Buddhadasa.org

หลักธรรมที่แสดงความว่าง ตอนที่ ๕ — ๕. มายา กับ ของจริง

หลักธรรมที่แสดงความว่าง — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — หลักธรรมที่แสดงความว่าง (๑๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.112 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย ในโอกาสแห่งการบรรยายครั้งที่ ๕ นี้ อาตมาจะได้กล่าวถึงเรื่อง “มายา" กับ "ของจริง" หรือความจริง. การที่ต้องกล่าวเรื่องนี้ก็เพราะเหตุว่าความยาก ลำบากเกี่ยวกับการดับทุกข์ มันอยู่ตรงที่หลงในเรื่องมายาเป็นของจริง หรือเข้า ไม่ถึงของจริง; หรือถ้าจะกล่าวมาอีกทางหนึ่งก็กล่าวได้เหมือนกันว่า ความรู้และการ ปฏิบัติในพระพุทธศาสนานั้น ก็เพื่อจะให้มองทะลุสิ่งที่เป็นมายาและเห็นของจริง. ถ้า หากว่าไม่มีสิ่งที่เรียกว่ามายาแล้ว สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่ตกอยู่ในห้วงของความทุกข์ยาก ลำบากที่เกี่ยวกับกิเลส เพราะฉะนั้นการรู้เรื่องสิ่งที่เป็นมายาให้ถูกต้องว่าเป็นมายา อย่างไรนั้น เป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง และเป็นวิธีลัดหรือง่ายในการที่จะเข้าถึงตัวของ จริงโดยเฉพาะคือตัวศาสนา. ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ถึงเรื่องอริยสัจจ์ เรื่องปฏิจจสมุปบาท เรื่องกรรม เรื่องสังสารวัฏเหล่านี้ ก็เป็นการกล่าวถึงเรื่องสิ่งซึ่งเป็นมายาอยู่ด้วยเหมือนกัน แต่ว่า ไม่ได้ระบุชัดในแง่ที่เป็นมายา เช่นเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท ที่แสดงให้เห็นชัดว่าความ ทุกข์เกิดขึ้นอย่างไร ? ความรู้สึกยึดถือว่าตัวเราหรือของเราเกิดขึ้นอย่างไร ? นั่นแหละ

น.113 ๑๐๗ คือแสดงถึงสิ่งที่ปิดบังให้เข้าใจผิด; ให้เห็นว่าที่จริงไม่มีตัวเราหรือตัวคน ตัวตน. มีแต่ ธรรมะอาศัยกับธรรมชาติ มีแต่ธรรมะในความหมายของธรรมชาติอาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยกันเกิดขึ้นตามลำดับ แต่แล้วจิตที่ปราศจากความรู้ที่ถูกต้อง ไปยึดเอาด้วยความ สำคัญมั่นหมายให้เป็นตัวเป็นตน เหมือนกับที่เราทุกคนที่นั่งอยู่นี่หรือที่ไหนก็ตาม ยัง คงมีความรู้สึกว่าตัวเรา; เราเป็นอย่างนั้น, เราเป็นอย่างนี้, ของเราเป็นอย่างนั้น, ของเราเป็นอย่างนี้ และที่เกี่ยวกับของเรานั้นเราก็มีความเข้าใจในสิ่งนั้นว่าน่ารักน่า ปรารถนา น่าพอใจ น่าหวงแหน น่าหึงหวงอะไรไปทั้งหมดทั้งสิ้น. และโดยสรุป มันก็อยู่ตรงที่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อันเป็นที่ตั้งของสุขเวทนา; มันมุ่งหมาย จะให้เกิดสุขเวทนา แล้วสิ่งที่เรียกว่าสุขเวทนานั้นครอบงำจิตใจคนหรือสัตว์ทั้งหลายได้ ทั้งที่เป็นมายา. ถ้าหากว่าสิ่งนี้ถูกมองเห็นตามที่เป็นจริงแล้วสัตว์ก็จะไม่หลงใหลในสุข เวทนา มีใจเป็นอิสระ หรือเป็นกลางได้ และไม่มีความยินดียินร้าย ไม่ชอบ, ไม่รัก, ไม่ชัง; คือไม่มีการตกไปข้างโน้นหรือข้างนี้แต่ว่าอยู่เป็นกลางได้. เพราะฉะนั้น พระพุทธศาสนาส่วนใหญ่ จึงกล่าวได้ว่าสอนให้รู้เรื่องความเป็นมายาของสิ่งที่ สัตว์กำลังหลงรัก เพื่อจะเลิกหลงด้วยความเข้าใจผิด เพราะเหตุนี้เราจึงต้องทำ ความเข้าใจกันในเรื่องมายาหรือของจริง. ทีนี้ตามหลักของพุทธศาสนานั้น นิยมแบ่งไว้เป็นขั้น ๆ เช่นพูดว่า ของจริง หรือ สัจจะ หรือของจริงนี้ มันมีอยู่หลายแง่ เอาแต่ที่ใหญ่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคนเรา อยู่ โดยตรง มันก็มีอยู่ ๓ ขั้นด้วยกัน. ใช้เรียกด้วยคำบาลีว่า "จริงอย่างสมมต" ที่ เราเรียกธรรมดาว่า สมมุติ หรือสมมตนี่, แล้วก็ "จริงอย่างที่เรียกว่า บัญญัติ" คือตามที่บัญญัติ, แล้วก็ "จริงอย่างปรมัตถ์" คือจริงเมื่อมองดูกันอย่างลึกซึ้งจริง ๆ จริงอย่างสมมต นี่มันเป็นเรื่องที่สมมตตามความหลงในมายา; บัญญัติ นั้นไม่หลงถึง อย่างนั้น แต่ก็ยังเที่ยวบัญญัตินั้นว่าเป็นอย่างนั้น นี่ว่าเป็นอย่างนี้อยู่: ถ้าเป็นอย่าง ปรมัตถ์ แล้วก็มองเห็นว่ามันไม่ควรจะบัญญัติว่าอะไรเลย เป็นของว่างหรือไม่มีตัวตน

น.114 ๑๐๘ เหมือนกันหมดอย่างนี้เป็นต้น, นี้เพื่อให้ได้ผลสมบูรณ์เกี่ยวกับเรื่องมายา และบางทีก็จำเป็นที่จะต้องใช้เรื่องสมมตนี้เป็นเครื่องมือในการอธิบายธรรมะก็มี เพราะฉะนั้นเมื่อเราจะกล่าวถึงสมมต, เรื่องสมมตอาตมาอยากจะแนะให้มองย้อน ให้มองต่ำลงไปดูถึงสิ่งสมมติซึ่งเป็นเรื่องสมมตกันเสียก่อนจะดีกว่า. โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็เช่นเรื่อง ชาดกหรือเรื่องนิทาน. เรื่องชาดกเรื่องนิทาน, ชาดกนี้ส่วนมากเราได้ยินได้ฟังกันอยู่ว่ามันมีเรื่องว่าอย่างไรบ้าง แต่แล้วคนที่มีความคิดในทางเชื่อตัวเอง หรืออะไรทำนองนั้นมากเกินไปละก็ จะคิดว่ามันเป็นเรื่องเหลวไหล เป็นเรื่องหลอกคนเล่น เป็นเรื่องหลอกเด็ก เป็นเรื่องเหลวไหล โดยที่เขาไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริงอย่างที่เป็นเรื่องสมมติขึ้นมา ทั้งนี้เพราะมันมีความจำเป็นอยู่ว่า นิยายเรื่องชาดกที่ฟังแล้วประหลาด ๆ นั้น มันจะต้องถูกใช้เป็นเหมือนภาชนะสำหรับใส่ของที่มีค่า สำหรับอาหารที่ดีที่แพงอย่างนี้ ถ้าไม่มีถ้วยชามภาชนะใส่แล้วมันจะทำอย่างไรกันได้ มันก็ไม่สำเร็จประโยชน์เหมือนกัน มันจะมีแต่เนื้อใน ที่มีค่าล้วน ๆ โดยไม่มีภาชนะใส่นั้นมันก็ไม่ไหวแน่ เช่นอาหารไม่มีภาชนะใส่ก็ต้องใส่มือ หรือถ้ามือก็กลายเป็นภาชนะไปอีก. ทีนี้ถ้าไม่ใส่อะไรมันก็ตกดินกินไม่ได้; ที่นี้ธรรมะก็เหมือนกันเป็นของมีค่า ฉะนั้นต้องมีภาชนะที่เหมาะสม ทีนี้เพื่อเหมาะสมแก่ชาวบ้านทั่วไปซึ่งยังมีสติปัญญาน้อยสติปัญญาต่ำ เขาก็เลือกภาชนะที่เหมาะที่สุดคือนิทานชาดกอย่างนี้; ดังนั้นนิทานชาดกเหล่านี้จึงเป็นเรื่องสมมติ เราไม่จำเป็นจะต้องเชื่อตามนั้น ตามท้องเรื่องของนิทานชาดกว่าสัตว์พูดได้ ต้นไม้ก็พูดได้: บางทีก้อนหินก็พูดได้ ในเรื่องชาดกต่าง ๆ นี้ แต่มันมีความจริงอยู่ว่ามันพูดว่าอย่างไรแล้วคำพูดนั้นถูกหรือผิดเป็นคำสอนว่าอย่างไรอย่างนี้ต่างหาก ถ้าจะไปพูดตัวธรรมะตรง ๆ ให้เขาฟังพอพูดเสร็จเขาก็ลืม ผู้ฟังขั้นต่ำ ๆ นั้นก็จะลืม แต่ถ้าใส่ไว้ในนิทานซึ่งน่าอัศจรรย์ชวนหัวชวนขัน หรือว่าชวนคิดอะไรก็ตามมันไม่ลืม มันไม่ลืมตัวชาดกหรือตัวนิทาน, เมื่อจำตัวนิทานไว้ได้มันก็จำไว้ได้ว่า ตัวละครในชาดกนั้นมันพูดว่าอะไร ก็เลยได้เรื่องนั้นเข้าไว้ ไม่สูญหายไปเสีย.

น.115 ๑๐๙ ที่นี้คำพูดที่ตัวละครในชาดกนั้นมันยังพูดเป็นอีกอย่างหนึ่งที่เขาเรียกว่า "ปุคคลาธิษฐาน" คือพูดอย่างเป็นสัตว์ เป็นคน เป็นเรื่องของคนของสัตว์ไปเลย นี่ยังต้องแปลอีกทีหนึ่งแปลเป็นธรรมาธิษฐาน ให้เป็นใจความทางธรรมะล้วน ๆ ว่าสอนว่าอย่างไร มันจึงเป็นหลาย ๆ ขั้นอย่างนี้ อย่างนี้เรียกว่าเป็นเรื่องสมมต. ให้อาตมายกตัวอย่างเล่านิทานที่เขาใช้สอนธรรมะนี้ ให้ฟังดูสักเรื่อง บางทีจะเข้าใจได้ดี. เช่นนิทานที่ชอบเล่ากันว่านิทานเรื่องยายกะตานี้ ลองดูที่ว่าเล่าเรื่องยายกะตานี่มันจะเกี่ยวกับธรรมะอย่างไร สองคนผัวเมียอยู่ด้วยกัน แต่ว่ายายเป็นคนหัวดื้อหัวรั้น ยิ่งแก่มากก็ยิ่งดื้อมากเข้า จนตาทนไม่ไหว จนตาตกลงใจว่าถึงแม้จะเป็นภรรยาก็ไม่ไหวแล้ว ต้องสละแล้วต้องบริจาค. ดังนั้นแกจึงคิดที่จะบริจาคไปให้พ้น ๆ โดยบอกว่า อย่าไปเที่ยวในป่า ยายก็คือตามเคย พูดจาหยาบคายทีเดียวว่าจะไป, ตาก็ว่าอย่าไปใกล้เหว ยายก็ยิ่งจะไป, ทีนี้ถ้าไปใกล้เหวแล้วอย่าไปยกหินก้อนหนัก ๆ ขึ้นแบกขึ้นทูน, ยายก็ยิ่งจะทำอย่างนั้น, เพราะฉะนั้นจึงพลัดตกลงไปในเหวทำให้ปีศาจนี้ขึ้นมาจากเหวได้เพราะมันพ้นสาปที่มีอยู่ว่า ถ้ามีคนตกไปแทนแล้วผีก็ขึ้นมาได้ ที่นี้ผีขึ้นมาในโลกซึ่งเมื่อก่อนไม่เคยมีผีในโลกนี้ ก็เลยเป็นครั้งแรกและเป็นของประหลาดอย่างยิ่ง; ทีนี้ตาแกก็เห็นว่าผีนี้มันอะไรกันแน่ ก็เข้าไปพูดด้วยแล้วขอร้องว่า อย่าให้ผีนี้ไปยุ่งกับคน เพราะรู้ว่าเป็นผีแล้วไม่ควรไปยุ่งกับคน; ผีก็เอออวยเพราะว่าขอบใจที่ตาทำให้ยายพลัดตกลงไปแล้วผีขึ้นมาได้ ทีนี้เมื่อผีรับปากอย่างนั้นแล้วก็จากกันไป. ทีนี้ตามธรรมดาของผีย่อมหลอกหรือโกหก ฉะนั้นที่รับปากกับตาว่าไม่ไปยุ่งกับคน, มันก็ไปยุ่งกับคน คือไปสิ่งคนเข้า. ทีนี้ก็เป็นการโกลาหลครั้งแรกในโลกเพราะว่าผีไม่เคยมีในโลกและไม่เคยสิงคน เป็นเหตุให้โกลาหลกันทั้งบ้านกระทั่งตาก็มาดูกะเขาด้วยว่ามันเรื่องอะไรกัน. ที่นี้ผีเห็นตามาแต่ไกล มันกลัวอย่างคนที่เรียกว่าโกหกแล้วเขาจับได้คาหลังคาเขาอะไรทำนองนั้น มันไม่ได้คิดอะไรมาก มันคิดแต่จะหนีท่าเดียวเหมือนกับคนทำผิดเห็นตำรวจมาอย่างนี้, ส่วนมากที่สุดมันคิด

น.116 ๑๑๐ แต่จะหนีท่าเดียว. ผีก็เหมือนกันเห็นตามาก็หนีออกวิ่งหนี ตาเห็นก็จำได้เอาไม้ไล่ตี ทำให้ผีล้มลง ศีรษะฟาดกระโหลกศีรษะแตกกระจาย ทำให้น้ำมันของผีนี้กระเด็นไป ทั่วโลก ไปติดอยู่ที่อะไรสิ่งนั้นก็กลายเป็นของเสพติดไปหมด. ของที่เสพติดมากเช่น ยาฝื่นเช่นสุรา สุรายาฝื่นนี้ก็หมายความว่ามีน้ำมันผีชิ้นโต ๆ หรือมาก ๆ ลงไปในนั้น ของเบา ๆ เช่นน้ำชากาแฟ บุหรี่ อะไรอย่างนี้ ก็มีอยู่ตามสมควร ไม่ว่าอะไรทั้ง หมดในโลกมีน้ำมันของผีตัวนี้ลงไปอยู่ก็เป็นของเสพติดทั้งนั้น; ยั่วใจจนทำให้คนหนุ่มๆ สาว ๆ ทนอยู่ไม่ได้ต้องไปทำสิ่งที่ไม่ควรทำเหล่านั้น. นี่ลองคิดดูว่าชาดกก็ตาม, นิยายชาดกก็ตาม, หรือนิทานเรื่องยายกะตาก็ตาม นี้, ทำไมเขาจึงต้องพูดอย่างนี้ เขามุ่งหมายให้เสียเวลาเล่นหรือว่าหลอกคนเล่นหรือ เปล่า ท่านลองไล่ไปดูเถอะจะเห็นว่ามันเป็นความฉลาดหรือเหมาะสมที่จะต้องสร้าง ภาชนะ คือตัวนิยายเรื่องยายกะตา ขึ้นเป็นเหมือนกับภาชนะแล้วก็ใส่คำสอน บรรจุ คำสอนไว้ แต่ว่าคำสอนนั้นยังเป็นปุคคลาธิษฐาน; ขอให้ช่วยกันจำคำนี้ ไว้ด้วยว่า ปุคคลาธิษฐาน ซึ่งมีอยู่ว่าเป็นผีเป็นตายาย เป็นผี เป็นคุณยายหัวดื้อแล้วเป็นผีสิง คน แล้วเป็นน้ำมันผีที่ลงไปในอะไรแล้วกลายเป็นของเสพติด อย่างนี้เรียกตามภาษา ธรรมะว่าเป็นการพูดหรือเป็นการกล่าวอย่างปุคคลาธิษฐาน คือพูดให้เป็นคนขึ้นมา ให้มีตัวคนขึ้นมา แต่ถ้าพูดอย่างความจริงแล้วก็เรียกว่า “ธรรมาธิษฐาน" ขอให้จำคำว่า ธรรมาธิษฐาน นี้ไว้; คู่กันด้วยกับคำว่า บุคคลาธิษฐาน. ธรรมาธิษฐานก็คือคุณ- ยายหมายถึงความดื้อ ความดื้อดึงไม่เชื่อฟังคำสั่งสอน ไม่เชื่อคำพูดของพระอริย- เจ้า ไม่นับถือขนบธรรมเนียมประเพณี ความดื้ออย่างนั้นคือคนที่เรียกว่าคุณยาย ทีนี้คำว่าผี เมื่อกล่าวอย่างปุคคลาธิษฐานก็เรียกว่าเป็นผี, แต่ถ้ากล่าวอย่างธรรมา- ธิษฐาน มันก็คือกิเลสตัณหาหรืออวิชชา คือมีอวิชชาเป็นมูล เป็นรากเง่า กิเลส ตัณหานานาชนิด ที่เรียกว่าเป็นผี, แต่ก่อนนี้มันไม่ปรากฏออกมาสู่ความสำนึก หรือ ว่ามีพิษมีสงอะไร จนกว่าความดื้อนั้นจะไปดึงเอามันขึ้นมา. ฉะนั้นหัวใจที่เคย

น.117 ๑๑๑ บริสุทธิ์สะอาดนั้นมันก็กลายเป็นสกปรกไป มันจึงทำอะไรที่ไม่ควรทำได้. ถ้าพูด กันตรง ๆ เรื่องความดื้อ, เรื่องความโง่, เรื่องความไม่บังคับตัวเองอย่างนี้มันก็ ไม่ สนุก ฟังก็ง่วงนอน เดี๋ยวก็ลืมเสร็จแล้วก็ลืม. การกล่าวอย่างธรรมาธิษฐานนั้นไม่ สำเร็จประโยชน์ในตอนนี้ทั้ง ๆ ที่เป็นคำพูดจริง เขาเลยต้องกล่าวอย่างปุคคลาธิษ- ฐานให้มียายกะตา ให้มีผีมีอะไรต่าง ๆ ขึ้นมา เขาจำเป็นจะต้องเล่าเป็นนิทาน คือ เป็นเรื่องสมมติหรือนิยายสมมติขึ้นมา แล้วกล่าวอย่างปุคคลาธิษฐาน เราต้องถอด มันออกมาอีกที่หนึ่งเป็นธรรมาธิษฐาน. จึงจะรู้ว่าอ๋อ ... คนเราคนหนึ่งนี้ก่อนแรกเกิด มาเด็ก ๆ นี้มันอินโนเซ้น ( Innocent ); มันไม่มีคดโกง, มันไม่มีดื้อดึง, ไม่มีอะไร. แล้วต่อเมื่อมันได้เหยื่อในทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ไปหลงเหยื่อ เหล่านั้นเข้ามันจึงเกิดดื้อดึงขึ้นมา มันตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลสแล้วมันจึงทำชั่ว ทั้ง ๆ ที่ทีแรกไม่อยากจะทำ นี้เรียกว่าธรรมาธิษฐาน ฉะนั้นเราควรจะเห็นใจเขา ที่ว่าจะต้องมีเรื่องสมมติ แล้วก็มีการกล่าวอย่างปุคคลาธิษฐาน. เมื่อท่านได้ยินได้ฟังคำสอนที่จะเป็นเรื่องประวัติหรือเรื่องธรรมะก็ตามในทาง พระพุทธศาสนานั้น จะต้องจับให้ได้ว่ามันเป็นเรื่องสมมติขึ้นเพื่อประโยชน์อย่างนี้หรือ เปล่า แล้วก็ดูว่าคำกล่าวนั้นจำเป็นจะต้องกล่าวอย่างบุคคลาธิษฐานเพราะเหตุไร นี้เราก็ ไม่สนใจอยู่เรื่องว่านี่คนพูดหรือสัตว์พูดได้ต้นไม้พูดได้อะไรอย่างนี้ หรือว่า ยายกะตาผีหรืออะไรอย่างนี้ไม่ต้องสนใจ ก็ไปสนใจตัวเรื่องว่ามันหมายความว่าอย่าง ไร อย่างนี้อาตมาเอามารวมไว้กล่าวไว้เสียในวันนี้ด้วย ก็เพื่อให้รู้ว่าแม้แต่วิธีสอน ศาสนาเองก็ยังจำเป็นที่จะต้องใช้สมมติหรือมายาบางอย่างนี้ เพื่อประโยชน์แก่การ สอนนั่นเอง คือเอามายานี้มาแก้มายากันอีกที เอาสมมติมาแก้สมมติทำนองนี้ นี่ขอ ให้จำไว้ขั้นหนึ่งก่อน เพื่อไม่ตู่เอาพระคัมภีร์ต่าง ๆ ว่า โกหก เหลวไหล สำหรับ คนโง่หรืออะไรทำนองนี้, แต่ที่จริงเขาฉลาดกว่าเรา โดยที่เขาจะใช้มายาหรือสมมติ นี้มาแก้มายาหรือสมมติของเราอีกทีหนึ่ง โดยให้เรารับดื่มเข้าไปโดยไม่รู้สึกตัวได้

น.118 ๑๑๒ ทีนี้อาตมาจะกล่าวถึงคำว่าสมมตโดยตรงหรือเต็มตามความหมาย ซึ่งมาในลำดับเดียวกับคำว่า สมมต, บัญญัติ, ปรมัตถ์. เราเปรียบเทียบกันโดยคร่าวๆ ก่อน; สมมติ, บัญญัติ, ปรมัตถ์ ๓ คำนี้ถ้าเข้าใจดีแล้วจะง่ายที่สุดที่จะเข้าใจเรื่องต่าง ๆ ต่อไปข้างหน้าเมื่อไรก็ตาม สมมตนั้นมันเป็นมายาชั้นนอกที่สุดเลย ตามทางธรรมะถือว่าอย่างนั้น แต่ชาวบ้านแล้วจะถือว่าเป็นของจริงไปเลยไม่ใช่มายา เช่นการที่คนนั้นคนนี้มีชื่อเป็นนาย ก. นาย ข. นาย ค. นาย ง. หรืออันนั้นอันนี้มีชื่อว่าเงิน ทอง เพชร พลอย หรือสมมติว่าเป็นขุนนั่นหลวงนี่ พระนั่น พระยานี่ เป็นเศรษฐีเป็นขอทานหรือว่าเป็นมนุษย์เป็นเทวดา เป็นมาร เป็นพรหม เป็นยักษ์หรือว่าเป็นสัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน เปรตอสุรกายอย่างนี้เป็นต้น ก็ล้วนแต่เรียกว่าสมมตทั้งนั้น แต่ว่ามันสูงต่ำกว่ากันเป็นชั้น ๆ; หรือแม้ที่สุดแต่จะพูดว่าคนนี้เป็นผู้พิพากษา คนนี้เป็นโจทก์ คนนี้เป็นจำเลย อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นสมมตด้วยชั้นหนึ่งด้วยเหมือนกัน. ท่านลองคิดดูว่าคนที่เป็นโจทก์นั้นหรือเป็นจำเลยก็ตามเถอะ บางทีเขาไม่ได้ทำผิดแต่เมื่อเขาถูกกล่าวหาเขาก็ต้องเป็นจำเลย เขาทำผิดจริงเขาถูกกล่าวหาเขาก็มีชื่อเป็นจำเลย. เขาไม่ทำผิดเลยแต่เมื่อเขาถูกกล่าวหาก็ต้องมีชื่อเป็นจำเลย อย่างนี้ก็เรียกว่าสมมตด้วยเหมือนกัน. หรือว่าระเบียบ วินัย กฎ กฎหมาย กฎเกณฑ์ พระบรมราชโองการอะไรต่าง ๆ ก็ตาม ยังต้องถูกจัดไว้ในเรื่องที่สมมตแต่งตั้งขึ้นทั้งนั้นเหมือนกัน แต่ว่าเป็นชั้นสูงขึ้นมานี่พูดตามทางธรรม. แต่ถ้าพูดตามทางโลกก็จะต้องถือเป็นของจริงไปหมดเพราะ นาย ก. นาย ข. นาย ค. นาย ง. นี้แกก็เป็นนาย ก. นาย ข. นาย ค. นาย ง. จริง ๆ ใช้ ได้ตามกฎหมาย ชาวบ้านก็ร้องเรียกกันอย่างนั้น แล้วดำเนินอะไรไปได้ในนามนาย ก. นาย ข. นาย ค. นาย ง. แต่ทำไมทางศาสนาถือว่าเป็นสมมต ก็เพราะมันมองลึกมากเกินไป คือลึกจนถึงความจริง นาย ก. นาย ข. นาย ค. นาย ง. นี้มันเป็นชื่อสมมต เท่าที่เนื้อหนังร่างกายจิตใจกลุ่มหนึ่งเท่านั้น มันก็เลยมองดูเป็นเนื้อหนังร่างกายจิตใจเป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม วิญญาณธาตุ อากาศธาตุ ที่กล่าวแล้ววันก่อนว่าธาตุหกประกอบ

น.119 ๑๑๓ ขึ้นมาเป็นคนอย่างนี้ นาย ก. นาย ข. นาย ค. นาย ง. ชื่อนั้นชื่อนี้มันก็หายไป มันเหลืออยู่แต่กลุ่มหนึ่ง กลุ่ม ๆ หนึ่งของธาตุ ของขันธ์. ของอายตนะ แล้วแต่จะเรียกชื่อ อย่างนี้ก็เรียกว่าสมมติหายไป ที่เหลืออยู่นั้นเป็นเพียงบัญญัติ ถ้าแยกก็จะเห็นว่าส่วนนี้เป็นกาย ส่วนนี้เป็นใจ ส่วนนี้เป็นธาตุดิน ส่วนนี้เป็นธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลมอย่างนี้เรียกว่าสมมตหายไปเหลืออยู่แต่สิ่งที่บัญญัติ. หรือว่าเงิน ทอง เพชร พลอยอย่างนี้ ที่ได้ถูกสมมตว่าเงินว่าทอง ว่าเพชร ว่าพลอยนั้น มันเป็นเรื่องสมมตภายนอก แท้จริงมันก็เป็นแร่ธาตุ เรียกอย่างนี้ง่ายกว่าเป็นแร่ธาตุอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอกัน มันไม่มีความแตกต่างกันโดยความที่ว่ามันเป็นแร่ธาตุตามธรรมชาติ เราไม่มองดูเป็นเงินเป็นทอง. แต่ทีนี้มันมาเกิดเป็นเงินเป็นทองเป็นเพชรขึ้นมาได้เพราะหลังจากถูกสมมติ ทีนี้มันมีอะไรเสมอกันอีกอย่างหนึ่งก็คือค่า ความที่เป็นของมีค่าในทางใช้สอยตามที่สมมตินั่นเอง คือว่ามีค่าในทางซื้อขายในทางเศรษฐกิจนี่ ถ้ามองดูในแง่ของทางเศรษฐกิจนี่เราเห็นว่าเงินก็มีค่าอยู่ระดับหนึ่ง ทองก็มีค่าระดับหนึ่ง เพชรก็มีค่าอยู่ระดับหนึ่ง มันมีความเป็นของมีค่าเสมอกัน ถ้าไปมองดูที่ค่านี้แล้วก็จะเห็นแต่เพียงว่ามันมีค่าทั้งนั้น มีแต่ค่าเว้นแต่ว่ามากน้อยกว่ากัน เงิน ทอง เพชร พลอย ก็ไม่ต้องมีชื่อว่าเงินทองเพชรพลอยก็หายไปอย่างนั้น เหลืออยู่แต่ความที่มันมีค่าหรือมีอำนาจในทางซื้อขายมากน้อยสูงต่ำกว่ากัน อย่างนี้เรียกว่าเรามองทะลุสิ่งที่สมมติว่าเงินว่าทองว่าเพชรว่าพลอย ไปอยู่ที่ความเป็นธาตุอย่างหนึ่งบ้าง หรือไปอยู่ที่ความเป็นของมีค่าระดับใดระดับหนึ่งบ้างเท่านั้น นี้เรียกว่ามองทะลุสมมติไปได้. ทีนี้เรื่องที่ว่ามียศมีศักดิ์ เป็นขุน เป็นหลวง เป็นพระ เป็นพระยา นั่นนี่ เป็นเศรษฐีเป็นขอทานหรืออะไร นี้ก็ทำนองเดียวกันอีก มันอยู่ตรงความสมมติ การสมมติที่ยึดถือว่าเป็นอย่างนั้นตามระเบียบของการสมมติ; ถ้ามองดูโดยความเป็นคนก็

น.120 ๑๑๔ เสมอกันโดยความเป็นคน, ถ้ามองดูโดยความเป็นธาตุส่วนประกอบธาตุหนึ่ง ๆ ก็เสมอ กันโดยความเป็นธาตุ. ทีนี้มนุษย์เทวดา มาร พรหม สูงสุดขึ้นไปอะไรก็เหมือนกันอีก เลยทำ ให้มนุษย์ เทวดา มาร พรหม นี้ไม่แปลกกัน เพราะว่าเป็นสัตว์ที่ตกอยู่ใต้กองทุกข์ เสมอกัน, มีความ เกิด แก่ เจ็บตาย อย่างเดียวกัน, ถูกแผดเผาอยู่ด้วยกิเลสอย่างใด อย่างหนึ่งอย่างเดียวกัน, แล้วก็ทนทุกข์อยู่ด้วยกัน. แม้จะมองในทางต่ำเป็นสัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย อย่างนี้ก็ล้วนแต่เรื่องสมมติ ความจริงมันก็เป็นสัตว์ที่ ประกอบอยู่ด้วยขันธ์ ธาตุ อายตนะ แล้วก็กำลังอยู่ในสภาพอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งทำ ให้ถูกสมมตอย่างนั้น แต่ถ้าว่าโดยที่แท้แล้วมีความหมายอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอกันหมด เหมือนอย่างสัตว์นรกก็หมายถึงคนที่กำลังถูกทรมาน ได้รับการทนทรมานไม่เป็นอิสระ เพราะฉะนั้นรสชาติที่เป็นความหมายนั้นเอง ทำให้ได้ชื่อว่านรก จะเป็นนรกในชาตินี้ ในเรือนจำหรือในอะไรก็ได้ หรือจะเป็นนรกต่อเมื่อตายแล้วชาติหน้าก็ ได้ถ้าหากมันจะ มีแต่ว่าความหมายอันแท้จริงนั้นมันอยู่ตรงที่ว่าไม่เป็นอิสระและกำลังถูกทรมาน หรือ ถูกลงโทษอย่างใดอย่างหนึ่ง. ทีนี้เปรต คำว่าเปรตอย่างนี้ เขาก็หมายถึงคนที่มีอิสระ ปล่อยให้เป็นไปตามอิสระ แต่ว่ามันมีโรคภัยไข้เจ็บ มีความอดอยาก มีเหตุการณ์ อย่างอื่น ทั้ง ๆ ที่เขาปล่อยให้เป็นอิสระนั้นมันยังเป็นทุกข์ทรมานอย่างยิ่ง เพราะ ความเป็นโรค เพราะความมีข้อผูกพันอย่างอื่น ทั้งๆ ที่เขาปล่อยไม่ได้กักขัง เป็น อิสระ. อย่างอสุรกาย ก็คือพวกที่ไม่แสดงตัวให้ปรากฏ มีอาการที่เรียกกันว่าผีอย่างนี้ เพราะมีตัวไม่ปรากฏ แต่ก็เป็นสัตว์ที่ต่ำกว่ามนุษย์มาก มีความลำบากอยู่ตามประสา ของสัตว์ประเภทนั้น. ทีนี้สัตว์เดรัจฉาน ก็หมายความว่ามันยังเป็นสัตว์ที่ต่ำกว่ามนุษย์ มาก ทั้ง ๆ ที่หลักเกณฑ์ในการมีชีวิตหรือความคิดความนึกอะไรต่าง ๆ นี้เป็นอย่าง เดียวกัน แต่ว่ามันต่ำกว่ากันมาก. ความแตกต่างเหล่านี้เท่านั้นที่เป็นเหตุให้ถูกบัญญัติ หรือถูกสมมติว่าเป็นสัตว์มนุษย์ สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน เป็นเปรต เป็นอสุรกาย.

น.121 ๑๑๕ ทีนี้ในทางสูงก็เหมือนกัน เป็นมนุษย์อยู่ตรงกลางแล้วเป็นเทวดา เป็น พรหม เป็นมาร เป็นอะไรอย่างนี้สูงขึ้นไปอีก ขอให้เข้าใจคำว่ามารด้วย คำว่า "มาร" นั้นเป็นชื่อของเทวดาประเภทหนึ่ง ไม่ใช่ต่ำมาอยู่ในกลุ่มนรก เปรต เดรัจฉาน อสุรกายนี้ไม่ใช่ คำว่ามารนี่เป็นชื่อของเทวดาชั้นสูงสุดในพวกที่เสวย - กามคุณ เช่นเทวดาพวกที่เสวยกามคุณนี่แบ่งเป็น ๖ ชั้น แล้วพวกที่เรียกว่ามารนั้น อยู่ชั้นสูงสุดเลย ชั้นเหนือสุดเลย เหนือขึ้นไปจากนั้นอีกก็เป็นพรหมไปแล้วไม่ใช่เป็น เทวดาแล้ว อย่างนี้เป็นต้น. นี่บัญญัติมารเท่าที่ความเป็นเทวดาชั้นสูงสุดนั้น เพราะ ว่าความอิ่มเอิบด้วยกามคุณในขั้นนั้นมันผูกพันจิตใจมากที่สุด คือเล่าให้ฟังย่อ ๆ อย่าง นี้ก็แล้วกันว่า ที่ว่าเทวดาเสวยกามคุณมี ๖ ชั้น ชั้นแรกนั้นมันไม่สู้ปราณีตแม้แต่ ชั้นดาวดึงษ์อย่างนี้ ชั้นมายา ชั้นดุสิต นี้มีกามคุณปราณีต ปราณีต ๆ ตามลำดับ. พอถึงชั้นที่เรียกว่าปรนิมมิตสวัตตีนี้ มีกามคุณอย่างปราณีตที่สุดด้วย แล้วไม่ต้องแสวง หาเอง ไม่ต้องทำ ไม่ต้องขวนขวาย มีคนอื่นคอยทำให้ด้วยนี่อย่างนี้ มันจึงเป็นชั้น สูงสุดของเรื่องเสวยกามสุข และเทวดาพวกนี้ถูกจัดเป็นพวกมาร. ที่เราได้ยินในพุทธ- ประวัติว่ามารมารังควานพระพุทธเจ้าเมื่อวันจะตรัสรู้หรือหลังจากตรัสรู้แล้วก็ยังมาบ่อยๆ นี่; คำว่ามารหมายอย่างนั้น มันก็หมายถึงความรู้สึกอย่างรุนแรงในทางเสวยความสุข อย่างโลกนั้นคือมาร แต่มาถูกบัญญัติให้ว่าเป็นเทวดามีรูปร่างสวยงามอยู่สวรรค์ชั้น ปรนิมมิตสวัตตีทำนองนี้. ถ้าเราเข้าใจคำเหล่านี้ให้ถูกแล้วจะช่วยได้มาก ไม่ใช่ว่ามาร แล้วก็จะเป็นสัตว์ หน้าตาอย่างกับยักษ์ดุร้ายกินคน เหมือนอย่างที่เราได้ยินในเรื่อง นิยายอย่างเก่า ๆ อย่างนั้น. คำว่ามารในทางพุทธศาสนานั้น ถ้าพูดเป็น "ปุคคลาธิษ- ฐาน" ก็จะหมายถึงคนที่สวยที่สุด ที่จะสนุกสนานเพลิดเพลินในทางกามคุณที่สุด แม้ แต่รูปร่างก็สวย แม้แต่วาจาก็ไพเราะ อะไรอย่างนี้ คือว่ายั่วยวนไปทั้งหมดเลย อย่างนี้เรียกว่ามาร นี่อย่างปุคคลาธิษฐาน. ถ้าพูดอย่างธรรมาธิษฐานคำว่ามารนั้น หมายถึงกิเลส; คือความติดพันอยู่ในกามสุขอย่างยิ่ง อย่างชั้นสูงสุดยอดสุดของกาม สุข. อยากจะให้นึกเปรียบเทียบกว้างออกไปอีกนิดหนึ่งว่า อย่างพวกซาตาน ของคริส-

น.122 ๑๑๖ เตียนอย่างนี้ บางคนมาเขียนรูปซาตานเป็นยักษ์น่าเกลียด มีเขา, มีอาวุธ มีอะไรนั้น พวกคริสเตียนที่เขารู้เรื่องดีเขาพูดว่า ถ้าเขียนรูปของซาตานแล้ว จะต้องเขียนให้มัน สวยที่สุด ให้มันฉลาดที่สุด ให้มันงดงามที่สุด เก่งที่สุด อะไรทำนองนี้มากกว่า เพราะมันเป็นที่ตั้งของกาม ความติด ฉะนั้นรวมความแล้วให้รู้จักคำว่าสมมต ที่เขา ใช้ครอบเข้ากับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ตามความหมายของคนสามัญหรือ สัตว์ สามัญ ชาวบ้านทั่ว ไปนั่นแหละ. ทีนี้พอมาถึง บัญญัติ, พอมาถึงบัญญัติก็ฉลาดกว่านั้นไม่มองดูเป็นอย่างนั้น แต่มองดูลึกเข้าไป อย่างว่าคนนี้ถูกแยกออกไปเป็นธาตุ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม เหมือนกับว่ารถยนต์คันหนึ่งถูกรื้อออกเป็นชิ้น ๆ; มันประกอบอยู่ด้วยโลหะ เป็นเหล็กเป็นทองเหลืองเป็นอาลูมิเนียม เป็นพลาสติก เป็นอะไรก็สุดแท้ เป็นยาง เป็นอะไรในที่สุด ฉะนั้นเมื่อไปมองดูกันที่ส่วน ๆ นั้นแล้วรถยนต์ก็หายไป ความรู้สึก ว่ารถยนต์ก็หายไป แต่ถ้ามองดูอย่างลวก ๆ อย่างไม่ฉลาด มันก็เห็นเป็นรถยนต์เป็น คันรถยนต์ขึ้นมาอีก แต่ถ้ามองดูอย่างฉลาดมันก็เห็นเป็นเพียงส่วนประกอบของสิ่ง ต่าง ๆ มากสิ่งกลุ่มหนึ่งเท่านั้น, คำว่ารถยนต์ก็หายไปอีก. นี่แปลว่าหูตามันฉลาดมอง ทะลุสมมตเห็นเป็นบัญญัติ แล้วเราก็คิดดูซิว่าความหลงใหลรักใคร่ยึดถือในสิ่งนั้นมัน จะเป็นอย่างไร มันก็ต้องน้อยลง อย่างมีความฉลาดมากขึ้นอย่างนี้ ความยึดถือรัก ใคร่หวงแหน หรือความที่ว่ามีจิตใจไหวไปตามนั้น จะมีน้อยลง อย่างนี้ก็เรียกว่าเพราะ เห็นบัญญัติ. ทีนี้ทางธรรมะยังเลยไปถึงว่า การบัญญัตินั้น มีบัญญัติว่าดี ว่าชั่ว นี่อย่าง นี้คู่หนึ่งแล้ว, หรือบัญญัติว่าเป็นบัณฑิตเป็นคนพาลอย่างนี้ก็คู่หนึ่งแล้ว, หรือว่า บัญญัติว่ายุติธรรมหรือไม่ยุติธรรมอย่างนี้ก็คู่หนึ่งละ, มีมากมายหลายสิบหลายร้อย หลายพันคู่เป็นคู่ ๆ ไปแล้วแต่จะบัญญัติ. อย่างนี้ไม่พูดเป็นคน, นาย ก. นาย ข.

น.123 ๑๑๗ นาย ค. นาย ง. เพราะมันสมมตมากเกินไป; เอามาจัดเป็นคนดีคนชั่ว เป็นคนพาล คนเป็นบัณฑิต คนมีธรรม คนไม่มีธรรม หรือแม้แต่จะบัญญัติว่าความยุติธรรม ความอยุติธรรมอย่างนี้ก็เหมือนกัน, มันเป็นเรื่องบัญญัติเท่าที่ภาวะอย่างใดอย่างหนึ่ง กิริยาอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างนี้ก็ยังดี ยังไม่หลงใหลมากยังไม่ยึดถือมาก; แต่ก็ไม่ใช่ หมดความยึดถือยังจะต้องไปต่อไปอีกไปจนถึงฉลาดกว่านั้น. แต่นี่เรากำลังพูดเรื่องว่า มายาอย่างบัญญัตินี้เป็นอย่างไร ? ที่ว่าทำไมเป็นมายาอย่างบัญญัติ ก็ขอให้เข้าใจว่า ดีกับชั่วนี้ ถ้าเมื่อกล่าวโดยสมมตหรือบัญญัตินี้มันต่างกันมาก จนใคร ๆ ก็อยากดีแล้ว ไม่อยากชั่ว แต่ว่าทำไมพระอริยเจ้าหรือพระอรหันต์จึงอยากอยู่เหนือนั้นขึ้นไปอีก คือ เห็นว่าทั้งดีทั้งชั่วนี้ยังไม่ไหว แม้จะดีอย่างไรก็ยังไม่ไหว ยังเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ บางอย่างบางประการอยู่. เราจะพ้นไปเสียจากดีจากชั่ว ก็เพราะว่ามองเห็นว่าดีกะชั่ว นี้มันเสมอกันอยู่ในลักษณะบางอย่าง เช่นที่พูดว่าเป็นคนดีแล้วต้องมีความทุกข์ ไปอีก แบบหนึ่งตามประสาคนดี เป็นคนชั่วก็ต้องมีความทุกข์ไปอีกแบบหนึ่งตามประสาคน ชั่ว เราไปดูซิ บางคนยังไปรักที่จะเป็นคนชั่ว จะได้มีความสนุกสนานไปตามประสา คนชั่วก็มี. เอาละทีนี้เราได้คนดีมาแล้ว ไม่อยากเป็นคนชั่วอยากเป็นคนดี อยาก มีความทุกข์ไปตามประสาคนดี มันก็ยังไม่ใช่ว่าพ้นจากความทุกข์โดยสิ้นเชิง ขอ ให้ ไปสังเกตคนที่เรียกกันว่าคนดีที่สุด มันก็ยังมีความทุกข์ตามประสาของคนดี ถ้า ว่าจะได้เป็นอย่างอื่นนอกจากนี้ จึงจะอยู่เหนือความทุกข์ โดยประการทั้งปวงอย่างนี้เป็น ต้น. ดังนั้นจึงบัญญัติเพียงว่าดีว่าชั่วนี้ยังไม่จริงแท้ มันยังไม่ได้ตรงกันข้ามอย่างนั้น โดยส่วนเดียว เพราะว่าในบางแง่ในบางกรณีมันยังเหมือนกันอยู่อีกเช่นว่ามันเป็นของ ที่เปลี่ยนแปลงได้ มันยังเป็นที่ตั้งแห่งความหลงรักหลงยึดถือเป็นความทุกข์ ได้อย่าง นี้เป็นต้น. ความเป็นพาลหรือเป็นบัณฑิตก็ทำนองเดียวกันอีก เพราะว่ามันยังมีเหนือ นั้นคือไม่เป็นอะไรเลย. ที่นี้สำหรับความเป็นธรรมหรือความยุติธรรมความไม่ยุติธรรม ในโลกนี้ ถ้าอาศัยการบัญญัติแล้ว ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาย่อมรู้ ได้เองว่ามันแล้วแต่ การบัญญัติ เช่นว่ากฎหมายนี้ ไม่ใช่ว่ามันจะตรงกันไปทุกชาติทุกประเทศ มันแล้วแต่ การบัญญัติตามความประสงค์ของคนส่วนหนึ่งๆ; แต่ว่าโดยส่วนใหญ่นั้นเราพูดได้ว่ามัน

น.124 ๑๑๘ ตรง ๆ กันนั่นแหละ แต่ไม่ใช่ว่ามันจะตรงเป็นอย่างเดียวกัน เช่นคดีหนึ่งถ้าตัดสิน ตามกฎหมายไทยก็ไปอย่าง ถ้าตัดสินตามกฎหมายอังกฤษหรือประเทศอื่นมันก็อาจจะ เป็นอย่างอื่นไปอย่างนี้เป็นต้น ฉะนั้นความยุติธรรมหรืออยุติธรรมอย่างโลกๆ นี้จึงเป็น เรื่องของบัญญัติ หรือถ้ามากกว่านั้นก็เป็นเรื่องของสมมตไป, นี้เห็นได้อย่างนี้. อาตมา เอาเรื่องนี้มาพูดนี่เพราะว่ามันจำเป็นในเบื้องต้นที่จะเป็นพื้นฐานสำหรับจะเข้าใจเรื่องที่ จะยาก ๆ ขึ้นไปตามลำดับ เป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่าย แต่ว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้อง เข้าใจ. ทีนี้อาตมาจะชี้ให้เห็นชัดโดยเปรียบเทียบต่อไปอีกว่า สมมติ กับบัญญัติ กับปรมัตถ์ต่างกันอย่างไร ? ถ้าอย่างสมมต เราสมมต เราต้องพูดคราวเดียวกันจึงจะ รู้เรื่อง เราสมมตว่านี่สะอาดแล้วนี่สกปรก นี่สมมติว่านี่สะอาดนี่สกปรกเป็นชั้นสมมติ. แต่ทีนี้ถ้าฉลาดกว่านั้นขึ้นไปอีกหน่อยหนึ่ง คือขั้นบัญญัติจะเห็นว่ามันสกปรกกันทั้ง ๒ อย่าง เหมือนอย่างจะเปรียบเทียบว่า อุจจาระ ปัสสาวะสกปรก แล้วก็น้ำหอมแป้ง หอมนี้สะอาด แต่ถ้าว่าจิตใจสูงไปกว่านั้น จะเห็นว่าทั้งแป้งหอมและน้ำหอมทั้งอุจจาระ ปัสสาวะมันก็สกปรก มันเป็นสกปรกไปหมดอย่างนี้ ถ้ามันดูกันในสายตาที่สูงขึ้นไป หน่อย. ที่นี้ถ้าสูงขึ้นไปอีกคืออย่างชั้นที่เป็นปรมัตถ์ สายตาของพระอรหันต์ อย่างนี้ จะเห็นว่ามันไม่สกปรกเลยทั้งสองอย่าง นี้มันไม่สกปรกเลย อุจจาระปัสสาวะก็ไม่ได้ สกปรก แป้งหอมน้ำหอมนั้นก็ไม่ได้สกปรก เพราะมันมองดูด้วยสายตาที่ฉลาดกว่านั้น จนเห็นว่าสะอาดหรือสกปรกนี้ไปว่าเอาตามสมมติ ว่าเอาตามความรู้สึกของคนที่ยังไม่ รู้อะไร ที่แท้มันก็เป็นเพียงสักว่าธาตุตามธรรมชาติ หรือถ้ากล่าวอย่างพวกวิทยาศาสตร์ ก็เป็นเพียงว่า ความแตกต่างระหว่างปริมาตรของไอระเหยที่ทำให้ทางนี้หอม ทางนี้ เหม็นอย่างนี้ คือว่าไอระเหยที่มาสัมผัสประสาทจมูกนี้เข้มข้นกว่ากันเท่านั้นเอง คือว่า บางหรือหนากว่ากันเท่านั้นเองอย่างนี้ก็ได้; แม้แต่ทางวิทยาศาสตร์ธรรมดาสามัญล้วนๆ สมัยนี้ ก็ยังพิสูจน์ว่าหอมกับเหม็นนี้มันยังเป็นสิ่งเดียวกัน แต่เป็นเพียงความบางหรือ

น.125 ๑๑๙ ความหนาของ Volatile คือสิ่งที่ระเหยได้ มากระทบที่ประสาทจมูกเท่านั้น. แต่ว่าพระ อรหันต์ท่านไม่เล็งกันในแง่วิทยาศาสตร์อย่างนี้ ท่านเล็งไปในแง่มันสักแต่ว่าธรรมชาติ ที่ไม่ควรยึดถือ ไม่ควรสนใจ ไม่ควรหลงใหลด้วยกันทั้งนั้น ไปหลงใหลเข้าแล้วโง่ ทั้งสองอย่าง. นี้ทำให้เราพูดได้ว่าในชั้นสมมตชาวบ้านธรรมดาสามัญนั้นมีหอมมีเหม็นอย่าง หนึ่ง; ทีนี้ถ้าฉลาดขึ้นมาอีกหน่อยก็เรียกว่าเหม็นทั้งสองอย่างแล้ว; ทีนี้ถ้าฉลาดขึ้นไป อีกก็ไม่มีหอมไม่มีเหม็นเลย อย่างนี้เป็นต้น. ถ้าท่านลองจับให้ได้แล้ว จะเห็นว่าสติ ปัญญาที่มองเห็นสมมต มองเห็นบัญญัติ มองเห็นปรมัตถ์มันต่างกันอย่างนี้ ในขั้น แรกเราได้รับคำสั่งสอนว่าอันนี้ปฏิกูลหรือสกปรก อันนี้ ไม่สกปรกเราก็เห็นด้วย เพราะ ว่าถ้าโง่ต่ำไปกว่านั้นอีก ก็จะไปหลงใหลแม้ในของที่สกปรกนั้นว่าไม่สกปรกก็ได้เหมือน กัน. ทีนี้มาสอนให้ฉลาดเพียงแต่ว่าสกปรกก็ว่ากันสกปรกไป สะอาดก็สะอาดไป แต่พอ มาสูงเข้าไปอีกแหม..มันน่าเกลียดทั้งสองอย่างเลย ถ้าสูงไปอีกมันไม่มีสะอาดไม่มีสกปรก เลยอย่างนี้. นี้เรียกว่าความแตกต่างระหว่างจิตใจของบุคคลธรรมดาสามัญที่เรียกว่า ปุถุชนนี่พวกหนึ่ง, แล้วก็พวกที่เป็นบัณฑิตเป็น “กัลยาณปุถุชน" นี่พวกหนึ่ง, แล้ว ก็พวกที่เป็นพระอริยเจ้าหรือพระอรหันต์ก็อีกพวกหนึ่ง. ท่านมองดูสิ่งทั้งหลายทั้งปวง นี้ผิดกัน ผิดกันมากอย่างมองดูของสะอาดของสกปรกนี้ พวกปุถุชนก็แยกเป็นสะอาด เป็นสกปรก ยึดมั่นถือมั่นกันไปตามเรื่องตามราว จนกระทั่งว่าขันล้างเท้านี้เอามาตัก น้ำรดศีรษะไม่ได้ อย่าว่าแต่ว่าขันใช้ล้างส้วม อย่างนี้เป็นต้น เพราะมันมีความยึดมั่น ถือมั่นในเรื่องสะอาด สกปรก สูง ต่ำ แล้วแต่เขาจะยึดถือ; แต่ถ้าฉลาดขึ้นมาก็จะ เห็นว่ามันเป็นเรื่องโง่ จนกระทั่งเห็นว่าขันที่ใช้ล้างส้วมกับขันที่ใช้ล้างเท้าหรือขันที่ใช้ ตักน้ำกินอย่างนี้ ถ้าว่ามันเหมือนกันก็เหมือนกันซิ. มันไม่ได้เป็นขันเลวขันดีขันชั่วไป ตามที่ว่ามันไปถูกใช้อย่างไร เว้นไว้แต่ว่ามันจะไปสกปรกด้วยสิ่งของนั้น จึงจะเรียก ว่ามันไปสกปรกด้วยสิ่งนั้น แต่ถ้าเมื่อสิ่งนั้นถูกมองเห็นเป็นของธรรมดาไปมันก็หมด

น.126 ๑๒๐ ความสกปรกไปอีก. ความยึดมั่นถือมั่นอย่างนี้ ทำนองนี้ท่านเรียกว่า "ลีลัพพตปรามาส" และเป็นข้อแรกอยู่ในพวกแรกที่ว่าจะต้องละแล้วจึงจะเป็นพระอริยบุคคล. ขอให้เข้าใจในข้อที่เรียกว่าสมมติ บัญญัติ ปรมัตถ์ ไว้อย่างนี้ ความเป็นมายาหลอกลวงพรางตาเรียกว่าเป็นมายา คือเท็จนี่ มันมีได้ทั้งอย่างสมมติ มีได้ทั้งอย่างบัญญัติอย่างปรมัตถ์อย่างนี้ แล้วของจริงก็เป็นอย่างเดียวกัน จริงอย่างสมมตก็มี จริงอย่างบัญญัติก็มี จริงอย่างปรมัตถ์ก็มี. ทีนี้ เหมือนกับที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ที่พูดว่าจริงอย่างสมมติก็คือ –นาย ก. นาย ข. นาย ค. มีอยู่ในโลกจริง นี่จริงอย่างสมมติ; ท่านคนนี้ชื่อนี้ มันก็จริงอย่างที่สมมติ ปฏิบัติหน้าที่อะไรในนามนี้ในชื่อนี้ แต่พอมาดูอย่างบัญญัติมันก็เป็นเรื่องว่าเขาตั้งชื่อให้เขาสมมตให้ ข้างในมันเป็นกลุ่มธาตุ ขันธ์ อายตนะ เหมือนกันหมด; แต่ว่ามันยังบัญญัติได้ว่า เป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม อากาศธาตุวิญญาณธาตุ เป็นตาหูจมูกลิ้น กายใจ เป็นส่วนต่าง ๆ ไปตามชื่อนั้น ๆ ยังแตกต่างกันอยู่อย่างนี้. ทีนี้จะฉลาดอย่างไรต่อไปอีกจึงจะเห็นว่านั่นก็ยังมายาอยู่ นี่ก็ได้แก่การมองเห็นชัดลงไปอีกชั้นหนึ่งว่า จะเป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม จะเป็นตา หู จมูก ลิ้น กายใจ เนื้อหนังเอ็นหรืออะไรก็ตาม หรือจะแยกเป็นบัญญัติอย่างไรก็ตาม แต่ละอย่างยังเสมอเหมือนกันตรงข้อที่ว่ามันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และสุญญตา. ท่านควรจะจำคำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ๓ คำนี้ไว้ให้เป็นหลัก เพราะว่ามันจะต้องใช้มากทีเดียว; อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ๓ อย่างนี้เขาเรียกว่าลักษณะ ๓ อย่างของสังขารทั้งปวง คือของสิ่งทุกสิ่ง ลักษณะ ๓ อย่างของสิ่งทุกสิ่ง; เรียกว่าไตรลักษณ์ก็เรียก เรียกว่าสามัญลักษณะก็เรียก คำว่าอนิจจังแปลว่า มันไหลเรื่อยเปลี่ยนแปลงเรื่อย, ถ้าเป็นธาตุดินก็มีความเปลี่ยนแปลงเรื่อย, เป็นธาตุน้ำก็เปลี่ยนแปลงเรื่อย,

น.127 ๑๒๑ ธาตุไฟก็เปลี่ยนแปลงเรื่อย, ธาตุลมก็เปลี่ยนแปลงเรื่อย, วิญญาณธาตุก็เปลี่ยนแปลงเรื่อย, อากาศธาตุก็เปลี่ยนแปลงเรื่อย แล้วแต่สิ่งที่เข้าไปเกี่ยวข้องแวดล้อมสัมพันธ์. อนิจจังแปลว่า เปลี่ยนแปลงเรื่อยหรือไหลเรื่อยเปื่อยไม่มีหยุด; คำว่าไหลในที่นี้หมายถึงเปลี่ยนแปลงกระแสของความเปลี่ยนแปลงนี่เองเรียกว่าไหล; คำว่าอนิจจังแปลว่าไม่เที่ยง ศัพท์แปลว่าไม่เที่ยง, แต่ความหมายของมันก็คือว่าเปลี่ยนแปลงเรื่อยไหลเรื่อย. ลักษณะนี้เป็นลักษณะที่เห็นได้ ไม่สู้ยาก เพราะฉะนั้นจึงมีผู้เห็นอนิจจังนี้มาก่อนพระพุทธเจ้าหรือพ้องสมัยเดียวกันกับพระพุทธเจ้าก็มี. เราไม่บัญญัติคำสอนเรื่องอนิจจังนี้ว่าเป็นของพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะ เพราะว่าศาสนาอื่นก็ยังมี ก่อนพระพุทธเจ้าก็ยังมีคนรู้จักพูดเรื่องอนิจจังอยู่แล้ว แม้จะไม่ลึกซึ้งเท่าก็มีคนพูดอยู่แล้ว. แม้แต่ในปรัชญาปัจจุบันที่เขามีกล่าวไว้ก็กล่าวถึงชาวกรี๊ก นักปรัญชาเมธีกรี๊กบางคนก็ได้พูดถึงเรื่องอนิจจังนี้พ้องสมัยกันกับพระพุทธเจ้า ห่างกันไม่กี่มากน้อยอย่างนี้ก็มี. ที่เรียกว่าลัทธิ "แพนทาเร" ของเฮรัคคีตัส พ้อง ๆ สมัยกันกับพระพุทธเจ้า ไม่ต้องพูดถึงแต่ในอินเดียแห่งเดียว แม้แต่นอกประเทศอินเดียนอกชมพูทวีปไปก็ยังมี. ทีนี้เป็นอันว่าทุกสิ่งมันจะถูกบัญญัติว่า ดีชั่ว สูงต่ำ คำขาว บัณฑิต พาล อย่างไรก็ตาม มันยังอนิจจังเหมือนกันหมด, ที่นี้มันยังทุกขังเหมือนกันหมด. คำว่า ทุกขัง นี้แปลว่าน่าเกลียด ถ้าเราจะแปลทุกขังว่าเป็นทนทุกข์ทรมานนี้ยังไม่ถูกตรงแท้ เพราะว่ามันไม่อาจจะใช้ได้กับบางสิ่งซึ่งไม่แสดงอาการทุกข์ทรมาน เช่นก้อนหิน ก้อนดิน ไม้ไร่ อย่างนี้มันไม่มีชีวิตจิตใจ. ดังนั้น คำว่าทุกขังที่ถูกแปลว่าดูแล้วน่าเกลียด อาการที่ทนทุกข์ทรมานอยู่ก็ตาม ดูแล้วน่าเกลียด อาการที่ ไหลเรื่อยอยู่ก็ตาม ดูแล้วน่าเกลียด. ได้กล่าวเมื่อวันก่อนแล้วว่า ทุกขังมี ๒ ความหมาย. "ทุ" แปลว่า น่าเกลียด "ขัง" แปลว่าเห็น "อิขะ" นี่แปลว่าเห็น "ขะ" แปลว่าเห็น ทุกขังแปลว่าดูแล้ว หรือเห็นแล้วจะรู้สึกว่าน่าเกลียด. น่าเกลียดตรง

น.128 ๑๒๒ ไหน ? น่าเกลียดตรงที่เป็นมายา พรางตา ไหลเวียนเรื่อย ทำความทุกข์ ให้แก่ผู้ที่เข้าไปยึดว่านี่ของเรา, ทุกสิ่งเป็นทุกขังคือน่าเกลียดทั้งหมด. ทีนี้ทุกสิ่งเป็น อนัตตา หมายความว่าไม่มีอะไรที่จัดเป็นตัวตนได้ อย่า แปลว่าไม่มีตัวตนเฉย ๆ จะเข้าใจผิด แล้วอย่าไปบอกว่าไม่มีอะไรเลยอย่างนั้นไม่ได้ จะแปลว่าไม่มีอะไรเลยนี้มันผิดอย่างยิ่ง มันเพียงแต่ว่าไม่มีอะไรเลยที่ควรถูกเรียก ว่าเป็นตัวตน ร่างกายนี้ก็ ไม่ควรถูกเรียกว่าเป็นตัวตน จิตใจแท้ ๆ นั้นก็ไม่ควร ถูกเรียกว่าเป็นตัวตน ; มันก็หมดกันเท่านั้น เพราะมันไม่มีอะไรมากไปกว่า รูปธรรม และนามธรรม ทุกอย่างมันมีได้ จะมีกี่อย่างกี่ร้อยก็ได้ แต่ไม่มีอะไรสักอย่างเดียวที่เป็น " อัตตา" คือเป็นตัวตน. ทีนี้เมื่อว่าตนก็ไม่มีเสียแล้ว แล้วของ ๆ ตนจะมีอย่าง ไรได้ มันจึงปฏิเสธหมดทั้งตัวตนและทั้งของตน. ทีนี้ทำไมเรารู้สึกว่าตัวตน ทำไม จึงรู้สึกว่ามีเรา ผู้ทำ ผู้พูด ผู้คิด อย่างนี้ นี่เพราะว่าความไม่รู้ ความไม่รู้ความจริง ของสิ่งนี้คือความไม่รู้ความจริงอย่างปรมัตถ์. จิตใจนั้นเองยังโง่อยู่ ยังหลงอยู่ ยังต่ำ อยู่ ยังถูกห่อหุ้มมืดมัวอยู่ จนเกิดความรู้สึกว่ามีตัวมีตนได้เองตามอำนาจของสัญชาต- ญาณ คือความรู้สึกที่เกิดได้เอง เราเรียกว่า สัญ-ชา-ตะ-ญาณ ความรู้ที่เกิดขึ้นมา ได้เองตามธรรมชาติ เป็นอันให้แน่ใจเสียว่าความรู้ที่เกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาตินั้นไม่ ถูกต้องเสมอไป และจะไม่ถูกต้องเป็นส่วนใหญ่ เพราะว่ามันยังเต็มอยู่ด้วยความไม่รู้ หรืออวิชชา เหมือนกะว่าดอกไม้ที่แรกเกิดขึ้นนี้มันยังไม่เบิกบาน มันยังหุบอยู่ ยัง ตูมอยู่ อะไรทำนองนี้ มันก็ผิดกันกับดอกไม้ที่เบิกบาน ถ้าจิตนี้ยังไม่ได้รับการศึกษา อบรมให้ถูกวิธีมันก็ยังไม่เบิกบาน จิตนี้ก็ยังจะต้องหลงไปว่ามีตัวตนไปก่อน ต่อเมื่อ ใดมีความเข้าใจถูกต้องถึงที่สุดแล้วจึงจะรู้ว่า อ๋อ...มันก็มีแต่สิ่งต่าง ๆ ไปตามธรรมชาติ; ไหลเวียนไปตามธรรมชาติ, เปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ, เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ตั้งอยู่ตามธรรมชาติ, ดับไปตามธรรมชาติ. ไม่มีแง่ไหนไม่มีความหมายอันไหนที่น่า

น.129 ๑๒๓ รัก น่ายึดถือ น่าหลงใหลเลย แต่แล้วความโง่นี้เข้าไปรักเอง ไปหลงใหล ไปยึดถือ แล้วก็รู้สึกมั่นหมายว่าเป็นตัวตนหรือเป็นของตนขึ้นมา; ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่าทุกสิ่ง แม้จะบัญญัติไว้ว่าอย่างไรก็ตาม เป็นกี่พวกกี่อย่างก็ตาม มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เสมอกันหมด. ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วก็เรียกว่าเราเห็นจริง เห็นความจริงโดยปรมัตถ์ ไม่ใช่จริงอย่างสมมติ ไม่ใช่จริงอย่างบัญญัติ แต่เป็นความจริงอย่างปรมัตถ์ เห็นว่า ทุกสิ่งเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเสมอกัน. ทีนี้ถ้าจะจริงอย่างยิ่งอีกทีหนึ่ง ซึ่งจะเรียกว่าปรมัตถ์อย่างยิ่งขึ้นไปอีกอภิ- ปรมัตถ์ทำนองนั้น เป็นอภิปรมัตถ์, อาตมาเรียกเอาเอง ปรมัตถ์แล้วก็ยังมีปรมัตถ์ อย่างยิ่งเป็นอภิปรมัตถ์ ที่ว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไปพูดเป็นตั้ง ๓ อย่างนี้มัน มากไป; พูดอย่างเดียวพอแล้ว คือว่า "ว่าง" ทุกอย่างว่าง, ก็คือว่างจากตัวตนนั่นเอง ว่างจากสิ่งที่ควรยึดมั่นถือมั่น คำว่า " ว่าง " นี้เข้าใจยากที่สุดของคำบัญญัติเหล่านี้ ชาว บ้านชาววัด ต่อให้ชาววัด อุบาสก อุบาสิกาก็ยังเข้าใจคำว่า "สุญญตา" หรือความว่าง นี้ไม่ถูก แกว่าว่างไม่มีอะไรเลย ว่างสูญเปล่าหมด อย่างนี้แล้วก็กลัว หรือกลัวว่า ว่างแล้วแกก็จะพลัดตกลงไปลิ่ว ๆ ๆ ลงไป เหมือนกะไม่มีที่เกาะที่ยึด นี้แกกลัว เลย ไม่กล้าสนใจเรื่องความว่าง ไม่กล้าศึกษาเรื่องความว่าง และไม่กล้าปรารถนาความว่าง ทั้ง ๆ ที่ปากของแกก็ท่องอยู่ว่า "นิพฺพานํ ปรมํ สุญฺญํ, นิพพานเป็นของว่างอย่าง ยิ่ง" หรือว่าว่างอย่างยิ่งนั่นแหละ คือนิพพาน แล้วก็พูดว่าปรารถนานิพพาน แต่ใจ นั้นกลัวความว่างไม่ปรารถนาความว่างเลย เพราะเหตุที่ว่าไม่รู้ความหมายของคำว่า ว่าง. เพราะฉะนั้นขอให้ท่านนักศึกษาทั้งหลายพวกเรานี้ เริ่มเข้าใจให้ถูกเสียแต่เดี๋ยวนี้ อย่าให้ตกอยู่ในสภาพที่น่าหัวเราะเยาะอย่างยิ่งอย่างนั้น เพราะเหตุว่าเรามีการศึกษา ขนาดนี้แล้วย่อมอยู่ในฐานะที่จะเข้าใจได้ เราให้อภัยแก่คุณตา คุณยาย ถ้าหากว่าแก จะเข้าใจ ไม่ได้ เพราะว่าการศึกษาไม่พอ พื้นการศึกษาไม่พอ ก็ยากที่จะเข้าใจอยู่ เหมือนกัน.

น.130 ๑๒๔ ฉะนั้น เราต้องเข้าใจให้ได้ว่า ที่ว่าพุทธศาสนาถือว่าสิ่งทั้งปวงว่างนั้น ก็คือ ว่างจากตัวตน ว่างจากความหมายแห่งความมีตัวตนนั้นเอง, เพราะคำว่าตัวตน ที่แท้จริงมันเป็นเพียงความหมายมันเท่านั้น เราไม่พูดว่านี้ว่างโดยไม่มีของแข็งที่เป็น ธาตุดินหรือธาตุอะไรที่เป็นไม้เป็นเนื้อไม้ขึ้นมาอย่างนี้ เราไม่ได้ปฏิเสธว่าไม้นี้ ไม่- ได้มีอยู่ หรือธาตุดินนี้ ไม่ได้มีอยู่ ไม่ได้ปฏิเสธ; แต่ว่าในนี้ทั้งหมดนี้ไม่มีส่วนไหน ที่ควรยึดถือว่าตัวตน จึงถือว่าว่าง หรือว่าถ้าจะดูอย่างแง่วัตถุ มันก็ดูว่างตรงที่ว่ามัน มีแต่การเปลี่ยนแปลงเรื่อย ในนี้มีความเปลี่ยนแปลงเรื่อย หรือว่าเมื่อหลายร้อยปีมา แล้วไม้ชิ้นนี้ก็ไม่ได้มีอยู่ในโลก ต้นไม้ที่เป็นกำเนิดของไม้ชิ้นนี้ก็ไม่ได้มีอยู่ในโลก แล้วอีกไม่กี่ร้อยปีกี่พันปีมันก็จะไม่ได้มีอยู่ในโลกอีกอย่างนี้เป็นต้น มีแต่ความไหล เรื่อยอย่างนี้ ต้องดูให้ลึกซึ้ง จึงจะเห็นว่าว่างจากตัวตนที่แท้จริง ที่ถาวร จึงมีแต่ เพียงตัวตนที่เป็นมายาหลอก ๆ อยู่ชั่วครู่ชั่วเวลาเท่านั้น นี่คำว่าว่างของวัตถุทั้งหลาย เป็นอย่างนี้. ที่นี้ถ้าว่างสำหรับจิตใจก็เหมือนกัน จิตนี้ที่คิดนึกได้ นี้ก็ยังเป็นความว่าง เพราะเป็นเพียงความไหลเวียนเปลี่ยนแปลงไปของธาตุ ที่เรียกว่าธาตุจิตหรือธาตุ วิญญาณเท่านั้นเอง มันมีอยู่อย่างเดียวเช่นเดียวกับไม้นี้ยังมีอยู่นี่แต่ไม่ใช่ตัวตน มันก็ เป็นอะไรแล้วแต่จะเรียก ถ้าเรียกอย่างสมมติเราก็เรียกนี้ว่าโต๊ะหรืออะไรก็แล้วแต่ จะ เรียกกันเดี๋ยวนี้ว่าโต๊ะตัวนี้ แต่ถ้าเรียกอย่างบัญญัติเราไม่อาจจะเรียกว่าโต๊ะ เราก็เรียก ว่าธาตุดินหรือธาตุอะไรก็ตามเถิด มันคุมกันอยู่ในลักษณะอย่างนี้เรียกว่าธาตุดิน หรือ ไม้ หรือเรียกว่าไม้ก็ยังไม่เรียกว่าโต๊ะแล้ว เรียกว่าโต๊ะก็ผิดกว่าที่จะเรียกว่าไม้แล้ว; ที่เรียกว่าไม้นี้ยังลดลงไป ได้อีกว่า มันเป็นสักแต่ว่าธาตุดิน แต่ถ้าว่ามองเห็นฉลาดยิ่ง ขึ้นไปอีก มันจะไม่รู้สึกว่าเป็นโต๊ะหรือเป็นไม้หรือเป็นธาตุดิน แต่จะมองเห็นไปว่า มีแต่ธรรมชาติที่ไหลเรื่อย คือเปลี่ยนแปลงเรื่อย แล้วเมื่อเปลี่ยนแปลงเรื่อยไม่มีตัว ตนตรงไหนที่เรียกว่าว่าง จึงดูโต๊ะนี้ทั้ง ๆ ที่เห็นเป็นรูปร่างอย่างนี้เป็นความว่าง หรือ เป็นของว่างไปอย่างนี้เรียกว่าเห็น "สุญญตา" มีผลคือทำให้เราไม่หลงรัก, ไม่หลง ยึดถือ; ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดเรื่องเกิดราวต่างๆ เพราะความรักและความยึดถือ.

น.131 ๑๒๕ ทีนี้ในโต๊ะนี่มันยังง่าย, ง่ายมาก ลองมาในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่น่ารักน่าพอใจในบุตร ภรรยา สามี ลองดูซิ มันจะเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นว่างอย่างโต๊ะนี้ได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นมันต้องการความฉลาดอย่างยิ่ง, ความรู้ ที่เป็นอิสระจากความโง่ความหลงอย่างยิ่ง, มันจึงจะสามารถมองเห็นทุกสิ่ง ทั้งที่ เป็นรูปธรรมและนามธรรม ทั้งที่เป็นคนเป็นสัตว์เป็นอะไรต่าง ๆ เป็นเพชร พลอย แก้วแหวนเงินทองทั้งหมดทั้งสิ้น เป็นความว่างไปได้. เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นได้ว่า มายานี้ มายาหรือสิ่งพรางตา สิ่งหลอกลวงนี้ก็มีอยู่เป็นชั้น ๆ มายาอย่างสมมติ มายา อย่างบัญญัติ มายาอย่างปรมัตถ์. ที่นี้ถ้าพูดกันในแง่จริงไม่มายา มันก็มีจริงอย่างสมมต จริงอย่างบัญญัติ จริงอย่างปรมัตถ์ เราระวังให้ดีอย่าให้ไปหลงในเรื่องอย่างนี้ จิตใจ ของเราจึงจะเป็นอิสระ ที่เรียกว่า สะอาด สว่าง สงบ หรือเบิกบาน รู้อยู่, ตื่นอยู่, ไม่หลงไหล นี่พุทธศาสนามุ่งหมายจะสอนเรื่องไม่ให้หลงในมายานี้ทั้งอย่างสมมติ อย่างบัญญัติ อย่างปรมัตถ์ . ทีนี้มันมีที่ละเอียดมากขึ้นไปอีกว่า แม้ว่าตัวเองรู้เรื่องไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ว่างแล้วละ ยังสำคัญว่าเรารู้อยู่อีก อย่างนี้มันก็เรียกว่ายังไม่ถึงที่สุด. มันต้องให้ว่า เราผู้รู้นี้ก็ว่างไปด้วย ถ้าเห็นสิ่งเหล่านี้ทุกสิ่งภายนอกเราว่างไป อย่างไร ก็ต้องเห็นภายใน คือตัวเรา ตัวฉัน ตัวจิตที่ผู้รู้ผู้นึก นี้ว่างอย่างเดียว กันด้วย มันจึงจะว่างหมด มันว่างหมดทั้งภายนอกและภายในคือว่างหมดนั่นเอง พอว่างอย่างนี้แล้วมันไม่มีอะไรจะพลัดตกลิ่ว ๆ ๆ ๆ ๆ อย่างที่ยายแก่กลัวนั้น ถ้าว่าง แล้วตัวฉันก็ตกลิ่ว ๆ ๆ ๆ ไม่มีที่เกาะที่ยึดเลยเพราะว่าตัวฉันเองมันก็ว่าง เมื่อว่างแล้ว มันก็ไม่ตก ไม่มีการตกไปที่ไหน ฉะนั้นจึงไม่น่ากลัวอะไรเลย ความว่างมันมีแต่จะทำ ให้หมดเรื่องราวที่เป็นทุกข์ทั้งนั้น นี่คือความมุ่งหมายของพุทธศาสนาที่สอนให้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และสุญญตา คือความว่าง.

น.132 ๑๒๖ เรามองกันให้เห็นตามที่ได้เคยบรรยายมาแล้วว่า ความทุกข์นี้เกิดมาจาก ความยึดถือ ยึดมั่นถือมั่นว่าเรา ว่าของเรา, ความยึดถือจะมีเต็มที่ในสิ่งที่สมมติ เพราะ ว่าสิ่งใดที่เป็นสิ่งสมมต สิ่งนั้นสมมตด้วยความยึดถือทั้งนั้น สมมตจึงเกิดมาจากความ ยึดถือและอาศัยความยึดถือ สมมตว่านาย ก. นาย ค. ผู้หญิง ผู้ชาย สมมตว่าสามี ภรรยา สมมตว่าทุกอย่างแล้วแต่จะสมมต มันต้องอาศัยความยึดถือจึงจะมีสมมติขึ้นมา จึงว่าสมมตนี้อาศัยความยึดถือ. ทีนี้บัญญัตินี้มันอาศัยความยึดถือเพียงครึ่งเดียว มันยังไม่อาจจะละได้หมด แต่มันก็ละได้บ้าง เพราะฉะนั้นมันจึงอาศัยความยึดถือเพียงครึ่งเดียว จึงมาติดอยู่ว่า นี่ก็ยังเป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลมธาตุอะไรอยู่นี่ ท่านจะสังเกตเห็นได้ว่าความ ยึดถือมันหายไปสักครึ่งหนึ่งได้ คือว่าไม่ยึดถือว่าคน ว่าสัตว์ ว่าหญิง ว่าชาย ว่าผู้ ว่าเมียอะไรแล้ว แต่มายึดถือว่า ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม อยู่. พอฉลาดขึ้นไปอีกมันหมดความยึดถือ; ทีนี้ไม่มีละ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่พูดถึงแล้ว มองเห็นแต่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือว่างเท่านั้น อย่างนี้มันหมด ความยึดถือ คือมีความยึดถือเต็มที่, มีเหลือครึ่งหนึ่ง, ที่นี่หมดเลยอย่างนี้. เพราะฉะนั้นท่านต้องรู้ว่าความจริงมันมีอยู่อย่างยึดถือเต็มที่ก็มี, ครึ่งยึดถือ ก็มี, หมดยึดถือเลยก็มี. ฉะนั้นของหลอกก็เหมือนกัน หลอกโดยที่ยึดถือเต็มที่ก็มี ไปหลงเอานั่นเต็มที่ แล้วหลอกอย่างยึดถือครึ่งหนึ่ง แล้วหลอกอย่างไม่ยึดถือเลย ก็ หมายความว่าเราไปหลงเอาว่างนั้นว่ามีตัวมีตนขึ้นมาอีก; นี้มันได้แก่คนที่เพียงแต่สักว่า ได้ยินได้ฟังแล้วก็เห่อ ๆ ตาม ๆ กันไป ได้ยินได้ฟังเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรื่องความว่าง เรื่องนิพพาน แล้วก็ยึดทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าอะไรอย่างนี้ มันจึงเป็นเรื่อง หลอกได้เหมือนกัน มันยึดถือ, ยึดถือเข้าที่ความไม่ยึดถือนั่นเอง. เพราะเขาไม่รู้จัก ความไม่ยึดถือ แต่หลงบูชาความไม่ยึดถือ แล้วก็ยึดในทางไม่ยึดถือ. นี่เรียกว่าได้ชี้

น.133 ๑๒๗ ให้เห็นมายาและของจริงซึ่งมีอยู่เป็นสองฝ่ายอย่างนี้ แต่ว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ว่าพุทธ- ศาสนาต้องการจะให้แทงตลอดมายา คือให้รู้ตลอดมายา อย่าให้หลอกลวงอยู่ได้. เพื่อให้ท่านนักศึกษาเข้าใจง่าย อยากจะชี้อีกแง่หนึ่งว่าสิ่งที่เรียกว่าของจริง หรือความจริงกับความยึดถือนั้น ไม่จำเป็นจะต้องเป็นอันเดียวกัน, คือหมายความว่า ความยึดถือนั้นมีได้แม้ในของที่ไม่จริง; ดังนั้นเรื่องตัวตน ความเข้าใจว่ามีตัวมีตน จึงเกิดขึ้นได้ทั้งที่ ไม่มีตัวจริงและของจริง. จะเข้าใจง่ายด้วยการยกตัวอย่างอีก เช่นเคย เหมือนอย่างว่าแม่รักลูก ว่านี่ลูก แล้วก็รักอย่างหัวแก้วหัวขวัญอย่างนี้ ความรักว่าลูก ความสำคัญว่าลูกนี้เป็นเรื่องขั้นสมมติอย่างยิ่งแล้วไม่ใช่ความจริง; พิสูจน์ได้ง่าย ๆ อย่างนี้ตรงว่า แม่คนนี้คลอดบุตรออกมาแล้วถูกสับเปลี่ยนเสียโดยแก ไม่รู้สึก เมื่อแกกำลังคลอดมาใหม่ ๆ กำลังสลบอยู่ หรือกำลังอะไรอยู่ก็ตาม เขา สับเปลี่ยนลูกแล้วแกก็คิดว่าเด็กปลอมคนนี้เป็นลูกของแก แกก็จะต้องรักอย่างหัวแก้ว หัวแหวนเหมือนกะลูกของแกจริง ๆ นี่จึงพิสูจน์ว่า ความจริงกับความยึดถือนั้น ไม่ ใช่อันเดียวกัน มันยึดถือได้ในแม้ของที่ไม่จริง ลูกคนนี้เป็นอย่างไรแกก็จะต้อง ยึดมั่นถือมั่นมาก ถ้าลูกคนนี้ถูกฆ่าตายแกก็เหมือนจะตายไปด้วยอย่างนี้. ทีนี้อีกทีหนึ่ง ลูกจริงของแกคนนั้น ที่เขาขโมยไปเสีย เผอิญวันหนึ่งมันมาหาแก แกก็ไม่ ได้รักมัน ไม่ได้ยึดถือมันทั้ง ๆ ที่เป็นลูกจริง นี่ก็แปลว่าความจริงกับความยึดถือ มันคนละอันอยู่เรื่อย. ที่นี้สมมติว่าลูกจริงคนนั้นมันถูกฆ่าตายต่อหน้าแก แกก็ไม่ เดือดร้อนอย่างลูกแกถูกฆ่าตาย อย่างมากแกก็จะพุทโธ่สักคำอย่างธรรมเนียมชาวบ้าน แต่ถ้าลูกปลอมของแกนั้นถูกฆ่าตายซิ แกก็แทบจะตายไปด้วยอย่างนี้ จึงว่าความ ยึดมั่นถือมั่นหรืออุปาทานนี้ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นความจริง ความยึดมั่นถือมั่นมีได้แม้ ในสิ่งที่ไม่จริง มันมีสมมติเท่านั้นว่าลูก มีสมมติเท่านั้นว่าแม่ ไม่ใช่ของจริง นี่คือสิ่ง พิสูจน์ว่าสมมตินั้นไม่ใช่ของจริง ส่วนบัญญัตินั้นก็เป็นครึ่งจริง. ต่อเมื่อไม่มีความยึดมั่น ถือมั่นใด ๆ นั้นแหละมันจึงจะไม่มีความทุกข์ และเมื่อไม่ได้บัญญัติว่าอะไรเป็นอะไร

น.134 ๑๒๘ ไม่ได้สมมติว่าอะไรเป็นอะไร มันก็จริง ทีนี้มันก็จริงไปทุกอย่างเพราะไม่ได้บัญญัติหรือสมมติ. ทีนี้เราก็เหมือนกัน เราทุกคนนี้เราได้รักอะไรเหมือนกะแม่รักลูกบ้าง เราได้ยึดมั่นอะไรอยู่เหมือนกะที่แม่ยึดมั่นในลูกบ้าง. ที่เรียกว่ารักโลก รักรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ในโลก ยึดมั่นในโลก, ยึดมั่นในโลกียธรรมอย่างนี้ ถ้าเรียกตามภาษาวัด ภาษาศาสนา เรากำลังหลงรักในสิ่งที่น่ารัก; กำลังหลงเกลียดในสิ่งที่น่าเกลียด เราอาจจะหลงรักในสิ่งที่ไม่ควรหลงรักเลย เช่นเดียวกะที่ว่าแม่คนนี้ ไปหลงรักลูกที่ปลอมอย่างนี้เป็นต้น. เดี๋ยวนี้เราก็รัก รักโลกทั้งปวงนี้ ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวงนี้เสียอย่างแน่นแฟ้นเหมือนกับแม่รักลูก ยึดมั่นในลูกทำนองนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็เรื่องลาภสักการะ ทรัพย์ สมบัติ เกียรติยศ ชื่อเสียง ไมตรี อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ที่เป็นทางมาของ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส หรือสุขเวทนานั่นเอง เราจึงยึดถือมากขึ้น ๆ นี้เรียกว่ามายาที่เราต้องรู้จัก. จำคำว่า "มายาที่เราต้องรู้จัก" ไว้ให้ได้แล้ว ก็จะเป็นเครื่องป้องกันได้มาก. ทีนี้อาตมาอยากจะแนะให้เห็นเสียเลยว่า ความหลงใหลในเรื่องนี้มันมีได้ในทุก ๆ กรณี แม้ในกรณีที่เป็นสิ่งที่เรานับถือบูชา. ถ้าหากว่าเราไม่เข้าถึงความจริงของสมมต บัญญัติ อะไรเหล่านี้ แล้วเราจะไม่ได้รับประโยชน์จากธรรมะ เหมือนอย่างว่าเราจะหยิบเรื่องพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขึ้นมาวินิจฉัย. พระพุทธเจ้าโดยสมมตเป็นอย่างไร, พระพุทธเจ้าโดยบัญญัติเป็นอย่างไร, พระพุทธเจ้าแท้จริงเป็นอย่างไร, นี่เราจะต้องรู้ถึงขนาดนั้น ก็เหมือนกะนาย ก. นาย ข. นาย ค. นาย ง. เป็นเรื่องสมมติ; เพราะฉะนั้น คำว่าพระสิทธัตถะหรืออะไรอย่างนี้ก็ต้องเป็นเรื่องสมมตเหมือนกัน ชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งมีนามว่า สิทธัตถะ อย่างนี้ ถ้าเป็นพระพุทธเจ้า ถ้าจะไปยึดว่าบุคคลนั้นเป็นพระพุทธเจ้า ก็เป็นพระพุทธเจ้าอย่างสมมต หรือว่าถ้ายิ่ง

น.135 ๑๒๙ ไปยึดเอาพระพุทธรูป, พระพุทธรูปในโบสถ์อย่างนี้เป็นพระพุทธเจ้า อย่างนี้ยิ่งแล้วใหญ่เลย ยิ่งเป็นสมมตมากออกไปอีก สมมตข้างนอกมากออกไปอีก ถึงแม้ว่าเราจะไปบัญญัติเอาร่างกายของท่าน จะเอาธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม กลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นองค์พระสิทธัตถะ หลังจากบวชแล้วและตรัสรู้แล้วนั้น ตรัสรู้แล้วด้วยว่าเป็นพระพุทธเจ้า นี้ก็ยังไปยึดถูกบัญญัติ ถูกมายาขั้นบัญญัติ ว่าหัวใจของท่านนั้นเป็นพระพุทธเจ้าเลยอย่างนี้ มันก็ไปหลงยึดถูกส่วนที่เป็นบัญญัติว่าพระพุทธเจ้า แต่ค่อยยังชั่วหน่อยกว่าที่ไปยึดเนื้อหนัง เปลือกนอก ว่าเป็นพระพุทธเจ้า ไปยึดที่ใจค่อยยังชั่วหน่อย. ถ้าจะให้เป็นเรื่องจริง. เป็นเรื่องแท้จริง เราจะต้องรู้ว่าอะไรที่มีอยู่ในใจนั้น ภาวะอย่างไรที่มีอยู่ในใจนั้น เราจะพบว่า: ภาวะที่เป็นความรู้แจ้งเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา; หรือว่าภาวะที่เป็นผลคือปราศจากกิเลส ไม่มีกิเลสโดยสิ้นเชิง; หรือว่าภาวะที่เป็นความสะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุดทำนองนี้ เป็นพระพุทธเจ้าอย่างนี้ยังถูกกว่า. ถ้าถูกกว่านี้ไปอีกคือ ถูกถึงที่สุดก็คือว่าความว่างนั้นแหละเป็นพระพุทธเจ้า ว่างจากตัวตนโดยสิ้นเชิง ซึ่งมีอยู่ในหัวใจนี้ ความว่างนั้นเป็นพระพุทธเจ้าที่แท้จริง แล้วเราเองก็อาจจะเป็นพระพุทธเจ้าอย่างนั้นได้ ถ้าหากว่าเราทำใจของเราให้ว่างได้อย่างนั้น; ฉะนั้นพระพุทธเจ้าก็มีโดยสมมติ พระพุทธเจ้าโดยบัญญัติ พระพุทธเจ้าโดยปรมัตถ์อะไรอย่างนี้ก็มี. ทีนี้พระธรรม, พระธรรมก็เหมือนกันอีก ตาแก่ยายแก่ก็บอกว่าไปเอาพระธรรมจากวัดมาที จะมาตั้งสวดศพสวดอะไรอย่างนี้ นั่นแกหมายถึงหีบที่ใส่กระดาษพับไปพับมานั่น มีตัวหนังสือเขียนอยู่ในนั้นว่าพระธรรม อย่างนี้มันพระธรรมโดยสมมติอย่างยิ่ง. ทีนี้เราจะฉลาดกว่านั้น ไม่เอานั่นเป็นพระธรรม เอาข้อความในนั้นหรือความหมายของตัวหนังสือที่เขียนอยู่ในนั้นเป็นพระธรรม มันก็ยังเป็นเรื่องบัญญัติอยู่นั่นเอง คือบัญญัติว่าข้อความชนิดนี้ที่มีใจความว่าอย่างนี้เป็นพระธรรม ยังเป็นพระธรรมเพียงแค่บัญญัติ เพราะว่า พระธรรมที่แท้จริงนั้น มันคือความ เห็น

น.136 ๑๓๐ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่เกิดมีได้หลังจากที่ไปปฏิบัติตามตัวหนังสือเหล่านี้แล้ว หรือว่าจิตมีความว่างถึงที่สุดแล้ว ภาวะแห่งความว่างที่เกิดขึ้น เพราะการเรียนและ การปฏิบัติ นี้คือพระธรรมที่แท้จริง มันจึงไปอยู่ที่ความว่างอีก เป็นสิ่งเดียวกันกับ พระพุทธ. พระสงฆ์โดยสมมต ก็คือว่าคนที่ห่มจีวรเหลือง ๆ โกนหัว ขึ้นทะเบียน อยู่ที่วัดนั้น วัดนี้ นี่เป็นพระสงฆ์, อย่างนี้พระสงฆ์โดยสมมติ ซึ่งเป็นพระสงฆ์ที่ ไม่ถูกตัวจริงอย่างยิ่งเหมือนกัน. ทีนี้เลื่อนมาถึงขั้นบัญญัติเรียกว่าผู้ที่รักษาศีลอย่างนี้ หรือว่ากายใจที่กำลังปฏิบัติอยู่อย่างนี้ว่าเป็นพระสงฆ์ อย่างนี้ก็ค่อยยังชั่ว แต่ก็ยังไม่ ถึงที่สุด ต่อเมื่อถามอย่างเดียวกับที่ถามที่แรกว่า อะไรบ้างที่มีอยู่ในหัวใจนั้น ใน หัวใจของพระสงฆ์ ก็เพราะว่า คุณธรรมที่เป็นการเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา กระทั่งไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นเลยนั้น เป็นจิตที่ ว่าง ว่างจากความยึดมั่นถือมั่นโดยประการทั้งปวง แล้ว ความว่างนั้นน่ะคือ พระสงฆ์ อย่างนี้พระสงฆ์ขั้นสูงสุดเป็นชั้นปรมัตถ์, เลยเป็นอันเดียวกันหมดทั้ง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้แก่ความว่าง นี้เป็นตัวอย่างให้เห็นเพื่อ เปรียบเทียบเรื่องอื่น ๆ ต่อไปอีก. อาตมายกตัวอย่างเรื่องพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งเป็นสิ่งสูงสุดวัตถุ สูงสุดมาให้ฟังเพื่อให้จับให้ได้ว่า แม้ในสิ่งที่เรายึดว่าเป็นสิ่งสูงสุดเอาเป็นที่พึ่งทำนอง นี้ก็ยังต้องระวังว่ามันมีอยู่ทั้งอย่างต่ำ อย่างกลาง และอย่างสูง หรือว่าอย่างสมมติ ที่สุดจนแทบว่าจะใช้ ได้ประโยชน์ก็แต่กับเด็ก ๆ หรือว่าแก่คนที่ไม่มีการศึกษาเท่านั้น ถ้าสำหรับคนที่มีการศึกษาก็จะเลื่อนขึ้นมาจนถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่แท้จริง ที่แท้จริงอย่างเด็ดขาด. อันนี้มันจริงอย่างสมมต, อันนี้มันจริงอย่างบัญญัติ, ต่อเมื่อถึงอย่างนี้จึงจะเรียกว่าจริงอย่างเด็ดขาด คือจริงอย่างปรมัตถ์; เพื่อชี้ให้เห็น

น.137 ๑๓๑ ตัวอย่างของมายาและของ ๆ จริง, เพราะฉะนั้นเราทุกคนจะต้องมีความเป็นผู้แจ่มแจ้ง ในเรื่องว่า สมมต-เป็นอย่างไร ? บัญญัติเป็นอย่างไร ? ปรมัตถ์เป็นอย่างไร ? แล้วเราก็พยายามที่จะทำ จะพูด จะคิด โดยที่รู้สึกตัวอยู่เสมอว่าอะไรเป็นสมมต อะไร เป็นบัญญัติ อะไรเป็นปรมัตถ์ แล้วเราก็สามารถพูดให้ถูกเรื่องได้ประโยชน์แล้วสำเร็จ ประโยชน์ทุกอย่างไป ถ้าพูดกันอย่างสมมต เรื่องของสมมตเรื่องของชาวบ้าน ก็พูด กันอย่างวิธีของสมมต มันก็จริงไปอย่างสมมต ถ้าพูดอย่างสูงขึ้นมาอย่างเป็นเรื่องทาง จิตใจที่สูงขึ้นมาก็พูดอย่างบัญญัติ สูงขึ้นมาอีกก็พูดอย่างปรมัตถ์ มันไม่มีทางขัดขวาง กันเลย. เดี๋ยวนี้ที่ทะเลาะวิวาทจนถึงกับโกรธกันไม่ดูหน้ากันตามศาลาวัดในวัดนั่นเอง ก็เพราะว่ามันมีการพัดเหวี่ยงกันโดยการที่คนหนึ่งพูดอย่างสมมติ คนหนึ่งพูดอย่าง ปรมัตถ์ คนหนึ่งพูดอย่างยึดมั่น คนหนึ่งพูดอย่างไม่ยึดมั่น มันก็เลยทำให้เกิดการ ทะเลาะวิวาทกันได้; แม้ในการพูดถึงธรรมะ; ในการพูดด้วยธรรมะ; พูดเรื่องความ ดับทุกข์นั่นเอง แต่เราจะต้องไม่ลืมว่า ที่ว่าเป็นสมมตหรือเป็นบัญญัติซึ่งเป็นมายา นั้น มันจะเป็นสิ่งที่ ไม่มีความหมายอะไร ไม่มีคำอะไรนี้ก็ไม่ใช่. เมื่อมันเป็น สมมตมันก็มีผลไปตามแบบของสมมต, เป็นบัญญัติก็มีผลไปตามแบบบัญญัติ เพราะ ฉะนั้นเรื่องบาปเรื่องบุญ เรื่องการกระทำกรรม เรื่องการรับผลกรรม ถ้าเป็นเรื่อง สมมติก็มีผลอย่างสมมต ถ้าเป็นเรื่องบัญญัติก็มีผลอย่างบัญญัติ ปรมัตถ์ก็มีผลอย่างปรมัตถ์ อย่าได้หลงเข้าใจผิดเป็น มิจฉาทิฏฐิ ว่า ถ้ามันไม่มีตัวตนแล้วก็ทำบุญก็ไม่ต้องมีบุญ ทำบาปก็ไม่ต้องมีบาป อย่างนั้นไม่ใช่. ทำอย่างสมมตได้อย่างสมมต; ทำอย่างบัญญัติ ได้อย่างบัญญัติ, ทำอย่างปรมัตถ์ได้อย่างปรมัตถ์ แล้วแต่จะมีความรู้เพียงไรเข้าถึง ความจริงได้เพียงไร เข้าถึงความจริงอย่างสมมต เข้าถึงความจริงอย่างบัญญัติ เข้า ถึงความจริงอย่างปรมัตถ์. ฉะนั้นสรุปความว่าสิ่งที่เรียกว่ามายา มายานั้นซึ่งมัน แปลว่าไม่มีตัวจริง มันมีอยู่เป็นขั้น ๆ อย่างนี้ แล้วถ้ายิ่งมายามากเท่าไรจะยิ่งเป็นทุกข์ มากเท่านั้น เราจะต้องแทงทะลุม่าน ม่านหรือเครื่องบัง เหมือนกับม่านอย่างนี้ มายา นี้เป็นม่านอย่างยิ่ง เป็นเครื่องบังอย่างยิ่ง มันต้องแทงให้ทะลุม่านของมายานี้

น.138 ๑๓๒ ให้เข้าถึงความจริงของสิ่งต่าง ๆ ทุกสิ่งให้จงได้ แล้วเราก็จะเป็นผู้ที่เข้าถึงธรรมะ หรือเข้าถึงพุทธศาสนาได้ทันทีโดยแท้จริง. ดังนั้นจึงได้กล่าวถึงเรื่องนี้มากหน่อย และขอย้ำมากหน่อยว่า ขอให้พยายามดูสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ให้เป็นไปในลักษณะ ที่ทะลุมายาถึงความจริงให้ได้เป็นลำดับ ๆ ไปจงทุก ๆ ท่านด้วย แล้วเราก็จะได้ กล่าวกันในวันหลังถึงข้อที่ว่า แม้เป็นมายานี้มันก็ยังมีฤทธิ์เดช มีเรื่องราว มีปัญหา มากมายได้อย่างไรต่อไป. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ เพราะหมดเวลาเพียงเท่านี้. จบคำบรรยายครั้งที่ ๕

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต