น.388 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย, ในการบรรยายครั้งที่สี่นี้ อาตมาจะได้กล่าวถึงประโยชน์ ของสิ่งที่เรียกว่าศาสนา. ในครั้งแรกนี้ขอทบทวนความจำกันสัก เล็กน้อย ถึงข้อที่เราได้กล่าวกันถึงสิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรม ปรัชญา ของศีลธรรม ; คือที่เรียกว่าจริยปรัชญา แล้วก็ถึงสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา กระทั่งถึงสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ ซึ่ง สรุปลงได้ในความหมาย สั้น ๆ ว่า ธรรมะคือแนวปฏิบัติที่ถูกต้องสำหรับมนุษย์ทุก ๆ ขั้น แห่งวิวัฒนาการ ของเขา ; ซึ่งเราถือเอาตามความหมายสากล ปัจจุบันที่สุด ที่นักจริยปรัชญา และนักศาสนาได้ค้นคว้า และ รวมความเป็นอย่างนี้ เป็นคำนิยามที่ปัจจุบันที่ใหม่ที่สุด : The cause of conduct แนวปฏิบัติ, Right for a man เหมาะสำหรับ มนุษย์, ถูกต้องสำหรับมนุษย์ at his particular state of his evolution ขอให้จำคำบัญญัตินี้ไว้แต่ละคำ ๆ ให้ดีเถิด ท่านจะเข้า ใจสิ่งเหล่านี้ได้ง่าย และได้เร็วที่สุด. มันเป็น Cause ของการปฏิบัติ, หรือการกระทำ ; แล้วก็เหมาะและถูกต้อง สำหรับมนุษย์ทุก ๆ แต่ละขั้นของวิวัฒนาการของเขา ต้องใช้คำว่าแต่ละขั้น ๆ ๆ ๆ . นี่คือความหมายที่แท้จริงของสิ่งที่เรียกว่า "ธรรมะ" ซึ่งรวมทั้ง ๑๐๗
น.389 ศีลธรรมและสัจจธรรม, ที่เป็นตัว ศาสนาที่สูงขึ้นไปด้วย และทุก ๆ ศาสนา. ทีนี้ อาตมาจะได้กล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า ประโยชน์ของ ศาสนา ข้อนี้ฟังดูคล้ายกับว่าฝืน หรือว่าผิดจากที่เขาเคยทำกัน อยู่, คือเขาจะกล่าวอานิสงส์ทีหลัง ; แต่อาตมาอยากจะกล่าวถึง ประโยชน์หรืออานิสงส์นี้ก่อน เพื่อเกิดความสนใจ และความ เข้าใจถูกต้องได้โดยง่าย. เมื่อกล่าวถึงประโยชน์ของศาสนา นักศาสนาพากันตั้งปัญหาขึ้นว่า ศาสนาเป็นอะไรให้สำหรับ มนุษย์. What religion is for humanity! ศาสนาเป็น อะไรให้สำหรับมนุษย์ชาติ. เขาเพ่งเล็งถึงมนุษย์เป็นส่วนใหญ่ ก่อน ; แล้วจึงถามว่า ศาสนามีอะไรให้แก่มนุษย์ หรือ มี ศาสนาทำไม นั่นเอง. ถ้าพูดอย่างชาววัดก็พูดว่า อานิสงส์ ของพระศาสนา หรือชาววัดที่แก่วัดก็ว่า คุณของพระรัตนตรัย อย่างนี้มันเป็นเรื่องเดียวกันทั้งนั้น. สำหรับประโยชน์หรืออานิสงส์ของศาสนานี้ มีความเข้าใจ ผิดกันอยู่เป็นอันมาก ในข้อที่ว่า ส่วนมากที่สุด โดยเฉพาะพวกที่ เล่าเรียนมาอย่างเก่า เป็นชาววัดพูดผิด แล้วพวกเด็กรุ่นหลังก็ เข้าใจผิดตาม ; จนไปเข้าใจว่าศาสนานี้มีประโยชน์ต่อเมื่อหมด เรื่องโลก ๆ แล้ว เป็นคนแก่คนเฒ่าแล้ว หรือว่าศาสนานี้มีไว้ สำหรับหนีเตลิดเปิดเปิงไปจากโลก เข้าป่าเข้าดงไปทีเดียว ; หรือแม้ที่สุดแต่ ที่พูดว่า ศาสนานี้เป็นเครื่องหนีทุกข์ก็ผิดอย่าง ยิ่ง, เพราะว่า ศาสนานั้นต้องการจะชนะทุกข์ ไม่ใช่ต้องการ จะหนีทุกข์ และต้องการจะชนะโลก ไม่ใช่หนีโลก ต้องการ จะอยู่ในโลกนี้ด้วยชัยชนะโดยทุกประการ คือทุกลักษณะ ๑๐๘
น.390 ทุกขั้น ทุกตอน ของวิวัฒนาการของมนุษย์อย่างที่กล่าวแล้วเมื่อ ตะกี้นั่นเอง. เพราะฉะนั้น เราจะต้องมีความเข้าใจถูกต้อง ใน เรื่องนี้กันเสียก่อน จึงจะเดินไปตามทางได้โดยง่าย ; เพราะ ฉะนั้นท่านผู้ใดในบรรดาท่านทั้งหลายนี้เคยพกเอาความเข้าใจ อย่างนี้ไว้มาแต่ก่อน ก็ขอให้สลัดทิ้งไปเสียโดยเร็ว เพราะจะ ทำให้เกิดความรู้สึกที่เป็นไปผิดทางหรือท้อแท้ หรือฝืนความ รู้สึก ในการที่จะมารับการศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนา, โดย เข้าใจว่าจะต้องเป็นเรื่องของคนที่จะต้องทิ้งโลกไป หรือพ้นจาก เรื่องโลก ๆ แล้ว หรือหนีทุกอย่างนี้มันไม่น่าสนุกตรงไหนเลย. เราจะต้องเอาประโยชน์ที่ได้รับจากการศึกษานี้ ไปปฏิบัติ เพื่อมีชีวิตชนิดที่เป็นชัยชนะอยู่ทุก ๆ ลมหายใจเข้าออก ก็หมาย ความว่า ในทุก ๆ กรณีที่เราต้องประกอบหรือกระทำเป็นประจำ วันนั้นทีเดียว. และขอให้มอง ให้ลึกไปกว่านั้นอีก คือว่าศาสนา เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี ; ถ้ามิฉะนั้นแล้ว ชีวิตนี้ จะเป็นความพ่ายแพ้อยู่ตลอดเวลา ไม่พ่ายแพ้ข้างนอกก็ต้อง พ่ายแพ้ข้างใน. หรือเมื่อพ่ายแพ้ข้างใน ก็เป็นอันว่าพ่ายแพ้ ข้างนอกด้วย. ศัตรูของมนุษย์เรามีทั้งทางฝ่ายรูปธรรม คือ ร่างกาย และฝ่ายจิตใจ และฝ่ายวิญญาณที่ลึกยิ่งขึ้นไป, คือทาง ความคิดความเห็น, เพราะฉะนั้นแปลว่าสิ่งที่จะมาทำให้พ่ายแพ้นี้ มีมาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในหน้าที่การงานของท่านตุลาการ ทั้งหลายนั้น ก็คือพ่ายแพ้แก่กิเลส ประเภทที่เรียกว่า อคติ เหล่านี้ เป็นต้น. เพราะฉะนั้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ที่จะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะหรือศาสนานี้. ทีนี้เราจะนึกให้กว้างออกไป ถึงศาสนาทั่ว ๆ ไป อย่างใน ๑๐๙
น.391 ศาสนาคริสเตียน ข้อความตอนหนึ่งในคัมภีร์ New testament ตอนมัททายมีว่า “พระยามารได้พาพระเยซูไปที่ภูเขาซึ่งเต็มไป ด้วยหิน เหลียวไปทางไหนก็มีแต่หินทั้งนั้น แล้วบอกพระเยซูว่า ถ้าเป็นบุตรพระเจ้าจริง ก็จงทำให้ก้อนหินเหล่านี้เป็นขนมปังทีซิ." พระเยซูก็ได้ตอบว่า "ไม่ใช่อย่างนั้น คือว่าไม่ใช่มนุษย์เราจะมี ชีวิตอยู่ได้ด้วยขนมปัง แต่จะมีชีวิตได้ด้วยการทำ ตามคำตรัส ของพระเป็นเจ้าทุก ๆ คำ." ตอบอย่างนี้-ที่ว่ามนุษย์เราไม่ได้มี ชีวิตอยู่ได้ด้วยขนมปัง-ก็คือว่ามนุษย์เราไม่ได้มีชีวิตอยู่ได้ด้วย ข้าวปลาอาหาร ; แต่ว่ามีชีวิตอยู่ได้ด้วยการทำตามคำสั่งของ พระเป็นเจ้าทุก ๆ คำ ใช้คำว่าทุก ๆ คำเลย ชีวิตจะมีอยู่ได้ เป็น มนุษย์อยู่ได้ ก็เพราะทำตามคำพระเป็นเจ้า. ขอให้ท่านทั้งหลายคิดดูให้ดีว่า หลักของศาสนานั้น ไม่ได้ ถือว่าเรามีชีวิตอยู่ เพราะอาหารที่เรากินเข้าไปเลี้ยงร่างกาย อย่างเดียว ; นั่นมันเป็นเพียงให้ชีวิตทางร่างกาย ยังไม่มีความ หมายแห่งความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง. ถ้าจะมีชีวิตเป็นมนุษย์ให้ ถูกต้อง มันต้องมีอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งทำให้เป็นมนุษย์ นั้นคือธรรมะ นั้นคือศาสนา ; นั้นคือคำสั่งของพระเป็นเจ้าทุก ๆ คำ. พอเรา ปฏิบัติตามทั้งหมดนี้ มันกลายเป็นชีวิตที่แท้จริงขึ้นมา. เมื่อตะกี้ ไม่ใช่ชีวิตจริง ชีวิตเนื้อหนังร่างกายที่มีมูลมาจากอาหารนี้ มัน เป็นชีวิตชนิดที่เป็นเพียงเปลือกหรือวัตถุ ค้อนวัตถุเท่านั้น แต่ ความหมายที่แท้จริงของชีวิตคือ ความเป็นอยู่นั้น มันอยู่ที่ มีความดี ความงาม คือสิ่งดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ นั้นเรียกว่า ชีวิต. ทีนี้ ในเครือของพุทธศาสนา หรือจะกล่าวว่าศาสนาทั้งหมด ๑๑๐
น.392 ในประเทศอินเดีย ทั้งศาสนาที่มีพระเจ้าเกี่ยวข้อง และไม่มี พระเจ้าเกี่ยวข้อง ทั้งหมดทั้งสิ้นด้วยกันนั้น มันมีหลักมาแต่โบราณ นานมา ว่า " อาหารนิททา ภยาเมถุนญฺ จ ฯลฯ" นี่เป็นภาษา บาลี. เป็นภาษาสันสกฤตก็มี เราเอาแต่ความหมายว่า การหา อาหารกิน การแสวงหาความสุขจากการนอน การรู้จักขี้ขลาด หนีอันตราย การประกอบเมถุนธรรม เหล่านี้มีได้เสมอกัน ระหว่างคนกับสัตว์. แล้วประโยคที่สำคัญที่สุดก็ว่า : "ธมฺโม หิ เตสํ อธิโก วิเสโส" ว่าธรรมะเท่านั้นที่ทำคนให้ผิดแปลก แตกต่างจากสัตว์. "ธมฺเม น หีนา ปสุทิสมานา” เมื่อเอาธรรม ออกไปเสียแล้ว คนก็เสมอกันกับสัตว์. นี่ก็มีความหมายอย่าง เดียวกันว่า ถ้ามีแต่ชีวิตชนิดที่เป็นเนื้อหนังไม่มีธรรมะแล้ว มันก็ ยังเป็นเหมือนกับสัตว์ทั่วไป ต่อเมื่อมีธรรมเข้ามาแล้ว จึงจะแปลก จากสัตว์ คือเป็นมนุษย์. เพราะฉะนั้นจึงถือเป็นหลักตรงกัน ไปหมดว่า ธรรมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความเป็นมนุษย์ ถ้า ปราศจากธรรมะแล้วย่อมไม่เป็นมนุษย์ อย่างมากก็เป็นเพียงสัตว์ มีชีวิตตามธรรมดา. แต่ทีนี้เรามาพิจารณาดูให้ดีว่า การที่เราจะ มีธรรมะ ที่ทำความผิดแปลกแตกต่างจากสัตว์ นี้ มันหมายถึง การกระทำชนิดที่กล่าวแล้วข้างต้นว่า เป็นการปฏิบัติไป ตาม แนวที่ถูกตรง เหมาะสำหรับมนุษย์ ทุกขั้นทุกตอนของวิวัฒนาการ นั้น ; มันเพื่ออะไร มันเพื่อความแตกต่างจากสัตว์เฉย ๆ. หรือว่า มีไว้เพื่อกราบไหว้, หรือมีไว้เพื่อเชื่ออย่างงมงายเท่านั้น แต่แท้จริง มันมีไว้ เพื่อขจัดปัญหาทุกอย่างของมนุษย์. การปฏิบัติธรรมนี้มันเป็นการปฏิบัติ เพื่อขจัดปัญหาต่าง ๆ ของมนุษย์ มันมีผลตรงนี้ ไม่ใช่เอาผลตรงว่า ให้มันแปลกไปจาก ๑๑๑
น.393 สัตว์ หรือว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไว้บูชาไว้กราบไหว้. ทีนี้เราจึงเห็น ชัดลงไปว่า มันต้องมีการปฏิบัติ หรือการกระทำที่ขจัดปัญหา ของมนุษย์ : ปัญหานั้นก็คือความทุกข์, คือสิ่งที่เรียกว่าความ ทุกข์ ด้วยความรู้และการกระทำที่ถูกต้อง. การที่จะให้ศาสนา หรือธรรมะ มีประโยชน์ ต้องใช้ไปในทางขจัดปัญหาของมนุษย์ เรา ด้วยความรู้และการกระทำที่ถูกต้อง ; ลำพังความรู้ไม่มีการ กระทำนี้ไม่เรียกว่าศาสนา. ข้อนี้ได้กล่าวมาแล้วแต่วันก่อน ลำพังความรู้ไม่มีการกระทำ ลำพังความเชื่อไม่มีการกระทำ เหล่านี้ก็ยังไม่เรียกว่าตัวศาสนา. ความรู้หรือความเชื่อนี้ต้องมาก่อน แล้วจึงมีการกระทำ ; แล้วทั้งความรู้นั้นถูกต้อง การกระทำก็ถูกต้อง จึงขจัดความ ทุกข์ได้. ความเชื่อเป็นกำลังสำคัญ คือเป็นกำลังทางจิตใจให้ กระทำ ; ถ้าไม่มีกำลังของความเชื่อเข้ามาช่วยแล้ว จักเกิด ความท้อแท้ไม่อยากทำ, เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าความเชื่อนี้ ต้องมีด้วยกันทุกศาสนา ; แต่ว่าความเชื่อนี้ ปราศจากความรู้ ไม่ได้ ต้องเป็นความเชื่อที่ประกอบไปด้วยความรู้ที่ถูกต้อง. เพราะฉะนั้นจึงต้องมีความรู้ แล้วจึงมีการกระทำ คือความพาก เพียรในการทำ. ในทางศาสนาท่านจึงกล่าวเป็นหลักทั่ว ๆ ไป ว่า มันมีอยู่สามอย่างคือ ความเชื่อ แล้วก็ความรู้คือปัญญา แล้วความพากเพียรคือการกระทำ. ใน บรรดาศาสนาทั้งหลายในโลก จะอิงอาศัยอยู่ที่หลัก สามประการนี้ทั้งนั้น. มันผิดกันอยู่แต่ว่าบางศาสนานั้นเอาบาง อย่างในสามอย่างนี้ออกหน้า คือมีมากกว่าอย่างอื่น. คือหนักไปใน ทางนั้นมากกว่าทางอื่น เพราะฉะนั้นจึงทำให้เกิดความแตกต่าง ๑๑๒
น.394 กัน, เช่นศาสนาบางศาสนามีความเชื่อออกหน้ามาก ศาสนา บางศาสนามีปัญญาหรือความรู้ออกหน้ามาก และบางศาสนาก็มี การกระทำ อย่างเฉียบขาดเข้มแข็งออกหน้ามากอย่างนี้เป็นต้น แต่ว่าต้องมีครบทั้งนั้น ไม่ว่าศาสนาไหน ต้องมีสิ่งทั้งสามนี้อยู่เป็น หลักในภายในทั้งนั้น แต่ที่จะออกหน้ามาให้เห็น จนถึงกับถือเป็น ลักษณะเฉพาะของศาสนาหนึ่ง ๆ นั้น มันผิดกันที่ตรงนี้. สำหรับ พุทธศาสนา นั้น อยู่ในประเภทที่ถือเอาปัญญา เป็นเครื่องออกหน้า, ไม่ได้ถือเอาความเชื่อหรือการกระทำ ความเพียรตึงเครียดเป็นเรื่องออกหน้า, ถือเอาปัญญาเป็นเรื่อง ออกหน้า. และมีการกระทำที่พอเหมาะและมีการเชื่อที่เป็นไป ตามอำนาจของปัญญา อย่างนี้เรียกว่ามีปัญญาออกหน้า เพราะ ฉะนั้นจึงมีคำกล่าวถึงปัญญาว่า หลุดพ้นด้วยปัญญา, ปัญญา ประเสริฐกว่าธรรมะข้ออื่น ธรรมะข้ออื่นอยู่ในอำนาจของ ปัญญา. พุทธศาสนามีหลักอย่างนี้ และในที่สุดก็มุ่งหมายที่จะให้ เกิดการกระทำที่ถูกต้องพอเหมาะพอดีด้วยกันทั้งนั้น ก็เพื่อจะขจัด เสียซึ่งความทุกข์ ซึ่งเรียกว่าเป็นปัญหาของมนุษย์. ทีนี้เราก็ พิจารณากันต่อไปถึงสิ่งที่เรียกว่าปัญหาของมนุษย์หรือความ ทุกข์นั่นเอง ; เราก็จะรู้ประโยชน์ของศาสนาอย่างชัดเจน. สิ่งที่เรียกว่าความทุกข์ ตามความหมายของภาษาบาลี ซึ่งเป็นภาษาของพุทธศาสนานี้ ฝรั่งก็ยอมแพ้อีกเหมือนกัน ; คือไม่สามารถจะแปลความทุกข์นี้ ด้วยคำเป็นภาษาอังกฤษที่ ถูกต้องพอเหมาะพอสม หรือครบบริบูรณ์ได้ ก็ยอมแพ้ ; พยายามที่จะใช้ทับศัพท์ว่าความทุกข์ เพราะจะไปแปลว่า Pain หรือ Suffering อะไรทำนองนี้มันไม่เต็ม ไม่ครบ เว้นไว้แต่ใน ๑๑๓
น.395 บางกรณี ที่อาจจะแปลว่า ทุกข์เจ็บปวด หรือทุกข์ทรมาน เพราะ ว่าคำว่า “ความทุกข์" นั้นมีความหมายอะไรลึกอยู่อีกบางอย่าง. ขอให้ท่านสนใจศึกษาคำนี้เป็นพิเศษ ; นี่อาตมาขอร้องว่าให้ สนใจศึกษา คำว่าทุกข์นี้เป็นพิเศษจึงจะเข้าใจศาสนา. คำว่า ทุกข์นี้หมายถึงภาวะที่ทนรับได้ยาก, พูดเป็นภาษาธรรมดา ๆ ก็ว่า ภาวะที่เราจะทนรับได้ยาก ท่านลองนึกถึงอาการที่ว่าเราจะ ต้องทนรับทุกข์อย่างเราจะต้องทนรับ ถ้าไปเกี่ยวข้องเข้าแล้วเราจะ ต้องทนรับ หรือรับเอามาถือไว้ทั้งนั้น. และสิ่งที่เรียกว่า ความ ทุกข์นี้ เป็นภาวะที่ทนรับได้ยาก ทีนี้มันมีความหมาย หรือ มี ความลับที่ซ่อนเร้นอยู่ในนั้นว่า ทุก ๆ อย่างนี่มันเป็นภาวะที่ ทนรับได้ยากทั้งนั้น แม้แต่สิ่งที่เราหลงเรียกว่าความสุข. สิ่ง ที่เราเรียกว่า ความทุกข์ ความเจ็บไข้ ความไม่ได้ตามต้องการนี้ มันเห็นง่าย ทนไม่ไหวจริง ๆ จึงเรียกว่าความทุกข์ไว้ทีก่อน. ทีนี้ คำคู่ที่ตรงกันข้ามคือ ความสุข นี้เรามองเผิน ๆ เรา ก็ชอบ ; และเราถือว่าทนได้ง่าย หรือบางทีไม่ต้องทนเอาเสีย เลยก็มี. นี่คือความรู้สึกของคนธรรมดาที่ไปเข้าใจว่าความสุขเป็น อย่างนั้น แล้วก็หลงใหลในความสุข. คำว่า ทุ-ขะ แปลว่า ทน ยาก คำว่า สุ-ขะ แปลว่า ทนง่าย ; แต่แล้วทั้งหมดมันก็เป็น เรื่องทนยาก ตรงที่ความสุขนี้มันซ่อนอาการทนยากไว้อย่าง เร้นลับ. มันต้อง ต่อเมื่อเราไม่มีอาการที่เรียกว่าทนยากตาม ธรรมดาต่อความเจ็บป่วยตามธรรมดานั้นเสียก่อน ; แล้วเราจะ เห็นที่เร้นลับลงไปว่า, แม้ที่เรียกกันว่าสุข ๆ นี้ก็ต้องทน และทน ยากเหมือนกัน. เพียงแต่ว่ามันมีอะไรกลบเกลื่อนไว้ ไม่ให้รู้ความ จริงข้อนี้ เหมือนกับว่าถ้าให้เราร้องไห้ เจ็บปวด ร้องไห้เสมอก็ ๑๑๔
น.396 รู้ได้ทันทีว่าทนไม่ไหว ; แต่ถ้าจะให้หัวเราะอยู่เรื่อย ร่าเริงอยู่ เรื่อย เราก็ทนไม่ไหวอีกเหมือนกัน. นี่ไปลองคิดดูในข้อนี้ไม่ใช่ ว่าเพียงแต่ให้ร้องไห้แล้วจะทนไม่ไหว ถึงแม้หัวเราะร่าเริงอยู่ก็ทน ไม่ไหวเหมือนกัน. ถ้าไม่ยอมให้หยุด มันเป็นสิ่งที่รับไว้ไม่ไหว เหมือนกัน ; เพราะฉะนั้นความสุขเอร็ดอร่อยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายนี้ ถ้ามาแต่เพียงผิว ๆ เผิน ๆ พอ ประมาณก็ดูเอร็ดอร่อยอยู่ แต่ถ้าให้มาอย่างเต็มที่และตลอดเวลา นี้ มันคือความสุมเผาชนิดหนึ่งเหมือนกัน เพราะฉะนั้นตามหลัก ธรรมจึงถือว่าไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความสุข. "ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ความสุข” นี้พูดอย่างความจริงถึงที่สุด, เรียกว่าความจริงถึง ที่สุด คือ ปรมัตถ์หรือ Ultimate Truth, นี่ความจริงถึงที่สุดจะ พูดได้ว่า มัน ไม่มีความสุข แม้ความสุขก็เป็นสิ่งที่ต้องทน ; เพราะฉะนั้นจึงเหลือแต่สิ่งที่ต้องทน และเมื่อต้องทนแล้วก็ เรียกว่าไม่ไหวทั้งนั้น. เมื่อทุกสิ่งเป็นสิ่งที่ต้องทนอย่างนี้ละก็, เราจะต้องมีวิธี อุบาย, หรือจะเรียกว่า ระเบียบปฏิบัติอะไรก็ ตามที่ขจัดความต้องทนนี้ออกไปเสีย ; นี่คือหน้าที่ของธรรมะ หรือศาสนาทำให้เราเข้าไปเกี่ยวข้องกับความทุกข์ก็ตาม กับ ความสุขก็ตามได้ในลักษณะที่ไม่ต้องทน. เมื่อความทุกข์ก็ต้องทน ความสุขก็ต้องทน ทนแบก ทนรับ ทนยากลำบากอย่างนี้ เราจะต้องมีวิธีที่ฉลาดอีกอันหนึ่ง ที่เข้าไป เกี่ยวข้องกับมัน แล้วจะไม่ให้ต้องทนเลย. เปรียบเทียบเหมือน อย่างว่า แบกก้อนหินก้อนดินไว้มันก็หนัก ; แต่แบกเพชรพลอยที่ แพงมากที่สุดไว้เป็นกระบุง ๆ มันก็หนักเหมือนกัน ฉะนั้น เรา มีวิธีอย่างไรที่จะถือก้อนหินไว้ หรือถือเพชรพลอยไว้ โดย ๑๑๕
น.397 ไม่ต้องหนัก นี่คือ เ คล็ดลับที่สุดของสิ่งที่เรียกว่าศาสนา ที่ เรียกกันในทางพุทธศาสนาว่า ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด ไว้โดย ความเป็นตัวเราหรือเป็นของของเรา นี่คือความรู้และการ กระทำที่ถูกต้องต่อสิ่งทั้งปวง. ไหน ๆ ก็ได้พูดถึงคำว่าทุกข์ และขอร้องให้ท่านทั้งหลาย สนใจเป็นพิเศษแล้ว อาตมาก็อยากจะถือโอกาสวินิจฉัย สำหรับ คำ ๆ นี้ เพื่อเป็นเครื่องช่วยความจำที่ดีที่สุด. ขอให้ท่านจดจำ ว่า การที่ได้พูดว่า ทุกสิ่งเป็นทุกข์ นอกจากความดับทุกข์คือ นิพพานแล้วทุกสิ่งเป็นทุกข์นี้ เพราะคำว่าความทุกข์นี้มัน มีความหมายกว้าง ถ้าเอาคำพูดว่า ทุกข์ ทุก-ขะ ก็แยกคำนี้ออก ได้ เป็นถึงสามวิธีด้วยกัน.. วิธีแรก เรียกว่า ตัว ทุ กับ ข ม. ขมะแปลว่าทน, ทุ ว่า ยาก เพราะฉะนั้นความทุกข์ แปลว่า สิ่งที่ทนได้ยาก. ความหมาย อันนี้ชัดแล้ว ไม่ต้องอธิบาย ท่านก็เห็นได้ดังที่กล่าวมาแล้ว. อีกวิธีหนึ่ง คำว่าทุกข์นี้แยกออก เป็นคำว่า ทุ กับ อิ-ข. คำ ว่า ทุ แปลว่า น่าเกลียด ว่าชั่ว หรือ ยาก. อิ-ขะ แปลว่า ดู, เห็น, ดูแล้วรู้สึกน่าเกลียด เห็นแล้วรู้สึกน่าเกลียด ; หมายความว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ว่าอะไรหมด ถ้าดูด้วยสติปัญญา ดูให้ลึก ซึ้งแล้ว จะรู้สึกระอาทั้งนั้น เพราะว่าสิ่งทั้งหลายเป็นเพียงมายา เท่านั้น เว้นแต่เราจะดูด้วยความโง่ ความหลง จึงจะเห็น สิ่งทั้ง หลายว่า นั่นน่ารัก นี่น่าเกลียด นี่หอม นั่นเหม็น นี่สวย นั่นไม่สวย อะไรทำนองนี้. แต่ถ้าเราดูด้วยสติปัญญาแล้วเราจะรู้สึกว่าน่า ระอา น่าเอือมระอาทั้งนั้น ; เพราะมันเป็นมายาทั้งนั้น มันเป็น มายาไม่มากก็น้อย ไม่ช้าก็เร็ว ไม่เร็วก็ช้า คือว่าไม่วันใดก็วัน ๑๑๖
น.398 หนึ่ง เราจะเห็นความเป็นมายาของสิ่งนั้น. เพราะฉะนั้น เขาจึง แปลคำว่าทุกข์ ว่าดูแล้วน่าเกลียดเหลือเกิน ทุกอย่างนี้ไม่ว่าอะไร จะเป็นรูปธรรม นามธรรม ความคิด จิตใจ ความสุขสนุกสนาน เอร็ดอร่อย เกียรติยศชื่อเสียงอะไรก็ตาม ดูแล้วจะรู้สึกระอา สภาพของความที่ดูแล้วรู้สึกระอานี้ก็เรียกว่าทุกข์ นี้อีกอย่าง หนึ่ง เป็นอย่างที่สอง อย่างที่สาม นั้น เป็นเรื่องสูงขึ้นไปกว่านั้นอีก, เป็นเรื่อง ธรรมะที่สูงขึ้นไปอีก. เขาออกเป็นคำว่า : ทุ-แปลว่าน่าเกลียด. แล้วคำว่า ขะ หรือ ขัง-แปลว่าว่าง ; เพราะฉะนั้นรวมกันแล้วก็ แปลว่า ว่าง. ว่างอย่างน่าระอาใจ, ว่างอย่างน่าเกลียด คือว่าง จากสาระที่ควรยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง . ในทุก ๆ สิ่งที่เป็นทุกข์นั้น หมายความว่า สิ่งเหล่านั้นทั้งหมด มันว่างจากสาระทั้งหมดที่ควร จะชื่นใจ หรือนิยมยินดี นี่แหละว่างอย่างน่าเกลียด ; ท่านจึงเห็น ได้ว่า คำว่าทุกข์นั้นไม่ได้แปลว่าความเจ็บปวด ไม่ได้แปลว่า ทนทรมานอยู่ ; นั้นไม่ใช่. มันลึกกว่านั้นมากทีเดียว. พวกฝรั่ง จึงยอมแพ้ที่จะแปลคำว่าทุกข์ ด้วยภาษาอังกฤษคำใดคำหนึ่ง ให้ตรงได้. ทีนี้ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า คำว่า ทุกข์ นี้มันเป็นสิ่งที่สรุป ความหมาย รวมอยู่ที่ตรงว่า ต้องทน. ความน่าเกลียดของมัน ความว่างของมันนี้. ทำให้เกิดความต้องทน. ทีนี้เราจะเอาชนะ มันได้อย่างไร เพราะว่าตามปกติมนุษย์เราในโลก จะต้องเกี่ยว ข้องกับสิ่งทุกสิ่ง ที่เป็นทุกข์ ในลักษณะที่ว่ามาแล้ว คือเกี่ยวข้อง กับทุกสิ่ง ที่เป็นมายานี้ มันต้องเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้. แล้วเรา จะไปเกี่ยวข้องกับสิ่ง ที่เป็นมายาหลอกลวงนี้ใน ๑๑๗
น.399 ลักษณะอย่างไร จึงจะไม่เกิดอาการที่เจ็บปวดขึ้น ในความ รู้สึกของเรา? อุบายอันนั้นนั่นแหละคือ วิธีปฏิบัติที่เรียกว่า ศาสนา ; ให้เราอยู่เหนือมัน ให้เราชนะมัน จนมันทำความ ทุกข์ให้แก่เราไม่ได้ ; ระเบียบปฏิบัติอย่างนี้ เรียกว่าศาสนา ในที่นี้ ซึ่งเป็นเครื่องขจัดปัญหาของมนุษย์ คือความทุกข์ดัง ที่กล่าวแล้ว. ทีนี้ มาพิจารณากันให้ละเอียดออกไป ถึงสิ่งที่เรียกว่า ปัญหาหรือความทุกข์ โดยเพ่งเล็งออกไป ถึงปัญหาส่วนที่เป็น ของคน ๆ หนึ่ง ของปัจเจกชนคนหนึ่ง และปัญหาของสังคม คือ ปัญหาร่วมกัน. ถ้าพูดอย่างวิธีพูดของพวกนักปรัชญา ก็อาจจะ พูดได้ว่า สังคมก็ดี เอกชนคนหนึ่ง ๆ ก็ดี เป็นทุกข์. นี่ก็ เพราะมัน ยังมีความพร่องอยู่ ในทางวัตถุ และในทางนามธรรม, คือพร่องอยู่ ในทางวัตถุและในทางนามธรรม. ถ้าลองนึกถึงตัวเอง ลองสังเกต เรื่องที่มีอยู่ในใจของเราจริงๆ ว่า เรายังรู้สึกว่าพร่องอยู่ ไม่เต็ม ทั้งในด้านวัตถุ และในด้านนามธรรมอย่างไร. ในด้านวัตถุนี้ หมายความว่า ทรัพย์สมบัติเงินทอง ที่เป็นที่ตั้งของรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส โดยเฉพาะก็คือ- เงิน ที่จะไปซื้ออะไร ๆ มาใส่ ไว้ในเหย้าในเรือน ; วัตถุเหล่านี้มันยังพร่องอยู่ คือยังมีสิ่งที่ เราอยากได้นั้นอยู่อีกมากมาย คือพร่อง, นี่เรียกว่าพร่อง ; ในทางวัตถุก็ยังพร่องอยู่ และที่ว่าพร่องในทางนามธรรมนั้น ก็คือ, จิตใจของเรายังหาได้เต็มเปี่ยมด้วยความดี ที่มนุษย์ควรจะ ได้ อย่างที่ได้อธิบายแล้ว ในการบรรยายครั้งแรกที่สุดนั้นไม่. เพราะฉะนั้นท่านลองไปนึกถึงการบรรยายครั้งแรกว่า "สิ่งที่ ดีที่สุดมนุษย์จะต้องได้นั้นคืออะไร” ก็จะพบว่า ความรู้สึกที่ ๑๑๘
น.400 เป็นความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ มีความสุขถึงขนาดที่ ว่า ทำหน้าที่ก็เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่ มีจิตใจเต็มไปด้วย ความหวังดีแก่โลกทั้งมวล. ทีนี้ จิตใจของเรายังไม่เต็มอย่างนั้น ยังหิวยังกระหายอยู่เรื่อยเหมือนกัน เพราะว่ายังมีความอยากที่ไม่ รู้จักสิ้นสุด และอันนี้เองเป็นมูลเหตุให้ทางวัตถุทางสิ่งของนี้ พร่อง อยู่ ไม่รู้จักเต็ม เพราะฉะนั้น ทางที่จะอุดรูรั่ว ไม่ให้รั่ว และ ทำให้เกิดเต็มขึ้นมานี้ ก็ได้แก่ระเบียบปฏิบัติที่เรียกว่า ศาสนา. ทางปัจเจกชนคนหนึ่ง ๆ ก็พร่องอยู่ทั้งสองอย่างนี้ ทางสังคม ทั่วไปแล้วก็ดูจะยิ่งพร่องอยู่ด้วยทั้งสองอย่างนี้ยิ่งขึ้นไปอีก เพราะ มันเป็นการทำยากมาก ที่จะให้สังคมเรามีความคิดอย่างเดียวกัน มีความปรารถนาอย่างเดียวกัน แล้วการกระทำอย่างเดียวกันทุก ๆ คน แล้วก็ได้ผลรวมเป็นอย่างเดียวกันจนเต็มเปี่ยมนี้มันไม่ได้. เพราะฉะนั้นทางสังคมโลกทั้งโลกก็ตาม, แคบเข้ามาเป็นประเทศ หนึ่งก็ตาม, แม้ที่สุดในครอบครัวหนึ่งก็ตาม, มันพร่องอยู่ทั้งทาง วัตถุและทางนามธรรม คือทางจิตใจ ; มันจึงเกิดเป็นปัญหาขึ้น ปัจเจกชนก็ส่วนหนึ่ง ส่วนสังคมก็ส่วนหนึ่ง. คำว่า "ปัจเจกชน" นี้ ขอให้ถือเอาตัวเราคนหนึ่ง ๆ เป็น เกณฑ์ เพราะฉะนั้นแม้แต่บุคคลในครอบครัวของเรา ถ้าพูดตาม หลักนี้แล้ว ก็ถือว่าเป็นสังคมเหมือนกัน ถ้ามีบุคคลที่สองแล้วก็นับ ว่าเป็นสังคมขึ้น คือผู้ที่เราจะต้องปฏิบัติต่อด้วย แม้แต่ที่ใน ครอบครัวของเราเอง ; แต่ถ้ากล่าวด้วยหลักอื่นเพื่อเรื่องอื่น ครอบครัวอาจจะเอามานับไว้เป็นตัวเรา ไม่ใช่สังคมนอกตัวเราก็ ได้ แต่ถ้าในทางธรรมะในชั้นสูงอย่างนี้แล้ว ปัจเจกชนหมายถึง ตัวคน ๆ หนึ่งเท่านั้น บุคคลที่สองขึ้นไปแล้วเป็นสังคม เพราะมัน ๑๑๙
น.401 มีปัญหาอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งทำให้เกิดขึ้นแก่เรา ไม่เหมือนกับที่เกิด ขึ้นแก่เราคนเดียวโดยเฉพาะ. ที่สังคมก็ดี คน ๆ หนึ่งก็ดี มันยัง พร่องอยู่ทั้งทางวัตถุและทางนามธรรม. ทีนี้ โลกเรา. จงดูที่โลกเราตามที่เป็นจริงในบัดนี้ ; โลกเรา ต้องการแต่วัตถุ ต้องการแต่ความเต็มทางวัตถุ ไม่ต้องการความ เต็มในทางนามธรรม หรือทางจิตใจ ; เพราะฉะนั้นมันจึงยัง ไกลมากต่อความสงบสุข หรือสันติภาพอันถาวร. ท่านทั้งหลาย ก็พอจะมองเห็นได้เองว่า วัตถุนี้เป็นสิ่งที่เราทำมันให้เต็มไม่ได้ จิตใจของเราเองเสียอีก เราทำให้มันเต็มได้ด้วยอุบายที่ฉลาด แต่ส่วนวัตถุภายนอกนั้น เราไม่มีปัญญา ไม่มีความสามารถ ไม่ว่าใครหมดที่จะทำให้วัตถุนั้นเต็ม คือทำให้วัตถุเพียงพอ แก่ความต้องการของมนุษย์ จะจัดระบอบเศรษฐกิจอย่างไร อุตสาหกรรมอย่างไร ระบอบเอนยิเนียร์ใช้เครื่องทุ่นแรงอย่างไร ผลิตกันให้มากเท่าไร ให้มากให้เร็วกว่าปัจจุบันนี้ อีกกี่ร้อยเท่ากี่ พันเท่า มันก็ไม่ทำให้วัตถุเพียงพอแก่ความต้องการได้ เพราะ ฉะนั้นถือว่าวัตถุนั้น เป็นสิ่งที่เราทำให้เต็มไม่ได้ ; ทีนี้เราจะ ไปบังคับมันให้เต็มให้ได้ เราจะไปทะเยอทะยาน ไปหิวกระหาย ให้มันเต็มให้ได้ มันก็เป็นเรื่องแผดเผาตัวเอง. นี่เราถือเสียว่า วัตถุนั้นเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถจะทำให้เต็มแก่ความต้องการ ได้ แม้เราจะสามารถผลิตมันสักเท่าไรก็ตาม. ในทางที่ตรงกันข้าม นามธรรม หรือจิตของเรานี้ เรา สามารถทำให้เต็มได้โดยอุบายที่ฉลาดของพระศาสนา ; เรา ทำให้ความต้องการของนามธรรมนี้เต็มได้ ด้วยอุบายที่ฉลาดของ พระศาสนา. ทีนี้ เมื่อจิตหรือนามธรรมนี้ถูกกระทำให้เต็มได้ ๑๒๐
น.402 ด้วยอุบายอย่างนั้น ๆ แล้วทางวัตถุมันพลอยเต็มไปเอง ; คือ ว่าเราจะไม่อยากอะไรเกินกว่าที่จำเป็นแก่ชีวิต จิตใจของเรา เปลี่ยนไปในรูปที่ไม่อยากอะไรให้ยุ่งยาก ให้ลำบากให้ วุ่นวายไปเปล่า ๆ ในเมื่อมันเกินกว่าความจำเป็นของชีวิต ; เพราะฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า เมื่อใจเต็มแล้ว วัตถุก็จะเต็ม เมื่อ นามธรรมเต็มแล้วทางวัตถุรอบตัวเราก็จะเต็ม จะเต็มจนล้น แล้วจะต้องขนออกทิ้ง ที่ในบ้านเรามันจะมีมากเกินไป . ถ้า ลองจิตใจให้เต็มตามหลักของพระศาสนา กลับไปบ้านอาจจะต้อง ขนอะไรบางอย่างออกไปทิ้ง หรือให้เขาไปเสียเลย มันเหลือ ความจำเป็น เป็นเรื่องรกรุงรัง ลำบากแก่การเก็บรักษา มอง เห็นความโง่หลงของตัวเอง ที่อุตส่าห์เก็บสะสมสิ่งเหล่านี้เข้า มาตั้งมากมายก่ายกอง ; นั่น มันหา มันขน มันสร้าง มันสะสม ขึ้นมา ด้วยความเข้าใจผิดในทางวัตถุ เพื่อจะต้องทำวัตถุให้ เต็มไม่รู้จักทำจิตใจให้เต็ม. ทีนี้พอเรารู้จักทำจิตใจให้เต็ม ด้วยวิธีของพระศาสนานั้น มันเต็มได้ด้วยคุณธรรมที่ทำให้ เกิดเป็นความอิ่มนี้ เป็นความพอ เป็นความสงบสุขในจิตใจ ทีนี้วัตถุก็เหลือเฟือ แม้ถ้าลดลงเสียอีกสักสิบส่วนหรือร้อยส่วนก็ ยังได้. ทีนี้วัตถุที่มีอยู่ในโลกนี้เวลานี้ ลดลงเสียอีกสักสิบส่วน หรือร้อยส่วนก็ยังได้ ยังเพียงพอแก่การที่จะทำให้มนุษย์มีความ สุขอันแท้จริง. นี่เพราะใจเต็มเพราะนามธรรมเต็ม ฉะนั้นจึงทำให้ โลกนี้เต็มไม่พร่องอยู่อย่างแต่ก่อน ; แต่เดี๋ยวนี้โลกเราไม่มีความ รู้เรื่องทางนามธรรมหรือจิตใจ มุ่งหมายแต่เรื่องวัตถุอย่างเดียว ; เอาวัตถุเป็นสรณะอย่างเดียว ; เพราะฉะนั้นมันจึงพร่องเรื่อย ไม่เต็มอยู่เรื่อย, ยังพร่อง ยังขาดอยู่เรื่อย ยังหิวยังกระหายอย่าง ๑๒๑
น.403 รุนแรงอยู่เรื่อย แม้ว่าจะผลิตขึ้นมามากสักเท่าไร. ท่านจงมองให้เห็นประโยชน์อันแท้จริงของสิ่งที่เรียกว่า ศาสนากันที่ตรงนี้ ตรงที่จะสร้างความเต็มในทางนามธรรมขึ้นมา แล้วทางวัตถุก็จะเต็มด้วย แล้วโลกเราก็จะประสบสันติภาพที่ ถาวรในทุกอย่างทุกกรณี. จะเป็นอยู่อย่างไร, ในลักษณะเช่นไร จิตใจจะไม่รู้จักเป็นทุกข์เลย ; จะเป็นภาวะสงครามหรือภาวะ ปรกติ หรือภาวะอย่างไหนหมดก็ตาม จิตใจชนิดนี้จะเต็มอยู่เรื่อย จะไม่มีความทุกข์เลย. ท่านต้องศึกษาใจความข้อนี้ให้ดี ๆ จน เข้าใจได้จริง แล้วจะเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าศาสนา หรือประโยชน์ ของศาสนาที่แท้จริง และที่สูงสุดด้วย. ไม่ว่าศาสนาไหน ล้วน แต่ทำให้จิตสงบ หรือหยุดหรือเต็มทั้งนั้น. ขอให้ปฏิบัติตาม หลักแห่งศาสนานั้น ๆ ให้ถูกต้องก็แล้วกัน มันจะมีความเต็ม ในทางจิตใจขึ้นมาในระดับใดระดับหนึ่งเสมอ ไม่มากก็น้อย แต่ว่าจะเต็มถึงที่สุดกันหรือไม่นั้นมันอีกปัญหาหนึ่ง. แต่อย่างไร ก็ดี, ต้องมีความเต็มความอิ่มขึ้นมาจนได้ในทางจิตใจ แล้วทาง วัตถุมันก็เต็ม ; ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วจะยิ่งหิว จะยิ่งกระหาย จะยิ่ง ไม่เต็ม ยิ่งพร่องยิ่งขึ้น แล้วเราก็หลงรบราฆ่าฟันกัน เพื่อการ แย่งชิงกันนั่นเอง ทั้งโดยส่วนตัวบุคคลหนึ่ง และระหว่างสังคม ที่แบ่งกันเป็นพวก ๆ แล้วรบกัน. ที่ท่านจะมองเห็นได้ว่า ความเต็ม ในทางจิตใจนี้เป็นสันติภาพ เป็นความสงบสุขของสัตว์ และเป็น สิ่งที่เราทำได้ ส่วนความเห็นทางวัตถุล้วน ๆ นั้น ทำไม่ได้ แล้ว ความตกเป็นทาสของวัตถุนั้น คือวิกฤตการณ์ถาวรของคน. ถ้ามีความเต็มด้วยอำนาจการประพฤติตามหลักแห่งพระศาสนา แล้ว สันติภาพที่แท้จริงและถาวร จะครอบคลุมโลกไปหมด ; ๑๒๒
น.404 แทบว่าเรารื้อเรือนจำทิ้งได้, รื้อศาลทั้งหมดทิ้งได้, กระทั่งว่ารื้อ โรงพยาบาลบ้า, โรงพยาบาลประสาททั้งหมดทิ้งได้, ไม่ต้องมี. ถ้ามีความเต็มในทางนามธรรม ตามหลักของพระศาสนาแล้ว เราจะไม่มีปัญหาทำนองนี้ ที่จะเป็นเหตุให้ต้องใช้ศาลใช้เรือนจำ ใช้โรงพยาบาลประสาท โรงพยาบาลโรคจิตอะไรทำนองนี้ ; แต่ด้วยเหตุที่มนุษย์เราตกเป็นทาสของวัตถุ จึงต้องเพิ่มศาล เพิ่ม เรือนจำ เพิ่มโรงพยาบาลประสาท โรงพยาบาลโรคจิต นี่ตรงกัน ข้ามอย่างนี้เสมอไป. ทีนี้ อาตมาจะขอร้องท่านทั้งหลาย ให้สังเกตดูอีกแง่หนึ่ง มุมหนึ่งที่ว่า ชาติที่เจริญแล้วชอบโอ้อวดว่า มีศิลปวัฒนธรรม สูง เอามาแลกเปลี่ยนกัน เอามาอวดกันอย่างนี้ นี่เราอย่าระบุ ชื่อว่าชาติไหนประเทศไหนเลย. เราดูการกระทำที่ปรากฏอยู่ ตามหน้าหนังสือพิมพ์ ชาตินั้นมีศิลปสูง มีวัฒนธรรมสูง แล้วจะ เอามาให้ชาตินี้แลกเปลี่ยนกัน ; เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่เขายอมรับกันแล้วว่า ศิลปหรือวัฒนธรรม นี้เป็นเครื่องมือที่จำเป็นของมนุษย์ มนุษย์จะต้องใช้เครื่องมือ เหล่านี้และ เขาไม่มีความรู้อย่างอื่นดีไปกว่านี้ เขาก็เอาสิ่ง เหล่านี้เป็นเครื่องโอ้อวดกัน. แต่เราต้องไปดูให้ดีเถิดว่า สิ่งที่เรียกว่าศิลปของเขา นั่นมันศิลปจริงหรือเปล่า มันเป็น ศิลปที่แท้และประเสริฐจริงหรือเปล่า ? ที่ต้องพูดอย่างนี้ก็เพราะ ว่า เดี๋ยวนี้คำว่าศิลปหรือ Art นี้มีความหมายกว้างจนถึงกับว่า วัตถุหรือการกระทำ หรือแม้แต่ความคิดนึกอย่างใดก็ตาม ที่ มีความงดงามจนทำให้ผู้อื่นสนใจจะทำตาม โดยหวังว่าจะดีขึ้นกว่า แต่ก่อนละก็ เรียกว่าศิลปไปทั้งนั้น ; เพราะฉะนั้นวิธีการปฏิบัติ ๑๒๓
น.405 เพื่อทำให้เกิดความสุขนี้ก็เรียกว่าศิลปด้วยเหมือนกัน แม้แต่ พุทธ- ศาสนาก็ยังถูกเขาขนานนามว่า ศิลปแห่งการดำรงชีวิต หรือ ว่าศิลปแห่งชีวิตของพวกพุทธบริษัท อย่างนี้เป็นต้น. ถ้าเราเข้าใจ คำว่า "ศิลป" ดี เราก็ยอมรับได้เหมือนกันว่า แม้แต่การปฏิบัติ ที่เกี่ยวแก่ชีวิตจิตใจนี่ก็เรียกว่า “ศิลป" คือเป็นศิลปแห่งการเป็น มนุษย์, ศิลปแห่งการมีชีวิตอยู่. อาตมาอยากจะชี้ว่า ศิลปแห่งการพรากจิตออกมาเสียจาก วัตถุ, ศิลปแห่งการพรากจิตออกมาเสียจากการตกเป็นทาสของ วัตถุนี้ คือศิลปที่แท้จริงตามความหมายของ ศิลปสากล นั่น แหละ ; พูดถึงงาม ก็งามอย่างยิ่ง, พูดถึงละเอียดประณีตก็ ละเอียดประณีตอย่างยิ่ง. พูดถึงทำยากก็ทำยากอย่างยิ่ง, และมัน มีความงามสูงสุดตามความหมายของศิลป. ท่านจะประพฤติ จะปฏิบัติทางกาย ทางวาจา ทางจิตอย่างไร ; จึงจะสามารถ พรากตัวเอง พรากจิตของตัวเอง ออกมาเสียจากอำนาจครอบงำ ของวัตถุ ; เมื่อนั้นท่านจะมีชีวิตที่สวยสดงดงาม บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีความทุกข์แปดเปื้อน ; เพราะฉะนั้น ศิลปที่แท้จริงต้อง มีความมุ่งหมาย ช่วยดึงมนุษย์ออกมาเสีย จากความเป็นทาส ของความทุกข์. แล้วเดิมเขาก็นิยมอย่างนี้ เขาให้ความหมาย อย่างนี้และมีมาอย่างนี้ทั้งนั้น. ทีนี้พอตกมาถึงสมัยที่พลั้งพลาด หรือเผลอไป หรือประมาทไปหรืออะไรก็ตาม มันกลับตรงกัน ข้าม ไปเอาสิ่งลามกอนาจารมาเป็นศิลป ; เพื่อผลักดันตัวเอง ให้เข้าไปตกเป็นทาสของวัตถุมากขึ้นทุกที อย่างนี้เป็นต้น. ถึงแม้ จะยังไม่ใช่ลามกอนาจารแต่ถ้ายังเป็นไปเพื่อผลักตัวเอง ให้ตกเข้า ไปใต้อำนาจของวัตถุแล้ว มันต้องเรียกว่าเป็นศิลปที่ผิด เป็นศิลป ๑๒๔ 2 6 ข ค 2 ® 1 ค 2 ข ใ ข ม ค ม ข ห
น.406 ของยักษ์มาร ภูตผีปีศาจซาตานอะไรทีเดียว คือ มันทำลาย มนุษย์ ; ศิลปที่แท้จริงต้องช่วยทำมนุษย์ ให้คงงดงามตาม ความหมายของมนุษย์ ทำโลกนี้ให้งดงาม. สำหรับทางพุทธศาสนานั้น กล่าวได้ว่า การพรากจิตออก มาเสียจากอำนาจความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวถู ว่าของกู ; ตัวกู ของกู นี่เป็นคำหยาบอยู่สักหน่อย ต้องขออภัย แต่ว่าแสดงความ หมายชัดอยู่ในตัว เพราะฉะนั้นจึงประหยัดเวลาด้วยการใช้คำนี้. ความรู้สึกว่า ตัวกู ความรู้สึกว่า ของกู นี้ มันเกิดขึ้นอย่างไร มีความหมายอย่างไร ท่านทั้งหลายทราบแล้ว แล้วก็สังเกตเห็นได้ ทันทีว่า ไอ้เจ้านี่มาเมื่อไรแล้ว ก็ร้อนเป็นไฟไปเมื่อนั้น การตกอยู่ ในอำนาจของอุปาทานว่า ตัวกู ว่าของกู นี่คือความทุกข์. พระ- พุทธเจ้าสรุปความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง ทุกอย่าง ทุกชนิด ไว้ด้วย คำ ๆ เดียวว่า "ความยึดมั่น" ในสิ่งที่เป็นที่ตั้งของความยึดมั่น นั่นแหละคือความทุกข์ ที่จำแนกเป็นความเกิด ความแก่ ความ เจ็บ ความตาย ร้องไห้ร้องห่ม ได้, ไม่ได้ตามใจ หรือเสียของรัก อะไรมากมาย นั้นเป็นแต่เพียงอาการของความทุกข์ ; ไม่ใช่ Spirit ที่แท้จริงของความทุกข์ เพราะฉะนั้นพระองค์จึงตรัส สั้น ๆ ว่า "เมื่อกล่าวโดยย่อแล้วเบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วย อุปาทานเป็นตัวทุกข์" นี่คือ ความยึดมั่นว่า ตัวกู ว่าของถู ; เราทำผิด ทำชั่ว ข้อเล็กข้อน้อยอย่างไรก็ตาม ที่เรียกว่า ความ ผิด ความชั่วแล้ว จะมีมูลมาจากความยึดมั่นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นตัวกู หรือเป็นของกูเสมอ . ถ้าความรู้สึกอันนี้ไม่เกิดแล้ว เราไม่สามารถจะทำผิดอะไร ไม่สามารถจะพูดผิด หรือทำผิด อะไรเลย เพราะฉะนั้น ศิลปที่แท้จริงหรือประเสริฐที่สุด มัน ๑๒๕
น.407 ต้องได้แก่ ศิลปของการพรากจิตออกมาเสีย จากอำนาจแห่ง ความรู้สึกว่า ตัวกู ว่าของกู. ท่านจะเข้าไปใกล้ชิดหัวใจของ ศาสนายิ่งขึ้นด้วยเหตุนี้ ; แต่จะมองเห็นลู่ทางที่จะพรากจิตออก มาเสีย จากอำนาจของสิ่งที่ร้ายกาจนี้ และมองเห็นประโยชน์ มองเห็นอานิสงส์ คือการที่จะมีความสงบสุขได้เพราะเหตุนั้น แล้วเราก็เข้าใจในสิ่งที่เรียกว่าศาสนา, และพอใจในสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา, และอยากจะปฏิบัติตาม. ทีนี้เรากำลังเข้าใจผิด เขาเอาศิลปอะไรมาให้ก็ไม่รู้ แล้วก็ แพง ๆๆ แต่ละชิ้นละอัน เอามาตั้งแสดง คนก็แห่กันไปดู เสีย เวลาก็เสีย อะไรก็เสีย แต่มันเป็นศิลปที่ผลักมนุษย์ ให้จมลงไปใน อำนาจของวัตถุ หรือความโง่ความหลงทั้งนั้น ไม่ได้ทำให้หู ตา สว่างขึ้น เพื่อจะออกมาเสียจากอำนาจของวัตถุเลย. ศิลปหรือ วัฒนธรรมก็ตาม ที่เป็นไปในรูปนี้ มันเป็นเหมือนกับการชักใย แล้วก็พันตัวเอง พันเข้า ๆๆ, มันมากเข้า จนไม่รู้จะออกทางไหน ; นี่คือวิกฤตการณ์ที่ถาวรของมนุษย์ในปัจจุบันนี้ ที่ลุ่มหลงอยู่ใน ศิลปและวัฒนธรรม ชนิดที่ตกเป็นทาสของวัตถุ แล้วก็รบกันเป็น การถาวร. ท่านจงไปคิดในข้อนี้, ที่เขารบ ๆ กันนี้ จะเป็นการถาวร คือ ตลอดเวลาที่เขายังมองไม่เห็นความจริงข้อนี้ จะรบกันได้ เป็นการถาวร เป็นวิกฤตการณ์ถาวรของโลก ไม่มีที่สิ้นสุด ; นั่นแหละ, คือโทษของการที่ปราศจากศาสนา. ไม่รู้ไม่เข้าใจ ไม่เลื่อมใสในสิ่งที่เรียกว่าศาสนา มีไว้แต่ปาก มีไว้แต่พอเป็น พิธี แม้ในท่ามกลางกองทัพ ในสนามรบ เขาก็ทำพิธีทางศาสนา ; แต่เป็นเรื่องโกหกหลอกลวง เพราะไม่รู้เรื่องของศาสนา จึงต้องทำ ๑๒๖
น.408 เพียงพอเป็นพิธี ศาสนาจึงช่วยไม่ได้. เพราะว่าถ้ารู้เรื่องนี้ดีแล้ว มันต้องทำอย่างอื่นซึ่งดีกว่านั้น แล้วก็ทำให้เราหยุดการชักใยพัน ตัวเอง แล้วก็หยุดรบกัน แล้วก็หยุดกัดกัน ฟัดเหวี่ยงกัน ไม่มีวัน สิ้นสุด อย่างนี้. ถ้าท่านมองเห็นเรื่องนี้แล้ว ท่านจะเห็นว่า สิ่งที่เรียกว่า ศาสนานั้นเป็นทุก ๆ อย่าง เป็นทุก ๆ สิ่งที่จะช่วยมนุษย์ ที่จะแก้ไข วิกฤตการณ์ของมนุษย์ ไม่ว่าศาสนาจะอยู่ในรูปของ ศีลธรรม หรือปรัชญา หรือวัฒนธรรม หรืออะไรก็ตาม ; หรือว่าแม้แต่ ศิลป หรือแม้แต่ศาสนาที่มาอยู่ในรูปของศิลป มันก็ล้วนแต่จะ ช่วยมนุษย์ทั้งนั้น ให้มนุษย์เราลืมหูลืมตาสว่างไสว นิยมชมชอบ ไป แต่ในทางที่จะถอนตัวออกมา จากอำนาจของวัตถุ แล้วมันก็ อิ่ม ก็เต็ม ไม่พร่อง ไม่หิว ไม่กระหาย. นี่ก็ลองคิดดูเถิดว่า ศาสนา จำเป็นแก่โลกอย่างไร ถ้าอาตมาพูดโพล่งออกไปเลย บางคน อาจจะงง หรือจะคัดค้านก็มี หรือจะพูดว่า ศาสนาหรือธรรมนี้ เป็นสิ่งช่วยโลกทีเดียว, เป็น World Savior เหมือนกับเป็น คำสูงสุดที่เขาถวายแก่พระเป็นเจ้า หรือสิ่งสูงสุดที่มนุษย์รู้จัก. แต่ในที่นี้อาตมาระบุเอาศาสนาหรือธรรมะว่าเป็นสิ่งนั้น ถ้าสิ่ง นั้นมีแล้วโลกจะรอดจากความทุกข์ ถ้าสิ่งนี้ไม่มีแล้ว โลกจะ จมอยู่ในกองทุกข์ตลอดกาล. ทีนี้ เรามาพิจารณาดูกันว่า โลกปัจจุบันนี้ อยู่ในสภาพที่น่า เวทนาสงสารที่สุด คือว่าเต็มไปด้วยวิกฤตการณ์ทั้งนั้น มันอยู่ ในลักษณะที่ต้องการอะไรบ้าง. ที่ต้องการทีแรก ที่ท่านทั้งหลาย ทุกคนในที่นี้อาจจะยอมรับ ก็คือต้องการที่จะหยุดยั้งความเร่าร้อน ในปัจจุบันนี้ คือความทุกข์ทรมานในปัจจุบันนี้ มันอยากกันทั้ง ๑๒๗
น.409 นั้น ไม่ว่าฝ่ายไหน ฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวา ฝ่ายไหนก็ตาม มัน อยากจะหยุดความเดือดร้อนเช่นความหวาดกลัว ความระส่ำ ระสาย เดือดร้อนวุ่นวายนี้ทั้งนั้น อยากจะหยุดกันทั้งนั้น แต่ก็ยัง หยุดไม่ได้. รองลงมา แม้แต่จะแสวงหาหนทาง หรือสะพาน ที่จะทำ ความเข้าใจในระหว่างกันและกัน ในระหว่างสองฝ่ายนั้น มันก็ยัง หาไม่ได้ วิธีหรือหนทางที่จะหยุด มาพูดจากัน ทำความเข้าใจกัน ด้วยดี แล้วซื่อตรงกันทั้งสองฝ่ายนี้ก็ยังทำไม่ได้ ยังคงมีความไม่ไว้ วางใจ ยังหวาดกลัวกันอยู่ตามเดิม จึงหน้าไหว้หลังหลอกต่อกันและ กันอยู่ตามเดิม. จะเจรจากันสักกี่ครั้ง กี่คราว ที่ไหนก็ตาม มันเป็น เรื่องหน้าไหว้หลังหลอกต่อกัน จึงไม่มีแม้แต่สะพาน หรือวิธีที่จะ ทำความเข้าใจถูกต้องต่อกันและกัน. แม้จะลดลงมาอีกว่า เราต้อง การจะพัก หยุดพักสักงีบหนึ่ง ในระหว่างที่กำลังเกลียดชังกัน อย่างยิ่ง เพื่อมาปรึกษากัน ว่าจะทำอย่างไรดี อย่างนี้ก็ยังทำไม่ ได้. เพียงแต่ว่าหยุดพักสักขณะหนึ่ง เพื่อจะได้มาปรึกษาซึ่งกันและ กัน ว่าจะทำอย่างไรดี ก็ยังทำไม่ได้ ยังมีแต่เรื่องหน้าไหว้หลัง หลอกอยู่ตามเดิม แล้วโลกจะเป็นอย่างไร แล้วนี่แหละคือบาป กรรมของโลกที่ไม่มีศาสนา ที่มีศาสนาแต่ชนิดที่ตบตาเท่านั้น. โลกกำลังไม่มีศาสนาที่แท้จริง และแม้จะมีอาการเหมือนกับถูก ต้ม อยู่ในกะทะที่เดือดด้วยกันทุกคนอย่างนี้ มันก็ยังหยุดไม่ได้ จะหยุดพักเมื่อทำความเข้าใจกันก็ไม่ได้ ; แม้แต่จะหยุดเพื่อ ปรึกษากันว่า จะทำอย่างไรดีก็ยังไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราจะต้อง นึกถึงคุณค่าของศาสนากันให้มาก ให้ถูก ให้ตรง ในข้อนี้, ถึงแม้ ชาวโลก ที่เขาไม่สนใจเรื่องนี้ในเวลานี้ สักเวลาหนึ่งเขาก็จะต้อง ๑๒๘ ห ข รั ๕ ท ป รั นี ศ มี น ต ก็ รั เ ก้ สน ต้อ นั้น ว่า เห็ กำ เนื้ ว่า แล
น.410 สนใจในเรื่องนี้ หรือว่าพวกนั้นจะตายไปหมดแล้ว พวกทีหลังก็จะ ต้องสนใจในเรื่องนี้เป็นแน่นอน ; เพราะว่าเรื่องนี้ เรื่องเดียวเท่า นั้น ที่จะช่วยโลกให้มีความสงบสุขได้. นี่ประโยชน์ของสิ่งที่เรียก ว่า ศาสนานั้นมีอยู่ ในลักษณะอย่างที่ว่ามานี้ ซึ่งเราจะค่อย ๆ ดูให้ เห็นทีละแง่ทีละมุมตามลำดับไป. ทีนี้ถ้าว่าโดยแท้จริงแล้ว โลก กำลังต้องการอย่างยิ่ง ที่จะมีศาสนานั้น แต่มันไม่รู้สึกเลย โดย เนื้อแท้แล้ว มันเป็นภาวะที่ต้องการศาสนาอย่างยิ่ง เหมือนกับคำ ว่า โรคนี้มันต้องการยาอย่างนี้อย่างยิ่ง แต่เจ้าตัวไม่รู้สึกเลย แล้วจะเอาอย่างไร. ข้อที่ว่า โลกอยู่ในภาวะที่ต้องการอย่างยิ่งนี้, ก็คือ - มันควร - หรือต้องการที่จะจัดสังคมนี้ ให้เป็นไปตามหลักของธรรมะหรือ ของศาสนา อย่างพระเยซูพูดว่า :- "รักเพื่อนบ้านทุกคนเท่ากับ รักตัว" นั้นคือความต้องการหรือคำสั่งของพระเป็นเจ้า. นี่ท่าน ทั้งหลายลองคิดดูว่า ใครกำลังทำอย่างนั้นบ้าง แม้ในหมู่ชนที่ ปฏิญาณตนว่า นับถือพระเยซู - คือศาสนาคริสเตียน ใครกำลัง รักเพื่อนบ้านเท่ากับรักตัว ซึ่งเป็นคำสั่งของพระเป็นเจ้าบ้าง. นี่ท่านต้องเข้าใจว่า ประโยคนี้มันคือ ทุกศาสนา ; แม้ว่าพุทธ- ศาสนา หรือบางศาสนาจะไม่ได้กล่าวคำพูดตามตัวหนังสืออย่าง นี้ แต่ความหมายเหมือนกันหมด. พระศาสดาของทุกศาสนา ต้องการให้รักเพื่อนบ้าน แม้ว่าจะมีการใช้อำนาจใช้อาชญา ก็เพื่อจะเข็นเขาไปในทางของความดี ; ก็อยู่ในลักษณะที่เรียกว่า รักเพื่อนบ้านอยู่นั่นเอง เพราะว่าเป็นความต้องการของพระเป็น- เจ้า. ทีนี้ ถ้าพระเป็นเจ้าคือธรรมะ ก็อาจกล่าวได้อย่างเดียว กันว่า ธรรมะนี้มีหลักในการที่จะให้ รักกันทุก ๆ คน นี่แหละ ๑๒๙
น.411 มันหมายถึงอย่างนี้ ท่านต้องนึกถึงคำว่า Good will ซึ่งจัดเป็น Summum Bonum ที่ห้า, ในการบรรยายครั้งแรกที่สุดว่า นี่แหละ มันหมายถึงสิ่งนี้. โดยที่เรามองเห็นว่า ทุกคนในโลก ชีวิตทุกชีวิต ในโลก รวมทั้งสัตว์เดียรัจฉานด้วย เมื่อมองกันในแง่นี้แล้ว มันเหมือนกับคน ๆ เดียวกัน คือมีปัญญาอย่างเดียวกัน มีหัวอก เดียวกันคือความทุกข์ คือความตกอยู่ใต้อำนาจของวัตถุ ของ กิเลสตัณหา แล้วกำลังเป็นทุกข์ทรมานอยู่เหมือนกันไม่มี ผิด เราเป็นผู้ทุกข์เหมือนกันหมด เราเลยรักกัน ในฐานะที่เป็น เพื่อนทุกข์ เพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย เพื่อนทุกข์ เพื่อนร้อน เพื่อนอะไรด้วยกัน ; เพราะฉะนั้นเราจึงรักเพื่อน บ้าน เหมือนกับตัวของเราเองได้ ; นี่หลักของศาสนามีอยู่ อย่างนี้. แต่ทีนี้คนเราไม่เป็นอย่างนั้น คนที่มีสติปัญญาก็กอบโกย เอาประโยชน์ ที่ควรจะเจือจานไปแก่คนทุกคนนั้น มาไว้เป็นของ ตัวคนเดียวให้มากที่สุด โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ โลกกำลังอยู่ ในสภาวะอย่างนี้ เพราะฉะนั้นสังคมในโลกจึงไม่เป็นไปตามหลัก ของพระศาสนา. การจัดสังคมให้เป็นไปตามหลักของพระศาสนา ก็จำเป็น ที่จะต้องจัดไปในทางที่ อย่าให้คนฝ่ายหนึ่งใช้กิเลส ใน การกอบโกยเอาความได้เปรียบมาไว้เป็นของตัว เราจึงจะ เรียกว่า จัดสังคมนี้ไปตามหลักของพระศาสนา. เพราะว่าการที่ จัดโลกไป ในทางที่ให้คนบางคนใช้กิเลสของตัวไม่มีขอบเขตนี้ มันเป็นการสร้างความวุ่นวายถาวรขึ้นมาในโลก ฉะนั้นเราต้องจัด ให้โลกนี้รักกัน เหมือนกะว่าเป็นคน ๆ เดียว. ในที่สุดก็แปลว่า, เราต้องการกรรมดี คือการกระทำดี เรียกว่ากรรมดีของสังคม ; ๑๓๐
น.412 ไม่ใช่ต้องการแต่เพียงกรรมดีของเอกชนคนหนึ่งคนเดียว. เรา ต้องการกรรมดีของสังคม คือว่ามีความคิดเห็นร่วมกันในการ กระทำร่วมกัน ในทางที่ถูกที่ควร ตามหลักของศาสนา ; เรา ต้องการกรรมดีของสังคมด้วย, ไม่ใช่ต้องการแต่เพียงกรรมดีของ คนผู้หนึ่ง ๆ อย่างเดียว ; ลองไปคิดดูข้อนี้ แล้วมันไม่มีเครื่องมือ อื่นใดที่จะมาสร้างให้ได้ นอกจากพระศาสนา ซึ่งจะยึดเป็นหลัก เพราะหลักเป็นอย่างนี้. ทีนี้การสร้างความดี หรือกรรมดี, หรือยอมให้เป็นการ กอบโกย คือว่าการกอบโกยเอาความดีนั้น ไม่ใช่เรื่องกอบ โกยวัตถุ ; เดี๋ยวนี้โลกตกอยู่ในสภาพที่ว่า กอบโกยวัตถุ นั่น แหละเป็นความดี นี่คือเป็นความหลงผิด. การกอบโกยเอาความดี เข้ามาให้มากไม่มีขอบเขตนั้น ไม่ใช่กอบโกยวัตถุ ; มัน เป็นการสร้างความดี ในทำนองที่ว่าเห็นชีวิตทั้งหมดเป็นชีวิต เดียวกันเท่านั้น. ทีนี้เรามาเห็นว่า การกอบโกยวัตถุนี้เป็นความ ดี เป็นความถูก กลายเป็นวัตถุนิยมจัด และรุนแรงยิ่งขึ้นในโลก ก็เป็นโลกที่มัวเมาในวัตถุ แข่งขันแย่งชิงกันกอบโกยวัตถุ ไม่ใช่ กอบโกยความดี แม้แต่ของเอกชน แล้วจะไปพูดถึงความดี ส่วนรวมของสังคมทั้งโลกได้อย่างไร. นี่คือบาปกรรมที่โลก ได้สร้างขึ้น ไม่ใช่ความดี ไม่ใช่ได้กำลังสร้างกรรมดีแต่ว่าสร้าง กรรมชั่ว หรือการตกเป็นทาสของวัตถุ ; เพราะแต่ละคนกำลัง หันหลังให้ศาสนาของตน จนศาสนาที่แสนจะวิเศษอย่างไรอยู่ ตามธรรมชาตินั้น ก็ไม่เป็นประโยชน์แก่มนุษย์. อุปมาอย่างนี้ เปรียบเหมือนกับว่า มีสิ่งที่จะดับความทุกข์ความร้อน แต่ไม่มี ใครต้องการ เหมือนสระน้ำที่เย็นใสมีอยู่ แต่ไม่มีใครอาบ ๑๓๑
น.413 ใครกิน อย่างนี้เป็นต้น. นี่คือศาสนาที่แท้จริงมีประโยชน์ หรือมี คุณสมบัติอย่างนี้ แต่แล้วก็ไม่มีใครอาบ ใครกิน. เมื่อเราถือศาสนาเป็นหลัก ในลักษณะที่มองเห็น เป็นชีวิต เดียวกันทั้งโลก ; มันเป็นการง่ายที่จะพูดถึงเมตตากรุณา หรือ ช่วยเหลือที่แท้จริง มันก็เป็นความเจริญความสุขจริง. ไม่ใช่การ บริจาคออกไป เพื่อจะซื้อคนอื่นเข้ามาเป็นพวกตัว นั่นไม่ใช่เมตตา กรุณาที่แท้จริง ; เพราะฉะนั้นแปลว่าโลกนี้กำลังต้องการเมตตา ที่แท้จริง มาเป็นเครื่องค้ำจุนโลก. เครื่องค้ำจุนโลกคือเมตตา ที่แท้จริง, หรือถ้าจะกล่าวให้สั้น ๆ อย่างคนขี้เกียจไม่อยากทำ อะไรมาก ก็ยังจะกล่าวได้ว่า ธรรมะคือความกตัญญูกตเวทีข้อ เดียวเท่านั้น ก็ยังอาจจะช่วยโลกให้รอดได้ คือต้องการจะให้มอง ไปในแง่ที่ว่า ชีวิตทุกชีวิตที่มีอยู่ในโลกนี้ มันล้วนแต่มีบุญคุณแก่ กันทั้งนั้น ไม่มีอะไรที่จะไม่มีบุญคุณแก่ใคร แต่มองไม่เป็น ก็มอง ไม่เห็น ไปมองรู้เห็นแต่ว่า บิดามารดามีบุญคุณ ครูบาอาจารย์ มีบุญคุณ คนที่ให้อะไรโดยตรงนี้มีบุญคุณ นี้มันแคบแล้วยัง ไม่จริงเต็มที่. จะต้องมองกันในลักษณะที่ ศาสนาถือเป็นหลักว่า มันมีบุญคุณทั้งนั้น แม้แต่ถนนหนทางก็มีบุญคุณ แม้แต่มดแมลงก็ ยังมีบุญคุณแก่มนุษย์อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งควรจะต้องเมตตา กรุณามัน หรือว่าแม้แต่ศัตรูก็มีบุญคุณ เพราะมันให้เราฉลาด ขึ้น ถ้าไม่มีสิ่งที่เรียกว่า อุปสรรคศัตรู เราไม่ฉลาดขึ้น เราโง่อยู่ หรือโง่ยิ่งขึ้นไป. แม้แต่ความเจ็บความไข้ก็มีบุญคุณ คือการที่ เราฉลาดขึ้น เพื่อรู้จักเอาชนะมัน แม้แต่ความตายก็มีบุญคุณ ที่ทำให้เราค้นพบเรื่องของนิพพานอยู่เหนือความตาย อย่างนี้ เป็นต้น ; เพราะฉะนั้นเราจะต้องประพฤติดี ต่อสิ่งทั้งปวงที่มี ๑๓๒
น.414 บุญคุณ ประพฤติเป็นไปในทาง Good Will ทั้งนั้นนั่นแหละคือ หลักของพระศาสนา ที่จะสร้างสันติภาพอันถาวรให้แก่มนุษย์ เรา. ทีนี้ชั่วเวลาที่เหลืออยู่นิดหนึ่ง อาตมาอยากจะเอ่ยถึงคำที่จำ ง่าย คือ สิ่งที่น่าสนุก ท่านทั้งหลายก็ชอบสิ่งที่น่าสนุก ใคร ๆ ก็ชอบสิ่งที่น่าสนุก เพราะฉะนั้นพูดถึงสิ่งที่น่าสนุกกันดีกว่า. ข้อแรกจะพูดว่า หาชื่อเสียงสนุกกว่าหาเงินหรือหาวัตถุ นี่ลอง คิดดู กี่คนต้องการชื่อเสียง กี่คนที่ต้องการวัตถุหรือเงิน เขาเห็น ว่าหาชื่อเสียงไม่สนุก ชื่อเสียงซื้ออะไรกินไม่ได้ อุดมคติเอาไป แลกอะไรกินไม่ได้ อะไรทำนองนี้เป็นต้น แล้วก็หาเงินหรือหา วัตถุ แต่ว่าเราเป็นนักศึกษาอย่างนี้ เราพอจะมองเห็นว่า ชื่อเสียง ดีกว่าประเสริฐกว่า ในการหาที่ได้มาจริง ๆ นั้น คือการหาที่ สำเร็จนั้น การหาชื่อเสียงรู้สึกว่าสนุกกว่าหาเงิน. แต่ทีนี้สิ่งที่ สนุกที่สุดยิ่งนั้น ก็คือการหาความสงบสุขในภายใน. ความสงบสุขในภายใน นี้เป็นคำกลาง หรือกว้าง ที่จะใช้ ได้แก่ทุกศาสนา, หรือธรรมะทุกชนิด. ความสงบสุขในภายในนี้ ลองไปหาเถอะ จะสนุกไปกว่าหาชื่อเสียงเสียอีก ; เพราะฉะนั้น เราจึงพูดว่า หาความสงบสุขในภายในนี้ยังสนุกกว่า แต่แล้วก็ เข้าใจไม่ได้ ซึ่งโดยเฉพาะเด็กเล็ก ๆ แล้วยิ่งเข้าใจไม่ได้ เขาว่า กินเนื้อสะเต๊ะให้อิ่มแล้วไปขี่ประตูแกว่งเล่นอ๊อดแอ๊ด ๆๆ นี้สนุกกว่า เป็นไหน ๆ ถ้าท่านจำข้อความนี้ได้แล้ว ก็จะรู้จักตัวเอง ในทางที่ จะไม่คิดดูว่า เรากำลังสนุก รู้สึกสนุกด้วยอะไร สนุกอยู่ด้วยการ เรียน หรือการประกอบอาชีพ หรือกำลังจะสนุกอยู่บนบัลลังก์ การพิพากษาหรือว่าจะสนุกอยู่ที่ผลที่ได้มา หรือเกียรติยศ ชื่อ ๑๓๓
น.415 เสียง หรือว่าจะสงบสุขอยู่ด้วยจิตใจที่สงบสุข ไม่เป็นทาสของ อะไร เป็นอิสระเหนือสิ่งทั้งปวง ในการปฏิบัติงานอย่างนี้ เป็นต้น. นี่ก็ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด ที่เห็นว่าเรื่องของศาสนาเป็น เรื่องที่น่าเศร้า หงอยเหงาเปล่าเปลี่ยว หมดความสนุก แต่ความจริงแล้วสนุกยิ่งกว่าอะไรทุก ๆ สิ่ง. เป็นอันว่าในที่สุดนี้ เราจะมองกันในแง่ไหน ล้วนแต่เป็น ความประเสริฐทั้งนั้น สำหรับสิ่งที่เรียกว่าศาสนา ความหมาย ก็ประเสริฐ การปฏิบัติก็ประเสริฐ นำไปเพื่อผลที่ประเสริฐ แล้วยังสนุกด้วย ถ้าทำถูกต้องตามวิธี แล้วก็มีผลเป็นสิ่งสูงสุด ไม่มีสิ่งใดเหนือไปกว่าอีกแล้ว ในบรรดาสิ่งที่ดีสูงสุดทั้งหลาย ; ไม่มีอะไรจะเหนือไปกว่าผลของศาสนา คือการที่สามารถกำจัด ศัตรูของโลกได้ เพียงแต่กล่าวว่ากำจัดศัตรูของโลกได้ก็พอ แล้ว ; นั่นแหละคือคำว่า World Savior : คือช่วยโลกให้รอด, ไม่มีอะไรที่จะช่วยโลกให้รอดได้ นอกจากสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา เพราะฉะนั้นจึงไม่มีอะไรที่มีค่า หรือมีอานิสงส์ยิ่งไปกว่าสิ่ง ๆ นี้ ท่านจะต้องมองกันในลักษณะอย่างนี้ ให้เห็นความจริงข้อนี้ ท่าน จึงจะพอใจศึกษา และพอใจถือเอาเป็นหลักคู่ชีวิต อาตมาได้ใช้คำ ว่าคู่ชีวิตไปแล้ว ขอให้ท่านทั้งหลายลองคิดดูว่า มันมีความหมาย อย่างไร. บางคนอาจจะมีภรรยาเป็นคู่ชีวิต บางคนก็อาจจะมีสิ่งอื่น เป็นคู่ชีวิต แต่ ลองคิดดูให้ดีว่า สิ่งไหนจะเป็นคู่ชีวิตได้จริง ๆ แก่เราก็ตาม แก่ภรรยาของเราก็ตาม แก่ลูกตาดำ ๆ ของเราก็ ตาม หรือแก่คนทุก ๆ คนด้วย ว่าสิ่งไหนมันจะเป็นคู่ชีวิตได้จริง ต้องรู้ว่าถ้าปราศจากธรรมะแล้ว ภรรยาก็ไม่เป็นภรรยา สามีก็ ๑๓๔
น.416 ไม่เป็นสามี และอะไร ๆ ก็จะไม่เป็นอย่างที่มันมีชื่อ หรือมีความ หมายอย่างนั้น ; มันเป็นภรรยาที่ดี สามีที่ดีหรืออะไรอยู่ได้ก็ เพราะสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะหรือศาสนาเท่านั้น. เพราะฉะนั้นผู้ที่ เป็นบัณฑิต คือ ผู้มีปัญญาของโลก คือพระศาสดาต่าง ๆ ของ โลก ท่านจึงไม่บัญญัติสิ่งอื่นว่าเป็นคู่ชีวิต ท่านบัญญัติธรรมะ หรือบางทีเราก็เรียกกันว่า ศาสนา นี้ว่าเป็นคู่ชีวิต คิดดูเถอะว่า มันน่าสนใจสักเท่าไร มีอานิสงส์สักเท่าไร. นี่สรุปความในที่สุดก็ ว่า ธรรมะคือเครื่องช่วยให้รอดโดยทุกวิถีทางและโดยประการ ทั้งปวง และแก่คนทุกคน หรือแก่ชีวิตทุกชีวิต ซึ่งแปลว่า เป็นที่พึ่ง ของโลกอย่างเดียวเท่านั้น เท่านี้ก็พอแล้ว สำหรับประโยชน์ของ สิ่งที่เรียกว่าศาสนา. ขอได้โปรดไปทบทวนให้เป็นอย่างดี แล้วจะเกิดความ สนุก ตั้งแต่การศึกษาเป็นต้นไปทีเดียว จนถึงการปฏิบัติ ได้รับ ผลของการปฏิบัติอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก ทั้งกลางวันกลางคืน ทั้งหลับทั้งตื่น. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ลง เพราะหมดเวลาเพียง เท่านี้. ๑๓๕
Buddhadasa