น.327 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย ในการบรรยายครั้งที่สองนี้ อาตมาจะได้กล่าวถึง ปรัชญา ของศีลธรรม หรือที่เรียกว่า Ethics ดังที่ได้กล่าวล่วงหน้าไว้แล้ว แต่วานนี้ . อยากจะขอทบทวนว่าในครั้งที่แล้วมา เราได้กล่าวถึงสิ่งที่ เรียกว่า ศีลธรรม หรือ Moral, Morality ว่ามันมีการเกิดขึ้น อย่างไร, ว่ามันมีขอบเขตเพียงไหน, และว่ามันมีวัฒนาการขึ้นมา อย่างไร ; จนกระทั่งมาอยู่ในรูปของศาสนา หรือกฎหมาย หรือวัฒนธรรมแขนงอื่น ๆ และว่าศีลธรรมเป็นต้นนี้ มันพอที่จะ มองดูให้เห็นได้ว่า มีอยู่เป็นหลายแบบ เป็นชั้น ๆ คือเปลี่ยนไปตาม ที่มีสิ่งแวดล้อมเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย และเราจะต้องเลือกเอาในแบบ ที่เอามาใช้เป็นประโยชน์แก่เราให้ได้เท่านั้น ไม่จำเป็นจะต้องยึด มั่นติดมั่นในแบบเดิม รูปเดิม หรืออะไรทำนองนั้นเป็นต้น ; และ พอจะสรุปได้ว่า สิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมนั้น เป็นการระบุตรงลง ไปยังระเบียบปฏิบัติโดยตรง ว่าต้องปฏิบัติอย่างนั้น ๆ และเป็น เรื่องที่ตกลงยอมรับกันทั่วไปแล้ว ไม่ต้องวินิจฉัยด้วยเหตุผลอะไร อีกต่อไป อย่างนี้เราเรียกว่า ศีลธรรม หรือ Morality. ๔ ๑
น.328 ส่วนสิ่งที่เรียกว่า Ethics ซึ่งในเมืองไทยเรา บางทีก็แปลกัน สั้น ๆ ลุ่น ๆ ว่า จริยธรรม หรืออะไรทำนองนี้ ซึ่งไปพ้อง ไปซ้ำ กันกับ Moral, Morality, เลยทำให้เกิดความฉงน เข้าใจยาก หรือเข้าใจไม่ได้ ; เพราะฉะนั้นอาตมาจึงขอแนะ ให้เห็นความ ต่างกันอย่างสิ้นเชิงซ้ำอีกครั้งหนึ่งว่า : ศีลธรรม หรือ Moral นั้นมันเป็นระเบียบปฏิบัติที่ยอมรับแล้ว ไม่ต้องการพิจารณาหรือ วินิจฉัยด้วยเหตุผลอีกต่อไป. ส่วนสิ่งที่เรียกว่า Ethics นั้น ยังมี ปัญหาเหลืออยู่ ยังเปิดโอกาสไว้ให้วินิจฉัยกันต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อความเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัย หรือว่าเพื่อให้เป็น Application มากขึ้นนั่นเอง ; เพราะฉะนั้นนักศีลธรรมทั่ว ไปก็ยอมรับว่ายังไม่สิ้นสุดยังเปิดโอกาสให้วินิจฉัย ให้ออกความ คิดเห็น หรือเสนอความคิดเห็นที่เปลี่ยนแปลงกันอยู่เรื่อย ๆ . แม้ว่าจะไม่มีใครมีอำนาจบังคับใคร แต่นักศีลธรรมตัวเอกของ โลกคนใดเขียนอะไรเสนอขึ้นมาในโลก ก็ย่อมได้รับการพิจารณา และเนื่องจากว่าโลกของเรามันเปลี่ยนแปลงเรื่อย เพราะฉะนั้นจึง มีโอกาสที่จะวินิจฉัยกันเรื่อยในเรื่องเกี่ยวกับ Ethics หรือปรัชญา ของศีลธรรมนี้. ทีนี้เราจะได้ศึกษากัน ในส่วนที่เรียกว่า Ethics นี้ตามควร. อาตมาอยากจะขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ทำไมเราจึงจะต้องสนใจกับ สิ่งสองสิ่งนี้ ก็เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรมและปรัชญาของศีลธรรม นี้ มันอยู่ในหัวข้ออบรมของเราโดยตรง แต่นั่นก็ไม่สำคัญ ; มัน สำคัญอยู่ที่ว่า นี่คือพื้นฐานที่เราจะต้องศึกษาเกี่ยวกับปัญหาของ มนุษย์เพื่ออยู่กันโดยสันติ เพราะฉะนั้นคำจำกัดความของสิ่งที่ เรียกว่า Ethics นั้น เขาจำกัดความไว้ว่า The Systematic ๔๒
น.329 study of the ultimate problem of human conduct จึงมีคำอยู่ สามคำ ที่เราจะต้องสนใจ ; ที่ว่า Systematic study ; คือเรา จะต้องค้นคว้าพินิจพิจารณาศึกษากันอย่างเป็นระเบียบ ; เป็น ระเบียบที่รัดกุม, เป็นระเบียบที่สบหลักวิชา, ไม่อาศัยความเดา เป็นต้น จึงเรียกว่า Systematic study และที่เรียกว่า Ultimate problem นี้ ; ขอให้สนใจคำว่า Ultimate เขาหมายถึงปัญหาสูง สุด ใครจะไปสู่ความสูงสุดหรือไม่นั้น มันอีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าเขา ตั้งจุดมุ่งหมายไว้ว่า ต้องเป็นปัญหาสูงสุด และที่เด็ดขาด ที่เปลี่ยน แปลงอีกไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นเรื่องความเป็นความตายของ มนุษย์ เพราะฉะนั้นต้องถูกต้องแน่นอนและเด็ดขาด จึงใช้คำว่า Ultimate problem of human conduct ทีนี้ Human conduct ก็ได้วินิจฉัยกันแล้วเมื่อวาน : คำว่า Conduct คือการประพฤติ อย่างมนุษย์ ซึ่งผิดจาก Animal behavior โดยสิ้นเชิง. ทีนี้เมื่อเรามองดูตลอดคำนิยามนี้ เราจะเห็นได้ทันทีว่า ความมุ่งหมายของ Ethics นั้น ต้องการสะสางปัญหาสูงสุด แห่งการกระทำของมนุษย์ แล้วมาจัดไว้ให้เป็นระเบียบที่รัดกุม เป็นแบบฉบับที่อาศัยได้ ; คือพึ่งพาได้ในการที่จะสร้างสันติ ของมนุษย์เรา เขาจำกัดความ หรือให้คำนิยามไว้ สำหรับคำว่า ศีลธรรม อย่างนี้นี่เราจะเห็นได้ว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ; คือเป็นการศึกษาที่รัดกุม แล้วก็เนื่องด้วยปัญหาสูงสุดของ มนุษย์เรา แต่ถ้าจะเรียกกันสั้น ๆ เขานิยมเรียกกันว่า Moral philosophy. คือปรัชญาของศีลธรรมเท่านั้น ; แต่ถ้าพูดว่า "ปรัชญาของศีลธรรม" อย่างนี้มันไม่กระจ่างสำหรับเรา, มัน กระจ่างสำหรับคนที่รู้เรื่องดีแล้ว ; เพราะฉะนั้นเราอาศัยความ ๔๓
น.330 หมายของคำนิยาม ที่ค่อนข้างจะยืดยาวนั้นจะดีกว่า ; แล้วเราจะ ดูกันต่อไปในข้อที่ว่าเมื่อสิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรม นั้น มันได้แก่ กฎเกณฑ์ที่เกิดขึ้นตามสามัญสำนึกของมนุษย์และยอมรับกันทั่ว ไปได้ง่าย ๆ ในทันที. ส่วน Ethics นี้กลายเป็นเรื่องของผู้มีปัญญา หรือของนักปราชญ์ จึงจะสามารถทำ Systematic study ได้ ; ไม่อาจจะอาศัยสามัญสำนึกได้ แต่ต้องอาศัยสติปัญญา แต่แล้วมัน ก็ไม่ได้อาศัยรากฐานอะไรอื่น นอกจากอาศัยรากฐานคือ ศีลธรรมที่มีมาแต่เดิมนั่นเอง, คือมองดูซ้ำลงไปอีกทีหนึ่ง เป็นการ Review หรือ Criticise ศีลธรรมอันเดิมนั้น ; แล้วก็ได้เหตุผล ใหม่ ๆ มา เป็นความรู้ที่เป็นระเบียบเราจึงเรียกว่า Systematic Study ; และอันนี้คือ Ethics. แล้วที่เรียกว่า ปัญหาสูงสุดของมนุษย์เรา มันก็ไม่มีอะไรมาก กว่าศีลธรรม . นี่เราพูดกันอย่างพวกอุดมคติหรือมโนนิยม ; คือเรา ไม่เห็นว่า วัตถุเป็นของสำคัญ, ไม่เห็นว่าความสนุกสนาน ความ เอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนังเป็นของสำคัญ. แต่เราเห็นว่า สิ่งที่จะ สร้างสันติให้แก่มนุษย์นั่นแหละสำคัญ ; เพราะฉะนั้นปัญหาสูงสุด ของมนุษย์จึงได้แก่สิ่งที่เรียกว่าศีลธรรม ; ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่เรื่อง สูงสุดของมนุษย์. เราจึงเห็นได้ทันทีว่า Morality นั้นจะมาก่อน แล้ว Ethics นั้นก็ตามมา คล้าย ๆ กับว่ามันแยกตัวออกมา จาก Morality ; คือเราไปดูที่ Morality หรือศีลธรรมนี้ แล้วก็ เก็บเหตุผลขึ้นมา, เก็บข้อเท็จจริงต่าง ๆ ขึ้นมา เพื่อพิสูจน์สอบ สวนว่า มันถูกต้องจริงหรือไม่ ตามที่มีอยู่นั้น เพราะฉะนั้นมันก็ เท่า ๆ กับว่า มันแยกตัวจากระเบียบปฏิบัติหรือศีลธรรมที่ เป็นระเบียบปฏิบัตินั้น มาอยู่ในรูปของ Philosophy ซึ่งเป็นเพียง ๔๔
น.331 วิชาเท่านั้น, หรือเป็นเพียง Philosophical theory เท่านั้น. สิ่งที่เรียกว่า Ethics จึงต่างกับศีลธรรมอย่างมากมาย หรือ อย่างที่เรียกว่าสิ้นเชิง Morality หรือศีลธรรมนั้นเป็นตัวระเบียบ ปฏิบัติที่ยอมรับแล้ว ; ส่วน Ethics นี้เป็น Philosophical theory เป็นวิชาที่เปิดโอกาสให้ค้นคว้าต่อไปไม่มีที่สิ้นสุดแล้วก็มีเหตุผลที่ จะวินิจฉัยได้เรื่อย และเราจะเห็นได้พร้อมกันไปทันทีว่า มันไม่ใช่ เพียงแต่จะแยกตัวออกมาเฉย ๆ มันเป็นพัฒนาการ : คือวิวัฒนา- การที่สูงขึ้นมาด้วย อย่างที่เรียกว่ามีสติปัญญาสูงขึ้น ; แล้วก็มอง เห็นลึกขึ้น จนสามารถย้อนไปบัญญัติกฎเกณฑ์ทาง Morality- นั้นให้ดีกว่าเดิมได้. นี้จึงเรียกว่าพัฒนาการขึ้น, คือ Develop ขึ้น เพราะฉะนั้นจึงเป็นการ Develop จาก Moral practice มาเป็น Philosophical theory ก่อนแล้วเราอาศัย Theory นี้ ไป สร้างสรรค์ระบบศีลธรรมที่ดีขึ้นได้ ; ดีขึ้นกว่าเดิมได้ จึง ต้องเป็นพัฒนาการหรือ Develop ซึ่งในที่สุดเราก็จะเห็นได้ว่า มันได้กลายมาตั้งอยู่ในฐานะ ที่เป็นอุดมคติพื้นฐานของศีลธรรมนั่น เอง : คือว่าสิ่งที่เรียกว่า Ethics นี้ จะตั้งอยู่ในฐานะเป็นอุดมคติ พื้นฐานสำหรับ Morality ต่อไปและคู่กันไป ไม่มีที่สิ้นสุดเช่น เดียวกัน. แม้ว่าจะได้ใกล้ชิดกันถึงอย่างนี้ มันก็ไม่ใช่ของสิ่งเดียว กัน. เราจึงเห็นได้ว่า มันเหมือนกับของคู่ ที่จะต้องอาศัยซึ่งกันและ กันไปเรื่อย ; อันหนึ่งเป็นหลักวิชา อันหนึ่งเป็นตัวการปฏิบัติ ซึ่งต้องอาศัยกันไป. การปฏิบัตินั้นให้เหตุผลใหม่ ๆ แก่หลัก วิชา ; ซึ่งหลักวิชาก็ให้แนวใหม่ ๆ แก่หลักการปฏิบัติ . มันจะเป็น อย่างนี้เรื่อยไปตลอดอนันตกาลของโลก สำหรับสิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรมและปรัชญาของศีลธรรม. นี้คือความแตกต่าง หรือ ๔๕
น.332 การบัญญัติเฉพาะ ให้เห็นว่ามันเป็นอย่างไร. ทีนี้ เรามาดูกันต่อไปถึงปัญหาสำคัญ หรือตัวเรื่อง, ตัว เรื่องสำคัญว่าจริยปรัชญาหรือ Ethics นี้ มันมีรากฐานอยู่บนปัญหา สำคัญอะไรบ้าง. ข้อนี้เราจะต้องเข้าใจก่อนว่า การที่ใครจะบัญญัติ อะไรลงไปนั้น ไม่ใช่ว่าจะบัญญัติเอาตามชอบใจ แม้แต่พระศาสดา ที่บัญญัติหลักเกณฑ์ในศาสนา ก็ยังอาศัยเหตุผล หรืออาศัย ข้อเท็จจริงในขณะนั้นเป็นอย่างน้อย แล้วจึงบัญญัติ. สำหรับจริยธรรมของโลกสมัยนี้นั้น มันเป็นสมัยของมนุษย์ ที่มีสติปัญญามาก, เพราะฉะนั้นเขาจึงมองอย่างรอบคอบสุขุม ก่อนที่จะลงมติความคิดความเห็น เกี่ยวกับจริยธรรมอันใดอัน หนึ่งลงไป แล้วสิ่งที่เขาจะใช้เป็นรากฐานสำหรับพิจารณานั้น มันมีอะไรบ้าง เท่าที่ยอมรับกันแล้วในขณะนี้ ในหมู่นักจริยธรรม ทั้งหลายของโลกนั้น เขาบัญญัติสิ่งที่จะต้องถือเป็นปัญหาสำคัญ นั้นไว้ ๕ ประการคือ : - ข้อที่ ๑ ก็คือความดีสูงสุดของมนุษย์ (Highest Good of Human Conduct) ความดีสูงสุดในการกระทำของมนุษย์นี้ เป็นข้อที่ ๑. และเขาเรียกกันสั้น ๆ ว่า Summum Bonum เป็นภาษาลาติน ; คือพูดเร็ว ๆ ง่าย ๆ ก็ว่า Summum Bonum. บางทีเขาก็ขยายความว่า เป็นจุดมุ่งหมายที่เป็นอุดมคติสูงสุด Ultimate ideal aim ; จุดมุ่งหมายที่เป็นอุดมคติสูงสุดนี่เป็นข้อ แรก. เขาถือว่า Summum Bonum หรือว่าความดีสูงสุดของ มนุษย์นั้น เป็นจุดมุ่งหมายที่เป็นอุดมคติสูงสุดของคนเรา ; คล้าย ๆ กับ ถ้าจะถามว่า เราเกิดมาทำไม มุ่งหมายอะไร. มันก็ต้องตอบ อย่างกำปั้นทุบดินว่า "อุดมคติอยู่ที่ความดีสูงสุดที่การกระทำ ๔๖
น.333 ของมนุษย์. " ทีนี้เนื่องจากสิ่งนี้มันยากที่ใคร ๆ จะบัญญัติเอาตาม ชอบใจ และในทันทีทันใด ก็เลยเปิดไว้กว้าง แล้วแต่ชนพวกไหน เขาจะมีความรู้สึกอย่างไร ; เพราะฉะนั้นในหมู่คนบางพวกย่อม ถือเอาความสนุกสนานทางวัตถุ, ความเอร็ดอร่อยทางวัตถุนี้ ; เป็นความดีสูงสุดของมนุษย์ก็ได้ จนเป็นพวกวัตถุนิยมจัด. แต่ท่านควรจะทราบว่าในทางพระพุทธศาสนานั้น เขียนไว้ชัดเป็น ตำนานว่า : ในยุคก่อนพุทธศาสนา ก็มีศาสดาที่เคยบัญญัติ กามารมณ์ ว่าเป็นนิพพานก็มี ลองฟังดูเถอะว่า มันเป็นได้ถึง อย่างนี้. แล้วต่อมาถึงยุคพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติ นิพพานเป็นอย่างอื่น ไม่ใช่ความสูงสุดของกามารมณ์ ; นี้ย่อม เป็นเครื่องแสดงว่า สิ่งสูงสุดของมนุษย์ ที่มนุษย์จะเล็งเห็นเองนั้น มันมีได้ต่าง ๆ กัน ตามแต่สติปัญญา ความรู้ความสามารถของ มนุษย์ ; เพราะฉะนั้นเขาจึงเปิดให้กว้างไว้ก่อนว่า จะต้องเล็งถึง อะไรเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แห่งการกระทำของมนุษย์นั้นแหละ เราจะ ต้องระมัดระวังในการบัญญัติศีลธรรม ให้คล้อยไปตามนั้น. นี้เป็นข้อแรก ที่เราจะได้วินิจฉัยกันต่อไปทีหลัง. ข้อที่ ๒ ก็คือ ต้นกำเนิดหรือมูลเหตุแห่งความรู้ เรื่องความดี สูงสุดของมนุษย์. ต้นกำเนิดหรือมูลเหตุแห่งความรู้ของมนุษย์ เรา ที่ว่าด้วยเรื่องความดีที่สุดของมนุษย์ ; หรือแม้ที่สุดแต่ความรู้ ที่ทำให้รู้ว่า อะไรผิดอะไรถูก, อะไรดีอะไรชั่ว, ด้วยเหตุผล อย่างไรกันแน่ ; นี่เป็นข้อที่สอง เพราะว่าเราจะรู้สิ่งที่ดีที่สุดของ มนุษย์ได้ ก็ต้องมีความรู้อันนี้. เราจึงมองต่อไปว่า อะไรจะเป็น ทางมาของความรู้อันนี้ แล้วเราจะได้จัดการให้เหมาะสมกับสิ่ง นั้น origin or source of our knowledge of the highest ๔๗
น.334 good. นี่พวกนักศีลธรรมเขาบัญญัติไว้อย่างนี้. ข้อที่ ๓ ที่จะต้องมองดูก็คือ Sanction Of Moral Conduct, ก็คือสิ ทธิที่จะแทรกแซงหรือสิทธิกรรม ที่เราแปลกันในปทานุกรม ไทยนี้ มันจะตรงหรือไม่ตรงก็ไม่ทราบ ; แต่ว่าเราทราบเนื้อ ความของมันก็แล้วกันว่า สิทธิที่จะแทรกแซงแห่งการกระทำทาง ศีลธรรม. ข้อนี้หมายความว่า ในระบบของศีลธรรมนั้น ต้องเปิด โอกาสให้แทรกแซงด้วยสิทธิอันชอบธรรม : ไม่ใช่ว่า ถ้า บัญญัติเป็นศีลธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว จะปิดประตูตาย, ไม่ยอมให้ใครแย้ง, ไม่ยอมให้ใครแทรกแซง ; มันต้องมีการ แทรกแซงได้ด้วยเหตุผลที่ชอบธรรมด้วย. เพราะฉะนั้นในการ บัญญัติเรื่อง Ethics จะต้องพิจารณาถึงสิทธิของการแทรกแซง ด้วย อำนาจของศีลธรรมด้วย หรือว่าจะต้องบัญญัติศีลธรรม ให้มีพร้อมด้วยอำนาจที่จะแทรกแซงหรือสิ่งที่ควรแทรกแซง ด้วย. ต่อไปข้อ ๔ คือว่า กำลังที่จะผลักดันให้เกิดการกระทำที่ ถูกต้อง Motive Which prompt right conduct. แปลตามตัวก็ว่า : อำนาจหรือกำลังสำหรับการผลักดันเพื่อให้เกิดการกระทำที่ ถูกต้อง, หรือที่บอกบทให้แก่การกระทำที่ถูกต้อง ว่าควรจะทำ อย่างไร, นี้ก็หมายถึงเหตุผล หรือว่าความจำเป็นต่าง ๆ ที่มนุษย์ จะต้องมี จะขาดไม่ได้ ถ้าขาดแล้วตาย, นี่เราต้องเอาอันนี้เป็นหลัก เป็นเครื่องมือที่ใช้เป็นหลักสำหรับระบุลงไปว่า ทำอย่างไรจึงจะ ถูกต้อง. ข้อ ๕ ข้อสุดท้าย ซึ่งนักศีลธรรมส่วนมากก็ยืนยันว่าเป็น ปัญหาสำคัญ หรือเอามาถกเถียงกันมากอีกข้อหนึ่ง ก็คือว่า หลัก ๔๘
น.335 เกณฑ์ที่เกี่ยวกับความคิดอิสระหรือ Free Will. Freedom Of The Will. นี่ก็คือ วิญญาณของความเป็นประชาธิปไตย นั่นเอง ซึ่งหมายความว่าในระบบของ Ethics นี้ เปิดไว้กว้าง สำหรับความเป็นประชาธิปไตย. แต่แล้วความเป็นประชาธิปไตยนี้ พวกเราก็เห็นชัดกันอยู่แล้วว่า ถ้าปล่อยไปอย่างไม่มีขอบเขต มันก็คือความบ้าหลังชนิดหนึ่ง ; ถ้าปล่อยไปกว่านั้นอีกมันก็กลับ ไปสู่ความเป็นสัตว์เดียรัจฉานอีกครั้งหนึ่ง ; เพราะฉะนั้นนัก ศีลธรรมจึงมีหน้าที่ที่จะต้องพิสูจน์สอบสวนในเรื่องนี้ จนให้พบ ขอบเขตของสิ่งที่เรียกว่า Free Will. เพราะฉะนั้นเราจึงได้ Fact หรือ Point ที่จะต้องพิจารณา, หรือ Hypothesis สมมติฐานที่ต้องหยิบขึ้นพิจารณา นี้ เป็น ๕ เรื่องด้วยกัน. เมื่อได้แก้ปัญหาเหล่านี้ถึงที่สุดแล้ว ก็เรียกว่า Ethics นั้น อยู่ในร่องในรอย ในระเบียบเป็น Systematic ที่ดีใช้ เป็นอุดมคติของศีลธรรมของโลกได้ เขาบัญญัติไว้อย่างนี้. ทีนี้ เราลองพิจารณาพอเข้าใจกันทีละอย่าง ๆ , ข้อแรกที่เรียกว่า ความดีสูงสุดของมนุษย์หรือ SUMMUM BONUM เราคิดกันอย่างอิสระ ตามภาษาเรา ๆ คนไทยก็ได้ ซึ่งเราก็ เป็นชนชาติที่มีวัฒนธรรมสูง นี่เราไม่ใช่ยกย่องตัวเอง ; แต่ค่าที่ เป็นชนชาติที่มีอายุนานมาแล้ว ผ่านวัฒนธรรมหรือศาสนามา มากแล้ว เราก็พอจะมีความคิดของเราเองว่า อะไรที่ควรถือว่า เป็นความดีสูงสุดของมนุษย์. เราคิดไปเถอะ, แล้วก็จะพบว่า มันก็คล้าย ๆ กันกับที่พวกนัก Ethicist ของโลกเขายอมรับ กัน. ลักษณะความดีสูงสุดของมนุษย์ข้อหนึ่งนั้นเขาระบุไปยัง ๔๙
น.336 ความสุข Happiness หรือ Blissfulness หรืออะไร ก็แล้วแต่จะ เรียก ; คือความสุขที่แท้จริงก็แล้วกัน และถือว่านี่คือ Summum Bonum ตัวแท้ หรือว่า Summum Bonum นั่นเองคือความสุข ; มันคล้ายกับกำปั้นทุบดิน เพราะ Summum Bonum ก็แปลว่า ความดีสูงสุด ที่มนุษย์ต้องรับให้ได้ในชาตินี้ ในชีวิตนี้. เขาเล็ง ไปยังความสุข, หรือถือว่าความสุขนั้นเป็นสิ่งดีที่สุดของมนุษย์ ; นี้เราจะเห็นได้ว่ามันเพ่งเล็งไปยังสิ่งที่น่าปรารถนา ที่ยั่วความ ปรารถนา หรือความพอใจเป็นข้อแรก. เมื่อเป็นดังนี้สำหรับ ความสุข เราจะต้องเข้าใจกันให้ถูกต้อง ; เหมือนกับที่กล่าวมา แล้วว่าเอากามคุณเป็นนิพพานอย่างนี้ มันเป็นนิพพานปลอม. เพราะฉะนั้นการที่เราจะเอาความสนุกสนาน เอร็ดอร่อย ทางเนื้อ ทางหนัง ว่าเป็นความสุขนี้ มันก็ต้องเป็นความสุขปลอม เราควร จะมีความคิดที่สูงกว่านั้น เกี่ยวกับความสุขแท้จริง ที่ไม่เผาลนที่พอ จะกล่าวได้ว่า ประกอบอยู่ด้วยลักษณะแห่งความสะอาด สว่าง สงบ หรืออะไรทำนองนี้ จึงจะถือว่าเป็นความสุขที่แท้จริงได้ เป็น Summum Bonum ได้. แต่ว่ามนุษย์, หรือในหมู่มนุษย์ ที่หลงใหลไปในทางวัตถุ เป็นทาสของความสุขทางเนื้อทางหนังนี้ ย่อมจะไปยึดเอาความสุขทางเนื้อหนังนั้น เป็นความดีสูงสุดเป็น ธรรมดา ; แต่นั่นก็ตามใจเขา มันไม่ใช่เรื่องของเรา. เราควรจะรู้ ไว้ว่า การที่ไปหลงเอาความสุขทางวัตถุเป็นสรณะอย่างยิ่งนั้น จะนำไปสู่ลัทธิที่ไม่พึงปรารถนา เช่นลัทธิคอมมูนิสม์ ซึ่งเขาถือว่า เป็น Directic materialism : คือเป็นวัตถุนิยมสูงสุดนี้ ; เขากล่าวกันว่า เพราะเพ่งเล็งกัน แต่ความสุขในทางวัตถุมากเกิน ไป จนกระทั่งไม่ดูอะไร จนกระทั่งลัทธินั้น กลายเป็นที่รังเกียจ ๕๐
น.337 ของคนส่วนมาก อย่างนี้เป็นต้น. มันจึงอยู่ในข้อที่ว่า เห็นแก่วัตถุ มากเกินไป แล้วมันก็จะต้องมีปัญหาอย่างนี้ ; เพราะฉะนั้น ความสุขที่แท้ ที่เป็น Summum Bonum ตามระบบของจริยธรรม นี้ ต้องเป็นอย่างอื่น : คือว่าไม่เป็นทาสของวัตถุ. แต่ถ้าเรามองให้ ดีอีกทีหนึ่งว่า ความเป็นทาสทางวัตถุนี้ มันอาจจะมีทั่วไป แม้ใน หมู่ชนที่ไม่ใช่คอมมูนิสม์ ; คือถ้าไปลุ่มหลงความสุขทางเนื้อหนัง เข้าแล้ว มันก็เป็นระบบนี้ทั้งนั้น แม้ไม่รุนแรง ถึงกับเป็นภัยต่อผู้ อื่น มันก็ยังเรียกว่า ไม่ใช่สิ่งที่ควรนิยมอยู่นั่นเอง. มันจะต้องเป็น ความสุขที่ถูกต้อง คือว่าอยู่เหนือวัตถุ เอาวัตถุเป็นบ่าว ไม่ใช่เอา วัตถุเป็นสรณะ แล้วก็มีความสุขอยู่ได้ ด้วยการกระทำในภายใน คือภายในจิตใจ ; เป็นความสะอาด สว่าง สงบของใจนั้นมากกว่า, เพราะฉะนั้นนักศีลธรรมของโลกทั่วไปจึงไม่อาจจะยอมรับระบบ คอมมูนิสม์ จึงพากันคัดค้าน อย่างนี้เป็นต้น นี่เรียกว่าความดีของ มนุษย์ที่จะต้องรู้ หรือต้องเพ่งเล็ง เป็นข้อที่หนึ่ง. ความดีสูงสุดของมนุษย์ข้อที่สอง เขาใช้คำว่าความสมบูรณ์ (Perfection คือความสมบูรณ์) ; แล้วเขาขยายความออกไปว่า ความพัฒนาการถึงที่สุดของสมรรถภาพของมนุษย์ ; ความ พัฒนาการที่เต็มเปี่ยมที่สุดแห่งสมรรถภาพของมนุษย์ ; Fullest Development Of all the capacity of man : - ความที่เจริญขึ้น ๆ จนถึงจุดสูงสุดแห่งสมรรถภาพของมนุษย์ นั่นลองคิดดูว่ามันจะ หมายถึงอะไร. สมรรถภาพ สติปัญญาที่ธรรมชาติบรรจุไว้ให้ ในมนุษย์นี้ ยังไม่ถือว่าพัฒนาการถึงที่สุด ; มันเหมือนกับเมล็ด ผลไม้ที่กำลังเพาะ, หรือกำลังงอกงามเท่านั้น. เพราะฉะนั้น การงอกงามนั้น จะต้องไปถึงระดับสูงสุด มนุษย์เราจึงจะสามารถ ๕๑
น.338 ถึงที่สุด ในการทำอะไรทุกอย่าง เพราะฉะนั้น Summum Bonum ข้อนี้มันเล็งไปยัง Perfection ของสมรรถภาพของ มนุษย์. เดี๋ยวนี้เราทุกคน ๆ แต่ละคน ๆ นี้ Perfect ในอะไร ๆ ที่ เกี่ยวกับเราหรือยัง? อย่างเราเป็นนักศึกษานี้ มัน Perfect หรือเปล่า? อย่างเราจะเป็นผู้พิพากษาในอนาคตนี่ มันจะ Perfect หรือเปล่า? หรืออะไรก็ตามทุกอย่าง ; ซึ่งล้วนแต่เป็นหน้าที่ ของแต่ละคน ๆ ที่จะต้องใช้สติปัญญา หรือความสามารถ. เพราะ ฉะนั้นเขาจึงมุ่งหวังว่า ทุกคนจะได้เพ่งเล็งต่อ Perfection ของ ตน ๆ ตามรูปเรื่องของตน จนกว่ามันจะเต็มจริงๆ ; แล้ว บัญญัตินั่นว่าเป็นความดีสูงสุดของบุคคลนั้น ; หรือว่าถ้าเราจะ กล่าวเป็นส่วนรวมของโลก เราก็พอจะเห็นได้ และเชื่อตัวเองได้ไม่ ต้องเชื่อคนอื่นว่า โลกนี้ยังไม่ Perfect จะมองกันในแง่การศึกษาก็ ตาม, จะมองในแง่ผลิตกรรม ผลิตผลอะไรก็ตาม, จะมองในแง่ศีล ธรรมก็ตาม, ถึงแม้จะมองในสิ่งที่เราปรารถนากันนัก คือ การสร้างสรรค์สันติภาพถาวรก็ตาม, เรายิ่งว้าเหว่ หรือว่ายิ่งหด เหี่ยวใหญ่ ; เพราะว่าเราไม่สามารถจะสร้างสรรค์สันติภาพถาวร ให้มีขึ้นในโลกได้เลย ตลอดประวัติศาสตร์ที่ยืดยาวที่เราเห็นอยู่ นี้ นี่เรารู้สึกว่า มันยังไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำไป อย่าว่าแต่จะเต็มเพราะ ฉะนั้นมนุษย์โดยส่วนรวมจะต้องหวังความสมบูรณ์ของสมรรถภาพ ในการสร้างสรรค์สันติภาพอันถาวรของมนุษย์ ซึ่งเขาเรียกสั้น ๆ ว่า Perfection เป็นคำบัญญัติเฉพาะในฝ่าย Ethics ว่า เราหวัง ความสมบูรณ์แห่งความเป็นมนุษย์ของเราเป็น Summum Bonum อันหนึ่งด้วย. ๕๒
น.339 ข้อที่ ๓. เขาเรียกสั้น ๆ ว่า Duty : คือหน้าที่ ; สิ่งที่ เรียกว่าหน้าที่นับเป็นความดีสูงสุดของมนุษย์อย่างไร? ข้อนี้ มันออกจะมีความหมายไขว้กันอยู่กับที่เราเข้าใจ ; เพราะว่าเรา ไปถือเอาคำธรรมดาสามัญ, เราก็ว่าเราทำหน้าที่เพื่อให้เกิดผล ประโยชน์ เราเลยเห็นว่า การงานหรือหน้าที่นี้เพื่อประโยชน์ เพื่อตอบแทนมาเป็นประโยชน์ ; แต่ทาง Ethics ทาง Moral Philosophy นี้ เขาขยายความออกไปว่ า Duty For Duty's sake หน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่ เราต้องจำคำสั้น ๆ ว่า "หน้าที่ เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่" มันไม่เลยออกไปว่า “งานเพื่อเงิน” เงินเพื่องาน อะไรทำนองนี้ มันงานเพื่องานอยู่เรื่อย หน้าที่เพื่อ ประโยชน์แก่หน้าที่ นั่นแหละคือ Summum Bonum ของจริยธรรม. ถ้าผู้ใดไม่ได้ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ คือมันต่ำลงไปจนถึงหน้าที่เพื่อ เงิน เพื่อชื่อเสียง เพื่ออะไรเหล่านั้นแล้วละก็ ; มันไม่ใช่ Summun Bonum ทางจริยธรรม ไม่ใช่ความดีสูงสุดของมนุษย์ทาง จริยธรรม. มันเป็นความดีอะไร ของใครก็ตามใจ แต่ไม่ยอมรับว่า เป็นความดีสูงสุดตามหลักของ Moral Philosophy. เกี่ยวกับข้อนี้ เราควรจะถือเอาประโยชน์ให้ได้ ดังข้อที่ว่า : เราจะต้องพิจารณา ดูว่า การที่ทำอะไร ๆ ทำหน้าที่อะไร ๆ เพื่อเป็นประโยชน์ตอบ แทนนั้น มันเป็นเรื่องของคนธรรมดาทั่วไป. ขออภัย พูดหยาบ ๆ ก็ว่าแม้แต่สัตว์มันลงทุนแสวงหา ก็เพื่อจะได้กินอาหาร เพื่อ ประโยชน์เท่านั้นเอง ไม่ใช่ว่าเพื่อหน้าที่. ส่วนมนุษย์นั้นมีปัญญา สูงถึงกับว่า หน้าที่ที่ทำนี้มันทำเพื่อหน้าที่ : ถ้าว่าทำเพื่อหน้าที่ บูชาหน้าที่ มีอุดมคติเพื่อหน้าที่แล้ว มันทำหน้าที่หรือทำงาน นั้นอย่างวิเศษอย่างยิ่ง, คืออย่างระมัดระวังอย่างยิ่ง อย่าง ๕๓
น.340 แล้วก็ได้ทำหน้าที่เต็มที่ อย่างนี้ก็มี Good Will แล้วเมื่อเราได้ ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ไม่ใช่เพื่ออื่น นั่นแหละคือ Perfection, นั่นแหละคือความสุขที่แท้จริง, และนั่นแหละคือ Good Wil ; หรือว่าจะมองที่ Good Will มันก็อยู่ที่มีความสุขอยู่ในตัวมันเอง แล้วก็สมบูรณ์อยู่ในตัวมันเอง และก็ได้ทำหน้าที่นั้นแล้ว : คือ หน้าที่ที่เรียกว่า Good Will นั้นแล้ว. นี่พึงพิจารณาดูว่า แต่ละ อย่าง ๆ มันมีความหมายอย่างไร ทั้งสี่อย่างนี้ มันคืออย่างเดียวกัน มันสิ่ง ๆ เดียวกัน ที่มองกันคนละเหลี่ยมคนละมุมเท่านั้นเอง. เพราะฉะนั้นรวมความแล้วก็คือ ความดีสูงสุดของมนุษย์ อยู่ใน รูปของความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ มีความสุขตามที่ มนุษย์ควรจะมี กำลังทำหน้าที่อยู่เพื่อหน้าที่ ด้วยความหวังดีต่อ มนุษยชาติทั้งมวล. คนขี้ขลาดอาจจะคิดว่า ถ้าทำหน้าที่เพื่อหน้าที่แล้ว มันก็ไม่ ได้เงิน แล้วจะเอาอะไรกิน นั่นมันเป็นเรื่องเขลาไปตามความ ขลาด ; เขาควรจะถือว่า หน้าที่นั้นมันใหญ่มันสูง มันเป็นสิ่งทั้ง หมด ; ส่วนที่จะได้อะไรมากินมาใช้นั้น มันเป็นเรื่องเล็กนิดเดียว ; แล้วมันต้องได้เองโดยแน่นอน. เกี่ยวกับข้อนี้ เราถือตามคำสอน ของพระเยซูที่ว่า แม้แต่นกกระจิบมันก็ยังไม่อดตาย อย่างนี้ดีกว่า ; ไม่ต้องห่วงว่า เราจะไม่มีอะไรกิน ไม่มีอะไรใช้ เพราะว่าแม้แต่ นกกระจิบ นกกระจอก มันก็ไม่อดตาย. เราจึงไม่ต้องเป็นห่วง เรื่องปากเรื่องท้อง เราพึงทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ได้เรื่อยไป ไม่ ต้องกลัว. มันประกอบไปด้วยความดีความงาม นำมาซึ่งชื่อเสียง เกียรติยศ นำมาซึ่งลาภผลเองในตัวมันเอง ; แต่มันผิดกันอยู่หน่อย หนึ่งว่า เมื่อจิตใจของเราสูงอยู่อย่างนี้ลาภผลเกียรติยศชื่อเสียง ๕๖
น.341 อะไรที่ได้มานั้น มันมาอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเรา ไม่มาอยู่เหนือศีรษะ เรา. แต่ถ้าเราเป็นคนทำงานเพื่อเงิน เพื่อปากเพื่อท้องแล้วละก็ ทุกสิ่งที่ได้มานั้นจะมาอยู่บนศีรษะ เราเป็นทาสของมัน ถ้าเรา มีจิตใจสูง ชนิดที่ว่าทำหน้าที่เพื่อหน้าที่แล้ว มันก็ได้สิ่งที่สูงสุด ได้อุดมคติอันนี้แล้ว แล้วลาภผลเงินทองนั้นมันก็เป็นผลพลอยได้ มาอยู่ใต้ฝ่าเท้าเรา ; กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไป. อาตมากล่าว อย่างนี้ มันจะเป็นของเฟ้อ, เป็นคำพูดที่เฟ้อ, หรือว่าปฏิบัติไม่ได้ หรืออะไรทำนองนั้น อย่างไรก็สุดแท้แต่จะคิดในขณะนี้ ; แต่ อาตมาขอวิงวอนว่า ให้ช่วยเอาไปพินิจพิจารณาให้เป็นอย่างดี ; แล้วในที่สุดท่านจะพบความจริงว่า นี้เป็นวิธีที่ดีที่สุด เป็นอุบายที่ ฉลาดที่สุดในการที่จะเป็นมนุษย์. บทบัญญัติของนักจริยธรรมใน ข้อนี้ไม่เสียหลาย ไม่ผิดพลาดเลย. ที่นี้ เราจะดูต่อไปถึง มูลฐานของปัญหาข้อที่สอง คือวิชา ความรู้ ที่ทำให้เรารู้ความดีหรือความชั่ว, ความผิดหรือความถูก : - คือให้รู้เรื่องความดีที่สุดของมนุษย์ ; วิชาคือความรู้หรือ Knowledge. มันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างที่ใครก็เห็นได้ว่า ถ้าเราไม่ มีความรู้แล้ว เราทำไปไม่ได้ ไม่ว่าอะไร, เราต้องมีความรู้ใน เรื่องนั้น ๆ ก่อน. อย่างเราจะเป็นผู้พิพากษา เราก็ต้องมีความรู้ กฎหมาย อย่างนี้เป็นต้น. ทีนี้ถ้าเราจะเป็นมนุษย์ให้เต็มตามความ หมายของมนุษย์นี้ เราก็ต้องมีความรู้ว่า เราจะเป็นมนุษย์ อย่างไร ; หรือว่าการที่เราจะอยู่กับความดีที่สุดของมนุษย์นี้เรา จะต้องรู้ว่ามันคืออะไร ; เพราะฉะนั้นเราจะต้องมีความรู้ ที่นี้ ความรู้นี้เราจะเอามาจากไหน และจะเอาอะไรเป็นหลักเกณฑ์ว่า นี้เป็นความรู้ที่ถูกต้อง. เพราะฉะนั้นนักจริยธรรมเขาจึงวินิจฉัย ๕๗
น.342 พิจารณาในเรื่องนี้เป็นการใหญ่อีกข้อหนึ่ง และได้พบในที่สุดว่า ; เมื่อประมวลมาตั้งแต่ต้นจนปลาย และด้วยเหตุผลที่ประกอบกันขึ้น นี้ก็พบว่าสิ่งที่เรียกว่าความรู้ ว่าอะไรดี อะไรผิด อะไรถูก อะไรชั่วนี้ เราอาศัยหลักสามประการ ดังต่อไปนี้ : - อันแรกที่สุด ข้อหนึ่งนั้น คือ ความยอมรับได้ทั่วไปของหมู่ มนุษย์ Agreement หรือว่า General Agreement of Mankind : คือความยอมตกลงด้วยได้ทั้งหมดของมนุษย์ เราเขาเขียนสั้น ๆ เป็นภาษาจริยธรรมของเขาว่า Consensus Gentium. นี้เรียกเป็น ภาษาลาตินอย่างเดียวกัน บางทีก็เรียกสั้น ๆ ว่า Impiricism, นี่เรียกสั้น ๆ เพื่อประหยัดเวลาว่า Impiricism ; คือหมายถึง ความยอมรับได้ทั่ว ๆ ไปในหมู่มนุษย์, ข้อนี้หมายความว่า การที่จะบัญญัติศีลธรรม จริยธรรมอะไรลงไปนั้น ต้องเล็งถึง การยอมรับได้ทั่วไปสำหรับมนุษย์ก่อน ถ้ามันขัดกับความยอม รับได้ทั่วไปของมนุษย์แล้ว ตัดออกเลย. นี่ไม่ใช่ Knowledge, นี่ไม่ใช่ความรู้ นี่ไม่ใช่วิชาที่ถูกต้อง นี้ก็น่าเลื่อมใส ที่เขาเพ่งเล็ง ถึงข้อนี้ก่อน. ต่อเมื่อถึงข้อสอง เขาจะถึง Rationalism คือเหตุผล, Sufficiency of Reason : คือว่า ความเพียงพอของเหตุผล เป็นข้อที่สอง. เขาไม่เอาเหตุผลเป็นข้อที่หนึ่ง เขาเอาความยอมรับ ได้ของมนุษย์เป็นข้อที่หนึ่ง แล้วจึงเอาเหตุผลนี้เป็นข้อที่สอง. ความเพียงพอของเหตุผลนี้ จะต้องดูว่ามันไม่งมงายอย่างหนึ่งแล้ว ; ข้อแรกมันไม่ป่าเถื่อน มันไม่งมงาย ไม่มีความงมงายอยู่ในนั้น. ในเหตุผลนั้นมันก็มีอยู่สองฝ่าย เหตุผลทางตรรกนั้นมันอย่างหนึ่ง และเหตุผลทางข้อเท็จจริงนั้น มันอีกอย่างหนึ่ง ; และเหตุผล ๕๘
น.343 ในที่นี้ มันต้องหมายถึงทั้งสองสถาน แต่เล็งเหตุผลทางข้อเท็จจริง หรือ Fact นี่เป็นส่วนใหญ่ก่อน แล้วจึงถึงเหตุผลทางตรรกหรือ Logic. บางคนรังเกียจ Logic ว่าเป็นเหตุผลกลโกงอะไรทำนอง นี้ แต่ความจริงไม่ใช่. ความมุ่งหมายที่แท้จริงของ Logic ก็ไม่ได้ มุ่งหมายจะเป็นกลโกง แต่บางทีมันดีเกินไป หรือว่ามันตรง ไปตรงมาเกินไป แต่ถ้าเหตุผลทางข้อเท็จจริงมีอยู่อย่างไรแล้ว เหตุผลทางตรรกที่ถูกต้องก็จะเป็นเครื่องสนับสนุน ไม่ใช่เป็น เครื่องคัดค้าน. ทีนี้ถ้ามันคัดค้านกันอยู่ ก็หมายความว่า ตรรกอัน นั้นมันคงยังมีอะไรผิดพลาดอยู่แน่, คือ Logic อันนั้นยังคงมีอะไร ผิดพลาดอยู่แน่. ทีนี้ ที่ว่าเหตุผลในข้อเท็จจริงนั้น เราเอาสิ่งที่รู้กัน ได้เป็นประมาณ คือว่าสิ่งที่ผ่านไปแล้ว มีข้อเท็จจริงอยู่อย่างไร มันก็แสดงเหตุผลอยู่ในตัว ; แล้วเมื่อพิสูจน์ด้วยหลักทางตรรก มันก็ยังลงรอยกันได้ นี่คือเหตุผล. เรื่องเกี่ยวกับการใช้เหตุผลนี้ บางทีอาตมาเชื่อว่า ท่านผู้ที่จะเป็นผู้พิพากษามีความรู้ความเข้าใจ กันอยู่แล้ว ไม่ต้องเอามะพร้าวมาขายสวนอะไรกันในทำนองนี้. ข้อที่สาม เรียกว่า ความมองเห็นได้ทันที I mmediate Apprehension (Immediate ทันที Apprehension คือสำนึกได้ หรือว่าเข้าใจได้ทันที) เขาเรียกเป็นภาษาจิตวิทยาของเขาว่า Intuitionism. ถ้าเราเข้าใจคำว่า Intuitive คือว่าเข้าใจอย่าง ซาบซึ้งได้แล้ว เราก็ใส่ tion แล้ว ism เข้าไปเป็น Intuitionism. อิสม์ ๆ (ism) นี้มันต่อท้าย เพื่อให้บอกว่า มันเป็นความคิดอันหนึ่ง ลัทธิอันหนึ่ง ภาวะอันหนึ่งหรืออะไรทำนองนั้น ก็คือ Intuitive มันเป็นสิ่งที่อาจจะเข้าใจอย่างซึมซาบได้ทันที ; คือว่าพอมองเห็น ก็รู้ได้เข้าใจได้อย่างนี้ ถ้าไม่เช่นนั้นเราไม่เรียกว่าความรู้ ไม่ใช่ ๕๙
น.344 ความรู้ที่เป็นความสมบูรณ์. เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า ความรู้ที่จะมาใช้เป็นหลักตัดสิน ว่าอะไรดีอะไรชั่วนี้มันต้องประกอบไปด้วยองค์สามประการนี้ คือว่ายอมรับได้แก่มนุษย์ชาติทั่วไป ; แล้วก็มีเหตุผลเพียงพอ แล้วก็พอมองเห็นก็เข้าใจได้ พอเหลือบเห็นก็เข้าใจได้อย่างนั้น. เมื่อครบองค์สาม อย่างนี้ บัญญัติว่าเป็นความรู้ที่เพียงพอแล้ว ที่จะเอามาใช้ตัดสินว่าอะไรดี อะไรไม่ดี อะไรผิดอะไรถูก อย่างนี้เป็นต้น ; ตลอดถึงจะมาใช้ตัดสินว่า อะไรเป็นความดีสูงสุด ของมนุษย์เรา นักศีลธรรมเขาเพ่งเล็งปัญหา เรื่องความรู้ที่จะ ตัดสินอะไรดีอะไรถูกนี้ เป็นปัญหาสำคัญข้อหนึ่ง. รองลงมาจาก เรื่องของความดีสูงสุดของมนุษย์ก็เพื่อจะได้ใช้ความรู้นี้เอง เป็นเครื่องวินิจฉัยว่า อะไรเป็นความดีสูงสุดของมนุษย์และเพื่อจะ ยืนยันว่า ในวงของ Ethics นี้จะปราศจากความรู้ไม่ได้ และความ รู้ที่จะยอมรับได้ ก็เฉพาะแต่ความรู้ที่ประกอบไปด้วยองค์สาม ประการนี้เท่านั้น. ทีนี้ก็มาถึงปัญหาข้อที่สาม ที่เรียกว่า SANCTION. ดังที่ได้กล่าวแล้วเมื่อตะกี้นี้ว่า ระบบของจริยธรรมหรือ ว่าศีลธรรมนั้น ต้องดีหรือว่าต้องสมบูรณ์ ถึงขนาดที่เปิดโอกาส ให้มี Sanction และตัวเองก็ดีพอที่จะใช้อำนาจในการ Sanction ; ที่นี้สิ่งที่เรียกว่า Sanction นี้ขยายออกไปเป็น 3 ประเภท คือว่า อาศัยสิทธิทางศาสนา Religious Sanction นี้อย่างหนึ่ง, แล้วก็ อาศัยสิทธิทางการเมืองเรียกว่า Political Sanction นี้อย่างหนึ่ง, แล้วก็อาศัยสิทธิทางสังคมเรียกว่า Social Sanction นี้อีกอย่าง หนึ่ง, เพียงแต่เอ่ยชื่อมาก็พอจะเดาได้ ว่าหมายถึงอะไร. ๖๐
น.345 SANCTION ด้วยสิทธิทางศาสนา นั้น ได้เคยใช้ในประวัติ- ศาสตร์โลกมาหลายครั้งหลายหน. ลองไปอ่านประวัติศาสตร์ใน ยุโรปสมัยกลางดู ถึงแม้แต่ในประเทศไทยเราเอง เราก็ยังพบการ กระทำบางอย่างที่อาศัยสิทธิทางศาสนาทำการ Sanction, คือระงับการกระทำบางอย่าง ซึ่งถือว่าเป็นศีลธรรม หรือเป็นสิ่ง ที่ควรทำก็มีอยู่บ่อย ๆ ; โดยถือเอาประโยชน์ของศาสนา หรือ หลักเกณฑ์ของศาสนาเป็นหลัก Sanction. ที่อาศัยสิทธิทาง ศาสนานี้ หรือเปิดโอกาสให้ศาสนา Sanction ในวงของจริยธรรม นี้ ไม่มีอันตราย แน่นอนทีเดียวว่า ไม่เป็นภัย ไม่เป็นอันตราย และเราก็ยอมรับกันได้ทันที. แต่อันถัดไปคือ POLITICAL SANCTION นั้นเป็นที่น่า หวั่นเกรง, และแม้แต่นักจริยธรรมเองก็หวั่นเกรง เพราะว่า เรื่องนี้มันเกี่ยวกับอำนาจ เช่นการแซงชั่นของสหประชาชาติ ต่อประเทศนั้น ต่อประเทศนี้ ซึ่งประเทศนั้น ประเทศนี้ เขาก็ถือว่า เป็นสิทธิที่เขาควรจะทำได้ แต่สหประชาชาติก็แทรกแซง หรือว่าประเทศใหญ่เข้าไปแทรกแซงสิทธิอะไรของประเทศเล็ก โดยอ้างเหตุผลอย่างนั้น อย่างนี้ หรือว่าบางทีสหประชาชาติตกอยู่ ใต้อิทธิพลของประเทศที่มีอำนาจประเทศใด แล้วก็ปล่อยให้แซงชั่น ประเทศเล็กที่ไม่มีอำนาจได้อย่างนี้ เหล่านี้เป็น Political Sanction ทั้งนั้น. แต่โดยเหตุที่นักจริยธรรมยังยอมรับอยู่ว่า การเมืองก็เป็น เรื่องสำคัญ ; คือมันเป็นเรื่องเป็นเรื่องตายของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน ได้เหมือนกัน. ข้อนี้เราต้องยอมรับแต่เฉพาะที่ว่านโยบายอันนั้น หรือการกระทำอันนั้น มันเป็นการถูกต้องเท่านั้น มันจึงจะเป็น การชอบธรรมที่จะแซงชั่นในทางการเมือง, ทีนี้ถ้าอำนาจป่าเถื่อน ๖๑
น.346 อำนาจบาตรใหญ่บังคับเอาอย่างประเทศใหญ่ทำแก่ประเทศเล็ก อย่างนี้ ; มันไม่ใช่แซงชั่นที่ถูกต้องตามความมุ่งหมายในที่นี้. เพราะฉะนั้นเป็นอันว่าหลักของจริยปรัชญานี้ไม่ยอมรับแซงชั่น อย่างป่าเถื่อน ที่เป็นการกดขี่ หรือไม่เป็นธรรม ; ทั้ง ๆ ที่เขา เปิดโอกาสไว้ด้วยว่า การแซงชั่นทางการเมืองนี้เป็นสิ่งที่ทำได้ หรือยอมรับ. ถัดไปที่เรียกว่า Social Sanction ก็คือ สิทธิของสังคม หรือเพื่อประโยชน์แก่สังคม ; ข้อนี้มันก็คล้ายๆ กันกับการเมือง แต่มันไม่เล็งถึงตัวการเมืองโดยตรง มันเล็งถึงสังคมที่ย่อมลงมา เล็กลงมา. ที่ว่าชนหมู่หนึ่งเขามีเหตุผล มีความจำเป็น มีอะไรของ เขาอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ. เขาจะต้องป้องกันชีวิต ความเจริญอะไร ของเขาทำนองนี้ ก็เสนอความคิดเห็นที่เป็นการแซงชั่น ; อย่างนี้ ทางจริยธรรมก็ไม่ถือว่าผิดและไม่ปิดประตู ยังเปิดโอกาสให้ คือถือว่ายังถูก ยังถูกต้องตามกฎเกณฑ์แห่งจริยธรรมอยู่นั่นเอง. ทั้งหมดนี้เราเป็นอันสรุปความได้ว่า ในระบบของจริยธรรมนั้น เขามองกันกว้างออกไปถึงเรื่องของการแซงชั่น และถือว่าก่อนที่ จะตัดสิน หรือวินิจฉัยปัญหาทางศีลธรรมข้อใดลงไปนั้น ต้อง เล็งถึงสิ่งนี้ด้วย ; คือว่าต้องพิจารณาถึงสิ่งนี้ด้วย อย่าให้สิ่งนี้เสีย ไปด้วย อย่าให้สิทธิในการแซงชั่นนี้เสียไปด้วย จึงจะเรียกว่า จริยปรัชญา หรือ Moral Philosophy ที่สมบูรณ์ ซึ่งเขาถือเป็น ข้อที่สาม. ทีนี้ ปัญหาข้อต่อไป ข้อที่สี่ ที่เรียกว่า MOTIVE อำนาจ ผลักไสให้เราปฏิบัติธรรม อำนาจอะไรจะดลใจ จะผลักไส ให้มนุษย์ตั้งอยู่ในศีลธรรม ๖๒
น.347 ปฏิบัติศีลธรรมยึดมั่นในศีลธรรม ; อย่างนี้ก็อาศัยหลักเกณฑ์อัน เดียวกันกับเรื่องของ Sanction เรื่องของ Motive นี้อาศัยหลัก เกณฑ์อย่างเดียวกันกับเรื่องของ Sanction. อันแรกก็คือความรู้สึก ในทางศาสนาเป็น Religious Motive, เพื่อประโยชน์แก่ Religious Sanction นั่นเอง, เป็น Religious Motive. ข้อนี้ เขาชี้ไปยังความหวังที่จะมีความสุข และความกลัวต่อความทุกข์ ; ความหวังที่จะมีความสุข Hope of Happiness แล้วก็ความกลัว ต่อความทุกข์ Fear of Misery. นี่ท่านลองคิดดูว่า ในหัวใจของ ใครบ้าง ที่ไม่มีความหวังอย่างนี้ และไม่มีความกลัวอย่างนี้ ; แม้แต่ในสัตว์เดรัจฉานก็ยังมี Motive อันนี้ : คือหวังที่จะมีความสุข และกลัวต่อความทุกข์. เพราะฉะนั้นเราจึงสมัครที่จะตะครุบเอา ทันที ถ้ามีอะไรมาแสดงให้เห็นว่า มันจะได้สิ่งนี้ คือได้ความสุข และพ้นทุกข์ ; แต่ทีนี้ในทางจริยธรรมนั้น มันต้องเป็นไปตาม เหตุผล ตามความรู้อย่างที่กล่าวข้างต้น. เพราะฉะนั้นเราจึงยังไม่ อาจจะยอมรับว่า มีพระเครื่องมาแขวนคอแล้วมันก็จะสำเร็จ ประโยชน์ ; อย่างนี้ ไม่ใช่ มันต้องมีอย่างอื่น ซึ่งเป็นเรื่องจริง เกินกว่านั้น ; มีพระเครื่องมาแขวนคอนี้ มันมีเหตุผลน้อยเกินไป อย่างมากจะมีข้อแก้ตัวว่าเป็นเครื่องคอยเตือน : คอยเตือนว่า "อย่าทำความชั่ว ให้ทำแต่ความดี" แต่ความจริงนั้น คนที่เอา พระเครื่องมาแขวนคอนั้นเชื่ออะไรมากกว่านั้น หวังอะไร มากกว่านั้น ; นั่นก็เพราะความรู้สึกอันนี้เองว่า หวังต่อความสุข กลัวต่อความทุกข์ จึงได้เอาพระเครื่องมาแขวนคอ. แต่เราจะต้อง มองดูให้ดีกว่านั้น หวังต่อความสุขที่มีเหตุผล เป็นความหวัง ที่มีเหตุผล, คือความหวังที่จะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างถูกต้อง ; ๖๓
น.348 เพราะว่าความสุขนี้จะต้องมาจากการกระทำที่ถูกต้อง. เพราะ ฉะนั้นความหวังต่อความสุขนั้นก็คือ ความมุ่งหวังที่มีเหตุผล ; มอง เห็นชัดว่า ทำอะไรอย่างถูกต้องแล้วก็ได้ความสุข ; ความหวังที่ จะได้ความสุขและกลัวต่อความทุกข์นี้ เป็นสิ่งที่ผลักดันให้ มนุษย์เราตั้งอยู่ในศีลธรรม. ทีนี้ การที่ใครจะถือว่า เอาพระเครื่องมาแขวนคอเป็น ศีลธรรมอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน อย่างนี้ก็ถูกเหมือนกัน แต่ยัง ไม่พอ. เราต้องมีอะไรมากกว่านั้น คือเล็งถึงการปฏิบัติที่ถูก ต้องจริง ๆ ; แล้วอำนาจความที่หวังจะได้ความสุขและกลัวต่อ ความทุกข์นี้ ทำให้เรากล้าปฏิบัติ มีความอดทนอย่างยิ่งในการ ปฏิบัติ. ถึงแม้ว่าเราจะทำหน้าที่อย่างอื่น ๆ ก็ดูเหมือนว่าความหวัง ในความสุข และความกลัวต่อความทุกข์นี้ เป็นกำลังผลักดันอย่าง ยิ่ง. นี้ขอให้ท่านลองไปคิดดู การที่จะศึกษาเล่าเรียนและประกอบ อาชีพ มีการงาน มีครอบครัว มีทรัพย์สมบัติเป็นหลักฐาน มีอะไร ๆ เหล่านี้ มันก็ล้วนแต่ความหวังในความสุขและความกลัว ต่อความทุกข์ทั้งนั้น ; เพราะฉะนั้นตามทางจริยธรรมจึงยกมา เป็นข้อแรก. ข้อถัดไปก็คือ อาศัยหลักทาง Politic หรือ Politic Motive ก็คือ ความกลัวต่อการถูกลงโทษและความหวังต่อการก้าวหน้า ยิ่งขึ้นไป. มนุษย์ทุกคนกลัวต่อการถูกลงโทษ การถูกลงโทษนี้มัน เป็นเรื่องทางกฎหมาย, ทางบ้านเมือง ทางสังคมที่มีกฎหมาย ; เพราะฉะนั้นระบบการเมืองต่าง ๆ นี้ มีความมุ่งหมายที่จะให้เกิด ความก้าวหน้าแก่ประเทศชาติ และมีการลงโทษอย่างไม่ปรานี แก่ผู้ฝ่าฝืนหรือขัดขวาง. เพราะฉะนั้นเมื่อเล็งกันถึงในแง่ของการ ๖๔
น.349 เมืองอย่างนี้ สิ่งที่ผลักดันให้คนตั้งอยู่ในจริยธรรมก็คือ การกลัว ถูกลงโทษ และการหวังความก้าวหน้าของประเทศชาติ ตาม ความมุ่งหมายของการเมืองนั้นมาเป็นเครื่องผลักไส คือเป็น Motive. ทีนี้ถ้ามองในแง่ของสังคม เขาบัญญัติไว้ว่าการกลัวถูก สังคมลงโทษ Ostracism คล้าย ๆ กับประชาทัณฑ์หรือ ปัญพาชนียกรรม ประชาชนลงมติขับออกไป อย่างขับพระเวส- สันดรอย่างนี้ นี่เพราะกลัวต่อ Ostracism และเพราะหวังที่จะได้ ประโยชน์จากเพื่อนในสังคมทุกคน. ความกลัวว่าสังคมจะ ปัญพาชนียกรรมเอา และความหวังว่าจะได้รับความร่วมมือ หรือประโยชน์จากสังคมรอบด้านนี้ ก็ผลักไสให้มนุษย์เราตั้ง อยู่ในศีลธรรม, ตั้งอยู่ในความดี หรือหลีกความชั่วเหล่านี้. นี่ เรียกว่า Motive สิ่งที่นักจริยธรรมเขาหยิบเอามาพิจารณา และยุติกันว่า เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์เรามีศีลธรรม. เพราะฉะนั้นการบัญญัติศีลธรรมใด ๆ จะต้องเพ็งเล็งถึงสิ่งนี้ จึงจะเป็นไปได้ ก็คือไม่ฝืนธรรมชาติไม่ให้ผิดธรรมชาติ ไม่ให้ เสียหลักวิชานั่นเอง ; เพราะฉะนั้นเรารู้ไว้บ้างก็เป็นการดี คือเป็นรายละเอียดของการที่จะทราบว่า เพื่อนมนุษย์ของเรานี้จะ ตั้งอยู่ในตัวบทกฎหมาย, ในระเบียบศีลธรรมได้อย่างไร. เพราะ Motive อะไร. อาตมาเชื่อว่า บางทีในการวินิจฉัยคดีของท่านที่ จะเป็นผู้พิพากษานี้ อาจจะต้องสอดส่องลงไป ถึงกับว่าอะไร เป็นมูลเหตุให้เขาฝืนตัวบทกฎหมายในกรณีนี้ก็เป็นได้. นี่เป็นเรื่อง ที่ควรจะจำไว้ ลองสังเกตทดสอบดู ว่ามันจะจริงตามกฎเกณฑ์ ของนักจริยธรรมของโลกหรือไม่. อันสุดท้ายก็คือ ที่เรียกว่า Free Will เจตนาหรือความต้องการ ๖๕
น.350 ที่เป็นอิสระ. ข้อนี้นักศีลธรรมบางพวกไม่เอาเข้ามาพิจารณา : แต่นัก ศีลธรรมส่วนมากยอมรับเข้ามาพิจารณาว่า อันนี้ก็สำคัญ เอาออกไปไม่ได้ จะต้องอยู่ในฐานะที่จะต้องพิจารณาด้วยเหมือน กัน. ก่อนที่จะวางกฎเกณฑ์ทางจริยธรรม อย่าให้มนุษย์เราเสีย ความเป็นอิสระ ในทางความปรารถนา หรือทางความต้องการ ซึ่งจะเรียกว่า Free Wil. ทีนี้ก็จะเกิดปัญหาขึ้นมาว่า Free กันเท่าไร เมื่อตะกี้ก็พูดแล้วว่า ถ้าฟรีไปอย่างไม่มีขอบเขต คือเป็นประชา- ธิปไตยไม่มีขอบเขต มันก็เป็นป่าเถื่อนขึ้นมาทันที ซึ่งตัวบท กฎหมายไหนก็ไม่ยอม. ยิ่งถ้าปล่อยให้ฟรีไปกว่านั้นอีก ก็ไป เป็นสัตว์เดรัจฉานเลย นี่เราจะฟรีกันเพียงเท่าไร ; นักศีลธรรม คงจะผจญกับความยุ่งยากมาก ในการพิจารณาปัญหาข้อนี้. แต่ว่าในที่สุดเขาก็ยุติกันได้ว่า การที่เราตัดสินใจเข้าข้างตัวเอง แต่พอสถานประมาณ หรือที่มีอุดมคติ เขาใช้คำง่าย ๆ ว่า Partial ซึ่งแปลว่า บางส่วน นั่นแหละ. Partial self determination การตัดสินใจชนิดเข้าข้างตัวเองนั้น พอเป็น Partial คือว่าบางส่วน เท่านั้น ที่ว่าบางส่วนนี้ หมายความว่า ยังอยู่ในคติ ในหลักเกณฑ์ ในร่องรอย หรือในอุดมคติของจริยธรรมของศาสนา ; เพราะว่า คำว่า Partial ในที่นี้ เป็นคำพิเศษ ไม่ใช่หมายความว่าแต่เพียง บางส่วนเหมือนคำธรรมดา ; หมายความว่าจะต้องเล็งถึง หลักเกณฑ์ทางจริยธรรม หรือทางศาสนาเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็ เหลือบางส่วน นั่นแหละคือความต้องการของเรา. อย่างนี้จะพอถือ ว่าเป็น Free will ตามกฎเกณฑ์ของจริยธรรม นี้ข้อหนึ่ง. แล้วอีกข้อหนึ่งก็คือ เล็งถึงบทบัญญัติทางจริยธรรม ตามที่ ๖๖
น.351 บัญญัติไว้ด้วยเหตุผล เขาใช้คำว่า Normative. (Norm คือ กฎหรือบัญญัติ เติม tive เข้าเป็น Normative, แปลว่าต้องเนื่อง อยู่กับ Norm เสมอ, Norm คือกฎหรือ Law) Normative คือต้อง เนื่องอยู่กับกฎหรือ Law เสมอ คือว่าต้องเป็น Ethics, เป็นจริย- ธรรมที่ประกอบอยู่ด้วยหลักเกณฑ์หรือเหตุผลทางปรัชญา แล้วอิงอาศัยอยู่กับ Norm คือ Law หรือกฎ. ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว ความฟรีหรือความอิสระนี้ไม่เลยเถิด แล้วก็จะเป็นฟรีที่เป็น ธรรม เป็นอิสระที่เป็นธรรม ; แล้วก็เป็นอิสระอยู่ได้ คือเป็น ประชาธิปไตยที่เป็นธรรม แล้วก็ไม่เกิดเอะอะวุ่นวายกันขึ้นมาที หลัง. แต่มันจะเป็นไปอย่างราบรื่นจนถึงผลสุดท้าย คือประสบ- สันติสุข. นักจริยธรรมเขาได้ให้กฎเกณฑ์เรื่อง Free will ความปรารถนาที่อิสระไว้อย่างนี้ ; แล้วก็เป็นองค์ประกอบ องค์หนึ่งในห้าองค์ คือทั้งหมดมีห้าองค์ของปัญหาใหญ่ ๆ ที่จะ ต้องพิจารณาก่อนการที่จะบัญญัติจริยธรรมว่าอย่างไรลง ไป. นี่ขอทบทวนอีกที่หนึ่งว่า จะต้องเล็งถึงความดีสูงสุดของมนุษย์ แล้วจะต้องเล็งถึงความรู้ที่เป็นเหตุให้รู้ว่า อะไรดีอะไรชั่ว จนรู้ว่า ดีที่สุดนั้นเป็นอย่างไร และจะได้อาศัยความรู้นั้นมาควบคุม ให้ความดีนั้นดีจริงหรือดีอย่างถูกต้อง ; แล้วต้องเปิดโอกาสของ การแซงชั่น คือการแทรกแซงไว้ด้วย ให้มีสิทธิที่จะแทรกแซงตาม เหตุผลของศีลธรรม ; แล้วก็ให้สมบูรณ์อยู่ด้วยสิ่งที่จะดลบันดาล ให้คนเราสมัครใจไปเอง ในการประพฤติศีลธรรม แล้วพร้อมกัน นั้นก็ให้ความเป็นอิสระไม่มีการกดขี่บังคับข่มเหงน้ำใจที่ตรงไหน เมื่อได้ลักษณะอย่างนี้แล้ว เรียกว่าจริยธรรมหรือ Moral Philosophy ซึ่งเป็นรากฐานของกฎหมาย รากฐานของศาสนา ๖๗
น.352 ตลอดถึงรากฐานของศีลธรรม หรือ Morality ทั่วไป. ทั้งหมดนี้คงจะมีประโยชน์อยู่ไม่น้อย ในการที่เราจะศึกษา อบรมวิชาความรู้ตามหัวข้อที่กระทรวงให้ไว้ว่า หลักพุทธศาสนา และศีลธรรม เพื่อประโยชน์แก่การปฏิบัติหน้าที่ของท่านผู้จะเป็น ผู้พิพากษาสืบไป. อาตมาได้พยายามที่จะทำให้รัดกุม หรือสั้นที่ สุดแล้ว เพราะถ้าจะพูดกันตามที่เขาวางไว้จริง ๆ แล้ว พูดกันตั้ง ปีก็ไม่จบ แต่ว่าใจความที่สรุปรัดกุมที่สุด ในเรื่องที่เกี่ยวกับ Moral และ Ethics นั้นมีอยู่อย่างนี้เป็นชั้นหัวใจของมันมีอยู่อย่างนี้ ฉะนั้นจึงหวังว่าท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย คงจะไปขยาย ความออกไปได้เอง ; ในเมื่อได้สิ่งที่เป็นใจความมาแล้ว. นี่ อาตมาถือโอกาสบรรยายเสียสองครั้งหรือสองวัน ที่เกี่ยวกับ ศีลธรรม หรือปรัชญาของศีลธรรม ; เมื่อวานนี้เรื่องศีลธรรม และวันนี้เรื่องปรัชญาของศีลธรรม และรวมไว้ในหัวข้อว่า ศีลธรรมเป็นพื้นฐานเพียงเท่านี้ ; ซึ่งในวันต่อไปจะได้กล่าว ถึงสิ่งที่เรียกว่า ศาสนาที่งอกงามไปจากศีลธรรมอย่างไรต่อไป. จึงขอร้องให้ท่านผู้สนใจ ท่านนักศึกษาทั้งหลายนี้ ทำความเข้าใจ หลักเกณฑ์เหล่านี้ให้แจ่มแจ้ง เพื่อเป็นทุนไว้ สำหรับฟังคำบรรยาย ที่จะสืบเนื่องกันไปอีก. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ เพราะหมดเวลาเพียง เท่านี้ . ๖๘
Buddhadasa