Buddhadasa.org

หลักธรรมที่แสดงความว่าง ตอนที่ ๓ — ๓. ปฏิจจสมุปบาทในชีวิตประจำวัน

หลักธรรมที่แสดงความว่าง — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — หลักธรรมที่แสดงความว่าง (๑๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.64 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย ในโอกาสแห่งการบรรยายครั้งที่ ๓ นี้ เราจะได้พูดกันถึงเรื่อง "ปฏิจจสมุป- บาท". ปฏิจจสมุปบาทเป็นความจำเป็นอยู่ที่ว่าเราจะต้องใช้คำบาลีบางคำ แต่ก็เป็น เครื่องเรืองปัญญายิ่งขึ้นทุกที; และเนื่องจากคำว่า ปฏิจจสมุปบาท นี้เป็นคำที่เป็นชื่อ ของธรรมะ ที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา. ธรรมะที่ชื่อปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นธรรมะที่ เป็นหัวใจของพุทธศาสนาโดยตรง ที่เราจะต้องทราบไว้สำหรับเผื่อถูกถามโดยเฉพาะ จากชาวต่างประเทศ และที่ดีที่สุดคือว่าธรรมะชื่อนี้เป็นการแสดงอย่างที่เรียกว่าทัน สมัยหรือสบหลักวิทยาศาสตร์หรืออะไรทำนองนั้น ซึ่งเป็นเครื่องเชิดชูพระพุทธศาสนา; ฉะนั้นจึงขอร้องให้จดจำคำว่า ปฏิจจสมุปบาท ไว้. คำว่า " ปฏิจจะ " แปลว่าอาศั ย แล้วคำว่า "สมุปบาท" นี่แปลว่าเกิด ขึ้นครบถ้วน; เมื่อรวมกันก็แปลว่า อาการที่มันอาศัยกันแล้วเกิดขึ้น, อาศัยกัน

น.65 ๕๙ แล้วเกิดขึ้น, อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น, อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น นี่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท. นี้ก็เพื่อปฏิเสธความมีตัวตน เพราะมันเป็นแต่เพียงสิ่งที่อาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยกันเกิด ขึ้นเราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท; เพื่อเข้าใจคำนี้จะขอยกตัวอย่างอาการที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท; เหมือนอย่างว่ามันมีความชื้น หรือ น้ำ นี้อยู่ในโลก แล้วมันก็ถูก ความร้อนทำให้น้ำนั้นระเหยขึ้นไป; เราก็เห็นได้ว่าไอน้ำเป็นของเพิ่งเกิด เป็นมายาเพิ่ง เกิด เพราะน้ำถูกความร้อน เมื่อไอน้ำระเหยขึ้นไป มันก็ต้องลอยขึ้นไป ออกไปจาก ความดึงดูดของโลก คือไปอยู่ ในที่เราเรียกกันว่าที่สูง รวมกันเข้าก็เกิดเมฆอย่างนี้. เมฆ ก็เรียกว่าเป็นมายาที่เพิ่งเกิด เพราะอาศัยการที่ ไอน้ำมันไปจับตัวกันอยู่. ทีนี้ เพราะเมฆมันมากเข้า ๆ มันหนาแน่นเข้า ๆ มันก็กลายเป็นเมฆฝน ดังนั้นเมฆฝนก็ เพิ่งเกิด; เมื่อเมฆบาง ๆ นี้มันจับตัวหนาเข้ามันอาศัยกันเกิดอย่างนี้. ทีนี้เมื่อความเย็น มีพอ เมฆฝนก็กลายเป็นน้ำฝน; เราก็เห็นได้ว่าน้ำฝนนี้มันก็เพิ่งเกิดเพราะอาศัยเมฆ ฝน. ทีนี้ถ้าเราจะว่าต่อไปว่าถ้าฝนตกลงมาทำให้ถนนลื่น นี้ก็เรียกว่าความลื่นของถนน นี่มันเพิ่งเกิดเมื่อฝนตกลงมา; ทีนี้เพราะความลื่นของถนนมีอยู่ นาย ก. ลื่นแล้วหก ล้ม แล้วการหกล้มของนาย ก. มันก็เพราะอาศัยถนนมันลื่นหรือความไม่ระวังของแก หรืออะไรก็ตามรวมกัน แต่เพราะถนนมันลื่น เพราะหกล้มแกก็ศีรษะแตกเป็นต้น สมมติว่าศีรษะแตก และเพราะแกศีรษะแตกมันก็ต้องเป็นเหตุให้แกไปหาหมอหรือไป โรงพยาบาล มันอาศัยกันอย่างนี้ เพราะหมอถูกหา หมอก็ต้องทำการรักษา; การที่ หมอทำการรักษาก็เป็นเหตุให้สิ่งต่าง ๆ หรือบุคคลอื่นต่าง ๆ ถูกทำถูกใช้เรื่อยไปไม่มีที่ สิ้นสุด. อาการที่เป็นแต่เพียงมายาอาศัยสิ่งอื่นเกิดขึ้นชั่วคราวทะยอยกันไปอย่าง นี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท. ดังนั้นเข้าใจคำว่า ปฏิจจสมุปบาท โดยซื่ออย่างนี้ แล้ว จะเป็นหลักพระพุทธศาสนาได้อย่างไรนั้นเราพิจารณากันต่อไป อาการที่สิ่งหนึ่งอาศัย สิ่งอื่นเกิดขึ้น และสิ่งหนึ่งอาศัยสิ่งนั้นเกิดขึ้น และสิ่งอื่นอาศัยสิ่งนั้นกิดขึ้นนี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท.

น.66 ๖๐ ทีนี้ เราก็จะต้องนึกถึงเรื่องราวเมื่อพระพุทธเจ้าออกบวช; ท่านออกบวช แล้วก็เที่ยวแสวงหาวิชาความรู้ในสำนักต่าง ๆ ; อาจารย์นั้นอาจารย์นี้เรียกว่าการเที่ยว เสาะแสวง. เรียนจนจบความรู้ของอาจารย์นั้น ๆ ก็ไม่พอใจ เพราะว่ามันไม่สมเหตุสมผล มันแสดงไว้อย่างมืดมัว อย่างเป็นตัวเป็นตนเป็นอะไร แล้วก็บอกให้เชื่ออะไรทำนอง นี้ ทั้ง ๆ ที่ท่านได้เที่ยวแสวงหาและเที่ยวทดลองทุก ๆ สำนักของครูบาอาจารย์ที่มีอยู่ใน สมัยนั้น ผลสุดท้ายก็ไม่ได้รับอะไร. ทีนี้ท่านก็เอาความรู้ของท่านเองไปสู่ที่เงียบสงัด และก็คิดค้นตามแบบของท่านเองจนตรัสรู้ ; คือ :- ท่านตั้งปัญหาขึ้นว่า ปัญหาของ เราก็คือความทุกข์ ที่ออกมาบวชนี้เพื่อค้นหาเรื่องไม่มีทุกข์, ที่นี้ก็เลยตั้งปัญหาว่า ความทุกข์นี้มันมาจากอะไร: นี่ท่านควรจะจดจำหรือจำเอาก็สุดแท้ ให้ได้หลักของ พระพุทธศาสนาในข้อนี้ ท่านพิจารณาทบทวนอยู่เรื่อยจนรู้ว่าอาการที่เป็นความทุกข์ทั้ง หลาย เช่นความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย โสกะ ปริเทวะ ต่างๆ เกิดมีความหมายขึ้น มาเป็นความทุกข์ขึ้นมานี้ ก็เพราะว่ามีชาติ, ชาติคือความเกิด, ชา- ติ เพราะมีชาติ; ถ้าอย่ามีการเกิดเป็นตัวเรา หรือของเรา ขึ้นมาความทุกข์มันเกิดไม่ได้ นี้ก็เรียก ว่า ทุกข์ ใหม่มีมาเพราะชาติ ทีนี้ท่านไล่ต่อไปอีกว่า ชาติ นี้ มาจากอะไร พิจารณาเรื่อยไปนานเข้าก็พบว่า ชาตินี้มาจาก “ภพ". ภพนี่แปลว่าความมีความเป็นที่พร้อมบริบูรณ์ ที่จะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ออกมา ชาตินี่มาจากภพ. ทีนี้พอเรารู้ว่าชาติมาจากภพ ก็ค้นต่อไปว่า ภพมาจากอะไร ก็รู้ว่า มาจาก อุปาทาน อุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นว่าเราว่าของเรา.

น.67 ๖๑ ทีนี้ อุปาทานมาจากอะไร ? อุปาทานมาจากตัณหา คือความอยาก เหมือน กับที่กล่าวแล้วแต่วันก่อนว่า อยากได้ อยากเป็น อยากไม่ให้เป็น อยากสามอย่างนี่ รวมเรียกว่าตัณหาทั้งนั้น และอุปาทานนั้นมาจากตัณหาคือความอยาก. ที่นี้ความอยากนี้มาจากอะไร ความอยากมาจากเวทนา, คำว่าเวทนาขอ ได้โปรดเข้าใจว่าไม่ใช่เวทนาสงสารหรือเวทนาอะไรอย่างนั้น เวทนาหมายถึงรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ หรือรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์ เช่นเรารู้สึกสบายพอใจ สบายใจ สนุกสนานในใจ เป็นสุขใจ อย่างนี้ก็เรียกว่าสุขเวทนา; ถ้าเราเป็นทุกข์ ขัดใจ เดือดร้อน กลัดกลุ้ม หวาดกลัวหรืออะไรก็ตาม เรียกว่าทุกขเวทนา; แล้วก็เป็นเวทนาอยู่นั่นแหละ เรียก ว่าเวทนานั่นแหละ. ทีนี้ถ้าว่าความรู้สึกนั้นมันไม่อาจจะเรียกได้ว่าสุขหรือทุกข์กันแน่ เป็นเพียงความรำคาญอย่างไรก็ไม่แน่; อย่างนี้ก็เรียกว่ายังไม่จัดว่าเป็นสุขหรือทุกข์ แต่ก็เรียกว่าเวทนา. ถ้าเป็นสุขเวทนามันก็ทำให้เกิดความอยากทางหนึ่ง อยากเอา อยากอะไรขึ้นมาทีเดียว คือถ้าว่าทุกข์เวทนามันก็เกิดอยากไปอีกทางหนึ่ง คืออยากตีมัน เสียให้ตาย อยากให้ไปเสียให้พ้น หรือว่าอยากไม่เห็นหน้าหรืออะไรทำนองนี้. ถ้า เป็นเวทนาที่ไม่สุขไม่ทุกข์ มันก็สลัวๆ ก็อยากอย่างกระวนกระวายชนิดใดชนิดหนึ่ง ด้วยเหมือนกัน เป็นวิภวตัณหาเหมือนกัน นี่ความอยากที่มาจากความรู้สึกในใจที่ว่า เป็นสุขหรือทุกข์ หรือว่าไม่สุขไม่ทุกข์. ทีนี้ เวทนาอย่างนี้มาจากอะไร เวทนานี้มาจาก ผัสสะ; ผัสสะแปลว่า การกระทบกัน กระทบของอะไร? ก็กระทบของคู่ ๆ ที่มันสำหรับกระทบ เช่นตา กับรูป หูกับเสียง จมูกกับกลิ่น ลิ้นกับรส ผิวหนังทั่วไปกับวัตถุภายนอกที่เราใช้ผิว- หนังสัมผัสทั่วทั้งตัว แล้วอีกคู่หนึ่งเป็นคู่สุดท้าย ก็คือใจกับความรู้สึกคิดนึก นี่มัน เป็น ๖ คู่ ด้วยกัน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วก็ รูป เสียง กลิ่น รส โผฎ- รู้พพะ ธรรมารมณ์ คู่ ๆ นี้มันมีคู่แล้วมันอาศัยการกระทบกันระหว่างที่มันเป็นคู่ตรง ๆ กันนั่นเรียกว่า ผัสสะ; ทำให้เกิดเวทนา.

น.68 ๖๒ ผัสสะการกระทบอย่างนี้มาจากอะไร? มาจากเพราะมันมีอายตนะ; อายตนะแปลว่า ส่วน หรือจุด หรือ ตำแหน่ง สำหรับการกระทบ ในที่นี้ก็ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นแหละเรียกว่า อายตนะภายใน. เพราะมันอยู่ใน ตัวเรา ส่วน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสนั่นเรียกว่า อายตนะภายนอก เพราะว่า มันอยู่นอกตัวเราทั้งนั้น. การกระทบของสิ่งที่อยู่ภายนอกตัวเรากับภายในตัวเรานี้เรียก ว่า ผัสสะ; ฉะนั้นจึงถือว่าผัสสะมันมีขึ้นเพราะว่ามันมีอายตนะ; ถ้าลองอย่ามีอายตนะ สิ่งที่เรียกว่าผัสสะก็มี ไม่ได้. อายตนะนี้มาจากอะไร? มาจาก เพราะความมีอยู่ของนามและรูป คือของกายและใจ; กายคือเนื้อหนังนี้ ใจคือสิ่งซึ่งเรามองไม่เห็นตัวที่เรียกว่าจิต หรือใจ มันมีอยู่แล้วก็เป็นเหตุให้มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่ใช้ประโยชน์ได้ ใช้ทำงานได้ ฉะนั้นจึงมีสิ่งที่เรียกว่ากายกับใจนี้ กายส่วนหนึ่งก็เป็นตา กายส่วนหนึ่ง ก็เป็นหู กายส่วนหนึ่งก็เป็นจมูก กายส่วนหนึ่งก็เป็นลิ้น แล้วก็มีใจที่คอยอำนวย ความรู้สึกทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ส่วนนั้นเรียกว่าใจ. กายกับใจนี่ภาษา บาลีเรียกว่านามกับรูป; นามคือใจ รูปคือกาย แล้วนามกับรูปนี้ต้องอยู่ด้วยกันเสมอ แยกกันแล้วก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะอายตนะมี เพราะสิ่งที่เรียกว่านามรูปมันมีอยู่ กาย กับใจนั้นมันมีอยู่. กายกับใจนี้มาจากอะไร? ก็ถือว่า มาจากวิญญาณธาตุ หรือมาจาก วิญญาณเฉย ๆ เพราะฉะนั้นวิญญาณในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงใจโดยตรง แต่หมายถึงธาตุ, ธาตุชนิดหนึ่งซึ่งเข้าใจยาก เพราะว่าเป็นนามธาตุ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งก็เรียกว่า วิญญาณธาตุเสียเลยดีกว่า. ขอแทรกอีกสักนิดหน่อยหนึ่งว่าในพุทธศาสนานั้นเราถือว่าคนคนหนึ่งนี้ประ- กอบด้วยธาตุ ๖ คือธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ๔ นี้เป็นเรื่องวัตถุ แล้วก็มี

น.69 ๖๓ วิญญาณธาตุและอากาศธาตุอีก ๒ ธาตุ; วิญญาณธาตุนั้นคือใจไม่ใช่ร่างกาย แล้ว อากาศธาตุคือความว่างสำหรับเป็นพื้นฐานของสิ่งทั่วไป วิญญาณธาตุที่ว่านี้คือคำว่า วิญญาณในที่นี้. วิญญาณธาตุมีอยู่แล้ว ก็ถูกปรุงให้เป็นนามรูปขึ้นมาได้. ถ้าถามว่า วิญญาณธาตุ นั้นมัน มีอยู่เพราะอะไร ก็บอกว่า มีอยู่เพราะสัง ขาร ที่นี้สังขารตัวนี้ไม่ใช่สังขารร่างกายไม่ใช่สังขารที่เรารู้กันตามธรรมดา พูดกัน ติดปากธรรมดา สังขาร คำนี้ หมายเฉพาะในเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท เท่านั้น :- แปลว่า สภาพหรืออำนาจลึกลับอะไรอันหนึ่ง ซึ่งเรียกว่าอำนาจก็แล้วกัน อำนาจ แห่งการปรุงแต่ง อำนาจลึกลับอย่างจะเป็นพระเจ้าหรืออะไรก็แล้วแต่ใครจะสมมติ เรียก แต่ขอให้เป็นว่าสิ่งนี้มีอำนาจที่จะปรุงแต่ง ไม่ยอมให้สิ่งต่าง ๆ หยุดนิ่งอยู่ ถ้า สมมติว่าเราจะถามว่าทำไมสิ่งต่าง ๆ จึงเคลื่อนไหวเป็นไปไม่หยุด เช่นโลกก็ต้องหมุน สิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลกก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปในทางนั้นทางนี้ ไม่มีอะไรที่หยุด อยู่ได้ ยิ่งดูให้ละเอียดแล้วยิ่งไม่มีอะไรจะหยุดอยู่ได้ นี่ด้วยอำนาจของอะไร. ถ้า หากว่าลัทธิอื่นเขาจะตอบว่า ด้วยอำนาจของพระเจ้า ก็เป็นเรื่องลัทธิอื่น แต่ลัทธิ ของพระพุทธศาสนานี้ก็คือว่า สิ่งที่เรียกว่า สังขารนี้เองคืออำนาจที่จะปรุงแต่งสิ่ง ทั้งหลายไม่ให้หยุดอยู่ ได้ ไม่ยอมให้หยุดอยู่ได้ นี่เพราะมีอำนาจนี้ สิ่งต่าง ๆ จึงไม่หยุด; มันปรุง ๆ แล้วก็เกิดสิ่งต่าง ๆ ขึ้นในโลก. เหมือนอย่างวิชาทางชีววิทยา อย่างนี้ท่านก็คงจะได้เคยเรียนมาแล้วว่า ทีแรกโลกของเรานี้เป็นเสก็ดที่หลุดแบ่งส่วนออกมาจากดวงอาทิตย์ หรือจะว่าเป็น Nebula กลุ่มหนึ่ง งวดตัวเข้าเป็นก้อนโลกนี้ก็ตามใจ แต่เราก็ได้ยิน ได้เรียน ได้พึ่ง มาว่าทีแรกมันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันเพิ่งออกมา มันเพิ่งเกิดขึ้นนี้ด้วยอำนาจของ อะไร แล้วมันมาเย็นลงนี้มันไม่มีอะไรเลย มันมีแต่เนื้อ เนื้อแร่ชนิดหนึ่ง Igneousstone อย่างนี้ ซึ่งไม่ประกอบด้วยแร่นั้นแร่นี้แต่เป็นของปนรวม ๆ กันอยู่ ไม่มีต้นไม้เลย

น.70 ๖๔ อย่างนี้ แล้วทำไมก้อนโลกก้อนนี้มากลายเป็นอะไรต่าง ๆ ขึ้นในโลกจนเต็ม อย่าง ที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ มีธาตุนั้น ธาตุนี้ มีน้ำ กระทั่งมีพืช กระทั่งมีสัตว์ มีสัตว์ ต่าง ๆ กระทั่งมีคนอย่างนี้ อะไรที่บันดาลให้สิ่งเหล่านี้ไม่หยุดอยู่ Develop เรื่อย จนกระทั่งมีพวกเราซึ่งนั่งอยู่เดี๋ยวนี้ อย่างนี้ก็ได้; เพราะอำนาจของอะไรที่มันทำให้ เป็นอย่างนั้น หรือว่าทำไมเราจึงหยุดอยู่ไม่ได้ทั้งทางกายและทางจิต เช่นร่างกาย ของเราก็ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เช่นว่าไม่กี่เท่าไรก็เปลี่ยนเป็นคนใหม่ แล้วก็ เซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายก็เปลี่ยนหมดอย่างนี้ หรือว่าจิตของเราก็นึ่งอยู่ไม่ได้ จะต้อง ไปตามเรื่องตามราวของมัน หยุดอยู่ไม่ได้ นี้ด้วยอำนาจของอะไรผลักดัน นี่เราตอบ ได้ด้วยคำ ๆ เดียวกันว่า ด้วยอำนาจของสิ่งที่เรียกว่าสังขารในที่นี้. ตัวสังขารนั้น ตัวหนังสือแปลว่าปรุงแต่ง; เราหมายถึงอำนาจอันหนึ่งซึ่ง มีอำนาจปรุงแต่งและที่ผลักดัน ไม่ยอมให้สิ่งต่าง ๆ หยุดนิ่งตายตัวเป็นสิ่งใดอยู่, แม้ แต่ไม้อย่างนี้ ถ้าเราดูเร็ว ๆ เราคิดว่ามันเที่ยง แต่ที่จริงมันก็มีการเปลี่ยนแปลงภาย ใน, ก้อนหินก็มีการเปลี่ยนแปลงภายใน, เพชรอย่างแข็งที่สุดแล้วก็ยังมีการเปลี่ยน แปลงภายใน, แล้วก็เป็นอย่างอื่นซึ่งจะไม่เป็นเพชรอีกต่อไป อย่างนี้เป็นต้น. จะเป็น ของแข็ง ของเหลว ของไหล ของลอย หรืออะไรก็ตามเถอะมันก็ล้วนแต่เปลี่ยน แปลง นี่ด้วยอำนาจของสิ่งที่เรียกว่าสังขาร. ทีนี้ สังขารหรืออำนาจปรุงแต่งสิ่งต่าง ๆ นี้มาจากอะไร ตอบว่า มา จากอวิชชา คำว่า อวิชชานี้เข้าใจผิดกันมากเหมือนกัน เช่นเดียวกับคำว่าสังขาร. อวิชชาตัวหนังสือนี้แปลว่า "ไม่รู้" "วิชชา" แปลว่ารู้ " อะ" แปลว่าไม่; แต่ที่ แท้ก็หมายถึงสภาพที่ปราศจากความรู้ ในสภาพที่ปราศจากความรู้ อาการอย่างนั้น เรียกว่าอวิชชา ขอแต่ว่าให้ไม่มีความรู้ก็แล้วกัน หรืออีกทีหนึ่งเขาแปลไปเป็นกรรม รูป แปลว่าสิ่งที่รู้ไม่ได้ แปลว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เราไม่อาจจะรู้จักมันได้อย่างนี้ก็มี;

น.71 ๖๕ นักศึกษาบางคนจะแปลคำว่าอวิชชาในลักษณะอย่างนี้. แต่อาตมาเชื่อว่าตามความ หมายของพระพุทธเจ้าท่านมุ่งหมายถึงว่า สภาพหรือภาวะที่ปราศจากความรู้ เพราะอาการมันก็คล้ายๆ กัน และสิ่งนั้นเราไม่อาจจะรู้จักมันได้เหมือนกันว่ามัน เป็นอะไร มันยิ่งกว่าความมืด มันยิ่งกว่าความโง่ คือมันปราศจากความรู้โดยสิ้นเชิง อย่างว่าโง่นี้มันก็ยังรู้อะไรบ้างไปตามประสาโง่. ฉะนั้นอวิชชานี้มันก็หมายถึงสภาพที่ ปราศจากความรู้ เลยเอาเป็นเงื่อนต้นหยุดลงเพียงแค่นี้พอแล้ว; อวิชชา ภาวะที่ ปราศจากความรู้ใช้ ได้แก่ทุกสิ่ง หมายความว่าในสภาพที่ปราศจากความรู้แล้ว จะต้องมีอำนาจของการที่ผลักดันสิ่งต่าง ๆ ให้หมุนไป, เปลี่ยนไป ถ้าสมมติว่ามีความรู้ มันจะไม่มีอาการที่ปรุงแต่งผลักดันให้เปลี่ยนแปลงไป โดยยุติเอาอวิชชาเป็นเงื่อนต้นที่สุด ฉะนั้นควรจะแก้ความทุกข์หรือแก้ปัญหาของเรา ด้วยสิ่งที่ตรงกันข้ามคือ วิชชา; จึงเกิดมีเที่ยวกลับเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท เที่ยว กลับ. เมื่อตะกี้นั้นเที่ยวเกิด เที่ยวเกิดขึ้นมา เกิดทุกข์ขึ้นมา ที่นี้เที่ยวกลับ ก็ว่าเพราะ อวิชชานี้ ถ้าหากว่าหรือ เพราะว่าอวิชชานี่ ไม่มีอยู่ แล้วละก็ สังขาร, ตัวสังขารที่ว่ามา นี้ จะไม่มี เมื่อสังขารไม่มี แล้วจะไม่มีอำนาจอะไรปรุงแต่งผลักดันสิ่งต่าง ๆ สิ่งที่ เรียกว่าวิญญาณธาตุก็จะไม่มีอยู่ หรือไม่ถูกจัดปรุงขึ้นเป็นวิญญาณธาตุอย่างนี้เป็นต้น. เมื่อวิญญาณธาตุไม่มี แล้วก็ ไม่มีอะไรที่จะมาถูกปรุงให้เป็นนามรูปได้; เพราะ วิญญาณธาตุไม่มี นามรูปก็ต้องไม่มี. ทีนี้ เมื่อนามรูปหรือกายกับใจไม่มีแล้ว อายตนะเช่นตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้มันจะมีประสิทธิภาพได้อย่างไร แล้วรูป เสียง กลิ่น รส ข้างนอกมันก็ไม่มีความหมาย ไม่มีปัญหาเลย จึงเรียกว่าเมื่อนาม- รูปดับแล้ว อายตนะก็หมดความหมาย. หรือ อายตนะ หมด ความหมาย แล้ว; ผัสสะ อย่างที่ว่าเมื่อตะกี้ นี้ก็มีไม่ได้. เมื่อ ผัสสะมีไม่ได้ สิ่งที่เรียกว่า เวทนาความรู้สึก ต่าง ๆ มันก็ มีไม่ได้. เมื่อ เวทนามีไม่ได้ หรือไม่มี ตัณหาก็มีไม่ได้. ตัณหามี

น.72 ๖๖ ไม่ได้ คือไม่อยากแล้วมันก็ไม่มีอะไรจะยึดถือ อุปาทานก็มีไม่ได้ เมื่อ อุปาทานมี ไม่ได้ ภพก็มีไม่ได้. เมื่อ ภพมี ไม่ได้ชาติหรือชา-ตินี้ก็มีไม่ได้. เมื่อชาติไม่มี แล้วความทุกข์ทั้งหลายก็ไม่มี. อาการอย่างนี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท อาศัยกันเกิดขึ้นแล้วเกิดเป็นความ ทุกข์ขึ้น; ถ้าอาศัยกันดับลงความทุกข์ก็ดับไป. การอาศัยกันเกิดขึ้นอย่างนี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท เป็นหลักสำคัญที่สุดของพระพุทธศาสนาซึ่งจะทำให้พระพุทธศาสนา แตกต่างจากศาสนาอื่นอย่างที่ ไม่มีทางจะเหมือนกันได้ หรือว่าพระพุทธศาสนาสบหลัก วิทยาศาสตร์หรือเป็นที่พอใจของผู้ที่นิยมยึดถือ หลักวิทยาศาสตร์หรืออะไรทำนองนี้เป็น ต้น ฉะนั้นเราจะต้องสนใจไว้ในฐานะที่เป็นหัวใจโดยเฉพาะของพระพุทธศาสนา. ที่นี้จะต้องขอย้อนให้ระลึกถึงคำบรรยายในวันที่แล้วมาว่า เราได้พูดถึงเรื่อง อริยสัจจ์ เรื่องทุกข์ เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์ และก็เรื่องความดับสนิทของทุกข์ และก็ เรื่องวิธีให้ถึงความดับสนิทของทุกข์. เมื่อพูดว่าทุกข์คืออาการอย่างนี้ ๆ และเหตุให้ เกิดทุกข์ก็คือสิ่งที่เรียกว่าในแนวของ ปฏิจจสมุปบาท นั่นเอง ซึ่งในวันนั้นเราได้ บอกว่าตัณหาอย่างเดียวเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ แต่ถ้าจะถามว่า มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ? ด้วยอาการอย่างไร ? ด้วยวิธีอย่างไร ? ท่านก็ดูแนวของปฏิจจสมุปบาท นี่จะเห็นว่า เรามีตัณหาขึ้นมาได้อย่างไร ก็เพราะมีวิญญาณ นามรูป ผัสสะ อายตนะ เวทนา จน กระทั่งเกิดตัณหา. นี่จึงเป็นคำอธิบายของอริยสัจจ์ในตอนนั้น เมื่อเราเข้าใจว่าตัณหา เป็นเหตุให้เกิดทุกข์แล้วเราก็จะเข้าใจว่า หลักของปฏิจจสมุปบาทนี้มันเกิดขึ้นได้อย่าง ไร ความทุกข์มันเกิดขึ้นได้อย่างไร และคู่หลังที่ว่าดับสนิทไม่เหลือแห่งทุกข์เป็นพระ- นิพพานนั่น มันมี ได้เพราะความดับเสียซึ่งตัณหา โดยอาศัยวิธีปฏิบัติตามมรรคมันก็คือ ดับ ดับตัณหาตามแบบของปฏิจจสมุปบาทนี่เอง.

น.73 ๖๗ ทีนี้เราจะพิจารณากันถึง ข้อที่จะควบคุมตัณหา หรือว่าทำลายตัณหาให้สิ้น เชิงไป. ท่านทั้งหลายจะต้องเข้าใจว่าคำว่า "ควบคุม" กับคำว่า "ทำลาย" นี้มัน ต่างกันมาก. ธรรมะพวกหนึ่งสำหรับควบคุมกิเลสตัณหา แต่ไม่สามารถทำลายให้ หมดสิ้นเชิงไปได้ มันได้แต่ ควบคุม ไว้ อย่าให้มันเอะอะขึ้นมาเท่านั้น. ส่วน ทำลาย นั้น หมายถึงขุดราก ขุดเง่า ทำลายหมดเลย ไม่มีทางจะเกิดได้. ทีนี้เราจะควบคุมตัณหา ได้อย่างไร หรือจะทำลายตัณหาได้อย่างไร นี้เป็นวิธีปฏิบัติซึ่งจะต้องใช้เป็นประจำวัน เพราะได้กล่าวมาแล้วว่า ถ้าเรามีอายตนะภายในคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ หรืออายตนะภายนอกรออยู่คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อะไรต่าง ๆ นี้ ถ้า มันมากระทบกัน, มันก็เรียกว่ามีผัสสะ. ถ้าหากว่าเราให้เพียงแต่มันกระทบกัน, เช่น :- ตาเห็นรูป แล้วควบคุมให้หยุดไว้เพียงแค่นั้น อย่าให้เกิดเป็นว่าสวยหรือ ไม่สวย น่ารักหรือไม่น่ารัก เกิดพอใจหรือเกลียดชังขึ้นมาอย่างนี้ อย่าให้มันเกิดขึ้น มาอย่างนี้ ได้ อย่างนี้ก็เรียกว่าเราหยุดมันไว้ได้เพียงแค่นั้น แค่ผัสสะ เราหยุดเรื่อง ที่เกิดขึ้นคือตา เห็นรูป นี่คือเรื่องที่เกิดขึ้น แล้วหยุดมันเสียได้-แค่ผัสสะ คือสักว่า เห็นเท่านั้น คือเห็นสักว่าเห็นเท่านั้นอย่าให้เกิดความรู้สึกสวยน่ารัก หรือว่าไม่สวย แล้วเกลียดชังอย่างนี้เป็นต้น; นี่ก็เป็นการควบคุมหรือป้องกันตัณหาไม่ให้เกิดขึ้น. ทีนี้ทางหูได้ยินเสียง ทางจมูกได้กลิ่น หรือทางลิ้นได้รสก็เหมือนกัน เหมือน กันอย่างเดียวกันหมด; ถ้าเพียงว่าหูได้ยินเสียงแล้วก็หยุดไว้อย่าให้เป็นว่าเพราะ แล้ว ก็เกิดรักเกิดติดพันขึ้นมา หรือว่าเกลียดแล้วก็โมโหขึ้นมาอย่างนี้. กลิ่นก็เหมือนกันหอมก็ติดใจ เหม็นก็อึดอัดเดือดร้อนโกรธเคืองขึ้นมา. ลิ้นก็เหมือนกัน แล้วที่เป็นปัญหาอย่างยิ่งที่เราละกันได้ยากก็คือว่าเวลาสัมผัสทางผิวหนัง และ โดยเฉพาะคือสัมผัสระหว่างเพศตรงกันข้าม.

น.74 ๖๘ ทีนี้ส่วนจิตใจก็เหมือนกัน พอว่าเกิดความรู้สึกอะไรขึ้นในใจ; สดุดขึ้นในใจ แล้วให้หยุดเพียงแค่นั้น; อย่าให้เป็นเวทนาขึ้นมา คือรู้สึกชอบหรือเกลียด รักหรือ ชังอะไรทำนองนั้น; อย่างนี้เรียกว่าเราหยุดมันไว้ได้แค่ผัสสะ เป็นการป้องกันไม่ให้ เกิดตัณหา ควบคุมตัณหาไว้ด้วยอาการอย่างนี้; เรียกว่าความทุกข์จะไม่เกิดอีกเพราะ กรณีนี้. เพราะกรณีที่ตาเห็นรูปก็ตาม หูฟังเสียงก็ตาม หรือจมูกได้กลิ่นก็ตาม ถ้าว่าหยุดได้เพียงแค่ผัสสะอย่างนี้ละก็นับว่าวิเศษ. วิเศษตรงที่ว่าเรื่องมันไม่มีแน่, ไม่เกิดแน่แล้วสิ้น แล้วระงับไป. ทีนี้ ถ้าเราหยุดไม่ได้ เผอิญมันหยุดไม่ได้เป็นผัสสะแล้วมันเป็นเวท- นาเสียแล้ว คือเกิดรักหรือเกิดเกลียดเสียแล้ว อย่างนี้เรียกว่าเวทนาเกิดเสียแล้ว; ก็ยังมีอีกที่หนึ่งคือ ระวังอย่าให้กลายเป็นตัณหาขึ้นมา อย่าให้ก่อเกิดตัณหาขึ้นมา ให้เวทนานั้นหยุดอยู่เพียงแค่เวทนานั้น เช่นว่าเห็นว่าสวยแล้วก็เกิดรักเสียแล้ว เป็นสุขใจเพราะได้เห็นนั้นเสียแล้ว นี่เรียกว่าเวทนาเกิดเสียแล้ว. อย่าให้เกิดตัณหาขึ้น มาก็หมายความว่าให้มันหยุดอยู่แค่นั้นอีก; ให้หยุดอยู่แค่ว่าสวยแล้วก็พอใจ อย่าให้ความ คิดปรุงแต่งขึ้นมาว่าฉันนี้อยากจะได้ ฉันจะพยายามเอาให้ได้ หรือว่าฉันจะทำอะไรก็ ตาม อย่างนั้นมันจะเป็นตัณหา. ระวังอย่าให้ปรุงแต่งเป็นตัณหาขึ้นมา ให้หยุดอยู่ เพียงแค่เวทนา เรียกว่าเวทนาก็สักแต่ว่าเวทนาอย่างนี้ อย่าให้ปรุงเป็นตัณหาอย่างนี้ก็ ยังได้ คือหยุดอยู่เพียงแค่เวทนา ยังไม่เกิดตัณหาก็ยังไม่เกิดทุกข์ แต่ถ้าได้เผลอหรือ ไม่รู้สึกตัว ควบคุมไว้ ไม่ได้จนมันเกิดอยากเสียแล้ว ฉันอยาก ฉันต้องการ ฉันอย่าง นั้นอย่างนี้แล้ว หรือมีตัณหาอย่างนี้แล้ว ช่วยไม่ได้, ใคร ๆ ก็ช่วยเราไม่ได้ที่จะไม่ ให้เป็นทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างน้อยก็เป็นทุกข์ทางใจเร่าร้อนอยู่ในใจ; ถ้าลงว่า เวทนาปรุงเป็นตัณหาขึ้นมาแล้วมันต้องทุกข์แน่ ๆ ช่วยไม่ได้. ฉะนั้นการปฏิบัติจึงอยู่ ที่ตรงนี้เอง ในปฏิจจสมุปบาททั้งเครือตั้ง ๑๒ ข้อนี้, ข้อสำคัญมันอยู่ตรงที่ผัสสะ เวทนา

น.75 ๖๙ ตัณหา; ผัสสะให้เป็นเพียงผัสสะหยุดไปก็ยิ่งวิเศษ ถ้าทำไม่ได้เผลอเป็นเวทนาแล้วก็ ควบคุมอีกครั้งหนึ่ง ให้หยุดอยู่เพียงแค่เวทนา อยู่ให้เป็นตัณหาก็ไม่มีทุกข์ ถ้าเป็น ตัณหาแล้วไม่ต้องสงสัยที่นี้จะต้องทุกข์แน่ ๆ คือจะต้องมีอุปาทานมีภพมีชาติแล้วเป็น- ทุกข์แน่ ๆ. ตัณหา คือความอยากสามอย่าง ช่วยวินิฉัยดู ให้ดี ๆ มันมีละเอียดซอกแซก เกิดได้อย่างที่เราแทบจะไม่รู้จักมันเลยว่าตัณหา; แล้วอีกอย่างหนึ่งเวทนานี้มันก็อย่างที่ กล่าวแล้วว่ามีทั้งที่เป็นสุขและเป็นทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์ ทั้งสามอย่างนี้มันให้เกิด ตัณหาทั้งนั้น ให้เกิดความอยากอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งนั้น ถ้าเป็นสุขเวทนาเอร็ดอร่อย หอมหวน นิ่มนวล ไพเราะนี้มันก็อยากได้; ถ้าตรงกันข้ามมันก็อยากที่จะทำลายเสีย; อยากจะให้ไปเสียให้พ้นหรือว่าอยากที่จะอย่างใดอย่างหนึ่ง ชนิดที่เราก็ต้องเป็นทุกข์ ; เหมือนอย่างว่าเราเหม็นทนไม่ได้ เหมือนกับเราพบความนิวแซนซ์ต่าง ๆ ทนไม่ได้ หรืออะไรทำนองนี้ หรืออย่างอื่น ๆ ที่ยิ่งไปกว่านั้น เช่นว่าเราเผชิญเข้ากับสิ่งที่เรา เกลียดเรากลัวอันตรายถึงกับจะทำให้เราตายนี้ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า จะไม่ให้ เราไม่จัดการอย่างใดอย่างหนึ่งลงไปตามที่ควร นี่ขอให้จำให้มั่นคงอย่างนี้ นี้ก็หมาย ความว่าเมื่อเวทนานั้น ๆ เกิดขึ้นแล้ว เรายังมีทางที่จะจัดการวิธีใดวิธีหนึ่งตามที่ควร หรือเท่าที่ควร แต่มันต้องทำจนถึงกับว่า เราอย่าไปเกิดตัณหาอย่างใดอย่างหนึ่งใน มันเท่านั้นเอง. ถ้าเราจะจัดการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นถ้าเราจะลุกหนีไป เราก็จำเป็น จะต้องไม่เกิดตัณหา ชนิดที่อยากจะตีมันให้ตาย หรือว่าอยากจะไปให้พ้น ด้วยความ เร่าร้อนในใจหรืออะไรทำนองนี้ หรือว่ามันเป็นสิ่งที่น่าดู น่ารัก น่ามีไว้ เราก็ดูหรือ มีอะไรไว้โดยไม่ต้องมีตัณหา เราจะมีของสวยงามประดับบ้านโดยไม่ต้องมีตัณหาก็ยัง ทำได้ แล้วก็ไม่เป็นทุกข์, แต่ถ้าเราไปหลงรัก ถึงขนาดมีตัณหาอย่างนี้แล้ว มันจะ เป็นทุกข์ทั้งนั้น สวยมาก สวยน้อย หรืออะไรก็ตามมันจะเป็นทุกข์ทั้งนั้น หรือไม่

น.76 ๗๐ สวยก็เป็นทุกข์ด้วยตัณหาอีกอย่างหนึ่งอย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นอุบายที่พระพุทธเจ้าท่าน สอนไว้ สำหรับให้เราเอาชนะความทุกข์. คำว่า "อุบาย" ในที่นี้ไม่ใช่เรื่องหลอกลวง นี่ขอบอกกล่าวไว้ด้วยว่า คำบัญญัติในพระพุทธศาสนาเรานั้น คำว่าอุบายไม่ได้หมายถึงอุบายที่ใช้หลอกลวง กัน; ถ้าว่าหลอกลวงก็ต้องหลอกลวงกิเลส ไม่ใช่หลอกลวงมนุษย์ด้วยกัน. อุบายที่ สามารถหลอกลวงกิเลสให้กิเลสตายไปเองนั้น นี่เรียกว่าอุบายในพระพุทธศาสนา ไม่ ใช่หลอกลวงเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน. ท่านเรียกว่าอุบายทั่ว ๆ ไป อุบายที่เราจะป้องกัน ไม่ให้ตัณหาเกิดขึ้นอย่างวิธีนี้ก็เรียกว่าอุบาย แล้วอุบายที่จะทำให้เรามีอะไรได้ ใช้ อะไรได้ กินอะไรได้ ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ควรทำได้ โดยไม่ต้องเป็นทุกข์ นี่เรียกว่าเป็น อุบายที่เราจะมีอะไร จะทำอะไร จะพูดอะไร จะคิดอะไร จะเรียนอะไรทุกอย่างโดย ไม่ต้องเป็นทุกข์. นี่เป็นความมุ่งหมายของความรู้เรื่อง ปฏิจจสมุปบาท ในชีวิตประจำวันของ คนทุกคน; ฉะนั้นจึงควรจะเห็นให้ชัด เข้าใจให้ได้ และเอาไปใช้เป็นประโยชน์ให้ ได้ในประจำวัน อย่างว่าท่านที่เป็นผู้พิพากษานี้ ถ้าถูกจำเลยหรือทนายจำเลยยั่ว อย่างนี้เราเรียกว่ามีผัสสะแล้ว คือว่าความยั่วของเขามันมีความหมาย มันเป็น ธรรมารมณ์ชนิดหนึ่ง แล้วมันก็ไปกระทบใจเรา มันก็มีผัสสะ; ที่เรียกว่ามโนสัมผัส นี้ขึ้น นี้เป็นอย่างไร จะมีเวทนาเกิดขึ้นไหม มันอยู่ที่ว่าเราจะทำได้หรือไม่ ถ้าผัสสะ เกิดขึ้นอย่างนี้แล้วเราควบคุมมันไม่ได้ มันเกิดเวทนาขึ้น ถือว่าเราพ่ายแพ้ เราอ่อน แอ เราพ่ายแพ้ตรงที่จิตของเราโกรธขึ้นมา, การที่เราโกรธขึ้นมานี่คือความพ่ายแพ้ คือ การที่เราอ่อนแอบังคับจิตไม่ได้ ดังนั้นมันก็เป็นเวทนาขึ้นมาคือความโกรธ ซึ่งเป็นทุกข์ ใจหรือเดือดร้อน อย่างนี้เราเรียกว่าถูกกิเลสครอบงำ. ทีนี้เราก็จะพูด หรือจะทำ หรือ- จะสั่ง หรือบังคับคดี ไปด้วยอำนาจความโกรธของเรา แล้วเรื่องเป็นอย่างไรขอให้ลอง

น.77 ๗๑ คิดดู. ถ้าเราควบคุมผัสสะที่เป็นมโนสัมผัสอย่างที่ว่านี้ไม่ได้; เราควบคุมเวทนาที่เกิด ขึ้นเพราะคำพูดเสียดสีของเขาไม่ได้; นี่มันเป็นเวทนา แล้วก็เกิดตัณหาชนิดที่อยาก จะเล่นแกล้งมันหรือจะลำเอียงแก่มันอย่างนี้เป็นต้น หรือถ้าไม่อย่างนั้นอย่างน้อยที่สุด เราก็ไม่สบายใจ เราสูญเสียปกติภาพของจิตใจ ไม่สามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ให้บริสุทธิ์ ผุดผ่องได้. นี่จึงเห็นได้ว่ามันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน แม้ของท่านที่จะเป็นผู้ พิพากษา. ที่นี้ผู้ที่จะทำงานอย่างอื่น อาชีพอย่างอื่น กิจการอย่างอื่นก็เหมือนกัน หรือแม้ที่สุดแต่ท่านจะนั่งเล่นนอนเล่น; ถ้าท่านไม่สามารถจะควบคุมสิ่งเหล่านี้ ได้ละก็ มันจะไม่มีเวลาพักผ่อน มันจะเป็นเรื่องรบกวนใจไปหมด; เหลือบไปทางไหนก็จะได้ สิ่งที่รบกวนใจมา, หูได้ยินอะไรก็จะเป็นเรื่องรบกวนใจมา, จมูกได้กลิ่นอะไรมาก็จะ เป็นเรื่องรบกวนใจมา, ความคิดนึกโน้มไปทางไหนก็จะเป็นเรื่องรบกวนใจมา, มันหา ความสงบสุขไม่ได้. ที่กล่าวนี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า เรื่อง ปฏิจจสมุปบาท นี้คือเรื่องที่ เกิดขึ้นแก่เราทุกคนเป็นประจำวัน แล้ววันหนึ่ง ๆ หลายเรื่องเรียกว่าหลายกรณี; กรณี หนึ่งหรือ Case หนึ่งนี่หมายความว่าเป็นทุกข์ครั้งหนึ่ง; เช่นว่าตาได้กระทบรูปแล้ว ความคิดปั่นป่วนไปจนกระทั่งถึงได้เป็นทุกข์อย่างนี้ จบเรื่องลงเรื่องหนึ่ง นี้เรียกว่า เรื่องหนึ่ง กรณีหนึ่ง หรือเคสหนึ่ง มีความทุกข์เป็นผล. แต่ถ้าเราควบคุมไว้ได้ไม่ ให้ไปถึงนั่น ไม่ให้ไปถึงความทุกข์ก็แปลว่ายังไม่มีเรื่อง, มันยังปกติอยู่ยังไม่มีทุกข์ ยังว่างอยู่. เพราะฉนั้นขอให้นักศึกษาที่อยากจะเข้าใจธรรมะทุกคน ขอให้สังเกตดูชีวิต ประจำวันของเราว่าวันหนึ่ง ๆ มันมี ปฏิจจสมุปบาท ทำนองนี้เกิดขึ้นกี่เรื่อง: ทาง ตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ แล้วก็อย่าลำเอียง ถ้าเป็นเรื่องก็ดู ให้เห็นเรื่องจริงๆ แล้วจะพบว่าวันหนึ่งหลายเรื่อง เราดิ้นรนกวัดแกว่งขึ้น ๆ ลง ๆ ฟู ๆ แฟบ ๆ ก็เพราะสิ่งเหล่านี้-ทั้งนั้น ค่าที่เราไม่สามารถควบคุมกระแสแห่ง ปฏิจจสมุปบาท.

น.78 ๗๒ ทีนี้เพื่อความเข้าใจที่ละเอียดยิ่งขึ้นไปอีกหน่อย ขอให้ไปสนใจที่คำว่าชาติ; ชา - ติ, ชาตินี่ ที่ ได้กล่าวแล้วว่าถ้าลงมีชาติแล้วต้องมีทุกข์ ชาติแล้วต้องมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ซึ่งเป็นทุกข์. ที่นี้คำว่าชาตินี้มันไม่ได้หมายถึงว่าคลอดจากท้องแม่ เกิดคลอดจากท้องแม่เรียกว่าชาติอย่างนั้น ชาติอย่างนั้นมันเป็นภาษาชาวบ้านภาษา ทั่วไป ไม่ใช่ภาษาธรรมะเป็นภาษาชาวบ้านทั่วไป แต่ชาติที่เป็นภาษาธรรมะ ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงคลอดจากท้องแม่; แต่หมายถึง ความรู้สึกในใจที่รู้สึกว่า ตัว ฉัน ตัวเรา หรือตัวกู ที่พลุ่งขึ้นมาอย่างเต็มที่จนสุดขีดอย่างนี้ เรียกว่าชาติ คือความเกิดขึ้นของตัวกูหรือของตัวเรา; แล้วแต่เราจะใช้ความหมายอย่างไหนใน กรณีไหน ทั้งนี้ก็โดยที่ถือหลักว่า จะเกิดมามีชีวิตอยู่หรือไม่มีชีวิตอยู่ก็ตาม ถ้าไม่มี ความรู้สึกว่าตัวกูแล้วมันก็เหมือนกับไม่ได้เกิดมา. ฉะนั้นการที่เกิดขึ้นมาจากท้องแม่มา เป็นคนที่ไม่รู้ประสีประสาอะไร เป็นคนไม่มีความคิดนึก เป็นก้อนหินก้อนดินอะไร มันก็เหมือนกับไม่ได้เกิดมา ต่อเมื่อใดในนั้นมีใจ แล้วก็รู้สึกยึดถือเป็นตัวเราขึ้นมา มันจึงมีสิ่งที่เรียกว่าตัวเราขึ้นมา ตัวฉันขึ้นมา ทั้งๆ ที่ความรู้สึกว่าตัวฉันมันเป็นของ หลอก เป็นของมายาไม่ใช่ของจริง; เป็นเพียงความคิดความนึกความปรุงแต่งทั้งนั้น แต่มันทำให้มีความหมายเป็นเรื่องเป็นราว ที่จะฆ่ากันตาย หรือที่ว่าจะรักกันตาย หรือว่า รักกันอย่างยิ่งอะไรก็สุดแท้; มันอยู่ตรงที่มีความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นว่าตัวเรา ซึ่งเขาเรียกว่า Egoism หรือ Self นี่ที่เรียกกันทั่วไปว่าอย่างนี้. ถ้าความรู้สึกที่ว่า Self หรือว่า Egoism นี้ ไม่มีแล้ว มันก็เหมือนกับไม่มีตัวใครเลย ไม่มีความหมายอะไรเลย มีแต่เปลือก ร่างกายกับใจล้วน ๆ. ร่างกายกับใจล้วน ๆ นั่นเรียกว่าเปลือกได้ ต่อเมื่อมีความรู้สึก ว่าเป็น Egoism อยู่ในใจด้วย ร่างกายกับจิตใจนี้จึงจะเป็นคนที่สมบูรณ์ขึ้นมาได้ ฉะนั้น ถ้าเมื่อใด Egoism นี้ระงับอยู่ เราก็ถือว่าเรายังไม่มีชาติหรือความเกิดชนิดนี้ เราจึง นั่งสบาย เยือกเย็นอยู่ในใจ, พอมีอะไรมาจี้ มากระตุ้นให้เกิด Egoism ขึ้นในใจเมื่อนั้น แหละ ทั้งกายทั้งใจนี้จะสมบูรณ์เป็นตัวกูขึ้นมาเลย แล้วจะต้องร้อน ๆ อย่างใดอย่าง หนึ่ง; เช่นรักก็ร้อน เกลียดก็ร้อน กลัวก็ร้อน ชอบใจก็ร้อนอย่างชอบใจ ไม่ชอบ ใจก็ร้อนอย่างไม่ชอบใจ.

น.79 ๗๓ ขอให้พึ่งดูให้ดี ๆ ว่า แม้ที่กำลังหัวเราะอยู่นั้น มันก็ต้องมีความทุกข์ อย่างคนหัวเราะ คนร้องไห้ก็มีความทุกข์อย่างคนร้องไห้ คนที่เต็มปรี่อยู่ด้วยความ รัก ที่รัก ของรัก ของพอใจ ก็ร้อนอย่างคนที่เต็มปรี่อยู่ด้วยของรักของพอใจนี้ นี่ ต้องไปคิดดู; นี้เรียกว่า Egoism หรือตัวกูของกู ตัวกูหรือของกูนี้ หรือตัวฉัน หรือตัวข้าพเจ้าหรืออะไรก็ตาม มันถึงขีดสูงสุดของมันแล้ว อาการอย่างนี้มันปรากฏ เกิดขึ้นเต็มรูป นี่เรียกว่าชาติ ชา-ติ ในที่นี้คือความเกิดที่แท้จริง เป็นโวหารพูด ทางธรรมะหรือทางศาสนา. เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องการให้ชาติอย่างนี้เกิด คือไม่ให้ เป็นทุกข์ อย่าให้ชาติอย่างนี้เกิด ส่วนชาติที่เป็นการคลอดจากท้องแม่นั้นไม่มีความ สำคัญอะไรที่จะทำให้เราเป็นทุกข์. แม้จะทุกข์ก็ทุกข์ทางกายแล้วมันไม่มีความหมายอะไร มากมาย; แต่ความทุกข์ที่เร่าร้อนที่เผาลนที่เป็นตัณหา ที่ต้องมีพระพุทธเจ้าช่วยแก้นี้ มันเรื่องความทุกข์ที่เกิดมาจากตัวกูหรือของกู; มันเป็นคำหยาบ แต่อาตมาก็ ไม่ทราบว่า จะพูดว่าอย่างไรเลยพูดตรงๆ ว่าตัวกูหรือของกู นี่เป็นคำที่ใช้ในบาลีว่า อัตตา อัตตนียา, ยึดมั่นว่าเรา ยึดมั่นปรุงแต่งขึ้นมาว่า: - ฉันนี่, อย่างฉันลูกผู้ชาย ไม่ยอม ยืนยันที่จะ สู้จนตาย หรืออะไรอย่างนี้. นี่คืออาการของตัวกูหรือเกิดขึ้น ที่เราดันทุรังทำอะไรไป ทั้งผิด ๆ ก็เพราะว่าตัวกูนี้มันจัดแรงเกินไป แม้ว่าเราทำถูกแต่เราก็ ไม่ยอมผ่อนผัน สั้นยาวอะไรอย่างนี้ มันก็เพราะตัวกูนี่มันจัดเกินไป ไม่ใช่ว่าเราทำถูกแล้วเราจะดัน ทุรังเอากับคนอื่นได้. มันก็ยังมีการต้องลดตัวกูลงมาเป็นการผ่อนผันสั้นยาว หรือให้ เหมาะสมแก่รูปเรื่อง หรือถ้าดีที่สุดแล้วอย่ามีตัวกู. ขอให้จำไว้ว่าความรู้สึกที่พลุ่งขึ้นมาเป็นตัวกูหรือของกูนี้มีขึ้นมาเมื่อไรแล้ว นั่นมันเป็นอันว่ามีความทุกข์ครบทุกประการ จะมีความเผาร้อนในใจแก่บุคคลนั้น นี่ ข้อหนึ่งแล้ว. เขาจะมีความมืด, ความมืดที่จะทำให้เขาทำอะไรผิดหมด พูดผิด คิดผิด ทำผิดอะไรหมด ขอให้ท่านลองนึกดูเถอะมันจะสักเท่าไร. ความมืดของตัวกูที่พลุ่งขึ้น มานี้ มันไม่ใช่แสงสว่าง ต่อเมื่อตัวกูนี้หายไป หมดไป มีความว่างจากตัวกูนั่นแหละ

น.80 ๗๔ จึงจะเป็นแสงสว่าง; จิตใจจึงจะมีแสงสว่าง คือมีสติปัญญา มีสัมมาทิฏฐิ อย่างนี้มัน ไม่ร้อน มันเย็นด้วยแล้วมันสว่าง คือมันจะไม่มีอะไรทำผิด มันจะพูดถูกทำถูก คิด ถูกอะไรถูกไปหมด นี่เพราะไม่มีตัวกูโผล่ขึ้นมา. ดังนั้น ตัวกูนั้นจึงเป็นเพียงนามธรรม ชนิดหนึ่ง แล้วก็เป็นมายาที่สุด รู้จักยากที่สุด หลอกลวงที่สุด ควบคุมยากที่สุด เบาหวิวที่สุด ไวต่อความเกิดความรู้สึกที่สุด. นี่เป็นเรื่องยากของการปฏิบัติธรรม อยู่ที่ตรงนี้ ถ้าว่าตัวกูมันเป็นเหมือนก้อนหิน ท่อนไม้อย่างนี้มันก็ง่าย ทุบให้แตกหรือ เผาไฟเสียก็ได้ แต่เราก็คว้าไม่พบไม่รู้ว่าตัวกูอยู่ที่ตรงไหน. แม้ว่าเราจะทุบที่ร่างกาย นี้ว่าตัวกูนี้มันก็ไม่ถูกตัวกู มันเจ็บเนื้อเปล่า ๆ หรือแม้ว่าจะชี้ไปที่ใจมันก็ยังไม่ใช่ตัวกู ใจนั้นมันเป็นความรู้สึกอะไรอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งอยู่ในใจอีกทีนั้นคือตัวกู เราเรียกว่า อุปาทานความยึดมั่นถือมั่น. อุปาทานความยึดมั่นถือมั่นนี้เป็นไปถึงที่สุดแล้วก็จะ เกิด ความพร้อมขึ้นมาที่จะเกิด พร้อมที่จะเกิด นี่เรียกว่าภพ พอภพแล้วก็ต้อง ชาติ ต่อมาเกิดเป็นตัวกูโผล่หัวออกมาเลย, ยิ่งกว่าโผล่ออกมาจากท้องแม่ แต่ว่า โผล่ออกมาจากจิตใจของมนุษย์เรา ออกมาเป็นตัวร้ายกาจที่สุดที่จะทำความทุกข์ อย่างแนบเนียนที่สุด มาในหน้าตาของมิตร; แต่ว่าในความหมายของศัตรู. อย่างนี้ เหมือนกับเขาชอบเปรียบคำว่า ซาตานอย่างนี้ ซาตานหรือพญามารที่จะมาล่อลวง สัตว์ มันต้องมาในรูปของสิ่งที่น่ารักที่สุด สวยงามที่สุด นิ่มนวลที่สุด สุภาพที่สุด อย่างนี้ ตัวกูนี้ก็เหมือนกันมันมาในรูปที่ไม่ให้เราเกลียดชังมันได้เลย มันมาหลอกให้ เราหลงไป แล้วทำไปตามความต้องการของตัวกู ฉะนั้นเราจึงเป็นทุกข์ ตัวกูที่ ปรากฏออกมาเราก็เรียกว่าชาติในที่นี้. ทีนี้ การประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนาเพื่อทำชาติให้สิ้นไป นี้ ขอให้จำไว้ด้วยว่าเป็นประโยคที่มีอยู่ในพระบาลี หรือพุทธภาษิตเกี่ยวกับการประพฤติ พรหมจรรย์นี้ เพื่อทำชาติให้สิ้นไป เพื่อทำที่สุดของชาติ หรือว่าถ้าเป็นพระอรหันต์ เขาก็พูดว่า ชาติสิ้นแล้ว. ถ้าใครคนใดคนหนึ่งชาติสิ้นแล้ว คนนั้นเป็นพระอรหันต์

น.81 ๗๕ ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าท่านตาย ท่านยังอยู่ยังเดินได้ยังเป็นเป็นอยู่นี้ เราเรียกว่า ชาติสิ้นแล้ว หมายความว่าความรู้สึกที่เรียกว่าชาติชนิดที่กล่าวนี้จะไม่เกิดขึ้นแก่ท่านอีก ได้เลย แต่สำหรับพวกเราตามธรรมดานี่มันเกิดวันละหลายๆ ชาติ กลางวันก็เกิด กลาง คืนก็เกิด ถึงแม้เมื่อเกิดชาตินี้ กรณีนี้ ทำอะไรไว้ มันมีอิทธิพล พอที่จะไปปรุงแต่ง ชาติที่จะเกิดในชั่วโมงต่อมาด้วย คือว่าสิ่งใดที่ได้เข้ามากระทบใจเรา มีผลแก่จิตใจเรา แล้ว ใจนั้นไปคิดทำอะไรเข้าอีก มันก็มีอิทธิพลของสิ่งนั้นแหละ ติดไปด้วย ฉะนั้น จึงเรียกว่าได้รับผลกรรมระหว่างชาติ ชาติที่แล้วมา ชาติที่กำลังเกิดอยู่ และชาติที่ กำลังจะเกิดต่อไป. สมมติว่าวันนี้เราเกิดกันสิบชาติ คือมีเรื่องที่ทำให้เราต้องเป็นทุกข์ นี้สิบเรื่อง แล้วขอให้สังเกตดูให้ดีๆ ว่า มันเนื่องกันชาติที่หนึ่ง จะมีผลอะไรบางอย่าง เหลืออยู่ ให้มีอิทธิพลอยู่ในชาติครั้งที่ ๒ เช่นว่า เดี๋ยวนี้เห็นสิ่งนี้ได้รับความสุขความ ทุกข์เสร็จไปแล้ว แล้วเหลือบไปเห็นสิ่งอื่นนี้ หรือไปได้ยินสิ่งอื่นนี้ มันจะมีอะไร เหลืออยู่จากที่นี่ ที่ทำให้จิตของเราไม่อยู่ในสภาพที่ปกติ หรือมีสติปัญญา คงแก่เนื้อ แก่ตัว หรือว่าอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งไปเจืออยู่ด้วยเสมอไป. นี้เป็นที่ให้สังเกตุเห็น แล้วจะได้ควบคุม อย่าให้ต้องทำผิด ชนิดที่ว่าผล หรือปฏิกิริยาที่เหลืออยู่จากชาตินี้ ไปทำให้เกิดทุกข์มากขึ้นอีกในชาติต่อไป. ถ้าเราประสงค์จะให้มันดีแล้วก็ทำเรื่องนี้ให้ เป็นเรื่องดีไว้ แล้วเรื่องถัดมาคือการเกิดขึ้นครั้งที่ ๒ ในวันนี้มันก็จะดีขึ้น แล้วถัดไป ก็จะดียิ่งขึ้นไปอีก มันเป็นแต่เกิดดี ๆ ๆ แต่ไม่ได้หมายความว่ามันหมดทุกข์สิ้นเชิง ถ้าชาติแล้วต้องเป็นทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ แต่มันยังดีกว่าเกิดชั่ว. ดังนั้นเราจึง มีสอนในขั้นศีลธรรมว่าให้ละชั่ว แล้วก็ทำดี แล้วมีสอนในขั้นสัจจธรรมว่าไม่เอามัน ทั้งสองอย่าง คือไม่เกิดเลย. การที่สอนว่า อย่าเกิดชั่วให้เกิดดี ไว้ก่อนนี้ เป็น เรื่องศีลธรรมทั่วไป; เพื่อความสงบสุขของสังคม แต่ถ้าเรื่องเป็นพระอรหันต์สูง สุด เป็นพระอริยเจ้า เป็นพระอรหันต์ละก็ ไม่เอาความเกิดแต่อย่างใดหมด คือ ไม่เอาทั้งดีทั้งชั่ว นี้เรียกว่าไม่เกิดเลย. แต่ถ้าจะเกิดก็ขอให้เกิดดี ๆ ไว้ แต่ถ้า จะให้พ้นทุกข์เด็ดขาดแล้วอย่าเกิดเลย.

น.82 ๗๖ ทีนี้ วิธีปฏิบัติขั้นที่อย่าเกิดเลย นั่นแหละเราลองคิดดูเถอะว่า มันไม่ใช่ เหมาะแก่พระอรหันต์ มันเหมาะแก่คนทุกคนด้วยเหมือนกัน. เพราะเหตุไร? เพราะ เหตุว่าหัวเราะก็ทนไม่ไหว ร้องไห้ก็ทนไม่ไหว หมายความว่าให้กินอร่อยอยู่เรื่อย มันก็ทนไม่ไหว, ให้กินไม่อร่อยอยู่เรื่อยมันก็ทนไม่ไหว, สุขเวทนาชนิดไหนบ้างที่เขา เอามาอัดให้เรา แล้วอยู่กันอย่างนั้นตลอดทุกชั่วโมงทั้งวันทั้งเดือน ทั้งปี อย่างนี้มัน ทนไหวที่ไหน มันสู้ไม่ไหวทั้งนั้น ก็แปลว่ามันล้วนแต่หลอกลวงเพราะมันเปลี่ยน- แปลง แต่เราไปยึดถือมันเข้า หัวใจของเรานี้จะร้อนเป็นไฟเสมอ; ฉะนั้นจึงพูดได้ว่า คนดีก็มีความทุกข์ไปตามแบบของคนดี, คนชั่วก็มีความทุกข์ไปตามแบบของคนชั่ว, คนมั่งมีก็ทุกข์ไปตามแบบคนมั่งมี, คนยากจนก็ทุกข์ไปตามแบบคนยากจน, ผู้แพ้จะ ทุกข์ ไปตามประสาผู้แพ้, แต่ผู้ชนะ ๆเด็ดขาดเลย; ในชนะนั้นก็ยังจะต้องทุกข์ ไปตาม ประสาผู้ชนะ. ข้อนี้จะต้องไปคิดอย่างยิ่งอีกขั้นหนึ่ง ผู้ชนะจะมีความทุกข์อย่างไรบ้าง; ผู้เอาเปรียบเขาก็จะทุกข์ตามแบบผู้เอาเปรียบเขา, ผู้ถูกเขาเอาเปรียบก็จะทุกข์ตามแบบ ของผู้ถูกเขาเอาเปรียบ, นี่ถ้าเราได้เกิดเป็นอะไรเข้าอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วจะต้องมี ความทุกข์ตามแบบนั้น ดังนั้นเราอย่าเกิดมาเป็นอะไรเสียดีกว่า คือมีจิตใจที่ไม่ยึดถือ ว่าเป็นอะไรเสียเลย นั่นแหละเรียกว่า ไม่เกิด แล้วจะไม่ทุกข์. เดี๋ยวนี้เรายังหวังสิ่งเอร็ดอร่อย สนุกสนาน เพลิดเพลินทางเนื้อทางหนัง ทางตา ทางหู อย่างนี้ เรียกว่าเรายังไม่อาจจะเป็นผู้ที่ไม่เกิดได้. เรายังจะต้องเกิด เพราะว่าความหวังอันนี้มีอำนาจเป็นตัณหาชนิดหนึ่ง ทำให้มีอุปาทาน มีภพ มีชาติ แล้วต้องการจะเกิดเป็นอย่างนั้น ก็ระวังให้เกิดอย่างดี ๆ ไว้ก่อน แต่พร้อมกันนั้นก็ ให้ศึกษาไปเรื่อย ๆ ว่าเกิดนี้เกิดอย่างไหนก็ตาม ในที่สุดมันก็ยังทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง อยู่เสมอ. นี่เป็นความไม่ประมาท. ขอพูดกันตรงๆ อย่างพวกเรากันเองในที่นี้ว่า ถ้าเราประสบความสำเร็จใน การงานในหน้าที่ ได้เงินมากได้ชื่อเสียงมากได้เกียรติยศสูงสุดอะไรต่าง ๆ นี้; ฯลฯ แล้ว

น.83 ๗๗ ได้อะไรที่นี้ ในที่สุดก็ใช้สิ่งเหล่านั้น แสวงหาสุขเวทนา สุขเวทนาอย่างว่านี้ ไม่พ้น ที่จะทำความเร่าร้อนอย่างใดอย่างหนึ่งให้แก่เรา. นี่ขอให้จำไว้ เพื่อจะไปรู้ความ จริงเอาในวันหน้า, เมื่อไปประกอบการงานในหน้าที่การงาน ประสบความสำเร็จใน การงาน มีทรัพย์มีชื่อเสียงมีอะไรต่าง ๆ แล้วจะไปรู้ในวันนั้นว่า ถ้าเรายังปล่อยมัน ไปอย่างนี้ คือเป็นทาสของกิเลสตัณหาอย่างนี้ มีตัวกูเกิดมาเป็นตัวกูอย่างที่ว่านี้ที่ เรียกว่าชาตินี้ แล้วจะต้องเป็นทุกข์เหมือนกัน. เราจะต้องมีอุบาย, มีวิธีที่ฉลาดที่ควบ คุมมันให้ได้ อย่าให้มันโผล่รู้สึกว่า ตัวกู ขึ้นมาเลยจะมีอะไรก็มีไปเถอะ จะมีเงิน มีทรัพย์มีชื่อเสียงมีอะไรก็ตามเถอะ อย่ามีตัวกูที่ออกรับ มันไม่ร้อน เงินทองชื่อเสียง ของเราจะไม่ร้อน เรามีไว้เหมือนกับเป็นทาสเรา คืออยู่ใต้ฝ่าเท้าเรา เพราะว่าในใจ นี้มีแต่สติปัญญา ไม่มีตัวกู พอสติปัญญาหายไป เกิดความรู้สึกอย่างโง่เง่า เป็นตัวกู เป็นของกู ขึ้นมาในใจแล้ว อะไรทั้งหมดมาอยู่บนศีรษะคือเราเป็นทาสมัน. อย่าง นี้มันร้อนอย่างทาส เป็นทุกข์อย่างทาส นี่แปลว่าถ้าเราไม่มีธรรมะ เราควบคุมตัวกู ไม่ได้แล้ว อะไร ๆ จะเป็นทุกข์หมด ที่เรามีแม้แต่อะไรสักนิดก็จะเป็นทุกข์หมด, ไม่ ต้องพูดถึงมาก ๆ, ยิ่งเป็นทุกข์มาก. ทีนี้ ถ้าเรามีธรรมะชนิดที่ควบคุมตัวกูหรือชาตินี้ ได้แล้ว อะไร ๆ จะ ไม่เป็นทุกข์เลย. จะมีอะไรสักเท่าไรมากน้อยเท่าไรจะไม่เป็นทุกข์เลย; ล้วนแต่อำนวย ความสะดวก ความสะดวกสบายอะไรอย่างนั้น ไม่เป็นทุกข์เลย. จิตใจจะมีความสะอาด สว่าง สงบ เยือกเย็นอยู่ได้ อย่างนี้มันดีไหม ? ลองคิดดู แล้วอย่างนี้ อาการ อย่างนี้มันสำเร็จขึ้นมาได้ เพราะเรารู้จักควบคุมกระแส แห่งปฏิจาสมุปบาท โดยนัย อย่างที่ว่านี้. ควบคุมไม่ให้ตัวกูเกิดขึ้น ก่อหวอดขึ้นหลังจากเวทนานั่นแหละ หลังจากเวทนาแล้วอย่าให้มันก่อหวอดเป็นตัณหาขึ้น เป็นตัณหาแล้ว มันจะ ก่อหวอดเป็นอุปาทาน เป็นภพ เป็นชาติ เป็นตัวกูเต็มที่ แล้วก็ต้องทุกข์แน่ ๆ. นี่ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "อนัตตา ๆ" อย่างนี้ไม่ใช่ของน่าหัวเราะเยาะหรือ

น.84 ๗๘ ครึคระอะไร; ท่านบอกว่ามันเป็นแต่กระแส แห่งปฏิจจสมุปบาท มันเป็นแต่การ อาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยกันเกิดขึ้น เราจะไปชี้อะไรที่ไหนก็ชี้ได้มี แต่กระแสแห่งความไหลเวียนนั้น แม้แต่ตัวสุขเวทนาเองก็เป็นแต่กระแสแห่งความ ไหลเวียน ที่สืบต่อมาจากผัสสะ จากอายตนะ จากนามรูป จากวิญญาณ ฉะนั้น ถ้าท่านศึกษาในแง่สัมพัทธทฤษฎีนี้ ท่านจะพบว่าคน ๆ หนึ่งก็ไม่ มีอะไร นอกจากกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงของเซลล์ต่าง ๆ ของธาตุต่าง ๆ มัน เหมาะรูปและอยู่เป็นปรากฏการณ์ และเป็นคน ๆ หนึ่ง เช่น นาย ก. นาย ข. นาย ค. นาย ง. เป็นหญิงเป็นชาย ดิ้นรนขวนขวายอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าดูด้วยสายตา ของนักธรรมะแล้วไม่มีคนเลย มีแต่กระแสแห่งความไหลเวียนหรืออาการที่เรียก ว่า ปฏิจจสมุปบาท นี้ทั้งนั้น. ทางฝ่ายร่างกายแท้ ๆ มันก็มีของมันกระแสหนึ่ง, ทางฝ่ายจิตก็มีของมันกระแสหนึ่ง, รวมกันมันก็มีของมันอีกกระแสหนึ่ง. ดังนั้นจึง ไม่มีอะไรนอกจากความไหลเวียน เพราะสิ่งนี้อาศัยสิ่งนี้แล้วเกิดขึ้น สิ่งนี้อาศัยสิ่ง นี้แล้วเกิดขึ้น สิ่งนี้อาศัยสิ่งนี้แล้วเกิดขึ้น เรื่อยกันไปอย่างนี้. นี่คือความหมาย ของคำว่าอนัตตา ไม่มีตัวเราที่แท้จริงที่ตรงไหน มีแต่ตัวเราที่หลอกลวง. ที่เรียกว่าตัวกูหรือของกูในที่นี้ที่เป็นมายา เป็นความเข้าใจผิด เป็น กิเลสมืดมน เข้าใจผิดสำคัญว่ามีตัวกู . พร้อมกันนั้นเราก็เข้าใจคำว่าอนัตตาซึ่ง เป็นหลักสำคัญของพระพุทธศาสนา โดยอาการที่เห็นว่า ทุกอย่างไม่มีอะไรเลยนอก จากกระแสแห่ง ปฏิจจสมุปบาท เท่านั้น. แล้วที่มีปัญหาอย่างยิ่งก็คือ ตัวถูที่เป็นทุกข์ ตัวกูที่เป็นมายาที่สุด มายายิ่งกว่าภูตผีปีศาจเสียอีก ทำความเจ็บปวดให้ยิ่งกว่า ภูตผีปีศาจเสียอีก ตัวกูชนิดนี้ เพราะฉะนั้น เราจะเป็นมนุษย์อยู่ด้วยความสงบ สุขต้องควบคุมสิ่งนี้ ให้ได้ เราจึงจะเป็นผู้ที่ปกติอยู่อย่างปกติสุข แล้วก็ทำให้ความ เป็นอยู่ มีอยู่ นี่เป็นประโยชน์มากที่สุดได้ ถ้ามิฉะนั้นแล้วส่วนตัวก็จะเป็นทุกข์ที่

น.85 ๗๙ สุด แล้วจะไม่เป็นประโยชน์อะไรแก่ใครเลย เพราะเรามีความมืดมนเสียแล้ว ทำ อะไรไปด้วยความมืดมนเสียทั้งนั้น ฉะนั้นจึงเห็นว่า การที่เรามีความรู้เรื่องนี้ก็เพื่อ ประโยชน์ว่า ให้เราได้รับประโยชน์หรือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราควรจะได้ ให้ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ แล้วก็ความเป็นอยู่มีชีวิตอยู่นี้มันก็มีประโยชน์แก่กันและกันมากที่สุด แต่แล้วคอยสังเกตุว่าอาตมาก็ต้องใช้คำว่า "ตัวเรา" นี่; ตัวเรานี้มันก็เป็นเพียงคำพูด เท่านั้น ที่อาตมาว่าตัวเรา ๆ ๆ นั้น มันก็คือกระแสแห่ง ปฏิจจสมุปบาทเท่านั้น ฉะนั้นเราก็จัดให้กระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ที่จะสมมติเรียกว่าตัวเราหรือของเรานี้ ให้มันเป็นกระแสที่ไปในทางไม่ทุกข์หรือทุกข์น้อย ที่จะไม่ให้เป็นกระแสแห่ง ปฏิจจสมุปบาทในวันหนึ่ง ๆ นั้นมันก็เป็นไปไม่ได้ ยากที่จะเป็นไปได้ แต่ว่าเราก็จัด มันให้เป็นไปในทางที่ทุกข์น้อยหรือไม่ทุกข์; ให้มันดับ เป็นไปเพื่อดับทุกข์หรือดับตัวตน ดังนั้นเราก็จะเป็นมนุษย์ที่เยือกเย็น เป็นสุขส่วนตัวและเราจะทำหน้าที่ตุลาการหรือ หน้าที่ที่ประเสริฐ ๆ อย่างหน้าที่ตุลาการนี้ได้โดยสะดวก สบาย เยือกเย็น บริสุทธิ์ ผุดผ่องที่สุด. ถ้าเราเอาชนะตัวเราที่เป็นภายในไม่ได้แล้ว ไม่มีทางที่เราจะทำสิ่งภาย นอกหรือเอาชนะสิ่งภายนอกได้. ฉะนั้นธรรมะนี้จึงจำเป็นก่อน สำหรับเราที่จะมีชีวิต อยู่ในโลกนี้; หมายความว่าถึงจะไม่มีตัวเราก็ให้มีกลุ่มของสติปัญญา จัดคุม ควบคุม ร่างกายและจิตใจและความรู้สึกในจิตใจนี้ให้เป็นไปแต่ในลักษณะของ ปฏิจจสมุปบาท ที่เป็นไปเพื่อดับลงแห่งความทุกข์. ถ้ามันจะมีการไหลเวียนไปก็ให้มันเปลี่ยนแปลงใน ทางที่จะดับลงแห่งความทุกข์. อันนี้เองเป็นใจความสำคัญของคำกล่าวที่ว่าพระพุทธ ศาสนานี้ ไม่ใช่วัตถุนิยม. ถ้าเราต้องการกันแต่เพียงว่ามีเงินมาก ๆ, มีชื่อเสียงมาก ๆ, มีอำนาจวาสนาบริวารอะไรมาก ๆ, พอแล้วอย่างนี้ มันก็เป็นวัตถุนิยมเพราะว่าสำเร็จ ได้ด้วยเรื่องทางวัตถุ, ส่วนจิตใจของเราเร่าร้อน. นี้เราจะต้องให้ส่วนที่จิตใจของเรา สมบูรณ์ด้วย, คือเต็มไปด้วยคุณธรรมที่ทำความเยือกเย็นด้วย และทรัพย์สมบัติก็มี

น.86 ๘๐ ชื่อเสียงก็มี อะไรก็มีด้วย รวมกันแล้วอย่างนี้ ไม่ใช่วัตถุนิยม มันมีธรรมะเต็มเปี่ยมอยู่; และมันยิ่งกว่านั้นอีกว่า ถ้าเรามีจิตใจอย่างนี้สามารถทำให้มีจิตใจอย่างนี้แล้ววัตถุจะมี หรือไม่มี ไม่มีปัญหาเลย; มีความสุขเยือกเย็นถึงที่สุดเหมือนพระพุทธเจ้าท่านไม่มี สมบัติอะไรเลยนอกจากจีวรชุดหนึ่งกับบาตรใบหนึ่ง นี่พระอรหันต์ทั้งหลายก็เหมือน กันหรือพวกที่ปฏิบัติตามท่านก็เหมือนกัน ไม่มีอะไรเลยนอกจากจีวรชุดหนึ่งกับบาตร ใบหนึ่ง แต่แล้วมาเปรียบหัวใจกันดูว่า หัวใจของท่านกับหัวใจของพวกเราที่มีอะไรเยอะ แยะเต็มบ้านเต็มช่องนี้เป็นอย่างไรบ้าง ? ของใครร้อนอย่างไร ของใครเย็นอย่างไร ของใครสะอาด สว่าง สงบ. ของใครไม่สะอาด สว่าง สงบ แล้วก็เอาจิตใจมาวินิจฉัย อรรถคดีปัญหายาก ๆ อย่างนี้ใครจะทำได้ดีกว่าใคร อย่างนี้เป็นต้น แล้วใครจะลำ เอียงใครจะไม่ลำเอียง ใครจะควบคุมสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไปถูกทางหรือผิดทางอย่างนี้ เป็นต้น. นี่ประโยชน์คุณค่าของสิ่งที่เรียกว่าธรรมนิยมหรือมโนนิยม หรืออุดมคติ นี้ มันมีอย่างนี้. ถ้าเป็นเพียงวัตถุนิยมล้วน ๆ แล้ว มันก็เป็นเรื่องที่น่าเกลียดชังที่สุด และ เป็นทุกข์ชนิดที่เร่าร้อนที่สุด แล้วยังจะทำโลกนี้ทั้งโลกให้เร่าร้อนด้วย ไม่ใช่ฉะเพาะ แต่ตัวบุคคลผู้นั้น เพราะฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่าบรรดาสิ่งที่ดีที่สุดที่ประเสริฐที่สุด ที่สูง สุดที่มนุษย์เราควรจะได้ ให้ได้ในชาตินี้ ในชีวิตนี้ก่อนแต่ร่างกายแตกดังนี้มันคือสิ่งนี้; คือความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง จนสามารถควบคุมตัวกูหรือของกู คือชาติความเกิด แห่งตัวกูหรือของกูนี้ได้ แล้วกลุ่มนี้มีแต่ความเยือกเย็น สอาด สว่าง สงบเย็น แล้ว กลุ่มนี้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นหรือแก่โลกทั้งสิ้นมากที่สุด. ความได้เป็นอย่างนี้เรียก ว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้แล้ว แล้วก็อาศัยอะไร ก็อาศัยการควบคุมกระแสแห่ง ปฏิจจสมุปบาทเป็นประจำวัน. การกระทำอย่างนี้ชี้ชัดอยู่อย่างนี้ มันเปิดเผยทุกชั้น อย่างนี้ เขาเรียกว่ามันสบหลักวิชาเป็น Scientific ไม่ใช่บอกให้เชื่อกันอย่างงมงาย ด้วยศรัทธา อย่างนี้ไม่ใช่ มันชี้ให้เห็นชัด ๆ อยู่เลยว่าต้องเป็นอย่างนี้ ๆ ๆ ใครที่

น.87 ๘๑ ฉลาดมีสติปัญญาตามปกติจะเห็นได้ด้วยกันทุกคน ต้องยกเว้นคนโง่ คนบ้า คนสติไม่ สมประกอบนั้นไม่อาจจะเห็นได้ แต่ถ้าที่ Intelligence ตามธรรมดาสามัญอย่างนี้แล้ว จะเห็นได้ว่า; เพราะมีนามรูปจึงมีอายตนะ มีอายตนะ มีผัสสะ มีเวทนา มีตัณหา มีอุปาทาน มีภพ แล้วมีเพิ่มขึ้นมาเป็น ตัวกู ของกู แล้วก็ทุกข์. และโดยเหตุที่เห็น ได้อย่างนี้มันจึงทำกันได้ทุกคน. และ ถ้าเป็นอยู่ด้วยอาการอย่างนี้คือควบคุมกระแส แห่ง ปฏิจจสมุปบาท ได้อย่างนี้แล้วจะมีผู้ที่ ได้รับผลของพระพุทธศาสนา เพราะว่าการเป็นอยู่อย่างนี้คือการเป็นอยู่ที่ถูกต้องโดยชอบที่สุดแล้ว การเป็นอยู่ ด้วยการควบคุมกระแสแห่ง ปฏิจจสมุปบาท มิให้เกิดทุกข์ขึ้นมาได้นี้ คือเป็นอยู่โดยชอบ ชนิดที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า จะทำให้ โลกนี้ ไม่ว่างจากพระอรหันต์, หมาย ความว่ายังมีคนที่ ไม่มีความทุกข์อยู่ในโลกนี้. นี่ทำให้โลกนี้ไม่ว่างจากพระอรหันต์ แล้วท่านยิ่งพิจารณาท่านยิ่งเห็นว่ามันใช้ ได้แก่คนทุกคน เพราะว่าคนทุกคนจะต้องมีตา มีหู มีจมูก แล้วก็ต้องพบรูปเสียงกลิ่นรส สัมผัส, ฉะนั้นทุกคนจะต้องพยายามควบ- คุมมัน ให้ดีที่สุดเท่าที่จะควบคุมได้ คือให้เป็นทุกข์น้อยที่สุด; โดยการที่อย่าให้มัน พลุ่งขึ้นมาเป็นตัวกูหรือของกูมากมายเกินไป หรือไม่ให้พลุ่งขึ้นมาเลยเป็นอย่างดี. และจะเห็นได้ว่า เรามีหลักประจำพระพุทธศาสนาอย่างนี้ ซึ่งไม่เหมือนกับลัทธิอื่น ซึ่งพูดเป็นอย่างอื่น อาศัยสิ่งบางสิ่งซึ่งเราเข้าใจไม่ได้ กระทั่งต้องขอร้องอ้อนวอนหรือ บวงสรวงหรืออะไรทำนองนี้เป็นต้น นั่นไม่ใช่หลักของพระพุทธศาสนา. หลักของ พระพุทธศาสนาต้องแฉกันได้อย่างนี้; แล้วจัดทำจัดเหมือนอย่างกับเราจัดของได้เลย. อย่างนี้จึงจะเรียกว่าวิธีการพระพุทธศาสนา และเรียกว่าเรื่องปฏิจจสมุปบาทที่เกิดขึ้น เป็นวง ๆๆ ๆ รอบหนึ่ง ๆ ๆ ๆ กรณีหนึ่ง ๆ ๆ แก่เราทุกคนเป็นประจำวัน; วันหนึ่ง มากหรือน้อยแล้วแต่ว่าคนนั้นจะเป็นอย่างไร แต่เสมอเหมือนกันหมดตรงที่ว่าถ้ามัน ควบคุมไม่ได้, เป็นไปในทางที่เกิดตัณหา เวทนา ภพ ชาติ แล้วต้องเป็นทุกข์. ถ้า ควบคุมได้แล้วก็ไม่เป็นทุกข์; เรื่องก็มีเท่านี้.

น.88 ๘๒ ในที่สุดพระพุทธเจ้าก็ได้ประกาศยืนยันออกไปว่า "ตลอดเวลาที่ฉันยังไม่พบ เรื่องนี้ ไม่เข้าใจเรื่องนี้ ไม่ปฏิบัติสำเร็จในเรื่องนี้ตลอดเวลานั้น ตถาคตก็ยังไม่ยืนยัน คือไม่ปฏิญญาว่าเป็นพระอรหันต์ สัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่เพียงนั้น. เมื่อใดรู้เรื่องนี้, รู้เรื่องนี้หมายความว่ารู้จนปฏิบัติได้เสร็จ. เมื่อไรรู้เรื่องนี้ เมื่อนั้นจึงปฏิญญาว่าเป็น พระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าโดยชอบ." ต้นตอของเรื่องปฏิจจสมุปบาทเป็นอย่างนี้; พระพุทธเจ้าท่านประทานไว้ให้สำหรับสัตว์ทั้งหลายจะได้รับเอาไปปฏิบัติเพื่อกำจัดความ ทุกข์อย่างนี้ ให้ใช้ได้แก่ทุกคน แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลที่จะต้องกระทำหน้าที่ที่ สูงสุดหรือที่ประเสริฐ ในฐานะเป็นปูชนียบุคคลของโลก เช่นตุลาการเป็นต้น จะต้อง ควบคุมตนดำรงตนไว้ในสภาพที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง แล้วก็ดำเนินสิ่งที่เป็นหน้าที่ให้เป็น ไปอย่างบริสุทธิ์ผุดผ่อง. นี่อาตมาขอร้อง ให้สนใจศึกษาเรื่องปฏิจจสมุปบาท และ นำไป ใช้ ให้เป็นประโยชน์ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ทุกท่านด้วย. ในฐานะที่ เป็นการตัดต้นเหตุของความทุกข์ ดับความทุกข์อย่างนี้. อาตมาขอยุติการบรรยายวันนี้เพราะหมดเวลาลงเพียงเท่านี้. จบการบรรยายครั้งที่ ๓

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต