น.219 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย, ในโอกาสแห่งการบรรยายครั้งที่ ๙ นี้ อาตมาจะได้กล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า ลัทธิ นิกายและความเป็นมาแห่งศาสนา. เนื่องจากว่า การที่เราจะทราบถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยละเอียดหรือลึกซึ้งเพียงพอนั้น เราควรจะได้ทราบความเป็นมาอย่างไรของสิ่งนั้น ๆ หรือเรื่องนั้น ๆ, และในที่สุดมันได้เปลี่ยนแปลงแตกแยกออกไปเป็นอย่างไร เราจะ ได้เข้าใจถึงข้อที่ว่า มันเปลี่ยนรูปไปได้อย่างไรบ้าง; และอะไรคงจะเป็นส่วนที่ถูก ต้องหรือควรสนใจ อะไรเป็นสิ่งที่ไม่ควรสนใจหรือยึดถือเป็นหลัก. และอีกอย่างหนึ่ง ถ้าเราได้ทราบถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกันก่อนหน้าสิ่งนั้น หรือในขณะเดียวกันหรือหลังจากสิ่ง นั้น เรื่องนั้น ก็ยิ่งเป็นการทำให้เข้าใจสิ่งนั้นยิ่งขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นจึงได้กำหนด หัวข้อลงไปว่าความเป็นมาแห่งศาสนา และการแบ่งแยกกันเป็นลัทธินิกาย. เกี่ยวกับเรื่องนี้ ข้อแรกเราจะต้องทราบถึงการที่ศาสนาปรากฏขึ้นมาในโลก อย่างไร; จนกระทั่งเกิดศาสนาที่เรียกว่าพุทธศาสนา นี้เป็นการช่วยให้เข้าใจสิ่งที่
น.220 ๒๑๔ เรียกว่าพุทธศาสนานั้น ในส่วนที่เป็นรากฐานหรือต้นกำเนิดหรือสิ่งที่มีอยู่ก่อน และเป็นมูลเหตุเกิดพุทธศาสนา เราจะได้แบ่งเรื่องที่เราจะทำความเข้าใจกันนี้เป็น ๓ ยุค คือว่า; ยุคก่อนพุทธกาล, ยุคในสมัยพุทธกาล คือพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ ชีพอยู่, และยุคหลังจากนั้นมา, เป็น ๓ ยุค. สำหรับยุคก่อนพุทธกาลนั้นเราก็จะได้ศึกษากันถึงเรื่องลัทธิต่าง ๆ ที่มีอยู่โดย จะแบ่งออกเป็นว่ามันเป็นลัทธิทั่ว ๆ ไปนั้นอย่างหนึ่ง และลัทธิที่เป็นบ่อเกิดของ พุทธมติ คือความคิดเห็นอย่างพุทธศาสนานี้ขึ้นอีกส่วนหนึ่ง เมื่อกล่าวถึงลัทธิทั่ว ๆ ไป ก็ควรจะนึกย้อนหลังเลยไปเสียทีเดียว ถึงศาสนาในยุค Primitive อย่างยิ่งคือยุคคนป่า นั้น ก็ได้แก่ความหวาดกลัวปรากฏการณ์ของธรรมชาติ; แล้วต่อมาก็เกิดความคิด เรื่องว่ามีเทพเจ้า ผี หรือวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ อยู่ในปรากฏการณ์ของธรรมชาติ. ถัดมาก็พ้นจากความเป็นป่าเถื่อน จึงค่อยเกิดเป็นหลักความคิดทางจิตทาง ใจ เป็นเรื่องอุดมคติหรือปรัชญาขึ้นมา ทั้งหมดนี้ก็ล้วนแต่มีก่อนพุทธกาล คือว่า ปรากฏการณ์ตามธรรมชาตินั้นก็หมายถึง เรื่องที่น่ากลัวที่เกิดอยู่ตามธรรมชาติ เช่น ฟ้าร้องฟ้าผ่า โรคระบาด และความเปลี่ยนแปลงที่น่ากลัวต่าง ๆ. เขายังไม่ทราบว่า เป็นเพราะเหตุไร ก็กลัว; จึงมีพิธีรีตองตามแบบของคนป่าที่บรรเทาความกลัว นี้ ก็เป็นไปพวกหนึ่ง มีรายละเอียดมากมายไม่จำเป็นจะต้องพูดถึงก็ได้. ทีนี้ต่อมา เขา มีครูบาอาจารย์ที่ฉลาดพูดหรือฉลาดคิด เขาบัญญัติแต่ง ตั้งมีเป็นเทพเจ้าประจำอยู่ในฟ้า ในดิน ในแม่น้ำ ในต้นไม้ ในอากาศ หรือแม้ แต่กระทั่งโรคระบาดเกิดขึ้นก็เพราะอำนาจของเทพเจ้าหรือภูตผีปีศาจตนใดตนหนึ่งเหล่า นี้; มันจึงแยบคายขึ้นไปถึงกับว่ามีพิธีบูชาเทพเจ้า อ้อนวอนบวงสรวง อย่างนี้ก็เป็น
น.221 ๒๑๕ ไปยุคหนึ่ง; แต่ว่าก็ค่อย ๆ ฉลาดขึ้นเหมือนกันจนกระทั่งรู้จักปรุงแต่งเป็นเรื่องเทพ- นิยายก็นับถือบูชากันไปตามประสาที่จะทำให้หายกลัวได้ เพราะไม่สามารถจะคิดนึก อะไรให้ดีกว่านั้น. ต่อมา ที่ว่าเป็นอุดมคติหรือปรัชญาขึ้นมานั้น ก็เนื่องจากคนที่เจริญถึงขนาด ที่มีความคิดเป็นเหตุผลนั้น หรือ รู้จักสังเกตในรูปของวิทยาศาสตร์ เริ่มรู้สึกว่าสิ่งที่ น่ากลัวกว่า หรือเป็นทุกข์กว่าก็คือเรื่องกิเลสกับความทุกข์ในจิตใจของคน; คือเขาเริ่ม รู้จักว่า ถ้าคิดกันในทำนองที่เรียกกันว่า ชั่วแล้วมันเป็นทุกข์ หรือแม้ว่าที่สุด แต่ ว่าไม่สามารถจะคิดนึกไว้ ในรูปที่จิตใจไม่หายกลัว ไม่หายสะดุ้งละก็มันใช้ไม่ได้ จึง มีหลักให้เชื่อหรือว่าให้คิดไปจนกระทั่งจิตนี้ปกติ หายกลัว, หายสะดุ้ง, ต่ออะไรหมด; จึงมีคนกล้าปฏิเสธเทวดาหรือผีสางเหล่านั้นขึ้นมาเป็นครั้งแรก ว่าไม่ใช่เนื่องด้วย เทพเจ้าเทวดาผีสางเหล่านั้น; แต่ว่าเป็นเรื่องภายในที่เราจะต้องจัดการให้ถูกต้องเกี่ยว กับจิตใจของเราเอง, มันจึงเกิดมีระบอบที่จะแก้ปัญหาอันเกี่ยวกับกิเลสและความทุกข์ ในใจขึ้นมาโดยตรง แต่ก็เกิดความคิดแตกแยกกันเป็นฝ่าย ๆ ตามที่เขาจะมีปัญญา อย่างไรและพวกไหนบางพวกก็เอาเรื่องหนามยอกหนามบ่งทำนองว่า มันทุกข์เพราะ ไม่มีกามคุณ ก็แก้ด้วยให้มีกามคุณเต็มเปี่ยมอย่างนี้ก็มี เพื่อจะกลบเกลื่อนสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่พอใจ, บางพวกก็เป็นไปในทางที่ตัดทอนอำนาจของกามคุณก็มี แล้วแต่ใคร จะเห็นดีเห็นชอบ ลัทธิไหนก็พากันถือลัทธินั้น ๆ, เลยกลายเป็นพวก ๆ ไป เราจะ เห็นได้ว่าความดิ้นรนทางจิตใจของมนุษย์นี้แตกแยกกันได้ต่าง ๆ นานาจนตรงกันข้าม แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีคนสมัครถือสมัครเชื่อมากมายด้วยกันทุกฝ่ายเท่าที่กล่าวมาเพียง ๓ อย่างนี้เรียกว่าทั่วไป; ตั้งแต่แรกเริ่มเดิมทีที่มีศาสนามาจนถึงยุคใกล้ ๆ พุทธกาล. ทีนี้ลัทธิที่มีอยู่ก่อนพุทธกาลและใกล้ ๆ พุทธกาล ที่จะถือว่าเป็นบ่อเกิด ของพุทธมติหรือพุทธศาสนานั้น มีหลักฐานปรากฏชัดอยู่ในพระคัมภีร์ของพุทธศาสนา
น.222 ๒๑๖ เอง ว่าก่อนหน้าพระพุทธเจ้าก็มีพวกที่เรียกว่ากัมมวาที หรือกิริยะวาทะ, ถ้าจำชื่อ เหล่านี้ไว้ได้ก็ดี คือว่าหนึ่งก็พวกกัมมวาทีหรือกิริยะวาทะ, กัมมวาทีก็แปลว่า :- กล่าว ว่ากรรม กิริยะวาทะ ก็กล่าวว่ากิริยา. นี้หมายถึงว่าเดี๋ยวนี้เกิดมีคนตั้งลัทธิสอนเรื่อง กรรมว่า ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่วขึ้นมาแล้ว แม้ก่อนพระพุทธเจ้า อย่าได้เข้าใจว่าเรื่อง กรรมเพียงทำดีทำชั่วนี้มันเป็นเรื่องในพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะ แต่มันเป็นลัทธิที่ สอนกันอยู่ก่อนพระพุทธเจ้า; แต่ที่พระพุทธเจ้ามาสอนเรื่องกรรมก็หมายความว่าสอน เรื่องกรรมอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งสามารถจะเพิกถอนกรรมดีกรรมชั่วได้ทีเดียว. แต่ใน เบื้องต้นก็บัญญัติว่า ทำดี.ดี,ทำชั่วชั่ว เหมือนกัน แต่ยังมีกรรมที่สามอีกกรรมหนึ่ง ซึ่งจะครอบงำอำนาจความดีความชั่วเสียได้ดังที่ได้เคยบรรยายแล้ว. เรื่องกรรมที่สอน อยู่ก่อนพระพุทธเจ้าก็เป็นแต่เพียงสอนว่า ทำดี.ดี, ทำชั่ว. ชั่ว เท่านั้นเอง ไม่มี พูดถึงเรื่องกรรมที่สาม ทีนี้อีกลัทธิหนึ่งที่มีสอน เรียกว่า อนิจจวาที คือกล่าว ว่าไม่เที่ยง การ กล่าวว่าสิ่งต่าง ๆ ไม่เที่ยงนี่เขาก็มีสอนกันอยู่แล้วก่อนพระพุทธเจ้า; พอที่จะกล่าวได้ ว่าเขาก็มองเห็นความไม่เที่ยงเต็มที่เหมือนกัน แต่ไม่เข้าใจอย่างทั่วถึงลึกซึ้ง มาก ไปกว่าที่จะรู้ว่ามันไม่เที่ยงเท่านั้น. มันจะมีผลต่อไปอย่างไรหรือมาจากอะไรนั้นไม่ สมบูรณ์ แต่ก็ได้มีคำสอนให้เห็นว่า สิ่งต่างๆ เหล่านั้นไม่เที่ยง ให้หวาดกลัวที่จะไป หลงใหลเหมือนกัน. อีกพวกหนึ่งก็มีลัทธิสอนเรื่องอนัตตาครึ่งเดียว อาตมาอยากจะเรียกอย่าง นี้ อนัตตาครึ่งเดียว, หมายความว่าก่อนพุทธกาลก็มีสอนเรื่องอนัตตา แต่สอนได้ เพียงครึ่งเดียว คือสิ่งใดที่ไม่เที่ยง เห็นชัด ๆ ง่าย ๆ อย่างพวกกามคุณหรืออะไร เหล่านี้ก็บัญญัติว่าเป็นอนัตตาเหมือนกัน แต่เขาไปหลงเอาสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับกามคุณ
น.223 ๒๑๗ ที่สงบ ระงับ ที่ละเอียดปราณีต หรือความพ้นจากกามคุณเหล่านี้ ว่าเป็นอัตตาไป แล้วเรียกกันว่าอัตตาหรืออาตมัน คือมีสิ่งที่เรียกว่าอัตตาหรืออาตมันที่จะต้องปฏิบัติ จนเข้าถึงให้ได้เพราะมันยังมีอยู่ส่วนหนึ่งซึ่งเป็นอาตมัน นี่แปลว่าลัทธิคำสอนทางศาสนาในชั้นสูงในครั้งพุทธกาลนั้นมาหยุดอยู่เพียง แค่นี้ไม่มากไปกว่านี้; แม้จะรู้เรื่องอนัตตาบ้างก็ครึ่งเดียว ไม่สามารถจะมองเห็นว่า ทุกอย่างทั้งหมดทั้งสิ้นเป็นอนัตตาหรือว่างจากตัวตนโดยสิ้นเชิง ไม่มีอะไรที่ควรจะ ถือว่าตัวตน เป็นอันกล่าวว่า; คำสอนเรื่องกรรม, เรื่องอนิจจัง, คือไม่เที่ยง, และ เรื่องอนัตตาครึ่งเดียวนี้, ที่มีอยู่ก่อนพุทธเจ้า. นี้ควรจะถูกเรียกว่ามติ ที่เป็นบ่อเกิด ของพุทธมติ คือว่าพระพุทธเจ้าพอออกบวชก็ได้ศึกษาเรื่องเหล่านี้อย่างแตกฉาน แต่แล้วก็ไม่ทรงพอพระทัยว่า รู้เท่านี้จะสามารถดับทุกข์สิ้นเชิงได้ คือเป็นนิพพานได้ และไม่ยอมรับว่าการรู้เพียงเท่านี้หรือปฏิบัติได้เพียงเท่าที่ว่า ละโลกียธรรมไปเสียแล้ว ก็ถือเอาสิ่งที่ตรงกันข้ามเป็นอัตตาขึ้นมาอย่างนี้ ท่านถือว่าไม่ใช่เรื่องดับทุกข์ดับ กิเลส ตัณหาอุปาทาน สิ้นเชิง ยังไม่เรียกว่านิพพานแท้. ท่านจึงได้ค้น ๆ ต่อไป ใหม่จนกระทั่งพบถึง ความเป็นอนัตตา หรือไม่ควรยึดมั่นถือมั่นโดยสิ้นเชิงและ โดยสมบูรณ์. เราจึงถือว่าเรื่องที่พระพุทธเจ้าพบใหม่ก็คือเสริมยอดจากที่มีอยู่แล้ว; หรือว่าอีกทีหนึ่งก็คือปรับปรุงให้อยู่ในลักษณะที่พอดี คือการที่พวกก่อนมีกันอยู่เพียง สองอย่าง คือว่าอย่างหนึ่งก็หมกมุ่นในกามคุณให้เต็มที่; อย่างหนึ่งก็เกลียดชังกาม คุณกันอย่างร้ายกาจถึงกับทรมานร่างกายไม่ให้เป็นที่ตั้งของกามคุณ ที่เรียกว่า "กาม สุชัลลิกาฺโยค" และ "อัตตกิลมัตถานุโยค" พระพุทธองค์ทรงปรับปรุงใหม่ให้มัน อยู่ตรงกลาง ไม่จำเป็นจะต้องไปลุ่มหลงกามคุณ; แต่ก็ไม่จำเป็นจะไปตั้งข้อรังเกียจ เกลียดชังกามคุณ. ให้มีการปฏิบัติที่ประกอบอยู่ด้วยสติปัญญา เป็นมัชฌิมาปฏิปทา เป็นสายกลาง แล้วกามคุณก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ก็ไม่ต้องไปเสียเวลาทำอะไรในการ ที่จะทำลายร่างกายให้สูญสมรรถภาพ โดยที่คิดว่ามันจะเป็นที่ตั้งของกามคุณอย่างนี้
น.224 ๒๑๘ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา จึงเกิดขึ้น. ถ้าท่านได้พึ่งธัมมจักกัปป- วัตนสูตรซึ่งถือว่าเป็นสูตรสำคัญของพุทธศาสนาและแสดงเป็นครั้งแรกนั้น จะพูดถึง สิ่งที่เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทานี้มากที่สุด. แล้วก็มีศัพท์ย้ำว่า "ปุพเพสฺ อนัตตเตสุ" คือมันเป็นสิ่งที่ฉันไม่ได้พึ่งมาแต่ก่อนจากใครเลย. มัชฌิมาปฏิปทา ก็คือมรรคมีองค์แปดเหมือนกับที่ ได้อธิบายแล้วในวันก่อน นั่นเอง; นี้ก็แปลว่าความที่มากเกินไปและหย่อนเกินไปนั้นถูกปรับปรุงให้อยู่ในระดับ กลางโดยพระพุทธเจ้า; ที่ท่านปรับลัทธิที่มีอยู่เก่า ๆ นั้นให้มันมาอยู่ในรูปกลาง บัญญัติขึ้นสอนอย่างนี้. แล้วสำหรับเรื่องอนัตตาท่านก็ทรงแสดงให้เห็นว่าเป็นอนัตตา สิ้นเชิง โดยเหตุที่ว่าอะไร ๆ ทุกอย่าง มันมาสรุปรวมอยู่ตรงที่เวทนาหรือสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นแก่ใจ. ถ้าเวทนาเป็นอนัตตาแล้วสิ่งต่าง ๆ ก็ไม่ควรถือว่าเป็นอัตตาควรถือ ว่าเป็นอนัตตากันไปหมดสิ้น; หรือโดยความหมายว่าว่าไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปตามความ ต้องการของคน เราจะบังคับว่าเป็นอย่างนี้ อย่าเป็นอย่างนั้น นั่นมันเป็นสิ่งที่เป็น ไปไม่ได้. และอีกอย่างหนึ่งก็เพราะว่าสิ่งเหล่านั้น เป็นธรรมชาติล้วน ๆ เป็นธรรม- ชาติแท้ ๆ เป็นธรรมชาติล้วน ๆ จะเป็นฝ่ายนามธรรมรูปธรรมก็ตาม หรือเป็นฝ่าย นิโรธธาตุไม่ใช่รูปและนามก็ตาม มันเป็นธรรมชาติแท้ ๆ นี้เป็นความหมายของคำ ว่าอนัตตา. ทีนี้ ความรู้สึกยึดถือว่าอัตตาว่าตัวเรา ว่าตัวถูว่าของภู นี้มันเป็น เพียงความคิดเท่านั้น เป็นความคิดที่หลงไปตามความสำคัญผิด ความรู้ผิด. อัตตาจึงมีอยู่ไม่ได้ ในเมื่อความรู้ถูกเข้ามา กลับทำให้มองเห็นเป็นอนัตตา; คือไม่ควร จะเรียกว่าอัตตา ไม่ใช่อัตตา ไม่ควรจะเรียกว่าอัตตา ไม่มีลักษณะหรือความหมายอัน ใดที่ควรเรียกว่าอัตตาเลย. เราควรจะเข้าใจ ให้ถูกว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้บอกว่ามีอะไร
น.225 ๒๑๙ ไม่มีอะไรเลย นี้ ไม่ได้บอกอย่างนั้น บอกว่าอะไรก็มี มีมากมายหลายอย่าง แต่ว่า ทุกอย่างไม่มีส่วนไหนเลยที่ควรเรียกว่าอัตตาหรือตัวตนหรือตัวกูได้ เพราะเหตุ เท่านี้เองจึงเรียกว่าอนัตตาและ ไม่ควร ยึดมั่น ถือมั่นเข้าให้เป็นตัวตน หรือ ของตน ขึ้น มา. แม้จิตที่เป็นสิ่งที่เข้าใจยากดูคล้ายกับว่าศักดิ์สิทธิ์ กายสิทธิ์ คิดนึกอะไรได้นี้ มันก็ยังเป็นธรรมชาติเท่านั้น, เป็นธรรมชาติของมันอย่างนั้นเอง, ไม่ควรจะไปเข้า ใจหลงเอาว่าที่จิตนั่นเป็นอัตตา เพราะมันคิดได้เพราะมันนึกได้ เพราะมันรู้สึกได้ เพราะมันจำได้; สำหรับคนที่ไม่ทราบว่าธรรมชาติของจิตมันเป็นอย่างนี้เอง เพราะ ว่าคนที่ไม่รู้ว่านามธาตุหรือวิญญาณธาตุนี้มันเป็นอย่างนี้เอง. ที่แท้มันก็เป็นเพียงธาตุ และมันทำอะไรได้ตามลักษณะของมันเอง อย่าได้เข้าใจว่าเป็นอัตตา จึงเป็นอันว่า ปฏิเสธอัตตาสิ้นเชิง เป็นอนัตตาหมด. สิ่งต่าง ๆ ก็มีไปตามเรื่องตามราวของมัน จึงสรุปในประโยคว่า ธรรมชาติล้วน ๆ หมุนไป ไหลไป เปลี่ยนไปเท่านั้นเอง. จะเป็นปรากฏการณ์ต่าง ๆ เป็นสัตว์ เป็นคน เป็นความคิดนึก เป็นการกระทำ เป็นการพูดจา เป็นการเสวย เป็นการอะไรก็สุดแท้เป็นอนัตตาหมด; คือว่าเราอย่า ได้ไปยึดถือสิ่งใดส่วนใดว่าเป็นอัตตา จนเกิดความหนักเป็นทุกข์ขึ้นมา. นี่ปล่อยให้ สิ่งต่าง ๆ เป็นไปตามธรรมชาติแล้วเราควบคุมมันด้วยสติปัญญา; เท่าที่จะเอามันมา ใช้ให้เป็นประโยชน์ ได้เพียงไรหรืออย่างไร ก็เท่านั้นเอง, ก็อยู่ในโลกด้วยความไม่ เป็นทุกข์. อย่าไปผืนรู้สึกยึดถือว่าอัตตาเข้าจะทุกข์ขึ้นมาทันทีเลย เหมือนกับที่ได้ อธิบายมาแล้วในข้อที่ว่าด้วยอนัตตา จะต้องปฏิบัติอย่างไร. ทีนี้เรื่องที่สำคัญที่สุดที่พระพุทธเจ้าท่านทรงบัญญัติขึ้นสอนก็คือ เรื่องนิพ- พาน, นั้นขอให้เข้าใจว่าคำว่า นิพพาน นี้เป็นคำเดิม เดิมก่อนพระพุทธเจ้า ดังที่ ได้กล่าวแล้วข้างต้นว่า ยุคโน้นเขาก็มีความคิดที่เป็นอุดมคติเป็นปรัชญา มุ่งหาความดับ ทุกข์สนิท ความที่ทุกข์ดับไปสนิท เย็นสนิทไม่เร่าร้อนเลยว่านิพพาน เจ้าลัทธิ
น.226 ๒๒๐ ทุกลัทธิเขาก็ประกวดกันแสดงเรื่องนิพพาน ว่านิพพานที่ถูกต้องเป็นอย่างนี้ นิพพาน ที่ถูกต้องเป็นอย่างนี้; ลัทธิโน้นก็เหมือนกัน เอ่ยชื่อนิพพานว่า นิพพานที่ถูกต้อง เป็นอย่างนี้ นิพพานที่ถูกต้องเป็นอย่างนี้; ต่างลัทธิต่างประกวดประชันแสดงว่านิพพาน ต้องเป็นอย่างนี้, ถ้าพูดตรงๆ ไม่เป็นคำศัพท์ก็ว่า ดับทุกข์ไม่เหลือ คือเรียกว่าไม่มีทุกข์ กันเลยต้องเป็นอย่างนี้ โดยที่คำ ๆ นี้แปลว่าดับเย็น จึงถูกเอามาใช้ได้ง่าย. นี่ขอแนะให้ สังเกตว่า คำธรรมะ แม้จะสูงสุดอย่างไรในเรื่องของธรรมะ แต่คำนั้นก็ไม่วายที่จะเป็น คำที่ยืมมาจากคำพูดกลางบ้านกลางเมือง เพราะว่ามนุษย์จะพูดด้วยคำที่ คนไม่รู้เรื่อง นั้นไม่ได้มันต้องพูดด้วยคำที่คนฟังรู้เรื่อง แม้ว่าจิตมันจะคิดนึกซอกแซกออกได้ถึงเรื่อง ที่มนุษย์ ไม่เคยคิดนึก แต่เมื่อคิดนึกเรื่องอะไรขึ้นมาได้พอจะบอกกล่าวกันถึงเรื่องสิ่งนั้น มันก็ต้องไปยืมคำที่ชาวบ้านเขารู้กันอยู่ก่อนแล้วมาใช้พูดเรียกสิ่งนั้น ดังนั้นคำว่า นิพ- พานที่แปลว่าเย็นไม่ร้อน ก็ถูกเอามาใช้เป็นชื่อของสิ่งที่เป็นยอดสุด เป็นจุดหมายสูงสุด ของอุดมคติหรือปรัชญา หรือคำสอนทางศาสนาซึ่งคล้ายกับว่าเย็นนั่นเอง. เย็น ๆ ๆ ๆ เย็นต้องเป็นอย่างนี้, เย็นต้องเป็นอย่างนี้, คำว่านิพพานชาวบ้านใช้พูดหมายถึงเย็น เช่นว่าข้าวที่หุงสุกมันร้อนอยู่ พอเอามาใส่ภาชนะวางไว้มันก็เย็นลง ๆ อย่างนี้ กิริยาที่ เย็นลงนี้เรียกว่านิพพาน คำเดียวกันกับคำว่านิพพาน. ดังนั้นคำว่าเย็นหรือนิพพานนี้ มันใช้กันอยู่ทั่วไป ได้ความหมายดีอยู่แล้ว. จึงเอาคำนี้มาเรียกเป็นชื่อของการที่ปฏิบัติ แล้ว มันเย็นลงจากกิเลสและความทุกข์เลยเรียกว่านิพพาน. ศาสนาไหนลัทธิไหนก็ ใช้คำที่มีความหมายอย่างนี้ หรือแม้พระพุทธเจ้าจะได้เกิดทีหลังลัทธิเหล่านั้นก็ไม่จำ เป็นจะต้องตั้งคำใหม่ เอาคำว่านิพพานที่พูดกันอยู่เดิมว่าอย่างไรนั้นมาอธิบายเสียใหม่ ว่าต้องเป็นอย่างนี้; เพราะฉะนั้นนิพพานของพระพุทธเจ้าคือความเย็นใจ ตามลัทธิ พุทธศาสนา, แทนที่จะเป็นกามคุณอันอิ่มเอิบเหมือนของบางพวก; หรือว่าแทนที่จะ เป็นเพียงเสวยสุขในฌาน ในสมาธิ ในฌานเหมือนของคนบางพวกนั้น. พระองค์ทรง บัญญัติใหม่ว่ามันต้องเป็นความสั้นไปแห่งกิเลสทุกชนิด คือ โลภะ โทสะ โมหะ นี้ ต้องหมดไปโดยสิ้นเชิงจึงจะเป็นนิพพาน.
น.227 ๒๒๑ ตามที่ลัทธิบางลัทธิบัญญัติกามคุณที่เต็มเปี่ยมว่าเป็นนิพพานนั้น มันก็นิพ- พานของพวกนั้นไป ไม่ใช่นิพพานในพุทธศาสนา; คือการที่บางพวกว่าเสวยสุขในชั้น จตุตถฌาน ทำสมาธถึงขนาดที่เรียกว่าไม่มีลมหายใจอย่างนี้ เงียบ สงบ เย็นสนิท นี้ เป็นนิพพาน. พระพุทธเจ้าก็ยังทรงปฏิเสธ ไม่ยอมรับว่าเป็นนิพพาน เพราะว่าหลัง จากนั้นออกมาจากสมาธิแล้ว มันก็มีความโลภ ความโกรธ ความหลง อยู่ตามเดิม; หรือบางทีจะหลงมากในรสของความสุขที่เกิดแต่ฌาณนั่นเอง. ท่านจึงทรงบัญญัติความ สิ้นแห่ง โลภะ โทสะ โมหะ คือความสิ้นไปแห่งกิเลส เพราะมารู้แจ้งตามที่เป็น จริงว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงทั้งหมดทั้งสิ้นนั้น ไม่ควรยึดถือว่าตัวตน. พอเห็นชัดว่าสิ่ง ทั้งหลายไม่ควรยึดถือว่าตัวตนแล้ว มันเกิดโลภไม่ได้, เกิดโกรธไม่ได้, เกิดหลงไม่- ได้; นี้ขอให้ทำความเข้าใจในส่วนนี้ให้มาก. ความโลภมันเกิดมาเพราะว่าสิ่งนี้มอง เห็นแล้วน่ารัก แล้วก็ยึดถือว่าน่ารัก, ความโกรธมันเกิดขึ้นเพราะสิ่งที่ตนยึดถือว่าน่า รัก น่ามีนั้นมันไม่ได้ ไม่มี ตามที่ต้องการ; ความหลงคือความฉงนสนเท่ห์อยู่ในสิ่ง นั้นก็เพราะยึดถือว่าสิ่งนี้จะต้องยังคงมีค่าอยู่ มีค่าหรือความวิเศษอะไรที่น่ารักน่ายึดถือ อยู่ในสิ่งนี้เหล่านี้; เพราะมันเนื่องด้วยความยึดถือทั้งนั้นที่กิเลสเกิดขึ้นได้. จะต้องมอง ให้เห็นชัดในข้อที่เป็นอนัตตาหรือสุญญตา ไม่มีตัวตน ว่างจากส่วนที่ควรยึดถืออยู่ ตลอดเวลา; ความโลภ ความโกรธ ความหลง ก็เกิดขึ้นในใจไม่ได้; และเมื่อถูก ทำให้เกิดขึ้นมาไม่ได้อยู่เรื่อย ๆ นั้น มันเหมือนกับตัดอาหารของมัน มันไม่มี อาหารกิน อยู่เป็นเวลานานพอ; เพราะฉะนั้นรากเง่าของมันร่อยหรอไปและสิ้นสุด ไปในที่สุด. การที่เราเดินอยู่ในมัชฌิมาปฏิปทาเรื่อย ไม่ให้อาหารแก่กิเลสเลยนี้ กิเลสก็ผอมลง ๆ จนสิ้นสุดลงไปวันหนึ่ง นี่เป็นนิพพานตามความหมายในพุทธศาสนา. นี้เรียกว่าในสมัยพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ทรงบัญญัติลัทธิอย่างนี้ขึ้น ว่าเป็นคำ สอนของพระองค์ ที่ได้ทรงค้นพบ; และพระองค์เองก็ได้ทรงพ้นทุกข์เด็ดขาด ด้วย การปฏิบัติอย่างนี้. จึงเกิดพุทธศาสนาขึ้น ซึ่งชาวบ้านในยุคนั้นในสมัยนั้นก็เรียกว่า ธรรมะของพระโคดม, ธรรมะของพระสมณะโคดม, หรือธรรมะของพระสากยะมุนี. เขาไม่เรียกว่าพุทธศาสนา.
น.228 ๒๒๒ ขอให้เข้าใจว่าคำว่า พุทธศาสนา นี้เรียกกัน ในยุคนี้ และ โดยเฉพาะใน ประเทศไทย ประเทศอื่นบางประเทศยังไม่เคยเรียกก็มี; แต่ในครั้งพุทธกาลโดย เฉพาะแล้วชาวบ้านทั้งหลายทั้งปวงเรียกคำสอนของพระพุทธเจ้าว่า "ธรรม" หรือ ธรรมะของพระสมณโคดม บ้าง, ของพระสากยะมุนีบ้าง. ทีนี้พวกที่เป็นสาวกโดย ตรงคือรับ และนับถือพระพุทธเจ้าอย่างยิ่งยวดแล้ว เขาใช้คำว่า "พระผู้มีพระภาค เจ้า" ซึ่งพูดว่าธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้า, ถ้าเรียกเป็นว่าพระสมณโคดม หรือ พระสากยะมุนี นี้เป็นโวหารพูดที่ไม่เคารพ ใช้สำหรับคนทั่วไปเรียก คนที่นับถือใน วงใน แล้วจะเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้า, ธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้า, คำนี้เป็นคำ สรรพนามสูงสุด ที่ต่างลัทธิต่างศาสนาเขาก็ใช้คำนี้เรียกพระศาสดาของเขาเหมือนกัน คำว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้า" นี้ก็อย่าได้เข้าใจว่าเป็นคำของพุทธเราโดยเฉพาะ; พวกอื่นเขาก็เรียกศาสดาของเขาว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเหมือนกัน. มันเป็นคำโวหาร เฉพาะสำหรับเรียกผู้ที่เราเคารพเชื่อฟังนับถืออย่างสูงสุด. หรืออย่างว่าชาวบ้านคน หนึ่งหรือจำนวนน้อย ๆ จำนวนหนึ่งนับถือพระฤาษีย่อม ๆ ย่อย ๆ องค์ใดองค์หนึ่ง, เขาก็เรียกพระฤาษีองค์นั้นของเขาว่า "ภควา" เหมือนกัน, พระผู้มีพระภาคเจ้า เหมือนกัน. มันเป็นคำสำหรับเรียกคนที่เราไว้ใจว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ตรัสรู้ถึงที่สุด เป็น ที่พึ่งแก่เราได้ทำนองนั้น; ฉะนั้นนิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้า, หรือของพระ สมณะโคดม, หรือพระสากยะมุนีนี้ จึงมีความหมายอย่างนี้ และเป็นที่ประกวดประชัน กันในระหว่างลัทธิด้วยกัน; เพราะฉะนั้นเราจึงพบลัทธิคู่แข่งขันในสมัยพระพุทธเจ้า นั้นว่ามีอยู่มากมาย. ขอให้ลองหลับตาย้อนระลึกนึกถึงไปว่า ในประเทศอินเดียในสมัยนั้น ที่ พระพุทธเจ้ากำลังสั่งสอนอยู่นั้น มันมีคู่แข่งขันมากมาย, คือต่างฝ่ายต่างจะพิสูจน์ว่า ของตัวถูกต้องกันอยู่เรื่อยไป; แต่ว่าพระพุทธเจ้ามีหลักการชนิดที่ทำลายกิเลสที่เป็น
น.229 ๒๒๓ เหตุให้ยึดมั่นถือมั่น. เราจึงมองเห็นได้ด้วยเหตุผลในตัวว่า ไม่มีมานะทิฏฐิที่จะไปแย่ง ชิงใคร แข่งขันใคร ประณามใคร ดูถูกดูหมิ่นใคร; มีแต่คนเหล่าอื่นหรือลัทธิอื่นจะ มากล่าวเยาะเย้ย ถากถาง ดูหมิ่น พุทธศาสนาเท่านั้น, เพราะว่าลัทธิเหล่านั้นไม่ได้ ถือเอาความหมดกิเลสเป็นนิพพาน; ถือเอากิเลสเต็มที่เป็นนิพพานก็ยังมี. เขาจึงมี กิเลสมากพอที่จะดูถูกดูหมิ่น ค่าทอ คนอื่น; ส่วนพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์สาวกนี้ บัญญัติสอนแต่เรื่องทำลายกิเลสให้หมดไป ไม่มีกิเลสที่เป็นเหตุด่าทอคนอื่น หรือนึก จะแข่งขันคนอื่นก็ ไม่มี มีแต่จะพูดไปตามจริงว่า มันอย่างไรเท่านั้นเอง และยิ่งกว่า นั้นยังระมัดระวังอีกว่า: คำพูดนั้นยังจะต้องน่าฟังด้วย, มีประโยชน์ด้วย, จริง ด้วย, จึงจะพูดออกไป. จึงไม่ค่าทอใคร แต่ก็ประสบการด่าทอหรือแข่งขันเป็นอัน มาก; เหมือนกะว่า เมื่อสิ่งที่ดีกว่าได้เกิดขึ้นหรือได้แผ่ไพศาลไปนี้ สิ่งที่ด้อยกว่าย่อม ได้รับความกระทบกระเทือน, เพราะเหตุว่า สาวกของลัทธิอื่นนั่นเองได้ทั้งพระศาสดา ของตน มานับถือพระพุทธเจ้ามากขึ้น. นี่หมายความว่า คนฉลาดที่พอเข้าใจคำสั่ง- สอนของพระพุทธเจ้าได้ก็เห็นจริง จึงพากันทิ้งศาสดาของตน ซึ่งมีชื่อเสียงมากเหมือน กัน มาเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า มันก็เสียหน้าเสียเกียรติแก่พระศาสดาเหล่านั้น; มันเกิดปฏิกิริยาวุ่นวายขึ้นในบรรดาสาวกของศาสดาเหล่านั้น นี่การปะทะก็ย่อมมีเป็น ธรรมดา. แต่ว่าพระพุทธเจ้าก็ได้ทรงต่อสู้โดยธรรม คือว่า นึ่ง ในการที่จะตอบโต้; แต่ พูด ในการที่จะอธิบายว่า มันเป็นอย่างไร, ความจริงเป็นอย่างไร, อย่างนี้ เสมอมา. พระศาสนาของพระองค์จึงแพร่หลายในเวลาอันสั้น. ทำให้คนที่เป็นสาวก คือเป็นนักบวชอยู่แล้วละจากลัทธิอื่นมาสู่ศาสนา มาสู่ธรรมะวินัยของพระองค์บ้าง ทำ ให้ชาวบ้านที่ยังไม่เป็นนักบวชออกมาบวชบ้าง เลยถูกด่าอีกส่วนหนึ่งว่า ธรรมะของ พระโคดมนี้ ดีแต่ทำให้คนเป็นหม้าย คือถ้าผัวออกบวช เมียก็เป็นหม้ายอย่างนี้เป็น ต้น มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ที่ว่า สิ่งที่ถูกต้องแล้วจะไม่ถูกกระทบกระเทือน, มันมี เรื่องที่จะต้องกระทบกระเทือนกันได้ทั่วไป จึงมีคู่แข่งขัน. ที่นี้การแข่งขันนี้ทำให้เกิด การเปลี่ยนแปลง ท่านต้องระลึกนึกอีกทีหนึ่งว่า เมื่อ ๒ ลัทธิ หรือหลาย ๆ ลัทธิมี
น.230 ๒๒๔ การแข่งขันกันขึ้น มันทนพูดอยู่ในรูปเดิมไม่ได้ มันต้องเปลี่ยนคำพูดเปลี่ยนหลักการ เปลี่ยนลัทธิเท่าที่จะเปลี่ยนได้ ในพุทธกาลนั่นเองจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกัน เป็นการใหญ่ในบรรดาลัทธิเหล่านั้น ลัทธิชื่อนั้น ๆ ที่เคยมีอยู่อย่างไรก็เปลี่ยนตัวไป ทำให้ดีขึ้นอีกมาก ทำให้ลัทธิที่ไม่สู้ดี ดีขึ้นอีกมาก มันจึงมีลัทธิที่ดีหรือขนาดที่จะ ขึ้นมาเคียงบ่าเคียงไหล่พุทธศาสนานี้อีกมาก แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ลัทธิที่เรียก ว่า ไชนะ (Jain ) ที่มักจะอ่านกันเสียว่า เชน ๆ. ทีนี้เรามองดูอย่างกว้าง ๆ ทั่วไปก่อนว่า ในครั้งพุทธกาลที่พระพุทธเจ้ายัง ทรงมีชีวิตอยู่ มันมีลัทธิอะไรอยู่เป็นคู่แข่งขันกันบ้าง. นี่ขอให้เข้าใจว่า มันมีอยู่แทบ ทุกลัทธิ หรือว่าทุกลัทธิก็ว่าได้ แต่มันเปลี่ยนรูปทั้งนั้น อย่างลัทธิวัตถุนิยม หรือ กามสุขัลลิกานุโยค เอากามคุณเต็มที่เป็นพระนิพพาน อย่างนี้ ก็ยังอยู่ในบาลี ก็ยัง พูดถึงลัทธินี้อยู่ แสดงว่า มีอยู่ในครั้งพุทธกาลแต่เขาปรับปรุงกันเป็นการใหญ่ อธิบายให้มันน่าฟังขึ้นมาก; เช่นว่า ถ้าไม่เคยผ่านกามคุณที่ถึงระดับสูงสุดแล้ว คน เราจะเบื่อกามคุณไม่ได้อย่างนี้ เป็นต้น. เพราะฉะนั้น ให้ศึกษาความเบื่อหน่ายทาง การเสพมั่วสุมกามคุณถึงที่สุด จึงเร่งระดมความถึงที่สุดในทางกามคุณเพื่ออยู่เหนือ กามคุณอย่างนี้เป็นต้น. นี้เป็นคำอธิบายที่ปรับปรุงกันใหม่ให้สู้ได้หรือให้อยู่ได้ แล้ว ก็มีคนนับถือมากยิ่งขึ้นเหมือนกัน. ทีนี้พวกอัตตกิลมัตถานุโยค คือพวกทรมานกายให้ลำบากนี้ ก็มีเหตุผลดี ขึ้นมาก เพราะจะต้องต่อต้านกับพุทธศาสนาอย่างนี้ อธิบายไปในรูปที่ว่า การทำ อย่างนี้เป็นการทำให้กิเลสนั้นเบาบาง และสามารถทำให้สิ้นไปได้โดยง่าย และว่า ร่างกายนี้เป็นสิ่งที่ควรถูกรังเกียจ เพราะว่า ถ้าอย่ามีร่างกายเสียแล้ว มันก็ ไม่มีการ สัมผัสทาง ตา ทาง หู ทาง จมูก ทาง ลิ้น ทาง กาย อย่างนี้; ถ้าร่างกายมี สัมผัสทาง
น.231 ๒๒๕ นี้ก็มี หรือถ้ายังมีร่างกายอิ่มหมีพีมัน การสัมผัสทางตาทางจมูก หู ลิ้น กาย นี้ก็รุนแรง อย่างนี้เป็นต้น เลยถือว่า มันเป็นเรื่องง่ายๆ ไม่ต้องมีปรัชญาอะไรมาก. ทีนี้ พวกที่นับถือเทพเจ้า ชื่อนั้น ชื่อนี้ มาแต่โบราณกาลโน้นก็ยังเหลือ อยู่ ไม่ใช่หมดสิ้นไป แต่ว่ามันจะเหลืออยู่ในรูปที่ว่า เป็นเทวดาว่าชื่อนั้น ชื่อนี้ แล้วไหว้รูปเคารพกันอย่างนั้นเป็นไปไม่ได้; เพราะว่าเดี๋ยวนี้คนในอินเดียนั้นมัน ฉลาดเกินกว่าที่จะไหว้รูปเคารพเสียแล้ว. ขอให้จำความข้อนี้ ไว้ด้วยเพื่อกนความเข้าใจ ผิดอย่างยิ่งว่า ลัทธิไหว้รูปเคารพนั้นไม่มี ในอินเดียครั้งพุทกธาล; มีก่อนหน้านั้น แล้วก็หายไป. โดยเฉพาะในสมัยพุทธกาล คนเขาเจริญด้วยสติปัญญา แล้วหลังต่อมา นั้นมันเพิ่งมีมาใหม่อีกครั้งหนึ่งในรูปอื่น ในรูปศิลปวัตถุ แต่ ไหว้รูปเคารพล้วนๆ นั้น มีอยู่ก่อนพุทธกาล, ในครั้งพุทธกาลหมดไป. แต่ชื่อเสียงเรียงนามของเทพเจ้านั้นยัง อยู่, พระอินทร์ พระพรหม พระอะไรเหล่านี้ ถูกอธิบายใหม่ไปหมด ไม่เป็น เทพเจ้าอย่างคน ๆ แล้ว กลายเป็นชื่อของธรรมะไปแล้ว, เป็นของธรรมะข้อนั้นข้อนี้ ไปแล้ว แต่ก็ยังเอ่ยถึงโดยชื่อเทพเจ้าอยู่นั่นเอง เช่นว่า พระพรหมเป็นผู้สร้างโลกนี้, พระศิวะเป็นผู้ประทานความสุขอะไรอย่างนี้, เขาใช้ชื่อว่า พรหม, พรหมานั้นเอง เป็นชื่อของธรรมะที่เป็นเหตุให้โลกเกิดขึ้น; และใช้ชื่อว่า ศิวะนั้นเองเป็นชื่อของ พระนิพพาน; จึงเป็นเหตุให้เกิดมีพระศิวะ ในความหมายของนิพพานขึ้นมา ในหมู่ พวกที่นับถือคัมภีร์พระเวทมาแต่กาลก่อน ซึ่งเมื่อสมัยกาลก่อนนั้นเขาคิดว่า เป็น เทวดา เป็นคน มีหน้าตาอย่างนั้นอย่างนี้ทีเดียวกระทั่งทำรูปทำร่างขึ้นไหว้ มีเรื่อง มีประวัติ. พอมาถึงยุคนี้ ยุคพระพุทธเจ้านี้เขาเรียกว่า ยุคอุปนิษัท. อินเดียในยุคอุปนิษัท คือยุคที่รุ่งเรืองด้วยสติปัญญาอย่างยิ่งนี้ เทพเจ้าที่ เป็นตัวตน เป็น Personal God นี้ตายหมด, กลายเป็นธรรมะไปหมด. แต่ยังใช้ชื่อเดิม เป็นพระศิวะหมายถึงนิพพาน, พระพรหมหมายถึงธรรมะที่สร้างโลก, ก่อให้เกิด
น.232 ๒๒๖ โลกขึ้นมาอย่างนี้เป็นต้น มันก็แยบคายขึ้นอีกน่าดูขึ้นอีก ก็มีคนถือแน่นแฟ้นขึ้นอีก เหมือนกัน นี่เป็นเหตุให้เกิดลัทธิที่เรียกว่า เวทานตะ คือ ยอด, ยอด สุดของพระเวท เวทานตะแปลว่ายอดสุดของพระเวท; พระเวทชั้นต่ำ ๆ ก็เป็นเรื่องบูชาดวงอาทิตย์ ดวงดาวมาแต่เดิม; พระเวทรุ่นกลางก็บูชาพระเป็นเจ้าองค์นั้นองค์นี้ทีเดียว; พอมา ถึงยอดพระเวทคือในสมัยอุปนิษัทนี่แล้ว เทวดานั้นตายหมดกลายเป็นธรรมะไป. กระ ทั้งมาเป็นธรรมะในรูปที่มีอาตมันนี้ มีอาตมันที่ไม่ตาย แล้วจะไปรวมกับปรมาตมัน คือองค์ใหญ่ที่เรียกว่าพรหมา หรืออะไรก็ได้ คือลัทธิฮินดูนั้นเขาถือว่า มีตัวอาตมัน ที่หลุดมาจากตัวใหญ่, ปรมาตมันเป็นตัวใหญ่, แล้วอาตมันน้อย ๆ คือที่มาเป็นคนเรา คนหนึ่ง ๆ นี่ มันด้วยเหตุอะไรก็บอกไม่ได้; แต่บอกได้แต่เพียงว่า ด้วยเหตุสิ่งแวด ล้อมนี้ อาตมันนี้ ถูกหุ้มห่อด้วยโลกียธรรม ด้วยกิเลสตัณหาท่องเที่ยวไปในวัฏ สงสาร จนกว่าจะฉลาดรู้ธรรมะ แล้วจึงจะหลุดพ้นจากโลก หลุดพ้นจากโลกียธรรม แล้ว กลับไปหาอาตมันเดิมตัวใหญ่จะเป็นอย่างนี้ คนละครั้ง ๆ; นี่คือลัทธิเวทานตะ; แต่ก็ยังมีวิธีที่จะอธิบายให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้ให้น่าจับใจยิ่งขึ้นไปในเรื่องข้อปฏิบัติ หรือ ความหมายต่าง ๆ. ลัทธิ ไชนะก็ก่อรูปขึ้นมาจากเค้าเงื่อนอันนี้ เป็นศาสนาที่เราเรียกกันในบาลี ว่า เดียรถีย์นิครนถ์ พอต่อมาสมัยนี้ก็ยังอยู่ ก็ยังเจริญแน่นแฟ้นดีอยู่ เพราะมี อาตมัน นี้เอง. แม้ว่าบางทีจะเปลี่ยนจากคำว่า อาตมัน ไปเป็นคำอื่น ก็ความหมายอันเดิม นั่นแหละ เช่นลัทธิ ไชนะ เดี๋ยวนี้ถือว่า ไกวัลย์, คือสิ่ง ๆ หนึ่งซึ่งเป็นไกวัลย์, ไม่ เปลี่ยนแปลงตลอดอนันตกาลอนันตเขตเลยเรียกว่า ไกวัลย์ อย่างนี้. นั่นเป็นจุดที่ว่า ชีวิตทุกชีวิตจะต้องไปรวมที่นั่น, มีตัวตน, เป็นลัทธิมีตัวตน. ดังนั้น ลัทธิมีตัวตนนี้ ถูกใจชาวบ้านมากกว่าลัทธิของพระพุทธเจ้า ซึ่งพูดไม่มีตัวตน มันดีเกินไป ชาว บ้านเข้าใจไม่ได้ และน่าจะเป็นเหตุอันสำคัญส่วนนี้ที่ทำให้พุทธศาสนา สูญ ไปจาก อินเดียโดยเร็ว คือมันไม่ใช่เฉพาะแต่ว่าพวกลัทธิศาสนาอื่นเขาเบียดเบียนหรืออะไร,
น.233 ๒๒๗ ไม่ใช่, ตัวที่เบียดเบียนอย่างยิ่งก็คือ ตัวที่ลัทธิเรื่องอัตตามันถูกใจชาวบ้านมาก กว่าลัทธิอนัตตา. เมื่อพระพุทธเจ้าท่านยังมีพระชนม์ชีพอยู่ ท่านอาจจะอธิบายได้ดี แต่พอ สิ้นท่านไปแล้ว พระสาวกทั้งหลายไม่สามารถทำให้มันกระจ่างได้ มันค่อยๆ เลือนไป และไม่เป็นที่ถูกใจของใคร มันก็จะต้องหมดไปจากจิตใจ. ทีนี้ยิ่งเหตุการณ์ภายนอก แวดล้อมเข้าไปด้วยแล้ว มันก็เร็ว เราจะต้องสำนึกไว้บ้างว่า ที่มันดีเกินไป บาง ที่มันก็สูญหายได้เหมือนกัน หรือว่าไม่เป็นที่ถูกใจของคนทั่วไปก็ได้เหมือนกัน. สำหรับลัทธิ ไชนะหรือเดียรถีย์นิครนถ์นี่ มันมีอะไรเหมือนกันมาก, เรื่องศีลธรรม ก็เหมือนกัน แต่รุนแรงกว่า อย่างเรื่องไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตนี้ ลัทธิไชนะ ยิ่งรุนแรงไปกว่า จนถึงกับว่า ใบไม้ก็มีชีวิตอย่างนี้, พระของลัทธิไชนะนี้ จะปลิด ใบไม้ก็ไม่ได้ เท่ากับฆ่าสัตว์ไปเลย หรือไม่ยอมกินใบไม้ที่เขาเก็บมาเฉพาะ. อย่าว่า แต่ฆ่าสัตว์เดรัจฉาน สำหรับพวกพระมีความไม่ยึดมั่นถือมั่นถึงขนาดที่ว่า ผ้าก็ไม่ต้อง นุ่ง นี่ขอให้ลองคิดดู พวกพระคือหมายความว่า พวกที่เป็นชั้นดีของลัทธิ คือปฏิบัติ เคร่งครัดสูงสุดตามแบบของลัทธินั้น ๆ ถึงกับไม่นุ่งผ้า; แล้วก็ไม่มีอะไรเป็นทรัพย์ สมบัติ มีอยู่อย่างเดียวก็คือไม้แซ่อ่อน ๆ นิ่ม ๆ สำหรับบัดเบา ๆ เสียก่อนจึงจะนั่งลงไป; เพราะเขาถือว่า ถ้านั่งลงไปเฉย ๆ แล้ว มันต้องทับสัตว์ที่มีชีวิตตาย ที่ตัวเล็ก ๆ ดู ไม่เห็น จึงต้องทำอย่างเบา ๆ ปัดอย่างเบา ๆ แล้วจึงนั่ง เพราะว่า เขาสำรวมใน เรื่องชีวิตของสัตว์มันยิ่งกว่าที่ในพุทธศาสนามีเสียอีก. พวกพระจึงมีแต่แช่นี้อันหนึ่ง, บาตรก็ยังไม่มี, จีวรก็ไม่มี เวลาจะฉันอาหารทายกก็เอาอาหารมาใส่ให้ในมือเลย แล้วค่อย ๆ ฉันจากมืออย่างนี้; แล้วเขายอมให้ใส่เพียงเท่าที่เขาจะฉันหมด แล้วเขาก็ ล้างมือ มีดโกนเขาก็ไม่มี พอถึงวันที่เขาจะต้องเอาผมออก เขาก็ถอนมันออกเฉย ๆ มันจึงเป็นสิ่งที่ดึงดูดประชาชน ติดอกติดใจประชาชน ให้เคารพนับถืออย่างเป็นบ้า เป็นหลัง. ลัทธินี้จึง ไม่เคยสูญหายไปจากอินเดียเลย ยังคงอยู่ในทุกวันนี้ และเจริญ ขึ้นหน้าขึ้นตาเสียด้วย.
น.234 ๒๒๘ พุทธศาสนาเข้าไปในอินเดียไม่ได้ ก็เพราะลัทธินี้มีอยู่ อย่างพระในพุทธ- ศาสนาเข้าไปกินเนื้อสัตว์ให้เห็นอย่างนี้เขาก็ว่า นี่เป็นยักษ์ เป็นมาร ไม่ใช่เป็นพระ, เพราะว่าลัทธิไชนะนี้ พระไม่กินเนื้อสัตว์โดยเด็ดขาด แล้วยิ่งกว่านั้น ใบไม้ถ้าทำไป ในทางที่แกล้งทำให้มันตาย เขาก็ยังไม่กินอย่างนี้เป็นต้น. เขาระมัดระวังเรื่องชีวิต สัตว์มากมายถึงอย่างนี้ และเรื่องไม่ยึดถือก็มากถึงอย่างนี้; แปลว่า อะไรมันคูณด้วย สิบ คุณด้วยร้อย เสียเรื่อยไป มันเป็นลัทธิที่เคร่งมันจึงไม่สูญไปจากอินเดียและยังอยู่ เพราะฉะนั้น จึงเป็นคู่แข่งขันกันกับพุทธศาสนามาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล. จึงพบในบาลี ว่า คู่ต่อสู้ที่เทียมบ่าเทียมไหล่กัน ก็คือลัทธิไซนะนี่เอง, แต่ในบาลีเรียกว่า ลัทธิ นิคันถนาฏบุตร แล้วยิ่งกว่านั้นมันเป็นลัทธิที่มีอยู่ก่อนพุทธศาสนา. เมื่อ พระพุทธเจ้าออกผนวชใหม่ ๆ ก็เคยเข้าไปศึกษาในลัทธินี้ ศึกษา ถึงที่สุดแล้ว ไม่ทรงพอใจในข้อที่มี ไกวัลย์ หรืออาตมันเหลืออยู่นี้ จึงออกมาศึกษา ลัทธิของพระองค์ จนพบเรื่องอนัตตา ไม่มีไกวัลย์ ไม่มีอาตมัน และทรงเห็นว่า ที่ ไม่นุ่งผ้าเลย ไม่มีอะไรเลย กินอาหารน้อยที่สุดหรืออะไรนั้น มันเกินไป พระองค์ จึงมาบัญญัติใหม่เป็นมัชฌิมาปฏิปทา. เกิดเป็นลัทธิพุทธศาสนาตามแบบของพระสมณ- โคดมนี้ขึ้น มันก็เลยกลายเป็นคู่แข่งขันกันเรื่อยมา และพร้อมกันนั้น อย่าลืมว่า: เนื่อง จากพระพุทธเจ้าเกิดทีหลัง และจำเป็นต้องยืมคำที่มีอยู่ก่อนในลัทธิไซนะ ที่มีอยู่ก่อน นั้นมาใช้อยู่มากเหมือนกัน; เช่นคำว่า นิพพาน คำว่า อรหันต์ แม้แต่คำว่า ธรรมะ อย่างนี้ นี่เราเห็นว่ามันเกี่ยวข้องกัน พัวพันกันอย่างยิ่งเลย. ในบรรดาลัทธินิกายต่าง ๆ ในโลก โดยเฉพาะในอินเดียนี้ ที่เครือเดียวกันกับพุทธศาสนาก็คือในอินเดียนี้ มันเกี่ยว พันกันเรื่อยมา. เราจะถือว่า พุทธศาสนากระโดดออกมาเองลอย ๆ ไม่เนื่องด้วยใคร ไม่เกี่ยวกับใครนี้ ไม่ถูก แต่ได้ตั้งรากฐานอยู่บนความคิดที่เขาเคยคิด เคยค้นพบ กันมา แต่กาลก่อน แล้วมาสดุดหยุดลงเพียงแค่ไหน ประกอบต่อเติมเสริมขึ้นไปถึงที่สุด จึง ทรงบัญญัติ โลกุตตระ หรือ นิพพาน ชนิดที่ใครจะบัญญัติให้สูงไปกว่านี้อีกไม่ได้ จึงเป็นการบัญญัติเรื่องความดับทุกข์ถึงที่สุด ที่ใครจะมาบัญญัติให้สูงไปกว่านี้อีกไม่ได้
น.235 ๒๒๙ พิสูจน์ ได้จนกระทั่งทุกวันนี้. แต่ ข้อที่คนทั้งหลายทั้งปวงไม่ยอมหันมานับถือพุทธ ศาสนาโดยสิ้นเชิง แม้ในอินเดียนี้ ก็เพราะเหตุผลดังที่กล่าวแล้ว เพราะว่าคน ส่วนมากส่วนใหญ่ต้องเป็นคนพอใจที่จะยึดถืออัตตา; เพราะไม่ฉลาดพอ ไม่ใช่เป็น เรื่องดูหมิ่นดูแคลน. แต่ก็ควรจะกล่าวได้ว่า ในโลกนี้มีคนฉลาดน้อย คนที่ฉลาดเฉียบ แหลมถึงกับรู้อะไรได้ลึกซึ้งถึงที่สุดก็จะต้องมีน้อย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่ามวลชน หรือ Mass นี้ มันก็จะต้องมีลัทธิอันหนึ่งต่างไปจากชนกลุ่มน้อย; จึงเป็นเหตุให้ศาสนาแบ่ง แยกกันไปหลายชั้นหลายระดับ ต่างก็ตั้งอยู่ได้ด้วยกันทั้งนั้น เราก็มีหน้าที่แต่เพียงว่า มันต่างกันอย่างไรและอันไหนจะเหมาะสมกับเราที่สุดเท่านั้นเอง, และเมื่อเราสนใจ พุทธศาสนาใน ฐานะเป็นศาสนาที่สำคัญในประเทศไทย ก็ขอให้สนใจในลักษณะเช่นนี้ จะได้ ไม่ถือตัวหรืออวดดีนี่ส่วนหนึ่ง แต่ก็จะได้ไม่เหลวไหลโลเล ไม่เอาถ่านนี้ก็อีก ส่วนหนึ่งด้วยเหมือนกัน, คืออย่าให้มันมากไป แต่อย่าให้มันน้อยไป ให้มันอยู่ใน- ลักษณะที่เรียกว่า สำเร็จประโยชน์แก่การที่จะเป็นอยู่ โดยไม่ต้องเป็นทุกข์ก็แล้วกัน. นี่ เราได้กล่าวกันถึงความเป็นมาของศาสนาก่อนพุทธกาล จนกระทั่งถึงพุทธกาลว่า มัน ได้มีอยู่อย่างไร เกี่ยวข้องกันอย่างไร แข่งขันกันอย่างไร นี้ก็เรียกว่า เป็นหัวต่อตอน หนึ่งสิ้นสุดลงไป. ทีนี้ก็ หลังจากพุทธกาลมาจนถึงทุกวันนี้ หลังพุทธกาลเราเอาตั้งแต่ว่า พอ พระพุทธเจ้านิพพานลง องค์พระศาสดานิพพานลงนี้ มันจะมีอะไร ใครจะเป็นคน ดำเนินงานอำนวยการนี้. นี้อยากจะเล่าถึงเรื่องตอนนี้เสียเลยว่า ในตอนแรกที่พระพุทธ- เจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าใหม่ ๆ นั้น ท่านมีอะไรอยู่ในตัวท่านเองเสร็จ มีลักษณะ เหมือนเผด็จการอย่างนั้น; ดังนั้นคำพูดของท่านเป็นกฎหมาย หรือเป็นวินัย หรือ เป็นอะไรไปหมด; แล้วก็ไม่มีอะไรมากมาย. เพียงท่านพูดอะไรเพียงคำสองคำมันก็ เป็นเรื่องเป็นราวไปแล้ว เช่นว่า " เอ้า! เป็นภิกษุ "; คนนี้ก็เป็นภิกษุ เพราะการ อนุญาตว่า ให้มาเป็นภิกษุได้. พึงเข้าใจไว้เถอะว่า ลัทธิอย่างนี้ ระเบียบวิธีเช่นนี้มันจะ
น.236 ๒๓๐ เอามาใช้ ได้ในตอนหลังได้อย่างไรในเมื่อสาวกมากขึ้น พระองค์สิ้นไปแล้วสาวกมาก ขึ้น. พระพุทธเจ้าทรงเห็นความจริง ข้อนี้ จึงต่อมาอีกไม่กี่ปี คือประมาณครึ่ง ๆ พระชนมายุของพระองค์ พระองค์ก็ทรงยกเลิกข้อที่พระองค์จะเป็นผู้เผด็จการ หรือ เป็นผู้ทรงอำนาจสิทธิ์ขาดแต่พระองค์เดียวนั้นเสีย. ทรงให้ประชุมสงฆ์ วางระเบียบ ที่เรียกว่า ระเบียบสงฆ์ ขึ้นมา; เช่นว่า ใครจะบวช ให้ประชุมสงฆ์ รับคนเข้า บวชในมติของสงฆ์ หรือว่าจะดำเนินกิจกรรมอื่นใด ที่เป็นความเกี่ยวข้องกันทั้งหมู่ ทั้งคณะแล้วให้ลงมติสงฆ์. นี้มันก็เป็นการส่อให้เห็นได้ว่า พระองค์ทรงวางระเบียบ ให้อะไร ๆ เป็นมติสงฆ์เสียตั้งแต่เมื่อพระองค์ยังอยู่นี้ ก็เพื่อจะได้ใช้ต่อไปข้างหน้า เมื่อพระองค์ล่วงลับไปแล้วนั่นเอง. พอพระองค์ล่วงลับไปแล้ว อำนาจไม่ตกอยู่แก่ผู้ใดผู้หนึ่ง ไม่ตกอยู่แก่พระ เถระที่เป็นชั้นสูงองค์ใดองค์หนึ่งเลย แต่ตกอยู่แก่สงฆ์ทั้งปวง ฉะนั้น การสืบอายุพระ ศาสนา มันจึงเป็นหน้าที่ของสงฆ์ทั้งปวง. ทีนี้พระสงฆ์ที่ใกล้ชิดอยู่กับพระพุทธเจ้า กลุ่มหนึ่ง, มีพระเถระผู้เฒ่าองค์หนึ่งเป็นที่เคารพเชื่อฟัง ก็อาศัยองค์นี้เป็นผู้ที่นำ แต่ ไม่ใช่นำอย่างเผด็จการ นำอย่างมติสงฆ์เรื่อย แล้วพึงทราบว่า ระเบียบวินัยของสงฆ์ ในพุทธศาสนานั้น มติต้องเป็นเอกฉันท์เสมอไป ไม่ใช่ว่า ได้มติ ๒ ใน ๓ ละเป็น ใช้ได้อย่างนี้ไม่มี จะต้องเป็นเอกฉันท์คือ ๑๐๐ % เสมอไป. ขอให้ลองคิดดูที่ว่า มัน จะยากลำบากสักเท่าไรในการที่จะหาเสียงชนิดที่ ๑๐๐ % เรื่อยอย่างนี้; เพราะฉะนั้นมัน จึงทำได้แต่ในหมู่คนที่มีหิริโอตตัปปะอย่างยิ่ง; มีสติปัญญา, มีหิริโอตตัปปะคือความ ละอาย, ความสุภาพนั้นอย่างยิ่งเท่านั้น มันจึงจะทำไปได้. ในที่สุดมันก็ยังทำไปได้ โดยเหตุที่ว่า ถ้าสงฆ์คนไหนเกิดมีความเห็นแตกแยก ภิกษุรูปนั้นหรือสงฆ์ส่วนนั้นก็ หลีกไปเสีย ส่วนที่เหลือมันเป็นมติเอกฉันท์เรื่อย. เมื่อพระพุทธเจ้านิพพานลงใหม่ ๆ นี้ สงฆ์หลายร้อยองค์ ที่อยู่ในที่นั้นมีมติเป็นเอกฉันท์ที่จะสืบอายุพระศาสนา จึง กำหนดให้มีการทำสังคายนาว่า เดือนพฤษภาคมนี้เป็นเดือนที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน ตกเป็นราวเดือนพฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม ราวเดือนสิงหาคม คือ
น.237 ๒๓๑ ในพรรษานั้น ก็เป็นวันที่กำหนดจะทำสังคายนา คือ พระสงฆ์ทั้งหมดประชุมคัด เลือกโดยมติสงฆ์เหมือนกันว่า จะเอาเพียง ๕๐๐ องค์เท่านั้น, ที่เป็นผู้มีสติปัญญา เฉลียวฉลาดที่สุดของหมู่ทั้งหมด แล้วมติของสงฆ์เป็นผู้คัดเลือก แม้ว่าจะให้พระเถระ ผู้เฒ่าองค์หนึ่งเป็นผู้ชี้ระบุตัว แต่ก็ต้องเป็นมติของสงฆ์ที่ยินยอม ท่านจึงเลือกได้ ๕๐๐ องค์ ท่านเก็งเอาตัวที่จำเก่ง อยู่ใกล้ชิดพระพุทธเจ้ามากที่สุด เช่น พระอานนท์ เช่น พระอุบาลีนี้ ไว้ด้วย แล้วสงฆ์ ๕๐๐ องค์นี้ จึงทำสังคายนา. ที่เรียกว่า ทำ สังคายนานั้นอย่าได้เข้าใจว่า เหมือนกับที่เราได้ยินเขาเทศน์สังคายนาเวลามีศพ ๒-๓ ชั่วโมงเสร็จ หรืออะไรทำนองนั้น เขาทำสังคายนาตลอดเวลาตั้งหลายเดือน ตั้ง ๓ เดือน. วิธีทำสังคายนาก็คือว่า ถามขึ้นถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งว่า พระพุทธเจ้าได้ตรัส เรื่องนั้นว่าอย่างไร นี่ขอให้ท่านทั้งหลายเข้าใจไว้อย่างนี้ก่อนว่า ในสมัยพุทธกาลนั้น ไม่มีการใช้หนังสือ ไม่มีการใช้หนังสือเลย อะไรที่เป็นตำรับตำราแบบฉบับ ต้องจำ ไว้ด้วยปาก นี่เป็นธรรมเนียมแต่โบราณกาลดึกดำบรรพ์. คัมภีร์พระเวทของพราหมณ์ ที่ฤๅษีบอกต่อ ๆ กันมา บอกต่อ ๆ กันมาแล้วมากขึ้น ๆ เป็นคัมภีร์พระเวทมหาศาล นั้น มากกว่าพระไตรปิฎกตั้งหลายเท่านี้ เขาก็ยังจำกันมาด้วยปาก เขาจึงมีธรรม- เนียมประเพณี คือว่า ให้มีพวกที่เป็นเจ้าหน้าที่จำท่องนี้อยู่พวกหนึ่ง ถ้าฝ่ายพระเวท ก็คือพวกพราหมณ์หมู่หนึ่ง กลุ่มหนึ่ง ตระกูลหนึ่งทีเดียว พอรุ่งเช้าขึ้นเขาก็ต้องท่อง พระเวท ตั้งแต่ตอนนั้นถึงตอนนั้นจบวันไป รุ่งขึ้นก็ท่องต่อ, รุ่งขึ้นก็ท่องต่อ รุ่งขึ้น ก็ท่องต่อ, ตามแต่เขาจะท่องได้เท่าไร แล้วคนอื่นก็ท่องหมวดอื่น ที่อื่นก็ท่องต่อหมวด อื่น จนจบทั้งพระเวท นี้พวกนี้ไม่ต้องทำอะไรเป็นเหมือนกับหนังสือที่มีชีวิต เขาจะ ต้องท่องให้เชี่ยวชาญที่สุด ถามแล้วตอบได้ทันที. คนทั้งหลายจึงเอาข้าวเอานมวัว เอา อาหารเครื่องบูชาต่าง ๆ ไปให้คนที่ท่องพระเวทนี้เป็นการได้บุญอย่างยิ่ง นี่มันเกิด เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีทำบุญขึ้นมาอย่างนี้ แล้วคนนั้นก็ไม่ต้องไปทำไร่ทำนา
น.238 ๒๓๒ อะไร เพียงแต่ว่า รุ่งขึ้นก็ท่อง, รุ่งขึ้นก็ท่อง, รุ่งขึ้นก็ท่อง, สาธยายเรื่อย เป็นหนังสือ ที่มีชีวิตเป็นเล่มสมุดที่มีชีวิตอยู่อย่างนี้. วิธีนี้ก็ยังมีมาจนถึงครั้งพุทธกาล ถึงครั้ง พุทธกาลแล้วก็ยังไม่มีการใช้หนังสือ. พระไตรปิฎกคือคำสอนของพระพุทธเจ้าจะสืบมาได้อย่างไร ก็จำเป็นอยู่เอง ที่จะต้องสืบลงมาโดยวิธีนี้. ทีนี้พระพุทธเจ้าได้สอนอะไรที่ไหนบ้าง ไม่ใช่ได้ยินกัน ทุกคน ไม่ใช่ทราบกันทุกคน ใน ๕๐๐ คนนั้น ต้องมีคน ๆ หนึ่งเสนอขึ้นมาว่า เมื่อถามขึ้นมาถึงเรื่องนี้ คนนั้นจะเสนอว่า ได้ยินว่าอย่างนั้นเลย. ส่วนมากที่สุดเป็น พระอานนท์ เพราะว่า พระอานนท์นี้ตั้งอยู่ในฐานะเป็นพระอุปฐากใกล้ชิดติดตาม พระพุทธเจ้าอยู่เรื่อย จึงได้ยินมากกว่าคนอื่น. แต่ถึงแม้ว่าพระอานนท์เป็นผู้เสนอขึ้นมา แล้วว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาว่าอย่างนี้ ๆ ก็ไม่ใช่ว่า ถือเอาเด็ดขาดทันที ต้องให้มีผู้อื่น ทักท้วง วิพากษ์วิจารณ์ ซักซ้อม อะไรได้ จนเป็นที่ยุติตกลงในที่ประชุมของสงฆ์ทั้ง ๕๐๐ เสียก่อน แล้วจึงเรียบเรียงเนื้อความที่ว่านั้น ให้เป็นสำนวนที่ท่องได้; เพราะ ว่า สำนวนที่พระพุทธเจ้าพูด ศัพท์อย่างสำนวนชาวบ้านธรรมดาเอามาท่องไม่ได้. ทีนี้ต้องเรียบเรียงถ้อยคำเหล่านั้นให้เป็นสำนวนที่ท่องได้เสียก่อน แล้วเรียบเรียงกันใน ที่ประชุมนั้น พอเรียบเรียงเสร็จแล้วก็ให้ท่องเลย ให้ทั้งหมดท่อง ให้ทั้งหมดช่วยกัน ท่อง ก็หมายความว่า ให้ช่วยกันจำ นี้ก็มีองค์เก่ง ๆ องค์ที่จำเก่ง ๆ จำไว้เป็นพิเศษ. เมื่อประเด็นเรื่องนี้สิ้นสุดไปแล้ว ท่องกันจำได้แม่นยำดีแล้ว ก็ยกประเด็นอันใหม่ขึ้นมา ซักอีกว่า เรื่องนี้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่าอย่างไร พระอานนท์ก็เสนอ องค์อื่นก็ วิพากษ์วิจารณ์ ซักซ้อม จนยุติลงว่าอย่างไร ร้อยกรองเป็นคำท่องได้ แล้วก็ท่องอีก. ทำอย่างนี้เขาเรียกว่า สังคายนา หรือ สังคีติ . สังคีติแปลว่า "ว่าขึ้นพร้อม ๆ กัน" ก็เป็นเหมือนว่า ประทับหนังสือลงไปในจิตใจ เป็นหนังสือมีชีวิตอย่างเดียวกันอีก, จนสิ้นสุดทุกเรื่องที่พระพุทธเจ้าได้สอนไว้. พระสาวกเหล่านั้นจึงแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ เผยแพร่ต่อไป. นี้เรียกว่า สังคายนาครั้งที่ ๑ ทำกันในระยะ ๒ - ๓ เดือนหลังจาก
น.239 ๒๓๓ พุทธปรินิพพาน. ทีนี้จะต้องทราบไว้ด้วยว่า มีบางพวกที่ไม่ได้อยู่ที่นั่น, สงฆ์บางพวก ไม่ได้อยู่ที่นั่นคราวนั้น, คราวหลังแกลงมาพบกัน สงฆ์พวกนี้ก็บอกว่า สังคายนาได้ ทำแล้วอย่างนี้ ๆ ๆ ๆ, ขอให้ท่านรับรู้; นี้พระพวกมาใหม่นั้นบอกว่า ทำแล้วก็ดีแล้ว แต่ข้าพเจ้าไม่อาจจะรับรู้; ข้าพเจ้าจะถือเอาแต่ตามที่ข้าพเจ้าได้ยินได้ฟังมาด้วยตนเอง อย่างนี้มันก็เกิดมีขึ้นแล้วภายในไม่กี่วัน. นี้เป็นมูลเหตุของการแตกแยกเป็นนิกาย หรือ เป็นพวกย่อย ๆ ออกไป. มูลเหตุของการแตกแยกมีแล้วตั้งแต่วันทำสังคายนาครั้งที่ ๑ สิ้นสุดลงไป ใหม่ ๆ คือในปีที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานนั่นเอง, แต่มันไม่รุนแรง เพราะว่า ท่าน เหล่านั้นยังเป็นพระอรหันต์ ยังมีสติปัญญา, ยังมีหิริโอตตัปปะ ยังมีอะไรต่าง ๆ. เรื่องมันจึงไม่มีการแตกแยกชนิดทะเลาะวิวาท. เป็นอย่างนี้เรื่อยมาตั้ง ๑๐๐ ปีอยู่ด้วย ความสงบ คือเป็นพระไตรปิฎกมีชีวิตอยู่อย่างนี้อยู่ในใจ, อยู่ในความจำของผู้จำเก่ง แล้วก็สอนต่อ ๆ กันมา, สอนต่อ ๆ กันมาด้วยปากเลย. มีเรียกพระขึ้นอีกพวกหนึ่ง ว่า พวกพระภาณกาจารย์; ภาณกาแปลว่า ผู้กล่าวหรือผู้พูด ภาณแปลว่า กล่าวหรือ พูด, ถ้าองค์ไหนจำคัมภีร์ทีฆนิกายได้ ก็เรียกว่า พระทีฆนิกายภาณกาจารย์อย่าง นี้, ถ้าพวกไหนว่าคัมภีร์มัชฌิมนิกายได้ ก็เรียกว่า มัชฌิมภาณกาจารย์ อย่างนี้เป็น ต้น แล้วแต่ว่าแกจำหมวดไหนไว้ได้เป็นอย่างนี้กันเรื่อยมา เป็นที่เชื่อแน่ว่า มันก็จะ ต้องมีการผิดพลาดเลือนไปบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นธรรมดาที่เวลามันล่วงไป แต่ว่า พระพุทธเจ้าท่าน ได้ตรัสสิ่งสำคัญไว้สิ่งหนึ่งเรียกว่า มหาปเทส, คือตรัสไว้ให้ ภิกษุทั้งหลายถือหลักว่า: "ถ้าสิ่งใดมันลงกันได้กับหลักใหญ่ ๆ ทั่วไป ข้อความใด มันลงกันได้กับหลักใหญ่ ๆ ทั่วไปให้ถือว่า ข้อความนั้นถูกต้องแล้ว หากข้อ ความใดที่มีผู้หยิบมากล่าวมาเสนอว่า; ข้าพเจ้าได้ฟังมาอย่างนี้. ครูบาอาจารย์ ของข้าพเจ้ากล่าวมาอย่างนี้, ข้าพเจ้ารับทอดมาอย่างนี้อะไรก็ตาม, ถ้ามันลงกัน ไม่ได้กับหลักใหญ่ทั่ว ๆ ไปแล้ว ให้ถือว่า เขาจำมาผิด อาจารย์สอนผิด ความจำของเขาฟั่นเฟือนอย่างนี้" และอาศัยหลักอันนี้เอง จึงตะล่อมคำสอนของ
น.240 ๒๓๔ พระพุทธเจ้าที่สืบกันมาด้วยปากนี้ให้อยู่ได้เรื่อย ๆ มา จนกว่าจะได้เขียนเป็นตัวอักษร แต่เป็นธรรมดาที่ต้องมีการเพิ่มเติม เติมด้วยเจตนาดีของคนที่รับช่วง. สังคายนาครั้งที่ ๒ ล่วงมาได้ร้อยปีนี้ก็เริ่มก่อหวอดของสิ่งที่จะเรียกว่า มหา- ยาน, คือ ๑๐๐ ปีต่อมา จากนั้นมีพวกพระภิกษุบางพวกปรับปรุงแก้ไขเรื่องวินัย เล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นก่อน นี่พวกที่เคร่งครัดไม่ยอม พวกนี้ก็จะเลือกแก้ไขตามที่สมควร เรื่อย แก่เหตุการณ์ ฐานะอะไรเรื่อย นี้จึงเกิดแตกแยกว่า แกก็แก ฉันก็ฉัน เพราะ ว่า ๑๐๐ ปีนี้มันเริ่มมีคนที่โลเลขึ้น แต่ก็ยังไม่ถึงกับเรียกว่า เถรวาท หรือ มหายาน ใน ขณะนั้น แต่ว่าเป็นเหตุให้พวกหนึ่งเตลิดไปทิศทางหนึ่ง, พวกหนึ่งลงไปทิศทางหนึ่ง หันหลังให้กัน. พวกที่ไปฝ่ายเหนือก็ไปตั้งก๊กตั้งกอขึ้นใหม่ จนกระทั่งเป็นที่เรียกว่า มหายาน ในที่สุด ปรับปรุงแก้ไขทั้งส่วนที่เป็นวินัยและที่เป็นหลักธรรมะโดยหวังว่า จะให้ง่ายแก่ประชาชน จะให้เข้าไปได้ในทุกถิ่นทุกแห่งที่ไปถึง. ส่วนพวกที่ลงทางใต้ นี้เคร่งครัดตามคำสอนของพระเถระที่ได้พูดไว้อย่างไรในการทำสังคายนาครั้งที่หนึ่งโดย เด็ดขาด; เขาจึงเรียกพวกที่ลงมาทางใต้นี้ว่า พวกเถรวาท; เรียกพวกที่ไปทางเหนือ ว่า พวกอาจาริยวาท คือพวกอาจารย์; พวกอาจารย์คือพวกอาจารย์ชั้นหลังแก้ไข ได้เรื่อย พวกเถรวาทคือพวกพระเถระเดิมที่ไม่ยอมแก้ไขเลย ในฝ่ายเรามีเรียกแต่ เพียงว่า อาจาริยวาทกับเถรวาทเท่านั้น. ทีนี้พวกอาจาริยวาทนี้เตลิดไปหนักเข้า ๆ ไปเรียกเอาตัวเองว่ามหายาน แล้วยังเรียกพวกตรงข้ามอย่างดูถูกดูหมิ่นว่า หีนยาน, หีนยาน แปลว่า เลว หรือ ต่ำ มหาแปลว่า ใหญ่ หรือ สูง. ต่อมาจนถึงเวลา ๒๓๐ ปีนี้ มีการทำสังคายนาในประเทศอินเดียอีกครั้งหนึ่ง โดยพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งนับถือพุทธศาสนาอย่างเถรวาท. ตอนนี้ได้อาศัยอำนาจ ของพระเจ้าอโศกมหาราชนั่นเอง; ที่ทำให้พระเถระสามารถส่งภิกษุไปประกาศพุทธ ศาสนาทุกทิศทุกทางที่บารมีของพระเจ้าอโศกมหาราชแผ่ไปถึง ขอให้ท่านศึกษาประวัติ-
น.241 ๒๓๕ ศาสตร์ประเทศอินเดียยุคอโศกมหาราชนี้ดู พวกฝรั่งเขาสนใจอย่างยิ่ง ยอมรับว่าเป็น มหาราชองค์หนึ่งจริง ๆ และเก่าแก่ที่สุดกว่ามหาราชทั้งหลาย คือ ว่า อโศกมหาราช นี้ ได้สามารถแผ่อำนาจของตัวออกไปทั่วประเทศอินเดียอันใหญ่หลวง เหลืออยู่นิด หน่อย แล้วอำนาจนั้นยังแผ่ออกไปนอกนั้นไปอีกคือ นอกออกไปถึงประเทศต่าง ๆ ที่ เป็นมิตรเป็นสหาย ก็มี; หรือว่า ไม่เป็นมิตรสหาย แต่ว่ายอมเกรงกลัวยอมเป็น ประเทศราชก็มี; เพราะฉะนั้น เขตที่พระเจ้าอโศกมหาราชจะให้พระมหาเถระส่งภิกษุ ไปประกาศศาสนามันจึงกว้างมาก พวกฝรั่งเขาเชื่อว่า ทางตะวันตกไปถึงประเทศแฟก เตรีในยุโรป, ข้างล่างนี้ ทางใต้นี้มาถึงลังกา มาถึงแหลมทองสุวรรณภูมิประเทศไทย เขาใช้คำว่า สุวรรณภูมิซึ่งสันนิษฐานกันว่า ที่นครปฐม แล้วข้างบนนั้น ข้ามหิมาลัย ไปในดินแดนมองโกเลีย แล้วยังเชื่อว่า สืบต่อไปจนถึงธิเบต และจีนก็สายนี้ แต่ว่า ต่อ ๆ มาอีก ในสมัยต่อ ๆ มาอีก, คือมันไปลงรกลงรากแล้วก็ค่อยไปต่อไป พ.ศ. ๕๐๐ เศษ ก็ไปถึงประเทศจีนอย่างนี้. พระเจ้าอโศกมหาราชจึงถูกจัดไว้ในฐานะเป็น เหมือนกับ คอนสแตนติน ของศาสนาคริสเตียน คือเป็นพระมหาอุปถัมภกของ ศาสนา ปรากฏเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เพราะอาศัยการค้นคว้าของพวกฝรั่ง นั้นเองที่พบศิลาจารึกเป็นเสาบ้าง เป็นที่หน้าผาบ้าง; ปะติดปะต่อเรื่องนั้นเรื่องนี้เข้า แล้ว มันตรงกันกับที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ นี่ประวัติของพุทธศาสนาหลังจากปรินิพพานที่สำคัญก็คือ เรื่องการทำ สังคายนา ๓ ครั้ง และอาศัยอำนาจของอโศกราชนั่นเอง ได้ใช้อำนาจขับไล่หรือจับสึก อะไรทำนองนี้ พวกที่ประพฤติไม่ถูกเสียยกใหญ่คราวหนึ่งด้วยเหมือนกัน; คือไม่ยอม ให้เคียรถีย์อื่นมาปนอยู่ในพุทธศาสนา เขาต้องไปปฏิญาณตัวโดยเปิดเผยว่า เขาเป็น ผู้ถือลัทธิอะไร จะหวังลาภหวังเกียรติยศ ชื่อเสียง แล้วมาปนอยู่ในพุทธศาสนา อย่างนี้ พวกที่เรียกว่า ธรรมะมหาอำมาตย์ของพระเจ้าอโศกราชนี้จัดการหมด, มี ธรรมะมหาอำมาตย์ คล้าย ๆ กับว่า ตำรวจในทางฝ่ายธรรมะนั้นเป็นผู้รอบรู้และเป็น
น.242 ๒๓๖ ผู้จัดการ พนักงานเหมือนกับสังฆการีหรืออะไรทำนองนี้เดี๋ยวนี้ นี่เป็นประวัติที่รับรู้ ทั่วไปหมด. หลังจากนั้นแล้ว ในประเทศอินเดียเริ่มเสื่อม หลังจากยุคอโศกชั่วลูก หลานมาไม่กี่ครั้ง ก็เริ่มเสื่อม เริ่มออกนอกประเทศอินเดีย การทำสังคายนาใน ประเทศอินเดียจึงไม่มีอีกต่อไป จึงมามี ในประเทศอื่นเช่นในประเทศลังกา ประเทศ พม่า ประเทศไทยเรานี้ ต่างคนต่างไม่ยอมรับของกันและกัน ต่างฝ่ายต่างนับของตัวไป ต่อท้ายครั้งที่ ๓ ในอินเดียทั้งนั้น เช่น ในประเทศพม่าเขาก็นับครั้งที่ ๓ ในอินเดีย แล้วก็ต่อท้ายในประเทศของเขาอีก ๓ ครั้งเป็นครั้งที่ ๖ เมื่อเร็ว ๆ นี้ในลังกาก็นับ ของตัวไปอีกอย่างหนึ่ง ในประเทศไทยก็นับของตัวมาอย่างหนึ่ง จนกระทั่งนับว่า การสังคายนาพระไตรปิฎกที่พิมพ์ในรัชกาลที่ ๖ นั้น เป็นครั้งที่ ๙ อะไรทำนองนี้ เป็นต้น รายละเอียดนั้นไม่สู้สำคัญนัก แต่ว่าเรารู้ความหมายหรือความเป็นมาว่า มันเป็นมาอย่างนี้. ทีนี้ข้อความก็ทำให้มีคนหวังดีเพิ่มเติม; ทีนี้หวังดีเกินไปก็เพิ่มเติม สิ่งที่งมงายลงไป ได้เพื่อเห็นแก่ชาวบ้านที่งมงาย. สิ่งที่เรียกว่า พระไตรปิฎกนั้นก็มาก ขึ้นทุกที มากขึ้นทุกที มากขึ้นทุกที เช่น อย่างในประเทศพม่านี้ ได้รวบรวมเอาคัมภีร์ บางคัมภีร์เข้าไว้ในพระไตรปิฎก ซึ่งในประเทศไทยไม่ยอมว่า นั้นจะถูกจัดไว้ใน พระไตรปิฎกอย่างนี้ก็มี เช่นคัมภีร์มิลินทปัญหานี้ เราไม่ยอมรับนับเข้าในพระไตรปิฎก; ประเทศพม่ายอมรับอย่างนี้ก็มี. การแตกแยกต่อมาก็คือ ความคิดเห็นที่เดินไปตามสาย ๆ เป็นสาย ๆ ของพวกสายเหนือ สายใต้ หรือประเทศ เป็นประเทศลังกา ประเทศพม่า ประเทศมอญ ประเทศไทย ลาว อะไรเรื่อยอย่างนี้ ก็มีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ว่า แม้แต่ ในอินเดียเองครั้งกระโน้น ก็เริ่มมีแล้วอย่างที่ได้กล่าวแล้วว่า ในวันเสร็จสังคายนา ครั้งที่ ๑ ใหม่ ๆ ก็มีคนไม่รับรู้แล้ว. ทีนี้ใครมีความเห็นว่า มันควรจะเป็นอย่างไร ของตนโดยอิสระ เขาก็บัญญัติไปตามของเขาเอง มันเกิดพวกย่อย ๆ ๆ ขึ้นมา จึง
น.243 ๒๓๗ ไม่มีอำนาจอันไหนจะไปควบคุมให้เป็นอันเดียวกันได้ หลังจากพระเจ้าอโศก จึงเป็น อิสระหมด ต่างคนต่างเป็นอิสระหมดในทางความคิดเห็น ในทางตีความหมาย จนกระทั่งมีการมองในด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป ไม่คำนึงถึงด้านอื่น จนถึงกับหยิบ ยกเอาเพียงสูตร ๆ เดียวมาเป็นหัวใจของพุทธศาสนาทั้งหมด แล้วไม่ยอมรับนับถือ สูตรอื่นอย่างนี้ก็มี หรือว่าจะแต่งสูตรขึ้นใหม่เพียงสูตรเดียวจากสูตรทั้งหลายแล้วไม่ยอม พังสูตรอื่นอย่างนี้ก็มี นี่คืออาการที่เรียกว่า การแตกแยก. ข้อที่ ๑; แตกแยกเพราะมีความคิดเห็นแตก ต่างกันในการตีความหมาย และในการที่มองด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไปนี้พวกหนึ่ง เป็นการแตกแยกประเภท หนึ่ง. การแตกแยก อีกประเภทหนึ่งก็คือ การปรับปรุงแก้ไขสิ่งต่าง ๆ ให้ เหมาะกับสิ่งแวดล้อม หรือบุคคลที่สมาคมเข้ามาใหม่เรื่อย เช่น ไปถึงธิเบต ก็ เปลี่ยนแปลง ไปถึงเมืองจีนก็เปลี่ยนแปลง ไปถึงญี่ปุ่นก็เปลี่ยนแปลง; มันเปลี่ยน แปลงเรื่อยอย่างนี้ เพราะเพื่อให้เหมาะกับสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เกิดการแตกแยกเป็นนิกาย เป็นแบบ ๆ ๆ ๆ ไป. การแตกแยกอย่างที่ ๓ ก็คือการแตกแยก เพราะการรักษาประโยชน์ นี่หมายถึงรุ่นหลังเต็มทีแล้ว จนการบวชเป็นการหาประโยชน์ การเป็นอยู่ของคณะ สงฆ์เป็นการรักษาประโยชน์ นี้ต่างพวกต่างเห็นแก่ประโยชน์ ไม่เห็นแก่ธรรมวินัย. ถ้า การแตกแยกเป็นพวกเขาพวกเรา เป็นผลดีแก่การรักษาประโยชน์ เขาก็แตกแยกกัน ทั้ง ๆ ที่มีหลักในเรื่องธรรมวินัยเหมือนกัน พระไตรปิฎกเหมือนกัน แต่เพราะ ประโยชน์ขัดกันก็เลยแตกแยกกัน ไม่ยอมรวมกัน อย่างนี้ก็เริ่มมีขึ้นในปัจจุบันนี้ มีอยู่ อย่างสมบูรณ์.
น.244 ๒๓๘ ท่านจะเห็นการแตกแยกนั้นมีได้๓ทาง: ความเห็นขัดกันในการตีความหมาย ของพระพุทธวัจนะนี้อย่างหนึ่ง, การปรับปรุงตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่พุทธศาสนาได้ ขยายตัวออกไปสู่ถิ่นต่าง ๆ นี้อีกอย่างหนึ่ง, และ ๓ คือการมุ่งแต่ในการจะรักษาประ- โยชน์ที่เป็นเรื่องโลกไม่เกี่ยวกับธรรมะนี้อย่างหนึ่ง. ในที่สุดนี้ขอให้ท่านนักศึกษาทั้งหลายประมวลเอาใจความ ความเป็นมา และ การแตกแยกเป็นนิกายของพุทธศาสนาไว้ในลักษณะที่จะเป็นประโยชน์แก่การที่จะ วินิจ- ฉัยสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับปัญหาทางประวัติหรือทางการปฏิบัติก็ตาม ให้สำเร็จประโยชน์ แก่ตนทุก ๆ ท่านด้วย. อาตมาขอยุติการบรรยายเพราะหมดเวลาเพียงเท่านี้. จบคำบรรยายครั้งที่ ๙
Buddhadasa