Buddhadasa.org

สูตรของเว่ยหล่าง ตอนที่ ๙ — หมวดที่ ๘ สำนักฉับพลัน และสำนักเชื่องช้า

สูตรของเว่ยหล่าง — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — สูตรของเว่ยหล่าง (๑๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.132 หมวดที่ ๘ สำนักฉับพลัน และสำนักเชื่องช้า ขณะที่พระสังฆนายกพักกายที่วัดไผ่ลั้นนั้น อาจารย์ชินเซ็กก็สั่งสอนธรรมอยู่ทั่วทุกหน ในเมืองกังหนา ขณะนั้นสำนักทั้งสอง คือสำนักของท่านเว่ยหลั่งซึ่งอยู่ทางใต้ และสำนักของท่านชินเซ็กซึ่งอยู่ทางเหนือ ต่างก็รุ่งเรืองทัดเทียมกัน เนื่องจากสำนักทั้งสองนี้มีชื่อต่างกันคือ ฉับพลัน (ฝ่ายใต้) และ “เชื่องช้า” (ฝ่ายเหนือ) จึงเกิดปัญหาขึ้นแก่พุทธศาสนิกชนสมัยนั้น ว่าจะเป็นสานุศิษย์สำนักไหนดี เมื่อเห็นเช่นนั้น พระสังฆนายกจึงกล่าวในที่ประชุมว่า ในส่วนที่เกี่ยวกับธรรม ย่อมมีเพียงสำนักเดียว ถ้าจะมีต่างสำนักกันนั้นก็ตรงที่ ผู้สถาปนาสำนักหนึ่งเป็นชาวเมืองเหนือ และผู้สถาปนาอีกสำนักหนึ่งเป็นชาวเมืองใต้ แม้หลักธรรมอยู่เพียงอย่างเดียว แต่สานุศิษย์บางท่านก็เข้าใจธรรมได้ดีกว่าผู้อื่น เหตุที่มีคำว่า “ฉับพลัน” และ “เชื่องช้า” ก็เพราะสานุศิษย์บางคนมีสติปัญญาเฉียบแหลมกว่ากันเท่านั้น สำหรับธรรมแล้ว ความแตกต่างกันระหว่าง “ฉับพลัน” กับ “เชื่องช้า” ย่อมไม่มี ทั้ง ๆ ที่พระสังฆนายกได้กล่าวไว้เช่นนั้น สานุศิษย์ของชินเซ็กก็ยังกล่าวตำหนิพระสังฆ- นายกอยู่เสมอ พวกนี้กล่าวหมิ่นท่านว่า เป็นคนไร้การศึกษา ไม่อาจดำรงตนให้อยู่รวมแก่การเกรงใจได้ ตรงกันข้าม สำหรับชินเซ็กเองนั้น ท่านยอมรับว่า ท่านมีภูมิปัญญาต่ำกว่าพระสังฆนายก ยอมรับว่าพระสังฆนายกได้บรรลุปัญญา โดยไม่ต้องมีอาจารย์แนะนำช่วยเหลือ และยังเข้าใจถึงคำสอนของสำนักมหายานอย่างปรุโปร่ง ท่านชินเซ็กได้กล่าวเสริมต่อไปว่า “อาจารย์ของเรา พระสังฆนายกองค์ที่ห้า คงไม่มอบจีวรและบาตรแก่ท่านผู้นี้อย่างปราศจากเหตุผลอันควร เราเสียใจที่เราเองไม่คู่ควรแก่พระบรมราชูปถัมภ์ของพระมหาจักรพรรดิ และเราก็ไม่สามารถเดินทางได้ไกล ๑๓๓

น.133 เพื่อไปรับคำสอนจากท่านผู้นี้ด้วยตนเอง พวกท่านทั้งหลายควรไป เพื่อไต่ถามธรรมจากท่านที่เชียงต่าย.” วันหนึ่ง ชินเซ็ก กล่าวแก่ศิษย์คนหนึ่ง ชื่อ ซึง ว่า “เธอเป็นคนรอบรู้และปัญญาเฉียบแหลม ฉันขอให้เธอไปเชียงต่ายเพื่อฟังคำสอนที่นั่น เมื่อได้เรียนอะไรแล้ว ขอให้พยายามจำไว้ให้มากที่สุด และกลับมาเล่าให้ฉันฟัง.” ซึงได้ไปยังเชียงต่ายตามคำสั่งของอาจารย์ตน เขาปะปนเข้าไปในฝูงชนเพื่อฟังธรรม โดยไม่ได้บอกกล่าวว่าเขามาจากไหน. พระสังฆนายกกล่าวขึ้นในที่ประชุมว่า “มีคนซ่อนตัวเข้ามาในนี้เพื่อเลียนแบบคำสอนของเรา” ทันใดนั้นซึงก็วิ่งออกข้างนอก ทำความเคารพพระสังฆนายก และบอกกับท่านว่า เขามาจากสำนักไหน. พระสังฆนายกถามว่า “ท่านมาจากวัดยุทธชนใช่ไหม? ถ้าอย่างนั้น ท่านต้องเป็นคนสอดแนม.” ซึงตอบว่า “เปล่าครับ ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นคนสอดแนม.” พระสังฆนายกถามว่า “ทำไมไม่ใช่” ซึงตอบว่า “ถ้าข้าพเจ้าไม่ได้บอกอะไรกับท่าน นั่นสิ ข้าพเจ้าจึงจะเป็นคนสอดแนม แต่เมื่อข้าพเจ้าได้บอกกับท่านหมด จึงไม่ใช่.” พระสังฆนายกถามว่า “อาจารย์ของท่าน สอนลูกศิษย์ว่าอย่างไรบ้าง?” ซึงตอบว่า “ท่านอาจารย์สอนให้พวกข้าพเจ้าทำสมาธิในความบริสุทธิ์ ให้นั่งขัดสมาธิอยู่ตลอดเวลา ไม่ให้นอน.” พระสังฆนายกกล่าวว่า การทำสมาธิ ในความบริสุทธิ์นั้น ไม่แน่นอน และไม่ใช่สมาธิ การกักตัวเองให้นั่งขัดสมาธิอยู่ตลอดเวลานั้น ตามหลักแห่งเหตุและผลแล้วไม่เกิดผลดีอะไรขึ้นมา จงฟังโคลงของฉัน : คนเป็นย่อมจะนั่ง และไม่นอนอยู่ตลอดเวลา ส่วนคนตายนั้นนอน และไม่นั่ง สำหรับร่างกายอันเป็นเนื้อหนังของเรานี้ ทำไมเราจะต้องคอยนั่งขัดสมาธิ ๑๓๔

น.134 เมื่อได้ทำความเคารพพระสังฆนายกอีกเป็นครั้งที่สอง ชีชิงจึงกล่าวว่า "แม้ว่า ข้าพเจ้าจะได้ศึกษาพระพุทธศาสนาจากท่านอาจารย์ชินเชา มาเป็นเวลา ๙ ปีแล้ว ข้าพเจ้าก็ยังไม่เคยบรรลุธรรมเลย แต่พอได้ฟังคำพูดของท่าน เท่านั้น ดวงจิตของข้าพเจ้าก็สว่างไสว และเนื่องจากปัญหาแห่งการ เวียนเกิดโดยไม่จบสิ้น เป็นปัญหาเฉพาะหน้า ฉะนั้นขอท่านได้โปรด เมตตาข้าพเจ้า โดยสั่งสอนข้าพเจ้าต่อไปด้วย." พระสังฆนายกกล่าวว่า "ฉันรู้ว่าอาจารย์ของท่าน สอนพวกลูกศิษย์ทาง ศีล สมาธิ และปรัชญา ลองบอกทีซิว่า เขาอธิบายความหมายของคำ เหล่านี้ไว้ว่าอย่างไร." ชิชิงตอบว่า "ตามคำสอนของท่านอาจารย์นั้น การละเว้นจากการ กระทำชั่วทั้งปวง เรียกว่า ศีล การปฏิบัติแต่ความดี เรียกว่า ปรัชญา และการชำระจิตของตนให้บริสุทธิ์ เรียกว่า สมาธิ ท่านอาจารย์สอน พวกข้าพเจ้าในแนวนี้แหละครับ ขอท่านได้โปรดให้ข้าพเจ้าได้ทราบหลัก การของท่านบ้าง." พระสังฆนายกกล่าวว่า "ถ้าฉันบอกท่านว่าฉันมีหลักการในเรื่องธรรม สำหรับ สอนผู้อื่นแล้ว ก็เท่ากับว่าฉันหลอกลวงท่าน วิธีที่ฉันสอน ลูกศิษย์ของฉัน ก็ปลดปล่อยเขาให้พ้นจากความเป็นทาษของตัวเขาเอง ด้วยวิธีต่าง ๆ แล้วแต่จะเห็นควร การเรียกชื่อเป็นอย่างนี้อย่างนั้นไม่ เกิดอะไรดีขึ้นมา นอกจากเป็นเพียงเครื่องมือที่นำมาใช้แทนเพียงชั่วคราว เท่านั้น ภาวะแห่งการหลุดพ้นนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นสมาธิ วิธีที่อาจารย์ ของท่านสอนถึงศีล สมาธิ และปรัชญา เป็นวิธีที่ดีวิเศษ แต่วิธีของฉัน เป็นคนละอย่าง" ชีชิงถามว่า "มันจะต่างกันไปได้อย่างไรครับ พระคุณท่าน ในเมื่อศีล สมาธิ และปรัชญา ต่างก็มีอยู่แบบเดียวเท่านั้น ?" พระสังฆนายกตอบว่า คำสอนของอาจารย์ท่าน ใช้สำหรับสั่งสอน แนะนำสานุศิษย์แห่งสำนักมหายาน ส่วนคำสอนของฉันใช้สำหรับสอน ๑๑๕

น.135 สานุศิษย์แห่งสำนักสูงเลิศ ความจริงนั้นก็อยู่ที่ว่า บางคนรู้แจ้งพระธรรม ได้รวดเร็วและลึกซึ้งกว่าผู้อื่น ทั้งนี้ก็เนื่องจากเราตีความหมายในพระ ธรรมนั้นต่างกัน ท่านคงเคยได้ยินและเคยทราบแล้วว่า คำสอนของ ฉันเหมือนกับของอาจารย์ท่านหรือไม่ ในการอธิบายธรรม ฉันไม่เคย เหออกไปจากภาวะที่แท้แห่งจิต ( Essence of Mind) ฉันพูดในสิ่งที่ ฉันตระหนักรู้ได้ด้วยปัญญาญาณ หากพูดเป็นอย่างอื่นไปแล้ว ก็แสดง ว่า ภาวะที่แท้แห่งจิตของผู้อธิบายยังมืดมัว และแสดงว่า เขาสามารถ แตะต้องได้เพียงเปลือกนอกของธรรมเท่านั้น คำสอนที่แท้สำหรับศีล สมาธิ และปรัชญานั้น ควรจะยึดหลักที่ว่า อาการของสิ่งทั้งหลายได้ แรงกระตุ้นมาจากภาวะที่แท้แห่งจิต จงฟังโศลกของฉันดังนี้: การทำจิตให้เป็นอิสระจากมลทินทั้งปวง คือ ศีลของภาวะที่แท้ แห่งจิต การทำจิตให้เป็นอิสระจากความกระวนกระวายทั้งหลาย คือสมาธิ ของภาวะที่แท้แห่งจิต สิ่งที่ไม่เพิ่มขึ้นหรือไม่ลดลง นั้นแหละคือ วัชร (วัชร หมายถึง ภาวะที่แท้แห่งจิต) การมา และ การไป เป็นสมาธิในขั้นต่าง ๆ เมื่อได้ฟังเช่นนี้ ชีชิงจึงกล่าวขออภัยที่ได้ถามปัญหาโง่ ๆ ออกไป และกล่าวขอบคุณใน คำสอนของพระสังฆนายก พร้อมกับกล่าวโศลกต่อไปว่า: ความเป็นตัวตนนั้นไม่ใช่อะไร นอกจากเป็นภาพลวงอันเกิดจาก การประชุมกันของขันธ์ห้า และภาพลวงนี้ก็ไม่มีอะไรที่จะเกี่ยวข้องกับความจริงแท้ การยึดมั่นว่า มีตถตาสำหรับเราที่จะยึดหมาย หรือมุ่งไปสู่ ย่อม เป็นธรรมที่ไม่บริสุทธิ์อย่างหนึ่ง เมื่อได้กล่าวรับรองโศลกของชีชิงแล้ว พระสังฆนายกจึงกล่าวต่อไปว่า "คำสอนของ อาจารย์ท่านในเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา นั้นใช้กับคนฉลาดในประเภท ๑๑๖

น.136 ด้วย ส่วนของฉันนั้นใช้สำหรับคนฉลาดในประเภทเด่น ใครที่ตระหนักชัดถึงภาวะที่แท้แห่งจิต ก็อาจเลิกใช้ศัพท์เหล่านี้ได้ เช่น โพธิ นิพพาน และวิชาแห่งความหลุดพ้น ผู้ที่ไม่ได้รับมอบหลักธรรมหรือไม่มีหลักธรรมสักอย่างเดียวเท่านั้น ที่สามารถวางหลักเกณฑ์ในธรรมทั้งปวงได้ และผู้ที่เข้าใจความหมายของคำที่ขัดกันเองเหล่านี้เท่านั้น จึงอาจใช้คำเหล่านี้ได้ ผู้ที่ได้ตระหนักชัดถึงภาวะที่แท้แห่งจิตแล้ว ย่อมไม่มีอะไรที่เห็นว่าแตกต่างกัน ไม่ว่าเขาจะวางหลักเกณฑ์ในธรรมทั้งปวงหรือไม่ก็ตาม เขาย่อมเป็นอิสระที่จะมาหรือไป (เขาอาจอยู่ในโลกนี้หรือจากโลกนี้ไปได้ตามประสงค์) และเป็นอิสระจากอุปสรรคหรือเครื่องข้องทั้งมวล เขาจะปฏิบัติการตามความเหมาะสมกับเหตุการณ์ที่ควรเป็น เขาจะตอบคำถามตามอัธยาศัยของผู้ถาม เพียงแต่ชำเลืองดูเท่านั้น เขาก็จะเข้าใจว่า นิรมานกายทั้งหมดเป็นส่วนเดียวกับภาวะที่แท้แห่งจิต เขาบรรลุความเป็นอิสระ อภิญญา และสมาธิ ซึ่งทำให้เขาสามารถช่วยเหลือมนุษยชาติอันเป็นงานแสนลำบากได้อย่างง่ายดาย เสมือนกับว่าเป็นการเล่นสนุกของเขา บุคคลเหล่านี้ล้วนเป็นคนที่ได้ตระหนักชัดถึงภาวะที่แท้แห่งจิตมาทั้งนั้น.” ซึ่งถามต่อไปว่า “พวกข้าพเจ้าจะใช้หลักการอะไร สำหรับยกเลิกหลักธรรมทั้งปวง.” พระสังฆนายกตอบว่า “เมื่อภาวะที่แท้แห่งจิตของเราปราศจากมลทิน ปราศจากความโง่ และปราศจากความกระวนกระวาย เมื่อเราตรวจดูภายในจิตของเราด้วยปัญญาอยู่ทุกขณะโดยไม่ว่างเว้น เมื่อเราไม่ยึดติดอยู่กับสิ่งทั้งหลาย และไม่ยึดติดอยู่กับวัตถุที่ปรากฏ เราก็เป็นอิสระและเสรี เราจะวางหลักเกณฑ์ในธรรมไปทำไม เมื่อเราอาจบรรลุจุดประสงค์ได้โดยไม่มีปัญหา ไม่ว่าเราจะเหลียวซ้ายหรือแลขวา ทั้งนี้เนื่องจากความพยายามของเราเองที่เราตระหนักชัดถึงภาวะที่แท้แห่งจิต และเนื่องจากการตระหนักชัดกับการปฏิบัติธรรมนั้น เป็นสิ่งที่ต้อง ๑๒๕

น.137 จำเป็น เพราะธรรมทั้งหลาย ย่อมมีลักษณะเป็นนิพพานอยู่แล้วในเนื้อหา เราจะสามารถไปกำหนดเป็นข้อขึ้นได้อย่างไร?” ซึ่งได้ทำความเคารพ และขอฝากตัวเป็นศิษย์ของพระสังฆนายก ในทันทีนั้น เขาได้ปรนนิบัติท่านทั้งกลางวันและกลางคืน. ภิกษุชิโซ เมื่อยังเป็นฆราวาส มีนามว่า จางซาง เป็นชาวเมืองเกียงสี ในวัยหนุ่ม เขาชอบการผจญภัย. เนื่องจาก สำนักปฏิบัติธรรมสองสำนักนี้ ต่างรุ่งโรจน์ทัดเทียมกัน คือท่านเว่ยหลั่งแห่งสำนักฝ่ายใต้ และชินวยแห่งสำนักฝ่ายเหนือ พวกสานุศิษย์บางคนมีหัวรุนแรงทางถือพวกถือคณะ ทั้ง ๆ ที่ อาจารย์ทั้งสองเอง ต่างก็ใจอ่อนผ่อนตามกัน ไม่ได้ถือเป็นเขาเป็นเรา แต่พวกสานุศิษย์เหล่านี้ กลับเรียกอาจารย์ของตน คือท่านชินเว่า เป็นพระสังฆนายกที่แท้ ทั้ง ๆ ที่อาจารย์ท่านนั้น ไม่มีสิทธิอะไรไปกว่าพวกเขา พวกสานุศิษย์สำนักฝ่ายเหนือ ปกติชอบอิจฉาพระสังฆนายก ซึ่งท่านเป็นผู้มีธรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์ในตำแหน่งนั้น อันใครจะปฏิเสธไม่ได้ เพราะท่านเป็นผู้ได้รับมอบอำนาจและตรา ดังนั้นเพื่อที่จะกำจัดพระสังฆนายกเสีย พวกนี้จึงจ้างจางซง ซึ่งในครั้งนั้นยังเป็นฆราวาส ให้มุ่งฆ่าพระสังฆนายกเสีย. ด้วยอำนาจอภิญญา ที่สามารถอ่านกระแสจิตของผู้อื่นได้ พระสังฆนายกจึงทราบแผนการต่าง ๆ ล่วงหน้า เมื่อท่านเตรียมตัวไว้พร้อม ที่จะรับการฆาตกรรมครั้งนั้นแล้ว ท่านก็นำเงินสิบตำลึงเก็บไว้ข้าง ๆ อาสนะ จางซง เมื่อมาถึงตามเวลานัดคราว เย็นวันหนึ่ง ก็ย่องเข้าไปในห้องของพระสังฆนายก เพื่อทำการฆาตกรรม พระสังฆนายกจึงยื่นก้อนออกไปให้จนถึงสามครั้งแต่เขาไม่เข้า ท่านจึงกล่าวว่า ดาบที่ตรง ย่อมไม่คด แต่ดาบคด ย่อมไม่ตรง ฉันเป็นหนี้ท่าน ก็เพียงเงินเท่านั้น ๑๒๖

น.138 ชินมิได้เป็นหนี้ท่านเลย. จางฮางจงตกใจอย่างสุดขีด เขาเป็นลมล้มไปในเวลานานจึงฟื้น เขาสำนึกผิด จึงอ้อนวอนขอความเมตตาต่อพระสังฆนายก และขอขมาท่าน พระสังฆนายกมอบพึงลึกตำลึงให้เขา และกล่าวว่า “ท่านอย่าอยู่ที่นี่เลย เพราะลูกศิษย์ของฉันคงจะทำร้ายท่าน ไปเสียก่อน แล้วเวลาอื่นค่อยปลอมตัวมาหาฉันใหม่ ฉันจะดูแลความปลอดภัยให้ท่าน.” เมื่อได้รับคำสั่งเช่นนั้น เขาก็หนีไปในคืนนั้น ภายหลังจาก ได้บวชเป็นพระภิกษุ ครั้นได้รับการอุปสมบทโดยสมบูรณ์แล้ว เขาก็ปฏิบัติตนเป็นพระที่มีความเพียรยิ่ง. วันหนึ่งเมื่อระลึกถึงคำกล่าวของพระสังฆนายกได้ เขาจึงเดินทางรอนแรมเป็นระยะทางไกล เมื่อเข้าพบและนมัสการพระสังฆนายก พระสังฆนายกกล่าวว่า “ทำไมจึงได้มาจนล่าช้าเช่นนี้? ฉันคิดถึงท่านตลอดเวลา.” จางกล่าวว่า “เนื่องจากนั้น ท่านได้อภัยความผิดของข้าพเจ้าด้วยความเมตตาอย่างหาที่เปรียบมิได้ ข้าพเจ้าจึงได้บวชเป็นภิกษุและศึกษา พระพุทธศาสนาเรื่อยมาด้วยความพากเพียร แม้กระนั้น ก็ยังรู้สึกว่า ยากที่จะตอบแทนพระคุณท่านได้เพียงพอ นอกจากข้าพเจ้าจะสามารถแสดงความกตัญญูได้ด้วยการเผยแพร่ธรรมเพื่อความหลุดพ้นแก่สามัญสัตว์ทั้งหลายเท่านั้น ในการศึกษามหาปรินิพพานสูตรนั้น ข้าพเจ้าพยายามอ่านอยู่เสมอ แต่ก็ไม่เข้าใจถึงความหมายของคำว่า ถาวร และไม่ถาวร ของพระคุณท่าน ได้โปรดกรุณาอธิบายต่อให้ข้าพเจ้าด้วย.” พระสังฆนายกตอบว่า “สิ่งที่ไม่ถาวรก็คือธรรมชาติแห่งพุทธะ สิ่งที่ถาวรก็คือจิตใจที่มีลักษณะต่าง ๆ ไป ตลอดจนธรรมที่เป็นกุศล และธรรมที่เป็นอกุศลด้วย.” จางกล่าวว่า “ท่านครับ พระคุณท่านอธิบายค้านกับพระสูตรเสียแล้ว.” พระสังฆนายกตอบว่า “ฉันไม่กล้าทำเช่นนั้นดอก เพราะฉันได้รับมอบ ๑๓๕

น.139 จำเป็น เพราะธรรมทั้งหลาย ย่อมมีลักษณะเป็นนิพพานอยู่แล้วในเนื้อหา เราจะสามารถไปกำหนดเป็นขีดขั้นได้อย่างไร?” ชีชิงได้ทำความเคารพ และขอฝากตัวเป็นศิษย์ของพระสังฆนายก ในทันทีนั้น เขาได้ปรนนิบัติท่านทั้งกลางวันและกลางคืน. ภิกษุซิง เมืองนัมราช มีนามว่า จางอาง เป็นชาวเมืองเกียงซี ในวัยหนุ่ม เขาชอบการพูดจาฉะฉาน. เนื่องจาก สำนักปฏิบัติธรรมสองสำนักที่ ต่างรุ่งโรจน์ทัดเทียมกัน คือท่านฮ่วยหล่าง แห่งสำนักฝ่ายใต้ และซินเซาแห่งสำนักฝ่ายเหนือ พวกสานุศิษย์บางคนมีทัศนะแรงในทางถือพวกถือคณะ ทั้ง ๆ ที่ อาจารย์ทั้งสององค์ ต่างก็มีใจอ่อนผ่อนตามกัน ไม่ได้ยึดถือในทางเป็นเรา แต่พวกสานุศิษย์เหล่านี้ กลับเรียกอาจารย์ของตน คือท่านซินเซา เป็นพระสังฆนายกที่แท้ ทั้ง ๆ ที่อาจารย์ตนนั้น ไม่มีสิทธิอะไรมากไปกว่าพวกเขาเอง พวกสานุศิษย์สำนักฝ่ายเหนือ ปกติยอมอิจฉาพระสังฆนายก ซึ่งท่านเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์ในตำแหน่งนั้น อันใครจะปฏิเสธไม่ได้ เพราะท่านเป็นผู้ได้รับมอบบาตรและจีวร ดังนั้นเพื่อที่จะกำจัดพระสังฆนายกเสีย พวกเขาจึงจ้างจางอาง ซึ่งในครั้งนั้นยังเป็นฆราวาส ให้ฆ่าพระสังฆนายกเสีย. ด้วยอำนาจฤทธิ์บุญ ที่สามารถกระแสดงของผู้อื่นได้ พระสังฆนายกจึงทราบแผนการต่าง ๆ ล่วงหน้า เมื่อท่านเตรียมตัวไว้พร้อม ที่จะรับกรรมครั้งนี้แล้ว ท่านก็นำเงินสิบตำลึงเก็บไว้ข้าง ๆ อาสนะ จางอาง เมื่อมาถึงตามเวลานัดครา เย็นวันหนึ่ง ก็ย่องเข้าไปในห้องของพระสังฆนายก เพื่อทำการฆาตกรรม พระสังฆนายกจึงยื่นคำออกไปให้ฟังถึงสามครั้งแต่ฟังไม่เข้า ท่านจึงกล่าวว่า ดาบที่ตรง ย่อมไม่คด แต่ดาบคด ย่อมไม่ตรง ฉันเป็นหนี้ท่าน ก็เพียงเงินเท่านั้น ๑๓๘

น.140 ฉันไม่ได้เป็นหนี้ท่านเลย. จางซง ตกใจอย่างสุดขีด เขาเป็นลมสลบไปเป็นเวลาหนึ่งฟื้น เขาเสียใจมากและสำนึกผิด จึงอ้อนวอนขอความเมตตาต่อพระสังฆนายก และขอบวชทันที พระสังฆนายกมอบเงินสิบตำลึงให้เขา และกล่าวว่า “ท่านอย่าอยู่ที่นี่เลย เพราะลูกศิษย์ของฉันคงจะทำร้ายท่าน ไปเสียก่อน แล้วเวลาอื่นค่อยปลอมตัวมาหาฉันใหม่ ฉันจะดูแลความปลอดภัยให้ท่าน.” เมื่อได้รับคำสั่งเช่นนั้น เขาก็หนีไปในคืนนั้น ภายหลังต่อมา ได้บวชเป็นพระภิกษุ ครั้งได้รับการอุปสมบทโดยสมบูรณ์แล้ว เขาก็ปฏิบัติตนเป็นพระที่มีความเพียรยิ่ง. วันหนึ่งเมื่อระลึกถึงคำกล่าวของพระสังฆนายกได้ เขาจึงเดินทางรอนแรมมาเป็นระยะทางไกล เมื่อเข้าพบและนมัสการพระสังฆนายก พระสังฆนายกกล่าวว่า “ทำไมจึงได้มาจนล่าช้าเช่นนี้? ฉันคิดถึงท่านตลอดเวลา.” จางกล่าวว่า “เนื่องจากนั้น ท่านได้อภัยความผิดของข้าพเจ้าด้วยความเมตตาอย่างหาที่เปรียบมิได้ ข้าพเจ้าจึงได้บวชเป็นภิกษุและศึกษาพระพุทธศาสนาเรื่อยมาด้วยความพากเพียร แม้กระนั้น ก็ยังรู้สึกว่ายากที่จะตอบแทนพระคุณท่านได้เพียงพอ นอกจากข้าพเจ้าจะสามารถแสดงความกตัญญูได้ด้วยการเผยแพร่ธรรมเพื่อความหลุดพ้นแก่สามัญสัตว์ทั้งหลายเท่านั้น ในการศึกษามหาปรินิพพานสูตรนั้น ข้าพเจ้าพยายามอ่านอยู่เสมอ แต่ก็ไม่เข้าใจถึงความหมายของคำว่า ภาวะ และ ไม่ภาวะ ขอพระคุณท่าน ได้โปรดกรุณาอธิบายต่อ ๆ ให้ข้าพเจ้าด้วย.” พระสังฆนายกตอบว่า “สิ่งที่ไม่ภาวะก็คือธรรมชาติแห่งพุทธะ สิ่งที่ภาวะก็คือจิตใจที่มีลักษณะต่าง ๆ ไป ตลอดจนธรรมที่เป็นกุศล และธรรมที่เป็นอกุศลด้วย.” จางกล่าวว่า “ท่านครับ พระคุณท่านอธิบายค้านกับพระสูตรเสียแล้ว.” พระสังฆนายกตอบว่า “ฉันไม่กล้าทำเช่นนั้นดอก เพราะฉันได้รับมอบ ๑๒๗

น.141 หัวใจแห่งธรรมของสมเด็จพระพุทธองค์.” จางกล่าวว่า “ตามความในพระสูตรนั้น ธรรมชาติแห่งพุทธะย่อมภาวะ ส่วนธรรมที่เป็นกุศลทั้งมวลรวมทั้งโพธิจิต (จิตแห่งปัญญา) ไม่ภาวะ แต่ท่านกล่าวเป็นอย่างอื่นเช่นนี้ จะไม่เป็นการค้านหรือ? คำอธิบายของท่านยิ่งสร้างความสงสัยและความสับสนให้แก่ข้าพเจ้ายิ่งขึ้น.” พระสังฆนายกตอบว่า “ครั้งหนึ่ง ฉันได้ให้ภิกษุชื่ออู๋จงจง อ่านมหาปรินิพพานสูตรให้ฉันฟังตลอดทั้งเล่ม เพื่อฉันจะได้อธิบายให้เธอฟังได้ ทุก ๆ คำพูดและทุก ๆ ความหมายที่ฉันได้อธิบายไปในครั้งนั้น ก็ตรงกับคัมภีร์ทั้งสิ้น และที่ฉันกำลังอธิบายให้ท่านฟังขณะนี้ ก็อย่างเดียวกัน ไม่มีอะไรแตกต่างกันไปจากคัมภีร์เลย.” จางกล่าวว่า “เนื่องจากปัญญาของข้าพเจ้าทึบ ท่านกรุณาอธิบายอย่างละเอียดและพิสดาร ให้ข้าพเจ้าฟังด้วย.” พระสังฆนายกกล่าวว่า “ท่านไม่เข้าใจดอกหรือว่า ถ้าธรรมชาติแห่งพุทธะเป็นสิ่งภาวะ ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะพากเพียรถึงธรรมที่เป็นกุศล และธรรมที่เป็นอกุศล และตราบจนกระทั่งสิ้นกัป ก็ยังไม่มีใครจะปลุกโพธิจิตได้ เพราะฉะนั้น เมื่อฉันพูดว่า ไม่ภาวะ ก็ตรงกับสิ่งที่สมเด็จพระพุทธองค์ตรัสว่า ภาวะโดยแท้จริง เช่นเดียวกัน ถ้าธรรมทั้งมวลเป็นสิ่งไม่ภาวะ สิ่งต่าง ๆ หรือวัตถุต่าง ๆ ก็ย่อมมีธรรมชาติของมันเองที่จะเกิดและดับ ซึ่งในกรณีเช่นนี้ ย่อมหมายความว่า ภาวะที่แท้แห่งจิตอันเป็นสิ่งที่ภาวะโดยแท้จริง ย่อมไม่แผ่ซ่านไปทั่วทุกแห่ง เพราะฉะนั้น เมื่อฉันพูดว่า ภาวะ ก็ตรงกับสิ่งที่สมเด็จพระพุทธองค์ตรัสว่า ไม่ภาวะ โดยแท้จริง.” เพราะว่า สามัญชนและพวกมิจฉาทิฐิ เชื่อในความภาวะที่ผิด คือเชื่อในความเที่ยงแท้ของวิญญาณและโลก ส่วนพวกสาวกก็เข้าใจผิดว่า ความเที่ยงแท้ของนิพพานเป็นสิ่งที่ไม่ภาวะ จึงเกิดความเห็นที่กลับ ๑๒๘

น.142 กันอยู่แปดประการ เพื่อที่จะชี้ให้เห็นผิดของการมองด้านเดียวเช่นนี้ สมเด็จพระพุทธองค์จึงตรัสสอนให้เข้าใจง่าย ๆ ในมหาปรินิพพานสูตร ซึ่งอธิบายถึงหลักธรรมอันสูงสุดของคำสอนในพระพุทธศาสนา คือ ความถาวรที่แท้จริง ความสุขที่แท้จริง อัตตะที่แท้จริง และความบริสุทธิ์ ที่แท้จริง. การอ่านไปตามตัวหนังสือในพระสูตรโดยไม่รู้เรื่องอะไร ท่านจึงไม่ เข้าใจถึงหัวใจแห่งพระสูตร ในการถือเอาว่า สิ่งใดที่แตกทำลายสิ่งนั้นไม่ ถาวร และสิ่งใดที่คงทนไม่เปลี่ยนแปลงสิ่งนั้นถาวร ท่านจึงแปลความ หมายในคำสอนครั้งสุดท้ายของสมเด็จพระพุทธองค์ผิด คำสอนนี้เป็น คำสอนที่สมบูรณ์ลึกซึ้งและครบถ้วน ท่านอาจอ่านพระสูตรนี้สักพันครั้ง แต่ท่านจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากพระสูตรเลย. ทันใดนั้น จางก็บรรลุธรรมโดยสมบูรณ์ และกล่าวโศลกแก่พระ สังฆนายกว่า: เพื่อที่จะชี้ข้อผิดแก่ผู้ยึดมั่นใน "ความไม่ถาวร" สมเด็จพระพุทธองค์ตรัสสอน "ธรรมชาติที่ถาวร" ผู้ไม่เข้าใจว่า คำสอนนี้เป็นเพียง วิธีการอันชาญฉลาด ก็เหมือนกับเด็กที่หยิบก้อนกรวด แล้วบอกว่าเป็นเพชร โดยไม่ต้องใช้ความพยายามใด ๆ ในตัวข้าพเจ้าเลย ธรรมชาติแห่งพุทธะก็ปรากฏอยู่แล้ว สิ่งนี้ไม่ใช่เนื่องมาจากคำสอนของท่านอาจารย์ และก็ไม่ใช่เนื่องมาจากการบรรลุของข้าพเจ้า พระสังฆนายกชมเชยว่า เดี๋ยวนี้ท่านได้ตระหนักชัดโดยตลอดแล้ว จากนี้ไปท่านควรได้ชื่อว่า ชีไช (ผู้ตระหนักชัดโดยตลอด)" ชีไชกล่าว ขอบคุณพระสังฆนายก และนมัสการจากไป ๑๒๑

น.143 ชินวุย อายุสามสิบปี เกิดในตระกูลโก แห่งเมืองเช็งยาง เดินทางมาจากวัดยุกชวน เพื่อนมัสการพระสังฆนายก. พระสังฆนายกกล่าวว่า "สหายผู้คงแก่เรียน ท่านคงต้องลำบากมาก ที่ เดินทางมาไกลเช่นนี้ แต่ท่านบอกฉันได้ไหมว่า อะไรเป็นหลักเบื้องต้น? ถ้าท่านบอกได้ ท่านก็รู้จักเจ้าของ ลองพูดมาซิ." "ความไม่ยึดติด เป็นหลักเบื้องต้น การรู้จักเจ้าของ ก็คือความ ตระหนักชัด" ชินวุยตอบ. พระสังฆนายกตำหนิว่า "สามเณรนี้พูดเปล่าเปลือย ไม่มีคุณค่าอะไร เลย." ทันใดนั้น ชินวุยได้ถามพระสังฆนายกว่า "ในการทำสมาธิ พระคุณท่านรู้ หรือไม่?" พระสังฆนายกเอาไม้ที่ถือตีชินวุยสามที แล้วถามชินวุยว่า "รู้สึกเจ็บหรือไม่" ชินวุยตอบว่า "เจ็บและไม่เจ็บ" พระสังฆนายกก็ตอบว่า "ฉันรู้และไม่รู้" ชินวุยถามว่า "เป็นไปได้อย่างไร ที่ท่านรู้และไม่รู้." พระสังฆนายกตอบว่า "สิ่งที่ฉันรู้และรู้อยู่เสมอ ก็คือความผิดของฉัน เอง สิ่งที่ฉันไม่รู้ ก็คือความดี ความชั่ว ความเป็นกุศล และความเป็น อกุศลของผู้อื่น นี่แหละ ฉันจึงรู้และไม่รู้ เอาละ ลองบอกทีซิว่า เจ็บ และไม่เจ็บ นั้นท่านหมายถึงอะไร ถ้าท่านไม่เจ็บ ท่านก็ไม่มีความรู้สึก เหมือนท่อนไม้หรือก้อนหิน อีกประการหนึ่ง ถ้าท่านรู้สึกเจ็บและเกิด ความโกรธหรือความเกลียด ท่านก็อยู่ในฐานะสามัญชน. คำว่า รู้และไม่รู้ ที่ท่านอ้าง เป็นคำคู่ประเภทตรงข้าม ส่วนคำว่า เจ็บและไม่เจ็บ นั้น เป็นประเภทธรรมซึ่งเกิดขึ้นและดับไป ท่านกล้า หลอกลวงผู้อื่น โดยที่ท่านไม่เคยตระหนักชัดถึงภาวะที่แท้แห่งจิตของ ท่านเอง." ๑๒๒

น.144 ชินวยกล่าวขอบมา และกราบนมัสการขอคุณในคำสอนของพระสังฆนายก. พระสังฆนายกได้กล่าวต่อไปว่า “ถ้าท่านมีความหลงผิด และไม่สามารถตระหนักชัดภาวะที่แท้แห่งจิตได้ ท่านควรขอคำแนะนำจากสหายผู้ฉลาด แก่เรียนและใจบุญ เมื่อจิตของท่านสว่างไสวแล้ว ท่านย่อมรู้จักภาวะที่แท้แห่งจิต เมื่อนั้นท่านจะเดินอยู่ในทางที่ถูก ขณะนี้ ท่านยังหลงผิด ไม่รู้จักภาวะที่แท้แห่งจิต แต่ท่านยังกล้าถามฉันว่า รู้จักภาวะที่แท้แห่งจิตหรือไม่ ถ้าฉันรู้ ฉันก็จะรู้จักตระหนักของฉัน และความจริงที่ฉันรู้ก็ไม่อาจช่วยท่านให้พ้นจากความหลงผิดได้ โดยทำนองเดียวกัน ถ้าท่านรู้ ความรู้ของท่านก็ไม่เป็นประโยชน์แก่ฉัน แทนที่จะถามผู้อื่น ทำไมจึงไม่ถามด้วยตนเอง ให้รู้ด้วยตนเองเล่า?” ชินวยได้กราบนมัสการพระสังฆนายกอีกร้อยกว่าครั้ง กล่าวคำแสดงความเสียใจและขออภัยพระสังฆนายก จากนั้น ชินวยกลายเป็นผู้ปรนนิบัติพระสังฆนายกอย่างขยันขันแข็ง. วันหนึ่ง พระสังฆนายกกล่าวในที่ประชุมว่า “ฉันมีของอยู่อย่างหนึ่ง ไม่มีหัว ไม่มีชื่อ ไม่มีฉาย ไม่มีข้างหน้า และไม่มีข้างหลัง ใครรู้จักบ้าง?” ชินวยก้าวออกมาข้างนอก และตอบว่า “สิ่งนั้นคือ ที่มาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และคือ ที่มาของธรรมชาติแห่งพุทธะของชินวย.” พระสังฆนายกตำหนิว่า “ฉันได้บอกท่านแล้วว่า ไม่มีชื่อ ไม่มีฉาย ท่านก็ยังเรียกว่าที่มาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และที่มาของธรรมชาติแห่งพุทธะ แม้ว่าท่านจะเฝ้าเรียนอยู่แต่ในโรงธรรมต่อไป ท่านก็คงเป็นนักศึกษาประเภทจำเอาความรู้ของผู้อื่นมาทั้งสิ้น (ความรู้จากตำรา และคำสอน ไม่ใช่ความรู้ที่ได้จากปัญญาญาณ).” หลังจากที่พระสังฆนายกได้เข้าร่มผ้าเหลืองแล้ว ชินวยได้เดินทางไปเมืองเฉิงตู เผยแพร่คำสอนของสำนักฉับพลันออกไปอย่างแพร่หลาย ท่านผู้ได้เขียนหนังสือชื่อ ตำราอย่างง่ายเกี่ยวกับคำสอนทางธยานะ เป็นหนังสือที่แพร่หลายมาก ท่านชินวยนี้ คนทั่วไปเรียกว่า ท่านอาจารย์โยวซิน (เป็นชื่อของวัด). ๑๒๓

น.145 เมื่อเห็นว่า บรรดาสานุศิษย์มากล้นต่าง ๆ พากันรุมล้อมถามปัญหาอย่างมากมาย ซึ่งล้วนแต่เป็นเจตนาอันไม่สุจริตทั้งนั้น พระสังฆนายกจึงกล่าวแก่พวกนั้น ด้วยความสงสารว่า “ผู้เดินทาง ควรกำจัดความคิดทั้งมวลเสีย ความดีเช่นเดียวกับความชั่ว สิ่งนี้ย่อมเป็นเพียงหนทางที่เรียกกันว่า ‘ภาวะที่แท้แห่งจิต’ เท่านั้น โดยแท้จริงแล้ว ย่อมไม่อาจเรียกเป็นชื่อใด ๆ ได้ ‘ธรรมชาติอันไม่เป็นของคู่’ นี่ คือ ‘ธรรมชาติที่แท้จริง’ และหลักคำสอนทั้งหลาย ก็อาศัยมูลฐานจากสิ่งนี้ คนเราควรจะตระหนักถึงภาวะที่แท้แห่งจิตในทันทีที่เขามาถึง.” เมื่อได้ฟังเช่นนั้น ทุก ๆ คนที่มารุมล้อมถาม ก็ทำความเคารพและขอฝากตัวเป็นสานุศิษย์ของพระสังฆนายก. ๑๒๔

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต