น.146 หมวดที่ ๙ พระบรมราชูปถัมภ์ พระบรมราชโองการของพระมหาจักรพรรดินีพระพันปีหลวงเช็คทิน และพระมหาจักรพรรดิจุงจุง ประกาศเมื่อวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนอ้าย ปีที่ ๑ แห่งรัชกาลชินลุง ดังนี้: “เนื่องจากข้าพเจ้าทั้งสอง ได้เชิญท่านพระอาจารย์เว่ยออนและ ท่านพระอาจารย์ชินเชา ให้พำนักอยู่ในพระราชวังเพื่อรับของถวาย ข้าพเจ้าได้ศึกษาทางพุทธยานจากท่านพระอาจารย์ทั้งสองนี้ ทุกโอกาสที่ ว่างจากพระราชกรณียกิจ แต่ด้วยความถ่อมตนอย่างบริสุทธิ์ใจ ท่าน พระอาจารย์ทั้งสองนี้ได้แนะนำให้ข้าพเจ้าขอคำแนะนำจากท่านพระอาจารย์ เว่ยหล่าง แห่งสำนักใต้ ซึ่งเป็นผู้ได้รับเลือกสำหรับรับมอบพระธรรม และบาตร จีวร จากพระสังฆนายกที่ห้า เช่นเดียวกับได้รับหัวใจแห่ง ธรรมของสมเด็จพระพุทธองค์ • พร้อมนี้ ข้าพเจ้าทั้งสองได้ส่งขันที ซิตกัน เป็นผู้ถือพระบรมราช- โองการ มานิมนต์พระคุณท่านไปเมืองหลวง และมั่นใจว่า พระคุณท่าน คงเมตตาอนุเคราะห์ข้าพเจ้าทั้งสอง ด้วยการไปเยี่ยมเมืองหลวงโดย ด่วน .... ฯลฯ." เนื่องจากสุขภาพไม่สมบูรณ์ พระสังฆนายกได้ตอบปฏิเสธการ นิมนต์ของพระมหาจักรพรรดิ และขอพระบรมราชานุญาตที่จะใช้ชีวิต อยู่ในป่า. เมื่อเข้าไปนมัสการสนทนากับพระสังฆนายก ซิตกัน ได้กล่าวว่า “บรรดาผู้เชี่ยวชาญ ทางธยานะในเมืองหลวง ต่างได้แนะนำประชาชน เป็นอย่างเดียวกัน ให้นั่งขัดสมาธิเข้าสมาธิ ท่านเหล่านั้นบอกว่า เป็น ทางเดียวเท่านั้น ที่จะตระหนักชัดถึงหลักธรรมได้ ขอให้ข้าพเจ้าได้ ๑๒๕
น.147 ทราบถึงแนวคำสอนของพระคุณท่านบ้างได้ไหมครับ?" "หลักธรรมนั้น จะตระหนักชัดได้ด้วยจิต" พระสังฆนายกตอบ "และ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการนั่งขัดสมาธิ ในวัชรักเขทิกสูตรก็กล่าวว่า เป็นการ ผิดที่ใคร ๆ จะยืนยันว่า ตถาคตมาหรือไปและนั่งหรือนอน เพราะเหตุใด หรือ? เพราะว่า สมาธิแห่งความบริสุทธิ์ ของตถาคต ไม่ได้หมายความ ว่า มาจากแห่งใดหรือไปที่แห่งใด ไม่ได้หมายความว่ามีการเกิดหรือการ ดับ ธรรมทั้งหลายย่อมสงบและว่างเปล่า โดยทำนองเดียวกัน บัลลังก์ แห่งความบริสุทธิ์ของตถาคตก็เป็นเช่นนั้น พูดอย่างตรง ๆ แล้ว ไม่มี แม้แต่สิ่งเหล่านี้ที่จะบรรลุได้ ด้วยเหตุนี้ทำไมเราจะต้องทรมานตัวเอง ด้วยการนั่งขัดสมาธิ?" ชิตกันกล่าวว่า "เมื่อเดินทางกลับ พระมหาจักรพรรดิทั้งสองต้องให้ ข้าพเจ้ากราบทูลรายงานเป็นแน่ พระคุณท่านจะโปรดกรุณาให้คำเตือน ที่เป็นหลักสำคัญในการสอนของพระคุณท่านแก่ข้าพเจ้าบ้างได้ไหมครับ? เพื่อข้าพเจ้าจะได้สามารถกราบทูลให้พระมหาจักรพรรดิทรงทราบ และ ยังจะได้ชี้แจงแก่พุทธศาสนิกชนทั่วไปในเมืองหลวงอีกด้วย เสมือนกับ ว่าแสงเพลิงจากประทีปดวงหนึ่งที่อาจจุดต่อให้แก่ประทีปอื่น ๆ อีก หลายร้อยหลายพันดวง บรรดาคนโง่ทั้งหลายจะได้เกิดปัญญา และแสง สว่างย่อมก่อให้เกิดแสงสว่าง ต่อไปโดยไม่สิ้นสุด." พระสังฆนายกตอบว่า "หลักธรรมนั้นไม่ได้หมายถึงแสงสว่างหรือความ มืด แสงสว่างและความมืดนั้น หมายถึงความคิดที่อาจสับเปลี่ยนกันได้ ฉะนั้นการกล่าวว่า แสงสว่างก่อให้เกิดแสงสว่างต่อไปโดยไม่สิ้นสุด จึง ผิด เพราะว่ามันมีความจบสิ้น เนื่องจากความสว่างและความมืดเป็นคำ คู่ประเภทตรงข้าม ในวิมลกีรตินิเทศสูตรกล่าวว่า หลักธรรมนั้นไม่มี ข้ออุปมา เพราะว่าไม่ใช่เป็นคำที่อาจเทียบเคียงกันได้" ซิตกันแย้งว่า "แสงสว่างหมายถึงปัญญา และความมืดก็หมายถึง ๑๒๖
น.148 กิเลสถ้าผู้เดินทางไม่ได้ทำลายกิเลส ด้วยอำนาจแห่งปัญญาแล้ว เขา จะพาตัว ให้หลุดพ้นจากสังสารวัฏอันไม่มีเบื้องต้นได้อย่างไร?” พระสังฆนายกตอบว่า "กิเลสคือโพธิหลาย สองอย่างนี้เหมือนกันไ ม่ ต่างกัน การทำลายกิเลส ด้วยปัญญาเป็นคำสอนของสำนักสาวกภูมิ และสำนัก ปัจเจกพุทธภูมิซึ่งสานุศิษย์ของสำนักเหล่านั้น ใช้ยาน เทียมด้วยแพะและ ะใช้ยานเทียมด้วยกวาง สำหรับผู้มีความเฉียบ แหลมและปัญญาสูง คำสอนดังกล่าวคงจะไร้ประโยชน์ทั้งสิ้น" ชิตกันถามว่า "ถ้ากระนั้นคำสอนของสำนักมหายานได้แก่อะไร?" พระสังฆนายกตอบว่า "ในทัศนะของสามัญชน ปัญญาและอวิชชาเป็น ของสองสิ่งแยกจากกัน ส่วนคนฉลาดผู้ได้ตระหนักชัดถึงภาวะที่แท้ แห่งจิต โดยตลอดแล้ว ย่อมรู้ว่าสิ่งเหล่านี้มีธรรมชาติเป็นอย่างเดียว กัน ธรรมชาติอันเป็นอย่างเดียวกันหรือธรรมชาติอันไม่เป็นของคู่นี้ คือสิ่งที่เรียกว่า ธรรมชาติที่แท้จริงเป็นเรื่องปกติซึ่งในกรณีของสามัญชนและคนโง่ก็ไม่ได้มี น้อยลงและในกรณีของปราชญ์ผู้บรรลุความรู้แจ้งแล้วก็ไม่ได้มีมากขึ้น เป็นสิ่งที่ไม่ได้ไหวสะเทือนในสภาพที่มีความวุ่นวายและก็ไม่ได้สงบนิ่ง ในสภาพที่มีสมาธิเป็นสิ่งที่ถาวรและไม่ใช่เป็นสิ่ง ถาวรและก็ไม่ใช่เป็น สิ่งที่ไม่ถาวร ไม่ได้ไปหรือมา ไม่อาจพบได้จากภายนอก และก็ไม่อาจพบได้จากภายใน หรือไม่อาจพบได้ในอวกาศ ซึ่งอยู่ในระหว่างสิ่งทั้งสองนี้ เป็นสิ่งที่อยู่เหนือความมีอยู่และความไม่มีอยู่ บางทีความมีอยู่และไม่มีอยู่เป็นสิ่งที่มีธรรมชาติและปรากฏการณ์อยู่ในสภาพ ความเป็นเช่นนั้น ตลอดไป เป็นสิ่งที่ถาวร สิ่งสำคัญในการรับรู้ตลอดไปเป็นสิ่งที่ถาวร และไม่เปลี่ยนแปลง สิ่งนี้แหละคือหลักธรรม " ชิตากันถามว่า "ท่านกล่าวว่าเป็นสิ่งที่อยู่เหนือความมีอยู่และความไม่มีอยู่ ถ้าเช่นนั้นท่านจะอ้างว่า ต่างกับคำสอนของพวกมิจฉาทิฏฐิซึ่งสอ นอย่างเดียวกันนี้ได้อย่างไร?” พระสังฆนายกตอบว่า "ในคำสอนของพวกมิจฉาทิฏฐิคำว่า 'ไม่มีอยู่' ๑๑
น.149 หมายถึงการสิ้นสุดของคำว่า 'มีอยู่' ส่วนคำว่า 'มีอยู่' ก็ใช้เ ปรียบ เทียบในทางตรงกันข้ามกับคำว่า ' ไม่มีอยู่' สิ่งที่เขาหมายถึงความไม่มี อยู่ ไม่ใช่หมายถึงการทำลายล้าง โดยแท้จริง และสิ่งที่เขาเรียกว่า 'มี อยู่' ก็ไม่ได้หมาย ถึงความมีอยู่อย่างแท้จริง สิ่งที่ฉันหมายถึงเหนือ ความมีอยู่และความไม่มีอยู่ ก็คือโดยเนื้อแท้แล้วย่อมไม่มีอยู่ แต่ใน ขณะปัจจุบันก็ไม่ได้ถูกทำลายล้างไป นี่แหละเป็นความต่างกันระหว่าง คำสอนของฉันกับคำ สอนของพวกเขามิจฉาทิฐฐิ ท่านปรารถนาจะทราบถึงประเด็นสำคัญในคำสอนของฉัน ท่านควร สลัดตัวของท่านให้ปลอดจากความคิดทั้งปวง ไม่ว่าดีหรือเลว เมื่อนั้น จิตของท่านจะอยู่ในสภาวะอันบริสุทธิ์ สงบ และสันติตลอดเวลา ทั้ง คุณประโยชน์ที่จะได้รับจากการนี้ก็มีมากมายหลายเท่าดุจเมล็ดทราย ในแม่น้ำคงคา" คำสอนของพระสังฆนายกทำให้ชิตกันบรรลุธรรมโดยสมบูรณ์ใน ทันใด เขากราบนมัสการและอำลาพระสังฆนายกกลับเมืองหลวง เมื่อ ถึงพระราชวังแล้วก็กราบทูลรายงานต่อพระมหาจักรพรรดิ ตามที่พระ สังฆนายกได้กล่าว ครั้นถึงวันขึ้นสามค่ำ เดือนเก้าปีเดียวกันนั้น พระมหาจักรพรรดิมี พระบรมราชโองการประกาศ ชมเชยพระสังฆนายกนายกตามความดัง ต่อไปนี้: ด้วยสาเหตุชราภาพและสุขภาพไม่สมบูรณ์พระสังฆนายกได้ปฏิเสธ การนิมนต์มาเมืองหลวง ท่านขอสละชีวิตปฏิบัติธรรมในพระพุทธ ศาสนา เพื่ อคุณประโยชน์ของพวกเรา ท่านเป็นเนื้อนาบุญแห่งชาติ โดยแท้จริง ท่านได้ปฏิบัติตามอย่างที่ท่านวิมลกีรติซึ่งพักฟื้นอยู่ในเมืองไวสาลีทำ การเผยแพร่คำสอนของมหายานให้ไพศาล ด้วยการถ่ายทอดหลัก ธรรม ของสำนักธยานะ และด้วยการอธิบายหลักธรรมแห่งการไม่เป็นของคู่ จากการถ่ายทอดธรรมของซิตกัน ผู้ซึ่งได้รับส่วนแบ่ง ในความรู้ ทางพุทธะจากพระสังฆนายก ข้าพเจ้าทั้งสองจึงได้มีโอกาสเข้าใจถึง คำสอน ชั้นสูงของพระพุทธศาสนา นี่จะต้องเนื่องมาจากกุศลและราก เง่าแห่งความดี ที่ข้าพเจ้าได้สร้างสมมาแต่ชาติปางก่อน มิฉะนั้นแล้ว ๑๑๑키
น.150 ข้าพเจ้าก็คงไม่ได้เกิดมาทันพระคุณท่าน. ในการน้อมสักการะต่อพระคุณของพระสังฆนายก ข้าพเจ้าสุดวิสัยที่จะกล่าวคำใด ๆ ให้ทัดเทียมได้ ฉะนั้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความคารวะอันสูงที่มีต่อพระคุณท่าน ข้าพเจ้าทั้งสอง ขอถวายจีวรโลมาและบาตรผลึกมาพร้อมนี้ และโดยคำสั่งนี้ ให้เป็นหน้าที่ของข้าหลวงชิวเจาที่จะปฏิสังขรณ์พระอารามของพระคุณท่าน และดัดแปลงบ้านเดิมของพระคุณท่าน ให้เป็นวิหาร ทั้งให้ชื่อว่า กว็อกเยน (นาบุญแห่งรัฐ.) ในพระปรมาภิไธย...ฯลฯ ๑๒๙
Buddhadasa