Buddhadasa.org

สูตรของเว่ยหล่าง ตอนที่ ๕ — หมวดที่ ๕ ว่าด้วยธยานะ

สูตรของเว่ยหล่าง — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — สูตรของเว่ยหล่าง (๑๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.76 หมวดที่ ๕ ว่าด้วยธฺยานะ วันหนึ่ง พระสังฆปริณายกได้แสดงธรรมแก่ผู้มาชุมนุมฟัง ด้วยข้อความดังต่อไปนี้ ในระบบการเจริญกัมมัฏฐานภาวนาของเรานั้น เรามิได้กำหนดลงไปที่จิต (จิตปัจจุบัน ซึ่งแตกต่างอย่างตรงกันข้าม กับจิตเดิมแท้), หรือกำหนดลงไปที่ความบริสุทธิ์. หรือว่าเราจะไปจับเอาตัวความหยุดนิ่งปราศจากความเคลื่อนไหวทุกประการ ก็หามิได้. สำหรับการกำหนดจดจ่อลงไปที่จิตนั้น ไม่ควรทำ, เพราะจิตเป็นของมืดมัวมาเสียก่อนแล้วและเมื่อเรามองเห็นชัดว่า มันเป็นเพียงตัวมายาตัวหนึ่งเท่านั้นแล้ว, ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะไปจดจ่อกับมัน. สำหรับการกำหนดลงไปที่ตัวความบริสุทธิ์นั้นเล่า, ตัวธรรมชาติแท้ของเราก็บริสุทธิ์อย่างแท้จริงอยู่แล้ว, และตลอดเวลาที่เราขับไล่อกุศลวิตกออกไปเสียให้สิ้นเชิง มันก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่ในตัวเรา นอกจากความบริสุทธิ์อย่างเดียว, เพราะว่ามันเป็นด้วยอกุศลวิตก นี่แหละ ที่ทำให้ ตถตา ต้องเศร้าหมองไป,ถ้าเราเพ่งจิตของเรา กำหนดลงไปที่ความบริสุทธิ์ เราก็มีแต่จะสร้างอวิชชาอันใหม่ขึ้นมาอีกอันหนึ่ง เท่านั้น, คืออวิชชาแห่งความบริสุทธิ์เพราะเหตุที่อวิชชา เป็นสิ่งที่ไม่มีที่ตั้งอาศัย จึงเป็นความเขลาที่เราจะไปอิงอาศัยมัน, ตัวความบริสุทธิ์นั้นไม่มีสัณฐาน ไม่มีรูปร่าง แต่มีคนบางคนที่อุตริถึงกับประดิษฐ์ "รูปร่างของความบริสุทธิ์" ขึ้นมา แล้วก็กุลีกุจออยู่กับมันในฐานะเป็นปัญหาสำคัญของความหลุดพ้น. เมื่อถือหลักความคิดเช่นนี้ คนเหล่านั้นก็กลายเป็น ผู้ขับไล่ไสส่งความบริสุทธิ์เสียเองแล้ว จิตเดิมแท้ของเขา ก็ถูกทำให้เศร้าหมองไปเพราะเหตุนั้น. ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย, พวกที่ฝึกตัวอยู่ใน "ความแน่วไม่หวั่น. ๕๗

น.77 ไหว" นั้น แม้จะได้เผชิญกับคนทุกชนิด เขาก็ยังไม่รู้ไม่เห็นความผิดของผู้อื่นอยู่เสมอ. เขาไม่มีอะไรวิปริตผิดแปลกไปจากเดิม เมื่อประสบบุญหรือบาป ความดีหรือความชั่ว ของผู้อื่น เพราะลักษณะเช่นนี้ ย่อมอนุโลมต่อ "ความแน่วไม่หวั่นไหว" ของจิตเดิมแท้. ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย, คนที่มีจิตยังมืดนั้น อาจสงบเฉพาะทางร่างกายภายนอก แต่พอเผยอริมฝีปากเท่านั้น เขาก็ติชมวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นด้วยเรื่องบุญบาป ความสามารถ ความอ่อนแอ ความดี หรือความชั่ว ของคนเหล่านั้น ๆ. นี่แหละ เขาเฉออกไปนอกทางแห่งสัมมาปฏิบัติอย่างนี้เอง. อีกฝ่ายหนึ่ง การที่จดจ่อง่วนอยู่ ที่จิตของตนเอง หรือที่ความบริสุทธิ์ ก็กลายเป็นสิ่งสะดุดกีดขวางในหนทาง ด้วยเหมือนกัน **** ในสมัยอื่นอีก พระสังฆปริณายกได้แสดงธรรมแก่ผู้มาชุมนุมฟัง ด้วยข้อความดังต่อไปนี้ : ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย. อย่างไรเรียกว่า การนั่ง เพื่อการกัมมัฏฐานภาวนา? ในนิกายของเรานี้ การนั่ง หมายถึงการได้รับอิสรภาพอันเด็ดขาด และมีจิตสงบได้ในทุก ๆ กรณีที่แวดล้อมเข้ามาจากภายนอก, ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายข้างดี หรือเป็นอย่างใดมา. การกัมมัฏฐานภาวนา นั้น หมายถึงการเห็นชัดแจ้งในภายใน ต่อ "ความแน่วไม่หวั่นไหว" ของจิตเดิมแท้ ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย, อะไรเรียกว่า ธฺยานะ (ฌาน) และสมาธิ? ธฺยานะ หมายถึงการหลุดจากความพัวพันด้วยอารมณ์ภายนอก ๑ ทุกประการ และ สมาธิ หมายถึงการได้รับศานติในภายใน. ถ้าเราพัวพัน ๑. อารมณ์ภายนอก หมายถึงสิ่งทุกสิ่งนอกจากจิต, ฉะนั้แม้แต่ความคิดในจิต หรือของจิตก็เรียกว่าอารมณ์ภายนอกในที่นี้เหมือนกัน, ไม่ต้องกล่าวถึง รูป เสียง กลิ่น ฯลฯ ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นของภายนอกชัด ๆ. - ผู้แปลเป็นไทย ๕๘

น.78 อยู่กับอารมณ์ภายนอก จิตภายในก็จะปั่นป่วน. เมื่อเราหลุดจากการ พัวพันด้วยอารมณ์ภายนอกทุกอย่างแล้ว จิตก็จะตั้งอยู่ในศานติ. จิต เดิมแท้ของเราเป็นของบริสุทธิ์อยู่แล้วอย่างแท้จริง แล้วเหตุผลที่ว่า ทำไมเราจึงปั่นป่วนนั้น ก็เพราะเรายอมตัวให้อารมณ์ซึ่งแวดล้อมเราอยู่ ลากเอาตัวเราไป. ผู้ที่สามารถรักษาจิตของตนไว้ไม่ให้ปั่นป่วนได้ ไม่ว่า จะอยู่ในท่ามกลางสิ่งแวดล้อมชนิดไหนหมด นั่นแหละชื่อว่าได้บรรลุถึง สมาธิ. การเป็นอิสระไม่พัวพันด้วยอารมณ์ภายนอกทุกอย่าง ชื่อว่า ธยานะ, การลุถึงศานติในภายใน ชื่อว่า สมาธิ. เมื่อใดเราอยู่ในฐานะที่ จะเล่นฌาน และดำรงจิตในภายในให้ตั้งอยู่ในสมาธิ. เมื่อนั้น จึงชื่อว่า เราได้ลุถึง ธยานะและสมาธิ. ข้อความในโพธิสัตว์สีลสูตร มีอยู่ว่า "จิต เดิมแท้ของเรานั้นเป็นของบริสุทธิ์แท้จริง." ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย, เราจงเห็นชัดความข้อนี้เพื่อตนเอง ทุกเมื่อเถิด. เราจงฝึกตัวเอง ฝึกฝน มันด้วยตนเอง, และลุถึงพุทธภาวะ ด้วยความพยายามของตนเองเถิด ๕๙

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต