น.189 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย, ในโอกาสแห่งการบรรยายครั้งที่ ๘ นี้ อาตมาจะกล่าวถึง ความสัมพันธ์ของ ธรรมะทั้งปวง. คำว่า ความสัมพันธ์ ย่อมทราบกันได้ดีว่าหมายถึงความเกี่ยวโยงกัน, ธรรมะทั้งปวงหมายความเหมือนกับที่ได้กล่าวแล้วในวันแรกว่า ไม่มีอะไรเลยที่ไม่ เรียกว่าธรรม เพราะภาษาบาลีคำนี้มันเป็นคำพิเศษอย่างยิ่ง หมายถึงสิ่งทุกสิ่งที่ ปรากฏเด่นที่สุดก็คือ ปรากฏการณ์ทั้งหลายทั้งปวงทุกอย่างไม่ว่าอะไรนี้เรียกว่าธรรม. ทีนี้ มูลเหตุของมันก็เรียกว่าธรรม อาการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงปรุงแต่งต่าง ๆ นา นา ชนิดของมันก็เรียกว่าธรรม; เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรที่ไม่เรียกว่าธรรม; จึงมี ความหมายเป็นกฎเกณฑ์ที่ตายตัวก็ได้, เป็นธรรมชาติก็ได้, เป็นเหตุและผลก็ได้. เป็นการประพฤติปฏิบัติก็ได้, เป็นความดีความงามความยุติธรรมอะไรต่าง ๆ ก็ได้. ขอให้ย้อนระลึกนึกไปถึงความหมายอันนั้นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งได้กล่าวแล้วตั้งแต่วันแรก ที่สุดว่าภาษาบาลีนั้นเรียกทุกสิ่งว่า ธรรม อย่าได้เข้าใจว่าหมายแต่เพียงพระธรรม.
น.190 ๑๘๔ ทีนี้ ความสัมพันธ์ในระหว่างธรรมทั้งหลายทั้งปวง นั้น เป็นสิ่งที่ต้อง มองให้เห็น มิฉะนั้นแล้วจะเข้าใจพุทธศาสนาได้ไม่สิ้นเชิงเหมือนกับที่ได้กล่าวแล้วใน เรื่องของปฏิจจสมุปบาท ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ได้เป็นอิสระแก่ตนเอง ไม่เป็นตัว ตนของตนเองโดยเด็ดขาด แต่ต้องเนื่องจากเหตุปัจจัยต่าง ๆนา นา ชนิดที่เข้ามาปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยกันเกิดขึ้น นี้คือหลักใหญ่ของสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงเป็นอย่างนี้. เมื่อเรารู้ความสัมพันธ์กันในระหว่างสิ่งนี้ ข้อแรกที่สุดก็เป็นเหตุให้ถอน ความยึดมั่นถือมั่นหรือความหลงใหล ความโง่เขลาบางอย่างได้; แล้วข้อถัดไป ก็ทำ ให้เราสามารถประพฤติธรรมะได้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมะนั้น และสามารถทำ ให้เราเข้าใจหลักพุทธศาสนาที่สำคัญในฐานะที่เป็นหัวใจอยู่อย่างหนึ่งว่า: สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงนั้นมีเหตุ คือตัวมันเป็นผล แล้วมันก็ต้องมีเหตุที่ปรุงแต่งมัน แล้วมันเป็นผล นั้นไม่ใช่จะเป็นผลอยู่ตลอดเวลา; มันก็เป็นเหตุปรุงแต่งสิ่งอื่นอีกต่อไป เหมือนกับ ว่า เราเห็นอิฐที่ก่อกันเป็นผนังเป็นตึก อิฐแต่ละอันแต่ละก้อนมันเป็นทั้งผู้ซ้อนเขา และถูกเขาซ้อน นี้ความเป็นเหตุและผลโดยส่วนใหญ่ นี้เรียกว่าความสัมพันธ์กัน. ทีนี้เหมือนอย่างว่าในร่างกายเรา ขอให้คิดดูว่าส่วนต่างๆ ในร่างกายเราที่เป็นส่วน ร่างกาย เช่น เล็บ ผม ขน ฟัน หนัง หรืออะไรก็ตามแล้วแต่จะเรียก หรือจะมีอยู่กี่ ส่วนเป็นเนื้อหนังกระดูกเลือด มันล้วนแต่ต้องสัมพันธ์กัน; มันไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่ง เป็นอยู่ได้เองโดยอิสระ หรือว่าทำหน้าที่ของมันโดยอิสระโดยไม่ต้องเกี่ยวกับสิ่งอื่น มัน ตั้งอยู่เองไม่ได้โดยอิสระ. มันทำงานหรือทำหน้าที่ของมันเองโดยอิสระไม่เกี่ยวกับคน อื่นนั้นไม่ได้; เพราะฉะนั้นมันจึงมีความเป็นส่วนของร่างกายด้วยกันทั้งนั้น, แม้ทาง จิตใจก็เหมือนกันจะแบ่งแยกออกเป็นกี่ส่วน กี่ขั้น กี่ระดับ เป็นจิต เป็นเจตสิก หรือ เป็นความคิดนึกต่าง ๆ เป็นความจำหมาย เป็นความรู้สึกทางเวทนา เป็นความคิดนึก ปรุงแต่งอะไรอย่างนี้ ล้วนแต่ต้องสัมพันธ์กันในระหว่างฝ่ายจิต.
น.191 ๑๘๕ ทีนี้ฝ่ายกายกับฝ่ายจิตยังจะต้องสัมพันธ์กันอีก มิฉะนั้นมันก็เป็นคนไปไม่ได้ เป็นชีวิตไปไม่ได้ ขอให้มองเห็นความที่ต้องสัมพันธ์กันอย่างยิ่ง อย่างไม่มีทางจะ เป็นอย่างอื่นได้เลย; หรือว่าเราจะมองไปที่ปรากฏการณ์ทั้งหลายในโลก ที่มัน ปรากฏอยู่ในโลก เป็นคน เป็นสัตว์ เป็นต้นไม้ เป็นภูเขา เป็นแผ่นดิน เป็นน้ำ เป็นแดด เป็นทุกอย่าง ไม่มีอะไรที่จะไม่เกี่ยวเนื่องกัน หรือแม้แต่ความเป็นอยู่ตาม ปกติของโลกนี้ ความเป็นอยู่ของโลกอย่างที่เห็น ๆกันอยู่นี้มันเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน อยู่กับสิ่งบางสิ่งซึ่งเราไม่นึกฝัน เช่นเราจะพิจารณาดูว่า ถ้าสมมติว่าไม่มีนกตัวเล็กๆ จำนวนหลายร้อยหลายพันล้านตัวนี้ ซึ่งคอยกินแมลง หรือว่าสัตว์อื่นที่คอยกินแมลง แมลงไม่รู้กี่พันล้านตัวนี้มันก็จะกินใบไม้ คือกินใบไม้อ่อนหมดจนต้นไม้ตายหมด เพียงแต่ต้นไม้ตายหมดทั้งโลกเท่านั้นโลกนี้ก็อยู่ไม่ได้ คนก็อยู่ไม่ได้ เพราะว่ามัน จะถึงกับว่าไม่มีฝนตกเลยอย่างนี้ หรือตกน้อยจนอยู่ไม่ได้. นี่ความสัมพันธ์กันในด้าน อย่างนี้มีอยู่อย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นทางให้เราเข้าใจความสัมพันธ์ ในระหว่างธรรมะได้ดี เหมือนกัน. หรือว่าเราจะคิดดูว่าในระหว่าง Sphere ดวงกลมต่าง ๆ ที่เป็นโลกนี้ เป็น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาวพระเคราะห์ ตลอดจนถึงจักรวาลอื่นแต่ละดวงๆ นั้น ล้วนแต่มีความดึงดูดที่สัมพันธ์กัน; ไม่เช่นนั้นมันจะไม่อยู่ในลักษณะอย่างนี้ มันจะชนกันแตกทำลายสูญหายไปเสียนานแล้ว ความดึงดูดซึ่งกันและกันละเอียด จนมองไม่เห็นนี้ย่อมมีอยู่ในระหว่างกันและกัน. นี้ก็ต้องเรียกว่าความสัมพันธ์กัน เหมือนกันอย่างที่พูดกันว่า ออกไปนอกบรรยากาศแล้วจะหมดความสัมพันธ์นี้ เป็น คำพูดที่ต้องระวัง แม้ออกไปนอกบรรยากาศแล้วมันก็ยังมีความสัมพันธ์อยู่ชนิดที่ มองไม่เห็นมิฉะนั้นแล้วก็จะไม่สามารถควบคุมจรวดหรืออะไรต่าง ๆ ที่ออกไปวิ่งอยู่นอก บรรยากาศได้ มันเป็นไปตามความต้องการของผู้ควบคุมได้อย่างนี้เป็นต้น. ฉะนั้น
น.192 ๑๘๖ จะต้องหลับตาพินิจพิจารณามองให้เห็นความที่ธรรมะหรือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงสัมพันธ์กัน แล้วเกี่ยวข้องกันกับมนุษย์คือพวกเรานี่อย่างยิ่ง ความสัมพันธ์ของมันนั่นแหละเกี่ยว ข้องสัมพันธ์กันอย่างยิ่งกับเรา. ความสัมพันธ์นี้เราอาจจะแบ่งได้เป็นภายนอกและเป็นภายใน ความสัมพันธ์ ของธรรมะหรือของศาสนา, ของธรรมะในศาสนาที่เป็นภายนอกก่อน. เราพูดกันถึงที่ เป็นภายนอกก่อนคือนอกตัวเรา เหมือนอย่างว่าโนโลกมนุษย์ เรานี้ มนุษย์เรา จะต้องมีสิ่งหลายสิ่ง ซึ่งจำเป็น ซึ่งมองเห็นกันแล้วว่าจำเป็น เช่น ศาสนา ศีลธรรม ปรัชญา วิทยาการต่าง ๆ วิทยาศาสตร์ จิตวิทยา วัฒนธรรม ศิลป จนกระทั่งวิชา อนามัยที่เกี่ยวกับไข้เจ็บ มันมีมากมายหลายแขนง. ท่านลองคิดดูว่า ธรรมะนี้มันเกี่ยว ข้องกับสิ่งเหล่านี้อย่างไร. ธรรมะในรูปหนึ่งอยู่ในรูปของศาสนา; ได้แก่วิธีปฏิบัติที่จะทำให้เกิดความสุข ทั้งทางกายและทางใจ ที่เราเรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา; ปฏิบัติถูก ได้รับมรรคผล นิพพาน. ธรรมะมาเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่าศาสนา คือระบบวิชาและการปฏิบัติที่ ดับทุกข์ ดับกิเลส ได้โดยตรงนี้ก็มีอยู่อย่างหนึ่ง. ทีนี้ ธรรมะมาเกี่ยวข้องกับศีลธรรม คือระเบียบปฏิบัติสำหรับสังคมทั่วไป โดยเฉพาะก็คือความไม่เบียดเบียนกัน ไม่อิจฉา ริษยากัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างนี้ นี่เรียกว่าในขั้นศีลธรรมไม่ถึงมรรค ผล นิพพาน เพราะว่าสังคมทำได้เพียงเท่านั้น; ปัจเจกชนเท่านั้นที่จะเป็นไปได้ถึงมรรคผล นิพพาน. แต่ส่วนสังคมนั้นจะเป็นไปได้อย่างมากก็เพียงศีลธรรม, ธรรมะจึงมาอยู่ใน ลักษณะของสังคมวิทยา ที่จำเป็นแก่มนุษย์แขนงหนึ่งด้วย เรียกว่ามาเกี่ยวข้องสัม- พันธ์กันอย่างนี้ เกี่ยวข้องกันกับมนุษย์ในแง่ที่เป็นสังคมวิทยา. หรือว่าธรรมะมาอยู่ในรูปของปรัชญาสำหรับคิดนึกศึกษา อย่างที่ไม่มีสิ้นสุด ในทางปัญญา ไม่เกี่ยวกับความดับทุกข์ เกี่ยวก็ได้ ไม่เกี่ยวก็ได้; แต่ว่าส่วนใหญ่นั้นมัน
น.193 ๑๘๗ เลยเถิดไป ไม่เกี่ยวกับความดับทุกข์ กระทั่งเป็นปัญหาโลกแตกพูดกันไม่รู้จบ ธรรมะในรูปอย่างนี้ก็มี; เขาเรียกว่าในแง่ของปรัชญา มันมาอยู่ในแง่ของปรัชญาแล้ว และถ้าไม่รู้จักจับต้นชนปลายหรือไม่รู้จักรวบรัดตัดทอนแล้วไม่มีที่สิ้นสุด เป็นปัญหา โลกแตกไปทีเดียว. นี้ก็เป็นข้อที่เราจะต้องระวังเหมือนกัน อย่าพูดธรรมะให้กลายเป็น ปัญหาโลกแตกหรือเป็นปรัชญาเพ้อเจ้อ ว่าที่ถูกแล้วไม่ต้องกลัวผิดละ กล่าวได้ทีเดียว ว่าเรื่องปรัชญานี้มันเรื่องเพ้อเจ้อ ทางปัญญา ทางความเฉลียวฉลาดในการคิด. ทีนี้อีกทางหนึ่ง ธรรมะก็มาอยู่ในรูปของวิทยาศาสตร์ ในทางจิต ใน- ทางใจ เช่นเรื่องอริยสัจจ์, มันอยู่ในรูปของวิทยาศาสตร์โดยตรงที่พอเห็นได้ชัดว่า: ทุกข์เป็นอย่างไร, เหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างไร, ดับทุกข์เป็นอย่างไร, ทางให้ถึงความ ความดับทุกข์เป็นอย่างไร. หรืออีกอย่างหนึ่งซึ่งมันเกี่ยวเนื่องกันก็คือว่า เรื่อปฏิจจ- สมุปบาท ซึ่งฟังแล้วเข้าใจยากที่ได้อธิบายไปคราวหนึ่งเต็ม ๆ นั้น ถ้าสำหรับคน ทั่วไป อย่างเราท่านทั้งหลายนี้ มันก็ชักจะอยู่ในรูปของปรัญชาเหมือนกัน คือเป็น วิทยาศาสตร์ ไปไม่ได้ เพราะมันสลัวแก่พวกเรา แต่ถ้าสำหรับพระอรหันต์แล้ว สิ่งที่ เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทนั้นมันไม่เป็นปรัชญาเลยแต่จะกลายเป็นวิทยาศาสตร์ คือแฉ แจ่มแจ้ง ชัดเจน ประจักษ์ อยู่ในหัวใจของท่าน โดยไม่ต้องใช้การคำนึงคำนวณ. นี่ชี้ตัวอย่างให้เห็นว่าปรัชญากับวิทยาศาสตร์นี้มันเกี่ยวเนื่องกันอยู่ในลักษณะอย่างนี้ด้วย อีกส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นปรัชญาของบางคนจะกลายเป็นวิทยาศาสตร์แก่บางคนไป ก็ได้. ส่วนธรรมะนี้เป็นได้ทั้งปรัชญาทั้งวิทยาศาสตร์ คือบางทีธรรมะระบบที่ลึก ซึ้งเกินไปจนไม่อาจจะเป็นวิทยาศาสตร์แก่ปุถุชน ก็ไปเป็นวิทยศาสตร์แก่พระอรหันต์ ได้ คือท่านได้เห็นชัดแจ่มแจ้งเหมือนกับเราเห็นวัตถุ เป็นเรื่องทางวัตถุ เพราะจิต ของท่านได้เข้าถึงสิ่งนั้น ได้สัมผัสสิ่งนั้น ได้เห็นแจ้งแทงตลอดสิ่งนั้น รู้รสของ สิ่งนั้นอยู่ในใจของท่านเอง.
น.194 ๑๘๘ ทีนี้มนุษย์มีความรู้เรื่องจิตวิทยาเป็นแขนงสำคัญอันหนึ่งในการบำเพ็ญชีวิต ประจำวัน ธรรมะอีกนั่นเองมาอยู่ในรูปของจิตวิทยาบางอย่างบางแขนง และที่จำเป็น แก่ชีวิตประจำวันด้วย; เพราะฉะนั้นในคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือโดยเฉพาะ ในพระอภิธรรมปิฎกมีความรู้เรื่องจิตวิทยาอยู่อย่างน่าอัศจรรย์ที่สุด ซึ่งพวกนัก จิตวิทยาสมัยปัจจุบันเห็นเข้าแล้วจะตลึง แล้วจะยอมรับว่าสูงหรือว่าแยบคายไม่แพ้ จิตวิทยาใด ๆ นี่เรียกว่าธรรมะในฐานะที่เป็นจิตวิทยาหรือเกี่ยวข้องกับจิตวิทยาของ โลกก็มีอยู่. เรามองกันต่อไปถึงวัฒนธรรม ธรรมะที่มาอยู่ในรูปของวัฒนธรรมนี้ เยอะแยะไปหมด โดยเฉพาะชนชาวไทยเรามีวัฒนธรรมของชาวพุทธอยู่เป็นรากฐาน ไม่เหมือนใคร ไม่ซ้ำใคร แต่ก็ยังอยู่ในรูปของวัฒนธรรม คือธรรมะในขั้นต่ำ ๆ ซึ่ง มาอยู่ในรูปของขนบธรรมเนียมประเพณีไป ต่ำลงไปกว่าศีลธรรมอีก แต่ก็ยังเป็น ธรรมะอยู่นั่นเอง เพราะว่าตัววัฒนธรรมนั้นแหละก็เป็นธรรมะอยู่ในตัวของมันเอง. ทีนี้เลยไปอีก-แม้ศิลป ศิลปนี้เราหมายถึงสิ่งที่ให้เกิดความงดงาม เพื่อดึงดูด จิตใจผู้อื่นให้คล้อยตาม ระบบที่เราประสงค์จะให้เขาคล้อยตามโดยอาศัยความงามเป็น เครื่องดึงดูด. เรื่องรูปเขียน การปั้น การแกะสลัก นั้นเราไม่พูดถึง แต่เราจะพูดถึงศิลป แห่งความเป็นคน; ศิลปแห่งความเป็นมนุษย์ที่งดงามที่สุด งามกว่ารูปปั้น รูปเขียน อะไรเสียอีก เพราะฉะนั้นศิลปของพุทธศาสนาหรือของธรรมะนั้นไม่ใช่พระพุทธรูป สวย ๆ ไม่ใช่โบสถ์วิหาร สวย ๆ ไม่ใช่การประดับประดาหรูหราตามวัดตามวา ไม่ใช่; แต่ว่าพวกชาวบ้านเขาเรียกกันอย่างนั้น พวกโบราณคดีเขาก็เรียกกันอย่างนั้น พุทธศิลป หรือ Buddhist Art เขาหมายถึงพระพุทธรูป โบสถ์ วิหาร พระเจย์ดี วัตถุศิลปไปหมด แต่เราอย่าไปถือตามนั้น. เราต้องรู้ว่า ศิลปแห่งความเป็นมนุษย์ หรือศิลปแห่งการ ครองชีพเป็นอยู่อย่างที่เป็นมนุษย์ที่งดงามอยู่ในตัวมันเอง เพราะว่าธรรมะนี้งาม
น.195 ๑๘๙ ในเบื้องต้น, งามในท่ามกลาง, งามในเบื้องปลาย ดังที่เคยอธิบายแล้ว. ทีนี้พอ ธรรมะนั้นเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตนี้ ความเป็นชีวิตนั้นมันงาม ศิลปแห่งการครองชีวิต เดี๋ยวนี้มีคนใช้คำว่า Poetical Life คือว่า ศิลปชีวิตอย่างกวี . ชีวิตอย่างกวีเขาถือว่าเป็น อันเดียวกับ Religious Life คือ ชีวิตอย่างศาสนา ; นี้เขาหมายความว่าในความเป็น กวีนั้นมีความงาม, ชีวิตอย่างกวี หมายความว่าชีวิตที่มีความงดงาม เหมือนกับความ งามของกวี กวีนิพนธ์ กาพย์ กลอน เพราะว่าในกวีนิพนธ์นั้นมีความงามมาก จึง อยากจะให้ชีวิตมีความงามชนิดนั้น ชีวิตที่งามได้อย่างนั้นจึงจะเรียกว่าชีวิตที่เนื่องด้วย ศาสนา, มีความงามอย่างชีวิตของกวีอย่างนี้ก็มี. ฝรั่งเริ่มใช้คำอย่างนี้และเขียนเรื่อง อย่างนี้กันขึ้นมามากแล้ว แต่ใจความของมันก็คือศิลปแห่งความเป็นมนุษย์ที่น่าชม น่าดูน่าชมหรืองดงามที่สุด. คำว่า "ศิลป" โดยความหมายสากลมันหมายได้ทุกอย่าง ไม่หมายเฉพาะวัตถุ; หมายถึงการกระทำการคิดนึก การประดิษฐ์การอะไรต่าง ๆ ได้ ทั้งนั้น ที่พระพุทธเจ้าท่านใช้คำว่า ความงามในเบื้องต้น, ความงามในท่ามกลาง, ความงามในเบื้องปลาย ว่ามีอยู่ในธรรมะนี้ ในพรหมจรรย์นี้ แม้แต่จะสอนเพื่อ เผยแพร่ศาสนาท่านก็ยังทรงกำชับว่า จงสอนหรือประกาศพรหมจรรย์นี้ให้งามทั้งข้าง ต้น ให้งามทั้งตรงกลาง ให้งามทั้งเบื้องปลาย นี่คิดดูเถอะว่าท่านเป็นนักศิลปหรือผู้มี หัวศิลปอย่างไร; ฉะนั้นศิลปเกี่ยวข้องกับธรรมะ ธรรมะเกี่ยวข้องกับศิลปในฐานะ ที่ทำให้มีศิลปตามแบบของชาวพุทธขึ้นอย่างนี้. เราถือว่า ธรรมะนี้สัมพันธ์กับศิลป อย่างสูงสุดที่มนุษย์จะรู้จักกัน. ทีนี้อันสุดท้ายอยากจะพูดถึง อนามัยวิทยา คือวิทยาที่เกี่ยวกับการทำให้การ เป็นอยู่นี้เป็นผาสุกปราศจากโรค. คำว่า "อนามัย" อนามัยนี้ขอบอกกล่าวให้เป็น ความรู้พิเศษนิดหนึ่งว่ามันเป็นคำบรมโบราณก่อนพุทธกาล ไม่ใช่เพิ่งมาตั้งขึ้นในเมือง ไทยเมื่อไม่กี่วันนี้. คนก่อนพุทธกาลที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกที่ใช้ภาษาบาลี เมื่อ เขาพบหน้ากันเขาก็จะทักกันว่า "กจฺจิ เต อนามย°" แปลว่าอนามัยของท่านเป็นอย่างไร
น.196 ๑๙๐ บ้าง ? หรือพูดกันว่า "กุสลํ เต อนามยํ" อนามัยของท่านยังดี, คือยังเป็นกุศลอยู่ หรือ ? "กุสลํ เม อนามยํ" อนามัยของข้าพเจ้ายังเป็นกุศลอยู่. นี้หมายความว่า เขาใช้คำว่าอนามัยนี้ เป็นคำสำหรับทักกันในระหว่างผู้ที่พบหน้ากัน เช่นถ้าเราเปิด หนังสือที่ง่าย ๆ อย่างหนังสือเวสสันดรอย่างนี้ก็จะพบ เช่นเจตบุตร ทักพระ อจุตฤษี อย่างนี้ ก็ใช้คำอย่างนี้ นี้เป็นเรื่องเก่าแก่ก่อนพุทธกาล แปลว่ามนุษย์ ได้สนใจเรื่อง อนามัยนี้กันมานมนานแล้ว จนเป็นวิทยาแขนงหนึ่ง. ทีนี้ธรรมะนี้มันมาเกี่ยวข้องกับวิทยาหรืออนามัยอย่างยิ่ง เพราะเหตุที่ว่า ร่างกายนี้มันเกี่ยวกันอยู่กับจิตใจ เหมือนอย่างที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น. ถ้าจิตวิปริตแล้ว กายก็วิปริต; เหมือนอย่างกะคน ๆ หนึ่งเศร้าเพราะเหตุใดเหตุหนึ่งอยู่เรื่อย กระวน กระวายใจร้อนใจวิตกกังวล เพราะเหตุใดเหตุหนึ่งอยู่เรื่อยในทางใจ. ไม่กี่มากน้อย มันจะมีผลออกมาทางกาย เช่นทำให้ระบบการย่อยอาหารในกะเพาะอาหารนั้นเปลี่ยน แปลง, เกิดไม่ย่อยตามปกติ เกิดความผิดปกติขึ้นในกะเพาะอาหาร ซึ่งเป็นทางกายได้ พอเป็นไปหลายเดือน, เป็นอย่างนั้นหลายเดือนเข้า มันก็เป็นโรคกะเพาะอาหารโดย ตรง ซึ่งมีมูลมาจากเรื่องในทางจิตคือความวิตกกังวล, กายกับจิตแยกกันไม่ได้อย่างนี้ อนามัยทางกายและทางจิตจึงเกี่ยวพันกันอย่างยิ่ง. ทีนี้ ธรรมะนี้มันแก้ปัญหาในทางจิต ได้เด็ดขาด อนามัยทางจิตจึงดีเต็มที่ อนามัยทางจิตดี อนามัยทางกายก็ดี ธรรมะจึง มีผลมาทาง Physical ล้วน ๆ ได้โดยลักษณะอย่างนี้ โดยผ่านทางจิตอย่างนี้. เพราะ ฉะนั้นเห็นได้ว่ามันสัมพันธ์กันแม้แต่กับวัตถุ เนื้อหนังล้วน ๆ ธรรมะนั้นมันมา สัมพันธ์มีผลโดยตรงลงเหนือร่างกายล้วน ๆ ได้ด้วยอาการอย่างนี้. เราทราบความที่มัน สัมพันธ์กันในลักษณะอย่างนี้แล้วจะมีผลดีมาก คือเราจะเข้าใจพุทธศาสนาดี จะสนใจ อย่างยิ่งไปในตัวเราเอง จะปฏิบัติมันได้โดยสะดวก สบายโดยไม่รู้สึกตัวด้วย. ทีนี้เรื่อง เบ็ดเตล็ดอื่น ๆ ผลพลอยได้ เช่นว่าเรื่องอักษรศาสตร์, เรื่อง วรรณคดี, โบราณคดี ประวัติศาสตร์ นี้มันก็เกี่ยวกันกับธรรมะ; เพราะว่าประวัติ
น.197 ๑๙๑ ของมัน ไม่มีประวัติอื่น นอกไปจากประวัติของสิ่งต่าง ๆ ที่หมุนเวียนไปในโลก. สิ่ง ต่าง ๆ ทุกสิ่งก็คือธรรมะไม่ยกเว้นอะไร รูปธรรมก็ตาม, นามธรรม, ก็ตาม นี้เรียก ว่าธรรมะหมด ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงในโลก ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของอะไรอื่นนอกไป จากธรรมะ วิชาอักษรศาสตร์ วรรณคดี โบราณคดี ประวัติศาสตร์ อะไรก็ตามเถอะ มันก็เป็นเรื่องคำบรรยายของธรมะนั้นโดยตรง หรือว่าเราจะมองอักษรศาสตร์ไปใน แง่ หนังสือวรรณคดีไปในแง่ความไพเราะ มันก็หนังสือที่ว่าด้วยเรื่องธรรมะเกี่ยวกับ สิ่งต่าง ๆ ในโลก และความไพเราะของสิ่งที่เรียกว่าธรรมะที่เราเอามาประสานกัน สัมพันธ์กัน จัดเสียใหม่วางรูปเสียใหม่เท่านั้นเอง. ขอให้เห็นว่าสิ่งที่เรียกว่าธรรมะนั้น มันอยู่ในที่ทุกแห่ง ในสิ่งทุกสิ่ง ในเวลาทุกเวลา นี่เป็นเรื่องมองหยาบ ๆ ข้างนอก ชั้นหนึ่งก่อน ว่าธรรมะนี้มันมีความสัมพันธ์กันอยู่กับทุกสิ่ง. เมื่อเราสนใจในความ สัมพันธ์ที่เป็นไปภายนอก เป็นวงกว้างอย่างนี้แล้ว เราก็สนใจความสัมพันธ์ที่เป็น ภายใน คือในเราคนหนึ่ง ๆ ต่อไป. เราจะตั้งต้นมาตั้งแต่ว่า ชีวิตของคนเรานี้มันสัมพันธ์กับธรรมะอย่างไร เราจะต้องย้อนระลึกไปถึงว่า ชีวิตในชั้นแรกที่มันจะเกิดเป็นชีวิตขึ้นมาในโลกนี้ คือเรา ยอมรับทฤษฎีที่ว่าทีแรกไม่มีชีวิตอยู่ในโลก แล้วด้วยความเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่าง ๆ ของก้อนโลกที่เย็นลง ๆ นี้. ความเปลี่ยนแปลงระหว่างความร้อนความหนาว, ระหว่าง ไอน้ำระหว่างเมฆ, ระหว่างฝน ระหว่างแสงอาทิตย์นี่, จนกระทั่งเกิดมีชีวีตเล็ก ๆ, มองด้วยตาไม่เห็น เรื่อย ๆ ขึ้นมาเป็นชีวิตพืช ชีวิตสัตว์ กระทั่งพืชเป็นสัตว์ กระทั่ง เป็นวิวัฒนาการมาเป็นสัตว์ชั้นสูงเช่นคนเป็นต้น. นี่มันสัมพันธ์กับธรรมะอย่างไร ดังที่ ได้กล่าวมาแล้วแต่วันแรก การบรรยายวันแรกว่าอำนาจเหตุ มูลเหตุที่บันดาลให้สิ่ง ทั้งหลายเป็นไปนั้น เราก็เรียกว่าธรรมะ ถ้าจะถามว่าก้อน ๆ นี้มันหลุดมาจากดวง อาทิตย์เพราะเหตุไร ? ก็ว่าเพราะอำนาจของธรรมะ หรือไม่เชื่อทฤษฎีนั้นจะถือว่า Nebula หลอมตัวเข้มข้นขึ้นมาเป็นก้อนโลก ก็ถามว่าเพราะอำนาจอะไร ? มันก็เพราะ ธรรมะ ไม่มีอะไรที่นอกไปจากธรรมะ แต่อันนั้นยังไม่ใช่ธรรมะที่แท้.
น.198 ๑๙๒ ทีนี้ข้อที่ว่าชีวิตในเซลล์หนึ่ง ๆ แม้แต่ในเซลล์เดียวของชีวิต มันมีความ ต่อสู้ดิ้นรนเพื่องอกงามเจริญ หรือเพื่อทรงตัวอยู่ก็ตาม นี้มันเป็นความรู้สึกของอะไร? มันเป็นสัญชาตญาณของอะไร ? มันมาจากอะไร? มันก็ไม่มีอะไรนอกจากธรรมะอีก; คือในความหมายว่าเป็นธรรมชาติ กระทั่งมันเกิดความรู้สึกในทางต่อสู้หรือหนีภัย อย่างนี้ แม้แต่ต้นไม้ก็ทำเป็น ขอให้ไปสังเกตเถอะไม่ต้องสัตว์หรอก เรื่องต่อต้าน เพื่อให้ตัวมีชีวิตอยู่ แล้วเรื่องหลบหลีกอันตราย ต้นไม้ก็มีอาการแสดงให้เห็น. ทีนี้ สัตว์แล้วยิ่งเห็นได้ชัด, ถ้าความรู้สึกจะหลีกเลี่ยงอันตรายมีอยู่แล้ว ความรู้สึกที่ค้น คว้าหาหนทางมันก็ต้องมีอยู่ นี่ธรรมะในรูปพ้นทุกข์มันก่อตัวขึ้นมาอย่างนี้ มันก่อตัว ขึ้นมาจากสัญชาตญาณแห่งการหนีภัย หนีอันตราย; Instinct อันนี้เป็นมูลเหตุที่ ก่อให้เกิดธรรมะชนิดที่เป็นการปฏิบัติ จนกระทั่งมาอยู่ในรูปที่เรียกว่าศาสนา. คนป่าในสมัยในอายุหินก่อนหน้าโน้น เขาก็เริ่มรู้สึกกลัว รู้สึกกลัวต่อสิ่งที่น่ากลัว แล้วก็เลยมีวิธีต่าง ๆ หรือประเพณีต่าง ๆ ที่เขามีไว้สำหรับทำให้เขาหายกลัวนั้นคือ ศาสนาแล้ว. ธรรมะในรูปของศาสนา มันจึงคู่กันมากับชีวิตดั้งเดิมที่สุด สิ่งที่เรียกว่า ธรรมะในรูปของศาสนานี้ มันคู่กันมากับชีวิตดั้งเดิม จนเราคำนวณไม่ได้ว่าตั้งแต่ เมื่อไร แต่เรากล่าวได้โดยไม่กลัวผิดว่า นับตั้งแต่สิ่งที่เรียกว่าชีวิตนี่ เริ่มมีก่อเป็น ปฐมขึ้นมาในโลกเมื่อไรก็ตาม; ชีวิตกับธรรมะ หรือศาสนากับสัญชาตญาณแห่งการ หนีภัยนี้ จึงตะล่อมเข้าเป็นสิ่งเดียวเป็นอันเดียวกันตลอดเวลาเรื่อยมา. ชีวิตจึงมี อยู่ได้ ธรรมะจึงมีอยู่ได้ สัญชาตญาณแห่งการพ้นทุกข์ ต้องการพ้นทุกข์จึงมีอยู่ได้ แล้ว มันก็มีเรื่อยมาจนบัดนี้. ขอให้เห็นความสัมพันธ์อันแนบสนิทนี้ มาตั้งแต่ดั้งเดิมอย่าง ไม่รู้ ได้ว่าตั้งแต่เมื่อไรนั้น; จงเห็นให้ชัดเถอะ แล้วจะพอใจในสิ่งที่เรียกว่าธรรมะหรือ ศาสนา เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่แยกกัน ไม่ได้ และเพราะ ว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นที่พึ่ง ที่ทำ
น.199 ๑๙๓ ให้หยุดกลัว หายกลัว หายความทุกข์นั่นเอง. ครั้งแรก ๆ เขาอาจจะกลัวฟ้าผ่า ฟ้า ร้อง กลัวลม กลัวฝน กลัวพายุ อย่างนี้ ก็มีศาสนาต่ำ ๆ บูชาอ้อนวอนไปตาม เรื่องให้หายกลัวก็แล้วกัน; แต่มาเดี๋ยวนี้เราไม่กลัวเรื่องอย่างนั้นเสียแล้ว. แต่เราก็ยัง มีสิ่งที่น่ากลัว กว่านั้น คือ กิเลสที่ทรมานเราทั้งกลางวันและกลางคืน นี่น่ากลัวกว่า; เราจึงมีศาสนาในระดับสูง คือในระดับที่สามารถจะขจัดกิเลสให้หมดอำนาจไป ทำ อันตรายเราไม่ได้ เรียกว่าธรรมะที่มาอยู่ในรูปของเครื่องมือที่ประเสริฐสุด ที่กำจัด สิ่งที่เป็นอันตรายทางจิตใจของมนุษย์เราให้พ้นไป. นี่เราต้องมองดูให้เห็นความ สัมพันธ์ของธรรมะ คือสัมพันธ์อยู่กับชีวิตของสิ่งที่มีชีวิตทั้งปวง ตั้งแต่แรกเริ่มเดิมที ตั้งแต่เริ่มจุดปฏิสนธิชีวิตในโลกเมื่อไม่รู้ว่ากี่พันล้านปีมาทีเดียว; แล้วก็เรื่อยมาด้วย กันคือคู่กันมาด้วยกัน, ส่งเสริมให้มาด้วยกัน, จึงตลอดรอดฝั่งมาได้จนถึงบัดนี้. แล้ว ทำไมเราจะไม่พูดได้ว่า เนื้อตัวของชีวิตนั้นเป็นตัวธรรมะผสมรวมอยู่ด้วย แล้วมัน จะแยกออกจากกันได้อย่างไร ? แล้วคนที่ไม่รู้จักธรรมะ หรือเห็นธรรมะเป็นของน่า รังเกียจนั้น มันจะเป็นคนบ้าบอสักเท่าไรลองคำนวณดู แล้วข้อที่เราไม่รู้ แล้วจะ มาปฏิเสธว่าไม่มีนี้ มันยิ่งเป็นเรื่องโง่เขลางมงายมากขึ้นไปอีก. เราจึงควรจะศึกษาจนให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร อะไรมีอยู่อย่างไร เท่าไร เท่าที่มันเกี่ยวกับเราที่จะดับทุกข์ได้. นี้เรียกว่าเรามองดูความสัมพันธ์ของธรรมะที่มี อยู่กับสิ่งทั้งปวงทุกสิ่ง ไม่ยกเว้นอะไร; ว่าสิ่งทั้งหลายเปลี่ยนแปลงไปไม่หยุดนี้ ก็ เพราะอำนาจของธรรมะมันก็พอแล้ว ไม่มีอะไรที่หยุด แม้แต่เม็ดกรวดเม็ดทราย ฝุ่นละออง มันก็เปลี่ยนแปลงไม่มีหยุดอย่าว่าแต่สิ่งที่มีชีวิต ด้วยอำนาจของธรรมะ โดยธรรมะ แล้วก็เพื่อธรรมะด้วย ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น. นี้เรามองเห็นว่าธรรมะ ในรูปของศาสนาเกี่ยวข้องกับชีวิตนี้ เราจึงศึกษาธรรมะในรูปของศาสนากันเป็นส่วน ใหญ่ คือในแง่ของสัจจธรรมหรือศีลธรรมก็ตาม จนกระทั่งเราได้มีโอกาสได้รับการ
น.200 ๑๙๔ อบรม หรือว่าเป็นโชคดีที่ว่า เราได้จัดให้มีการอบรมพวกมนุษย์เรากันเองนี้ ให้รู้ จักธรรมะตามที่สมควรจะรู้จัก เพื่อประโยชน์อันมหาศาล คือพูดกล่าวไม่ได้ว่า เฉพาะ เพื่อประโยชน์อะไรแต่ส่วนเดียว มันทุกอย่างไปเลย. ทีนี้เราก็มามองดูต่อไปอีก ที่ว่าใน ตัวศาสนามันมีความสัมพันธ์กันอย่าง ไร. ในตัวศาสนา เราก็ได้เคยอธิบายกันแล้วในวันก่อน ๆ ว่าเราอาจจะแบ่งออกไป ได้หลายแง่ ถ้าเราจะเอาวัตถุที่ตั้งเป็นหลัก เราก็เห็นว่าในพุทธศาสนานี้มีแบ่งวัตถุ สำคัญออกเป็น ๓ ส่วน คือเป็นพระพุทธ เป็นพระธรรม เป็นพระสงฆ์. ขอได้โปรดถือเป็นความรู้เบ็ดเตล็ดพิเศษเพิ่มเติมไว้เรื่อย ๆ เช่นคำว่า วัตถุ คำว่าวัตถุในภาษาบาลีนั้น เขาไม่ได้หมายถึงวัตถุเป็นของแข็งอย่างวัตถุใน ภาษาไทยเรา วัตถุนั้นเขาแปลว่าที่ตั้ง ที่ตั้ง ที่อาศัย. ทีนี้ในภาษาไทยเราเห็นว่า ของแข็ง ๆ เช่นของรูปธรรมนี้มันเป็นที่ตั้งของมันอย่างหนึ่ง ก็เลยเรียกมันว่าวัตถุ แล้วจำกัดความหมายไว้เพียงเท่านั้น แต่ที่จริงวัตถุแล้วเขาหมายถึงว่าเป็นที่ตั้ง. ทีนี้ ที่เรียก พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นวัตถุนั้น เพราะเหตุว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นวัตถุที่ตั้งของจิตใจ. จิตใจจะต้องตั้งลงบนพระพุทธ พระ- ธรรม พระสงฆ์ เพราะฉะนั้นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จึงได้ชื่อว่าวัตถุ นี่ ขอให้รับทราบความหมายของคำว่าวัตถุที่ไปยืมเขามาใช้ในแง่เล็ก ๆ จนกลายเป็นของ ไม่มีชีวิตเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปอย่างนี้มันไม่พอ, มันไม่ถูก. นี้เป็นความรู้พิเศษเบ็ดเตล็ด เรื่อย ๆ ไปอย่างที่ว่า พระพุทธเจ้าก็เป็นวัตถุ พระธรรมก็เป็นวัตถุ พระสงฆ์ก็เป็น วัตถุ ในฐานะเป็นที่ตั้งของจิตใจในฐานะเป็นที่ตั้งของจิตใจ. ทีนี้เราจะดูว่าสัมพันธ์กันอย่างไร พระพุทธเจ้าคือใคร? พระธรรมคือ อะไร ? พระสงฆ์คือใคร ? พระพุทธเจ้าคือ ผู้พบ ผู้พ้น และผู้พูด ที่กล่าวอย่าง
น.201 ๑๙๕ นี้เพื่อให้จำง่าย พระพุทธเจ้าคือผู้พบ หมายความว่าพบธรรมะที่สูงสุด ที่ดับทุกข์ ได้จริง เมื่อท่านพบแล้วท่านก็เป็นผู้พ้น คือพ้นทุกข์ได้จริง ท่านพ้นทุกข์แล้ว-ท่าน ไม่พ้นแต่คนเดียว ท่านพูด คือพูดให้ผู้อื่นได้ทราบอย่างละเอียดชัดเจน ตามที่ท่าน จะพูดได้สำเร็จประโยชน์แก่เขา พังดูมันโลกโคกอยู่บ้างแต่มันก็ได้ความดี ว่าพระ- พุทธเจ้านี้คือ ผู้พบ ผู้พ้น และผู้พูด. ทีนี้พระธรรมก็ไม่ใช่อะไรอื่น คือสิ่งที่ถูกพูด พระธรรมคือสิ่งที่ถูกพระพุทธ- เจ้าหยิบยกขึ้นมาพูด ๆๆๆๆ ในทุกแง่ทุกมุม ให้เพียงพอแก่ความต้องการของ การที่จะดับทุกข์. ทีนี้พระสงฆ์คืออะไร ? พระสงฆ์ก็คือผู้ที่ทำตามคำพูด . เราจะเห็นได้ว่า มันเกี่ยวข้องกันทั้งสามวัตถุอย่างแยกกันไม่ได้ ผู้พูดกับ สิ่งที่ถูกพูด แล้วก็ผู้ทำตามคำพูด ตามที่ผู้พูดได้สอน, ได้พูดให้ฟัง; เพราะฉะนั้น ตามหลักในทางศีลธรรมเขาถือว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี้เป็นสิ่งเดียวกัน แยกกันไม่ได้. เพราะว่าถ้าแยกออกเสียแล้วมันจะพลอยหมดไปทั้งสามอย่าง แยกออก เสียอย่างเดียวจะพลอยหมดไปทั้งสามอย่าง เหมือนไม้สามอันอาศัยกันอิงแล้วพิงกัน อยู่ตั้งเป็นไม้สามขายืนอยู่ได้, ลองเอาออกเสียขาหนึ่งอีกสองขามันอยู่ไม่ได้. นี่ความ สัมพันธ์ระหว่างวัตถุทั้งสาม คือผู้พูด สิ่งที่ถูกพูด และผู้ทำตามคำพูดนี้ ต้อง สัมพันธ์กันอยู่จึงจะเป็นพระรัตนตรัยที่สมบูรณ์ ไม่เว้า ๆ แหว่ง ๆ คือเป็นตัว ศาสนาที่สมบูรณ์ไม่เว้า ๆ แหว่ง ๆ เราจึงรู้จัก พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้ลึกเข้าไปอีกในฐานะที่ ไม่ใช่คนแล้วแต่เป็นสิ่ง ๆ เดียวกันคือเรื่องความพ้นทุกข์หรือ ดับทุกข์ทั้งนั้น; เพราะว่าพระพุทธเจ้าพบก็พบความดับทุกข์ พ้นก็พ้นจากทุกข์
น.202 ๑๙๖ คือดับทุกข์ ได้ พูดก็พูดเรื่องความดับทุกข์. พระธรรมก็เรื่องความดับทุกข์ ปฏิบัติ เรื่องความดับทุกข์ ผลเป็นความดับทุกข์, พระสงฆ์ก็เป็นผู้ทำความดับทุกข์ ไม่มีอะไร มากไปกว่าเรื่องความดับทุกข์. นี่สัมพันธ์กันจนเป็นเรื่องเดียวกัน เป็นเรื่องความดับ ทุกข์เท่านั้น ฉะนั้นจึงกล่าวว่า ภาวะแห่งความปราศจากความทุกข์โดยสิ้นเชิงนั่น แหละ คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ . นี่สัมพันธ์กันสนิทอย่างนี้จึงจะเรียกว่า เข้าใจ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ถึงที่สุด. ถ้ายังไปแบ่งแยกกันทางรูปธรรม ทางภายนอก พระพุทธก็อยู่แต่พระพุทธ พระธรรมก็อยู่แต่พระธรรม พระสงฆ์ ก็อยู่แต่พระสงฆ์หรือว่าเอาในขั้นเปลือกมากขึ้นไปอีก ก็พระพุทธเจ้าคือเนื้อหนังของ คน ๆ หนึ่งชื่อพระสิทธัตถะ ลูกคนนั้นหลานคนนี้อย่างนี้ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะว่าพระ- พุทธเจ้าที่แท้จริงนั้นจะเป็นลูกใครหลานใครไม่ได้. ขอให้จำไว้ด้วย ที่เป็นลูกใครหลานใครได้นั้นมันเปลือกของพระพุทธเจ้า, พระพุทธรูปก็ยิ่งเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ใหญ่. พระธรรมก็เหมือนกัน จะอยู่เป็นใบ ลาน เป็นหนังสือ เป็นเสียง เป็นความหมาย เป็นวรรณคดีอย่างนี้ ไม่ได้; มันต้อง เป็นความหมายอันแท้จริงคือความดับทุกข์เท่านั้น. พระสงฆ์ ก็อย่างเดียวกับพระพุทธ- เจ้า จะเอากันที่คนไม่ได้ ต้องเอาที่คุณธรรมที่มีอยู่ในใจ คือภาวะที่เป็นความดับ ทุกข์. นี่เมื่อเราพูดกันคราวเดียวหมดอย่างนี้ ก็เป็นเหตุให้เข้าใจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในฐานะที่สัมพันธ์เป็นอันเดียวกันและถูกตัวจริง จึงขอร้องให้สนใจ. ถึงแม้ว่าเราจะแยกให้เห็นชัดว่า ในพระพุทธนั้นสามารถจะมองกันในแง่ ไหนได้อีก คำว่า พุทธะ นี้ตามตัวหนังสือก็เรียกว่าโดยพยัญชนะนี้แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน. คำนี้อธิบายมาแล้วในคราวก่อน ตื่น รู้ หรือเบิกบาน ได้ด้วยการสดับ ตรับฟังศึกษาเอาเองอย่างพวกเรานี้. ถ้ารู้อะไรขึ้นมาบ้างก็พอที่จะเรียกว่า " สุตพุทธะ " เหมือนกัน; คือเราเกิดเป็นพุทธะขึ้นมาแล้วชนิดหนึ่ง เป็นสุตพุทธะหมายความว่าเป็น
น.203 ๑๙๗ พุทธะขึ้นมาได้ในระดับหนึ่ง ด้วยการได้ยินได้ฟัง ได้คิด ได้คำนวณ ได้อะไรต่าง ๆ นี้ ความเป็นพุทธะมาสู่เราในลักษณะเช่นนี้. ทีนี้ถ้าว่าเรารู้และปฏิบัติจนได้บรรลุ- มรรคผลนิพพานอย่างนี้ เป็นพระอรหันต์ ขึ้นมาอย่างนี้ ก็เป็นพุทธะที่สูงขึ้นไปอีก ยิ่งขึ้นไปอีก ก็เรียกว่า " อนุพุทธะ ;" คือสาวกที่เป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา. ถ้าว่าเราเก่งกว่านั้นสิ่งเหล่านี้เราไม่ได้ยิน ได้ฟังมาจากใคร คิดนึกได้เอง แล้วรู้มัน อย่างแจ่มแจ้งจนถึงสอนผู้อื่นให้รู้ตามด้วย คนนั้นเขาเรียกว่า " สัมมาสัมพุทธะ " คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง. แต่ถ้ารู้แคบ ๆ รู้ลำพังตัวเองไม่มากพอที่จะพูดให้คน อื่นเข้าใจได้ อย่างนี้เขาเรียกว่า " ปัจเจกพุทธะ ." จำคำเหล่านี้ ไว้บ้างก็สนุกดีและ บางทีก็จะเป็นประโยชน์ ว่าพุทธะ ๆ นี้เขาจัดไว้ใหญ่เป็น ๔ ประเภทด้วยกัน: สุตพุทธะ อย่างต่ำ ๆ คือได้ยินได้ฟังมีความรู้ขึ้นมา, อนุพุทธะ คือพระสาวกที่เป็น พระอรหันต์, สัมมาสัมพุทธะ ก็พระสัมมาสัมพุทธเจ้า, ปัจเจกพุทธะ คือพระพุทธ- เจ้าชนิดที่ตรัสรู้ลำพังตนเองในวงแคบพอพ้นทุกข์ไปทีนั้น ไม่มากพอที่จะทรมานคน อื่น ไม่มากพอที่จะประกาศเป็นพระศาสนา. แต่แล้วเรามองดูเถอะว่ามันต่างกันไหม ? แล้วมันสัมพันธ์กันอย่างไร ที่แท้แล้วมันมาจากสิ่ง ๆ เดียวกัน คือธรรมชาติแห่งความ เป็นพุทธะ Nature หรือธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ มันมีอยู่ในตัวธรรมะสากล นั่นเอง แล้วมันเข้ามาเกี่ยวข้องกับคนในระดับต่าง ๆ กัน คือในระดับที่ทำให้เป็น "สุตพุทธะ" บ้าง, อนุพุทธะบ้าง, สัมมาสัมพุทธะบ้าง, ปัจเจกพุทธะบ้าง. ถ้าดูภาย นอกมันก็ผิดแปลกแตกต่างกันมากมาย จนทำให้เกิดความรู้สึกว่าดีว่าเลว ว่าสูงว่าต่ำ แล้วดูถูกดูหมิ่นไปได้ แต่ถ้าเราดูให้ลึกถึงภายในแล้วมันเป็นธรรมะอย่างเดียวกัน เป็น ธรรมชาติอย่างเดียวกัน แสดงออกมาได้มากน้อยกว่ากันเท่านั้น; จึงว่าพุทธะมันก็คือ ธา-ตุ หรือธาตุ; ธา-ตุ ธาตุตามธรรมชาติ แต่เป็นธาตุแห่งความรู้ เป็นธาตุที่มี ความรู้ หรือเป็นธาตุที่เป็นตัวความรู้ ไม่เหมือนกับรูปธาตุที่เป็นรูปธาตุ นามธาตุ ที่ เป็นกายเป็นใจนี้ ไม่ใช่ ไม่ใช่กาย ไม่ใช่ใจ.
น.204 ๑๙๘ ธาตุแห่งความรู้นั้นเขาหมายถึงธาตุแห่งความว่าง ไม่ใช่กายไม่ใช่ใจ แต่เป็นธาตุแห่งความว่างชนิดหนึ่ง ซึ่งละเอียดปราณีตซึ่งเข้าใจได้ยาก; แต่พอจะเข้า ใจได้ โดยที่คิดไปในทำนองว่ามันไม่ใช่กาย และมันไม่ใช่ใจ แต่เป็นธาตุรู้ชนิดหนึ่ง ซึ่งจะปรากฏทางกายและทางใจก็แล้วกัน โดยที่มันละเอียดถึงขนาดไม่มีตัวหรือว่างจาก ตัว จึงเรียกกันว่าเป็นธาตุว่างอย่างนี้ก็มี. ธาตุว่างหรือธาตุพุทธะนี่คือตัวพุทธะที่แท้ เพราะฉะนั้นมันจึงยิ่งไปกว่าภาวะแห่งความเป็นอย่างนั้น ภาวะแห่งความเป็นอย่างนี้ เสียอีก มันต้องว่างไม่มีอะไรนอกจากความรู้: นอกจากเป็นธาตุที่มีสมรรถภาพในทางที่ จะรู้ แต่แล้วมันไม่มีทางแสดงออก มันก็มืดอยู่นั้น จนกว่าเมื่อไรร่างกายจิตใจกลุ่ม ไหนมันเกิด Develop เหมาะสมกันเข้ามันก็แสดงออกมา ธาตุรู้นั้นมันก็แสดงออกมา จนมีลักษณะทำให้บุคคลนั้นเป็นสุตพุทธะบ้าง อนุพุทธะบ้าง ปัจเจกพุทธะบ้าง สัมมาสัมพุทธะบ้าง. ท่านฟังดูไว้เป็นเครื่องประดับสติปัญญาว่า การอธิบายธรรมะใน ขั้นละเอียดนั้นมันเป็นอย่างไร และมันมีความสัมพันธ์กันอย่างหลีกไม่ได้อย่างไร. นี้ เรื่องของพุทธะเป็นอย่างนี้ เมื่อได้รูปร่างกายเป็นที่ตั้งที่อาศัย; มันก็ปรากฏรูปเป็นพระ- พุทธเจ้าอย่างนั้น อย่างนี้ขึ้นมา เป็นผู้พบ เป็นผู้พูด ผู้พ้น ขึ้นมาเหมือนอย่างที่ กล่าวแล้ว. ทีนี้พระธรรม ขอให้ระลึกถึงว่าเรื่องพระธรรมนี้ ได้บรรยายแล้วว่าจำแนก เป็น ปริยัติธรรม ปฏิบัติธรรม ปฏิเวธธรรม. ปริยัติธรรม คือเรื่องสำหรับเรียน หรือการเรียน; ปฏิบัติธรรม คือการทำจริง ๆ การปฏิบัติจริง ๆ ที่นี้ ปฏิเวธธรรม คือผลที่ได้รับจากการปฏิบัตินั้น เรื่องเรียน เรื่องทำ แล้วเรื่องได้รับผล. นี่ ๓ ขั้นนี้รวมกันเรียกว่าพระธรรม แล้วมันเนื่องกันอย่างไร เกือบไม่ต้องอธิบายแล้วข้อนี้ คือว่าถ้าไม่เรียนก็ทำไม่ถูก ถ้าไม่มีการกระทำก็ไม่มีผลของการกระทำ ฉะนั้นต้องเรียน แล้วทำด้วย, ทำ ต้องทำให้เป็นให้ถูกให้ได้ผลด้วย มันจึงเนื่องกัน ไม่ว่าการเรียน
น.205 ๑๙๙ กฎหมาย หรือการเรียนวิชาความรู้แขนงไหน หรือการเรียนธรรมะ ในพระศาสนา มันต้องมีเรื่อง ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ อยู่ด้วยกันทั้งนั้น; ฉะนั้นจึงอย่าได้เข้าใจว่า ๓ คำนี้อยู่ที่วัด; แต่ว่ามันอยู่ในตัวท่านทุกคน ที่มีการเรียน การทำและการได้รับผล ของการทำ แต่มันแล้วแต่ว่ามันเป็นวิชาความรู้แขนงไหนเท่านั้นเอง. ทีนี้ในเรื่องของ ปริยัติธรรม ท่านควรจะได้ทราบว่าเขาได้แบ่งเป็นเรื่อง ๓ เรื่อง คือ :- เรื่องพระวินัย เรื่องพระสูตร และเรื่องพระปรมัตถ์. เรื่องพระวินัย นั้นคือเรื่องระเบียบ กฎ กติกา ต่างๆ ที่บังคับให้ต้องทำนี่เรียกว่าวินัย อาศัยกฎ ความจริงของธรรมเหมือนกัน แต่มาบัญญัติ ไว้ในรูปวินัยที่บังคับเป็นส่วนหนึ่งของ พระไตรปิฎก, ทีนี้ พระสูตร หรือสุตตันตะนั้น เขาหมายถึงเรื่องสำหรับปฏิบัติตาม สมัครใจ; เพื่อทำกิเลสให้หมดไปโดยตรงตามสมควรแก่บุคคลนั้น ๆ ก็เรียกว่า สูตรหนึ่ง ๆ ๆ มีหลายร้อยหลายพันหลายหมื่นสูตร. วินัยบังคับให้ทำ แต่พระสูตร นี้ตามความสมัครใจ . ใครอยากปฏิบัติชั้นไหนก็ปฏิบัติชั้นนั้น, แล้วเรื่องปฏิบัติก็ไม่ เหมือนกัน เรื่องวินัยมันเป็นเรื่องที่สำหรับบังคับให้ปฏิบัติ เกี่ยวกับความสงบเรียบ- ร้อยของการเป็นอยู่มากกว่าอย่างอื่น อยู่กันเป็นหมู่แล้วถ้าไม่มีวินัยแล้วก็ตีกันตาย หรือว่าไม่ตีกันตายก็หาความน่าดูไม่ได้ จึงต้องมีวินัย. ส่วนเรื่องพระสูตรนั้นคือเรื่อง ปฏิบัติเพื่อให้จิตหลุดพ้นจากกิเลสโดยตรงและสิ้นเชิง; เพราะฉะนั้นมันจึงสูงกว่ากัน มาก บางคนทำไม่ไหวก็ทำแต่เท่าที่ทำไหว. ทีนี้มาถึง อภิธรรม นี้ก็หมายถึงแง่ลึกของ ความคิดนึกข้อใดข้อหนึ่ง แง่ใดแง่หนึ่ง คือเขาเอาถ้อยคำหรือหลักเกณฑ์หรืออะไร ต่างๆ ที่สำคัญ ๆ ในเรื่องพระสูตรนี้ ไปบรรยายในลักษณะที่เป็นปรัชญาหรือตาม กฎเกณฑ์ของตรรกวิทยาหรือจิตวิทยาเป็นต้น อย่างละเอียดลึกซึ้งออกไป ถ้ารู้ก็ดี ถ้า ไม่รู้ก็ไม่จำเป็น มันเป็นเรื่องความแตกฉานในทางปัญญาของผู้ที่มัวเมาใน ปัญญา หรือว่าจะอวดกันในทางปัญญา , ไม่ใช่อวดกันในทางดับทุกข์; แต่แล้ว ท่านก็ยังเห็นว่ามันยังสัมพันธ์กันอยู่ดี พระวินัยกับพระสูตรกับพระปรมัตถ์นี้ เพราะว่า
น.206 ๒๐๐ วินัยหรือศีลนี้มันเป็นเรื่องต้องมีเป็นพื้นฐานในเบื้องต้น ให้เราอยู่กันเป็นปกติเสียก่อน จึงจะมีใจคอที่ปฏิบัติธรรมะที่สูงขึ้นไปได้. ทีนี้ถ้าเราปฏิบัติธรรมะสูงได้แล้ว พ้นทุกข์ แล้ว เราจะรู้มันโดยละเอียดในแง่ต่าง ๆ ก็ได้; แต่ว่าทั้ง ๓ เรื่องนี้มันพูดถึงแต่เรื่อง ความดับทุกข์ทั้งนั้น. นี่เรียกว่าปริยัติจะแบ่งออกเป็นกี่สายกี่แขนงอย่างไรก็จะต้องเนื่อง กันเป็นอันเดียวกันหมด. ทีนี้มาถึงปฏิบัติ เรื่องปฏิบัติคือการทำ นี้ถ้าจะกล่าวอย่างหลักกว้างๆ ท่าน ควรจะจดลงไปเหมือนกับที่มีบาลีว่า สพฺพปาปฺส อกรณํ= ไม่ทำความชั่วทุกอย่าง แล้ว กุสลสฺสูปสมฺปทา= ทำความดี ให้สมบูรณ์ แล้วก็ สจิตฺตปริโยทปนํ= ทำจิต ให้หมดจดจากความยึดถือในสิ่งทั้งปวง. ทีนี้ท่านจะเห็นได้ว่าข้อแรกที่สุด ท่านพูดถึงไม่ทำชั่วทำบาปก่อน นี้มันพื้น ฐานแล้วถัดไปจึงสร้างความดี ทำความดี. ทุกคนทั่วไปในโลกอาจจะคิดว่าพอแล้ว คือมันดี ดีถึงที่สุดแล้วมันจะทำอะไรกันอีก หรือว่าศาสนาอื่นเขาอาจจะบัญญัติเพียง เท่านี้ก็สุดแท้ แต่ว่าพระพุทธศาสนานั้นไปอีกทีหนึ่ง กระโดดไปอีกชั้นหนึ่ง; คือว่า ให้มีจิตบริสุทธิ์หมดจด ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรเลยทั้งที่เป็นความดีหรือความไม่ดี นี่ก็ เพื่อว่าอย่าได้เป็นทุกข์ ไปตามแบบคนดี, หรือเป็นทุกข์ไปตามแบบคนชั่ว คืออย่าได้ เป็นทุกข์เลยนั่นเอง; เพราะว่าถ้าจิตไม่ยึดมั่นถือมั่นในความดีหรือความชั่วแล้ว มันไม่มี อะไรจะทำให้หนักหรือทรมานแก่จิต มันจึงเป็นจิตอิสระบริสุทธิ์ ขาวผ่อง สะอาด สว่าง สงบได้. อย่าลืมนึกถึงข้อที่ ๓ นี้ ว่าพระพุทธศาสนามีคำสั่งสอนที่แปลก ออกไป ที่พิเศษออกไปก็คือข้อนี้ "สอนให้ไม่ทำบาปและกลับสอนให้ทำดี แล้ว สอนให้มีจิตเฉยได้ต่อสิ่งทั้งปวง; " หมายความว่าถ้าไปหลงใหลแม้ในความดีนั่น มันจะต้องวุ่นวายขึ้นเพราะหลงใหลในความดี เรามีความดี ไว้ก็มีไว้ ในฐานะเป็น
น.207 ๒๐๑ เครื่องมือหรือเครื่องอุปกรณ์เพื่อเป็นอยู่สะดวกเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อความยึดมั่น เทิดทูนบูชา เราไม่ยึดมั่นเทิดทูนบูชาอะไรหมด. ความดีก็เปรียบเหมือนเครื่องมือ เช่นบันไดเป็นต้น เราใช้สำหรับพาดขึ้นไปบนที่สูง; เมื่อขึ้นแล้วมันก็แล้วไป เราไม่ ต้องไหว้บันได ไม่ต้องเที่ยวแบกบันไดอยู่. หรือเหมือนเรือพาหนะนี้เราใช้ขี่ข้ามฟาก ไปได้แล้ว เราก็ไม่ต้องไหว้เรือ หรือว่าจะต้องแบกเรืออยู่. มันเป็นเรื่องที่จะต้อง ปล่อยวางหมดอีกทีหนึ่ง มันจึงจะได้รับประโยชน์จากการไปถึงที่นั่นหรือขึ้นไปถึงที่นั่น อย่างนี้ก็เรียกว่ามันอยู่เหนือความดีความชั่ว ชนิดที่ความดีและความชั่วทำเราให้วุ่น- วายไม่ได้ ด้วยการปฏิบัติข้อที่ ๓. แต่แล้วทั้ง ๓ ข้อมันต้องเนื่องกัน ถ้ามันทำชั่วอยู่ มันจะทำดีได้อย่างไร เราต้องอาศัยความไม่ทำชั่วเป็นขั้นต้น ขั้นแรกเป็นขั้นพื้น ฐาน แล้วก็ทำความดีเราจึงจะรู้จักความดีว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรยึดถือ. คนที่ไม่เคย ทำความดีจนไม่รู้จักความดีนั่น ไม่มีทางที่จะปล่อยวางความดี หรือพูดว่าไม่ยึดมั่น ถือมั่นความดีทั้งสิ้น ทั้งที่ ไม่รู้จักความดี นี้มันคือคำพูดของคนโง่ อย่างที่ว่าเราจะไม่ ยึดมั่นถือมั่น เงิน อย่างนี้เราต้องเคยมีเงินเสียก่อนว่า มันคืออย่างไร. เราจึงจะมีจิตใจ ชนิดที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นเงินได้; เพราะฉะนั้นการงานหรือการทำงานนี้จึงเป็นการปฏิบัติ ธรรมะอยู่ในตัว จนมันทำให้เรารู้จักได้ว่า งานนี้ก็ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น สิ่งต่าง ๆ ทั้ง หลายทั้งปวงในโลกที่เป็นตัวงานหรือตัวผลของการงาน หรือความสุขเกิดจากการงาน อะไรก็ตามไม่ควรยึดมั่นถือมั่น; แต่ว่าเราจะรู้จักมันได้ก็ต่อเมื่อได้ผ่านมันแล้ว ถ้าเรา ทำการงานให้ดี มันจะสอนเราพร้อมกันไปในตัวว่า งานหรืออะไรก็ตามเป็น สิ่งที่ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ฉะนั้นจึงถือว่าการทำงานนี้เป็นการเรียนธรรมะ สอน ธรรมะ ปฏิบัติธรรมะกันอยู่ในตัวมันเอง ถ้าเราทำให้ดี. ทีนี้ก็มาถึงชื่อที่วางไว้สำหรับระเบียบ ระบบของการทำความดี หรือทำกุศลท่าน จำแนกไว้เป็นหลักใหญ่ ๆ ที่เรารู้จักกันทั่วไปก็คือ: ศรัทธา ทาน ศีล ภาวนา ๔ กลุ่ม.
น.208 ๒๐๒ ศรัทธา แปลว่าความเชื่อ ต้องเชื่อถูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็เชื่อในพระ รัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั่นเอง-เชื่อถูก พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คืออะไร ? พูดกันมาสิ้นเชิงแล้ว มองเห็นแจ่มแจ้งชัดเจนแล้ว เชื่อว่านี้ เป็นเครื่องมือเป็นหนทางดับทุกข์แล้ว เชื่ออย่างนี้เรียกว่ามีศรัทธา แต่ถ้าว่าเชื่ออย่าง งมงายไม่เรียกว่าศรัทธา ต้องเชื่อที่ประกอบด้วยปัญญาจึงจะเรียกว่าศรัทธา มีใน เบื้องต้นก่อน ที่เป็นเหตุให้คนเราคิดจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับศาสนา เข้าวัดเข้าวา สนใจศึกษานี้ มันต้องมีศรัทธาตัวแรกนี้ก่อน. ทีนี้ต่อมาก็มีเรื่อง ทาน ทานคือเรื่องบริจาค, บริจาคสิ่งที่ควรบริจาคออกไป; หรือว่าเป็นเรื่องสอนให้รู้จักบริจาคสิ่งที่ควรบริจาค. นี้มันเป็น เรื่องขูดเกลาความเห็น แก่ตัวในทางวัตถุ เรารักวัตถุ หวงแหนวัตถุ แล้วก็เราให้ทานไป มันก็พาความหวงแหน อันนั้นออกไปด้วย; ถ้าทำถูกมันเป็นอย่างนี้จึงจะเป็นทานแท้จริง. แต่ถ้าเป็นทานชนิดที่ ว่าให้ไปบาทหนึ่งแล้วตายไปชาติหน้าได้วิมานหลังหนึ่งอย่างนี้, ไม่ใช่ทานในความหมาย อย่างนี้. มันเป็นเรื่องอื่นอย่างอื่น, เป็นเรื่อง Politic ของใครคนใดคนหนึ่งในการเผย แผ่หรืออะไรของเขาก็ตามเถอะ ทานที่แท้จริงที่ว่าให้ไปนี้ต้องให้สิ่งที่ ควรให้ไป เพื่อ ให้เราได้รับผลเป็นความไม่เห็นแก่ตัว. ทีนี้ก็มาถึง ศีล ๆ นี้แปลว่าปกติ; คำว่าศีลคำนี้แปลว่าปกติ จำง่าย ๆ เหมือนกะว่า ศีล ศี-ลา, ศี-ละ, ศี-ละ นี่แปลว่าก้อนหินนี้ขึ้นตรงนี้ ถ้าเรานึกถึง ว่าก้อนหินมันอยู่นิ่งปกติ แต่ปกตินี้เราหมายถึงปกติของกายและของวาจา; กาย วาจาไม่สั่นระรัว วุ่นวาย หวั่นไหวไปเพราะอำนาจของโทษมีกิเลสนั้น นั้นเรียก ว่าศีล แล้ว ไม่ทำชั่วทางกาย ทางวาจา ก็แล้วกัน.
น.209 ๒๐๓ ทีนี้ก็มาถึง ภาวนา ๆ แปลว่าทำให้เจริญ ตรงกับคำว่า Development ทำ ให้เจริญ ๆ ๆ ขึ้นไปนี่เรียกว่าภาวนา. ทำอะไรให้เจริญ ทำจิตให้เจริญ. จิตยังดิบอยู่ จิตยังหลับอยู่ จิตยังโง่อยู่ นี้ ทำให้มันเจริญขึ้นมา; เป็นจิตค่อย ๆ สะอาด ค่อย ๆ สว่าง จนกระทั่งสงบได้ อย่างนี้เรียกว่าทำภาวนา. อย่าได้เข้าใจว่าทำภาวนาทำปาก งุบงิบ ๆ แล้วพูดอะไรอยู่ในปากนั้น นั่นมันเรื่องทำผิดพูดผิดของภาษาไทยชาวบ้าน ภาษาไทยกลางบ้าน ไม่ใช่คำในพระศาสนา. คำว่าภาวนาในพระศาสนาเป็นกิริยา หมายถึงกิริยาอาการที่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เจริญขึ้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งทำจิตให้เจริญ ขึ้น ถึงระดับที่เรียกว่าสมาธิก่อน คือมีจิตสงบตั้งมั่นพอสมควร แล้วว่องไวคล่องแคล่ว เป็น Active พอที่จะทำการงานทางจิต, นี้เรียกว่าสมาธิขั้นหนึ่งก่อน; แล้วจิตชนิด นั้นไปอบด้วยวิชาด้วยปัญญาให้เห็นแจ้งว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา; ไม่น่ายึดมั่นถือมั่น นี่เป็นปัญญาขึ้นมา. ทั้งสมาธิและทั้งปัญญา ๒ อย่างนี้ รวมกันเรียกว่าภาวนา. ไม่ใช่เรื่องท่องบ่นงุบงิบ ๆ ซึ่งไม่มีความหมายอะไร. เราต้องมีศรัทธาก่อนจึงจะมีทานได้ มีทานมีจิตใจสมควรแก่ศีล; มีศีล แล้วก็ทำภาวนาได้โดยสะดวก มันเลยเนื่องกันสัมพันธ์กัน. ทีนี้เราจะมองดูกันให้กว้าง กว่านี้อีกว่า การปฏิบัติทั้งหลายหมดไม่ว่ากี่ร้อยกี่พันลักษณะ รวมแล้วจะเหลืออยู่เพียง สองประเภท คือเรียกว่า โลกิยปฏิปทา กับ โลกุตตร ปฏิปทา; ปฏิปทาแปลว่าปฏิบัติ คำเดียวกับคำว่าปฏิบัติ. แต่ถ้าถามว่าโดยตัวหนังสือมันแปลว่าอย่างไร ? มันแปล ว่าเดินไปเฉพาะ ปฏิปทานี้ หรือปฏิ ปฏิ ก็ตามแปลว่าเดินไปเฉพาะหรือว่าไต่ไปเฉพาะ นั่นแหละเรียกว่าปฏิบัติ; หมายความว่า ทำให้กายวาจาใจนี้ก้าวหน้าไป ๆ ๆ โดยเฉพาะ สู่จุด ๆใดจุดหนึ่งเรียกว่าปฏิบัติ. ที่เป็นโลกิยะปฏิปทานี้ หมายความว่า ปฏิบัติเพื่อผลในโลกนี้ เพื่อผลเป็น อย่างโลกนี้; ตามวิสัยชาวโลกเขาต้องการอะไรกันบ้างที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้อย่าง
น.210 ๒๐๔ โลก ๆ นี้แล้วก็ทำไป ก็เรียกว่าโลกิยปฏิปทา. ส่วนโลกุตตรปฏิปทานั้นสูงขึ้นไปถึงว่า ที่มนุษย์ธรรมดาเขาไม่ปรารถนากัน; แต่มันเป็นความจริงความแท้อย่างยิ่งตรงที่ว่า ถ้าทำกันอยู่อย่างโลก ๆ ในโลกนี้แล้วยังไม่พ้นทุกข์อย่างละเอียด; พันแต่ทุกข์อย่าง หยาบ ๆ ทุกข์อย่างละเอียดจะถูกมองเห็นเป็นความสุข, จึงต้องมีความฉลาดจนถึงว่า อะไรเป็นอะไรโดยแท้จริง. จึงมองเห็นว่าเรื่องในวิสัยโลกทั้งหมดทั้งสิ้นแล้วยังเป็นทุกข์ แบบใดแบบหนึ่งอยู่ เพราะยังต้อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นอย่างน้อย ต้องเวียน ไปตามกิเลส ตามกรรม ตามวิบาก เหมือนที่ได้กล่าวแล้วในเรื่องวัฏฏะ. ออกไปเสีย ดีกว่า คือมีจิตใจอยู่สูง จิตใจอยู่ในภาวะที่สูงจนไม่มีอะไรดึงจิตใจให้รู้สึกหรือให้ เปลี่ยนแปลง; หรือให้มีอาการเป็นทุกข์ทรมานทั้งอย่างหยาบและอย่างละเอียด. คำว่า โลกนี้เราหมายถึง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์; ทางตาทางหูทางจมูก ทางลิ้นทางกายทางใจ นานาชนิด แล้วไปสรุปรวมอยู่ที่คำ ๆ เดียวว่า "สุขเวทนา" สัตว์โลกทั้งหลายเป็นทาสของสุขเวทนา ระดับของโลกก็คืออยู่ใต้สุขเวทนา เป็น ทาสมัน. ถ้าเป็นโลกุตตระก็คืออยู่เหนือมัน; สุขเวทนาทั้งหลายไม่ล่อลวงคนนั้น ให้มีจิตใจหวั่นไหวตามไปได้ มันเลยอยู่เหนือสุขเวทนา, สุขเวทนากลับเป็น ทาส. นี่จำง่าย ๆ อย่างนี้ก็แล้วกัน, ถ้าโลกิยะแล้วก็เป็นทาสสุขเวทนา ถ้าโลกุตตระ แล้วก็เป็นนายเหนือสุขเวทนา เราระวังข้อปฏิบัติทั้งหลายนี่ ถ้าปฏิบัติเป็นไปเพื่อ ให้เข้าไปใต้อำนาจของสุขเวทนาได้ผลเป็นความเอร็ดอร่อย ความสุขทางวัตถุ ทางเนื้อ ทางหนัง แล้วก็เป็นโลกิยปฏิปทาไปหมด แม้แต่ว่าจะได้ความสุขในสวรรค์ชั้นวิมานชั้น ไหนก็ตามเถอะเป็นโลกิยปฏิปทาไปหมด. ข้อนี้มักจะเข้าใจผิดกันมากจนว่าเรื่องสวรรค์ นั้นเป็นเรื่องเหนือโลก; เรื่องสวรรค์ชั้นกามาวจรหรือชั้นพรหมอะไรก็ตามเถอะเป็น เรื่องโลกทั้งนั้น, แต่ว่าโลกอย่างปราณีต. ถ้าโลกุตตระแล้วเหนือนั้นหมดไม่เกี่ยวกับโลก. แล้วมันเนื่องกันอย่างไร. โลกิยปฏิปทาสอนให้รู้ว่า โลกเป็นทุกข์เป็นสิ่งที่ทรมาน เป็น
น.211 ๒๐๕ เหตุให้เกิดความรู้สึกคิดนึกในทางโลกุตตระปฏิปทามันก็เกี่ยวกับโลกทั้งนั้น นี้เรียกว่า เหนือโลกหรือใต้โลกนั้นเอง. ถ้าใต้โลกก็เป็นโลกิยะ ถ้าเหนือโลกก็เป็นโลกุตตระ; ดูได้ที่จิตใจ, จิตใจต่ำกว่าโลกหรือสูงกว่าโลก; ถ้าเรายังเป็นทาสของอารมณ์ในโลกแล้ว ก็อยู่ใต้โลก, ถ้าเราไม่เป็นทาสของอารมณ์ ในโลกก็อยู่เหนือโลก มีความหมาย สั้น ๆ อย่างนี้. ทีนี้เราก็มาถึง ข้อปฏิบัติ ที่เขาแสดงไว้ด้วยลักษณะอาการ ในข้อปฏิบัติของ พระสงฆ์ เราได้ยินคำว่า "สุปฏิปันโน ภควโต สาวกสังโฆ; อุชุปฏิปันโน, ญายะปฏิบันโน, สามีจิปะฏิปันโน " มีอยู่ ๔ คำ. "สุปฏิปันโน" แปลว่า ปฏิบัติดี "อุชุปฏิปันโน" แปลว่าปฏิบัติตรง; "ญายะปฏิปันโน" แปลว่าปฏิบัติเพื่อรู้ เพื่อรู้ ความดับทุกข์; "สามีจิปฏิปันโน" แปลว่าปฏิบัติสมควร. ความหมายของตัวหนังสือ ต่างกันก็จริงแต่ว่าความมุ่งหมายนั้นเหมือนกัน ตรงไปที่แห่งเดียวกัน "สุ" แปลว่าดี ปฏิบัติดี ก็หมายความว่าปฏิบัติไม่ชั่ว ปฏิบัติดี, แล้วก็ปฏิบัติตรงคือหมายความว่าตรงไป สู่ความดับทุกข์, ที่ว่าปฏิบัติดี ก็ดีไปในทางที่จะดับทุกข์ คือปฏิบัติเพื่อให้รู้ความดับ ทุกข์, ญายะนี้ก็เพื่อดับทุกข์ ปฏิบัติสมควรก็สมควรในลักษณะที่จะให้มันดับทุกข์ ได้ ไม่มากไม่น้อย. ที่ว่าปฏิบัติไม่สมควรนั้นมันมีอยู่ว่า มันมากไปบ้าง มันน้อยไปบ้าง, มันอาศัยความลูบคลำของความอยากกิเลสตัณหา แล้วจึงปฏิบัติบ้างอย่างนี้, เรียกว่า ไม่สมควร. ถ้าเราไม่เข้าใจคำใดเราก็เพ่งเล็งเอาความดับทุกข์ที่เป็นจุดปลายทางก็แล้ว กันว่า: ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติให้รู้ ปฏิบัติสมควร. เราอาจจะนำมาใช้ได้แม้ ในการปฏิบัติงานประจำวันของเรา ไม่ใช่เพื่อบรรลุมรรคผลนิพพานหรอก เราปฏิบัติ งานในหน้าที่ประจำวันนี้ ขอให้ปฏิบัติให้ดี ปฏิบัติให้ตรง ให้ปฏิบัติด้วยสติปัญญาอย่า งมงาย แล้วให้ปฏิบัติให้สมควรแก่เหตุการณ์ ลองใช้ดูทีเถอะว่าจะได้ผลอย่างไร แม้ ในการปฏิบัติงานประจำวัน. ทีนี้ในทางของพระศาสนาเรา เมื่อปฏิบัติครบ ๔ ลักษณะ
น.212 ๒๐๖ นี้แล้วทำให้เป็นพระอริยบุคคล คือบรรลุมรรคผลนิพพานได้ นี้เป็นเรื่องของการปฏิบัติ. จำแนกให้ฟังว่ามันสัมพันธ์กันอย่างไร: เรื่องดี เรื่องตรง เรื่องสติปัญญา และสมควรนี้มันสัมพันธ์กันอย่างยิ่ง มันแยกกันไม่ได้เหมือนกัน. ทีนี้ก็มาถึงหมวดที่ ๓ คือปฏิเวธ ; ปริยัติ ปฏิบัติ แล้วก็ปฏิเวธ ปฏิเวธ คือมรรค ผลนิพพาน อธิบายมาแล้ววันก่อน ไม่จำเป็นจะต้องจารนัยโดยละเอียด ในวันนี้ แต่ให้รู้ว่า มรรคคือตัด ผลคือขาดหลุดออกไปได้ นิพพานคือเป็นอิสระ อยู่ตลอดกาล . นี่มรรค ผล นิพพาน ๓ คำนี้อธิบายแล้ว, การตัดการหลุดออกไปได้และการเป็นอิสระ นี่สัมพันธ์กันอย่างที่ไม่มีทางจะแยกกันได้ การตัดและการหลุดออกไปได้แล้ว ไม่เป็นอิสระนี้ ไม่มีทางจะแยกให้ห่างออกไปจากกันได้ ต้องไปด้วยกัน ต้องเนื่องกัน แต่ละอย่าง ๆ ในหมวดหนึ่งมันก็เนื่องเป็นอันเดียวกัน แล้วในระหว่างหมวดทั้ง ๓ มันก็เนื่องเป็นอันเดียวกัน. แล้วธรรมะนี้ก็ยังเนื่องถึงพุทธะและสังฆะ โดยวิธีใดต่อไปอีก; ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้นว่าพุทธะ ผู้พบ ผู้พ้น ผู้พูด: ธรรมะสิ่งที่ถูกพูด; สังฆะคือผู้ทำตามคำพูด. ทีนี้เรามาถึงสังฆะ ๆ คำนี้แปลว่าหมู่ ใช้กับวัวควายก็ได้ เดี๋ยวจะว่าพูดคำหยาบ สังฆะแปลว่าหมู่ เท่านั้น หมู่คณะ จะเป็นหมู่ของอะไรก็ได้ แต่เดี๋ยวนี้คำนี้ถูกใช้เป็นชื่อของพระสาวก ของพระศาสดากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไปแล้ว แต่ในภาษาบาลีเรายังพบคำที่ใช้กับหมู่วัวหมู่ควาย หมู่อะไรก็ยังได้ยังมีอยู่เหมือนกัน. ทีนี้หมู่สาวกนี่คือผู้ฟัง, สา วะ กะ แปลว่าผู้ฟังแต่ไม่ใช่ฟังเฉย ๆ ฟังแล้วเอาไปคิดไปนึก แล้วเอาไปปฏิบัติตาม จนได้ผลสมกับการเชื่อฟัง. อย่างนั้นเรียกว่าสาวก สังฆ์แปลว่าหมู่ สาวกแปลว่าผู้ฟัง, ทีนี้เขาเรียกหมู่สาวกเหล่านี้ว่าบริษัท เพื่อจะจำแนก ๆ ออกไป "บริ" แปลว่ารอบ "ษัท" แปลว่านั่ง บริษัทแปลว่านั่งรอบคือเป็นวงล้อมพระ-
น.213 ๒๐๗ พุทธเจ้า หรือล้อมอะไรที่เป็นจุดประสงค์นี้เรียกว่าบริษัท. ทีนี้เขาแยกเป็น ๔ ระดับ คือเป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา นี้เป็นเรื่องข้างนอกเป็นเรื่องเปลือกภายนอก แยกเป็นบรรพชิตกับฆราวาสก่อน คืออยู่ที่บ้านกับไม่อยู่บ้านก่อน. อยู่ที่บ้านเรียกว่า พวกอุบาสก อุบาสิกา; ไม่มีบ้านและไม่อยู่บ้านเรียกภิกษุ ภิกษุณี. ภิกษุก็เพศชาย ภิกษุณีก็เพศหญิง อุบาสกก็เพศชาย อุบาสิกาก็เพศหญิง ๔ นี้เรียกว่าบริษัท ๔ คือ ผู้นั่งแวดล้อมรอบพระพุทธเจ้า ก็แปลว่าล้วนแต่เป็นสาวกทั้งนั้น. ทีนี้ในบรรดาสาวกหรือบริษัท ๔ นั้น บางพวกบรรลุมรรคผล บางพวกไม่บรรลุมรรคผล. พวกที่ไม่บรรลุมรรคผลก็เรียกว่าเป็นสาวกอย่างยอมรับไว้ก่อน อย่างว่าตามบัญชีหรือว่าการยอมรับเข้าไว้ทีก่อนนั้นจึงเรียกว่าสมมต สม - มะ - ติ สมมติสงฆ์ คือเป็นสงฆ์รับเข้าไว้โดยบัญชีโดยทะเบียนโดยธรรมเนียม ส่วนพวกที่บรรลุมรรคผลนั้นเขาเรียกว่าอริยสงฆ์เลย. อริยสงฆ์หมายถึงว่าพระสงฆ์ที่แท้จริงไม่เพียงสักแต่ว่าบัญชี; แต่เขาเป็นจริง ๆ เพราะเขาละกิเลสได้ บรรลุมรรคผลระดับใดระดับหนึ่งหรือทั้งหมด. ทีนี้เป็นอริยสงฆ์นี้ก็จะแจกให้เป็น โสดา, สกิทาคา, อนาคา,อรหันต์ เหมือนกับที่กล่าวแล้ววันก่อน. โสดาแรกมาถึงต้นทาง, สกิทาคาเดินไปได้ส่วนหนึ่งแต่ใจยังอาวรณ์ ในกามคุณที่เคยหลงมาแต่ก่อนครั้งหนึ่งแล้วจึงกลับไป, แต่อนาคานั้นไปเรื่อย, มีสุขเวทนาที่ไม่เนื่องด้วยกามเป็นเครื่องดึงดูดไป จึงไปเรื่อยไม่มาทางนี้ พระอรหันต์คือถึงที่สุด; จัดไว้ ๔ ระดับเรียกว่า พระอริยบุคคล. แต่แล้วเราจะต้องรู้ว่าพระสงฆ์นี้มีความหมายสำคัญเหมือนกันหมด ตรงที่เชื่อฟังและปฏิบัติตามเท่านั้น. เราไม่รังเกียจว่าบรรลุหรือยังไม่บรรลุ แต่ถ้าเขากำลังพยายามเพื่อจะบรรลุอยู่แล้วก็ยังยอมรับว่าเป็นพระสงฆ์ เป็นพระสงฆ์โดยสมบูรณ์ตามธรรมตามวินัย เหมือนอย่างกะเราพูดสมัยนี้ก็ว่าตามกฎหมาย สมบูรณ์ตามกฎหมาย. ในทางศาสนาเขามีคำที่มีความหมายเหมือนกัน แต่เขาพูดว่าสมบูรณ์ตามธรรมและวินัย ผู้ที่เป็นปุถุชนที่ไม่
น.214 ๒๐๘ บรรลุมรรคผลนิพพานแต่กำลังพยายามอยู่ เพื่อปฏิบัติให้บรรลุมรรคผลนิพพาน แล้ว ก็เรียกว่าพระสงฆ์เหมือนกัน มีสิทธิเสมอกันตามธรรมและตามวินัย ในแง่ของวินัย ก็มีสิทธิเท่ากัน ในแง่ของธรรมะก็มีสิทธิเท่ากันที่จะประพฤติปฏิบัติหรือใช้สอย. ทีนี้ให้กว้างออกไปอีก มีคำว่า พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข; นี่ หมายความว่ารวมพระพุทธเจ้าเข้าไปด้วย สมมติสงฆ์ อริยสงฆ์ และรวมพระพุทธเจ้า เข้าไปด้วยเลยเป็นหมู่เดียวกัน; เป็นหมู่เดียวกันมีหัวหน้าหมู่คือพระพุทธเจ้า นั่นก็เรียก ว่าพระสงฆ์อย่างนั้นคือความหมายของคำว่าสงฆ์โดยสมบูรณ์ เช่นเหมือนอย่างท่านได้ ยินคำเขาพูดว่าถวายสังฆทาน คือถวายเป็นสงฆ์อย่างนี้. ท่านต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า ของนั้นเอาไปถวายสงฆ์ทั้งหมดในพระพุทธศาสนาซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข แม้ แต่ในนาม คือเราถือว่าเนื้อตัวที่นิพพานไม่ปรากฏอยู่แล้ว แต่ในนามยังปรากฏอยู่ สงฆ์นี้ยังมีชื่อว่าพระพุทธเจ้าเป็นประมุขอยู่นั่นเอง. เพราะฉะนั้นสิ่งของนี้ถวายสงฆ์แล้ว ก็ให้ได้ความว่าถวายสงฆ์ทั้งหมด มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขอย่างนี้ทีก่อน ในใจ ของเราจึงจะได้ผลสมบูรณ์ว่าถวายสงฆ์ คือไม่ได้ถวายบุคคลใดบุคคลหนึ่ง. เอาไป ถวายพระพุทธเจ้าองค์เดียวท่านก็บัญญัติว่าไม่เป็นการถวายสงฆ์ ; ต้องถวายสงฆ์ ทั้งหมดจึงจะเป็นการถวายสงฆ์. ทีนี้มีวินัยระเบียบบัญญัติ ไว้ว่าสงฆ์ทั้งหมดนั้นไม่ สามารถจะมารับทานหรือบริโภคทานนี้ได้. เพราะฉะนั้นจึงบัญญัติให้ว่าหมู่ไหน ที่ถึงเข้าเฉพาะหน้า, คือเขาไปถวายเข้าเฉพาะหน้าหมู่ไหน ให้หมู่นั้นรับแทนในนาม ทั้งหมด; นี่จึงเป็นสงฆ์ทั้งหมดรับในนามของพระพุทธเจ้าด้วย. แล้วรับแล้วทำ อย่างไร รับแล้วก็ใช้โหวตที่เรียกว่าญัตติ; ญัตติตรงกับคำว่าโหวต ให้ทั้งหมดออกเสียง โหวตว่าจะทำกับสิ่งของเหล่านี้อย่างไร นี่เขาเรียกว่าแจกของ. เมื่อพระสงฆ์นี้ได้แจกไป แล้วก็เป็นอันว่าถูกต้อง ไม่ได้ล่วงละเมิดของสงฆ์เลย ให้เอาของนี้ไปใช้อย่างนั้น ๆ หรือมอบให้คนนั้นไปซึ่งเป็นคนที่ควรจะได้ อย่างจีวรเกิดมีผืนเดียว พระสงฆ์มีตั้ง สี
น.215 ๒๐๙ หลายร้อยองค์อย่างนี้ จีวรผืนนี้จะได้แก่ใครก็ต้องทำไปตามระเบียบ ให้โหวตกันว่า ควรจะได้แก่ใคร ระเบียบก็มักจะมีว่าให้ ได้แก่ผู้ควรจะได้. ใครเป็นผู้ควรจะได้ ? คน ที่มีจีวรขาดมากที่สุดควรจะได้ แล้วก็ได้ไป; ก็แปลว่าคนนั้นได้จีวรไปในนามของ สงฆ์ แล้วทายกผู้ถวายจีวรผืนนั้นก็ยังได้ชื่อว่าถวายสงฆ์อยู่นั่นเอง. นี้สำหรับคำว่า สงฆ์นี้สัมพันธ์กันหมดทุกองค์ ทั้งจะมีในอดีตหรือในอนาคตหรือปัจจุบัน และมี พระพุทธเจ้าเป็นประมุขเสมอ. นี่คำว่าสงฆ์จะต้องเป็นอย่างนี้ แล้วก็มีระเบียบวินัย ของสงฆ์ไว้ให้พอปฏิบัติได้, ให้ใช้สิ่งของเหล่านั้นไปได้ตามที่ควรจะเป็น เราจึงเห็น ว่าพระสงฆ์ชนิดไหนก็ตามสัมพันธ์เป็นก้อนเดียวหน่วยเดียวกันหมด ทั้งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็สัมพันธ์กันอย่างนี้. ทีนี้ชั่วเวลาที่เหลืออยู่นิดหนึ่งนี้ จะพูดถึง ธรรมะบางแง่ ที่ว่ามันสัมพันธ์กัน อย่างไร คือว่า ธรรมะที่เป็นการปฏิบัติออกจากทุกข์ทั้งหลายทั้งหมดนั้น ทั้งหมด มันขึ้นอยู่กับปัญญา. อะไร ๆ ต้องถูกดึงไปรวมจุดที่ปัญญา ปัญญาหรือสัมมาทิฏฐิ ก็แล้วแต่จะเรียก ปัญญายปริสุทฺธติ นี่บริสุทธิ์ได้เพราะปัญญาเท่านั้นไม่ใช่เพราะอื่น พ้นทุกข์ได้เพราะปัญญา หรือว่า "ปัญฺญาหิเสฏฺฐา กุสลาวทนฺติ ผู้ฉลาดทั้งหลาย กล่าวว่าปัญญาเป็นยอด"; ธรรมะอื่น ๆ จะต้องมาตามอำนาจของปัญญา เช่นอริยมรรค มีองค์แปด เอาสัมมาทิฏฐิคือปัญญาไว้หน้าเลย สัมมาทิฏฐิเห็นชอบนั้นคือปัญญา แล้วจึงมาถึงใฝ่ฝันชอบ พูดชอบ ทำชอบ เลี้ยงชีวิตชอบ พากเพียรชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจมั่นชอบ ทุกอย่างนี้มันลากไปตามอำนาจของปัญญาหมด; มรรคมีองค์แปดจึงมี ปัญญาเป็นหัวหน้าจูงไปเลย. ถ้าเราไม่มีปัญญาเป็นเครื่องนำหน้าในการปฏิบัติแล้วมัน งมงาย, มันพลัดตก ออกนอกลู่นอกทาง ผิดพุทธศาสนา เป็นศาสนาอะไรไปก็ไม่ ทราบได้ เพราะฉะนั้นเราต้องจดต้องจำลงไปว่าให้ทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับปัญญา.
น.216 ๒๑๐ ทีนี้ต่อไปอีกชั้นหนึ่งก็ว่าปัญญานั้นต้องถูกควบคุมอยู่ด้วยสุจริตว่า "ธมฺมํ สุจริตํ จเร" จงประพฤติธรรมให้สุจริต "น ธมฺมํ จเร ทุจฺจริตํ อย่าประพฤติธรรม ให้ทุจริต ฟังดูแล้วก็ฉงนว่า ทำไมจะต้องประพฤติธรรมให้สุจริต เพราะว่าธรรม ก็เป็นธรรมอยู่แล้วคล้าย ๆ ว่าสุจริตอยู่แล้ว บางคนก็นึกว่าพระพุทธเจ้าพูดอะไรฟัง ไม่ค่อยออกไม่รู้เรื่อง. แต่ความจริงหมายความว่า ประพฤติธรรมสุจริตนั้นมันมีได้ โดยที่ไม่ซื่อตรงต่อธรรม เป็นเรื่องอาศัยธรรมหาประโยชน์ส่วนตน; ใช้ธรรมะ เป็นเครื่องรับใช้กิเลสอย่างนี้เรียกว่าประพฤติธรรมไม่สุจริต อย่าประพฤติธรรมให้ ทุจริต จงประพฤติธรรมให้สุจริต คือมีความบริสุทธิ์ใจในทางสุจริต. ปัญญานั้น มันไว ถ้าไม่ถูกควบคุมด้วยสุจริตแล้วมันจะกลายเป็นมีดคมที่สองขึ้นมา; มันจะฟาดฟัน เอาคนนั้นพินาศไปได้เพราะการเอียงไปสู่ทุจริต. ทีนี้ที่เกี่ยวกับ "เวลา" พระพุทธเจ้าท่านมีหลักที่วางไว้ว่า ให้จัดการกับ ปัจจุบัน. อดีตก็ล่วงไปแล้ว อนาคตก็ยังไม่มา แต่ถ้าเราไปมัวพะวงห่วงหน้าห่วง หลังถึงอดีต ถึงอนาคต แล้วแย่ ให้ตั้งหน้าตั้งตาสะสางกระทำเฉพาะปัจจุบันนั้นให้ดี เท่านั้น แล้วมันจะเป็นอดีตเป็นอนาคตของมันไปในตัว. ท่านลองคิดดูว่าเมื่อสิ่งนี้เป็น ปัจจุบันนี้มันก็เคยเป็นอนาคตของอดีตมาแล้ว แล้วสิ่งที่เป็นปัจจุบันนี้มันก็เคยเป็น อนาคตของส่วนหนึ่งมาแล้ว; ดังนั้นเราจับตัวที่ปัจจุบันก็แล้วกันมันก็เป็นการจับได้ทั้ง อดีตและอนาคต. เราจงเอาปัญหาเฉพาะหน้า โดยเฉพาะเรื่องความดับทุกข์นี่ เรื่อง ทุกข์ เรื่องความดับทุกข์เฉพาะหน้านี้ ขึ้นมาสะสางให้เด็ดขาดให้สิ้นเชิงไป ก็จะเป็น การประพฤติธรรมถูกเวลา; ถ้ามิฉะนั้นจะผิดเวลาหรือจะเนิ่นช้าหรือจะไม่ได้เสียเลย ที่ว่าให้สนใจกับปัจจุบัน มีบาลียืดยาวไม่ต้องยกมาให้ลำบาก. ทีนี้ต่อไปอีก เราก่อนหรือเขาก่อน ? ตามหลักพระพุทธศาสนาว่าเราก่อน ถ้าฟังไม่ดีจะเห็นเป็นเรื่องเห็นแก่ตัว ที่จริงไม่ใช่เห็นแก่ตัว มันมีหลักอยู่ว่า ถ้าเรายัง
น.217 ๒๑๑ ทำไม่ได้แล้วจะไปทำให้คนอื่นนั้นไม่ได้ คือว่าถ้าเราไปสนใจแต่เรื่องของคนอื่นแล้ว เรื่องของเราก็ไม่ต้องทำกัน เพราะฉะนั้นต้องเราก่อน; จึงมีหลักว่าอย่าไปมัวนึกถึง คำวิพากษ์วิจารณ์ของคนอื่น “น ปเรสํ วิโลมานิ" อย่าไปมัวกังวลถึงคำวิพากษ์ วิจารณ์ที่ไม่น่าฟังของคนอื่น. น ปเรสํ กตากตํ อย่าไปสนใจเรื่องที่คนอื่นเขาทำ หรือไม่ทำหรือไม่ได้ทำ. อตฺตโน ว อเวกเขยฺยกตานิ อกตานิ จ, ให้ดูแต่เรื่องของ ตัวว่าเรื่องที่ควรทำน่ะมันทำแล้วหรือยัง ; นี่จึงว่าเราก่อน คือว่าสอนตัวเองให้ได้เสีย ก่อน แล้วจึงสอนเขา, ตัวเองควรทำอย่างไร หรือว่าสัตว์ทั้งหลายควรทำอย่างไร ทำ ให้ได้เสียก่อน, ทำได้แล้วจึงจะไปสอนเขา. ทำอย่างนี้เท่านั้นจึงจะไม่เป็นครูสกปรก คนทำอย่างนี้จึงจะไม่เป็นบัณฑิตสกปรก นี่พูดตามตัวหนังสือ. แต่ความหมายมันก็ หมายความว่าเป็นผู้ที่ไม่ควรสอนเขาแล้วไปสอนเขา นี่เป็นครูสกปรก. ทีนี้ทั้งหมดนี้รวมความว่ามันจะเป็นไปได้ก็เพราะจิตใจที่เป็นอิสระ ไม่ยึดมั่นถือ มั่นสิ่งใด ๆ; โดยวิธีที่ได้อธิบายไปแล้วแต่วันก่อนตั้งสองสามวันควบกันเรื่องความว่าง ถ้าจิตว่างมันจะมีสติปัญญาเต็มที่ จิตวุ่นมีกิเลสตัณหาเต็มที่. เราพยายามนึกถึงข้อที่ สอนว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น แล้วไม่ยึดมั่นถือมั่นในอะไร ก็วกมาไม่ยึด มั่นถือมั่นในธรรมทั้งปวงอีกนั่นเอง. ธรรมทั้งปวงบรรดาที่ว่ามาแล้วอย่างยืดยาวสัมพันธ์ กันอย่างไรนี้ ต้องไม่ถูกยึดมั่นถือมั่นว่าเราว่าของเรา เป็นอันขาด ไม่ว่าส่วนใดส่วน หนึ่งพอธรรมะอย่างใดอย่างหนึ่งถูกยึดถือขึ้นมาเท่านั้นก็จะเป็นตัวเป็นตน เป็นตัวกูเป็น ของกูขึ้นมาทีเดียวแล้วจิตก็วุ่น; ถ้าธรรมะทั้งหมดใด ๆ ก็ตามไม่ถูกยึดถือมาเป็นตัว ไม่ถูกยึดถือแล้วก็ ไม่มีตัวไม่มีตนที่ไหน มันมีแต่ธรรมชาติ ๆ ธรรมดา ๆ. ธรรมชาติ ล้วน ๆ ไหลไป เป็นไป เปลี่ยนไป เท่านั้น มันก็ไม่มีตัวตน ไม่มีตัวกู ของกู จิตมันก็ว่าง. ฉะนั้นธรรมะมันสัมพันธ์กันหมดอย่างไรก็จริง แต่อยู่ในฐานะที่ไม่ควรถูก ยึดถือว่าตัวเราหรือของเรา แล้วความที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นธรรมะใด ๆ ว่าตัวเราของเรา คือความที่เข้าไปสัมพันธ์กับธรรมะทั้งหลายอย่างถูกต้อง คือโดยวิธีที่จะไม่เป็นทุกข์เลย.
น.218 ๒๑๒ แต่รวมความว่าธรรมะมีความสัมพันธ์กันอย่างนี้ และแม้แต่จิตของคนเราของมนุษย์ เรา ที่จะเข้าไปสัมพันธ์กับธรรมะนั้น ต้องเข้าไปสัมพันธ์ ในลักษณะที่ไม่ยึดถือโดย ความเป็นตัวตนหรือของตนแต่ประการใด การสัมพันธ์นั้นจึงจะไม่เป็นทุกข์เลย; ไม่เป็นไปเพื่อทุกข์เลยแต่เป็นไปเพื่อไม่มีทุกข์เลย ก็ถึงที่สุดของสิ่งที่มุ่งหมายของการ รู้ธรรมะ. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ เพราะหมดเวลาเพียงเท่านี้. จบการบรรยายครั้งที่ ๘
Buddhadasa