น.36 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย, ในโอกาสแห่งการบรรยายครั้งที่ ๒ นี้ อาตมาจะได้กล่าวถึงสิ่งที่พระพุทธเจ้า ตรัสรู้, กับสิ่งที่พระองค์ทรงสอน, และสิ่งที่พระองค์ทรงยอมรับรองเข้าไว้ว่าเป็นสิ่งที่ ถูกต้อง และทรงสอนด้วยเหมือนกัน. แต่ว่าก่อนอื่นเราควรจะได้ทำความเชื่อมโยงกัน กับข้อความที่ได้บรรยายแล้วในวันแรก ซึ่งในวันแรกเราได้กล่าวถึงเหตุผลที่ว่า ทำไม เราจึงต้องมีการอบรมธรรมะ ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์ทั่วไปก็ดี เป็นคนไทยก็ดี และ เป็นตุลาการโดยฉะเพาะก็ดี; และแล้วได้กล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่าธรรมะโดยวงกว้าง จนถึง กับสรุปได้ว่า ไม่มีอะไรที่ ไม่ใช่ธรรมะ และตั้งอยู่ในฐานะเป็นสิ่งที่สูงสุดกว่าสิ่ง ทั้งหลาย อย่างที่สมมุติเรียกว่าพระเป็นเจ้าหรืออะไรทำนองนี้ก็ยังได้. คำว่า ธรรมะ คำนี้กว้างถึงอย่างนี้ แต่แล้วคำ ๆ นี้ก็ถูกแบ่งแยกความหมายไปเป็นประเภท ต่าง ๆ กัน, จนกระทั่งมีความหมายฉะเพาะสิ่งที่เราพึงประสงค์ หรือสิ่งที่พึงสนใจใน
น.37 ๓๑ ฐานะเป็นที่พึ่ง. เพราะฉะนั้นคำว่าธรรมะที่เราประสงค์จะอบรมกันนี้จึงหมายถึงแต่สิ่ง ที่ควรรู้ ควรเข้าใจ ควรสนใจและปฏิบัติตาม เพราะฉะนั้นเราจึงเหลือคำว่าธรรมะ ในรูปที่จำกัดความลงมาได้ว่า ธรรมะที่พระพุทธองค์ ได้ตรัสรู้ แล้วก็ธรรมะที่ได้ทรง นำมาสอน แล้วก็ธรรมะทั่วไปของพวกอื่นที่มีอยู่ก่อนพระพุทธเจ้า พระองค์ก็ได้ทรง รับเข้ามาด้วย ในฐานะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และควรทราบ ควรปฏิบัติด้วยเหมือนกัน จึงเป็น ๓ หัวข้อใหญ่ ๆ ย่อ ๆ : - ในข้อแรก. คือธรรมะที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้นั้น, นั้นคือคำตอบของ คำถามที่ว่าอะไรคือพระพุทธศาสนา ? เหตุการณ์ได้ปรากฏอยู่ตลอดเวลาว่า คนไทย เราเป็นพุทธบริษัทไปต่างประเทศ ถูกชาวต่างประเทศถามว่า พุทธศาสนาคืออะไร ? เป็นอย่างไร ? อย่างนี้ ให้คำตอบเขาไม่ได้ก็มี ให้ได้แล้วไม่สำเร็จประโยชน์อะไรเลย ก็มี; บางรายตอบได้ ไม่เป็นที่พอใจ และมิหนำซ้ำผู้ที่ถามยังรู้ดีกว่าผู้ที่ถูกถามเสียอีก อย่างนี้ก็มี. เพราะฉะนั้น ข้อแรกที่สุดที่เราจะต้องทำในใจก็คือว่า เราจะต้องรู้ว่าธรรมะ ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้นั้นคืออะไรกันแน่; ถ้าตอบอย่างกำปั้นทุบดินไม่มีทางผิดก็ว่า เรื่องความดับทุกข์ แต่ว่าเท่านั้นมันยังไม่พอ เพราะยังจะต้องตอบต่อไปว่า ความดับ ทุกข์นั้นคืออะไร หรือเป็นอย่างไร ซึ่งเราจะได้อธิบายกันในวันนี้. ท่านทั้งหลาย ได้ยินคำว่า "สัพพัญญู" ซึ่งแปลว่า รู้หมดทุกสิ่งทุกอย่าง, พระพุทธเจ้าเป็นสัพพัญญู, แต่แล้วเราก็เข้าใจคำว่าสัพพัญญูนี้ผิด เพราะว่าคำว่า ทุกอย่างนั้นหมายถึงทุกอย่างฉะเพาะที่เกี่ยวกับความดับทุกข์เท่านั้น. สิ่งที่ไม่เกี่ยว กับความดับทุกข์พระพุทธเจ้าไม่สนใจ หรือไม่สนใจจะตรัสรู้ ไม่สนใจจะค้นคว้า; สัพพัญญูรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ก็ทุกสิ่งทุกอย่างฉะเพาะที่เกี่ยวกับความดับทุกข์ เราจะได้ยิน คำพูดกันอยู่ทั่วไปว่า “ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด" นี้หมายความว่า มันรู้มากแต่ ไม่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ หรือไม่สามารถจะเอามาใช้ปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์; เพราะ
น.38 ๓๒ ฉะนั้นขอให้พวกเราทั้งหลายทุกคนอย่าได้พลัดตกเข้าไปในฐานะที่ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด. ทั้งในความรู้ทางโลกและทางธรรมะ หรือแม้ที่สุดโดยฉะเพาะแต่ความรู้ทางกฎหมาย ซึ่งถ้าทำไม่ดีก็อาจจะอยู่ในฐานที่รู้ท่วมหัวหรือจนปวดหัว และก็ยังเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์อะไรไม่ได้. ความรู้อื่น ๆ ก็เหมือนกัน แล้วโดยฉะเพาะความรู้ทางธรรมะนี้มีทางที่จะเป็นอย่างนั้นได้ง่ายด้วย คือมีมาก อย่างว่า พระไตรปิฎกนี้มีตั้ง๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์, คือ ๘๔,๐๐๐ ข้อหรือประเด็น มันก็เกิดอาการรู้ท่วมหัวขึ้นมาได้; หรืออีกอย่างหนึ่งก็คือ รู้เพื่อพูด รู้เพื่อเถียงกัน หรือรู้เพื่อเอาไว้ใช้เป็นเครื่องยืนยันตามความคิดความเห็นส่วนตัวของตัว อย่างนี้ก็มี. ถ้าอย่างนี้แล้ว เป็นความรู้ชนิดที่เอาตัวไม่รอด หรือยังเอาตัวไม่รอดทั้งนั้น; ฉะนั้น คำว่าสัพพัญญูจึงหมายถึงทุกอย่างในวงที่เกี่ยวกับความดับทุกข์ ขอให้เข้าใจคำว่าสัพพัญญูของพระพุทธเจ้าไว้อย่างนี้. ทีนี้ที่ว่า "ฉะเพาะ" ความรู้ฉะเพาะที่เกี่ยวกับความดับทุกข์นั่นก็ยังมีความเข้าใจผิดกันมากอีกในหมู่พวกเรานี่ แม้แต่ในพวกเราที่นั่งอยู่ที่นี่เช่นไปเข้าใจว่า จะต้องรู้ว่าตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด แล้วยังว่าเกิดน่ะอะไรไปเกิด เกิดด้วยอะไร เกิดอย่างไร เกิดโดยวิธีใด เกิดเมื่อไรนี้ สาระพัดอย่างที่จะถาม ชอบถามกันทำนองนั้น คำถามอย่างนี้ หรือปัญหาอย่างนี้ก็อยู่ในประเภทที่ว่ายังไม่ช่วยให้เอาตัวรอด; เพราะว่า ปัญหาฉะเพาะหน้าของเรามันอยู่ตรงที่ว่า "เดี๋ยวนี้เรากำลังมีความทุกข์ ยังเอาชนะความทุกข์ไม่ได้ เราต้องเอาชนะความทุกข์ ให้ได้เดี๋ยวนี้" เรื่องเป็นอย่างนี้; แล้วทำไมเราจึงไปสนใจแต่ว่าเกิดหรือไม่เกิด, ถ้าเกิดอะไรไปเกิดนี้, เพื่อความจำง่ายในข้อนี้ขอให้จำคำเปรียบที่พระพุทธเจ้าท่านเปรียบไว้ย่อ ๆ สักข้อหนึ่งว่า : – เหมือนกับว่าคนถูกเขายิงแล้วก็ไม่สนใจที่จะรักษาแผลที่ถูกยิงนั้น; หรือไม่สนใจแม้แต่ว่าจะดึงลูกศรหรือลูกปืนออก กลับไปสนใจว่า ใครยิ่ง ยิงด้วยลูกศรชนิด
น.39 ๓๓ ไหน ด้วยกันศรชนิดไหนอย่างนี้ นี่พูดอย่างสมัยโบราณซึ่งยังไม่มีปืน เขาอาบลูกศรด้วยยาพิษอะไร ปัญหาร้อยแปดเลย แต่ไม่มาจัดการตรงที่ว่าจะเอาลูกศรออก แล้วรักษาแผลอย่างไร ในที่สุดเขาก็ตายเปล่า คือว่าไม่มีโอกาสที่จะทราบได้ว่าใครยิง ยิงด้วยอะไร ยิงด้วยวิธีอย่างไร แล้วแผลนี้มันก็กำเริบยิ่งขึ้นทุกทีแล้วก็ตายเปล่า. นี่ถ้าพวกเราไปสนใจว่าตายแล้วเกิดหรือไม่เกิดเช่นทำนองนี้เป็นต้น มีอีกมากมายแล้วก็เราจะตายเปล่าโดยไม่สามารถจะดับทุกข์ได้ทันในชีวิตนี้, ซึ่งถือว่าเกิดมาทีหนึ่งก็ไม่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ; ฉะนั้นเราจึงจำกัดวงแคบเข้ามาว่าเรื่องที่จะตัดต้นเหตุของความทุกข์ ดับทุกข์ให้ได้นั่นแหละเป็นตัวเรื่องสำคัญ เป็นตัวธรรมะที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ เขาจึงให้นามสิ่งนี้ว่า อริยธรรม เติมคำว่า "อริย" เข้าไป. ท่านทั้งหลายควรจะถือโอกาสทราบความหมายของคำว่า "อริย" นี้เสียด้วย; อริย ก็แปลว่าประเสริฐ แต่ถ้าแยกศัพท์ "อริ" ก็แปลว่าข้าศึก "ยะ" ก็แปลว่าไป อริยก็แปลว่า ไปจากข้าศึก ก็หมายความหมดข้าศึก หมดข้าศึกก็คือว่า หมดกิเลส และหมดทุกข์ เพราะฉะนั้นจึงประเสริฐ และประเสริฐอยู่ตรงที่มันหมดทุกข์ หมดข้าศึกนั่นเอง จึงเรียกว่าอริยธรรม แปลว่าธรรมที่ประเสริฐ เพราะเป็นเครื่องทำความหมดข้าศึก ถ้าเป็นความรู้ในฐานะที่เป็นกฎความจริงก็เรียกว่า อริยสัจจ์; อริยสัจจ์ นี่ก็แปลว่าความจริงที่ประเสริฐ เพราะเหตุว่าความจริงหรือข้อเท็จจริงหรือของจริงที่ไม่ประเสริฐก็มี ฉะนั้นท่านนักศึกษาใหม่ ๆ ควรจะได้ยินได้ฟังเสียด้วยว่า อย่ายืนยันกระต่ายขาเดียวว่า ถ้ามันจริงแล้วมันจะต้องประเสริฐไปหมด เพราะว่าจริงเฉยๆ จริงตามธรรมชาติ จริงยังใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ ไม่เป็นไปเพื่อดับทุกข์ก็มี นั่นยกไว้ให้เป็นความจริงเฉย ๆ ไม่ใช่ความจริงที่เป็นอริยะ; ถ้าความจริงที่เป็นอริยะหรืออริยสัจจ์แล้ว ต้องมีความหมายแห่งความดับทุกข์อยู่เต็มตัว. ทีนี้เรียกยาว ๆ เป็นอริยสัจจ์ อริยธรรม หรือพุทธธรรมหรืออะไรนี้มันยาว ก็เลยเรียกกันสน ๆ ว่าธรรม ธรรม ธรรมะเฉย ๆ ทั่วไปหมด.
น.40 ๓๔ โดยเฉพาะในครั้งพุทธกาล เราจะพบทั้งในฝ่ายบาลีและฝ่ายสันสกฤตที่เขาใช้ คำ ๆ นี้ว่า ธรรม อย่างเหมือนกับว่าพบเพื่อนคุ้นเคยสนิทรักใคร่จะถามว่า ท่านถือ ศาสนาไหน เขาก็จะถามกันว่า "ท่านชอบใจธรรมะของใคร;" นี้คล้ายๆ กับยอมรับ ว่าธรรมะนี้มันเป็นสิ่งเดียวกัน แต่ว่าอธิบายโดยบุคคลใด ท่านชอบธรรมะที่อธิบายโดย บุคคลใด โดยวิธีของบุคคลใดอย่างนี้ เช่นโดยวิธีของ "พระสมณะโคดม" หรือโดย วิธีของ "นิคันถนาฏบุตร" หรืออะไรทำนองนี้เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่เป็นคู่แข่งขัน เป็น ศาสนาคู่แข่งขันกันอยู่ในครั้งนั้นทั้งนั้น เขาจึงใช้คำว่าธรรมเฉยๆ. ถ้าพูดอย่างสมัยนี้ ก็คือศาสนานั่นเอง. เราถามเขาว่าถือศาสนาอะไร ศาสนาคริสต์, หรือโมหะหมัด หรือ อะไรทำนองนี้, แต่ครั้งพุทธกาลไม่มีคำว่าศาสนาใช้ ไม่ได้เป็นคำที่ได้ใช้ ไม่ใช่คำที่ ใช้พูดในครั้งพุทธกาลเลย เพิ่งเกิดเป็นคำที่ใช้พูดในปัจจุบันนี้. ครั้งพุทธกาลใช้คำว่า ธรรม เพราะฉะนั้นคำว่าธรรมในกรณีอย่างนี้ท่านหมายถึงความดับทุกข์เท่านั้น เขา ไม่หมายซอกแซกไปถึงอย่างอื่น ว่าดับทุกข์ โดยวิธีของครูคนไหนก็แล้วกัน. ทีนี้พอถึงพระพุทธเจ้าที่มีปรากฏอยู่ ในบาลีพระไตรปิฎกนี้ ได้ใช้คำว่า “พรหมจรรย์" แทน, จำกัดขึ้นมาอีก ฉะนั้นท่านนักศึกษาใหม่ ๆ ก็ควรจะเข้าใจคำนี้ ไว้ให้ถูกต้อง เพราะมันเกี่ยวเนื่องกันไปหมดเลย. คำว่าพรหมจรรย์นี้ที่เรารู้กันโดย มากหรือในเมืองไทยนี้ มันหมายถึงแต่การเว้นการกระทำของบุคคลที่อยู่กันเป็นคู่ คือ การกระทำระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายนั้น ถ้าเว้นอย่างนั้นเสียละก้อ เรียกว่าประพฤติ พรหมจรรย์; นี่ฉะเพาะในเมืองไทยเราเข้าใจกันทั่วไปอย่างนี้ แต่คำว่า พรหมจรรย์ นั่นไม่หมายความอย่างนั้นหรือเพียงเท่านั้น. มันหมายความถึงความประพฤติที่ ประเสริฐ, ความประพฤติอย่างใดก็ตาม ถ้าถูกยกขึ้นมาสำหรับบุคคลใดก็ตามเป็น ความประพฤติสูงสุด ไม่มีความประพฤติอันใดข้อใดสูงกว่าสำหรับบุคคลนั้นแล้ว ก็เรียก ความประพฤตินั้นว่าพรหมจรรย์ทั้งนั้น. ฉะนั้น จะเป็นเรื่องการกระทำอย่างอื่นก็ได้ เรียกว่าพรหมจรรย์ได้เหมือนกัน; แต่สำหรับภิกษุในพระพุทธศาสนาแล้วก็คือการ
น.41 ๓๕ ประพฤติอย่างภิกษุประพฤตินั่นแหละ คือศึกษาปฏิบัติเพื่อชำระกิเลสให้สิ้นไปนั่นแหละ เรียกว่าบำเพ็ญพรหมจรรย์; ไม่ใช่เพียงแต่เว้นการกระทำของคนที่อยู่กันเป็นคู่เท่านั้น ไม่ใช่; ฉะนั้น การประพฤติศีล สมาธิ ปัญญา ทำกิเลสให้สิ้นไปแล้วบรรลุ มรรคผลนิพพานนั้นคือพรหมจรรย์ เพราะฉะนั้นเราจึงได้ยินประโยคที่สำคัญประโยค หนึ่ง คือประโยคที่พระพุทธเจ้าท่านอนุญาตให้คนมาบวช เข้ามาเป็นภิกษุ ในสมัยที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ใหม่ๆ คนบวชสำเร็จประโยชน์ ได้เพียงพระพุทธเจ้าท่านบอกให้ มาประพฤติพรหมจรรย์เท่านี้พอแล้ว, คนนั้นเป็นภิกษุไปแล้ว. ถ้าหากว่าคนนั้นยังเป็น คนที่ยังไม่หมดกิเลส ก็มีคำเติมเข้าไปอีกนิดหนึ่งว่า มาประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่ สุดของความทุกข์, พรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดของความทุกข์. แต่ถ้าเผอิญคนนั้นเป็นคนที่ หมดกิเลสแล้ว คือได้พึ่งธรรมหมดกิเลสแล้วตั้งแต่ทีแรก แต่ยังไม่ได้มีพิธีบวช นี้ พระพุทธเจ้าก็บอกว่า มาประพฤติพรหมจรรย์หรือมาเป็นอยู่อย่างพรหมจรรย์เฉย ๆ เท่านั้น. ไม่มีคำว่าเพื่อทำที่สุดทุกข์ แต่มันก็ได้ความว่าเป็นอยู่อย่างพรหมจรรย์ หรือ ประพฤติพรหมจรรย์; ดังนั้นระบบการประพฤติทั้งหมดเพื่อบำบัดความทุกข์ให้สิ้นไป นั่นแหละเรียกว่าพรหมจรรย์. นั่นแหละคือตัวศาสนาแท้ ดังนั้นขอให้พวกเราทุกคน จดจำไว้ให้มั่นคงว่า ตัวศาสนาแท้นั้นอยู่ตรงที่ตัวประพฤติพรหมจรรย์ อย่าได้ไป อยู่ที่คำสอนคำเทศน์ พระไตรปิฎก วัดวาอาราม หรือพิธีรีตองต่าง ๆ; แม้ที่เกี่ยวกับ พระ กับวัด กับศาสนาน่ะมันก็ไม่ใช่ตัวศาสนา มันเป็นเพียงวัตถุแทนบ้าง เป็น เพียงเปลือกหุ้มห่อบ้าง เป็นเพียงเครื่องหมายบ้าง เป็นเครื่องอุปกรณ์อะไรบ้าง เนื้อ แท้ ตัวแท้ของศาสนาต้องได้ แก่ตัวการประพฤติชนิดที่ทำกิเลสให้ ร่อยหรอลงไปอยู่ทุก เวลา ๆ เรียกว่าตัวแท้ของศาสนา. ทีนี้การที่ไปถามว่าตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด หรือว่า ฝึกสมาธิแล้วจะแสดง ปาฏิหาริย์อย่างไรได้บ้าง หรืออยากจะทราบเรื่องความลึกลับพิเศษของจิต หรืออะไร ทำนองนี้, นี้ไม่ใช่พุทธศาสนา แล้วยังจัดไว้เป็นปัญหาที่ไม่สิ้นสุด เป็นปัญหาอย่าง
น.42 ๓๖ ที่เราชอบเรียกกันว่าปัญหาโลกแตกทำนองนั้น. เรื่องโลกแตกปัญหาไม่มีสิ้นสุดเหล่านี้ พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธ แม้ถูกถามก็ไม่ยอมตอบ ไม่ยอมเสียเวลาด้วย แต่จะจูงการ สนทนาหรือการไต่ถามนั้นไปสู่จุดอีกจุดหนึ่งซึ่งเรียกว่า "อาทิพรหมจรรย์" ควรจะจำ คำนี้ไว้ด้วย อาทิพรหมจรรย์. "อาทิ" แปลว่าเบื้องต้นหรือเงื่อนต้นของพรหมจรรย์, หมายความว่าถ้าเราลงมือตั้งต้นที่ตรงนี้ หรือจับเงื่อนต้นที่ตรงนี้แล้ว จะเป็น พรหมจรรย์ขึ้นมา แล้วจะเป็นการดับทุกข์ในที่สุด; ฉะนั้นจึงเรียกว่าเงื่อนต้นของ พรหมจรรย์คือเป็นอาทิพรหมจรรย์. เมื่อมีคนมาชวนเราคุย เราก็จะต้องวินิจฉัยก่อน ว่า เรื่องที่จะคุยกันนี้มันเป็นเงื่อนต้นของพรหมจรรย์หรือไม่คือว่ามันเป็นเงื่อนต้นที่นำ ไปสู่การดับทุกข์หรือไม่; ถ้าไม่เป็น, เราไม่ยอมคุยด้วย เราไม่ยอมเสียเวลาด้วย. เรา จะต้องดูให้มันเป็นเงื่อนต้นที่ว่า มันจะค่อย ๆ จูงเข้าไปหาความดับทุกข์ แล้วจึงจะเริ่ม สนทนาด้วยเรื่องนั้น แล้วก็ไปสู่ความดับทุกข์ อาทิพรหมจรรย์ เงื่อนต้นของ พรหมจรรย์อย่างนี้ ไม่ใช่ปัญหาโลกแตก แต่เป็นปัญหาเฉพาะหน้า เป็นปัญหา จำเป็นอย่างยิ่ง เป็นปัญหาที่คุ้มค่ากับเวลาแล้วยังเป็นเครื่องช่วยให้เราตัดสินลงไปได้ ด้วยว่า นี่มันเรื่องพุทธศาสนาหรือไม่. ถ้าเราอยากจะคิด จะพูด จะคุย จะปรึกษาหารือ กันแต่เรื่องพุทธศาสนาแล้ว เราต้องยึดหลักข้อนี้ไว้ให้มั่น เพราะฉะนั้น เราสรุปได้ ครั้งหนึ่งว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น คือเรื่องความดับทุกข์โดยตรง . กล่าว ไว้แต่ย่อๆอย่างนี้ขั้นหนึ่งก่อนแล้วเราจะพิจารณาถึงข้อที่ ๒ ที่ว่าสิ่งที่พระองค์ทรงสอน สิ่งที่พระองค์ทรงสอนหรือธรรมะที่พระองค์ทรงสอนนั้น เมื่อถามว่าคือ อะไร ก็ย่อมตอบได้ทันทีว่า "คือเรื่องความดับทุกข์นั้นเอง" แต่ว่ามันมีคำที่ยืนยัน เฉพาะพิเศษเป็นพระพุทธภาษิตว่า "ภิกษุทั้งหลาย แต่ก่อนนี้ก็ดี บัดนี้ก็ดี เรา ตถาคตบัญญัติ คือว่า กล่าวถึงเฉพาะแต่เรื่องความทุกข์กับความดับไม่เหลือ แห่งทุกข์เท่านั้น" ถ้าเป็นบาลีสามารถจำได้ก็ดี คือว่า "ปุพเพ จาห์ ภิกฺขเว เอตรหิจ ทุกฺขญเจว ปญฺญาเปมิ ทุกฺขสฺจนิโรธ" ขอให้ถือเอาประโยคอย่างนี้ ไว้ใน ฐานะเป็นหลัก ที่เราจะใช้ยืนยันกับพวกอื่น หรือคนเหล่าอื่นที่มาซักถาม โดยเฉพาะ
น.43 ๓๗ พวกต่างศาสนา หรือชาวต่างประเทศ. ถ้าเราไม่มีหลักพุทธภาษิตอย่างนี้เป็นเครื่อง ช่วยยืนยันบ้าง มันพูดกับเขายาก เพราะว่ามันเป็นการช่วยไม่ได้ ในข้อที่ว่าเขาเหล่า นั้นผู้มาใหม่สู่ความรู้ทางพุทธศาสนานี้เขาต้องอิงหลัก เขาจะไม่ยอมเชื่อคำพูดของคน ล้วน ๆ. เพราะฉะนั้นเราควรจะให้หลักแก่เขาด้วย เพราะเป็นพุทธภาษิตตรัสไว้อย่าง นี้ ในคัมภีร์มัชฌิมนิกายอย่างนี้เป็นต้น. ถึงแม้เราเองก็เหมือนกันควรจะยึดหลักมั่นว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้พูดเรื่องอื่น นอกจากเรื่องตัวความทุกข์กับความดับทุกข์โดยไม่ เหลือเท่านั้น ฉะนั้นถ้าเป็นการพูดเรื่องอื่นนอกเรื่องไป ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ แม้ที่สุด แต่สิ่งที่เรียกว่าธรรมะปรมัตถ์ ขั้นปรมัตถ์ ธรรมะขั้นสูงสุดก็ตาม; ถ้าไม่เกี่ยวกับเรื่อง ความดับทุกข์โดยตรงแล้ว ก็ไม่ถือว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านทรงบัญญัติขึ้นสอน เป็น เรื่องเสียเวลาทั้งนั้น. ขอให้จำไว้ด้วยว่า ทั้งนี้เพราะเหตุว่า แม้ในพระไตรปิฎกนั้น เองก็มีข้อความบางข้อ ที่ไม่เกี่ยวกับทุกข์หรือความดับทุกข์ โดยที่ เป็นเรื่อง เพิ่มเติมเข้าไปๆ ตามโอกาสที่คนบางคนเขามีอำนาจที่เขาจะเติมได้. ฉะนั้น ในพระ ไตรปิฎกนั่นเองไม่ใช่คัมภีร์, อรรถกถา, ฎีกา, ขั้นต่อ ๆ มาก็ไม่ใช่. ในตัวพระไตร- ปีฎกที่เป็นขั้นบาลีนั่นเอง ก็มีเรื่องที่ไม่ใช่คำที่พระพุทธเจ้าได้บัญญัติสอน ถ้ามันไม่ ใช่เรื่องเกี่ยวกับดับทุกข์โดยตรง; เช่นพูดถึงเรื่องยักษ์เรื่องมาร เรื่องอะไรทำนองนี้ มันพลัดเข้ามาได้ โดยที่เวลามันนานและบางทีมันก็ตกอยู่ในมือของบุคคลที่มีความคิด วิปริต, มันช่วยไม่ได้; เพราะหนังสือ มันเป็นสิ่งที่เขียนได้เติมกันได้ เมื่อพระ คัมภีร์ตกไปอยู่ในมือของบุคคลประเภทนั้น หรือประเทศนั้น ในยุคนั้น แล้วมันก็ เติมกันได้. ขอให้เข้าใจไว้อย่างนี้เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง และความคิด ที่เป็นอิสระ ฉะนั้นขอให้ จำหลักอันนี้เอาไว้ว่ามันต้องเป็นเรื่องทุกข์กับเรื่องดับทุกข์ แล้วเรื่อง ทุกข์กับเรื่องดับทุกข์ มีเป็นแนวอยู่อย่างไรแล้ว คำพูดที่ถูกต้องจะต้องลงรอยกัน ได้หมด ถ้ามันลงรอยกันไม่ได้กับแนวใหญ่ ๆ หลักใหญ่ๆ แล้วขอให้ถือว่า เขาพูดผิด เขาจำมาผิด ครูบาอาจารย์ของเขาสอนผิดหรืออะไรก็ตาม มันผิดทั้งนั้น; เช่นเรา จะพบสูตรใหญ่ตั้ง ๕๐ หน้า พูดถึงแต่เรื่องยักษ์เรื่องมาร มันจะมีเป็นพระพุทธศาสนา สักนิดหนึ่งเท่านั้นเอง.
น.44 ๓๘ ถ้าจะพูดกันให้ยุติธรรม เช่นสูตรที่เรียกกันว่า อาฏานาฏิยสูตรนี้ สูตรนี้ ก็อยู่ใน คัมภีร์ ทีฆนิกาย ซึ่งเป็นคัมภีร์มีสูตรเป็นอันมากที่เป็นหลักฐานเชื่อถือได้ แต่สูตรนี้มีว่ายักษ์ที่เป็นหัวหน้าชื่อว่า "เวสสวัณ" ได้เข้ามาเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูลว่า พวกยักษ์ทั้งหลายไม่ชอบธรรมะของพระโคดม; เพราะว่าธรรมะของพระโคดมสอน ห้ามไม่ให้ทำปาณาติบาต ไม่ให้ดื่มสุราเมรัย; ทีนี้พวกยักษ์ทั้งหลายชอบปาณาติบาต และชอบดื่มสุราเมรัย เพราะฉะนั้นพวกยักษ์จึงไม่ชอบธรรมะของพระสมณะโคดม แล้ว จะเบียดเบียน ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา. ทีนี้ขอให้พระโคดมจงบอกให้ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกานี้รู้จักเรื่องของยักษ์เสีย รู้จักกำเนิดของยักษ์ รู้จักอะไร ต่าง ๆ ของยักษ์ทั้งหมดเสีย แล้วก็สาธยายเรื่องนี้ไว้ แล้วยักษ์ทั้งหลายจะไม่เบียด- เบียนภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาเหล่านั้นเลย. แล้วข้อความในสูตรนั้นก็มีต่อไป ว่า พระพุทธเจ้าก็ได้นำเรื่องราวทั้งหมดนั้น ซึ่งยาว ยาวมากทีเดียว มาสอนแก่ภิกษุ ทั้งหลายให้สอนกันต่อ ๆ ไปเพื่อกันยักษ์เบียดเบียนดังนี้เป็นต้น; แล้วสูตรนี้ก็เอามา สวดอย่างพิธี เขาเรียกพิธีอาฏานาฏิยะ,ยิงปืนใหญ่ยิงอะไรขับยักษ์กันเป็นคราว ๆ; ใน คราวที่สงสัยว่าจะมีโรคระบาดหรืออะไรทำนองนี้ นี่สูตรยาว ๆ อย่างนี้ ดังตัวอย่าง ที่ยกมานี้ก็มีอยู่หลายสูตร ซึ่งมันไม่เกี่ยวกับความทุกข์หรือความดับทุกข์โดยตรงจะมี อยู่บ้างก็เพียงนิดเดียวตรงที่ว่า ถ้ามีความเชื่อมั่นอย่างนี้แล้วจะไม่เป็นทุกข์เป็นร้อน เกี่ยวด้วยยักษ์หรือภูตผีปีศาจ แต่เราไม่อาจจะจัดว่าเป็นหลักพระพุทธศาสนา ทั้งที่มี อยู่ในพระไตรปิฎก และมีอยู่ในรูปของพุทธภาษิตเพราะตัวหนังสือมันว่าอย่างนั้น อย่างนี้เป็นต้น ดังนั้นถ้าท่านทั้งหลายไปเจอะสูตรทำนองนี้เข้าจะเป็นขั้นบาลีหรือขั้น อรรถกถาฎีกาอะไรก็ตามเถอะ ต้องเอามาวัดกันเข้ากับกฎเกณฑ์อันนี้ว่ามันเป็นเรื่อง ทุกข์เรื่องดับทุกข์หรือไม่ มันลงกันได้กับข้อปฏิบัติทั้งหลายที่ว่า "เราปฏิบัติอย่างนี้ แล้วจะละกิเลสได้หรือไม่." ถ้ามันไม่ได้ ก็ตัดออกได้คือไม่สนใจเลยก็แล้วกัน ไม่ต้อง ไปทะเลาะกัน.
น.45 ๓๙ ดังนั้นจึงเป็นอันกล่าวได้ว่า สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสอน, เที่ยวเดินทางสั่ง สอนตั้งหลายสิบปี ตั้ง ๔๕ พรรษา การเดินทางสั่งสอนตลอดนั้นมีแต่เรื่องทุกข์กับ ความดับทุกข์เท่านั้น ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า "เมื่อก่อนนี้ก็ดี เดี๋ยวนี้ก็ดี ฉันพูด แต่เรื่องทุกข์กับเรื่องดับทุกข์เท่านั้น." พวกฝรั่งบางคนจำข้อความนี้ได้แม่นยำมาก ทั้ง บาลีและทั้งคำแปลไทย; นี้แสดงว่าเขาเริ่มหาหลักที่จะอิงอาศัยว่าอะไรที่เป็นพุทธ- ศาสนาแท้ จะไม่ถูกหลอกหรืออะไรทำนองนี้ อาตมาเคยพบหรือแม้ที่สุดแต่เรื่องอื่น ๆ ก็ล้วนแต่จะต้องลงในรูปนี้ทั้งนั้น ไม่ให้ยึดถือแม้แต่ในเรื่องบุคคลหรือในตัวพระศาสดา เองหรืออะไรทำนองนี้ เพราะมันไม่เป็นไปเพื่อดับทุกข์ แต่ให้ยึดถือธรรมะที่เป็น ความจริงที่ประเสริฐ ทีนี้เนื่องจากคำ ๆ หนึ่งอาจจะขยายความออกไปได้ มันจึงมีการขยายความออกไป เช่นว่า: - เมื่อว่าถึงเรื่องทุกข์มันก็ต้องพูดถึงเรื่องมูลเหตุของความทุกข์นั้นด้วยมันจึงจะ สมบูรณ์. ฉะนั้น มันจึงมีเรื่องมูลเหตุของความทุกข์นั้นผนวกเข้ามาด้วยอยู่ในเรื่อง ความทุกข์ และเมื่อพูดถึงเรื่องความดับทุกข์ไม่เหลือ ดับทุกข์สิ้นเชิงอย่างนี้ มันก็ ต้องมีวิธีที่จะทำให้ดับทุกข์ไม่เหลือหรือดับสิ้นเชิงนั้นได้ด้วย; ฉะนั้นในคำว่าความดับ- ทุกข์มันจึงมีเรื่องวิธีการปฏิบัติเพื่อให้ดับทุกข์ได้นั้นรวมอยู่ด้วย. นี่เราจึงเลยได้เป็น สองคู่ : - ทุกข์กับเหตุให้เกิดทุกข์นี้คู่หนึ่ง แล้วก็ ความดับทุกข์ไม่เหลือ กับวิธี ที่ จะทำให้ดับทุกข์ ไม่เหลือนี้อีกคู่หนึ่ง; มันก็เป็นสองคู่ สองคู่นี่มันก็เป็น ๔ อย่าง มันจึงเกิดได้เป็น ๔ อย่างซึ่งเรียกว่าอริยสัจจ์ ๔; ซึ่งเราได้ยินเป็นภาษาบาลียืดยาว ว่า: พระจตุราริยสัจจ์ อย่างนี้ คืออริยสัจจ์ ๔, ตามวัดตามโรงธรรมที่มีการเทศน์ จะได้ยินคำว่า “พระจตุราริยสัจจ์" ถ้าฟังไม่รู้เรื่องก็ดูเป็นคำขลัง ศักดิ์สิทธิ์หรือครึ กันไปเลยก็มี; แต่ถ้าฟังรู้เรื่องก็รู้ว่ามัน ๔ คู่นี้ ที่สำคัญที่สุดในบรรดาปัญหาที่มนุษย์ เราจะต้องสางให้ออก จนเรากล่าวได้ว่า ไม่ว่ามนุษย์พวกไหน คนไหน ชาติไหน ภาษาไหน หรือศาสนาไหนด้วยซ้ำไป แม้แต่จะเป็นศาสนาของ พระจีซัสไครสต์ หรือ
น.46 ๔๐ พระโมหะหมัด หรือใครก็ตาม; ประเด็นสำคัญมันจะต้องอยู่ตรงที่ดับทุกข์ออกไป ให้ได้ทั้งนั้น ฉะนั้นจึงว่าเป็นปัญหาสำหรับทุกคนหรือทุกชีวิต ทุกสิ่งที่มีชีวิตในโลก ที่จะต้องรู้เรื่องทุกข์ เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์ เรื่องความดับทุกข์ไม่เหลือ และวิธีทำให้ ดับทุกขไม่เหลือ. เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายอย่าได้เข้าใจว่า เรื่องพระพุทธศาสนานั้น เป็นเรื่องนอกลู่นอกทาง หรือเป็นเรื่องครึคระ แต่มันเป็นเรื่องในเรื่องที่สุด; เป็น เรื่องเกี่ยวกับตัวชีวิตชีวาที่สุด; และเป็นเรื่องเฉพาะหน้าและรีบด่วนที่สุด. เพราะว่าเรา ไม่ควรจะปล่อยให้ชีวิตนี้เป็นอยู่อย่างทนทุกข์ทรมาน อย่างตกนรกทั้งเป็น เราควร จะได้รีบสางปัญหานี้เสียให้เสร็จสิ้น ให้ชีวิตของเรามีความทุกข์น้อยหรือไม่มีความทุกข์ เลยโดยเร็วที่สุด. เพราะฉะนั้น ยิ่งรู้ได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งเป็นการดี ถ้าได้ทราบเรื่องนี้ เสียตั้งแต่เป็นเด็กๆ ก็ยิ่งจะ เป็นการดี จึงกล่าวได้ว่า ธรรมะ หรือสิ่งที่พระพุทธ- องคทรงสอนนั้น คือเรื่องที่จำเป็นที่สุดสำหรับมนุษย์ทุกคน ซึ่งจะได้เรียกเป็นชื่อ เกียรติยศเกียรตินามก็คือเรื่อง จตุราริยสัจจ์ หรืออะไรทำนองนี้ แต่ว่าเรียกกันตรง ๆ ก็เรื่องทุกข์, เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์, เรื่องดับทุกข์, เรื่องวิถีทางดับทุกข์. และอัน นี้เอง คือตัวศาสนาแท้ในฐานะที่เป็นหลักคำสอน; ถ้าพูดเป็นหลักวิชาก็กลายเป็นหลักวิชา; แต่พอลงมือปฏิบัติก็กลายเป็นการปฏิบัติ; แล้วหลังจากการปฏิบัติก็มีผลเกิดขึ้นตามนั้น. ตัวศาสนาแท้อยู่ที่ไหน ถ้ากล่าวอย่างเจาะจงมันอยู่ตรงที่ตัวการปฏิบัติ; คือ ตัวการปฏิบัติชนิดที่ทำลายความทุกข์นั่นแหละคือตัวแท้ของศาสนา. แต่ถ้า จะกล่าวอย่างวงกว้างเราก็รวมเอาการเล่าเรียนด้วย, การปฏิบัติด้วย, แล้วผลที่เกิดมา จากการปฏิบัติด้วยรวมเป็น ๓ อย่าง. การเล่าเรียนเราเรียกว่า "ปริยัติธรรม" การปฏิบัติก็เรียกว่า "ปฏิบัติธรรม"; ผลของมันก็เรียก "ปฏิเวธธรรม" เหมือนที่ ได้กล่าวแล้วแต่วันก่อน. สามอย่างนี้เอาเข้ามารวมกันแล้วนั้นเรียกได้ว่าเป็นตัวศาสนา โดยสมบูรณ์, มีการศึกษา มีการปฏิบัติ, จนได้รับผลของการปฏิบัติ, รวมกันแล้ว เรียกว่าเป็นศาสนาโดยสมบูรณ์. อย่าได้มีศาสนาที่พระพุทธรูป, หรือที่วัดวาอาราม,หรือ
น.47 ๔๑ ที่พิธีรีตอง, หรือวัตถุศักดิ์สิทธิ์, หรือบทสวดบทร้อง,หรืออะไรทำนองนี้ ไม่ใช่,ต้องอยู่ ที่ตัวการเล่าเรียนอย่างถูกต้อง,ปฏิบัติอย่างถูกต้องแล้วมีผลเกิดขึ้นมาอย่างถูกต้อง. นี้คือ ตัวแท้ของสิ่งที่เป็นตัวศาสนา ที่พระพุทธองค์ทรงสอนทรงเผยแพร่ ทรงดำเนินไป ด้วยพระบาทด้วยความเสียสละอดทน จนกระทั่งพระชนมายุ ๘๐ ปี เดินไม่ไหว,ล้ม- ตาย;นี่ขอใช้คำธรรมดาหน่อยเถอะว่า ล้มตายกลางทางเดินอย่างนี้ พระพุทธเจ้าเที่ยว ทรงสั่งสอนจนปรินิพพานกลางทางเดิน กำลังเดินทางอยู่ ยังสอนได้อยู่จนคล้าย ๆ กับ ว่า ๕ นาทีสุดท้าย; ๕ นาทีก่อนแต่ที่จะปรินิพพานยังสอนคนให้เป็นพระอรหันต์ได้ อีกคนหนึ่ง แล้วจึงปรินิพพาน ณ กลางทางเดิน. พระองค์ได้ทรงเที่ยวสั่งสอนตลอด ๔๕ ปีมีแต่เรื่องนี้ทั้งนั้น อย่างที่ทรงยืนยันว่า "ฉันพูดแต่เรื่องนี้ทั้งนั้น เรื่องทุกข์ กับความดับทุกข์เท่านั้น" นี่คือสิ่งที่ทรงสอน หรือศาสนาที่ทรงประกาศ. ทีนี้เราก็มาถึงข้อที่ ๓ ที่ว่า ธรรมะที่ทรงยอมรับเข้ามา มันมีคำอยู่คำหนึ่ง ซึ่งเป็นบาลีก็ว่า "สนันตนะ" สนันตนะนี่แปลว่าตั้งแต่ครั้งไหน ๆ ก็ไม่รู้ คือมันมีมา- ก่อน จนไม่มีใครรู้ว่ามันมีมาเมื่อไร แต่ครั้งไหน ดังนั้นเราจะต้องทราบว่า ศีลธรรม หรือคำสอนนี้ที่เป็นสนันตนะก่อนพระพุทธเจ้านั้นก็มีอยู่. พอพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ ขึ้นเป็นพระพุทธเจ้าโดยสมบูรณ์ท่านทำอย่างไรกับสิ่งเหล่านี้. นี่ต้องเข้าใจไว้ด้วยเป็น. เรื่องสำคัญเหมือนกันว่า พระพุทธองค์ทรงพิจารณาแล้วข้อใดเป็นไปเพื่อดับทุกข์; เป็นไปเพื่อดับทุกข์เข้าร่องเข้ารอยกันกับธรรมะที่ตรัสรู้และทรงสอนแล้ว ก็ทรงยอม รับเข้ามาในฐานะที่ว่า "ถ้าฉันพูดเรื่องนี้ก็ต้องพูดอย่างนี้เหมือนกัน ขอให้ถือไว้ อย่างนี้ก็แล้วกัน: ถ้าฉันพูดเรื่องนี้หรือสอนเรื่องนี้ฉันก็ต้องสอนอย่างนี้เหมือนกัน." นี้ถ้าหากว่าคำสอนมันตรงอยู่กับที่พระพุทธเจ้าท่านสอนอยู่แล้ว ก็เป็นอันว่าพระพุทธ- เจ้าสอน แต่บางอันท่านบอกเลยเพราะว่าท่านไม่ขี้ตู่ขี้โกงเหมือนพวกเราสมัยนี้ อัน ไหนมันสอนอยู่ก่อนท่านก็บอก เช่นว่า นหิเวเร นอเวรานิสมฺมฺติ ทฺทาจนํ อเวเรน จ สมฺมนฺติ เอส ธมฺโม สนนฺตโน. นี่ "เอสธมฺโม สนฺนตโน" นั้นแปลว่านี้เป็นของเก่า-
น.48 ๔๒ แก่ "นหิเวเร นอเวเรนิ" นั้นแปลว่าเวรทั้งหลายจะไม่ระงับด้วยเวร, ตั้งแต่ไหนแต่ไร มาแล้วเวรทั้งหลายจะไม่ระงับได้ด้วยเวร แต่ว่าเวรทั้งหลายจะระงับไปได้เพราะความ ไม่มีเวร นี้เป็นของเก่าแก่ซึ่งมีมาไม่รู้แต่ครั้งไหน "เอสธมฺโม สนฺตโน" คำสอน เรื่องไม่ให้ผูกเวรนี้เป็นคำสอนเก่าก่อนพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าท่านก็ยืนยันว่ามันเป็น เอสธมฺโม สนฺตโน อย่างนี้เป็นต้น. นี้ยกมาให้ดูเป็นเพียงตัวอย่าง. หรือบทว่า อหิงสาปรโมธมฺโม ความไม่เบียดเบียนนั่นแหละ เป็นบรมธรรม; บรมธรรม ปรโมธมฺโม บรมธรรมแปลว่าธรรมสูงสุด "อหิงสา" แปลว่าความไม่- เบียดเบียน เอสธมฺโม สนฺตโน นี้เป็นของเก่า. ถ้าอย่างบรมธรรมในพระพุทธศาสนา นี่กลับพูดว่านิพพาน "นิพฺพานํปรมํ วทนฺติพุทฺธา" พวกพระพุทธเจ้ากล่าวว่านิพพาน เป็นบรมธรรมดังนี้. ของเก่าเขาว่า ความไม่เบียดเบียนเป็นบรมธรรม; นี้เราลอง ฉลาดอีกหน่อยหนึ่งว่า ความไม่เบียดเบียนนี่น่ะมันหมายถึงอะไร. คำอธิบายชั้นหลัง อธิบายไปว่าความไม่เบียดเบียนก็หมายความว่าไม่ทุกข์ซิ; ไม่เบียดเบียนผู้อื่นนั้นอย่าง หนึ่งแล้ว ที่นี้ไม่เบียดเบียนตัวเราเองด้วย เมื่อไม่เบียดเบียนตัวเราเองก็หมายความว่า ไม่ทุกข์ ไม่ทุกข์ก็คือนิพพานเหมือนกันอย่างนี้มันก็ลงกันได้ ถ้าเราจะใช้วิธีพูดอย่างนี้ แต่ความเดิมของเขานั้นเขาหมายถึงไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน; แต่คำนี้มันอาจจะขยาย ความมาได้ว่าไม่เบียดเบียนตัวเอง คือไม่ทำตัวเองให้เป็นทุกข์ ดับทุกข์สิ้นเชิงก็เป็น อหิงสาทั้งแก่ตัวเองและผู้อื่น ฉะนั้นจึงเป็นการไม่เบียดเบียนสิ้นเชิงนี้ก็เป็นนิพพานได้; คือไม่ทำใครให้เดือดร้อนเป็นทุกข์สักคนเดียว อย่างไรก็ตาม ถ้อยคำทำนองนี้ที่มีอยู่ ก่อนพระพุทธเจ้าหลาย ๆ ข้อ พระองค์ทรงยอมรับเข้ามา. แม้ใน ธรรมะประเภทที่ เป็นเครื่องมือ คือธรรมะสำหรับปฏิบัติเพื่อให้ทำลายกิเลสเช่น ปัญญา อย่างนี้ เขา ก็พูดกันอยู่ก่อน. จนพระพุทธเจ้าท่านตรัสทีหลัง ท่านก็ตรัสว่า "ปญฺญา หิ เสฏฐา กุสลา วทฺติ" ซึ่งแปลว่าคนฉลาดทั้งหลายเขาถือว่า ปัญญาเป็นสิ่งประเสริฐสุด ในการทำความดับทุกข์อย่างนี้เป็นต้น. เพราะฉะนั้นจึงควร
น.49 ๔๓ จะเข้าใจไว้ด้วยว่า คำที่พระพุทธเจ้าท่านกล่าวตามที่เขากล่าวอยู่ก่อนนั้นก็มี ที่ท่าน ยอมรับเข้ามาเป็นธรรมะในพระศาสนานี้ด้วย ก็มี เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นได้ชัดทีเดียว ว่า สิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมนั้น มีมาก่อนพระพุทธเจ้า หลักศีลธรรมสากลเหล่านั้นพระ พุทธเจ้าท่านยอมรับแล้วนำมาสอนมันจึงปรากฏเป็นศีลธรรมอยู่ในพระพุทธศาสนา ใน พระไตรปิฎก และเหลืออยู่จนกระทั่งทุกวันนี้. อยากจะขอแนะอีกนิดหนึ่งว่า แม้ทางศีลธรรมชั้นนี้เพียงเท่านี้เราก็ยังรักษา กันไว้ไม่ค่อยได้ ศีลธรรมสากลเรื่องไม่เบียดเบียนอะไรทำนองนี้ เรื่องไม่ก่อเวรหรือ อะไรทำนองนี้เราก็ยังรักษากันไว้ไม่ได้ โลกนี้สมัยนี้เต็มไปด้วยความเบียดเบียน เต็มไป ด้วยการจองเวร ซึ่งท่านทั้งหลายเห็นอยู่แล้ว เพราะศีลธรรมสากลอย่างนี้ เพียงเท่านี้ก็ ยังรักษากันไว้ไม่ได้ ฉะนั้นจึงเป็นการน่าสลดสังเวช. ดังนั้นเราจะต้องจัดการกับเรื่องนี้ ให้เหมาะสมที่สุด, ที่นี้สิ่งที่ยากไปกว่าศีลธรรมสากลเหล่านี้ก็คือเรื่องสัจจธรรม สัจจธรรม ก็ถือว่าสากลเหมือนกัน แต่มันไม่ค่อยมีใครรู้ ไม่มีใครเกี่ยวข้องด้วยได้ ดังนั้นจึงดู คล้าย ๆ กับว่าไม่ใช่สากล. เพราะฉะนั้นขอบอกไว้เลยว่า สิ่งที่เรียกว่าธรรมะแล้ว เป็นของสากลทั้งนั้น; เป็น ของธรรมชาติ เป็นไปตามธรรมชาติ, โดยธรรมชาติ, เพื่อธรรมชาติ, และเป็นของสากลแก่ทุกชีวิต ทั้งนั้น. แต่เนื่องจากว่ามันมีธรรมบาง ประเภท บางชั้น บางระดับ มันไม่สากลแก่คนทั้งหลายได้ทั้ง ๆ ที่มันเป็นของสากล ที่คนโง่รู้ไม่ได้ รู้ได้แต่คนฉลาด ท่านจึงตรัสว่าธรรมะนี้ ปจฺจตฺตํ เวทิตฺโพ วิญฺญูหิ" ในบทสวดที่เด็ก ๆ สวดอิติปิโส ภควา,สวากขาโต นั้น, บทสุดท้ายมีว่า ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺ- โพ วิญญูหิ :- รู้ได้แต่คนฉลาด, รู้แจ้งได้แต่คนฉลาด, วิญญูหิ คือคนฉลาด. สัจจธรรมสากลก็คือ เรื่องความจริงเกี่ยวกับความทุกข์หรือความดับทุกข์
น.50 ๔๔ อีกนั่นเอง แต่ขั้นหรือระดับที่มันจะปรากฏออกมาแก่สติปัญญาของมนุษย์นั้นมันมี หลายขั้น; ถ้าไม่สมบูรณ์เราก็ยังไม่เรียกว่าเป็นการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า; แต่ เมื่อเผอิญมีบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้ตรัสรู้สิ่งเหล่านี้อย่างสมบูรณ์ เราจึงจะถือว่าสัจจธรรม เรื่องดับทุกข์นั้นปรากฏออกมาแล้วอย่างสมบูรณ์; แล้วจัดบุคคลนั้นไว้ในฐานะเป็นพระ- สัมมาสัมพุทธเจ้า. ท่านทั้งหลายจงรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในลักษณะอย่างนี้ คือ :- รู้เรื่องทุกเรื่องโดยสมบูรณ์ที่เกี่ยวกับความดับทุกข์. อีกอย่างหนึ่งซึ่งควรจะทราบไว้เสียด้วยกันพลาดอย่างห้าแต้มว่า; พระพุทธเจ้า ของเรา, ของพุทธบริษัทนี้ออกบวชก็ไม่ได้หมายความว่า มานั่งทำความเพียรใต้ต้นไม้ แล้วตรัสรู้เลย:แต่ได้เที่ยวไปตามสำนักต่าง ๆ ศึกษาจากสำนักต่าง ๆ และทดลองดูถึง- ที่สุด ทุกแบบทุกระเบียบที่มีสอนอยู่ในอินเดียครั้งนั้น; เพราะฉะนั้นจึงเป็นการแน่นอน หรือว่าจำเป็นที่สุด ที่จะต้องเข้าไปสู่สำนักครูบาอาจารย์ที่ดีที่สุดของสมัยนั้น;อย่างที่ ปรากฏอยู่ว่าอาฬารดาบส อุทกดาบส อย่างนี้เป็นต้น. แต่ว่าก่อนหน้านั้นก็ยังได้เที่ยว ศึกษาไปทุกสำนัก กระทั่งสำนักนิครนถ์,หรือ เซน ที่พวกเราชอบอ่านว่าเชน เพราะ ว่ามักจะอ่านผ่านมาทางหนังสือทางภาษาอังกฤษ Jain ว่าเชน;เราชอบอ่านกันอย่างนั้น; แต่ที่ถูกคำนั้นเป็นคำสันสกฤตไม่ใช่คำอังกฤษอ่านให้ถูกต้องอ่านว่า ไซ - นะ. ไซนะ แปลว่าผู้ชนะ ฉะนั้นถ้าใครเคยอ่านว่าเชนๆ อยู่เดี๋ยวนี้ก็ให้รีบรู้เสียด้วยว่า อย่าเรียก ผิดแล้วก็จะลำบากทีหลัง. ไชนะ หรือที่ชอบเรียกกันว่าเชนนี้มันมีอยู่ก่อนพระพุทธเจ้า ศาสดาของเขา เด่นที่สุด พระพุทธเจ้าท่านได้เข้าไปศึกษาปฏิบัติจนหมด หมดทุกระเบียบของศาสนา- นี้ แล้วก็มาจัดเล่าไว้เองในพระไตรปิฎกของเราเองมีอยู่อย่างนั้น ๆ ครบถ้วนเลย.นี่พูด ง่าย ๆ ว่า เคยไปเป็นเชนหรือไชนะนี่มาก่อน ไชนะที่เปลือยไม่นุ่งผ้านี้ และยิ่งกว่า- เปลือยไม่นุ่งผ้าทำอย่างอื่นอีกก็มี แล้วทำหมดทุกอย่าง;ดังนั้นแปลว่าได้ผ่านหมดทุกอย่าง
น.51 ๔๕ แล้ว จึงผ่านถ้อยคำที่เรียกร้อง, ใช้บัญญัติเรียกร้องต่าง ๆ ทุกๆ อย่างทุก ๆ คำมา แล้ว; ฉะนั้นท่านก็ไม่จำเป็นจะต้องตั้งคำใหม่ขึ้น. ท่านก็เอาคำที่เขาใช้อยู่ในลัทธิศาสนา- ต่าง ๆ เหล่านั้นมาใช้อีก แต่ให้ความหมายคนละอย่าง. เพราะฉะนั้นคำว่าทุกข์หรือ ดับทุกข์นี้ไม่ต้องสงสัย คือคำเดิมไม่รู้แต่ครั้งไหนแล้วเอามาใช้; ที่นี้แม้คำว่า พระอรหันต์ ก็ดี, นิพพาน ก็ดี,คือคำเดิมที่มีอยู่ก่อนพระพุทธเจ้า มีอยู่ในลัทธินั้น ๆ ในศาสนานั้น ๆ ทั้งนั้นเลย. แต่ถ้าพระพุทธเจ้าเอามาใช้ ท่านอธิบายใหม่ว่า ที่เรียกว่าเป็นพระอรหันต์ นั้นต้องเป็นอย่างนี้ ๆ; ไม่ใช่อย่างนั้น ที่เรียกกันอยู่ในลัทธินั้นในศาสนานั้น. หรือ ว่าคำว่า " นิพพาน " ก็เหมือนกันมันมีใช้อยู่ในลัทธิอื่นก่อนพระพุทธเจ้า แล้วเขาอธิบาย ว่านิพพานเป็นอย่างนั้น ๆ. พอหลังจากพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ของท่านเองแล้ว ท่าน ก็ต้องใช้คำนั้น ใช้คำอื่นคนเขาฟังไม่ถูก เอาคำนิพพานนั้นมาใช้อีกแต่อธิบายว่า มันต้องเป็นอย่างนี้ ๆ เพราะฉะนั้นนิพพานของพระพุทธเจ้านั้น จึงไม่ใช่ความอิ่มแปล้ ด้วยกามคุณ เหมือนกับนิพพานของบางลัทธิ ซึ่งเขาเรียกนิพพานเหมือนกัน และ นิพพานของพระพุทธเจ้าจึงไม่ใช่เป็นเพียงฌาน เช่น จตุถฌานเป็นต้น เหมือนของ- บางลัทธิ ซึ่งเขาเรียกว่านิพพานเหมือนกัน.นี้ก็แปลว่าเอาคำเดิมนั้นมา แล้วก็มาพิสูจน์ ให้เห็นว่า ถ้าจะเรียกว่านิพพานคือดับทุกข์สิ้นเชิงกันจริง ๆ แล้วต้องไม่ใช่อย่าง- นั้น; ต้องไม่ใช่อิ่มเอิบด้วยกามคุณ หรือว่าอยู่ในฌาน ในสมาบัติตัวแข็งเป็น- ก้อนหินหรือ อะไรทำนองนั้นไม่ใช่; แต่ต้องมาทำลายราคะ โทสะ โมหะ สิ้นเชิง ไม่มีความรู้สึกว่ามีตัวเราที่ได้อะไรเสียอะไร เกิดอยู่ตายอยู่อย่างนั้นไม่ใช่ ไม่มี นี่จิต ที่ลุถึงภาวะอย่างนี้ จึงจะเรียกว่าลุถึงนิพพาน. ฉะนั้นถ้าท่านอ่านหนังสือในวงกว้าง ก็จะพบคำว่านิพพานของศาสนาอื่นแล้วก็จะฉงนตาย คือเขาหมายถึงอย่างอื่น; ฉะนั้น เราควรรู้ว่านิพพานในพุทธศาสนานี้ ว่าหมายอย่างนี้อย่างถูกต้อง แต่มันเป็นชื่อที่ เรียกเหมือนกันไปหมดว่า นิพพาน ๆ ๆ ของทุกลัทธิในยุคเดียวกันนั้น นี่เราจึงมี นิพพานของพุทธศาสนาขึ้นมาต่างจากนิพพานของพวกอื่นออกไป. นี้รู้ไว้เพื่อป้องกันว่า เดี๋ยวจะว่านิพพานนี้ก็มีแต่ของเราเท่านั้น ถ้าพูดอย่างนั้นมันก็เป็นเรื่องห้าแต้ม มันก็ เปนเหตุให้เขาดูถูกดูหมิ่นได้; เรื่องทำนองนี้เป็นอย่างนี้.
น.52 จึงสรุปได้ทันทีว่า บรรดาสิ่งหรือธรรมะที่พระพุทธเจ้ายอมรับจาก ภายนอกเข้ามานั่นน่ะ ถ้ามันถูกต้องดีทั้งอรรถและพยัญชนะ คือถูกต้องทั้งตัวหนังสือ และความหมาย นี้พระองค์ก็ทรงรับเข้าไว้เลย; เช่นเรื่องไม่ระงับเวรด้วยเวรอย่างนี้, เรื่องไม่เบียดเบียนกันเป็นบรมธรรม, อย่างนี้รับเข้ามาเลย, ตัวพยัญชนะมันก็ถูก คือ พูดไปภาษามันก็ถูก แล้วความหมายของมันคือไม่เบียดเบียนมันก็ถูก, จึงรับไว้หมดเลย นี้แต่ถ้าคำใดหลักใดข้อใดนั้นมันใช้ได้แต่เพียงพยัญชนะ เช่นว่า พระอรหันต์ ว่า นิพพาน ว่า สัจจะ อย่างนี้เป็นต้น; มีใช้ในพวกอื่นแต่หมายความใช้ ไม่ได้ เลยไม่ เอา ความหมายไม่เอา เอาแต่คำมาบัญญัติใช้ แล้วก็ให้ความหมายใหม่ว่านิพพาน ต้องเป็นอย่างนี้, พระอรหันต์ต้องเป็นอย่างนี้, แล้วเราก็มีอะไรใหม่หมดเป็นของพระ- พุทธศาสนา นี่เรียกว่าคำบัญญัติฉะเพาะของพุทธศาสนา อย่าไปเอาไปปนกัน. บัญญัติ ฉะเพาะของพวกอื่นซึ่งมีคำมันเหมือนกัน นี้เป็นอีกแผนกหนึ่ง; แปลว่ายอมรับเอามา แต่ชื่อ เอามาใช้แต่ชื่อ ส่วนเนื้อของความหมายนั้นไม่เอา รวมกันแล้วก็มีอยู่สองประ เภท: รับเอามาทั้งอรรถและพยัญชนะนี้อย่างหนึ่ง. แล้วรับเอามาแต่พยัญชนะแล้ว อรรถบัญญัติเอาใหม่นี้อีกอย่างหนึ่ง, รวมเป็นสองประเภทนี้; ก็เรียกว่า ธรรมะที่พระ- พุทธองค์ทรงยอมรับเข้ามาจากภายนอก เราก็เลยรู้เรื่องธรรมะ ในสามลักษณะ คือ : ธรรมะที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้, ธรรมะที่พระพุทธองค์ ได้ทรงสอน, และ ธรรมะที่พระพุทธองค์ ได้ทรงยอมรับจากภายนอกเข้ามา. ทีนี้ท่านทั้งหลายควรจะเหลือบตาดูแปร็บเดียว ๆ เล่า ๆ ได้ว่า ทั้งสาม อย่างนั้น มีใจความสำคัญอยู่ตรงที่ " ทุกข์ กับ ดับทุกข์ " เท่านั้น, หรือว่าถ้าพูดให้มีสอง อย่างคือมีทุกข์กับดับทุกข์; ถ้าพูดให้มี ๔ อย่างก็ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ดับทุกข์ และ ทางดับทุกข์; สี่อย่างย่นเหลือสองคือทุกข์กับดับทุกข์; ถ้าย่นให้เหลือหนึ่งอีกก็ดับ ทุกข์เท่านั้น. ดับ ทุกข์ นั่นคือ " นิพพาน " คำว่า"นิ" แปลว่าไม่มีเหลือ คำว่า " พานะ " แปลว่าไป หรือว่าไม่เสียบแทง, ไปไม่เหลือ, หรือไม่เสียดแทง, ไม่เหลือ ก็คือ นิพพาน นั่นคือดับทุกข์; ฉะนั้นที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งก็คือดับทุกข์หรือนิพพานเป็นจุด
น.53 ๔๗ หัวใจทั้งหมดของพุทธศาสนา. แต่ถ้าขยายออกไปอีกเพื่อการศึกษาก็ว่า ทุกข์และ ดับทุกข์ ขยายออกไปอีกเป็นว่าเหตุให้เกิดทุกข์และทางให้ถึงความดับทุกข์เป็น ๔, เป็น อริยสัจจ์ ๔ เหมือนที่ว่ามาตะกี้. ทีนี้ เรามาถึง เรื่องอริยสัจจ์ คือคำอธิบายโดยเต็มตัวของสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะที่ทรงตรัสรู้ และทรงสอน และทรงยอมรับเข้ามา จะต้องกำหนดให้แม่นว่า ทุกข์, เหตุให้เกิดทุกข์, ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, และทางหรือวิธีดับไม่เหลือ แห่งทุกข์. ถ้าจำคำ ๔ คำนี้ ไม่ได้แล้วก็ป่วยการที่จะเรียกว่าศึกษาพุทธศาสนาหรือรู้ พุทธศาสนา หรือเป็นคนไทย เป็นพุทธบริษัท; ถ้าเรียกเป็นบาลีก็เรียกว่า ทุกข์, สมุทัย, นิโรธ มรรค. ทุกข์, สมุทัย, นิโรธ, มรรค คำทั้ง ๔ คำนี้เป็นพุทธภาษิต มีใช้ในพระไตรปิฎกเหมือนกัน คำสั้น ๆ นี้: ทุกข์ ก็คือความทุกข์, สมุทัย แปลว่า เหตุ ให้เกิดทุกข์, นิโรธ แปลว่า ดับไม่เหลือแห่งทุกข์, มรรค แปลว่า ทาง หรือ วิถีทาง ให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์. ฉะนั้นถ้าพูดกันถึงเรื่องพุทธศาสนาแล้ว ชวน กันพูดแต่เรื่อง ๔ เรื่องนี้, เรื่องทุกข์, เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์, เรื่องความดับไม่เหลือ แห่งทุกข์ แล้วก็เรื่องทางถึงความดับทุกข์. ถ้าเราจะเอามาจำแนก ก็จำแนกได้ว่า; ทุกข์ จำแนกได้ เป็นทุกข์ที่เบ็ด เผย ท่านจำไว้สั้น ๆ ก็แล้วกัน: ทุกข์ที่เปิดเผยแล้ว ก็ทุกข์ที่ไม่เปิดเผย คือเร้นลับ ทุกข์ที่เปิดเผย คือว่า ทุกข์ที่เป็นอาการของทนยาก, ที่เล็ก ๆ มันก็รู้ว่าเป็นทุกข์ ความ แก่ชรา ความเจ็บ ความตาย ความไม่ได้ตามใจหวัง ความร้องไห้ร้องห่ม ปริเวท- นาการ ประสบเข้ากับสิ่งที่ไม่รักไม่ชอบใจ พลัดพรากจากสิ่งที่รักที่ชอบใจ ฯลฯ ไปเขียน เอาเองก็ได้. ตามบาลีท่านก็ระบุไว้พอสมควรประมาณ ๙ อย่าง ๑๐ อย่าง : - ความทุกข์ กายความทุกข์ใจ ความแห้งผากในใจ ความรำไรรำพัน ความพบกับสิ่งที่ไม่รัก ความ พลัดพรากจากสิ่งที่รัก ต้องการสิ่งใดแล้วสิ่งนั้นไม่เป็นไปตามนั้น อย่างนี้เป็นทุกข์; สรุปแล้วก็คือว่า ไปยึดถืออะไรไว้ว่าเป็นตัวตนหรือเป็นของตน นี่เป็นความทุกข์.
น.54 ๔๘ ท่านสรุปว่า สิ่งใดที่ อุปาทานเข้าไปยึดถือว่า นี่ของกู หรือนี่ตัวกู มันเป็นทุกข์ทั้งนั้น. ทีนี้อันไหนเร้นลับ อันไหนเปิดเผย, อันที่เปิดเผยก็คือมันเห็นชัด ๆ ว่ามันเจ็บปวดทนยากนี้มันเปิดเผย. ทีนี้ ที่เร้นลับนั้นมันมาในรูปของความสนุกสนานเอร็ดอร่อย เพลิดเพลิน, มันมาในรูปของการทำให้ทนทรมานโดยไม่รู้สึกตัวว่าทนทรมาน, เช่นเราเดินไปพบเพชร์พลอยมากมาย เราก็จะโกยใส่กะบุง แล้วแบกหรือทูน; เพราะความที่เราพอใจในเพชร์พลอยนั้น มันก็ทำให้เราไม่รู้สึกหนัก ไม่รู้สึกหนักในการที่เราแบกนั้น แม้ว่าเราแบกกันมากเข้า ไปพบที่ดีกว่าแล้วใส่เข้าไป เติมเข้าไปอีก ไปจนกระทั่งล้มกลิ้งไป เลยลุกไม่ไหว เพราะมันหนัก; เราก็ไม่คิดว่ามันหนัก หรือคิดว่านี้มันเป็นสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา เราก็คิดว่ามันเป็นสิ่งที่น่าปรารถนาอยู่นั่นเอง อย่างนี้เรียกว่าความทุกข์อย่างเล้นลับ. โดยฉะเพาะก็คือ แฝงอยู่ภายใต้ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน เอร็ดอร่อย ทางวัตถุ ทางเนื้อทางหนัง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายนี้; ที่มาในรูปของสุขเวทนา เราต้องทนเป็นทาส เป็นขี้ข้าหรือเป็นทาส หรือเป็นอะไรก็ตามแล้วแต่จะเรียก ของสุขเวทนาประเภทนี้ ท่านว่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัว; ถ้าเห็นเป็นดอกบัว มันก็สวยมันก็น่ารัก เอามาใส่ไว้ที่ศีรษะ มันก็พัดให้เลือดไหล แต่คนเราก็เห็นเป็นดอกบัวเรื่อย มันก็สบายใจว่ามีดอกบัว. นี่เขาเรียกเป็นอุปมาของความทุกข์ที่เร้นลับ ซึ่งน่ากลัวกว่าความทุกข์ที่เปิดเผย. ไปคิดดูเอง ก็จะเห็นว่าความทุกข์ชนิดนี้น่ากลัวกว่าความทุกข์ที่เปิดเผย และเรากำลังเป็นทุกข์เพราะความทุกข์ชนิดนี้ เรากำลังเป็นทาสด้วยความสมัครใจ หมดความเป็นอิสระก็เพราะความทุกข์ชนิดนี้. และโลกรบราฆ่าฟันกัน เป็นวิกฤตกาลถาวรไม่มีสิ้นสุดก็เพราะความทุกข์ชนิดนี้; ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสไว้ในที่บางแห่งว่า " คนปุถุชนธรรมดาย่อมเห็นความทุกข์นี้ว่าเป็นความสุขเสมอ." มันจึงเป็นความทุกข์ที่เร้นลับอยู่อีกประเภทหนึ่ง คู่กันกับความทุกข์ที่เปิดเผย ฉะนั้นความมุ่งหมายของพุทธศาสนาหรือคำสอนของพระพุทธเจ้านี้ทรงมุ่งหมาย จะเอาชนะมันทั้งสองอย่างเลย.
น.55 มาถึง ข้อ ๒ คือ เหตุให้เกิดทุกข์; ข้อ ๑ คือทุกข์ ข้อ ๒ คือเหตุให้เกิดทุกข์ เรียกว่าสมุทัยนี้ เหตุให้เกิดทุกข์ท่านจงระบุไปทีก่อนโดยง่าย ๆ โดยตรงก่อนว่า: ตัณหาคือความอยาก ท่านต้องจดหรือจำไว้ว่า คำว่า "ตัณหา" หรือความอยากนี้มันมีความหมายถึง ๓ อย่าง คือ :– อยากได้ หรืออยากเอา ก็ตาม ในวัตถุสิ่งของที่ตัวรักตัวชอบนี้อยากได้, ทีนี้ อยากเป็น อยากเป็นนั่นเป็นนี่ ที่ตื่นเต้นกันนักที่อยากเป็นนั้น, แล้ว อยากไม่ให้เป็น เช่นอยากไม่ให้ถูกพิสูจน์ว่าเป็นคนทำผิด อยากไม่เป็นคนด้อย คนต่ำ อยากไม่ตายอย่างนี้ เช่นเรากลัวงู ในที่มืดเรากลัวงูขนหัวลุก หรือบางทีไม่มีงูแต่มีอะไรที่คล้าย ๆ งู กลัวจนขนหัวลุกแล้วเป็นทุกข์ ทุกข์อย่างนี้ เกิดมาจากวิภวตัณหา :– คือความไม่อยากตาย. ความอยากไม่ตาย นี้เป็นตัวอย่างของอยากอย่างที่สาม. อย่างแรกเรียกว่ากามตัณหา คืออยากในกาม, อย่างที่สองเรียกว่าภวตัณหา อยากในความเป็น, อย่างที่สามเรียกว่าวิภาตัณหา อยากในความไม่ให้เป็น. นี้เรามองเห็นได้ว่าในโลกนี้หมด หรือโลกอื่นด้วยก็ได้ถ้ามี ไม่มีความอยากมากกว่านี้ กล่าวได้หรือถือได้ว่า พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ถูกต้องและสมบูรณ์แล้ว ว่าความอยากมีอยู่เพียงสามอย่างนี้ แล้วความอยากทุกอย่างเป็นมูลเหตุให้เกิดความทุกข์. ไปคิดดูเอง จะเห็นได้เองไม่ยาก; เพราะพออยากเข้าเท่านั้นมันก็ร้อนแล้ว แล้วถ้าทำไปด้วยความอยาก มันยิ่งร้อนใหญ่. ทีนี้แม้รับผลมาเกิดเป็นผลขึ้นมา แล้วก็ยังอยากอยู่ แล้วก็ยังร้อนอยู่นั่นเอง ได้เงินได้ของได้ชื่อเสียงได้อะไรมาตั้งเยอะแยะแล้ว ถ้ายังอยากอยู่ก็ยังร้อนอยู่นั่นเอง ฉะนั้นจึงพูดได้เด็ดขาดไปเลยว่า ขึ้นชื่อว่าความอยากแล้วต้องเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์; นี้จึงจัดว่าความอยากนี้เป็นมูลเหตุให้เกิดทุกข์. แต่ทีนี้เนื่องจากว่า ความอยากนี้มันไม่ได้เกิดมาได้เองลอย ๆ มันมีสิ่งอื่นสร้างมาอีกที คือความไม่รู้ ความโง่ หรือ อวิชชา. อวิชชา นี่คือความโง่ความไม่รู้ หรือภาวะที่ปราศจากความรู้ ไม่มีความรู้อยู่ในนั้นก็แล้วกันเรียกว่าอวิชชา; นั่นแหละเป็นบ่อเกิดของความอยาก. เมื่อรูปได้กระทบตาคือได้เห็นรูปหรือฟังเสียงหรืออะไรก็ตาม, ถ้าอวิชชามีอยู่แล้วเป็นต้องอยาก ถ้าอวิชชาไม่มีแล้วไม่อยาก
น.56 ๕๐ ทีนี้ ถ้าวิชชา มีเมื่อรูปกระทบตาหรือได้เห็นนี้ มันรู้จักนึกรู้จักคิดว่า ควรจะจัดการกับเรื่อง นี้อย่างไร มันก็จัดการไปโดยไม่ต้องมีความอยาก ไม่ต้องมีความอยากก็จัดการได้กับ สิ่งที่ได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง ได้ดม ได้กลิ่น. การเป็นอยู่ การมีชีวิตอยู่ การปกครอง ครอบครัวคนใช้ หรือทุกอย่างที่ตนจะต้องทำนี่ ก็ทำไปด้วยสติปัญญา อย่าให้ตัณหา นี้ขึ้นมาแล้วก็ไม่ทุกข์. ฉะนั้นจึงบัญญัติตายตัวลงไปว่าตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ช่วย ไม่ได้ แก้ไขไม่ได้ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ตัณหาต้องเป็นเหตุให้เกิดทุกข์เสมอ ทีนี้เรามาถึง ข้อที่สาม นิโรธ, ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ นี้มันเป็น ภาวะตรงกันข้ามกับทุกข์. เพราะความทุกข์มีอยู่อย่างไร เช่นเกิดมาต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย อย่างนี้; ภาวะที่ ไม่มีความรู้สึกที่ว่าเกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือตรงกันข้าม หมด เรียกว่าไม่มีทุกข์หรือดับทุกข์ อันนี้ก็หมายถึงนิพพานด้วย คือหมายถึงนิพพาน โดยตรงแล้วก็รวมพวกที่เป็นขั้นต้น ๆ ของนิพพานไว้ด้วย. ดับทุกข์ได้เท่าไรก็เรียกว่า นิโรธเท่านั้น ดับทุกข์ได้สิ้นเชิง ก็เรียกว่านิโรธโดยสมบูรณ์. นิโรธ แปลว่าดับ คือดับทุกข์. ทีนี้คนเราเข้าใจไม่ค่อยได้. ที่ตะก็นี้ว่าสัจจธรรมนั้นมันสากล แต่มันสากล ไม่ได้; เพราะคนเข้าใจไม่ ได้ในบางสิ่งบางอย่างมันไม่ปรากฏออกมา ดูเป็นของใหม่อยู่ เรื่อย เป็นของเฉพาะคนเฉพาะแห่งอยู่เรื่อย ก็คือเรื่องนิโรธหรือเรื่องนิพพานนี้; ฉะนั้นอริยสัจจ์ข้อที่ ๓ จึงเป็นสิ่งที่พิเศษอยู่หน่อย คือเข้าใจยาก ต้องสนใจเป็นพิเศษ. เมื่อสัตว์ทั้งหลายที่เป็นคนธรรมดาเรียกว่าปุถุชนนี้ มันมีจิตใจเสียอยู่อย่างหนึ่ง ๆ คือ ว่าจมอยู่ในเรื่องของกิเลสตัณหา, จมอยู่ในความทุกข์, ไม่เคยโผล่ขึ้นมาจากความทุกข์, เพราะได้กล่าวแล้วว่าความทุกข์มีทั้งอย่างเปิดเผยและอย่างเร้นลับ. ที่นี้เขาจมอยู่แต่ใน กองทุกข์ที่เร้นลับอย่างน้อยตลอดเวลา เพราะฉะนั้นจึงไม่เคยโผล่ขึ้นมาพ้นจากความ ทุกข์, น้ำคือความทุกข์. แม้ว่าตาเรามองเห็น หูเราได้ยิน หนังสือเราอ่านได้หรือ อะไรก็ตามเถอะ มันอีกเรื่องหนึ่งมันเป็นการโผล่ขึ้นมาอีกชนิดหนึ่ง อาตมาอยากจะ เปรียบเทียบก็เหมือนกับว่าที่เขาพูดว่า "ปลาไม่เห็นน้ำอย่างนี้ ปลาไม่เห็นน้ำ ท่าน
น.57 ๕๑ ช่วยจำไปแล้วเอาไปคิดเถอะ. ในที่สุดถ้าท่านเข้าใจคำนี้ได้แล้วละก็จะเข้าใจคำที่ว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงคือปุถุชนนี้ เข้าใจพระนิพพานไม่ได้ ที่ว่าปลาไม่เห็นน้ำคิดดู ปลามันก็อยู่ในน้ำ ตามันก็เปิดอยู่ เพราะว่าตาปลาไม่มีหนังตาสำหรับเปิดปิด มันเปิด อยู่เรื่อย น้ำมันก็ถึงตาอยู่เรื่อย แล้วมันก็ไม่เห็นน้ำ หมายความว่ามันไม่รู้เรื่องน้ำ มันไม่รู้เรื่องน้ำว่านี้เป็นน้ำแล้วตรงกันข้ามกับบก. เพราะฉะนั้นมันจึงไม่รู้เรื่องบก เพราะมันไม่รู้เรื่องน้ำ. ถ้ามันรู้เรื่องน้ำพอที่จะเปรียบเทียบว่าต่างกับบก มันก็จะรู้ เรื่องน้ำและเรื่องบกพร้อมกัน. ที่นี้เพราะมันเกิดในน้ำ แล้วน้ำมันถึงตาเกินไป; เหมือนกับที่คนเรานี่จมอยู่ใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย วัตถุ เพลิดเพลินทางเนื้อทางหนังอย่างนี้ เหมือนกับน้ำที่ถึงตาเกินไป เราจึงไม่รู้จักเรื่อง ของกามคุณ ไม่รู้จักเรื่องของความทุกข์อื่น ๆ เหมือนกับปลาไม่รู้จักน้ำ. ทีนี้ถ้าเผอิญ เต่ามาบอกปลาว่า บกมีโว้ย เป็นอย่างนั้น ๆ เพราะว่าเต่าเคยขึ้นไปบนบก ปลาก็ เถียงตาย. ถ้าเต่าขึ้นพูดอธิบายมากไปอีก ปลาก็จะต้องหาว่าเต่านี้โกหก แล้วจะค่า เอาด้วยซ้ำไป. นี่ลักษณะของปุถุชนที่เมื่อได้ฟังเรื่องราวของพระนิพพานแล้วเป็น อย่างนี้ ฉะนั้นจึงไม่ชอบใจในธรรมะของพระอริยเจ้า ไม่ชอบใจในเรื่องความ ดับทุกข์เช่นเดียวกับปลาที่ ไม่รู้เรื่องน้ำ แล้วก็ไม่รู้เรื่องบก. ถ้าพูดกันถึงเรื่อง บก มันก็หาว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีอยู่หรือเป็นไปไม่ได้ นี่เรื่องของนิโรธมีน้ำหนักถึง อย่างนี้; ฉะนั้นเราควรจะใช้ความสนใจเป็นพิเศษว่า ความที่คนเราทุกคนจะเป็นอยู่โดย ไม่มีกิเลสเลยนั้น เป็นสิ่งที่มี ได้; อย่าได้ไปเข้าใจว่าหมดกิเลสแล้วอยู่ไม่ได้ต้องตาย หรือว่าการหมดกิเลสนั้นเหลือวิสัยที่มนุษย์จะเป็นได้; อย่าเข้าใจอย่างนั้น เข้าใจว่า เป็นสิ่งที่มีได้เหมือนอย่างกับน้ำคู่กับบกนี้; แต่ถ้าเป็นปลาเกินไปแล้วมันก็ช่วยไม่ได้ มันก็รู้เรื่องบกไม่ได้. ฉะนั้นควรจะนึกถึงเรื่องนี้ไว้บ้าง แล้วมันก็จะได้เชื่อไว้ที่ก่อน ก็ยังดีว่า บกนั้นมี; คือว่าการทำกิเลสให้หมดไปนั้น เป็นสิ่งที่ทำได้มีได้ ไม่เหลือ วิสัยโดยการปฏิบัติอย่างนี้ อันนี้เรียกว่าภาวะแห่งพระนิพพานหรือความดับทุกข์สิ้นเชิง ไม่มีเหลือ ที่มีอยู่จริง และถึงได้จริง อาจจะถึงได้จริงไม่เหลือวิสัย; นี้เป็นของจริง เรื่องที่สามข้อที่สาม.
น.58 ๕๒ ทีนี้ของจริงเรื่องที่ ๔ เรียกว่า มรรคหรือหนทาง; ควรจะทราบไว้เป็นความ รู้พิเศษอีกหน่อยหนึ่งว่า น่าแปลกหรือน่าอัศจรรย์ที่สุดที่คำว่า "ทาง ทาง" นี่มัน เกิดขึ้นได้อย่างไรก็ไม่ทราบ ถูกนำไปใช้ในลัทธิต่าง ๆ ที่สำคัญ ๆ เช่น ในพุทธศาสนา นี้ก็ ใช้คำว่าทาง, หนทาง, ทางเดินนี้ เป็นชื่อของการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์. แม้ แต่คำว่าเต๋าของลัทธิเต๋าที่ยิ่งใหญ่นั้น เต๋าก็แปลว่าทาง; แล้วอีกคำหนึ่งคำของโซโรอัส เตอร์ ที่เป็นคำใช้เรียกข้อปฏิบัติก็ใช้คำว่าทาง แล้วมีของใครอีกสองสามอย่างล้วน แต่ใช้คำว่าทางทั้งนั้น มันฟลุคนี้แน่นอน; เพราะว่าศาสดาเหล่านี้เกิดต่างสมัยกันไม่ ได้ติดต่อกัน ไม่ได้รับทอดกันมันฟลุคไป เพราะเห็นคำนี้มันเหมาะหรืออย่างไร; หรือว่าคำนี้มันได้ใช้มาแต่เดิมก่อนหน้านั้นอีก แล้วก็รับมาใช้ มันจึงใช้คำว่าทาง ทาง กันอยู่ด้วยกันหลายศาสนาทีเดียว ถึงแม้ ในพุทธศาสนาเราก็ใช้คำว่าทาง. ทีนี้ทางไป ไหน? ก็ทางไปสู่ที่สุดทุกข์, ทางไปสู่ความดับสนิทไม่เหลือแห่งทุกข์ แต่โดย เหตุที่มันเป็นเรื่องทางใจ ฉะนั้นจึงไม่ได้หมายถึงทางถนนธรรมดาที่เดินด้วยเท้า มัน หมายถึงเรื่องทางใจ ที่ใจจะต้องเปลี่ยนไป ๆ ๆ ๆ อย่างนั้น ขอเตือนไว้ล่วงหน้าว่า อย่าได้คิดว่า ใจนี้เป็นอำนาจศักดิ์สิทธิ์ กายสิทธิ์อะไร ที่จุติวิ่งไปโลกนั้นโลกนี้ อย่า ได้คิดอย่างนั้น เพราะว่าไปในที่นี้ ไม่ได้หมายความอย่างนั้น แล้วคำว่ามรรคหรือทาง ในที่นี้ ก็ไม่ได้หมายความอย่างนั้น ไม่ใช่ว่ามีทางหนึ่งว่าใจนี้จุติออกจากร่างกายนี้แล้ว ก็ไปตามทางนี้แล้วไปนิพพาน ไม่ใช่เลย เป็นอย่างนั้นไม่ได้โดยเด็ดขาด มีแต่ว่าใจนี้ Develope คือเจริญขึ้น ๆ ๆ ด้วยการเดินถูกทางอย่างนี้ ปฏิบัติถูกทางอย่างนี้ เจริญขึ้นๆ ๆ นี้เรียกว่าภาวนา. ภาวนาแปลว่า "เจริญ" ทำให้เจริญ, ฉะนั้นเจริญขึ้น ๆ ด้วยการ ปฏิบัติทางใจ จนมันรู้มันตื่น มันเบิกบานถึงที่สุด คือลุถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ นั้น. ทางนี้มันไม่ต้องเดินด้วยเท้า แล้วมันไม่ได้เดินไปทางไหน แล้วมันก็ไม่ได้ หยุดอยู่ที่ตรงไหนด้วย มันเป็นเรื่องของทางใจ. แต่เราใช้คำๆเดียวกันใช้เป็นคำเปรียบ เป็นอุปมาเท่านั้น เปรียบเหมือนกับทาง. ทีนี้ทางนี้มีคำที่คล้ายกันอีกเช่นคำว่า ปฏิปทา ปฏิปทาแปลว่า ปฏิบัติ หรือ ปฏิบท ก็ตาม คำนั้นก็แปลว่าทาง เพราะว่า ปทา,
น.59 ๕๓ ปทะ นั้นแปลว่าเดินไป ปฏิ แปลว่า "เฉพาะ" เดินไปเฉพาะ ไต่ไปเฉพาะ นั่นแหละเรียกว่าปฏิปทา หรือปฏิบัติก็ตามเหมือนกันคำเดียวกัน. คำว่าปฏิบัติเองก็ แปลว่าเดินไปเฉพาะ คำว่าปฏิปทาก็แปลว่าเดินไปเฉพาะ แล้วก็เดินไปตามมรรค คือทางนี้แล้วก็ถึงนิพพาน. มรรค ที่เรียกว่า ทาง นี้ ท่านหมายถึงความเป็นที่ถูกต้อง ภาวะที่ถูกต้อง ๘ ประการ รวมเป็นอันเดียวกัน จึงกล่าวว่า ทางนี้ทางเดียว ประกอบด้วยองค์ ประกอบ ๘ อย่าง คือ :- ความเข้าใจที่ถูกต้อง ความเข้าใจที่ถูกต้องเรียกว่าสัมมาทิฏฐ, แล้วความมุ่งมั่นมุ่งหมายใฝ่ฝันที่ถูกต้องเรียกว่าสัมมาสังกัปปะ; แล้วการพูดจาที่ถูกต้อง เรียกว่าสัมมาวาจา; แล้วการกระทำประกอบกรรมการงานต่าง ๆ ถูกต้องเรียกว่า ส้ม มากัมมันโต; แล้วการดำรงชีวิตอยู่อย่างถูกต้องเรียกว่า สัมมาอาชีโว; แล้วการ พยายามพากเพียรอยู่อย่างถูกต้อง เรียกว่าสัมมาวายาโม; (วายามะก็ได้ "โอ" ไม่มี ความหมาย) ระลึกประจำใจอยู่อย่างถูกต้องเรียกว่าสัมมาสติ; ที่นี้อันสุดท้ายอันที่ ๘ ก็คือว่าดำรงใจไว้มั่นในภาวะที่ถูกต้องเรียกว่า สัมมาสมาธิ. รวมเป็น ๘ องค์ นี้เรียกว่า องค์ ๘ รวมกันแล้วเป็นหนึ่ง เป็นทางเส้นเอกเส้นเดียวสำหรับบุคคลผู้เดียว เดินไปสู่ จุดหมายเพียงจุดเดียวคือพระนิพพาน, นี่เรียกว่ามรรคในที่นี้. ที่นี้ที่ว่ามีองค์ ๘ นี้ อาจจะย่นย่อให้เหลือ ๓ เหลือ ๒ เหลือ ๑ หรืออะไรก็ได้ไม่สำคัญ สำคัญมันอยู่ตรงที่ ๘ องค์นี้ ถ้าย่น ๒ ข้อแรกนั้นเขารวมเรียกว่าพวกปัญญา; แล้ว ๓ ข้อถัดมาคือ ๓, ๔, ๕, นั้น เรียกว่าพวก ศีล; ที่นี้ ๓ ข้อที่เหลือเรียกว่าพวก สมาธิ เป็นพวก สมาธิ ๒ ข้อแรกเป็นพวกปัญญา ๓ ข้อถัดมาเรียกว่าพวกศีล ๓ ข้อถัดมาอีก เรียกว่าพวกสมาธิ. ทีนี้ถ้าท่านเป็นนักสังเกตท่านจะต้องสังเกตว่า นี่ทำไมมัน แปลกจากที่เราได้ยินได้ฟังกันอยู่เสมอว่า ศีล สมาธิ ปัญญา เราได้ยินทั่วไปตามชาว บ้านชาววัดว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญา; แต่นี่ทำไมจึงเป็นปัญญา แล้วศีล แล้วสมาธิ. นี่มันถูกที่สุดแล้วที่พระพุทธเจ้าท่านวางไว้ถูกแล้ว แต่คนไปยัก
น.60 ๕๔ ของท่านผิดไปเสีย เพราะ ว่าปัญญาต้องมาก่อนเสมอ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว ศีลและ สมาธินั้น จะล้มลุกคลุกคลานหมด- ถ้าปัญญาไม่มาก่อน. ฉะนั้นปัญญาจะต้องมาก่อน เข้าใจอย่างถูกต้อง ใฝ่ฝันอย่างถูกต้องเสียก่อน แล้วศีล สมาธิ จึงจะไปถูกทาง ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่าพุทธศาสนานี้จะงมงายไม่ได้ จะอาศัยศรัทธาล้วน ๆ ไม่ได้; จะต้องมี ดวงไฟดวงตะเกียงอันนี้นำหน้าคือพวกปัญญา ได้แก่สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะนี้ ซูโร่อยู่เรื่อย. แล้วศีล สมาธิก็คล้อยตาม เราเห็นได้ชัดง่าย ๆ ว่าถ้าความเข้าใจถูก ต้องแล้ว อื่น ๆ มันจะผิดได้อย่างไร ข้อ ๑ ข้อแรกที่สุดคือ สัมมาทิฏฐิ ความเข้า ใจความเห็นความรู้สึกคิดนึกอะไรก็ตามถูกต้อง ถ้าความเข้าใจมันถูกต้องแล้ว แล้ว อื่น ๆ มันผิดไม่ได้ ความใฝ่ฝันมุ่งหมายก็ต้องถูกต้อง พูดจานี้ก็ถูกต้อง ทำก็ถูกต้อง อะไรก็ถูกต้องไปหมด ถ้าความเข้าใจมันถูกต้อง นี่เรียกว่าถือตะเกียงนำหน้าโร่อยู่อย่างนี้ ผิดไม่ได้ ดังนั้นควรจะให้ปัญญามาก่อน แล้วศีลสมาธินี้ตามไป. นี้ศีล สมาธิ ปัญญา รวมกันเข้าเท่าไรรวมกันหมดนี้แล้วมันจะเป็นปัญญายิ่งขึ้นไปอีก หมายความตะเกียง ดวงนี้จะลุกสว่างจ้ายิ่งขึ้นไปอีกแล้วมันก็นำทางได้ดียิ่งขึ้นไปอีก หมายความว่า ศีล สมาธิ ปัญญา จะสูงตามขึ้นไปอีก. แล้วเมื่อรวมกันแล้วมันเป็นปัญญาที่กล้าแข็งเฉียบ แหลมยิ่งขึ้นไปอีก, ศีลและสมาธิก็กล้าแข็งตามไปอีกไม่เท่าไรมันก็ถึงที่สุดคือ ดับทุกข์ ได้จริง. นี่แหละมันไม่มีทางจะงมงายได้แต่ประการใด ความเข้าใจถูกต้องนั่นแหละ มันไม่ทำให้เรามาเที่ยวหลงเชื่อภูตผีปีศาจ เทวดา พิธีรีตอง บทสวดร้องขนบธรรม- เนียมที่ครึกระเหล่านี้มันเป็นไปไม่ได้ นั่นเพราะมันออกนอกลู่หรือนอกทาง มันออก ไปนอกทางของพระพุทธเจ้าเสียแล้ว มันออกนอกมรรคหรือทางเสียแล้ว. ฉะนั้นถ้า เรามีสัมมาทิฏฐินำอยู่แล้วทั้ง ๘ นี้ครบอยู่แล้ว ทางนี้เข้มแข็งพอที่จะทำให้พระนิพพาน ได้; และขอเตือนเป็นข้อสุดท้ายเกี่ยวกับข้อนี้ว่า ท่านอย่าได้เผลอพูดว่ามรรค ๘ หรือ ทาง ๘; ต้องพูดว่า "มรรค" เฉย ๆ แล้วก็ประกอบไปด้วยองค์ ๘ คือมรรคมีเพียง ๑ แล้วประกอบด้วย Factor ๘ ถ้าพูดว่ามรรค ๘ เป็นทาง ๘ ทางแล้วเดินไม่ได้ ไม่มี ใครเดินได้ มันจะขนานกันหรือมันจะอะไรกันมันเดินไม่ได้ มันต้องทางเดียวแล้วมัน
น.61 ๕๕ ประกอบไปด้วยองค์ ๘ ประการ สมมุติเปรียบเทียบกับว่าเชือกเส้นหนึ่งประกอบด้วย เกลียว ๘ เกลียว อย่างนี้มันต้องเป็นเชือกเส้นเดียวไม่ใช่เชือก ๘ เส้น หรือว่าทางๆ หนึ่งมันต้องประกอบไปด้วยคุณสมบัติ ๘ อย่างเป็นอย่างน้อย เช่นว่าหนทางนี้มันเตียน เดินได้สะดวก หนทางนี้มันมีร่มไม้พออาศัยได้ หนทางนี้มันมีร้านอาหารพอซื้อหากินได้ หนทางนี้มันมีการคุ้มครองจากเสือ จากโจร จากอะไรได้ หนทางนี้มันมีแนวทางพอ ให้รู้ได้ไม่หลงอะไรอย่างนี้เป็นต้น มันต้องเป็นหนทาง ๆ เดียวที่ประกอบไปด้วยองค์ ๘ อย่างนี้. ทีนี้เราก็เป็นอันว่าได้เรื่อง ๔ เรื่อง คือเรื่องที่ไม่พึงปรารถนาเรื่องหนึ่ง; คือทุกข์กับเหตุให้เกิดทุกข์. แล้วเรื่องที่พึงปรารถนานี่อีกส่วนหนึ่ง; เรียกว่าดับทุกข์กับ ทางให้ถึงความดับทุกข์; รวมเป็น ๔ เรียกว่าอริยสัจจ์. ทีนี้เหลือบตาดูกันอีกนิดหนึ่ง เท่าที่เวลายังเหลือ เราจะเห็นได้ว่ามันตรงหรือมันเข้ากันได้กับเหตุผล อันหนึ่งเป็น เหตุอันหนึ่งเป็นผล ไม่งมงาย ทุกข์ก็เป็นผล สมุทัยก็เป็นเหตุ ทุกข์เป็น ผลเกิดมาจากความอยาก ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์นี้เกิดขึ้นปรากฏออกมา เพราะ การเดินตามทางที่ถูก. ถ้าพูดเป็น Logic สั้น ๆ ก็อย่างว่าเราพูดถึงเรื่องทุกข์นี่ว่า คืออะไร ? มาจากอะไร ? เพื่อประโยชน์อะไร ? โดยวิธีใด ? Logic ง่าย ๆ อย่างนี้มันใช้ได้ แก่ธรรมะทุกข้อหรือแม้แต่เรื่องไม่ใช่ธรรมะ. ถ้าเราจะเข้าใจเรื่อง อะไรชัด เราควรจะตั้งปัญหาว่าเรื่องนี้คืออะไร หรืออย่างไร และเรื่องนี้มัน จากอะไร แล้วเรื่องนี้มันเพื่ออะไรต่อไป แล้วเรื่องนี้โดยวิธีใด แล้วมันจะสำเร็จได้ โดยวิธีใด, ฉะนั้นถ้าท่านท่องมนต์ไว้สักนิดหนึ่งว่า อะไร? แล้วก็ จากอะไร? แล้ว ก็เพื่ออะไร? แล้วก็โดยวิธีใด ? นี่กันความงมงายเป็นมนต์ที่กันความงมงาย หรือ การเดินผิดทาง หรือออกไปนอกลู่นอกทางของพระพุทธศาสนา เพราะมันจะช่วยให้ เราอยู่ในขอบวงของสติปัญญาเสมอ นี้เป็นอันว่าเราได้พบสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ หรือสิ่งที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านสอน และสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านยอมรับ
น.62 ๕๖ เอามาจากข้างนอกมารวมไว้ด้วย แล้วก็ยอมรับรองแล้วก็สอน นี่ ๓ เรื่องแต่สรุปเป็น เรื่องเดียวว่า เรื่องทุกข์กับดับทุกข์ หรือเรื่องดับทุกข์อย่างเดียว. ทีนี้ถ้าท่านได้ยินได้ฟัง อย่างนี้ ท่านคิดว่ามันเป็นเรื่องที่วัดหรือเรื่องที่บ้าน ถ้าไปคิดว่าเป็นเรื่องที่วัดหรือในป่า หรือเป็นเรื่องที่บ้านแล้วมันผิดหมด ชีวิตอยู่ที่ ไหนเรื่องนี้อยู่ที่นั้น. ถ้าเรามีชีวิตอยู่ ที่บ้านเรื่องนี้ก็ต้องอยู่ที่บ้าน แล้วมันจึงจะเป็นเรื่องของชีวิตประจำวันไปเลย คือว่า หลักอริยสัจจ์นี้มุ่งหมายจะให้เราอยู่โดยไม่ต้องเป็นทุกข์ ให้เรามีลมหายใจอยู่โดยไม่ต้อง เป็นทุกข์ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ครั้นเมื่อเราถือหลักอริยสัจจ์นี้เป็นที่พึ่งแล้ว หรือถือเอาพระ- พุทธศาสนาที่ถูกต้องนี้เป็นที่พึ่งแล้ว เราต้องรู้จักควบคุมจิตของเรา ไม่ให้ความอยาก ครอบงำ แต่ว่าให้อยู่ภายใต้อำนาจของสติปัญญา สติปัญญากับความอยากนี้อยู่ด้วยกัน ไม่ได้ ถ้าสติปัญญาอยู่แล้วความอยากหรือตัณหานี้มีไม่ได้. ถ้าตัณหาโผล่ขึ้นมาแล้ว ปัญญามีไม่ได้ ฉะนั้นเลือกเอาเถอะ ถ้าสติปัญญาควบคุมอยู่แล้ว ก็นั่นแหละคือกำลัง อยู่ในมรรค หรือกำลังเดินอยู่ตามมรรค ฉะนั้นทุกข์ไม่ได้ เป็นทุกข์ไม่ได้. ฉะนั้น เราจะกินจะนอนจะถ่ายจะอาบจะอะไรประจำวัน เราจะปฏิบัติงานที่ออฟฟิศประจำวัน เราจะไปเที่ยวเล่นประจำวัน เราจะอยู่กับครอบครัวปกครองครอบครัวประจำวันอะไร ก็ตาม เราต้องให้สติปัญญาหรือสัมมาทิฏฐินี้เป็นแสงสว่างอยู่เรื่อย อย่าให้ตัณหาโผล่ หน้าออกมา แล้วไม่มีทุกข์. ถ้าเราเผลอไปตัณหาโผล่หน้าขึ้นมาอยู่เป็นเจ้านายนี้; สติปัญญาเงียบไปอย่างนี้จะต้องเป็นทุกข์ทุกกรณี, แม้เป็นเรื่องได้เงินมาก็จะทุกข์ ได้ชื่อเสียงมาก็จะทุกข์, ได้อำนาจวาสนามาก็จะทุกข์, ถ้าตัณหานี้ขึ้นมาบัญชาอยู่บน บัลลังก์สำหรับบัญชานี้. แต่ถ้าสติปัญญาอยู่ตัณหาออกไป ได้เงินมาก็ไม่ทุกข์, ได้ชื่อ เสียงมาก็ไม่ทุกข์, ได้อำนาจวาสนาก็ไม่ทุกข์, มีแต่สิ่งที่จะเรียกว่าเป็นสุขหรือสงบเย็น. เพราะเหตุใด? เพราะเหตุว่าถ้าสิ่งใดได้มาหรือว่าทำให้เกิดขึ้นด้วยกิเลสตัณหาแล้วสิ่ง นั้นมันมาอยู่บนศีรษะเรา มันมาเป็นนายอยู่บนศีรษะเรา คือเราเป็นทาสมัน. ถ้าสิ่ง ใดได้มาหรือทำให้เกิดขึ้นด้วยสติปัญญาแล้ว สิ่งนั้นมันมาอยู่ใต้ฝ่าเท้าเรา มันตรงกันข้าม อย่างนี้คือมันมาเป็นทาสเรา ไม่ใช่เราเป็นทาสมัน มันกลับกันอยู่จึงเห็นว่าหลักวิชา
น.63 ๕๗ เรื่องอริยสัจจ์หรือการควบคุมตัณหานี่ มันก็คือการเปลื้องออกไปจากความเป็นทาสมา สู่ความเป็นอิสระจากกิเลสและความทุกข์; นี่คือตัวศาสนา ตัวแท้ของศาสนา ตัว ธรรมะอันสูงสุดหรือบรมธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้และได้สั่งสอน และเป็นความมุ่ง หมายอย่างยิ่งที่เราจะต้องอบรมให้รู้ให้เข้าใจให้จงได้ เพื่อประโยชน์แก่ความเป็นมนุษย์ ของเรา เพื่อประโยชน์แก่ความเป็นคนไทยหรือพุทธบริษัทเรา และเพื่อประโยชน์ แก่ความเป็นตุลาการโดยเฉพาะ เหมือนกับที่อาตมาได้กล่าวแต่วันแรก. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ลง เพราะหมดเวลาแล้วเพียงเท่านี้ .- จบการบรรยายครั้งที่ ๒
Buddhadasa