ ประการให้เสร็จสิ้นไปแล้ว พระพุทธเจ้าองค์ไหนเล่าที่จะพาท่านไปยังที่นั่น? ถ้าท่านเข้าใจในหลักธรรม อันกล่าวถึงธรรมชาติที่ไม่มีการเกิด (ซึ่งหักเสียซึ่งวงกลมแห่งการเกิดและการตาย) ของนิกาย "ฉับพลัน" แล้ว มันจะพาท่านไปให้เห็นทิศตะวันตกได้ในอึดใจเดียว แต่ถ้าท่านไม่เข้าใจ ท่านจะไปถึงที่นั้นด้วยลำพังการออกนามอมิตาภะได้อย่างไรกันหนอ เพราะหนทาง ๑๐๘,๐๐๐ ไมล์นั้น มันไกลไม่ใช่เล่น เอาละท่านทั้งหลายจะพอใจไหม ถ้าอาตมาจะยกเอาแดนบริสุทธิ์มาวางไว้ตรงหน้าท่านในเดี๋ยวนี้? ที่ประชุมได้ทำความเคารพ แล้วตอบพระสังฆปริณายกว่า ถ้าเราทั้งหลายอาจเห็นแดนบริสุทธิ์ได้ ณ ที่ตรงนี้แล้ว เราก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปรารถนาไปเกิดที่โน่น ขอพระคุณเจ้า จงได้กรุณาให้เราทั้งหลายได้เห็นแดนบริสุทธิ์นั้น โดยยกมาวางที่นี่เถิด ๔๓

น.63 กล่าวตอบว่า ท่านทั้งหลาย, เนื้อกายของเรานี้ เป็นนครแห่งหนึ่ง. ตา หู จมูก ลิ้น ของเราเป็นประตูเมือง. ประตูนอกมี ๔ ประตู. ประตูในมี ๑ ประตู ได้แก่อำนาจปรุงแต่งสำหรับคิดนึก ใจนั้นเป็นแผ่นดิน. จิตเดิมแท้เป็นเจ้าแผ่นดิน ซึ่งอาศัยอยู่ในมณฑลแห่งใจ. ถ้าจิตเดิมแท้อยู่ข้างใน ก็แปลว่าเจ้าแผ่นดินยังอยู่ แล้วกายและใจของเราก็ชื่อว่ายังมีอยู่. เมื่อจิตเดิมแท้ออกไปเสียแล้ว ก็เชื่อว่าเจ้าแผ่นดินไม่อยู่ กายและใจของเราก็เชื่อว่าสาบสูญไปแล้ว. เราต้องปฏิบัติเพื่อความเป็นพุทธะในภายในจิตเดิมแท้ และต้องไม่เสาะแสวงหาจิตเดิมแท้ในที่อื่นนอกจากตัวเราเอง. ผู้ที่ถูกความเขลาครอบงำมองไม่เห็นจิตเดิมแท้นั้น จัดเป็นคนสามัญ. ผู้ที่มีความสว่างมองเห็นจิตเดิมแท้ของตนเอง จัดเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง. ความเป็นคนมีเมตตากรุณา เป็นพระอวโลกิเตศวร (คือพระโพธิสัตว์องค์หนึ่งในจำนวนโพธิสัตว์สององค์ในแดนบริสุทธิ์ทางทิศตะวันตก). การเพลินในการโปรยทานคือพระมหาสถามะ (พระโพธิสัตว์อีกองค์หนึ่ง ซึ่งคู่กัน). ความสามารถทำให้ชีวิต บริสุทธิ์ คือ องค์พระศากยมุนี (พระนามอีกพระนามหนึ่งของพระพุทธเจ้าพระองค์นี้). ความสม่ำเสมอคงที่และความตรงแน่ว คือพระอมิตาภะ ความคิดเรื่องตัวตนหรือเรื่องความมีความเป็น คือเขาพระสุเมรุ. ใจที่สามานย์ได้แก่มหาสมุทร. กิเลสคือระลอกคลื่น. ความชั่ว คือมังกรร้าย. ความเท็จ คือผีห่า. อารมณ์ภายนอกอันน่าเวียนหัว คือสัตว์น้ำต่าง ๆ. ความโลภและความโกรธ คือโลกันตนรก. อวิชชาและความมัวเมา คือสัตว์เดรัจฉานทั่วไป ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย, ถ้าท่านประพฤติในกุศล ๑๐ ประการ อย่างมั่นคง แดนสุขาวดีก็จะปรากฏแก่ท่านในทันที. เมื่อใดท่านขจัดความเห็นว่าตัวตนและความเห็นว่าเป็นนั่นเป็นนี่ออกไปเสียได้ เขาพระสุเมรุก็จะหักคะมำพังทลายลงมา. เมื่อใดจิตไม่ย้อมด้วยความชั่วอีกต่อไป เมื่อนั้นน้ำในมหาสมุทร (แห่งสังสาระ) ก็เหือดแห้งไปสิ้น เมื่อ ๔๔

น.64 ท่านเป็นอิสระอยู่เหนือกิเลส เมื่อนั้นลูกคลื่นและระลอกทั้งหลายก็สงบเงียบลง. เมื่อใดความชั่วร้ายไม่กล้าเผชิญหน้าท่าน เมื่อนั้นปลาร้ายและมังกรร้ายก็ตายสิ้น ภายในมณฑลแห่งจิตนั้น มีองค์ตถาคตแห่งความตรัสรู้ ซึ่งส่องแสงอันแรงกล้าออกมาทำความสว่างที่ประตูภายนอกทั้งหกประตู และควบคุมมันให้บริสุทธิ์. แสงนี้แรงมากพอที่จะทะลุผ่านสวรรค์ชั้นกามาวจรทั้งหก. และเมื่อมันย้อนกลับเข้าภายในไปยังจิตเดิมแท้ มันจะขับธาตุอันเป็นพิษทั้ง ๓ อย่างให้หมดไป และชำระล้างบาปชนิดที่จะทำให้เราตกนรก หรืออบายอย่างอื่น, แล้วจะทำความสว่างไสวให้เกิดแก่เราทั้งภายในและภายนอก จนกระทั่งเราไม่มีอะไรแตกต่างจากพวกที่เกิดในแดนบริสุทธิ์ ทางทิศตะวันตก. ทีนี้ถ้าหากว่าเราไม่ฝึกตัวเองให้สูงถึงขนาดนี้แล้ว เราจะบรรลุถึงแดนบริสุทธิ์นั้นได้อย่างไรกัน? เมื่อที่ประชุมได้ฟังเทศนาของพระสังฆปริณายกจบลงแล้ว ต่างพากันทราบถึงจิตเดิมแท้ของตน ๆ อย่างแจ้งชัด ทุกคนพากันทำความเคารพ และอุทานออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า "สาธุ" เขายังได้พากันสวดมนต์ภาวนา ขอสรรพสัตว์ในสากลจักรวาลนี้ เมื่อได้ยินธรรมเทศนานี้แล้ว จงเข้าใจได้อย่างซึมซาบในทันทีทันใดเถิด. พระสังฆปริณายกได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ท่านผู้แก่เรียนทั้งหลาย, ผู้ใดอยากทำการปฏิบัติ (ทางจิต) จะทำที่บ้านก็ได้. ไม่มีความจำเป็นสำหรับคนเหล่านั้น ที่จะต้องอยู่ในสังฆาราม พวกที่ปฏิบัติตนอยู่กับบ้านนั้น อาจเปรียบกันได้กับชาวบ้านทางทิศตะวันออกที่ใจบุญ. พวกที่อยู่ในสังฆาราม แต่ละเลยต่อการปฏิบัตินั้น ไม่แตกต่างอะไรกันกับชาวบ้านที่อยู่ทางทิศตะวันตก แต่ใจบาป. จิตบริสุทธิ์ได้เพียงใด มันก็เป็น "แดนบริสุทธิ์ทางทิศตะวันตก กล่าวคือ จิตเดิมแท้ของบุคคลนั้นเอง" เพียงนั้น ข้าหลวงไว้ได้เรียนถามขึ้นว่า เราทั้งหลายควรฝึกตัวอย่างไรเมื่ออยู่ที่บ้าน ขอพระคุณเจ้า โปรดสั่งสอนเถิด. พระสังฆปริณายกได้ตอบว่า อาตมาจะสอนโศลกว่าด้วยนิรรูปให้สักหมวด ๔๕

น.65 หนึ่ง. ถ้าท่านทั้งหลายเก็บเอาข้อความออกมาปฏิบัติตามแล้ว ท่านก็จะอยู่ในสภาพเช่นเดียวกันกับพวกที่อาศัยอยู่กับอาตมาเนืองนิจเหมือนกัน ในทางตรงข้าม, ถ้าท่านทั้งหลายไม่ปฏิบัติมัน ท่านก็จะหาความเจริญในทางจิตไม่ได้ แม้ว่าท่านจะโกนหัว และสละบ้านเรือนออกแสวงบุญ (คือบวชเป็นพระ). โศลกนั้น มีดังต่อไปนี้ : ผู้มีใจเที่ยงธรรม การรักษาศีลไม่เป็นของจำเป็น ผู้มีความประพฤติตรงแน่ว การปฏิบัติในทางฌานมันจะมีมาเอง (แม้จะไม่ตั้งใจทำ). สำหรับหลักแห่งการกตัญญูกตเวทีนั้น เราอุปัฏฐากบิดามารดา รับใช้ท่านอย่างฐานลูก. สำหรับหลักแห่งความเป็นธรรมนั้น ผู้ยิ่งใหญ่กับผู้ต่ำต้อยยืน เคียงข้างอาศัยกันและกัน (ในคราวคับขัน). สำหรับหลักแห่งความปรารถนาดีต่อกันนั้น. ผู้อาวุโสกับผู้อ่อน อาวุโสต้องสมัครสมานกัน. สำหรับหลักแห่งขันตินั้น เราไม่ให้มีการทะเลาะเบาะแว้ง แม้จะ ตกอยู่ในท่ามกลางของหมู่อมิตรอันกักขฬะ ถ้าเรามีความเพียร รอคอยจนได้ไฟอันเกิดจากการเอาไม้มาสีกัน. เมื่อนั้น บัวสีแดง (พุทธภาวะ) ก็จะโผล่ออกมาเองจากตมสีดำ (ความมืดมนก่อนตรัสรู้). สิ่งที่มีรสขม ย่อมถูกใช้เป็นยาที่ดี. สิ่งที่ฟังแล้วไม่ไพเราะหู นั้นคือคำตักเตือนอันจริงใจของผู้เตือน ที่แท้จริง จากการแก้ไขความผิดให้กลับเป็นของถูก เราย่อมได้รับสติปัญญา โดยการต่อสู้เพื่อรักษาความผิดของตัวไว้ เราแสดงนิมิตแห่งความมีจิตผิดปรกติออกมา ในวันหนึ่ง ๆ ที่ชีวิตล่วงไปเราควรปฏิบัติความไม่เห็นแก่ตัวอยู่ตลอดเวลา แต่ว่าพุทธภาวะนั้น ไม่มีหวังที่จะได้มาจากการให้เงินเป็นทาน ๔๖

น.66 โพธิปัญญานั้น หาพบได้เฉพาะจากภายในใจของเราเอง. และไม่มีความจำเป็นที่จะเสาะหาความจริง อันเด็ดขาดของพระ ศาสนาจากภายนอก. ผู้ซึ่งได้ฟังโศลกนี้แล้ว นำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง จะประสบแดนสุขาวดีอยู่ตรงเบื้องหน้าเขา นั่นแล พระสังฆปริณายกได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย, ท่านทุก คนจงปฏิบัติตามคำสอนที่กล่าวไว้ในโศลกนี้เถิด เพื่อว่าท่านจะได้เห็น แจ้งจิตเดิมแท้, และลุถึงพุทธภาวะได้โดยตรง ๆ. พระธรรมไม่คอยใคร, อาตมาก็กำลังจะกลับไปโซกายเดี๋ยวนี้ ท่านทั้งหลายจงเลิกประชุมเถิด. ถ้าท่านยังมีปัญหาใด ๆ ท่านจงไปถามที่นั่นเถิด. ในการได้สมาคมกันคราวนี้ ท่านข้าหลวงไว่ ข้าราชการ คนใจบุญ และสุภาพสตรีผู้อุทิศ เคร่งครัดทั้งหลาย ผู้ได้มาร่วมประชุม ณ ที่นั้น ได้เกิดความสว่างไสวทุกคน, เขารับคำสอนไป ปฏิบัติด้วยความซื่อตรงแน่วแน่.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต