Buddhadasa.org

หลักธรรมที่แสดงความว่าง ตอนที่ ๖ — ๖. อนัตตา

หลักธรรมที่แสดงความว่าง — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — หลักธรรมที่แสดงความว่าง (๑๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.139 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย, ในการบรรยายครั้งที่ ๖ นี้ อาตมาจะได้กล่าวถึงเรื่อง อนัตตา; ในฐานะที่ หลัก อนัตตานี้เป็นหัวใจของพุทธศาสนา และยังเป็นเรื่องที่เข้าใจยากที่สุดของพุทธ- ศาสนาด้วย. ที่ว่าเป็นหัวใจของพุทธศาสนานั้นหมายความว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีอธิบาย แต่ในพุทธศาสนา ไม่เหมือนใคร คือ ไม่เหมือนศาสนาอื่น. คำสอนนอกนั้นพอจะ กล่าวได้ว่า เหมือนกับในศาสนาอื่นไม่ศาสนาใดก็ศาสนาหนึ่ง คือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็ในศาสนาที่เป็นเครือเดียวกันในประเทศอินเดีย กับพุทธศาสนา เช่น ศาสนา ไชนะ (Jain) หรือแม้แต่ศาสนาพราหมณ์ประเภทที่เกี่ยวกับพระเวท หรือ เวทานตะ บาง อย่างก็มีตรงอยู่กับพุทธศาสนาอยู่มาก แล้วคำสอนในขั้นศีลธรรมทั่ว ๆ ไป ก็ตรงกัน แทบทุกศาสนา; เพราะฉะนั้น เราจึงถือว่า หลักคำสอนเรื่อง อนัตตา นั้น เป็น หัวใจหรือเป็นใจความสำคัญของพุทธศาสนาที่ไม่ซ้ำใคร; จนอาจจะกล่าวได้อีกทาง หนึ่งว่า ถ้าไม่มีหลักเรื่อง อนัตตา แล้ว พุทธศาสนาก็ไม่จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นในโลก; เพราะว่าคำสอนนอกนั้นมันก็คล้าย ๆ กัน. โดยเหตุที่หลักเรื่อง อนัตตา ยังไม่มีสอนอยู่ในโลก พุทธศาสนาจึงเกิดขึ้น และสอนความจริงข้อนี้ และเป็นเหตุให้มีหลักการพ้นทุกข์ ตามแบบของพุทธศาสนา

น.140 ๑๓๔ โดยเฉพาะไม่ซ้ำใคร เพราะฉะนั้น จึงถือว่า เป็นหัวใจของพุทธศาสนา. และที่ว่า เป็นเรื่องเข้าใจยากที่สุดในบรรดาเรื่องทั้งหลายของพระพุทธศาสนา ก็หมายความว่า มันได้กล่าวถึงสิ่งซึ่งผิดจากความรู้สึกตามธรรดาสามัญของคนเรา. ตามสัญชาตญาณของ สัตว์ทั้งหลายที่รู้สึกได้เอง ก็จะรู้สึกไปในทางมีตัวตน ของตน ตัวกู หรือ ของกู หรือที่เรียกกัน ว่าอหังการ มมังการ ทั้งนั้นเลย. ทีนี้เมื่อมาบอกว่าไม่มี สิ่งเหล่านั้น ไม่มี ตัวตนไม่มี ของตน ไม่มี อย่างนี้ มันก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยากที่สุดสำหรับ สัตว์ทั้งหลาย ถึงแม้ผู้ที่กำลังศึกษาในพระพุทธศาสนาอยู่ในปัจจุบันนี้ ที่เป็นพุทธ- บริษัทแท้ ๆ ก็ยังเข้าใจไม่ได้ หรือเข้าใจเขวไป เป็นเหตุให้ทะเลาะวิวาทกันก็มี ไม่ สำเร็จประโยชน์ ในการที่จะดับทุกข์ก็มี เพราะเหตุที่ไปกล่าวถึงสิ่งที่ตรงกันข้ามกับ ความรู้สึกของสามัญสัตว์ทั่วไป คือ ข้อที่ว่า ไม่มีตัวตน หรือไม่ใช่ตัวตน. ทีนี้ทางที่ดี ท่านทั้งหลายควรจะได้ทบทวนถึงคำบรรยายที่แล้วมาว่า ในครั้ง แรกเราได้วินิจฉัยกันในข้อที่ว่า "ทำไมเราจึงต้องรับการอบรม ธรรมะหรือศาสนา;" ข้อนี้ ก็เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ ที่มีปัญหาทางจิตใจอยู่อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งไม่ สามารถจะแก้ไขได้ตามลำพังตนเอง. ปัญหาทางจิตใจส่วนใหญ่ก็เกี่ยวกับความกลัวต่อสิ่ง ซึ่งเข้าใจไม่ได้ ถ้าจะมองเห็นในข้อนี้ให้ดี ๆ ว่า มนุษย์เรามีอาหารกิน มีเครื่องนุ่งห่ม มี อะไรครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว แต่ยังไม่ประสบความสงบสุขในทางใจ เพราะยังมีปัญหา ทางใจซึ่งแก้ไขไม่ได้ด้วยสิ่งเหล่านั้น แม้ว่าเรื่องต่ำ ๆ จะแก้ไขลุล่วงไปได้ แต่เรื่องที่ ยากที่สุดมันแก้ไขไม่ได้. ในความกลัว กลัวสิ่งที่ไม่เห็นตัว กลัวเทวดา กลัวอะไร ทำนองนั้นไม่ยาก แก้ไขไปได้ด้วยศาสนาชนิดที่เป็นพิธีรีตอง; แต่ว่า ความกลัวที่ เกิดมาจากการมองเห็นโทษทุกข์ที่เกิดขึ้นในทางใจ เป็นความเร่าร้อน หม่นหมอง แต่ ละเอียดเกินกว่าที่จะมองเห็นได้ว่าเป็นเพราะอะไร เป็นความทุกข์ที่ละเอียดอย่างนี้ ซึ่งที่แท้ก็เป็นความบีบคั้นของกิเลสชนิดที่ละเอียด. เมื่อมองเห็นความทุกข์หรือ รู้สึกต่อความทุกข์ประเภทนี้แล้ว ความจำเป็นทางศาสนา, ความจำเป็นที่จะต้องมี

น.141 ๑๓๕ ศาสนาก็เกิดขึ้น แล้วก็มีการค้นพบละเอียดลงไปทุกที จนกระทั่งพบเรื่องที่ละเอียด เช่น เรื่อง อนัตตา นี้เป็นต้น การค้นพบที่สูงสุด ก็คือการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า มันเหมือนกับการค้นพบทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ หรืออะไรทำนองนั้นด้วยเหมือนกัน. แต่ว่าธรรมะนี้ ถ้าเป็นวิทยาศาสตร์ มันก็ต้องเป็นวิทยาศาสตร์ในทางนามธรรม คือ มองไม่เห็นตัว แต่การค้นพบก็โดยอาศัยหลักเกณฑ์อันเดียวกัน คือ ต้องไปตามหลัก ของเหตุผล และการพิสูจน์ทดลอง ก็ทำได้แต่โดยทางจิตใจ ที่ปรากฏแก่จิตใจโดยตรง ไม่อาจจะใช้วัตถุนั่นนี่ ที่เห็นด้วยตาเป็นเครื่องทดลองได้ แต่ถึงกระนั้นการตรัสรู้ของ พระพุทธเจ้า ก็ยังเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของการค้นคว้า และค้นพบตามทางของ วิทยาศาสตร์ สมเหตุสมผลตามหลักวิชาแบบเดียวกันกับวิทยาศาสตร์. เพราะฉะนั้น เราจึงถือว่า การตรัสรู้นั้น เป็นการค้นพบความจริง เป็นไปในทางนามธรรมหรือ เป็นวิทยาศาสตร์ฝ่ายนามธรรม และได้ค้นพบวิชาที่จะดับทุกข์ให้สิ้นเชิงในทาง จิต ทางใจ. นี้เรียกว่า ได้พบหัวใจของสิ่งที่เราเรียกว่า พุทธศาสนาขึ้นแล้วในโลก คือว่า เมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปีมาแล้ว และใจความส่วนใหญ่ที่เป็นหลักก็คือ: เกี่ยวกับการ รู้จักสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ตามที่เป็นจริงว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง มันต้องมีเหตุ มัน อาศัยเหตุ เป็นไปตามเหตุ ที่เรียกว่า เหตุ หรือ ปัจจัย ก็ตาม และว่า ไม่มีสิ่งใดที่ เป็นตัวมันเอง ในตัวมันเอง ได้โดยเด็ดขาด แต่ละสิ่ง ๆ ต้องอิงอาศัยสิ่งอื่นเป็นเหตุ เป็นปัจจัย สนับสนุนกัน ทะยอยกันไปเรื่อย. นี้เค้าเงื่อนของ อนัตตา เหมือนอย่าง ที่ได้กล่าวแล้วในครั้งที่ ๓ เรื่อง ปฏิจจสมุปบาท ว่าธรรมชาติที่อาศัยกันเกิดขึ้น ๆ ๆ ทะยอยกันไปตามลำดับ ถ้ามองเห็นโดยความเป็นปฏิจจสมุปบาท. อย่างนี้ ก็เป็นการ มองเห็นอนัตตา, เริ่มการเห็น อนัตตา เป็นแนวไปทีเดียว. ทีนี้ได้กล่าวถึงเรื่อง กรรม เรื่อง การเกิดใหม่ และเรื่อง สังสารวัฏฏ์ นั่นก็มิ ใช่อะไรอื่น นอกไปจากการกล่าวถึงการที่ธรรมชาติอาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยกันเกิดขึ้น แล้วเวียนไปเป็นวง ๆ ตามกฎเกณฑ์ที่ตายตัวของมันเอง. ส่วนหนึ่งถูกบัญญัติว่า

น.142 ๑๓๖ เป็นเหตุ, ส่วนหนึ่งถูกบัญญัติว่า เป็นผล, เช่น กิเลสก็เป็นเหตุให้ทำกรรม กรรม ก็เป็นเหตุให้เกิดวิบาก วิบากก็หล่อเลี้ยงกิเลส รวมเรียกว่า วัฏฏะ. ถ้าหลาย ๆ วง เรียกว่า สังสารวัฏฏ์ นี้ก็ไม่ใช่อะไรอื่น ก็เพื่อแสดงความเป็นอนัตตาด้วยเหมือนกัน. ท่านลองย้อนระลึกไปถึงคำอธิบายที่แล้วมาจะพบว่า มันไม่มีอะไรที่เป็นตัวตนของ มันเองโดยแท้จริงที่เด็ดขาด ตายตัวลงไปได้ มีแต่กระแสแห่งการปรุงแต่งไหลเวียน เป็นลำดับ ๆ ๆ ไป เปรียบเทียบเหมือนอย่างว่า ถ้าเราเอาเทียนมาเรียงตับให้ติดกัน หรือว่า เราเอาไม้ขีดไฟมาเรียงเป็นตับให้ติดกัน แล้วก็จุดเข้าที่ต้นแถว มันก็ลุกขึ้น มาก้านหนึ่งที่หัวไม้ขีดไฟหัวหนึ่ง แล้วมันก็จุดอันอื่นให้ลุกไปตามลำดับ แล้วมันก็ ดับตามหลังกันไปตามลำดับ ๆ อย่างนี้ อาการอย่างนี้คือ อาการของปฏิจจสมุปบาท หรืออาการที่คาบเกี่ยวกันไปเรื่อย. แต่เราก็มองเห็นคล้าย ๆ กับว่า มันเป็นของ เที่ยง เพราะว่าเรามองเห็นว่า ไฟนั้นมันลุกอยู่เรื่อย แต่ที่แท้อันหนึ่งดับไป อัน หนึ่งเกิดขึ้น, อันหนึ่งดับไป อันหนึ่งเกิดขึ้น แต่โดยเหตุที่มันเนื่องกันและติด ๆ กัน เราเลยเห็นเป็นไฟที่ถาวรไป นี่เรียกว่า ความหลง หรือเป็น อวิชชา; ทำให้สำนึก รู้สึกว่า เป็นตัวเป็นตนขึ้นมาได้ เราไม่เคยรู้สึกว่า ความคิดของเราในใจที่กำลังคิด อยู่นี้ เป็นเพียงอาการเหมือนกับหัวไม้ขีดไฟที่เอามาเรียงติด ๆ กัน แล้วจุดให้ลาม ไปด้วยการลุกแล้วดับ ลุกแล้วดับ ตามกันไปอย่างนั้น. ถ้ามองเห็นว่า การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป, เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป, เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป, เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป, ของจิตมนุษย์ที่ต่อเนื่องกันเป็นสาย แล้วเป็นเรื่องเป็นราวไปได้นั้น มีอาการอย่าง นี้แล้ว ก็เรียกว่า เริ่มเห็นสิ่งที่เป็นอนัตตา หรือ ความจริง ขึ้นมาได้ ฉะนั้น สิ่งใดที่เราเข้าใจผิด หลงผิด สิ่งนั้น เราเรียกว่า มายา ไม่ใช่ ของจริง; แต่สิ่งที่เห็นเป็นมายาเหล่านั้น ก็ถูกบัญญัติชื่อเสียง เรียงนามต่าง ๆ กันในฐานะเป็น ร่างกาย เป็นจิตใจ รวมกันเป็นกลุ่มเข้าแล้วก็เรียกว่า ร่างกายของนาย ก. นาย ข. นาย ค. นาย ง. แล้วก็ยึดมั่นร่างกายเหล่านั้นว่า เป็นคนนั้น เป็นคนนี้ เหล่านี้ เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้เรียกว่า มายา.

น.143 ๑๓๗ ส่วนของจริงนั้นไม่มีอะไร มีแต่ภาวะแห่งความเปลี่ยนแปลง ไม่มี หยุด ซึ่งเรียกว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา; มีคำ อนัตตา อยู่เป็นคำสุดท้าย ซึ่งเราจะได้กล่าวกันในวันนี้. คำว่า อนิจจัง และ ทุกขัง นั้น ไม่มีความสำคัญอะไร นัก ไปสำคัญอยู่คำสุดท้ายคือคำว่า อนัตตา และพึงทราบว่า เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง นั้น ไม่ใช่เรื่องที่เห็นได้ยาก และยังไม่จัดเป็นเรื่องหัวใจของพุทธศาสนา ดังนั้น จึงเหลืออยู่แต่เรื่องอนัตตา หรือคำว่า อนัตตา คำเดียวเท่านั้นที่จะจัดเป็นหัวใจของ พุทธศาสนา และเข้าใจยากที่สุดของพุทธศาสนา พอบอกว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ใช่ตัวตน อย่างนี้ คนก็งงกันไปหมด นี่ถ้าไปเผอิญพูดผิดว่า ไม่มีอะไรเลย เป็น ไม่มีอะไรเลย คนก็เข้าใจผิดถึงกับหวาดกลัวในข้อที่ไม่มีอะไรเลย; ที่จริงคำว่า อนัตตา นั้น มันไม่ใช่ ไม่มีอะไรเลย มันมีอะไรเหมือนกันอย่างที่เรารู้สึกอยู่นี่แต่ว่า ทุกสิ่งที่มีอยู่นั้น ไม่ใช่ตัวตน; หมายความว่า ร่างกายก็ไม่ใช่ตัวตน จิตใจก็ไม่ใช่ ตัวตน, คือร่างกายมันเป็นอย่างนั้นเอง, จิตใจมันก็เป็นอย่างนั้นเอง มันเกิดขึ้นสืบ ต่อเนื่องกันไปตามเรื่องตามราวของร่างกาย ของจิตใจ ของความรู้สึก คิด นึก ของ ความดิ้นรนขวนขวายในการกระทำต่าง ๆ แต่ทั้งหมดนั้นให้ถือว่า เป็นเพียงการ เปลี่ยนแปลงที่ไหลไปเรื่อย ไปได้เองในตัวมันเอง ซึ่งคำสมัยใหม่เขาเรียกอาการ เหล่านี้ว่า Perpetual Fluke คือ ฟลุค เรื่อย เป็นไปได้เองในตัวมันเอง เหมาะ สมที่จะเป็นอย่างนั้นเรื่อย ๆ เหมือนกับที่มาเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นต้นไม้ เป็นภูเขา เป็นอะไรต่าง ๆ ดังที่เราเห็นอยู่ ไม่มีอะไรนอกไปจากการไหลเรื่อยของสิ่งที่เป็นรูป ธรรม นามธรรม ในรูปที่ต่าง ๆ กัน. สิ่งใดไม่เหมาะสมที่จะเหลืออยู่ ก็ดับหายไป ไม่ปรากฏ. สิ่งใด ฟลุค ไหลมาในทางที่เหมาะสม ที่จะเป็นอยู่ก็เหลืออยู่จนเราเห็น อยู่ในทุกวันนี้ว่า ในโลกนี้ว่า มีอะไรบ้าง มีสัตว์ มีต้นไม้ มีภูเขา มีมนุษย์ แล้ว ก็ไหลเรื่อยขึ้นมาในลักษณะที่เราเรียกกันว่า วิวัฒนาการ จนเป็นมนุษย์ที่มีความ เฉลียวฉลาดสามารถทำอะไรได้อย่างที่เราเห็นในปัจจุบันว่า ทำจรวดออกไปนอก บรรยากาศของโลกได้อย่างนี้เป็นต้น. คนที่ไม่เข้าใจเรื่องนี้ก็จะคิดว่า นี้ต้องเป็นเรื่อง

น.144 ๑๓๘ ของตัวตน ที่เก่งกาจสามารถ จึงจะมีความคิดสูงอย่างนี้ได้. แต่ตามที่แท้จริงหรือ ตามธรรมะนั้น ความคิดที่วิเศษอย่างนี้ หรือเพียงขนาดนี้ ก็ยังเป็นเพียงเรื่องไหล เรื่อยของธรรมชาติที่ได้รับการแวดล้อม ปรุงแต่ง เหมาะสมเท่านั้นเอง ยังเป็นคำ ๆ เดียวกับที่เรียกว่า Perpetual Fluke นี้เรื่อยไป. มันฟลุค ไปถูกทางมันก็เกิดความ คิดใหม่ขึ้นได้เรื่อย ไม่จำเป็นต้องมีตัวตนของมนุษย์หรือของเทวดา หรือของอะไร ทำนองนั้น; นี่เป็นใจความสำคัญในข้อแรกที่เราจะต้องเข้าใจไว้เป็นแนว แล้วเราจะ ได้เข้าใจพุทธศาสนาได้ถูกต้อง จนสามารถอธิบายให้ชาวต่างประเทศฟังได้. นี่ อาตมาขอย้ำ ว่าเรื่องที่เข้าใจได้ยากและอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจได้โดยยากก็คือ เรื่อง อนัตตา นี้. ในตอนที่แล้วมา ได้กล่าวถึงเรื่อง อริยสัจจ์ ว่า เป็นหลักคำสอนในพระ- พุทธศาสนา คือ: เรื่อง ทุกข์, เรื่อง เหตุให้เกิดทุกข์, เรื่องความดับสนิทของทุกข์ และ ทางให้ถึงความดับสนิทของความทุกข์. เป็นเรื่องหลักสำคัญของพระพุทธศาสนาที่เกี่ยว กับความดับทุกข์. แต่ท่านต้องสังเกตให้ดี ๆ ว่า พระพุทธเจ้าท่านได้กล่าวถึงแต่เรื่อง ทุกข์ เรื่องความดับทุกข์; เรื่องทุกข์หรือความดับทุกข์ หรือว่า ขยายออกไปก็เป็นเรื่อง ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์คู่หนึ่ง, ความดับทุกข์กับวิธีให้ถึงความดับทุกข์ข้อหนึ่ง, ท่าน กล่าวถึง ๔ ข้อ แต่ไม่มีข้อไหนที่พูดเป็นบุคคลเลย ไม่ได้กล่าวเป็นบุคคลเลย ไม่ได้ กล่าวเป็นปุคคลาธิษฐานว่า ผู้ทุกข์หรือผู้ก่อเหตุให้เกิดทุกข์ หรือผู้ที่ดับทุกข์ ได้ หรือผู้ ที่เดินทางไปจนถึงความดับทุกข์ได้อย่างนี้ ไ ม่ มี. ตามหลักนี้เราถือว่า มันมีแต่ธรรมะ หรือ ธรรมชาติ ตามธรรมชาติ; คำว่า ธรรมะ กับคำว่า ธรรมชาติ นั้นเหมือน กัน ดังที่ได้กล่าวแล้วแต่วันแรก: มันมีแต่ธรรมชาติแห่งความทุกข์, ธรรมชาติที่ เป็นเหตุให้เกิดทุกข์, ธรรมชาติที่เป็นความดับสนิทของความทุกข์, แล้วธรรมชาติที่ จะเป็นเหตุให้ถึงความดับทุกข์นั้นได้ เพราะฉะนั้น จึงเกิดมีประโยคเป็นคำพูด ชนิด ที่ท่านทั้งหลายที่ได้ฟังทีแรกอาจจะงง คือมีพระบาลีที่มีใจความว่า: "ความทุกข์นั้นมี

น.145 ๑๓๙ อยู่ แต่ตัวผู้ทุกข์หามีไม่;" นี่ฟังดูให้ดี ๆ เหตุให้เกิดทุกข์มันก็มีอยู่จริง ๆ แต่ตัวผู้ที่ก่อ เหตุให้เกิดทุกข์นั้นหามี ไม่; ความดับทุกข์ก็ได้มีแล้ว แต่ผู้ที่ดับทุกข์หรือได้รับความ ดับทุกข์นั้นหามีไม่. การเดินทางคือการปฏิบัติไปตามมรรคมีองค์ ๘ ที่เรียกว่า การ เดินทางก็ได้เดินเสร็จแล้ว แต่ตัวผู้เดินหามีไม่. ถ้าจำข้อความเหล่านี้ ไว้ได้ มันก็ กันลืมได้มากทีเดียว คือว่า ความทุกข์มีอยู่ได้ โดยทั้ง ๆ ที่ไม่ต้องมีตัวใครเป็นทุกข์ ตัวผู้นั้นผู้นี้เป็นทุกข์ นี้หมายความว่า ในร่างกาย จิตใจ กลุ่มนั้นมันมีความรู้สึก เป็นทุกข์ ได้ แต่ตัวสิ่งที่รู้สึกเป็นทุกข์นั้นหาใช่ตัว ใช่คนใช่สัตว์ บุคคลโดยแท้ จริงไม่ เป็นเพียงความรู้สึกที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติด้วยอำนาจ สิ่งแวดล้อม ปรุงแต่ง สิ่งที่เรียกว่าจิต ว่าใจนี้ มันรู้สึกขึ้นมาอย่างนั้นได้เอง ไม่ต้องมี ตัวตน. นี่มันละเอียดจนถึงกับว่า เราคนใดก็ตามที่กำลังรู้สึกเป็นทุกข์อยู่นี้ ให้รู้สึก ว่าที่เป็นทุกข์อยู่นั้นเป็นความรู้สึกของใจ ที่ได้รับการแวดล้อมอย่างนั้น เข้ามาจากทาง ตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็ตาม แล้วเมื่อเกิดความรู้สึกที่เป็นทุกข์ชนิด นั้นขึ้นมาได้เอง ในตัวมันเองไม่ต้องมีตว อัตตา ตัววิญญาณ ตัวเจตภูต หรือ ตัว อะไรที่เข้าใจงมงายกันไปเองว่า เป็นตัวตนที่แท้จริง เป็นตัวศักดิ์สิทธิ์ กายสิทธิ์ เข้า ๆ ออก ๆ อยู่กับร่างกายนี้เป็นต้น; ความคิดอย่างนั้น ความรู้อย่างนั้น ความ เข้าใจหรือความเชื่ออย่างนั้น ไม่ใช่พุทธศาสนา และเป็นเรื่องนอกพุทธศาสนา ท่าน จัดว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ. ในพุทธศาสนานี้ต้องการจะให้รู้ชัดเข้าใจเห็นแจ้งลงไปว่า แม้แต่เพียงกาย กับใจล้วน ๆ นี้ ที่มันยังไม่ได้รับการศึกษาอบรมเพียงพอนี้ มันจะรู้สึกเกิดความรู้สึก ได้ต่าง ๆ กระทั่งความรู้สึกที่เป็นทุกข์ขึ้นมาได้ในตัวมัน ทั้ง ๆ ที่ไม่ต้องมีอัตตา; เพราะฉะนั้น จึงกล่าวว่ามันเป็นทุกข์ได้ทั้ง ๆ ที่เป็นอนัตตา, ทั้ง ๆ ที่เป็นอนัตตามัน เป็นทุกข์ได้; คือว่า แล้วแต่ว่าท่านจะแยกร่างกายนี้ออกเป็นอะไร ทีแรกก็แยกออก เป็นกายกับใจ กายก็เป็นอนัตตา ใจก็เป็นอนัตตา มันอาศัยกันเกิดความรู้สึกนั้น

น.146 ๑๔๐ นี่ ได้ มันก็เป็นทุกข์ ได้ ทั้งๆ ที่เป็นอนัตตา. ยิ่งไปแยกให้เป็นธาตุออกไปว่า กายคือ ธาตุน้ำ ธาตุดิน ธาตุไฟ ธาตุลม อะไรอย่างนี้แล้วก็ใจคือวิญญาณธาตุ แม้จะเป็นธาตุ อย่างนี้ก็ยิ่งเป็นอนัตตา; แต่แล้วธาตุที่เป็นอนัตตาเหล่านั้น เมื่อจับกลุ่มกันเข้าได้แล้ว ทำหน้าที่ของมันได้แล้ว คือมันมีหน้าที่อย่างไร มันทำหน้าที่ของมันได้แล้ว มันเกิด อาการที่เป็นทุกข์ขึ้นมาได้ ในกลุ่มที่เรียกว่ากลุ่ม คือว่า ร่างกาย จิตใจ กลุ่มนั้น มีความรู้สึกเป็นทุกข์ขึ้นมาได้โดยไม่ต้องมีตัวมีตน. ทีนี้มาถึงเหตุให้เกิดทุกข์ ได้แก่กิเลสตัณหา ข้อนี้ก็ได้แก่ความรู้สึกทางจิตใจที่เป็น ไปในทางผิด เพราะไม่มีธรรมชาติที่เป็นฝ่ายวิชชาหรือปัญญาเข้าไปเจือ. มันมีความ รู้ผิด เข้าใจผิด เห็นผิดจึงอยาก จึงดิ้นรน ทะเยอทะยานและเป็นทุกข์ได้ในตัวมัน เองอีกเหมือนกัน ไม่ต้องมีตัวผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งเป็นตัวการก่อให้เกิดทุกข์. เพราะฉะนั้น ตามที่ไปพูดว่า เทวดา พระเสาร์ พระอาทิตย์ พระอังคาร อะไรก็สุดแท้ เข้าสิง เข้าแทรก แล้วเป็นเหตุบันดาลให้เกิดทุกข์ ก็ตาม, หรือว่า ภูตผีปีศาจ สัตว์กายสิทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ อะไรพวกไหนเข้ามาดลบันดาลให้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ก็ตาม, นี่การกล่าว อย่างนี้ผิดจากหลักของพุทธศาสนา จะไปถูกตามเรื่องของศาสนาไหน ลัทธิไหน ก็สุด แท้ แต่ว่าถ้ากล่าวตามหลักของพุทธศาสนาแล้วผิดโดยสิ้นเชิง. มูลเหตุให้เกิดทุกข์ ก็คือกิเลส ตัณหา ที่จิตใจได้ปรุงขึ้นมาจากสิ่งแวดล้อมโดยถูกเรื่องถูกราวของมันใน ทางที่จะเป็นกิเลส ตัณหา และเป็นทุกข์; ไม่ใช่ มีตัวตนอีกตัวตนหนึ่งมาเป็นมูลเหตุ ของความทุกข์ เป็นตัวการของความทุกข์ เป็นผู้บันดาลให้เกิดความทุกข์ ดังที่ได้ กล่าวแล้วแต่วันก่อนว่า; ถ้ามีพระเป็นเจ้าในพุทธศาสนา ซึ่งจะเป็นตัวบันดาลให้ทุกข์ หรือให้สุขแล้ว เราก็ต้องชี้ระบุไปยังสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะหรือธรรมชาติในส่วนที่เป็น เหตุ ไม่ใช่ตัวบุคคลที่เป็นมนุษย์หรือเป็นเทวดา; ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ ธรรมะ ธรรมะ ในความหมายอันหนึ่งโดยเฉพาะคือความหมายในฐานะที่เป็นเหตุ

น.147 ๑๔๑ นั่นแหละคือพระเป็นเจ้าที่จะบันดาลสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไป โดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวกับ ความทุกข์ก็เป็นผู้บันดาลให้เกิดความทุกข์ แต่ ไม่ใช่คนไม่ใช่มนุษย์ ไม่ใช่เทวดา นี้จึง กล่าวว่า เหตุให้เกิดทุกข์มีอยู่ แต่ผู้ที่บันดาลให้เกิดทุกข์นั้นหามี ไม่. ถัดไปอีกเป็นอริยสัจจ์ข้อที่ ๓ ที่ว่า ความดับทุกข์มีอยู่ แต่ผู้ดับทุกข์ หรือผู้ได้รับความดับทุกข์นั้น หามีไม่ ก็เหมือนกัน เช่นเดียวกับคู่ที่แล้วมา. ความ ดับทุกข์นี้หมายถึงแต่เพียงการดับไปของกิเลสตัณหา ในใจนั่นเอง แล้วใจก็ไม่รู้สึก เป็นทุกข์. อาการที่กิเลสตัณหาดับไปนั้นเอง เราเรียกว่า ความดับทุกข์หรือ ความดับไปแห่งทุกข์; ไม่ต้องมีผู้ใดหรือมนุษย์หรือเทวดาที่ไหนมาทำให้ มันเป็น ไปได้ในตัวมันเองในลักษณะที่เหมาะสมกล่าวคือ เมื่อเผอิญจิตใจ นี้ ได้รับการศึกษา ได้รับการอบรม แวดล้อมเข้ามามันก็มีความรู้ชนิดที่จะหยุดกิเลสตัณหา หยุดทางเกิด ขึ้นแห่งกิเลสตัณหาเสีย สิ่งนี้เป็นไปได้เองตามความรู้ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ. ที่ เห็นได้ง่าย ๆ ในทางวัตถุตื้น ๆ เช่นว่า เด็กเล็ก ๆ เกิดขึ้นมา ไม่รู้จักไฟ เห็นว่า สวยดี เอามือไปคลำเข้าที่ไฟ แล้วมันก็ไหม้มือ. อะไรสอนแก? ก็ธรรมชาตินั่นแหละ สอนแก ครูบาอาจารย์ ก็สอนไม่ได้อย่างนั้น ไปบอกว่าไฟร้อนนี้ไม่ยักเชื่อ ยังอยาก จะไปจับ เพราะดูมันสวยดี แต่ไปจับเข้าแล้ว ใครสอน ธรรมชาติสอน ความร้อน นั่นแหละสอน มันก็เกิดความรู้เป็นวิชชาขึ้นมาได้เองว่า ไฟนี่ร้อน จับเข้าไม่ได้. ทีนี้ในทางนามธรรม ที่ลึกไปกว่านั้น หมายความว่า เมื่อเราเกิดความโลภขึ้นมา เกิดความโกรธ ความหลง ขึ้นมา มันก็เร่าร้อน ก็เข็ดขยาดไปทีละน้อยๆ จนพบวิธี จะทำไม่ให้เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง ขึ้นมา; นี่เรียกว่า เป็นความฉลาด เป็นวิชชา เป็นปัญญา เป็นแสงสว่าง เกิดขึ้นในใจ. สามารถดับทางมา ตัดการเกิด ของกิเลสตัณหาเหล่านั้นได้ แล้วกิเลสตัณหาดับไปเมื่อไร ความทุกข์ก็ดับไปเมื่อนั้น; เพราะฉะนั้นจึงว่า ความดับทุกข์มีอยู่ แต่ตัวผู้ดับทุกข์หรือผู้รับความดับทุกข์นั้น หามีไม่.

น.148 ๑๔๒ ทีนี้มาถึง อริยสัจจ์ข้อสุดท้ายที่ว่า การเดินทางก็เดินไปเสร็จแล้ว แต่ผู้เดิน หามี ไม่ นี้ก็หมายความว่า คือได้มีการปฏิบัติตามหลักคำสอนเรื่อง อริยมรรค มีองค์ ๘ เสร็จสิ้นไปแล้ว กิเลสถูกตัดทำลายไปแล้ว ความทุกข์สิ้นไปแล้วเรียกว่า การเดินทาง เสร็จแล้ว แต่ตัวมนุษย์หรือเทวดาหรืออะไรก็ตาม ผู้เดินที่เป็นตัวตน เป็นอัตตา หามี ไม่, มันเป็นไปได้ในกาย ในวาจา ในใจ คือในกลุ่มของเบญจขันธ์นั่นเอง ตาม วิชชาและปัญญาและแสงสว่างที่เกิดขึ้น แล้วบังคับให้กาย วาจา ใจ เป็นไปอย่าง- นั้น ๆ ๆ ๆ แล้วความทุกข์ก็ ไม่เกิดขึ้นแก่กายและใจ, ดังนั้นจึงว่า การเดินทางเดิน เสร็จแล้ว แต่ตัวผู้เดินหามี ไม่. ท่านทั้งหลายลองประมวลรวบเข้ามาทั้ง ๔ อย่าง ก็จะพบว่ามุ่งหมายจะ ไม่ให้มีตัวตน คนนั้น คนนี้ เป็นเรา เป็นเขา นาย ก. นาย ข. นาย ง. ซึ่งเป็น ตัวเป็นตนอย่างที่ยึดมั่นถือมั่นเอาเองตามความไม่รู้. ถ้าเข้าใจความข้อนี้ก็จะเห็น- อนัตตา ได้ ขึ้นมาทันที ว่าอนัตตานั้น หมายถึงไม่ให้มีความเข้าใจไปว่า มีตัวตน เรา, เขา, ที่เป็นเหตุให้ยึดมั่นถือมั่น. ให้มีแต่ธรรมชาติที่เป็นฝ่ายรูปธรรม และ นามธรรมหลาย ๆ อย่างประชุมคุมกันเข้า ปรุงแต่งกันไป ไหลเรื่อย ฟลุคเรื่อย จะ ฟลุคไปในทางเป็นทุกข์ก็ได้ ฟลุคไปในทางดับทุกข์ก็ได้; ไม่มีอะไรหรือส่วนไหนที่ เป็นตัวเป็นตน. ฉะนั้นจึงไม่ยอมให้กล่าวว่า ร่างกาย จิตใจ เป็นตัวเป็นตน หรือว่า ตนเป็นร่างกาย จิตใจ หรือว่า ตนมีในร่างกาย จิตใจ หรือว่า ร่างกาย จิตใจ มี ในตนอย่างนี้ ไม่มีทางที่จะกล่าวได้อย่างนั้น ไม่มีตนอยู่เลย มีแต่ธรรมชาติล้วน ๆ ไหลไป. พระบาลีประโยคนี้ว่า สุทฺธิ ธมฺมา ปวตฺตนฺติ ซึ่งแปลว่า ธรรมชาติทั้ง หลายล้วน ๆ เท่านั้น ไหลไป; สุทฺธิ ธมฺมา แปลว่า ธรรมชาติล้วนๆ สุทธิ ที่ แปลว่าบริสุทธิ์ นั่น ความจริงภาษาบาลีแปลว่า ล้วน ๆ คือไม่มีอะไรเจือ. สุทฺธิ ธมฺมา= ธรรมะล้วน ๆ เท่านั้น, ปวตฺตนฺติ= ไหลไป, แต่คำว่า ธมฺมา ในที่นี้มัน หมายถึงธรรมชาติ, ธรรมชาติที่เราอาจจะแบ่งได้เป็นรูปธรรม นามธรรม ซึ่งจะมา

น.149 ๑๔๓ เป็นกาย เป็นใจ แล้วแต่จะเรียกชื่อ แต่มันละเอียด ซับซ้อน หลาย ๆ ส่วน หลาย ๆ อย่าง. สุทฺธิ ธมฺมา ปวตฺตนฺติ, ธรรมชาติล้วน ๆ เท่านั้นไหลไป; และไหลเรื่อยตาม เหตุปัจจัยที่แวดล้อม แต่ปรากฏการณ์ของมันแสดงออกมา, ดูซิ เป็นเรา เป็นเขา เป็นนายนั่น นายนี่ เป็นท่านผู้จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย, และจะเป็นผู้พิพากษา ข้างหน้าอย่างนี้; แม้แต่อาการที่ถูกสมมต เหล่านี้ก็เรียกว่าเป็นการไหลเรื่อยของการ สมมต ของการบัญญัติ เหมือนที่กล่าวเมื่อครั้งที่แล้วมา. ส่วนความจริงโดยปรมัตถ์นั้น ก็คือไม่มีใคร ไม่มีคน ไม่มีตัวตน; นี่เรียกว่า คำอธิบายของคำว่า อนัตตา. ถ้าเราจะแสวงหาคำอธิบายของคำว่า อนัตตา ในลักษณะที่จะช่วย ให้เห็นได้โดยง่ายเข้านั่นแหละ ท่านถึงขยายความหมายออกไปให้เห็นเป็นสามคำ คือ: อนิจจัง, ทุกขัง, อนัตตา, หรือสามระดับ หมายความว่า ถ้าเห็นอนิจจังแล้ว จะ เห็นทุกขังได้โดยง่าย ถ้าเห็นถุกขังอนิจจังรวมกันแล้ว จะเห็นอนัตตาได้โดย ง่าย จึงเอาอนัตตาไว้ตอนสุดท้าย. ที่จริงมันเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ได้ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในบรรดาสังขารทั้งหลายทั้งปวงแล้ว มันมีอาการของความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา รวมกันอยู่ในเรื่องเดียวกันในสิ่ง ๆ เดียวกัน เช่นว่า ร่างกายนี้หรือ จิตใจนี้ก็ตามเถอะ มันเปลี่ยนแปลงเรื่อย ไม่เคยหยุดอยู่แม้แต่ขณะเดียว; แต่ เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงเรื่อย มันติดต่อกันจนเรามองไปดูทีไรเห็นมันอยู่ทุกที ก็เลยเข้าใจว่าเป็น นิจจัง คือ เที่ยง. แต่ที่แท้เป็นอนิจจังไหลเรื่อย เรื่องอนิจจัง เปลี่ยนแปลงอยู่นี่เขารู้กันก่อนพระพุทธเจ้าเกิด, แม้ทางฝ่ายตะวันตกที่พ้อง ๆ สมัยกัน กับพระพุทธเจ้าในชนพวกกรี๊กนั้น ก็มีคนที่สอนเรื่องไหลเรื่อย ที่ชื่อ เฮรัคคีตัส พ้อง ๆ สมัยกับพระพุทธเจ้า สอนลัทธิที่เรียกกันว่า แพนทาเร เป็นภาษากรี๊กนั่นเอง ที่ว่า แพนทา "ทุกสิ่ง" เรไหลเรื่อยนี้, แพนทาเร, นี่พ้อง ๆ สมัยกันกับพระพุทธเจ้า นี่ อย่าว่าแต่ในประเทศอินเดียเลย แม้แต่นอกประเทศอินเดียไป เขาก็รู้เรื่องไหลเรื่อยนี้ กันอยู่แล้ว; แต่รู้เพียงไหลเรื่อย แล้วไปหยุดเสียเพียงแค่นั้น มันไม่สำเร็จประโยชน์

น.150 ๑๔๔ มันจึงจะต้องดูต่อไปอีกว่า เมื่อมันไหลเรื่อย เปลี่ยนแปลงเรื่อยอย่างนี้มันจะให้ผล เป็นอย่างไร จะคลอดออกมาเป็นความรู้สึกอย่างไร ก็คือว่าจะสุขหรือทุกข์นั่นเอง. นี้จึงมองเห็นว่า การไหลเรื่อย อย่างนี้มันน่าเกลียด มันน่าระอา น่าสั่น หัว ดูแล้วน่าเศร้าใจอย่างนี้ จึงบัญญัติอาการที่ไหลเรื่อยนั้นว่า เป็นทุกข์ ตามความ หมายที่ว่า ดูแล้วน่าเกลียด. คำว่า ทุ แปลว่า น่าเกลียด, อิขะ หรือที่เหลือแต่ ขัง หรือ ขะ นี้แปลว่า เห็น หรือ ดู, ทุกขังดูแล้วน่าเกลียด; หรือแม้แต่ที่จะถือ เอาความหมายของคำว่า ทุกข์ นี้ ในความหมายที่ว่าทนทรมาน มันก็ยังมองเห็น ได้ ต่อเมื่อมันมี ไหลเรื่อยเป็นตัวเองไม่ได้อย่างนี้แล้ว มันก็เป็นการทรมาน ชนิดหนึ่ง. ในขณะที่เป็นสุขก็ไหลเรื่อย ในขณะที่เป็นทุกข์ก็ไหลเรื่อย สุข ทุกข์ ตามประสาชาวบ้าน เมื่อไหลเรื่อยก็เป็นการทนทรมานหรือเป็นทุกข์ตามภาษาของพระ- อริยเจ้า ชาวบ้านนั้นรู้จักแต่เรื่องทางภายนอก, ถ้ารู้จักทางสุข ก็รู้จักความสุขที่เป็น เวทนาเท่านั้น สุขที่แท้จริงรู้จักไม่ได้ เพราะฉะนั้น จึงบัญญัติอาการที่ได้ตามชอบใจ อร่อย หวาน หอม ไพเราะ อะไรเหล่านี้ ซึ่งที่แท้เป็นเพียงสุขเวทนาเท่านั้น ว่า เป็นความสุข; หารู้ ไม่ว่า ในขณะที่เสวยความสุขอย่างนั้นก็เป็นการไหลเรื่อย เป็น การทนทรมานอยู่ในตัวมันเองชนิดหนึ่ง, เป็นความวุ่นวาย ระส่ำระสาย ทางจิต ทาง วิญญาณอยู่ชนิดหนึ่ง, หาใช่ความสงบไม่ แต่เขาไม่ฉลาดถึงเท่านี้ เขาไปถือเอาตัว ความเพลิดเพลินนั้นว่าเป็นความสุข แล้วก็เลยทนทรมาน ทนรับการทรมานได้ใน การที่จะเพลิดเพลิน. แต่ถ้าดูด้วยสายตาของความรู้ที่ถูกต้อง มันก็เห็นว่า การทน- ทรมานที่เป็นอาการของการไหลเรื่อยนี้ เป็นทุกข์ จึงจัดว่า เป็นทุกข์ อย่าได้ไปยิน ดีแม้แต่ในสุขเวทนาเลย เป็นเรื่องหลอกลวง. ฉะนั้นจึงว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้น เป็นทุกข์ ; เมื่อทุกสิ่งไม่เที่ยง ทุกสิ่งก็เป็นทุกข์ ไม่มีสิ่งใดที่เป็นสุขโดยแท้จริง. แต่ ข้อที่มนุษย์ปุถุชนธรรมดา จะไปยึดถือมันว่า เป็นสุขหรือแสนสุขอย่างที่ให้ชื่อกัน ที่ นั่นแสนสุขอย่างนั้น แสนสุขอย่างนี้, ก็ตามใจเขาซี! มันเป็นเรื่องของความยึดมั่น

น.151 ๑๔๕ กิเลส ตัณหา อุปาทาน. ส่วนเรื่องของความจริงนั้น ทุกอย่างที่มีการไหลเรื่อย แล้วจะต้องเป็นทุกข์ คือ การทนทรมานด้วยการที่มันไหลเรื่อยนั้นเอง ดูแล้ว น่าสั่นหัวทั้งนั้น. ทีนี้เมื่อมันทั้งไม่เที่ยงและทั้งเป็นทุกข์เสียเรื่อยอย่างนี้ จะเอาตรง ไหนมายึดถือว่าเป็นตัวเราหรือเป็นของเราได้; คือมันไม่ฟังเสียงใครหมด มันมี แต่จะไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ไปตามแบบของมันเอง จึงจัดว่า เป็นอนัตตา. ในขั้น แรก; ไม่มีตัวตนที่จะเป็นความเด็ดขาด เป็นอยู่อย่างเด็ดขาดได้ ในตัวมันเอง เช่น ไม่ ไหล หยุดตายตัว ไม่เปลี่ยนแปลงอะไรนี้, ไม่มี. มีแต่ตัวของความไหลเรื่อยและ ความเปลี่ยนแปลง ถึงแม้แต่กำลังเปลี่ยนแปลงมีปรากฏการณ์เป็นรูป สัตว์ บุคคล อย่างที่เราเห็น ๆ อยู่นี้ ก็เรียกว่าเป็น อนัตตา อยู่นั่นเอง. นี่เมื่อถามว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คืออะไร? เราก็ตอบว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ ลักษณะ ทั่วไปของสิ่งทั้งปวงที่เป็นสังขาร คือสิ่งที่ปรากฏอยู่ในโลกนี้. อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของอะไร! มันก็ของธรรมชาติ ที่เป็นนามและเป็นรูป หรือของสังขาร ทั้งปวง. ถ้าไปคิดว่า เพราะเหตุใดมันจึงเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ก็ ไม่มีทางอื่นที่จะ ตอบนอกจากตอบอย่างกำปั้นทุบดินว่า เพราะมันเป็นอย่างนั้นเอง เพราะว่า สังขาร ทั้งหลายทั้งปวงย่อมไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อย่างนั้นเอง จึงเรียกว่า สามัญญลักษณะ คือลักษณะทั่วไปของสิ่งทั้งปวง. ทีนี้มันแสดงอาการอย่างนี้ เป็น อยู่อย่างนี้ในตัวมันเอง แล้วตัวมันเองมีความรู้สึกขึ้นมาได้เองว่า เป็นทุกข์ แล้วตัว มันเองรู้สึกต่อไป ได้ถึงข้อที่ว่า จะขจัดความรู้สึกที่เป็นทุกข์ได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ทุกสิ่ง จะต้องไม่เที่ยงและเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่เป็นทุกข์เรื่อยนี้. ในตัวมันเองนั้นจะขจัด ความรู้สึกชนิดนั้นเสียได้อย่างไร. มันจึงเกิดมีการศึกษาค้นคว้าชนิดที่พบว่า อย่าไป ยึดถือว่า เป็นตัวตนนั่นเอง ปล่อยให้สิ่งต่าง ๆ เป็นสักแต่ว่า ธรรมชาติไหล

น.152 ๑๔๖ เรื่อยไปตามความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ตามธรรมชาติ. อย่าไปทำ ให้เกิดความรู้สึกขึ้นในใจว่า ตัวเราของเรา จะเอาอย่างนั้น จะเอาอย่างนี้. เมื่อเราเอาอย่างนั้น เอาอย่างนี้ ไม่ได้ เราจะต้องทำอย่างไร ? เราจะ ต้องทำให้เหมาะสมกับที่มันไม่เป็นไปตามความต้องการของเรา เราควบคุมมันได้ใน บางอย่างบางประการ ในบางอย่างบางประการควบคุมมันไม่ได้ หรือว่าส่วนใหญ่เรา ควบคุมมันไม่ได้ แต่เราสามารถดัดแปลงคือ Sublimate, Sublimate หมายความว่า เปลี่ยนให้มันเกิดเป็นความรู้สึกหรือเป็นผลขึ้นมา ในทางที่จะไม่เป็นทุกข์ทรมานแก่จิต ใจ ทั้ง ๆ ที่สิ่งนั้นไม่เที่ยง และเป็นทุกข์อยู่ตามธรรมชาติ. นี่เราจะต้องปฏิบัติต่อร่าง- กายจิตใจของเราทุกคนนี้ ให้ถูกต้อง ท่านต้องมองให้เห็นว่า ร่างกายจิตใจของท่าน ทุกคนนั้นก็จะต้องไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา ไหลไป เปลี่ยนไปตามเรื่อง ตามราวของมันเอง ท่านต้องมองต่อไปว่า เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว เราจะมีหลักประ- พฤติกระทำอย่างไรเกี่ยวกับ กาย วาจา ใจ ของเรา ที่อย่าให้การไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา นั้นเกิดเป็นความทุกข์ ขึ้นมาได้ เกิดเป็นความรู้สึกทุกข์ร้อนขึ้นมาได้ นี่ คือสติปัญญาที่เป็นการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าบอกว่า ให้ทำในใจอย่างนั้น ให้ประพฤติ ทางกาย ทางวาจา อย่างนั้น เหมือนกับตั้งหลักสู้มันอย่างนั้น แล้วอาการที่ เป็นความทุกข์ทรมานจะโผล่ขึ้นมาไม่ได้เลย. ร่างกายจิตใจที่ ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็น อนัตตา ก็จะไหล ไปแต่ในทางที่ไม่เป็นความทุกข์ทรมาน หรือว่า จะไม่รู้สึกเป็น ความทุกข์ทรมาน เพราะได้สละสิ่งที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไหลเรื่อย นั้นออกไปเสียจากความเป็นของ ๆ เรา หรือเป็นตัวเรา. นี่ความรู้เรื่องอนัตตา มุ่งหมายอย่างนี้ มุ่งหมายให้เราเอาชนะสิ่งที่ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลง เป็นทุกข์ เป็น อนัตตา คือตัวเราเองนี้ให้ได้ในตัวมันเอง ชนะตัวมันเองให้ได้ในตัวมันเอง นี่จะต้องเข้าใจคำเหล่านี้ ทั้ง ๆ ที่ ทุก ๆ ส่วน หรือทั้งหมดนั้นไม่เป็นอัตตา หรือ ตัวตนแต่ประการใด. พุทธศาสนาต้องการจะสอน อนัตตา อย่างนี้ขั้นหนึ่งก่อน ซึ่งได้

น.153 ๑๔๗ ความว่า แม้จะเป็น อนัตตา มันก็เกิดทุกข์ได้ หรือดับทุกข์ได้; แม้จะเป็นอนัตตา มันก็ยังจะทำอะไรได้ไปตามเรื่องของสิ่งที่เป็น อนัตตา. แต่อยากจะกล่าวไปถึงคำ ๆ หนึ่ง ซึ่งเป็นที่รวบรวมของคำสามคำนี้: อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, สามความหมายนี้ เรา รวมความหมายเข้าด้วยกันแล้วเราเรียกว่า สุญญตา. สุญญตาแปลว่า ความว่าง สุญญะ, แปลว่าว่าง ; ตา, แปลว่า ความ, สุญญ- ตา แปลว่าความว่าง . ชาวบ้าน ปู่ ย่า ตา ยาย ของเราชอบใช้คำนี้ ใช้คำบาลีตรง ๆ ว่า สูญ สูญ สูญ นี่ แต่แล้วท่านเข้าใจผิดอย่างยิ่ง แล้วเกิดเรื่องอย่างยิ่งขึ้นเหมือนกัน. คือคำว่า “สูญ" ของชาววัดพวกนี้เขาว่า สูญหมด ไม่มีอะไร สูญเปล่า ไม่มีอะไรนี่ พูดอย่างนี้มันตู่พระพุทธเจ้า; พูดตรงๆ ก็คือโกหกใส่พระพุทธเจ้า, เอาอย่างนี้ดีกว่า คือพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้บอกว่า สูญหมด หรือว่าสูญเปล่า สูญไม่มีอะไรทำนองนั้น. ท่านบอกว่ามันมีอยู่ตามธรรมชาติ เป็นไปตามธรรมชาติ แต่ที่ว่า สูญ นั้นคือ ว่าง ว่างจากอะไร ก็คือว่า ว่างจากส่วนที่ควรยึดถือว่า เป็นตัวตน หรือของตน, นี่เรียก ว่า สูญ, สูญญะที่แปลว่า ว่าง. ในสังขารกลุ่มไหนก็ตาม วิเศษ ปราณีต หยาบ เลว สูง ต่ำ อย่างไรก็ตามเถอะ มันล้วนแต่ว่างจากส่วนที่ควรยึดถือว่า ตัวตน หรือของ ฅน; ความที่ว่างจากส่วนที่ควรยึดถือว่า ตัวตนหรือของตนนั้นแหละคือ สุญญตา เราต้องมองสิ่งนั้นให้เห็น ต้องมองความจริงข้อนี้ให้เห็น คือมองสุญญตาให้เห็น แล้วจิตของเราจะว่าง จิตของจิตดีกว่า อย่าพูดว่าจิตของเรา คือว่า จิตนั่นจะ ว่าง ว่างคือไม่ยึดถืออะไร โดยความเป็นตัวเป็นตน แล้วจิตนั้นจะไม่มีความ ทุกข์เลย แต่มีสติปัญญาอย่างยิ่ง. จะต้องอธิบายให้เข้าใจเสียอีกทีว่า จิตที่ว่าง ตามแบบของพระพุทธเจ้า หมายความว่า ว่างจากความยึดถืออะไรว่า เป็นตัวเป็นตน; เพราะฉะนั้น จิต นั้นในขณะนั้นเป็นอิสระอย่างยิ่ง, เฉลียวฉลาดอย่างยิ่ง, สงบเย็นอย่างยิ่ง, อย่าได้เข้า

น.154 ๑๔๘ ใจคำว่า จิตว่างนี้ผิดไป จนกลัว เช่นกลัวว่า ถ้าจิตว่างแล้วมันก็คิดอะไรไม่ได้ เหมือนกับคนบ้าคนบออะไรอย่างนั้น หรือว่าจิตว่างแล้วตัวก็แข็งทื่อเป็นก้อนหินท่อน ไม้ไปเลย อย่างนี้ ไม่มีทางที่จะเป็นไปอย่างนั้นได้ ที่เรียกว่า จิตว่าง มองเห็น สุญญตาของสิ่งทั้งปวงนั้น มันเป็นจิตที่เฉลียวฉลาดที่สุด เพราะว่ามันเป็นอิสระที่สุด คือไม่ถูกกิเลสครอบงำ และเพราะมันเป็นอิสระที่สุดนั่นเอง. มันจึงรู้, รู้สิ่งทั้งปวง ได้ และสามารถทำสิ่งสูงสุด คือทำกรรมที่สามเหมือนที่กล่าวแล้ววันก่อน กรรม ที่ ๓ คือทำให้อยู่เหนือโลกเหนือสิ่งทั้งปวงได้. ฉะนั้น ขอถือโอกาสที่จะกล่าวถึงความว่าง หรือ จิตว่างนี้อีกเป็นพิเศษ อีกสักหน่อยว่า ขอให้จดจำว่า ในขณะที่จิตว่างนี้ เราตามธรรมดานี้ทำอะไรได้ดีที่สุด เหมือนอย่างว่าจะคิดเลขหรือคิดหัวข้อปัญหาทางกฎหมายอย่างนี้ จะต้องทำด้วยจิต ว่าง " จิตว่างในที่นี้หมายความว่า จิตไม่ได้ยึดถืออะไรว่า เป็นตัวเรา หรือ ของเรา อยู่แต่ประการใด; จิตอย่างนี้ว่าง หมายความว่า มันไม่ถูกครอบงำ อยู่ด้วยความทะเยอทะยาน ความหวัง ความโลภ ความโกรธ ความหลง อะไรเลย " เพราะว่า ความทะเยอทะยาน ความหวัง ความโลภ ความโกรธ ความหลง นั้นเป็นความรู้สึกในทางตัวทางตนหรือของตน; ความรู้สึก อย่างนั้นอย่า มาครอบงำจิตแล้วจิตจะว่าง จะเป็นอิสระ แล้วจิตเป็นอิสระนี้ จะคิดเลขหรือจะคิดข้อ กฎหมาย หรือจะคิดอะไรที่ยาก แม้แต่จะคิดระเบิดปรมาณูหรืออะไรก็ตามจะคิดได้. เพื่อเข้าใจข้อนี้ จะขอยกตัวอย่างเทียบออกไปถึงการยิงปืน ถ้าคนที่จับปืนขึ้นยิง มี จิตวุ่น คือไปพะวงถึงว่า จะยิงไม่ถูก มันจะผิดแล้วจะขายหน้าเขา จิตใจจะรัวอยู่ แต่จะยิงผิด ว่ากูจะยิงผิดเสียแล้ว หรืออะไรทำนองนี้ อย่างนี้จิตวุ่น ไม่ว่าง มันก็ จะผิดจริง ๆ ด้วย. ฉะนั้นเมื่อเขามีความตั้งใจจะยิงทีแรกแล้วก็หยุดความตั้งใจเสีย หยุดความคิดนึกถึงเราถึงเขา. ยิ่งผิดยิงถูกอะไรเสีย ให้เหลือแต่จิตว่างที่จะเล็งไป

น.155 ๑๔๙ ยังเป้าหมายโดยส่วนเดียวเท่านั้น แล้วมันก็ยิงปืนถูกทุกที. นี่ขอให้เข้าใจว่าที่ว่า "จิตว่าง" มันหมายความอย่างนี้ อย่างความรู้สึกอะไรที่เป็นไปในทางตัวตนของตน ตัวกูของกู ดีชั่ว ผิดถูก สูงต่ำอย่างนี้ อย่ามาครอบงำจิต แล้วจิตก็ว่าง เป็นอิสระ แล้วก็ทำหน้าที่ที่จะต้องทำเพียงสิ่งเดียว แล้วก็จะทำได้เหมือนปาฏิหาริย์, เพราะว่า ขณะที่เราจะคิดเลขหรือทำข้อสอบไล่อยู่นี้ ไปมัวห่วงเรื่องตัวกูจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ จะผิดแล้วจะตก หรือจะขายหน้าเขาอย่างนี้ มันเรียกว่าไม่ว่าง มันวุ่น อย่างนี้เสีย หมด. ฉะนั้นจะศึกษาเล่าเรียน จะขบจะคิด จะปฏิบัติการงานนั้น ต้องทำด้วยจิต ว่าง คือจิตเข้าถึงความว่าง รู้อยู่ซึ่งความว่างว่า ไม่มีตัวตนอะไรที่ไหนที่ควรยึดถือ หรือที่จะมาครอบงำเรา ทำจิตให้ว่างอย่างนี้เรียกว่า เป็นจิตที่เป็นสมาธิอย่างยิ่ง. ขอให้จำคำว่า "เป็นสมาธิอย่างยิ่ง" ไว้ด้วย คือว่า คำว่าสมาธินี้มิได้ หมายถึงว่ามุ่งมั่น ตั้งใจอย่างเครียดที่สุดที่จะทำ หรือจะอะไรอย่างนี้, ไม่ใช่ สมาธิ; อย่างนี้ไม่เป็นสมาธิเลย เป็นความวุ่น เป็นความพลุ่งพล่านอยู่ด้วยความรู้ สึกว่า ตัวตน หรือ ของตน. จิตที่เป็นสมาธิแท้จริงจะต้องว่าง โดยความรู้สึก ว่าตัวตนหรือของตนออกไปหมด ในขณะนั้นจะสบายที่สุด จะเยือกเย็นที่สุด จะ ฉลาด เฉลียวที่สุด, แล้วที่วิเศษอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า จะสนุกที่สุด. ท่านทำอะไร การงานทางกายก็ตาม ทางใจก็ตาม ที่ทำไปในขณะที่จิตว่างนั้น; งานนั้น ๆ จะเป็น ของสนุก; แต่ถ้าทำไปด้วยจิตวุ่นแล้ว มันจะทุกข์ทั้งนั้นไม่ว่างานอะไร ถ้าจิตว่างแล้ว แม้แต่จะโกยเลนในท้องร่องเหม็น ๆ ก็ยังสนุก แต่ถ้าจิตวุ่นแล้ว ทำงานออฟฟิศ เบา ๆ ก็ไม่สนุกเลยเร่าร้อนกระวนกระวาย. จึงพูดได้ว่า จิตว่างนั้นมีคุณประโยชน์ อย่างยิ่งแก่คนทั่วไปในข้อที่ทำให้งานสนุก. ถ้าจิตวุ่นแล้ว งานจะต้องเป็นทุกข์ นี้ เรียกว่า สิ่งที่เรียกว่า จิตว่าง หรือความว่างที่จิตควรจะเข้าให้ถึงนั้น ไม่ใช่เรื่อง สำหรับพวกที่อยู่ตามป่า ตามเขา เป็นฤๅษี มุนี ชีไพร อย่างนั้น; แต่ว่าเป็นเรื่อง สำหรับคนทุกคนที่ต้องการจะรับเอาแสงสว่างของพระพุทธศาสนาไปใช้ ให้สำเร็จประ-

น.156 ๑๕๐ โยชน์ ในการบำเพ็ญหน้าที่การงานในชีวิตของตน. ถ้าท่านทำได้อย่างนี้แล้ว การ ปฏิบัติงานในหน้าที่ประจำวันของท่านนั้น จะกลายเป็นการปฏิบัติธรรมะชั้นสูงสุดไป ในตัวทุกวัน ทุกเวลา นี่มันได้กำไรมากถึงอย่างนี้. ขอให้ตั้งใจทำงานปฏิบัติหน้าที่ จะเป็นการศึกษาหรือการปฏิบัติงานอะไรก็ตามเถอะด้วยจิตที่ว่างในลักษณะเช่นนี้; แล้ว การทำนั้นจะได้ผลเป็นการที่เรียกว่า ยิงปืนทีเดียวได้นก ๒ ตัว และตัวใหญ่ ๆ ทั้งนั้น คือการงานนั้นก็ปฏิบัติไปสำเร็จ แล้วก็เป็นการปฏิบัติธรรมะชั้นสูงสุด คือ เข้าถึง ความว่างนี้ไปพร้อมกันไปในตัว ปฏิบัติธรรมะชั้นสูงสุด เพราะฉะนั้นจึงถือว่า ได้ นก ๒ ตัวที่ใหญ่ ๆ ทั้งนั้น เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างนี้. สำหรับคำว่า ความว่างนั้น มันมีอยู่ ๒ ความหมาย ตรงที่ว่า เหมือนอย่างว่า ของเหล่านี้มีอยู่ วัตถุปรากฏอยู่ ลักษณะอาการต่าง ๆ ก็ปรากฏอยู่ แต่ว่าในวัตถุนั้นหรือในลักษณะอาการนั้น ว่างจากตัวตน เพราะมันเป็นเพียงมายา อย่างนี้เราหมายความว่า มันว่าง เพราะมันเป็นมายา ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เห็นอยู่ รู้สึกอยู่ คมอยู่ ลิ้มอยู่ กินอยู่ นี้เป็นเพียงมายา มันว่างเพราะมันเป็นเพียงมายา. นี่อย่างหนึ่ง. ทีนี้ถ้าเอามายานี้ออกไปเสียอีกที่หนึ่ง ไม่มีอะไรที่เป็นมายา แล้ว นั่นแหละจึงจะพบความว่างที่แท้จริง เป็นความว่างชนิดที่เรียกว่านิพพานหรือ ความว่างอนันตกาล ทำนองนั้น; นี่อีกอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น เราควรจะมองสิ่ง ต่าง ๆ ให้เห็นมายา ให้เห็นตามที่เป็นจริงว่า เป็นมายา หรือว่างไป เสียชั้นหนึ่งก่อน; ทะลุมายาเหล่านั้นแล้ว จึงจะถึงความว่าง ถาวรอนันตกาล หรือพระนิพพาน หรือเป็นความว่างแท้จริงได้ ซึ่งไม่ใช่มายา. เพราะว่า สิ่งที่ เราเรียกว่า มายา หรือ หลอกลวงนี้ มันก็เป็นความว่าง มันว่างจากของจริง มีแต่มายา, เพราะฉะนั้น ในตัวมายาก็คือความว่างหรือเป็นตัวความว่าง. ทีนี้ เรามองทะลุความว่างชั้นที่เป็นมายานั้นเสียก่อน แล้วเราก็จะเข้าถึงความว่าง ที่แท้จริง ว่าเป็นอนันตกาล คือมีทุกเวลา เป็นอนันตเขตคือมี ในที่ทุกหนทุก

น.157 ๑๕๑ แห่งเป็นตัวเดียวกันหมด นี่จิตเข้าถึงความว่างอย่างนี้ เป็นจิตที่สงบเย็น ไม่มีความทุกข์ "แต่คนแก่ ๆ ที่ได้รับการศึกษาไม่พอ เขากลัว, เขากลัวว่า ถ้า อะไร ๆ มันก็เป็นมายาว่างไปหมดแล้ว ตัวแกก็จะพลัดตกลิ่ว ๆ ๆ ๆ ไม่มีที่หยุดที่เกาะ กันแล้ว ก็เลยกลัว เหมือนกะว่า คนที่ไปที่ริมชะง่อนผาที่เป็นเหวลึก มองดูไปแล้ว ใจหาย ไม่กล้าให้หล่นลงไปในนั้น มีความรู้สึกกลัวสุญญตา กลัวพระนิพพาน ใน ลักษณะอย่างนั้น ว่ามันว่าง แล้วมันก็จะตกลิ่ว ๆ ไปไม่มีที่สิ้นสุดกันเลย แกก็เลย ถอยหลัง ไม่กล้าศึกษาเรื่องความว่าง เรื่องพระนิพพาน หรืออะไรทำนองนี้. แต่ที่แท้นั้น คำสอนเรื่องสุญญตาหรือความว่างนี้ สอนให้ดูที่ ตัวเองนั้นว่าง ว่างจนไม่มีตัวเอง แล้วคิดดูซิว่า อะไรมันจะพลัดตกลิ่ว ๆ เพราะว่า ตัวเองที่จะ เป็นผู้พลัดตกลิ่ว ๆ มันว่างเสียแล้ว มันไม่มีอะไรพลัดตกได้ มันมีแต่ความว่าง ใน จิต ก็รู้สึกแต่ความว่าง ไม่มีกระวนกระวาย ในกายก็ประสบแต่ความว่าง ไม่มีความ กระวนกระวาย ทั้งทางกายและทางจิต นี่รสชาติของความว่าง เป็นอย่างนี้. ทีนี้มันมีอยู่อีกส่วนหนึ่ง คือว่า: ความว่าง, สุญญตา, หรือ อนัตตา ส่วน ที่เป็น มิจฉาทิฏฐิ; เหมือนกับที่ได้กล่าวมาแล้วเมื่อตะกี้นี้ว่า นักศึกษาตามศาลาวัด ที่ชอบพูดว่า สุญญตา ว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย สูญเปล่าไม่มีอะไรเลยนี้ มัน เป็นคำพูดผิด ตู่พระพุทธเจ้า และนั่นแหละ คือสุญญตาที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ หรือ อนัตตาที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ฉะนั้น เราก็ควร จะได้วินิจฉัย สุญญตา หรืออนัตตา ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิกันเสียบ้างสักเล็กน้อย. อนัตตาที่เป็นมิจฉาทิฏฐินั้น เขาเรียกชื่อว่า นัตถิกทิฏฐิ. นัตถิกะ, แปล ว่า ไม่มีอะไร คือ ทิฏฐิ ว่าไม่มีอะไรเลย. ที่เดียวนี้ เขาเรียกกันในทางปรัชญาว่า Nihilism, Nihilism ก็แปลอย่างเดียวกันว่า นัตถิกะ คือว่า ไม่มีอะไรเลย. พอไม่

น.158 ๑๕๒ มีอะไรเลย ก็ว่าเลยไปถึงว่า ไม่มีเขา ไม่มีเรา ไม่มีนั่น ไม่มีนี่ แล้วฆ่ากันตายก็ไม่มี บาปหรือว่าเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน ก็ไม่มีบุญ อย่างนี้ เป็นไม่มีอะไรหมด อย่างที่พวกโจร เขาใช้ หรือพวกคนพาล เขาใช้สำหรับเป็นปรัชญามิจฉาทิฏฐิในใจของเขาสำหรับ ฆ่าคนเล่น, สำหรับปล้นสะดมคนทั้งเมืองอะไรนี้. อย่างนี้เรียกว่า เป็นอนัตตาที่ อธิบายเอาเอง หรือว่าเอาเอง ยึดถือเอาตามที่จะให้มันเหมาะแก่ความต้องการของ ฅนอย่างนี้ก็มี. หรือว่าบางทีไม่ได้เจตนาเลวทรามอย่างนั้น มันเข้าใจไปอย่างนั้น จริง ๆ ก็มี และเรียกว่า นัตถิกทิฏฐิ มีมาตั้งแต่ก่อนพระพุทธเจ้า และแม้ในสมัย พระพุทธเจ้า และอาจจะมีแม้ในสมัยทุกวันนี้. นี่เรียกว่า อนัตตา หรือ สุญญตา ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ หรือแม้แต่พวกที่ถือว่า มันไม่มีเรา อะไรก็สำเร็จอยู่แค่ปาก แค่ ท้อง ตายแล้วเลิกกัน คือว่าวันนี้เท่านั้น พรุ่งนี้ก็ไม่มี; วันนี้อยากจะทำอะไรตามกิเลส ตัณหา ก็ทำมันตะบึงตะบันไปด้วยความเมามายอย่างนี้. อย่างนี้ก็เป็นความเข้าใจคิด นึกเอาตามที่ตัวต้องการ ตามกิเลสตัณหาของตน อย่างนี้ก็เรียกว่า เขาพูดว่า ไม่ มีตัวไม่มีตนเหมือนกันเป็นอนัตตาเหมือนกัน แต่เป็นอนัตตาอย่างมิจฉาทิฏฐิ ไม่ใช่ อย่างของพระพุทธเจ้า. บางพวกก็มีความคิดหรือความรู้สึกไปในทำนองที่ว่า มันเป็น อนัตตา ที่ไม่มีเหตุ ไม่มีผล การกระทำกรรมนี้ ไม่มีผล เพราะว่าไม่มีตัวผู้ทำ ไม่มี ตัวตน แล้วการทำกรรมนี้ มันก็ต้องไม่มีผลซิ แล้วก็ไม่มีใครต้องรับผลกรรม กรรมดี ก็ตาม กรรมชั่วก็ตาม ทำเอาตามที่ฉันต้องการดีกว่า อย่างนี้เขาเรียกว่า อกิริยะ- ทิฏฐิ เป็นมิจฉาทิฏฐิ เกี่ยวกับ อนัตตา ด้วยเหมือนกัน, ถ้าความคิดนั้นน้อมไป ในทางว่ามันไม่มีเหตุที่เป็นเหตุให้เกิดผล อะไร ๆ มันเป็นไปตามแค่เราคิดนึก ต้อง การทำเท่านั้น อย่างนี้เขาก็เรียกว่า อเหตุกะ ทิฏฐิ เป็นมิจฉาทิฏฐิเหมือนกัน; เพราะฉะนั้นอกิริยะทิฏฐิก็ดี อเหตุกะทิฏฐิก็ดี นัตถิกะทิฏฐิก็ดี อุจเฉทกะทิฏฐิก็ดี เป็นมิจฉาทิฏฐิเกี่ยวกับอนัตตาทั้งนั้น หรือเรียกว่า อนัตตาที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะ ฉะนั้น อย่าได้เข้าใจผิดแล้วไปอธิบายอย่างนั้นเข้า มันจะผิดหลักพระพุทธศาสนา เป็นการตู่พระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง.

น.159 ๑๕๓ ทีนี้ก็มาถึงข้อที่ว่า ทำไมเมื่อมันเป็นอนัตตาแล้ว มันจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ตามที่บัญญัติสอนได้อย่างไร เช่นเมื่อวันก่อนนี้ ได้พูดถึงเรื่อง กรรม เรื่อง การเกิด ใหม่ เรื่อง สังสารวัฏฏ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็เรื่อง สังสารวัฏฏ์ว่า กิเลส เป็นเหตุ ให้ทำกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งลงไป ทำลงไปแล้วก็ได้รับผลกรรม รับผลกรรมแล้วก็มา หล่อเลี้ยงกิเลสให้อยากอย่างอื่นต่อไปใหม่ แล้วทำกรรมอีก แล้วได้รับผลกรรมอีก แล้วเกิดกิเลสอีกอย่างนี้ ทำไมมันจึงเป็นไปได้ ทั้ง ๆ ที่ทุกอย่างเป็นอนัตตา; นี้ก็ เพราะเหมือนกับที่ได้อธิบายแล้วในตอนต้นว่า กิเลสก็เป็นอนัตตา กรรมก็เป็นอนัตตา วิบากของกรรมคือผลกรรมนั้นก็เป็นอนัตตา. แต่แล้วทำไมก่อให้เกิดผลสืบเนื่องเป็น วงกลมกันอย่างนี้ไปได้ นี่ก็ให้เข้าใจว่า มันเป็นไปตามกฎธรรมชาติที่ว่า ธรรมชาติ เท่านั้น ธรรมชาติล้วน ๆ เท่านั้น ไหลไป. กิเลสเป็นอนัตตา ก็เพราะว่า กิเลส ไม่ใช่ตัวตนอะไรที่ไหน เป็นเพียงความรู้สึกผิด คิดผิด สำคัญผิด เห็นผิด ที่มัน ปรุงขึ้นมาในธาตุของจิต; ในธาตุของจิต ในธาตุจิตหรือธาตุวิญญาณตามธรรมชาติ สำเร็จรูปเป็นกิเลส สำเร็จรูปเป็นความเห็นผิด รู้สึกผิด เข้าใจผิด อยากผิด ปรารถนาผิด อะไรขึ้นมา เราก็เรียกว่า กิเลส; เพราะฉะนั้น กิเลสไม่ต้องมีตัวตน แต่ก็เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลที่จะบีบบังคับร่างกายนี้ให้ทำอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือให้ปากนี้พูด ออกไปอย่างใดอย่างหนึ่ง. ทีนี้ปากนี้ก็ไม่ใช่ตัวตน ร่างกายนี้ก็ไม่ใช่ตัวตน กิเลส ก็ไม่ใช่ตัวตน แต่มันควบคุมกันเข้าแล้วทำให้เป็นไปได้ สำเร็จเป็นกรรม คือ การ กระทำเป็นกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมได้. ที่นี้ผลของกรรมที่จะเกิดขึ้นเป็นอะไร ก็ตามใจ ก็เป็นอนัตตา จะปรากฏเป็นความรู้สึกสนุกสนาน หรือปรากฏเป็นความเศร้า ความทุกข์ ก็เป็นอนัตตา. ทั้ง ๆ ที่มันเป็นอนัตตา มันก็ยังก่อให้เกิดความอยาก เช่น สนุกสนาน ก็อยากได้ อยากเอา อยากเป็น; ไม่ได้ง่าย ๆ ก็ขโมยเขา อย่างนี้ เป็นต้น; ถ้ามันเป็นความเศร้า ความทุกข์ ก็เหี่ยวแห้งไปพักหนึ่ง แล้วคิดต่อต้าน ใหม่ สู้ใหม่ เอาใหม่ ทั้ง ๆ ที่เป็นอนัตตา มันก็บีบบังคับให้เกิดความคิดใหม่ต่อไป ได้. ฉะนั้น วัฏสงสารจึงหมุนเป็นวงกลมไปเรื่อยได้ทั้ง ๆ ที่เป็นอนัตตาทั้งหมด

น.160 ๑๕๔ ทุกส่วน. ส่วนที่เป็นกิเลสก็คิดได้ ปรารถนาได้ หวังได้ ทะเยอทะยานได้ ทั้ง ๆ ที่ เป็นอนัตตา, ส่วนที่เป็นกรรมก็เคลื่อนไหวกระทำได้ด้วยเจตนาทั้งทางกายทางวาจา และทางจิต, ส่วนที่เป็นวิบากก็เกิดผลรับผลเป็นสุขเป็นทุกข์ได้ทั้ง ๆ ที่เป็นอนัตตา; แล้วความที่มันสิ้นสุดลงไปวงหนึ่งคือว่า ได้รับผลของการกระทำสิ้นสุดลงไปรายหนึ่ง แล้ว มันก็เกิดความคิดขึ้นมาใหม่ซึ่งเรียกว่า ชาติใหม่ การเกิดใหม่ที่ได้อธิบายแล้วในวัน ก่อนนั้น มันก็เรียกว่า มันเกิดขึ้นมาใหม่ ได้ทั้งที่มันเป็นอนัตตา แล้วมันก็เปลี่ยนไป มีอาการที่เราเรียกว่า แก่ เจ็บ ตาย นี้ได้ ทั้งที่มันเป็นอนัตตา; ฉะนั้นขอให้เข้าใจ ว่า วัฏสงสารที่น่าอัศจรรย์ ที่ลึกซึ้ง เร้นลับ เข้าใจยาก วิจิตรพิสดารอย่างยิ่ง นี้เป็นอนัตตา เป็นไปได้ทั้งที่เป็นอนัตตา หมุนไปได้ทั้งที่เป็นอนัตตานี้เป็นอันว่า ในส่วนที่เป็นสังขารหรือเป็นสังสารวัฏฏ์นั้น เป็นอนัตตาหมด. ทีนี้ก็มาถึงส่วนที่เหลืออยู่ที่สำคัญที่สุด คือ ส่วนที่เป็นนิพพาน เอาส่วน ที่กล่าวแล้วทั้งหมดนั้นออกไปเสีย ก็เหลือแต่ความว่างอันแท้จริง ความว่างที่เป็น อนันตกาลหรืออนันตเขต นี้เราก็ยังกล่าวว่า เป็นอนัตตา. โดยบทที่พระพุทธเจ้าได้ ตรัสว่า "ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา" แม้นิพพานหรือความว่างนั้น ก็เป็น อนัตตา จะเอาตัวเอาตนเป็นตัวเป็นตนขึ้นมาที่ความว่างอีกไม่ได้ นี่เป็นเหตุให้กล่าว ได้ว่า เมื่อวุ่นก็เป็นอนัตตา เมื่อว่างก็เป็นอนัตตา แล้วธรรมชาติแห่งความว่างถึงที่ สุดก็เป็นอนัตตา. แต่แล้วอย่าเข้าใจว่า ว่างที่สุดแล้วเป็นอนัตตานี้, มันไม่มีอะไร มัน มีทุกอย่างที่มันมี แต่ถ้าไปแตะต้องอย่างนี้เข้า มันเกิดปฏิกิริยาอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าไป ทำกรรมอย่างนั้นอย่างนี้เข้า จะต้องเกิดวิบากอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างไม่มีใครจะไป เปลี่ยนแปลงมันได้ เพราะฉะนั้นมันจึงทำกรรมได้เกิดผลของกรรมได้ รับผลของกรรม ได้ ทั้ง ๆ ที่ความจริงทุกอย่างเป็นอนัตตา. นี้ถ้าว่าจะไปเข้าใจว่า พระนิพพาน เป็น อัตตา แล้วยึดถือเอาพระนิพพานเป็นของเราอย่างนี้ ยิ่งผิดไม่มีทางที่จะเป็นพระ นิพพานได้ เพราะไม่มีความว่าง จิตไม่ว่าง ยึดถือเอาอะไรก็ไม่ทราบ เอาความโง่

น.161 ๑๕๕ ของตนเองนั่นแหละเป็นตัวเป็นตน หาใช่เป็นนิพพานไม่; คนที่คิดว่านิพพาน เป็น อัตตาหวังจะเอา อย่างเป็นเราเป็นของเราอย่างนี้ เป็นความเห็นผิดอย่างยิ่ง ซึ่งไม่ มีทางที่จะเป็นนิพพาน หรือเป็นความว่าง หรือเป็นความดับทุกข์สิ้นเชิงได้เลย. นี้ เป็นอันว่าปฏิเสธหมดว่า ธรรมชาติทั้งหมดทั้งสิ้นเป็นอนัตตา ธรรมชาติส่วนที่วุ่น เปลี่ยนแปลงเรื่อย ไหลเวียนเรื่อย คือมายาของความว่างนั้นแหละ ก็เป็นอนัตตา แล้วธรรมชาติที่ไม่วุ่น ไม่เปลี่ยนแปลง หยุดนิ่งสงบ เป็นความว่างอนันตกาลก็เป็น อนัตตา เลยสรุปได้ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ทั้งหมดทั้งสิ้น เป็น อนัตตา ประโยค ที่ว่า "สัพเพธัมมาอนัตตา ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา" นี้คือหัวใจของ พุทธศาสนา. ขอให้เข้าใจไว้ในฐานะที่จะประพฤติปฏิบัติเองให้มันว่างมากขึ้นตามส่วน ด้วย และเพื่อตอบคำถามแก่ชาวต่างประเทศหรือคนที่ยังไม่รู้นั้นให้รู้ เป็นการช่วยกัน เผยแผ่พระพุทธศาสนาพร้อมกันไปในตัวด้วย จึงได้กล่าวถึงเรื่องนี้ ในลักษณะ อย่างนี้. ทีนี้ เราก็มาถึงวิธีปฏิบัติ เพราะได้กล่าวแล้วว่า เราจะทำความเข้าใจกันใน เรื่องหลักพระพุทธศาสนาและวิธีปฏิบัติคู่ ๆ กันไปเสมอ. ทีนี้เกี่ยวกับอนัตตานี้ เรา จะต้องปฏิบัติอย่างไร จึงจะเป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ในการงาน หน้าที่ ประจำวันของเรา ถ้าตั้งปัญหาอย่างนี้ ก็ขอให้ย้อนกลับไปหาคำตอบในขั้นต้นจากเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท ที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นอีกครั้งหนึ่ง คือว่า: เราจะต้องมีความรู้ในเบื้องต้น เพียงพอ, แล้วมีสติที่จะนำความรู้นั้นมาใช้ให้ทันแก่เหตุการณ์ สติกับปัญญา ต่างกันอย่างไร ? ถ้าท่านนักศึกษาถูกถาม ท่านจะตอบว่า อย่างไร ปัญญานั้นคือความรู้ ว่าอะไรเป็นอะไร, อะไรเป็นอะไร อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะเกี่ยวกับความจริงในทางธรรมะนี่เรียกว่าปัญญา เรียกความรู้นั้นว่า ปัญญา; เช่น รู้ว่า "สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดถือว่าตัวตน" อย่างนี้ก็เป็นยอดของปัญญาแล้ว

น.162 ๑๕๖ ทีนี้ส่วนสตินั้นคือการที่ปัญญานั้นต้องมาทันท่วงที หมายความว่า ต้องระลึกให้ ความรู้นั้นมาทันท่วงที. ถ้ามันมาช้าไป มันก็มีการกระทำผิด พูดผิด คิดผิด เสียแล้ว แต่ถ้าปัญญานั้นมาทันท่วงที เราเรียกว่า มีสติ มันก็ไม่มีการพูดผิด ทำผิด คิดผิด. ฉะนั้น ปัญญาในขณะที่ทำหน้าที่ ที่มาทันท่วงทีนั่นคือสติ แล้ว ก็เลิกกัน แล้วก็ดับไป หมด เรื่องของสติ นี้มากลายเป็นปัญญาอีกอยู่ประจำเลย อย่างนี้เรียกว่า สัมปชัญญะ. ความรู้ธรรมดาเรามีอยู่เป็นพื้นฐานนี้เรียกว่าปัญญา; แล้วความรู้ที่เป็นปัญญานั้น มาช่วยทันท่วงทีกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางตา ทาง หู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจก็ตาม ปัญญาที่มาในขณะนั้น เราเรียก ว่า สติ; ทำหน้าที่อย่างสติเสร็จแล้วก็ดับไป เหลืออยู่เป็นสัมปชัญญะ; ที่จะ ควบคุมความรู้ที่ทันท่วงทีนั้น ให้คงอยู่ตลอดเวลาจนกว่าเรื่องนั้นจะเสร็จไป. นี่คำ บัญญัติเฉพาะในระหว่าง ปัญญา สติ และ สัมปชัญญะ ที่เกี่ยวกับจะต้องใช้ใน เรื่องอนัตตานี้เป็นอย่างนี้. แต่ว่าอย่าเข้าใจว่า คำบัญญัติเรื่องคำนี้ มันมีแต่อย่างที่ว่านี้อย่างเดียว ใน กรณีอย่างอื่น เราจะรวมหมดทั้งปัญญา ทั้งสติ ทั้งสัมปชัญญะนี้ รวมเข้าเป็นชื่อเดียว เรียกว่า สติปัฏฐานภาวนา นี้ก็ยังได้ ยังมี นั้นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก. แต่ว่าถ้า แยก ๆ ออกมาให้เหลือเป็นส่วนที่จะทำหน้าที่ทันควันทันท่วงทีกันอย่างนี้ และอย่าง เพียงพอกันอย่างนี้แล้ว เราบัญญัติอย่างนี้เป็นเหมาะที่สุด. เพราะฉะนั้น จึงต้องมี ทั้งปัญญา ต้องมีทั้งสติ ต้องมีทั้งสัมปชัญญะ; เมื่อตากระทบรูป เมื่อหูกระทบเสียง เมื่อจมูกกระทบกลิ่น เมื่อลิ้นกระทบรส หรือสัมผัส หนังกระทบทางผิวหนังนี้ สติ จะต้องมาทันท่วงที คือเอาความรู้ที่มีอยู่เป็นพื้นฐานที่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็น อนัตตา มาใช้ให้ได้ทันท่วงที อย่าได้ไปหลงรักหรือหลงเกลียดในรูปสวยไม่สวย ใน กลิ่นหอมกลิ่นเหม็น ในเสียงเพราะไม่เพราะ รสอร่อย ไม่อร่อย สัมผัสนิ่มนวล สัมผัสกระด้างอย่างนี้เป็นต้น; มันก็เป็นการตัดทางมาของกิเลส คือ มันทำให้หยุด

น.163 ๑๕๗ อยู่ ได้เพียงแค่สัมผัส สัมผัสทางตา สัมผัสทางหู สัมผัสทางจมูก มันหยุดอยู่ได้เพียง เท่านั้น มันก็ไม่มีเรื่องเป็นเวทนา เป็นตัณหา จนเกิดทุกข์ นี่วิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดเป็น อย่างนี้ คือสติมาทันท่วงที. ทีนี้ถ้าเผอิญว่า ผัสสะนั้นควบคุมไว้ไม่อยู่ เลยไปเป็น เวทนาแล้ว เป็นรู้สึก เป็นสวย เป็นหอม เป็นเหม็น เป็นไพเราะ ไม่ไพเราะ นิ่มนวล กระด้าง แล้วจนเกิดความรู้สึกที่ว่า น่ารัก หรือ ไม่น่ารัก น่าปรารถนา หรือ ไม่น่า ปรารถนา อะไรอย่างนี้เสียแล้ว; อย่างนี้เรียกว่า มันเป็นเวทนาขึ้นมาแล้ว เป็นสุข เวทนาก็ตาม ทุกขเวทนาก็ตาม, สติยังจะต้องมาอีกครั้งหนึ่ง จะต้องกระโดดผลุงมาอีก ครั้งหนึ่ง ในการที่จะเห็นว่า เวทนาทั้งหมดนี้ สุขก็ตาม ทุกข์ก็ตามนี้ เป็นอนัตตา คือ ไม่มีส่วนที่ควรยึดถือหรือหลงรักหลงใหลว่า เป็นเรา เป็นของเราอีกครั้งหนึ่ง แล้ว ความรู้สึกในจิตก็หยุดอยู่เพียงแค่นั้น ไม่กลายเป็นความอยากอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งเป็น ตัณหาขึ้นมาอย่างนี้ก็ได้เหมือนกัน. มันยังมีผลเป็นว่า ทุกสิ่งเป็นอนัตตาอยู่เรื่อยไม่ เป็นอัตตาขึ้นมา เราก็ไม่มีทุกข์ ทีนี้ถ้าว่าเป็นเรื่องโชคร้าย เวทนาไม่หยุดอยู่เพียงแต่เวทนา เพราะเรา ไม่มีสติเพียงพอ ไม่มีปัญญาเพียงพอ ไม่มีสัมปชัญญะเพียงพอ เวทนาได้ปรุงเป็น ตัณหาที่อยากอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาแล้วอย่างรุนแรง อยากด้วยความเห็นแก่ตัว อยากเอาเป็นของตัว อยากยึดครอง อยากหวงแหน อยากที่เกี่ยวกับเป็นตัวเป็นของ ตัวอย่างนี้แล้ว เรียกว่า ไม่เป็นอนัตตาเสียแล้ว ความโง่หลงว่าอัตตาเกิดขึ้นเสียแล้ว เป็นที่ตั้งของตัณหาคือความอยากแล้ว แน่นอนจะต้องเป็นอุปาทานเกิดตามขึ้นมา ยึด มันถือมั่นในสิ่งนั้น แล้วสำเร็จรูปพร้อมกันหมดว่า มีตัวสิ่งที่ถูกอยาก แล้วก็มีจิต ที่อยาก คือ ตัณหา นั้นแหละ แล้วก็มีอาการที่อยาก ครบพร้อมเป็น ภพ เป็น ภวะ ขึ้นมาแล้ว นี่เรียกว่าเป็นตัวกูเกิดโดยสมบูรณ์แล้ว ตัวกูหรือของกูเกิดโดย สมบูรณ์แล้วเรียกว่า ชาติ ได้แล้ว ตัวกูโผล่ขึ้นมาเป็นชาติแล้ว ในเรื่องนั้นในกรณี นั้น. ทีนี้ก็เป็น ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส อะไรก็ตาม

น.164 ๑๕๘ ที่เรียกว่าเป็นความทุกข์ อย่างนี้เป็นอัตตาขึ้นมาแล้ว อัตตา มายา ทั้งนั้น; แต่ว่า ทั้ง ๆ ที่เป็นอัตตามายา คือซึ่งที่แท้เป็นอนัตตานั้นแหละ มันให้เกิดทุกข์ได้. ฉะนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเป็นอัตตามายาเป็นทุกข์ขึ้นมานี้ เราคงให้เป็นอนัตตาไว้ได้ ด้วยปัญญาที่เรามีอยู่เป็นพื้นฐาน และด้วยสติที่เราเอาความรู้นี้มาใช้ ได้ทันท่วงที ที่ มันมีการสัมผัสทางตา ทางหู ทางจมูก หรือ ทางอะไรก็ตาม แล้วสัมปชัญญะก็ควบ คุมความรู้อันนี้ ไว้ให้ได้สม่ำเสมอจนกว่าเรื่องนั้นจะสิ้นสุดลงไป. วิธีปฏิบัติที่เกี่ยวกับการที่จะให้ความรู้เรื่องอนัตตาช่วยเราได้นั้น มันมีอยู่ อย่างนี้ เมื่อทำได้อย่างนี้ จิตว่างอยู่เรื่อย; เมื่อจิตว่างอยู่เรื่อยก็เป็นดังที่กล่าว แล้วว่า ทำอะไรก็ได้ เล่าเรียนอะไรก็ดีที่สุด ได้ผลดีที่สุด ทำการงานอะไรก็ได้ผล ดีที่สุด ไม่ว่าเราจะเล่าเรียนหรือจะทำการงานหรือแม้แต่ที่สุดแต่จะต่อสู้กัน; ต่อสู้ กันอย่างโจทก์จำเลย ต่อสู้กันในศาลอย่างนี้ ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำด้วยจิตว่าง ฝ่ายนั้น จะเป็นฝ่ายที่ได้ผลดี แต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอัตตาจัดเป็นจิตวุ่นแล้ว ฝ่ายนั้นจะต้อง เสียเปรียบโดยธรรมชาติเข้าไปตั้งครึ่งตั้งค่อนแล้ว. อย่างนี้จึงว่า แม้แต่การต่อสู้กัน แม้แต่การที่จะทะเลาะวิวาทกันนั่น คนที่ทำด้วยจิตว่างจะเป็นฝ่ายชนะเสมอ; ฉะนั้น การคิดวางแผนการณ์ ในการทำงานก็ดี, การประกอบการงานอยู่ก็ดี, การควบคุมการ งานก็ดี, การรับผลของการงานก็ดี, การบริโภคผลของการงานก็ดี, การเก็บรักษาอะไร ต่อไปก็ดี. ต้องทำด้วยจิตว่างทั้งนั้น มีความรู้เรื่องอนัตตาเข้ามาอยู่เป็นพื้นฐาน ป้องกันไม่ให้เกิดการยึดมั่นถือมั่นโดยประการทั้งปวงอยู่ตลอดเวลา แล้วเราก็จะเป็น มนุษย์สมมติเรียกว่ามนุษย์ที่ไม่มีความทุกข์เลย; ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์เราควรจะได้ ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ แล้วก็ต้องได้สิ่งที่ดีที่สุดที่สัตว์จะพึงได้. นี้เรียกว่า เรื่อง ของอนัตตา เป็นอย่างนี้ แล้วเราก็จะต้องปฏิบัติในลักษณะอย่างนี้ แล้วเราจะได้ ผลเป็นอย่างนี้ เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เป็นยาวิเศษของพระพุทธศาสนาที่จะแก้ โรคความทุกข์ได้ทุกอย่างทุกประการ ไม่ว่าเรื่องของเด็ก ผู้ใหญ่ ไม่ว่าเรื่องชาววัด

น.165 ๑๕๙ ชาวบ้าน ไม่ว่าเรื่องโลกนี้เรื่องโลกหน้า เรื่องเหนือโลกอะไรก็ตาม จะต้องใช้หลักเกณฑ์ เรื่องอนัตตาหรือความไม่มีตัว หรือความไม่เห็นแก่ตัวนี้ทั้งนั้น. เป็นอันว่า เราได้ชี้หรือได้วินิจฉัยกันถึงหลักธรรมะที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาว่า ได้แก่ความจริงหรือธรรมะที่แสดงความจริง เรื่องสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน พังดูให้ดีเถอะมันไม่ใช่ตัวตน; ไม่ใช่บอกว่า ไม่มีอะไรเลย ว่างเปล่า สูญเปล่า ไม่ใช่อย่างนั้น ทุกอย่างมี เป็นไปไหลเรื่อย เป็นไปตามเรื่องของมัน ไหลเรื่อยไปตามเรื่องตามราวของมัน แต่ว่าทุกสิ่งทุกส่วน ทุกระยะ ทุกตอน ทุกเวลานั้น ไม่มีส่วนไหนที่เป็นอัตตา นี่เรียกว่า "อนัตตา" ในพระพุทธศาสนา. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ เพราะหมดเวลาเพียงเท่านี้. จบการบรรยายครั้งที่ ๖

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต