Buddhadasa.org

หลักธรรมที่แสดงความว่าง ตอนที่ ๗ — ๗. สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์จะพึงได้

หลักธรรมที่แสดงความว่าง — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — หลักธรรมที่แสดงความว่าง (๑๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.166 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย, ในโอกาสแห่งการบรรยายครั้งที่ ๗ นี้ อาตมาจะได้กล่าวถึง สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์จะพึงได้ หรือที่เรียกอย่างภาษาชาววัดว่า มรรคผลนิพพาน เพราะเหตุว่า ธรรมะที่เราศึกษาและปฏิบัติโดยหลักดังที่กล่าวข้างต้น แม้จนกระทั่งถึงเรื่องสูงสุด คือ เรื่อง อนัตตา นั้น มันก็เป็นไปเพื่อผลคือสิ่ง ๆ เดียวนี้ ที่เรียกว่า มรรค, ผล, นิพพาน, แต่ว่าเมื่อเรียกว่า มรรคผลนิพพานแล้ว คนทั่วไปสมัยนี้ พากันรู้สึกอย่างไร ๆ ชอบกล คือ รู้สึกว่า เป็นของไม่เกี่ยวข้องกับเรา หรือครึคระ หรือเป็นของที่เข้าใจไม่ได้เสียเลย จนไม่เกี่ยวข้องกับเรา. ทั้งนี้ มันเนื่องจากคนเขาพูดถึง มรรคผลนิพพาน กันแต่ในลักษณะที่ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้; นี่ขอให้ท่านนักศึกษาทั้งหลายสังเกตดูให้ดีว่า ทำไมเราจึงเบื่อต่อสิ่งที่เรียกว่า มรรคผล นิพพาน; ไม่อยากจะสนใจ ทั้งนี้ก็เพราะว่า พวกชาววัด ส่วนมากเหล่านั้น เอาคำว่า "มรรค, ผล, นิพพาน" มาใช้พูดกันในลักษณะที่ไม่ตรงตามที่เป็นจริง เพราะว่า เขายึดถือไปในฐานะเป็นสิ่งที่ขลัง หรือ ศักดิ์สิทธิ์หรือสูงสุด หรืออะไรมากเกินไป. จนทำให้สิ่งซึ่งเป็นจุดประสงค์ของพระพุทธศาสนา หรือสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะถึง จะได้ นั้น กลายเป็นของน่าระอาหรือไม่น่าสนใจไป; เพราะฉะนั้นขอให้ตั้งใจ

น.167 ๑๖๑ เสียใหม่เพื่อจะศึกษากันว่า สิ่งที่เรียกว่า มรรคผลนิพพานนั้น หมายถึงอะไร. นี้อาตมาได้ใช้ชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์จะพึงได้; นี่มันก็หมายถึงสิ่งที่เรียกว่า มรรคผลนิพพานนั่นเอง. ขอให้ระลึกถึงความหมายของคำที่ว่า "สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ หรือ จะต้องได้ให้ทันตาเห็นคือในชาติปัจจุบันนี้ " นี่ว่ามันจะต้องมีอยู่เพียงสิ่งเดียวเท่านั้นเพราะได้ใช้คำว่า ที่ดีที่สุดแล้วก็ที่มนุษย์ควรจะได้หรือต้องได้ หรือขอให้ย้อนระลึกถึงคำกล่าวในวันแรกที่สุดว่า การที่เราผู้ที่จะเป็นผู้พิพากษาต้องสนใจธรรมะนั้น ไม่ใช่มีประโยชน์แต่เพียงว่า เราจะรู้จักวินิจฉัยอรรถคดี ในเมื่อเรื่องนั้นมันไปเกี่ยวข้องกันเข้ากับเรื่องทางศาสนา. หากแต่ว่าเราทุกคนจะเป็นอะไรก็ตาม จะมีหน้าที่การงานอะไรก็ตาม จะเป็นมนุษย์ชนิดไหนก็ตาม สิ่งที่ควรทำเสมอกันที่สุดนั้น มีอยู่สิ่งหนึ่งและเป็นสิ่งเดียวกัน คือ การให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้นี่เอง และการทำเพื่อให้ได้สิ่งนี้นี่แหละ เป็นการทำให้เราแม้ผู้ที่จะเป็นผู้พิพากษาหรือกำลังเป็นผู้พิพากษาอยู่นี้ มีความสุข มีความสุขกายสบายใจพร้อมกันไปในตัว. เมื่อคนเรามีความสุขกายสบายใจอยู่เป็นปกติแล้ว สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ส่วนรวมเพื่อมนุษยชาติในโลกนั้นได้ดีด้วย หมายความว่า เราชนะตัวเองได้ แล้วเราก็จะชนะสิ่งอื่นหรือบุคคลอื่นหรือบุคคลทั้งหลายได้; ฉะนั้นเราจะต้องจัดการกับปัญหาของชีวิตในความเป็นมนุษย์นี้ของเราเองให้เด็ดขาดลงไปก่อน ให้เราได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้อยู่ในมือ, แม้ไม่ได้ทั้งหมดก็ให้ ได้เท่าที่ควรจะได้ไปตามลำดับ ๆ จนกว่าจะถึงที่สุด; เมื่อนั้นแหละเราจะเป็นมนุษย์ที่ ไม่มีความทุกข์ในการทำประโยชน์ตนก็ตาม ประโยชน์ผู้อื่นก็ตาม คือว่า การที่เราจะอยู่ในโลกก็เป็นผาสุก การที่เราจะทำหน้าที่ของบุคคลผู้รักษาความยุติธรรมของโลกก็จะเป็นของที่สะดวก และทำได้ดีที่สุดจนตัวเราเอง ก็จะต้องนับถือตัวเอง. เพราะฉะนั้น จึง ขอให้มุ่งหมายหรือหมายมั่นต่อสิ่งที่เรียกว่า สิ่งที่ดี ที่สุดที่มนุษย์จะต้องได้ ควรจะได้ให้ทันในชาติปัจจุบันทันตาเห็นนี้. การบรรยาย

น.168 ๑๖๒ ที่แล้ว ๆ มา ก็ได้กล่าวถึงลักษณะของสิ่งต่าง ๆ หรือข้อปฏิบัติต่างๆ เพื่อให้ได้สิ่งนี้ มาตามลำดับ วันนี้จะได้อธิบายเฉพาะสิ่ง ๆ นี้ให้กระจ่างออกไป. ในขั้นแรกที่สุด เราจะต้องระลึกนึกถึงคำว่า เกิดมาทั้งชาติหรือเกิดมาทั้ง ทีนี้ เราควรจะได้ลิ้มรสของความรู้สึกชนิดหนึ่งซึ่งไม่มีความทุกข์เลย; ซึ่งไม่มี ความทุกข์เจือปนอยู่เลย. ขอให้เราระลึกนึกให้กว้างออกไปว่า ในบรรดาความรู้สึก ต่าง ๆ ที่เรารู้สึกอยู่ในใจเรานั้น กี่เรื่อง, กี่ร้อยเรื่อง กี่พันเรื่องก็ตาม, สิ่งไหนบ้างที่ เป็นความสุข บริสุทธิ์ล้วน ๆ ปราศจากความทุกข์เลย ขอให้พิจารณาดูให้ดีๆ. ในที่ นี้เพื่อความเข้าใจธรรมะในพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะให้กว้าง ท่านจะต้องรู้จักประมวล สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นปัญหายุ่งยากมากมายนั้น เข้ามาสู่สิ่ง ๆ เดียวหรือปัญหาเดียว เช่นว่า: การที่เราเรียนมาก บำเพ็ญหน้าที่มากหรือยาก แล้วก็ยังเพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุ สิ่งของ เครื่องใช้สอย อุปกรณ์ต่างๆ นานา, ให้ได้มีครอบครัว มีบุตรภรรยา, จะให้มีลาภ ชื่อเสียง ยศศักดิ์ บริวาร อะไรอย่างนี้ เยอะแยะมากมายไปหมด แต่แล้วทั้งหมด นั้น มันเพื่ออะไรเพียงสิ่งเดียว เราควรจะมองให้ออกว่า ทั้งหมดนั้นมันเพื่อ สิ่ง ๆเดียวคือ สิ่งที่เรียกว่า สุขเวทนา; สุขะ ก็คือ สุข, เวทนา ก็คือเวทนา เวทนา นี้ไม่ใช่ความเวทนาสงสาร. หมายถึงว่า ความรู้สึกในใจว่า เป็นสุข เพราะว่าเรามี เงินก็ใช้ไปเพื่อสิ่งนี้ เรามีชื่อเสียงก็เพื่อเป็นเครื่องมืออำนวยให้ ได้สิ่งซึ่งมาอำนวยสุข เวทนา, มีอำนาจวาสนา ยศศักดิ์บริวาร ก็เพื่อใช้แสวงหาสุขเวทนาที่สูงยิ่งขึ้นไป เรามีครอบครัวเช่นภรรยาก็เพื่อเป็นเพื่อนกัน ร่วมมือกันในการแสวงหาสุขเวทนาที่มาก ขึ้นไป อะไรเหล่านี้ ไม่มีอะไรเลย ที่ไม่เป็นไปเพื่อสุขเวทนา. ฉะนั้น ปัญหามันจึง มารวมอยู่ที่สุขเวทนานี่เอง คือว่า ถ้าเราทำดี มันก็สำเร็จ ทำไม่ดีก็ไม่สำเร็จที่เกี่ยว กับเรื่องนี้. เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงสั่งสอนมากที่สุดถึงเรื่องที่จะจัดทำกับ สิ่งที่เรียกว่า สุขเวทนานี้ ให้ดีที่สุดคือ อย่างน้อยที่สุดให้รู้ว่า สุขเวทนาอันไหนกัน แน่เป็นสุขเวทนาที่ ไม่มีทุกข์. ทีนี้ในฐานะที่เราเป็นนักศึกษา เราจะต้องทราบ

น.169 ๑๖๓ ถ้าไม่ทราบ แล้วเราจะไม่เป็นนักศึกษา แล้วบางทีจะไม่ใช่เป็นมนุษย์ที่ควรจะเป็น ด้วยซ้ำไป เพราะถ้าไม่ทราบเรื่องที่ว่า อันไหนมันเป็นสุขเวทนาที่แท้จริง ที่ควรจะมี จะได้. คิดดูเถอะ ท่านจะทำไปทำไม ทำการทำงานทำอะไรต่าง ๆ เหน็ดเหนื่อยยาก ลำบากนี้ จะทำไปทำไม ถ้าไม่รู้จักทำให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เรียกว่าสุขเวทนาอันแท้จริง เพราะ ฉะนั้น ขอให้สนใจที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้. ที่นี้สุขเวทนานั้น ตามทางธรรมะ, ตามหลักธรรมะแบ่งออกเป็น ๒ พวก คือสุขเวทนาตามแบบของชาวบ้านหรือตามแบบโลกเรียกว่า สุขเวทนาอาศัย เรือน. นี่ถ้าเป็นบาลีก็ว่า เคหสิตสุขเวทนา. เคหะสิตะ แปลว่า อาศัยเรือน, สุข- เวทนาแปลว่า สุขเวทนา. สุขเวทนาอาศัยเรือนนี้ หมายความว่า สุขเวทนาที่ได้มา จาก รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส หรือธรรมารมณ์ ทางใจก็ตาม; แต่ว่าล้วนแต่ เป็นเรื่องบ้าน ๆ เรือน ๆ เป็นเรื่องโลก ๆ ธรรมดาสามัญทั้งนั้น และต้องเข้าใจไว้ ด้วยว่า แม้จะสูงสุดขนาดเป็นของทิพย์ของสวรรค์ในเทวโลกชั้นสูงสุด สุขเวทนาอันนี้ ก็ยังเรียกว่า อาศัยเรือนอยู่นั่นเอง. เพราะคำว่า เรือนในที่นี้หมายถึงกามคุณ; รูป เสียงกลิ่นรสสัมผัสเหล่านี้เรียกว่า กามคุณ, แล้วมันจะเป็นสุขเวทนา เลิศ ปราณีต วิเศษ ด้วยการคิดค้นต่อไปข้างหน้าอีกสักเท่าไรก็ตาม มันก็ยังคงเป็นเพียงสุขเวทนา อย่างโลก ๆ หรืออาศัยเรือนอยู่นั่นเอง. มันจะเป็นสิ่งที่กินแล้วไม่รู้จักอิ่ม เหมือนกับที่ เรากินอะไรอยู่ทุกวันนี้ ที่จะแสนเอร็ดอร่อยสักเท่าไร มันก็ไม่รู้จักอิ่มจนตลอดชีวิต; ซึ่งทำให้มีคำพูดว่า แม่น้ำคือตัณหานี้ ไม่รู้จักเต็ม ด้วยเหตุที่ว่า; สุขเวทนาประเภท อาศัยเรือนนี้ เป็นสิ่งที่ ไม่อาจจะทำให้ ใครอิ่มได้นี้อย่างหนึ่ง, แล้วกระหายเร็ว, แล้ว ยังมีอำนาจดึงดูดยั่วยวนอย่างยิ่งด้วย, ทำให้หลงใหลอย่างที่เรียกว่า หน้ามืดตาลาย ได้ทีเดียว, นี่เป็นอย่างนี้. เราควรจะรู้จักสุขเวทนาประเภทอาศัยเรือนไว้ในลักษณะ อย่างนี้ แล้วมันจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้กันในชาตินี้อย่างยิ่งหรือไม่ ? เดี๋ยว ค่อยวินิจฉัยกันดู.

น.170 ๑๖๔ ทีนี้ก็มาถึงสุขเวทนาอีกประเภทหนึ่งเรียกว่า สุขเวทนาอันเกิดจากการ หลีกออกไปจากเรือน, สุขเวทนาชนิดนี้ อาศัย เนกขัมมะ คือสุขเวทนาอาศัยการ หลีกออกไปจากเรือน; สุขเวทนาชนิดนี้หมายถึง สุขเวทนาที่บุคคลไปทำให้เกิดขึ้นมา จากการกระทำทางจิตล้วน ๆ คือว่า เปลื้องความรู้สึกทางกามคุณต่าง ๆ ออกไปให้หมด จากจิตเสียก่อน แล้วก็ไปสู่ที่สงบสงัด กระทำให้ถูกกับวิธีทางจิตที่เรียกว่า ทำสมาธิ ภาวนา เมื่อทำไปได้สำเร็จแม้เพียงส่วนหนึ่งหรือตามสมควรเท่านั้น ไม่ใช่ถึงที่สุด ก็จะปรากฏเป็นสุขเวทนาอย่างยิ่งออกมาชนิดหนึ่งเรียกว่า ปีติ หรือ สุข ที่เกิดมาจาก สมาธิ. ถ้าทำได้ ได้รับอยู่ในใจ บุคคลผู้นั้นจะเป็นผู้รู้สึกได้ด้วยตัวเองว่า สุขเวทนานี้ เป็นรสแปลกประหลาดอย่างที่ไม่เคยพบมาแต่ก่อน; พอน้อมเข้าไปเปรียบกันกับสุข- เวทนาชนิดที่อาศัยเรือน มันจะเกิดเป็นคู่ตรงกันข้ามคือว่า: สุขเวทนาประเภทหลังนี้ มันเย็น, ไม่ร้อน มันละเอียด ปราณีต มันไม่หยาบ มันไม่ก่อให้เกิดความหิว ไม่ สิ้นสุดเหมือนกับสุขเวทนาประเภทแรก แม้ว่ามันจะก่อให้เกิดความหิวอีกก็ตามเถอะ แต่มันไม่รุนแรงเร่าร้อนเหมือนกับสุขเวทนาประเภทแรกที่เรียกว่า กามคุณ, ประเภท หลังนี้ไม่ใช่ กามคุณ; เขาจึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งต่างหากว่า เป็นสิ่งที่ใหญ่ยิ่ง ก็เรียก; เรียกว่า มหัคคตาธรรม อย่างนี้แปลว่า ธรรมที่ใหญ่ยิ่งหรือสิ่งที่ใหญ่ยิ่งไป กว่าชาวบ้านธรรมดารู้สึก. ในที่นี้เราเรียกว่า สุขเวทนาที่อาศัย เนกขัมมะ เมื่อเปรียบเทียบกันดูอย่างนี้แล้ว จะเห็นว่ามันคนละอย่างทีเดียว คืออย่าง แรกอาศัยเรือน, อย่างหลังอาศัยการหลีกออกไปจากเรือน, ปราณีต ละเอียด สุขุม เยือกเย็นกว่ากันมาก. แม้ว่าจะเป็นสุขเวทนาด้วยกัน ซึ่งได้แก่สุขเวทนาที่เกิดจากฌาน สมาบัติ. ผู้ที่ลุ่มหลงในสุขเวทนาอันนี้จะสามารถพอใจอยู่ ได้เป็นเดือนเป็นปี หรือจน ตลอดชีวิตอย่างที่เรียกว่า "เข้าฌานนานนับเดือน ไม่เขยื้อนเคลื่อนกายา จำศีลกิน- วาตา เป็นผาสุกทุกคืนวัน". อย่างนี้ถ้าใครไปอ่านหนังสือมูลบทบรรพกิจ ท่านเขียน

น.171 ๑๖๕ ไว้ในรูปอย่างนั้น แล้วก็ความจริงเป็นอย่างนั้น. สามารถที่จะอยู่โดยไม่สนใจกับเรื่อง อาหาร เรื่องเครื่องนุ่งห่ม เรื่องอะไรกี่มากน้อย แทบจะไม่มีเลย แต่ก็ยังอยู่ ได้ อย่างพอใจเป็นสุขทุกคืนวันตลอดชีวิตได้เหมือนกัน เพราะอำนาจของสุขเวทนาประ- เภทนี้. ถ้าเราจะลองวินิจฉัยกันดูว่า นี่ใช่หรือยัง อันนี้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควร จะได้หรือยัง: อย่างแรกก็คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่เรียกว่า กามคุณ ที่รู้จักกันทั่วไป ที่ปรารถนากันนัก แทบไม่ต้องสอนเลยก็รู้จัก นั่นอย่างหนึ่งแล้ว; ทีนี้ เลื่อนมาอย่างที่สองคือว่า สุขเกิดแต่สมาธิหรือฌานสมาบัตินี้อย่างหนึ่ง แล้วมันจะ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์เราควรจะได้หรือยัง ? ถ้าท่านทั้งหลายอยากจะเปรียบเทียบ ก็ขอให้เปรียบเทียบอย่างนี้ก็แล้วกันว่า สุขเวทนาที่เกิดมาจากการบริโภค รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่เป็น กามคุณ โดยตรงนั้น เป็นอย่างไรอย่างหนึ่งแล้ว, ทีนี้บาง เวลาเราไม่ได้ไปยุ่งกับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เหล่านั้นเลย แต่เผอิญเราไป นั่งในที่ ๆ มีอากาศดี มีวิวสวย จิตใจโปร่งสงบเย็น เป็นของจืดสนิทไม่เกี่ยวกับ กามคุณเลย เราก็ยังรู้สึกเป็นสุขสบายอย่างยิ่ง, นี่เราไม่ได้ทำสมาธิ, เราไม่ได้ไป เข้าฌานทำสมาธิ แต่เผอิญมันฟลุคของมันเองได้เหมือนกัน ให้เกิดรสชนิดที่คล้ายๆ กันกับสุขที่เกิดมาแต่สมาธินั้นได้ แล้วลองเปรียบเทียบดูว่า มันเป็นอย่างไรก็แล้วกัน; แต่ถ้ามันเป็นอย่างนั้นได้ตามชอบใจ มันจะสูงสุดสักเพียงไหน. ทีนี้ขอให้ตั้งใจฟังเป็นครั้งที่ ๓ อีกทีหนึ่ง เพื่อเข้าใจธรรมะในพระพุทธ- ศาสนา เมื่อสุขเวทนาที่อาศัยเรือนก็ดี, สุขเวทนาที่อาศัยการหลีกออกไปจากเรือน แล้วก็ดี, ยัง เป็นสักว่าสุขเวทนาเท่านั้น วลีที่ว่า "ยังเป็นเพียงสุขเวทนาเท่านั้น" ท่านควรจะจดหรือจะจำไว้ให้แม่น เพราะว่ามันมีความหมายมากเหลือเกิน ว่ามันยัง เป็นเพียงสุขเวทนาเท่านั้น. เพราะว่าเรายังจะต้องมีสิ่งอื่นที่ยิ่งไปกว่าสุขเวทนา ที่ว่า

น.172 ๑๖๖ มันยังเป็นเพียงสุขเวทนาเท่านั้น หมายความว่า มันยังเป็นมายา คือเป็นสิ่งที่ เกิดขึ้นมาเองตามกฎเกณฑ์ของปฏิจจสมุปบาท ที่ว่า สิ่งนี้อาศัยสิ่งนี้แล้วเกิดขึ้น, แล้ว สิ่งนี้อาศัยสิ่งนี้แล้วก็เกิดขึ้น, สิ่งนี้อาศัยสิ่งนี้แล้วก็เกิดขึ้น. เหมือนกับเราเอาฆ้อน ฟาดลงไป มันก็ดังโผงขึ้นมาอย่างนี้เป็นต้น คือว่าถ้าเราไปถูกวิธีอย่างนั้นเข้า มันก็ เกิดเป็นความรู้สึกที่เป็นเวทนาอย่างนี้ขึ้นมา แล้วไม่เท่าไรมันก็จะดับไป หรือเลือน ไป จางไป เราก็ต้องทำไว้ให้เรื่อย รักษาไว้เรื่อย เป็นการทนทำหรือทนรักษาไว้ เรื่อย ถ้าไม่ทำมันสูญหายไป และที่ว่ามันเป็นเพียงสักว่าสุขเวทนาอีกอย่างหนึ่งก็คือ ว่า มันไม่เป็นอะไรมากกว่านั้น มันเป็นเพียงปรากฏการณ์ทางจิตล้วน ๆ ที่เกิด ขึ้นอย่างนั้น ไม่มีตัวตนอะไรที่จะเอาไว้ ได้อย่างมั่นคง มันคอยแต่จะหนีไปเรื่อย เราจึงต้องทนลำบากที่เกี่ยวกับการรักษาหรือการทนทำ นั้นคืออาการที่เรียกว่า สิ่งนี้สักว่าเวทนา หรือ สิ่งนี้สักว่า ของที่เป็นไปตามธรรมชาติเท่านั้น. ทีนี้ที่ สูงขึ้นไป กว่ามันก็คือว่า จิตของเราจะอยู่เหนือความรู้สึกที่เป็นสุข เวทนาต่อไปอีก; หมายความว่า เวทนานี้เปรียบเหมือนกับเหยื่อเสียแล้ว การที่ เราต้องกินเหยื่ออยู่เรื่อย เหยื่อชนิดไหนก็ตาม มันต้องกินเหยื่ออยู่เรื่อย กับที่ไม่ ต้องกินเหยื่อเลย อันไหนมันสบายกว่ากัน ขอให้ลองคิดดู. สุขเวทนาที่อาศัย เรือนมันเป็นเหยื่อของกามตัณหา, ทีนี้ สุขเวทนาที่อาศัยการออกไปจากเรือน แม้สูงอย่างนั้นแล้ว มันก็ยัง เป็นเหยื่อของภวตัณหา และวิภวตัณหา. อย่าง แรกเป็นเหยื่อของกามตัณหา อย่างหลังเป็นเหยื่อของภวตัณหา วิภวตัณหา ขึ้น ชื่อว่า ตัณหาแล้วก็คือว่า ความที่คอแห้งกระหายน้ำอยู่ตลอดเวลานั่นเอง. อย่างที่ เขาพูดกันโดยสมมติเรียกก็เรียกว่า เทวดาในฉกามาวจรสวรรค์ นั่นคือพวกมีกามตัณ- หา หรือมัวเมาอยู่ด้วยกามตัณหา, แล้วเทวดาในพรหมโลกสูง ขึ้นไป นั่นคือเทวดาที่มัว เมาอยู่ด้วยเหยื่อของภวตัณหาและวิภวตัณหา; คือว่าเป็น รูปพรหมบ้าง เป็น อรูปพรหมบ้าง. นี้เป็นการพูดอย่างที่เรียกว่า เป็นสมมติให้เป็นบุคคลขึ้นมา เหมือน

น.173 ๑๖๗ ที่ได้อธิบายเมื่อวันก่อนแล้วเรียกว่า บุคคลาธิษฐาน. ถ้าพูดอย่างธรรมาธิษฐานก็คือ พูดเป็นตัวธรรมะแท้ ๆ, เป็นตัวนามธรรมแท้ ๆ ไม่พูดเป็นคน ก็พูดเป็นว่า ความ ที่หลงอยู่ในเหยื่อ อยากอยู่ในเหยื่อ และหลงอยู่ในเหยื่อชนิดที่เป็นกาม และความ อยากหลงอยู่ในเหยื่อชนิดที่เป็นภพ หรือ รูปภพ หรือ อรูปภพ; สำหรับภวตัณหา และวิภวตัณหา; นี้ก็เพราะว่า แม้จะละเอียดถึงขนาดไม่เจือกาม แล้วมันก็ ยังเป็นเหยื่อเหมือนอย่างกะเราเกิดความสบายใจอย่างที่ว่าเมื่อตะกี้นี้ ไม่เกี่ยวกับกาม มันก็ยังอยาก ยังใคร่อยู่นั่นแหละ แต่มันเป็นชั้นละเอียดเท่านั้น. ท่านจึงถือว่า แม้ พวกพรหม, พวกที่บรรลุธรรมะอย่างพรหม ก็ยังไม่พ้นจากเหยื่อ, ยังคอแห้ง, กระหายน้ำชนิดที่ละเอียดปราณีตอยู่. แม้จะไม่หยาบไม่รุนแรงเท่าอย่างแรกคือกาม- ตัณหา แต่ก็ยังเป็นคอแห้งกระหายน้ำอย่างละเอียดอยู่ หาใช่ความสงบสุขไม่ ฉะนั้น จึงต้องมีความรู้สึกที่อยู่เหนือสุขเวทนาเหล่านั้น ที่เรียกว่า เป็นรสของพระนิพพาน. คำว่า รสของพระนิพพานนี้ ขออย่าได้เข้าใจว่า เหมือนกับรสที่บริโภค เสวยกันทางลิ้น, ไม่ใช่. แต่โดยเหตุที่เราไม่มีคำเรียกคำใช้ เราจึงต้องยืมคำว่า รส นี้ไปใช้อีกทีหนึ่ง; ที่จริงคำว่า รส นี้มันใช้คู่กับ ลิ้น หรือว่าไม่ใช้กับลิ้น ก็เป็น รสของความอร่อยทางสุขเวทนา. แต่ที่พูดว่า รสของพระนิพพานนี้ ไม่ใช่รสที่เกี่ยว กับลิ้น ไม่ใช่รสที่อร่อยเกี่ยวกับเวทนา แต่เป็นความรู้สึกที่รู้สึกได้อย่างหนึ่งเหมือนกัน อยู่เหนือเวทนาทั้งหลาย เหนือสุขเวทนาทั้งหลาย ที่ว่าอยู่เหนือสุขเวทนาทั้งหลายก็ หมายความว่า ที่สุขเวทนาสองประเภทที่กล่าวมาแล้วข้างต้นไม่อาจจะให้ได้, แต่ว่า การลุถึงนิพพานนี้ จะให้ ได้ซึ่งรสอย่างนี้ คือความสงบเย็นถึงที่สุดจริง ๆ ไม่เป็น เหยื่ออีกต่อไป, ไม่มีอาการคอแห้งกระหายอะไรอีกต่อไป. ทำให้ต้องเรียกว่า ความ ว่าง เป็นรสของความว่าง. เอาอีกแล้ว, พอเรียกว่ารสของความว่าง ก็ชวนเข้าใจ ผิดไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เป็นไม่มีอะไร เป็นสูญเปล่าเป็นอะไรไปอย่างนั้นอีกแล้ว, แต่ที่จริงไม่ใช่เป็นอย่างนั้น. ที่ว่า รสของความว่างนี้ มันหมายถึงว่า มันมีความรู้

น.174 ๑๖๘ สึกได้ แต่ว่ามันว่างจากกิเลส ว่างจากความทุกข์ ว่างจากความหนักที่เป็นการแบกหาม ตัวกูหรือของกู; อหังการ หรือมมังการ ดังที่กล่าวแล้ว. เพราะว่าถ้าเรา,แม้เสวยสุขเวทนาชนิดที่ไม่อาศัยเรือน มันไม่มีตัวกู, มีสุขเวทนาของกู นี้มันยังแบกหามตัวกูอยู่อย่างนี้ มันจึงยังหนักอยู่หาใช่เป็นความว่างไม่ ต้องมีจิตใจขึ้นสูงเหนือสุขเวทนาทุกประเภท คือ: ว่างจากความยึดถือสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่า เป็นเราหรือเป็นของเรา; จิตที่ไม่ยึดถือ ที่ว่างจากความยึดถือ อย่างนี้เรียกว่า จิตที่เข้าถึงความว่าง. เมื่อจิตนั้นเข้าถึงความว่างแล้วเกิดรสอันใด เกิดความรู้สึกอย่างใดขึ้นเป็นความไม่มีทุกข์เลยโดยประการทั้งปวง. อันนี้เราเรียกว่า รสที่เกิดมาจากความว่าง คือ รสที่ได้อาศัยความว่าง หรือว่า รสที่ ได้อาศัยพระนิพพาน. ถ้าจะเรียกว่าเวทนาก็ได้ แต่มันไม่ถูกมันเป็นความรู้สึกทางใจเหมือนกัน ทำนองที่เป็นสุขเหมือนกัน แต่มันไม่ใช่เวทนาชนิดที่เป็นธรรมดาสามัญนี้เขาเลยเรียกว่า ญาณ, ญาณคือความรู้. ความรู้คือความรู้สึกว่า ในขณะนั้นมันเป็นอย่างไรว่า หลังจากกิเลสและความทุกข์หมดไปแล้วนั้น มันเป็นความรู้สึกอย่างไรโดยถูกต้อง อันนั้นเรียกว่า ญาณ. เพราะฉะนั้น รสของญาณนี้คือรสที่เราจะต้องมาสมมติกันอีกว่า บรมสุขหรือสุขอย่างยิ่งที่เรียกว่านิพพาน. ท่านทั้งหลายย่อมจะได้ยินประโยคว่า นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ต้องขอให้เข้าใจถูก อย่าไปเข้าใจว่า สุข สุขอย่างยิ่งนั้น เป็นสุขอย่างเวทนา, ถ้าจะจัดเป็นเวทนา ก็ให้เป็นเวทนาอีกประเภทหนึ่ง อย่าให้เป็นเวทนาเหมือนกับที่ได้กล่าวมาแล้ว. เรื่องของคำมันทำให้สับปลับและยุ่งยากแก่การเข้าใจ เพราะว่า มันมีคำบัญญัติเฉพาะ เราจึงได้ความสุขอีกชนิดหนึ่งซึ่งที่แท้มันยิ่งกว่าความสุข จนไม่ควรจะเรียกว่า ความสุข แต่เพราะเหตุที่ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไร ก็ต้องเรียกสมมต โดยสมมต หรือโดยบัญญัติก็ตาม ที่พูดกันวันแรกเรื่องสมมตเรื่องบัญญัตินั้น ระลึกขึ้นมาให้ดีเถอะว่า เราจำเป็นที่จะต้องใช้คำอย่างสมมตเรียกสิ่งที่ได้ประสบอันใหม่นี้ว่า ความสุขอีกทีหนึ่ง แล้วก็ความสุขที่เกิดมาจากการลุถึงพระนิพพาน มันมีความหมายสั้น ๆ เพียงว่า มัน

น.175 ๑๖๙ เป็นความรู้สึกที่ ไม่มีความทุกข์เลย ; ความรู้สึกที่ไม่เจืออยู่ด้วยความทุกข์เลย แม้แต่ประการใดคือว่า โดยตรงก็ดี โดยอ้อมก็ดี โดยเปิดเผยก็ดี โดยเร้นลับก็ดี โดยมายาหรือโดยของจริงก็ดี มันไม่มีความทุกข์เจืออยู่เลยในความรู้สึกอันนั้น. อันนี้ควรจะเรียกว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์เราควรจะได้ในชาตินี้กันหรือยังขอให้ลองคิดดู. ถ้าใครมีปัญญาอาจจะเสาะหาสิ่งอะไรที่มันดีกว่านี้ขึ้นมาได้อีก ก็ลองว่ามา แต่ว่าตามคำแนะนำสั่งสอนของบัณฑิตทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขนั้น มันมาหยุดอยู่เพียงแค่นี้ คือความรู้สึกพ้นทุกข์สิ้นเชิง ถึงที่สุดของความทุกข์โดยประการทั้งปวงเรียกว่า เป็นการสิ้นสุดลงของความทุกข์ ภาวะที่สิ้นสุดลงของความทุกข์ โดยเด็ดขาด โดย ประการทั้งปวง. นั่นแหละเป็นสิ่งที่มนุษย์เราควรจะถึงให้ได้ก่อนแต่ที่จะตายเสีย ถ้าเรียกอย่างสมมตอีกทางก็เรียกว่า เข้าถึงความว่าง. ท่านอย่าได้กลัวความว่าง เพราะว่าในขณะนี้ เรามันว่างจากตัวเรา, เรามันว่างจากตัวเรา ; ฟังกันดูให้ดีว่า เรามันว่างจากตัวเรา. ก่อนนี้มันเต็มอัดอยู่ด้วยตัวเรา เราก็แบก ก็ถือ ก็ทาน ตัวเรานี้ไว้ เดี๋ยวนี้มันว่างจากตัวเรา มันสบายเหมือนว่าเราไม่มีอะไรที่ต้องแบกต้องถือต้องทรง ต้องทาน. เรามีหน้าที่อาชีพการงานที่ต้องแบกต้องถือต้องทรงต้องทาน อย่างน้อยเราก็มีเนื้อตัวที่ต้องบริหารรักษา ต้อง อาบ ต้องกิน ต้องถ่าย ต้องบริหารนี้ มันล้วนแต่มีอะไรที่ต้องทรง ต้องทาน ทั้งนั้น. ถ้าเราถือความรู้สึกในระดับหนึ่ง ซึ่งทำให้ตัวเราว่างไป รู้สึกว่างไป ไม่มีความรู้สึกว่า ต้องแบก ต้องทรง ต้องทาน ทุกสิ่งทุกอย่างแล้วมันจะเป็นความเบาสักเท่าไร โอกาสอย่างนี้ เราเคยพบกันบ้างหรือเปล่าที่ว่า ขณะที่เรามีความรู้สึกอย่างนี้ เราเคยพบกันบ้างหรือเปล่า ? ที่จริงเรื่องนี้มันอาจจะฟลุคได้บังเอิญเป็น Co-incident ได้ โดยมันเหมาะเข้าเองตามธรรมชาติของมัน โดยเราไม่รู้สึกแล้วมันเกิดรู้สึกอาการว่างอย่างนี้ขึ้นมาได้วันหนึ่งสองวันก็เป็นได้เหมือนกัน ขอให้สังเกตไว้ดี ๆ. อย่าไปคิดเสียว่า มันไม่มีหวัง มันไม่เกี่ยวข้องกับเรา ถ้ามันส่อแสดงออกมาให้เห็นสักครั้งหนึ่ง

น.176 ๑๗๐ แล้ว มันก็จะมีบุญมากคือจะทำให้เกิดมีความเข้าใจในเรื่องนี้ มีศรัทธา ความเชื่อแน่นแฟ้นลงไปในการที่จะทำให้สิ่งนี้เกิดเป็นผลขึ้นมาในโอกาสต่อไปได้ นั่นแหละเรียกว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ให้ทันในชาตินี้. โวหาร อีกอย่างหนึ่งซึ่งอยากจะเอามากล่าวเพื่อกันลืม เพราะมันขบขัน หรือมัน ชวนจำ ว่า " การสมรสกับสุญญตา " นี้เป็นเรื่องกล่าวอย่างสมมต การสมรส กับสุญญตา หรือว่าการแต่งงานกับสุญญตานี้; ถ้าท่านจำคำอย่างนี้ ไว้ ได้มันง่ายแก่การจำ ง่ายแก่การเข้าใจด้วย เมื่อพูดถึงคำว่า สมรส เกือบไม่ต้องอธิบายแล้ว เสียเวลาที่จะต้องอธิบายว่า การสมรสหมายความถึงอะไร และดูเหมือนจะเป็นที่มุ่งหมายของท่านทั้งหลายทุกคนอยู่ด้วย แต่ว่าเรื่องสมรสนี้ ก็อย่างเดียวกัน ขอให้เข้าใจว่า มันมีอยู่หลายชั้น. เพราะฉะนั้น ควรจะเข้าใจเสียให้ดีว่า คำว่า สมรสนี้ มันแปลว่าอะไร สมรสนี้อย่าถือว่าเป็นภาษาไทย ให้ถือว่าเป็นภาษาบาลี ส-ม นี่คือ, สะมะ แปลว่า เสมอ, รส ก็ รส รส นี่, สมรสก็แปลว่า มีรสเสมอกันคือรสอย่างเดียวกัน เท่าเทียมกัน เรื่องเดียวกัน นี่เรียกว่า สมรส แปลว่า มีรสเสมอกัน มีธรรมะเสมอกัน เรียกว่า สมรส. อย่างโลก ๆ ที่เอาคำนี้มาใช้เรื่องการแต่งงานของคนธรรมดานี้ก็เข้าใจว่า คงจะมุ่งหมายให้ผัวเมียคู่นี้มีรสเสมอกันคือ; มีความพอใจอย่างเดียวกัน, มีการ กระทำอย่างเดียวกัน, มีวัตถุประสงค์มุ่งหมายในชีวิตร่วมกันอย่างเดียวกัน, หรือมีอะไรที่เป็นวัตถุที่ประสงค์ร่วมกันหมด, มีรสเสมอกันอย่างนี้. แต่ถ้าเราจะต้องสมรสกับธรรมะ เราจะทำอย่างไร ? ธรรมะไม่ใช่ตัวตนบุคคลอะไร นี้มันก็หมายว่าเราจะต้องมีรสเป็นอันเดียวกันกับธรรมะ. ถ้า สุญญตามีรสชาติ มีความหมายอย่างไร เราจะต้องมีรสเป็นอันเดียวกันกับสุญญตานั้น , คือมีรสที่เป็นความว่างจากกิเลส จากความทุกข์ จากตัวกู จากของกู, สุญญตาในโวหารสมมต เขาจึงสมมตว่า เป็นนางสาวก็ได้. ถ้าสำหรับเพศชาย การสมรสกับนางสาวสุญญตานี้เป็นโวหารที่เราใช้กันอยู่ในทางภาษาธรรมะ เพราะว่าสุญญตานั้น คือความว่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่อะไรปรุงแต่ง

น.177 ๑๗๑ ไม่ได้นั้น มันสดชื่นเหมือนกับว่าเป็นสาวอยู่เสมอตลอดกาล ไม่มีความเป็นเด็ก และไม่มีความเป็นคนแก่ แต่ว่ามีความสดชื่นปราศจากทุกข์โดยเด็ดขาดสิ้นเชิงอยู่เสมอ จึงสมมตเหมือนกับว่าเป็นสิ่งที่สาวอยู่เสมอ. ผู้ที่สมรสกับนางสาวสุญญตาคือธรรมะอัน สูงสุดนี้ ก็จะกลายเป็นผู้ที่สดชื่นอยู่เสมอ ไม่รู้จักเป็นเด็กและไม่รู้จักเป็นคนแก่ชรา หรือบางทีมันจะยิ่งไปกว่านั้น คือว่า ยิ่งอายุมากเข้าจะยิ่งสาวมากขึ้นหรือหนุ่มมากขึ้น แล้วแต่เราจะกลับคู่กัน เพราะว่าคนที่อายุมากนั้น มัน " ควรจะ ", อาตมาใช้คำว่า “ ควรจะ " รู้เรื่องโลก เรื่องชีวิต เรื่องความจริงของสิ่งทั้งหลายมากขึ้น คือมีปัญญามากขึ้น. ดังนั้นคนที่มีอายุมากขึ้นก็เข้าถึงธรรมะได้มากขึ้น หมายความว่าเข้าถึงสุญญตาได้มากขึ้น หมายความว่า อายุตั้ง ๖๐ ปี ๗๐ ปี ๘๐ ปี มันก็ยิ่งเป็นหนุ่มหรือเป็นสาวยิ่งขึ้นทุกที จนเบิกบานถึงที่สุดด้วยความหนุ่มความสาว เพราะอำนาจของการสมรสกับสุญญตา. ถ้าผิดไปจากนี้แล้ว มันก็ต้องเป็นคนแก่งุ่มง่าม แก่คร่ำครึเน่าเข้าโลงไปที่เดียว. แต่ถ้าเป็นผู้ที่อยู่ในลักษณะที่สมมตเรียกว่า แต่งงานกับสุญญตา อย่างนี้แล้ว จะยิ่งสาว ยิ่งสาวหรือยิ่งหนุ่มขึ้น จนหนุ่มหรือสาวเต็มที่ เหมือนกับสภาวะของสุญญตานั้น สดชื่นแจ่มใส สงบ สะอาด สว่าง เบิกบาน เยือกเย็น อะไรที่สุดทั้งหมดเลย. นี่เป็นความมุ่งหมายของธรรมะที่ต้องการให้เราเข้าสู่ภาวะอย่างนี้ ให้จิตใจของเราเข้าถึงภาวะอันนี้ จึงเรียกว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ นี่ที่กล่าว นี้ อาตมาก็ยอมรับว่า ได้เอาสิ่งที่เรียกว่า ความว่าง หรือ พระนิพพานนั้น มาพูดอย่างเรื่องสมมตเสียอย่างเป็นวรรคเป็นเวรทีเดียว ก็เพื่อจะให้เข้าใจความหมายของสิ่ง ๆ นี้เท่านั้น; ว่าการที่จิตลุถึงสภาพที่ไม่มีความทุกข์เลยนั้น เราสมมติเรียกว่า การสมรสกับนางสาวสุญญตา ถ้าเป็นผู้หญิงก็กับนายสุญญตา หรือแล้วแต่จะมีสักกี่เพศ เพราะว่าสุญญตานี้ ไม่มีเพศมากกว่า แต่ว่าทุกคนสมรสกับสุญญตาได้. นี่พูดอย่างสมมตนี้หมายความว่า ธรรมะหรือพระนิพพานเป็นที่สุดนั้นไม่มีเพศ ไม่เกี่ยวกับเพศ ถ้าเราเข้าถึงสิ่ง ๆ นี้แล้ว ความเป็นเพศหญิง เพศชายของเราหายไปไหนหมดก็ ไม่รู้เพราะมันเป็นเพียงมายาฉาบอยู่ที่ผิวๆ เท่านั้น. เนื้อแท้ที่เป็นตัวธรรมะที่แท้จริงนี้ มัน

น.178 ๑๗๒ ไม่มีเพศ; ดังนั้น อย่าได้ไปหลงเรื่องผิวหรือเรื่องเพศให้มากมายไปนัก มันจะสูญเสียสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ . นี่เราวินิจฉัยกันในเรื่องที่มันเป็นยอดสุดในบรรดาสิ่งที่มนุษย์ควรจะรู้ จะเข้าใจ และเข้าถึง ท่านจะเห็นได้ว่า อาการที่เราเรียกกันอย่างสมมตว่า สมรสกับสุญญตาหรือเข้าถึงพระนิพพานนี้ มันสูงสุดกว่าการได้กินได้ลิ้ม เวทนาสองประเภท ดังที่กล่าวมาแล้ว คือจะเป็นเวทนาประเภทอาศัยเรือนก็ตาม, เวทนาประเภทอาศัยหลีกออกไปจากเรือนก็ตาม, มันสูงกว่าทั้งนั้น. แล้วเดี๋ยวนี้คนเขามาสนใจกันอยู่แต่เรื่องเวทนาอาศัยเรือน คือ กามคุณ นั่นแหละ แล้วก็มัวเมาอยู่อย่างหลับหูหลับตาด้วย. ควรจะจัดตัวเองว่า เป็นปลาโง่ที่กำลังติดเบ็ดดิ้นแร่ว ๆ อยู่หรือเปล่า; แล้วปลาโง่ ๆที่กำลังติดเบ็ดนี้มันจะสมรสกับสุญญตาได้อย่างไร ? เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นวัตถุนิยม คือว่า ติดอยู่กับวัตถุ ข้องเกี่ยวอยู่กับวัตถุ, จึงทำให้ประสบความยุ่งยากลำบากไปตามเรื่องของวัตถุ. เราควรจะขึ้นมาให้สูงกว่านั้น จนรู้จักว่าเรื่องที่สูงกว่าวัตถุคือ เรื่องธรรมะนี้, มันมี. ด้วยเหตุนี้เราจึงจัดเรื่องวัตถุ เรื่องความสุข ความสะดวกต่าง ๆ ทางวัตถุไว้เป็นอีกซีกหนึ่งของฝ่ายร่างกาย, แล้วจัดเรื่องฝ่ายธรรมะไว้อีกซีกหนึ่งเป็นฝ่ายจิตใจ, เราสมบูรณ์ทั้งฝ่ายร่างกายและฝ่ายจิตใจจึงจะเรียกว่า ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้. แล้วเราจัดเรื่องทางฝ่ายกาย ความสะดวก สนุกสนาน เอร็ดอร่อย ทางฝ่ายกายเป็นเพียงพื้นฐานที่รองรับเรื่องทางฝ่ายใจ, และตลอดเวลาที่เรายังละทิ้งมันไม่ได้ ยังต้องเกี่ยวข้องกับมันนั้น เราต้องควบคุมมันให้ได้. อย่าไปหลงบูชามันจนถึง กับเอามันมาไว้เหนือศีรษะเรา แต่ว่าต้องให้มันอยู่ใต้ฝ่าเท้าเรา แล้วเราก็เป็นอิสระในการที่จะเดินไปตามแนวที่ขึ้นไปสูง คือเป็นความสุขทางใจ แล้วเราก็จะเป็นมนุษย์ที่ไม่มีความทุกข์เลย, แล้วครอบครัวของเราก็จะได้เดินตามเรา เพื่อนฝูงของเราจะได้เดินตามเรา ทำให้สังคมนี้หรือโลกนี้เป็นไปในทางที่เดินขึ้นไปหาทางสูง ชวนกัน ออกไปจากความทุกข์. ถ้าผิดไปจากนี้แล้ว ก็จะมีแต่การก้มลงต่ำ มุ่งลงต่ำ เดินลง

น.179 ๑๗๓ ต่ำ ไปเป็นบ่าวของวัตถุ. พอต่างคนต่างมัวเมาในวัตถุชนิดนี้กันมากมายเข้าแล้วไม่ต้องสงสัยละ เราก็จะต้องอิจฉาริษยากัน จะต้องเบียดเบียนกัน ทะเลาะวิวาทกัน ใช้สติปัญญาการศึกษาทั้งหมดของเราเพื่อทำลายล้างกัน เหมือนกับที่ปรากฏอยู่ในโลกปัจจุบันนี้เพราะความลุ่มหลงทางวัตถุ; นี่แปลว่าไม่ลืมตา ไม่ประสีประสา ต่อความ สุขอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเราอาจจะหาได้โดยไม่ต้องอาศัยวัตถุเลย แต่แล้วกลับไปเป็นบ่าววัตถุกันยิ่งกว่าที่จะเป็นบ่าว หลับหู หลับตา ก้มศีรษะลงเป็นทาสของวัตถุจนมันครอบงำอย่างยิ่งแล้ว เพราะไม่รู้ผิดชอบชั่วดี ไม่รู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ แล้วมันก็ได้สิ่งที่เป็นความทนทรมานอย่างยิ่งกันไปทั้งโลก. แล้วควรจะเรียกว่าอะไร ควรจะเรียกว่า สิ่งที่เลวที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ในชาตินี้ใช่หรือไม่ ขอให้ลองคิดดูเท่านี้ มันกลายเป็นสร้างวิกฤตกาลถาวร แทนที่จะสร้างสันติภาพถาวร เราในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง เรารับผิดชอบในการที่เราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง เราก็รู้และมุ่งหมายที่จะให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้; นั้นก็คือสิ่งที่เราเรียกกันว่า นิพพาน แต่แล้วมันอยู่ที่ว่า เข้าใจหรือไม่เข้าใจ. ทีนี้อาตมาอยากจะอธิบายถึงคำที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นที่เรียกว่า มรรค, ผล, นิพพาน . ท่านควรจะทราบว่า ๓ คำนี้ มันมีความหมายต่าง ๆ กัน. อยากจะยกตัวอย่าง เพราะว่าตัวอย่างช่วยให้เข้าใจง่ายที่สุดและเสียเวลาอธิบายน้อยที่สุด เหมือนอย่างว่า " ติดบ่วง " แล้วเราทำการตัดบ่วงออก แล้วเราหลุดออกมาจากบ่วง แล้วหลังจากนั้นเราก็พบกันกับอิสรภาพถาวร. ตัดบ่วง นั่นคือ มรรค, หลุดจากบ่วง นั่นคือ ผล, การประสบอิสรภาพถาวรนั้นคือ นิพพาน , คือการประสบนิพพาน. ท่านอย่าได้เอาไปเป็นอันเดียวกันว่า ตัดบ่วงมันเป็นอันเดียวกันกับหลุดจากบ่วง; ท่านต้องเห็นว่า มันมีขณะหนึ่งซึ่งมีการตัด เอามีดตัดหรืออะไรตัดก็ตามใจเถอะหรือเอาฟันกัดก็ตามใจ ทำให้บ่วงขาดนั้นมันขณะหนึ่ง; หลังจากบ่วงขาดแล้ว มันจึงมีการหลุดจากบ่วง; หลังจากการหลุดแล้วมันจึงประสบอิสรภาพ; นี่มรรคเปรียบกันได้

น.180 ๑๗๔ กับการตัดบ่วงให้ขาด ผลเปรียบกันได้กับการหลุดออกจากบ่วง แล้วนิพพาน ก็คือการประสบอิสรภาพ หรือการเสวยผลของการที่หลุดออกจากบ่วง. เพราะ ฉะนั้น เราจะเห็นได้ว่า เรื่องมรรค, ผล, นิพพานนี้ ตามความหมายอันแท้จริง ของมันแล้ว มันเกี่ยวข้องอยู่ในชีวิตประจำวันของเราทุกคนเลย, แต่เราไม่รู้จักมันว่า มันเป็นอาการที่มีความหมายอย่างเดียวกันกับมรรคผลนิพพาน เมื่อเรามีปัญหาในชีวิต ประจำวัน เราก็มีการตัดปัญหาคือการแก้ปัญหา, แล้วก็หลุดจากปัญหา, แล้วเราก็ ประสบผลของความเป็นผู้ ไม่มีปัญหา. อย่างว่า ท่านจะต้องปฏิบัติหน้าที่ ยุ่งจากอะไรประจำวันหน้าที่หนึ่งนี้ มัน ก็เหมือนกันเมื่อตัดปัญหานั้นลงไปได้ มันก็เหมือนกับมรรค, เมื่อตัดปัญหานั้น เหมือนกับมรรค, และเมื่อปัญหาหมดไป เหมือนกับผล, แล้วได้ประสบผลจากการที่ ปัญหาหมดไปนั้น มันเหมือนกับนิพพาน, เหมือนอาการที่เรียกว่านิพพาน, หรือ ว่าเหมือนเมื่อเราเจ็บไข้ เรากินยาให้โรคหาย มันเหมือนกับมรรค การที่โรคหมด ไปนี้มันเหมือนกับผล แล้วหลังจากนั้นเราประสบความสบาย นี้มันเหมือนกับนิพพาน มีอาการเหมือนกับนิพพาน. ฉะนั้น เราจะต้องรู้จักเอาสิ่งที่เรียกว่า มรรค ผล นิพพานนี้ มาใช้ให้ถูกกับความหมาย แต่ว่าเรื่องอย่างนี้เป็นตัวอย่าง อย่างเรื่อง ธรรมดาสามัญ ส่วนเรื่องที่สูงสุดนั้นมันเป็นเรื่องด้านลึกในจิตใจ แต่เราอาจจะเปรียบ กันได้อย่างเดียวกันอีกว่า: ชีวิตนี้ ชีวิตของคนเราตามธรรมดาสามัญ เหมือนกับ การติดบ่วง. ติดบ่วงของใคร? ติดบ่วงของกิเลส. ถ้ากล่าวอย่างปุคคลาธิษฐาน กิเลสนั้นคือพญามาร ก็แปลว่า ติดบ่วงของพญามาร; โดยที่แท้คือติดบ่วงของกิเลส คือความโง่ ความหลง เป็นข้อแรก หรือติดบ่วงของโลภะ โทสะ โมหะ ก็สุดแท้ แต่ว่าเป็นบ่วงของกิเลส แล้วเราก็มีอาการเหมือนนกที่ติดบ่วงหรือปลาที่ติดเบ็ด. ถ้า เราไปหลงเหยื่อในสุขเวทนาที่อาศัยบ้านเรือนนี้อย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีทางอื่นดอก. การที่คนจะไปติดบ่วงของกิเลสหรือพญามารนี้ มีมูลเหตุมาจากการที่ไปหลงเหยื่อคือ

น.181 ๑๗๕ สุข เวทนาอย่างที่กล่าวแล้วข้างต้น บางทีเราก็เรียกว่าโลกธรรมบ้าง บางทีเราก็เรียก ว่ากามคุณบ้าง แล้วมันก็ ไม่มีอะไรมากไปกว่ารูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสเหล่านี้. ถ้าไปกิน เหยื่อเหล่านั้นเข้า มันก็ติดบ่วง คือเราสางปัญหาที่เป็นความทุกข์ในใจนี่ไม่ออก. ทีนี้ เราจะเอาอะไรมาตัดบ่วง ถ้าเป็นบ่วงเชือก เราเอาตะไกรตัดเอามีดตัด; แต่ทีนี้มัน เป็นบ่วงที่มองไม่เห็นตัว มันเป็นบ่วงกิเลส มันต้องอาศัยสิ่งที่มองไม่เห็นตัวด้วยกัน ก็คืออริยมรรค. อริยมรรคก็คือการปฏิบัติตามหลักที่เรียกว่า อริยมรรค จนเกิดปัญญา ชนิดหนึ่งขึ้นเป็นปัญญาอริยมรรค. นั่นแหละมันจะเป็นเครื่องตัดบ่วง ฉะนั้นจึงเรียก ปัญญานั้นว่า อริยมรรคหรือเครื่องตัดบ่วง. ทีนี้พออริยมรรคเกิดขึ้นนั้น กิเลสอยู่ไม่ได้ โดยอาการเหมือนกับว่า พอเรา เปิดสวิทช์ไฟสว่างขึ้นนี้ ความมืดหนีหายไปหมด นี่มันเป็นของตรงกันข้ามอย่างนี้. ถ้า อริยมรรคเข้ามา กิเลสเป็นหายไปหมด; นี่การที่กิเลสหรือบ่วงขาดออกไปแล้ว เรา หรือจิตของเราก็ตามใจ นี้หลุดออกจากบ่วงนั้นได้ นี่เรียกว่าผล; ผลตามความหมาย ในพุทธศาสนา. ทีนี้หลังจากนั้นก็ประสบภาวะที่ไม่มีความทุกข์เจืออยู่เลย ก็เรียกว่า อยู่กับนิพพาน ชนิดที่เป็นอนันตกาลถาวรในที่ทุกแห่ง, นี่มรรคผลนิพพานมีความ หมายอย่างนี้. การที่ ไปปฏิบัติวิปัสสนา ก็เพื่อให้เกิดปัญญา อย่างน้อยก็ตัดกิเลสที่ควร ตัดก่อนนี้ให้ได้ กิเลสที่ควรตัดก่อนเพื่อทำให้เข้าถึงขั้นแรก ก็เรียกว่า: สักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส. สักกายะทิฏฐิ คือความรู้สึกสำคัญมั่นหมายว่า ตัวเราจน เกิดความเห็นแก่ตัว พูดง่าย ๆ ก็ว่า ความรู้สึกที่เห็นแก่ตัวก็แล้วกันเรียกว่า สักกายะ- ทิฏฐิ; มันเป็นความรู้สึกว่า มีตัวมีคนชั้นหยาบ. นี่ถ้าเราไม่ตัดบ่วงนี้เราก็จะตกอยู่ ภายใต้ความยากลำบากของการเห็นแก่ตัว. เรื่องความเห็นแก่ตัวมันให้ความยุ่งยาก ลำบากอย่างไร, ท่านทั้งหลายรู้เอาเอง คิดเอาเอง ไม่ต้องอธิบายก็พอจะเห็นได้

น.182 ๑๗๖ เพราะว่า เราเรียนกันมามากแล้วตั้งแต่เด็ก ๆ ฉะนั้น ถ้าเราตัดความเห็นแก่ตัวอย่าง นี้ได้ มันก็เรียกว่า ตัดสักกายะทิฏฐิได้ ดีขึ้นเป็นไหน ๆ จิตใจสะอาดหรือสูงขึ้นไป เป็นไหน ๆ . แล้วตัดอัน ๒ คือ วิจิกิจฉา. วิจิกิจฉา มันแปลว่า ความลังเล สงสัย แล้วในที่นี้ก็ได้แก่ลังเลสงสัย โดยที่ไม่รู้ว่าเราจะเอาอย่างไรกันแน่; ชีวิตของเราทั้ง ชาติตลอดชาตินี้ เราจะเอายังไงกันแน่ จะใช้มันไปในวิถีทางอย่างไร ? ในลักษณะเช่นไร? อย่างไรดีกว่า เป็นผู้พิพากษาดี หรือเป็นทนายความดี หรือเป็นพ่อค้าดี; บางที เราก็ยังลังเล บางคนเป็นผู้พิพากษาชั้นสูง แล้วออกไปเป็นพ่อค้าก็มี. มันเป็นเรื่อง ที่ยังไม่รู้ว่า อะไรดีที่สุด ที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ในชาตินี้นั่นเอง หรือไม่แน่ว่า หลักธรรมที่กล่าวไว้อย่างไร ขอผู้ใดที่จะนำไปสู่สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้. นี้ก็คือ เราลังเลในพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ว่า ดีแน่หรือไม่ เหมือนอย่างที่เราลังเลว่า ที่ เขาว่าทำดี ดี, ทำชั่ว ชั่ว, นี้ มันไม่ใช่เสียแล้ว ไม่เชื่อเสียแล้ว อย่างนี้เป็นต้น มันก็เป็นคนไม่มีหลักหรือไม่มีศาสนา เหล่านี้ล้วนแต่เรียกว่า ความลังเล; ความลังเล เหล่านี้ ว่าชีวิตนี้จะเอากันอย่างไร แล้วมันจะหลุดรอดไป โดยวิธี ใดโดยแน่นอน โดยหลักเกณฑ์อย่างไร นี้มันต้องไม่ลังเล ถ้าตัดความลังเลอย่างนี้ได้ ก็เป็นอันว่า ตัดสังโยชน์หรือกิเลสตัวที่สองได้. ทีนี้ก็อันที่สามตัวที่สามเรียกว่า สีลัพพตปรามาส อันนี้หมายถึงความโง่เขลา งมงาย หวาดกลัวอย่างไร้เหตุผล; งมงายหวาดกลัวอย่างไร้เหตุผล แม้ไปเกี่ยวข้อง กับสิ่งที่ดีที่ถูกก็ลูบคลำให้เป็นสิ่งที่งมงายไปหมด. อย่างแรกหมายถึงไปเชื่อถือลัทธิผิดๆ ของคนโง่เง่าสมัยพันปี หมื่นปี ที่ยังไม่ค่อยรู้อะไร ถือเรื่องขลัง เรื่องศักดิ์สิทธิ์ที่ไร้ เหตุผล เกี่ยวกับผีสางเทวดาอะไรที่ล้วนแต่ ไร้เหตุผลนั่นอย่างหนึ่ง ก็เป็นสีลัพพตปรา- มาส นี้เหมือนกัน; เพราะมันกลัวไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ทำไปตามที่ว่า ๆ สอน ๆ กัน

น.183 ๑๗๗ มาอย่างปรำปรา. ทีนี้ความโง่ยังเหลืออยู่ มาแตะอะไรก็เป็นของโง่ไปหมด เช่นมาทำ บุญอย่างนี้ก็หวังจะให้บุญนี้ช่วยให้ถูกล็อตเตอรี่ช่วยอะไรทำนองนี้ หรือมาให้ทาน ก็จะแลกเอาสวรรค์ มารักษาศีล ก็จะเอาหน้าเอาตาอวดคน หรือแม้แต่จะคิดว่าพอ รักษาศีลปั๊บ ก็เป็นผู้วิเศษปุ๊บ อย่างนี้มันก็เป็นเรื่องบ้าหลัง เป็นสีลัพพตปรามาส งมงาย. เรื่องทาน เรื่องศีล เรื่องสมาธิ เรื่องปัญญานี้ เขามีเหตุผลไว้ชัดว่า เพื่อ อย่างนี้ เพื่ออย่างนี้ มันแก้ไขอันนี้มันลบล้างอันนี้โดยแน่นอนเป็นลำดับมา ไม่ต้อง มีการขลัง การศักดิ์สิทธิ์ เข้ามาช่วย มันเป็นเรื่องเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ; เรา ตัดความเชื่ออย่างงมงาย, กลัวอย่างบ้าหลังงมงายนี้ ให้หมดก็เรียกว่า ตัดสีลัพพตปรา- มาสได้. ถ้าทำได้อย่างนี้ท่านเรียกว่า เป็นผู้ย่างลงในกระแสหรือเกลียวที่จะไปถึงสิ่ง ที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้; หมายถึงผู้เริ่มก้าวเท้าเข้าไปในหนทางนั้นเท่านั้น แต่ยัง ไม่ได้เดินไปกี่มากน้อย ยังไม่ใช่ถึงจุดปลายทาง แล้วยังไม่ได้เดินไปกี่มากน้อย แต่ ว่าแน่นอนแล้วไม่หลงทางแน่และย่างเท้าลงไปในร่องรอยอันนั้นแล้วด้วย อย่างนี้เขา เรียกว่า พระโสดาบัน; ชาวบ้านเรียกสั้น ๆ ว่า พระโสดา. ทีนี้พระโสดาของคนโง่นั้น เกณฑ์จะให้เหาะได้ ทดลองเอาปืนมายิงไม่ตายบ้าง อาบน้ำสิบโอ่งไม่หนาวบ้าง ทำนองนี้, มันพูดกันเสียอย่างนี้จึงจะเป็นพระโสดา แล้วไม่เคยรู้เรื่องละสักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส. ฉะนั้นขอให้เข้าใจว่า คำว่าพระโสดานี้ เดี๋ยวนี้ได้ก้าว ลงสู่ทางที่จะดึงไปสู่สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้เท่านั้นเอง. ทีนี้ถ้าว่าทำกิเลสบางส่วนให้เบาบางไปกว่านั้นอีก; เช่นทำโลภะ โทสะ โมหะ ที่เหลือให้เบาบางไปกว่านั้นอีก รวมทั้งละ ๓ อย่างเมื่อตะกี้ ได้ด้วยนี้ เขาเรียก พระสกิทาคามี. พระสกิทาคามี นี้แปลว่า ผู้จะกลับมาอีกเพียงครั้งเดียว ถ้าจะ เปรียบก็เหมือนว่า คน ๆ นี้ย่างลงสู่ทางเดินไป ได้บ้างแล้วเผอิญกลับถอยหลังอีกครั้ง

น.184 ๑๗๘ หนึ่ง ถอยหลังมาเสียครั้งหนึ่ง. ด้วยเหตุอันใด ? ด้วยเหตุอาลัยอาวรณ์ในสุขเวทนา ที่อาศัยเรือนเป็นต้น มันเกิดถอยหลังมาทีหนึ่ง ทีเดียวเท่านั้น แล้วกลับเดินต่อไป อีก การบรรลุมรรคผลอย่างนี้เรียกว่า พระสกิทาคามี สูงไปกว่าพระโสดาบัน. ทีนี้สูงขึ้นไปกว่านั้นอีก เขาละได้อีก ๒ อย่างคือ ละกามราคะ ปฏิฆะ ได้เด็ดขาด. กามราคะ ก็คือ ความยินดี ในสุขเวทนาที่อาศัยเรือนนั่นเอง และ ปฏิฆะ คือความหงุดหงิดเกี่ยวกับการไม่ได้สิ่งนั้น; เพราะฉะนั้นมันจึงคู่กัน ถ้ามีกามราคะ แล้วไม่ต้องสงสัยจะต้องมีปฏิฆะคือหงุดหงิด เพราะไม่ได้กามราคะนั้นตามปรารถนา. ฉะนั้น ผู้ที่ละมันเสียได้ กามราคะและปฏิฆะนี้ เขาเรียกว่า พระอนาคามี คือไม่มา สู่กามนี้อีกเลย แต่ว่าพระอนาคามีนั้นยังมีอะไรหล่อเลี้ยง, หล่อเลี้ยงเหมือนกับว่า เป็นความเพลิดเพลินที่หล่อเลี้ยงไว้ ก็มีสุขเวทนาที่ไม่อาศัยเรือนนั่นเอง; ดังนั้นท่าน จึงไม่กลับมาสู่กามโลกอีก ถ้าเรียกอย่างสมมตก็ว่า พรหมโลกนี้เป็นพื้นฐานอยู่ คือ ว่ามีจิตใจชนิดที่ไม่อาจจะตกมาสู่สุขเวทนาอย่างกาม; แต่ว่าตั้งอยู่ได้ด้วยอาศัยสุขเวทนา ที่ไม่อาศัยกามหรือหลีกจากเรือน เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า ไม่มีอะไรเหลืออยู่สำหรับ ยั่วให้ท่านเดินถอยหลังกลับมาอีก เพราะฉะนั้นพระอริยบุคคลพวกนี้จึงไม่มีการถอย หลังกลับมาอีกต่อไป เขาเรียกว่า พระอนาคามีแปลว่า ผู้ไม่มาอีกเลย คือไม่มาสู่สุข เวทนาชนิดเหล่านี้อีกเลย ไม่มาสู่โลกอีกเลย จะไปทางโลกุตตระเรื่อย. ทีนี้เดินต่อไป ๆ ๆ ก็ถึงตัดกิเลส ๕ อย่างตอนท้ายให้หมดไปคือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชานี้ ยุ่งสักหน่อย แต่ว่ามี ๕ อันนี้เท่านั้น. รูป ราคะ ก็คือ ยินดี ในสุขเวทนาที่ไม่เกี่ยวกับกาม แต่ว่ายังเป็นรูปสมาบัติอยู่; อรูปราคะ เป็นสุขเวทนาไม่เกี่ยวกับกาม แต่สูงขึ้นไปเป็นอรูปสมาบัติ. ทีนี้ มานะ คือความสำคัญ ว่า ตัวกูของกู คือมีความรู้สึกว่า กูเสมอกัน กูดีกว่า กูต่ำกว่า นี้เรียกว่า มานะ; และ อุทธัจจะ คือความที่จิตยังไหวกะเพื่อมต่อสิ่งที่มาชวนให้สงสัยอยู่แม้ ไม่เกี่ยวกับกาม แต่

น.185 ๑๗๙ มันยังมีเรื่องที่สูงกว่า ปราณีตกว่า ยังกะเพื่อมอยู่ เพราะมีอะไรมาแสดงให้เห็นแล้ว ยังสงสัยอยู่ว่า มันเป็นอะไรกันแน่. ทีนี้อันสุดท้ายคือ อวิชชา ยังไม่กระจ่างเหมือน ข้อที่ว่าจะดับทุกข์โดยสิ้นเชิงได้อย่างไร พระอนาคามีจะต้องละ ๕ สิ่งนี้ต่อไปจึงจะเป็น พระอรหันต์. เพราะฉะนั้น เราจึงได้ความว่า พระโสดาบันนี้คือผู้ที่ก้าวลงสู่ทาง, แรก ต้นทาง และถัดไปเรียกพระสกิทาคามี ยังมีอาลัยอาวรณ์อยู่ในกาม ถึงกลับถอยหลัง กลับมาครั้งหนึ่ง แล้วจึงเดินอีกต่อไป ทีนี้พระอนาคามีนั้นมีใจสูงขนาดที่ว่าไม่เยื่อใย ในกามเลย เพราะฉะนั้นจึงไม่ถอยหลังกลับมาหากาม คือเดินไปข้างหน้าเรื่อย มีสุข- เวทนาที่อาศัยการออกจากกามนั่นเองเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงไว้ แล้วก็เดินไป เดินไป จนถึงปลายทาง นี้คือพระอรหันต์. นี่รายละเอียดหรือชื่อธรรมะเหล่านั้นจะจำไม่ได้ ก็ได้ แต่ขอให้เข้าใจ ไว้ว่า คำว่า มรรคผลที่จะแบ่งเป็น ๔ ชั้นเป็นโสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์ เป็นอย่างนี้ ขอให้เข้าใจตามความหมายอันถูกต้องอย่างนี้. อย่าไป เชื่อตามชาวบ้านว่า เป็น ฤทธิ์ เป็น ปาฏิหาริย์ เป็นสิ่งที่เข้าใจไม่ได้ไปหมด พระ- โสดาบันก็ละสักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส สามอย่างนี้ได้ จึงเป็นผู้แน่ นอนที่ก้าวลงสู่มรรคหรืออริยมรรคคือหนทางถึงต้นทาง; แล้วพระสกิทาคามีก็เดินมา ได้หน่อยก็ยังอาลัยอาวรณ์ในสุขเวทนาทางกามกลับมาครั้งหนึ่งแล้วจึงเดินต่อไป; หมาย ถึงจิตใจ, ทางจิตใจไม่ใช่ทางเนื้อตัว. ทีนี้พระอนาคามีนั้น อยู่สูงถึงขนาดที่ใจไม่ อาลัยอาวรณ์ ในกามอีกเลย จึงเรียกว่าผู้ ไม่มาอีกเลย แล้วอาศัยสุขเวทนาที่ไม่เกี่ยว กับกามหล่อเลี้ยงไว้เรื่อย แล้วก็ไป ๆ ๆ ๆ จนถึงสุดปลายทาง คือเป็นพระอรหันต์ อยู่เหนือสุขเวทนาทั้งที่เป็นกาม และมิใช่กาม นับว่าได้ประสบถึงสิ่งที่ไม่มีความ ทุกข์เลย. นี้เราเรียกว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ แล้วไปพิสูจน์ ทดลองกัน อย่างไร ๆ ก็จะเป็นจริงตามนั้น ไม่มีใครพิสูจน์ ให้เป็นสิ่งที่ต่ำลงไปได้ แล้วก็ไม่มี ใครจะพิสูจน์ ได้ว่า มีอะไรที่เหนือไปกว่านั้นได้. นี่ขอฝากไว้ให้คิดอย่างนี้ สำหรับ

น.186 ๑๘๐ ชื่อสังโยชน์ ๑๐ และรายละเอียดต่าง ๆ นี้ มีแล้วในคำบรรยายปี ๒๔๙๙ อย่างละเอียด ที่สุด คำบรรยายอย่างเดียวกันนี้สำหรับท่านที่จะเป็นผู้พิพากษานี้ ปี ๒๔๙๙ ตลอด ถึงการจำแนกให้เป็นพระอริยบุคคล. แต่สำหรับวันนี้อธิบายชี้ให้เห็นชัดในแง่ที่ว่า มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์เราควรจะได้อย่างไร เพื่อไม่ให้คำอธิบายปีนี้ซ้ำกับปีก่อน ๆ เท่านั้นเอง. เวลาเหลืออีกนิดนี้ ขอให้เข้าใจคำอีก ๓ คำ คือคำว่า: รูปธาตุ, รู- ปะ- ธา-ตุ, แล้วก็ อรูปธาตุ, อะ-รู-ปะ-ธาตุ, แล้วก็ นิ-โร-ธะ-ธา-ตุ. นี้ก็เพื่อ จะรู้สิ่งทั้งปวง ธา-ตุ แปลว่า ธาตุ นี้ หมายถึงสิ่งที่มีอยู่ หรือทรงตัวอยู่ หรือดำรง อยู่; ถ้าสิ่งนั้นมีรูปที่เราจะสัมผัสได้ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย อย่าง นี้ก็เรียกว่า เป็น พวกรูปธาตุ คือมันมีรูปธาตุ นี่ ก็ได้แก่วัตถุร่างกายทั่วไปนั่นแหละ. ที่เรียกว่า อรูปธาตุ นั้น หมายถึงสิ่งที่มีอยู่ โดยไม่ต้องมีรูปมันจึงเป็นนาม ธรรมล้วน; ได้แก่เรื่อง จิต หรือ วิญญาณ หรืออะไรแล้วแต่จะเรียก มันไม่มีรูป. ใน ๒ ธาตุนี้ คือที่จะประชุมคุมกันเข้าเป็นสิ่งที่เรียกโดยสมมติว่า สัตว์ ว่าบุคคล อะไรนี้ คือสัตว์หรือคนนี่มันประกอบอยู่ด้วยธาตุ ๒ ธาตุนี้. รูปธาตุกับอรูปธาตุ; ก็คือกายกับ ใจนั่นเอง จะเป็นของคนก็ได้ ของสัตว์เดรัจฉานก็ได้ หรือของเทวดาอะไรก็ได้. ทีนี้ธาตุสุดท้ายเรียกว่า นิโรธธาตุ นี้แปลว่า ธาตุเป็นที่ดับ; ธาตุเป็นที่ดับ ดับหมดไม่เหลือของรูปธาตุ และอรูปธาตุ หมายความว่า ถ้ายังมีแต่รูปธาตุ และ อรูปธาตุแล้วก็คือ จะมีความยึดถือในร่างกายและจิตใจว่า เรา ว่า ของเรา เสมอ. เดี๋ยวนี้เราเข้าถึงกันแต่รูปธาตุและอรูปธาตุ เราจึงยึดถือร่างกายนี้ว่า ร่างกายของเรา ยึดถือจิตใจว่า จิตใจของเรา แล้วรวมกันเป็นตัวเราหรือของเรา ก็สุดแท้; เพราะ ฉะนั้นรูปธาตุ และอรูปธาตุจึงเป็นที่ตั้งของความยึดถือ, ทีนี้ มีอีกธาตุหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่

น.187 ๑๘๑ รูปไม่ใช่นามคือจะว่า มีรูปก็ไม่ใช่ ไม่มีรูปก็ไม่ใช่ มันเป็นสิ่งที่ ไม่อาจจะกล่าวได้ จึงต้องเรียกว่า นิโรธธาตุ เป็นธาตุแห่งความดับ ถ้าอันนี้เข้ามา ถ้าธาตุนี้เข้ามาสอง ธาตุนั้นต้องดับไป; เหมือนกับว่าจุดไฟขึ้น ความมืดต้องหายไปทำนองนั้น. เพราะ ฉะนั้น การที่เราจะเข้าถึงสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้นี้ เราจะต้องทำนิโรธาธาตุนี้ให้ ปรากฏ. ทีนี้การศึกษา ปฏิบัติ ตามวิธีที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น จนกระทั่งถึงเห็น อนัตตาในลักษณะที่กล่าวแล้วในการบรรยายครั้งสุดท้าย เมื่อนั้นแหละนิโรธธาตุจะ ปรากฏ. ตามธรรมดาเราไม่สามารถจะรู้จักมันได้ จนกว่าเราจะได้ปฏิบัติถึงอย่างนั้น แล้วความยึดมั่นถือมั่น ว่า ตัวกู ว่าของกู ว่า ตัวเรา ว่า ของเรา ทำนองนี้ดับลงไป เราจะรู้จักนิโรธธาตุได้ในขณะนั้นเรียกว่ารู้จักนิพพานได้ในขณะนั้น นิโรธธาตุก็คือ นิพพาน นั่นเอง. แต่ ในที่นี้หมายถึงที่เป็นกิริยาอาการดับลงไปเสียชั้นหนึ่งก่อน แล้ว มันไม่อาจจะกลับมายึดถือตัวตนได้อีก ก็เลยเป็นนิพพานถาวร; ถ้าเราทำให้กิเลสหมดไป ได้แต่เพียงบางส่วน เช่น เพียงเป็นพระโสดา สกิทาคานี้ เราจะเรียกว่า นิพพานที่ ยังมีกิเลสบางส่วนเหลือก็ได้; แต่ถ้าเราทำให้กิเลสหมดไปทั้งสิบแล้ว เรียกว่า นิพพาน ที่ดับไปโดยไม่มีกิเลสเหลือ การดับที่เรียกว่านิโรธ หรือนิพพานนี้ มันมีอยู่ ๒ ชั้น ๒ ระดับคือว่า ดับ หมดเลย กับ ดับไปได้บางส่วน เหลืออยู่บางส่วน; แต่ก็เรียกว่า ดับ เพราะว่ามี การดับของกิเลส การเจริญอริยมรรค คือทำการปฏิบัติทางจิตใจจนถูกต้อง จนเห็นความ ไม่ใช่ตัวตนหรือของตน คือเรียกว่า เห็นสุญญตา; ในขณะนั้นกิเลสที่ยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวเราดับลงไป อันนั้น เรียกว่า นิโรธธาตุแสดงออกในขณะนั้น จะเป็นชั่วขณะพริบตา เดียว หรือ ๒ กระพริบตาหรือหลายขณะจิตหรืออะไรก็สุดแท้แล้วแต่เรื่อง แต่ว่าธาตุนี้ คือธาตุที่เรียกว่า นิพพานธาตุ, บางทีก็เรียกว่า นิโรธธาตุ, บางทีก็เรียกว่านิพพาน ธาตุ จัดเป็นธาตุตามคำบัญญัติทางพุทธศาสนา. เพราะฉะนั้นการที่ทำให้นิโรธธาตุหรือ นิพพานธาตุปรากฏนั้นเรียกว่า เราได้ทำให้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ปรากฏออกมา

น.188 ๑๘๒ ก็เป็นอันว่าหมดเรื่องของการที่มนุษย์เราจะต้องทำ ให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้และ เรียกว่า มรรคผลนิพพาน. เมื่อนิโรธธาตุหรือนิพพานธาตุตัดกิเลสลงไปนี้เราเรียกว่า มรรค. เมื่อจิตหลุดพ้นจากอำนาจของกิเลสด้วยอำนาจการตัดนั้นเราเรียกว่า ผล. แล้ว ต่อไปเราอยู่ด้วยอำนาจที่เราประสบความเป็นอิสระไม่มีกิเลสและความทุกข์ครอบงำนี้ เราเรียกว่า นิพพาน. คำว่า มรรคผลนิพพาน ที่รวมกันเข้าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ เราควรจะได้ ก็มีคำอธิบายอย่างนี้. ทีนี้เราอาจจะเอาหลักเกณฑ์อันนี้ ไปใช้ให้ได้ แม้ในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ประจำวันว่า ต้องมีการตัดและการหลุดออกมา และอยู่กับความเป็นอิสระ ให้ทำให้ ได้อย่างนี้ทุกเรื่องทุกกรณี ที่เป็นปัญหาเกิดขึ้นประจำวัน ส่วนที่เป็นชั้นสูงที่เป็นการ บรรลุมรรคผลนิพพานชั้นสูงนั้น เราจะต้องทราบไว้ในฐานะเป็นสิ่งที่จะต้องถึงต่อไป ข้างหน้า; จะต่อไปข้างหน้าเมื่อแก่เฒ่าชรา หรือเมื่อไรก็สุดแท้แต่ว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยง ไม่ได้; เพราะว่า ถ้าไม่เข้าถึงสิ่งนี้แล้ว ก็ยังไม่เรียกว่า เป็นผู้ที่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ ควรจะได้ หรือว่าไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา. แล้วอีกอันหนึ่งเราก็ จะสามารถมีความรู้ที่จะวินิจฉัยอรรถคดี ถ้าสมมตว่าท่านที่เป็นผู้พิพากษาไปประสบคดี บางคดีที่มันมีข้อปัญหาพาดพิงมาถึงการที่จะวินิจฉัยว่า มันเป็นยังไงเกี่ยวกับการหลอก ลวงกันหรือเกี่ยวกับคดีเกิดขึ้น เพราะการสันนิษฐานข้อความผิดอย่างนี้ เราก็จะสามารถ ใช้ความรู้อันนี้เป็นเครื่องช่วยให้เราปฏิบัติหน้าที่ของเราได้ ฉะนั้นจึงไม่เสียหลาย. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ เพราะหมดเวลาลงเพียงเท่านี้. จบการบรรยายครั้งที่ ๗

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต