Buddhadasa.org

หลักธรรมที่แสดงความว่าง ตอนที่ ๑๐ — ๑๐. ธรรมกับตุลาการ หรือการเดินทางที่ไม่ทุกข์

หลักธรรมที่แสดงความว่าง — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — หลักธรรมที่แสดงความว่าง (๑๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.245 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย ในโอกาสแห่งการบรรยายครั้งสุดท้ายนี้จะได้สรุปใจความทั้งหมด ของคำ บรรยายหลักพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นเครื่องช่วยความจำหรือกำหนดจดจำที่ง่าย. ก่อน อื่นทั้งหมดเราจะต้องทำการสมมติเหมือนอย่างว่า คนเกิดมาในโลกนี้ เหมือนกับ การเดินทางในทะเล ด้วยซ้ำไป มันต้องประสบอุปสรรคมากหรืออันตรายมากเป็น ธรรมดา จนกว่าจะถึงเกาะที่เป็นที่พึ่งอันถาวร; หรือว่าจนกว่าจะหยุดเลิกการเดินทาง เสียได้ จะเป็นชีวิตแบบไหนมันก็เหมือนกับการเดินทางทั้งนั้น. มันมีจุดหมายปลาย ทางอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง ถ้าเราไปถึงจุดนั้นไม่ได้ก็เรียกว่ายังไม่ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่ควรจะได้ รับ. แต่เมื่อกล่าวโดยหลักพระพุทธศาสนาแล้ว เราหมายถึงการที่ได้ไปถึงสภาพที่จิต ใจจะไม่มีความทุกข์เลยอีกต่อไป ก็เป็นอันว่าถึงที่สุด ไม่มียิ่งไปกว่านั้นแล้ว ใช้คำ สมมติเรียกว่าอยู่เหนือโลก; ก็คือเหนือทุกข์ทั้งปวงนั่นเอง. เหนือโลกก็คือเหนือ ทุกข์ทั้งปวงนั้นเอง. เดี๋ยวนี้กำลังพัวพันอยู่กับโลกหรือพัวพันอยู่กับทุกข์ แล้วก็ เนื่องจากเราอยู่คนเดียวไม่ได้ในโลก จึงต้องมีระเบียบระบอบสำหรับประพฤติปฏิบัตินี้

น.246 ๒๔๐ ทั้งที่เป็นไปเพื่ออยู่กันมาก ๆ นั้นส่วนหนึ่งซึ่งเรียกว่าศีลธรรม; และมีระเบียบหรือ ระบอบสำหรับปฏิบัติส่วนตัวโดยเฉพาะ ที่จะให้ไปได้สูง นี่ก็อีกส่วนหนึ่งเรียกว่า สัจจธรรม. ในเรื่องระบอบของศีลธรรมจึงกว้างโดยเห็นแก่ผู้อื่นด้วย หลักปฏิบัติมัน จึงมีชนิดที่เนื่องกับผู้อื่นคือต้องนึกถึงผู้อื่น แล้วก็ข่มใจบังคับตัวเองนี้ให้กระทำสิ่งที่ ควรกระทำหรือต้องกระทำ; ดังนั้นส่วนมากเรื่องศีลธรรมทั้งหลายจึงเป็นเรื่องการ สำรวม การสังวร การระวังว่าข้อปฏิบัติมีอยู่อย่างไร หรือเห็นแก่เพื่อนมนุษย์แล้ว จะต้องทำอย่างไร เรียกว่ามีการสำรวมสังวรนี้เป็นส่วนใหญ่. ส่วนเรื่องสัจจธรรมนั้นมันเป็นเรื่องไกลไปกว่านั้น สูงไปกว่านั้น มันเรื่อง ต้องใช้สติปัญญาหรือการปฏิบัติทางจิตทางใจ ในภายในล้วน ๆ เป็นใหญ่ มันจึงไปไกล หรือลึกมากกว่า สูงกว่า. มันเป็นคู่กันก็จริงแต่มันมุ่งหมายกันคนละทาง ทางหนึ่ง สำหรับไปโดดเดี่ยว ไปสู่ที่สูงกว่า คือเหนือความทุกข์ โดยสิ้นเชิง. ส่วนระบอบ ศีลธรรมนี้เหมือนกับรอไปพร้อม ๆ กัน ก็หมายความว่าทางศีลธรรมทางสังคมนี้จะ ต้องให้เรียบร้อยไปด้วย อย่าให้มีความทุกข์เกิดขึ้น หรือเรียกว่าเรื่องโลกก็ต้องด้วย, เรื่องธรรมะก็ต้องด้วย. เกี่ยวกับโลกก็คือพวกสังคมพวกศีลธรรม ที่เกี่ยวกับธรรมะก็คือ เรื่องที่ไปสู่มรรคผลนิพพาน แต่ว่าทั้งสองเรื่องต้องพร้อมกันไป ไม่เสียทั้งสองฝ่าย แล้วแต่ว่าผู้ ใดจะประสงค์ในส่วนใด. อย่างสมมติว่าฆราวาสครองเรือนนี้ก็มีหน้าที่ ที่ จะต้องระมัดระวังในเรื่องศีลธรรม หรือเรื่องสังคมหรือเรื่องโลกนี้อย่างเต็มที่; แต่ แล้วก็ไม่วายที่จะต้องสนใจเรื่องธรรมะ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตใจส่วนตัวเองล้วน ๆ ให้สามารถควบคุมหรือรู้เท่าจิตใจ รู้เท่ากิเลสตัณหา รู้เท่าสิ่งต่าง ๆ ที่มากระทบใจและ สามารถที่จะดำรงใจให้เป็นอิสระผ่องใส ไม่หม่นหมอง. ทีนี้เมื่อใจไม่หม่นหมอง มันก็คิดนึกหรือทำอะไรได้ดี พูดอะไรไม่ผิด. เรื่อง ทางสังคมจึงพลอยดีตามไปด้วย ขอให้เข้าใจอย่างนี้ จึงเป็นอันว่าเนื่องกัน อย่าง

น.247 ๒๔๑ ที่ไม่อาจจะแยกกันได้. ที่นี้แม้พวกที่เป็นบรรพชิตหรือพวกที่เป็นฆราวาสก็ตาม แต่ว่า เป็นพวกที่มุ่งหมายเรื่องมรรคผลนิพพานโดยตรง เขาก็ยังต้องอยู่ในโลก ยังต้อง สัมพันธ์กับโลก จึงต้องรู้เรื่องสังคมหรือศีลธรรม สำหรับสังคมนี้ตามที่สมควร เพื่อ อยู่ในโลกร่วมกันด้วยความเป็นผาสุก; หรือเพื่อเข้ามาเกี่ยวข้องกับโลกในฐานะที่จะช่วย โลกได้ หรือว่าอย่างน้อยที่สุดก็เป็นตัวอย่างที่ดีแสดงแก่ชาวโลกอยู่เสมอ เพราะฉะนั้น จึงจะได้พบว่าแม้พระอรหันต์ เป็นพระอรหันต์แล้ว สิ้นสุดในเรื่องปฏิบัติธรรมชั้นสูง แล้ว ก็ยังรักษาระเบียบวินัยมารยาท ขนบธรรมเนียมประเพณี หรือที่เรียกว่า ศีลธรรมวัฒนธรรมนี้ไว้เป็นอย่างดีด้วยเหมือนกัน เพื่อประโยชน์ดังที่กล่าว. นี้ก็จะ เห็นได้ว่า แม้ผู้ที่จะหนักไปในทางธรรม ก็ยังต้องเหลียวแลในเรื่องโลก และดำเนิน ไปด้วยดีด้วยเหมือนกัน. นี้เรียกว่าศีลธรรมหรือสัจจธรรมนั้น ไม่ใช่อันเดียว กันก็จริง แต่มัน ไม่แยกจากกันโดยเด็ดขาดได้ เรื่องโลกกับเรื่องธรรมนี้ไม่ใช่อย่างเดียวกันก็จริงแต่ไม่อาจจะแยกกันได้เลย เพราะว่าโลกก็ต้องอาศัยธรรมเป็นเครื่องคุ้มครองโลก ธรรมะก็อาศัยโลก เพราะว่ามี โลกเป็นที่ตั้งอยู่หรือปรากฏ โดยหลักนี้หมายความว่าเราท่านทั้งหลายทุกคนนี้จะต้อง เกี่ยวข้องกันทั้งโลกและทั้งธรรม. เรื่องโลกในที่นี้ก็หมายถึงเรื่องเกี่ยวกับศีลธรรม ไม่ ได้เกี่ยวกับวิชาอื่น ๆ; แต่วิชาอื่น ๆ ที่เป็นวิชาโลกเหล่านั้นก็ยังต้องอาศัยธรรม ทั้งที่ เป็นศีลธรรมและสัจจธรรม, อย่างเราจะใช้วิชาอาชีพอื่น ๆ นี้ ก็หมายความว่าเราก็ต้อง เป็นอยู่ด้วยธรรม มีสติสัมปชัญญะ มีปัญญา ซึ่งเป็นตัวธรรมะทั้งนั้น สิ่งเหล่านี้เป็น ตัวธรรมะทั้งนั้น ที่จะใช้มันจะปฏิบัติงานในออฟฟิศ หรือจะเป็นงานอื่นนอกจากงาน ออฟฟิศ หรืออาชีพอย่างอื่นก็ตาม เราก็ต้องใช้ธรรมะในการปฏิบัติหน้าที่การงาน ทั้งนั้น จนกระทั่งให้การปฏิบัติหน้าที่การงานของเราเจืออยู่ด้วยธรรมะเสมอไป ซึ่งได้ กล่าวอย่างละเอียดในวันหนึ่งแล้วว่า ให้การทำงานนั้นแหละเป็นการปฏิบัติธรรมะ ไปในตัว หรือให้การปฏิบัติธรรมะนั้นอยู่ในการงานตลอดเวลา หมายความว่า

น.248 ๒๔๒ ในการทำการงานนั้นจะต้องมี ปัญญา มีสติ มีสัมปชัญญะ นี่เป็นอย่างน้อย; นี่มันเป็นธรรมะใหญ่ ๆ ทั้งนั้น ปัญญา สติ สัมปชัญญะนี้. ทีนี้ยังต้องมี ความจริงใจ ความอดกลั้น อดทน ความเฉลียวฉลาด อย่างอื่นอีกมาก มี สัจจะ ความจริงใจ ทมะ -การบังคับตัวเอง, ขันติ -ความอดกลั้นอดทน รอได้คอยได้ จาคะ -บริจาค สิ่งซึ่งเป็นข้าศึกศัตรูออกไป ๆ ๆ ๆ อยู่เป็นประจำวันจากใจของเรา, แล้วทำไมชีวิตนี้ จึงจะไม่เป็นการปฏิบัติธรรมะอยู่ในตัวมันเอง. ถ้าท่านจับได้อย่างนี้ก็จะเรียกว่าธรรมะ นั้นเข้ามา แล้วก็คุ้มครองไม่ให้มีความทุกข์เดือดร้อน หม่นหมอง มาแผ้วพานได้ ท่านเปรียบว่าเหมือนกับร่มใหญ่ ๆ, ที่คุ้มครองฝนในฤดูฝนไม่ให้คนที่ใช้ร่มนั้นเปียก; แต่ถ้าเขาไม่ใช้ก็ช่วยไม่ได้ มันไม่ใช่ความผิดของร่ม มันเป็นความผิดของคนที่ ไม่- ใช้ หรือใช้ ไม่เป็น. ธรรมะ นี่ก็เหมือนกัน ถ้าไม่ใช้ก็ไม่มีประโยชน์ อะไร หรือใช้ แต่ใช้ไม่ เป็น มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร หรือมีประโยชน์น้อยเกินไปจนไม่ควรจะเรียกว่าประ- โยชน์. เราจะต้องรู้จักใช้ธรรมะให้ถูกแก่เรื่องแก่ราว; ร าวกับว่ามันเป็นอาหาร เป็น เครื่องนุ่งห่ม เป็นที่อยู่อาศัย เป็นยาบำบัดโรคอีกส่วนหนึ่ง คือส่วนของทางจิตใจ; เช่น เดียวกับที่ข้าวปลาอาหารเครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยาแก้โรคอีกส่วนหนึ่งนั้น มันเป็น เรื่องของทางกาย. ทีนี้เรื่องทางใจก็มีหลักอย่างเดียวกันนั่นแหละ มีธรรมะนี้เป็นเหมือน กับอาหารของใจ. มีธรรมะนี้เป็นเหมือนกับเครื่องนุ่งห่มของใจ, มีธรรมะเป็นเหมือน กับที่อยู่อาศัยของใจ, มีธรรมะเป็นยาแก้โรคสำหรับใจ. จึงกล่าวได้ว่าชีวิตนี้แบ่งออก ได้เป็นสองส่วนหรือสองซีก; หรือซีกนอกซีกใน, ซีกกายกับซีกจิตหรือวิญญาณ. ซีกแรกซีกนอกนี้เราเรียกว่าทางกายหรือทางวัตถุนี้ อย่างใช้คำว่า Physical. Physical คือทางฝ่ายที่เกี่ยวกับร่างกาย เราต้องจัดให้ถูกกับเรื่องทางฝ่ายกาย ที่นี้อีกส่วนหนึ่ง เป็นซีกในนั้นเราเรียกว่า Spiritual เราไม่เรียกว่า Mental ซึ่งมันยังต่ำไป มันเป็น เรื่องฝ่ายสมอง; Spiritual หมายถึงฝ่ายจิตหรือฝ่ายวิญญานที่ต้องใช้สติปัญญาเป็นเครื่อง

น.249 ๒๔๓ มือ เขาจึงนิยมเรียกกันว่า Spiritual. โรคทางใจก็คือโรคที่เกิดจากกิเลส หรือความ โง่ ความหลง ซึ่งทุกคนจะเป็นและเป็นไม่เว้น. โรคทางกายนั้นน้อยคนที่จะเป็น แล้วก็เป็นชั่วเวลาเล็กน้อย เหมือนกับท่านที่มานั่งอยู่ที่นี่ แทบจะกล่าวได้ว่าไม่มีโรค ทางกายเลย ทาง Physical นั้นไม่มีเลย แต่ทาง Spiritual นั้นมีอยู่ตลอดเวลา มี มากมีน้อยและมีอยู่ตลอดเวลา ยังหม่นหมอง, ยังวิตกกังกล, ยังไม่มีจิตใจที่สะอาด สว่าง สงบ, ยังไม่เชื่อมั่นในตัวเอง, ยังไม่เชื่อมั่นในอนาคต, ยังมีความวิตกกังวล อยู่ตลอดเวลาอย่างนี้, ในหน้าที่การงาน ในอนาคตอย่างนี้เป็นต้น; อย่างนี้เรียกว่า โรคทางวิญญาณ. ลองคิดดูทีซิว่าถ้ามันระงับไปเสียได้จะดีไหม มันก็จะมีความสุข เยือกเย็นแสนที่จะเย็น; ทีนี้ร่างกายมันก็สบายดีอยู่แล้ว จิตสบายอีกก็เป็นสองสบาย หรือสองสุข มันก็สมบูรณ์เท่านั้นเอง. จึ งรู้จักแยกว่ามันมีอยู่สองอย่างเรื่อยไป อย่า ได้ประมาทว่ามีแต่เพียงเรื่องปากเรื่องท้อง; ฉะนั้น การมีชีวิตอยู่นี้ก็ต้องเป็นอยู่ ๒ เรื่อง คือเรื่องกายกับเรื่องใจ ให้มีชีวิตอยู่ทั้งทางกายและทางใจ. มีชีวิตอยู่ทางกายก็คือ ยังไม่ตายยังไม่ต้องเอาไปเผาไปฝั่ง; มีชีวิตทางใจ นั้นคือ ยังมีความดีจนเป็นที่พอใจตัวเองได้. ถ้าเมื่อไรจิตใจรู้สึกว่าไม่มีความดีจน พอใจตนเอง หรือเคารพนับถือตัวเองได้แล้วละก็เท่ากับตายแล้ว เรียกว่าผู้ ประมาท. ผู้ประมาทก็เท่ากับผู้ตายแล้ว. พ อนึกขึ้นมาถึงตัวเองแล้วจิตใจสลดหดหู่ ไปหมด ก็ไม่มีอะไรที่น่าเคารพนับถือตัวเองเลยอย่างนี้ เขาเรียกว่าตายแล้ว. มันมี ค่าเท่ากับตายแล้ว; หรือทนทุกข์ทรมานอยู่ในนรกทั้งเป็น ๆ ทีเดียว , นี้จึงควรจะระวัง ว่า การอยู่ก็ต้องอยู่ทั้งทางกายและทางวิญญาณ ทางจิตวิญญาณ. ที่นี้การตายมันก็มี ทั้งทางกายและวิญญาณอย่างที่ว่า. ที่นี้การที่จะได้อะไรมา, ถ้าจะได้อะไรมาก็ควรจะมี ได้ทั้งสองอย่าง คือได้ทางวัตถุหรือทางกาย และได้ทางจิตหรือทางวิญญาณ. ทางกาย เมื่อเราปฏิบัติดีแล้ว เราก็ได้ทรัพย์สมบัติ ได้เกียรติยศชื่อเสียง ได้มิตรสหายที่ดีงาม เหล่านี้มันเป็นไปเพื่อทางกายทั้งนั้น; แม้แต่สมมติว่า จะได้สวรรค์ทั้งเป็นก็ยังเป็น

น.250 ๒๔๔ เรื่องทางกาย เพราะมันยังเนื่องอยู่ด้วย รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ทั้งนั้น. ต่อเมื่อได้ธรรมะที่ทำให้จิตใจเป็นอิสระ สะอาด สว่าง สงบ หรือว่า เป็นจิตใจที่รู้ ที่ตื่น ที่เบิกบาน สดชื่นแจ่มใส ไม่รู้จักราโรยนี้ จึงจะเรียกว่าเป็นการได้ในทางจิต หรือทางวิญญาณที่ถูกต้อง. ดังนั้นขอให้เรารู้ ไว้ทั้งสองฝ่ายทั้งสองเรื่อง ทั้งสองซีกนี้ เสมอไป; และให้เราเป็นอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา ที่เรายังมีลมหายใจอยู่นี้ ให้ มันมีความเป็นมนุษย์ ที่สมบูรณ์ทั้งทางกายและทางวิญญาณ, นี้เรียกว่า การ เดินทางของเรา มันเดินไปด้วยความปลอดภัย ไม่ถูกกระทบกระเทือนด้วยคลื่น ลมในทะเลของชีวิต. เราจะมีอาชีพเป็นอะไรก็ควรจะเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น จึงอาศัยหลักธรรมะนี้ เป็นเครื่องช่วยให้รอด เพราะว่าทางกายมันต้องอาศัยธรรมะ ทางจิตยิ่งอาศัยธรรมะ หรือเป็นตัวธรรมะโดยตรง; ฉะนั้นจึงมีธรรมะอย่างสำหรับทางกาย ธรรมะสำหรับ ทางจิต; หรือธรรมะสำหรับทางโลก หรือธรรมะสำหรับทางธรรมดังกล่าวแล้ว และ ถ้าเราปราศจากธรรมะแล้ว มันก็ไม่มีอะไรเหลือ มันหมดเลย. แล้ว พึงถือหลักใน ข้อที่ว่า ทางจิตหรือทางวิญญาณนั้น สำคัญกว่าทางกาย ; เพราะเป็นความตาย อย่างร้ายกาจ ถ้าสูญเสียไป ถ้ามีอยู่ ก็มีอยู่อย่างประเสริฐ อย่างวิเศษ เราจะ สามารถปฏิบัติหน้าที่ของเราให้เจริญรุ่งเรืองถาวรได้ด้วยอาศัยธรรมะเท่านั้น; ถ้าไม่ อย่างนั้นแล้วจะถูกลวงด้วยกิเลสตัณหาของตนเอง ให้เข้าใจผิดไป จนเห็นเป็นเรื่องทาง กายล้วน ๆ ถือเอาวัตถุเป็นสิ่งประเสริฐ เห็น รูปเสียง กลิ่นรส สัมผัส เป็นสิ่ง ประเสริฐ, ก็เลยมอบตัวให้แก่กิเลสซึ่งเป็นผู้ต้องการสิ่งเหล่านั้น แล้วก็ทำชั่วทำผิด ทำสิ่งที่ไม่ควรทำ ที่เรียกว่า อคติ; คติแปลว่า ทางไปหรือทางสำหรับทำ, อะแปลว่า ไม่ ไม่ควร อคติแปลว่า ไม่ควรไปหรือไม่ควรทำ. ถ้าทำเข้าแล้ว จะนำไปสู่ความ ยุ่งยากและเป็นความทุกข์ขึ้นมา ที่เป็นอคติก็เพราะไม่มีธรรมะเข้ามากำกับ. ถ้ามี ธรรมะเข้ามากำกับมันก็ไปตรงทางของธรรมะ เลยไม่เป็นอคติ; หมายความว่า ไป

น.251 ๒๔๕ ในทางที่ควรไปหรือควรทำ ก็ประสบผลเป็นธรรม คือความเป็นสันติสุขที่แท้จริงและ ถาวร คือถ้าถูกหลอกลวงด้วยกิเลสตัณหาไปบูชาวัตถุแล้วก็จะเข้าใจว่า ความเอร็ด อร่อย ความสุขสนุกสนาน ทางเนื้อทางหนังนั้น มีแต่อย่างเดียวเท่านั้นที่ประเสริฐ ก็เลยมอบกายถวายใจแก่สิ่งเหล่านั้น ก็เลยออกนอกจากของธรรมะ เป็นเรื่องของ กิเลสตัณหาไป แม้จะเข้าใจว่า สิ่งเหล่านั้นประเสริฐ หรือเป็นความสุข. มันก็เป็น ความประเสริฐหรือความสุขชนิดที่ถูกหลอก เหมือนกับเหยื่อที่ล่อให้ไปติดเบ็ด เมื่อ กินเหยื่อก็อร่อยดี แต่พอติดเบ็ดเข้าแล้ว มันเป็นอย่างไรบ้าง. ดังนั้นเราไม่ควรจะ ติดเบ็ดของเหยื่อของกิเลสตัณหาหรือของ ภูตผี ปีศาจ หรือของพญามาร เราจึง จะเป็นมนุษย์ที่สดใส แจ่มใส สดชื่น ตื่น รู้ เบิกบาน อยู่ตลอดเวลา; เรียกว่า กำลังเดินไปอย่างปลอดภัย ซึ่งจะถึงที่สุดอันเป็นจุดหมายปลายทางโดยไม่ชักช้าเลย; นี่เรียกว่า ทำไมจึงต้องอบรมธรรมะ. ตอบปัญหาที่ว่า "ทำไมจึงต้องอบรมธรรมะ" ทีนี้ก็มาถึงข้อที่ เราจะไม่ตกไปสู่ความหลงในเหยื่อจนกินเบ็ด ก็ต้อง อยู่ตรงที่เรารู้จักระวังอารมณ์ที่มาแวดล้อม; สิ่งแวดล้อม เรียกว่า อารมณ์. แวด ล้อมเข้ามาทางตาบ้าง ทางหูบ้าง ทางจมูกบ้าง ทางลิ้นบ้าง ทางกายบ้าง ภายในจิต เองบ้าง จึงเป็น ๖ ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้; จำง่าย ๆ อย่างนี้; ทาง ตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย แทบจะไม่ต้องอธิบายเพราะรู้จักกันดีอยู่. ทางกายก็คือทางการสัมผัส ทางผิวหนังทั่วตัว และบางส่วนซึ่งเป็นที่ตั้ง แห่งความหลงใหลในสัมผัสนั้นเป็นอย่างยิ่งนี้เรียกว่า ทางกายหมด ตา หู จมูก ลิ้น นั้น รู้จักกันดีอยู่แล้ว ว่ามันเกี่ยวกับรูป กับเสียง กับกลิ่น กับรสที่ลิ้น. ทีนี้ส่วนเรื่องทางใจนั้น เขาถือว่าใจนี้ก็เป็นที่รับอารมณ์อย่างหนึ่งเหมือน กัน เหมือนกับตา หู จมูก ลิ้น กายเหมือนกัน ใจนั้นมันรับอารมณ์ข้างใน ที่มัน

น.252 ๒๔๖ เกิดข้างใน ผ่านไปทางข้างใน จึงเรียกว่า รับอารมณ์ทางข้างใน เช่นคิดนึกขึ้นมา หรือว่าอะไรได้ก่อให้เกิดความคิดนึกขึ้นมา ความคิดนึกที่ผุดขึ้นมานี้เป็นเหมือนกับ สิ่งที่มากระทบใจ ต้องระวังด้วย เช่นเดียวกับที่ระวัง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ทางภายนอก อย่าให้สิ่งที่มากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ ลวงเราได้ ใช้ คำว่า อย่างนี้ เท่านั้น. "ลวงเราได้" ในที่นี้หมายความว่า ลวงเราจนไปติดเบ็ด มันเป็นเหยื่อล่อลวงไปจนติดเบ็ด, เพื่อที่จะไม่ให้ถูกลวงนี้ ให้ศึกษาให้รู้จักเรื่องที่ว่า ตากระทบรูปเป็นผัสสะ ตากระทบกับรูปเป็นต้นนี้เรียกว่า เป็นผัสสะ และหลังจาก ผัสสะก็จะเป็นเวทนา และหลังจากเวทนานี้จะเกิดเรื่องแล้ว คือ จะเป็นตัณหาอุปาทาน ที่เป็นกิเลส แล้วจูงไปในทางผิด ดังนั้นควบคุมเวทนานั้นให้ดี; ให้มีแต่สติปัญญารู้ ว่า เวทนานี้เป็นอย่างไร สุข หรือ ทุกข์ ก็ตาม นี้เป็นอย่างไร แล้ว เราควรจะ จัดการกับมันอย่างไรด้วยสติปัญญา, อย่า ด้วยกิเลสตัณหา เป็นอันขาด. อย่างนี้ เรียกว่า ควบคุมเวทนาไว้ได้ ไม่ให้ปรุงเป็นกิเลสตัณหา เราก็รู้ว่า ควรทำ อย่างไร และก็ทำไปเท่าที่จะไม่เกิดทุกข์เท่านั้น จึงมีความสำคัญอยู่ที่ตรงนี้, ตรง เวทนานี้ กระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายแล้ว เกิดเป็นความรู้สึก ขึ้น ๒ อย่างคือ อย่างหนึ่งให้รัก อย่างหนึ่งให้เกลียด แต่ว่าคำว่า รักและคำว่า เกลียด ๒ คำนี้ ขยายออกไปได้อีกหลายอย่าง :– ให้รัก มันก็ทำให้พอใจ หลงใหล ต้องการจะได้มา แสวงหาโดยไม่เห็น แก่ผิดหรือถูกอย่างนี้. ถ้าเกลียดก็ทำให้เกิดความลำเอียงในทางที่จะทำลายทำอันตราย มัน ถึงแม้สิ่งที่เรียกว่า อคติ ๔ ประการ: ลำเอียงเพราะรัก ลำเอียงเพราะโกรธ ลำ- เอียงเพราะกลัว ลำเอียงเพราะโง่นี้, ก็ลองคิดดูเถอะ อคติ ๔ ประการ ฉันทะ โทสา ภยา โมหา นี้, ลำเอียงเพราะรัก, ลำเอียงเพราะโกรธ, ลำเอียงเพราะกลัว, ลำเอียง เพราะโง่ นี้ มันจะต้องมาจากอารมณ์ที่มากระทบทั้งนั้น. อารมณ์บางอย่างทำให้เรา รัก, อารมณ์บางอย่างทำให้เราเกลียด, อารมณ์บางอย่างทำให้เรากลัว, อารมณ์บาง

น.253 ๒๔๗ อย่างทำให้เราโง่. พอเราถูกครอบงำโดยอารมณ์เหล่านั้นให้เกิดอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๔ อย่างนี้แล้ว ความลำเอียงจะต้องมีโดยไม่ต้องสงสัย. ฉะนั้นเราจึงต้องรู้จักเวทนา ควบคุมมันให้ได้ อย่าให้มันสร้างความรัก ความโกรธ ความกลัว ความโง่ใส่เรา อย่าให้มันสร้างใส่เราให้จนได้ ก็เป็นอันว่า ปลอดภัยในการที่จะมีชีวิตอยู่ ในการที่ จะมีลมหายใจอยู่อย่างสะอาดบริสุทธิ์ แล้วก็ปฏิบัติหน้าที่การงานของตนไปโดยถูก ต้องที่สุด คือว่า เป็นผลดีที่สุดแก่ความเป็นมนุษย์ นี่คือตัวการปฏิบัติธรรม มันมีใจความสำคัญอยู่ที่ตรงนี้ จะทำวิปัสสนา แบบไหน หรือมีทาน มีศีลสมาธิปัญญาแบบไหน ก็อยู่ตรงที่ ไม่หลงพ่ายแพ้แก่ ความหลอกลวงของเวทนาเท่านั้น. ศีลขาดก็เพราะพ่ายแพ้แก่ความหลอกลวงของ เวทนา จิตไม่เป็นสมาธิ ไม่เป็นปัญญาก็เพราะเหตุนี้ ฉะนั้นจะ ต้องระมัดระวังเรื่อง เวทนานี้ไม่ให้ครอบงำเรา ไม่ให้หลอกลวงเรา; ก็จะเป็นความที่เป็นทาน เป็นศีล หรือเป็นสมาธิ เป็นปัญญาอยู่ในตัวมันเอง. เมื่อท่านปฏิบัติอยู่อย่างนี้ก็ ได้ชื่อว่า ปฏิบัติพุทธศาสนาอยู่อย่างครบถ้วน ปฏิบัติหลักธรรมะอยู่ทั้งสัจจธรรม และศีลธรรม คือทั้งที่เป็นไปเพื่อทางโลกและเป็นไปเพื่อทางธรรม และก็รอดตัว; เอาตัวรอดได้จากความชั่วและความทุกข์ เป็นผู้ที่ความชั่วและความทุกข์ทำอันตราย ไม่ได้ ต้องปฏิบัติจนให้เป็นอย่างนี้. ที่นี้ที่คำสำหรับเรียกนั้นมีมาก กระทั่งเรียกผล เหล่านี้ว่า มรรคผลนิพพานนั้น มันเป็นคำบัญญัติเฉพาะ เราจะทราบก็ได้ ไม่ทราบ ก็ได้ ขอแต่ว่า ให้จิตใจของเรามีปกติภาวะอย่างนี้ก็แล้วกัน มันก็จะเป็นมรรคผล นิพพานอยู่ในตัวมันเองล้วนโดยไม่ต้องสงสัย โดยที่เราไม่ต้องรู้จักชื่อก็ได้. ยิ่งใคร อยากรู้จักชื่อเป็นเหตุให้อวดดี เป็นเหตุให้เกิดกิเลสที่ทำให้รัก ให้โกรธ ให้เกลียด ให้กลัวขึ้นมาก็ได้ ไม่ต้องรู้จักชื่อ ปฏิบัติให้ถูก ให้จิตใจไม่หลง โหลในสิ่งใดแล้วก็เป็นใช้ได้; อ ย่างนั้นเรียกว่า เ รามีหลักปฏิบัติที่เป็นหัวใจ ของการปฏิบัติทั้งหมด. อย่าให้ตกเป็นผู้ถูกหลอกลวงด้วยเวทนาที่เกิดขึ้นโดยอาศัย

น.254 ๒๔๘ การสัมผัส ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางจิตใจเอง. เรารู้จัก เวทนาดี รู้จักเวทนานี้ดีว่า มันเป็นอย่างไร นี้เรียกว่า รู้จักหมดทุกอย่างเลย ; เพราะทุกอย่างมันสรุปอยู่ที่นี่ ความทุกข์ ก็อยู่ที่นี่ เหตุที่เกิดทุกข์ก็อยู่ที่นี่ ความที่ไม่ มีทุกข์เลยก็อยู่ที่นี่ ทางปฏิบัติก็อยู่ที่นี่. เรื่องมรรค ผล นิพพาน นี้อย่าได้เข้าใจว่า อยู่นอกฟากฟ้าหรือชาติหน้า อะไรทำนองนั้น; มันอยู่ที่เราทุกคนเป็นประจำวัน คือต้องตัดความชั่วออกไป หลุด- พ้นจากความชั่วแล้วก็เป็นอิสระ อยู่ ไม่มีความทุกข์อย่างนี้ นี้เรียกว่า มรรค ผล นิพพาน; ถ้าทำได้ส่วนน้อย ชั้นน้อย ก็เป็นชั้นต่ำ ๆ ทำได้สูงสุดก็เป็นชั้นสูงสุด. ขอให้ท่านทั้งหลายเป็นผู้มีมรรค ผล นิพพานนี้อยู่ในชีวิตประจำวัน คือมีการ ตัดความชั่วนี้เรียกว่า มรรค ; แล้วเราหลุดมาได้จากอำนาจของความชั่ว, ความชั่ว ขาดไปแล้ว เราหลุดออกมาได้นี้เรียกว่า ผล ; แล้วเราก็เป็นอยู่อย่างอิสระเหนือ ความชั่ว และความทุกข์นี้เรียกว่า นิพพาน . ก็เป็นอันว่า มันมีอะไรหมดอยู่ในการ ปฏิบัติกิจการงานประจำวันหรือปฏิบัติหน้าที่ประจำวันของเรานั่นเอง และตามหลักแห่ง การดับทุกข์นั้น เราจะต้องจำคำว่า กลาง หรือ เป็นกลาง ; มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า ไม่ตึง ไม่ตึงเครียดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ย่อหย่อนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อยู่ในระดับกลาง; เหมือนอย่างที่ ได้พูดว่าโลกนี้มันก็เป็นเรื่องของโลก ไม่จำเป็นจะต้องไปทำลายมัน ไม่จำเป็นจะต้องไปทรมานกายให้หมดความรู้สึกหรือหมดสมรรถภาพ, ในตัวโลกเองก็ ไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องทำลายมัน เหมือนกับพวกบางพวกที่ตึงเครียด; เราจัดการจิต- ใจของเรานี้ ให้อยู่ในสภาพที่เป็นกลาง หมายความว่าเดินอยู่ในมรรคมีองค์ ๘ คือ การกระทำที่ถูกต้องหรือชอบแก่เหตุผล ทั้ง ๘ อย่างนั้น ซึ่งเรียกว่า มรรคมี องค์ ๘: สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา กระทั่งสัมมาสมาธิ ซึ่งมีรายละ เอียดอยู่ในหนังสือที่จะแจกให้วันนี้ แต่ว่ารวมความแล้วรวมเรียกได้สั้น ๆ ว่า เป็น อยู่ชอบ คือมีชีวิตอยู่ชอบ อย่างถูกต้อง.

น.255 ๒๔๙ ข้อแรกก็มีความเข้าใจหรือความคิดเห็นถูกต้อง ข้อแรกข้อสำคัญที่สุด สัมมาทิฏฐิ นี้ ถ้าท่านมีความเห็นผิด ก็เรียกว่า มันเป็นมิจฉาทิฏฐิ หมายความว่า ถือหลักประจำใจผิด มีความคิดเห็นผิด มีความเชื่อเป็นหลักในใจผิด นี้คือการผิด อย่างร้าย ผิดหมดของชีวิต ฉะนั้นระวังให้ดี ๆ อย่าได้ประมาทในข้อนี้ จะต้องเลือก จัด ให้เรามีความเชื่อ ความเข้าใจ ความคิดเห็น หรือทิฏฐิที่เราถือไว้ในใจนั้น ถูกต้อง เป็นสัมมาทิฏฐิ นี่เรียกว่า จิตที่ตั้งไว้ถูกต้อง. จิตที่ตั้ง ไว้ถูกต้องนี้จะทำประโยชน์ ให้อย่างสูงสุดชนิดที่ไม่มีใครทำให้ได้ คนที่รักเรามาก บิดามารดา บุตรภรรยา อะไร ๆ ที่รักเรามาก ๆ รวมกันทั้งหมดแล้ว ตั้งใจทำประโยชน์ให้แก่เรารวมกันแล้ว ก็ยังไม่เท่ากับที่จิตที่เราตั้งไว้ถูกนี้มันมาทำให้แก่เรา ให้ถือว่าอย่างนี้; แล้วจิตที่ตั้งไว้ ผิดนั้น มันจะทำโทษทำอันตราย ทำผลร้ายให้แก่เรายิ่งกว่าที่ข้าศึกศัตรูของเรา ทั้งหมดรวมกันทำให้แก่เรา. พระพุทธเจ้าท่านตรัสเป็นหลักไว้อย่างนี้ ขออย่าได้ ประมาทในเรื่องตั้งจิตไว้ถูก หรือตั้งจิตไว้ผิด ให้มันถูกไปตลอดชีวิต; แล้วเมื่อมี ความถูกอยู่อย่างนี้แล้ว จะทำให้โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์. ท่านว่าอย่างนั้น หมายความว่า การที่เราเป็นอยู่อย่างถูกต้อง อยู่เป็นประจำวันนี้ มันทำให้กิเลสนั้น ไม่ได้กินอาหาร; ความถูกต้องไปเสียทุกอย่างนี้ ทั้ง ๘ อย่างนี้ มันเหมือนกับรั้วที่กัน ไว้ไม่ให้กิเลสได้รับอาหารจากภายนอก จากทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทาง กาย ทางใจ นี่ มันถูกกันไว้หมด ไม่ให้กิเลสได้กินอาหาร แล้วคิดดูซิว่า ธรรมดา สิ่งที่ไม่ได้กินอาหารนี้ไม่เท่าไร ก็ต้องตาย; มันจะผอมลง ๆ ๆ ๆ จนกระทั่งตาย. พระพุทธเจ้าท่านจึงว่า ไม่ต้องทำอะไรมาก หรือไม่ต้องทำอะไรเลย นอกจาก เป็นอยู่ให้ถูกต้อง, มีชีวิตอยู่ให้ถูกต้อง, หายใจเข้าออกอยู่ ให้ถูกต้อง, แล้ว กิเลสก็จะไม่ได้กินอาหารเลย แล้วมันก็จะผอมลงและหมดไปในที่สุด นั่นแหละ คือสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์เราควรจะได้เป็นจุดหมายปลายทาง.

น.256 ๒๕๐ ขอให้มีหลักการเป็นอยู่อย่างนี้ แล้วในที่สุดก็จะได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควร จะได้ มิฉะนั้นแล้ว เราจะหลงอยู่ในวงกลม วนเวียนอยู่ในทะเลวนของความทุกข์กัน วันหนึ่ง ๆ ๆ ไม่รู้กี่วน ซึ่งเรียกว่า วัฏฏะ. มีกิเลสทำกรรมรับผลกรรมแล้ววนมากิเลส แล้วทำกรรมรับผลกรรมอยู่วันหนึ่ง ๆ ไม่รู้กี่วง เวียนว่ายอยู่ในนี้เรียกว่า วัฏสงสาร เหมือนกะจมน้ำ อ้อ แอ้ ๆ อยู่ในน้ำเรื่อยไป ไม่ ขึ้นบกได้. แต่ถ้าเราอาศัยการ ปฏิบัติที่ถูกต้องโดยมีสัมมาทิฏฐิเป็นหลักแล้ว ไม่มีการตกอยู่ ในน้ำอย่างนั้น จะมีการ เหมือนกับแล่นเรือที่เร็วไปสู่เกาะ ซึ่งเมื่อได้ไปถึงแล้ว มีอะไรครบถ้วนทุกอย่างไม่ ต้องเที่ยวในทะเลอีกต่อไปเปรียบโดยอุปมาเป็นอย่างนี้ ฉะนั้นจึงเป็นอันว่า ไม่ว่า บุคคลประเภทไหน ไม่ใช่เฉพาะแต่ท่านทั้งหลายที่จะเป็นผู้พิพากษาหรือเป็นผู้พิพาก- ษาแล้ว; แต่ว่าคนทุกประเภทในโลก ทุกชั้นทุกระดับกระทั่งเทวดาด้วยซ้ำไป เทวดา มารพรหม ข้างบนก็ตาม หรือต่ำกว่ามนุษย์ก็ตาม จะต้องมีหลักอย่างเดียวกันนี้ จึง เรียกว่า เป็นหลักสากล เป็นธรรมะสากล เป็นสิ่งที่สบหลักธรรมชาติ ใช้ได้เป็น สากลแก่ธรรมชาติทุกอย่าง ก็เลยเป็นอันว่า เข้าถึงตัวจริงของธรรมชาติ เข้าถึงความ ลับของธรรมชาติ การปฏิบัตินี้จึงใช้ได้ จึงเป็นที่พึ่งได้ถูกต้องจริง ๆ . ทีนี้ส่วนเรื่องราวหรือประวัติต่าง ๆ นั้น เราก็เรียนรู้ ไว้บ้าง เพื่อจะช่วยให้ เรารู้เรื่องธรรมะนั้นดีขึ้น บางทีเราจึงมีการศึกษาประวัติของพระพุทธเจ้า ของพระ- สาวกบางองค์ หรือของความเป็นมาของศาสนาตลอดเวลาตั้ง ๒,๐๐๐ กว่าปี เพื่อจะ เป็นเครื่องช่วยประกอบในการสันนิษฐานว่า อะไรถูก อะไรผิด อย่างไร ในเมื่อมัน เกิดเป็นปัญหาขึ้น เพราะว่าเราควรจะนึกว่า เรานี้พร้อมที่จะถูกลวงอยู่เสมอ ทั้งโดย กิเลสของเราเอง และโดยบุคคลภายนอก. เราจะต้องมีการตั้งตนไว้ให้ดี ไม่ให้ถูก ลวง ไม่ให้ถูกตบตาทั้งโดยกิเลสของเราเองและโดยบุคคลภายนอก มันก็เป็นคนที่ หมดเรื่อง; คือว่า หมดอันตราย หมดทุกข์ หรือว่า จบถึงที่สุดของสิ่งที่มนุษย์จะต้อง ทำให้ดีที่สุดซึ่งเรียกว่า พรหมจรรย์.

น.257 ๒๕๑ อย่าได้รังเกียจคำว่า " พรหมจรรย์ " ว่า เป็นคำครึคระอยู่ตามวัดตามป่า หรืออยู่ในวงแคบ ๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง. พรหมจรรย์ คือ การปฏิบัติที่ดีที่สุดที่มนุษย์ จะต้องปฏิบัติ หรือว่า การมีชีวิตอยู่อย่างดีที่สุดที่มนุษย์เราจะมีชีวิตอยู่ได้; นี่เรียกว่าพรหมจรรย์ ให้ชีวิตของเราเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เท่าที่มันจะดีได้อยู่เรื่อยไป เป็น พรหมจรรย์อยู่ในตัวมันเอง. เป็นอันว่า คำบรรยายทั้งหมดเท่าที่กล่าวมานั้น มันมีใจความอย่างนี้; เรื่อง สัจจธรรม และ ศีลธรรม หรือทั้งสังคมและปัจเจกชน; แล้วก็มีหลักอยู่ที่ การ บังคับตัวเองด้วยสติปัญญา และมีหลักละเอียดลงไปว่า อยู่ตรงที่รู้เท่าทันสิ่งที่มา กระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่เรียกว่า สัมผัส จนกระทั่งเกิดเวทนา เราจัดการตรงที่เวทนาอย่าให้ปรุงเป็นรัก โกรธ เกลียด กลัว ขึ้นมา. โดย เฉพาะท่านที่เป็นผู้พิพากษานั้น ท่านก็จะได้ชื่อว่า เป็นผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการ อย่างบริสุทธิ์ผุดผ่อง เป็น ปูชนียบุคคลของโลกประเภทหนึ่งก็ได้, ถ้าผิดจากนี้แล้ว ไม่ต้องสงสัยเลย จะเป็นเพียงลูกจ้างธรรมดาๆคนหนึ่งเท่านั้น; พร้อมที่จะเอาเปรียบผู้อื่น หรือประชาชนอย่างจิตใจของลูกจ้างอยู่เสมอ แล้วมันจะวิเศษที่ตรงไหน มันก็เป็น เพียงคู่ทะเลาะวิวาทกับประชาชนเท่านั้นเอง. เพื่อให้อุดมคติของผู้พิพากษาผดุงความ เป็นธรรมของโลกให้ยังคงมีอยู่ในโลก ในสากลโลก จึงต้องถือหลักที่เรียกว่า ธรรม ซึ่งมีความหมายเป็น ความเป็นธรรม หรือสิ่งที่ดี ที่งาม ที่บริสุทธิ์ ที่ยุติธรรมนี้ ใช้เป็นหลักโดยอาศัยวิธีปฏิบัติอย่าให้กิเลสมาครอบงำ เป็นอันว่า มีทั้งศีลธรรมและ สัจจธรรม ตั้งตัวอยู่ในโลกนี้ในฐานะเป็นผู้รับใช้โลก ในการรักษาความเป็นธรรมของ โลก จนชาวโลกยอมบูชาได้เต็มที่, เป็นที่ครบถ้วนถึงที่สุดทุก ๆ ประการ. นี่อาตมา ขอสรุปการบรรยายในปีนี้ ไว้เพียงเท่านี้แหละ หยุดลงด้วยความหมดเวลาเพียงเท่านี้. จบการบรรยายครั้งที่ ๑๐

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต