Buddhadasa.org

หลักธรรมที่แสดงความว่าง ตอนที่ ๑๑ — ตอบปัญหา

หลักธรรมที่แสดงความว่าง — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — หลักธรรมที่แสดงความว่าง (๑๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.258 ๒๕๒ ทีนี้ ชั่วเวลาที่เหลืออยู่เล็กน้อยนี้ ถือเป็นโอกาสสำหรับตอบปัญหาซึ่งมีผู้ สงสัยข้องใจอยู่บางอย่างตามที่จะตอบได้ ปัญหาอันนี้มีว่า :- ๑. ถาม - ขอทราบที่มาของธรรมยุติ และ มหานิกาย เหตุใดจึงมีการแตกแยก กัน จะมีทางรวมเป็นนิกายเดียวกันได้หรือไม่ ? ตอบ - ปัญหาอย่างนี้ ไม่ใช่ปัญหาธรรมะโดยตรง และไม่ใช่ปัญหาที่เป็นหลัก- พุทธศาสนาด้วย มันเป็นปัญหาเกี่ยวกับประวัติหรือความเป็นมาของ บุคคลที่เกี่ยวกับศาสนาเท่านั้น. ที่ว่า แยกกัน ทำไมจึงแยกกันนี้ ขอให้เข้าใจว่า ไม่ใช่ของประหลาดหรือแปลก เป็นธรรมดา อาตมา ได้กล่าวไว้แล้วในวันที่ว่าด้วยเรื่องความเป็นมาของศาสนานั้น ว่าแยก กันเพราะเกิดความคิดเห็นแตกต่างกัน เพราะการตีความหมายของหลัก ธรรมะหรือถ้อยคำ ในพระคัมภีร์นั้นต่างกัน และในที่สุดมันแยกกัน เพราะประโยชน์มันขัดกัน ต่างฝ่ายต่างเห็นแก่ประโยชน์เป็นวัตถุ นี่ ทำให้แยกกันได้เหมือนกัน มันอาจจะเป็นเพราะอย่างใดอย่างหนึ่งใน สามอย่างนี้ จึงเกิดมี ธรรมยุติ หรือมหานิกายขึ้น. ถ้าอยากทราบโดย ละเอียด ก็ไปศึกษาเอาเองจากเรื่องราวซึ่งเขามีอยู่มาก พิมพ์จำหน่าย ก็มี อาตมาไม่ต้องระบุลงไปตรง ๆ ว่า ข้อไหน แต่ต้องในสามข้อนี้ มีความเห็นโดยสุจริตใจนี้ แตกต่างกัน แล้วเกิดการตีความหลักพระ- ธรรมต่างกัน แล้วเกิดมายึดถือในประโยชน์ทางวัตถุ แล้วประโยชน์นั้น มันขัดกัน เลยต้องแยกกันไม่หันหน้าเข้าหากัน. ทางที่จะรวมกันได้หรือ ไม่นั้น มันมีได้ ก็ได้ ในเมื่อมันมีเหตุปัจจัยหรือสิ่งแวดล้อมมันหมุน ไปในทางที่ทำให้รวมกันได้ ที่แล้วมาในอดีตนั้น พระมหาจักรพรรดิ บางองค์ รวมนิกายได้ก็มี หรือว่ารวมโดยการแยกที่ผิดออกไปเสีย

น.259 ๒๕๓ มันเหลือแต่ที่ถูก มันก็รวมกันอยู่ในตัว อย่างประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ ประวัติพระเจ้าอโศกมหาราช อย่างนี้เป็นต้น. ถ้าถามเฉพาะเมืองไทย แล้ว มันก็เป็นเรื่องที่ตอบยาก มันแล้วแต่อนาคตว่า มันจะเป็นไปใน รูปไหน ธรรมะหรือศาสนาตัวแท้นั้น ไม่อาจแบ่งแยกได้ แต่คนที่มี ทิฏฐิมานะ กิเลสตัณหา มันแบ่งแยกได้. เรื่องนี้เคยทำความยุ่งยาก ให้แก่พระพุทธเจ้าเอง จนถึงกับว่า ครั้งหนึ่งพระเกิดแตกแยกกันใน เรื่องตีความในวินัย นี้ต่างกัน อวดเคร่งต่อกันเข้า รังเกียจมึง รังเกียจ กู เพราะอวดเคร่งกัน ต่างฝ่ายต่างอวดเคร่ง จนพระพุทธเจ้ามาประ- สาน มาทำความเข้าใจ ปรับความเข้าใจ ก็ทำไม่ได้; ดูซิ, มันน่าประ- หลาด จนพระพุทธเจ้าต้องเสด็จหลีกเร้นไปอยู่ในที่หลีกเร้นไม่ยุ่งด้วย. ทีนี้ประชาชนเพราะไม่ได้เห็นพระพุทธเจ้า และเพราะทราบความไม่ ปรองดองของภิกษุเหล่านั้น จึงจัดการด้วยการไม่ให้อาหารเลย คือ ไม่ใส่บาตรเลย ก็เข้ารวมกันได้ ฉะนั้นลองทำอย่างนั้นดูบ้างซิ นี่เรื่อง ในพระไตรปิฎกเล่มต้น ๆ มีอยู่. ๒. ถาม - คนที่ตายแล้วเกิดใหม่ หรือไม่? ถ้าคนที่ตายยังไม่ถึงขั้นนิพพาน จะไป เกิดที่ใด ? ตอบ - ที่ว่าตายแล้วเกิดใหม่หรือไม่นี้; ก็ได้พูดไว้ในการบรรยายครั้งหนึ่งว่า เกิดนั้นหมายความว่าอย่างไร เกิดจากท้องแม่ครั้งหนึ่งแล้วไปตาย ไป เผา ไปฝั่งครั้งหนึ่งนั้น มันไม่ใช่ความเกิดที่แท้จริง เป็นความเกิด ทางร่างกาย ตามชาวโลกเขาพูดกัน. เกิดที่แท้จริง หมายถึง จิตใจที่ เกิดเป็นกิเลสตัณหา เป็นตัวกู ของกู ขึ้นในจิตใจครั้งหนึ่ง เรียกว่า

น.260 ๒๕๔ เกิดครั้งหนึ่ง แล้วมันก็ดับไปเมื่อเรื่องนั้นเสร็จ แล้วมันก็เกิดอีก เพราะว่า เชื้อของกิเลสตัณหายังไม่สิ้นรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ภายนอก ก็เข้ามาแวดล้อมอยู่เรื่อยๆ เพราะฉะนั้นเกิดเรื่อย เอาเกิด อย่างนี้กันดีกว่า เป็นเรื่องการดับทุกข์โดยตรง แล้วเกิดเรื่อย เราต้อง ทำจนไม่ให้มันเกิด ถ้าจิตยังไม่ถึงนิพพานคือว่า ไม่หมดกิเลสตัณหา วันหนึ่งก็ต้องเกิดเรื่อย ไม่รู้ว่าสักกี่สิบครั้ง กี่ร้อยครั้ง เกิดเรื่อย. จะ ไปเกิดในที่ใดนั้น มันเกิดตามที่ความคิดเกิดขึ้นอย่างไร ถ้าใน ขณะนี้ บุคคลคนนั้นได้มีความคิดน้อมคิดไปในทางต่ำเหมือนกับจิตใจ ของสัตว์ คนนั้นก็เกิดเป็นสัตว์แล้ว ฉะนั้นจึงว่า ไปเกิดเป็นสัตว์ ไป เกิดในโลกของสัตว์ในภูมิของสัตว์ทั้ง ๆ ที่รูปร่างกายนี้เหมือนคน, ที่นี้ ความคิดเป็นไปในทางสูงเหมือนกับคน ก็เกิดมาเป็นคนอีก มาเกิดเป็น คนอีก หรือว่า ความคิดไปลุ่มหลงในทางกามคุณอันเป็นทิพย์ มันก็ เกิดเป็นเทวดาอย่างนี้ จึงเรียกว่า ภูมินี้ กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ คือ ภูมิของจิตใจ ที่มันเป็นได้แก่คนทุกคนแล้วแต่ว่าสิ่ง แวดล้อมหรือการศึกษา หรือการอบรมนี้ มันจะมีอยู่อย่างไร ฉะนั้น ตอบได้ว่าที่แท้จริง โดยหลักธรรมะนั้น มันจะเกิดใหม่อยู่เรื่อยตลอด เวลาที่กิเลสตัณหายังอยู่ ที่ว่ากิเลสตัณหายังอยู่ คือยัง ไม่นิพพาน แล้ว มันจะต้องไปเกิดในที่ใดที่หนึ่งตามที่กิเลสตัณหาพาไป มีกิเลสตัณหา อย่างสัตว์ ก็เป็นสัตว์, มีกิเลสตัณหาอย่างคน ก็เป็นคน, มีกิเลสตัณหา อย่างเทวดา ก็เป็นเทวดา, มีกิเลสตัณหาอย่างละเอียดชั้นสูงสุดก็เป็น อย่างพรหม ก็เกิดเป็นพรหม, ทีนี้ถ้าในทางต่ำ มีความทุกข์เร่าร้อน อยู่ในใจมีกิเลสตัณหาอย่างต่ำ มันก็เกิดเป็นสัตว์นรกบ้าง เดรัจฉาน บ้าง เปรตบ้าง อสุรกายบ้างได้ ทั้งที่ร่างกายอยู่ในรูปที่เรียกกันว่า

น.261 ๒๕๕ คน เขาจึงเรียกว่าภูมิของจิต แล้วแต่จิตตั้งอยู่ในภูมิไหน มันก็เกิด ในภูมินั้น. ๓ ถาม - ว่าชั้นสวรรค์และชั้นนรกคือตกนรกเมื่อตายไปแล้วนั้น มีจริงหรือไม่ ? นี้มันตอบได้ด้วยข้อที่ ๒ นั่นเอง คือถ้าจิตเป็นสัตว์นรก คนนั้นก็ กำลังเป็นสัตว์นรกคือเกิดเป็นสัตว์นรก; จิตเป็นอย่างที่เรียกว่า เทวดา ในสวรรค์ ก็เกิดเป็นสวรรค์หลังจากตายก็คือว่า หลังจากคิดเสร็จ ใน ความคิดเกิดขึ้น. เสร็จรูปเรื่องแล้วความคิดนั้นที่เป็นตัวคิด มันก็ดับ ไป แล้วทีนี้ก็ปรากฏเป็นผลของความคิด คือเป็นวิบากคือ ความคิดนี้มันเป็นกิเลส แล้วมันทำกรรม คือคิดทางมโนกรรม มโน- กรรมนี้เสร็จไปแล้ว ก็เป็นวิบากคือมีจิตใจเป็นอย่างนั้น ดังนั้นความ คิดที่คิดไปทางต่ำ คิดเสร็จแล้ว กรรมนี้ทำไปแล้ว วิบากก็คือทำให้ จิตใจนั้นเป็นจิตใจของสัตว์นรกบ้าง เป็นจิตใจของสัตว์เดรัจฉานบ้าง เปรตบ้าง อสุรกายบ้าง หรือว่าเป็นมนุษย์ชั้นดี ชั้นเลว ชั้นพาล ชั้นบัณฑิต ชั้นโจรขโมย ชั้นผู้ดิบผู้ดีได้ ถือว่าเป็นเทวดาในสวรรค์ ชั้นกามบ้าง เป็นพรหมในชั้นพรหมบ้าง เรียกว่า หลังจากที่ความคิด ที่เป็นตัวกิเลสดับ และทำกรรมเสร็จไปแล้ว คือความคิดนั้นตายไป แล้ว ผลเกิดใหม่ก็เป็นอย่างว่า คือเป็นสภาพของจิตที่เป็นสัตว์นรก บ้าง เป็นเทวดาบ้าง เป็นมนุษย์บ้าง ๔ - ถาม หลักคิดในคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเห็นว่า ชีวิตและการดำ- เนินชีวิตในโลกนี้เป็นทุกข์ จึงมองหาทางให้ชีวิตเป็นสุข ทางที่พระ ผู้มีพระภาคเจ้าเห็นทางที่ทำให้ชีวิตเป็นสุขก็คือ ความดับแห่งทุกข์ ซึ่ง ในที่สุดหมายถึงความดับแห่งทุกข์โดยสิ้นเชิง คือนิพพาน. และในหลัก

น.262 ๒๕๖ ศาสนาอื่นเช่น ไครสท์ เป็นต้น คงเห็นชีวิตและการดำเนินชีวิตเป็น ทุกข์เช่นกัน และคงเห็นทางแก้โดยการก่อให้เกิดความดับทุกข์ด้วยการ หาสิ่งมาเพิ่มเติมให้เกิดความสุข ฉะนั้น ตามหลักคิดทั้งสองอาจจะพูด ได้ว่า วิธีของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นวิธีลบ และวิธีของคริสต์ เป็น ต้น เป็นวิธีบวกวิธีของพระพุทธเจ้าเป็นวิธีสละ วิธีของคริสต์เป็นวิธี หามาเพิ่ม แต่ทั้งสองก็เป็นวิธีแห่งความดับทุกข์เช่นเดียวกัน กระผม ไม่เข้าใจว่า วิธีของใครจะเป็นวิธีที่ดับทุกข์ ได้จริง ก็ดูทั้งสองอย่างยัง เป็นแต่เพียงความเห็นอยู่. ตอบ - ถ้าถามอย่างนี้ต้องการคำอธิบายมากมายไม่ใช่เล่น อยากจะพูดเสียใหม่ เลยว่า วิธีของพุทธศาสนาที่แท้จริงนั้น ไม่ใช่ทั้งวิธีที่อาจจะพูดโดย ส่วนเดียวว่า วิธีลบหรือวิธีบวก วิธีตัดออกไป หรือวิธีหามาเพิ่ม แต่ เป็นวิธีที่เรียกว่า สายกลาง ดังที่กล่าวแล้ว มันอาจจะมีความหมาย ในแง่หนึ่งเป็นบวก หรือเป็นลบ ส่วนใดส่วนหนึ่งก็ได้ สิ่งที่ควรทำ ให้เกิดมี ก็ต้องทำให้เกิดมี ส่วนที่ควรสละออกไป ก็ควรสละออกไป. ที่ควรสละออกไปก็คือกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ที่ควรทำให้เกิดมี ก็ คือความหมดกิเลสที่ ไม่ทำให้มีทุกข์ได้. ขอให้เข้าใจว่า พุทธศาสนานั้น ถ้าจะกล่าวแล้ว มันไม่อาจจะกล่าวได้ว่า เป็นวิธีบวกหรือลบ ไม่อาจ จะกล่าวได้ว่าเป็น เล็งแง่ดีหรือแง่ร้ายที่เรียกว่า Pessimism หรือ Optimism นี้ แล้วก็ไม่อาจจะเป็นสิ่งที่แบ่งแยกโดยเด็ดขาดไปทางซ้าย หรือทางขวาอย่างใดอย่างหนึ่งได้เลย แต่จะต้องเป็นเรื่องกลาง ๆ คือ ไปตามเหตุผลที่ว่ามันมีอยู่อย่างไร มันเป็นเรื่องที่อาจจะเรียกได้ว่า ถือ หลักตามที่เหตุผลมีอยู่ว่า จะต้องทำอย่างไร ทีนี้เนื่องจากว่ามองเห็น คำสอนเรื่องเสียสละออกไปไม่ยึดถือว่า มีตัวมีตนเสียเลยนี้ ก็เลยเข้าใจ

น.263 ๒๕๗ ว่าเป็นเรื่องสละหมดหรือมุ่งกันแต่เรื่องสละด้านเดียว แต่ลืมนึกไปว่า เมื่อสละแล้วอะไรมันเกิดขึ้น จะต้องรู้หรือให้เข้าใจแน่นอนลงไปว่า มันเป็นเรื่องจัดเรื่องทำตามเหตุผล ชนิดที่ให้สิ่งที่ควรหมดไปให้ หมดไป หรือให้เหลืออยู่หรือให้ปรากฏออกมาซึ่งสิ่งที่เราประสงค์ ฉะนั้นขออย่าได้กล่าวว่าเป็น Positive หรือ Negative เป็น Optimism หรือ Pessimism อย่างนี้ แล้วพยายามศึกษาเรื่องหลักมัชฌิมาปฏิปทา มรรคมีองค์ ๘ ประการซึ่งเรียกว่า ทางสายกลาง. ทีนี้ขอสรุปสั้น ๆ เพียงเท่านี้ ถ้าจะเอากันให้ละเอียดแล้วต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงแน่ . ๕ ถาม - มีผู้กล่าวกันว่าบุคคลนั้นบุคคลนี้ ได้หูทิพย์ ตาทิพย์หรือได้ ธรรมกาย นั้น จะมีจริงหรือไม่? และการกระทำเพื่อให้ ได้มาซึ่งสิ่งดังกล่าวจะเป็นทาง ปฏิบัติที่ถูกต้อง เพื่อบรรลุมรรคผลตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้าได้ หรือไม่ ? ตอบ - นี้ตอบได้สั้น ๆ ว่า หูทิพย์ ตาทิพย์ หรือ ธรรมกาย หรือ คำที่เรียก อย่างอื่นคล้าย ๆ กันนี้มีอยู่มาก แล้วก็เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง แต่ว่าความหมาย ของสิ่งนั้น บางทีมันอาจจะผิดไปจากที่คนโดยมากรู้หรือเข้าใจ หรือ หมายถึงกันอยู่ก็ได้โดยเฉพาะเรื่อง หูทิพย์ ตาทิพย์นั้น มันเป็น เรื่องทางจิต เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฝ่ายจิต วิชาเกี่ยวกับจิตไม่ใช่วิชาฝ่าย ธรรมะโดยตรง เมื่อคนเราได้ฝึก หู หรือฝึก ตา ซึ่งรวมอยู่ที่ใจด้วย เหมือนกัน ศูนย์กลางอยู่ที่ใจนั้น ผีกรวมกันหมดนั้นให้ถูกตามวิธีอัน เร้นลับที่ธรรมชาติมันมีอยู่หรือมันซ่อนเร้นไว้ เราค้นให้พบแล้วปฏิบัติ ให้ถูก เราก็จะมีตาหรือหูชนิดที่มีสมรรถภาพเป็นพิเศษ ยิ่งกว่าหูตา ธรรมดานี้มาก เกี่ยวกับเรื่องนี้ที่เป็นพุทธภาษิตตรง ๆ ก็มี กล่าวถึง

น.264 ๒๕๘ และยอมรับรอง หูทิพย์ตาทิพย์ ที่ยิ่งไปกว่า ตาธรรมดา อย่างมากมายหลาย ร้อยหลายพันเท่านี้ มีอยู่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ได้ ทรงยอมรับว่านี่- เป็นเรื่องที่ควรปฏิบัติหรือมุ่งหมาย; มุ่งหมายแต่เรื่องจะดับทุกข์เท่า นั้น. แต่ถ้าพูดถึงธรรมกายนี้เป็นเรื่องที่ใช้ได้ คือว่า ธรรมกายนี้ ถ้า ถูกต้องตามความหมายของคำว่า ธรรมกายแล้วเราก็เรียกว่า มีกาย เป็นธรรม คือมีกายกับใจหรือที่เรียกว่า ตัวเรานี้เป็นธรรม; ไม่เป็น กิเลสตัณหา เราเอากิเลสตัณหาออกให้หมด จะเหลืออยู่แต่ธรรมกาย หรือสิ่งที่เรียกว่า ธรรมกายจะปรากฏออกมา ต้องธรรมกายอย่างนี้ ธรรมกายอย่างอื่นไม่ได้. ที่นี้คนเขาเข้าใจธรรมกายไปในรูปอื่นเป็นรูป เป็นร่างเป็นสีเป็นสรรนั้น มันเป็นของคนอื่น ไม่ใช่ธรรมกายอย่าง ของพระพุทธเจ้า และว่า ถ้าหากว่า ต้องการจะให้รักษาโรคเหมือน กะเขาบ้าง ธรรมกายอย่างของพระพุทธเจ้าก็รักษาได้เหมือนกัน ขอให้ ลองทำจิตนี้ให้ว่างจากกิเลส จากตัวตนเป็นธรรมกายเสียก่อน จะหมด โรคทั้งทางจิตและทางวิญญาณยิ่งกว่าวิธีที่เขารักษา ๆ นั้นกันเสียอีก แต่ เรื่องนี้ก็ได้อธิบายแล้วถึงเรื่องที่ว่า ร่างกายมันขึ้นอยู่กับจิตใจอย่างไร ถ้าเราสะสางปัญหาทางจิตใจเสร็จไป กายมันก็พลอยเสร็จไปด้วย โรค กายส่วนมากเกิดมาจากความผิดปกติทางจิต ความไม่เป็นระเบียบหรือ ความไม่สงบทางจิต ถ้าเราจะปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรคผลละก็ต้องปฏิบัติ ในทางที่จะให้กิเลสตัณหาหมดไป เหลือแต่กายและใจที่บริสุทธิ์ นี้เรียก ว่า ธรรมกายปรากฏ ใช้ได้ ให้เป็นคำบัญญัติเฉพาะว่าอย่างนี้ อย่า ให้มีความหมายอย่างอื่น. ๖ ถาม - พระอรหันต์ยังมีอยู่ ในโลกปัจจุบันนี้หรือไม่? และมีอะไรเป็นเครื่องสัง- เกตได้หรือไม่ว่า ท่านผู้ใดเป็นผู้บรรลุมรรคผลมีพระโสดาบันเป็นต้น. ?

น.265 ๒๕๙ ตอบ - ปัญหาอย่างนี้ก็เป็นปัญหาที่เคยถามกันมาก เขาถามกันอยู่มาก ก็อย่าง ที่ได้พูดแล้วว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ถ้าเป็นอยู่โดยชอบไซร้ โลก ก็ไม่ว่างจากพระอรหันต์ ควรจะนำสืบในข้อที่ว่า เดี๋ยวนี้โลกเป็นอยู่ ชอบหรือไม่ คนในโลกหรือภิกษุในโลก ในปัจจุบันนี้เป็นอยู่ ชอบหรือ ไม่ แล้วก็เอาหลักเรื่องเป็นอยู่ชอบคือมรรคมีองค์ ๘ หรือการละ สังโยชน์สิบนี้ ไปวัดดู ไปจับดู แล้วก็รู้ได้ด้วยตนเอง. เครื่องสังเกต ที่แน่นอนว่า เป็นพระอริยบุคคลชั้นโสดาหรืออรหันต์หรือไม่นี้ ก็มีอยู่ ตรงที่ใช้เรื่องสังโยชน์สิบประการนั้นไปวัดดูว่า ละอะไรได้เท่าไร ก็เป็น ที่แน่นอน แต่เดี๋ยวนี้ถ้าเราเองก็ไม่รู้จัก ไม่รู้จักตัวเราเอง ไม่รู้จักกิเลส ตัณหาหรือสังโยชน์ของตัวเราเอง ที่กำลังมีอยู่ในตัวเราเองนี้ ลองคิด ดูว่า เราจะไปวัดคนอื่นได้อย่างไร ถ้าอยากรู้ ก็ต้องรีบทำให้ตัวเองนี้ หมดกิเลสตัณหาสังโยชน์ เราจะรู้ได้ทันทีว่า ใครเป็นพระโสดาบันหรือ เป็นพระอรหันต์ ; แล้วขอร้องว่า อย่าไปเชื่อตามที่เขาบอกว่า คนนั้น คนนี้เป็นพระอรหันต์ หรือเป็นพระโสดาบันตามที่เขาลือกัน หรือเขา แต่งตั้งให้ รีบศึกษา แล้วรีบปฏิบัติจนให้ตัวเองละได้เสียก่อน แล้วก็ รู้ ได้เองโดยแน่นอน นี่เวลาจวนจะหมดเสียแล้ว. ๗ ถาม - ธาตุทั้ง ๖ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณ สงสัยธาตุลม กับ อากาศธาตุ แตกต่างกันอย่างไร ? ตอบ - ธาตุลม หมายถึงลมที่เคลื่อนไปมาได้ ที่เราเรียกกันว่า อากาศสำหรับ หายใจ. ส่วนอากาศธาตุนั้น คือ ว่างเลย ว่างแม้แต่จากลม ต่างกัน มากอย่างนี้ คือ อากาศธาตุหมายถึงความว่างจากธาตุทั้ง ๕ คือว่า ธาตุมี ๖ นี้ ดิน น้ำ ลม ไฟ วิญญาณ อากาศนี้ ถ้าว่างจากธาตุ ทั้ง ๕ แล้ว ก็เหลืออากาศธาตุ.

น.266 ๒๖๐ ๘ ถาม - เคยอ่านพบในมิลินทปัญหาว่า ผู้เข้าถึงฌานแล้วไม่หายใจ จริงหรือไม่? ตอบ - เฉพาะจตุตถฌาน จะมีอาการที่ไม่แสดงให้เห็นว่า เขาได้หายใจ หรือ ว่ามีการไหลเวียนในโลหิต ในกระแสไหลเวียนของโลหิต ดังนั้นจึงถือ กันอย่างนั้น. ๙ ถาม - ในระหว่างที่มีชีวิตอยู่นี้อาจจะเข้าถึงนิพพานได้จริงหรือไม่ ? หรือเพียง แต่รู้ว่าทางไหนเป็นทางที่เข้าสู่พระนิพพานเท่านั้น. ตอบ - ถ้าปฏิบัติถูกก็เข้าถึงสิ่งที่เรียกว่า นิพพานได้ในชีวิตนี้ ก็คือ การที่ กิเลสตัณหาหมดไปไม่ปรากฏนั่นเอง เมื่อกิเลสตัณหาหมดไปโดยสิ้น เชิงแล้ว สภาพอะไรเหลืออยู่ ปรากฏเป็นความไม่มีทุกข์เลย เป็น ความสะอาด สว่าง สงบ อย่างยิ่งนี้เราเรียกว่า นิพพาน; ดังนั้นจึง เข้าถึงได้ในชีวิตนี้ เราต้องมีหนทางที่จะปฏิบัติถูกเสียก่อนแล้วจึงจะ เข้าถึงได้. ๑๐ ถาม - ผู้ที่อยู่ในฆราวาสวิสัยสำเร็จพระอรหันต์ จะมีชีวิตอยู่ได้ ไม่เกิน ๗ วัน เป็นความจริงหรือไม่ เพราะเหตุใด ? ตอบ - นี้ควรจะตอบอย่างตรรกว่า; พอเป็นพระอรหันต์ แล้วจะหมดความเป็น ฆราวาสไปทันที ไม่มีใครจับพระอรหันต์ ใส่ลงไปในความเป็นฆราวาส ได้ ปัญหานี้ก็เป็นโมฆะไปในตัว ๑๑ ถาม - การเข้าสมาธิแล้วไม่รู้สึกอะไรเลย จะเรียกว่า สกดจิตตนเองได้หรือไม่ มีผู้เล่าให้ฟังว่า มีเณรองค์หนึ่งสามารถเข้าออกสมาธิได้ภายในกำหนด

น.267 ๒๖๑ เวลาเข้าสมาธิแล้วไม่รู้สึกอะไร แต่ภายหลังเณรองค์นี้ ลาสิกขาออก มาและมีความผิดฐานลักทรัพย์ด้วย สงสัยว่า คนที่สามารถเข้าออก สมาธิได้ถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงมีกิเลสอยู่ ? ตอบ - นี่ถ้าศึกษาดูให้ดีตามคำบรรยายที่กล่าวไปแล้วก็จะพบได้เองว่า สมาธิ นี้ ไม่ได้กำจัดกิเลสได้ แต่เพียงระงับกิเลส กดไว้ ไม่ให้กิเลสขึ้นมา ทำงานนี้ได้ ชั่วเวลาที่สมาธิมีอยู่ แล้วชั่วเวลาที่เป็นสมาธินั้น รีบ เจริญปัญญาเสีย เพราะว่า มีสมาธิแล้วเจริญปัญญาได้ง่ายอย่างยิ่ง เมื่อทำปัญญาให้เกิดขึ้นได้แล้ว กิเลสจึงจะดับไปโดยสิ้นเชิง, ฉะนั้น คนที่ทำสมาธิได้ จะทำสมาธิได้แบบไหนก็ยังไม่หมดกิเลส พอหมด เรื่องของสมาธิ หมดอำนาจของสมาธิ กิเลสก็จูงจมูกเขาต่อไปตามเดิม ได้. การเข้าฌานแล้วออกจากฌานได้อย่างตรงเวลานี้ ไม่ใช่เรื่องการ สกดจิต เพราะว่า มันเป็นเรื่องกำหนดไว้ตั้งแต่ก่อนที่จะเข้าฌาน ในขณะที่เข้าฌานนั้น ไม่มีการทำการสกดจิตหรือว่า บังคับให้ตัวเอง ออกมาจากฌานในขณะที่กำลังเข้าฌานอยู่ เขาต้องฝึกให้คล่องแคล่ว ก่อนหน้านั้น และก่อนหน้าเข้าฌานนี่มันกำหนดหมายไว้แล้ว มันจึง ออกจากฌานได้ การเข้าฌานนี้ไม่ควรจะเรียกว่า การสกดจิต เพราะ ไม่มีใครสกดใคร มีแต่ผู้ทำสมาธินั้นกำหนดอารมณ์ให้ละเอียดเข้า ละเอียดเข้าจนร่างกายระงับไปจนจิตระงับไปเท่านั้น. ๑๒ ถาม - ภิกษุณี มีหรือไม่ ? ถ้ามีหมดไปเพราะเหตุใด ? เดี๋ยวนี้จะมี ได้หรือไม่ ? ตอบ - ในครั้งพุทธกาล เคยมีอยู่ยุคหนึ่ง แล้วก็สิ้นสูญไปในเวลาไม่นานนัก หมดไปเพราะว่า ผู้หญิงลำบากที่จะเป็นอยู่อย่างผู้ไม่ครองเรือน อยู่

น.268 ๒๖๒ ตามป่าตามคงต่าง ๆ นี้ มันล้วนแต่ลำบาก แล้วพระพุทธเจ้าท่าน เกรงว่า ผู้หญิงภิกษุณีนี้ จะได้รับอันตราย ท่านวางระเบียบวินัยไว้ มากเกินกว่าสำหรับภิกษุมาก; ทีนี้เขาทนระเบียบวินัยไม่ไหว มันก็ ค่อยหมดไปเอง. เดี๋ยวนี้จะมีได้หรือไม่นี้ ถ้าถือตามวินัยแล้ว มันก็ ไม่เห็นท่าว่า จะมีมาได้ เพราะว่า ท่านต้องเอาภิกษุณีมาเป็นอุปัช- ฌาย์นี้ ทีนี้เราไม่รู้จะเอาภิกษุณี ไหนมาเป็นอุปัชฌาย์ ที่หนังสือพิมพ์ เขาลง ๆ อยู่นั้นมันไม่ใช่ภิกษุณีของพระพุทธเจ้า. ๑๓ ถาม - การดำรงในคฤหัสถ์เพศของสังคมปัจจุบัน สมควรปฏิบัติตามธรรมชั้นใด ของพระพุทธองค์ จึงจะทำให้สังคมนั้นเจริญด้วยศีลธรรม และไม่ด้อย ทางวัตถุ ตอบ - นี่ธรรมะสำหรับฆราวาสมีอยู่กลุ่มหนึ่ง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ หมวดที่เรียกว่าฆราวาสธรรม คือ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ ๔ อย่าง นี้ พยายามประพฤติให้เต็มที่เถอะจะทำให้สังคมฆราวาสนั้นเจริญและ ไม่ด้อยทางวัตถุ พระพุทธเจ้าทรงสอน ให้ฆราวาสประกอบด้วยธรรมะ นั้น ไม่ใช่ว่าให้เลิกบำเพ็ญหน้าที่ ที่จะต้องทำไปตามเรื่องของฆราวาส หรือชาวโลก แต่ว่า ให้บำเพ็ญหน้าที่ของฆราวาสหรือชาวโลกไปด้วย ธรรมะ ด้วยการประกอบอยู่ด้วยธรรมะ เพื่ออย่าให้ต้องลำบากหรือ ทุกข์ร้อนเกินไป ได้ผลของฆราวาสด้วย ไม่ทุกข์ร้อนเพราะกิเลส ตัณหาแผดเผามากเกินไปด้วย. ๑๔ ถาม - การปฏิบัติธรรมชั้นโลกุตตรธรรมของสังคมในยุคนี้จะขัดหรือไม่? เป็น การส่งเสริมการผลิตผลในทุกทางของสังคม หรือไม่ ?

น.269 ๒๖๓ ตอบ - ที่ว่าโลกุตตรธรรมนั้น ว่าที่จริงแล้วมันไม่ขัดกันกับโลก มันอยู่เหนือ โลก. เพราะว่าคำว่า อยู่เหนือโลกนี้ มันหมายแต่เพียงว่า ควบคุม โลกให้ได้ ไม่ให้โลกหรือสิ่งต่าง ๆ ในโลกหรืออิทธิพลของโลก นี้ ทำจิตใจให้เร่าร้อนให้เป็นทุกข์ในเมื่อปฏิบัติการงาน หลัก ของโลกุตตรธรรมที่ว่า ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดเลยนั้น เอามาใช้กับ ฆราวาสก็ได้ เขาจะมีจิตใจผ่องใส แจ่มใส เป็นอิสระ มีสติปัญญา เฉียบแหลม ทำจิตใจให้เป็นอย่างนั้นเสียก่อน เป็นฆราวาสที่พยายาม ทำให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ทำจิตใจให้อิสระผ่องใสเสียก่อนแล้วจึงคิด จึงวินิจฉัย จึงวางแผนการ กำหนดโครงการ แล้วทำไปตามโครงการ อย่างนี้ ก็ได้ผลดีกว่าที่ไม่ทำอย่างนี้เป็นอันมาก. ๑๕ ถาม - สันโดษกับมักน้อยต่างกันอย่างไร? นักวัตถุนิยมมักกล่าวว่า ธรรมข้อนี้ สอนให้คนไม่ก้าวหน้าจริง หรือไม่? เพียงไร ? ตอบ - สันโดษกับมักน้อยนี้ควรจะถือว่า ถ้าเข้าใจความหมายถูกแล้ว ก็ต่าง กันเพียงนิดหน่อย มักน้อยนี้หมายความว่า เพื่อบรรพชิตจะไม่ปล่อย ให้ความคิดเปิดกว้าง หวังนั้น หวังนี่ อยากนั่น อยากนี้ ไปในทาง ที่ไม่จำเป็น. จะเอาแต่เท่าที่จำเป็นแก่การเป็นอยู่ แล้วรีบประพฤติ พรหมจรรย์เพื่อมรรคผลนิพพาน อย่างนี้จึงเหมาะสำหรับฆราวาส. ส่วนเรื่องสันโดษนั้น ตัวหนังสือแปลว่า ยินดีด้วยสิ่งที่กำลังมีอยู่ จะ เป็นการกระทำหรือวัตถุสิ่งของหรืออะไรก็ตาม ให้มีความยินดีพอใจ อันนี้มุ่งหมายจะให้เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจของคนให้สดชื่นอยู่เสมอ อย่าให้รู้สึกหิวกระหายคอแห้งอยู่เสมอ ถ้าเราไม่สันโดษแล้วจะมีอาการ เหมือนหิวกระหายคอแห้งอยู่เสมอ เหมือนอย่างว่า เราเรียน

น.270 พิมพ์ที่ บริษัทศิริพัสดุ์ จำกัด ๕ สุขุมวิท ๔๙ พระนคร พิไลวัน สินธุโสภณ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ๒๕๐๙

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต