Buddhadasa.org

หลักธรรมที่แสดงความว่าง ตอนที่ ๔ — ๔. กรรม การเกิดใหม่ สังสารวัฏฏ์

หลักธรรมที่แสดงความว่าง — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — หลักธรรมที่แสดงความว่าง (๑๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.89 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย, ในโอกาสแห่งการบรรยายครั้งที่ ๔ นี้ อาตมาจะได้กล่าวถึงเรื่อง กรรม, การเกิดใหม่ และสังสารวัฏ, เรื่องกรรม, เรื่องการเกิดใหม่, เรื่องสังสารวัฏ ๓ เรื่องนี้เนื่องกัน เพราะฉะนั้นจึงเป็นธรรมดาที่จะต้องกล่าวร่วมกัน อธิบายคราว เดียวกัน. ก่อนอื่นขอให้ท่านนักศึกษาทั้งหลายทราบว่า เรื่อง กรรม เรื่อง การเกิดใหม่ หรือเรื่อง สังสารวัฏ นี้ เป็นเรื่องที่คนภายนอกพุทธศาสนา โดยเฉพาะพวกฝรั่งสนใจ มากกว่าเรื่องอื่น ในฐานะที่เป็นเรื่องที่แปลกประหลาด คือว่าพวกฝรั่งแทบจะกล่าว ได้ว่า คนไหนก็คนนั้น เมื่อมาหาความรู้ทางพุทธศาสนาแล้ว ก็จะต้องถามเรื่องนี้ โดยเฉพาะคือเรื่องการเกิดใหม่นี้ขึ้นหน้าขึ้นตามากที่สุด; แล้วก็เรื่องกรรมและเรื่อง สังสารวัฏพร้อมกันไปเลยทีเดียว. นี้ก็เป็นสิ่งที่ควรเข้าใจไว้ เพราะถ้าเข้าใจว่าทำไม เขาจึงสนใจกันนักแล้ว ก็จะทำให้เข้าใจเรื่องนี้ ได้ดีขึ้น. เราควรจะได้ทราบเสียเลยว่า

น.90 ๘๔ เพราะเหตุที่พวกฝรั่งนักศึกษาที่เป็นชาวตะวันตกเหล่านั้นชินหูกัน ในข้อที่ว่าทาง ตะวันออกนี้เชื่อการเกิดใหม่; โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็ในอินเดีย, ทีนี้เขาก็ไปเอาศาสนา- พุทธนี่ ไปปนกันกับศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู โดยเหตุที่เขาได้อ่านทางฝ่ายพราหมณ์ หรือฮินดูมากกว่า; มันแพร่หลายกว่าทางหนังสือ จึงพบเรื่องการเกิดใหม่ และการ เกิดใหม่อย่างพิเศษที่เรียกว่า "อวตาร"; เช่นพระเป็นเจ้า อวตารมาเป็นคนนั้นคนนี้ เป็นพระนารายณ์อย่างเรื่องรามเกียรติ์ อย่างนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งของการอวตาร; นี่เรียก ว่าการเกิดใหม่ชนิดพิเศษของพวกเทวดาหรือพระเป็นเจ้า; แล้วของคนธรรมดาสามัญ. ศาสนาฮินดูส่วนใหญ่เขาก็สอนว่า คนนั้นมาเกิดแล้วเกิดเล่า เกิดแล้วเกิดเล่า จน เปรียบเหมือนกับว่าคน ๆ เดียวกัน เพียงแต่เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเสื้อกางเกง ชุดนี้ เก่าแล้วก็ซื้อชุดใหม่มาสวมอย่างนี้ หมายความว่าจิตหรือวิญญาณอันนั้นมันมาเกิดใหม่ อีก หลังจากร่างกายนี้แตกตายแล้ว. การพูดอย่างนี้มันแปลกมากหรือมันน่าอัศจรรย์ มากสำหรับพวกฝรั่ง เขาจึงข้องอยู่ในใจ พอเขาได้วี่แววเกี่ยวกับพุทธศาสนาว่ามีพูด ถึงการเกิดใหม่เหมือนกัน เขาก็เลยทึกทักเอาว่าเหมือนกันเลย เช่นการเกิดใหม่อย่าง นั้นเขามักจะซักถามเรื่องนี้ก่อนเรื่องอื่น ฝรั่งบางคนที่ว่าศึกษาพุทธศาสนานั่นแหละ เข้าใจการเกิดใหม่อย่างนี้ว่า เป็นหลักพุทธศาสนาเอาเสียเลยทีเดียวก็มี ก็เลยทำให้เกิด สับสนกันขึ้น. รู้พุทธศาสนาไม่ถูกต้อง แล้วมันก็ยุ่งทีหลัง. ทีนี้เรื่องกรรม รับผลกรรม ทำดี ได้ดีทำชั่วได้ชั่ว หลังจากการตายแล้วก็ยัง ได้รับอย่างนี้ก็เป็นเรื่องแปลก เพราะมันเนื่องกันกับการเกิดใหม่เหมือนกัน. ทีนี้เรื่อง สังสารวัฏ ก็แปลว่า เวียน, เวียนเกิดไม่รู้สิ้นสุด นี่เรียกว่าสังสารวัฏ. การเกิด ใหม่เพียงครั้งเดียวไม่เรียกว่าสังสารวัฏ แต่ถ้าการเกิดใหม่นั้นวนซ้ำในลักษณะที่เป็น วงกลมเรื่อยไปละก็เรียกว่าสังสารวัฏ. ยังจะมีการบัญญัติรวม ๆ ว่า การเกิดเป็นทุกข์ แล้วสังสารวัฏก็คือเป็นสายของความทุกข์ เป็นวงกลมของความทุกข์, แล้วที่นี้ ยังมีว่าการเกิดใหม่นี้ก็เป็นเพราะอำนาจกรรม ผลของกรรมทำให้เกิดใหม่ มันสัมพันธ์

น.91 ๘๕ กันอย่างที่ไม่อาจจะแยกกันออก เรื่องกรรมกับเรื่องเกิดใหม่แล้วก็เรื่องสังสารวัฏ ฉะนั้นเราจึงควรจะศึกษาพร้อมกันอยู่ในฐานะเป็นหลัก พระพุทธศาสนาเรื่องหนึ่งด้วย เรื่องที่สำคัญเรื่องหนึ่งด้วย. ถ้าเราประสงค์จะมีความรู้เรื่องหลักพระพุทธศาสนาแล้ว ก็หลีกเรื่องนี้ไปไม่ได้ เพราะว่าเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กันอยู่ ฉะนั้นขอให้ตั้งอกตั้งใจศึกษา เรื่องที่รวม ๆ กันสามอย่างนี้พร้อมกันไปในคราวเดียวกัน แล้วก็จะมีความรู้ถูกต้อง สำหรับตอบกับชาวต่างประเทศถูก และสำหรับเราเองก็มีความเข้าใจแจ่มแจ้ง หรือ ถึงกับสามารถปฏิบัติให้ ไม่ต้องเวียนว่ายในสังสารวัฏอย่างนี้. นี่คือความมุ่งหมายของ การศึกษาเรื่องนี้. ทีนี้เราก็จะได้วินิจฉัยกันถึงเรื่องกรรมก่อน คำว่ากรรม ก-ร-ร-ม นี้เป็น ศัพท์สันสกฤต ถ้า ก-มฺ-ม อย่างนี้เป็นบาลี มันแปลเหมือนกับคำเดียวกัน แต่ว่า รูปต่างกันเพราะเป็นบาลีและสันสกฤต. ดังนั้นขอบอกกล่าวเสียด้วยเลยว่าคำ ๆ นี้ ก็เหมือนกัน เคยทำความยุ่งยากให้กับพวกฝรั่งในการที่จะแปลออกไปเป็นคำภาษา ตะวันตก เช่นภาษาอังกฤษเป็นต้น; เขาพยายามแปลกันอยู่พักหนึ่งก็ไม่สำเร็จประโยชน์ ผลสุดท้ายก็ต้องใช้ทับศัพท์ว่ากรรมไปตามเดิม เหมือนกับคำว่าธรรม ธรรมะที่กล่าว มาแล้ววันก่อนนี้. คำว่ากรรมนี้ก็อีกคำหนึ่งซึ่งเราไม่สามารถจะแปล เพราะว่าถ้าจะ แปลแต่เพียงว่า การกระทำอย่างนี้มันไม่ถูก ไม่ถูกเสมอไป บางทีมันก็มีผิด. ท่าน ทั้งหลายที่รู้ภาษาไทย ก็ลองคิดดูว่าคำว่า กระทำ กับ การกระทำ นี้มันมีหลายคำ แล้วความหมายมันไม่เหมือนกัน เช่นคำว่ากิริยาใคร ๆ ก็ทราบว่ากิริยานี้ก็แปลว่าการ กระทำ แล้วคำว่ากรรมก็แปลว่าการกระทำ แต่สองคำนี้ไม่เหมือนกันเลยต่างกันลิบ กิริยาหมายถึงการเคลื่อนไหวหรือการกระทำที่ไม่ประกอบด้วยเจตนา; ไม่ประกอบไป ด้วยเจตนาที่เป็นกิเลสตัณหา ที่ว่าจะเอาอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกิเลสตัณหา ด้วย เจตนา; ถ้าเคลื่อนไหวหรือกระทำนั้นเรียกว่ากิริยา. แต่ถ้ากระทำไปด้วยเจตนา ของโลภะ โทสะ โมหะ ของกิเลสตัณหาอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว การกระทำนั้น ก็เรียกว่ากรรม. ฉะนั้นกิริยาจึงหมายความว่าการกระทำหรือการเคลื่อนไหวที่

น.92 ๘๖ ไร้เจตนา; กรรมคือการเคลื่อนไหวหรือการกระทำที่ประกอบอยู่ด้วยเจตนา เข้าใจ คำว่ากรรมโดยศัพท์อย่างนี้เสียก่อน. ทีนี้โดยผลของมัน กิริยาก็มีผลเพียงแต่ปฏิกิริยาเท่านั้น เป็น Re-action เกิด ขึ้นตามสมควรแก่กิริยาเท่านั้น; ส่วนผลของกรรมนั้นไม่ใช่ปฏิกิริยา แต่เขาเรียกว่า วิบาก. วิบาก แปลว่าผลกรรมที่เป็นเหตุให้ได้ดีได้ชั่ว; นี้เราก็ได้เป็น ๒ คู่; กริยาคู่ กับปฏิกิริยา แล้วก็ กรรมนี้คู่กับวิบาก หรือผลของกรรม. ทีนี้พวก กิริยา นี้เนื่องจาก ไม่มีเจตนาไม่เจือด้วยกิเลสตัณหา เพราะฉะนั้นจึงไม่บัญญัติว่าดีหรือชั่วได้ ไม่ สามารถจะบัญญัติว่าดีหรือชั่วลงไปได้ มันก็เป็นแต่กิริยาเลยเป็นกลาง. ส่วน กรรมนั้น ต้องประกอบด้วยเจตนาหรือกิเลสตัณหา ถ้าประกอบด้วยเจตนาดีก็เรียกว่ากรรมดี; ถ้าประกอบด้วยเจตนาชั่วก็เรียกว่ากรรมชั่ว; ดังนั้นวิบากคือผลของมันจึงเกิดขึ้นแบ่งได้ เป็นวิบากดี วิบากชั่ว หรือผลดีผลชั่ว; ถ้าท่านบางคนจะสงสัยว่าทำไมอาตมาจึง กล่าวว่า กรรมนี้ทำด้วยกิเลส ต้องทำด้วยกิเลส แล้วทำไมแบ่งเป็นดีเป็นชั่วได้ กิเลส มีทั้งดีทั้งชั่วอย่างนั้นหรือ ? ก็ขอให้เข้าใจเสียแต่เดี๋ยวนี้ว่า กิเลสนั้นมีทั้งดีทั้งชั่ว. แต่ว่ากิเลสชั้นดีหรือกิเลสอย่างดีนั้นเป็นอย่างละเอียด แต่ก็จัดเป็นกิเลสเหมือนกันตาม หลักของธรรมะชั้นสูง. พวกชาวบ้านอาจจะไม่จัดกิเลสชั้นดี ชั้นสูง ว่าเป็นกิเลสก็ได้ หรือไม่อาจจะจัดความดีว่าเป็นกิเลสประเภทหนึ่งก็ได้. แต่ตามทางธรรมะนั้นสิ่งที่ เรียกว่ากิเลสนั้น ชั้นหยาบ ๆ ก็เป็นเรื่องชั่ว ชั้นละเอียดชั้นดีก็ยังมี กิเลสที่เป็น เหตุให้อยากเกิด อยากเกิดดีอย่างนี้ก็เรียกว่ากิเลส แล้วก็ได้เกิดมา แล้วก็ได้เป็นทุกข์ ไปตามประสาเกิดดี กิเลสชั้นดีอย่างนี้ก็ยังมี ดังนั้นจึงว่าการกระทำกรรมนี้แต่กรรมดี ก็ทำด้วยกิเลสชั้นดี กรรมชั่วก็ทำด้วยกิเลสชั้นชั่ว ผลจึงมีดีมีชั่ว แล้วต้องเป็นไปตาม กรรม แล้วจะต้องได้รับทุกข์อย่างดีอย่างชั่ว. นี่ขอให้จำคำอย่างนี้ ไว้ด้วยว่าความทุกข์ ก็มีทั้งอย่างดีอย่างชั่ว ความทุกข์อย่างดีนั้นมันซ่อนเร้นจนคนปรารถนาความทุกข์; ความทุกข์ประเภทดีประเภทที่ซ่อนเร้น; ซ่อนเร้นพิษสง ซ่อนเร้นอันตรายของมันไว้

น.93 ๘๗ มาในรูปของความน่าปรารถนาอย่างนี้ก็มี. นี่ต้องศึกษากันอย่างละเอียดอย่างนี้ เช่นว่า ปรารถนาเกิดเป็นเทวดา, แล้วก็ได้เกิดเป็นเทวดาจริง ๆ อย่างนี้ ตามภาษาชาวบ้าน ก็ต้องว่าดี ซิ, แล้วก็ไม่ใช่กิเลสตัณหาซิ, เพราะว่าได้เกิดเป็นเทวดาแล้วมีความสุข อย่างเทวดา. แต่ภาษาธรรมะนั้นการอยากเกิดเป็นเทวดาก็เป็นกิเลส แล้วได้เกิดเป็น เทวดาก็ไม่ใช่พ้นทุกข์ ยังมีความทุกข์ไปตามภาษาสัตว์ที่เป็นเทวดา มี เกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่างเทวดา มีกิเลสตัณหาอย่างเทวดา รบราฆ่าฟันกันอย่างเทวดา กลัวตาย อย่างเทวดา มีวิตกกังวลอย่างเทวดาอย่างนี้เป็นต้น. ดังนั้นการเกิดเป็นเทวดาก็ต้อง เกิดด้วยกิเลส เกิดแล้วก็ยังไม่พ้นทุกข์เพราะการได้เกิดเป็นเทวดา จึงได้กล่าวว่ากรรม แล้วก็ต้องมาจากกิเลส ต้องทำด้วยกิเลส เป็นอย่างดีก็ได้เป็นอย่างชั่วก็ได้ ผลของมัน จึงมีทั้งดีทั้งชั่ว. นี่ขอให้ท่านจำคำ ๒ คู่นี้ไว้ก่อนว่า กิริยากับปฏิกิริยา แล้วก็กรรม กับวิบาก. เรื่องกิริยากับปฏิกิริยา นั้นไม่มีความหมายเราเลิกพูดเสียได้ ไม่เกี่ยวกับ สัตว์ทั่วไปโดยตรง เราจะต้องเห็นในการกระทำของเราเองนี้ที่มันไม่เกี่ยวกับเจตนานี้ เป็นกิริยาเฉย ๆ อย่างนี้ อย่างว่าตื่นขึ้นมาก็ล้างหน้า, ถูฟัน, อาบน้ำอย่างนี้ การ กระทำเหล่านี้เป็นกิริยาทั้งนั้นไม่ได้เป็นกรรมอะไร ต่อเมื่อเราคิดด้วยความต้องการ ด้วยความเกลียดชัง ด้วยความอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วทำลงไปนั้นเป็นกรรม. ฉะนั้น ถ้าว่าเป็นการทำตัวเองให้เดือดร้อนปรากฏชัด, ให้ผู้อื่นเดือดร้อนปรากฏชัดไม่มีใคร ปรารถนา; บัณฑิตติเตียนกันโดยทั่วไปแล้วก็เรียกว่ากรรมชั่ว, ถ้าเป็นกรรมดีก็หมาย ความว่าคนธรรมดาสามัญหรือโดยสังคมทั่วไปต้องการกัน เรียกว่ากรรมดี, มีวิบากดี, มีผลดี, กรรมชั่วมีวิบากชั่ว มีผลชั่ว. การที่เรารู้กันทั่วไปโดยมากก็ ๒ กรรม คือกรรมดีกรรมชั่ว เราต้องพูดกัน ๒ กรรมนี้ก่อน ให้หมดปัญหาเรื่องนี้ ไปเสียทีก่อน. ที่ว่ากรรมดี ให้ผลดีกรรมชั่วให้

น.94 ๘๘ ผลชั่วนั้นเถียงกันมามาก, ในข้อที่ว่า ทำไมบางคนทำดีอยู่แท้ ๆ ตั้งใจทำดีจริง ๆ แล้ว ก็ทำอยู่ด้วยกลับมีอันตรายมาถึง, กลับมีทุกข์มาถึง, มีความวิบัติมาถึงอย่างนี้ก็มี; ทำไม จึงไม่ได้ดี; แล้วบางคนเป็นคนทุจริตทำชั่ว ทำไมยังมีชื่อเสียงอยู่ ยังร่ำรวยอยู่ ยังสนุก สนานสรวลเสเฮฮาอยู่ ก็เลย เกิดไม่เชื่อขึ้นมาว่า; กรรมดีนี้ให้ผลดี กรรมชั่วให้ผล ชั่วแล้วก็เลยไม่ถือกฎเรื่องนี้ ไม่เชื่อกฎเรื่องกรรม แล้วก็ทำไปตามใจชอบคือตาม กิเลส . อยากได้อย่างไรก็ทำอย่างนั้น โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า ดีหรือชั่ว. เขาว่าเขาถูก ของเขาเหมือนกัน แล้วเขาก็ถือหลักอย่างนั้นอย่างนี้ก็มี แต่ขอให้เข้าใจว่าอย่างนั้น มันผิดหลักเรื่องกรรม. กรรมดีมันต้องดีแน่กรรมชั่วต้องชั่วแน่; เพราะว่าเรา ดีหรือ ชั่วอยู่ในตัวการกระทำแล้ว การกระทำลงไปอย่างนี้ได้ถูกบัญญัติรับรองกันทั่วไปว่า มันเป็นกรรมชั่ว; แล้วพอไปทำเข้ามันก็ชั่วอยู่ที่ตัวการกระทำแล้ว ไม่ต้องพูดถึงผล ของมันก่อน. กรรมชั่ว ก็เหมือนกันถ้ามัน ชั่วอยู่แล้วพอทำลงไปมันก็ชั่วทันที, ที่ทำ เพราะมันเป็นกรรมชั่วอยู่แล้วไปทำเข้ามันก็ชั่วแล้ว. กรรมดีมันก็ดีเมื่อกระทำนั้นเอง; เพราะว่ามันเป็นกรรมที่ดี ไปทำเข้าแล้ว ความดีในตัวกรรมนั้นมันก็ทำให้คนนั้นดีได้ ฉะนั้นถ้ากันฟั่นเฝือละก็ จำไว้อย่างนี้ดีกว่า ว่า ทำก รรมดีก็ดี ทำ กรรมชั่วก็ชั่ว; อย่า ไปเติมว่าทำกรรมดีได้ผลดี ทำกรรมชั่วได้ผลชั่ว; แล้วเขาไปว่าเป็นเงินเป็นทอง อย่างนี้. อย่า, อย่าเข้าใจอย่างนั้น คือว่าทำกรรมดี ก็ดี เพราะมันดีอยู่ในตัวกระทำ. ทำกรรมชั่ว ก็ชั่ว เพราะชั่วในตัวการกระทำ. ทีนี้ ผลที่เกิดขึ้นมาอันแท้จริงนั้น มันคือดีหรือชั่วในตัวกรรมนั้นเอง; แต่มันมีผลหลอกลวงอีกชนิดหนึ่งคือของที่ตามมาทีหลัง เช่นเงินทอง ชื่อเสียง ทรัพย์สมบัติอะไรเหล่านี้; มันไม่แน่อย่างนี้ อันนี้ ไม่แน่ บางทีไม่ได้ก็มี ทำกรรมดี เป็นคนดีเสร็จแล้วแต่ไม่ได้เงิน ไม่ได้ชื่อเสียง ไม่ได้อะไรก็มี. ทำกรรมชั่วก็เหมือน กัน ชั่วเสร็จไปแล้วแต่ไม่ถูกลงโทษ, ไม่ถูกเฆี่ยนถูกตี, ไม่ถูกประณาม, ไม่เสียหาย เสียเงินอะไรก็มี; นั่นมันอีกเรื่องหนึ่ง. ขอให้ยุติตรงที่ว่า ถ้าทำกรรมดีก็เป็นคนดี

น.95 ๘๙ เพราะมีการกระทำดี. ทำกรรมชั่วก็เป็นคนชั่ว เพราะมีการกระทำชั่ว. ทีนี้ ผล เป็นวัตถุสิ่งของ เช่นนั้น เรียกว่าพลอยได้มา ถ้าสมมติว่า ได้เงินมาจากการทำดี เงินนั้นก็ต้องเป็นเงินดีเหมือนกัน. ขอให้ลองคิดดูเพราะมันเป็นเงินสะอาด เอามาใช้ มากิน เอามาให้ลูกให้เมียกิน มันก็ไม่สกปรกอะไร ก็เป็นคนดีอยู่. ทีนี้ถ้าไปทำชั่ว แล้วได้เงินมา เงินนั้นมันไม่สะอาดมันเป็นเงินสกปรก; เอามากินเองใช้เองหรือให้ลูกเมีย กินมันก็พลอยสกปรกไปด้วย มันเป็นเลือดเนื้อที่ชั่วไปตามเงินที่ซื้อของมากินด้วย. ทีนี้ ส่วนที่คนอื่นเขาจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ เขาเข้าใจเป็นอย่างอื่นนั้นมันเป็นเรื่องสับปลับของ สังคม ไม่ใช่เรื่องกรรม ไม่ใช่เรื่องของกรรม. เรื่องของกรรมต้องแน่นอน ที่ว่าทำดี แล้วก็ต้องดีทำชั่วแล้วก็ต้องชั่ว; ถ้ามีผลพลอยได้อะไรตามมามันก็ต้องพลอยดีและพลอย ชั่วตามกรรมที่กระทำนั้น; แล้วเงินของรัฐบาลไทยอย่างเดียวกันนี่แหละ มันกลายเป็น เงินดีหรือเงินชั่วไปก็ได้แล้วแต่มูลเหตุที่เป็นเหตุให้ ได้มา นี้เป็นการทำความเข้าใจใน เรื่องคำสอนที่ว่า ทำดี - ดี, ทำชั่ว - ชั่ว; ทั้งสองกรรมนี้ล้วนแต่ทำให้มีผลดีผลชั่ว แล้วก็ปรุงแต่งการเกิดใหม่ทั้งนั้น ทีนี้อยากจะกล่าวเลยไปถึง กรรมที่ตรงกันข้าม อีกพวกหนึ่ง เรียกง่าย ๆ ว่า กรรมที่ ๓. กรรมที่ ๑ คือกรรมดี, กรรมที่ ๒ คือกรรมชั่ว, คู่นี้ธรรมดาสามัญเป็น เรื่องโลก ๆ. ทีนี้กรรมที่ ๓ นี้หรือว่ากรรมที่ตรงกันข้ามนั้น เขาเรียกว่ากรรมไม่ดี ไม่ชั่ว กรรมไม่ดำไม่ขาว เพราะว่าไม่อาจจะบัญญัติลงไป ได้ว่ากรรมดำหรือกรรมขาว กรรมดีหรือกรรมชั่ว นี้ ได้แก่การปฏิบัติธรรม (คอยฟังดูให้ดี) "ชนิดที่ทำให้อยู่ เหนือกรรม ชนิดที่ทำให้อยู่เหนือโลก" ถ้าเรียกอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า "ชนิดที่ทำให้ บรรลุมรรคผลนิพพาน;" การปฏิบัติที่มุ่งไปเพื่อมรรคผลนิพพานโดยตรง ไม่มุ่งเพื่อ เกิดใหม่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็เรียกว่าเป็นกรรมที่ไม่บัญญัติได้ว่าดีหรือชั่ว; เพราะ ว่ามุ่งหมายที่จะขึ้นเหนือความดีความชั่ว อย่างนี้เรียกว่า "อริยมรรค."

น.96 ๙๐ ท่านควรจะจดหรือจำไว้เลยว่า อริยมรรคนั้นคือกรรมที่ ๓ ที่ไม่ดีไม่ชั่ว; ใครไปทำกรรมที่ ๓ นี้เข้าแล้วจะอยู่เหนือโลก จะอยู่เหนือกรรมแล้วจะนิพพาน; ดังนั้น จะเห็นได้ทันทีว่า กรรมชนิดนี้ไม่ค่อยมีใครสนใจ, และไม่เคยได้ยินได้ฟังด้วยซ้ำไป สำหรับบางคน; จึงควรทราบไว้ เป็นกรรมที่ทำให้เป็นพระอริยบุคคลอยู่เหนือดีเหนือ ชั่ว. เขาไม่นิยมบัญญัติพระอริยบุคคล พระอรหันต์ หรือมรรคผลนิพพาน นี้ว่า ดีหรือชั่วอย่างเดียวกับกรรมทั้งสองอย่างข้างต้น; เพราะว่า มันเป็นไปเพื่อไม่เกิด มันเป็นไปเพื่อหยุดเกิด และอยู่เหนือความเกิด อยู่เหนือโลก, อยู่เหนือทุกข์อยู่ เหนืออะไรทุกอย่างเลย, เหนือกิเลสตัณหา เหนืออะไรหมด, มันฆ่ากิเลสตัณหา ด้วยอริยมรรคนี่เหมือนกับไฟที่เผากิเลสตัณหา อริยมรรคนี่เหมือนกับอาวุธที่ทำลาย กิเลสตัณหา, เหมือนกับอะไรก็ตามเถอะที่ทำลายกิเลสตัณหา นี้เป็นกรรมที่ ๓ กรรม นี้ ไม่ปรุงแต่งสัตว์, เพราะฉะนั้นที่ว่า เวียน ว่าย ตาย เกิด ไปตามกรรมนั้น มัน หมายถึงกรรม ๒ อย่างข้างต้นเท่านั้น คือกรรมดีกรรมชั่วเท่านั้น; ส่วนกรรมที่ ๓ คืออริยมรรคโดยตรงนี้ ไม่ปรุงแต่งสัตว์ให้ เวียน ว่าย ตาย เกิด. มันออกจะแปลก หรือว่าออกจะทำให้เข้าใจไม่ค่อยได้สำหรับผู้ที่ไม่เคยฟัง แต่ถ้าฟังให้ดีแล้วก็จะเข้าใจได้. อาตมามีความหวังว่าท่านที่จะเป็นผู้พิพากษานี้ควรจะมีความรู้เรื่องกรรมถึงขนาดนี้ ไม่ ใช่มีความรู้อย่างเด็ก ๆ ทั่ว ๆ ไป. คนทั่วๆ ไปที่รู้แต่เพียงทำดี, ดี; ทำชั่ว, ชั่ว. เพราะ เหตุไร? เพราะเหตุว่าพูดเพียงเท่านั้น ในศาสนาอื่นก็มี ในศาสนาไหนก็ตามจะต้องสอน เรื่องทำดี, ดี. ทำชั่ว, ชั่ว, ทั้งนั้น; ฉะนั้นเรื่องกรรมชนิดนั้นยังไม่ใช่ของพุทธศาสนา โดยสมบูรณ์ เพราะมันเป็นของทุกศาสนาทุก ๆ ศาสนา. แต่ถ้าพอเอากรรมที่ ๓ เข้า มากล่าวกันด้วยแล้วละก็ เราก็พูดว่ามันไม่มีกรรม แต่กรรมชนิดนี้ ไม่มีในศาสนาอื่น และมีในพุทธศาสนา, เราจึงเรียกว่าหลักกรรมที่สมบูรณ์ ในพระพุทธศาสนานั้น ต้องกล่าวครบอย่างนี้ คือต้องกล่าวถึงกรรมดี กรรมชั่ว แล้วก็ต้องกล่าวถึงกรรมอีก ประเภทหนึ่ง ซึ่งมันล้างหมดทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว จนอยู่เหนือกรรมจึงจะเป็นกรรม โดยสมบูรณ์ในพระพุทธศาสนา; เรื่องกรรมที่สมบูรณ์ในพระพุทธศาสนานำมากล่าว

น.97 ๙๑ เพื่อความสมบูรณ์ ในความรู้เรื่องกรรม ตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา แล้วก็จับกัน ให้ได้ว่ามันตรงกันข้ามอยู่ กรรมทั่ว ๆ ไป, ดีชั่วทั่ว ๆ ไปนั้น มันปรุงแต่งสัตว์ ให้เกิด กรรมที่ ๓ นี้มันไม่ปรุงแต่งสัตว์ให้เกิด. ทีนี้ย้อนไปพูดถึงเรื่องกรรมดีกรรมชั่วซึ่งมีปัญหามากต่อไปอีกหน่อย การ ให้ผลของกรรมก็สับปลับ ขอให้จดประโยคนี้ หรือจำประโยคนี้ไว้ว่า แม้การให้ผล ของกรรมก็สับปลับ. ทำไมจึงว่าอย่างนี้ เพราะว่ามันทำกรรมมาก คน ๆ หนึ่งทำ กรรมมาก ในวันหนึ่ง ๆ ก็ยังมีหลายกรรม เป็นเดือนเป็นปีเป็นสิบ ๆ ปีอย่างนี้มันก็ มากมาย มันเลยสับปลับในการชิงกันให้ผล. ทีนี้ถ้าอยากจะศึกษาเพื่อกันความเข้าใจผิด เป็น "มิจฉาทิฏฐิ" โดยไม่ไปหลงเชื่อว่ากรรมไม่มี กรรมไม่ให้ผลอะไรทำนองนี้ละก็ ท่านแนะให้พิจารณาว่า การให้ผลของกรรมนี้อาจจะแบ่งได้เป็นพวก ๆ เช่นว่า การให้ ผลตามเวลา. การให้ผลตามเวลา นี้ กรรมบางกรรมให้ผลทันตาเลย แล้วกรรมบางกรรม ให้ผลในชาติ, ชา-ติ, ชาติถัดไป แล้วก็กรรมบางกรรมนั้นยังล้าหลังไปกว่านั้นอีก; ยังจะให้ผลในหลาย ๆ ชาติถัด ๆ ไป; เหมือนกับที่เรียกว่าสุนัขไล่เนื้อ เมื่อไล่ทัน จึงจะกัดอย่างนี้เป็นต้น. แล้วก็กรรมบางชนิดก็ให้ผลเสร็จไปแล้วง่าย ๆ ด้วยการยกเลิก ไป; เหมือนกับโจทก์จำเลยประนีประนอมยอมความกันเสียพริบตาเดียวก็เสร็จอย่างนี้ก็มี เช่นเราไปล่วงเกินเขาด้วยวาจาแล้ว เราก็ไปเอาดอกไม้ธูปเทียนไปขอขมาโทษเขา กรรม นั้นก็เป็นอโหสิกรรมไป คือให้ผลเสร็จเลิกล้างกันไป. นี่ก็เป็นหลักของกรรมในหลัก พระพุทธศาสนาเรียกว่าอโหสิกรรม; คือกรรมที่เลิกร้างกันไปแล้ว ทั้ง ๔ อย่างนี้เรียก ว่าตามเวลา. ตัวอย่างแรกทันตาเห็นในชาตินี้, อย่างที่ ๒ ชาติหน้า, อย่างที่ ๓ ชาติถัด ๆ ไปไม่รู้เมื่อไร, แล้วอย่างที่ ๔ ก็คือ ให้ผลเสร็จไปในชั่วแวบเดียวชั่วไม่กี่ นาทีอย่างนี้ เช่นไปขอโทษก็เลิกกันอย่างนี้.

น.98 ๙๒ ทีนี้ถ้าเอาตามหน้าที่, การให้ผลของกรรมตามหน้าที่ ของมันนั้นมันมีอยู่ว่า กรรม บางกรรม นั้นมันให้ ผลเป็นการช่วยตบแต่งให้เกิดมา; กรรมบางกรรมให้ผลได้ แต่ในลักษณะเป็นการช่วยตบแต่งให้เกิดขึ้นมานั้น ทีนี้กรรม บางกรรม มันให้ ผลใน ทางที่ช่วยอุปถัมภ์ ช่วยอุปถัมภ์ให้ยิ่งขึ้นไป ถ้าเกิดมาอย่างไร แล้วก็อุปถัมภ์ให้มัน ยิ่งขึ้นไป นี่กรรมบางกรรม คือว่ากรรมชนิดนี้มันช่วยทำให้เกิดไม่ได้ ไม่เหมือนกรรม ทีแรกแต่มันช่วยอุปถัมภ์ให้แรงขึ้นได้ ทั้งในทางดีและทางชั่ว. ทีนี้ กรรม ถัดไปอีก มันช่วย ตัดทอน มันช่วยตัดทอนให้น้อยลง เช่นว่าเกิดมาดีมันตัดทอนให้ดีน้อยลง เกิดมาชั่วมันตัดทอนให้ชั่วน้อยลงอย่างนี้เป็นต้น นี้เรียกว่ากรรมตัดทอน. ที่นี้มีกรรม อีกกรรมหนึ่งก็คือว่า กรรมตัดขาด เลย ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นกรรมชั่วตัดทอนความดี ให้ขาดไปเลย จนไม่มีโอกาสที่จะรับผล เช่นว่าเขาทำดีนิดเดียว ๆๆๆๆ นี่แล้วเขา ทำชั่วอย่างยิ่งทีเดียว มันก็สามารถตัดทอนกรรมดีทั้งหมดได้ หรือว่าทำชั่วนิดเดียวๆๆ ทำกรรมดีอย่างใหญ่หลวง ก็สามารถตัดทอนทีเดียวได้อย่างนี้เป็นต้น กลุ่มนี้ จึงมีว่า: - กรรมตบแต่งให้เกิดขึ้นมา, แล้ว กรรมช่วยส่งเสริมมันขึ้นไป, แล้ว กรรมที่กดมัน ลงมา, แล้ว กรรมชนิดตัดขาดเลย. นี่ตามหน้าที่มีอยู่ ๔ อย่าง. ทีนี้ถ้าว่ากล่าวตามน้ำหนัก เขาจัดไว้ว่าเป็นกรรมหนักอย่างหนึ่ง และถัดไปคือ กรรมเบา นี้ตามน้ำหนักแล้ว น้ำหนักมากน้ำหนักน้อยแล้ว. ที่นี้กรรมที่ใกล้ตายที่ทำ เมื่อใกล้ตาย นี้ไม่เกี่ยวกับหนักหรือเบา; บางทีมันเป็นกรรมเบาแท้ ๆ ไม่ใช่กรรม หนักอะไรเลย แต่มันเผอิญไปทำเข้าเมื่อใกล้ตาย มันก็มีทางที่จะให้ผลได้เร็วกว่ากรรม หนักที่มีอยู่ก็ได้ ก่อนกรรมหนักที่มีอยู่ก็ได้ ซึ่งทำให้สับปลับได้; ซึ่งเขาเปรียบว่า เหมือนกับวัว แม้แต่เป็นลูกวัวตัวเล็ก ๆ; ถ้ามันอยู่ที่ประตูอยู่แล้ว พอเปิดประตูมัน ก็ออกได้ก่อนวัวตัวใหญ่ที่แข็งแรง เพราะมันอยู่ชิดประตูอย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นคำเปรียบ ทีนี้อีกกรรมหนึ่งก็เรียกว่า กรรมที่สักแต่ว่าทำ คือว่า ไม่มีเจตนา ที่จะทำ แต่มันมีความไม่ดีอย่างอื่นเช่นความสะเพร่า ซึ่งเราเอาโทษเขา แต่ตรงที่ความ

น.99 ๙๓ สะเพร่า แต่ไม่เอาโทษเขาว่าเขาเป็นผู้ฆ่าคนอย่างนี้เป็นต้น แต่เขาทำให้คนตายได้ เหมือนกัน อย่างนี้ก็เรียกว่ากรรมที่สักว่ากระทำ อาตมาบอกชื่อเป็นไทย ๆ ทั้งนั้น เพราะถ้าบอกชื่อเป็นบาลีแล้วมันยาว มันยุ่ง กลุ่มนี้ก็มีว่า :- กรรมหนัก, กรรม เขา, กรรมเมื่อใกล้ตาย, แล้วกรรมที่สักว่าทำ. ที่แท้ก็ไม่ใช่กรรมแต่สักว่ากรรม เช่นการสะเพร่าเป็นต้น. นี่ท่านเห็นได้แล้วว่ามันตั้งสามกลุ่ม แล้วมันกลุ่มหนึ่งตั้งสี่; มันเป็นสิบสอง ชนิดเท่านั้น มันก็พอที่จะปนเปกันยุ่ง มันสับสนกัน แล้วก็มีอาการสับปลับจนเราเข้า ใจไม่ได้ว่า "นี่มันผลของกรรมอะไรกัน" แต่ถึงอย่างไรก็ตามถ้าเราสามารถเข้าใจได้ มันก็อาจจะสางได้ว่าอันไหนของกรรมไหน อันไหนระงับไปแล้วเพราะเหตุใด อัน ไหนยังให้ผลอยู่ในปัจจุบันนี้ อันไหนกำลังจะมาอย่างนี้เป็นต้น. ถ้าเราศึกษาอย่างนี้ แล้วเราจะไม่มีความเห็นเป็นมิจฉาทิฏฐิได้เลย ความเห็นเป็นมิจฉาทิฏฐิเรื่องกรรม มันก็คือว่า เข้าใจว่า กรรมไม่มี กรรมไม่ให้ผล หรือว่ากรรมให้ผลก็ให้ ไม่แน่นอน ดีให้เป็นชั่ว ชั่วให้เป็นดี อะไรทำนองนั้น นี่เรียกว่าเป็นเรื่องมิจฉาทิฏฐิในเรื่อง กรรม. พอเราเข้าใจอย่างนี้แล้วเราก็ไม่เป็นมิจฉาทิฏฐิในเรื่องกรรม ก็นับว่าดี ตรง ที่ว่ามีความรู้ถูกต้องด้วย แล้วก็สามารถที่จะปฏิบัติให้พ้นทุกข์ได้ด้วย เราเมื่อยังอยู่ เหนือกรรมไม่ได้; คือยังไม่สามารถทำกรรมที่ ๓ ได้ ยังจะต้องเกี่ยวข้องกับ ๒ กรรม แรกแล้วก็พยายามระวังให้ดี ๆ คือให้มันเป็นแต่ในทางที่มีความทุกข์น้อยที่สุด. ถ้าเมื่อ จะต้องรับผลกรรมก็ยินดีที่จะรับผลกรรมเพื่อความรู้ที่ยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อความเข็ดหลาบ หรือเพื่อความเข้าใจในข้อที่ว่า ถ้าขึ้นชื่อว่ามีกรรมหรือเป็นไปตามกรรมแล้วไม่น่าสนุก เลย, สู้อยู่เหนือกรรมหรือหลุดพ้นไม่ได้อย่างนี้เป็นต้น. นี้เรียกว่าการให้ผลของกรรม เป็นอย่างนี้ และใช้ได้สำหรับกรรมที่ให้ผลให้วิบากปรุงแต่งสัตว์เท่านั้น จึงไม่ใช้ กับกรรมที่ ๓ ซึ่งเป็นกรรมไม่ดำไม่ขาว ไม่ปรุงแต่งสัตว์ ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย อะไรหมด ได้แก่ "อริยมรรค" ; กฎการให้ผลนี้ ไม่ใช้กันกับอริยมรรค แต่ใช้กับ กรรมดีกรรมชั่ว ๒ อย่างข้างต้น.

น.100 ๙๔ ทีนี้เราก็วินิจฉัยกันต่อไปถึงความสัมพันธ์ระหว่าง กรรมกับกิเลส; กิเลส เป็นเหตุให้ทำกรรม มันสัมพันธ์กันอย่างนี้, กิเลสเป็นเครื่องผลักใสให้ทำกรรม; หรือว่าเพราะมีกิเลสเข้ามาเป็นต้นเหตุ การกระทำนั้นจึงจะจัดเป็นกรรมอย่างที่กล่าว มาแล้วข้างต้น สิ่งที่เรียกว่ากิเลสนั้นตามตัวมันแปลว่า เครื่องเศร้าหมอง, ตัว หนังสือแปลว่าเครื่องเศร้าหมอง เลอะเทอะหมด; และโดยเหตุที่ว่าความดีก็จัดเป็น กิเลสชั้นละเอียดนั้น มันก็เป็นเครื่องเศร้าหมองชั้นละเอียด. เหมือนอย่างว่าถ้าเรา เปื้อนด้วยโคลนด้วยอุจจาระ ปัสสาวะอย่างนี้ เราเรียกว่าสกปรก แต่ถ้าเราเปื้อนด้วย แป้งด้วยน้ำหอมด้วยครีมด้วยอะไรอย่างนี้ ทำไมเราว่าไม่สกปรก, ที่จริงมันก็เป็น ความสกปรกชนิดหนึ่งเหมือนกัน แต่โดยเหตุที่เราถูกลวงด้วยของเป็นคู่ เราจึงเห็น แป้ง ครีมน้ำหอมอย่างนี้ ไม่ใช่ของสกปรก ทาแล้วไม่สกปรกไม่เหมือนโคลนเหม็น ๆ หรืออุจจาระ ปัสสาวะอย่างนี้; แต่ที่แท้แล้วมันก็เป็นของที่ทำให้เปื้อนชนิดหนึ่งด้วย เหมือนกัน แต่มันเปื้อนในทางที่ถูกใจของคนที่ทา ก็เลยไม่เห็นเป็นของเปื้อน. กิเลส ก็เหมือนกัน กิเลสหยาบ ๆ มันเปื้อนเน่าเหม็น, เผาผลาญ, เร่าร้อน แต่กิเลสที่ละ- เอียดนั้นมาในรูปสวยงาม หอมหวน หรือเยือกเย็นหรืออะไรก็ตาม แต่ว่าเป็น เรื่องปลอมทั้งนั้น แม้จะเยือกเย็นก็เยือกเย็นปลอม เช่นเย็นอกเย็นใจเพราะมีเงินใช้ มาก มีอะไรสวยๆ งาม ๆ อย่างนี้มันเป็นเรื่องเยือกเย็นปลอม ไม่ใช่เยือกเย็นแท้; ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าขึ้นชื่อว่ากิเลสแล้วก็ จะอย่างดีก็ตามจะอย่างเลวก็ตามเถิด มัน เศร้าหมองทั้งนั้น; คือมันทำให้ร้อนให้เป็นทุกข์ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม, ไม่อย่าง เปิดเผยก็อย่างเร้นลับที่สุด เพราะฉะนั้นพระอริยเจ้าท่านจึงกล่าวว่ากิเลสชั้นละเอียดนี้ น่ากลัว หรือสิ่งที่เรียกว่าดีนั้นน่ากลัว. กิเลสหยาบหรือความชั่วนั้นยังไม่น่ากลัว เพราะมันมาเด่น มาในรูปที่เป็นของเป็นอันตรายเปิดเผยเข้ามาทีเดียว เราเข้าใจมันได้ ง่าย ๆ เราป้องกันมันได้ง่าย ๆ เราต่อสู้กับมันซึ่งหน้าได้. แต่ทีนี้มันมาในรูปที่น่ารัก น่าปรารถนาอย่างนี้; เราก็ไม่รู้ว่านี่เป็นกิเลสหรือเป็นข้าศึก แล้วก็เลยรับเอาเต็มประ- ตู; นี่เห็นกงจักรเป็นดอกบัวไปทำนองนี้ ฉะนั้นความดีหรือกิเลสละเอียดจึงน่ากลัว

น.101 ๙๕ อย่างว่าถ้ามันมาในรูปของยักษ์หรือมารปีศาจโดยตรง เราก็รู้ว่ามันเป็นยักษ์เป็นมาร เป็นปีศาจเราก็ป้องกันได้, แต่ถ้ามันมาในรูปของเทพธิดาหรือนางสาวที่สวยงามอย่าง นี้เราจะว่ายังไง เราไม่รู้ เราก็เลยตะครุบเอา แล้วก็เป็นทุกข์ชนิดที่ถอนได้ยากที่สุด. เพราะฉะนั้นพระอริยเจ้าจึงกลัวกิเลสชั้นละเอียดที่เป็นเครื่องปรุงความดี ที่เรียกกันว่า ความดี เพราะท่านต้องการจะอยู่เหนือทั้งความชั่วและความดี. ที่ว่ากิเลสเป็นต้นเหตุของกรรมนั้นไม่ยาก; คิดดูก็เห็นได้ด้วยกันทุกคน กิเลสเป็นเรื่องทางจิตใจ โดยชื่อเป็นหัวโจกใหญ่ ๆ แล้วก็โดยชื่อท่านวางไว้ ๓ คือ โลภะ โทสะ โมหะ. แต่ว่าในชื่อหนึ่ง ๆ นี้มันมีแยกแขนงไปได้มากหลาย ๆ ชื่อเช่น โลภ, มันมีโลภอย่างนั้นโลภอย่างนี้โลภอย่างโน้น เช่นคำว่าโลภ; บางทีก็มีชื่อเป็น ว่า ราคะ กำหนัดรัก ไปก็มี แต่รวมความแล้วก็อยู่ในเครือเดียวกันนั่นแหละคือ โลภ พวกโลภทั้งนั้น. ทีนี้ โทสะ เรียกว่าโกรธบ้าง, เรียกว่าพยาบาทบ้าง, เรียกว่าอึด อัดใจบ้าง, เรียกอื่น ๆ บ้าง; แต่แล้วมันก็คือ โทสะ อันเดียวกันนั่นแหละ. ทีนี้ โมหะ ความหลงนี้ ก็ยังมีชื่ออื่นเรียกอีกหลาย ๆ ชื่อ แต่รวมความแล้วก็คือความหลง. ที่นี้ ชื่อมันมากท่านนักศึกษาจะจัดมันยังไง ก็ขอให้จำไว้ง่ายๆ ว่า ถ้ากิเลสเหล่าใดชนิดใดก็ ตาม มันมีอำนาจหรือมันมีความหมายในทางที่จะดึงเข้ามาหาเรา ดึงเข้ามากอด รัดไว้ ถือเอาไว้ เข้ามาหาเราอย่างนี้ นี่เป็นกิเลสพวกแรก คือพวกโลภหรือพวก ราคะ, คือว่าของนั้นมันน่ารักน่าปรารถนาแล้วก็ดึงเข้ามา, ทีนี้กิเลสพวกถัดไป พวก โทสะหรือโกธะอะไรก็ตาม กิเลสพวกนี้มันมีอำนาจหรือความหมายในทางผลักออก คือไม่ชอบ ไม่ชอบก็ผลักออก นี่เป็นพวกที่ ๒ พวกโทสะ . ที่นี้กิเลสพวกที่ ๓ เรียกว่า โมหะ นี้มันยังไม่รู้มันยังไม่เข้าใจ มันเลยทำไม่ถูก จะดึงเข้ามาก็ไม่ใช่ จะ ผลักออกไปก็ไม่เชิง คล้ายกับวนๆเวียน ๆ ลังเลอยู่นั้น เรียกว่าเหลือบดูอยู่รอบๆ เวียนดูอยู่รอบ ๆ ไม่รู้ว่าจะเอาเข้าหรือเอาออก แต่ก็มีความติดพันอย่างยิ่ง สง. สัยอย่างยิ่ง ลังเลอย่างยิ่งอย่างนี้ นี่กิเลสพวกโมหะ ดังนั้นกิเลสจะมีชื่อมากมายสัก

น.102 ๙๖ กี่สิบกี่ร้อยก็สุดแท้ รวมกลุ่มกันแล้วก็ ได้เป็น ๓ ชนิดเท่านั้น: โลภะ โทสะ โมหะ. อันที่หนึ่งก็เป็นเหตุให้ดึงเข้ามาหาเรา แสวงหาเข้ามาหาเรา กอดรัดไว้เป็นของเรา; อันที่สองก็ผลักออกไปเป็นเขาเป็นผู้อื่น เป็นศัตรู มีความคิดในทางทำลายล้าง; ที่นี้ พวกที่สามก็ไม่แน่ แต่ก็ละไปได้ ยังติดใจอยู่ ยังข้องใจอยู่ ด้วยความสงสัยลังเล, นี่เรียกว่ากิเลส. ทีนี้ มันเป็นเหตุให้ทำกรรมอย่างไร ? กิเลสพวกแรกก็ทำให้ตะครุบ หรือแสวงหา, หรือขวนขวายอะไรทำนองนั้น มันก็ทำกรรมชนิดที่สมรูปกัน ติดตาม แสวงหา หลงรัก พัวพัน ไม่ได้ก็ขโมย ไม่ได้อย่างบริสุทธิ์ก็ขโมยเอา หรือข่มเหง เอา หรือทำอะไรก็ตามให้มันได้มาก็แล้วกัน ฉะนั้น ปาณาติบาต หรือ อทินนาทาน นี้มันเกิดขึ้นได้เยอะแยะเพราะกิเลสข้อนี้. ทีนี้กิเลสข้อที่ ๒ ที่ว่าผลักออกไม่ชอบนี่ มันก็เป็นเหตุให้ฆ่าคน ลักของ ๆ คน หรือว่ากระทำอะไรบางอย่าง แม้แต่ว่าการล่วงละเมิดของรักอย่างนี้ บางทีก็ไม่ได้ ทำเพราะความรัก แต่ทำเพราะเกลียดเจ้าของอย่างนี้ก็มี; แล้วมันก็เป็นเหตุให้ผิด ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร หรืออะไรต่างๆ ได้ แม้เพราะโทสะ. ทีนี้โมหะ นี้มันก็มีทางที่จะทำกรรมของมัน ไปตามประสาโมหะคือ โง่ หลงไม่รู้ ก็ทำไปอีกแบบหนึ่ง; แต่ก็จัดเป็นกรรมด้วยเหมือนกัน ทำไปด้วยความโง่ อย่างนี้ก็จัดเป็นกรรมด้วยเหมือนกัน. ฉะนั้นการกระทำไม่ว่าชนิดไหนหมด จะต้อง มีกิเลส. การกระทำกรรมไม่ว่าชนิดไหนหมด ต้องมีกิเลสเป็นมูลเหตุทั้งนั้นไม่ข้อใดก็- ข้อหนึ่ง แม้จะมีการเจือกันบ้าง. กรรมบางกรรมจะเจือด้วยกิเลส ๒ กิเลส; มันก็ต้อง มีกิเลสนำหน้าอยู่กิเลสหนึ่งเสมอไป อันหนึ่งก็เป็นของฝาก. ดังนั้นจึงกล่าวว่าต้องทำ

น.103 ๙๗ กรรมนี้ด้วยโลภะ หรือด้วยโทสะ หรือด้วยโมหะนี่โดยแน่นอน กรรมกับกิเลสจึงเป็น สิ่งที่ไม่แยกกันได้ เพราะว่าถ้าไม่มีกิเลสแล้วก็ไม่ทำกรรมได้ จะมีกรรมโดยไม่มี กิเลสไม่ได้; แต่ถ้ามีกิเลสแล้วก็ยากที่จะไม่ให้ทำกรรม. เพราะเหตุใด? เพราะเหตุที่ว่า กิเลสนั้นมันก็เป็นกรรมอยู่ในตัวมันเองได้ ในเมื่อความคิดนั้นได้เป็นไปโดยสมบูรณ์ เช่นเกิดความโลภขึ้นมาเป็นกิเลส แล้วคิดจะลักเท่านั้น ท่านจัดเป็นมโนกรรม กรรมนี้ เรียกว่ากรรมโดยสมบูรณ์แล้วเหมือนกัน. ถ้าพูดออกมาก็เป็นวจีกรรม ไปลักเข้าจริง ๆ ก็เป็นกายกรรม กายกรรมนี่มันทำได้ทั้งทางใจทั้งทางคำพูด และทั้งทางมือเท้า ทาง ร่างกายนี้ กิเลสจึงต้องเป็นเหตุให้เกิดกรรมเสมอ อย่างน้อยก็เป็นมโนกรรมคือการคิด. พอโกรธขึ้นมาคิดจะฆ่าเขา ความคิดนั้นก็เป็นมโนกรรม เป็นกรรมไปแล้วโดยสมบูรณ์ หรือโง่คิดไปในทางเบียดเบียน พยาบาท คิดไปในทางทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทำตัวเอง ให้เดือดร้อน นี้ก็จัดเป็นมโนกรรมแล้วเหมือนกัน; เพราะฉะนั้นกิเลสเป็นเหตุให้เกิด กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อย่างใดอย่างหนึ่งโดยแน่นอน. ทีนี้ที่ว่าฝ่ายดีนั้นก็ เป็นกรรมเหมือนกัน; คิดดี พูดดี ทำดี ก็จัดเป็นกรรมเหมือนกัน และฝ่ายดีก็อาศัย กิเลสที่ถูกต้องกิเลสชั้นดี ได้เหมือนกัน เช่นว่าเราอยากจะเกิดเป็นเทวดาอย่างนี้; มีความ โลภที่จะได้ทรัพย์สมบัติอย่างเทวดาอย่างนี้ ก็อุตส่าห์ทำความดีเพื่อให้ ได้เกิดเป็นเทวดา อย่างนี้ก็เรียกว่าความโลภชั้นดี ชั้นละเอียด เป็นเหตุให้ทำกรรมที่ดี หรือยิ่งไปกว่านั้น อีกเราอยากจะมีจิตใจอย่างพรหม คือว่าอยากจะเป็นพรหมขึ้นมาแล้ว คือทำการเจริญ วิธีปฏิบัติชนิดที่ทำให้มีจิตใจเหมือนพรหม เช่นพรหมวิหารหรือฌานสมาบัติต่าง ๆ อย่างนี้เราก็ได้เป็นพรหม มีจิตใจอย่างพรหม นี่ก็ต้องอาศัยความอยาก ความโลภ ชั้นดีชนิดดีจึงว่าเป็นกรรมดีอย่างนี้ บัญญัติได้ว่าดี แต่ไม่ใช่พ้นทุกข์; ไม่ใช่เรื่อง พ้นทุกข์ ไม่ใช่เรื่องกรรมที่ ๓ เกิดเป็นพรหมก็ได้ทุกข์อย่างพรหม แต่เขามองไม่เห็น เขาก็อยากไปก่อน. ฉะนั้น จึงว่ากิเลสเป็นเหตุให้ทำกรรมทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว กรรม ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่วมาจากกิเลส ไม่อย่างหยาบก็อย่างละเอียดอย่างซ่อนเร้น; เพราะ ฉะนั้นจึงกล่าวสั้น ๆ ว่า กิเลสเป็นเหตุให้ทำกรรม. ที่นี้เมื่อทำกรรมลงไปแล้วไม่ต้อง

น.104 ๙๘ สงสัยต้องมีผลกรรม มันกฎเกณฑ์อันเดียวกันที่ว่ากิริยา แล้วต้องมีปฏิกิริยา เช่นว่ากึ่ง ไม้หล่นลงมาอย่างนี้ หรือพัดลมขาดลงมาจากเพดานอย่างนี้ เป็นกิริยาเฉย ๆ นี้มันก็ ต้องมีปฏิกิริยาเช่นทำให้กระดานสะเทือนโครมใหญ่ หรือว่าคนที่นั่งตรงนั้นศีรษะแตก ไปอย่างนี้ มันก็เป็นปฏิกิริยาอย่างชนิดที่ต้องมีแน่ ๆ, ไม่มากก็น้อย; กรรมก็เหมือน กันต้องมีวิบากทุกทนไปตามสมควรแก่กรรมนั้น เป็นสิ่งที่หลีกไม่ได้ จึงให้ถือว่ากรรม กับวิบากนี่คู่กันอย่างนี้. ที่นี้วิบากกรรมนี้มันเนื่องไปได้ถึงชาติถัดไป ชาตินี้ทำกรรม แล้วผลของกรรมในชาตินี้เนื่องไปถึงชาติถัดไป. ทีนี้ คำว่า ชาติ นี้ ท่านทั้งหลายจะเอาความหมายไหนต้องให้แน่กันเสียก่อน ตามหลักของพระพุทธศาสนา. คำว่าชาติ หมายถึงการเกิดของความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวกูหรือของกู อย่างที่อธิบายแล้ววันก่อนนั้นแหละ ชาติตามหลักของพระพุทธ- ศาสนาแท้ๆ หมายความอย่างนั้น. ส่วนชาติภาษาชาวบ้านหรือโลกียโวหาร เขา เรียกว่าโลกียโวหารตามภาษาชาวบ้านพูด หมายถึงคลอดมาจากท้องแม่ แล้วก็อยู่ไป ราว ๑๐๐ ปีก็ตาย สิ้นชาติหนึ่งอย่างนี้ เป็นชาติภาษาชาวบ้านพูด มันเกิดที่ตายที่ คนหนึ่งชาติหนึ่ง. ส่วนชาติตามภาษาธรรมะที่เรียกว่า ปรมัตถโวหาร หรือโลกุต- ตรโวหารก็ตาม, ชาติตามปรมัตถ์โวหารนั้น หมายถึงการเกิดแห่งตัวกูที่พลุ่งขึ้น มาด้วยความยึดถือเป็นตัวภูพลุ่งอยู่ แล้ว นั่นแหละเรียกว่าเกิดแล้ว; ถ้าความรู้สึก ว่าตัวถูนั้นดับไปก็เรียกว่าตาย แล้ว; เพราะฉะนั้นเราเกิดได้วันหนึ่งหลายชาติ หลายสิบชาติดังที่ได้อธิบายแล้วในวันก่อน. แล้วความมุ่งหมายก็คือชาติในลักษณะ เช่นนี้ เมื่อเรื่องนี้เกิดขึ้น ได้รับผลเป็นทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งไปแล้ว มันเหลืออิทธิ- พลอะไรบางอย่าง สำหรับทำให้การเกิดชาติหลัง ความคิดคราวหลังจะต้องเป็นไป ตามความสัมพันธ์ของการเกิดชาติก่อน หรือความคิดคราวก่อนนั้นด้วยตามสมควร เสมอ. เช่นว่าเราคิดผิดแล้วก็ได้รับความร้อนใจ; ทีนี้มันก็มีผลทำให้เป็นความคิดใหม่ ที่จะเป็นไปในทางไหนก็สุดแท้ คำแก้ตัวมันเป็นความผิดยิ่งขึ้นไปอีกก็ได้ หรือเพราะ

น.105 ๙๙ ว่าเราได้ทำกรรมอันหนึ่ง ได้รับผลดีเป็นที่พอใจถูกใจ แล้วมันก็อยากจะทำอันอื่นอีก ตามนั้น ในลักษณะนั้นอีก. ความฉลาดของความคิดครั้งแรกเป็นปัจจัยของความ ฉลาดของความคิดคราวหลังก็ได้ ; ความโง่ของความคิดเรื่องแรก กรณีแรก รายแรก นี้ มันเป็นปัจจัยของความโง่รายหลังก็ได้; มันแล้วแต่ว่ามันจะสัมพันธ์กันอย่างไร. ที่เรียกว่าระลึกชาติระลึกชาติได้ถอยหลังมาก ๆ หมายถึงการระลึกชาติอย่าง นี้, อย่างความคิดนี้ก็ได้ เช่นว่าเราระลึกว่าเมื่อชั่วโมงที่แล้วมาเราได้มีความคิดอย่าง- ไรบ้าง เกิดตัวกู ของกูอะไรบ้างขึ้นมาบ้าง มีผลเป็นอย่างไร เดือดร้อนยังไง แล้วก็ ชั่วโมงถัดไป แล้วก็ชั่วโมงถัดไป แล้วก็ชั่วโมงถัดไป ก็ระลึกได้หลายชาติ; และระลึก ไปถึงวานนี้ เมื่อวานนี้ตื่นนอนขึ้นมา ตอนเช้า ตอนสาย ตอนบ่าย ตอนค่ำ ตอน- เย็นมันมีเรื่องอะไรบ้างที่เป็นชาติ ๆ เป็นตัวกูของกู เร่าร้อนกี่ชาติ ๆ มันก็หลายสิบ ชาติแล้ว หรือถอยหลังไปถึงวันวาน วานซืน เรื่อยไปจนสิบวันร้อยวันพันวันหมื่นวัน แสนวันอย่างนี้ ระลึกถอยหลังอย่างนี้ก็นับเป็นอสงไขยชาติ. ถ้าใครสามารถระลึก ได้อย่างนี้ก็เรียกว่าคนนั้นระลึกชาติได้ ยังยากหรือยังเก่งกว่าระลึกเป็นชาติ ๆ อย่างที่ เขาพูดกันเสียอีก; เช่นชาตินี้ตายที่แล้วชาติก่อนมีอะไรบ้าง ยังไม่สำคัญเท่าที่ว่ากระ- แสของการกระทำที่เนื่องกันเกี่ยวกับตัวกูของกู, ที่มันทะยอยกันมาวันหนึ่ง เดือนหนึ่ง ปีหนึ่ง ที่แล้วมานั้น ขอให้ระลึกมันได้นั่นแหละเรียกว่าระลึกชาติได้ แล้วจะมอง เห็นทันทีว่าชาติหนึ่งมันมีปฏิกิริยาหรือมีวิบากก็ตาม สืบเนื่องไปถึงชาติถัดไป ๆๆ อย่างไร. นี้เป็นคำอธิบายของคำว่า กรรมนี้มันให้ผล ๆ กรรมไปถึงชาติหลัง ๆ ได้; โดยปรมัตถโวหารหรือโดยคำพูดที่แท้จริงไม่ใช่สมมติแล้วต้องเป็นอย่างนี้. เราจึงเห็น ได้ว่า กรรมแล้วก็ผลกรรมนี่มันมีความสัมพันธ์กับการเกิดใหม่; เพราะฉะนั้นมันจึงวก ไปทำให้เกิดความอยากอย่างเดียวกันอีก หรือแปลกออกไปบ้างตามสมควรแก่กรณี เมื่ออยากใหม่ก็เป็นกิเลสขึ้นมาอีก แล้วก็ทำอีกแล้วก็ได้รับผลอีก.

น.106 ๑๐๐ ท่าน จำคำสามคำนี้ไว้ ให้ดีว่า อยากทำนี้เป็นกิเลส, ทำลงไปแล้ว เป็นกรรม, ได้ผลมาเป็นวิบาก; และวิบากนี้ก่อให้เกิดกิเลสใหม่. วิบากหรือผลกรรม นี่มันจะต้องก่อความรู้สึก ความคิดนึก ความอยาก ความปรารถนาอันใหม่ขึ้นมา อีก; มันก็เป็นกิเลสอีก แล้วก็ทำกรรมอีก แล้วก็รับผลกรรมอีก; แล้วก่อกิเลสใหม่ อีกแล้วทำกรรมอีกแล้วรับผลกรรมอีก; เป็นสามอยู่เสมอ กลุ่มหนึ่งสามอยู่เสมอคือ กิเลส กรรม และวิบาก. ถ้าเป็นไทยก็ว่า ความอยาก, การกระทำ, และการได้รับ ผลของการกระทำเป็นสามเส้าอย่างนี้ พอมันเป็นสามเส้าครบวงกลมแล้วก็เรียกว่า "วัฏฏะ". วัฏฏะแปลว่าวงกลม วงกลมวงหนึ่งประกอบด้วยส่วนสามส่วนคือ ความ- อยาก การกระทำ และได้รับผลของการกระทำ. นี่เรียกว่าวงกลมวงหนึ่งนี่คือวัฏฏะ; เรียกเป็นบาลีว่าวัฏฏะแปลว่าวงกลม. ทีนี้ถ้าว่าวงกลมหลายวงเกิดขึ้นพร้อมกันไป อย่างนี้เป็นสายอย่างนี้ก็เรียกว่าสังสารวัฏ หรือวัฏสงสาร ก็สุดแท้ เรียกเป็นบาลีว่า สังสารวัฏ. ถ้าเรียกเป็นไทยว่าวัฏสงสาร ก็คือว่า: เราอยากแล้วทำ, ทำแล้วได้ผล, ได้ผลแล้วหยุดอยากไม่ได้ มันอยากอย่างอื่นต่อไปอีก. ลองคิดดู ไม่ต้องอธิบายมากมาย มันก็อยากอย่างอื่นอีก แล้วทำอีกทำได้ผลอีกแล้วก็อยากอย่างอื่นอีกอย่างนี้ มันจึงเป็น เหมือนกับลูกโซ่แล้วก็เรียกว่าสังสารวัฏ วัฏฏะแปลว่าวงกลม สังสาระแปลว่าไหล- เรื่อย สังสาระนี้ไม่ใช่แปลว่าสงสาร ที่เรามาใช้เป็นภาษาไทยว่าสงสารเขาอย่างนี้ ที่จริงมันก็คือว่าเพราะเขาไหลเรื่อย ไหลอย่างน่าทุเรศอย่างน่าสมเพชอย่างทนทรมาน แล้วเราก็เอ็นดูเขา เพราะเขาตกอยู่ในสังสาร ก็เลยเรียกความเมตตากรุณานี้ ว่า ความสงสาร; ฉะนั้นคำว่าสงสารนี้ไม่ใช่ภาษาบาลี เป็นภาษาไทยว่าเอาเอง. คำว่า สงสารในภาษาบาลีหมายถึงสายที่คล้องกันของวงกลมคือลูกโซ่นี้ กิเลส กรรม วิบาก ๆ ๆ เราจึงเห็นได้ว่ากิเลสกรรมวิบากนี้วงหนึ่ง แล้ววิบากของวงนี้มันไปก่อ กิเลสของวงใหม่แล้วเป็น กิเลส กรรม วิบาก แล้ววิบากของวงนี้ ไปก่อกิเลสของวง ใหม่อย่างนี้เรื่อยไปเป็นสายอย่างนี้ นี่คือสังสารวัฏ. สังสารวัฏจึงเป็นสิ่งที่มี ที่

น.107 ๑๐๑ กำลังมีที่อยู่ในเรา แม้ที่นั่งอยู่ที่นี่ ไม่ใช่จะมีต่อเมื่อตายแล้ว ก็ได้กล่าวแล้วว่าชาติ, ชา-ติ หรือความเกิดนั้นเกิดได้วันหนึ่ง ๆ ไม่รู้สักกี่ชาติ ฉะนั้นการที่มันเกิดทะยอยกัน นั่นแหละคือสังสารวัฏ; ฉะนั้นในวันหนึ่ง ๆ ก็เป็นสังสารวัฏ สองวันก็เป็นสังสาร- วัฏ สามวันก็เป็นสังสารวัฏ แล้วก็เนื่องกันไปเป็นสาย มีเหตุมีปัจจัยเนื่องกัน จึงพูดได้ว่าเรากำลังอยู่ในสังสารวัฏ หรือเรากำลังเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏเหมือน กับตกลงไปในน้ำวน แล้วก็ว่ายอยู่ในน้ำวนออกมาไม่ได้ เพราะมันวน วนของกิเลส ของกรรมและของวิบาก, เหมือนว่าเราตกอยู่ในทะเลวนในน้ำวน จึงเวียนว่ายอยู่ใน นั้น, นี่แหละอาการที่ว่าเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏเป็นอย่างนี้. ถ้าเรามองเห็นใน ลักษณะอย่างนี้จริงๆ ; ทุกคนจะต้องสดุ้ง จะสมเพชตัวเอง ว่าเกิดมาย่ำเท้าอยู่ใน สังสารวัฏอย่างน่าสงสาร; ทำอย่างไร ๆ ก็ออกไปจากวงล้อมของ กิเลส กรรม วิบาก, กิเลส กรรม วิบาก, กิเลส กรรม วิบาก นี้ ไม่ได้, มีอาการเหมือนกับว่าเป็นทาส ของกิเลส เป็นบ่าวของกิเลส ทนทำไปตามอำนาจของกิเลสในการที่จะหมุนอยู่ในวง- กลมนี้. นี่หลักพระพุทธศาสนาสอนให้มองเห็นความเป็นจริงที่เกี่ยวกับชีวิตอย่างนี้ เสียก่อน แล้วจึงสอนเรื่องวิธีที่จะหลุดขึ้นมาได้อย่างไร จะถอนตัวให้ออกมาได้ อย่างไร. ทีนี้มันมีสิ่งที่ควรจะสนใจอยู่ อีกข้อหนึ่งก็คือข้อที่ว่า วัฏสงสาร แม้อย่างนี้ ก็เป็นอนัตตา คือว่า กิเลสมันก็เป็นอนัตตา, กรรมมันก็เป็นอนัตตา, ผลกรรม ก็เป็นอนัตตา, รวมกันเข้าเป็นวงกลมเป็นวัฏฏะก็เป็นอนัตตา, ต่อกันเป็นสาย ยาวยืดเป็นสังสารวัฏก็ยังเป็นอนัตตา อนัตตาอยู่นั้นเอง. ทำไมมันจึงเป็นไปได้ ทั้ง ๆ ที่มันเป็นอนัตตา ไม่มีตัวตนไม่ใช่ตัวตน นี่ถ้าเข้าใจไม่ได้ก็เรียกว่า เข้าใจ พุทธศาสนาไม่ได้หรือกำลังงงอยู่ที่เดียว. นี่ก็เพราะเขาบอกความจริงกันในตอนนี้เอง ว่า ตัวกูของกูที่กล่าวมาแล้ว ที่โผล่ขึ้นมาแล้วนี่มันก็เป็นอนัตตา มันไม่ใช่เป็นตัว ตนที่แท้จริงอะไรเลย มันเป็นความคิดปรุงขึ้นมา ความยึดมั่นถือมั่นของความคิดที่ปรุง

น.108 ๑๐๒ ขึ้นมาด้วยความโง่ความหลง ยึดมั่นคิดนึกยึดมั่นถือมั่นเอาเองว่าเป็นตัวกูเป็นของกูร แท้จริงมันเป็นอุปาทานที่เพิ่งเกิดมาจากตัณหา ตัณหาเกิดมาจากเวทนา เวทนามันเกิด มาจากผัสสะ ผัสสะมันเกิดมาจากอายตนะ อายตนะเกิดมาจากนามรูป เหมือนกับที่กล่าว มาแล้วในเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท แต่ทุกอย่างทุกตอนทุกชั้นเป็นเพียงมายา อาศัยสิ่ง หนึ่งเกิดขึ้น อาศัยสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น อาศัยสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น ตัวกูหรือของกูที่เป็นความ รู้สึกอันนั้นก็เป็นอนัตตา หรือไม่มีตัวจริงเป็นความยึดมั่นถือมั่น แต่มันทำให้นามรูป หรือร่างกายจิตใจนี้เป็นทุกข์ได้ทั้งๆ ที่เป็นอนัตตา. กิเลสมันก็ไม่ใช่ตัวตน มันเป็น ของเพิ่งเกิดตามสิ่งแวดล้อมที่ปรุงขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่เป็นอนัตตา ก็ทำให้จิตใจร่างกายนี้เร่า ร้อนได้. กรรมไม่มีตัวตนผีสางที่ไหนมันมีแต่ใจที่ประกอบอยู่ด้วยกิเลส, แล้วมันก็ เคลื่อนไหวไปตามกิเลส. ร่างกายนี้ก็ไม่ใช่ตัวตน, จิตนั้นก็ไม่ใช่ตัวตน เพราะเป็น ธรรมชาติอันหนึ่งเป็นธาตุอันหนึ่ง. ดังนั้นความรู้สึกที่เกิดขึ้นในจิตก็ไม่ใช่ตัวตน มันเป็นธรรมชาติอันหนึ่งที่มันจะต้องเกิดอย่างนั้น ในเมื่อมันได้รับการผสมปรุงแต่ง อย่างนี้ แวดล้อมอย่างนี้. ทีนี้ความคิดมันก็เป็นเหตุให้ทำกรรมได้ แล้วกรรมก็คือ ร่างกายจิตใจที่เคลื่อนไหวไปตามความคิดหรือกิเลส; เพราะฉะนั้นกรรมนั้นมันก็เป็น อนัตตา แต่แล้วมันก็ยังมีผลได้อยู่นั่นเอง แม้เป็นอนัตตาก็ยังมีผลเป็นวิบากอย่างนั้น อย่างนี้ ที่ปรากฏแก่ร่างกายนี้หรือใจนี้. เพราะฉะนั้นผลกรรมที่เป็นอนัตตายังทำให้ เกิดความรู้สึกสบายก็ได้ ไม่สบายก็ได้ ชอบก็ได้ไม่ชอบก็ได้ สุขก็ได้ทุกข์ก็ได้ ดีก็ได้ชั่วก็ได้ ทั้งที่เป็นอนัตตา นี้เป็นตอนที่เข้าใจยากที่สุดของพุทธศาสนา. ฉะนั้นต้องอาศัยความไม่ประมาท; มองเห็นให้จริงตามที่หลักเกณฑ์ของ "ปฏิจจสมุป- บาท" ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ว่าไม่มีอะไรเป็น "อัตตา"; แต่เป็น "อนัตตา". แต่ ทั้งที่เป็นอนัตตามันมีโผล่ให้เห็นรูปเป็นกิเลส เป็นกรรม เป็นวิบากได้; เป็นกิเลสขึ้น มาแล้วมันก็มีกรรมแล้วก็มีวิบาก มันหล่อเลี้ยงกันเองอยู่เรื่อย นี่เรียกว่าวงกลม ของกิเลสของกรรมของวิบากแท้ๆ เท่านั้นแหละ แต่เราไปเรียกว่าของเรา ของฉัน ของนาย ก. นาย ข. นาย ค. นาย ง. ของเทวดาองค์นั้นของอะไรองค์นี้เป็นต้น

น.109 ๑๐๓ เป็นอัตตาไป คือว่าเป็นของใครคนใดคนหนึ่งซึ่งเป็นตัวตนแท้จริงไป. ที่จริงเป็นเพียง ธรรมชาติแห่งการไหลเวียนของ กิเลส กรรม และวิบาก จนกว่ามันจะหยุด. เมื่อ หยุด, ความหยุดนั้นก็เป็นอนัตตา ความไหลก็เป็นอนัตตา แต่ยังเห็นไม่ได้ เข้าใจไม่ได้ เพราะความคิดความสำคัญว่าตัวกู ว่าของกูนี่มันเบ่งเต็มที่อยู่- เรื่อย มันเข้าแทนที่ความจริงอยู่เรื่อย หลงไปเรื่อย. ทีนี้ ความที่กิเลสเกิดเป็นตัวภูเป็นของภูนี้มันรุนแรงมาก; ถึงกับเขาบัญญัติ ใหม่เป็นคำขึ้นมา๒คำว่า "อหังการ" คำหนึ่ง "มมังการ" คำหนึ่ง เป็นสองคำ; อหังการ นั่นแหละ คือตัวกู, มมังการ นั่นแหละคือ ของภู, "อหัง" แปลว่าเราหรือกู "การะ" แปลว่ากระทำ, อหังการแปลว่าการกระทำความยึดมั่นว่ากู "มะมะ" แปลว่า ของเรา "การะ" แปลว่าทำ, มมังการก็แปลว่าการกระทำการยึดมั่นว่าของเรา. นี้เรา ปุถุชนทั้งหมดนี้เต็มอัดอยู่ด้วยอหังการและมมังการ. อหังการนั้นไม่ใช่หมายถึงความ จองหองอย่างเดียว ในภาษาไทยเรา Dictionary ปทานุกรมภาษาไทยเราอาจจะให้ ความหมายของคำอหังการนี้ว่าจองหอง. แต่คำว่าอหังการไม่ได้หมายแต่จองหอง อย่างเดียว มันหมายถึงมีความรู้สึกยึดมั่นว่าตัวกูก็แล้วกัน แล้วตัวกูจะเป็นอะไรกี่อย่าง จองหองหรือไม่จองหอง จะเป็นฝ่ายแพ้หรือฝ่ายชนะเป็นอหังการทั้งนั้น; จะถูกเขา ข่มขี่จนโงไม่ขึ้นก็ยังเป็นอหังการ คือมีตัวกูอยู่นั่นเอง ตัวกูนี้ไม่หมดไปได้ ฉะนั้น มันก็มีกิเลสอยู่เรื่อยตลอดเวลาที่อหังการยังมีอยู่ และนั่นคือต้นตอของกิเลส นั่นคือ อวิชชา อวิชชาทำให้ยึดมั่นถือมั่นในอหังการ มมังการ มือหังการ มีมมังการ คือ รู้สึกว่าตัวกูหรือของกูเต็มอัดอยู่เสมอ. นี่คือรากฐานอันมั่นคงของกิเลส เขาเรียกว่า อหังการ, มมังการ ให้รักก็ได้, ให้โกรธก็ได้, ให้หลงก็ได้, ให้โลภก็ได้. อหังการ, มมังการ เราทำอะไรไปเพราะเห็นแก่ตัวเราหรือของ ๆ เราทั้งนั้น ขอให้คิดดูเถอะ ไม่มีอะไรมากกว่านี้ เราทำอะไรลงไปตามอำนาจของกิเลสตามปกตินี้เพราะอหังการ คือความเห็นว่าเรา; เพราะมมังการคือความเห็นว่าของเรา เช่นเพราะเห็นแก่ลูก

น.110 ๑๐๔ ของเรา เมียของเรา คนของเรา พ่อแม่ของเราอะไรของเราก็ตาม แล้วก็ทำไปตาม กิเลส. อหังการ มมังการเป็นเหตุให้คนทำอะไรไปตามกิเลส เป็นเครื่องหล่อเลี้ยง กิเลส เป็นรากฐานของกิเลส ถ้าอันนี้ยังไม่ถูกตัดไปละก็แปลว่ากิเลสยังไม่ถูกขุดราก. กิเลสยังไม่ถูกขุดรากหมายความว่ามันไม่อาจจะหมดไปได้ เหมือนกับหญ้าคาอย่างนี้ จะต้องตัดและเผาไฟอย่างไรข้างบนนี้ ถ้ารากยังไม่ถูกขุดไม่ถูกทำลายแล้วมันไม่ตายได้ มันงอกมาอีก เดี๋ยวเดียวมันก็งอกมาอีก เดี๋ยวมันเกิดงอกมากกว่าเดิมอีกก็มี ต้อง ขุดรากของมัน คือทำลายอหังการ มมังการนี้ให้หมดไป แล้วเราก็จะหลุดพ้น หลุด พ้นจากอำนาจของกิเลส หลุดพ้นจากอำนาจของกรรม หลุดพ้นจากวงของสังสารวัฏ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป. นี่เป็นจุดหมายปลายทางของพระพุทธศาสนาเป็นที่ มุ่งหมายของพระพุทธศาสนา; เราเรียกว่าความหลุดพ้นหรือนิพพาน แล้วแต่จะเรียก ถ้า ดับกิเลส ดับอำนาจของกรรม ทำลายสังสารวัฏขาดลงไปได้ แล้ว จะเรียกว่าหลุดพ้นก็ได้ เรียกว่านิพพานก็ได้ เรียกว่าดับทุกข์สิ้นเชิงก็ได้ เรียก ว่า ถึงที่สุดของพรหมจรรย์ก็ได้, เรียกว่า สิ้นชาติสิ้นภพก็ได้; แล้วแต่จะเรียก มันมี ความหมายเหมือนกันหมด เมื่อนั้นแหละคือความที่ไม่มีทุกข์เลย. ความที่ไม่มีทุกข์เลย จะไปเรียกสมมติความไม่มีทุกข์เลยว่าเป็นความสุขหรือว่าอะไรมันแล้วแต่ภาษา แต่ถ้า เรียกไปด้วยความยึดถือแล้วละก็ไม่ใช่ทั้งนั้น เพราะว่าพระนิพพานจะมาเป็นสุขชนิดที่ เป็นความเอร็ดอร่อย สนุกสนาน เพลิดเพลินอะไรอย่างนี้ไม่ได้ มันคนละคำ. ความสุข ชนิดที่สุกร้อน ก. สกดก็มี สุกเพราะว่าไฟเผา ไฟต้มหรือเผามันก็สุก สุกอย่างนั้น คือสุขเวทนา สุข ข. สกดยังพอดูได้ เรียกว่าไม่ต้องสู้ทน หรือว่าทนอยู่ในลักษณะ ที่พอทนได้; แต่อย่างนั้นก็ยังไม่ตรงกับความหมายของความสุข หรืออะไรก็ตามที่ เนื่องด้วยนิพพาน ถ้าจะพูดว่านิพพานให้ความสุข นำมาซึ่งความสุข ให้เกิดรสที่ ความสุขแล้ว ขอให้เข้าใจว่าสุขชนิดนั้นจะไม่เหมือนกับสุขอย่างที่เรารู้จักกัน จะเป็น

น.111 ๑๐๕ สุขเย็นหรือสุขร้อนก็ตามมันยังสูงกว่านั้น ยังปราณีตกว่านั้น ดังนั้นเราจะได้ วินิจฉัย กันในวันหลังถึงข้อที่ว่า: ผลของการปฏิบัติธรรม หรือพระนิพพาน หรือมรรคผล นิพพานนี้ เป็นอย่างไร ? เพื่อความเข้าใจโดยสมบูรณ์ในหลักของพระพุทธศาสนา สืบไป. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ เพราะหมดเวลาลงเพียงเท่านี้ จบการบรรยายครั้งที่ ๔

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต