น.354 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย, ในการบรรยายครั้งที่สามนี้ อาตมาจะได้กล่าวถึงสิ่งที่ เรียกว่า "ศาสนา". ขอทบทวนความเนื่องกันกับเรื่องครั้งที่แล้วมาว่า ในการ บรรยายครั้งแรกได้กล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า "ศีลธรรม" ; ในครั้งที่ สองเราได้กล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า "ปรัญชาของศีลธรรม" ส่วนใน ครั้งนี้เราจะได้กล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า "ศาสนา ;" เพราะฉะนั้น ในตอนแรกของเรื่องนี้ เราควรจะได้เปรียบเทียบกันดู เพื่อรู้ความ แตกต่าง รู้ขอบเขตของสิ่งเหล่านี้ว่ามันมีอยู่เพียงไร. เราไม่อาจจะ พิจารณากันอย่างละเอียดนัก เพราะว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ เราเอา แต่พอรู้ พอสังเกตได้ ก็แล้วกัน ซึ่งจะได้เปรียบเทียบกันดูดัง ต่อไปนี้ .. คำว่าศีลธรรมนั้นก็มีใจความดังที่กล่าวมาแล้วในการ บรรยายครั้งก่อน ซึ่งระบุไปยังข้อประพฤติปฏิบัติเพื่อความผาสุก ของสังคม มันจึงเล็งถึงสังคมเป็นส่วนใหญ่ ; ส่วนศาสนานี้ เปิดโอกาสให้เอกชนคนหนึ่ง ๆ ใช้สติปัญญาความสามารถของตน เพื่อเอาตัวรอดให้แก่ตน จนไปถึงระดับที่สูงสุด ซึ่งเราไปกัน ๗๑
น.355 ไม่ได้ทั้งสังคม ไปได้แต่เฉพาะคน จึงกล่าวได้ว่า ความมุ่งหมาย ของศาสนานั้นเพื่อสันติสุข หรือสงบสุขส่วนบุคคล ; นี้ก็เป็นข้อ แสดงความแตกต่าง. แม้ว่าเราจะกล่าวได้ว่า ศาสนาก็มีหลักเกณฑ์ ที่จะทำความสงบสุขให้แก่สังคมหรือแก่โลก นั้นก็ถือว่าเป็น ส่วนจริยธรรมได้ด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นในศาสนาหนึ่ง ๆจึง มีส่วนที่เป็นศีลธรรมทั่วไปด้วยส่วนหนึ่งเสมอ แล้วก็มีส่วนที่เป็น หลักปฏิบัติเฉพาะศาสนา และเฉพาะที่บุคคลคนหนึ่งจะไปให้ไกล ได้มากเพียงไรในทางจิตใจ. อย่างพุทธศาสนานี้ นักศึกษา เมื่อมองดูกันแล้ว ก็กล่าวพ้องต้องกันว่า มีทางที่จะแยกได้เป็น หลายประเภท เพราะฉะนั้นจึงมีคำว่า ในฐานะอย่างนั้น ในฐานะ อย่างนี้ ; เช่นว่า พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศีลธรรม ก็อย่างหนึ่ง, พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นจริยธรรม ก็อย่างหนึ่ง, และพุทธศาสนา ในฐานะที่เป็นศาสนาคือ Religion นี้ก็อีกอย่างหนึ่ง, แล้วยัง มีพุทธศาสนาในฐานะที่เป็นปรัชญา คือ Philosophy นี้ก็มองกัน ไปในแง่ลึกตามเหตุผลอีกแนวหนึ่ง, หรือแม้ที่สุดแต่จะมองกันไป ในแง่ที่ว่าพุทธศาสนาในฐานะที่เป็นจิตวิทยาอย่างนี้ก็มี และ ลักษณะอย่างนี้มีกล่าวไว้มากโดยเฉพาะ เช่น ในอภิธรรมปิฎก เหล่านี้เป็นต้น ; หรือแม้ที่สุดแต่จะมองกันไปในแง่เป็นวัฒนธรรม หนึ่ง ๆ ก็ยังได้ ; แต่แล้วเราก็มาพิจารณาดูว่า สิ่งเหล่านี้มันมี ขอบเขตอย่างไรหรือความมุ่งหมายอย่างไร. สิ่งที่เรียกว่าศาสนานั้น จะต้องมุ่งหมายเพื่อขจัดปัญหาที่สูง ขึ้นไป คือที่เหลือกำลัง หรือเหลือความสามารถของศีลธรรม หรือของจริยธรรม เพราะฉะนั้นจึงมีหลักอยู่ส่วนหนึ่งโดยเฉพาะ คือการปฏิบัติเพื่อทำลายกิเลส เช่นโลภะ โทสะ โมหะโดยตรง ๗๒
น.356 ให้หมดไป กระทั่งเป็นพระอรหันต์ อย่างนี้เราไม่อาจจะจัดเป็น ศีลธรรมหรือจริยธรรม แต่เราจัดเป็นตัวแท้ของศาสนา. ทีนี้ ยังมีระเบียบหรือแนวคิดที่จะคิดไปตามเหตุผลของนักคิด ที่ไม่ยอมเชื่อง่าย ๆ และเพราะความอยากรู้ที่ไถลออกไปนอกแนว ที่จำเป็น ก็ตั้งปัญหาขึ้นว่า เพราะเหตุใดจึงเป็นอย่างนั้น แล้วก็ ซ้อนลงไปว่า เพราะเหตุใดจึงเป็นอย่างนั้นอีก เพราะเหตุใดจึงเป็น อย่างนั้นอีก ๆ อย่างนี้ก็มาเป็นเรื่องของปรัชญาไป ซึ่งในพุทธ- ศาสนาก็มีให้มากเหมือนกัน. สำหรับขอบเขตของศาสนาหรือ ของสิ่งที่เรียกว่า Religion นี้ควรจะหยุดลงตรงที่ ดับความทุกข์ ได้ตามที่เอกชนคนหนึ่ง ๆ ต้องการ ไม่จำเป็นจะต้องรอบรู้ไปถึง สิ่งที่ต้องใช้เหตุผลโดยส่วนเดียว ซึ่งเป็นเรื่องของปรัชญา ซึ่ง เป็นของเหมาะสำหรับนักปรัชญาเท่านั้น. พวกอุบาสกอุบาสิกาทำ ไม่ได้ หรือแม้แต่ภิกษุภิกษุณีที่เป็นนักบวชในพุทธศาสนาโดยตรง ก็ไม่ได้ศึกษาพุทธศาสนาในฐานะที่เป็นปรัชญาเลย. บางคนอาจจะถือว่าพุทธศาสนาเป็นศาสตร์หรือเป็น Science อันหนึ่ง ; คำว่าศาสตร์นั้น ตามความหมายของคำว่า ศาสตร์ที่เป็นภาษาสันสกฤตนี้ เขาใช้เป็นเพียง คำอธิบาย เท่านั้น ; ฉะนั้นคำว่าศาสตร์จึงล้วนแต่เป็นเพียงคำอธิบาย ไม่ใช่ ตัวบทเดิม ; เช่นมีสูตร ๆ ใดสูตรหนึ่งเป็นหัวข้อสั้น ๆ เพียง ประโยคหนึ่งหรือสองประโยค, แล้วคำอธิบายที่เกิดขึ้นมากมาย นั้นก็เรียกว่าศาสตร์ ; ข้อนี้อาจจะไม่ตรงกับคำว่า Science ในสมัยนี้ก็ได้ แต่หลักเกณฑ์มันอย่างเดียวกัน คืออธิบายไปตาม หลักวิชาที่เราเรียกกันว่า Scientific เพราะฉะนั้นศาสตร์จึงยังคงมี แนวหรือมีหลักเกณฑ์เป็น Science อยู่นั่นเอง. ๗๓
น.357 ทีนี้ เรามองดูกันอีกทางหนึ่งก็คือว่า จะเป็นศีลธรรมหรือ จริยธรรมหรือวัฒนธรรม หรือศาสนา หรือศาสตร์ หรือปรัชญา หรืออะไรก็ตาม ทั้งหมดนั้นถือกันว่าล้วนแต่เป็นสังคมวิทยา ซึ่งเป็นคำอีกคำหนึ่งที่เรียกกันว่า Social Science แปลว่า ความรู้ ที่จำเป็นสำหรับสังคม ซึ่งท่านก็ทราบดีแล้วว่า มันรวมทั้งกฎหมาย รวมทั้งอะไรต่าง ๆ ด้วย เมื่อเป็นดังนี้ ศาสนาก็ตกอยู่ในฐานะเป็น Social Science ด้วยเหมือนกัน เพราะว่าเป็นสิ่งที่สังคมจะต้องมี นั่นเอง. จากทั้งหมดนี้ เราสรุปเอาแต่ใจความสั้น ๆ เพื่อรู้ขอบเขต ของสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา ได้แล้วคือ เครื่องมือที่จะใช้ปฏิบัติเพื่อกำจัด ความทุกข์ หรือสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ ที่เหลือความสามารถของ ศีลธรรมหรือจริยธรรม. นี่จะเห็นได้ชัดว่า มันต่างหากจากศีลธรรม จากจริยธรรม จากวัฒนธรรม จากศาสตร์อื่น ๆ หรือจาก ปรัชญาด้วย ; แต่ก็ต้องไม่ลืมอย่างที่กล่าวมาแล้วว่า พุทธศาสนา หรือศาสนาไหนก็ตาม มีส่วนที่จะถูกมองให้เห็น เป็นจริยธรรม หรือศีลธรรม หรือศาสตร์ หรือปรัชญาได้ด้วยกันทั้งนั้น. ถ้า เผลอแล้วมันปนเปกันอย่างนี้ ; เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าศาสนานั้น เราจะมองในเหลี่ยมไหนได้ทั้งนั้น แต่เดี๋ยวนี้เราจะไม่มองในเหลี่ยม อื่น นอกจากในเหลี่ยมที่เป็นศาสนา คือเป็นตัวแท้ของมัน ; เพราะฉะนั้นเราจะได้วินิจฉัยกัน ถึงสิ่งที่เป็นตัวแท้ของศาสนา หรือลักษณะที่แท้ของสิ่งที่เรียกว่าศาสนา. ความยุ่งยากในข้อนี้มันอยู่ตรงที่คำพูด เพราะว่าเราอาศัย คำพูด ; แล้วคำพูดนั่นเองทำความยุ่งยาก. เช่นคำว่าศาสนานี้ ตัวหนังสือแท้ ๆ แปลว่าคำสั่งสอน หรือสิ่งซึ่งเป็นเครื่องสั่ง ๗๔
น.358 สอน เรียกว่าศาสนา. แต่ตัวจริงของศาสนามันไม่ใช่อย่างนั้นมัน ไม่ใช่ตัวคำสั่งสอน มันได้แก่ตัวการกระทำตามนั้น แล้วก็ได้ผล เป็นความพ้นทุกข์. ถ้าไปชี้เอาตัวคำสั่งสอน คำพูด หรือตำรับตำรา พระคัมภีร์เป็นตัวศาสนาแล้วจะน่าหัวเราะ หรือจะน่าสมเพชเวทนา หรือว่าจะล่มจมไปเลยก็ได้ เพราะนั่นมันเป็นเหมือนกับภาชนะที่ ใส่ตัวศาสนาไว้เท่านั้น ตัวแท้ของศาสนาต้องเป็นตัวการปฏิบัติ เสมอไป. อาตมาเชื่อว่าต้องเป็นอย่างนี้ทุกศาสนา และโดยเฉพาะ อย่างยิ่งพุทธศาสนานั้น ท่านกล่าวไว้ชัดว่า ได้แก่ระเบียบปฏิบัติ ที่ทำให้คนเราพ้นจากความทุกข์ ที่นอกเหนือไปจากอำนาจ ของศีลธรรมหรือจริยธรรมเป็นต้นจะช่วยได้. แต่ทีนี้เรายังมีทางที่จะทำความเข้าใจกันได้ โดยที่ถ้าถือตาม หลักพุทธศาสนาแล้ว พอที่จะแบ่งได้ว่า ศาสนาในส่วนที่เป็นปริยัติ หรือหลักวิชานี้อย่างหนึ่ง, แล้วก็ศาสนาในส่วนที่เป็นตัว การ ปฏิบัติ คือการกระทำลงไป ด้วย กาย วาจา ใจ จริง ๆ นี้อย่างหนึ่ง, แล้วก็ศาสนาในฐานะที่เป็นปฏิเวธ คือตัวผลของการปฏิบัติ คือสิ่งที่เรียกว่า มรรค ผล นิพพาน ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ นั้น ๆ ; แล้วเราเอาปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ทั้งสามอย่างนี้รวมกัน เข้าเป็นอย่างเดียว นี่เรียกว่า ตัวศาสนาที่สมบูรณ์. ส่วนวัตถุ เครื่องหมาย เช่นโบสถ์ วัดวาอารามต่าง ๆ กระทั่งถึงพระคัมภีร์ พระไตรปิฎก พระพุทธรูป หรืออะไรเหล่านี้เป็นเพียงวัตถุ เป็น เครื่องหมาย, หรือบางทีก็เป็นเพียงภาชนะเครื่องหุ้มห่อตัวแท้ของ ศาสนาเท่านั้น ; เพราะฉะนั้นจะต้องมองให้ทะลุผ่านสิ่งเหล่านี้ไป ถึงตัวแท้ของสิ่งที่เรียกว่าศาสนาให้ได้ ซึ่งมีใจกลางหรือศูนย์กลาง อยู่ที่ตัวการปฏิบัตินั่นเอง. ท่านทั้งหลายย่อมพอที่จะมองเห็นเองว่า ๗๕
น.359 เรียนก็เรียนเพื่อการปฏิบัติ ถ้าเรียนเฉย ๆ ไม่ปฏิบัติแล้วมันก็ไม่มี ประโยชน์อะไร ฉะนั้นมันจึงไม่สำเร็จอยู่เพียงแค่เรียน ; จึงว่า เรียนเพื่อปฏิบัติ. ทีนี้ปฏิบัติแล้วมันแน่นอน ที่ผลจะต้องเกิดขึ้นตาม สมควรแก่การปฏิบัติ, มันหลีกไม่พ้น, เพราะฉะนั้น ใจความสำคัญ หรือแกนกลางนั้น จึงอยู่ที่ตัวการปฏิบัติ ; และนี้เองคือหัวใจและ แกนกลางของสิ่งที่เรียกว่าศาสนา ; เพราะฉะนั้นเราอาจจะกำจัด ความลงไปได้ว่า กิริยาที่ทำเพื่อให้เกิดความรอดนั่นแหละคือ ตัวศาสนา. กิ ริยาที่กระทำลงไปเพื่อให้เกิดความรอดจากความทุกข์ หรือจากสิ่งที่ไม่ปรารถนานั่นแหละคือตัวศาสนา เพราะว่าอันนี้ เป็นสิ่งที่อาจจะกล่าวได้ว่า เป็นความรู้สึกสามัญสำนึก หรือเป็น Instinct ก็ได้ โดยที่สัตว์ทั่วไปต้องการจะรอด แล้วก็ดิ้นรนเพื่อ ให้รอดทั้งนั้น. ขอให้ดูว่าแม้แต่สัตว์เดียรัจฉานแท้ ๆ มันก็ยังดิ้นรน เพื่อให้รอดจากสิ่งที่มันไม่ชอบ ไม่ต้องการ ไม่ประสงค์ ; ฉะนั้น มันจึงมีวิธีวิ่งหนี หรือวิธีอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้มันรอด. ทีนี้คน เราก็เหมือนกัน : เมื่อรู้ว่าอะไรเป็นอันตรายแล้ว ก็ต้องการ ความรอดจากสิ่งนั้น. แต่เดี๋ยวนี้อันตรายของมนุษย์เรา มันไม่ใช่ เพียงความเจ็บไข้ ความอดอยาก หรืออันตรายเกิดจากเสือสาง สัตว์ร้าย เพียงเท่านั้น ; มันมีอันตรายที่ร้ายกาจอย่างหนึ่ง ที่ ยิ่งกว่าอันตรายทั้งหลาย นั้นคือกิเลส ได้แก่ ราคะ โทสะ โมหะ, นี้โดยหลักใหญ่ ; เพราะฉะนั้นเราจึงมีเหตุผลพอที่จะแบ่งอันตราย นี้ออกเป็นสามประเภท, จะเรียกว่าความเจ็บไข้หรืออันตรายหรือ อะไรก็ได้. สามประเภทก็คือ ทางร่างกายแท้ ๆ นี้ คือทาง Physical นี้ประเภทหนึ่ง ; อีกทางหนึ่งก็คือทางจิตที่เกี่ยวอยู่กับ ๗๖
น.360 ร่างกาย คือทาง Mental นี้อีกประเภทหนึ่ง ; ทีนี้ทางฝ่ายจิตหรือ ทางฝ่ายวิญญาณล้วน ๆ ที่เรียกว่า spiritual นั้นอีกประเภทหนึ่ง. ยกตัวอย่างเหมือนว่าความเจ็บไข้ เราป่วยที่เนื้อที่หนังเป็นแผล ล้วน ๆ อย่างนี้ มันเป็นทาง Physical ล้วน ; แต่ถ้าเกี่ยวกับระบบ ประสาทหรือจิตใจ จะต้องไปอยู่โรงพยาบาลอีกประเภทหนึ่ง นี้เราเรียกว่า Mental disease ขึ้นม า คือเป็นโรคทางจิตขึ้นมา ; ทั้งสองโรคนี้มันยังเกี่ยวกับกายอยู่เป็นส่วนมาก. ทีนี้มีโรคอีกชนิด หนึ่ง ซึ่งเกิดแก่ดวงวิญญาณหรืออะไรทำนองนั้นล้วน ๆ เช่นความ โง่ ความหลง ความขลาด ความกลัว หรืออะไรต่าง ๆ ที่รวมแล้ว เรียกว่า ราคะ โทสะ โมหะ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ มิจฉา- ทิฏฐิ ความสำคัญผิด ความเห็นผิด. นี่เป็นโรคทาง Spiritual ที่มัก จะเรียกกันว่า Spiritual disease ; เป็นโรคภัยทางดวงวิญญาณ ทางความรู้สึกส่วนลึกของมนุษย์เรา. และถ้าคนเราเป็นโรคนี้อยู่ เพียงไรแล้ว คนนั้นหาความสงบสุขไม่ได้ แม้ว่าจะเป็นคนร่ำรวย มีอนามัยดีทั้งร่างกายและทาง Mental. นี่เองเป็นเหตุให้เราต้องกิน ยาพิเศษ คือสิ่งที่เรียกว่าศาสนา มันจึงจะแก้โรคส่วนนี้ได้. จงเชื่อ เถิดว่า เราไม่อาจจะไปหาโรงพยาบาลตามธรรมดาให้ช่วยแก้ โรคส่วนนี้ เพราะมันเป็นแก่ดวงวิญญาณ มันจึงต้องหันหน้าเข้า ไปหาสิ่งที่เรียกว่าศาสนา แล้วก็อาจจะหาทางแก้ไขได้. เมื่อจะกล่าวอีกทางหนึ่ง ศาสนาเป็นสิ่งซึ่งมีสมรรถภาพที่จะ แก้ไขโรคในทางจิตหรือทางวิญญาณ ซึ่งอาจจะสรุปความให้สั้น เหลือคำเดียวแล้ว เรียกว่า "ความกลัวต่อสิ่งที่มองไม่เห็นตัว ;" นิยมเรียกกันอย่างนี้. ถ้าท่านไปเปิดหนังสือที่ว่าด้วยศาสนา ที่เขียนกันขึ้นในโลกเวลานี้ทั้งหมด จะพบบทแรกหรือบทนำ ที่ ๗๗
น.361 เขายกเอาความกลัวเป็นต้นตอหรือมูลเหตุของสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา บัดตั้งแต่กลัวอย่างเขลา ๆ มาทีเดียว จนกระทั่งกลัวที่มี เหตุผล และกลัวอย่างสูงสุด อย่างละเอียดคือกลัวกิเลส เพราะ ฉะนั้นมูลเหตุของศาสนาจึงเล็งไปได้ที่ความกลัวก่อน ; เพราะว่า ความกลัวนี้ทำให้ดวงวิญญาณไม่สงบสุข. แม้จะมีความอุดม- สมบูรณ์ทางวัตถุ ทางเนื้อหนัง ทางเกียรติยศชื่อเสียงอะไรก็ตาม แต่ถ้าความกลัวยังมีอยู่แล้วมันหาความสงบสุขไม่ได้ ; เงินก็ แก้ความกลัวไม่ได้ อำนาจก็แก้ความกลัวไม่ได้ ถ้ามันเป็นความ กลัวชนิดที่ลึกซึ้งแท้จริง ; แต่ว่าสิ่งที่เรียกว่าศาสนานี้แก้ได้. เพราะ ว่าสิ่งที่เรียกว่าความกลัวนี้มันพาดพิงไปถึงเหตุการณ์หลังจาก ตายแล้ว, นี้อะไรจะแก้ได้ลองคิดดู ; หลังจากตายแล้วเราจะเป็น อะไรเราไม่รู้แล้วเรากลัวอย่างนี้ ; หรือว่าเรายังไม่ทันจะตาย ราคะเกิดขึ้นแผดเผาจิตหรือว่าความหลง มิจฉาทิฏฐิแผดเผาครอบ งำจิต จะเอาอะไรแก้? มันมีสิ่งที่เรียกว่าศาสนาเท่านั้น ไม่ว่า ระบบศาสนาไหน ก็มุ่งหมายจะขจัดอันตรายคือความกลัว นี้ทั้งนั้น แล้วก็ให้ความอุ่นใจแก่บุคคลนั้น เราจึงนับถือศาสนาในฐานะเป็น สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือสูงสุดกว่าศีลธรรมและจริยธรรม ก็เพราะเหตุนี้. และพร้อมกันนั้นเราเห็นเรื่องปรัชญานั้น ๆ เป็นเรื่องสนุกสนาน สำหรับคิดเท่านั้นเอง, อย่างนี้เป็นต้น ; เราไม่ยกขึ้นมาในฐานะ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดเหมือนกับสิ่งที่เรียกว่าศาสนาเลย. ทีนี้ เท่าที่อาตมาได้กล่าวแล้วข้างต้นว่า มันยุ่งอยู่เพราะคำ พูด ; เช่นถ้าเราจะต้องพูดกับชาวต่างประเทศ เราจะใช้คำว่า อะไร? เช่นอย่างนักศึกษาที่เรียนสำเร็จ บางทีก็ต้องไปเมืองนอก เมื่อจะต้องพูดถึงสิ่งที่เรียกกันในเมืองไทยว่าศาสนา ท่านจะใช้คำ ๗๘
น.362 อะไร เพราะไม่อาจจะพูดด้วยคำไทยว่าศาสนา. เราไม่มีคำอะไร เราต้องใช้คำที่เขาใช้ ๆ กันอยู่ เช่นคำว่า Religion ; แล้วก็เกิด เป็นปัญหาขึ้นว่า พุทธศาสนานี้เป็น Religion แน่ละหรือ? เพราะ บางคนตั้งข้อรังเกียจ ข้อสงสัยว่า Religion นั้นมันมีความอย่าง หนึ่ง และต้องมีพระเป็นเจ้าเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยจึงจะเป็น Religion อย่างนี้เป็นต้น ; เพราะฉะนั้นจึงมีคนที่เป็นนักศึกษาบางพวก บางหมู่ในโลกนี้ไม่ยอมรับว่า พุทธศาสนาเป็น Religion ; เขา บัญญัติให้เป็นเพียงระบอบหนึ่งก็มี บัญญัติให้เป็นปรัชญาของ ชีวิตไปอีกระบอบหนึ่งก็มี, ไม่ยอมเรียกว่า Religion ; ดังนั้น เราก็มีปัญหาเกิดขึ้นว่า มันอย่างไรกันแน่? ถ้าเรามีสติปัญญา เราอาจจะแก้ปัญหาข้อนี้ได้ ; ลองพิจารณากันต่อไป. ข้อนี้ขอให้เข้าใจว่า ไม่ใช่เป็นเพราะว่า เราไม่มีคำศัพท์อื่นที่ จะมาเรียกศาสนาเราจึงต้องเรียกด้วยคำว่า Religion อย่างนี้มันก็ ถูกเหมือนกัน แต่ว่าความจริงมันมีมากกว่านั้น ; และข้อที่ว่าเรา ต้องการใช้คำในปทานุกรมไปตามปทานุกรม นี่มันก็ถูกแล้ว แต่ว่าเหตุผลมันยังมีมากกว่านั้น. ข้อนี้ทำได้โดยที่เราไปพิจารณา ตรงคำ Religion นั้นให้ดี ๆ อย่าเหมา ๆ ตาม ๆ ไปตามคนบางพวก ที่ว่าเอาเอง. หรือว่าบัญญัติความหมายไว้แคบ ; ซึ่งเราจะได้ พิจารณาดูต่อไป ในชั้นแรกนี้ท่านต้องเข้าใจว่า การที่เราไม่มีคำ อื่นจะพูดตามธรรมดา นี้แน่นอนอยู่แล้ว เราไม่อาจจะบัญญัติเองได้ เราต้องใช้คำที่เขามีอยู่ ทีนี้เราไม่มีคำอื่นนอกจากที่เขาใช้กันอยู่ เราก็ต้องใช้คำนี้ ; แต่เพียงเท่านี้ เหตุผลไม่พอ เราต้องมีเหตุผล อย่างอื่น .. เราเล็งดูอีกทางหนึ่งเพื่อความปลอดภัยไว้ที่ก่อนว่า. ตัวแท้ ๗๙
น.363 ของศาสนานี้มันเป็นปรัชญาก็ไม่ใช่, เป็นศีลธรรมก็ไม่ใช่, เป็นอะไร ก็ไม่ใช่ทั้งนั้น, เพราะฉะนั้นมันต้องเป็นอะไรของมันเองอย่างหนึ่ง แล้วจะเรียกว่าอะไร ถ้าจะเรียกให้คนต่างประเทศหรือคนทั่วโลก เข้าใจ? มันก็ต้องมีคำว่า "ศาสนา" โดยเฉพาะนั่นแหละใช้ เพราะ ฉะนั้นเราต้องมีคำสากลที่เป็นคำภาษาอังกฤษใช้ เพื่อพูดกันให้รู้ เรื่อง ; แต่แล้วเราไม่มีคำอื่น เราจึงต้องใช้คำว่า Religion นั่นเอง เพราะฉะนั้นเราต้องพิจารณาถึงคำนี้ว่ามันจะตรงกับหลักของ พระพุทธศาสนาได้หรือไม่ ในตอนนี้เราก็ต้องอาศัยหลักวิชากัน สักหน่อย กล่าวคือหลักวิชาทางศัพท์ศาสตร์ คือทางคำพูดนี้ ว่า Religion มันมีมูลมาจากความหมายว่าอะไร. พวกนักศาสนาฝ่ายตะวันตกเอง ก็ถกเถียงกันมาก ว่าคำว่า Religion นี้มันมีรากศัพท์คือ root ของคำนี้ ว่าอะไร. ทีนี้ก็ค้นกัน ใหญ่. ก็มันมีทางที่จะค้นวรรณกรรมทางศาสนานั่นเองว่า ตั้งพัน กว่าปีมาแล้วนี้ เท่าที่มนุษย์มีสติปัญญาพูด และบันทึกและเขียนนี้ คำ ๆ นี้มันมีรากของคำว่าอย่างไร? ข้อนี้เราอย่าลืมว่า เราต้อง อาศัยวรรณกรรมฝ่ายตะวันตก, เพราะว่าคำว่า Religion นี้เป็นภาษาตะวันตก ซึ่งเราจะต้องเอามาใช้กันทั่วไปเป็นสากลใน ปัจจุบันนี้. ในที่สุดเราพบว่าวรรณกรรมในสมัยก่อน ซิเซโร นักศาสนา นักปรัชญาคนนี้ขึ้นไปแล้ว ล้วนแต่เขียนไว้ในทำนองที่ แสดงว่า คำว่า Religion นี้มาจาก root ว่า lig และ lig คำนี้ มีความหมายของมันว่า to observe คือ "เพื่อสังเกตและปฏิบัติ" เพราะฉะนั้นจึงถือว่าคำ Religion นี้คือการปฏิบัติ. การสังเกต แล้วการปฏิบัติให้ตรงตามหลักเกณฑ์ ; หรือถ้าระบุเข้าไปให้ชัดก็ เติมคำว่า "ตามเสียงที่ลงมาจากสวรรค์" หรือ revelation ๘๐
น.364 ต่าง ๆ นี้มันเนื่องด้วยศาสนาที่มีพระเป็นเจ้า ; ฉะนั้นการปฏิบัติ จะต้องปฏิบัติตามเสียงของพระเป็นเจ้า, จึงยุติว่า Religion นี้คือ ระเบียบแห่งการปฏิบัติตามคำสั่งของพระเป็นเจ้า. ถ้าค้นวรรณกรรมจำนวนมากมายในยุคต่อมา เซอร์วิยุส (Servius) ได้บัญญัติรากศัพท์ของคำ ๆ นี้ว่า LEG แทนที่จะ เป็น LIG. ถ้าเป็น LEG แล้ว ความหมายของมันว่า To Bind คือผูกมัดหรือผูกพัน. เขาเลยให้คำจำกัดความใหม่ว่า Religion นี้คือสิ่งหรือเครื่องมือที่จะผูกพัน สภาพของมนุษย์ไว้กับสภาพที่ สูงสุดคือพระเป็นเจ้า ; เลยได้ความว่า ศาสนานี่คือ เครื่องทำคน ให้ติดกันอยู่กับพระเป็นเจ้า หรือเป็นอันเดียวกับสิ่งสูงสุดที่เรียก ว่าพระเป็นเจ้า หรือจะเรียกว่าอะไรก็ตาม เอาคำที่เล็งถึงสิ่งสูงสุด ไว้ก็แล้วกัน. ทีนี้ต่อมาวรรณกรรมในสมัย เซนต์ ออกัสตุส (Saint Augustus the Great) นี้เอารากทั้งสองรากใส่ลงไปในอันเดียวกัน เลย, ทั้ง LIG, และทั้ง LEG รวมกัน, ก็เลยกลายเป็นว่า ระเบียบ ปฏิบัติเพื่อให้เกิดความผูกพันกันระหว่างสิ่งสูงสุดกับมนุษย์ ; ได้ ใจความที่กว้างและเป็นสากลที่สุดว่า ระเบียบที่ปฏิบัติแล้ว ทำให้ เกิดความผูกพันติดเป็นอันเดียวกันระหว่างสิ่งสูงสุดกับมนุษย์ ในศาสนาที่ถือพระเป็นเจ้า สิ่งสูงสุดก็ต้องถือเอาพระเป็น เจ้า ; แต่อย่างในพุทธศาสนาไม่มีพระเป็นเจ้า ก็ต้องมีอะไรอันหนึ่ง ซึ่งมีความหมายเท่ากัน เพราะฉะนั้นเราจึงบัญญัติสิ่งนี้ว่า สภาพที่ ไม่มีทุกข์สิ้นเชิง ดับทุกข์สิ้นเชิง หรือนิพพานหรืออะไรทำนองนี้. ระเบียบปฏิบัติที่ทำให้คนเราถึงเป็นอันเดียวกันกับนิพพานนี้ เรียกว่าศาสนา. กับความ ๘๑
น.365 ในที่สุด ท่านจะเห็นได้ว่า สิ่งที่เรียกว่า Religion หรือคำ ๆ นี้ มันใช้ได้แก่ทุกศาสนา ไม่ว่าศาสนาไหน ; เพราะว่า แต่ละ ศาสนาล้วนมีระเบียบปฏิบัติอันหนึ่งวางขึ้นไว้ ซึ่งมนุษย์ปฏิบัติ ตามแล้ว จะถึงสิ่งที่ตนต้องการสูงสุด เช่นพระเป็นเจ้าหรือ นิพพาน ; หรือถ้ากล่าวตามคำภาษาศีลธรรมทั่วไป ก็คือถึง Summum Bonun. ที่อาตมาได้กล่าวแล้วในวันแรกที่สุดนั่นเอง คือความดีสูงสุดที่มนุษย์จะต้องถึงให้ได้ในชีวิตนี้นั่นเอง. แต่ว่าเรา ไม่เอาต่ำ ๆ อย่างที่เรียกว่าเป็นคำมุ่งหมายของศีลธรรม ; เพราะ ฉะนั้นเป็นอันว่าหลักการณ์นี้แก้ปัญหาตกไปหมด ; จะให้มองไป ในแง่ของศีลธรรม ก็มองได้สำหรับคำว่า Religion นี้ ; จะมอง ไปในแง่สูงสุดไปกว่านั้นก็มองได้ ; เพราะฉะนั้นเป็นอันว่าคำว่า Religion เราใช้ได้แก่ศาสนาทั่วไป. ถ้าท่านถูกถามหรือต้องตอบแก่ชาวต่างประเทศ ก็ควรระมัด ระวังที่จะตอบให้ถูกให้ตรงตามความจริง มิฉะนั้นจะเกิดความขัด ความแย้งแล้วพูดกันไม่รู้เรื่อง เพราะเขาจะให้ Religion มีพระเป็น เจ้าเนื่องอยู่ด้วยพระเป็นเจ้าเสมอไป อย่างนี้เป็นต้น แล้วเราก็มีสิ่ง ที่แทนพระเจ้าซึ่งเราบัญญัติว่าสิ่งสูงสุดก็แล้วกัน. เป็นอันว่าใน พุทธศาสนานี้ก็มีความหมายที่ตรงเป็นอันเดียวกันกับคำว่า Religion ได้ เพราะมีระเบียบปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความเป็นอันเดียว กัน หรือผูกพันกันระหว่างมนุษย์กับความพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิงคือ นิพพาน. นี่คือความหมายที่แท้จริง จะพูดด้วยภาษาไทย หรือด้วย ภาษาอะไรก็ต้องพูดอย่างนี้ทั้งนั้น จะพูดเป็นอย่างอื่นไม่ได้. การที่เราต้องใช้คำที่เขาใช้กันอยู่เป็นสากล โดยเฉพาะคือ คำภาษาอังกฤษในทางปรัชญานี้มันจำเป็น ; เพราะว่าเราไม่มี ๘๒
น.366 คำอื่นบ้าง เพราะมันให้ความหมายชัดเจนรัดกุมสะดวกแก่การ ศึกษาบ้าง. ทั้งนี้ก็เพราะว่านักศึกษาเหล่านั้นเขาได้ค้นคว้าและ วางระเบียบไว้ดีแล้ว และมันเป็นการง่ายที่พวกเราก็เอามาพูดกัน ได้เลย และมันก็ใช้ได้จริง ๆ ด้วย ; มันรัดกุมพอ และกว้างพอที่ จะพูดกันในหมู่พวกเราเองที่เป็นพุทธศาสนาหรือที่จะไปตอบ คำถามของคนต่างศาสนา หรือพูดแทนในนามของศาสนาอื่นก็ยัง ได้. นี้คือความหมายของคำว่าศาสนา หรือคำว่า Religion นี้จงพิจารณาดูว่ามันตรงเป็นอันเดียวกันหรือไม่. ทีนี้ อยากจะขอให้ท่านย้อนกลับมาอีกสักนิดหนึ่งว่า ถ้าเอา คำว่าศาสนา ซึ่งเป็นภาษบาลีเป็นหลักแล้ว มันแปลว่า คำสั่งสอน เท่านั้น. การที่จะให้ศาสนาเป็นคำสอนล้วน ๆ แล้วมันไม่ถูก พระพุทธเจ้าท่านไม่ทรงมุ่งหมายอย่างนั้น และท่านไม่เคยใช้ คำ ๆ นี้. คำว่าศาสนานี้พวกเราในรุ่นหลังมายกขึ้นใช้เอง : ในสมัยพระพุทธเจ้านั้น ถ้าพูดถึงสิ่งที่เราต้องพูดในสมัยนี้ว่า ศาสนาแล้ว ท่านใช้คำว่า "พรหมจรรย์" เช่นท่านใช้พระภิกษุไป ประกาศพระศาสนา อย่างที่เราพูดกันเดียวนี้ ท่านพูดว่าจงไป ประกาศพรหมจรรย์. ทีนี้สิ่งที่เรียกว่าพรหมจรรย์นั่นแหละ คือระเบียบปฏิบัติโดยตรง ; ไม่ใช่เพียงแต่คำสอน ; และเมื่อ ปฏิบัติเข้าแล้ว มันทำให้เกิดความเป็นอันเดียวกันกับความดับทุกข์ คือ นิพพาน เพราะฉะนั้นคำว่า ศาสนาในสมัยนี้ คือคำว่าพรหม- จรรย์ในสมัยพระพุทธเจ้า เราต้องรู้ว่าความหมายของคำว่า ศาสนา ที่เราพูดกันอยู่นี้ไม่ใช่เพียงแต่คำสอน เพราะฉะนั้นให้ถือ ว่า คำ ๆ นี้เป็นคำบัญญัติเฉพาะ คือเป็นศัพท์เทฆนิคเฉพาะ, และให้เล็งถึงการปฏิบัติที่จะทำความดับทุกข์ได้นั่นเอง ; แล้วมัน ๘๓
น.367 ก็ตรงกันหมดไม่ว่าเราจะพูดถึงศาสนาไหน. ข้อต่อไป อาตมาอยากจะให้สังเกตก็คือว่า ความต่างระหว่าง ศาสนา. แม้ว่าศาสนาทั้งหลายจะมีจุดหมายอันเดียวกัน คือยกคน ขึ้นจากความทุกข์ ถึงความพ้นทุกข์ด้วยกัน แต่ก็ยังมีความต่างกัน บ้างในวิธีการณ์ต่าง ๆ จึงเกิดมีศาสนาทั้งหลาย ที่พอจะแบ่งแยก เป็น Group คือ Classify เป็นพวก ๆ ได้สองพวกเป็นอย่างน้อย คือที่เขาเรียกกันทั่ว ๆ ไปว่า มีพระเป็นเจ้า กับ ไม่มีพระเป็นเจ้า (Theism กับ Atheism คือมีพระเป็นเจ้ากับไม่มีพระเป็นเจ้า). อย่างพุทธศาสนา หรือ ศาสนาไชนะ หรือศาสนาอีกหลายอันใน อินเดียนั้น ไม่มีพระเป็นเจ้า จึงเป็น Atheism. ส่วนศาสนาคริส- เตียน ศาสนาพระมหหมัด ศาสนาพราหมณ์ หรือ ศาสนาอะไร เหล่านี้เป็น Theism คือมีพระเป็นเจ้า. ข้อนี้ไม่ใช่ข้อแตกต่างชนิด ที่จะนำไปสู่การทะเลาะวิวาท ถ้าหากว่าเข้าใจให้ดี. แต่ถ้าหากว่า ไม่เข้าใจให้ดี ย่อมนำไปสู่การทะเลาะวิวาท. ที่ว่าความเข้าใจให้ดี นั้นคือว่า เรารู้ความมุ่งหมายของพระศาสดาผู้บัญญัติศาสนานั้น ๆ ให้ดีก็แล้วกัน. เราอาจจะกล่าวได้อย่างนี้ว่า ถ้าเป็นศาสนาที่มีพระ เป็นเจ้าแล้ว ก็จะต้องมีลักษณะบังคับและใช้อำนาจแซงชั่น คือว่า ศาสนามีสิทธิที่จะแซงชั่นในการบังคับ หรือว่าถือสิทธิที่จะแซงชั่น ให้มนุษย์ปฏิบัติศาสนาให้จนได้. ส่วนศาสนาที่ไม่มีพระเป็นเจ้า นั้นก็เลยตรงกันข้าม คือไม่บังคับ และไม่ใช้อำนาจแซงชั่นอย่างนี้ เป็นต้น. ทีนี้เพื่อให้เข้าใจง่าย เราก็จะเห็นได้ว่า จะวิธีไหนก็ตาม มันล้วนแต่เป็นวิธีที่จะจับคนใส่ลงไปในธรรมทั้งนั้น อาตมา อยากจะเล่าอะไรขำ ๆ สักนิด เพื่อเข้าใจง่ายคือ : - เมื่อเป็นเด็ก ๆ แม่เอาสตางค์จ้างให้กินเนื้อจะกวด ว่าเป็น ๘๔
น.368 ยาชนิดหนึ่งซึ่งเราก็ไม่อยากกิน มันเกลียดอย่างยิ่ง แต่ได้สตางค์ก็ กิน ; แล้วแม่ก็ใช้ก้านมะยมบังคับให้กินยาหม้อ น้ำดำ ๆ เหม็น ๆ มันก็ต้องกิน ; บางทีแม่ก็เรียกมาประกวดกัน ใครเก่งจนถึงกับ กินน้ำใบสวาทตำซึ่งขมมากนี้ได้ พี่น้องหลาย ๆ คน เด็กเล็ก ๆ คน ไหนจะกินได้. ท่านลองคิดดู ที่ว่าเอาเงินเอาสตางค์ มาล่อ ให้กิน มันก็กินเหมือนกัน ; เอาก้านมะยม มาบังคับ ให้กิน มันก็กิน เหมือนกัน ; แล้ว มายกยอ ว่าใครเก่งกินน้ำใบสวาทได้ มันก็เป็น เรื่องยกยอ หรือล่อมาโดยวิธีหนึ่ง แล้วผลสุดท้าย มันก็สำเร็จ ประโยชน์ด้วยกันทั้งนั้น, และเป็น เจตนาดีทั้งสิ้น ขอให้ท่านเข้าใจความหมายอันนี้แล้ว ท่านจะไม่รังเกียจ ระเบียบ หรือระบอบจับคนใส่ลงไปในธรรมะโดยวิธีไหนหมด ; เราเล็งถึงผลว่า เอาคนใส่ลงไปในธรรมได้ก็แล้วกัน จะแซงชั่นหรือ ไม่แซงชั่น, จะบังคับ หรือไม่บังคับ, มันได้ทั้งนั้น แล้วผลมันก็เกิด ขึ้นเสมอกัน คือว่า ปฏิบัติธรรมะเข้าถึงความเป็นอันเดียวกันกับ พระเป็นเจ้าหรือถึงความสุขสูงสุด. ทีนี้ที่จะต้องปฏิบัติแปลก ๆ กันไปบ้างนั้น เพราะว่ามันต่าง ยุค ต่างสมัย ซึ่งชนในถิ่นนั้น ๆ มีวัฒนธรรมต่างกัน มีอะไร ต่างกัน มันจะใช้วิธีเดียวกันไม่ได้ เหมือนกับที่บางคราวก็ต้องใช้ สตางค์จ้าง บางคนก็ต้องใช้ก้านมะยมบังคับ บางคนก็ใช้ล่อให้ แข่งขันกันอย่างนี้เป็นต้น. เราควรจะถือว่า ศาสนาในโลกทุก ๆ ศาสนานี่ ล้วนแต่มุ่งหมายอย่างเดียวกัน หากแต่ว่ามีวิธีการต่าง กัน เรามองดูให้ดีเถิดจะพบว่า มันสำเร็จประโยชน์ด้วยกันทั้งนั้น แม้ว่าจะมีระเบียบปฏิบัติซึ่งเป็นภายนอกต่างกัน แต่ความมุ่งหมายใน ภายในย่อมเหมือนกัน ๘๕
น.369 ข้อต่อไป อาตมาอยากจะกล่าวถึง อาการที่เกิดขึ้นของศาสนา จะได้เข้าใจตัวศาสนาชัดขึ้น. เราจะต้องมองดูให้ลึกลงไปจนถึง ต้นตอ หรืออาการที่มันจะเกิดขึ้นในโลกนี้ได้อย่างไร. เพื่อความ ง่ายดาย เราควรจะเปรียบเทียบกันระหว่างสิ่งสามสิ่งจะดีกว่า คือสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรม หรือ Morality นี้อย่างหนึ่ง, แล้วสิ่งที่ เรียกว่ากฎหมายหรือกฎต่าง ๆ คือ Law นี้อย่างหนึ่ง, แล้วก็สิ่งที่ เรียกว่าศาสนาหรือ Religion. เราได้กล่าวมาแล้วตั้งแต่ในวันแรกว่า แม้แต่ศีลธรรมบังเกิด ขึ้นในโลกที่ไหน เมื่อไรโดยเฉพาะนั้นเราไม่ทราบ นักศึกษาทั้ง โลกยอมแพ้ ยอมกล่าวว่าเราไม่ทราบ แต่เราเชื่อแน่ว่ามันมีวัน หนึ่งหรือแห่งหนึ่ง มันได้เกิดระบบศีลธรรมอันนั้นอันนี้ขึ้นมา เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องเอาวันที่แน่นอน หรือสถานที่ที่แน่นอน เราเหมากันทั้งหมดก็ได้ แต่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร, อาการที่ จะเกิดขึ้นของศีลธรรมนั้น ขอยกตัวอย่างง่าย ๆ มาสักอย่างหนึ่ง เหมือนกับเรื่องราวเรื่องหนึ่งในพระไตรปิฎก ที่กล่าวถึงการที่ มนุษย์แรกมีขึ้นในโลกตอนแรก ๆ ; มีกล่าวถึงว่า มนุษย์ที่ยังอยู่ คล้าย ๆ กับสัตว์นั้นเขาประกอบกรรมระหว่างเพศ คือเพศหญิง เพศชายโดยเปิดเผยเหมือนกับสัตว์. ทีนี้เมื่อต่อมา เมื่อมนุษย์รู้ เรื่องนี้ว่าเป็นสิ่งที่น่าละอาย คนพวกหนึ่งก็แซงชั่นคนที่ประกอบ กรรมนั้นโดยเปิดเผย ร้องขึ้นว่า ทำไมสัตว์จึงทำกับสัตว์ถึงอย่าง นั้น ในลักษณะอย่างนี้ แล้วก็เอาก้อนดินขว้าง เอาท่อนไม้ขว้าง ; ผู้ประกอบกรรมนั้นก็ทำในที่เปิดเผยไม่ได้ ก็ต้องไปทำในที่ที่ไม่มี ใครเห็น เช่นในเวลากลางคืนที่มืด หรือว่าในถ้ำในซอกเหว อย่างนี้ ; ทีนี้ไม่สะดวก ก็เลยสร้างเครื่องมุงเครื่องบัง ที่กั้นที่บัง ๘๖
น.370 ขึ้นเพื่อประกอบกรรมที่ต้องปกปิด ในอรรถกถาเล่าเรื่องนี้ใน ฐานะที่เป็นเรื่อง ที่มาของคำว่าเคหะ ; เคหะที่แปลว่าเรือน ; คำว่า เคหะนี้แปลว่ากั้นหรือบัง อย่างนี้เป็นต้น. เรื่องทำนองนี้ เราจะเห็นได้ว่า มันเป็นเงื่อนงำของการเกิด ขึ้นแห่งศีลธรรมคือ ความรู้สึกละอายตามสามัญสำนึกขึ้นมาได้ แล้วก็มีศีลธรรมในลักษณะที่จะปกปิดหรือซ่อนเร้นไม่ให้เห็นสิ่ง เหล่านี้ จึงมีการทำเหย้าเรือนอยู่ ในลักษณะที่พอจะปกปิดกรรม เหล่านี้เท่านั้น ; นี่ก็ถือว่า ศีลธรรมได้เหมือนกัน. มันมีมาใน ลักษณะที่ง่าย ๆ ตามสามัญสำนึก หรือว่า ขั้นต้น ๆ ต่ำ ๆ เท่านั้น เอง ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้น. ทีนี้ ก็มาถึงเรื่องที่ว่าเป็นกฎบังคับ หรือที่เรียกว่ากฎหมาย. นี้ก็มีเรื่องเล่าไว้ในพระไตรปิฎก เช่น วาเสฏฐสูตร. เรื่องการเกิด ขึ้นแห่งกฎหมายนี้ ถ้าท่านไปเปิดดูหนังสือกฎหมายโบรมโบราณ ตอนข้างหน้าเขาเรียกว่า บานแผนก ซึ่งในบัดนี้เราเรียกกันว่าคำนำ นั้น จะมีเล่าเรื่องสมมติราช. เรื่องพระยาสมมติราชนี้ คือ เรื่องในวาเสฏฐสูตร ในทีฆนิกายของพระไตรปิฎก ที่เล่าว่า เมื่อมนุษย์เริ่มมีในโลกรู้จักเก็บพืชในป่าเป็นอาหาร กินข้าวสาลีที่ เกิดอยู่เองเรื่อยมา. ต่อมามันหมด เพราะมีคนโลภเอาไปกักตุนไว้ ในยุ้งในฉางจนหมด จึงต้องมีการทำนา. พอมีการทำนาแล้วบาง คนก็ขโมยกัน ก็ต้องเกิดความเดือดร้อนเพราะการขโมย แล้ว ยังมีเรื่องที่เดือดร้อนคล้าย ๆ กันนี้อีกหลายเรื่อง ; เพราะฉะนั้น มนุษย์เหล่านั้นจึงเลือกเอามนุษย์คนหนึ่ง ที่มีร่างกายแข็งแรง มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดกว่าคนอื่น รูปร่างก็งดงาม ว่าคน ๆ นี้ จงเป็นที่คนตั้งระเบียบออกมา และรักษาระเบียบ คือลงโทษคนที่ ๘๗
น.371 ทำผิดระเบียบ เรียกว่าเป็นผู้ปกครอง หรือเป็นผู้ใช้อำนาจกฎหมาย นั่นเอง. ถ้ามีการขโมยข้าวสาลี หรือว่าอะไรทำนองนี้แล้ว คนนี้จะ เป็นผู้สั่งให้ลงโทษ ; แล้วเรื่องยังเล่าต่อไปว่า พอทำอย่างนี้นาน ๆ เข้า ก็เกิดความสงบสุข. ความสงบสุขที่เกิดอยู่ในใจของคนทั้ง หลายเหล่านั้นในขณะนั้นแหละ มันหลุดออกมาเป็นคำอุทานทาง ปากว่า "ราชา" ราชา ๆ นี้แปลว่าวิเศษแท้ คือน่ายินดีอย่างยิ่ง, ราชา หรือ รช คำนี้แปลว่า ยินดี ว่าชื่นใจจริง หรือวิเศษจริงอะไร ทำนองนั้น ; เป็นผลที่เกิดขึ้นเพราะการกระทำของคนนั้น และในคัมภีร์นั้นมีคำที่เขียนไว้ว่า คำว่าราชา ๆ นี้จึงเกิดเป็น นามศัพท์ สำหรับบุคคลชนิดนั้น คือสมมติราชคนแรก หรือ พระเจ้าแผ่นดินคนแรกของโลกนั่นเอง ; ฉะนั้น คำว่าราชา เกิด ขึ้นในโลกในลักษณะอย่างนี้ นี่เขาเขียนไว้อย่างนี้. เรื่องนี้มันจะ เท็จจริงอย่างไร จะเป็นนิยายอย่างไรก็ไม่สำคัญ แต่มันสำคัญอยู่ ว่า ลักษณะอย่างนี้เป็นจริงได้ในก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งแสดงให้ เห็นว่ามันมีการใช้อำนาจทางบังคับ ซึ่งเป็นลักษณะของกฎหมาย ขึ้นมาแล้ว มันไม่ใช่ศีลธรรมแล้ว มันไม่ใช่แต่เพียงว่า ใครเห็น แล้วตำหนิติเตียน เอาก้อนดินขว้าง อย่างนี้ไม่ใช่ ; แต่มันจะต้อง ถูกลงโทษโดยอำนาจของผู้ที่สังคมได้มอบให้ คือสมมติราชนั่นเอง, นี้คือเงื่อนงำหรือร่องรอยการเกิดขึ้นแห่งกฎหมาย. ทีนี้ก็มาถึงสิ่งที่เรียกว่าศาสนา เรียงไว้ในลำดับที่ว่า พระเจ้า สมมติราชนี้ทำหน้าที่ดี แล้วลูกของแกหลานของแก เหลนของแก ก็ล้วนแต่เป็นพระราชาเรื่อย ๆ มาจนเป็นหมู่มนุษย์ที่มีความสุข. แต่ทีนี้มันเกิดมีมนุษย์ที่เป็นเจ้าปัญญามากไปกว่าธรรมดา มองเห็นอันตรายคือกิเลสที่รบกวนอยู่ในจิตใจ หรือเห็นความ ๘๘
น.372 วุ่นวายในเรื่องโลก ; พวกนี้เลยหลีกออกไปสู่ที่สงัด ; หลีกออก จากสังคมไปอยู่ป่า แล้วก็นั่งคิดนั่งนึกแต่เรื่องนี้ คือเรื่องที่เกิดขึ้น ในใจแล้วเผา ๆ หัวใจอยู่เสมอนี่จะทำกันอย่างไร? เขาก็ค่อยพบวิธี ที่จะกำจัดกิเลส หรือบังคับกิเลส บังคับความรู้สึกฝ่ายต่ำ จึงทำให้ เกิดมนุษย์ประเภทนักบวช ซึ่งจะเรียกว่าพราหมณ์, หรือพวก ฤๅษี หรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียกขึ้นในโลก ; มีความรู้เรื่องที่ จะกำจัดข้าศึกในส่วนลึกภายในจิตใจ แล้วก็นำมาสอนคน. นี่เรา เห็นได้ว่ามันไม่ใช่ศีลธรรม มันไม่ใช่กฎหมาย และอันนี้แหละ คือ ต้นตอหรือเงื่อนงำ ที่ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "ศาสนา" เราจะ อ่านพบประวัติของพระศาสดาต่าง ๆ กัน ; ในศาสนาที่มีใน ประวัติศาสตร์นี้ ล้วนแต่ได้เคยไปอยู่ในที่เงียบสงัดบนภูเขาหรือที่ ไหนต่าง ๆ เพื่อให้จิตใจเหมาะสมที่จะเกิดความคิดนึก สติปัญญา, หรือว่าถ้าอะไรมาปรากฏขึ้นในใจแล้วก็สมมติเรียกว่า Revelation ที่ส่งมาจากพระเป็นเจ้าหรือจากสวรรค์ อย่างโมเซส์ เขาก็ว่า พระเจ้าสั่งให้เขียนบัญญัติสิบข้อนั้น อย่างนี้เป็นต้น ; แต่อย่าลืม ว่าต้องในที่สงัดทั้งนั้น มันจึงจะเกิดความรู้สึกอันนี้ขึ้นมาได้ หรือว่า เป็นโอกาสที่จะได้รับประทาน Revelation อย่างนี้ลงมา. แม้การ ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าในพุทธศาสนานี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น คือ เกิดขึ้นในป่าที่สงัดและเป็นเวลานานพอ. ถ้าเรามองดูอย่างทั่วถึง เช่นนี้แล้ว เราจะเห็นได้ทันทีว่า ศีลธรรม กฎหมาย และศาสนานั้น มันมีอาการแห่งการเกิดขึ้นมานั้นต่างกันเป็นอย่าง ๆ ไป. แต่เราอย่าลืมในข้อที่ว่า สิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมหรือกฎหมาย สองประเภทแรกนี้ ยังคงผูกพันอยู่กับสังคมเสมอ ; มีหลักเกณฑ์ ในทางที่จะผูกพันคนอยู่กับสังคมมนุษย์เสมอ ; แต่ที่เรียกว่า ๘๙
น.373 ศาสนาอันที่สามนี้ มันส่งคนออกไปนอกสังคมได้ คือมีจิตใจที่ อยู่นอกการผูกพันของสังคมได้ จนไปอยู่กับพระเป็นเจ้า ใน โลกพระเป็นเจ้า หรือว่าบรรลุมรรคผล นิพพานไปเลย ซึ่งเป็น การพ้นจากความผูกพันของสังคม เพราะฉะนั้นจึงเกิดเรื่องที่ เรียกว่า เหนือโลก นอกโลก ขึ้นมา ; นั่นแหละเป็นเครื่องหมาย แท้จริงของสิ่งที่เรียกว่า ผลที่จะพึงได้มาจากศาสนา เพราะมัน มีผลสูงไปกว่าการผูกพันอยู่กับสังคม นี้เป็นเครื่องแยกเครื่องชี้ให้ เห็นชัดอย่างนี้. แต่เราก็ไม่ต้องลืมว่า แม้สิ่งที่เรียกว่าศาสนาซึ่ง เป็นสิ่งสูงสุดนี้ มันก็ต้องได้อาศัยการเกิดขึ้นแห่งศีลธรรม หรือ กฎหมายมาก่อนทั้งนั้น เพราะว่าสิ่งนั้นจะต้องเกิดก่อนโดยเหตุที่ต่ำ กว่า ง่ายกว่า เป็นสามัญสำนึกมากกว่านั่นเอง สิ่งที่เรียกว่าศาสนาจะต้องมาในระยะที่มนุษย์มีสติปัญญา สูงสุดแล้ว. เราอาจจะเปรียบเทียบอย่างนี้ก็ได้ว่า เหมือนอย่าง ว่ารถยนต์เดี๋ยวนี้ อย่างดีที่สุดคันหนึ่งราคาตั้งหลายแสน มัน มีอะไรบ้าง ; แต่แล้วเราก็ต้องไม่ลืมว่า มันก็มีกำเนิดมาจาก ความคิดในเรื่องเกวียน มนุษย์กี่แสนปี หรือกี่หมื่นปีมาแล้วก็ตาม ใจ มันทำได้แต่เพียงเกวียน หรือบางทีก็เพียงแต่ล้อสองล้อลากไป ไม่มีเรือนเกวียนก็ยังได้ และความคิดเรื่องเกวียนนี้มันวิวัฒนาการ มาเป็นล้อเลื่อน เป็นล้อเลื่อนที่ใช้เครื่องจักรกลกระทั่งรถยนต์ แต่แล้วเราก็เห็นได้ว่า เกวียนมันก็ไม่ใช่รถยนต์ รถยนต์มันก็ไม่ใช่ เกวียน ทั้งที่มันมีอะไรเป็นแนวเดียวกันมานี้ แต่เดี๋ยวนี้เราไม่นิยม เกวียน เรานิยมรถยนต์ เช่นเดียวกับที่เรานิยมศาสนาว่า เป็นของ สูงไปกว่าจริยธรรมหรือกฎหมาย ทำนองนั้น. ที่เรียกว่าการเกิด ขึ้นมาตามลำดับของ Evolution หรือ วิวัฒนาการทางจิตใจ ๙๐
น.374 ของมนุษย์ เรานี้มามีผลเป็นสิ่งที่เรียกว่าศาสนาในขั้นสุดท้าย นี้ทำให้เห็นการเกิดของสิ่งที่เรียกว่าศาสนา, แล้วก็ทำให้เข้าใจ ศาสนาดีขึ้น. ทีนี้อาตมาอยากจะขอให้พิจารณากันถึงคำอีกคำหนึ่ง ซึ่ง สำคัญมากก็คือ สิ่งที่เรียกว่า "ธรรมะ" คำว่า ธรรมะ นี้เป็นคำที่ ประหลาดอย่างยิ่ง และมันประหลาดถึงกับว่า ถ้าท่านทั้งหลายเข้า ใจคำนี้ดีแล้ว ก็จะเข้าใจอะไร ๆ หมด ที่เกี่ยวกับจริยธรรมและ ศีลธรรมหรือศาสนาได้โดยง่ายที่สุด, เราพูดกันไม่กี่เวลาก็เข้าใจได้ ; เพราะฉะนั้นขอร้องให้สนใจอย่างยิ่งในคำว่า "ธรรม" โดย ไม่ต้องบอก เราก็รู้กันอยู่แล้วว่า เราได้ยินได้ฟังสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" นี้วันหนึ่งไม่รู้ว่ากี่สิบครั้งกี่ร้อยครั้ง เช่นยุติธรรม, สัจจธรรม, ไม่เป็นธรรม, เมื่อเดินขบวนนั้นก็มีแต่คำร้องขึ้นว่าไม่ เป็นธรรมทั้งนั้น. คำว่า "ธรรม ๆ" นั้นคืออะไร? มันไม่ใช่ของง่ายเลยใน การที่จะเข้าใจคำว่า "ธรรม" ถ้าท่านมีปัญหาที่จะต้องตอบ คำถามของชาวต่างประเทศด้วยแล้วละก็ยิ่งสำคัญมาก. สำหรับ คำว่า "ธรรม" ก็เช่นเดียวกับคำว่า ศาสนา เหมือนกัน : คำว่า "ธรรม" มันเป็นกลางและกว้างไปหมดจนใช้ได้แก่สิ่งทั้งปวง อาตมาใช้คำว่า "สิ่งทั้งปวง" ฟังดูให้ดี ; ไม่ยกเว้นอะไรเลย คือนับตั้งแต่ฝุ่นไม่มีราคาสักอนุภาคหนึ่ง จนมาถึงบางสิ่งที่มีค่า วัตถุที่มีค่า รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสที่สวยงาม กระทั่งถึงจิตใจ ของคนที่จะไปบริโภคดื่มกิน ซึ่ง รูป เสียง กลิ่น รส เหล่านั้น แล้วผลที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกคิดนึกเป็นดีเป็นชั่ว เป็นบุญเป็นบาป เป็นสติปัญญารู้อะไรมากขึ้น จนกระทั่งบรรลุสิ่งสูงสุดในทาง ๙๑
น.375 ศาสนา อะไรก็ตามไม่ว่าอะไรทั้งหมด ที่เป็นเหตุก็ตาม เป็นผลก็ ตาม ล้วนแต่เรียกว่า "ธรรม" ทั้งนั้น เพราะคำว่า "ธมฺม" ในภาษา บาลีนี้มันเป็นอย่างนี้ แต่ทว่าธรรมในภาษาไทย นั้นไม่ใช่มันแคบ มากทีเดียว ; เพราะฉะนั้นเราต้องศึกษาคำว่าธรรมนี้ให้ดีสัก หน่อย. มันมีความหมายมาก หรือมีความหมายครอบคลุมทุกอย่าง แต่เอามาใช้เพียงอย่างเดียว เช่น เราจะกล่าวว่าธรรมนี้คือสิ่งที่จะ ช่วยโลก ซึ่งเป็นคำที่พูดกันมาก เดี๋ยวนี้คำว่าธรรมะนี้ เป็นคำ สากลเสียแล้ว ภาษาอังกฤษไม่ต้องเขียนตัวใหญ่ ๆ แต่ใช้เป็น คำศัพท์ในภาษาอังกฤษคำหนึ่งไปแล้ว ; คำว่าธรรมะเขาไม่แปล เพราะเขาจนปัญญาที่จะแปลมัน. ทีแรกเขาก็พยายามแปลเป็นภาษา อังกฤษต่าง ๆ นานา แล้วมันก็ไม่ไหว ในที่สุดต้องใช้คำว่า ธรรมะ. สำหรับพวกเรามีหลักใหญ่ ๆ แต่ว่า ธรรมะนี้คือสิ่งที่จะช่วยโลก ในฐานะที่เป็นพระเป็นเจ้า หรือเป็นอะไรก็แล้วแต่จะเรียก แต่ว่า เป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยโลกให้อยู่ด้วยสันติสุข เพราะฉะนั้น เราจะ ต้องสนใจให้มากและให้สมกัน. เมื่อย้อนไปพูดถึงข้อที่ว่าธรรมะนี้ครอบคลุมได้ทุกอย่างใน ส่วนที่เป็นระเบียบปฏิบัติ อย่างว่าศีลธรรมนี้ก็เรียกว่า ธรรมะได้ ; กฎหมายหรือนิติศาสตร์หรืออะไรก็ตาม ก็เรียกว่า ธรรมะ ได้ ; แม้แต่ศาสนาก็คือตัวธรรมะอย่างยิ่งอยู่แล้ว. ขอให้ท่าน เข้าใจธรรมะในลักษณะอย่างนี้ก่อน โดยเฉพาะในกรณีของเราที่ มีการอบรมอย่างวันนี้นั้น คำว่าธรรมะคำเดียวนี้ คลุมทั้ง ศีลธรรม ทั้งจริยธรรม ทั้งกฎหมาย และทั้งศาสนา ทั้งวิธีปฏิบัติตาม ศาสนา และผลของที่จะเกิดขึ้นจากการปฏิบัตินั้น, เราเอาแต่เพียง ว่า ธรรมนี้คลุมทั้งศีลธรรม ทั้งกฎหมาย ทั้งศาสนา สามอย่าง ๙๒
น.376 นี้ก็พอทีก่อน ; เพื่อให้เห็นว่าสิ่งที่เรียกว่าธรรมนี้มันเป็นอย่างไร กันแน่. ทีนี้คำว่า "ธรรม" ในภาษาไทยของเรา เลียนมาจากรูป สันสกฤต ; สันสกฤตเขาเขียน "ธรม" พอมาเป็นภาษาไทยก็ เป็น "ธรรม". ส่วนที่เป็นภาษาบาลีนั้นเป็น "ธมฺม" รูปสันสกฤต ต่างกับรูปบาลีนิดหน่อยอย่างนี้แต่มันคำเดียวกัน ความหมายอย่าง เดียวกัน. ส่วนคำที่เป็นไทยนั้นเป็นธรรมะอย่างที่เราเขียน ๆ กัน อยู่นี้ แล้วเราก็เติมคำว่า พระ เข้าไปบ้าง กลายเป็นพระธรรม หรือเติมเป็น พระธรรมเจ้าก็มี นี่เป็นภาษาไทย. นี่เราจะต้องดูกันให้ลึกถึง รากของศัพท์ ว่า คำว่าธรรมะนี้ มีรากศัพท์ว่าอย่างไร. ในภาษาบาลีหรือสันสกฤตก็ตาม รากศัพท์ของคำว่าธรรมคือ ธร.ธรนี้แปลว่าทรง. คำว่า ทรงนี้ มันหมายถึง ยกขึ้นไปจากข้างล่าง, (Support) ก็ได้, หรือว่าดึง ล้อมไว้รอบตัวก็ได้ หรือจะดึงขึ้นข้างบนก็ได้ ; ล้วนแต่ เรียกว่า ทรง หรือ ทรงไว้ ทั้งนั้น คืออย่าให้มันตกลงไปก็แล้วกัน. ฉะนั้นคำว่า ธรรมนี้ โดยใจความที่กว้างที่สุดแล้ว ก็คือว่า มันทรงอยู่ได้, มันไม่ตกลงไป, คือมันไม่สลายไป, มันมี ลักษณะปรากฏอยู่ได้. ทีนี้ที่เป็นรูปศัพท์ต่างประเทศออกไป เขาพยายามค้นกัน นัก แล้วก็เผอิญพบว่า คำว่าธรรมนี้ ตรงกับคำในภาษาลาตินว่า Forma, และก็คือคำว่า Form ในภาษาอังกฤษนั่นเอง. คำว่า Forma นี้ก็แปลว่า ทรง เหมือนกัน ; เลยได้พบคำที่คู่กัน ว่า ภาษาอารยันสองคำนี้ต้องตรงเป็นคำเดียวกัน คือคำว่า Forma กับคำว่า ธ รุม เพราะมันมีความหมายแปลว่า "ทรงไว้" เหมือน กัน ; To Sustain หรือ To Support นี้เหมือนกันเลย ; เราจึงดู ๙๓
น.377 ได้จากคำว่า Form ที่ว่าทรงอยู่ได้ เป็นรูปเป็นร่าง ; เพราะฉะนั้น จึงให้คำนิยามในทางภาษาว่า สิ่งซึ่งทรงไว้ สำหรับคำว่า Form หรือ Forma ก็เป็นอย่างนั้น ; ธ-ร ในภาษาบาลีก็เป็นอย่าง นั้น ; แล้วขยายความออกไปว่า สิ่งซึ่งมันจะให้สภาพหรือสถานะ แก่ความเป็นระเบียบ ที่จัดไว้อย่างเป็นระเบียบแก่ทุก ๆ ส่วน อันจะทำให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นหรือตั้งอยู่ ในลักษณะหรือสภาพ ที่มันตั้งอยู่ ฟังดูก็ออกจะยืดยาว แต่เขาจำกัดความด้วยความ จำเป็นอย่างนี้ก็เพื่อให้มันชัดเจนเท่านั้นเอง ว่ าสิ่งซึ่งจะให้สภาพ ที่เป็นการจัดอย่างมีระเบียบ แก่ทุก ๆ ส่วน ที่มันจะประกอบกัน เข้าเป็นสิ่ง ๆ หนึ่ง ; นี่คือความหมายสมบูรณ์แบบของคำว่า ธรรมะหรือ Forma. เพราะฉะนั้นท่านจะเห็นได้ว่า ไม่มีอะไรที่ไม่ ใช่ธรรมะ เพราะว่าแต่ละสิ่ง ๆ มันล้วนแต่มีลักษณะอย่างนี้ มันประกอบอยู่ด้วยส่วนหลาย ๆ ส่วน, แล้วสิ่งใดมีอำนาจกระทำ ให้แต่ละส่วน ๆ อยู่ในระเบียบ อย่างเป็นระเบียบ แล้วคุมกันอยู่ได้ เป็นสิ่ง ๆ นั้นตามที่มันจะเป็นอยู่อย่างไร นั่นคือธรรมะ ; เลยเป็น คำสากลที่ใช้ได้แก่สิ่งทุกสิ่ง และมีความหมายกว้างสำหรับสิ่งทุก สิ่งได้. แต่การกล่าวอย่างนี้มันยังใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ใน ทางปฏิบัติ ; เพราะมันเป็นหลักวิชาทางภาษา ; แต่ถึงอย่างนั้นก็ ให้ความเฉลียวฉลาดแก่เราอย่างยิ่ง คือทำให้รู้ว่าสิ่งที่เรียกว่า ธรรม นั้นโดยใจความสำคัญได้แก่อะไร ; แล้วมันนำไปสู่ความ คิดนึกที่ว่า สิ่งนี้มีอำนาจเด็ดขาด ได้แก่ธรรมชาติที่มีอำนาจ เด็ดขาด ; เราจะเรียกธรรมชาติอันนี้ว่าพระเป็นเจ้า, หรือจะ เรียกว่า ธรรมชาติเฉย ๆ ; หรือจะเรียกว่า ธรรมเฉย ๆ อะไรก็ ตาม ; แต่ลักษณะหรือหน้าที่ของมัน เป็นอย่างนี้โดยแน่นอน. ๙๔
น.378 ทีนี้เมื่อตะกี้ อาตมาได้กล่าวแล้วว่า เราลองสังเกตกันดู จากคำต่าง ๆ ที่นักศึกษาพยายามที่จะแปลคำว่าธรรมะออกมา เป็นภาษาของเขา โดยเฉพาะคือภาษาอังกฤษ. เมื่อหลายปีมาแล้ว เห็นได้ชัดว่า ผู้ที่เขียนเรื่องเกี่ยวกับธรรมะนี้ได้พยายามแปลคำ ธรรมะอยู่เสมอ แต่แล้วเดี๋ยวนี้สู้ไม่ไหวก็ไม่ต้องแปล ใช้ทับ ศัพท์กันเสียแล้วที่แปลนั้นมันแปลได้มากอย่างนี้เช่นว่า : สายที่หนึ่ง ธรรมะตรงกับคำว่า System คือระบอบระเบียบ อันหนึ่งทีเดียว ; ตรงกับคำว่า Form คือรูปอันหนึ่ง ; ตรงกับคำ ว่า Condition คือสถานะ หรือปัจจัยที่ให้เกิดสถานะอย่าง หนึ่ง ; ตรงกับคำว่า Cause คือมูลเหตุที่ให้เกิดสิ่งอื่นอย่างหนึ่ง ; ตรงกับคำว่า Thing คือ สิ่งเฉย ๆ นี่อย่างหนึ่ง ; ตรงกับคำว่า Cosmic Order คือความที่เป็นตามธรรมชาติเป็นไปอย่างอื่น ไม่ ได้ ; อย่างนี้ท่าน ลองคิดดูเถิดว่า นี่มันเป็นความหมายหนึ่ง ๆ ของ คำว่า ธรรมะทั้งนั้น ; แล้วพอให้แปลคำว่า ธรรมะลงไปใน Dictionary นี้มันก็แปลไม่ได้. อีกสายหนึ่ง เขาแปลคำว่า ธรรมะนี้ว่า Doctrine คือโอวาท คำสอน ; หรือแปลธรรมะว่า Religion สองคำนี้ก็อีกกลุ่มหนึ่ง ; แต่แล้วมันก็ไม่พอ ; เพราะว่าในบางคราว คำว่าธรรมนี้ไม่อาจ จะแปลว่า Doctrine หรือ Religion ก็ยังมี. อีกสายหนึ่งแปลคำ ธรรมว่า Virtue คือความดี ; หรือ Moral Quality คุณสมบัติทางศีลธรรม ; หรือว่า Righteousness ความเป็นแห่งความถูกต้อง ; หรือว่า Idea l ความเป็นอุดมคติ ; หรือว่า Truth คือความจริง ; และเหล่านี้มันก็ยังไม่พอ ; แม้แต่ จะแปลคำธรรมะว่า Truth มันก็ไม่พอ มันไม่ได้สัก ๑/๔ด้วยซ้ำไป. ๙๕
น.379 อีกสายหนึ่งแปล ธรรมะว่า Duty คือหน้าที่อย่างที่เคยอธิบาย แล้วนั้นก็มี, แปลว่า Law คือกฎอย่างกฎหมายนี้ก็มี หรือกฎทั่ว ไปก็ได้ ; แปลว่า Standard คือมาตรฐานทั่วไป ; นี้บางคราวมัน ก็จำเป็นให้ต้องแปลอย่างนั้น ; แล้วบางคนก็แปลว่า Norm คือ บทบัญญัติที่กว้างซึ่งรวมทั้งกฎหมายด้วย ; นี่เคยแปลกันมากอยู่ พักหนึ่ง แต่แล้วก็ต้องเลิก. การที่เอาคำแปลเหล่านี้มาให้ท่านดูเป็นตัวอย่าง ก็เพื่อจะให้ เข้าใจสิ่งที่เรียกว่าธรรมะยิ่งขึ้นเท่านั้น ; หมายความว่า มันมี ความหมายอะไรที่มากกว่าคำทั้งหมดนี้รวมกันแล้วท่านจะแปล มันว่าอะไร? แปลเป็นไทยก็ยิ่งแปลไม่ได้ ; แปลเป็นอังกฤษก็แปล ไม่ได้. นี่โชคดีที่ว่าในเมืองไทยเรานี้เราไม่ได้แปล. เราเรียก ว่า ธรรมะกันมาเรื่อยจนบัดนี้. ถ้าเราต้องการความหมายพิเศษ เราก็เติมเข้าไปว่า สัจจธรรม ยุติธรรม ฆราวาสธรรม หรืออะไร ก็ตามแล้วแต่ต้องการ ; หรือวัฒนธรรมอะไรทำนองนี้. ทีนี้พวกที่ จะแปลเป็นภาษาฝรั่งนี่ หยุดแปล ใช้คำว่าธรรมะ (Dharma) ทับศัพท์ไปเลย. นี่แหละคือคำว่าธรรมะในลักษณะที่เป็นจริง อย่างไร. ทีนี้เรามาถึง คำจำกัดความที่อาจใช้เป็นประโยชน์ได้ใน การศึกษาและการปฏิบัติ. อาตมาได้สอบดูแล้วแม้ในคัมภีร์ที่เป็น ฝ่ายพุทธศาสนาเรา ที่เป็นบาลีหรือเป็นอรรถกถาก็ตาม ก็มี หลักเกณฑ์อย่างเดียวกันกับที่นักศึกษาชาวต่างประเทศฝ่าย ตะวันตกเขาบัญญัติคำจำกัดความให้แก่คำ ๆ นี้. มันเป็นไปได้ อย่างนี้คือว่า พวกนักศึกษาฝ่ายตะวันตกคือพวกฝรั่งนั้น เขาศึกษา ทั้งฝ่ายเถรวาท ทั้งฝ่ายมหายาน คือพุทธศาสนาทั้งสองฝ่าย แล้วก็ ๙๖
น.380 ศึกษาภาษา ทั้งบาลีและทั้งสันสกฤต เขาเอามารวมกันหมด แล้วบัญญัติความหมายของคำว่า "ธรรมะ" ไว้ ในลักษณะที่ เป็นหลักวิชาและการปฏิบัตินั้น มีอยู่ ๕ คำหรือ ๕ หมวดด้วยกัน. หมวดที่ ๑. คำว่า ธรรม แปลว่า Doctrine นี้คือ โอวาทหรือ คำสอน. แต่เขาให้คำจำกัดความว่า คำสอนใด ๆ ที่ตั้งขึ้นไว้ ในลักษณะที่เป็นระเบียบที่รัดกุม Formulated ใช้ปฏิบัติได้จริง ๆ คือเป็นหลักสำหรับการปฏิบัติที่อาจจะรับได้โดยมนุษย์ ; ต้องว่า จำกัดลงไปอย่างนี้ เช่นเดียวกับการบัญญัติในเรื่องของศีลธรรม ในวันแรกนั่นแหละคือ ต้องรับได้โดยมนุษย์ แล้วก็เป็นระเบียบ รัดกุม ไม่เป็นปัญหาที่ฟั่นเฝืออีกแล้ว แล้วก็นำ ไปสู่จุดหมายปลาย ทางได้. ธรรมะคือ Doctrine เป็นอย่างนี้. หมวดที่ ๒. ธรรมะแปลว่า Right, คือความถูก ; หมายถึง การกระทำที่ถูกหรือความถูก. คำว่ากฎหรือกฎหมาย หรือ ความเป็นธรรม (Justice law) รวมอยู่ในหมวดที่แปลว่า Right นี้. หมวดที่สามคำว่า ธรรมะแปลว่า Condition หมายถึงเหตุ หรือมูลเหตุหรือปัจจัยที่จะปรุงสิ่งต่าง ๆ ; ตรงกับคำว่า Cause ซึ่งตรงกันข้ามกับ Effect ผล ; มันจะเป็นตัวเหตุ หรือเครื่องมือ ให้ประกอบเหตุคือปัจจัยก็ตาม เรียกว่า ธรรมะ คำว่าธรรมะใน ลักษณะที่เป็นเหตุอย่างนี้ ในภาษาบาลีมีมากที่สุด เช่นใน สัปปุริสธรรมเจ็ด ที่ว่ารู้ธรรมก็คือรู้เหตุของสิ่งทั้งปวง. หมวดที่ ๔. เขาแปลว่า Phenomenon นี้หมายถึงผล หรือปรากฏการณ์ที่เป็นผล คู่กันกับ Condition ธรรมในฐานะที่ หมายถึงสิ่งที่เป็นผล คือปรากฏอยู่ทั่วไป. เมื่อเราพูดว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตัวตนนี้ คำว่า ธมฺมา ๙๗
น.381 คำนี้ หมายถึงธรรมะในความหมายว่าเป็น Phenomenon หมวดนี้. หมวดสุดท้ายเขาว่า Ultimate Reality ความจริงหรือสภาพ ความจริงที่เด็ดขาด คือว่าเป็นอย่างอื่นไม่ได้ แก้ไขไม่ได้ อย่าง ในภาษาทางฝ่ายมหายาน เขาใช้คำว่า ตถตา หรือตถาตา (Tathata) ; คำนี้แปลว่าความเป็นอย่างนั้น, เป็นอย่างอื่นไม่ได้, นี่คือความจริงที่เด็ดขาด หรือที่เรียกว่าสัจจธรรมที่เด็ดขาด. เท่าที่กล่าวมานี้ เราได้สิ่งที่เรียกว่าธรรมะเป็น ๕ ความหมาย ด้วยกัน คือ คำสอนอย่างหนึ่ง, ความถูกหรือความเป็นธรรมอย่าง หนึ่ง, เหตุอย่างหนึ่ง, ผลอย่างหนึ่ง แล้วก็ความจริงสูงสุด อีก อย่างหนึ่ง. ความจริงสูงสุดนี้จะรวมพระเป็นเจ้า หรือรวมต้นตอ ของอะไรต่าง ๆ ไว้หมดในคำ ๆ นี้ ; หรือแม้ที่สุดแต่ว่า กฎธรรมดา เช่นพูดว่า สิ่งทั้งปวงไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ; สิ่งทั้งปวง ต้องไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตานี้ ; คือ Ultimate Reality หรือว่ากฎที่เด็ดขาดลงไป. นี่เราจะเอาอย่างไรในเมื่อมันมีตั้งห้าอย่างเช่นนี้ ; บางอย่าง ก็ไม่อยู่ในขอบวงของการศึกษาและการปฏิบัติ เพราะพูดถึงสิ่ง ทั้งหมดไปเลย ไม่ยกเว้นอะไรเลย. ทีนี้เมื่อจะต้องจำกัดความ ให้แคบเข้า ในลักษณะที่จะใช้เป็นประโยชน์ในวงของศีลธรรม หรือของศาสนา หรือที่จะเป็นเครื่องมือสร้างสันติภาพให้แก่ มนุษย์ ให้สมกับคำว่าธรรมะคือสิ่งที่ช่วยโลกนั่นเอง เขาก็เลย จำกัดความไว้เป็นอย่างดี จนเราไม่ต้องทำ หรือว่าเราทำก็ทำดี กว่าเขาไม่ได้ ; เขาจำกัดความที่ได้คำสรุปแล้ว ก็ได้คำนิยามที่ดี ที่ยอมรับกันได้หมด ในวงของนักศีลธรรมหรือนักศาสนาของโลก ๙๘
น.382 ในเวลานี้นั้นเขายอมรับเอาคำบัญญัติที่เผอิญพวกคณะ Theosophy เขาใช้อยู่ในวรรณคดีของเขา เขาจำกัดความไว้ว่า "วิถีแห่งการ กระทำ ที่ถูกต้องสำหรับมนุษย์ ในทุก ๆ ชั้น ทุก ๆ ตอน แห่ง วิวัฒนาการของเขา" มันออกจะยุ่ง ฟังกันใหม่หน่อยว่า วิถีแนว หนึ่งของการกระทำคือระเบียบวิถีแนวหนึ่งสายหนึ่งของการ กระทำ, แล้วก็ถูกต้องสำหรับมนุษย์ ; นี่ฟังดูเถอะ, "มันถูก ต้องสำหรับมนุษย์", ไม่ได้พูดถึงอื่นไปมากกว่านั้น : ต้องถูกต้อง, แล้วก็ต้องสำหรับมนุษย์, แล้วก็ทุก ๆ ลักษณะเฉพาะของเขา, สำหรับวิวัฒนาการของมนุษย์. นี่ก็หมายความว่า มนุษย์เราถ้าจะ เป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์แล้ว มันต้องไปถึงจุดสูงสุด ที่ดีที่สุดของ มนุษย์เรียกว่าวิวัฒนาการ ไปจนกว่าจะถึงสิ่งที่เรียกวันก่อนว่า Summum Bonum, นี่มันเป็นสายอยู่อย่างนี้. ทีนี้คนแต่ละคน ๆ นั้นเขามี Particular State หรือสภาวะ เฉพาะของเขาคนหนึ่ง ๆ มันไม่เหมือนกัน คือเด็กบ้าง ผู้ใหญ่บ้าง โง่บ้าง ฉลาดบ้าง หญิงบ้าง ชายบ้าง นักบวชบ้าง ชาวบ้าน บ้าง แล้วจะให้เหมือนกันอย่างไร จึงเกิดภาวะเฉพาะคนขึ้น. ทีนี้ธรรมะสำหรับคนนั้น มันเลยเป็นของเฉพาะคนนั้นไป มันจึงมี ไม่เหมือนกันทุกคน ; เช่นเด็กก็อย่างหนึ่ง ผู้ใหญ่ก็อย่างหนึ่ง แต่มันต้องถูกสำหรับคนนั้น ๆ ; และเป็นแนวเป็นระเบียบสำหรับ การกระทำ, ใช้คำชัดเจนว่า Conduct คือการกระทำ, ไม่ใช่คำ สั่งสอน, ไม่ใช่ระเบียบพิธีรีตองที่โง่เขลางมงายเป็นไสยศาสตร์ ไร้ความหมายหรือคำพูดคำท่องบ่นอะไรนี้. มันต้องเป็น ระเบียบ แห่งการกระทำ, แล้วก็ ถูกต้องสำหรับมนุษย์ ทุกภาวะ เฉพาะ คน ๆ ในแนวแห่งวิวัฒนาการของเขา จนกว่าจะถึงที่สุด. นี่คือสิ่งที่ ๙๙
น.383 เรียกว่า ธรรมะ ซึ่งยอมรับเป็นคำนิยามสากลกันอยู่ในหมู่นักศึกษา ในเวลานี้. ทีนี้พวกเราที่เป็นชาวพุทธ หรือไม่ใช่ชาวพุทธ เฉพาะ ศาสนาไหนก็สุดแท้ เอามาพิจารณาดูเถิด จะเห็นได้ว่ามันไม่ค้าน กันเลย มันเข้ากันได้เป็นสากลจริง ๆ เรายอมรับสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะในลักษณะเช่นนี้แล้วจะง่ายและเร็ว, สะดวก และแจ่ม กระจ่างที่สุด ว่าระเบียบปฏิบัติ ที่ถูกต้องแล้วสำหรับมนุษย์ เหมาะสมอย่างยิ่ง เฉพาะลักษณะ ๆ ของคน ๆ หนึ่ง ที่จะนำไป สู่จุดหมายปลายทางของมนุษย์ ; เพราะฉะนั้นจึงเห็นได้ว่า ระเบียบปฏิบัติแนวนี้ อย่างนี้มันจะสร้างอะไรขึ้นมา? นั้นก็คือสร้าง ความถูกต้องขึ้นมา, สร้างความเป็นธรรมขึ้นมา, สร้างความสงบ สุขขึ้นมา, หรือทำอะไร ๆ ก็ได้ อย่างที่เรียกว่า ดีที่สุดที่มนุษย์ ควรจะได้ เหมือนที่กล่าววันก่อนนี้ว่า มีความสุข, ทำหน้าที่เพื่อ ประโยชน์แก่หน้าที่, มีความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์, มีความ หวังดีเป็นส่วนรวม. นี่คือผลที่จะเกิดขึ้นจากการปฏิบัติไปตามวิถี ทางของธรรมะ ; เพราะฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า ธรรมนี้เป็นเครื่อง ช่วยโลก และ คำว่าธรรมะนี้ใช้ได้แก่ทุกศาสนา : ใช้ได้แก่ทุก ระบอบของศีลธรรม จริยธรรม กฎหมายหรือแม้แต่วัฒนธรรม หรือกระทั่งถึงปรัชญา จิตวิทยา ทุกแขนงที่เป็นไปเพื่อสร้างสรรค์ มนุษย์ให้เป็นไปเพื่อความสงบสุข. เรารู้จักธรรมะในลักษณะ อย่างนี้ แล้วเป็นการถูก ; คือถูกตัวธรรมะ. แต่ทีนี้เรามักจะได้ ยินกันว่า พระธรรมก็คือไปซื้อมา เป็นใบลาน แล้วก็เอาไปไว้ที่วัด นี่เขาสร้างพระธรรมอะไรอย่างนี้ ; หรือว่า เสียงสวด สวด พระธรรม ; นี่เรียกกันอย่างที่คลุมเครือทั้งนั้น ; หรือกล่าวอีกที ๑๐๐
น.384 หนึ่งก็ว่าธรรมะออกจะเป็นสิ่งที่อยู่นอกวงของมนุษย์ไปเสียเลย ; อย่างนี้มันผิดอย่างยิ่งไปอีกทางหนึ่ง. ถ้าถือตามหลักที่ถูกต้องโดยเฉพาะของพุทธศาสนาแล้ว ธรรมะก็คือทุกสิ่งที่ตัวคนนั่นเอง ; เพราะว่าตัวคนก็เป็น ธรรมะ อยู่แล้ว คือเป็นรูปธรรมส่วนร่างกาย แล้วก็เป็นนามธรรมในส่วน จิตใจ, แล้วก็มีส่วนความรู้ที่เป็นสัจจธรรม เป็นสติปัญญาของ คนเราที่รู้ความดับทุกข์ ทำความดับทุกข์ได้ ; อะไร ๆ มันก็เป็น ธรรมะอยู่ทั้งเนื้อทั้งตัว แม้แต่เสื้อผ้ากางเกงที่เราสวมนี้ ก็เรียกว่า ธรรมะได้เหมือนกัน แต่มันเป็นส่วนรูปธรรมชนิดหนึ่งเท่านั้น ; เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องไปดูธรรมที่ไหน ; เราดู ธรรม ที่ความ ทุกข์และความดับทุกข์สิ้นเชิงนั่นแหละถูกต้องที่สุด ; แล้วก็เอา ประโยชน์เป็นความดับทุกข์สิ้นเชิง แล้วก็ดูตัวธรรมะที่การ ปฏิบัติ ตามแนวที่ว่านี้. เพราะฉะนั้น ธรรมะที่จะสำเร็จประโยชน์ แก่เรา และใกล้ชิดแก่เราที่สุดก็คือ การปฏิบัติ ; เรียกสั้น ๆ คำ เดียวก็ว่าการปฏิบัติ ; หรือจะขยายความออกไปว่า การปฏิบัติ ตามหลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง เพื่อให้เข้าถึงความเป็นอันเดียวกันกับ สภาพสูงสุด คือความอยู่เหนือความทุกข์โดยประการทั้งปวง. นี่คือธรรมะแท้. ทีนี้เวลาเหลืออยู่นิดหน่อย อาตมาอยากจะปรับความเข้าใจ ถ้าถูกถามว่า ในพุทธศาสนามีพระเป็นเจ้า (God) หรือไม่ ? ท่าน คิดว่าจะตอบอย่างไร จึงจะตรงตามที่เป็นจริง. เราอาจจะตอบได้ ว่า ถ้าพูดกันอย่าง Personal God คือหมายถึงพระเจ้าที่เป็น ตัวตน เหมือนอย่างกะคน มีอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างที่เป็นคนแล้วละ ก็ ไม่มีแน่ ; แต่ถ้าหมายถึงสิ่งหนึ่งหรือสภาพอันหนึ่งที่ทำหน้าที่ ๑๐๑
น.385 อย่างที่พระเจ้าหรือ God ทำละก็พระเป็นเจ้ามีในพระพุทธศาสนา. หน้าที่ของ God นี้ถ้ารวมกันหมดแล้วเราจะพบว่ามันจะมี อยู่สามอย่างคือ : - God the Creator นี้พระเจ้าผู้สร้าง ; แล้วก็ God the Preserver คือพระเจ้าผู้ดูแลโลกและรักษาโลกเอาไว้ ; ทีแรกสร้างโลกแล้วก็ควบคุมโลกเอาไว้ ; แล้ว God the Destroyer คือพระเป็นเจ้าที่จะทำลายโลกให้สิ้นไป ในเมื่อถึงยุคที่จะต้อง ทำลาย. หน้าที่ของ God ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้. ในพุทธศาสนามีสิ่งที่เป็นหน้าที่อย่างนี้หรือเปล่า? ยิ่งตอบได้ ว่ามีโดยเต็มเปี่ยม ได้แก่สิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" นั่นเอง : ธรรมใน ลักษณะหนึ่งซึ่งได้กล่าวมาแล้ว ในฐานะที่เป็นกฎ ที่เป็นเหตุ หรือเป็นผล หรือเป็น Condition ในส่วนลึกที่เรารู้จักมันยากที่สุด. นี้มีอำนาจที่จะทำให้สิ่งทุกสิ่งมีการเกิดขึ้น ให้มีการทรงอยู่ ให้มี การสลายไป ; อันนี้เราเรียกว่า God หรือสิ่งที่ทำหน้าที่ของ God. มันไม่ใช่ Personal God มันไม่ใช่ Anthropomorphic God คือไม่ใช่เป็นคน หรือว่าคล้ายคน ; แต่มันเป็นอำนาจลึกลับ ที่มนุษย์ยังเข้าใจไม่ได้อย่างหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่อันนี้ และพุทธศาสนา ยอมรับเต็มที่ว่ามีสิ่งนี้ ; เพราะฉะนั้นเรายอมรับว่ามี God ซึ่งทำ หน้าที่โดยสมบูรณ์ ก็คือธรรมะนั่นเอง. นี่จึงกลายเป็นของ ผนวกว่า แม้แต่คำว่า ธรรมะนี้มันยังหมายความออกไปได้ถึง อย่างนี้ คือหมายความออกไปได้ถึงพระเป็นเจ้า ซึ่งเราก็ไม่ค่อย สนใจกับความหมายในลักษณะเช่นนี้ : เราสนใจในความหมาย ชนิดที่เป็นการศึกษา และเป็นการปฏิบัติได้ผลเป็นความพ้นทุกข์ จะอยู่ในรูปของศีลธรรม หรือกฎหมาย หรือศาสนาก็ตาม นั่นแหละคือ ธรรมะ ; แล้วก็จำกัดความสั้น ๆ ว่าเป็นระเบียบ ๑๐๒
น.386 แนวของการปฏิบัติสายหนึ่ง ซึ่งเหมาะแก่มนุษย์อย่างยิ่ง ทุก ๆ ขั้น ทุก ๆ ตอนทุก ๆ สภาวะ ที่เขาจะเจริญไปสู่จุดสูงสุดของเขา. ในที่สุดท่านก็จะเห็นได้เองว่า ธรรมะนั่นแหละมันคือ หัวใจ หรือแกนกลางของสิ่งที่เรียกว่าศาสนา ; เพราะฉะนั้น ถ้าเราพูด ว่าหลักพระศาสนา หรือศาสนาก็จงเล็งไปถึงสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะในลักษณะเช่นนี้. ทีนี้หัวข้ออบรมของเราที่มีว่า ศีลธรรม หลักพระพุทธศาสนา และ วิธีปฏิบัติ ทั้ง ๓ คำนี้รวมอยู่ในคำว่าธรรมะคำเดียวเท่านั้น นี่เราได้พูดกันมาถึงสามวันแล้ว เรื่องทั้งหมดก็รวมอยู่ในคำ ว่า "ธรรม” เพียงคำเดียวเท่านั้น ; เพราะฉะนั้นเราจำคำนี้ไว้ แล้วขยายความออกไปเพื่อเข้าใจแจ่มแจ้ง หรือว่าคำบรรยายทั้ง หมดนี้สรุปเหลือเพียงคำเดียว คือเป็น "ธรรมะ" เพื่อจำง่ายก็ได้ เป็นอันว่า เราได้กล่าวถึง สิ่งที่เราเรียกกันว่า ศาสนา หรือ Religion มาอย่างสมบูรณ์โดยใจความ โดยหลัก ๆ ซึ่งจะเป็นเหตุให้เข้าใจ ธรรมะ เพื่อการปฏิบัติ, ให้ได้รับผลจาก "ธรรม" สมตามความ ประสงค์ของเรา. อาตมาขอยุติคำบรรยายในวันนี้ เพราะหมดเวลาเพียงเท่านี้ ๑๐๓
Buddhadasa