น.297 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย, การบรรยายในวันแรกนี้ อาตมาเห็นว่า ควรจะได้พิจารณา กันถึงหัวข้อของการอบรมนั่นเอง ; คือหัวข้อที่ว่า ศีลธรรมและ หลักแห่งพระพุทธศาสนา ที่เป็นอย่างนี้หมายความว่า หัวข้อ การอบรมที่ให้ไว้นี้ดีอยู่แล้ว เราเข้าใจคำว่า "ศีลธรรม" และคำว่า "หลักพระพุทธศาสนา" ให้ทั่วถึงจริง ๆ ก็พอ ฉะนั้นทางที่ดีที่ สุด ควรจะได้ทำความเข้าใจในคำสองคำนี้ ; แต่ว่าอยากจะชี้ถึง ประโยชน์ของการอบรมกันพอเป็นเลา ๆ เสียก่อน เพื่อเกิดความ สนใจในสิ่งที่จะนำมาอบรมนั้น ก่อนอื่นทั้งหมด อาตมาก็อยากจะ วินิจฉัย ; หรือชวนให้วินิจฉัยกันถึงประโยชน์ของการอบรมโดย หัวข้อว่า ทำไมเราจึงต้องอบรม, หรือมีการอบรม อันนี้จะทำให้ เข้าใจธรรมะหรือสิ่งที่จะอบรมนั้นได้ยิ่งขึ้นไปอีก. ทำไมจึงมีการอบรมในหัวข้อชื่อนี้ แก่ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษา ทั้งหลาย? อาตมาอยากจะชี้ให้เห็นหัวข้อสำคัญว่า มันมีอยู่สอง ประเภท : ข้อแรกหรือประเภทแรก ก็เพื่อประโยชน์ในฐานะที่เราเป็น ๑๑
น.298 มนุษย์ทั่ว ๆ ไป, ขอใช้คำว่า เป็นมนุษย์ทั่ว ๆ ไปจะต้องมีความรู้ เรื่องศีลธรรม หรือ หลักพระศาสนา ของตน ; เพราะว่า มนุษย์ที่ ไม่เข้าถึงธรรมนั้น ย่อมจะเป็นมนุษย์ที่ดี หรือให้เต็มตามความ หมายของมนุษย์ไปไม่ได้. และคำว่าธรรมก็กว้างไม่ว่าศาสนา ไหน เราจะเรียกได้ว่าธรรมทั้งนั้น. หลักที่ประพฤติเกี่ยวกับทาง จิตใจนี้เรียกได้ว่าธรรมทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเป็นอันว่า มนุษย์ทั่ว ไปจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจเรื่องธรรมะ เพื่อความเป็นมนุษย์ ที่สมบูรณ์นั้น ; อย่างน้อยถ้าจะถือตามตัวหนังสือ เป็นมนุษย์ก็ ต้องหมายถึงว่ามีใจสูง ซึ่งก็ต้องหมายถึงว่า มีอะไร ๆ สูงนั่น เอง แต่ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดกว่านั้นก็คือ ถ้าไม่มีธรรมะแล้วชีวิต ของคนเรานี้จะเต็มไปด้วยความทุกข์ ; แต่ถ้ามีธรรมะแล้วก็ตรง กันข้าม คือเราอาจจกล่าวได้ว่า ถ้าไม่มีธรรมะแล้ว ไปทำอะไร เข้าก็จะมีความทุกข์ทั้งนั้น หรือแม้แต่จะมีเงินมา ก็จะมีเงินเพื่อ ความทุกข์ หรือแม้แต่จะได้ดิบได้ดี มีเกียรติ ก็จะเป็นการได้ดิบ ได้ดี หรือมีเกียรติที่เป็นความทุกข์ ถ้าหากว่าขาดธรรม ; เพราะ ว่าเขาไม่รู้จักวางจิตใจไว้ในลักษณะที่เหมาะสม คือในลักษณะที่ ถูกต้องนั่นเอง ; เพราะฉะนั้นมีเงินมาก็มีมาสำหรับวิตก กังวล เพราะว่าเมื่อจะใช้ก็ใช้ไปผิด ๆ หรือเมื่อเอามาเก็บไว้ก็เป็น ห่วง ; อย่างนี้ก็เป็นทุกข์แล้ว, แล้วยังปฏิบัติผิดเพิ่มขึ้นอีก ก็ยิ่ง เป็นทุกข์เพิ่มขึ้นอีกแม้แต่เรื่องจะหาเงินหรือหาวิชาความรู้ถ้ามีจิตใจ ที่ประกอบไปด้วยธรรมะแล้วก็ไม่มีความทุกข์, หาเงินได้โดย ไม่รู้สึกว่าเป็นทุกข์ทรมาน ; จะหาความรู้หรือการศึกษาเล่า เรียนได้โดยไม่รู้สึกว่าเป็นความทุกข์ทรมานอย่างนี้เป็นต้น นี่จึงว่า เพื่อความเป็นมนุษย์ทั่ว ๆ ไป เราก็ต้องมีธรรมะ นี่เป็นประเภท ๑๒
น.299 แรก. ทีนี้ ประเภทที่สอง ก็คือ ในฐานะที่เราเป็นผู้พิพากษา แม้ว่า เวลานี้กำลังเป็นผู้ที่จะเป็นผู้พิพากษา, แต่ว่าในอนาคตก็จะต้อง เป็นผู้พิพากษาตามความมุ่งหมาย ; การอบรมหลักธรรมนี้จะ มีประโยชน์แก่ความเป็นผู้พิพากษาอย่างไร อาตมาอยากจะขอ ชี้พอเป็นตัวอย่างสักสามข้อ : - ข้อแรก ก็เพื่อจะมีความเป็นตัวของตัวไม่พ่ายแพ้แก่ กิเลส เช่นอคติเป็นต้น : นี่เป็นประโยชน์ข้อแรก ; คือว่าจะมีความ เป็นตัวของตัว, คือบังคับตัวให้อยู่ในร่องรอยในอุดมคติของผู้ พิพากษา, ได้ตามความต้องการ ถ้าไม่มีสิ่งที่เรียกว่าธรรมะแล้ว เป็นยากอย่างยิ่งที่เราจะอยู่ในร่องในรอยของอุดมคติของผู้พิพากษา ; หรือจะกล่าวได้ว่า ถ้าอยู่ในร่องรอยของผู้พิพากษา ก็คือมี ธรรมะนั่นเอง. ทีนี้เพื่อให้ง่ายขึ้นเราก็รับการอบรมในเรื่องของ ธรรมะเท่าที่ควร,นี้จึงว่าเพื่อประโยชน์แก่การบังคับตัวให้เป็น อิสระจากกิเลสมีอคติเป็นต้น แล้วก็มีความเป็นตัวของตัว : ข้อที่สอง อาตมาอยากจะขออภัยที่ต้องกล่าวไปตรง ๆ ว่า เพื่อเครดิตของตุลาการในด้านสังคม ท่านออกไปเป็นผู้พิพากษา ต้องเผชิญกันกับสังคม ประชาชนทั่วไป มีหลักใหญ่ ๆ โดย สามัญสำนึกว่า ผู้พิพากษาต้องประกอบไปด้วยความรู้ทางธรรม ซึ่งเป็นพื้นฐานของความยุติธรรม เป็นต้น, ฉะนั้นถ้าเขาได้ทราบ ว่า ผู้พิพากษาเป็นผู้มีความรู้ในทางธรรม หรือตั้งตัวอยู่ในทาง ธรรมนี้ เขาย่อมจะเคารพนับถือเป็นปูชนียบุคคล ประเภทหนึ่งที่ เดียว ; ฉะนั้นเราจะต้องถือเอาประโยชน์ข้อนี้ให้ได้ เพื่อสะดวก ในการปฏิบัติงาน หรือเพื่ออะไรก็สุดแท้ ซึ่งเป็นไปแต่ในทางดีทั้ง ๑๓
น.300 นั้น ฉะนั้นเพื่อเครดิตของความเป็นผู้พิพากษานี้ จะต้องแตกฉาน ในทางธรรมะจนแสดงออกให้สังคมเห็นโดยประจักษ์ไม่ทางใดก็ ทางหนึ่ง ว่าเป็นผู้ประกอบอยู่ด้วยธรรม คือมีความรู้ในทางธรรม และมีการปฏิบัติธรรม ; มันจะเป็นผลดีแก่กันทั้งสองฝ่าย คือทั้ง ฝ่ายผู้พิพากษาเองและฝ่ายสังคม คือประชาชนทั่วไปที่จะเข้ามา เกี่ยวข้องกับผู้พิพากษา. ข้อสาม อยากจะกล่าวว่า เพื่อการเป็นผู้พิพากษาที่เป็น สุข หรือมีความสนุกสนานในการปฏิบัติงาน ถ้าจะกล่าวโดยทั่ว ไปก็คือว่า เพื่อทำงานเป็นสุข การที่ปฏิบัติหน้าที่ผู้พิพากษา นี้ถ้าปล่อยไปตามเรื่องตามราวก็ย่อมจะมีปัญหามาก มีความยุ่ง ยากใจมาก, หรือถ้าวางจิตใจไว้ไม่ถูกวิธีแล้ว มันก็จะยิ่งมีความ ยุ่งยากมาก ไม่รู้สึกเป็นสุขในงานหรือในหน้าที่ที่จะต้องทำ ทีนี้ ความรู้ในทางธรรมะนี้ช่วยให้เรามีจิตใจชนิดหนึ่ง ซึ่งว่างโปร่ง ที่สุด ทำให้การงานนั้นรู้สึกเป็นสุข ให้เรารู้สึกเป็นสุขในการ ทำงาน หรือรู้สึกสนุกสนานในการทำงานเกี่ยวกับข้อนี้โดยเฉพาะ อาตมาจะเอาไว้กล่าวในวันหลัง ซึ่งเป็นตัวหลักธรรมะโดยตรง ; ในที่นี้เพียงแต่จะชี้ หรือยืนยันเป็นเบื้องต้นว่า ถ้าจิตใจประกอบ อยู่ด้วยธรรมะแล้ว การงานไม่ว่าชนิดไหน จะเป็นความสุขอยู่ใน การงานไม่ต้อง "งานคือเงิน เงินคืองานบันดาลสุข" อย่างนี้ เรา ไม่มีอุดมคติอย่างนั้น แต่มีอุดมคติที่ว่า งานนั่นแหละจะเป็นสุขเสีย เอง และยิ่งกว่าเงินเสียอีก ขอให้มีความสนใจในทางธรรมะ รู้จัก ทำจิตใจให้ประกอบอยู่ด้วยธรรมะตามหลักที่จะได้กล่าวต่อไป อย่างละเอียดในวันหลัง ๆ เฉพาะในที่นี้ขอยืนยันว่า จะช่วยให้ ทำงานเป็นสุข หรือรู้สึกสนุกในการงาน เพราะฉะนั้นประโยชน์ ๑๔
น.301 สำหรับผู้พิพากษาโดยตรงก็คือว่า จะได้เป็นตัวของตัว จะมี เครดิตของตุลาการมากขึ้น จะทำงานเป็นสุข โดยสรุปสั้น ๆ นี้คือ ประโยชน์ของการอบรม ตามหัวข้อที่เรียกว่า "ศีลธรรมหรือ หลักพระพุทธศาสนา" เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าประโยชน์ของการอบรมไม่ใช่เพื่อ เพียงแต่ว่าปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการอย่างเดียว หรือไม่ใช่เพื่อเพียง แต่ว่ามีความรอบรู้คือเป็นผู้มีความรอบรู้ในวิชาทุกแขนงอย่างเดียว แต่มันมีความจำเป็นอย่างที่ว่ามาแล้วนั้นด้วย ; นี้เรียกว่าประโยชน์ ของการอบรม ตามหัวข้อที่ได้วางไว้ ทีนี้อาตมาจะได้กล่าวต่อไปถึง ความหมายของหัวข้อ ที่จะใช้ อบรม คือคำว่า "ศีลธรรมและหลักพระพุทธศาสนา" ข้อนี้ขอให้สังเกต ว่า มีคำกล่าวว่า "ศีลธรรม" แล้วยังมีคำกล่าวว่า "หลักพระพุทธ- ศาสนา" อีก, ฉะนั้นเป็นอันว่าไม่ใช่สิ่งเดียวกัน, ถ้าสิ่งเดียวกันไม่ จำเป็นจะต้องกล่าวเป็นสองชื่อ เมื่อไม่ใช่สิ่งเดียวกัน มีเป็นสองสิ่ง แล้วเราก็จะต้องหาความหมายเฉพาะของสิ่งทั้งสองนี้ หรือขอบเขต ของสิ่งทั้งสองนี้ว่ามีอยู่อย่างกว้างแคบกว่ากันอย่างไร เป็น อย่างน้อย. ทีนี้ยิ่งไปกว่านั้นอีก คือถ้าหากว่า เราพูดถึงศีลธรรม หรือ พูดถึงหลักพระศาสนาก็ตาม ; มันเกี่ยวเนื่องไปถึงวิธีการปฏิบัติ ด้วย ว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไร : พูดแต่เพียงหลักทางทฤษฎีนั้น ย่อมไม่พอ ; มันจะต้องพูดถึงวิธีปฏิบัติ เป็นการปฏิบัติโดยตรง ด้วย. ทีนี้ เมื่อปฏิบัติเข้าก็ย่อมเกิดสิ่งอีกสิ่งหนึ่งขึ้นมาเป็นเงาตาม ตัว คือผลของการปฏิบัติ ; จะมีผลเกิดขึ้นตามสมควรแก่การ ปฏิบัติ นี้ก็อีกส่วนหนึ่ง. เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า มันคาบ ๑๕
น.302 เกี่ยวกันเป็นเรื่องศีลธรรม, เรื่องหลักพระศาสนา, หรือพุทธ- ศาสนา, แล้วก็เรื่องวิธีปฏิบัติ, แล้วก็เรื่องผลของการปฏิบัติที่จะ เกิดขึ้น. ทีนี้ในขั้นแรก ในวันแรกนี้ จะขอซ้อมความเข้าใจเพียงแต่ ว่า คำว่า "ศีลธรรม" ก็ดี คำว่า "หลักพระศาสนาหรือพุทธศาสนา" ก็ตาม ถ้าเราจะเรียกกันให้สั้น ๆ ก็เรียกได้อีกว่าธรรม หรือ ธรรมะ สั้น ๆ จะเป็นหลักธรรมะในศาสนาไหนก็เรียกว่าธรรมะ ทั้งนั้น ; ถึงจะต่ำลงมาเป็นขนาดศีลธรรมสากลทั่ว ๆ ไป ไม่ เกี่ยวกับศาสนาก็เรียกว่าธรรมะได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราจึง เห็นได้ว่า คำว่าศีลธรรมก็ดี หลักพระศาสนาก็ดี ย่อมรวมอยู่ใน คำว่าธรรม. ถ้ากล่าวทางพุทธศาสนาด้วยแล้ว แม้วิธีปฏิบัติ หรือตัวการปฏิบัติก็ตาม ก็เรียกว่าธรรมอีกเหมือนกัน. ถ้าผลอัน ใดเกิดขึ้นจากการปฏิบัตินั้น เราก็ยังเรียกว่าธรรมอีกเหมือนกัน คือเป็นการบรรลุธรรม, อย่างแรกเรียกว่าศึกษาธรรม, ถัดมาเรียก ว่าปฏิบัติธรรม, ถัดมาเรียกว่าผลของการปฏิบัติธรรมหรือการ บรรลุธรรม. ทำให้เราเห็นได้ว่า ทุกอย่างที่เราจะมีการอบรม หรือเรื่องที่จะทำความเข้าใจกันนี้อาจจะสรุปเรียกลงไปในคำสั้น ๆ คำเดียวว่า "ธรรม". นี่ขอให้มีความเข้าใจไว้อย่างนี้ทีหนึ่งก่อน ว่าตัวศีลธรรมก็ดี หลักศาสนาก็ดี วิธีปฏิบัติก็ดี ผลที่จะเกิดขึ้นก็ดี รวมเรียกด้วยคำ สั้น ๆ คำเดียวว่าธรรม ; ยิ่งไปกว่านั้นขอบอกกล่าวเสียเลย ว่า ถ้าถือตามหลักของภาษาบาลี หรือภาษาสันสกฤตก็ตาม คำว่าธรรมนี้ยังหมายกว้างไปกว่านั้น คือหมายหมดทุกสิ่ง ไม่ยก เว้นอะไรเลย. ฉะนั้นคำว่าธรรมนี้เป็นคำที่แปลเป็นภาษาไทยไม่ได้ ๑๖
น.303 หรือจะแปลเป็นภาษาต่างประเทศ เช่นภาษาอังกฤษก็ไม่ได้ ; มีปัญหากันมากเรื่องนี้เพราะฉะนั้นใช้คำว่าธรรมไปตามเดิม ดีกว่า ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรม หมายความว่าทุกสิ่งที่จะเป็นทาง วัตถุ หรือทางนามธรรม จะเป็นตัวการสั่งสอนหรือการปฏิบัติ หรือผลของการปฏิบัติ จะเป็นของดีหรือของชั่วหรืออะไรก็ตาม ล้วนแต่สรุปรวมเรียกว่าธรรมทั้งนั้น. แต่เรามักจะได้ยินกันแต่ เพียงว่า "ธรรม" นี้หมายแต่ในทางดี นี่ก็เพราะเรามีการจำกัด ความกันอีกชั้นหนึ่ง, อีกชนิดหนึ่งไม่หมดสิ้นตามความหมายของ ภาษาบาลี "ธรรม" คำนี้มีดังที่ท่านจะได้ยินพระสวดว่า "กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อพฺพยากตา ธมฺมา" อย่างนี้ นี่คือหมด เลย ; หมายถึงทุกสิ่ง. กุสลา ธมฺมา หมายถึงสิ่งที่เป็นฝ่ายดี, อกุสลา ธมฺมา หมายถึงสิ่งที่ไม่ใช่เป็นฝ่ายดี, และ อพฺพยากตา ธมฺมา หมายถึงสิ่งที่เรายังไม่อาจจะกล่าวได้ว่า ดีหรือไม่ดี แต่ว่าทั้งสาม ประเภทนี้เรียกว่า "ธรรม” ทั้งนั้น นี่คือความหมายของคำว่า "ธรรม" โดยแท้จริงของภาษาบาลี. ทีนี้เมื่อเราจะเปรียบเทียบกันดูกับหัวข้อของการอบรม นี้ ; เราจะเห็นได้ว่า ในการอบรมนี้เราแยกคำว่า "ธรรม” ออกมาแต่ในฝ่ายที่เรียกว่าฝ่ายดี แต่การที่เราจะรู้ถึงฝ่ายดีนี้ เรา ต้องมีฝ่ายชั่วเป็นเครื่องเปรียบเทียบ เราจึงจะรู้ฝ่ายดีได้. เพราะ ฉะนั้นมันก็ไม่พ้นที่จะต้องพูดถึงฝ่ายชั่ว แล้วถ้าบางสิ่งมันไม่อาจจะ บัญญัติว่าดี หรือว่าชั่วเพราะมันยังไม่มีความหมายเป็นดีเป็นชั่ว เป็นแต่เพียงสิ่งกลาง ๆ เราก็ยังจะต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น ; และ ต้องรู้จักสิ่งที่ยังไม่อาจจะบัญญัติว่าดีหรือชั่วนั้นด้วย ซึ่งก็รวม เรียกว่า "ธรรม" ทั้งนั้น โดยภาษาบาลี ถ้าจะให้เข้าใจชัดขึ้นมา ๑๗
น.304 อีกนิดหนึ่ง ก็ควรจะใช้คำในภาษาไทยว่า "ธรรมชาติ". คำว่า "ธรรม" นี้ขยายความออกเป็นธรรมชาติ , หรือแปลว่า ธรรมชาติ ฉะนั้นเรากล่าวว่าไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมชาติ, เราอาจ จะกล่าวถึงสิ่งสูงสุดในทางศาสนานั้นว่าเป็นธรรมชาติอย่างนั้นก็ ได้ ไม่ต้องกล่าวถึงสิ่งต่ำ ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ : เช่นดินฟ้าอากาศนี้ เราก็ถือว่าเป็นธรรมชาติ, ทางวัตถุทั้งหมดก็ถือว่าเป็นธรรมชาติ, และแม้ทางฝ่ายจิตใจ ความคิด ความนึก ความรู้สึก ความสุข ความทุกข์อะไรต่าง ๆ ก็เรียกว่าเป็นไปตามความเป็นธรรมชาติ หากแต่ว่าธรรมชาตินั้นมันมีหลายชนิดเท่านั้นเอง, แต่มันก็ไม่พ้น ไปจากธรรมชาติ, นี่เป็นทางให้เข้าใจความหมายของคำว่า "ธรรม" ที่กว้าง ฉะนั้นเราจึงกล่าวได้ว่า สิ่งที่เราจะทำความเข้าใจ ในการอบรมกันนี้ ก็คือ สิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" และขยายออกไป เป็น "ศีลธรรม" เป็น "หลักพระศาสนา" เป็น "วิธีปฏิบัติ" และเป็น "ผลของการปฏิบัติ" เป็นต้น ดังนั้นเป็นอันว่า เราจะได้กล่าวกันถึง เรื่องศีลธรรมและหลักพระศาสนา และอื่น ๆ ที่รวมอยู่ในคำว่า ธรรม. ในวันแรกนี้ อาตมาอยากจะกล่าวเฉพาะความหมายของสิ่งที่ เรียกว่า "ศีลธรรม" เป็นข้อแรกเป็นเรื่องแรกของหัวข้อการอบรม. สิ่งที่จะต้องทราบเกี่ยวกับคำว่าศีลธรรมนี้มีอยู่มาก และขอวิงวอน ให้ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย มีความสนใจเป็นพิเศษ ; คือ เป็นวงกว้าง ไม่จำกัดว่าเป็นศีลธรรมของศาสนาไหน ถือเอา ศีลธรรมที่เป็นพื้นฐานสากลทั่วไปดีกว่า คำว่าศีลธรรมในหัวข้อ อบรมของเรานี้จะให้มีความหมายกว้างอย่างนี้ไม่ใช่เฉพาะของ พุทธศาสนา หรือของศาสนาไหน หรือของชนชาติไหนแต่จะเป็น ๑๘
น.305 ของมนุษยชาติทั้งมวลก็แล้วกัน. ทีนี้จะวินิจฉัยกันถึงคำว่า "ศีลธรรม" เราจะต้องทำความ สังเกตถึงแนวที่จะต้องศึกษานั้นให้กว้างขวาง, ให้ครอบคลุมทุก ๆ แขนงของสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรม. คำว่าศีลธรรมในภาษาไทยเรา นั้น พูดวนเวียนกันอยู่ตรงที่ว่า บางคนถือว่าตรงกับคำว่า Moral หรือ Morality หรือบางคนว่า Ethics หรือบางคนก็ว่าทั้งสอง อย่างนี้เหมือนกัน อย่างนี้เป็นต้น นั่นเป็นเรื่องปล่อยไปตามเรื่อง ตามราว ไม่เป็นไปตามหลักวิชา. ถ้าเพื่อความเข้าใจในที่นี้, และเป็นพื้นฐานสำหรับการศึกษาต่อไปนั้น เราควรจะถือตามหลัก ที่เขาบัญญัติไว้อย่างตายตัว เป็นของสากลในหมู่นักศีลธรรมของ โลกทั้งหมดจะดีกว่า, หนังสือที่เกี่ยวกับ Morality หรือ Ethics นี้มีอยู่ในโลกมากมายหลายสิบเล่ม เขียนขึ้นโดยนักศีลธรรมต่าง ยุคต่างสมัย ต่างชาติ ต่างภาษา คนรุ่นหลังรวบรวมเอามาจัด ระเบียบ เพื่อจะบัญญัติถ้อยคำให้รัดกุม ไม่ลำบากแก่การ พูดจา ; เราจึงถือเอาตามแนวนั้น และสรุปเอามาแต่เท่าที่เขา บัญญัติไว้ เพื่อทันแก่เวลาอันเล็กน้อยก็จะได้ความว่า ; ถ้าพูดถึง ศีลธรรม ซึ่งตรงกับคำว่า Moral หรือ Morality ละก็ มันหมายถึง ระบบการปฏิบัติขั้นต้น ๆ ที่เป็นพื้นฐานของสังคมทั่วไป ; แต่ถ้าพูดด้วยคำว่า Ethics แล้วมันเป็นอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่อง ทางปรัชญา เพราะฉะนั้นคำว่า Ethics นี้จึงขยายคำ แปลออกไป เป็น Moral Philosophy ซึ่งหมายความว่าปรัชญาของ Moral คือศีลธรรม นั่นเอง. ตัว Moral เองนั้นไม่เกี่ยวกับปรัชญา และไม่ต้องการให้เป็น ไปตามหลักของปรัชญาคือเราต้องการแต่จะให้รู้ว่า ควรทำอย่างไร ๑๙
น.306 กันเฉพาะหน้าในที่นี้เท่านั้น สังคมจึงจะมีความสุข ; แต่ส่วน Ethics นั้นมันยังจะต้องถามออกไปอีกว่า. ทำไมจึงต้องทำอย่าง นั้น และเมื่อบอกว่า เพราะเหตุอย่างนั้นจึงต้องทำอย่างนั้น, แล้วยัง จะต้องถามต่อไปอีกว่า ทำไมจึงต้องทำอย่างนั้นอีก แล้วมันยังมี ปัญหากันในข้อที่ว่า ทำไมจึงมาบัญญัติสิ่งเหล่านี้ว่าความดี. ทำไมจึงมาบัญญัติสิ่งเหล่านั้นว่าความชั่ว อย่างนี้เป็นต้น ; อย่างนี้ เรียกว่า Moral Philosophy หรือตรงกับคำว่า Ethics ซึ่งชวนจะ เป็นเรื่องที่ยุ่งไม่สิ้นสุด ไม่นำไปสู่การปฏิบัติโดยเร็ว, แต่ส่วน Morality โดยตรงหรือ Moral เฉย ๆ นี้หมายถึงสิ่ง ๆ เดียว กัน : คือมีระบุอยู่ว่าอย่างนี้ดี อย่างนี้ไม่ดี อย่างนี้เป็นบาป อย่างนี้ เป็นบุญ และจงทำอย่างนี้ ๆ ไม่เปิดขอบเขตให้ถามว่า ทำไมจึงต้อง ทำอย่างนี้, ทำไมจึงต้องบัญญัติสิ่งนี้ว่าบุญ สิ่งนี้ว่าบาป, หรือว่า สิ่งนี้ว่าดีว่าชั่ว. ทีนี้เราจะเอากันอย่างไร คือว่าเราจะวินิจฉัยกัน เฉพาะเรื่อง Morality อย่างเดียว หรือว่ารวมทั้งเรื่อง Ethics ด้วย อาตมาเห็นว่าควรจะวินิจฉัยทั้งสองอย่าง แต่ว่าในวันนี้นั้นเราจะ บรรยายกันโดยเฉพาะส่วนที่เรียกว่า Morality หรือศีลธรรม เกี่ยวกับศีลธรรมหรือ Morality นี้เราจะไม่เอาไปปนกันเข้า กับคำว่าศาสนาหรือ Religion เพราะว่า Religion นั้นเรา ให้ความหมายที่สูงขึ้นไปแล้วก็มีขอบเขตจำกัดเป็นพวก ๆ ไป เช่นเป็นศาสนานั้นศาสนานี้ ไม่ใช่ของมนุษย์ชาติเป็นส่วนรวม คือมันเกิดเป็น Authority ขึ้นมา ว่าอย่างนี้เป็นของศาสนาพุทธ, ว่าอย่างนี้เป็นของศาสนาคริสต์, ว่าอย่างนี้เป็นของศาสนาอิสลาม อย่างนี้เป็นต้น นั่นมันกลายเป็น Religion ขึ้นมา. ส่วนคำว่า Morality นี้ ให้มันมีความหมายกว้างทั่วไปแก่สิ่งที่มีชีวิตที่ ๒๐
น.307 มีสติปัญญา คือมนุษยชาติทั้งหมดก็แล้วกัน ฉะนั้น เราไม่เอา ไปปนกันเข้ากับคำว่า Religion หรือศาสนา ซึ่งจะได้กล่าว เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก. ทีนี้ส่วนที่จะเป็นศาสนานั้น ศาสนานี้ ขึ้นมาอย่างไรนั้น มันมีทางที่จะปนเปได้เหมือนกัน ; เพราะว่าในศาสนาแต่ละ ศาสนานั้น ก็ล้วนแต่มีระเบียบระบอบคำสอนที่เป็นขั้นศีลธรรม ด้วยกันทั้งนั้น. ในพุทธศาสนาโดยเฉพาะอย่างนี้ ก็มีคำสอนหรือ ระเบียบปฏิบัติอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งตรงกันกับศีลธรรมทั่วไป และ เราก็เรียกว่าศีลธรรมได้ เป็นศีลธรรมในพุทธศาสนา แต่ว่าส่วน นี้ยังไม่ใช่ตัวพุทธศาสนา ฉะนั้นเราจึงระวังไม่ให้ปนกัน. สำหรับคำว่าศีลธรรมหรือ Morality โดยเฉพาะนั้น ; อาตมาได้จำกัดความไว้ชัดแล้วว่า มีขอบเขตแต่เพียงว่า ให้ปฏิบัติ ไปตามที่บัญญัติไว้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรผิด อะไรถูก ที่ สังคมยอมรับ. แต่ถ้าไปถามว่าเหตุใดสังคมจึงยอมรับ มันก็จะ กลายเป็น Morality Philosophy เป็นเรื่องของ Ethics ไปเสีย อีก ซึ่งจะไว้วินิจฉัยกันทีหลัง. ในที่นี้เราจะมองดูกันในแง่ที่ว่าศีลธรรมหรือ Morality นี้ เป็นสิ่งที่จำเป็นแก่มนุษย์อย่างไรก่อน เพื่อช่วยความจำข้อนี้ให้ จำได้ง่าย ๆ อาตมาอยากจะเล่านิทานสั้น ๆ เกี่ยวกับเรื่องของ ขงจื๊อตอนหนึ่ง : - เมื่อขงจื๊อหนุ่ม ๆ เป็นนักท่องเที่ยวตัวยงเหมือนกัน เที่ยวซอก แซกไปตามถิ่นต่าง ๆ กระทั่งไปถึงถิ่นที่ทุรกันดารในป่าในหุบ เขา. แล้วก็ไปเที่ยวพักอยู่กับคนเหล่านั้นตามสมควร เพื่อศึกษา เพื่อสังเกต เพื่อค้นคว้าสิ่งต่าง ๆ ตามเรื่องของแก ; ทีนี้ก็ไปพัก ๒๑
น.308 อยู่กับคนตำบลหนึ่งในถิ่นทุรกันดารนั้น. ตลอดวันตลอดคืนที่เขา พักอยู่นั้นไม่มีความสุขเลย มีแต่ความรบกวนจากธรรมชาติที่ดุร้าย เกินไป มีเรื่องเสือกัดคนตายอาทิตย์หนึ่งตั้งสองสามคน อย่างนี้ เป็นต้น, ตลอดถึงการเบียดเบียนอย่างอื่นก็มีมาก ขงจื๊อก็เลยถาม ประชาชนเหล่านั้นว่า ทำไมจึงสมัครอยู่ที่นี่ ไม่ยกอพยพย้ายไปอยู่ ในถิ่นที่น่าอยู่กว่านี้ คือที่ในเมือง. ประชาชนตอบว่า "เราสมัครอยู่ ที่นี่ เพราะว่าเราเป็นอิสระที่จะใช้สติปัญญา หรือความคิด หรือ การต่อสู้ที่เป็นธรรม ; ที่ในเมืองนั้นเราก็เคยอยู่ แต่ว่าได้ประสบ กันกับความไม่เป็นธรรม, การปกครองที่ไม่เป็นธรรม, ตุลาการที่ ไม่เป็นธรรม, การปกครองบ้านเมืองที่ไม่เป็นธรรม อย่างอื่น ๆ อีก เราจึงยอมทนย้ายอพยพมาทนอยู่กับเสือ" อย่างนี้เป็นต้น. ขงจื๊อก็เลยได้ความคิดอย่างรุนแรงขึ้นในขณะนั้นว่า ; มนุษย์เรา หรือคนเรานี้ชอบความเป็นอิสระ, ชอบความเป็นธรรม. เพราะ เมื่ออยู่ในป่าเขาสามารถจะต่อสู้กับเสือด้วยความเป็นธรรม ไม่มีอะไรมาทำความลำเอียงให้แก่เขา เขามีสติปัญญาเท่าไร เขาก็ต่อสู้ด้วยความยากลำบาก ด้วยสติปัญญาและด้วยความ เป็นธรรม ; แต่เมื่ออยู่ในเมืองนั้น เขาสู้ผู้มีอิทธิพลไม่ได้ เขา ไม่มีอะไรที่จะไปต่อสู้กับผู้ใช้อิทธิพล และเขาไม่ได้รับความเป็น ธรรมในการต่อสู้. เพราะฉะนั้นเขามาอยู่กับเสือดีกว่า ใช้สติปัญญา ใช้กำลังอะไร ๆ ด้วยความเป็นธรรม จนสุดความสามารถของเขา ได้อย่างนี้. ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ขงจื๊อกลายเป็นผู้อุทิศชีวิตเป็น นักศีลธรรมตัวเอกของโลก ดังที่ปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ ; คำสอนของขงจื๊อจึงมีรากฐานตั้งอยู่บนความเป็นธรรมของ สังคม. ๒๒
น.309 นิทานสั้น ๆ นี้ท่านลองจำไว้ มันง่ายที่จะจำความหมาย หรือความมุ่งหมายของสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมไว้ได้โดยง่าย ไม่ต้อง จำ มันก็ไม่ลืมอย่างนี้. นี่เราจะเห็นได้ว่า ไม่เฉพาะแต่ที่นั่น ที่ไหน ก็ต้องเหมือนกันทั้งโลก และตัวอย่างที่นำมาเล่านี้มันก็เป็นเพียง ตัวอย่างเท่านั้นเอง. ความมุ่งหมายของศีลธรรม ; มันอยู่ที่ความ ต้องการให้คนอยู่กันด้วยความเป็นธรรมหรือสงบสุข ใช้สติปัญญา ของตนได้โดยไม่มีอะไรบีบคั้น หรือทำความลำเอียงเสียเปรียบให้ แก่กัน. ข้อถัดไป ที่เราจะศึกษากันไปตามลำดับ ก็คือว่า การตั้งต้น ของศีลธรรมในโลกนี้ ขอให้ท่านนักศึกษาทั้งหลายลองคิดดู ไป ด้วยลำพังความคิดของตนเองว่าเราจะกล่าวได้ไหมว่า ศีล- ธรรมของมนุษย์นี้ มันตั้งขึ้นที่ยุคไหน หรือประเทศไหน ถิ่นไหน เมื่อไร, นักศีลธรรมทั้งหลายในโลกในปัจจุบันนี้เขายอมรับว่า เขาไม่สามารถจะกล่าวว่า ศีลธรรมของโลกนี้มันตั้งต้นขึ้นตั้งแต่ เมื่อไร. เขาใช้คำว่า Moral life; Moral life ก็คือชีวิตที่มีศีลธรรม, ที่ประกอบไปด้วยศีลธรรมของมนุษย์เรา. มันตั้งต้นขึ้นตั้งแต่ เมื่อไร นี่เราไม่อาจจะทราบได้ ไม่มีประวัติการณ์ ไม่มีบันทึก และไม่มีหลักฐาน จึงกล่าวได้แต่เพียงว่า เป็นเรื่องก่อนประวัติ- ศาสตร์เท่านั้นเอง ; คือที่เขาจำกัดชัดลงไปอีกอย่างหนึ่งว่า ความที่มนุษย์เปลี่ยนจากการมีการกระทำอย่างสัตว์มาสู่ความ ประพฤติอย่างมนุษย์นี้ มีตั้งแต่เมื่อไรนี่เราทราบไม่ได้. การ กระทำอย่างสัตว์เขาใช้คำว่า Animal behavior ขอให้สังเกตว่า เขาใช้คำไว้ว่า Behavior ส่วนการประพฤติอย่างมนุษย์นั้นเขา ใช้คำว่า Human conduct ทำไมเขาใช้ไม่เหมือนกัน อันแรกเขา ๒๓
น.310 ใช้คำว่า Behavior สำหรับสัตว์ แต่สำหรับมนุษย์ใช้คำว่า Conduct. เมื่อไรมนุษย์เราซึ่งเคยเป็นสมัยป่าเถื่อนเหมือนสัตว์ มีการประพฤติกระทำอย่างสัตว์. ที่เรียกว่า Animal behavior แล้วเมื่อไรมันได้เปลี่ยนมาเป็น พอที่เรียกได้ว่า Human conduct นักจิตวิทยาหรือนักศีลธรรมของโลกไม่สามารถจะ กล่าวได้ ; และได้ยอมรับกันว่า เราไม่ทราบเรื่องนี้. แต่เราเชื่อ ว่ามันก็ต้องมีวันนั้น หรือเวลานั้น หรือขอบเขตอันนั้น แต่เรา ไม่ทราบว่าเมื่อไร ที่ไหน. ทีนี้พิจารณาดูก็จะเห็นได้ว่า สิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมนั้นไม่มี ในสัตว์ หมายถึงสัตว์เดรัจฉานกระทั่งถึงสัตว์มนุษย์ ในยุคที่ยัง เหมือนสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งยังมีการกระทำอย่างที่เรียกว่า Animal behavior นี้. มีคนสมัย Ape ระหว่างครึ่งคนครึ่งลิงกระทำ ; อัน นี้เราบัญญัติว่ามันเสมอกันกับสัตว์ เพราะฉะนั้นจึงยังไม่ถือว่าศีล ธรรมหรือ Morality นี้ได้มีในสัตว์. แม้ว่าสัตว์เช่นสุนัข จะมี ความกตัญญูมากถึงขนาดที่เราสมัยนี้ยอมรับว่า สุนัขบางตัว กตัญญูยิ่งกว่าคนจำนวนมากเสียอีก ก็ตาม เรายังไม่ถือว่า นั่นเป็น Morality ของสุนัข ; เพราะมันเป็นแต่เพียงความรู้สึกตาม ธรรมชาติ. หรือ Instinct. หรืออะไรของสุนัขเท่านั้น. หากแต่ว่า รูปของการกระทำหรือการปฏิบัตินั้น มันคล้ายกันกับศีลธรรมที่ เราต้องการ. คือความกตัญญู เพราะฉะนั้นเราไม่เอาไปปน กัน เช่นความกตัญญูของสุนัข แม้จะมากกว่าคนบางคนก็ ตาม เรายังไม่เรียกว่า Morality ; จะเป็นสุนัขเดี๋ยวนี้หรือสุนัข เมื่อหลายล้านปีมาแล้วก็ตาม. จึงบัญญัติว่าศีลธรรมไม่มีในสัตว์. หรือมนุษย์ในระดับที่ยังเป็นสัตว์ ยังมีการกระทำเพียงที่ ๒๔
น.311 เรียกว่า Animal behavior ; ต่อเมื่อใดเขามีการกระทำเปลี่ยนมา เป็น Human Conduct. อันนี้จึงจะเป็นระยะเริ่มแรกของศีลธรรม. แต่ว่าแม้ว่าในหมู่สัตว์จะไม่มีศีลธรรม. มันก็มีอะไรหลาย ๆ อย่างที่ เขาถือว่าเป็น Material ต่าง ๆ ที่มนุษย์ดูมันด้วยสติปัญญาเรื่อย ๆ ขึ้นมา แล้วเอาหลักอันนั้นเอง มาประกอบกันขึ้นเป็นหลักของ ศีลธรรม เช่น ความกตัญญูของสุนัขเป็นต้น. เมื่อมนุษย์เราดู ความกตัญญูของสุนัขหรือ รู้จักดูในตอนแรกแล้ว ก็เริ่มมีความคิด เกี่ยวกับสิ่งที่ควรจะเรียกว่าศีลธรรมนี้ขึ้นมาในใจ ; ฉะนั้นจึงถือ ว่าใน Animal behavior ของสัตว์ทั้งหลายนั้นแหละ มันมีอะไร ๆ อยู่, ซึ่งถ้ารู้จักดู หรือรู้จักสังเกตแล้ว หยิบเอามาเป็นตัวอย่าง สำหรับให้เกิดความคิดนึก ในการที่จะก่อระบบศีลธรรมต่าง ๆ ขึ้นมาได้. เขายอมรับกันอย่างนี้และถือกันอย่างนี้ และพอจะกล่าว ได้ว่า ในยุคนี้เองเป็นยุคที่ตั้งต้นของศีลธรรมขึ้นมาในหมู่มนุษย์ ในสมัยดึกดำบรรพ์โน้น หรือในโลกที่แรกจะเกิดขึ้นมาเป็นมนุษย์ มีแต่สัตว์แล้วก็มีมนุษย์ แล้วก็มีมนุษย์ที่ประกอบไปด้วยศีลธรรม. ทีนี้เราจะได้ดูกันต่อไปว่า ทีแรกมันไม่มีศีลธรรม ; ครั้น มนุษย์ได้สังเกตอากัปกิริยาต่าง ๆ ของสัตว์ที่ไม่มีศีลธรรม. จนกระทั่งพบว่า มันน่าดูอย่างไรหรือไม่น่าดูอย่างไร น่ากลัว อย่างไรหรือไม่น่ากลัวอย่างไร ; จนเกิดมีความคิดนึกเรื่อง ศีลธรรม. แต่ว่าความคิดนึกที่จะก่อให้เกิดศีลธรรมนี้ มันพาดพิง กันกับสิ่งที่เกี่ยวข้องกันอยู่กับชีวิตอีกหลาย ๆ อย่าง ฉะนั้นจึงไม่ สามารถจะบัญญัติขึ้นมาทันที หรืออะไรทำนองนี้ได้. เพราะ ฉะนั้นเราจะต้องมีความเข้าใจอย่างถูกต้องเด็ดขาดลงไปว่า ; ศีลธรรม นั้นไม่ใช่มนุษย์ฉลาดพอที่จะบัญญัติลงไป ว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ๒๕
น.312 เป็นการล่วงหน้าเลย แต่จะได้ปล่อยตามเรื่องราวที่มันเกิดขึ้น เห็นทุกข์เห็นโทษแล้วจึงค่อยเกิดความคิด. ข้อนี้เช่นเดียวกับ ข้อบัญญัติทางพระศาสนาทั้งหลายไม่ว่าศาสนาไหน หรือว่าอาจ จะมีในศาสนาไหนก็สุดแท้ ; แต่ว่าโดยเฉพาะพุทธศาสนาแล้ว การบัญญัติกฎเกณฑ์อะไรลงไปนี้ บัญญัติตามสิ่งที่ได้เกิดขึ้นจริง เมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้น แต่เป็นสิ่งที่ไม่ควรแล้ว จึงบัญญัติห้ามอย่างนี้ เป็นต้น. ฉะนั้นการกำเนิดของศีลธรรมในโลกมนุษย์เรานี้ก็ เหมือนกัน ; มันต้องมีการกระทำที่รู้สึกกันขึ้นมาได้เองว่า ไม่ไหวไม่น่าปรารถนาอย่างนี้แล้ว จึงได้เกิดความคิดว่า ควรจะ มีกฎเกณฑ์ขึ้นมาอย่างไร. ทีนี้นักจิตวิทยารวมทั้งนักจริยปรัชญานั้น. เขาสอดส่องมอง เห็นว่าแม้ในสมัยดึกดำบรรพ์โน้น ที่มนุษย์อยู่ระหว่างครึ่งมนุษย์ ครึ่งสัตว์นี้ เขาก็ยังมีความคิดในทำนองที่ว่า จะทำความดี ความ งาม ความเจริญนี้ให้แก่ตัว ; ฉะนั้น เขาจึงบัญญัติสิ่งสองสิ่ง ; คือ ความประสงค์ที่จะสงวนเอาไว้ซึ่งตัว หรือชีวิตของตัวนี้อย่างหนึ่ง, ความประสงค์ที่จะสงวนเอาไว้ซึ่งชาติพันธุ์วงศ์วาน พวกพ้องของ ตัว นี้อย่างหนึ่ง, Self preservation เขาใช้คำอย่างนี้ตรงกันหมด Preserve ก็คือว่าไม่ให้มันสูญไป ทำไม่ให้มันสูญไปซึ่งตัวแล้วก็ Preservation of Race คือชาติพันธุ์หนึ่ง ๆ ของเรา ; อย่างเรามี ชาติพันธุ์เป็นไทยหรือเป็นอะไรเช่นนี้ เราประสงค์ไม่ให้มันสูญไป. ความคิดอย่างนี้ได้ก่อขึ้นเป็นพื้นฐานสำหรับสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรม คือว่าตามธรรมดาสัตว์มีชีวิตทุกชนิด มันก็รักตัวสงวนตัว แต่ว่าไม่ เป็นไปอย่างเป็นธรรม คือเห็นแก่ตัวข้างเดียว. ทีนี้การที่จะ บัญญัติศีลธรรมอะไรขึ้น มันก็ต้องเล็งถึงสิ่งนี้ก่อน คือให้กฎ ๒๖
น.313 บัญญัติที่บัญญัติขึ้นนี้ไม่ขัดกับการที่จะสงวนไว้ซึ่งตัว หรือชาติ- พันธุ์ของตัว ; ฉะนั้นนักจิตวิทยาจึงค้นพบร่องรอยของความ ต้องการที่จะสงวนไว้ซึ่งตัวหรือชาติพันธุ์ของตัวว่ามีอยู่แล้ว แม้ในศีลธรรมระบบที่ต่ำที่สุดของมนุษย์ ในยุคที่เรียกว่าเพิ่งจะมี ศีลธรรม. ขอให้เข้าใจว่า ความเห็นแก่ตัวนี้มันเป็นสัญชาตญาณ อยากมีตัวเรา, อยากมีของเรา, แล้วไม่อยากให้เราตาย, อยากให้คง อยู่. นี่เป็นสัญชาตญาณเกิดได้เอง ซึ่งหลักพุทธศาสนาถือว่า นี่ แหละเป็นศัตรูที่ทำความทุกข์ให้เกิดแก่มนุษย์ เพราะฉะนั้นเราจึง จะต้องจัดการกับมันให้ถูกต้อง ; คือควบคุมมัน เมื่อเรายังไม่มี สติปัญญาสูงสุด ถึงขนาดที่จะตัดกิเลสตัณหาอุปาทานให้สิ้นเชิง เป็นผู้บริสุทธิ์ได้ เราก็ต้องมีสติปัญญา ขนาดที่จะบัญญัติศีลธรรม ขั้นต้น ๆ ที่จะควบคุมมัน. แต่อย่าเอาไปปนกันกับคำว่า "ตัดมันให้ ขาดออกไป" กับคำว่า "ควบคุมมัน" เพื่อเราจะได้รู้ว่าศีลธรรมนี้ เรามุ่งหมายที่จะควบคุม Animal instinct หรือ Animal behavior นี้เท่านั้น. แต่เราไม่สามารถจะตัดมันให้ขาดได้ ; นั้นมันเป็นเรื่อง ที่สูงเกินไป มันต้องใช้อำนาจ หรือคุณสมบัติของสิ่งที่สูงทัน กัน คือศาสนาเป็นต้น. ที่นี้มนุษย์มีความต้องการที่จะสืบตัวเองไว้ หรือชาติพันธุ์ ของตัวเองไว้ แล้วความต้องการอันนี้มันเกี่ยวเนื่องกันอยู่กับสิ่งอีก ประเภทหนึ่ง : คือสิ่งที่มนุษย์จำเป็นจะต้องใช้นั่นเอง. เพราะฉะนั้น เขาจึงชี้ระบุให้เห็น สิ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้องกันกับการที่จะมีอยู่ การที่จะบัญญัติขึ้น หรือการจะประพฤติปฏิบัติตามศีลธรรมนั้น ว่ามันมีสิ่งที่ต้องคำนึงตามธรรมชาติอยู่สามอย่างคือ อาหารอย่าง ๒๗
น.314 หนึ่ง, แล้วก็การผลิตวัตถุ, ผลิตกรรมหรือว่าผลิตผล นี้อีกอย่าง หนึ่ง, และการมีอยู่ได้, การสืบต่ออยู่ได้ของผู้ที่จะสืบพันธุ์ ; คือลูก หรือหลานหรือเหลนนั่นเอง นี้อีกอย่างหนึ่ง. เรื่องอาหารนั้น ใคร ๆ ก็จะมองเห็นได้ว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่สัตว์จะต้องมีอาหาร ; อย่างธรรมะในพุทธศาสนาก็มีพูดว่า "สัตว์ตั้งอยู่ได้ด้วยอาหาร" อย่างนี้. เพราะฉะนั้นเรื่องศีลธรรมแม้จะบัญญัติขึ้นอย่างไร ก็ต้องไม่ให้ขัดกันกับการที่ว่า จะได้อาหารมาหล่อเลี้ยงชีวิต. แต่ถ้าเราจะปล่อยให้เป็นไปตามความต้องการที่ไม่มีขอบเขต ที่ไร้ศีลธรรมแล้ว คนเราก็จะแสวงหาอาหารในทางที่ไม่ควร ; แล้วก็จะเบียดเบียนกัน ด้วยการหาอาหารนั่นเอง. ทีนี้อาหารเป็น สิ่งจำเป็นแน่ ; เพราะฉะนั้น การบัญญัติศีลธรรมจะต้องไม่ขัดกัน กับการมีอาหาร หรือการแสวงหาอาหาร. อีกสิ่งหนึ่งที่ถัดไป ที่เรียกว่า Production นี้ก็คือ การที่เรา จะต้องทำอะไรให้มันมีมากขึ้น เพื่อความเป็นอยู่ที่ผาสุกสะดวก สบายยิ่งขึ้น ; คือความเจริญทางวัตถุนั่นเอง. เพราะฉะนั้นหลัก ของศีลธรรมจึงต้องสนับสนุนสิ่งนี้ด้วย จะเป็นอุปสรรคขัดขวาง กับสิ่งเหล่านี้ไม่ได้. แล้วอันที่สามที่ว่า Survival of offspring คือ ผู้ที่จะสืบพันธุ์ ต่อไป จะคงมีอยู่ได้โดยวิธีใด อันนี้หลักศีลธรรมต้องไม่ขัดขวาง ข้อนี้อยากจะชวนให้นึกถึงจะกล่าวแทรกแซงสักนิดหนึ่งว่า : - มีคนพูดว่า "ถ้าปฏิบัติตามหลักพุทธศาสนาแล้วคนสูญพันธุ์ หมด." ; นี่เป็นเรื่องที่พูดเอาเอง แล้วก็พูดอย่างเขลา ๆ อาการ อย่างนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะว่ากฎของศีลธรรมนั้น มันมีอยู่อย่าง ที่กล่าวแล้วนี้ ไม่ขัดกับการที่จะแสวงหาอาหาร, การสร้างผลิตผล, ๒๘
น.315 และการยังคงมีอยู่ของผู้สืบพันธุ์ต่อ ๆ ไป ซึ่งเราจะได้วินิจฉัยกัน ข้างหน้าก็ได้ จะได้เห็นชัด. ทีนี้มันก็มีปัญหาเกิดขึ้นว่า เราจะมีกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการทำ อาหาร หาอาหารบริโภคอาหารอย่างไร, เกี่ยวกับการกระทำ ผลิตผลให้มากขึ้น เช่นการทำไร่ทำนา ทำเครื่องใช้ไม้สอยนี้ อย่างไร, ตลอดถึงว่าจะมีการสืบพันธุ์ให้มีลูกหลานอยู่นี่โดย ลักษณะอย่างไร, ซึ่งเป็นไปแต่ในทางความเจริญอย่างเดียว แต่ต้องไม่เป็นไปอย่างที่เรียกว่าเป็นไปอย่างสัตว์ คืออย่าง Animal behavior แต่ให้มาเป็นอย่าง Human conduct อย่างนี้ เป็นต้น ; เพราะฉะนั้นจึงได้เกิดการบัญญัติอย่างนั้นอย่างนี้ ขึ้นมาตามแนวนี้. ในหมู่คนชั้นที่เรียกว่า Primitive ยุคที่ยังไร้ ศีลธรรมและเริ่มจะมีศีลธรรม เกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาค้นพบว่า มนุษย์ที่มีความรู้สึกสติปัญญาถึงขนาดนี้แล้ว ได้บัญญัติกฎเกณฑ์ ต่าง ๆ ขึ้นมาเอง ตามที่ความรู้สึกของเขาในขณะนั้นแวดล้อมให้ แต่มันยังต่ำเกินไปที่จะเรียกว่า Moral, Morality เหมือนอย่างที่เรา เรียกกันเดี๋ยวนี้. เพราะฉะนั้นมันมีคำอะไรแปลก ๆ เช่นคำว่า ตาบู (TABU) ; ตาบูนี้จะพบมาก เขาแปลว่า It is forbidden คือว่า สิ่งที่ถูกห้าม, มันเป็นสิ่งที่ถูกห้าม. ตาบูนี้เกิดขึ้น เป็นกฎ บัญญัติขึ้นในหมู่ชน Primitive เหล่านั้น ในเรื่องเกี่ยวกับการกิน อาหาร หรือการผลิตผล หรือการสืบพันธุ์, ความคิดอันนี้ได้เกิด ขึ้นตามความรู้สึกเอาเองของชนเหล่านั้น. มันจึงเป็นศีลธรรม ขนาดที่ยังไม่ถึงศีลธรรม และเขาบัญญัติเรียกกันว่า ตาบู (TABU) เช่นว่าอาหารอย่างนี้กินไม่ได้, ผลไม้อย่างนี้กินไม่ได้, เนื้อสัตว์อย่างนี้กินไม่ได้, ถ้ากินแล้วเป็นตาบู ดังนี้. ๒๙
น.316 ทีนี้ต่อมา ทำให้เกิดขนบธรรมเนียมที่เป็นตาบูนี้มากขึ้น ๆ ใน เรื่องเกี่ยวกับอาหาร ตลอดถึงการเป็นอยู่ในชีวิตที่เรียกว่า Custom ต่าง ๆ เช่น : เมื่อเขาสังเกตเห็นการตั้งครรภ์ของผู้หญิง แล้วก็การคลอดออกมา แล้วก็การแตกเนื้อหนุ่มเนื้อสาวของ เด็กนั้น การมีโลหิตระดูของสตรีเพศ แล้วก็การแต่งงานหรือจะ เรียกว่าการอะไรก็ตาม ; ซึ่งสมัยนี้เราเรียกกันว่าการแต่งงาน คือการเป็นผัวเมีย เป็นคู่กันนี้ แล้วก็การมีบุตรมีหลานต่อมา กระทั่งการแก่ กระทั่งการตาย กระทั่งการที่เราจะต้องจัดทำกับ ศพที่ตายแล้ว, เราจะเห็นได้ว่า มันเป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกันอยู่กับ ความเป็นไปในชีวิตทั้งนั้น นับตั้งแต่ตั้งครรภ์ แล้วคลอด แล้ว โต แล้วแต่งงาน แล้วกระทั่งตายไปในที่สุด. เขารู้จักแต่ฝ่ายที่ว่า ห้ามไม่ให้ทำเป็น "ตาบู” เท่านั้น เกี่ยวกับการตั้งครรภ์นั้นก็ ว่าอย่างนี้ ๆ เป็นตาบู, เป็นตาบูทำไม่ได้. ส่วนที่ว่าต้องทำอย่างไร นั้นยังไม่ต้องพูดถึง เพราะไม่มีสติปัญญาพอ. ความรู้สึกที่เกิดขึ้น ง่ายที่สุด หรือเกิดขึ้นก่อนนั้น เป็นเรื่องฝ่ายที่ว่าทำไม่ได้, ทำเข้า แล้วตาย, ทำเข้าแล้วได้รับอันตราย, ชนิดที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าเพราะ เหตุใด อย่างนี้เป็นต้น. เพราะเขาไม่มีความรู้เรื่องการแพทย์ เรื่องสรีรวิทยาซึ่งพอที่จะอธิบายได้ถึงสิ่งต่าง ๆ ในร่างกายนี้ ; ก็เลยเหมา ๆ เดา ๆ อย่างดีก็สันนิษฐานว่า อย่างนี้ทำไม่ได้ แล้วก็ บัญญัติว่าเป็น ตาบู. ขอให้จำว่าสิ่งที่เรียกว่าตาบูนี้ คือสิ่งที่คาบ เกี่ยวกันระหว่าง สิ่งที่เรียกว่าศีลธรรม คือศีลธรรมที่ยังไม่ถึงขนาด แต่เริ่มจะก่อรูปนั่นเอง. เพราะฉะนั้นคนป่าหรือชาวป่าเหล่านั้นรู้จัก วางกฎเกณฑ์ ห้ามไม่ให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ เกี่ยวกับการคลอด เกี่ยวกับการเป็นเด็ก เป็นหนุ่มเป็นสาว เป็น ๓๐
น.317 พ่อบ้านแม่เรือน กระทั่งตาย กระทั่งจัดกับศพอย่างไร อย่างใดทำ ไม่ได้ อย่างนั้นเรียกว่า ตาบู. แล้วอันนี้จะวิวัฒนาการขึ้นมาตาม ลำดับ และเป็นสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรม ดังที่เรารู้จักกันอยู่ ฉะนั้น ขอให้สังเกตดูตั้งแต่ต้นมาว่า ศีลธรรมนี้มันไม่เคยมี แล้วมันได้ก่อ ขึ้นมาครึ่งหนึ่งอย่างไร แล้วมันได้ก่อขึ้นมาเต็มรูปอย่างไร. มนุษย์อยู่ด้วยกฎเกณฑ์ที่เรียกว่าตาบู ๆ นี้มานานเข้า ก็ มีความเจริญในด้านจิตใจในส่วนนี้มากขึ้น ประกอบด้วยการ รู้จักสังเกตมากขึ้นนั่นเอง จึงมาถึงยุคอีกยุคหนึ่ง ซึ่งเขารู้จัก สังเกต เกี่ยวกับความกล้าหาญ เกี่ยวกับความขลาดกลัว เกี่ยวกับ ความรักความเมตตากรุณา เกี่ยวกับความมีจิตใจกว้างขวางเห็น แก่ผู้อื่น ไม่เห็นแก่ตัวแคบ ๆ อย่างที่แล้วมา อย่างนี้เป็นต้น ตลอด ถึงเห็นโทษของการลุ่มหลงในกามารมณ์มากเกินไป, ภาษา นี้เขาเรียกว่า Over sexed คือว่า sex มากเกินไป. คนป่า อย่างนั้นไม่รู้จัก Over sexed ว่าเป็นตาบู กระทั่งต่อมาในขั้น ศีลธรรม เราก็บัญญัติอย่างเดียวกันว่า การที่มีอย่างนี้มากเกิน ไปนั้น ไม่เป็นศีลธรรม อย่างนี้เป็นต้น. แต่ว่าในระดับที่สูงหรือที่ น่าดูกว่านั้น หรือแยบคายกว่านั้น นี้เราจะเห็นได้ว่า มนุษย์เดี๋ยวนี้ รู้จักความกล้าหาญ ว่าดีกว่าความขลาดแล้ว. ก่อนนี้ไม่รู้จัก ความกล้าหาญหรือความขลาดว่าเป็นอย่างไร, หรือไม่ต้องรู้ก็ได้ หากินได้ก็แล้วกัน เป็นอยู่ มีชีวิตอยู่ได้ก็แล้วกัน ; เดี๋ยวนี้รู้จัก แยกคุณธรรมทางจิตใจ ว่าอย่างนี้เป็นความกล้า อย่างนี้เป็น ความขลาด อย่างนี้ใจแคบ อย่างนี้ใจกว้างเป็นต้น. นี่คือรากฐาน ของศีลธรรมที่จะมีขึ้นอย่างสมบูรณ์. เราจะต้องเห็นใจเขา ว่าเขาเป็นมนุษย์ที่ขึ้นมาจากสัตว์ตาม ๓๑
น.318 ลำดับ ๆ ไม่เหมือนกับพวกเราสมัยนี้ ที่พอเกิดมาก็มีอะไรให้เรียน เยอะแยะ สำเร็จรูปมาทั้งหมดเลย. แต่แล้วเราอย่าลืมว่า สิ่งที่ เราเรียนคือเรื่องศีลธรรมอันวิเศษนี้ มันเป็นผลิตผลของความรู้ ความคิด ความสังเกตของมนุษย์ สมัยที่รู้จักแต่เพียงว่า "ตาบู" เท่านั้น. และมนุษย์สมัยตาบูนั้น ก็อาศัยความรู้ ความคิด ความ สังเกตของมนุษย์ที่ต่ำกว่านั้นลงไปอีก. นี่เราจะต้องยอมรับถึง ขนาดนี้ ; เพื่อว่าเราจะไม่ประมาท เพื่อว่าเราจะไม่อวดดี ; ซึ่ง ความประมาทนี้มันก็เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ศีลธรรมอยู่เต็มตัวเหมือนกัน ทีนี้เราจะเห็นได้ว่า วิวัฒนาการไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น, การเห็นโทษของการที่ทำอะไรมากเกินไป ; เช่นว่ามีความใคร่ ในทางกามคุณมากเกินไป อย่างนี้ถูกบัญญัติห้าม เป็นศีลธรรม ไม่พอ ; ก็ยังบัญญัติขอบเขตที่จำกัดขึ้นมา ในรูปที่เรียกว่า กฎหมาย. ฉะนั้นเราจะต้องรู้ว่า สิ่งที่เรียกว่ากฎหมายนี้ จะต้อง มาหลังศีลธรรม ดังที่กล่าวแล้วทั้งนั้น. มันมีปัญหาเกิดขึ้น ต่อเมื่อ บุคคลไม่ประพฤติตามศีลธรรม เมื่อผู้มีสติปัญญา หรือว่ามติของ ส่วนรวม มองเห็นกันอย่างนี้ ว่าเป็นตาบูแล้ว คนบางคนไม่ยอมทำ ; อย่างนี้มันก็ต้องมีการบัญญัติ ที่ใช้อำนาจสมบูรณ์อีกชนิดหนึ่งขึ้น มา ที่เรียกว่ากฎหมาย หรือการบังคับนี้ ซึ่งเลยขอบเขตของ ศีลธรรมไป. เพราะว่าศีลธรรมนั้น เขาปล่อยไปตามเรื่องของ บุคคลนั้น เขาดีเอง, เขาชั่วเอง ตามการกระทำของเขา. แต่ว่า กฎหมายนี้ เรายอมให้ไม่ได้ เราจะต้องบังคับให้คนเป็นไปตามที่ บัญญัติไว้ในตัวบทกฎหมาย อย่างไร. เพราะฉะนั้นเราได้คำ กฎหมายหรือคำว่า Norm หรือ Law นี้มาใหม่ซึ่งมีความหมาย บางอย่างไกลออกไปจากคำว่า Morality นี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ๓๒
น.319 ที่อาตมานำเอามากล่าว ให้เห็นความเนื่องกันอย่างไรเท่านั้น ; ไม่ได้ตั้งใจจะอธิบาย เพราะเป็นหน้าที่ของท่านทั้งหลายที่จะเป็น ผู้พิพากษาอยู่แล้ว ที่จะต้องเข้าใจเรื่องส่วนที่เรียกว่ากฎหมายนี้ เอาเองเป็นอย่างดี. ในที่นี้มุ่งแต่จะชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่เรียกว่ากฎหมายนี้ก็ เป็นผลิตผลอันหนึ่งซึ่งกระเด็นออกมา จากวิวัฒนาการของ ศีลธรรมของมนุษย์นั่นเอง. ทีนี้สิ่งที่เรียกว่า Ethics ก็เกิดขึ้น ; เพราะว่าเดี๋ยวนี้เรามีสติ ปัญญามากพอ เป็นมนุษย์ที่มีสติปัญญามากพอ. เราก็เริ่มวินิจฉัย ว่า ทำไมอันนั้นจึงต้องห้าม ทำไมอันนี้จึงไม่ห้าม กระทั่งทำไมจึง บัญญัติว่านี้ดี, นี้ชั่ว, ความดีความชั่วเป็นอย่างไรแล้วก็มีเหตุผลมาก มายลงไปในรูปของปรัชญา ความรู้อันนี้เราเรียกว่า Ethics อย่าง ที่ได้กล่าวไปแล้วเมื่อตะกี้นี้. นี่ก็เป็นอันกล่าวได้ว่า Ethics ก็เป็น ผลิตผลของศีลธรรมในรูปที่กล่าวมาแล้ว. ทีนี้อีกทางหนึ่ง ; กระเด็นไปอีกทางหนึ่งก็คือทางปัจเจกชน ล้วน ๆ ที่มีความคิดเป็นอิสระ ที่เขามีสติปัญญามาก แล้วก็คิดต่อ เขยิบสูงเลยไปกว่านั้น ; โดยที่มองเห็นสิ่งที่เป็นข้าศึกศัตรูที่ ละเอียดไปกว่า ที่สังคมรู้จัก คือสังคมรู้จักแต่เรื่องการเบียดเบียน กันทางภายนอก. แต่ผู้มีปัญญาในที่นี้หมายถึงรู้จักการเบียดเบียน ของกิเลส หรือของความรู้สึกที่ชั่วที่ต่ำในภายในใจของตัวเอง ; ทำให้เดือดร้อนยิ่งไปกว่าที่เป็นการเบียดเบียนภายนอกเสียอีก. พวกนี้เห็นว่า ความโลภ ความโกรธ ความหลงเป็นต้นนี้ ทำจิตใจ ให้ร้อนยิ่งกว่าการเบียดเบียนทางภายนอก ; หรือการขาดแคลน ทางภายนอกเสียอีก. เขาจึงตั้งหน้าค้นคว้าไป ในรูปของการที่จะ เอาชนะ ความโลภ ความโกรธ ความหลง หรือว่าเรื่องทางจิตใจที่ ๓๓
น.320 สูงขึ้นไปนี้ให้ได้แล้วก็ค้น, ค้น, ค้น พิสูจน์ทดลองไปตามแบบตาม เรื่องของทางจิตใจ จนพบ แล้วก็สอน. ดังนั้น สิ่งที่เรียกว่า Religion หรือศาสนาก็เกิดขึ้น ; ซึ่งทำให้เราเห็นได้ว่า แม้แต่ Religion หรือศาสนา นี้ก็เป็นผลิตผลของสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรม ในลักษณะที่กล่าวมาแล้วนั้น เหมือนกันแต่มันไม่ใช่อันเดียว กันเลย. เราอาจจะกล่าวได้ทั่วไปอีกว่า แม้สิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมคือ Culture อื่น ๆ อีกมากมายหลายแขนง ตลอดถึงกระทั่งศิลปกรรม สถาปัตยกรรม จิตรกรรม อะไรต่าง ๆ ก็ตาม ; Culture เหล่านี้ มันก็เป็นผลิตผล อันเนื่องมาจากความคิดที่รู้สึกไปในทางดี ทางงาม ทางสุนทรภาพนี้มากยิ่งขึ้น จากความรู้สึกในขั้นต่ำ ๆ ทางศีลธรรมที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง. นี้เป็นเหตุให้เรากล่าวได้ว่า Culture ทุกอย่าง มันก็เป็นผลิตผลของศีลธรรมในขั้นต้น ๆ ดังที่ กล่าวมาแล้ว. เราจะเห็นได้ว่า กฎหมายก็ดี จริยปรัชญาคือ Ethics ก็ดี, ศาสนาก็ดี, วัฒนธรรมต่าง ๆ ก็ดี, ล้วนแต่มันเคยตั้ง รกราก หรือถอดรูป ออกมาจากศีลธรรม ชนิดที่เป็นครึ่งมนุษย์ ครึ่งสัตว์ทั้งนั้น ; แล้วมันก็วิวัฒนาการมาในรูปของศีลธรรม เพราะความจำเป็นบังคับ เมื่อหมดความจำเป็นต้องการแต่เพียง สุนทรภาพยิ่งขึ้น มันก็กลายรูปที่เป็นศาสนาหรือวัฒนธรรมชนิด ที่ไม่มีการบังคับขึ้นมา. นี้เป็นอันว่า เราได้กล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรมหรือ Morality ตามเค้าโครงของมัน ที่มีมาอย่างยืดยาว นานมาหลายล้าน ๆ ปี ด้วยถ้อยคำสั้น ๆ อย่างนี้ ; เป็นรูปโครง สั้น ๆ ว่า มันมีอยู่อย่างนี้ในส่วนของศีลธรรมมนุษย์ นับตั้งแต่ไม่มี สัตว์ กระทั่งในคนครึ่งคนครึ่งสัตว์ แล้วคนที่มีวิวัฒนาการในการ ๓๔
น.321 คิดนึก กระทั่งมนุษย์ในยุคพวกเรานี้ เรามีศีลธรรมขึ้นมาได้ใน ลักษณะอย่างนี้ แต่เราไม่อาจจะกำหนดเวลาที่เกิดขึ้นโดยแน่นอน ของศีลธรรมนั้นว่า เมื่อไร แต่ก็ต้องมีอยู่แน่ดังที่กล่าวมาแล้ว. ข้อสุดท้าย ที่อาตมาอยากจะขอร้องให้สังเกตอีกอย่างหนึ่ง ว่า มันเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องสังเกต ; นี่ก็คือว่า ข้อที่ทุก ๆ สิ่งนี้ มันจะต้องเปลี่ยนแปลงมาตามลำดับ เพราะอำนาจของสิ่งแวดล้อม ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น. เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมนี้ก็เหมือนกัน หรือแม้แต่สิ่งที่เรียกว่ากฎหมาย หรือศาสนา หรือวัฒนธรรมอื่น ๆ ก็เหมือนกัน มันก็ตกอยู่ในกระแสอันนี้ มีวิวัฒนาการเรื่อยมา เปลี่ยนแปลงเรื่อยมาจนเรางงไปหมด จนไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรดีก็ มี ; จนบางทีเราหลงไปยึดมั่นติดมั่นเข้าที่ส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือระดับใดระดับหนึ่งมากเกินไปก็มี. เพื่อป้องกันในการที่ จะทำผิดพลาดในเรื่องนี้จึงอยากจะขอแนะว่า ในเรื่องของศีลธรรม ก็ดี วัฒนธรรมก็ดี แม้แต่ศิลปกรรมอะไรก็ดี ซึ่งรวมทั้งหมดเรียก ว่าวัฒนธรรม หรือความเจริญของมนุษย์ก็ตาม แขนงไหนก็ ตาม ; ขอให้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า อย่างน้อยเราจะจัดแบ่งมันให้เป็น หกประเภท หรือหกชนิดเป็นอย่างน้อย ที่ว่าหกประเภท หรือหกชนิด คือเท่าที่ควรจะรู้จริง ๆ ขั้นแรกหรือระดับแรก ประเภทแรกที่สุดนั้น เราหมายถึง ต้นกำเนิดเดิมของมัน จะเป็นจริยธรรม ศีลธรรม หรือวัฒนธรรม ศิลปกรรม อะไรก็ตาม มันต้องมีต้นกำเนิดเดิม ที่บัญญัติขึ้นครั้ง แรก หรือแต่งตั้งขึ้นครั้งแรก : ยกตัวอย่างเช่นศาสนานี้ คำใด ที่พระศาสดาได้บัญญัติไว้ด้วยพระองค์เองทีแรกนี้ เราเรียกว่าต้น กำเนิดที่ระดับแรกที่สุดอันที่ ๑. ๓๕
น.322 ขั้นที่สองก็คือ วิวัฒนาการในตัวมันเอง ที่เราเรียกว่า Revelation อันแรกเราเรียกว่า Origin คือกำเนิดเดิม. ทีนี้ Origin นั้นอย่าเข้าใจว่ามันจะคงเป็น Origin อย่างนั้นอยู่ได้ ; มัน ต้องมีสิ่งแวดล้อมโดยรอบนี้กระทำต่อมันแล้วมันก็วิวัฒนาการ (Involve) แล้วจึงมีเป็น Revelation วิวัฒนาการไปเอง โดยมนุษย์ ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องหรือไปแตะต้อง ; คือไม่มีเจตนาของมนุษย์เข้า ไปเกี่ยวข้อง เช่นว่าทีแรกศีลธรรมบัญญัติขึ้นตามความรู้สึก ของคนป่านี้ แล้วมันก็เปลี่ยนมาเองตามที่เขาไม่รู้สึกตัว. นี่เป็น วิวัฒนาการอย่างนี้เป็นขั้นที่สอง. ขั้นที่สาม เราเรียกว่า Develop หรือ Development นี้หมายถึงว่ามนุษย์มีสติปัญญาเข้าไปจับฉวย แก้ไขเปลี่ยนแปลง สิ่งนั้นอีกทีหนึ่ง ฉะนั้นมันจึงไม่ใช่สิ่งเดิมแล้ว มันไม่ใช่ Origin และมันไม่ใช่ Revelation ที่เป็นมาตามธรรมชาติ แต่มันเป็น Development ที่มนุษย์ไปเปลี่ยนแปลงมันเข้า เพราะฉะนั้น ศีลธรรมที่ถูกมนุษย์ไปดัดแปลง ไปเปลี่ยนแปลง ไปบัญญัติมัน เข้าก็มี. ทีนี้มันไม่ใช่เพียงแต่เท่านั้น ต่อมาขั้นที่สี่มันมาถึง ยุคที่มนุษย์ จะเปลี่ยนยุค , เปลี่ยนแบบ, เปลี่ยนรูป เปลี่ยนสมัย, หรือเปลี่ยนยุค นั้นแหละ. อย่างนี้เรียกว่าหัวเลี้ยวหัวต่อแล้ว จะอย่างเก่าก็ไม่ใช่ อย่างใหม่ก็ไม่เชิง มันเลยเป็นระหว่างหัวเลี้ยวหัวต่อ ; หรือที่เรียก ว่า Transition คือระหว่างที่จะเป็นยุคหิน กับยุคเหล็ก หรือว่ายุค เหล็กกับยุคกสิกรรม หรืออะไรก็สุดแท้. ศีลธรรมที่ระหว่าง หัวเลี้ยวหัวต่อนี้มันก็ต้องอีกรูปหนึ่ง เราเรียกว่าอยู่ในรูปของ Transition. ๓๖
น.323 ต่อมาอีกขั้นที่ห้า สิ่งนี้มันตกไป อยู่ใต้อิทธิพลของอะไรบาง อย่าง เช่นวัฒนธรรมหรือศิลปกรรม หรือแม้แต่ศาสนา นี้มันเข้า ไปตกอยู่ใต้อิทธิพลของผู้มีอำนาจ ผู้มีอำนาจบังคับเอาอย่างนั้น อย่างนี้ตามชอบใจเขา อย่างนี้ก็เรียกว่า Influence ; คือมันถูก Influence อาจจะเปลี่ยนจากหลักเดิมไปได้มาก ๆ ถึงเปลี่ยนดี เป็นชั่วไปได้ เปลี่ยนชั่วเป็นดี กลับกันในบางอย่างก็ได้. นี่เรียกว่า ถูก Influence. Influence morality นั้นพระราชาจักรพรรดิ องค์หนึ่งอาจจะบัญญัติศีลธรรมเอาใหม่ ตามชอบใจของตัวว่า อย่างนั้นอย่างนี้ก็ได้ หรือบังคับให้พวกพราหมณ์, พวกอาจารย์, พวกครูบาอาจารย์ บัญญัติศีลธรรมขึ้นใหม่อย่างนั้นอย่างนี้ก็ได้. ทั้งห้าอย่างที่กล่าวมานี้ เราเรียกว่าไม่บริสุทธิ์โดยสมบูรณ์ เราจะหาบริสุทธิ์โดยสมบูรณ์ไม่ได้. เพราะฉะนั้นเราจึงมีทางออก แต่เพียงทางเดียว คือขั้นที่หกเราจะหาให้พบว่า อย่างไหนมันจะ เหมาะแก่เราเท่านั้น อย่างนี้ก็เรียกว่า Apply หรือประยุกต์ หรือ Application เราจะต้องตั้งหน้าตั้งตาค้นหา ว่าอย่างไหน เป็น Application คือจะยกเอามาใช้กับชีวิตประจำของเราได้. เราไม่ต้องยึดมั่นติดมั่นใน Origin เดิม อย่างโง่เขลางมงาย ; แล้วก็ เราไม่หลงไปเที่ยวเข้าใจผิด ไปยึดเอาสิ่งที่ผิด ที่เปลี่ยนรูป นานาชนิดอย่างนั้นอย่างนี้. เราจะต้องใช้สติปัญญาวา อย่าง ไหนมันจะเอามาใช้กับชีวิตประจำวันของมนุษย์ในโลกได้. ที่อาตมากล่าวอย่างนี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า แม้แต่ในกรณีของ ศีลธรรม มันก็ยังมีตั้งหกแบบเป็นอย่างน้อย, ถ้าจะมีมากกว่าหก แบบก็ได้ ; แต่ว่าเราจะพิจารณาดูกันแต่เพียงหกแบบก็พอแล้ว, นี่ก็เพื่อเหตุผลอย่างเดียวกันนั้น ; เพื่อขอร้องว่าให้ท่านทั้งหลาย ๓๗
น.324 อย่าได้ตะครุบเอาง่าย ๆ คือพอว่าศีลธรรม แล้วก็เป็นศีลธรรม แล้วมันจะใช้ได้ไปหมดจะต้องนึกดูว่า ศีลธรรมอย่างที่ว่านั้น มันอยู่ในรูป origin เดิม หรือว่ามันวิวัฒนาการแล้ว หรือว่ามันถูก พัฒนาการแล้ว หรือมันอยู่ในภาวะกำลังเปลี่ยนรูป หัวเลี้ยวหัวต่อ ครึ่ง ๆ กลาง ๆ อย่างนี้ หรือว่ามันถูก Influence ด้วยอิทธิพลที่ไม่ น่าชื่นใจอะไรเลย อย่างนี้เป็นต้น. แต่ถ้าเรารู้จักใช้หลักทั้งหก ประการนี้เข้าจับแล้ว เราจะรู้จักเลือก และได้มาซึ่งสิ่งที่เรา ปรารถนา ขอให้นำหลักนี้ไปใช้ได้ในวัฒนธรรมทั่วไปทุกแขนง ที่มนุษย์ได้มี ได้สร้างสรรค์ขึ้นในโลก ไม่เฉพาะแต่ศีลธรรมอย่าง เดียว และยังสามารถเอาไปใช้ได้ แม้แต่ในเรื่องทางวัตถุ ที่เกี่ยว กับชีวิตประจำวันด้วย. นี่แหละเป็นอันว่า เรามองดูกันทีเดียวตลอดสาย ตั้งแต่ไม่มี วัฒนธรรมเลย จนกระทั่งเกิดมีวัฒนธรรม หรือ ศีลธรรมขึ้น. สิ่งเหล่านี้จะผันแปรมาในลักษณะทั้งหกนี้ ; และเราจะพยายาม จ้องจับคว้าให้ดี ให้พบส่วนที่จะนำมาใช้แก่ชีวิตประจำวันจริง ๆ ให้สำเร็จประโยชน์แก่เราได้ ; นี่จึงจะเรียกว่า เรารู้จักสิ่งที่ เรียกว่าศีลธรรม จนกระทั่งเราสามารถแยก เอาส่วนที่ใช้ประโยชน์ ได้แก่เรา ในชีวิตประจำวันนี้มาใช้ได้จึงจะเรียกว่า มีความรู้เรื่อง ศีลธรรม อย่างนี้เป็นต้น. เรื่องคร่าว ๆ ของสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมมี อยู่อย่างนี้, อาตมาขอนำมากล่าวเป็นวันแรก เพื่อเป็นพื้นฐานทั่วไป และเพื่อทั่วไปแก่ทุกศาสนา หรือแก่ศีลธรรมทุกแขนงในโลก ด้วย เป็นข้อแรกก่อน. แล้วมันจะสะดวกสำหรับที่จะเขยิบให้สูง ขึ้นไป จนถึงเรื่องของหลักพระศาสนา และวิธีปฏิบัติ เป็นอันว่าหมดเวลา ขอยุติการบรรยายในวันนี้เพียงเท่านี้ ๓๘
Buddhadasa