Buddhadasa.org

สูตรของเว่ยหล่าง ตอนที่ ๗ — หมวดที่ ๗ ว่าด้วยคำสอนอันเหมาะแก่อุปนิสัยและสิ่งแวดล้อม

สูตรของเว่ยหล่าง — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — สูตรของเว่ยหล่าง (๑๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.98 หมวดที่ ๗ ว่าด้วยคำสอนอันเหมาะแก่อุปนิสัย และสิ่งแวดล้อม แม้ว่าพระสังฆปริณายก จะได้กลับมายังตำบลโซฮัวแห่งเมืองชิวเจา จากวองมุย อันเป็นที่ซึ่งท่านได้รับมอบหมายพระธรรม (แห่งนิกายธยานะ จากพระสังฆปริณายกองค์ก่อน) อีกก็ตามท่านก็ยังเป็นคนแปลกหน้า ที่ไม่มีใครรู้จักในหมู่คนทั้งหลายอยู่นั่นเอง, และผู้ที่ให้การต้อนรับเลี้ยงดูอย่างครบครันแก่ท่านนั้น ได้แก่นักศึกษาแห่งลัทธิขงจื้อผู้หนึ่ง ซึ่งมีนามว่า หลิวชีลั่ก. เผอิญหลิวชีลั่กผู้นี้ มีน้าผู้หญิงอยู่คนหนึ่ง ชื่อ วูจูจอง ได้บวชเป็นบรรพชิตในพุทธศาสนาและมีปรกติสวดสาธยายมหาปรินิรวาณสูตรอยู่เป็นนิจ. เมื่อพระสังฆปริณายกได้ฟังการสาธยายของสตรีผู้นี้เพียงชั่วเวลาหน่อยเดียวเท่านั้น ก็สามารถจับฉวยเอาใจความอันลึกซึ้งของพระสูตรนั้นได้ และได้เริ่มอธิบายแก่เธอ. เมื่อเป็นดังนั้น สตรีผู้นี้ได้หยิบคัมภีร์ขึ้นมาถามถึงความหมายของข้อความตอนหนึ่งแก่ท่าน พระสังฆปริณายกได้ตอบว่า อาตมาไม่รู้หนังสือ แต่ถ้าท่านประสงค์จะทราบใจความ แห่งพระคัมภีร์เรื่องนี้ ก็จงถามเถิด. นักบวชสตรีผู้นั้นจึงถามต่อไปว่า เมื่อท่านไม่รู้จักแม้แต่จะอ่านถ้อยคำเหล่านั้นแล้ว ท่านจะสามารถทราบถึงความหมายแห่งตัวสูตรได้อย่างไรเล่า. พระสังฆปริณายกได้ตอบคำถามนี้ว่า ความลึกซึ้งแห่งคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมไม่เกี่ยวอะไรกันเลยกับภาษาที่เขียนด้วยตัวหนังสือ คำตอบนี้ ได้ทำให้สตรีผู้นั้นรู้สึกประหลาดใจเป็นอันมาก และเมื่อได้เล็งเห็นว่า ท่านผู้นี้มิได้เป็นพระภิกษุอย่างธรรมดาสามัญแล้ว ก็ได้บอกกล่าวให้เป็นที่ทราบกันทั่วไป ในบรรดาผู้ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือในหมู่บ้านนั้น เธอได้บอกกล่าวว่า ท่านผู้นี้เป็นอริยบุคคล, เราทั้งหลายควรขอร้องท่านให้พักอยู่ที่นี่ และขออนุญาตจากท่านเพื่อถวายอาหารและที่พักอาศัย. ต่อมา มีเชื้อสายแห่งท่านขุนนางชั้นสูง คือ ท่านหวู่ แห่งราชวงศ์อายผู้หนึ่ง มีนามว่าโซชุกเหลียง พร้อมด้วยชาวบ้านจำนวนมาก ได้พากันมาในเวลาบ่ายวันหนึ่ง เพื่อถวายความ ๗๙

น.99 เคารพแด่พระสังฆปริณายก. วัดเปาลัมอันเป็นวัดเก่าแก่ในประวัติศาสตร์ ซึ่งร้างไปเพราะภัย สงครามในปลายราชวงศ์ชิว ในบัดนี้หักพังลงเหลือแต่เศษสิ่งของเป็นกอง ๆ นั้น มหาชนได้พา กันบูรณะขึ้นใหม่ตรงที่เดิมนั่นเอง และได้ขอร้องให้พระสังฆปริณายกอยู่อาศัยประจำที่นั่น. ไม่นานนักก็กลายเป็นที่วัดที่มีชื่อเสียงมาก. เมื่อได้อยู่ที่นั่นมาประมาณเก้าเดือนเศษ ศัตรูผู้ปองร้ายของท่าน ก็ได้ติดตามมา และ คอยพยายามจองล้างจองผลาญท่านอีก. เนื่องด้วยเหตุนี้ ท่านได้ไปหลบซ่อนยังภูเขาใกล้ ๆ กัน. คนโหดร้ายเหล่านั้นได้จุดไฟเผาป่าซึ่งท่านเข้าไปหลบซ่อนอยู่ แต่ท่านหนีรอดไปได้ด้วยหลบไป อยู่บนชะง่อนผา ชะง่อนผาแห่งนี้ ซึ่งต่อมาเรียกว่า "ภูเขาแห่งความปลอด" นั้น ยังมีรอย คุกเข่าของพระสังฆปริณายกปรากฏอยู่ และยังมีรอยเป็นลายเนื้อผ้าแห่งเครื่องนุ่งห่มของท่าน ปรากฏติดอยู่บนแผ่นหินนั้นด้วย. เมื่อท่านระลึกได้ถึงคำเตือน ของพระสังฆปริณายกองค์ที่ห้า ผู้เป็นครูของท่าน ที่ได้ เคยสั่งไว้ว่า "จงหยุดที่ตำบลเวย แล้วซ่อนอยู่ผู้เดียวที่ตำบลวุย" ดังนี้ ท่านจึงได้เอาตำบลทั้งสองนี้ เป็นที่หนีร้อน และเวียนไปเวียนมา. ภิกษุฟัตห่อย ชาวบ้านฮุกกองแห่งชิวเจา เมื่อทำการสนทนากับ พระสังฆปริณายกเป็นครั้งแรก ได้ถามถึงความหมายของกระทู้ธรรมที่ คนทุกคนสนใจบทหนึ่ง ที่ว่า "ใจคือสิ่งใด พุทธะคือสิ่งนั้น." พระสังฆ- ปริณายกได้ตอบว่า การไม่ปล่อยให้ความคิดที่ผ่านไปแล้วกลับเกิดขึ้นมาอีก นี่คือ "ใจ." การไม่ปล่อยให้ความคิดที่กำลังจะเกิด ถูกทำลายไปเสีย นี่ คือ "พุทธะ" การแสดงออกซึ่งปรากฏการณ์ทุกชนิด นี่คือ "ใจ." การ เป็นอิสระจากรูปธรรมทั้งปวง (คือการรู้เท่าถึงความลวงตาของปรากฏ- การณ์ทั้งหลาย) นี่คือ "พุทธะ" แต่ถ้าข้าพเจ้าจะต้องอธิบายแก่ท่านให้ ครบถ้วนทุกกระบวนความ เรื่องที่จะต้องนำมาพูดก็จะไม่จบสิ้นลงไปได้ แม้ว่าข้าพเจ้าจะใช้เวลาอธิบายสักกัปป์หนึ่ง ดังนั้น จงฟังโศลกของข้าพเจ้า จะดีกว่า : ๘๐

น.100 ปรัชญา (ปัญญา) คือ "สิ่งที่ใจเป็น." สมาธิ คือ "สิ่งที่พุทธะเป็น." ในการบำเพ็ญปรัชญาและสมาธิ ต้องให้แต่ละอย่างลงจังหวะต่อ กันและกัน. แล้วความคิดของเราก็จะบริสุทธิ์. คำสอนข้อนี้ จะเข้าใจได้ ก็แต่โดยการ "ประพฤติดูจนช่ำชอง." ที่ว่าสมาธิตั้งมั่นนั้น ที่จริงมิใช่สมาธิอะไรเลย คำสอนที่ถูกต้องนั้นคือ ให้บำเพ็ญปัญญา คู่กันไปกับสมาธิ โดย ไม่แยกกัน. เมื่อได้ฟังดังนั้น ภิกษุฟัตห่อยมีความสว่างไสวในธรรมในขณะนั้นเอง. เธอได้กล่าว สรรเสริญคุณพระสังฆปริณายกด้วยโศลกดังต่อไปนี้ : "ใจคือสิ่งใด พุทธะคือสิ่งนั้น" นี่เป็นความจริงเสียจริง ๆ. แต่ ข้าพเจ้ามัวไปปราบพยศของตัวเอง ทั้งที่ไม่เข้าใจในมัน. บัดนี้ข้าพเจ้า รู้จักเหตุอันเป็นประธานของปรัชญาและสมาธิ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ ข้าพเจ้าจักบำเพ็ญเพื่อเปลื้องตัวเสียจากรูปธรรม ทั้งหลาย. ภิกษุฟัตตัต ชาวเมืองฮุงเจา ผู้เข้ามาบรรพชาในพระศาสนา ตั้งแต่อายุเพิ่งได้ ๗ ปี มีปรกติสาธยายสัทธรรมปุณฑริกสูตรอยู่เป็นนิจ. เมื่อท่านผู้นี้มาแสดงความเคารพต่อพระสังฆ- ปริณายก ท่านไม่ได้กราบให้ศีรษะจดพื้น, เพราะท่านทำการเคารพอย่างขอไปทีเช่นนี้ พระ- สังฆปริณายกได้ตำหนิว่า ถ้าท่านรังเกียจในการที่จะก้มศีรษะให้จดพื้นแล้ว, การไม่ทำความเคารพเสียเลย จะมิดีกว่าหรือ? ต้องมีอะไรอยู่ในใจของ ท่านสักอย่างหนึ่ง ซึ่งทำให้ท่านมีความทะนงเช่นนั้น. ขอถามว่า ท่าน ทำอะไรเป็นประจำวัน? ๘๑

น.101 ภิกษุฟัตตัตได้ตอบว่า กระผมสาธยายสัทธรรมปุณฑริกสูตร, กระผมท่องตลอดทั้ง ๆ สูตร สามพันครั้งมาแล้ว พระสังฆปริณายก ได้เตือนว่า ถ้าท่านจับใจความของสูตรนี้ได้ ท่านจะไม่ มีการถือตัวเช่นนี้เลย, แม้ท่านจะถึงกับเคยท่องสูตรนี้มาถึงสามพันครั้ง แล้ว. ถ้าท่านจับความหมายของพระสูตรนี้ได้จริง ๆ ท่านก็จะต้องได้ เดินอยู่ในทาง ๆ เดียวกันกับข้าพเจ้า. สิ่งที่ท่านเรียนสำเร็จ ได้ทำให้ ท่านกลายเป็นคนหยิ่งไปเสียแล้ว, และยิ่งกว่านั้น ดูเหมือนท่านไม่รู้สึก ตัวด้วยซ้ำไป ว่าการที่เป็นเช่นนี้เป็นของผิด. ท่านจงฟังโศลกของข้าพเจ้าเถิด: ก็เมื่อความมุ่งหมายของระเบียบวินัยต่าง ๆ เป็นไปเพื่อปราบปราม ความทะลึ่งแล้ว. ทำไมท่านไม่กราบให้ศีรษะจดพื้น? "การยึดถือในตัวตน" เป็นทางมาแห่งบาป. แต่ "การถือว่าการได้บรรลุธรรมหรือผลใด ๆ ก็ตาม เป็นเพียง ของลม ๆ แล้ง" นี้เป็นทางมาแห่งกุศลอันใหญ่หลวง. จบแล้ว พระสังฆปริณายกได้ไต่ถามถึงชื่อของท่านผู้นี้ เมื่อได้ฟังว่า ชื่อฟัตตัต (ซึ่ง แปลว่าผู้เข้าใจในธรรม) พระสังฆปริณายกจึงได้กล่าวต่อไปว่า ท่านชื่อฟัตตัตก็จริง แต่ท่านยัง ไม่เข้าใจในธรรมเลย. แล้วท่านได้สรุปความด้วยโศลกต่อไปอีกว่า : ชื่อของท่านว่า ฟัตตัต ท่านสาธยายพระสูตรอย่างพากเพียรไม่ท้อถอย. การท่องพระสูตรด้วยปาก เป็นแต่การออกเสียงล้วน ๆ, สัตว์ผู้ที่มีใจสว่างไสวเพราะจับใจความได้ นั่นคือโพธิสัตว์แท้. เพราะเป็นเรื่องของปัจจยาการ อันอาจสืบสาวไปถึงภพก่อน ๆ ข้าพเจ้าจะอธิบายความข้อนี้แก่ท่าน ถ้าท่านเพียงแต่เชื่อว่า พระพุทธเจ้าไม่ตรัสอะไร แม้แต่คำเดียว, เมื่อนั้น ดอกบัวจะบานขึ้นในปากของท่านเอง ๘๒

น.102 ฟังโศลกนี้ ภิกษุฟัตตัตรู้สึกสลดใจ และขออภัยต่อพระสังฆปริณายก เธอได้ กล่าวต่อไปว่า แต่นี้ต่อไป กระผมจะเป็นคนสุภาพและถ่อมตัวในทุกโอกาส. เนื่องจากกระผม ไม่มีความเข้าใจในความหมายของพระสูตรที่ท่องนั้นอย่างถูกต้อง กระผมก็ฉงนในการตีความ หมายอันแท้จริงของพระสูตรนั้น. ใต้เท้ามีความรู้และปัญญาอันลึกซึ้งที่สุด ขอได้ โปรดอธิบาย โดยสรุปแก่กระผมเถิด พระสังฆปริณายกได้ตอบว่า ฟัตตัตเอ๋ย พระธรรมเป็นของกระจ่างเต็มที่ อยู่เสมอ ใจของท่านต่างหากซึ่งไม่กระจ่าง. พระสูตรนั้นไม่มีข้อความที่ น่าฉงนเลย. แต่ใจของท่านต่างหาก ที่ทำให้พระสูตรนั้น เป็นของชวน ฉงนไป. ในการสาธยายพระสูตรนั้น ท่านทราบถึงความมุ่งหมายอัน สำคัญ ของพระสูตรนั้นหรือเปล่า? ภิกษุฟัตตัตได้ตอบว่า กระผมจะทราบได้อย่างไร ในเมื่อกระผมมีแต่ความมืดมัวทึบ อยู่เช่นนี้ เท่าที่กระผมทราบก็คือท่องอย่างไรจึงจะว่าปากเปล่าต่อกันไปได้เท่านั้น. พระสังฆปริณายกได้กล่าวต่อไปว่า ท่านจงสาธยายพระสูตรออกมาเถิด ฉันอ่านเองไม่ได้. แล้วฉันจะอธิบายความหมายให้ท่านฟัง ภิกษุฟัตตัตได้สาธยายพระสูตรนั้นขึ้น ครั้นมาถึงบทอันมีชื่อ ว่า "นิยายเป็นเครื่อง อุปมา" ๑ พระสังฆปริณายกได้บอกให้หยุด แล้วกล่าวว่า ความหมายของ พระสูตร ๆ นี้ ก็คือเพื่อแสดงให้ปรากฏถึงความมุ่งหมายและวัตถุ- ประสงค์ ของการที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จมาบังเกิดขึ้นในโลกนี้นั่นเอง. แม้ว่านิยายและภาพความหมายจะมีมาก ในข้อความแห่งพระสูตรนี้ ก็ ไม่มีเรื่องใดหรือภาพใดที่มุ่งจะแสดงอะไรอื่น นอกไปจากจุดประสงค์ อันสำคัญนี้. ทีนี้อะไรเล่าคือวัตถุที่ประสงค์. อะไรเล่า คือความมุ่งหมาย ดังที่กล่าวมานั้น. ข้อความในพระสูตรกล่าวว่า "เพื่อวัตถุประสงค์เพียง อย่างเดียว เพื่อความมุ่งหมายเพียงอย่างเดียว เป็นวัตถุที่ประสงค์อัน ๑. คือบทที่ ๓ ของพระสูตร ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด ๒๗ บท. นิยายนั้นมีว่าพ่อเอาตุ๊กตาเครื่องเล่น ล่อลูกเล็ก ๆ ให้วิ่งออกมาเสียจากเรือนที่กำลังถูกไฟไหม้ จนปลอดภัย. เปรียบกับพระพุทธองค์ ในข้อที่พระพุทธองค์มียานต่างชนิดต่างขนาด สำหรับขนสัตว์ข้ามสังสารวัฏ. - ผู้แปลเป็นไทย ๘๓

น.103 สูงสุดจริง ๆ เป็นความมุ่งหมายอันสูงสุดจริง ๆ ที่พระพุทธเจ้าเสด็จ มาบังเกิดขึ้นในโลกนี้" ในเรื่องนี้ วัตถุที่ประสงค์เพียงอย่างเดียว ความ มุ่งหมายเพียงอย่างเดียว อันเป็นวัตถุที่ประสงค์อันสูงสุด เป็นความมุ่ง หมายที่สูงสุด ที่กล่าวถึงในพระสูตรนั้น ก็คือ "การเห็น" ซึ่งพุทธธรรม. ๑ คนธรรมดาสามัญทั่วไป ทำตัวให้ติดพันอยู่กับวัตถุในภายนอก, ส่วนภายในก็จมอยู่ในความเห็นผิดเรื่อง "ความว่างเปล่า." เมื่อใดเขา สามารถเปลื้องตนเองออกมาเสีย จากความผูกพันอยู่กับวัตถุต่าง ๆ ที่ เขาได้ประสบ และเปลื้องตัวเองออกมาเสียจากความเห็นผิด เรื่องความ ขาดสูญ อันเกี่ยวกับคำสอนเรื่อง "สุญญตา" เมื่อนั้น เขาจะเป็นคน อิสระจากอวิชชาความหลงผิดในภายใน และจากสิ่งอันเป็นมายาในภาย นอก. บุคคลที่เข้าใจแจ่มแจ้งในความจริงอันนี้ และใจของเขาสว่างไสว ออกไปในทันที นี่แหละควรเรียกว่า ผู้ที่ได้เปิดตาของเขาแล้ว เพื่อการ เห็นแจ้งซึ่งพุทธธรรม. คำว่า "พุทธะ" นี้ มีความหมายเท่ากับคำว่า "การตรัสรู้" ซึ่งควร จะถูกกำหนดไว้ภายใต้หัวข้อ (ดังที่กำหนดไว้ในสูตร) ๔ หัวข้อ ดัง ต่อไปนี้ : เปิดตาขึ้น เพื่อการเห็นแจ้ง "ธรรมอันเป็นเหตุให้ตรัสรู้" แสดงความเห็นแจ้งใน "ธรรมอันเป็นเหตุให้ตรัสรู้" นั้น ให้ปรากฏ ตื่นขึ้นเพื่อการเห็นแจ้งใน "ธรรมอันเป็นเหตุให้ตรัสรู้" เป็นผู้ตั้งมั่นใน "ธรรมอันเป็นเหตุให้ตรัสรู้" ๑. เอาใจความว่า พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกนี้ ก็เพื่อทำให้เกิดมี "การเห็นธรรมชนิดที่ทำผู้ เห็นให้เป็นพุทธะ" ขึ้นได้ในโลกนั่นเอง, คือช่วยทำให้เกิดโอกาสแก่ "พุทธภาวะ" ที่มีอยู่ในทุกๆ คน แสดงตัวปรากฏออกมา. - ผู้แปลเป็นไทย ๘๔

น.104 รับการสั่งสอนแล้ว ถ้าเราสามารถจับฉวย และเข้าใจโดย ทั่วถึง ในคำสอนอันว่าด้วย "ธรรมอันเป็นเหตุให้ตรัสรู้" เมื่อนั้นแหละ คุณสมบัติอันประจำอยู่ภายใน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ธรรมชาติอัน แท้จริง อันได้แก่ "ธรรมอันเป็นเหตุให้ตรัสรู้" นั้นก็จะมีโอกาสแสดง ตัวออกมาให้ปรากฏ. ท่านไม่ควรตีความหมายในตัวพระสูตรอย่างผิด ๆ แล้วลงมติเสียในที่สุดว่า พุทธธรรมนั้นเป็นสิ่งที่มีไว้สำหรับพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะ ไม่เป็นของทั่วไปสำหรับเราทั้งหลายด้วย โดยที่เผอิญไปพบ ข้อความในสูตรที่กล่าวไว้ว่า "เปิดตาขึ้นเพื่อการเห็นแจ้งในพุทธธรรม , แสดงความเห็นแจ้งในพุทธธรรมให้ปรากฏ , ฯลฯ" ดังนี้. การตีความ หมายผิดเช่นนี้ จะถึงกับเป็นการป้ายร้ายให้แก่พระพุทธเจ้า และเป็น การแช่งด่าพระสูตรนั้นเอง ทุก ๆ คำที่ตนพูด. เพราะเขาก็เป็นพุทธะ ด้วยคนหนึ่ง เขาจึงมีโพธิธรรมอันนี้มาด้วยพร้อมแล้ว แต่ไม่มีโอกาส สำหรับเขาเอง ที่จะเปิดตาออกดูสิ่งอันนั้น. เพราะฉะนั้น ท่านควรจะ รับเอาการตีความหมายที่ว่า พุทธธรรม (ธรรมที่ทำให้เป็นพุทธะ) นั้น คือ พุทธธรรมของใจเราเอง หาใช่ของพระพุทธเจ้าอื่นใดที่ไหนไม่. เมื่อถูกทำให้หลงรักโดยอารมณ์อันยั่วยวน และปิดกั้นตัวเองเสีย จากแสงสว่างของตัวเอง ด้วยเหตุอันนั้น สัตว์ทั้งปวงซึ่งระทมทุกข์อยู่ เพราะอารมณ์ภายนอก และความเร่าร้อนภายในจึงได้ตกเป็นเหมือน ทาสแห่งตัณหาของตนเองโดยหมดสิ้น , เมื่อทรงเห็นเหตุการณ์อันนี้ พระพุทธองค์ของเรา จึงได้ทรงลุกออกจากสมาธิ เพื่อเร้าใจสัตว์เหล่า นั้นด้วยพระโอวาทอันเป็นเครื่องกระตุ้นมีประการต่างๆ ให้ย่ำยีตัณหา ของตนเอง และเว้นขาดเสียจากการแสวงสุขจากอารมณ์ภายนอก เพื่อ ว่าเขาจะได้เป็นผู้เสมอกันกับพระพุทธเจ้า. เพราะเหตุอันนี้เอง ข้อความ ในตัวสูตรจึงมีว่า "เปิดตาขึ้น เพื่อเห็นแจ้งพุทธธรรม ฯลฯ." ข้าพเจ้าได้ตักเตือนคนทั่วไปอยู่เสมอ ให้เปิดตาของตนเอง เพื่อ ๘๕

น.105 เห็นแจ้งพุทธธรรมในภายในใจของตนเอง แต่ด้วยอำนาจความผิดปรกติ ของคนเหล่านั้น เขาพากันทำบาปภายใต้อวิชชาและความโง่เขลา , ปาก ของเขาว่ากรุณา แต่ใจของเขาโหดร้าย. เขาเป็นคนตะกละ มุ่งร้าย ริษยา คดโกง สอพลอ เข้าข้างตัว รุกรานคนอื่น เป็นผู้ทำลายกระทั่งสิ่งที่ไม่มี ชีวิต , ดั่งนั้น จึงชื่อว่าเขาเปิดตาของเขาขึ้นเพื่อ "ปุถุชนธรรม." ถ้าเขา กลับใจของเขาเสีย ในลักษณะที่ปัญญาปรากฏตัวอยู่ตลอดกาล ใจก็จะ มีความเห็นแจ้งในภายในอยู่เป็นปรกติ การทำชั่วก็จะมีการทำดีเข้ามา แทนที่ , แล้วเขาก็จะลากตัวเองเข้ามาในทางแห่งพุทธธรรมได้ด้วยเหตุนั้น. เพราะฉะนั้น ท่านควรจะเปิดตาของท่านอยู่ทุก ๆ ขณะ มิใช่ เพื่อปุถุชนธรรม , แต่เพื่อพุทธธรรม ซึ่งเป็นสิ่งอยู่เหนือวิสัยโลก ในเมื่อ ปุถุชนธรรมเป็นของอย่างโลก ๆ. อีกอย่างหนึ่ง ถ้าหากท่านติดแน่นอยู่ แต่ในความคิดเห็นของตัวเอง ว่าเพียงแต่สาธยายพระสูตรเป็นประจำ วันอย่างเดียว ก็เป็นการดีเพียงพอเสียแล้วดังนี้ ท่านจะหลงรักมันเหมือน จามรีหลงรักพวงหางของมันเอง. (จามรีนั้น เป็นสัตว์ที่รู้กันอยู่แล้วว่า มีความหวงแหนอย่างแรงกล้าในหางของมัน.) ในขณะนั้น ภิกษุฟัตตัตได้ถามขึ้นว่า ถ้าเป็นดังนั้น เราเพียงแต่รู้ความหมายของพระสูตร ก็พอแล้ว ไม่มีความจำเป็นที่เราจะต้องสาธยายข้อความนั้น ๆ , ถูกไหมขอรับ ! พระสังฆปริณายกได้ตอบว่า ไม่มีอะไรเป็นของผิดอยู่ในพระสูตร จนถึงกับท่านจะ ต้องเลิกการสาธยายเสียเลย. การสาธยายพระสูตร จะช่วยให้ท่านตรัสรู้ธรรมได้หรือไม่ จะ เป็นคุณประโยชน์แก่ท่านหรือไม่ ข้อนั้นทั้งหมดมันเนื่องอยู่ที่ตัวท่านเอง. ผู้ที่ท่องพระสูตร อยู่ด้วยปาก และเอาข้อความไปปฏิบัติอยู่เสมอด้วยใจ คนนั้นชื่อว่า "พลิก" พระสูตร. ส่วน ผู้ที่ท่องพระสูตรแต่ปาก ปราศจากการปฏิบัติแต่อย่างใด ผู้นั้นชื่อว่า "ถูกพลิกเสียแล้ว" โดย พระสูตรที่เขาท่องนั้นเอง. ท่านจงฟังโศลกโคลงของข้าพเจ้าดังต่อไปนี้ : เมื่อใจของเราตกอยู่ภายใต้อวิชชา. สัทธรรมปุณฑริกสูตร "พลิก เรา" ๘๖

น.106 เมื่อมีใจสว่างไสวในธรรม, เมื่อนั้นเรากลับ "พลิก" สัทธรรมปุณฑริกสูตร. การสาธยายสูตรนับไม่ถ้วนครั้ง โดยไม่ทราบความหมาย นั้นย่อมแสดงว่า ท่านเป็นแขกแปลกหน้าต่อใจความของพระสูตร วิธีที่ถูกต้องสำหรับการสาธยายสูตรก็คือ อย่ายึดถือตามความเห็นของตัว. มิฉะนั้นแล้ว มันจะต้องพลาด ผู้ที่อยู่เหนือ "การรับ" และ "การปฏิเสธ" ย่อมนั่งอยู่เนืองนิจ บนเกวียนวัวขาว (กล่าวคือพุทธยาน). เมื่อได้ฟังโศลกนี้จบลงแล้ว ภิกษุฟัตตัต เกิดความสว่างไสวในธรรมและมีน้ำตาไหล. ได้ร้องขึ้นว่า เป็นความจริง ที่ก่อนหน้านี้ ข้าพเจ้าไม่สามารถจะ "พลิก"พระสูตร แต่เป็นข้างพระสูตรเสียเองมากกว่า ที่ "พลิก" ข้าพเจ้า ลำดับนั้น ภิกษุฟัตตัต ได้ยกเรื่องอื่นขึ้นมาถามต่อไปว่า พระสูตรได้กล่าวว่า "นับตั้งแต่พระสาวกขึ้นไปจนถึงพระโพธิสัตว์ แม้ท่านเหล่านี้จะได้พยายามจนสุดกำลัง ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจทั่วถึงในพุทธธรรม." ดังนี้ แต่ใต้เท้าได้ทำให้กระผมเข้าใจว่า แม้คนธรรมดาเราถ้าเข้าใจแจ่มแจ้งถึงใจของตนเอง เขาก็ได้ชื่อว่าลุถึงพุทธธรรมแล้ว ดังนี้ กระผมเกรงไปว่ายกเว้นพวกที่เฉียบแหลมอย่างยิ่งเสียแล้ว คนนอกนั้นจะสงสัยไม่เชื่อคำสอนของใต้เท้า. ยิ่งกว่านั้น ในสูตรมีกล่าวถึงยาน ๓ ชนิด คือ เกวียนเทียมด้วยแพะ (สาวกยาน), เกวียนเทียมด้วยกวาง (ปัจเจกพุทธยาน) และเกวียนเทียมด้วยวัว (โพธิสัตว์ยาน). แล้วก็ยานทั้งสามนี้ผิดแปลกแตกต่างไปจากเกวียนวัวขาวได้อย่างไรเล่า? พระสังฆปริณายกได้ตอบว่า ในข้อนี้ พระสูตรได้แสดงไว้ชัดเจนแล้ว ท่านเองต่างหากที่เข้าใจผิด เหตุผลที่ว่า ทำไมพระสาวก พระปัจเจกพุทธะและพระโพธิสัตว์ ไม่สามารถเข้าใจในพุทธธรรมได้ ก็เพราะท่านเหล่านั้นเพ่งจ้องต่อพุทธธรรม. ท่านเหล่านั้นสามารถประมวลกำลัง ๘๗

น.107 ความเพียรทั้งหมดเพื่อเพ่งก็จริง แต่เขายิ่งเพ่งหนักเข้าเท่าไร เขาก็ยิ่งห่างออกไปจากธรรมนั้นมากขึ้นเพียงนั้น. พระโคตมะพุทธะได้ตรัสพระสูตรนี้ แก่คนธรรมดาทั่วไป มิใช่ตรัสแก่พระพุทธเจ้าองค์อื่น ๆด้วยกัน, แต่สำหรับผู้ที่ไม่สามารถรับเอาคำสอนที่พระองค์ทรงแนะให้ พระองค์ก็ปล่อยให้เขาหลุดไปจากหมู่ ดูเหมือนท่านจะยังไม่ทราบว่าเพราะเราได้นั่งอยู่บนเกวียนวัวขาวเรียบร้อยแล้ว เราก็ไม่มีความจำเป็นที่จะออกเที่ยวแสวงหาเกวียนอื่นอีกสามชนิดเหล่านั้น. ยิ่งกว่านั้น พระสูตรก็ได้บอกแก่ท่านอย่างแจ่มแจ้งแล้วว่า มีแต่พุทธยานเท่านั้น ไม่มียานอื่นที่ไหนอีก ในฐานะเป็นยานที่สองที่สาม. เพราะเหตุที่จะให้เราเข้าใจในยานอันเอกอันนี้เอง พระพุทธองค์จึงได้ทรงสั่งสอนเรา ด้วยวิธีที่พระองค์ทรงช่ำชองมาแล้ว มีปริยายต่างๆ ทรงใช้เหตุผลและข้อถกเถียง มีปริยายต่างๆ พร้อมทั้งนิทานเปรียบและภาพเปรียบและอื่นๆ. ทำไมท่านจึงไม่อาจเข้าใจได้ว่า ยานทั้งสามเหล่านั้น เป็นของชั้นสมมุติให้เด็กเล่น, สำหรับใช้กับเรื่องที่ล่วงไปแล้วๆ ส่วนยานอันเอกคือพุทธยานนั้น เป็นของชั้นยอดเยี่ยม และเพื่อใช้กับเรื่องในปัจจุบันๆ พระสูตรได้สอนให้ท่านตั้งหน้าบำเพ็ญไป โดยไม่ต้องเป็นห่วงถึงของสมมติให้เด็กเล่นเหล่านั้นและให้เพ่งตรงไปยังของชั้นสูงสุดอย่างเดียว เมื่อถึงขั้นสูงสุดแล้ว ท่านก็จะพบว่า สิ่งที่เรียกกันว่า "ชั้นสูงสุด"นี้ ก็มิได้มีอยู่เลย. ท่านจะรู้สึกเห็นด้วยในข้อที่ว่า ท่านเองผู้เดียว เป็นเจ้าของสิ่งอันสูงค่าเหล่านี้ และสิ่งเหล่านี้ มันขึ้นอยู่กับการจัดการทำของท่านเองล้วน ๆ. ๑ เมื่อใดท่านเปลื้องตัวออกมาเสียได้จากการนึกเดาเอาเองว่า สิ่งเหล่านี้เป็นของพ่อหรือเป็นของลูกๆ หรือว่ามันอยู่ที่การจัดการทำของคนนั้นคนนี้, เมื่อนั้นแหละท่านจะได้ชื่อว่าดำเนินการ ๑. การที่อ้างถึงบท "นิยายอุปมา" ในพระสูตร เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นในข้อที่ว่าพุทธธรรมมีอยู่ในคนทุกคนแล้ว. ว่อง มู่ ล่า ๘๘

น.108 สาธยายพระสูตรไปโดยถูกทาง เมื่อทำได้ดังนี้ พระสูตรก็จะชื่อว่า อยู่ ในกำมือของท่านทุกกัปป์ทุกกัลป์ และท่านก็จะชื่อว่าสาธยายพระสูตร ทุกเช้าเย็น ตลอดทุกเวลาทีเดียว เมื่อภิกษุฟัตตัตได้รับคำสั่งสอนจนเห็นแจ้งเช่นนั้น ได้กล่าวสรรเสริญพระสังฆปริณายก ด้วยความปลาบปลื้มใจเป็นล้นพ้น ด้วยโศลกเหล่านี้ว่า : ความสำคัญผิดว่าเราได้รับกุศลเป็นอันมากในการสาธยายพระ- สูตรมากกว่าสามพันครั้ง ได้ถูกขับไล่ไปหมดด้วยคำพูดคำเดียว ของ ท่านอาจารย์แห่งสำนัก โซกาย," ผู้ที่ไม่เข้าใจในความมุ่งหมายของการที่ พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นใน โลกนี้ ย่อมเป็นผู้ไม่สามารถข่มขี่กิเลสร้าย อันตนได้สะสมมา เป็นชาติ ๆ ยานสามชนิด ซึ่งเทียมด้วยแพะ กวาง และวัว ตามลำดับนั้น จะ เป็นเพียงของเด็กเล่นไปเอง ในเมื่อระดับทั้งสาม คือ ชั้นต้น, ชั้นกลาง, ชั้นสุด, อันเป็นของ ที่อธิบายกันอยู่ ในชั้นที่เรียนธรรมะไปตามแบบแผน, ได้ถูกจัดถูกทำ ไปจนถึงที่สุดแล้ว จริง ๆ น้อยคนเหลือเกิน ที่จะยอมเห็นด้วย ว่า ในเรือนที่ไฟกำลังไหม้ นั่นเอง มีพระธรรมราชา ซึ่งเราจะหาพบได้ พระสังฆปริณายก ได้กล่าวแก่ภิกษุฟัตตัตต่อไปว่า ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ภิกษุฟัตตัตควร จะเรียกตัวเองว่า "ภิกษุผู้สาธยายพระสูตร" ได้แล้ว. หลังจากการสนทนากันครั้งนี้ ภิกษุฟัตตัต ก็สามารถจับฉวยเอาใจความอันลึกซึ้งของพระพุทธศาสนาได้ และเธอยังคงสาธยายพระสูตรไป ดังเช่นก่อน. **** ๑. อาจารย์แห่งสำนักโซกาย ก็คือ ท่านสังฆปริณายกนั่นเอง. - ผู้แปลเป็นไทย ๘๙

น.109 ภิกษุชิท็อง เป็นชาวบ้านชูเจาแห่งอานฟุง ได้อ่านลังกาวตารสูตร มาเกือบพันครั้ง แต่ก็ไม่สามารถเข้าใจความหมายของตรีกาย และปรัชญาทั้งสี่ เหตุนั้น จึงได้ไปหาพระสังฆ- ปริณายก ให้ช่วยอธิบายความ พระสังฆปริณายกได้ให้คำอธิบายว่า ในกายทั้งสามนั้น ธรรมกายอันบริสุทธิ์ ก็คือตัวธรรมชาติตัวแท้ของท่าน นั่นเอง, สัมโภคกายอันสมบูรณ์ ก็คือ ตัวปรีชาญาณของท่าน, ส่วนนิรมานกายนับด้วยหมื่นแสน ก็คือการ กระทำกรรมต่าง ๆ ของท่าน. ถ้าท่านจะให้กายทั้งสามนี้ เป็นของต่าง หากจากจิตเดิมแท้ มันก็เกิดมี "กายซึ่งปราศจากปัญญา" ขึ้นมาเท่านั้น เอง. ถ้าท่านเห็นอย่างแจ่มแจ้งว่า กายทั้งสามนี้ ไม่มีตัวตนแท้จริงของ มันเองอะไรที่ไหนอีก (เพราะมันเป็นแต่เพียงสมบัติของจิตเดิมแท้) ดั่งนี้แล้ว ท่านก็จะลุถึงโพธิของปรัชญาสี่ประการโดยแน่นอน. จงฟัง โศลกของฉัน ดังต่อไปนี้ : กายทั้งสาม มีอยู่แล้ว ในจิตเดิมแท้ของเรา, ซึ่งโดยการงอกงามของจิตเดิมแท้ นั่นเอง ปรัชญาทั้งสี่ก็ปรากฏตัว. เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านไม่ต้องหลับตาหรืออุดหูของท่าน เพื่อหลีก อารมณ์ภายนอก, ท่านก็สามารถเข้าถึงพุทธภาวะได้โดยจัง ๆ หน้ากับอารมณ์ เมื่อ ข้าพเจ้าได้อธิบายแก่ท่านอย่างเปิดเผย (จนเห็นเอง) เช่นนี้แล้ว, จงเชื่ออย่างแน่วแน่เถิด ท่านจะหลุดพ้น จากความหลงตลอดไป. อย่าไปตามคน พวกที่แสวงหา "การตรัสรู้" จากภายนอกกาย, คนพวกนี้ พูดถึงโพธิ อย่างพร่ำเพรื่อ (แต่ตัวยังไม่เคยรู้เห็นเสียเลย) ภิกษุชิท็อง ได้ขอร้องต่อไปว่า "ขอใต้เท้าได้กรุณาให้กระผมทราบข้อความ อันเกี่ยวกับ ปรัชญาทั้งสี่นั้นบ้างเถิด" พระสังฆปริณายกได้ตอบว่า ถ้าท่านเข้าใจในเรื่องกายสามนี้ แล้ว ท่านก็จะเข้าใจในเรื่องปรัชญาทั้งสี่ได้เอง, ฉะนั้น คำถามของท่าน เป็นของไม่จำเป็น. ถ้าท่านทำให้ปรัชญาทั้งสี่อยู่ต่างหากจากกายทั้งสาม เสียแล้ว, ก็จะเกิดมี ปรัชญาซึ่งปราศจากกายขึ้นโดยแน่นอน ซึ่งเมื่อ ๙๐

น.110 เป็นดังนี้ มันหาใช่เป็นปรัชญาไม่. พระสังฆปริณายก ได้กล่าวโศลกอื่นต่อไปอีกว่า : "ปัญญาอันเปรียบด้วยกระจกส่อง" นั้น บริสุทธิ์อยู่เองโดยธรรมชาติ "ปัญญาเห็นความเสมอภาค" นั้น ย่อมเปลื้องจิต เสียจากเครื่อง กั้นทั้งปวง "ปัญญาเครื่องเห็นสิ่งทั้งปวง” นั้น เห็นสิ่งทั้งปวงแจ่มแจ้ง โดย ไม่ต้องอาศัยแนวแห่งเหตุผล "ปัญญาเครื่องกระทำสิ่งทั้งปวง" นั้น มีลักษณะอย่างเดียวกันกับ "ปัญญาอันเปรียบด้วยกระจกส่อง" วิญญาณทั้งห้าข้างต้น ๑ และอาลัยวิญญาณ ๒ ย่อม “แปรรูป” เป็น ปรัชญาในขั้นที่ตรัสรู้เป็นพุทธะ, อย่างเดียวกับที่ กลิษตมโนวิญญาณ๓ และมโนวิญญาณ ๔ แปรรูปเป็นปรัชญาในขั้นที่เป็นเพียงโพธิสัตว์. ๕ คำที่เรียกว่า "การแปรรูปของวิญญาณ" ดังที่กล่าวมานี้ เป็นเพียง การเปลี่ยนชื่อที่ใช้เรียกเท่านั้น ส่วนตัวจริงหามีอะไรเปลี่ยนไม่. ๖ ๑. วิญญาณห้า คือ จักขุวิญญาณ, โสตวิญญาณ, ฆานวิญญาณ ฯลฯ. ๒. วิญญาณคลังใหญ่ หรือวิญญาณโลก. ๓. วิญญาณเฉพาะตน ๔. วิญญาณคิดนึก ๕. ในระยะที่หนึ่ง คือระยะ "มุทิตา" อันเป็นระยะที่โพธิสัตว์พิจารณาเห็นความว่างเปล่าของ ตัวตน และของสิ่งทั้งปวงอย่างแจ่มแจ้ง นั่นเองที่ท่าน “แปรรูป” กลิษตมโนวิญญาณ ไปเป็น "ปัญญาเครื่องรู้สิ่งทั้งปวง." เมื่อมีการบรรลุพุทธภาวะ วิญญาณห้าข้างต้น จะถูก “แปรรูป” ไปเป็น ปัญญาเครื่องกระทำสิ่งทั้งปวง," และอาลัยวิญญาณ เป็น "ปัญญาเปรียบด้วยกระจก ส่อง." -ว่อง มู ล่ำ ๖. ในจิตเดิมแท้ ไม่อาจมีสิ่งที่เรียกกันว่า "การแปรรูป” เมื่อคนตรัสรู้ธรรม ก็ใช้คำว่า "ปัญญา" เมื่อยังไม่ตรัสรู้ใช้คำว่า "วิญญาณ" หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คำว่า "การแปรรูป" คำนี้ ใช้เป็น เครื่องเปรียบ หรือ ภาพพจน์ เท่านั้น. - ว่อง มู ล่ำ ๙๑

น.111 เมื่อใดท่านสามารถเปลื้องตัวเองให้หมดจด จากความผูกพันของ โลกิยารมณ์ในขณะที่มี "การแปรรูปของวิญญาณ" ดังกล่าวมาแล้ว เมื่อนั้นท่านชื่อว่าตั้งอยู่ใน นาคสมาธิ อันทยอยกันเกิดขึ้นติดต่อกันไป ตลอดกาลเนืองนิจ ภิกษุชิท็อง ได้ฟังคำอธิบายนี้ ได้มีความเห็นแจ้งในปรัชญาแห่งจิตเดิมแท้ในขณะนั้น เอง และได้กล่าวโศลกแก่พระสังฆปริณายกดังต่อไปนี้ : แน่นอนเหลือเกิน กายทั้งสามมีอยู่ในจิตเดิมแท้ เมื่อใจเรารู้ธรรมสว่างไสว ปรัชญาทั้งสี่ ก็ปรากฏเด่นอยู่ในนั้น เมื่อใดกายและปรัชญาเหล่านั้น เกิดความรู้แจ้งซึ่งกันและกันว่า เป็นของอันเดียวกันแล้ว, เมื่อนั้นเราก็สามารถตอบสนองคำขอร้องของสัตว์ทั้งปวง. (โดย เหมาะสมแก่อุปนิสัยและอารมณ์ของสัตว์นั้น) ไม่ว่าสัตว์นั้น ๆ จะอยู่ ในรูปร่างชนิดใด การเริ่มต้นปฏิบัติ ด้วยการแสวงหากายสามและปรัชญาทั้งสี่ นั้น เป็นการถือเอาทางผิด โดยสิ้นเชิง, (เพราะเมื่อสิ่งเหล่านี้มีอยู่ในเราเอง แล้ว เรื่องของมันก็คือทำให้เห็นแจ้งออกมา ไม่ใช่เที่ยววิ่งแสวงหา). การพยายามจะ "จับฉวย" หรือ "กุมตัว" สิ่งเหล่านี้ เป็นการ กระทำที่ขัดขวางต่อธรรมชาติแท้ของมันอย่างตรงกันข้าม เพราะได้อาศัยใต้เท้าแหละขอรับ บัดนี้กระผมจึงสามารถจับใจ ความอันลึกซึ้งของมันได้. และตั้งแต่นี้ต่อไป กระผมสามารถสลัดทิ้งความเท็จเทียมและชื่อ ต่าง ๆ ที่หลงตั้งขึ้นเรียกตามโมหะของตน ๆ ตลอดนิจกาล. ๑ **** ๑. บันทึก : เมื่อจับใจความของคำสอนได้แล้ว ผู้ปฏิบัติก็ตั้งหน้าบำเพ็ญไปได้ โดยไม่ต้องคำนึง ถึงชื่อที่ใช้เรียกสิ่งนั้น ๆ เพราะว่าชื่อทั้งหมดเป็นเพียงของสมมุติให้เด็กเล่นเท่านั้นเอง, (แม้ ที่สุดแต่ชื่อว่า มรรค ผล นิพพาน ,ฯลฯ). - ว่อง มู ล่ำ ๙๒

น.112 ชิช็วง เป็นชาวบ้านตำบลไกวกายแห่งซุนเจา เข้ามาบวชตั้งแต่ยังเป็นเด็ก และแข็งข้อในการพากเพียรเพื่อการเห็นแจ้งจิตเดิมแท้. วันหนึ่งภิกษุรูปนี้ได้มานมัสการพระ- สังฆปริณายก และถูกพระสังฆปริณายก ถามว่า มาแต่ไหน และมาทำไม. ภิกษุ ชิช็วงได้ตอบขึ้นว่า "เมื่อไม่นานมานี้ กระผมได้ไปที่ภูเขาผาขาวในเขตฮุงเจา เพื่อ สนทนากับพระอาจารย์ต้าตุง ผู้ที่สามารถพอจะสอนกระผมได้เห็นแจ้งจิตเดิมแท้ และลุถึง พุทธภาวะด้วยเหตุนั้น แต่เพราะเหตุที่กระผมยังคงมีความสงสัยอยู่หลายประการ จึงอุตส่าห์ เดินทางมาไกลถึงที่นี่ เพื่อนมัสการท่านอาจารย์ ขอได้โปรดอธิบายข้อสงสัยเหล่านั้น แก่กระผม ด้วยเถิด." พระสังฆปริณายกได้ถามขึ้นว่า เขาได้แนะนำท่านว่าอย่างไรบ้างเล่า? ภิกษุ ชิชีวง เล่าให้ฟังว่า หลังจากที่ได้พักอยู่ที่นั่นจนถึงสามเดือนแล้ว โดยมิได้รับคำแนะนำอย่างใดเลย และมีความกระหายในธรรมแรงกล้า ขึ้นทุกที คืนวันหนึ่งกระผมลำพังผู้เดียว ได้เข้าไปในห้องของท่านอาจารย์ ต้าตุงนั้น และถามท่านว่าจิตเดิมแท้ของผมคืออะไร. ท่านถามว่า "เธอ มองเห็นความว่างอันไม่มีขอบเขตจำกัดไหม?" กระผมตอบท่านว่า "มองเห็น" ท่านถามต่อไปว่า ความว่างที่ว่านั้น มีรูปร่างเฉพาะของมัน เองหรือไม่? ครั้นกระผมตอบว่า ความว่างย่อมไม่มีรูปร่าง. ฉะนั้น จึง ไม่มีรูปร่างโดยเฉพาะของมันเอง ดังนี้แล้ว ท่านกล่าวต่อไปว่า "จิตเดิม แท้ของเธอ" เป็นเหมือนกับความว่างอย่างตรงเพ็งทีเดียวละ. การเห็น อย่างแจ่มแจ้งว่า ไม่มีสิ่งใดเลย ที่เราอาจมองพบตัวมัน นี่คือ "ทิฏฐิ อันถูกต้อง." การเห็นอย่างแจ่มแจ้งว่า ไม่มีสิ่งใดเลยที่เราอาจรู้จักมัน (ให้ถูกต้อง) ได้ นี่แหละคือ "ความรู้อันถูกต้อง" การเห็นอย่างแจ่มแจ้ง ว่า มันไม่ใช่เขียว มันไม่ใช่เหลือง มันไม่ใช่สั้น มันไม่ใช่ยาว ว่ามัน เป็นของบริสุทธิ์อยู่โดยธรรมชาติ, และว่าเนื้อแท้ของมันนั้น สมบูรณ์ และสดใส นี่แหละคือการเห็นแจ้งจิตเดิมแท้ และลุถึงพุทธภาวะได้ ด้วยเหตุนั้น ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ธรรมะที่ทำให้คนเป็นพระพุทธะ." แต่กระผมไม่เข้าใจคำสอนของท่านอาจารย์ต้าตุงเสียเลย, ขอใต้เท้าจง ๙๓

น.113 กรุณาทำความแจ่มแจ้งให้แก่กระผมด้วยเถิดขอรับ. พระสังฆปริณายกได้ตอบว่า คำสอนของท่านผู้นั้นชี้ชัดอยู่แล้วว่าเขายังมี ความรู้สึกที่นึกเอาเองในเรื่องอันเกี่ยวกับ "ทิฏฐิ" และ "ความรู้" เหลือ อยู่. และอันนี้เอง ที่ส่อให้เห็นว่า ทำไมเขาจึงไม่สามารถทำความกระจ่าง ให้แก่ท่านได้. จงฟังโศลกของฉันดังต่อไปนี้ : การเห็นอย่างแจ่มแจ้งว่า ไม่มีสิ่งใดเลย ที่เราอาจมองพบตัวมัน, แต่แล้วก็ยังคงเก็บเอาความรู้สึกว่า "ความไม่อาจจะมองเห็นได้" ไว้อีก, ข้อนี้ เปรียบเหมือนกับดวงอาทิตย์ ที่ถูกบังอยู่ด้วยเมฆที่ลอย มาขวางหน้า การเห็นอย่างแจ่มแจ้งว่า ไม่มีสิ่งใดเลย ที่เราอาจจะรู้จักมันได้, แต่แล้วก็เก็บเอาความรู้สึกว่า "ความที่ไม่อาจจะรู้ได้" ไว้อีก, ข้อนี้ อาจเปรียบกันได้กับท้องฟ้าแจ่มกระจ่าง แต่เสียรูปไปเพราะ สายฟ้าแลบ. การปล่อยให้ความรู้สึก นึกเอาเองเช่นนี้ เกิดขึ้นตามสบายในใจ ของท่าน, ย่อมแสดงว่า ท่านไม่รู้จักจิตเดิมแท้อย่างถูกต้องด้วย, ทั้งไม่มี เครื่องมืออะไร ที่มีประสิทธิภาพพอที่จะทำให้ท่านรู้ได้ด้วย. ถ้าท่านรู้อย่างแจ้งฉาน แม้เพียงขณะเดียวเท่านั้นว่า ความรู้สึกที่ นึกเอาเองเช่นนี้ เป็นของผิดใช้ไม่ได้แล้ว, แสงสว่างภายในจิตของท่านเอง จะลุกโพลงออกมาอย่างถาวร เมื่อได้ฟังดังนั้น ภิกษุ ชิชิวง รู้สึกว่า ใจของตนได้สว่างไสวในขณะนั้นเอง. เพราะเหตุ นั้น เธอจึงกล่าวโศลกแก่พระสังฆปริณายก ดังต่อไปนี้ : การยอมให้ความรู้สึกว่า "ความไม่อาจจะมองเห็นได้" และ "ความ ไม่อาจจะรู้ได้" เกิดขึ้นในใจ ตามความพอใจของตัวนั้น เป็นการแสวงหาโพธิ โดยไม่ต้องเปลื้องตัวเองให้อิสระจากความ ๙๔

น.114 คิดต่าง ๆ ที่ตนเดาเอาเอง ในเรื่องอันเกี่ยวกับสิ่งทั้งปวง ผู้ที่ผยองพองตัว ด้วยความรู้สึกอันเบาเต็งว่า "บัดนี้เรารู้แจ้งแล้ว" นั้น ก็ยังไม่ดีไปกว่าเมื่อเขายังไม่รู้สึกอะไรเลย ถ้าหากข้าพเจ้าไม่ได้มาหมอบอยู่แทบเท้าของพระสังฆปริณายก ข้าพเจ้าก็ยังคงงงงัน ไม่รู้จะเดินทางไหนถูกอยู่นั่นเอง. ในวันหนึ่ง ภิกษุ ชิชีวง ได้ถามพระสังฆปริณายกว่า พระพุทธองค์ได้ประกาศคำสอน เรื่อง "ยานสามชนิด" และเรื่อง "ยานชั้นสูงสุด" ไว้ด้วย. แต่กระผมไม่มีความเข้าใจในเรื่องนี้ ขอให้ใต้เท้าจงกรุณาอธิบายเถิด พระสังฆปริณายกได้ตอบว่า ในการพยายามเพื่อเข้าใจเรื่องเหล่านี้ ท่าน ควรจะส่องดูที่ใจของท่านเอง และทำตัวต่อสิ่งทั้งปวงในภายนอกอย่างมี อิสระ. ความแตกต่างระหว่างยานทั้งสี่ชนิด มิได้อยู่ที่ตัวธรรมะ แต่อยู่ ที่ความแตกต่างของใจคนที่จะปฏิบัติธรรมะ. การดู การฟัง การท่อง พระสูตร เป็นยานขนาดเล็ก. การรู้ธรรมและเข้าถึงความหมาย เป็น ยานขนาดกลาง. การเอาธรรมะที่รู้นั้น มาปฏิบัติจนเป็นปรกตินิสัย นี่ คือยานขนาดใหญ่. การเข้าใจธรรมทั้งปวงอย่างปรุโปร่ง ได้ดื่มรสธรรมะ นั้นอย่างสมบูรณ์ เป็นอิสระจากเครื่องร้อยรัดทั้งปวง มีใจอยู่เหนือสิ่ง ทั้งปวง และไม่ถืออะไรไว้โดยความเป็นของตน นี่แหละคือยานอัน สูงสุด. เนื่องจากคำว่า "ยาน" (พาหนะ) คำนี้ หมายถึง “เครื่องเคลื่อน" (กล่าวคือ การน้อมนำมาปฏิบัติ) ดังนั้น ข้อโต้แย้งในเรื่องนี้ ไม่มีความ จำเป็นเสียเลย. ทั้งหมดทั้งสิ้น มันขึ้นอยู่กับการฝึกฝนตัวเอง ดังนั้น ท่านไม่จำเป็นจะต้องถามปัญหาใดๆ อีกเลย, แต่ฉันขอเตือนท่านให้ ระลึกไว้ว่า ตลอดทุกกาลเวลา จิตเดิมแท้นั้นคงดำรงอยู่ในภาวะแห่ง "ความเป็นเช่นนั้น" อยู่เสมอ ๙๕

น.115 ชิชิวง แสดงความเคารพและขอบพระคุณพระสังฆปริณายก. จำเดิมแต่นั้นมา ท่านได้ทำตนเป็นผู้ปรนนิบัติพระสังฆปริณายก จนตลอดชีวิตของพระสังฆปริณายก. ภิกษุ ฉิต่าว เป็นชาวเมืองน้ำหอยแห่งกวางตุ้ง ได้มาหาพระสังฆปริณายก เพื่อ ขอคำแนะนำตักเตือน. ได้กล่าวแก่พระสังฆปริณายกว่า "นับแต่กระผมได้บวชมานี้ กระผมได้ อ่านมหาปรินิรวาณสูตรมากว่า ๑๐ ปีแล้ว แต่กระผมก็ยังไม่สามารถจับฉวยเอาใจความสำคัญ ของสูตรนั้นได้ ขอใต้เท้าได้ โปรดสอนแก่กระผมด้วยเถิด พระสังฆปริณายกได้ถามว่า พระสูตรตอนไหนเล่า ที่ท่านยังไม่เข้าใจ? ภิกษุ ฉิต่าว จึงกล่าวตอบว่า "ข้อความในพระสูตรตอนที่กระผมไม่เข้าใจนั้นมีว่า "สิ่ง ทุกสิ่งไม่คงตัวอยู่อย่างถาวร. ดังนั้น สิ่งทั้งปวงจึงตกอยู่ใต้อำนาจของธรรมที่เป็นความเกิดขึ้น และความแตกดับ (กล่าวคือสังขตธรรม). เมื่อความเกิดขึ้นและความแตกดับมาสิ้นสุดลง ด้วยกัน ศานติสุขแห่งความหยุดได้โดยสมบูรณ์ ๑ และความสิ้นสุด ของการเปลี่ยนแปลง (กล่าวคือนิพพาน) ย่อมปรากฏขึ้น" พระสังฆปริณายกได้ถามว่า อะไรเล่าที่ทำให้ท่านสงสัย? ภิกษุ ฉิต่าว ได้ตอบว่า สิ่งที่มีชีวิตทั้งปวงย่อมมีกาย ๒ กาย กล่าวคือ กายเนื้อและกายธรรม กายเนื้อไม่คงตัวอยู่อย่างถาวร มันมีอยู่ และ ตายไป. ส่วนกายธรรมนั้น ตั้งอยู่อย่างถาวร, ไม่รู้อะไร ไม่มีความรู้สึก อะไร. ทีนี้ในพระสูตรกล่าวว่า "เมื่อความเกิดขึ้น และความแตกดับมา สิ้นสุดลงด้วยกัน ศานติสุขแห่งความหยุดได้โดยสมบูรณ์ และความ สิ้นสุดของการเปลี่ยนแปลง (กล่าวคือนิพพาน) ย่อมปรากฏขึ้นมา." ดังนี้: กระผมไม่เข้าใจได้เลยว่า กายไหนสิ้นสุดลง และกายไหนยังอยู่ เพื่อดื่มรสแห่งศานตินั้น. มันเป็นไปไม่ได้ที่กายเนื้อจะดื่มรสแห่งศานติ เพราะว่าเมื่อมันตาย มหาภูตะทั้งสี่ (วัตถุธาตุ กล่าวคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ) จะกระจัดกระจายจากกัน และการกระจัดกระจายจากกันนั้น เป็น ๑. ความหยุดได้โดยสมบูรณ์ หมายถึงความที่หลุดพ้นจากเครื่องปรุงแต่ง คือ พ้นจากอำนาจ ของอวิชชา ตัณหา นั่นเอง, และหมายถึงนิพพาน. - ผู้แปลเป็นไทย ๙๖

น.116 ความทุกข์ล้วน ๆ และตรงกันข้ามจากคานสุดขีดสิ้นเชิง ถ้าหากว่าเป็นธรรมกายที่สิ้นสุดลงไป แล้วมันก็จะตกอยู่ในลักษณะเช่นเดียวกันกับสิ่งที่ “มิใช่สัตว์” ซึ่งได้แก่ ผักหญ้า ต้นไม้ ก้อนหิน และอื่น ๆ ฯลฯ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ใครเล่าจะเป็นผู้ดื่มรสแห่งนิพพานนั้น. ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ สภาวะธรรมดา ย่อมเป็นหัวใจหรือตัวการของความเกิดขึ้น และความแตกดับ อันแสดงตัวออกมาในรูปของขันธ์ทั้งห้า (คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) หรือถ้าจะกล่าวกันอย่างง่าย ๆ ก็คือว่า มีตัวการแต่ตัวเดียว แต่การของมันมีถึงห้าอย่างนั่นเอง. กระแสแห่งการเกิดขึ้นและการแตกดับนั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด เมื่ออาการหรือการทำตามหน้าที่ยัง “มีออกมา” จากตัวการนั้นแล้ว กระแสนั้นก็ไหลไปเรื่อย เมื่อการปฏิบัติงานหรืออาการนั้น ถูก “ดูด” กลับคืนไปยังตัวการ กระแสก็หยุดไหล เมื่อการถือกำเนิดใหม่ยังมีได้อยู่เพียงใด ก็ย่อมไม่มี “การสิ้นสุดแห่งความเปลี่ยนแปลง” อยู่เพียงนั้น ดังจะเห็นได้ในกรณีของสัตว์มีชีวิตทั่วไป. ถ้าการถือกำเนิดใหม่ไม่เข้ามาแทรกแซงแล้ว สิ่งต่าง ๆ ก็จะอยู่ในสภาพของสิ่งที่ไร้ชีวิต ดังเช่นวัตถุต่าง ๆ ที่ไม่มีชีวิตทั้งหลาย. เมื่อเป็นดังนี้แล้ว ภายในขอบเขตอันจำกัดเฉียบขาดของนิพพานนั้น ย่อมมีไม่ได้แม้แต่ความมีอยู่ของสัตว์; เช่นนี้แล้ว จะมีความเปรมปรีดิ์ (ในการดื่มรสของนิพพาน) อะไรกันได้เล่า. พระสังฆนายกได้ตอบว่า ท่านก็เป็นบุตรคนหนึ่งของพระชินะพุทธ. (คือเป็นภิกษุ), ทำไมจึงมาเอาความเห็นผิดแห่งลัทธิทิฐิ และอจินไทฐิของพวกเห็นผิดนอกพุทธศาสนา, และทั้งกล้าตำหนิคำสอนของลัทธิตัตถาคต? ข้อแย้งของท่านยืนยันว่า มีกายธรรมอยู่ต่างหากจากกายเนื้อ, และว่า “ความหยุดได้โดยสมบูรณ์” และ “ความสิ้นสุดของความเปลี่ยนแปลง” นั้น ต้องแสวงหาจากที่อื่นออกไปจาก “ความเกิดขึ้นและความ ๔๗

น.117 แตกดับ.” ยิ่งกว่านั้น จากข้อที่กล่าวว่า “นิพพานเป็นความเปรมปรีดิ์ไม่มีที่สิ้นสุด.” นั้นเอง ท่านเชื่อโดยการพิสูจน์เอาว่า ต้องมีใครคนใดคนหนึ่ง ที่ทำหน้าที่เป็นผู้เปรมปรีดิ์. ความเห็นผิดเหล่านี้เอง มิใช่อื่น ที่ทำให้คนทั้งปวงทะเยอทะยานอยากเกิดเป็นสัตว์ชนิดที่มีอวัยวะรู้รสของอารมณ์ และเปรมปรีดิ์ด้วยความเพลิดเพลินยิ่งสิ้นโลก. และเพื่อคนเหล่านี้ ซึ่งเป็นเหยื่อของอวิชชา ซึ่งถือว่าการประชุมของขันธ์ทั้งห้า เป็นตัวตน และถือสิ่งนอกนั้นว่าไม่ใช่ตัวตน; ซึ่งหลงรักการเกิดของตัว และเกลียดชังความตายอย่างสุดจิตสุดใจ; ซึ่งลอยไปมาอยู่ในวังวนของความเกิด และความตาย โดยไม่มีการสำนึกถึงความว่างกลางไร้แก่นสารของโลกียภาพ; ซึ่งเป็นแต่เพียงความฝันหรือมายา; ซึ่งทำความทุกข์นี้ให้ตัวเองโดยไม่จำเป็น ด้วยการพ่วงตัวเองเข้ากับสังสารวัฏแห่งการเวียนเกิด; ซึ่งเข้าใจผิดต่อภาวะแห่งความเปรมปรีดิ์ ไม่มีที่สิ้นสุดของนิพพาน ในฐานะเป็นความทุกข์อีกแบบหนึ่ง; และซึ่งเล่นตามหาความเพลิดเพลินจากอารมณ์อยู่เนืองนิจ, เหล่านี้เองแท้ ๆ ที่พระพุทธองค์ผู้ทรงพระมหากรุณา ได้ทรงแสดงสานติอันแท้จริงของนิพพานไว้ให้เข้าใจอย่างเฉพาะเจาะจง. ไม่ว่าในขณะใดก็ตาม นิพพานย่อมไม่มีปรากฏการณ์แห่งการเปลี่ยนแปลง, หรือแห่งการแตกดับ. ไม่มีแม้กระทั่งความสิ้นสุดของการทำหน้าที่ของความเกิดขึ้น และความแตกดับ. นิพพานเป็นการแสดงออกของ “ความหยุดได้โดยสมบูรณ์ และความสิ้นสุดของความเปลี่ยนแปลง,” แต่แม้ในขณะแห่งการแสดงออกนั้น ก็ไม่มี “ความเห็น” ว่าเป็นการแสดงออก. ดังนั้นจึงถูกเรียกว่า “ความเปรมปรีดิ์อันไม่รู้จักหมดสิ้น” ซึ่งไม่ต้องมีตัวผู้เปรมปรีดิ์หรือผู้ไม่เปรมปรีดิ์ แต่อย่างใด. ไม่มีสิ่งใดที่จะกล่าวได้ว่า “มีตัวการอยู่ตัวหนึ่ง แล้วมีอาการของมันท้ายอย่าง” เหมือนที่ท่านยืนยัน, ท่านกำลังกล่าวป้ายร้ายพระพุทธองค์ และกำลังใส่ร้ายพระธรรม โดยที่ท่านไปไกลจนถึงกับกล่าวว่า ภายใต้ ๔๘

น.118 ขอบเขตอันจำกัดเฉียบขาดของนิพพาน ย่อมมีไม่ได้ แม้แต่ความมีอยู่ ของสัตว์ทุกชนิด จงฟังโศลกของฉันดังต่อไปนี้ : มหาปรินิพพานอันสูงสุดนั้น เป็นสิ่งที่เต็มเปี่ยม ถาวร สงบ และรุ่งเรืองสว่างไสว. คนสามัญและคนเขลา หลงเรียกนิพพานนั้นว่าความตาย ฝ่ายพวกมิจฉาทิฏฐิก็ถือเอาตามชอบใจว่า นิพพานนั้นเป็นความ ขาดสูญ. พวกที่เป็นฝ่ายสาวกยาน และปัจเจกพุทธยาน เห็นพระนิพพานว่าเป็นสิ่งที่ "ไม่มีการกระทำ." ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงการคำนวณเอาด้วยสติปัญญาของคนสามัญ และย่อมจะสร้างรากฐาน แห่งมิจฉาทิฏฐิ ๖๒ ประการขึ้นมา ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงชื่อต่าง ๆ ที่คิดเดาเอาเอง ประดิษฐ์ขึ้นเอง ในขณะที่เขาไม่รู้จะทำอย่างไรต่อสัจจธรรมอันสูงสุดนั้น. เฉพาะพวกที่มีใจสูงเหนือสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ที่อาจจะเข้าใจได้ถูกต้องว่า นิพพานนั้นคืออะไรกันแน่. และวาง ตนไว้ ในลักษณะที่เข้าพัวพันด้วยก็ไม่ใช่ เฉยเมยก็มิใช่ทั้งสองอย่าง® ท่านเหล่านั้น ย่อมรู้ว่า ขันธ์ทั้งห้า และสิ่งที่เรียกกันว่า "ตัวตน" อันเกิดขึ้นจากการประชุมพร้อม ๑. ข้อนี้ ท่านดิ ปิง เซ่ ให้อรรถาธิบายไว้ว่า เมื่อคนสามัญหลงอยู่ในวังวนของการเวียนเกิด เวียนตาย, พวกสาวกและพวกปัจเจกพุทธะ แสดงทีท่าเกลียดชัง อาการอันนี้. ทำเช่นนี้ไม่ ถูกทั้งสองพวก ผู้ดำเนินไปในมรรคปฏิปทา ย่อมไม่ติดใจ ในการเกิดเป็นสัตว์เพื่อเสวยอารมณ์ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องมีการจงเกลียดจงชังอะไรแก่สิ่งนี้. เพราะความถือว่า "ตัวตน" หรือว่า "สัตว์บุคคล" ย่อมไม่มีแก่ผู้นี้ และเพราะว่า ท่านผู้นี้เสียสละได้ทั้งท่าทีแห่งการอยากได้ และ ท่าทีแห่งการเฉยเมยต่อสิ่งทั้งปวง. วิมุติ จึงอยู่ในกำมือของท่านตลอดเวลา, และท่านอยู่เป็น ผาสุกได้ในทุก ๆ สถานการณ์ที่แวดล้อม. ท่านอาจผ่านไปในกระแสของการเกิดตาย แต่กระแส นั้น ไม่อาจพัวพันท่าน และสำหรับท่าน ปัญหาเรื่องเกิดตายไม่เป็นปัญหาอะไรเลย. คนชนิดนี้ แหละ ที่ควรเรียกว่ามีใจสูงเหนือสิ่งทั้งปวง (ได้พบพระนิพพานแล้ว). - ดิ ปิง เซ่ ๙๙

น.119 ของขันธ์ทั้งห้านั้น รวมทั้งวัตถุและรูปธรรมภายนอกทุกชนิด และทั้งปรากฏการณ์ต่าง ๆ ของศัพท์และสำเนียง ล้วนแต่เป็นของเทียม ดั่งเช่นความฝันและภาพมายา, เสมอกันหมด ท่านเหล่านั้นไม่เห็นว่ามีอะไรแตกต่างกัน ระหว่างพระมุนีกับคน ธรรมดา, หรือจะมีความคิดเดาเอาเอง ในเรื่องนิพพาน ก็หาไม่ ท่านเหล่านี้ ย่อมอยู่เหนือ "การรับ" และ "การปฏิเสธ," และ ท่านเหล่านี้ ทำลายเครื่องกีดขวาง ทั้งที่เป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต, ท่านเหล่านี้ ย่อมใช้อวัยวะเครื่องทำความรู้สึก ของท่าน ในเมื่อมี เรื่องต้องใช้ แต่ว่าความรู้สึกยึดถือใน "การใช้" นั้น มิได้เกิดขึ้นเลย ท่านเหล่านั้น อาจระบุเจาะจงสิ่งต่าง ๆ ได้ทุกชนิด. แต่ว่าความรู้สึกยึดถือใน "การระบุเจาะจง" นั้น มิได้เกิดขึ้นเลย แม้ขณะที่ไฟประลัยกัลป์ล้างโลก ในที่สุดของกัลป์, เมื่อท้อง มหาสมุทรแห้งไป, หรือขณะที่ลมมหาประลัยพัดทำลายโลก จนภูเขาล้มชนกันระเกะ ระกะ, ศานติสุขอันแท้จริงและยั่งยืน ของ "ความหยุดได้โดยสมบูรณ์" และ "ความสุดสิ้นของความเปลี่ยนแปลง" แห่งนิพพาน, ย่อมยังคงอยู่ ในสภาพเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย นี่ฉันได้พยายามอธิบายแก่ท่าน ถึงสิ่งบางสิ่ง ที่เหลือที่จะพูดออก มาได้ เพื่อให้ท่านสามารถกำจัดความเห็นผิดของท่านเสีย แต่ถ้าท่านไม่ตีความแห่งคำพูดของฉันให้ตรง ตามความหมายแล้ว ๑๐๐

น.120 ท่านอาจเรียนรู้ความหมายของนิพพาน แต่เพียงกะจิริดนิดหนึ่ง เท่านั้น. เมื่อได้ฟังโศลกนี้แล้ว ภิกษุ ฉิต่าว ได้มีความสว่างไสวในธรรมอย่างสูง, เธอรับฟัง คำสอนด้วยใจอันปราโมทย์ และลาจากไป. ภิกษุ ฮังฉิ อาจารย์องค์หนึ่งในนิกายธฺยานะนี้ เกิดที่อันเซ็งแห่งกัตเจา ในตระกูล หลิว. เมื่อได้ยินข่าวเล่าลือว่า คำสอนของพระสังฆปริณายก ได้ทำให้คนจำนวนมากมีความสว่าง ไสวในธรรม ท่านจึงได้ตรงมายังตำบลโซกายทันที เพื่อทำความเคารพ และได้ตั้งคำถามขึ้นว่า "ผู้ปฏิบัติควรส่งจิตของตนพุ่งไปยังสิ่งใด อันจะทำให้การบรรลุธรรมของเขาเป็นสิ่งที่ไม่สามารถ วัดได้ด้วย "เครื่องวัดคุณวิเศษ" ตามที่คนทั่วไปเขารู้กัน?" พระสังฆปริณายกถามว่า ก็ท่านกำลังปฏิบัติอยู่อย่างไรเล่า? ภิกษุ ฮังฉิ ตอบว่า แม้ธรรมคืออริยสัจทั้งหลาย ที่พระพุทธเจ้าทุก ๆ องค์สอนไว้ ข้าพเจ้าก็ไม่มีความจำเป็นอะไร ที่จะต้องเข้าไปแตะต้องด้วย. พระสังฆปริณายกถามต่อไปว่า แล้วก็เดี๋ยวนี้ท่านอยู่ใน "ชั้นแห่งคุณวิเศษ" ชั้นไหนเล่า? ภิกษุฮังฉิ ย้อนว่า จะมี "ชั้นแห่งคุณวิเศษ" อะไรที่ไหนเล่า ในเมื่อ ข้าพเจ้าปฏิเสธไม่เข้าเกี่ยวข้องด้วย แม้กับอริยสัจที่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ได้สอนไว้? การตอบได้อย่างทันควันของภิกษุฮังฉิ ได้ทำให้พระสังฆปริณายกเกิดความนับถือ ถึง กับยกเธอขึ้นเป็นหัวหน้าคณะ วันหนึ่ง พระสังฆปริณายกได้กล่าวแก่ท่านผู้นี้ ว่าท่านควรจะไปประกาศธรรมในท้องถิ่น ของท่านเอง เพื่อว่าคำสอนจะไม่ลับหายสิ้นสุดไป. เพราะเหตุนั้น ภิกษุฮังฉิ ได้กลับไปภูเขา ชิงอัน อันเป็นภูมิลำเนาของท่าน. พระธรรม (แห่งนิกายนี้) ถูกมอบหมายทอดช่วงไปยังท่าน. ท่านได้เผยแพร่ไปอย่างกว้างขวาง และเป็นการทำให้คำสอนแห่งครูอาจารย์ของท่านลงรากอย่าง มั่นคง เพราะเหตุนั้น, เมื่อท่านมรณภาพแล้ว เขาพากันยกสมัญญาให้แก่ท่านว่า “ฮุงไซ่ ผู้ เป็นอาจารย์แห่งนิกายธฺยานะ." ๑๐๑

น.121 ภิกษุ เว่ยยาง อาจารย์ในนิกายธฺยานะอีกองค์หนึ่ง เกิดในตระกูลเต๋า ในกิมเจา. เมื่อไปเยี่ยมท่านเว่ยออนแห่งภูเขาซุงซาน ซึ่งเป็น "อาจารย์ประจำเมือง," ได้ถูกท่านผู้นี้บังคับ ให้มายังตำบลโซกาย เพื่อสนทนากับพระสังฆปริณายก. ครั้นมาถึง และได้ทำความเคารพตามธรรมเนียมแล้ว ก็ถูกพระสังฆปริณายกถามว่า มาจากไหน. ตอบว่า มาจากซุงซาน. ถามว่า สิ่งที่มานั้นเป็นอะไร? มาได้อย่างไร? ตอบว่า จะว่ามันเหมือนกับอะไร ก็เป็นการผิดทั้งนั้น. ถามว่า เป็นสิ่งที่ลุถึงได้ด้วยการฝึกฝนปฏิบัติตนหรือ? ตอบว่า มิใช่เป็นการสุดวิสัยที่จะลุถึงได้ด้วยการฝึกฝนปฏิบัติตน, แต่ว่าเป็นการสุดวิสัยจริง ๆ ที่จะทำสิ่งนี้ให้เศร้าหมองมีมลทิน. เมื่อได้ฟังดังนั้น พระสังฆปริณายกได้เปล่งเสียงขึ้นดัง ๆ ว่า มัน ได้แก่สิ่งที่ไม่รู้จักเศร้าหมองนี้จริง ๆ ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์เอา พระทัยใส่. ถึงท่านก็ต้องเป็นอย่างเดียวกัน ถึงแม้ข้าพเจ้าก็ต้องเป็น อย่างเดียวกัน พระสังฆปริณายกชื่อ ปรัชญาตาระ แห่งประเทศอินเดีย ได้ทำนายไว้ว่าลูกม้า ๑ ตัวหนึ่งจะออกมาทางใต้ฝ่าเท้าของท่าน และจะ กระโจนเหยียบย่ำมหาชนไปทั่วโลก. ข้าพเจ้าไม่จำเป็นจะต้องพยากรณ์ ความข้อนี้เร็วเกินไป เพราะว่าคำพยากรณ์นั้น ท่านหาดูได้ในใจของท่าน. ภิกษุ เว่ยยาง มีความเข้าใจปรุโปร่งในคำพูดของพระสังฆปริณายก ได้เข้าใจซึมทราบ แจ่มแจ้งว่าพระสังฆปริณายกพูดหมายถึงอะไร. ตั้งแต่วันนั้นมา ได้เป็นศิษย์ติดต้อยห้อยตาม พระสังฆปริณายกอยู่เป็นเวลา ๑๕ ปี มีความรู้ในทางพระพุทธศาสนาลึกซึ้งยิ่งขึ้น ๆ ทุกวัน ๆ. ต่อมาได้ตั้งสำนักขึ้นที่เฮ็งชาน ทำการเผยแพร่คำสอนของพระสังฆปริณายกออกไปอย่างกว้างขวาง. เมื่อถึงมรณภาพแล้ว ทางการแห่งราชสำนักของพระเจ้าจักรพรรดิ ได้ถวายสมัญญาแก่ ท่านว่า "ไถ่ไหว่ ผู้เป็นอาจารย์แห่งนิกายธฺยานะ" ๑. ข้อนี้หมายถึงศิษย์อันมีชื่อเสียงของภิกษุเว่ยยาง ที่ชื่อว่า "ม้า โซ่", อันเป็นผู้ที่ได้แผ่คำ สอนของนิกายธฺยานะไปจนทั่วประเทศจีน - ว่อง มู ล่ำ ๑๐๒

น.122 อาจารย์นิกายธยานะ ชื่อ หยวนกว็อก แห่งวิงกา เกิดในตระกูลไต๋ ในเว็นเจา. เมื่อยังหนุ่มได้ศึกษาในสูตรและศาสตร์เป็นอันมาก เป็นผู้แตกฉานในหลักสมถะ และวิปัสสนาแห่งนิกายเท็นดาย. โดยที่ได้อ่านวิมลกีรตินิเทศสูตร ท่านได้ทราบถึงข้อลี้ลับ แห่งใจของท่านเองอย่างปรุโปร่ง. มีภิกษุรูปหนึ่ง มีนามว่า อันแช็ก เป็นศิษย์ของพระสังฆปริณายก เผอิญได้ไปเยี่ยมนมัสการท่านอาจารย์ผู้นั้น. เมื่อได้มีธรรมสากัจฉากัน เป็นเวลานานแล้ว ภิกษุอันแช็กได้สังเกตเห็นว่า ถ้อยคำของคู่สนทนา นั้นลงกันได้ดีกับคำสอนต่าง ๆ ของพระสังฆปริณายก. จึงถามขึ้นว่า "ผมใคร่จะทราบนามอาจารย์ของท่าน ซึ่งได้สั่งสอนธรรมให้แก่ท่าน." หยวนกว็อกได้ตอบว่า ผมมีอาจารย์มากมายที่สอนผม ในขณะที่ผม ศึกษาสูตรและศาสตร์ต่าง ๆ แห่งสำนักไวปูลยะ, แต่หลังจากนั้นมา เป็นเพราะได้อ่านวิมลกีรตินิเทศสูตร* ผมจึงมองเห็นแจ่มแจ้งถึงความ สำคัญของนิกายพุทธจิตตะ (คือนิกายธยานะ), แล้วในตอนนี้ ผมยัง ไม่มีอาจารย์คนใดที่จะพิสูจน์และยืนยันความรู้ของผม. ภิกษุอันแช็กกล่าวขึ้นว่า ถ้าในยุคก่อนหน้าพระภิสมครรชิตศวร พระ- พุทธเจ้าองค์แรก ก็พอจะเป็นไปได้ ที่ใคร ๆ จะรู้ธรรมได้โดยไม่ต้อง เกี่ยวข้องกับอาจารย์. แต่หลังจากนั้นมาแล้ว ผู้ที่บรรลุธรรมโดยไม่อาศัย ความช่วยเหลือ และยืนยันของอาจารย์คนใดคนหนึ่งแล้ว (ดูเหมือน จะ) ใช้ไม่ได้เป็นธรรมดา. หยวนกว็อกได้ถามว่า ถ้าดังนั้นท่านช่วยเป็นผู้พิสูจน์การรู้ธรรมของผม ได้ไหมเล่า? ภิกษุอันแช็กตอบว่า คำพูดของผมไม่มีน้ำหนัก. ที่ตำบลโซกาย มี พระสังฆปริณายกองค์ที่หก อยู่ที่นั่น. คนจำนวนมากมาหาท่านจากทิศ "วิมลเกียรติ์นิเทศสูตร พระคัมภีร์เล่มนี้ อาจารย์เสถียร โพธินันทะ เห็นว่าสำคัญที่สุดจึง ได้แปลเป็นภาษาไทยแล้ว มีจำหน่ายที่มหามกุฏฯ บางลำภู กรุงเทพฯ เล่มละ ๓๐ บาท ติดต่อ ทาง จ.ม.เองไม่มีแจกทาน ๑๐๓

น.123 ต่าง ๆ ด้วยความประสงค์อย่างเดียวกัน คือเพื่อรับเอาธรรม. ถ้าท่าน ใคร่จะไปที่นั่น ผมยินดีที่จะไปเป็นเพื่อน. ในเวลาอันสมควร ภิกษุทั้งสองก็ได้ไปถึงโซกาย และพบปะกับพระสังฆปริณายก. สำหรับท่านหยวนกว็อกนั้น เมื่อได้เดินเวียนรอบ ๆ พระสังฆปริณายกสามครั้งแล้ว ก็หยุดยืนถือไม้เท้านิ่งอยู่ (ปราศจากการแสดงความเคารพแต่อย่างใด). พระสังฆปริณายกเห็นเช่นนั้น จึงกล่าวขึ้นว่า ก็ภิกษุย่อมเป็นที่เกาะอาศัยของศีลสิกขาบทสามพันข้อ และสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ อีกแปดพันข้อ. ผมสงสัยเหลือเกินว่าท่านมาจากสำนักไหน และมีอะไรที่ทำให้ท่านถือตัวถึงเพียงนี้. ท่านหยวนกว็อกได้ตอบว่า ปัญหาเกี่ยวกับการเวียนเกิดไม่รู้สิ้นสุด เป็นปัญหาด่วนจี๋ และความตายอาจจู่มาถึงขณะใดก็ได้ (ผมจึงไม่มีเวลามากพอที่จะเสียไปในการทำพิธีรีตองเช่นนั้น). พระสังฆปริณายกถามไปว่า แล้วทำไมท่านไม่ทำความแจ่มแจ้งในหลักธรรมเรื่อง "ความไม่เกิด," และแก้ไขความยุ่งยากแห่งความไม่เที่ยงแท้ของชีวิตให้หมดไปด้วยธรรมนั้นเล่า? ท่านหยวนกว็อกเสนอว่า การเห็นแจ้งจิตเดิมแท้เป็นการทำตนให้เป็น อิสระจากการเวียนเกิด จัดการกับปัญหาข้อนี้ให้ลุล่วงไปเพียงข้อเดียว ปัญหาเรื่องความไม่เที่ยง ก็จะไม่มีเหลืออีกต่อไป. พระสังฆปริณายกได้ตอบรับว่า ถูกแล้ว ถูกแล้ว. ในตอนนี้ หยวนกว็อกได้ยอมทำความเคารพอย่างเต็มที่ตามธรรมเนียม ไม่กี่อึดใจก็กล่าวคำอำลาพระสังฆปริณายก. พระสังฆปริณายกถามว่า ท่านกำลังจะกลับเร็วเกินไปเสียแล้ว ใช่ไหมล่ะ? หยวนกว็อกย้อนว่า "ความเร็ว" จะมีได้อย่างไรกันในเมื่อความเคลื่อน ไหวเอง ก็มิได้มีเสียแล้ว. ย้อนกลับไปว่า ใครเล่า ที่จะรู้ว่าการเคลื่อนไหวก็มิได้มี? ๑๐๔

น.124 สวนมาว่า ท่านขอรับ กระผมหวังว่าท่านจะไม่ชี้ระบุตัวตนอะไร ที่ไหน. พระสังฆปริณายกได้กล่าวสรรเสริญท่านหยวนกว็อก ว่าสามารถมีความเข้าใจในเรื่อง "ความไม่เกิด" (คือพระนิพพาน) ได้อย่างกว้างขวางปรุโปร่ง แต่ท่านหยวนกว็อกได้ตั้งข้อสังเกต ขึ้นมาอีกว่า ก็ใน "ความไม่เกิด" นั้น มี "ความเข้าใจ" อยู่ด้วยหรือ? พระสังฆปริณายกย้อนตอบไปว่า ไม่มี "ความเข้าใจ" แล้ว ใครเล่าที่ สามารถชี้ระบุตัวตน? ท่านหยวนกว็อกตอบว่า สิ่งที่ชี้ระบุตัวตนนั้น หาใช่ "ความเข้าใจ" ไม่. พระสังฆปริณายกร้องขึ้นว่า สาธุ! แล้วได้ขอร้องให้ท่านหยวนกว็อกยับยั้งการกลับ ไว้ก่อน และค้างคืนด้วยกันสักคืนหนึ่ง. เพราะเหตุนี้เอง ท่านหยวนกว็อกจึงเป็นผู้ที่พวก เพื่อน ๆ ในสมัยเดียวกันขนานนามว่า "ผู้รู้ ซึ่งเคยค้างคืนกับพระสังฆปริณายก." ต่อมาภายหลัง ท่านหยวนกว็อกได้ประพันธ์วรรณกรรมอันมีชื่อเสียงเรื่อง "บทขับเกี่ยว กับการบรรลุทางฝ่ายใจ" ซึ่งแพร่หลายไปอย่างกว้างขวาง เมื่อมรณภาพแล้ว ท่านได้รับสมัญญา ว่า "ปรมาจารย์ วู่เช็ง" (ซึ่งแปลว่า ผู้อยู่เหนือสิ่งต่าง ๆ ในโลก), พวกเพื่อน ๆ สมัย เดียวกันกับท่าน พากันเรียกท่านอีกนามหนึ่งว่า "ธฺยานาจารย์ ชุนกว็อก” (ซึ่งแปลว่า ท่านที่รู้จริง). ภิกษุ จิหว่าง เป็นนักศึกษาผู้หนึ่งในนิกายธยานะ, หลังจากได้สอบถามพระสังฆ- ปริณายกองค์ที่ห้า (เกี่ยวกับการก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมของตน). แล้วก็เข้าใจเอาเองว่าตน ได้บรรลุสมาธิ. ดังนั้น ท่านผู้นี้จึงเก็บตัวอยู่ในวิหารเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เป็นเวลาถึงยี่สิบปี และเฝ้าแต่นั่งขัดสมาธิอยู่ตลอดเวลา. มีศิษย์ของพระสังฆปริณายกองค์ที่หกผู้หนึ่งคือ ภิกษุ อันแช็ก จาริกไปทางฝั่ง เหนือของแม่น้ำฮวงโห ได้ยินเรื่องราวของท่านผู้นี้ จึงเข้าไปเยี่ยมถึงที่วัดนั้น. ภิกษุอันแช็กได้ถามว่า "ท่านทำอะไรอยู่ที่นี่?" ภิกษุจิหว่างได้ตอบว่า "ข้าพเจ้ากำลังเข้าสมาธิอยู่." ภิกษุอันแช็กกล่าวขึ้นว่า "ท่านว่าท่านกำลังเข้าสมาธิอยู่อย่างนั้นหรือ? ๑๐๕

น.125 ข้าพเจ้าอยากทราบว่า ท่านทำสมาธิอยู่ด้วยความรู้สึก หรือว่าปราศจาก ความรู้สึก. เพราะว่าถ้าท่านทำสมาธิอยู่ โดยไม่มีความรู้สึก มันก็หมาย ความว่า สิ่งที่ไม่มีชีวิตทั้งปวง เช่น เครื่องกระเบื้อง, ก้อนหิน, ต้นไม้ และผักหญ้าทั้งหลาย ก็ลุถึงสมาธิได้เหมือนกัน. หรือไม่อย่างนั้น ถ้า ท่านทำสมาธิอยู่โดยมีความรู้สึก, และตัวสัตว์ที่มีชีวิตหรือมนุษย์ก็ตาม ทั้งหมดนั้น ก็จะพลอยเป็นผู้อยู่ในสมาธิไปด้วยทั้งสิ้น." ภิกษุจิหว่างได้กล่าวขึ้นว่า "เมื่อข้าพเจ้าอยู่ในสมาธินั้น ข้าพเจ้าไม่รู้สึก เลยว่า มีความรู้สึกหรือไม่มีความรู้สึก." ภิกษุอันแช็กจึงพูดว่า "ถ้าเอาอย่างที่ท่านว่า มันต้องเป็นความสงบตลอด กาล, ซึ่งในภาวะเช่นนั้นไม่มีทั้งการเข้าอยู่และการออกมา. อาการที่ท่าน ยังเข้า ๆ ออก ๆ ได้อยู่นั้น ยังไม่ใช่สมาธิชั้นเยี่ยม." ภิกษุจิหว่างรู้สึกงง หลังจากที่นิ่งอึ้งไปขณะหนึ่ง, แล้วท่านจึงได้ถามขึ้นว่า "ข้าพเจ้า ขอทราบว่าใครเป็นอาจารย์ของท่าน?" ภิกษุอันแช็กตอบว่า "อาจารย์ของข้าพเจ้า คือพระสังฆปริณายกองค์ที่ หกแห่งโซกาย." ภิกษุจิหว่างถามต่อไปว่า "อาจารย์ของท่าน ได้กล่าวสรุปความเรื่องธฺยานะ และ สมาธิ ไว้อย่างไรเล่า?" ภิกษุอันแช็กกล่าวตอบว่า "คำสอนของอาจารย์มีว่า ธรรมกายเป็นสิ่งที่ เต็มเปี่ยมและสงบ. ตัวแท้และการทำหน้าที่ของธรรมกาย ย่อมอยู่ใน ภาวะแห่ง 'ความคงที่เสมอ.’ ขันธ์ทั้งห้า เป็นของว่างโดยแท้จริง และ อายตนะภายนอกทั้งหก เป็นของไม่มีอยู่. ในสมาธิไม่มีทั้งการเข้า และ ไม่มีทั้งการออก. ไม่มีทั้งความเงียบ และไม่มีทั้งความวุ่นวาย. ธรรมชาติ ของธฺยานะไม่ใช่เป็นความเข้าอยู่, ดังนั้น เราควรจะขึ้นไปให้เหนือภาวะ แห่ง "การเข้าอยู่ในความสงบแห่งธฺยานะ" ธรรมชาติของธฺยานะนั้น ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ใครจะสร้างขึ้นได้, ดังนั้น เราควรจะขึ้นไปให้เหนือความ คิดแห่ง 'การสร้างภาวะของธฺยานะ.' ภาวะของจิตนั้นอาจเปรียบได้กับ ๑๐๖

น.126 อวกาศ, แต่มันเป็นสิ่งที่ไม่มีขอบเขตจำกัด, ดังนั้น จิตจึงมีอยู่โดย. ปราศจากการจำกัดเขตของอวกาศ. เมื่อได้ฟังดังนั้น ภิกษุจิหว่างจึงออกเดินทางไปยังโซกาย เพื่อไต่ถามพระสังฆปริณายก เมื่อพระสังฆปริณายกถามว่า มาแต่ไหนแล้ว, ภิกษุจิหว่าง ก็ได้เล่าเรื่องราวที่ตนได้สนทนากับภิกษุอันแช็ก ให้พระสังฆปริณายกฟังโดยละเอียด พระสังฆปริณายกได้กล่าวว่า "ข้อความที่อันแช็กพูดนั้น ถูกต้องทีเดียว. จงทำใจของท่าน ให้อยู่ในสภาพเหมือนกับความว่างอันหาขอบเขตไม่ได้, แต่อย่าให้มันเข้าไปติดในทิฏฐิว่า 'ดับสูญ' จงให้ใจทำหน้าที่ของมันอย่าง อิสระ. ไม่ว่าท่านจะกำลังทำงานหรือหยุดพัก จงอย่าให้ใจของท่านเกาะ เกี่ยวในสิ่งใด. จงอย่าไปรู้สึกว่า มีความแตกต่างระหว่างอริยบุคคล กับ บุคคลธรรมดา. อย่าไปคิดว่ามีความแตกต่างระหว่างตัวผู้กระทำ กับ สิ่งที่ถูกกระทำ. จงปล่อยจิตเดิมแท้และสิ่งทั้งปวง ไว้ในสภาพแห่ง ความเป็นเช่นนั้น. ๑ แล้วท่านก็จะอยู่ในสมาธิตลอดเวลา เมื่อได้ฟังดังนั้น จิหว่างก็มีความสว่างไสวในใจถึงที่สุด. ความคิดที่ว่า ตนได้บรรลุสมาธิมาแล้วตั้งยี่สิบปีแล้วนั้น บัดนี้ ได้สูญสิ้นไป. ในคืนวันนั้นเอง พวกชาวบ้านโฮเป่ย (ทางฝั่งเหนือของแม่น้ำเหลือง) ได้ยินเสียงอัศจรรย์ในท้องฟ้า ซึ่งแสดงว่าท่านอาจารย์จิหว่างแห่งนิกายธยานะ ได้รู้ธรรมในวันนั้น. ต่อมาอีกไม่นาน ภิกษุจิหว่างได้อำลาพระสังฆปริณายกกลับไปโฮเป่ย อันเป็นที่ซึ่งท่านได้สั่งสอนมหาชนหญิงชาย เป็นจำนวนมาก ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์สืบมา. ๑. "ความเป็นเช่นนั้น" หรือ "ตถตา" นั้น คือความที่ถ้าเป็นสังขาร ก็ปรุงแต่งหรือเกิดดับกันไป ถ้าเป็นวิสังขาร ก็ไม่มีการปรุงแต่ง ไม่มีการเกิดดับ. - ผู้แปลเป็นไทย ๑๐๗

น.127 ครั้งหนึ่ง มี ภิกษุองค์หนึ่ง ถามพระสังฆปริณายกว่า บุคคลประเภทไหนที่สามารถรับเอาใจความสำคัญของคำสอน แห่งว่องมุ่ย คือ พระสังฆปริณายกองค์ที่ห้าได้. พระสังฆปริณายกได้ตอบว่า "ผู้ที่สามารถเข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้า นั่นแหละ คือผู้ที่จะสามารถรับเอาได้." ภิกษุองค์นั้นถามอีกว่า "ก็ใต้เท้าเล่า ได้รับแล้วหรือเปล่า?" ท่านได้ตอบว่า "ฉันไม่รู้ (สึกว่ามี) ธรรมะของพระพุทธเจ้าเลย." วันหนึ่ง พระสังฆปริณายกต้องการจะซักจีวร ที่ได้รับมอบเป็นมรดกตกทอดมานั้น, แต่ท่านไม่สามารถหาลำธารที่เหมาะ ๆ ได้ในที่นั้น, ดังนั้นท่านจึงได้เดินไปยังที่แห่งหนึ่ง ทางหลังวัดประมาณห้าไมล์, ที่นั่น ท่านได้สังเกตเห็นว่า ผักหญ้า และต้นไม้งอกงามหนาแน่น และสิ่งแวดล้อมได้ทำให้เกิดความรู้สึกว่า เป็นที่อันเหมาะสม. ท่านได้สั่นไม้เท้าประจำตัวของท่าน (ซึ่งทำให้เกิดเสียงดัง กริ่ง-กริ่ง เพราะมีลูกพรวนจำนวนหนึ่งผูกอยู่ที่ด้ามไม้เท่านั้น) แล้วปักมันลงที่แผ่นดิน. ทันใดนั้น ก็มีน้ำพุ่งขึ้นมา ไม่นานก็กลายเป็นสระน้ำ. ขณะที่ท่านคุกเข่าลงบนก้อนหิน เพื่อจะซักจีวร, ในทันใดนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมาปรากฏขึ้นตรงหน้าของท่าน และทำความเคารพท่าน. ภิกษุองค์นั้นได้กล่าวว่า กระผมชื่อ ฟองปิน เป็นชาวเสฉวน เมื่อครั้ง กระผมอยู่ที่ประเทศอินเดียตอนใต้, กระผมได้พบ พระสังฆปริณายก โพธิธรรม, ท่านได้แนะนำให้กระผมกลับมายังประเทศจีน. ท่านได้บอก แก่กระผมว่า ‘ธรรมหฤทัยอันถูกต้อง พร้อมทั้งจีวร บาตร (อันเป็น เครื่องหมายแห่งนิกายธยานะ) อันเราได้รับมอบต่อ ๆ ลงมาจากพระ- มหากัสสปะเถระนั้น บัดนี้ ได้ตกทอดไปถึงพระสังฆปริณายกองค์ที่ หก ๑ ซึ่งบัดนี้อยู่ที่ตำบลโซกาย แห่งชิวเจา. ท่านจงไปที่นั่นเพื่อจะได้ดู สิ่งเหล่านั้น และได้ถวายความเคารพแก่พระสังฆปริณายกองค์นั้น กระผมเดินทางเป็นเวลานานจนมาถึงที่นี่ ขอให้กระผมได้เห็นจีวรและ บาตรที่ใต้เท้าได้รับมอบเป็นทอด ๆ ลงมานั้นเถิด?" ๑. ถ้านับจากอินเดีย เป็นอันดับองค์ที่ ๓๓. -"ธีรทาส" ๑๐๘

น.128 เมื่อได้ดูเจดีย์วัตถุทั้งสองอย่างนั้นแล้ว พระสังฆปริณายกได้ถามภิกษุฟองปินว่า เขามีความเชี่ยวชาญในงานชนิดไหนบ้าง. ภิกษุฟองปินได้ตอบว่า "กระผมถนัดมือในทางงานแกะสลัก ขอรับ." พระสังฆปริณายกได้ระบุความต้องการของท่านออกไปว่า "ถ้าอย่างนั้นจงทำอะไรให้ฉันดูสักอย่างหนึ่ง." ภิกษุฟองปินรู้สึกหัวหมุนในขณะนั้น แต่ต่อมา ๒-๓ วัน ท่านก็สามารถแกะสลักรูปพระสังฆปริณายกอย่างประณีต เหมือนกับมีชีวิตอยู่จริง ๆ ขึ้นได้สำเร็จรูปหนึ่ง สูงประมาณเจ็ดนิ้ว เป็นงานชิ้นเอกชิ้นหนึ่งของการแกะสลัก. เมื่อได้เห็นรูปสลักรูปนั้น พระสังฆปริณายกได้หัวเราะ และกล่าวแก่ฟองปินว่า "เธอมีความรู้เชี่ยวชาญในด้านหนึ่งของวิชาการแกะสลักจริง ๆ แต่ดูเหมือนว่า เธอไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวอันลึกซึ้งของพระพุทธเจ้าเสียเลย." แล้วพระสังฆปริณายกได้เอื้อมมือไปลูบศีรษะของภิกษุฟองปิน (เป็นวิธีให้พรตามแบบของพุทธบริษัท) และได้ประกาศขึ้นว่า "เธอจงเป็นเนื้อนาบุญของมนุษย์ และเทวดาทั้งหลาย ตลอดกาลนานเป็นนิจเถิด." นอกไปจากนั้น พระสังฆปริณายกได้ตอบแทนงานชิ้นของภิกษุฟองปินนั้น ด้วยการมอบจีวรผืนนั้นให้เป็นรางวัล, ซึ่งภิกษุฟองปินได้ตัดแบ่งออกสามส่วน, ส่วนหนึ่งได้ตบแต่งรูปสลักนั้น, ส่วนหนึ่งสำหรับใช้เอง, และอีกส่วนหนึ่งท่านได้ห่อมันด้วยใบลาน แล้วฝังลงในดิน. ขณะที่ทำการฝังลงไป ท่านได้ประกาศคำอธิษฐานออกมาว่า เมื่อใดผ้านี้ถูกขุดขึ้น เมื่อนั้นขอให้ท่านได้เกิดใหม่ มาเป็นเจ้าอาวาสวัดนั้น และให้ได้รับภาระซ่อมแซมพระเจดีย์ และ โบสถ์วิหารทั้งปวง. ภิกษุรูปหนึ่งนำโศลกซึ่งแต่งขึ้น โดยธยานาจารย์รูปหนึ่ง ชื่อ ออหลุน มาท่องบ่นอยู่ว่า : ออหลุน มีวิธีและเครื่องมือ ที่จะกั้นจิตเสียจาก ความนึกคิดทั้งปวง. เมื่ออารมณ์ต่าง ๆ มิได้กลุ้มรุมจิต, ๑๐๙

น.129 ต้นโพธิ์ (เครื่องหมายแห่งปัญญา) ก็จะงอกงามอย่างเป็นล่ำสัน. พระสังฆปริณายก ได้ยินโศลกนี้ จึงพูดว่า "โศลกนี้ ย่อมแสดงว่า ผู้แต่งยังไม่เห็นจิตเดิมแท้อย่างเต็มที่. ถ้าใครรับเอาข้อความมาถือปฏิบัติ ก็จะไม่ได้รับความหลุดพ้น แต่จักกลับผูกรัดตัวเองแน่นหนายิ่งขึ้น แล้วพระสังฆปริณายก ได้บอกโศลกบทหนึ่งให้แก่ภิกษุรูปนั้นไว้ท่องบ่น ว่าดังนี้ : เว่ยหล่าง ไม่มีวิธี และเครื่องมือ ที่จะกั้นจิตเสียจากความนึกคิดทั้งปวง. อารมณ์ต่าง ๆ ย่อมกลุ้มรุมจิตของข้าพเจ้าอยู่เสมอ, และข้าพเจ้าสงสัยว่าต้นโพธิจะงอกงามได้อย่างไรกัน? ๑ ๑. บันทึก-ในบรรทัดสุดท้ายนี้ พระสังฆปริณายกได้แจ้งข้อความที่ว่า 'ต้นโพธิจะงอกงาม’ เพราะว่า "โพธิ" ย่อมไม่งอกขึ้น และทั้งไม่หดลง. - ว่อง มู่ ล่ำ ๑๑๐

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต