Buddhadasa.org

สูตรของเว่ยหล่าง ตอนที่ ๖ — หมวดที่ ๖ ว่าด้วยบาปสำนึก (การสำนึกบาป)

สูตรของเว่ยหล่าง — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — สูตรของเว่ยหล่าง (๑๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.80 หมวดที่ ๖ ว่าด้วยบาปสำนึก (การสำนึกบาป) ครั้งหนึ่ง พวกที่ใฝ่ใจในการศึกษา และพวกชาวบ้าน จากกวางเจา ซิวเจา และที่อื่น ๆ ได้มา ประชุมกันอย่างคับคั่ง เพื่อฟังคำเทศนาของพระสังฆปริณายก เมื่อพระสังฆปริณายกเห็นดั่ง นั้น ก็ได้ขึ้นธรรมาสน์ และแสดงธรรมเป็นข้อความดังต่อไปนี้ : การปฏิบัติในพระพุทธศาสนานั้น เราควรตั้งต้นที่ จิตเดิมแท้ ของเรา. ตลอดเวลา เราต้องชำระจิตของเราติดต่อกันทุกขณะจิต. ไต่ไป ตามมรรคปฏิปทาด้วยน้ำพักน้ำแรง ของเราเอง, ให้เห็นประจักษ์ชัดแจ้ง ในธรรมกายของเรา, ให้เห็นประจักษ์ชัดแจ้งต่อองค์พระพุทธเจ้าในใจ ของเรา, รื้อขนตัวเองด้วยต่างคนต่างสมาทานศีล, แล้วการมาสู่ที่นี่ของ พวกท่านทั้งหลาย ก็จะมิเป็นการมาเปล่า. เนื่องจากท่านทั้งหลายมาจาก ที่ไกล ด้วยกันทุกคน. ข้อที่เราได้มาพบกันที่นี่ ย่อมแสดงว่าเป็นการได้ มีการสมาคมกันอย่างประเสริฐ. ฉะนั้นพวกเราทั้งหมดจงนั่งลงตามท่า นั่งของชาวอินเดีย อาตมาจะได้แสดงเรื่องวิธีการ สำนึกบาป๑ (อันเป็น ทางใจล้วน) ไม่เกี่ยวกับรูปธรรม (เช่นกิริยาท่าทางเป็นต้น) แก่ท่าน ทั้งหลาย ๑. คำว่า "Formless" Repentence ในที่นี้แปลว่า วิธีการสำนึกบาป (อันเป็นทางใจล้วน) ไม่ เกี่ยวกับรูปธรรม (เช่นกิริยาท่าทางเป็นต้น). นี้หมายถึงการซักล้างหรือเปลี่ยนกลับที่เกี่ยวกับ ใจภายในใจล้วน ๆ ด้วยอำนาจของปัญญาเป็นต้น, ไม่เกี่ยวกับกิริยา เช่น ประกอบพิธี ขอขมา ในโบสถ์หรือเกี่ยวกับวัตถุ เช่นไถ่ตัวด้วยของทำบุญเป็นต้น, หรือเกี่ยวกับบุคคล เช่น การอ้อน วอนผู้มีอำนาจเบื้องบนเป็นต้น ท่านเรียกของท่านว่า ‘Formless" ซึ่งตามตัวว่า "ไม่มีรูป" นับว่า เป็นคำที่แปลยากที่สุดในหนังสือเล่มนี้ และมีอยู่ทั่วไปแทบทุกบท. ต่อไปนี้จะแปลเพียงสั้น ๆ ว่า "ไม่เกี่ยวกับรูปธรรม" มีอธิบายดังที่กล่าวมาแล้ว. ให้ผู้อ่านถือเป็นหลักใหญ่ ๆ ไว้อย่าง หนึ่งว่าสังฆปริณายกเว่ยหล่างที่กล่าวถึงองค์นี้ ท่านมุ่งจะสอนทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นธรรมาธิษฐาน คือเรื่องจิต หรือตัวจริงไปหมด ไม่ให้เป็นรูปบุคคลาธิษฐาน ซึ่งสมมติขึ้นเป็นบุคคล หรืออิง อยู่กับวัตถุ. - ผู้แปลเป็นไทย ๖๑

น.81 เมื่อทุกคนนั่งเรียบร้อยแล้ว พระสังฆปริณายกได้กล่าวต่อไปว่า : คันธสาระ ๑ ข้อต้นนั้นคือ ศีล ซึ่งหมายถึงการที่จิตของเรา ปราศจากรอยด่างของทุจริต, ความชั่ว ความริษยา ความตระหนี่ ความโกรธ การใช้กำลังข่มขู่ และการผูกเวร. คันธสาระ ข้อที่สองนั้นคือ สมาธิ ซึ่งหมายถึงการที่จิตของเรา ไม่มีอาการหวั่นไหวในทุกเหตุการณ์ ที่เข้ามาแวดล้อมเรา ไม่ว่ามาดีหรือมาร้าย. คันธสาระ ข้อที่สามนั้นคือ ปัญญา ซึ่งหมายถึงการที่จิตของเราเป็นอิสระจากเครื่องหุ้มห่อรึงรัด, หมายถึงการที่เราส่องปัญญาของเราอยู่เนืองนิจ ลงที่จิตเดิมแท้ของเรา. หมายถึงความที่เราเป็นผู้พ้นเด็ดขาดจากการที่จะทำความชั่วทุกประเภท, หมายถึงความที่แม้ว่าเราจะทำความดีทุกสิ่งทุกอย่าง ถึงกระนั้นเราก็ไม่ปล่อยให้ใจของเราเกี่ยวเกาะอยู่ที่ผลของความดีนั้น ๆ, และหมายถึงว่าเรายอมเคารพนับถือผู้ที่สูงกว่าเรา อ่อนน้อมต่อผู้ที่ต่ำต้อยกว่าเรา เห็นอกเห็นใจคนที่หมดวาสนาและคนยากจน. คันธสาระ ข้อที่สี่นั้นคือ ความหลุดพ้น (วิมุติ) ซึ่งหมายถึงความที่ใจของเราขึ้นถึงขั้นเป็นอิสระเด็ดขาดไม่เกี่ยวเกาะอยู่กับสิ่งใด ไม่ผูกพันตัวเองอยู่ กับความดีและความชั่ว, คันธสาระ ข้อที่ห้านั้นคือ ความรู้ อันเราได้รับในขณะที่ลุถึงความหลุดพ้น เมื่อจิตของเราไม่เกี่ยวเกาะกับความดีและความชั่วแล้ว เรายังจะต้องระวังไม่ปล่อยให้จิตนั้นอิงอยู่กับความว่างเปล่า หรือตกลงไปสู่ความเฉื่อย. ยิ่งกว่านั้นเรายังจะต้องเพิ่มพูนการศึกษา และขยายความรู้ของเราให้กว้างออกไปจนกระทั่งเราสามารถรู้จักจิตของเราเอง, สามารถเข้าใจโดยทั่วถึงในหลักแห่งพุทธธรรม, ทำตนเป็นฉันญาติมิตรกับสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายที่เราเกี่ยวข้องด้วย, บำบัดความรู้สึกว่า "ตัวตน" และความรู้สึก ๑. คันธสาระ ในที่นี้หมายถึงสิ่งที่มีกลิ่นหอมทั่ว ๆ ไป ใช้จุดเพื่อให้อากาศหอม ผู้อ่านที่สังเกต จะเห็นได้ว่า คันธสาระห้าอย่างนี้ โดยชื่อ ก็คือที่เรียกกันในฝ่ายเถรวาทว่า ธรรมสาระห้านั่นเอง ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ และวิมุติญาณทัสสะ แต่คำอธิบายเดินคนละชั้นคนละแนว .* -ผู้แปลเป็นไทย ๖๒

น.82 ว่ามีว่าเป็นเสียให้หมดสิ้น, และเห็นแจ้งชัดว่า จำเดิมแต่ต้นมาจนกระทั่งถึงเวลาที่เราได้บรรลุโพธินั้น "ธรรมชาติที่แท้จริง” (หรือจิตเดิมแท้)ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา. ดั่งนี้ ชื่อว่าคันธสาระแห่ง "ความรู้อันเราได้รับในขณะที่ลุถึงความหลุดพ้น" คันธสาระอันประกอบไปด้วยองค์ห้าประการนี้ ย่อมอบกลิ่นออกมาจากภายใน และเราไม่ควรแสวงหามันจากภายนอก *** ทีนี้อาตมาจะได้แสดงแก่ท่านทั้งหลาย ถึงเรื่อง "บาปสำนึก ๑ อันไม่เกี่ยวกับรูปธรรม" อันเป็นวิธีที่จะไถ่ถอนเสียได้ซึ่งปวงบาป อันเราทั้งหลายได้กระทำกันในชาติเป็นปัจจุบัน, ชาติอดีต และอนาคต, และจะชำระมโนกรรม วจีกรรม กายกรรม ของเราให้หมดจด. ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย, จงทำตามอาตมา และว่าดัง ๆ พร้อมกันทุกคน เหมือนที่อาตมาจะว่านำ : ขอให้เราทั้งหลาย, บรรดาสาวกที่ไม่ได้ระบุนามเหล่านี้ จงเป็นผู้เป็นอิสระตลอดกาล จากรอยด่างของความไม่รู้และรู้ผิด. เราได้สำนึกแล้วในบาปและกรรมชั่วทั้งหลายของเรา อันเราได้ประกอบแล้วเพราะอำนาจแห่งความรู้ผิด หรือความไม่รู้ ขอให้บาปทั้งปวงนั้น จงเป็นสิ่งไถ่ถอนหมดสิ้นแล้วในทันทีนี้ และขออย่าให้กลับเกิดมีมาอีกเลย ขอให้เราทั้งหลาย จงเป็นผู้เป็นอิสระตลอดกาล จากรอยด่างของความเย่อหยิ่งและความอวดดี. เราสำนึกได้แล้วในจริตอันเย่อหยิ่งและโอ่อวด อันเราทั้งหลายได้ประพฤติมาแล้วในอดีต. ขอให้บาปทั้งมวลนั้น ๑. คำว่า บาปสำนึก หรือการสำนึกบาปนี้ หมายถึงความสลดสังเวชในบาปที่ทำมาแล้ว ถึงขนาดที่จะทำใจให้เปลี่ยนกลับตัวเป็นคน ๆ ใหม่ แต่ท่านหมายความสูงถึงการทำใจให้พ้นจากการถือในบาปในบุญเอาเสียทีเดียว จงพยายามชี้ให้เห็นว่า ใจต้องข้ามพ้นจากบาปและบุญ จึงจะสามารถทำใจ ให้เกลี้ยงเกลาจากบาปได้, ซึ่งในที่อื่นข้างหน้า ท่านชี้ให้เห็นว่า บุญกับบาปนั้นเป็นของอย่างเดียวกัน คือเป็นเพียงสังขาร และออกมาจากอวิชชาด้วยกันทั้งสองอย่าง. - ผู้แปลเป็นไทย ๖๓

น.83 จงเป็นสิ่งที่ไถ่ถอนหมดสิ้นแล้วในทันทีนี้ และขออย่าให้กลับเกิดมีมา อีกเลย ขอให้เราทั้งหลาย จงเป็นผู้เป็นอิสระตลอดกาล จากรอยด่างของ ความริษยา และความเคียดแค้น. เราสำนึกได้แล้วในบาป และกรรมชั่ว ทั้งหลายของเรา อันเราได้ประกอบขึ้นแล้วด้วยใจอันเต็มไปด้วยความ ริษยาและความเคียดแค้น. ขอให้บาปทั้งมวลนั้น จงเป็นสิ่งที่ไถ่ถอน หมดสิ้นแล้วในทันทีนี้ และขออย่าให้กลับเกิดมีมาอีกเลย. ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย, นี่แหละที่เราเรียกว่า "เซ็น-ฝู่ อันไม่ เกี่ยวกับรูปธรรม" อะไรเล่าเป็นความหมายของ เซ็น และ ฝู่ (กษฺมยติ) ในที่นี้? เซ็น นั้นเล็งถึงความสำนึกบาปอันเป็นอดีต. การสำนึกถึงตัว บาปและกรรมชั่วทั้งปวงในอดีต อันเราได้ประกอบขึ้นแล้ว ด้วยอำนาจ ความรู้ผิด, ความไม่รู้, ความเย่อหยิ่ง, ความอวดดี, ความเคียดแค้น, หรือความริษยาและอื่น ๆ ได้ ฯลฯ จนถึงกับทำความสิ้นสุดให้แก่บาป เหล่านี้ได้เรียกว่า เซ็น. ฝู่ นั้นเล็งถึงการสำนึกบาปส่วนที่จะเกิดขึ้นด้วย การกระทำในอนาคตของเรา. เมื่อเห็นแจ้งชัดถึงธรรมชาติอันเราอาจล่วง ละเมิดได้ (ในอนาคต) เราย่อมตั้งปฏิญาณว่าแต่นี้ต่อไป เราขอทำความ สุดสิ้นแก่กรรมชั่วทุกประเภท อันเกิดขึ้นมาจากความรู้ผิด ความไม่รู้ ความเย่อหยิ่ง ความอวดดี ความเคียดแค้น หรือความริษยา, และว่า เราจะไม่ก่อบาปขึ้นอีกต่อไปนี้เรียกว่า ฝู่ เนื่องจากความไม่รู้และรู้ผิดเป็นเหตุ คนทั้งหลายย่อมไม่เห็นชัด แจ้งว่าในการทำความสำนึกบาปนั้น เขาไม่ควรจะเพียงแต่รู้สึกเสียใจ เพราะบาปกรรมที่ทำมาแล้วอย่างเดียว, แต่เขาควรจะละเว้นเด็ดขาดจาก การทำบาปใหม่ในอนาคตด้วย. เนื่องจากเขาไม่ใส่ใจสำรวมถึงการกระทำ ในอนาคตนั่นเอง เขาประกอบบาปขึ้นใหม่ก่อนแต่ที่จะไถ่ถอนบาปให้ สิ้นไป. เราจะเรียกการกระทำเช่นนั้นว่า "การสำนึกบาป" ได้อย่างไรกันเล่า? ๖๔

น.84 ได้มีการสำนึกบาปชำระตัวแล้ว เรา ควรจะตั้งไว้ซึ่ง ปฏิญาณรวบยอด ๑ ๔ ประการ ดังต่อไปนี้ : เราขอปฏิญาณที่จะปลดปล่อยสัตว์มีวิญญาณ มีปริมาณไม่จำกัด อันเป็นของแห่งใจของเราเอง. เราขอปฏิญาณที่จะเพิกเสียซึ่งกิเลสมีปริมาณคณนาไม่ได้ ในใจ ของเราเอง. เราขอปฏิญาณที่จะศึกษาระบอบธรรม อันนับไม่ถ้วนแห่งจิตเดิม แท้ของเรา. เราขอปฏิญาณที่จะเข้าให้ถึงพุทธภาวะ อันสูงสุดแห่งจิตเดิมแท้ ของเรา. ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย, บัดนี้เราทั้งหมดได้ประกาศออกไปแล้ว ว่าเราปฏิญาณในอันที่จะปลดปล่อยสัตว์มีวิญญาณ อันมีประมาณไม่ จำกัด, แต่นั่นหมายความว่าอย่างไรเล่า? มันมิได้หมายความว่า อาตมา, เว่ยหล่าง กำลังจะปลดปล่อยสัตว์นั้น. และอะไรเล่าคือสัตว์มีวิญญาณ เหล่านั้น อันมีอยู่ในใจของเรา? สัตว์เหล่านั้น ใจที่หลงผิด, ใจที่เป็น มายา, ใจชั่วร้ายและใจอื่น ๆ ทำนองนั้น, เหล่านี้ทั้งหมด เรียกว่าสัตว์ ที่มีวิญญาณ. ๒ สัตว์เหล่านี้แต่ละตัวโดย อาศัยอำนาจแห่งจิตเดิมแท้ของมัน, แล้วการปลดปล่อยนั้น ก็จะเป็น การปลดปล่อยอันเลิศแท้. ๑. ปฏิญาณรวบยอด ๔ ประการ คือ Four all-embracing vows นั้น คำว่า รวบยอดหมาย ความว่า กินความหมดถึงหลักทุก ๆ หลักในการปฏิบัติ หรือตัวศาสนาก็ตาม. - ผู้แปลเป็นไทย ๒. การที่เรียกใจที่ชั่วร้ายนานาชนิด ว่าสัตว์มีวิญญาณในที่นี้ เป็นสำนวนศาสนาชนิดหนึ่งซึ่งถือ ว่าสิ่งทั้งปวงสำคัญอยู่ที่ใจ สำเร็จอยู่ที่ใจ หรือออกไปจากใจ และเป็นสิ่งที่น่าสงสารที่สุดสำหรับ ผู้ที่ไม่มีปัญญา พิจารณาเห็น. -ผู้แปลเป็นไทย ๖๕

น.85 ในเรื่องนี้ การปลดปล่อยตัวเองโดยอาศัยจิตเดิมแท้ของตัวเองนั้น หมายความว่าอย่างไรเล่า? มันหมายถึงการหลุดรอดของสัตว์ที่โง่เขลา ที่หลงผิด ที่หลงทรมาน อันมีอยู่ในใจเรา ออกไปได้โดยอาศัยสัมมา- ทิฏฐิ โดยได้อาศัยสัมมาทิฏฐิและปัญญา, สิ่งกางกั้นต่าง ๆ ที่สัตว์ผู้ไร้ ความรู้ และรู้ผิดเหล่านั้นแต่ละตัว จะอยู่ในฐานะที่จะปลดปล่อยตัว เองออกไปได้ ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัว, ผู้ผิดจงปลดปล่อยตัวเองได้ ด้วยอาศัยความถูก ผู้รู้ผิดจงปลดปล่อยตัวเองได้ ด้วยอาศัยความรู้แจ้ง, ผู้ไม่รู้ ด้วยอาศัยปัญญา, และผู้เต็มอยู่ด้วยโทษ ด้วยการอาศัยคุณ. นี้ คือการปลดปล่อยอันเลิศแท้ สำหรับข้อปฏิญาณที่ว่า "เราขอปฏิญาณที่จะเพิกเสียซึ่งกิเลสอัน ชั่วร้ายภายในใจ อันมีปริมาณคณนาไม่ได้" นั้น ย่อมเล็งถึงการปลด ออกเสียซึ่งกลุ่มของความคิดอันเชื่อถือไม่ได้ และเป็นมายาหลอกลวง โดยนำเอาปัญญาแห่งจิตเดิมแท้เข้ามาใส่แทนที่. สำหรับข้อปฏิญาณที่ว่า "เราขอปฏิญาณที่จะศึกษาระบบธรรม อันนับไม่ถ้วน." นั้น ควรจะวางหลักลงไปว่า การศึกษาที่แท้จริงจะยังมี ไม่ได้ จนกว่าเราจะได้เผชิญหน้ากับจิตเดิมแท้ของเราเสียก่อน, และจน กว่าเราจะมีความเป็นไปของเรากลมเกลียวกันได้กับธรรมะอันถูกต้อง ในทุกโอกาสเสียก่อน สำหรับข้อปฏิญาณที่ว่า "เราขอปฏิญาณที่จะเข้าให้ถึงพุทธภาวะอัน สูงสุด." นั้น อาตมาปรารถนาที่จะชี้ ให้ท่านทั้งหลายเห็นชัดว่า เมื่อเรา สามารถน้อมจิตของเรา ไปตามทางแห่งธรรมะอันแท้ และถูกตรงในทุก โอกาส, และเมื่อปัญญาแจ่มแจ้งอยู่ในใจของเราไม่ขาดสาย, จนกระทั่ง เราสามารถตีตัวออกห่างเสียได้ทั้งจากความรู้แจ้งและความไม่รู้, ไม่ข้อง แวะด้วยกับทั้งความจริงและความเท็จ, เมื่อนั้นแหละ เราอาจจะถือว่า ๖๖

น.86 ตัวเราได้รู้แจ่มชัดแล้วในธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ๑ หรืออีกนัยหนึ่ง, ได้ลุถึงแล้วซึ่งพุทธภาวะ. **** ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย, เราควรจะสำเหนียกอยู่ในใจให้ได้เสมอไป ว่า เรากำลังไต่ไปเรื่อย ๆ ตามทางแห่งมรรคปฏิปทา, เพราะว่าการทำใน ใจเช่นนั้น ย่อมเพิ่มกำลังให้แก่คำปฏิญาณของเรา. บัดนี้ เนื่องจากเรา ได้ตั้งไว้ ซึ่งปฏิญาณรวบยอด ๔ ประการ เหล่านี้แล้ว อาตมาจะได้ แสดงแก่ท่านทั้งหลาย ถึง "เครื่องส่องทาง๒ มีองค์สามประการอันไม่ เกี่ยวกับรูปธรรม"๓ สืบต่อไป. เราถือเอา "การรู้แจ้ง (ตรัสรู้)" ว่าเป็นเครื่องนำทางของเรา เพราะ ว่านั่นแหละ คือยอดสุดทั้งของบุญและปัญญา เราถือเอา "ความถูกต้องตามธรรมแท้" ว่าเป็นเครื่องนำทางของ เรา เพราะว่านั้นแหละ คือหนทางที่ดีที่สุดแล้ว ของการรื้อถอนตัณหา. ๑. ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ (Buddha-nature) หรือพุทธภาวะ (Buddha-hood) ซึ่งมี ประจำอยู่ที่จิตเดิมแท้ สองคำนี้ เป็นคำที่อธิบายยาก, ท่านจึงต้องชี้ไว้ด้วยลักษณะอาการ ทำนองการอนุมานว่า เมื่อใดจิตสะอาดและฉลาดและสงบ ถึงขนาดที่มองเห็นว่า ความจริงกับ ความเท็จก็เป็นของไม่น่ายึดถือ เท่ากัน. ความตรัสรู้ กับความโง่เขลา ก็เป็นของไม่น่ายึดถือ เท่ากัน. เมื่อนั้น ใจนั้นชื่อว่า อยู่ในมาตรฐานที่รู้จักพุทธภาวะ อันมีอยู่เองแล้ว ในจิตเดิมแท้ ของคนทุกคน. ๒. เครื่องส่องทาง หรือ Guidance ในที่นี้ โดยความหมายก็ตรงกับคำว่า สรณะ. เพราะสรณะ ก็คือเครื่องสำหรับให้ใจหน่วงไป หรือดึงดูดใจไปหา. แต่ข้าพเจ้าคงแปลว่า "เครื่องส่องทาง" อนุโลมตามรูปศัพท์ในภาษาอังกฤษ ทั้ง ๆ ที่เชื่อว่าต้นฉบับเดิมในภาษาจีนใช้คำที่ตรงกับคำว่า สรณะ. ๓. "ไม่เกี่ยวกับรูปธรรม" ในตอนนี้มีอธิบายชัดอยู่ในตัวแล้ว. คือคำว่าพระพุทธเจ้า ก็ไม่หมาย เอาองค์หรือร่างกายพระพุทธเจ้า แต่หมายเอาตัวความรู้, พระธรรมก็ไม่หมายเอาคัมภีร์ หรือ เสียง หรือภาพ, แต่หมายเอาตัวความถูกต้อง, พระสงฆ์ก็ไม่หมายเอาผ้าเหลืองหรือตัวคน แต่ หมายเอาตัวความบริสุทธิ์ เช่นนี้ทำให้เราเข้าใจความหมายของคำว่า “Formless" หรือ "ไม่เกี่ยว กับรูปธรรม" ตามความหมายของพระสังฆปริณายกนั้นได้ง่ายขึ้น. - ผู้แปลเป็นไทย ๖๗

น.87 เราถือเอา "ความบริสุทธิ์" ว่าเป็นเครื่องนำทางของเรา เพราะว่า นั่นแหละ คือคุณชาติอันประเสริฐที่สุดของการได้เกิดเป็นมนุษย์ ต่อไปนี้จงถือเอาท่านที่ตรัสรู้แล้ว เป็นครูของเรา, ในทุกกรณี เรา ไม่ควรรับเอาพญามาร (บุคคลาธิษฐานแห่งความชั่ว) หรือมิจฉาทิฏฐิ บุคคลอื่นใดว่าเป็นผู้นำของเรา. ข้อนี้เราอาจน้อมนำเข้ามาสู่ใจเราได้โดย การน้อมระลึกถึงอยู่เนืองนิจใน "รัตนะทั้งสาม" แต่จิตเดิมแท้ของเรา, ซึ่งในรัตนะเหล่านี้เอง ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย, อาตมาขอแนะนำให้ ท่านทั้งหลายถือเอาเป็นที่พึ่ง. รัตนะเหล่านั้นคือ : พระพุทธเจ้า, ซึ่งเป็นตัวแทนของ "ความรู้แจ้ง (ตรัสรู้)." พระธรรม, ซึ่งเป็นตัวแทนของ "ความถูกต้องตามธรรมแท้." พระสงฆ์, ซึ่งเป็นตัวแทนของ "ความบริสุทธิ์" การน้อมใจของเราให้ถือเอา "ความรู้แจ้ง" เป็นที่พึ่งได้ จนถึงกับ ความรู้สึกที่ชั่วร้าย และผิดธรรม ไม่อาจเกิดขึ้นได้. ตัณหาห่างจากไป, ความตึงเครียดไม่ปรากฏ. ราคะและโลภะไม่ถึงรัดอีกต่อไป, นั่นแหละ คือยอดสุด ทั้งของบุญและปัญญา การน้อมใจของเราให้ถือเอา "ความถูกต้องตามธรรมแท้" เป็นที่ พึ่งได้ จนถึงกับเราเป็นอิสระอยู่เสมอ จากความเห็นผิด (ซึ่งถ้าปราศ- จากความเห็นผิดแล้ว ก็ไม่อาจจะเกิดความยึดถือตัวตน ความเย่อหยิ่ง หรือความทะเยอทะยานขึ้นมาได้). นั่นแหละ คือหนทางอันประเสริฐที่ จะถอนเสียได้ซึ่งตัณหา การน้อมใจของเรา ให้ถือเอา "ความบริสุทธิ์" เป็นที่พึงได้ จนถึง กับไม่ว่าสถานะการณ์อันใดจะเข้ามาแวดล้อมใจ ก็ไม่ถูกทำให้เปื้อน ด้วยวัตถุกามารมณ์ อันน่าขยะแขยง, ด้วยความทะเยอทะยานและ ตัณหา. นั่นแหละ คือคุณชาติอันประเสริฐสุดของการได้เกิดมาเป็นคน การปฏิบัติใน "เครื่องส่องทางมีองค์สาม" ตามวิธีที่กล่าวมาแล้วนี้ ๖๘

น.88 ย่อมหมายถึงการทำที่พึ่งในตัวของตัวเอง (คือในจิตเดิมแท้ของผู้นั้นเอง). ๑ พวกคนเขลาพากันถือสรณะ "เครื่องส่องทางมีองค์สาม" ทั้งกลางวัน และกลางคืน แต่เขาหาเข้าใจในสิ่งนี้ไม่. ถ้าเขากล่าวว่า เขาถือที่พึ่งใน พระพุทธเจ้า, เขาทราบหรือว่าพระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน? ถ้าเขาไม่สามารถ เห็นพระพุทธเจ้าได้ แล้วเขาจะสามารถถือที่พึ่งในพระองค์ได้อย่างไร? การที่เขายืนยันเช่นนั้นมิกลายเป็นเท็จไปหรือ? ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย, ท่านทั้งหลายแต่ละคนควรจะพิจารณา และสอบสวนข้อเท็จจริงในแง่นี้ให้แจ้งชัด เพื่อตัวท่านเอง และอย่า ปล่อยให้กำลังกายและกำลังความคิดของท่าน ถูกใช้ไปผิดทาง พระสูตร ได้กล่าวไว้ชัดแล้วว่า ๒ เราควรจะถือที่พึ่งในพระพุทธเจ้าภายในตัวเราเอง, ไม่ได้กล่าวสอนไว้เลยว่าให้ถือพระพุทธเจ้าอื่นๆ นอกจากนี้เป็นที่พึ่ง, ยิ่งกว่านั้น ถ้าหากว่าเราไม่ถือที่พึ่งในพระพุทธเจ้าภายในตัวเราเองแล้ว ก็ไม่มีที่อื่นใดอีก ที่จะถือเอาเป็นที่พึ่งที่ต้านทานแก่เราได้. เมื่อได้พิจารณาเห็นความจริงในข้อนี้ โดยกระจ่างแล้ว เราทั้งหลาย แต่ละคนจงถือเอาที่พึ่งใน "รัตนะทั้งสาม" ภายในตัวเราเองเถิด. ใน ภายใน, เราบังคับใจของเราเอง, ภายนอก, เรานอบน้อมต่อผู้อื่น นี่แหละ คือวิถีทางแห่งการถือที่พึ่งภายในตัวเราเอง ๑. พระสังฆปริณายกต้องการจะชี้ให้เห็นว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ชนิดที่เป็นรูปธรรม นั้น คนละอย่างต่างจากตัวพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่เป็นลักษณะของจิตเดิมแท้ และ ท่านสอนสาวกของท่านให้ถือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างนัยหลัง จึงขัดกัน อย่างที่ จะเข้ากันไม่ได้ หรือฟังกันไม่ถูกกับพวกที่ถือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ชนิดที่เป็น รูปธรรม และด้วยเหตุนี้เอง ท่านจึงต้องใช้คำว่า “Formless" กำกับอยู่เสมอทุกแห่งในหัวข้อคำ สอนของท่าน. - ผู้แปลเป็นไทย ๒. พระสูตรในที่นี้หมายถึงสูตรฝ่ายมหายาน. และโดยเฉพาะหมายถึงวัชรเขทิกาสูตรซึ่งข้าพเจ้า จะได้หาโอกาสสอบดูต่อ ๆ ไป. พระสูตรเล่มจีนเรียก "กิมกังเก็งฯ" ๖๙

น.89 ท่านทุกคนได้ถือเอาว่า "เครื่อง ส่องทางมีองค์สาม" นี้แล้ว อาตมาก็จะได้กล่าวแก่ท่านทั้งหลาย ถึงเรื่อง ตรีกาย (กายสามอย่าง) ของพระพุทธเจ้าแห่งจิตเดิมแท้ สืบไป เพื่อว่า ท่านทั้งหลายจะสามารถเห็นกายทั้งสามนี้ แล้วจะเห็นแจ้งในจิตเดิมแท้ อย่างชัดเจนด้วย จงตั้งใจฟังให้ดี และว่าตามดัง ๆ พร้อมกันทุกคน เหมือนที่อาตมาจะว่านำ : ด้วยกายเนื้อของเรานี้ เราขอถือที่พึ่งในธรรมกายอันบริสุทธิ์ (คือ กายแก่น) ของพระพุทธเจ้า . ด้วยกายเนื้อของเรานี้ เราขอถือที่พึ่งในสัมโภคกายอันสมบูรณ์ ( คือกายแสดงออก) ของพระพุทธเจ้า ด้วยกายเนื้อของเรานี้ เราขอถือที่พึ่งในนิรมานกายอันมากมาย ตั้งหมื่นแสน (กายเปลี่ยนรูปต่าง ๆ) ของพระพุทธเจ้า ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย , กายเนื้อของเรานี้ อาจเปรียบกันได้กับ โรงพักแรม (คือที่อาศัยชั่วคราว) , ดังนั้นเราจึงไม่สามารถยึดเอาเป็นที่ พึ่ง ในภายใน จิตเดิมแท้ของเรา เราอาจหาพบกายทั้งสามนี้ และเป็น ของสาธารณะทั่วไปสำหรับทุกคน แต่เนื่องจากใจ (ของคนธรรมดา สามัญ) ทำกิจอยู่ด้วยความรู้ผิดเขาจึงไม่ทราบถึงธรรมชาติแท้ในภายใน กายของเขา. ผลจึงเกิดมีว่าเขาไม่รู้จักตรีกายภายในตัวของเขาเอง. ( มิหนำซ้ำยังเชื่อผิด ๆ อีก) ว่าตรีกายนั้นเป็นสิ่งที่ต้องแสวงหาจากภาย นอก , ท่านจงตั้งใจฟังเถิด อาตมาจะแสดงให้ท่านเห็นว่าในตัวท่านเอง ท่านจะหาพบตรีกายเป็นปรากฏการณ์ อันแสดงออกของจิตเดิมแท้ , อัน เป็นสิ่งที่ไม่อาจหาพบได้จากภายนอก . ในที่นี้ อะไรเล่าชื่อว่าธรรมกายอันบริสุทธิ์ ? จิตเดิมแท้ของเราเป็น ของบริสุทธิ์จริงแท้. ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นเพียงอาการแสดงออกของจิตนี้ กรรมดีกรรมชั่ว เป็นเพียงผลของความคิดดีและคิดชั่วตามลำดับ. ฉะนั้น ภายในจิตเดิมแท้ สิ่งทุกสิ่ง (ย่อมบริสุทธิ์จริงแท้) เหมือนกับสีของ ๗๐

น.90 ท้องฟ้ากับดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ซึ่งเมื่อเมฆผ่านมาบังความแจ่ม นั้นดูประหนึ่งว่าถูกทำให้มัวไป แต่เมื่อเมฆผ่านไปแล้ว ความแจ่มกลับ ปรากฏอีก และสิ่งต่าง ๆ ก็ได้รับแสงที่ส่องมาเต็มที่อย่างเดิม. ท่านผู้ คงแก่เรียนทั้งหลาย , จิตชั่วของเราเปรียบเหมือนกับเมฆ , ความรู้แจ้ง แทงตลอด และปัญญาของเราเปรียบเหมือนดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ตามลำดับ. เมื่อเราพัวพันอยู่กับอารมณ์ภายนอก จิตเดิมแท้ของเรา ก็ ถูกบดบังไว้ด้วยความรู้สึกที่ติดรสของอารมณ์ ซึ่งย่อมจะปิดกั้นความ รู้แจ้งแทงตลอด และปัญญาของเราเปรียบเหมือนดวงอาทิตย์และดวง จันทร์ตามลำดับ. เมื่อเราพัวพันอยู่กับอารมณ์ภายนอก จิตเดิมแท้ของ เรา ก็ถูกบดบังไว้ด้วยความรู้สึกที่ติดรสของอารมณ์ ซึ่งย่อมจะปิดกั้น ความรู้แจ้งแทงตลอด และปัญญาของเราไว้ มิให้ส่องแสงออกมาภาย นอกได้. แต่เผอิญเป็นโชคดีแก่เราอย่างเพียงพอ ที่ได้พบกันกับครูผู้ รอบรู้และอารี ที่ได้นำธรรมะอันถูกต้องตามธรรมมาให้เราทราบ เราจึง สามารถกำจัดอวิชชาและความรู้ผิดเสียได้ ด้วยน้ำพักน้ำแรงของเรา จน ถึงกับเราเป็นผู้รู้แจ้งสว่างไสว ทั้งภายในและภายนอก และธรรมชาติ แท้ของสิ่งทั้งปวง ปรากฏตัวมันเองอยู่ภายในจิตเดิมแท้ของเรา. นี่แหละ คือสิ่งซึ่งบังเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ได้เผชิญหน้ากันกับจิตเดิมแท้. และนี่ แหละ คือสิ่งซึ่งเรียกว่า ธรรมกายอันบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้า . ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย , การถือที่พึ่งในพระพุทธเจ้าที่จริงแท้ นั้น ก็คือการถือที่พึ่งในจิตเดิมแท้ ของเราเอง. ผู้ที่ถือที่พึ่งเช่นนี้ ย่อม จะพรากสิ่งต่อไปนี้ออกเสียจากจิตเดิมแท้ ของตน คือจิตชั่วต่ำ จิต ริษยา จิตสอพลอ คด ๆ งอ ๆ ความยึดถือตัว ความคดโกงและมดเท็จ ความดูถูกดูแคลน ความโอหัง ความเห็นผิด ความเย่อหยิ่ง จองหอง และความต่ำทรามอื่น ๆ อันจะมีเกิดขึ้นในจิตไม่ว่าในเวลาใด ๆ. การถือ ที่พึ่งในตัวเราเองนั้น คือการระวังระไวอยู่ตลอดเวลาในการที่จะไม่ทำชั่ว ๗๑

น.91 ทำผิด และงดขาดจากการวิพากษ์วิจารณ์ความดีหรือความคิดของบุคคล อื่น. ผู้ที่อ่อนน้อมถ่อมตัวอยู่เสมอทุกโอกาส มีอัธยาศรัยสุภาพต่อคน ทุก ๆ คน ย่อมเป็นผู้ที่ได้เห็นจิตเดิมแท้ของเขาอย่างทั่วถึงแล้ว ทั่วถึง จริง ๆ จนถึงกับหนทางข้างหน้าของเขาจะปราศจากอุปสรรคทุกประการ นี่แหละคือวิถีทางที่จะทำที่พึ่ง ในตนเอง อะไรเล่า ชื่อว่าสัมโภคกายอันสมบูรณ์? ในที่นี้ขอให้เรานึกถึง ตะเกียงเป็นภาพเปรียบ แม้แต่แสงตะเกียงเพียงดวงเดียว ก็ยังสามารถ ทำลายความมืด ที่มืดมานับเป็นพัน ๆ ปีได้ ฉะนั้นประกายแห่งปัญญา ย่อมสามารถทำลายอวิชชาที่มืดมาแล้วเป็นยุค ๆ ได้เช่นกัน เราไม่ต้อง วิตกกังวลถึงอดีต เพราะอดีตเป็นสิ่งที่ล่วงพ้นมาแล้ว และไม่สามารถ เอากลับคืนมาได้. สิ่งที่ต้องการความสนใจจากเราคืออนาคต. ฉะนั้น จงให้ความคิดของเราเป็นสิ่งที่กระจ่าง และกลมกล่อมอยู่ทุกขณะจิต เถิด. และให้เห็นอย่างเผชิญหน้าอยู่กับจิตเดิมแท้ทุกเมื่อเถิด. ความดี กับความชั่วเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามต่อกันและกันอยู่ก็จริง แต่ว่าตัวเนื้อแท้ ส่วนลึกของมันนั้น ไม่สามารถจะแยกออกเป็นสองฝ่าย. ๑ ธรรมชาติ ๑. ข้อความวรรคนี้ คงจะเข้าใจยากยิ่งสำหรับผู้ที่ไม่คุ้นกับธรรมประเภทนี้. ว่ามีความดีกับ ความชั่ว เป็นของที่เห็นชัดว่าผิดตรงกันข้าม แต่ส่วนเนื้อแท้ส่วนลึกของมันเป็นอันเดียวกัน ไม่สามารถแบ่งแยกออกเป็นสองฝ่ายนั้น คือว่า ปรากฏการณ์ข้างนอกของความดีความชั่ว หรือ ผลอันจะเกิดจากความดีความชั่วแก่เรา หรือลักษณะอื่น ๆ ก็ตาม ล้วนแต่ตรงกันข้าม จนคน ทั่วไปเรียกว่าเป็นของคู่ คือคนละอย่างตรงกันข้าม. แต่เมื่อปัญญาแทงตลอดลงไปถึงตัวจริง ส่วนลึก (Quintessence) ของมันแล้ว การกลับปรากฏไปเสียว่ามาจากตัณหาด้วยกัน. เป็นสังขาร ด้วยกัน อวิชชาปรุงแต่งขึ้นด้วยกัน ไม่อาจแบ่งแยกเป็นสองฝ่ายในขั้นนี้ซึ่งเป็นขั้นรากเง่าของ มัน. ใครเห็นชัดความจริงในส่วนนี้ ชื่อว่าเห็นพระพุทธเจ้าแห่งจิตเดิมแท้ ในส่วนสัมโภคกาย ของพระองค์. คำว่า Quintessence นั้น ตามตัวอักษรแปลว่า อายตนะที่ห้า หรือมูลธาตุที่ห้า ดิน น้ำ ลม ไฟ คือธาตุสี่, ธาตุที่ห้า คือ ใจ. เมื่อใช้กับวัตถุ หมายถึงส่วนที่เป็นตัวแท้ของมัน ที่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ข้างนอก. ในที่นี้ใช้กับความดี ความชั่ว คำนี้จึงหมายถึง "ตัวแท้ชั้นในหรือ ชั้นลึก" ของสิ่งนี้. - ผู้แปลเป็นไทย. ๗๒

น.92 ชั้นที่เราไม่สามารถแบ่งแยกออกเป็นสองฝ่ายนี่เอง คือตัวธรรมชาติแท้ (กล่าวคือความจริงแท้อันเด็ดขาด) ซึ่งไม่สามารถถูกทำให้เปื้อนด้วย ความชั่ว หรือวิปริตไปอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยอำนาจของความดี. นี่ แหละคือสิ่งซึ่งเรียกว่า สัมโภคกายของพระพุทธเจ้า ความคิดชั่วร้ายเพียงดวงเดียว จากจิตเดิมแท้ของเรา อาจจะทำลาย ความดีที่เราสร้างสม อบรมมานาน นับเป็นสมัย ๆ ให้เสื่อมเสียไปหมด ได้ ทำนองเดียวกันกับที่ความคิดอันดีงามจากจิตเดิมแท้นั่นอีกเหมือน กัน อาจจะชำระชะล้างบาปอกุศลของเรา ซึ่งแม้จะมากมายเหมือนเมล็ด ทรายในแม่น้ำคงคา ได้ดุจกัน, การเห็นประจักษ์ชัดต่อจิตเดิมแท้ของ เราเองอยู่ทุกขณะจิต ปราศจากการแทรกแซงจนกระทั่งลุถึงการตรัสรู้ ขั้นสูงสุด ถึงกับอยู่ในภาวะแห่งความเต็มเปี่ยมด้วยความรู้อันถูกต้อง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา นั่นแหละ คือสัมโภคกาย ทีนี้ อะไรเล่า ชื่อว่า นิรมานกายอันมากมายนับด้วยหมื่นแสน? เมื่อใด เราทำตัวเรา ให้เข้ามาอยู่ในฝักฝ่ายของความรู้จักแบ่งแยกว่า อะไรเป็นฝ่ายไหน และรู้จักระบุออกไปว่า อะไรเป็นสิ่งที่ควรต้องการ ได้แม้แต่เพียงนิดเดียวเท่านั้น. เมื่อนั้น ความเปลี่ยนรูปแปลงร่างก็จะ เกิดขึ้น (แก่ตัวเราเอง ๑ ), ถ้าผิดไปจากนี้ สิ่งทุกสิ่งจะยังคงว่างเปล่า เหมือนกับอวกาศ ดังเช่นที่มันเป็นอยู่ในตัวมันเองมาแต่เดิม. โดยการ เอนอิงจิตของเราลงไปบนสิ่งชั่ว นรกก็เกิดขึ้น. โดยการเอนอิงจิตของ ๑. ข้อความนี้ คงฟังยากสำหรับบางคน จึงขออธิบายเสียด้วยว่า พอปัญญาแท้จริงเกิดขึ้นแม้ นิดเดียว ในขณะนั้นก็เกิดการเปลี่ยนรูปขึ้นภายในจิต เช่นเปลี่ยนจากความมืด มายังความ สว่าง, จากความเปื้อน มาเป็นความสะอาด, จากความร้อน มาเป็นความเย็น เป็นต้น. เป็น ของใหม่ขึ้นมา มากน้อยตามสมควรแก่ความรู้จักแยก (discrimination) และความรู้จักระบุ ของที่ควรต้องการ (particularization) ของตนเอง. หมายความสั้น ๆ ว่า พอปัญญาเกิด ก็ ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในภายในด้วยเสมอไป. ถ้าผิดไปจากนี้ ก็คือยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผู้แปลเป็นไทย ๗๓

น.93 เ ราลงไปบนการกระทำกรรมดี สวรรค์ก็ปรากฏ. มังกรและงูร้าย คือการแปลงร่างมาเกิดของเวรภัยอันมีพิษ เช่นเดียวกับพระโพธิสัตว์ก็คือตัวตน ของความเมตตากรุณา จับกลุ่มกันมาเกิด. ซีกบนคือปัญญาซึ่งจับตัวกันเป็นผลึก ส่องแสงจ้าอยู่ ในขณะที่โลกซีกล่างเป็นเพียงอีกรูปหนึ่งของสิ่งที่ก่อรูปมาจากอวิชชา และความมัวเมา. การเปลี่ยนรูปแปลงร่างของจิตเดิมแท้ช่างมีมากมายเสียจริงๆ ! พวกที่ตกอยู่ภายใต้ความหลงก็ไม่มีวันตื่น และไม่มีวันเข้าใจ เขาจึงน้อมใจลงสู่ความชั่วเสมอ และประพฤติความชั่วนั้นเป็นปรกตินิสัย. แต่ถ้าเขาจะน้อมจิตเลี้ยวจากความชั่ว มายังความดีงาม แม้แต่เพียงสักขณะจิตเดียวเท่านั้น ปัญญาก็จะเกิดขึ้นทันที. นี่แหละ คือสิ่งซึ่งเรียกว่านิรมานกายของพระพุทธเจ้าแห่งจิตเดิมแท้ ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย. ธรรมกาย คือ สิ่งซึ่งมีความเต็มเปี่ยมอยู่ในตัวเอง อย่างแท้จริง. การเห็นกันอยู่อย่างเผชิญหน้ากับจิตเดิมแท้ของตนทุกๆ ขณะจิต นั่นคือ สัมโภคกาย ของพระพุทธเจ้า. การเอนอิงจิตของเราลงที่สัมโภคกายนั้น (จนถึงกับเกิดความสว่างหรือปัญญา) นั่นคือ นิรมานกาย การปฏิบัติให้ลุถึงการตรัสรู้ ด้วยน้ำพักน้ำแรงของเราเอง, และการที่ตนเองปฏิบัติความดีงาม ตามที่มีอยู่ในจิตเดิมแท้ของตนเอง นั่นแหละ คือกรณียะชั้นเลิศของ "การถือที่พึ่ง." กายเนื้อของเรานี้ประกอบอยู่ด้วยเนื้อและหนัง ฯลฯ; มันไม่มากอะไรยิ่งไปกว่าเป็นที่พักแรม (สำหรับอาศัยเพียงชั่วคราว), ดังนั้นเราจึงไม่ถือที่พึ่งในกายเนื้อนั้น แต่เราจงพยายามให้เห็นแจ้งในตรีกายแห่งจิตเดิมแท้ของเราเถิด และเราจะรู้จักพระพุทธเจ้าแห่งจิตเดิมแท้ของเราเอง. . . . . ๗๔

น.94 อาตมามี โศลกโคลง ๑ "อันไม่เกี่ยวกับรูปธรรม" อยู่บทหนึ่ง ซึ่งการท่องและการปฏิบัติตามโศลกโคลงนี้ จะสามารถเพิกอวิชชาให้สูญไป และชำระชะล้างบาป อันได้สะสมอบรมมานานนับด้วยกัลป์ๆ ได้โดยสิ้นเชิง. โศลกโคลงนั้นมีดังนี้ : พวกที่จมอยู่ในความเขลา ย่อมมัวแต่สะสมบุญอันแปดเปื้อน (ด้วยการลูบคลำของตัณหาและทิฏฐิ), ๒ ไม่ไต่ไปตามมรรคปฏิปทา. พวกนี้ตกอยู่ภายใต้ความรู้สึก ว่าการสะสมบุญ กับการไต่ไปตามมรรคปฏิปทานั้น เป็นของสิ่งเดียวและอย่างเดียวกัน. แม้ว่าบุญของคนพวกนี้ อันเกิดจากการให้ทานและการบูชา จะมีมากหาประมาณมิได้. เขาก็ไม่เห็นแจ้งว่า วิถีทางมาอันเฉียบขาดของบาปนั้น เนื่องอยู่กับมูลธาตุ อันมีพิษร้ายสามประการ (คือ โลภ โกรธ หลง), อันมีอยู่ในใจของตนเอง. เขาคิดว่าเขาจะเปลื้องบาปของเขาได้ ด้วยการสะสมบุญ ๑. โศลกโคลง ในที่นี้คือคำที่ผูกเข้าเป็นคำประพันธ์ชนิดกาพย์ หรือโคลง. ในภาษาบาลีเรียกคำชนิดนี้ว่า "คาถา" หรือคำสำหรับขับ. "ไม่เกี่ยวกับรูปธรรม" ในที่นี้ ก็เช่นเดียวกับที่อื่นนั่นเอง คือสอนวิธีปฏิบัติไม่เกี่ยวกับรูปธรรม หรือพึ่งพาอาศัยรูปธรรม. - ผู้แปลเป็นไทย ๒. บุญ ก็เป็นสิ่งที่แปดเปื้อนหรือมีราคี เพราะบุญทุกอย่างต้องอาศัยตัณหาและทิฏฐิ หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง จึงเกิดขึ้นได้, ที่เป็นชั้นสูง เช่นทิฏฐิที่ยังสำคัญว่าตัวตนบังคับให้ทำดีอย่างนั้นอย่างนี้เพื่อตัวเช่นนี้ บุญนี้ ชื่อว่ายังถูกทิฏฐิ หรืออุปาทานลูบคลำอยู่. ถ้าสูงพ้นนี้ไป คือมีความรู้สึกในความไม่มีตัวตน. ทำอะไรก็พ้นจากความเป็นบุญเสียแล้ว. จึงมีหลักตายตัวว่า บุญทุกชนิดต้องแปดเปื้อนแต่เป็นความแปดเปื้อนชนิดที่ถือกันว่าสวย เช่นการ เขียนปาก เขียนคิ้ว ของคนในสมัยนี้ เป็นตัวอย่าง. บุญย่อมนำหรือส่งเสริมให้เกิดในภพใดภพหนึ่งเสมอไป ซึ่งทำให้มีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย. ทางพุทธศาสนาจึงถือว่า แม้บุญก็มีพิษร้ายเท่ากับบาป แต่ว่าลึกซึ้งเกินกว่าที่คนธรรมดาจะมองเห็น, และเมื่อเขายังไม่สามารถทำอะไรให้สูงไปกว่านั้นได้ จึงให้ทำบุญกันไปก่อนดีกว่าทำบาป. แต่เมื่อใดเห็นความจริง เมื่อนั้น จะเบื่อบุญเท่ากับเบื่อบาป และหลุดพ้นเป็นพระอรหันต์. - ผู้แปลเป็นไทย ๗๕

น.95 โดยหารู้ไม่ว่าความสุขที่เขาจะได้รับในชาติข้างหน้านั้น ไม่มีอะไรเกี่ยวกับการเปลื้องบาปนั้นเลย. ทำไมจึงไม่เปลื้องบาป (ด้วยวิธีที่ทำกัน) ภายในใจของตนเอง, เพราะนั่นแหละเป็นการชำระบาป (ภายในจิตเดิมแท้ของเรา) อย่างแท้จริง คนบาปที่ได้มีความเห็นแจ้งขึ้นในทันทีทันใด ว่าอะไรจะนำมาซึ่งการสำนึกบาป อย่างแท้จริง ตามวิธีของนิกายมหายาน และได้เลิกละเด็ดขาดจากการทำบาป ทำแต่ความดีงาม นี่แหละคือ ผู้หมดบาป. ผู้ที่ไต่ไปตามมรรคปฏิปทา ซึ่งกำหนดในจิตเดิมแท้อยู่เนืองนิจนั้น ควรถูกจัดเข้าในระดับชั้นเดียวกันกับ พุทธบุคคล อันมีประเภท ต่าง ๆ. พระสังฆปริณายกของเราที่แล้ว ๆ มาไม่ค่อยสอนระบบธรรม อย่างอื่นเลย นอกจากระบบ "ฉับพลัน"๑ นี้เท่านั้น ขอให้ผู้ปฏิบัติตามระบบนี้ทุกคน จงเห็นอย่างเผชิญหน้าต่อจิต เดิมแท้ของตน และอยู่กับพระพุทธเจ้าเหล่านั้นได้ในทันที. ถ้าท่านกำลังแสวงหาธรรมกาย ก็จงมองให้สูง เหนือขึ้นไปจากลักษณะธรรมดา๒ (ปรากฏการณ์ต่าง ๆ), แล้วจิตเดิมแท้ของท่านก็จะบริสุทธิ์ จงตั้งตัวมั่น ในความมุ่งหมายที่เห็นจิตเดิมแท้อย่างเผชิญหน้า, อย่าถอยหลัง ๑. ระบบ "ฉับพลัน" หมายถึงระบบลัดตามวิธีนี้ เพื่อตัดขาดจากการมัวข้องแวะกับรูปธรรม นับตั้งแต่ตำราไปจนถึงบุญกุศลหรือสวรรค์ อันเป็นหลักสำคัญของท่านผู้นี้ -ผู้แปลเป็นไทย ๒. คำนี้ ของเดิมว่า "ธรรมลักษณะ" หมายถึงลักษณะธรรมดาของสิ่งทั้งปวงทั่วไป. ข้าพเจ้า ไม่ทับศัพท์เพราะอาจเกิดความสับสนแก่ท่านผู้อ่านได้. - ผู้แปลเป็นไทย ๗๖

น.96 เพราะความตายอาจมาถึงโดยปัจจุบัน และทำชีวิตในโลกนี้ของ ท่าน ให้สิ้นสุดลงโดยทันที. ผู้ที่เข้าใจคำสอนตามหลักแห่งมหายาน และอยู่ในฐานะที่จะมอง เห็นจิตเดิมแท้เช่นนี้ ควรจะกระพุ่มมือทั้งสองเข้าด้วยกันอย่างนอบน้อม (ด้วยอาการ แห่งความเคารพ) แล้วแสวงหาธรรมกาย ด้วยความกระตือรือร้นเถิด พระสังฆปริณายกได้กล่าวเสริมอีกว่า : ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย, ท่านทั้งหลาย ควรสาธยายโศลกนี้ และปฏิบัติตาม. ถ้าท่านมองเห็นจิตเดิมแท้ของท่านหลังจากที่สาธยาย แล้ว ท่านก็จะเห็นได้เองว่า ท่านได้อยู่ในที่เฉพาะหน้าของอาตมาตลอด ไป แม้ว่าตามที่แท้ท่านอยู่ห่างออกไปตั้งพัน ๆ ไมล์. แต่ถ้าท่านไม่สามารถ ทำได้ แม้เราจะอยู่จ่อหน้ากันอย่างนี้โดยที่แท้ก็คือเราอยู่ห่างกันตั้งพัน ๆ ไมล์นั่นเอง. เมื่อเป็นเช่นนั้น จะมีประโยชน์อะไรในการที่ท่านทน ทรมานเดินทางจนมาถึงที่นี่ จากที่อันไกลแสนไกล? จงระวังตัวของ ท่านให้ดี อาตมาลาก่อน บรรดาผู้มาประชุมกันนั้น เมื่อได้ฟังพระสังฆปริณายกกล่าวจบแล้ว ได้พากันรู้แจ้ง เห็นจริง ด้วยอาการอันปลื้มปิติ เขาพากันรับเอาคำสอน และนำไปปฏิบัติ ๗๗

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต