Buddhadasa.org

หลักธรรมที่แสดงความว่าง ตอนที่ ๑ — ๑. หลักพระพุทธศาสนาและการเข้าถึง

หลักธรรมที่แสดงความว่าง — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — หลักธรรมที่แสดงความว่าง (๑๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.7 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย, อาตมามีความเห็นว่าในโอกาสแรกแห่งการบรรยายนี้ เพื่อให้เป็น ประโยชน์ มากที่สุด เราจะได้พูดกันถึงว่า ทำไมจึงต้องมีการอบรมหลัก พระพุทธศาสนา. และสิ่งที่อบรมคือ หลักพระพุทธศาสนานั่นคืออะไร; ถ้า เราไม่เข้าใจความหมายอันแท้จริงของสิ่ง ๆ นี้ย่อมเป็นการยากที่จะเข้าใจ หลักพระพุทธศาสนาโดยทั่วไปหรือทั้งหมด สำหรับหัวข้อ การอบรมก็มีอยู่ ชัดแล้วว่า "หลักพระพุทธศาสนาและวิธีปฏิบัติ" มีอยู่เป็น ๒ เรื่องด้วยกัน. สำหรับ หลักพระพุทธศาสนานั้นอาจจะแบ่งออกไปได้เป็นขั้น ๆ หลาย ๆ ขั้น และเมื่อเป็นดังนั้น /วิธีปฏิบัติ ก็แบ่งไปได้เป็นขั้น ๆ ตามหลัก พระพุทธศาสนาที่แบ่งเป็นขั้นได้อย่างไร เท่าที่เราทุกคนควรจะทราบไว้ เป็นหลักกว้าง ๆ ว่าในหลักพระพุทธศาสนาทั้งหมดนั้นเรามีลำดับที่จะแบ่ง กันอย่างนี้ :-

น.8 ๒ เรื่องแรกที่สุด เป็นเรื่องของศรัทธา การเข้าถึงพระรัตนตรัยหรือ การถือพระรัตนตรัย หรือการถึงพระรัตนตรัย แล้วแต่จะเรียก, เรื่องที่ ๒ ก็เป็นเรื่องการบริจาค ที่เรียกว่าการทำทาน, เรื่องที่ ๓ ถัดไปก็เป็นเรื่องศีล คือการประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้องทาง กายทางวาจาไม่เกี่ยวกับใจโดยตรง, เรื่องถัดไปอีกเป็น เรื่องที่ ๔ ก็คือเรื่องสมาธิ นี้เป็นเรื่องจิตโดยตรง ในระดับแรก คือวิธีที่จะอบรมจิตให้ดีที่สุดให้เหมาะที่สุดที่จะใช้งานมัน และ เรื่องที่ ๕ ก็คือเรื่องปัญญา คือความรู้แจ้งแทงตลอด ซึ่งหมาย ถึงบรรลุมรรค ผล นิพพาน. ที่นี้ก็มีภาคผนวก เป็นผนวกอีกแผนกหนึ่งก็คือ คิหิปฏิบัติ: ข้อปฏิบัติ ทั่ว ๆไปสำหรับผู้ครองเรือนนี้เป็นเรื่องต่ำเป็นเรื่องพื้นฐาน; ฉะนั้นเราก็จะได้ พิจารณากันให้เห็นว่า เหมือนอย่างว่า :- เรื่องพระรัตนตรัย เราก็ต้องรู้ว่ามีอะไรบ้าง แล้วเราจะต้องปฏิบัติ ต่อพระ-รัตนตรัย เช่นการถือพระรัตนตรัยนั้นอย่างไร; เช่น เราจะต้องรู้เรื่อง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. ความมุ่งหมายของพระพุทธพระธรรมพระ สงฆ์นี้เป็นส่วนหลักวิชา ส่วนที่เป็นวิธีปฏิบัติก็มีว่า ทำอย่างไรเราจึงจะมี จิตใจของเราเองคล้ายกันกับจิตใจของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่ง เรียกกันว่าถึง ถึงพระรัตนตรัย คือถึงพระพุทธ ถึงพระธรรม ถึงพระสงฆ์ ถึง ด้วยจิตใจ โดยการมีจิตใจถึงพระพุทธ พระ-ธรรม พระสงฆ์เสียเอง สิ่งที่ เรียกว่าหลักวิชชากับการปฏิบัตินั้น จึงแยกกันได้โดยเด็ดขาด

น.9 ๓ เรื่องการให้ทาน ถัดมาอีกก็เหมือนกัน ทานมีอย่างไร มีความมุ่งหมาย อย่างไร ทำไมจึงต้องให้ทาน อย่างนี้ก็เป็นเรื่องฝ่ายที่เป็นหลักวิชา. ส่วนที่เป็นหลัก ปฏิบัตินั้นก็คือ การให้ โดยตรง ซึ่งเป็นความยากลำบากอยู่ตรงที่จิตใจของเราไม่ยอมจะ ให้ ไม่ค่อยยอมจะให้ ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ว่าเป็นสิ่งที่ควรให้ ดังนั้นจึงต้องมีการฝึกในการที่จะ ทำจิตใจให้เป็นจิตใจที่บริจาค หรือให้โดยไม่ฝืนความรู้สึกอย่างนี้เป็นต้น. เรื่องศีล ก็เหมือนกัน. คำว่าศีลหมายถึงข้อปฏิบัติที่ทำกาย วาจา ให้สะอาด ปราศจากโทษ เราอาจจะเรียนรู้ได้ จำได้ เป็นศีล ๕ ศีล ๘ ศีลต่าง ๆ นา ๆ แต่แล้ว ก็ปฏิบัติไม่ได้ เพราะมันขาดวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องไม่สามารถจะบังคับตัวเองให้ปฏิบัติได้. ทีนี้ เรื่องสมาธิ เรื่องปัญญา ก็ยิ่งยากขึ้นไปอีกแม้เราจะได้เรียนรู้ในส่วน หลักวิชามากมาย แต่ก็ยังเป็นการยากที่จะปฏิบัติได้สำเร็จตามนั้น เพราะฉะนั้นเราจึง เห็นแต่ความล้มเหลวในการทำ "กัมมัฏฐาน" "วิปัสสนา" อะไรต่าง ๆ. ที่กล่าวนี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่เรียกว่าหลักวิชาและวิธีปฏิบัติในฝ่ายพุทธ- ศาสนานั้นแยกกันเด็ดขาดเหมือนกัน; เหมือนกับวิชาการอื่น ๆ ทั่ว ๆ ไป ทีนี้หัวข้อ การอบรมของเรามีอยู่สองประเภทอย่างนี้ ซึ่งอาตมาจะได้บรรยายให้ละเอียดเป็นเรื่องๆ ไป ในโอกาสหลังคือวันหลัง. เฉพาะวันนี้เราจะวินิจฉัยกันแต่ในข้อที่ว่า ทำไมจึงต้องมีการอบรม; โดย ความมุ่งหมายว่าถ้ามองเห็นประโยชน์ของการอบรมแล้วจะเป็นการง่าย ที่จะจำ ที่ จะเข้าใจ หรือที่จะมีกำลังใจในการที่จะจำหรือที่จะเข้าใจ; ฉะนั้นขอให้ท่านทั้งหลาย สนใจทำความเข้าใจในข้อนี้.

น.10 ๔ ขอให้นึกให้กว้างว่าสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ หรือ หลักพระพุทธศาสนา นี้มันเป็น สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติชนิดหนึ่งเหมือนกัน คือเมื่อมนุษย์เรามีอยู่ในโลกนานพอที่จะ เข้าใจว่าชีวิตนี้เป็นอะไร ชีวิตนี้เป็นอย่างไร โลกนี้เป็นอย่างไรแล้ว ย่อมสามารถที่จะ นึกจะคิดจะค้นหลักปฏิบัติต่างๆ ซึ่งเราเรียกกันในภายหลังว่า "หลักพระพุทธศาสนา" หรือ "หลักธรรมะ" นี้ขึ้นมาได้. ทีนี้อีกทางหนึ่งซึ่งเราจะต้องทราบไว้ด้วยเหมือนกันว่า:- ถ้าหากว่าใครก็ ตามที่มุมโลกไหน ชาติไหน ภาษาไหนก็ตาม เกิดไปตั้งปัญหาขึ้นมาว่าทำอย่างไรโลก เรานี้จะอยู่กันด้วยความสงบสุข หรือว่าทำอย่างไรตัวเรา เองคนเดียวจะมีชีวิตอยู่ด้วย ความสงบสุขในทางจิตทางใจ ถ้าเขาเกิดตั้งปัญหาอย่างนี้ขึ้น มาแล้วคิดค้นเรื่อยไป ๆ ตามลำดับในที่สุดก็จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า "ธรรมะ" หรือ "ศาสนา" เป็นผลขึ้นมาทีเดียว ฉะนั้นมันจึงเป็นเรื่องทั่วไปแก่ทุกชาติทุกศาสนา. เราจะเห็นได้ตรงที่พวกฝรั่งนักศึกษา ชาวตะวันตก ที่มีความคิดเป็นอิสระ ไม่อยากจะมีศาสนา แต่เขาก็ไม่พ้นที่จะต้องคิด ว่าทำไมโลกนี้จึงจะมีสันติ และทำไมตัวเราเองจึงจะมีความสงบเย็นได้ คิดค้นไปโดยไม่ ได้เอ่ยถึงศาสนา. ถ้าเมื่อพบคำตอบข้อนี้บ้าง แม้ไม่มากก็น้อยมันก็กลายเป็นศาสนา, เป็นธรรมะขึ้นมาทันทีในสิ่งที่เขาค้นพบนั่นเองฉะนั้นจึงเป็นสิ่งที่หลีกไม่พ้น ที่มนุษย์ นี่จะหลีกไม่พ้น สำหรับสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะหรือหลักพระพุทธศาสนา ; จึงกล่าวได้ เป็นใจความสั้น ๆ ว่าที่แท้ก็คือวิ ชาสำหรับจะดับความทุกข์ในทางจิตใจที่เป็นส่วน ลึก ; จำกัดให้ชัดลงไปอีกก็คือว่า จะดับความทุกข์ชนิดที่เงินก็ช่วยดับให้ไม่ได้ อำนาจ วาสนา ยศศักดิ์ บริวาร อะไรก็ช่วยดับให้ไม่ได้; ความเป็นมนุษย์ ความเป็นเทวดา ก็ช่วยดับให้ไม่ได้ เว้นไว้แต่จะต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่า "ธรรมะ" นี้เท่านั้น จึงจะดับ ความทุกข์ชนิดละเอียดเช่นนี้ได้. เงินก็ดับความทุกข์อย่างหยาบ ๆ ต่ำ ๆ ไปตามภาษาที่ เงินจะดับได้ อำนาจวาสนาก็เหมือนกัน ความมีสุขภาพอนามัยบริบูรณ์สมบูรณ์ร่างกาย สบายดีนี้ ก็ดับความทุกข์บางอย่างที่หยาบ ๆ ไปได้ แต่ไม่สามารถจะบำบัดความทุกข์ ที่เป็นขั้นละเอียด ที่เป็นขั้นจิตใจโดยตรงได้. เพราะฉะนั้นจึง จำเป็นที่จะต้องมีสิ่งที่

น.11 ๕ เรียกว่า "ธรรมะ" หรือ "หลักพระพุทธศาสนา" สำหรับเป็นเครื่องมือดับความทุกข์ขั้น ละเอียดนี้. เราอาจจะกล่าวได้ว่า ธรรมะนี้ถ้าจะพูดกันอย่างอาหารก็เป็นอาหาร ของจิตใจ คือ ธรรมะนี้ถ้าจะเป็นเครื่องนุ่งห่ม ก็เป็นเครื่องนุ่งห่ม ป้องกันห่อหุ้มของจิตใจให้ปลอด- ภัย; ถ้าจะว่าธรรมะนี้เป็นที่อยู่อาศัยก็เป็นที่อยู่อาศัยของจิตใจ หรือถ้าเป็นยาแก้โรค มันก็เป็นยาแก้โรคทางจิตใจ; นี้คือลักษณะของธรรมะ. แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดเราควรจะถือว่า ตัวธรรมะที่แท้นั้นแหละควรจะเป็นตัวชีวิตของคนเราเสียเอง ถ้าชีวิตของคนเรา เป็นตัวธรรมะประกอบอยู่ด้วยธรรมะ มันก็หมดปัญหา ไม่มีปัญหาอะไรเหลืออยู่เลย ดัง นั้นสิ่งที่เรียกว่าธรรมะนั้นจึงเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์เด็ดขาดชนิดหนึ่ง ซึ่งมนุษย์ต้องมี; แต่ว่า มนุษย์ส่วนมากไม่สนใจ และแม้ว่ามนุษย์จะสนใจหรือไม่สนใจ, จะทราบหรือไม่ทราบ, จะรู้จักหรือไม่รู้จักก็ตามเถิด; แต่สิ่งที่เรียกว่าธรรมะก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็น และมีอำนาจ เด็ดขาด อย่างจำเป็นชนิดที่มนุษย์จะต้องมี; ถ้าไม่มีเป็นต้องประสบกับความโกลาหล วุ่นวาย ยุ่งยากลำบากทั้งทางกายและทางใจ; ฉะนั้นเราจึงเห็นได้ว่า จะเป็นการฉลาด ที่สุด ถ้าเราจะสนใจสิ่งที่เรียกว่าธรรมะนี้เสียให้เป็นการเพียงพอ ในการที่เราจะมีชีวิต อยู่ในโลกนี้ และได้รับประโยชน์จากการที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ได้ถึงที่สุด เราไม่ควรจะถือ ว่ามีเงิน มีอำนาจวาสนาเกียรติยศ ทรัพย์สมบัติต่าง ๆ บริบูรณ์แล้ว เป็นการถึงที่สุด; เพราะการกล่าวเช่นนั้น นอกจากจะเป็นวัตถุนิยมจัดแล้ว ยังเป็นการทำให้บุคคลนั้น ไม่สามารถจะดับทุกข์ในทางจิตในทางใจ เขายังคงมีความทุกข์เหลืออยู่มากมาย ชนิด ที่เงินเป็นต้น ชื่อเสียงเป็นต้นนั้นไม่อาจจะดับทุกข์ให้ได้ เขายังจะต้องฆ่าตัวตาย เขา ยังจะต้องร้องไห้ หรือเขายังจะต้องหม่นหมองเพราะเหตุนั้น. เพื่อจำง่ายอาตมาอยากจะกล่าวเป็นคำตรงๆ ว่า สมมุติว่ามีเงินล้านหนึ่ง อย่างนี้; ถ้าคนที่มีเงินล้านหนึ่งนั้นไม่มีธรรมะ เขาจะต้องเป็นทุกข์ล้านหนึ่ง; แต่ถ้า คนที่มีเงินล้านหนึ่งเป็นคนที่มีธรรมะแล้ว เขาจะเป็นคนที่มีความสุขล้านหนึ่ง; อย่างนี้

น.12 ๖ เชื่อว่าคงจะฟังง่ายและจำได้ง่าย, คือหมายความว่าถ้าไม่มี ธรรมะ แล้วยิ่งมีเงินจะยิ่ง เป็นทุกข์, ยิ่งมีอะไรจะยิ่งเป็นทุกข์, ยิ่งมีครอบครัวจะยิ่งเป็นทุกข์ ยิ่งมีอำนาจวาสนา จะยิ่งเป็นทุกข์, ถ้าไม่มีธรรมะ. แต่ถ้ามีธรรมะแล้ว ยิ่งมีอะไรก็จะยิ่งมีความสุข หรือ เป็นความสะดวกสบาย; เพราะเหตุว่าอำนาจของธรรมะนั่นแหละช่วยควบคุมสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวง ไม่ให้เกิดเป็นความร้อนรนขึ้น; ถ้าไม่มีธรรมะเป็นเครื่องช่วยควบคุมแล้วสิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงที่เรามีมาด้วยกิเลสตัณหานี้ จะมาเป็นเครื่องทำความร้อนให้แก่เรา, ไม่ใช่มาทำความเย็นให้แก่เรา; เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ว่า ผู้ที่ประสงค์ความ ก้าวหน้าในทางทรัพย์สมบัติก็ตาม, ในทางเกียรติยศชื่อเสียงก็ตาม, ในทางอำนาจ วาสนาหรืออะไรก็ตาม,ยิ่ง ต้องการมากเท่าไรคือว่ายิ่งปฏิบัติหน้าที่มาก หรือ ยาก หรือ สูงขึ้นไปเท่าไร ก็จะต้องยิ่งมีธรรมะมากขึ้นเท่านั้น; มิฉะนั้นแล้วเขาจะทนไม่ได้ ต่อ ความที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่เป็นไปตามความประสงค์นั้น เขาจะมีความหม่นหมอง มีความหงุดหงิด แล้วก็จะเริ่มมีโรคเส้นประสาท แล้วก็จะเริ่มมีโรคจิตขึ้นในที่สุด จน เสียคน, เสียผู้เสียคนไปเลย. นี่เราจะเห็นได้ว่า เราส่วนมาก มีธรรมะบางอย่างบาง ชนิดอยู่โดยไม่รู้สึกตัว. ขอให้มองดูให้ดีว่าการที่คนเรามีชีวิตอยู่เป็นปกติสุขอยู่ได้นี้ เพราะมันมี ธรรมะอะไรบางอย่าง แทรกแซงอยู่โดยที่ผู้นั้นไม่รู้สึกตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ความที่จิตมันว่างจากกิจธุระการงาน ที่หมกมุ่นอยู่บางโอกาสเป็นคราว ๆ นั้น; มันก็ เป็นลักษณะของธรรมะอันหนึ่งเหมือนกัน. ถ้าเราต้องทำงานตรากตรำทางจิต แล้วมี ความวิตกกังวลทางจิต มีจิตวุ่นอยู่เสมอแล้วไม่ถึงสัปดาห์เราจะต้องเป็นโรคเส้นประ- สาท และไม่กี่เดือนเราก็จะต้องเป็นโรคจิตและตาย เพราะฉะนั้นธรรมะชนิดนี้มาจาก ไหน มันก็มาโดยธรรมชาติ โดยที่มนุษย์เรารู้จักทำ, รู้จักจัด รู้จักทำการงาน, รู้จักพัก- ผ่อน, รู้จักปล่อยว่างทางจิตทางใจไปตามธรรมชาตินั้นเอง. แต่ว่าเพียงเท่านี้ยังไม่พอ เราจะต้องมีวิธีที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้น จนเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่า เป็นเทคนิคอย่างหนึ่ง

น.13 ๗ เหมือนกัน อย่างเทคนิคของกฎหมายอย่างนี้ท่านต้องเรียนกันตั้งมากมาย ต้องลงทุนเรียนตั้งหลายปี จึงจะแตกฉานในเทคนิคของกฎหมาย. ทีนี้ เทคนิคของธรรมะมันก็มีความยากหรือมีความมากเหมือนกันเท่ากัน. เราก็ จะต้องสนใจในลักษณะที่เท่ากัน จึงจะได้รับประโยชน์จากธรรมะหรือความ เป็นมนุษย์ของเรานี้ถึงที่สุด. ที่นี้ไหน ๆ ก็ได้กล่าวแล้วว่า วันนี้เราจะกล่าว โดยหลักทั่ว ๆ ไป ก็ขอให้พิจารณาโดยวงกว้าง ๆ คือว่าเราจะพิจารณากัน ถึงคุณค่าของธรรมะ คุณค่าของธรรมะที่มีแก่มนุษย์ เราจะแบ่งมันออกเป็นฝ่าย ๆ พอ เป็นเครื่องเข้าใจได้โดยง่าย คือว่ามนุษย์ ฝ่ายที่เป็นปัจเจกชนก่อน : ที่ เป็นคน ๆ หนึ่งโดยเฉพาะเป็น Individual dignity นี้ก่อน แล้ว อีกส่วนหนึ่ง ก็คือส่วนที่ เป็นสังคม รวม ๆ กัน เป็น Social ในส่วนที่เป็นปัจเจกชนนี้ เรา จะต้องพิจารณาจนเห็นคุณค่าของธรรมะที่มีแก่มนุษย์ คือ :- ข้อ ก. ในฐานะที่เป็นมนุษย์ ท่านลองคิดดูให้ดี ๆ ว่าความเป็น มนุษย์นี้มันมีความหมายอันแท้จริงอย่างไรไม่ยากในการที่จะทำความ เข้าใจ ถ้าเราจะถือเอาตรงตามความหมายของคำว่า 'มนุษย์ ". คำว่ามนุษย์ แปลว่ามีใจสูง "มนะ" แปลว่าใจอุษะยะ" แปลว่าสูง; นี่คนอื่นเขาอาจจะแปล มนุษย์นี้ว่า เหล่ากอของพระมนู หรืออะไรก็สุดแท้ก็ได้; แต่ตามหลักธรรมะ เราถือว่า คำว่า "มนุษย์" นี่แปลตรง ๆ ว่า'มะนะ " แปลว่าใจ " อุษะยะ" แปล ว่าสูง ก็แปลว่ามีใจสูง. ใจสูงก็คือสูงกว่าระดับสัตว์ทั่วไป โดยเฉพาะก็หมาย ถึงสัตว์ต่ำ ๆ เช่นสัตว์เดรัจฉานเป็นต้น; เพราะฉะนั้นจึงมีบทที่ถือกันมาแต่ ดึกดำบรรพ์ก่อนพุทธกาล ครั้นตกมาถึงพุทธกาลพระพุทธเจ้าก็ทรงรับรอง แม้เดี๋ยวนี้ก็ยังถือเป็นหลักกันในวงธรรมะนี้ว่า ธรรมะนี่แหละเป็นสิ่ง ที่ ทำความเป็นมนุษย์ ปราศจากธรรมะเสียแล้ว มนุษย์และสัตว์คือสัตว์ เดรัจ ฉาน นั้นก็ จะเสมอกัน คือเท่ากัน ท่านแต่งเป็นคำฉันท์ คือคำกลอน อย่างไพเราะว่า : -

น.14 ๘ อหารนิทฺทา ภยเมถุนญฺจ, สมาญฺญเมตปฺปสุภิ นรานํ ธมฺโม หิ เตสํ อธิโกวิเสโส, ธมฺเมน หีนา ปสุภิสมานา, อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมีใจความว่า การกินอาหาร "อาหาระ ", "นิททา" การนอนหลับแสวงหาความสุขจากการนอนหลับ, "ภย" คือความขี้ขลาด หรือหนีภัย‘เมถุนะ" คือการกระทำของคนที่อยู่กันเป็นคู่ ๆ คือระหว่างสตรี กับบุรุษ. การกินอาหาร การนอนหลับ การหนีภัย การประกอบเมถุนธรรม ทั้ง ๔ อย่างนี้เสมอกันในระหว่างมนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน คือมีได้เสมอกัน . "ธมฺเมนหีนา" -นั้นหมายความว่าถ้าปราศจากธรรมะเสียแล้วสัตว์เดรัจฉาน กับมนุษย์ก็จะเท่ากัน, "ธมฺโมหิ เตสํ อธิโก วิเสโส" ธรรมะเท่านั้นที่ทำความ ผิดแปลกแตกต่างระหว่างสัตว์กับมนุษย์; ฉะนั้นจึงเห็นได้ว่าความเป็น มนุษย์สำเร็จขึ้นมาด้วยธรรมะ ด้วยสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ ซึ่งเราจะได้วินิจฉัย กันต่อไป. ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ชนิดไหนจะต้องมีธรรมะทั้งนั้น จะเป็นมนุษย์เด็ก ที่เพิ่งคลอด ปฐมวัย ก็ต้องมีธรรมะที่มีอยู่สำหรับเด็กเล็ก ๆ; แต่ว่าบางทีเรา อาจจะไม่รู้สึก และบางพวกบางหมู่ก็ลืมไปเสียทีเดียวว่า มันจะต้องมี; เลย ถือว่าไม่ต้องสนใจเด็ก ๆ ไม่ต้องเกี่ยวกับธรรมะอย่างนี้เป็นต้น. แต่ที่แท้แล้ว แม้แต่เด็กเล็ก ๆ ก็จะต้องมีธรรมะอยู่ระบอบหนึ่งตามความเหมาะสมแก่ ความเป็นเด็ก ปฐมวัย มัชฉิมวัย ปัจ-ฉิมวัย ทุก ๆ วัยจะต้องมีธรรมะระบอบ หนึ่ง ๆ ที่เหมาะสมแก่ความเป็นมนุษย์ของตน.ลูกเด็ก ๆ ที่ปราศจากธรรมะ มันก็ต้องเหมือนกับลูกสัตว์เดรัจฉาน; แล้วจะต้องอบรมมารยาท อบรม ความรู้สึกคิดนึกอะไรต่าง ๆ ให้ ตามที่มันเหมาะสมแก่ความเป็นเด็กคือ อย่างน้อย ถ้าให้ดี ตามหลักของพุทธบริษัทเรา ก็จะต้องอบรมเด็กเล็ก ๆ ไม่ให้เห็นแก่ตัว ขอท่านลองคิดดู: ความไม่เห็นแก่ตัวนี้เป็นธรรมะขั้น สูง มันสงเคราะห์

น.15 ๕ รวมอยู่ในเรื่องของพวกไม่มีตัวตนหรือ อนัตตา หรือไม่ยึดมั่นถือมั่น ซึ่งทำความเป็น พระอรหันต์ ในที่สุด; แต่ว่าเด็ก ๆ ทำไม่ได้ในระดับนั้น จึงต้องลดลงมา เหลือเพียง ในระดับที่ไม่เห็นแก่ตัวตน หรือของตนจัดเกินไป อย่างนี้เป็นต้น. นั่นมันจึงจะเป็น ลูกมนุษย์ ไม่ใช่ลูกสัตว์เดรัจฉาน ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่าแม้ในฐานะที่เป็นมนุษย์ก็ต้อง มี "ธรรมะ ". ทีนี้ข้อ ข. ในฐานะที่เป็นคนไทยหรือเป็นพุทธบริษัท ไม่ใช่เป็นมนุษย์ ธรรดาแล้ว, ทีนี้ เป็นมนุษย์ที่เป็นคนไทยและเป็นพุทธบริษัท. เราถือว่าคนไทยมี เลือดเนื้อเชื้อไขเป็นพุทธบริษัทมา ตั้งแต่พุทธศาสนาได้เข้ามาครอบงำดินแดนส่วนนี้ เป็นเวลาประมาณ ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว; อันเลือดเนื้อเชื้อไขดั้งเดิมก่อนเก่าที่สุดก็ได้กล่าว ว่าเป็นพุทธบริษัท. ฉะนั้นในฐานะที่เป็นคนไทย พูดกันอย่างที่เรียกว่าออกจะเป็นชาติ นิยมอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ยุให้ยึดถือชาตินิยม แต่เพราะเหตุที่ว่า คำว่า "คนไทย" นี้ มี ความหมายดีมาก คือมีความหมายว่าเป็น "อิสระ" ดังนั้นเมื่อเราจะเป็นคนไทยคือ เป็นคนอิสระเราก็ต้องมีหลักธรรมซึ่งทำความเป็นอิสระ ถ้าพูดถึงหลักธรรมะที่ทำความ เป็นอิสระแล้ว ยิ่งศึกษาไปจะยิ่งทราบว่า หลักธรรมะในพระพุทธศาสนาทำความเป็น อิสระที่สุด ทำความเป็นอิสระชนิดที่ว่า ให้เป็นอิสระแก่ตัวเอง ใช้ความคิดนึก สติ ปัญญาพิจารณาของตัวเองอย่างเป็นอิสระ ไม่ต้องฝากความเชื่อไว้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ดังที่ ท่านก็ทราบดีอยู่แล้วว่า ในพุทธศาสนานี้ ไม่มีคติที่ถือพระเป็นเจ้าอย่างนี้เป็นต้น นี้ก็ เป็นลักษณะอันหนึ่งของความเป็นอิสระ; แต่ว่าความเป็นอิสระที่สูงสุดอย่างยิ่งนั้นคือ ความเป็นอิสระจากกิเลส; กิเลสหมายถึง; อวิชชา-ความโง่, ตัณหา-ความไม่รู้ความ ทะเยอทะยานอยาก อย่างนี้เป็นต้น. ความเป็นทาสที่ร้ายกาจที่สุดก็คือเป็นทาสกิเลส ฉะนั้นความเป็นไทยที่ ประเสริฐที่สุดก็คือความเป็นอิสระจากกิเลส. ทีนี้ หลักธรรมะในพระพุทธศาสนาสอน

น.16 ๑๐ เพื่อทำลายกิเลสโดยสิ้นเชิง ก็คือเปลื้องออกมา เปลื้องจิตใจออกมาสู่ความเป็นอิสระ โดยสิ้นเชิง. อย่างนี้จึงจะเรียกว่าเป็นคนอิสระ และสมกับว่าเป็นคนไทย. ถ้าจิตหรือ ใจของเราเป็นอิสระโดยทำนองนี้แล้ว ไม่มีทางที่จะเป็นทาส หรือเป็นเมืองขึ้นของ ใครได้ มันมีจิตใจชนิดที่ใคร ๆ จับกุมไม่ได้ ครอบงำไม่ได้. สำหรับความเป็นพุทธ- บริษัทนั้น มันมีความหมายคล้าย ๆ กัน คือเป็นอิสระเหมือนกัน แต่ว่าตัวคำว่า " พุทธะ " พุทธะ นั้น โดยรากศัพท์คือพยัญชนะนี้แปลว่า " ผู้รู้ - ผู้ตื่น - ผู้เบิกบาน " สามคำด้วยกัน คือราก ( Root ) ของศัพท์ว่า พุทธะ นี้แปลว่ารู้ก็ได้, แปลว่าตื่น ก็ได้, แปลว่าเบิกบานก็ได้, ฉะนั้นพุทธบริษัทก็ต้องแปลว่าหมู่คณะของบุคคลที่เป็นผู้ รู้ ผู้ตื่น และผู้เบิกบาน. รู้ คือ รู้สิ่งที่ควรรู้ โดยเฉพาะก็คือรู้ความดับทุกข์; หรือ กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือรู้ธรรมะที่ควรรู้ เท่าที่มนุษย์ควรจะรู้ ต้องรู้ให้หมด; ที่ไม่ จำเป็นก็ ไม่ต้องรู้ แต่ที่ จำเป็นต้องรู้ ต้องรู้ให้หมด ; ที่จำเป็นก็คือเพียงพอแก่การ ที่จะดับความทุกข์หรือสะสางปัญหาทุกชนิดของชีวิตนี้ ได้ นี่เรียกว่าเป็นผู้รู้. พอเป็น ผู้รู้อย่างนี้แล้วก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ตื่น คือตื่นนอน, ตื่นจากหลับ, หลับคือกิเลส, หลับ, คืออวิชชา-ความโง่ ความหลง; ความถูกครอบงำอยู่ด้วยกิเลสนี้ เรียกว่าความ หลับ . เดี๋ยวนี้ตื่นออกมาจากความหลับคือกิเลสนั้น ครั้นตื่นออกมาได้แล้ว ก็จะเป็น ผู้เบิกบานเหมือนกับดอกไม้ที่เบิกบาน สดใส เยือกเย็น. ความหมายของคำว่าพุทธ- บริษัทเป็นอย่างนี้ ถ้าเราต้องการจะเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน และเป็นอยู่อย่างอิสระ ในฐานะที่เป็นคนไทย เราจะต้องอาศัยธรรมะอีก ไม่มีสิ่งอื่นเป็นเครื่องมือ. ถัดไปข้อ ค. แคบเข้ามาในฐานะที่เราเป็นตุลาการ หรือกำลังจะเป็น ตุลาการโดยเฉพาะ; อาจจะกล่าวได้เป็นวงกว้างถึงหน้าที่การงานอย่างอื่นซึ่งมิใช่ตุลา- การก็ได้ แต่ว่าเดี๋ยวนี้ปัญหาของเรามันมีอยู่เฉพาะหน้า ตรงที่ว่าเราต้องทำหน้าที่ เป็นตุลาการ; ฉะนั้นในฐานะที่เป็นมนุษย์ที่กำลังจะเป็นตุลาการหรือเป็นตุลาการใน

น.17 ๑๑ อนาคตนี้; ธรรมะจะช่วยอะไรได้บ้าง ท่านอาจจะเดาได้ด้วยลำพังท่านเองทุกท่านว่า มัน จะช่วยอะไรท่านได้ เพราะว่าศัพท์แสงของคำตุลาการนี้ก็บอกอยู่แล้ว ซึ่งเราจะได้ วินิจฉัยในลำดับถัดไป. แต่ที่อาตมาอยากจะขอย้ำ และขอร้องให้ทำไว้ในใจอย่างพิเศษ อย่างแยบคายนั้นก็คือว่า ขอได้ โปรดระลึกว่า หน้าที่ตุลาการในโลกนี้นั้น มันเป็น หน้าที่สูงสุดของปูชนียบุคคล. อาตมาต้องขอยืนยันตลอดกาลว่า "ปูชนียบุคคล" นี้ไม่ ใช่ลูกจ้าง; ถึงแม้ใครผู้ใด ผู้มีอำนาจวาสนาใดๆจะมีหลักเกณฑ์ว่าข้าราชการคือลูกจ้าง แต่อาตมายังคงยืนยันว่า "ปูชนียบุคคล" ไม่ใช่ลูกจ้าง. ปูชนียบุคคล หมายความว่า "ผู้ที่โลกต้องบูชา" ดังนั้นตุลาการหรือบุคคล บางประเภทนั้นอยู่ในฐานะเป็นปูชนียบุคคล ตรงที่ว่า จะต้องเสียสละอะไรมากมายหลาย อย่าง เพื่อทำหน้าที่ของตนให้ตรงตามอุดมคติ; ถ้าทำอย่างเห็นแก่ค่าจ้าง หรือทำเท่า ที่ค่าจ้างบังคับนี้ จะไม่เป็นตุลาการหรือเป็นปูชนียบุคคลที่ดีได้ ท่านทั้งหลายย่อม ทราบโดยหลักการของตุลาการทั่วไปหรือสากลได้ดีแล้วว่า มันมีหน้าที่อย่างไรสำหรับ ตุลาการ แต่ถ้าเราจะสรุปให้สั้นที่สุดก็ต้องกล่าวว่า เป็นหน้าที่ที่รักษาความเป็นธรรม หรือความยุติธรรมของมนุษย์ชาติ ไม่ใช่ของประเทศไทยหรือของใครโดยเฉพาะ แต่ ว่าต้องของมนุษย์ชาติของ Humanity ซึ่งก็หมายถึงสัตว์ที่เป็นมนุษย์ทั้งหมดทั่วทั้ง สากลจักรวาล; ทั้งนี้เพราะว่าทั้งสากลจักรวาลนี้มีปัญหาอย่างเดียวกัน คือเมื่อปัญหา เรื่องความเป็นธรรมไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น ในระหว่างผู้กระทำผิดกระทำถูกนี้ มันต้องมี บุคคลชนิดหนึ่งซึ่งเป็นอิสระที่สุด ไม่อยู่ภายใต้การครอบงำของสิ่งใดหรือบุคคลใด ทำ หน้าที่วินิจฉัยสิ่งนั้น; เพื่อประโยชน์อะไร ? ท่านอย่าได้คิดแคบๆว่าเพื่อประโยชน์แก่ โจทก์และจำเลย; แต่ควรจะได้คิดว่าเพื่อประโยชน์แก่ความเป็นธรรมของมนุษย์ชาติ หรืออย่างน้อยก็ของโลก ดังเราจะเห็นได้จากพระคัมภีร์โบราณเก่าแก่ศักดิ์สิทธิ์ของ บาลีหรือของสันสกฤต ของประเทศอินเดีย ซึ่งเราต้องยอมรับว่าเป็นต้นตอของ ระบอบ "มนูธรรมศาสตร์" หรืออะไรก็ตามแต่จะเรียก. แม้ที่ได้รับช่วงมาถึงประเทศ-

น.18 ๑๒ ไทย เขาถือกันว่าตุลาการนี้เป็นบุคคลประเภทโพธิสัตว์ด้วยเหมือนกัน. เราจะได้ยินได้ฟังเรื่องพระโพธิสัตว์ที่ทำหน้าที่ตุลาการ จนพวกเทวดาพากัน ซร้องสาธุการสรรเสริญกึกก้องไปหมดอย่างนี้อยู่บ่อยๆ; ชะรอยท่านคงจะถือว่า มันไม่ ใช่เป็นหน้าที่มนุษย์ธรรมดาจะทำได้โดยง่าย จะต้องเป็นผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ สะอาด และ เป็นธรรม และเป็นอิสระ มันจึงจะทำได้. ฉะนั้นถ้าเราสมัครเข้ามาทำหน้าที่สูงสุด มีอุดมคติสูงสุดของมนุษย์ชาติเช่นนี้แล้ว เราจะสำนึกตัวเองว่าเป็นลูกจ้างไม่ได้ ถ้า ท่านสำนึกว่าตัวเองเป็นลูกจ้าง ท่านจะต้องอยู่ในอาณัติของนายจ้าง ไม่อย่างนั้นก็เป็น ลูกจ้างที่เลว แล้วมันจะเป็นอย่างไร ท่านลองคิดดูในที่สุด. แต่ถ้าเรามานึกถึงความ จริงไม่เข้าใครออกใคร เราจะมองเห็นชัดว่า ตุลาการนั้นคือบุคคลประเภทหนึ่ง ซึ่ง โลกมีไว้สำหรับรักษาความเป็นธรรม หรือความยุติธรรมของโลก ดังนั้นจะเป็นลูกจ้าง ใครได้; ถ้าว่าจะเป็นลูกจ้างของความยุติธรรมอย่างนี้ก็พอจะไปได้; แต่ไม่ใช่สำนวน โวหารที่จะกล่าวเช่นนั้น. ฉะนั้น เราจะต้องสำนึกถึงข้อที่ว่าถ้าเราปฏิบัติหน้าที่ของเรา อย่างสมบูรณ์และถูกต้องแล้ว เราจะมีฐานะอยู่เหนือความเป็นลูกจ้าง, เป็นได้อย่างไร? เป็นได้ตรงที่ว่าสิ่งที่เราทำให้แก่โลกหรือแก่มนุษย์ชาตินั้น มันประเสริฐสูงสุด มีค่า มากมายยิ่งกว่าเงินเดือนที่กำลังได้รับ. ถ้าเอาปริมาณของเงินเดือนหรือค่าของเงินเดือน ที่กำลังได้รับ ไปเทียบกับคุณค่าของการรักษาความเป็นธรรมอย่างนี้แล้ว เงินเดือน เพียงเท่าที่ตุลาการได้รับอยู่นี้ มันก็จะเป็นขี้ฝุ่นไปเท่านั้นเอง, ไม่มีความหมายอะไร. นี่จึงถือว่า ตุลาการ หรือ บุคคลบางประเภท เช่นครูที่แท้จริงเป็น ต้นอย่าง นี้ เป็นปูชนียบุคคล ไม่ใช่เป็นลูกจ้าง ฉะนั้นเพื่อให้เราเข้าถึงอุดมคติของสิ่งที่เรียก ว่าตุลาการนี้ เราจะอาศัยอะไร ถ้าไม่อาศัยธรรมะ. ขอให้ท่านลองคิดดู ธรรมะอย่าง เดียวเท่านั้นที่จะสร้างเราให้เป็นอิสระ สร้างเราให้อยู่ในฐานะที่จะเป็นผู้เฉียบขาดใน การที่รักษาความเป็นธรรมของโลก. ดังนั้นอาตมาจึงหยิบขึ้นมากล่าวโดยฉะเพาะว่า

น.19 ๑๓ ท่านที่เป็นตุลาการทุกคน เกิดมีแต่ปัญหาเฉพาะหน้าตรงที่จะต้องปรับปรุง ไม่เพียง แต่ตัวท่านเองโดยเฉพาะ อาจจะถึงครอบครัวหรือมิตรสหายของท่านด้วย ให้เอียง หรือคล้อยมาสู่อุดมคติชนิดนี้ เพื่อว่าครอบครัวของท่านจะไม่เป็นผู้ขัดขวางท่าน ใน การที่จะรักษาอุดมคติข้อนี้; เพราะฉะนั้นท่านจะต้องมีความรู้ธรรมะอันเพียงพอและ กว้างขวางพอที่จะควบคุมครอบครัวหรือมิตรสหายทั่วหน้าของเรา ให้คล้อยตามเราใน อุดมคติข้อนี้; คือช่วยกันรักษาความเป็นธรรมของโลก, ถ้าตุลาการผู้ใด มีครอบครัว ที่ไม่ประสีประสาต่ออุดมคติอันนี้แล้ว ขอให้ลองสังเกตเถอะ จะประสบความยุ่งยาก เหมือนกับตกนรกทั้งเป็น นี้เป็นอันว่าในฐานะที่เราเป็นมนุษย์ก็ดี เป็นไทยก็ดี และเป็น คนไทยที่มีหน้าที่ของปูชนียบุคคลคือตุลาการก็ดี เราต้องอาศัยธรรมะทั้งนั้น จึงจะ สามารถปฏิบัติหน้าที่นั้นๆหรือมีภาวะเป็นความเช่นนั้นได้ โดยถูกต้องและสมบูรณ์. ทีนี้ ที่เป็นพิเศษอีกข้อหนึ่งเป็นข้อ ง. ถือว่าเป็นข้อผนวก อาตมาอยากจะชี้ ในแนวที่ว่า เราทุกคนที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้จะต้องเป็นผู้ทำงาน. ธรรมะที่จะเป็น ประโยชน์ ที่มีประโยชน์แก่มนุษย์ในฐานะที่เป็นผู้ทำงาน, ทุกคนต้องทำงาน พระ- พุทธเจ้าก็ทำงาน และทำงานมากกว่าพวกเรา, พระอรหันต์ก็ทำงาน, คนธรรมดา สามัญก็ทำงาน, เด็กก็ทำงาน, ผู้ใหญ่ก็ทำงาน, คนมั่งมีเท่าไรก็ยังต้องทำงาน; ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่างานก็คือสิ่งที่จำเป็นที่มีอยู่ในชีวิตของมนุษย์เรา. สิ่งที่เรียกว่างานนี่แหละ มันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้; เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่างานนี้จึงเกิดเป็นปัญหาขึ้นว่า ทำอย่างไรงาน หน้าที่การงานนี้จึงจะไม่เกิดเป็นความทุกข์ทรมานขึ้นมา. อาตมาก็ขอยืนยันสั้นๆ เหมือนกับกำปั้นทุบดินไปตามเดิม ว่าต้องเอาธรรมะ เข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าธรรมะเข้ามาเกี่ยวข้องจะช่วยทำให้จิตใจว่างหรือสงบ เมื่อ จิตใจว่างหรือสงบแล้วงานจะเป็นของสนุก ถ้าจิตใจวุ่นหรือไม่สงบแล้วงานจะเป็นความ ทุกข์เหมือนกับตกนรกทั้งเป็น, ท่านลองคิดดู พิจารณาดูตรงที่ตัวเรานี่ ไม่ต้องคนอื่น

น.20 ๑๔ คือบางคราวบางโอกาสจิตใจว่างโปร่ง เยือกเย็น ประกอบอยู่ด้วยธรรมะโดยไม่รู้ตัวก็ ได้ เพราะเราไม่ได้ศึกษากันเพียงพอ แต่กล่าวได้ว่าในขณะนั้นจิตว่างโปร่ง เยือกเย็น ทำงานอะไรก็สนุกไม่มีงานอะไรยาก แม้งานสกปรกก็สนุก งานโกยเลนในคูในท้องร่อง ก็ยังสนุก ถ้าจิตใจว่างหรือสงบ; แต่ถ้าจิตใจวุ่นหรือไม่สงบแล้วแม้งานชนิดไหนก็จะ เป็นทุกข์ ไปหมด แม้งานที่เราเคยทำสนุกมาแต่ก่อนก็จะเป็นทุกข์ไปหมด เป็นสิ่งที่ ไม่ชวนทำไปหมด; ดังนั้น มนุษย์ที่ฉลาดจะต้องรู้จักทำจิตให้ว่าง ว่างจากสิ่งที่ไม่ เป็นธรรมะ, โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ว่างจากความทะเยอทะยาน ยึดมั่น ถือมั่น อะไร ต่าง ๆ นา ๆ ว่าเป็นตัวเราหรือเป็นของเรา, คือความเห็นแก่ตัวนั่นเอง ถ้าว่างจากความ เห็นแก่ตัวหรือของตัว, จิตก็ว่างโปร่งสบายเยือกเย็นทำงานต่าง ๆ เป็นสุข เป็นของ สนุก. พอจิตอัดกลัดกลุ้มอยู่ด้วยตัวกูหรือของกู ความยึดมั่นถือมั่นอย่างนี้ละก็เป็นจิต วุ่น งานจะเป็นของที่ทุกข์ไปหมดทนทรมานไปหมด เหมือนกับเราตื่นตอนเช้า ๆ จิต ยังว่าง นี่เราทำอะไรได้ จะล้างหน้าถูฟันอย่างนี้ก็ได้ ไม่ได้เกี่ยวกับความนึกคิดอะไร เลย มันก็ทำไปได้ด้วยจิตว่างนั้น. พอจิตวุ่นกลัดกลุ้มอยู่แต่เรื่องยึดมั่นถือมั่นตัวกูของ กูนั่นแหละอาจจะแปลงฟันผิดปาก หรือว่าล้างหน้าผิดหน้าก็ได้ ท่านลองเทียบเคียงดู อย่างนี้ก็แล้วกัน. เพราะว่าจิตที่ว่าง ที่สงบ เยือกเย็นนั้น มันมีความรู้สติปัญญา มี สัมปชัญญะอยู่ในตัวมันเอง; ฉะนั้นอย่าได้ไปกลัวว่าจิตว่างแล้วจะทำอะไรไม่ได้; จิต ว่างแล้วนั่งตัวแข็งเป็นก้อนหินอะไรทำนองนี้ ไม่ใช่อย่างนั้น. จิตว่างนั่นแหละ จะเป็นสติปัญญา สติสัมปชัญญะอย่างยิ่ง เฉลียวฉลาดอย่างยิ่ง ไวต่อความคิด นึกรู้สึกอย่างยิ่ง และสนุกสนานในการทำงานอย่างยิ่ง แล้วการทำงานก็ไม่เป็น นรกทั้งเป็นขึ้นมา. ทีนี้อย่าว่าถึงการทำงานเลย แม้แต่ การบริโภคผลของงานที่ทำได้แล้ว ก็ เหมือนกัน. ถ้าไม่ประกอบไปด้วยธรรมะแล้ว การบริโภคผลงานนั้นก็จะเป็นความทุกข์

น.21 ๑๕ ขึ้นมาจะเกิดความหึงหวง จะเกิดความอิจฉาริษยา จะเกิดความหวั่นวิตกกังวล ว่ามันจะ หมด มันจะหมดจะสิ้น มันจะไม่เหลืออยู่อะไรทำนองนี้ขึ้นมาทีเดียว; หรือว่าจะบริโภค อย่างตะกละตะกลาม อย่างเป็นทุกข์โดยประการอื่นขึ้นมาทีเดียว. ดังนั้นแม้แต่การ บริโภคผลงานก็ยังต้องทำด้วยอาศัยหลักของธรรมะ; ผู้ทำงานก็ตาม ผู้บริโภคผล งานก็ตาม จะต้องมีธรรมะประกอบหรือกำกับอยู่ตลอดเวลา. อาตมาชอบยกตัว อย่างด้วยคนแจวเรือจ้างกลางแดดหรือกลางฝนแล้วทวนน้ำอย่างหนักที่สุด บางโอกาส เขาร้องเพลงเอื่อยสนุกไปเลย เพราะว่าเวลานั้นจิตของเขากำลังว่าง; ไม่ไประลึกถึง ความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูของกู ครอบครัวของกู ลูกเมียของกูทำนองนี้ ไม่ ได้นึก; แต่ ถ้าเผอิญโอกาสหนึ่งคนแจวเรือจ้างคนนั้นเอง ไปบังเอิญนึกถึงความยากจน ความ อับโชควาสนา ครอบครัวลำบากอะไรขึ้นมาอย่างนี้ มันร้องเพลงไม่ออก, มันก็ด่านั่น ด่านี่วุ่นวายไปหมด ขณะนั้นเรียกว่าจิตวุ่น; จิตของเขาวุ่น คือกลัดกลุ้มอยู่ด้วยความ ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูว่าของกู, คือความเห็นแก่ตัวจัดไม่ว่างเลย จึงทำให้เห็นชัดว่าจิต ว่างนั้นทำอะไรไม่เป็นทุกข์. จิตวุ่นทุกอย่างจะเป็นทุกข์ ไปหมด จะเป็นการศึกษา เล่าเรียนหรืออะไรก็ตามเราเอาไว้วินิจฉัยกันวันอื่นก็ได้ นี้โดยส่วนปัจเจกชน. ธรรมะเป็นสิ่งที่จำเป็นยิ่งกว่าข้าวปลาอาหารเสียอีกที่จะต้องมีมา. ทำไมจึง พูดว่ายิ่งกว่าข้าวปลาอาหาร เพราะเหตุว่าถึงแม้จะมีข้าวปลาอาหารกินถ้าจิตไม่ประกอบ ไปด้วยธรรมะเป็นจิตวุ่นแล้ว ข้าวปลาอาหารนั้นจะเป็นเหมือนก้าง หรือเป็นเหมือน ก้อนเหล็กที่ร้อนแดงหรือเป็นอะไรไปหมด; คือเป็นความทุกข์ทั้งที่กำลังกินกำลังบริโภค ข้าวปลาอาหารนั่นเองต่อเมื่อจิตใจสงบเย็น ข้าวปลาอาหารจึงจะเป็นข้าวปลาอาหารที่ทำ ความเจริญกระชุ่มกระชวยให้แก่ร่างกายและจิตใจได้ ขอให้พิจารณากันในแง่นี้ แล้วจะ ยิ่งเห็นคุณค่าของธรรมะ เห็นความประเสริฐของธรรมะว่าเป็นสิ่งประเสริฐสุด, ว่า ประเสริฐยิ่งกว่พระพุทธเจ้า, เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนั้น ท่านยืนยันอย่าง

น.22 ๑๖ นั้นว่า "ตถาคต ก็เคารพธรรมะ". ท่านไปหาอ่านได้เองจากพระพุทธประวัติ; ในเมื่อ ตรัสรู้ แล้วใหม่ ๆ ท่านรำพึงถึงว่าเห็นพระพุทธเจ้านี้เขาเคารพใครกัน หรืออะไรกัน ในที่สุดทรงพบว่า พระพุทธเจ้าทั้งหมด ทั้งอดีต ทั้งอนาคต ล้วนแต่เคารพ ธรรมะ. ทีนี้ เราก็มาถึงสังคม คือว่าปัจเจกชนที่รวมกัน ๆ เป็นหมู่ เป็นกลุ่มเป็น ก้อน เป็นสังคมขึ้นมา สังคมนี้จะเป็นสังคมครอบครัวก็ตาม สังคมในประเทศก็ตาม หรือสังคมในระหว่างโลกทั้งหมดก็ตาม ของโลกทั้งหมดก็ตาม เรียกว่าสังคมทั้งนั้น มันจะกว้างแคบอย่างไรก็แล้วแต่กรณี; แต่รวมความแล้วก็คือว่า มันมีบุคคลที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จนกระทั่งถึงบุคคลที่ล้านที่หลายร้อยล้าน หลายพันล้าน อย่างนี้ แม้ในปัญหาของสังคมก็อย่างเดียวกันอีก คือต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ อย่างเดียวเท่านั้น. สังคมจึงจะเป็นสังคมที่สงบสุข หรือมีสันติภาพถาวร. ถ้าปราศจาก สิ่งที่เรียกว่าธรรมะเสียแล้ว; สังคมก็จะเป็นสิ่งที่มีวิกฤตกาลถาวร. - คือมีความยุ่งเหยิง โกลาหลระส่ำระสายวุ่นวายเดือดร้อน เป็นวิกฤตกาลถาวรไม่ใช่สันติภาพถาวร. ทีนี้สำหรับธรรมะเพื่อสังคมนั้น มันยิ่งง่ายลงมา เพราะว่าเราไม่บัญญัติหรือไม่ ถือว่าสังคมจะต้องประพฤติธรรมะในขั้นสูง ถึงกับว่าบรรลุมรรค ผล นิพพาน. ธรรมะ ในระหว่างสังคม หมายเพียงการไม่เบียดเบียนกัน มีเมตตากรุณาอารีกัน เอื้อ เฟื้อเผื่อแผ่กัน ด้วยความไม่เห็นแก่ตัวจัดเกินไปก็พอแล้ว. ส่วนธรรมะในส่วนบุคคล นั้นเราต้องการสูงขึ้นไปกว่านั้น เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ทำได้ ที่เป็นไปได้; แต่ที่เราจะ เกณฑ์ให้สังคมทั้งหมดซึ่งรวมคนโง่ คนไม่ฉลาดอยู่เป็นอันมากนั้นมามีธรรมะเสมอกัน นี้ มันเป็นไปไม่ได้; ดังนั้น ธรรมะหรือหลักธรรมะส่วนสังคมเราจึงลดลงมาเหลือ เพียงแค่ศีลธรรม (Moral หรือ Morality ). แต่ส่วนธรรมะสำหรับปัจเจกชนนั้น เราจัดไว้สูงเป็นพวกสัจจธรรมหรือ Truth ซึ่งมันสูงกว่า Moral มาก. เราจึงไม่ สู้มีปัญหาที่จะต้องศึกษายากลำบากนักเกี่ยวกับสังคม และก็มีกฎเกณฑ์ทั่วไปตรงกัน

น.23 ๑๗ แทบทุกประเทศชาติในโลก ในส่วนหลักศีลธรรม จะเป็นในระหว่างครอบครัว ซึ่ง แคบเข้ามาหน่อยก็เป็นไปได้สูงกว่าหน่อย คือครอบครัวของ "สัมมาทิฏฐิบุคคล" นี้ ก็ยังประกอบไปด้วยธรรมะสูงขึ้นไป แต่ถ้าเฉลี่ยเป็นส่วนทั้งประเทศแล้วมันก็ต้องลดลง มา ถ้าเฉลี่ยไปกว้างถึงทั้งโลกแล้วก็ลดลงมาเป็นศีลธรรมสากล ซึ่งเข้ากันได้ทุกชาติ ทุกศาสนาทุกประเทศ ไม่ขัดขวางกัน รวมความแล้วก็คือความเมตตาอารี ไม่เบียด- เบียนกัน ถ้าปราศจากธรรมะแล้วสังคมก็จะเป็นสังคมที่ไม่เป็นสังคม คือจะกระจัด กระจายวุ่นวายระส่ำระสาย ไม่ประกอบด้วยความสงบสุขเลย. นี่สรุปแต่ใจความสั้น ๆ ว่า เพื่อปัจเจกชนก็ดี เพื่อสังคมก็ดี; ธรรมะเป็น สิ่งที่มีประโยชน์อย่างที่จะขาดเสียไม่ได้ ถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งเท่า ๆ กัน กับที่ปัจจัย ๔ เป็นความจำเป็นทางร่างกาย: แล้วธรรมะก็เป็นความจำเป็นทางจิตใจ. สิ่งที่เรียกว่าปัจจัย ๔ ท่านทั้งหลายก็ทราบกันอยู่ดีแล้วทุกคนว่าหมายถึงอะไร เพราะมี ความหมายตรงกันหมดคือ :- อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และเครื่องบำบัด โรคทั้ง ๔ อย่างนี้จำเป็นแก่ร่างกายอย่างไร; ธรรมะหรือหลักพุทธศาสนาก็จำเป็นแก่ จิตใจเท่านั้น. เมื่อคนเรามีทั้งร่างกายและจิตใจ เราก็ต้องมีสิ่งเกื้อกูลนั้นให้ครบทั้งส่วน ร่ายกายและจิตใจ ถ้าเราให้แต่ทางร่างกายอย่างเดียวใจก็ละลาย คือไม่เป็นจิตใจอย่าง มนุษย์; ความเป็นมนุษย์นั้นก็เลยเป็นโพรงกลวง เป็นโพรง เป็นมนุษย์แต่เปลือก; เพราะ ว่าจิตใจไม่ได้เจริญตามแบบของมนุษย์. เราจึงต้องให้อาหารแก่จิตใจคือ ธรรมะ จิต ใจก็เจริญสมบูรณ์ ความเป็นมนุษย์ก็ไม่กลวงเป็นโพรง แต่ว่าเต็มแน่นไปด้วยคุณธรรม แห่งความเป็นมนุษย์, เป็นมนุษย์ที่ดี. นี่เรียกว่าคุณค่าของธรรมะที่มีแก่มนุษย์ ใน ฐานะที่เป็นมนุษย์ทั่วไปก็ดี ในฐานะที่เป็นคนไทยเป็นพุทธบริษัทก็ดี หรือในฐานะที่ เป็นผู้มีหน้าที่เฉพาะคือเป็นตุลาการก็ดี และเป็นผู้ที่ต้องทำงานหรือบริโภคผลงานก็ดี; แต่ในที่สุดเพื่อสังคมทุกขนาดก็ดีทุกระดับก็ดี จำเป็นที่จะต้องเนื่องกันอยู่กับสิ่งที่เรียก ว่าธรรมะ; เพราะฉะนั้น เราจึงต้องมีการอบรมสิ่งที่เรียกว่าธรรมะหรือหลักพุทธ- ศาสนา พร้อมทั้งวิธีปฏิบัติซึ่งเราจะได้จำแนกรายละเอียดกันในวันหลัง ๆ.

น.24 ๑๘ ทีนี้ เท่าที่เวลาเหลืออยู่เล็กน้อยนี้ เราจะได้วินิจฉัยถึงสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ คือคำว่า ธรรมะ หรือเราจะมีปัญหาว่า ธรรมะนั้นคืออะไร อันนี้ก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ มาก. ถ้าเข้าใจหลักกว้าง ๆ อันนี้ไว้มันจะเข้าใจคำอธิบายต่อไปข้างหน้านั้นได้ง่ายที่สุด หรือว่าท่านอาจจะเข้าใจศาสนาทุกศาสนาได้ง่ายที่สุด; ถ้าเข้าใจแล้วว่าสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ นั้นคืออะไร แต่ในฐานะที่เราเป็นนักศึกษา เราควรจะได้เข้าใจคำนี้กว้างให้พอสมควร กัน. สิ่งที่เรียกว่าธรรมะนี้ ไม่ใช่ภาษาไทย แต่เป็นภาษาบาลีหรือภาษา สันสกฤตท่าน เห็นได้เอง มันเป็นหลักฐานชัดอยู่ในตัวคำ ๆ นี้ว่าไม่ใช่ภาษาไทย และเพราะเหตุที่ว่า คำ ๆ นี้ ไม่มีคำใดที่อาจจะเป็นคำแปลของมันได้ เราจึงต้องใช้คำเดิม ที่เป็นภาษา บาลีหรือสันสกฤตนั้น ก็คือคำว่าธรรมะนั่นเอง จนมากลายเป็นคำไทยไปแล้ว. ปัญหาเฉพาะหน้าในที่นี้ ที่เกี่ยวกับภาษาอื่น ๆ เช่นภาษาอังกฤษ ในยุค แรก ๆ พวกฝรั่งก็พยายามที่จะแปลคำว่าธรรมะนี้ว่าอะไร พยายามกันแล้วพยายาม กันเล่า แปลกันอย่างนั้นแปลกันอย่างนี้มาพักหนึ่ง ผลสุดท้ายปัจจุบันนี้เลยยุติต้องกัน ว่าไม่สามารถจะแปล ก็เลยต้องใช้คำว่า ธรรมะ อย่างเดียวกับที่พวกไทยเราใช้ เลยเขียน ทับศัพท์เป็นคำว่า "ธรรมะ" ไปหมด. ทีแรกก็แปลว่า Law กฎหมายแปลว่า Norm บ้าง, แปลว่า Truth บ้าง, ต่าง ๆ นา ๆ; ผลสุดท้ายเหลวหมด, คือมันไม่ ให้ความ หมายที่สมบูรณ์เต็มที่ของคำ ๆ นี้ได้ เลยยุติว่าไม่แปลกันแล้ว ใช้คำว่าธรรมะ. มีคำ อื่นอีกบางคำเช่น คำว่า " กรรม" หรือคำอื่น ๆ นี้อีกหลายคำ ซึ่งพวกฝรั่งจนปัญญา ที่จะแปลเลยต้องใช้คำทับศัพท์. คำว่าธรรมะนี้ เป็นคำ ๆ หนึ่งแล้วในจำพวกนั้น ดัง นั้น เราจึงไม่อาจจะอาศัยหลักของภาษาไทยหรือภาษาใด ๆ มาอธิบายคำนี้ นอกจาก จะต้องอาศัยหลักของภาษาบาลี ซึ่งเป็นต้นตอของคำ ๆ นี้นั่นเอง. คำว่า ธรรมะโดยภาษาบาลี นั้น, โดยพยัญชนะ, โดยตัวหนังสือคำว่า ธมฺม

น.25 ๑๕ นี้แปลว่า สิ่งซึ่งทรงตัวอยู่หรือดำรงตัวอยู่ นี้มันก็เลยหมายถึงทุกสิ่งหมดเลย; เพราะ ว่าไม่ว่าอะไร ไม่ว่าสิ่งใดมันก็มีการทรงตัวหรือดำรงตัวอยู่ทั้งนั้น; จะเป็นสิ่งดี สิ่งเลว สิ่งถูก สิ่งผิด สิ่งสูง หรือสิ่งต่ำ สิ่งหยาบ สิ่งละเอียด สิ่งข้างนอกสิ่งข้างใน สิ่งมี รูปร่างหรือไม่มีรูปร่าง หรืออะไรก็ตาม มันล้วนแต่เป็นสิ่งที่มีการทรงตัวอยู่ทั้งนั้น. ถ้าเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย การเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยนั้นะคือตัวมันเอง; ถ้าเป็น สิ่งที่เที่ยงแท้ถาวรนั่นแหละเก็ป็นตัวมันเอง; ดังนั้นเรามีธรรมะประเภทที่เปลี่ยนแปลง หรือไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นศัพท์บาลียาก ๆ อย่ากล่าวถึงดีกว่ามันจะเฝือ แต่ให้ ได้ความชัดว่าจะเป็นสิ่งใดก็ตาม :- เปลี่ยนแปลงก็ตาม, ไม่เปลี่ยนแปลงก็ตาม, เห็นตัว ก็ตาม, ไม่เห็นตัวก็ตาม, สุขก็ตาม, ทุกข์ก็ตาม, อะไรก็ตาม นี้ล้วนแต่เรียกว่าเป็นสิ่ง ที่ทรงตัวอยู่ทั้งนั้น ก็เลยหมายถึงสิ่งทั้งปวงเลย ไม่มีอะไรที่จะไม่เรียกว่าธรรมะ นี่ตาม หลักภาษาบาลีเป็นอย่างนี้ก่อน. ทีนี้พอมาถึง ความหมาย, ความหมายที่จะไปใช้ นี่มันเกิดแตกต่างกันทีเดียว จำแนกได้เป็นอย่างๆไปเลย เช่นจะยกตัวอย่างมาให้เห็นเท่าที่จำเป็นหรือเท่าที่เห็นว่า สมควร โดยทั่วไป ท่านจะต้องเข้าใจว่าสิ่งที่เป็นธรรมก็เป็นธรรมะ ที่ไม่เป็นธรรมก็เป็น ธรรมะ, แต่ถ้าโดยฉะเพาะกรณีที่มี ความหมายฉะเพาะ แล้ว เราเอาแต่สิ่งที่เป็น ธรรมเท่านั้นเรียกว่าธรรมะ เช่น, ความดี ความงาม ความจริง ความยุติธรรม อะไรเป็นต้นนี้เป็นธรรมะ นอกนั้นเป็นอธรรม, อธรรมหมายความว่าไม่ใช่ธรรม แต่ แล้วสิ่งที่เรียกว่าอธรรมหรือไม่ ใช่ธรรมนั่นเอง มันก็คือธรรมะอันหนึ่งเหมือนกัน เป็น ธรรมไม่ใช่ธรรมะเป็นคำๆเดียวกันกับคำว่าธรรม. ถ้าท่านฟังพระสวดศพท่านจะได้ยิน คำว่า "กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อพยากตาธมฺมา":- แปลว่าธรรมทั้งหลายทั้งปวงที่ เป็นฝ่ายดี คือเป็นกุศล แล้วก็ธรรมทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นฝ่ายไม่ดี คืออกุศลนั้น "อพยากตาธมฺมา":- คือธรรมทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นฝ่ายที่กล่าวไม่ได้ว่าเป็นดีหรือไม่ดี มันมี ๓ พวกเท่านั้น. คำ ๓ คำนี้มันครอบงำสิ่งทั้งหลาย ทั้งหมด ทั้งสิ้นบรรดาที่มนุษย์รู้

น.26 ๒๐ จัก แต่ว่าทั้ง ๓ ประเภทนั้นเป็นธรรมะทั้งนั้น เรียกชื่อสามัญนามหรือ Common Noun นี้ว่าธรรมะเหมือนกันหมด; แม้จะเป็นกุศลธรรม อกุศลธรรม หรืออพยากตธรรมก็ตาม นี่คือความหมายของคำว่าธรรมะเป็นอย่างนี้. แต่ทีนี้ในภาษาอินเดียในสมัยโบราณ ในสำนวนโวหารของภาษาบาลีและ สันสกฤตนั้นเอง ก็มีการแยกใช้คำว่าธรรมะนี้ออกเป็นพวกๆพวกๆ ดังนั้นคำว่าธรรมะ รูปตัวหนังสือเหมือนกันดิกไม่มีเปลี่ยนแปลงเลย ถูกนำมาใช้ในความหมายต่างๆกันเช่น พวกแรกหมายถึงพวกที่เป็นเหตุหรืออำนาจอันใดอันหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้เกิด สิ่งอื่นขึ้น อย่างนี้ละก็หมายถึงอำนาจธรรมชาติ อำนาจธรรมชาติลึกลับอันหนึ่ง ซึ่ง จะบันดาลให้สิ่งทั้งหลายให้เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ เรียกว่าอำนาจหรือมูลเหตุลึก ลับ. ธรรมะในความหมายเช่นนี้จะตรงกันกับความหมายของคำว่า "พระเป็นเจ้า" ขอ ให้สังเกตไว้เพื่อเป็นความรู้รอบตัว; คือสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะในลักษณะเช่นนี้มีความ หมายเป็นตัวเหตุ เป็นตัวการ เป็นตัวบันดาลสิ่งต่างๆให้เป็นไป. ความหมายของ คำว่าพระเป็นเจ้าหรือ God หรืออะไรก็ตาม ฝ่ายที่เขาถือพระเป็นเจ้ากัน เขาให้ความ หมายต่างๆกันเช่นว่า God The Greater. God ที่เป็นผู้สร้างโลก, สร้างโลกให้มีโลกขึ้น มา. ทางฝ่ายหลักพระพุทธศาสนาเราก็ถือว่า สิ่งที่เรียกว่าธรรมะอย่างตะกี้นี้ธรรมะใน ฐานะที่เป็นเหตุหรือเป็นตัวบันดาลนั้น-เป็นสิ่งที่สร้างโลก ดังนั้นธรรมะนั่นเองคือ God. หรือว่า God ในความหมายว่า God The Preserver. God ที่คุ้มครองโลก รักษาโลกไว้ในปัจจุบันนี้แล้วก็คือธรรมะนั่นอีก คือธรรมะอันเดียวกันนั่น อีกที่กำลัง คุ้มครองโลกนี้อยู่ที่จะบันดาลให้คนดี ได้รับผลดี คนชั่วได้รับผลชั่ว หรือว่าคุมโลก นี้ไว้ให้อยู่ในลักษณะเช่นนี้ ไว้ไม่เป็นไปในลักษณะอย่างอื่น อย่างนี้ คือ God The Preserver,

น.27 ๒๑ หรือว่า God The Destroyer คือ God ที่ทำลายโลก ในระยะที่ถือว่าโลกนี้เมื่อตั้งอยู่ตลอดกาลของมัน แล้วมันจะต้องทำลายลงไปด้วยอำนาจของ God แล้วก็สร้างใหม่อีกนี้, ยุบเลิกไปแล้วสร้างใหม่อีกนี้ God The Destroyer อย่างนี้ก็คือธรรมะนั่นอีก ถ้าเป็นหลักพระพุทธศาสนา คือธรรมะที่เป็นเหตุให้สิ่งต่างๆมีการเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป. หรือว่า God The Saviour ผู้ช่วยพระเป็นเจ้า ผู้ช่วยสัตว์โลกทั้งหลายขึ้นไว้อย่างนี้ ทางฝ่ายพุทธศาสนาเราก็คือธรรมะอีก สิ่งอื่นช่วยไม่ได้ สิ่งอื่นไม่อาจจะช่วยเราได้นอกจากสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ แต่เราจะต้องศึกษาคำอธิบายส่วนนี้ให้เข้าใจเพียงพอ. หรือว่า God The Refuge; คือ God ที่เป็นพระเจ้าซึ่งเป็นที่พึ่ง เราก็ไม่มีอะไรอีกนอกจากสิ่งที่เรียกว่าธรรมะเท่านั้นที่จะเป็นที่พึ่ง, หรือเป็น Refuge. ทีนี้ God The Opener พระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นผู้เปิด ผู้เปิดเผยให้สัตว์รู้ ให้สิ่งต่างๆมีความสว่างรู้อย่างนี้เราก็ว่าธรรมะนั่นอีก ไม่มีอะไรนอกจากธรรมะที่จะเป็นเครื่องเปิดเผยให้เรามีความสว่างและรู้สิ่งที่ควรรู้. หรือว่า God The Guide, Guide คือผู้นำเที่ยวหรือนำทางเรา ทีนี้ก็ธรรมะนั่นอีก. ธรรมะเท่านั้นที่จะเป็น “เนตติ" หรือเป็น "นายกะ" จะนำไปสู่ความดับทุกข์สิ้นเชิง หรือนิพพาน นี่เป็น Guide. หรือในความหมายที่น่ากลัวอื่นๆเช่นว่า God The Omnipresence คือว่าพระเป็นเจ้าที่มีอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่งจนใครหนีไม่พ้น ใครทำชั่วหรือทำดีแล้วจะหนีหูหนีตาของพระเป็นเจ้าไปไม่พ้นเป็น Omnipresence อย่างนี้เราก็ไม่มีอะไรนอกจากธรรมะอีกเหมือนกัน คือว่าธรรมะหมายถึงว่าเราจะไปทำดีทำชั่วที่ในก้นเหวที่ไหน หรือใต้

น.28 ๒๒ ทะเลมหาสมุทรที่ไหน หรือว่าซอกที่ไหนก็ตาม มันไม่พ้นไปจากอำนาจการรู้การเห็นการควบคุมของธรรมะไปได้. หรือว่า God The Omnipotent พระเป็นเจ้าที่มีอำนาจ อำนาจสูงสุด สำคัญที่สุด ประเสริฐที่สุดกว่าสิ่งทั้งหลายในที่ทั่วไปอย่างนี้, คือเป็นผู้บังคับบัญชาในที่ทั่วไปทุกหนทุกแห่งนี้แล้ว ก็คือธรรมะนั่นอีก; หรือ God The Omniscience คือว่ารู้, รู้สิ่งทั้งปวงไม่มีอะไรที่ God ไม่รู้เราก็หมายถึงธรรมะนั่นอีก เพราะว่าจะไม่มีทางรู้อะไรเลยที่นอกออกไปจากสิ่งที่เรียกว่าธรรมะข้อนี้ ความรู้ทั้งหลายทั้งปวงทั้งสิ้นจะสรุปอยู่ในคำ ๆ นี้. คำที่สรุปต่าง ๆ เช่นว่า. God The President. God ที่เป็นประธานของสากลจักรวาลทุก ๆ จักรวาล จนเรานับไม่ไหวนี้เป็นประธานเพียงองค์เดียวตัวเดียวอย่างนี้ก็คือธรรมะนั่นอีก ไม่มีอะไรเป็นธรรมะที่ยิ่งใหญ่เหนือพระพุทธเจ้าเหนืออะไรทั้งหมดคือสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ. บางทีมีคำที่น่าขบขันที่สุดที่ บางคนพูดว่า God The Dictionary ปทานุกรมนั่นแหละ เพราะว่า God นี้จะเป็นเหมือน Dictionary คือว่าเราจะค้นหาอะไรต่าง ๆ ความหมายอะไรต่างๆ ได้จาก Dictionary ฉันใดแล้ว เราจะค้นหาสิ่งต่าง ๆ ได้จาก God หรือพระเป็นเจ้าฉันนั้น นี่ God The Dictionary ก็มีคนพูดกัน แม้มีความหมายอย่างนี้ก็ไม่พ้นไปจากสิ่ง ๆ เดียวคือธรรมะ ในสิ่งที่เรียกว่าธรรมะนี้เราจะพบทุกสิ่งเหมือนกับ Dictionary ที่ใหญ่ที่สุดของสากลโลก. นี่ขอให้เข้าใจว่าสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะในลักษณะเช่นนี้ มีความหมายตรงกับคำว่า God ของพวกที่เขามี God ฉะนั้นถ้าท่านเป็นนักศึกษาและท่านถูกถามว่าอะไร

น.29 ๒๓ ตรงกันกับคำว่า God แล้ว, ท่านอย่าได้ ไปตอบคำอื่นนอกจากคำว่าธรรมะ, จึงจะมี คำอธิบายที่ไม่จนหรือไม่จำนนต่อเหตุผล นี้หมายความว่า ธรรมะ ใน ฐานะที่เป็นตัว เหตุ เป็นต้นเหตุของสิ่งทั้งปวง. ที่นี้ก็มาถึง ธรรมะในฐานะที่เป็นผล ผลคือสิ่งที่เกิดขึ้นจากเหตุ นี้ก็ได้ แก่ปรากฏการณ์ทั้งหลายที่เขาเรียกว่า Phenomenon หรือเป็นพหูพจน์ก็ว่า Phenomena แล้วบรรดาสิ่งที่จะมาปรากฏแก่มนุษย์ทั้งหลายทั้งสิ้นนี้ จะมาในรูปของธรรม คือสิ่งที่ เป็น "สสาร" หรือจะเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นตัวเป็นพลังงานหรือเป็นอะไรก็ตาม หรือยิ่ง ไปกว่านั้น คือจะเป็นรูปธรรม เช่นร่างกายนี้ก็ตาม หรือจะเป็นนามธรรมเช่นจิตใจ ก็ตาม อย่างนี้เรียกว่า Phenomena หรือปรากฏการณ์ทั้งหมดทั้งสิ้น แต่ในฐานะที่ มันเป็นผล ฉะนั้นในโลกนี้หรือในสากลจักรวาลนี้ มันก็มีอยู่กี่แสนกี่ล้านกี่ร้อยล้านอย่าง ไรก็ตามใจ ล้วนแต่เรียกได้ว่าธรรมะทั้งนั้น นี่เรียกว่า ธรรมะ ในฐานะที่เป็นผล. ทีนี้ต่อไปอีก ธรรมะในฐานะที่เป็นกฎ ถ้าเราถามว่ากฎต่างๆนี้ใครสร้างขึ้น เช่นว่าสิ่งนี้จะต้องเป็นอย่างนี้ เช่นน้ำก็มีคุณสมบัติอย่างนี้ ไฟก็มีคุณสมบัติอย่างนี้ หรือว่าเมื่อเราเอาสิ่งนี้มาปนกับสิ่งนี้แล้วผลจะเกิดขึ้นอย่างนี้ หรือว่ากฎวิทยาศาสตร์ หรือว่ากฎธรรมะกฎอะไรต่าง ๆ ก็ตาม ใครตั้งขึ้น. พวกที่ถือพระเป็นเจ้าก็ว่าพระเป็น สำหรับพุทธศาสนาเราถือว่านั่นแหละคือตัวธรรมะ; ส่วนที่เป็นกฎ ส่วนที่เป็นกฎของ เจ้า; แต่ธรรมชาติ เท่าที่ยกมาเป็นตัวอย่าง ๓ อย่างนี้มันยังไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติเลย. ทีนี้เราจะมาดูกันตรงที่ว่าธรรมะ. คำว่า ธรรมะ ที่บัณฑิตทั้งหลายนิยมแยก เอาออกมาเพื่อจะถือเอาเป็นที่พึ่ง หรือว่าเป็น เครื่องคุ้มครองโลก เป็นที่พึ่งของโลกเป็น เครื่องยึดเหนี่ยวโลกไว้ไม่ให้แตกสลายไปเร็ว หรือว่าไม่แตกสลายนี้, เขาก็บัญญัติธรรมะ ในลักษณะที่เป็นความดี ความ- จริง ความงาม ความยุติธรรม, คือความเป็นธรรม เรียกสั้นๆคือ ความเป็นธรรม ; เพราะว่าคำว่าความดีนั้น เราหมายถึงดีจริง ไม่ใช่ดี

น.30 ๒๔ อย่างมนุษย์ว่า ๆ กัน, มันดีอยู่ในความหมายอื่น ดีในความหมายที่ไม่ใช่มนุษย์ แต่งตั้ง. ดี ในความหมายที่ดีคือไม่เป็นทุกข์ตามธรรมชาติ แล้ว ความงามก็ไม่ได้ หมายถึงอย่างประดับประดา ตบแต่งด้วยวัตถุอย่างนี้ เราหมายถึงงามในข้อที่ว่า มันไม่เป็นไปเพื่อความทุกข์เลย. ความงามที่เป็นคำภาษาบาลีว่า "กลฺยาณํ" นี้ก็แปลว่างามพระธรรม งาม- อย่าง "อาทิกลฺยาณํ" งามในเบื้องต้น, มชเฌกลฺยาณํ-งามในท่ามกลาง, "ปริโย สานกลฺยาณํ" - งามในเบื้องปลาย. พระธรรมนี้งามทั้งเบื้องต้น งามทั้งตรงกลาง และ งามทั้งเบื้องปลาย :- หมายความว่าในระดับไหนก็ตามจะงามไปหมด. ถ้ามีธรรมะแล้ว ระดับเด็กก็จะงาม ระดับผู้ใหญ่ก็จะงาม ระดับคนแก่ก็จะงาม, ระดับเบื้องต้นที่สุดเช่น ให้ทาน รักษาศีลก็งาม, ระดับสมาธิปัญญาก็งาม, ระดับมรรคผลนิพพานก็งาม, หรือ ว่าโลกต่ำๆอย่างโลกมนุษย์นี้ก็งาม สวรรค์ก็งาม พรหมโลกก็งาม อะไรก็ตามแล้วแต่ จะเรียก ระดับไหนมันงามไปหมด, งามตรงที่ว่าดูแล้วไม่น่าสังเวชใจ คือไม่มีความ ทุกข์. อนึ่งที่เรียกว่า จริง ก็หมายถึงจริงชนิดที่ว่าดับทุกข์ได้จริง . จริงเฉยๆไม่ มีประโยชน์นั้น ไม่ค่อยจะเพ่งเล็งในที่นี้ แต่ว่ารวมความไว้ในที่นี้ด้วยเหมือนกัน คือ ท่านต้องเข้าใจว่า จริงนั้นมีอยู่หลายอย่าง จริงเฉย ๆ ไม่มีประโยชน์ก็มี, คือเอามาใช้ เป็นประโยชน์อะไรไม่ได้เพียงไว้แต่รู้ก็มี, แล้วที่เอามาปฏิบัติได้ แล้วเป็นประโยชน์ คือดับทุกข์ ได้นั้นจึงจะเรียกว่าจริงที่ใช้ได้; คือจริงที่เป็นประโยชน์ หรือจริงอย่างเป็น พระอริยเจ้า, จริงของพระอริยเจ้า, เราหมายถึงจริงอย่างนั้น. ทีนี้ ความยุติธรรมหรือความเป็นธรรมนั้น เราหมายถึงความเป็นธรรมตาม

น.31 ๒๕ กฎเกณฑ์ของธรรมที่แท้จริง ไม่ใช่เป็นการบัญญัติแต่งตั้งโดยมนุษย์ แต่เพราะโดย เหตุที่ว่ามนุษย์ผู้จะแต่งตั้งบัญญัติกฎเกณฑ์ของความเป็นธรรมหรือยุติธรรมนั้น ย่อม อาศัยกฎเกณฑ์ความจริงของธรรมชาติ มันจึงเข้ากัน. ถ้ามนุษย์ ได้ทำไปด้วยความ ละเอียดสุขุมรอบคอบ มีความรู้เพียงพอ มีสติปัญญาเพียงพอแล้ว การบัญญัติความเป็น ธรรมหรือความยุติธรรมของมนุษย์หมู่นั้น จะเป็นธรรมหรือเป็นความยุติธรรมได้อย่าง แท้จริงเหมือนกัน; ฉะนั้นเราจึงต้องอาศัยบุคคลที่มีจิตใจสูง จิตใจเป็นธรรม จิตใจ เป็นอิสระ เพื่อจะแต่งตั้งกฎเกณฑ์ของความเป็นธรรมหรือความยุติธรรม ทีนี้ภาวะที่ มีลักษณะเป็นความงาม ความดี ความจริง ความยุติธรรมหรืออะไรต่าง ๆ ทำนอง เดียวกันนี้ รวมกันเข้าแล้วเราเรียก ความป็นธรรมหรือธรรมะในที่นี้ใช้กันหมดคำสั้นๆ ว่าธรรมะ ธรรมะคำเดียวเหมือนกันหมด ธรรมะอย่างนี้หมายถึงความเป็นธรรม และเป็นสิ่งที่จะคุ้มครองโลก และเมื่อเราได้เข้าอาศัยและเกี่ยวข้องกับสิ่ง ๆ นี้แล้วเรา ก็สามารถจะยึดเหนี่ยวโลกของเราไว้ในลักษณะที่น่าพึงพอใจ คือ น่าปรารถนาหรือ น่าอยู่อาศัยอย่างนี้เป็นต้น นี้ก็เรียกว่าธรรมะเหมือนกัน ถูกจำแนกออกมาอย่างนี้ถ้า เป็นอย่างนี้ท่านจะเห็นได้ว่า ได้กันเอาสิ่งที่ไม่ดีหรือชั่วนั้นออกไปเสียเป็นฝ่ายอธรรม; แต่แล้วอย่าลืมว่าคำว่าธรรมะนั้นมันกว้าง หมายหมดทั้งธรรมะและอธรรม ที่เราจะ อบรมกันต่อไปนี้ นี่มันหมายถึงธรรมะประเภทนี้ เราไม่จำเป็นที่จะต้องไปอบรมธรรมะ ฝ่ายที่เป็นอธรรม ไม่มีประโยชน์แต่มีโทษ เราจึงอบรมกันทั่วไปทั่วโลกนี้แต่ธรรมะ ในฝ่ายที่มีความหมายถึงความเป็นธรรม; นี้เรียกว่าโดยความหมายยกตัวอย่างมาให้เห็น ว่า: - โดยความเป็นต้นเหตุ, โดยความเป็นผล, โดยความเป็นกฎ, โดยความเป็น ธรรมที่จะคุ้มครองโลกได้ เป็นอย่างนี้ นี่คือธรรมะทั้งนั้น ชื่อเดียวกันทั้งนั้น. เวลาที่เหลืออยู่นิดหนึ่งนี้ พอที่จะพูดต่อไปอีกนิดหนึ่งว่า ถ้ากล่าวโดยวิภาค คือแจกเป็นพวก ๆ คือ Classification คือจัดเป็นพวก ๆ พวก ๆ เราก็อาจจะจัด ธรรมะได้เป็นพวก ๆ มากมายหลายพวก, อันแรกที่สุดเราก็จัดเป็น ศีลธรรม , และ

น.32 ๒๖ สัจจธรรม , ศีลธรรมก็ธรรมะ สัจจธรรมก็ธรรมะ ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าศีลธรรมนี้มุ่ง หมายเพื่อผลแก่สังคม; สัจจะธรรมนี้มุ่งหมายเพื่อผลที่สูงขึ้นไปสำหรับปัจเจกชน แต่ แล้วก็ยังคงเรียกว่าธรรมะด้วยกัน. ทีนี้เราจะแบ่งแยกไปทางอื่นอีก ว่า ปริยัติธรรม ปฏิบัติธรรม และปฏิเวธธรรม. ธรรมะพวกสำหรับเรียน เราเรียกว่าปริยัติธรรม, ธรรมะพวกที่สำหรับปฏิบัติเราเรียกว่าปฏิบัติธรรม, ที่นี้ธรรมะที่เป็นผลเกิดมาจากการ ปฏิบัติเราเรียกว่าปฏิเวธธรรม. แต่ทั้งสามอย่างนี้ก็เป็นธรรม คือธรรมะสำหรับ เรียนหรือตัวการเรียนก็ได้ ธรรมะสำหรับปฏิบัติหรือตัวการปฏิบัติก็ได้, แล้ว ก็ธรรมะที่เป็นตัวผลของการปฏิบัติ ทั้งสามอย่างนี้เรียกว่าธรรมะคำเดียวกันอีกนั่นเอง แต่จำแนกออกเป็น ๓ อย่างในเมื่อประสงค์จะจำแนก. ชี้ให้ชัดออกไปอีกก็อย่างปริยัติธรรมนี้ โดยส่วนใหญ่เราหมายถึงพระไตรปิฎก อะไร ๆ มันอาจจะรวมลงไปได้ที่พระไตรปิฎก พระไตรปิฎกก็แบ่งเป็น ๓ เรื่อง เป็นเรื่องพระวินัย พระสุตตันตะ และพระอภิธรรมอย่างนี้, วินัยก็คือเรื่อง เกี่ยวกับ มารยาทที่ดีงามทางกายวาจา, สุตตันตะก็คือ เรื่องหนึ่ง ๆ ซึ่งกล่าวถึงการดับทุกข์ใน แง่ใดแง่หนึ่งอย่างละเอียดสมบูรณ์. ที่นี้อภิธรรมก็คือการที่หยิบเอาคำหรือหัวข้อหรือ ความหมายใด ๆ อันหนึ่งมาแจงมาแจกให้ละเอียดออกไป ในแนวของปรัชญาบ้าง ใน แนวของจิตตวิทยาบ้าง ในแนวของ Logic บ้างแล้วแต่ประสงค์ ละเอียดจนเกินความ ต้องการไป จึงเรียกว่าอภิธรรม; คือปริยัติธรรมที่แจกออกไปอย่างยิ่ง, ถ้าท่านได้ยิน คำว่าพระวินัย พระสูตร พระอภิธรรมแล้ว ขอให้เข้าใจว่ามันมีความหมายอย่างนี้ ที่ ได้ยืนตามวัดต่าง ๆ. ทีนี้ที่เป็น ปฏิบัติธรรม ที่เป็นหลักพระศาสนา เราใช้คำ ๓ คำว่า ศีล- สมาธิ ปัญญา. ศีล ก็คือ ปฏิบัติส่วนกายวาจาขั้นแรกก่อน แล้ว สมาธิ ก็คือเตรียมใจ ให้พร้อมที่จะทำงานของมัน ฝึกฝนจิตใจโดยวิธีต่าง ๆ ให้เป็นจิตใจที่พร้อม; พร้อม อย่าง

น.33 ๒๗ ยิ่งเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะทำงาน เรียกว่าสมาธิ. ทีนี้ ปัญญา คือความรู้แจ้งที่เกิดขึ้นหลัง จากนั้น. ทีนี้ถ้าจะเอามาใช้แก่ชาวบ้าน ศีล ก็ คือระเบียบมารยาทที่จะต้องประพฤติ ปฏิบัติ สมาธิก็คือการประคองจิตไว้ให้ดี ๆ ให้พร้อมเสมอที่จะตัดสิน จะวิพากษ์ วิจารณ์ จะทำงานทางจิต. ทีนี้ ปัญญาคือความเป็นผู้รอบรู้ต่อชีวิต ต่อการงาน ต่อโลกหรือต่อความทุกข์และความดับทุกข์เป็นความรู้แจ้งนี้เรียกว่าปัญญา; ฉะนั้นอย่า ไปเข้าใจว่า คำว่าศีล สมาธิ ปัญญา นี้ใช้ได้แต่ในวัดต้องใช้ได้ในที่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง แม้ที่บ้าน. คำว่า ปฏิเวธ คือ ธรรมส่วนที่เป็นผล นั้น ถ้าเป็นทางศาสนาเขาระบุเป็น มรรคผลนิพพาน ๓ อย่าง : มรรคอย่างหนึ่ง, ผลอย่างหนึ่ง นิพพานอีกอย่างหนึ่ง. มรรคนั้นหมายถึงปัญญาที่ถึงขนาดสูงสุดตัดกิเลส, แล้วผลก็คือความสงบที่เกิดมา แต่การตัดกิเลส, แล้วนิพพานก็คือภาวะที่ปราศจากความทุกข์โดยประการทั้งปวง แต่ทั้งหมดนี้จะจำแนกไปอย่างไร ๆ ก็ยังคงสรุปลงมาได้ที่คำๆเดียวว่า "ธรรมะ". ทีนี้ถ้าจะสรุปมาในหลักที่เรียกว่าเป็นลักษณะพระพุทธศาสนาแล้วก็ว่า ทุกเรื่อง นี้จะมีกี่ร้อยเรื่องพ้นเรื่อง เอามาจัดหมู่แล้วมันจะได้ ๔ หมู่ คือ : - หมู่ที่ว่าด้วยเรื่องของความทุกข์อย่างหนึ่ง, - แล้วหมู่ที่ว่าด้วยเรื่องตัวเหตุหรือ ต้นเหตุของความทุกข์อย่างหนึ่ง, -แล้วก็หมู่ที่ว่าด้วยความไม่มีทุกข์เลย ภาวะที่เป็นความไม่มีทุกข์เลยนี้อย่างหนึ่ง -แล้วก็ว่าด้วยวิธีปฏิบัติอย่างไรจึงจะได้ถึงซึ่งความไม่มีทุกข์นั้นเรื่องหนึ่ง, รวมเป็น ๔ เรื่อง ที่เรียกว่า อริยสัจจ์ แปลว่าสัจจธรรมของพระอริยเจ้า

น.34 ๒๘ เราเรียกกันสั้น ๆ ว่าอริยสัจจ์ เรียกชื่อสั้น ๆ ว่า: ทุกข์, เหตุให้เกิดทุกข์, ภาวะที่ไม่มี ทุกข์, แล้วก็หนทางปฏิบัติให้ถึงความไม่มีทุกข์นั้น. นี่ทั้ง ๔ ข้อนี้ก็สรุปรวมอยู่ที่คำ ๆ เดียวว่าธรรมะอีกเหมือนกัน. ฉะนั้นทั้งหมดนี้เท่าที่กล่าวมานี้โดยหัวข้อว่าธรรมะคือ อะไรนั้น ท่านก็ย่อมจะเห็นได้ด้วยตัวท่านเองแล้วว่า ธรรมะนั้นคือทุกสิ่งเลย ไม่มี อะไรที่ไม่เป็นธรรมะ ไม่มีอะไรที่ยกเว้นว่าไม่ใช่ธรรมะ คือว่าแม้จะเป็นโลกียธรรม ที่ยังเป็นวิสัยโลก โลกยังเนื่องอยู่กับชาวโลกชาวบ้าน นี่เป็นธรรมะอย่างโลก ๆ เรียกว่า "โลกียธรรม". ที่นี้สูงขึ้นไปจนมีจิตใจเหนือ อยู่เหนือโลก คือว่าอิทธิพลของโลกโดย ประการใดก็ตาม ไม่แตะต้องได้ ไม่ครอบงำได้ มีจิตใจอยู่สูงเหนือโลก เป็นโลกุตตระ อย่างนั้นแล้ว ก็ยังเป็นธรรมะอยู่นั่นเอง. ฉะนั้นธรรมะจึงแบ่งเป็นโลกียธรรมก็ได้ โลกุตตระธรรมก็ได้ ธรรมะคำเดียวเท่านั้น. ทีนี้ธรรมะสำหรับพวกเราที่จะอบรมทำความเข้าใจกันดีกว่านั้น ไม่ใช้คำ ว่าอบรมมันฟังยาก ที่เราจะทำความเข้าใจกันต่อไปข้างหน้านี้นั้นก็คือ ธรรมะส่วน ที่เราจะเอามาใช้เพื่อสร้างความเป็นมนุษย์ของเราให้สมบูรณ์ เพื่อเป็นพื้นฐาน ของการเป็นตุลาการที่ดี, ไม่ต้องใช้คำว่า "ที่ดี" ก็ได้; เพราะว่าเมื่อเป็นตุลาการแล้ว มันก็ไม่มีความเป็นชั่วเป็นอะไรไปได้ เมื่อเป็นตุลาการที่ประกอบไปด้วยธรรมะ เป็น ตุลาการแท้จริงก็หมดกัน เรื่องมันก็จบกัน คือว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนถึงที่สุด ได้เข้า ถึงอุดมคติของสิ่งที่เป็นสิ่งสูงสุด ในทำนองที่ตัวผู้ปฏิบัตินั้น จักมีชีวิตหรือลมหายใจอยู่ โดยไม่มีความทุกข์เลย; แล้วพร้อมกันนั้นก็สามารถทำประโยชน์แก่มนุษย์ชาติได้อย่าง กว้างขวางสูงสุด ในฐานะที่เป็น "ปูชนียบุคคล" มีค่ามาก ชนิดที่ไม่มีอะไรจะสามารถ เป็นนายจ้างเราได้ เพราะว่าเราได้ทำสิ่งที่สูงสุดจนใครๆ จะตีเป็นราคาเป็นค่าจ้างไม่ได้ นี่เป็นอุดมคติของตุลาการโดยแท้จริง ไม่ใช่ว่าเราตั้งใจเพียงแต่จะปฏิบัติหน้าที่ของเรา พอคุ้มค่ากับค่าจ้างที่เราได้รับ อย่างนี้มันเป็นลูกจ้างไปได้; แต่ถ้าเราไม่คำนึงถึงสิ่งนั้น เลย เราคำนึงแต่อุดมคติของตุลาการ ยึดมั่นอยู่ในธรรมะของตุลาการ คือหน้าที่การ

น.35 ๒๙ งาน อุดมคติของตุลาการแล้ว เราก็จะได้ลุถึงสิ่งที่ดีกว่านั้นมาก คือดีกว่าสิ่งที่จะตีค่า ด้วยเงินเดือนของเรา คูณด้วยสิบ คูณด้วยร้อย คูณด้วยพัน คูณด้วยหมื่น คูณด้วย แสนทีเดียว; เพราะฉะนั้นจึงเป็นการชี้ชัดอยู่ในตัวว่า ทำไมเราจึงต้องมีการอบรม สิ่ง ที่เรียกว่าธรรมะ สำหรับคนทั่วไปก็ดี สำหรับตุลาการก็ดี อาตมาขอยุติคำบรรยายในวันนี้ เพราะหมดเวลาเพียงเท่านี้ จบการบรรยายครั้งที่ ๑ ————————————

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต