น.418 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย, ในการบรรยายครั้งที่ห้านี้ อาตมาจะได้กล่าวถึง หลักสำคัญ ในพระพุทธศาสนา. ในหัวข้อการอบรมของเราก็มีอยู่แล้วว่า เรื่องศีลธรรม และหลักพระพุทธศาสนา ในวันแรก ๆ เราก็ได้ วินิจฉัยกัน ถึงเรื่องเกี่ยวกับศีลธรรมโดยทั่ว ๆ ไป ; บัดนี้ก็มาถึง เรื่องหลักพระพุทธศาสนาตามหัวข้อนั้น ในชั้นแรกนี้ อาตมา อยากจะให้ทราบถึง หลักทั่วไปเสียก่อน และในลักษณะที่เป็นการ เปรียบเทียบ ; เพราะว่าการเปรียบเทียบนี้ จะทำให้เข้าใจหลัก พุทธศาสนาได้ยิ่งขึ้น. คำว่าเปรียบเทียบ ก็หมายถึงเปรียบเทียบกับฝ่ายที่ตรงกัน ข้าม. คือลักษณะที่ตรงกันข้าม. และที่ว่า หลักทั่วไปนี้เราเล็งถึง หลักที่เป็นความมุ่งหมายกว้าง ๆ เป็นส่วนใหญ่ไปก่อน ; ไม่ใช่ หัวข้อธรรมะโดยละเอียดเฉพาะเรื่อง, แต่เป็นหลักกว้าง ๆ ที่เป็น ความมุ่งหมายโดยแท้จริงของพุทธศาสนา ที่เพื่อประกันความผิด พลาด หรือความหันเหออกไปนอกแนว. เมื่อดูในลักษณะที่เป็น หลักทั่ว ๆ ไป โดยการเปรียบเทียบแล้ว, เราก็จะได้ผลเป็นคู่ ๆ คือการเปรียบเทียบนั้นย่อมมีผลให้เห็นความแตกต่างกัน ใน ๑๓๙
น.419 ระหว่างคู่ เป็นคู่ ๆ ไปทีเดียว ; เพราะฉะนั้นขอให้ท่านสนใจ กำหนดความหมายเหล่านั้นให้ดี ๆ เรื่องมันออกจะชวนเบื่ออยู่บ้าง แต่ว่าจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องทำความเข้าใจ เพราะว่าเรามีเวลา จำกัด เราจะต้องหาวิธีลัด ในการทำความเข้าใจ. คู่แรกที่เราจะมองดู เพื่อจับใจความ หรือความมุ่งหมายของ พุทธศาสนาให้ได้ ก็คือ คู่ที่ว่า ศาสนาที่มีพระเป็นเจ้า กับศาสนา ที่ไม่มีพระเป็นเจ้า คือ Theism กับ Atheism เมื่อยกเอาคู่ นี้ขึ้นมากล่าว พุทธศาสนาอยู่ในประเภทที่ไม่มีพระเป็นเจ้า ซึ่งในที่นี้เราหมายถึง Personal God คือพระเป็นเจ้าที่กล่าวไว้ อย่างในฐานะที่เป็นบุคคล ; เช่นเมื่อเราอ่านเรื่องประวัติของ พระเยซู, เราจะพบการกล่าวถึงพระเป็นเจ้าในลักษณะที่เหมือน บุคคล มีความรู้สึกนึกคิดอย่างบุคคล ทรงพิโรธก็ได้ ทรงโปรด ก็ได้อะไรทำนองนี้, อย่างนี้เรียกว่า Personal God พุทธ- ศาสนาอยู่ในศาสนาประเภทที่ไม่มีพระเป็นเจ้า ชนิดที่เป็นบุคคล. เกี่ยวกับข้อนี้ อาตมาขอถือโอกาสอธิบายให้เข้าใจเสียเลย ว่า, การกล่าว ในพุทธศาสนา มีอยู่สองทาง, หรือสองวิธี : คือ กล่าวอย่างให้เป็นบุคคลขึ้นมานี้อย่างหนึ่ง และ กล่าวไปตาม ความจริง ไม่ยกเป็นบุคคลขึ้นมานี้อีกอย่างหนึ่ง . เหมือนอย่าง พระเป็นเจ้านี้ ถ้ากล่าวให้เป็นบุคคลในลักษณะอย่างที่กล่าวแล้ว ก็เป็นพระเป็นเจ้าในลักษณะบุคคล ; แต่ถ้าเราจะเล็งเอาแต่ความ หมาย เช่นความหมายในการสร้างโลก การคุ้มครองโลก ปกครองโลก หรือทำลายโลก อาตมาก็ได้กล่าวแล้วว่า ในทาง พุทธศาสนาก็มีสิ่งซึ่งทำหน้าที่อย่างนั้นเหมือนกัน ; แต่เราเรียก ว่าธรรมะหรือสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" นั่นแหละ "ธรรม" เฉย ๆ ๑๔๐
น.420 นั่นแหละ มีอำนาจในการสร้างในการควบคุมหรือในการทำลาย. เพราะคำว่า "ธรรมะ" นี้มีความหมายกว้างครอบไปทุกอย่าง, อย่างที่ได้กล่าวให้ฟังแล้วตั้งแต่วันแรก. ขอให้จำไว้ให้ดี ๆ และ ระลึกนึกถึงกันใหม่ การกล่าวอะไรให้เป็นบุคคลนี้ ก็เพื่อจะให้ เข้าใจง่ายแก่คนทั่วไป หรือแก่เด็ก ๆ โดยเฉพาะ ถ้ากล่าวเป็น นามธรรม ไม่มีตัวไม่มีตน อย่างนี้ มันยากที่จะเข้าใจสำหรับเด็ก ๆ. ทีนี้จะยกตัวอย่างในทางพุทธศาสนา, เมื่อพูดขึ้นว่า "พระ พุทธเจ้า" ก็มีสองความหมาย : พระพุทธเจ้าในฐานะที่เป็น บุคคล ก็คือเรื่องราวที่เกี่ยวกับ พระสิทธัตถะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้นั่นเอง จนกระทั่งตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วประกาศ พระศาสนา นี่เรียกว่าพระพุทธเจ้าอย่างบุคคล หรือกล่าวอย่าง มีบุคคล. แต่ ในทางธรรมะชั้นสูง ไม่กล่าวอย่างนั้น เลย, คือมี คำตรัสไว้โดยตรงว่า "ผู้ใดเห็นธรรมะ ผู้นั้นเห็นตถาคต ผู้ใดเห็น ตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรมะ". กลายเป็น เอาธรรมะเป็นพระพุทธ- เจ้า ; และธรรมในที่นี้ก็หมายถึง คุณสมบัติที่เป็นความหมาย มองเห็นความบริสุทธิ์ถึงที่สุด รู้แจ้งถึงที่สุด และสงบสุขถึงที่สุด เป็นตัว "ธรรม"ไป, ไม่มีเนื้อหนังอะไร นี่คือองค์พระพุทธเจ้าที่ แท้. การกล่าวอย่างนี้ก็เรียกว่า กล่าวไปตามความจริงหรือกล่าว อย่างปรมัตถ์ ไม่พูดเป็นบุคคล ; เพราะฉะนั้นขอให้ท่านจำไว้ว่า มันมีวิธีพูดอยู่สองอย่าง คือพูดอย่างชาวบ้านพูด และรู้กันดีว่ามัน หมายถึงอะไร ; ที่เรียกว่าพูดอย่างปุคคลาธิษฐาน แปลว่าตั้ง ทับบุคคล หรือเจาะจงบุคคล. ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Con- ventional mode of explanation คือวิธีอธิบายชนิดที่ทำให้ เป็นโวหารชาวบ้านธรรมดาต่ำ ๆ ที่รู้กันอยู่ทั่วไป. ๑๔๑
น.421 อีกวิธีหนึ่ง ก็คือวิธีพูดอย่างตรงไป ยังสิ่งซึ่งลึกซึ้งโดยไม่ เปรียบเทียบ โดยไม่ใช้โวหารชาวบ้าน ; อย่างนี้เรียกว่า ธรรมาธิษฐาน. มันเป็นคู่กันว่า "ปุคคลาธิษฐาน" กับ "ธรรมา- ธิษฐาน" ปุคคลาธิษฐานพูดเปรียบให้เป็นคน เป็นเจาะจงบุคคล ; ธรรมาธิษฐานเจาะจงไปยังธรรม, หรือธรรมะ. วิธีพูดจะมีสอง อย่าง อย่างนี้เสมอไปในทุกเรื่องทุกราว. เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าใจ เรื่องนี้ดีแล้ว จะเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้นมาก แล้วก็ยังมีผลที่ดี ที่สุดกว่านั้น คือว่าไม่ทะเลาะกัน ; เพราะเมื่อคนหนึ่งเล็งไปใน ทางหนึ่ง, เล็งไปในทางวัตถุบุคคล เป็นตัวตนเนื้อหนัง ; แล้วอีก พวกหนึ่งเล็งไปในทางธรรมะล้วน อย่างนี้มันก็เกิดขัดกันขึ้นมา ทันที. ต่างฝ่ายต่างหาว่า ฝ่ายโน้นพูดผิดหรือพูดไม่ถูก หรือพูด ไม่จริง มันก็เลยทะเลาะวิวาทกันได้. เหมือนอย่างที่ว่า พระพุทธศาสนามีพระเป็นเจ้าหรือไม่ อย่างนี้ คือปัญหาที่เรากำลังพูดนี้ ถ้าพูดถึงเล็งถึงบุคคล อย่าง Personal God ก็ไม่มี ; แต่ว่ามีสิ่งที่ทำหน้าที่อย่างพระเจ้า นั้นคือ “ธรรม”, จึงกลายเป็นธรรมาธิษฐาน. แต่บัดนี้ในการ เปรียบเทียบของเรา เพื่อให้ท่านทั้งหลายเข้าใจนี้ เราถือเอาหลัก ธรรมดาทั่วไป ที่เขาใช้กันในโลก สำหรับพูด ว่าศาสนาประเภท หนึ่งเป็น Theistic คือมีพระเป็นเจ้า เกี่ยวกับเทพเจ้า ; แล้ว ศาสนาอีกประเภทหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับพระเป็นเจ้าเลย. เมื่อถือเอา ตามความหมายนี้แล้ว พุทธศาสนาอยู่ในประเภทที่ไม่มีพระ เป็นเจ้า ไม่เกี่ยวกับพระเป็นเจ้า นี่คู่หนึ่งแล้ว. ขอให้ท่านจำสอง คำนี้ไว้เป็นหลัก เพื่อรู้ว่าพุทธศาสนามีความมุ่งหมายอย่างไร มีใจความอย่างไร ; ในที่นี้ก็คือ : มีใจความไม่เกี่ยวข้องกันกับ ๑๔๒
น.422 Personal God ซึ่งจะมีความมุ่งหมายอย่างไร จึงเป็นอย่างนั้น เราจะได้เข้าใจกันต่อ ๆ ไปตามลำดับ. คู่ที่จะเปรียบต่อไปอีก เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือว่า มีรูป เคารพกับไม่มีรูปเคารพ . รูปเคารพนั้นหมายถึง รูปที่ทำขึ้น แทนองค์พระเจ้า หรือแทนองค์พระศาสดา ทำเป็นรูปเหมือน ; รูปเคารพต้องหมายถึงรูปเหมือนคือ Image เป็นรูปเหมือน ; แล้วแต่เราจะเชื่อกันว่าเหมือนอย่างไร แต่ว่าเราต้องเล็งถึงเป็น รูปเหมือน, เช่นพระเป็นเจ้า ก็พยายามทำให้เป็นรูปเหมือนอย่าง ที่ว่า คิดว่าพระเป็นเจ้าจะมีรูปร่างอย่างไร เป็นพระพรหม พระ อิศวร พระนารายณ์ พระยะโฮวา พระอัลล่าห์ หรือพระอะไร ก็สุดแท้, ถ้าผู้ใดพยายามทำรูปเหมือนก็เรียกว่า Image พุทธ- ศาสนาอยู่ในประเภทที่ไม่มีรูปเคารพ คือไม่มี Image, ที่นี้ ท่านจะสงสัยขึ้นมาทันทีว่า ทำไมจึงมีพระพุทธรูปเต็มไปหมดใน ทุกวัด ; แล้วทำไมจึงว่าไม่มีรูปเคารพ ข้อนี้มันต้องการคำ อธิบาย ขอให้ตั้งใจฟังสักหน่อย ; ดังจะกล่าวต่อไปนี้ :- สิ่งที่เรียกว่ารูปเคารพนี้ ไม่เคยมีในพุทธศาสนา ; ตาม หลักพุทธศาสนาที่แท้จริง ไม่เกี่ยวกับรูปเคารพเช่น พระพุทธรูป เป็นต้น ; และในอินเดีย ในครั้งพุทธกาลที่พระพุทธศาสนากำลัง เกิดอยู่ในอินเดียนั้น ประณามลัทธิที่มีรูปเคารพอย่างยิ่ง. นี่ไม่ได้ หมายถึงอินเดียก่อนพุทธกาล หรืออินเดียหลังพุทธกาล. ต่อมา เราอาจจะขุดพบใต้ดินเป็นสมัยราวสามพันปีก่อนพุทธกาลเคยมี รูปเคารพ, สมัยโมเฮนโชดาห์โร แฮเรปปา Mohenchodaro; Harappa. นี้ พบรูปเคารพมากมายใต้ดิน ในอินเดีย : หมาย ความว่าตั้งห้าพันปีมาแล้ว ; แล้วคนค่อยฉลาดขึ้น ๆ จนเกลียด ๑๔๓
น.423 รูปเคารพ. ในสมัยพุทธกาล ทุกลัทธินิกายรุ่งเรืองไปด้วย ปัญญา ; และประณามรูปเคารพ เพราะฉะนั้นในพุทธศาสนา จะมีรูปเคารพไม่ได้ เหมือนกันกับศาสนาที่เครือเดียว หรือในยุค เดียวกัน. ต่อมาเมื่อพระพุทธศาสนาล่วงมา, หมายถึงเมื่อพระพุทธเจ้า นิพพานไปแล้ว ๔ - ๕ ร้อยปี ; ไม่มีใครมีอำนาจที่จะควบคุมใคร ได้. นี่เราเรียกว่า Evolution เหมือนกัน, คือวิวัฒนาการที่เป็น ไปเองโดยไม่มีเจตนา ; และใครบังคับไม่ได้นี้ มันทำให้เกิดนิยม รูปเคารพ ; โดยเหตุที่พวกกรีก, ครั้งอาเล็กซานเดอร์นั้นมา เหลืออยู่ในอินเดีย ภาคตะวันตกเฉียงเหนือเป็นจำนวนมาก ; พวก นี้เขามีศาสนาประเภทที่มีรูปเคารพ. เพราะฉะนั้นเมื่อชนพวกนี้ เข้ามาถือพุทธศาสนาเข้าเป็นบางส่วน เขาเลยทำรูปเคารพขึ้น ; เป็นรูปพระพุทธเจ้าแบบแรกที่สุดในโลก, คือแบบที่เรียกว่า "แบบคันธาระ" ทำขึ้นในประเทศอินเดียแคว้นแคชเมียร์ โดยพวก กรีกเป็นพวกแรก ทีนี้พวกพุทธบริษัทก่อน ๆ ซึ่งบัดนี้ดูชักจะ รวนเรแล้ว ไปเห็นความงาม หรือความสะดวกในการมีพระพุทธ- รูปนี้ ; จึงได้พากันทำตาม. เพราะฉะนั้นใน พ.ศ. ๗-๘ ร้อย จึงได้เริ่มมีพระพุทธรูป ที่ทำขึ้นโดยชาวอินเดีย ; แล้วก็มากขึ้น ทวีขึ้นสูงสุด. นี่เรียกว่าผิดเจตนารมณ์อันแท้จริงของพุทธ - ศาสนา. แต่ทีนี้ ทางที่จะอธิบาย หรือทางออกนั้น มันมีอยู่อย่างไร ขอให้ท่านทั้งหลายสนใจต่อไป. เกี่ยวกับเรื่องนี้ เราต้องนึกถึงคำอีกคำหนึ่ง คือคำว่า Symbol ซึ่งแปลว่าเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ อันนี้ไม่ใช่ Image. Image นั้นเป็น Idol คือทำรูปเหมือน, รูปเหมือนนั้น ๑๔๔
น.424 เป็น Idol, ถ้าทำรูปไม่เหมือนแต่ว่าเป็นเพียงสัญลักษณ์ให้ระลึก ถึงอย่างนี้เป็น Symbol. อย่างไม้กางเขนของศาสนาคริสเตียน อย่างนี้ก็เป็น Symbol แต่ไปทำรูปพระเยซู รูปเหมือน หรือ อะไรเข้าก็เป็น Idol แต่ความหมายไม่เหมือนกัน. ความหมาย ที่ถือรูปเคารพนั้น มันมุ่งหมายไปในทางที่ง่ายเกินไป หรือต่ำ เกินไป สำหรับคนเด็ก ๆ มากกว่า ; แต่ Symbol นั้นสูงไป กว่านั้น คือเป็นเพียงเครื่องสะกิดเตือนใจให้ระลึกเท่านั้น แล้ว ระลึกถึงสิ่งหนึ่งหรือบุคคลคนหนึ่งได้โดยง่าย. ทีนี้ เราจะเห็นได้ว่า แม้ในศาสนาคริสเตียน ซึ่งห้ามการ ทำรูปเคารพมาแต่เดิม ; ก็ได้เปลี่ยนเป็นมีรูปเคารพขึ้นมาแล้ว จึงได้ทำให้ศาสนานั้นแตกแยกกัน เป็นโรมันคาทอลิก โปรเตส- แตนต์ อย่างนี้เป็นต้น. เพราะพวกหนึ่งไม่ยอมทำรูปเคารพ อีก พวกหนึ่งยิ่งทำรูปเคารพมากขึ้น เช่นรูปพระเยซู รูปพระมาเรีย. ที่ยังคงบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่ได้ก็ดูเหมือนจะมีแต่ศาสนาอิสลาม เท่านั้น ที่รักษาไว้ได้โดยไม่มีรูปเคารพ. ศาสนานอกนั้นมันกลาย เป็นได้เกิดมีรูปเคารพขึ้นแล้ว เช่นพุทธศาสนามีพระพุทธรูป. ที่ศาสนาคริสเตียนมีรูปพระเยซู รูปพระมาเรียอย่างนี้เป็นต้น. แต่ถึงอย่างไรก็ตาม, รูปที่ทำเหมือนนี้ไม่จำเป็นจะต้องเป็น Idol หรือ Image เสมอไป, จะเป็น Symbol ก็ได้. ในวงการศิลปนั้นเขาถือกันว่า พระพุทธรูปนี้เป็น Symbol เพราะว่าไม่ได้ทำให้เหมือนคน หรือไม่ได้มุ่งหมายจะทำให้เหมือน คน. แต่ว่าทางศิลปบังคับให้ทำอย่างนั้น เช่นดูที่พระพุทธรูป สักแบบหนึ่ง : เช่นแบบสมัยสุโขทัย ; ท่านจะเห็นความงามที่ ไม่ใช่คน ไม่เหมือนคน, ซึ่งผู้ทำเองก็รู้อยู่ว่ามันไม่เหมือนคน, ๑๔๕
น.425 คนที่ไปดูไปเห็นก็รู้อยู่ว่า ไม่เหมือนคน ; แม้แต่จีวร แม้แต่ผมเผ้า หรือรูปร่างหน้าตา อะไรก็ไม่เหมือนคนตามที่เป็นจริง ; เพราะ ฉะนั้นจึงมีลักษณะที่เป็น Symbol และโดยเฉพาะเดี๋ยวนี้ เรา พยายามที่จะทำความเข้าใจกันว่า ให้ถือพระพุทธรูปทั้งหลายนี้ เป็นเพียง Symbol, คือสัญลักษณ์อันหนึ่งเท่านั้น ซึ่งทำให้ระลึก ถึงพระพุทธเจ้าหรือพระธรรม, โดยเฉพาะพระธรรมนั้นแหละ โดยง่าย. เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดปฏิบัติถูกต้องอย่างนี้ ก็นับว่ายังดี อยู่ ; แต่ถ้าผู้ใดไปถือทำนอง Image กระทั่งเอามาเป็นพระ เครื่องราง, แขวนคอเป็นพระเครื่องราง ย่อมผิดพุทธศาสนาอย่าง ยิ่ง คือไม่ใช่พุทธศาสนาโดยสิ้นเชิง ; เพราะว่าพุทธศาสนาไม่มี รูปเคารพ ดังที่กล่าวแล้ว, จะมีได้เพียงสัญลักษณ์เป็นอย่างมาก. ทีนี้เมื่อเขาบัญญัติตายตัวลงไปว่า มีรูปเคารพกับไม่มีรูปเคารพ อย่างนี้แล้ว จำเป็นจะต้องจัดพุทธศาสนาไว้ในลักษณะหรือใน ประเภทที่ไม่มีรูปเคารพ ขอให้ท่านเข้าใจไว้อย่างนี้. คู่ถัดไป ที่เนื่องกันกับเรื่องนี้ก็คือ : เกี่ยวกับความเชื่อ, เมื่อไม่มีพระเจ้า ไม่มีรูปเคารพ คือไม่มีผู้อื่นที่จะเป็นที่พึ่ง การเชื่อ หรือการถือที่พึ่งก็เกิดเป็นการพึ่งตัวเองหรือเชื่อตัวเอง. เมื่อตั้ง หลักขึ้นว่า ศาสนาพึ่งตัวเองกับ ศาสนาพึ่งผู้อื่น ละก็ พุทธศาสนา อยู่ในพวกเป็นศาสนาพึ่งตัวเอง . หรือตั้งหลักขึ้นว่า ศาสนาที่ เชื่อผู้อื่นกับเชื่อตัวเองอย่างนี้ พุทธศาสนาก็ อยู่ในพวกที่เชื่อ ตัวเอง คือเชื่อตัวเองด้วยการใช้ปัญญาพิจารณา ; ผิดจาก ฝ่ายตรงกันข้าม ซึ่งเชื่อผู้อื่นด้วยความภักดี ความกลัว หรือ ความหวังอย่างใดอย่างหนึ่ง. นี่ขอให้เข้าใจว่า ความเชื่อนี้มันมี ได้สองประเภท ตรงกันข้ามอย่างนี้ ; เชื่อตัวเองด้วยอำนาจของ ๑๔๖
น.426 ปัญญานี้ฝ่ายหนึ่ง, แล้วก็เชื่อผู้อื่นด้วยอำนาจของความภักดี ความ กลัว หรือความหวังเป็นต้น, อย่างนี้เป็นอีกพวกหนึ่ง. เมื่อแบ่งกัน เป็นสองพวกอย่างนี้ พุทธศาสนาเลยเป็นศาสนาอยู่ในประเภท ที่เชื่อถือตัวเองด้วยปัญญา . ยังมีศาสนาอื่น ๆ อีก ซึ่งเป็นเครือ เดียวกันนี้ ซึ่งจัดว่าอยู่ในพวกหรือในประเภทที่เชื่อตัวเองด้วย ปัญญา ; นี่เป็นลักษณะเปรียบเทียบเป็นคู่ ๆ เพื่อให้เข้าใจ พุทธศาสนาตัวจริง. เพราะฉะนั้นเพียงเท่านี้ ท่านที่จะเป็น ผู้พิพากษาก็ย่อมจะมีปัญญา ที่จะวินิจฉัยตัดสินเมื่อเกิดเป็นปัญหา สงสัยขึ้นมาว่า อันไหนจะถูกหลักพุทธศาสนา, อันไหนจะผิดหลัก พุทธศาสนา ได้โดยง่ายต่อไปในกาลข้างหน้า เพราะฉะนั้นจึงขอ ให้สนใจ ทำความเข้าใจไว้. ทีนี้ อีกลักษณะหนึ่ง, คู่เปรียบเทียบอีกลักษณะหนึ่ง หรืออีก กลุ่มหนึ่ง ซึ่งจะต้องทำความเข้าใจก็คือว่า คติทวินิยม กับ อทวิ- นิยม . นี่ฟังยาก เพราะเป็นภาษาบาลี. พูดอย่างเป็นภาษาไทย ก็ ถือว่า มีของเป็นคู่ ๆ : กับถือว่าไม่มีของเป็นคู่ ๆ. ถ้าตั้งคู่ เปรียบเทียบขึ้นมาอย่างนี้แล้ว พุทธศาสนาอยู่ในประเภทที่ถือ ว่าไม่มีของเป็นคู่ ๆ ; มีของเป็นคู่ก็เหมือนที่เรารู้สึกกันอยู่ ว่า มีร้อนมีหนาว มีสุขมีทุกข์ มีดีมีชั่ว มีบุญมีบาป มีอะไรเป็น คู่ ๆ, คู่ ๆ, อย่างนี้ ; นี่เรียกว่าพวกที่ถือว่า มีอะไรเป็นคู่ ๆ คู่ ๆ. ทีนี้พวกที่ถือว่าไม่มีอย่างนั้น เรียกว่าพวกที่ไม่ถือว่ามีของเป็น คู่ ; พวกที่ถือว่าเป็นคู่มีอะไรเป็นคู่นี้เรียกว่าพวกทวินิยม, คือนิยม ว่ามี "ทวิ" คือสอง ; และพวกที่ไม่ยอมถือว่า มีอะไรเป็นคู่ นี้ก็ เรียกว่า อทวินิยม, คือนิยม "อทวิ" ถือว่าไม่มีเป็นคู่. เกี่ยวกับข้อนี้ ก็ต้องการคำอธิบายบ้างเหมือนกัน : คือท่าน ๑๔๗
น.427 จะได้ยินคนในหมู่พุทธบริษัทนี้ พูดกันว่า มีบุญมีบาป มีดีมีชั่ว มีสุขมีทุกข์ มีนรกมีสวรรค์ อะไรเป็นคู่ ๆ อย่างนี้. นั่นขอให้ เข้าใจว่า เป็นการกล่าวตามหลักของคนทั่วไป : คือชาวบ้าน. หรือคนทั่วไปทั้งโลกก็ได้ ที่เขารู้สึกกันโดยมากเป็นอย่างนั้น. แต่ว่าพุทธศาสนานั้นไม่มีหลักเป็นคู่ ๆ อย่างนั้น ; ครั้นเมื่อจะ ต้องพูดให้เป็นคู่ ๆ อย่างนั้น ก็พูดได้เหมือนกัน ; แต่ว่าพูดเพื่อจะ ให้เข้าใจว่า โดยแท้จริงแล้วไม่มีของที่เป็นคู่. เกี่ยวกับข้อนี้ จะ เข้าใจได้ง่ายด้วยการยกตัวอย่าง ในสิ่งที่เราเข้าใจอยู่แล้ว : เช่น ถือว่า มีเย็นมีร้อน ; เรียกว่าพูดไปตามสมมุติอย่างชาวบ้านพูด. แต่ถ้าพูดอย่างความจริงนั้น เราจะต้องพูดว่า มันมีความร้อนใน อันดับใดอันดับหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้มีความเย็น อย่างนี้ก็ได้ : เช่นว่า น้ำแข็ง ก็มีความร้อนอยู่ตั้ง ๓๐° ฟาเรนไฮต์, หรือว่าน้ำเดือดมี ความร้อนตั้ง ๑๐๐° เซนติเกรด, น้ำแข็งมีความร้อนที่ ๐° เซนติเกรด อย่างนี้เป็นต้น. ถึงแม้ว่าในน้ำแข็งก็มีอุณหภูมิ คือความร้อนอยู่ อันดับหนึ่ง ; ซึ่งเป็นความร้อนที่สัตว์อยู่ได้ ยังสบายอยู่ คือ สัตว์ ที่ขั้วโลกเหนือ นี่มันไม่รู้สึกว่าหนาวเลย ; สัตว์ที่อยู่ในน้ำแข็งที่ โลกเหนือไม่รู้สึกว่าหนาวหรือเย็น มันเป็นความสบายหรือพอดี ไป. เพราะเหตุว่าอุณหภูมิน้ำแข็งก็คือ : ความร้อนอันดับหนึ่ง แล้วต่ำกว่านั้นลงไปอีก ก็คือความร้อนลดลงไป ๆๆๆๆ จนจะถือ ว่าความร้อนเป็นเลข ๐ เมื่อไร นั้นมันแล้วแต่บัญญัติต่างหาก ว่าบัญญัติความร้อนตามระบบเซนติเกรด, ระบบฟาเรนไฮต์, ระบบโรเมอร์ อะไรก็ตาม เขาบัญญัติทั้งนั้น. แต่แล้วเขาก็ไม่ได้ พูดว่า เย็นกับร้อนเลย เขาพูดว่าความร้อนที่ระดับใดระดับหนึ่ง เท่านั้น. นี่แสดงว่า มันไม่มีความเย็นหรือความร้อนเป็นคู่ ๆ กัน ๑๔๘
น.428 เลย มันมีแต่ความร้อนระดับใดระดับหนึ่งเท่านั้น ; แล้วท่านลอง คิดดูว่า อย่างไหนมันถูกกว่า, เป็นการพูดที่ถูกต้องกว่าที่จะพูดว่า มีความเย็นกับความร้อน. ถ้าจะพูดว่าน้ำแข็งนั้นถึง ๐° เซนติเกรด แล้วความร้อนนั้นเดือด ๑๐๐ นี้มันก็ยังไม่ถูกอยู่นั่นเอง ; เพราะ ว่าความเย็นต่ำกว่านั้นก็ยังมีคือไม่ถึง ๐° เซนติเกรด, เพี่ยง ๙° เซนติเกรดเราก็หนาวเกือบจะตายอยู่แล้ว, หรือถ้าอากาศมี ความร้อนตั้ง ๑๘° เซนติเกรดอย่างนี้ ก็ยังรู้สึกว่าค่อนข้างหนาวอยู่ แล้ว. มันเป็นเรื่องมายาทั้งนั้น ที่จะไปพูดว่าร้อนหรือเย็น ; เพราะ ฉะนั้นมันเป็นแต่เพียงความร้อนระดับใดระดับหนึ่ง จนกว่าจะ ร้อนศูนย์ นี่เรียกว่าพูดอย่างไม่มีคู่ คือไม่มีเย็น ไม่มีร้อน. สุขกับทุกข์ก็เหมือนกัน คนเขาเห็นเป็นสุข ดิ้นรนจะได้ อย่างนั้นอย่างนี้ ทุกข์ก็เกลียดอย่างนั้นอย่างนี้ ; พุทธศาสนามอง เห็นทุกสิ่งล้วนแต่น่าเกลียด และเป็นมายา ตามความหมาย ของคำว่า "เป็นทุกข์" ไปทั้งนั้น, ถ้าไปยึดถือเข้าว่ามันเป็น อย่างนั้น. เพราะฉะนั้น เราไม่ได้ต้องการความสุข เราต้องการ แต่ทุกข์ศูนย์, ทุกข์สิ้นไป เป็นศูนย์ อย่างนี้ ; ที่มันมีทุกข์มากขึ้น เท่าไร ๆ นั้น มันแล้วแต่เรื่องของมัน. ถึงเรื่องบุญเรื่องบาป นี่ก็ เหมือนกัน คนอื่นเขาถือกันว่าบุญน่าปรารถนา บาปน่าเกลียด น่ากลัวอย่างยิ่ง ; แต่พุทธศาสนานี้ต้องการจะขึ้นไปเสีย ให้พ้น ทั้งบุญทั้งบาป โดยถือว่าทั้งบุญและทั้งบาปนี้ยังโยกโคลงเปลี่ยน แปลงไม่แน่นอน ไปยึดถือเข้าเป็นทุกข์ทั้งนั้น, ต้องการจะอยู่เหนือ บุญเหนือบาปไปเสียเลย คือไม่ไปติดที่ของเป็นคู่. นี้เรียกว่า พุทธศาสนามีหลักมุ่งหมายไม่หลงไม่ติดอยู่ในของที่เป็นคู่ ไม่ยอม รับว่ามีคู่. ๑๔๙
น.429 บางคนจะเข้าใจผิดในตอนนี้บ้างก็ได้ว่า เมื่ออ่านประวัติของ พระพุทธเจ้าเมื่อตอนก่อนที่จะออกไปบวช ก็เห็นความทุกข์ แล้วก็ คิดว่า เ มื่อเห็นความทุกข์แล้วก็คงมีความสุขแก้ เพราะว่ามีร้อน แล้วก็มีหนาวแก้อย่างนี้เป็นต้น. ตอนนั้นพระสิทธัตถะยังไม่เป็น พระพุทธเจ้า ไม่ได้กล่าวไปตามหลักของพุทธศาสนา จึงพูด ไปตามภาษาชาวบ้านพูดกันทั่ว ๆ ไป นึกกันได้ทั่ว ๆ ไป ว่ามี ร้อนก็ต้องมีเย็น มีทุกข์ก็ต้องมีสุขอะไรทำนองนี้. แต่เมื่อตรัสรู้เป็น พระพุทธเจ้า แล้ว กลับตรัส บอกว่า มันไม่มีสุข มันมีแต่ทุกข์ มาก ๆ กับทุกข์น้อยลง จนหมดทุกข์ นี้เป็นนิพพาน แล้วก็สิ้น สุดกัน. ไม่มีพูดถึงความสุขตามความหมายของชาวบ้าน เพราะ ว่ามันไม่มีโดยแท้จริง มันมีแต่เป็นมายา. นี่จึงถือว่าพุทธศาสนา ไม่มีหลักนิยมว่าเป็นคู่ ๆ เช่น : ดี ชั่ว บุญ บาป สุข ทุกข์ นี่มุ่ง หมายไปยังสิ่งที่ไม่เป็นคู่ หรือไม่อาจจะเป็นคู่ และอยู่เหนือสิ่งที่ เป็นคู่ทั้งหมด. นี่มันอาจจะไม่ตรงกับที่ชาวบ้านเขาพูด หรือ ชาวบ้านเองก็เข้าใจผิด ๆ แม้เรียกตัวเองว่าอุบาสกอุบาสิกา ; แต่ท่านทั้งหลายเป็นนักศึกษา ก็ต้องเข้าใจให้ถูกตามหลักของ พุทธศาสนา จึงเอามากล่าวให้ฟัง. หมวดถัดไปที่จะเปรียบเทียบ ก็คือว่า อัตตากับ อนัตตา . ถ้าเรียกเต็ม ๆ ก็ว่า อัตตวาที กับ อนัตตวาที ; อัตตวาที แปลว่า พวกที่กล่าวว่ามีอัตตา, อนัตตวาทีก็คือพวกที่กล่าวว่า อนัตตาคือ ไม่มีอัตตา. เมื่อกล่าวขึ้นมาโดยหลักอย่างนี้แล้ว พุทธศาสนาอยู่ ในพวกที่ไม่มีอัตตา ; ท่านต้องเข้าใจว่า ไม่ใช่มีแต่พุทธศาสนา ยังมีศาสนาในเครือเดียวกันอีกบางศาสนา ที่กล่าวว่าไม่มีอัตตา, และพวกที่กล่าวว่ามีอัตตาก็มีมากมายหลายศาสนาเหมือนกัน. ๑๕๐
น.430 เพราะฉะนั้นเราจึงต้องแบ่งเป็นพวกหรือเป็นประเภท แล้วพุทธ- ศาสนาก็อยู่ในประเภทที่กล่าวว่า ไม่มีอัตตา จึงเรียกว่า อนัตต- วาที. วาที นี้แปลว่าผู้มีคำพูด อัตตวาท ก็แปลว่ามีวาทะว่า อัตตา, อนัตตวาท ก็แปลว่า มีวาทะว่า อนัตตา . คำว่า "วาท" หรือ "วาทะ" นี้ที่ไม่ใช่หมายถึงคำพูด แต่หมายถึงลัทธิ ความคิดเห็น หรือ ความรู้สึก ; ที่ภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า ISM สำหรับต่อ ท้ายคำนามคำใดคำหนึ่ง, ISM ตรงกับคำว่า "วาท" ในที่นี้. เถรวาท หรือ อาจารยวาท , อะไรวาท ก็ตามใจเถอะ ; คำว่า "วาท" นี้ มันตรงกับคำว่า ความถือ, หรือ ความยึดมั่น ว่าเป็น อย่างนั้น อย่าได้เข้าใจว่าเป็นคำพูด. มีนักศึกษา หรือนักอธิบาย บางคนไปหลงผิดว่า คำว่า "วาท" นี้ หมายถึงคำพูด : เช่น อัตตวาทุปาทาน คือความยึดมั่นด้วยวาทะว่าอัตตา, เขาหมายว่า ยึดมั่นด้วยคำพูดว่าอัตตา อย่างนี้ไม่ถูก. คำว่า "วาท-วาทะ" ในที่ เช่นนี้ ในลักษณะนี้ ไม่ใช่หมายถึงคำพูด, แต่หมายถึงลัทธิที่ถือ อยู่ในใจ หรือความรู้สึกที่ถืออยู่ในใจ. เดี๋ยวจะได้ยินว่า อัตตวาที ซึ่งหมายแต่ มีคำพูด ที่จริงมันมีลัทธิที่ยึดมั่นถือมั่นอยู่ในใจ. อัตตาในที่นี้ก็คือ ตัวตนพวกหนึ่ง ถือว่ามีตัวมีตนอย่าง นั้นอย่างนี้ พูดกันหลายอย่าง หลายแบบ หลายศาสนาเหมือน กัน ; แต่ทาง พุทธศาสนาปฏิเสธว่า ไม่มีสิ่งใดเลยที่ควร เรียกว่า อัตตา ; มันมีแต่ธรรมชาติ หรือธรรมดา อย่างใด อย่างหนึ่ง ตามธรรมชาติ เป็นไปอย่างนั้น เป็นไปอย่างนี้ ; แล้ว เราไปหลงเข้าเองว่า มันเป็นตัวตน เช่นไปหลงร่างกายทั้งหมดนี้ว่า เป็นตัวตน หรือไปหลงที่จิตใจโดยเฉพาะว่า เป็นตัวตน หรือ ไปหลงว่ามีวิญญาณเป็นตัวเป็นตน เข้า ๆ ออก ๆ กับร่างกายนี้ ๑๕๑
น.431 หรือตายไปแล้วก็ไปจุติเกิดใหม่อะไรในทำนองเป็นตัวตน, ตัวตน อย่างนี้ไม่มีในพุทธศาสนา. เรื่องนี้คงจะยากมากสำหรับท่าน ทั้งหลาย ที่ไม่ค่อยจะเคยได้ยินได้ฟัง เพราะเคยได้ยินได้ฟังแต่ เรื่องมีตัวมีตน ; แล้วเชื่ออยู่เป็นทุนแน่นแฟ้นเสียแล้วยากที่จะเข้าใจ คำว่า ไม่มีตัวตน. แต่อย่างไรก็ดี ขอให้ศึกษาไปก่อน สังเกต ไปก่อนแล้วจะเข้าใจได้ทีหลัง ว่าแม้ไม่มีตัว ไม่มีตนนี้ มันก็ยังทำ อะไรได้ ยังคิดได้ พูดได้ เดินได้ กินได้ ดื่มได้ อาบได้, ทำอะไร ให้เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตได้ ทั้งที่ไม่มีตัวตน. ในที่นี้เราต้องการ แต่จะทำความเข้าใจว่า พุทธศาสนามีหลักอย่างไรเท่านั้น ส่วน เรื่องตัวตนไม่ตัวตนอย่างไร เราเอาไว้พูดกันในการบรรยาย วันหลัง. ทีนี้ มันเนื่องต่อไปกันอีกก็คือ คู่ที่ว่า สุญญวาท กับ อสุญญ- วาท ; สุญญวาท ก็คือมีความถือว่า ว่าง อสุญญวาท ก็ถือว่า ไม่ว่าง. ที่ว่าว่างนี้ก็คือว่า ว่างจากตัวตน คือว่าไม่มีอะไร ถือว่า ไม่มีอะไรเป็นตัวตน มันเป็นของว่างจากตัวตน อย่างนี้เรียกว่า ลัทธิฝ่ายสุญญวาท. ทีนี้ฝ่าย อสุญญวาทก็คือมีตัวมีตน ทีนี้ เมื่อกล่าวเป็นคู่อย่างนี้แล้ว พุทธศาสนาอยู่ในพวกสุญญวาท : คือ พุทธศาสนาถือว่าไม่มีตัวตนคือว่าง กล่าววาทะว่า "ว่าง" ว่างจากอะไร, ว่างจากตัวตน. ถ้าเกิดมีการกล่าวขึ้นมาในทำนอง ไม่ว่าง คือมีตัวมีตนขึ้นมาแล้ว ก็ไม่ใช่พุทธศาสนา เพราะพุทธ- ศาสนาเป็นสุญญวาท. อีกคู่หนึ่งที่เนื่องกันด้วยกลุ่มนี้ ก็คือ วิภัชวาท กับ อวิภัชวาท วิภัชวาทนี้ แปลว่าความถือว่า แบ่งแยกเป็นส่วน ๆ ส่วน ๆ ; อวิภัชวาท แปลว่าไม่อาจจะแบ่งแยกเป็นส่วน ๆ ส่วน ๆ. ที่ว่าแบ่ง ๑๕๒
น.432 แยกออกเป็นส่วน ๆ นี้หมายความว่า เช่น ร่างกายของเรานี้ แบ่งเป็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ห้าส่วน, ทั้งกายทั้ง ใจนี้แบ่งออกเป็นห้าส่วน ; แล้วในส่วนหนึ่ง ๆ ส่วนหนึ่ง ๆ ยังแบ่ง ออก ๆ แบ่งออก ๆ จนว่างไปเลย นี่มันแบ่งแยกออกได้จนไม่มี ตัวตนเหลือ อีกฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายตรงข้าม เขาถือว่า มีตัวตน แบ่งแยก ไม่ได้ มันเป็นตัวตนเป็นก้อน เป็นแท่ง ที่แบ่งแยกไม่ได้เป็นตัวตน ถาวรตลอดอนันตกาลไปเลย. ที่ว่ามันมีตัวตนอย่างนี้ ไม่ยอมแบ่ง ไม่อาจจะแบ่ง นี่คือพวกอวิภัชวาท คือพวกที่ถือว่าแบ่งไม่ได้ แบ่งแยกเป็นส่วนไม่ได้. ส่วนพุทธศาสนานั้นยืนยันในการที่ แบ่งแยกเป็นส่วนได้ แล้วผลสุดท้าย ก็ว่างจากตัวตน นี่กลุ่ม หนึ่ง. ทีนี้มันมีอะไรเนื่องกันอยู่บางอย่าง ที่ทำให้สับสน ก็คือ คู่ที่เรียกว่า กิริยวาท กับ อกิริยวาท คู่นี้ก็หมายความว่า พวกหนึ่ง เขาถือว่า การทำอะไร ที่มนุษย์ทำลงไปนี้มีผลเท่ากับไม่ได้ทำ นี่เป็นพวก Nihilism. ถือว่าไม่มีอะไร ไม่มีสัตว์ ไม่มีคน ไม่มี การกระทำ ; นี่พวกนี้เป็นพวกวัตถุนิยมจัด จึงถือว่าบุญไม่มี บาปไม่มี เช่น : ทำอย่างที่เขาเรียกกันว่า ทำบุญนั้นมันก็เหลว ไม่มีอะไร, หรือให้ทานไป มันก็จบแค่คนได้รับไปเอาไปกิน ไปถ่ายเท่านั้น ; หรือว่า ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต มันก็อยู่แค่นั้น มันไม่ได้ มีความหมายอะไรที่เป็นบาป. เขาจึงกล่าวว่าแม้จะฆ่ากันให้วินาส ไม่มีเหลือ ให้โลกนี้เต็มไปด้วยเลือด มันก็ไม่มีบาปเพราะเหตุนั้น นี่ถือว่าการกระทำนี้ไม่ใช่เป็นการกระทำ อย่างนี้เขาเรียกว่า อกิริยวาท มันเป็นลัทธิที่ผิด, หรือมิจฉาทิฏฐิของพวกอนัตตา หรือสุญญวาทอีกแขนงหนึ่งต่างหาก ; เป็นฝ่ายมิจฉาทิฏฐิ ถือว่า ๑๕๓
น.433 เป็นอย่างนี้ เลยชักชวนกันว่าไม่ต้องนึกถึงบุญถึงบาป ถึงโลกนี้ โลกหน้าอะไร เอาแต่ตามที่เราต้องการเป็นได้ เพราะฉะนั้นใคร มีกำลังเท่าไรก็ทำไปเถอะ ไม่มีบุญไม่มีบาป อย่างนี้ นี่เรียกว่า พวกอกิริยวาท. อีกพวกหนึ่ง เรียกว่า กิริยวาทนั้น ถือว่าการกระทำย่อมถือ ว่า เป็นอันกระทำ, เป็นการกระทำ ; พวกนี้ถือว่ามีบุญมีบาป ทำลงไปด้วยเจตนาอย่างไร ต้องเป็นอย่างนั้น ; แม้ว่าตัวผู้ทำนั้น หรือการกระทำนั้น จะถูกบัญญัติว่าเป็นอนัตตาก็ตาม (ไม่ใช่ อัตตา ฟังให้ดี ๆ) แต่ถึงอย่างนั้น การกระทำนั้นก็ยังเป็นการ กระทำ. เขาเห็นว่า เรา มนุษย์นี้ไม่มีตัวตนเป็นอนัตตา แต่มีกิเลส ตัณหา ไปเคลื่อนไหวไปทำอะไรเข้า เป็นบุญเป็นบาปทั้งนั้น, เป็นการกระทำทั้งนั้น ไม่ได้ถือว่าไม่เป็นการกระทำ, คือมันเป็น การกระทำได้ ทั้ง ๆ ที่เราบัญญัติว่า สิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา. พุทธ- ศาสนาอยู่ในพวกกิริยวาท คือถือว่า การกระทำ เป็นอันว่ามี การกระทำ. หมวดถัดไปอีกก็คือ หมวดที่เปรียบไว้เป็นคู่ว่า พวกหนึ่งถือ ว่ามีเหตุมีปัจจัย ; พวกหนึ่งถือว่า สิ่งทั้งปวงไม่มีเหตุไม่มี ปัจจัย. เหตุกวาท ถือว่ามีเหตุมีปัจจัย อเหตุกวาท ถือว่าไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย. ข้อนี้ก็ได้แก่ความคิดที่คิดว่า การที่เราจะสุขจะทุกข์ จะอะไรก็ตาม มันไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยอะไรเบื้องหลังที่ลึกลับ, มันก็คือปรากฏการณ์เฉพาะหน้าเท่านั้นเอง. ถ้าถืออย่างนี้ เป็น พวกที่ถือว่า ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย. ส่วนอีกพวกหนึ่งถือว่ามันมีเหตุ มันมีปัจจัยอยู่เบื้องหลัง แล้วแต่จะรู้จักว่าอะไร เช่นว่าพระเป็นเจ้า อยู่เบื้องหลัง ดวงดาว โชคชะตาอยู่เบื้องหลัง หรือว่าการกระทำดี ๑๕๔
น.434 กระทำชั่ว หรือกรรมอยู่เบื้องหลัง อย่างนี้เป็นต้น อย่างนี้เรียกว่า พวกที่ถือว่ามีเหตุมีปัจจัย. เกี่ยวกับมีเหตุปัจจัยนี้ ; ทางพุทธ- ศาสนาอยู่ในพวกที่ถือว่ามีเหตุมีปัจจัย เช่น จะสุขจะทุกข์นี้ มันมีเหตุมีปัจจัย อยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะก็คือกรรม ; แล้ว กรรมก็มีเหตุมีปัจจัยของกรรม, สิ่งนั้นก็ยังมีเหตุมีปัจจัยของ สิ่งนั้น, ทยอยกันลงไปเป็นลำดับ ๆ ว่าทุกสิ่งล้วนแต่มีเหตุมี ปัจจัย. อีกพวกหนึ่งไม่ถืออย่างนั้น ถืออย่างตรงกันข้ามไม่ต้องคำนึง ถึงอะไร, เอาแต่เรื่องเฉพาะหน้าเดี๋ยวนี้, เอาปรากฏการณ์เฉพาะ หน้าเป็นหลัก ; ก็เป็นเหตุให้ถือไปในทางที่ว่า อะไรถูกใจเรา เราก็ทำ เราก็เอาทันทีเลย โดยไม่ต้องคำนึงอะไรหมด มีกำลัง เท่าไรก็ใช้มันลงไป. นี่แบ่งเป็นพวกถือว่า สิ่งทั้งปวงมีเหตุมีปัจจัย กับพวกที่ถือว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย ถ้าเป็น อย่างนี้แล้ว พุทธศาสนาอยู่ในพวกที่ถือว่า สิ่งทั้งปวงมีเหตุมี ปัจจัย. ต่อไปอีกเนื่องกันไป ก็คือว่า เหตุปัจจัยนั้นเป็นภายนอก หรือ เป็นภายใน ; พุทธศาสนาอยู่ในพวกที่ถือว่า เหตุปัจจัย นั้นเป็นภายใน คือกรรม คือการกระทำ ; หรือว่ากิเลสคือ โลภะ โทสะ โมหะ ของตัว หรือความยึดมั่นถือมั่นของตัวที่ อยู่ในภายในนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัย ทำให้เกิดสุข เกิดทุกข์ขึ้น มา. อีกพวกหนึ่งถือว่าเหตุปัจจัยนั้นอยู่ข้างนอก คือผู้อื่น เช่น พระเป็นเจ้า เช่นเทวดา เช่นดวงดาว เช่นอะไรต่าง ๆ นี้ อย่างที่เรา เห็นเขาดูหมอดูบ้าง บูชาเทวดาบ้าง มีศาลพระภูมิบ้าง แขวน ตะกรุดพิสมรบ้าง บูชาอ้อนวอนอย่างนั้น อย่างนี้บ้าง นั้นคือตัว ๑๕๕
น.435 อย่างของการ ถือว่ามีเหตุปัจจัยอยู่ข้างนอก นี้ไม่ใช่หลักของ พุทธศาสนา พุทธศาสนาอยู่ในพวกที่ถือว่า เหตุปัจจัยนั้นอยู่ ในภายในคือกรรมหรือกิเลส คือความรู้สึกถูกหรือผิด ที่มีอยู่ ในภายใน. นี่เราจะเห็นได้ต่อไปอีกว่า เมื่อจะสำเร็จประโยชน์กันแล้ว มันก็มีอยู่ว่า จะต้องอาศัยกรรม คือการกระทำของตัวเองจริง หรือว่าอาศัยพิธีรีตองข้างนอก เมื่อกล่าวเป็นคู่กันมาอย่างนี้แล้ว พุทธศาสนาอยู่ในพวกที่อาศัยกรรม อิงอยู่ที่กรรม ไม่เนื่อง ด้วยพิธีรีตองต่าง ๆ ในภายนอกไม่เกี่ยวกับพิธี. ตัวอย่าง เช่น ว่า เราเป็นทหารเพราะว่า ประพฤติกระทำอย่างทหาร หรือว่า เพียงสวมเครื่องแบบเป็นทหารเข้าไป แล้วทำพิธีปฏิญาณตัว อย่างนี้ ; ถ้าใครคิดว่า เป็นทหารเพียงสักว่าสวมเครื่องแบบทำ พิธีปฏิญาณตัวแล้วเป็นทหาร อย่างนี้มันอยู่ในพวกอาศัยพิธี. แต่ถ้าใครคิดว่า สวมเครื่องแบบอะไรก็ตามใจ พิธีไม่พิธีก็ไม่รู้ แต่ว่าประพฤติหน้าที่อย่างทหารโดยสมบูรณ์แล้วนี่เรียกว่า อิงอาศัยกรรม คือการกระทำ ถ้ามีคู่อย่างนี้แล้ว พุทธศาสนา อยู่ในพวกที่อาศัยกรรม หรืออิงอาศัยกรรม ยึดถือกรรมเป็น หลัก และปัดพิธีรีตองต่าง ๆ ทิ้งออกไปโดยสิ้นเชิง ; แต่ พวกพุทธบริษัทบางพวก เขาประกอบพิธีอะไรต่าง ๆ นั้น มันเป็น เรื่องสิทธิของเขา เราไปว่าเขาไม่ได้. แต่ขอให้เข้าใจว่า นั่นมัน ไม่ใช่หลักของพุทธศาสนา ขอให้เข้าใจถูกต้องไว้อย่างนี้ก็แล้ว กัน ; เพราะว่าท่านทั้งหลายอาจจะไปเห็นพุทธบริษัทบางคน ทำพิธีรีตองอะไรต่าง ๆ นั่นเป็นความเข้าใจผิดของเขาเอง, หรือ ว่าเขาถือหลายอย่าง. เขาถือรวม ๆ คราวเดียวกันหลายอย่างก็ ๑๕๖ เ 6 ก v เ เข ฿ เข เจ เช ถ้า ค ท ท 2 แ ที่
น.436 แล้วกัน เราอย่าไปว่าเขาดีกว่า อาตมาพยายามจะชี้แต่ในลักษณะ ที่ว่า อันไหนเป็นพุทธศาสนาที่แท้จริงเท่านั้น. หมวดถัดไป ซึ่งค่อยละเอียดยิ่งขึ้นทุกทีนั้น ก็มีคู่เปรียบ เทียบอย่างนี้ว่า : พวกหนึ่งมีความคิดว่า เที่ยง เช่นว่าอะไรทุกอย่างนี้มัน เที่ยง เช่นเป็นไม้นี้มันก็ต้องเที่ยง เป็นก้อนหินก็เที่ยง เป็นสัตว์ก็ เที่ยง เป็นคนก็เที่ยง เที่ยงจนกระทั่งว่าเราคนนี่ ตายแล้วก็ไปเกิด เป็นคนนี้อีก อย่างนี้อีก มีอะไรอย่างนี้อีก คนเดียวกันนี้อีก. พวกนี้ ถือว่าเที่ยง อะไร ๆ เที่ยง เขาเรียกว่า สัสสตวาทะ . ส่วนพุทธ- ศาสนาไม่ถืออย่างนั้น ไม่ยอมรับว่าเป็นอย่างนั้น แต่ถือว่ามันเป็น ไปตามปัจจัย คือตามเหตุตามปัจจัยของมัน มันจะเที่ยงหรือจะ ไม่เที่ยง จะเป็นมาอีกหรือจะเป็นอย่างอื่น นี้มันแล้วแต่เหตุ แล้วแต่ ปัจจัยของมัน. พวกหนึ่งถือว่าตายแล้วสูญ ตายแล้วไม่มีอีก ตายแล้วสูญ กัน เลิกกัน ไม่มีตัวไม่มีตน หรือที่เป็นมากกว่านั้น ก็ว่าแม้เดี๋ยวนี้ก็ ไม่มีตัวตน อย่างที่ลัทธิ Nihilism ไม่ยอมรับว่ามี เรา อย่างนี้ เพื่อจะทำอะไรตามต้องการ ; นี้ก็เรียกว่า พวกที่ถือว่าสูญ ขาด สูญ, ตายแล้วสูญ ส่วนพุทธศาสนาไม่ยอมรับอย่างนั้น แต่กลับ ว่า แล้วแต่เหตุแล้วแต่ปัจจัยของมัน . นี่ท่าน จำคำว่า แล้วแต่ เหตุ แล้วแต่ปัจจัยของมันไว้ให้ดี. พวกหนึ่งถือว่า ตายแล้วเกิดอีก, หรือตายแล้ว ไม่เกิดอีก, หรือว่าตายแล้วเกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มี , นี่ตั้งสามอย่าง ขอให้ สังเกตดูให้ดี ๆ ว่าตั้งสามอย่าง ; คือคนบางพวกถือว่า ตายแล้ว เกิดอีก ยืนยันอย่างนี้, อีกพวกถือว่าตายแล้วไม่เกิดอีก, อีกพวก ๑๕๗
น.437 หนึ่งถือว่า เกิดบ้างไม่เกิดบ้าง, เกิดก็มีไม่เกิดก็มี. แต่พุทธศาสนา ถือว่า ไม่ถูกทั้งนั้น มันแล้วแต่เหตุแล้วแต่ปัจจัยของมัน คือมี หลักอยู่ว่า แล้วแต่เหตุแล้วแต่ปัจจัยของมัน และกล่าวว่าสิ่ง ทั้งหลายเป็นไปตามเหตุเท่านั้น. นี่ก็เพราะเหตุว่า พุทธศาสนา ไม่ถือว่ามีคน. คนนั้นคนนี้ ; เพราะมีหลักเป็น สุญญวาท หรือ เป็นอนัตตา อย่างที่กล่าวแล้ว ; เพราะฉะนั้นจึงมีหลักเด่นขึ้นมา ทันทีว่า สิ่งทั้งหลายจะต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน เรียกว่า ยถาปัจจยวาท : เป็นไปตามปัจจัยของมัน ; ในเมื่อ คนอื่นพูดว่า เที่ยงแท้แน่นอน หรือว่าขาดสูญเลย หรือว่าเกิด อีก หรือไม่เกิดอีก หรือว่าเกิดบ้างหรือไม่เกิดบ้าง อย่างนี้เยอะแยะ ไปหมด. ทางพุทธศาสนามีหลักว่าแล้วแต่เหตุแล้วแต่ปัจจัยของ มัน ไม่ยอมบัญญัติสิ่งใดตายตัวลงไป. พุทธศาสนาถือเป็นอุดมคติ ที่จะไม่บัญญัติสิ่งใดโดยส่วนเดียว ; เขาเรียกว่า ไม่บัญญัติสิ่ง ใดลงไปในส่วนเดียวว่า ชั่วแน่ดีแน่ อะไรแน่โดยส่วนเดียว ; จะ ถือว่าแล้วแต่เหตุแล้วแต่ปัจจัย แล้วแต่สมมุติแล้วแต่บัญญัติ. คน เรานี้ชอบพูดอะไรโดยเป็นส่วนเดียว เป็นนิสัย เป็นสัญชาตญาณ เช่นพูดว่า : นี้ดี นี้ไม่ดี อย่างนี้ ; แต่ที่แท้นั้นมันไม่ใช่อย่าง นั้น ในบางแง่มันดี ในบางแง่มันไม่ดีก็มี : เพราะฉะนั้นจึงว่าแล้ว แต่เหตุแล้วแต่ปัจจัยของมัน. หมวดต่อไป ก็คือ หมวดที่สำคัญที่ควรจะต้องถือว่า เป็น ใจความสำคัญ ก็คือว่า มัชฌิมาปฏิปทา กับสุดเหวี่ยง . ฝ่ายหนึ่ง เป็นสุดเหวี่ยง อะไร ๆ เป็นสุดเหวี่ยงสุดโต่งไปหมดเลย ; ส่วน อีกฝ่ายหนึ่งนั้นเป็นมัชฌิมาปฏิปทา พุทธศาสนาอยู่ในพวกที่ เป็นมัชฌิมาปฏิปทา ไม่มีอะไรสุดเหวี่ยง ; และบางที่จะเป็นอันนี้ ๑๕๘
น.438 เสียอีก ที่จะเป็นความหมายเฉพาะ, เป็นลักษณะเฉพาะ เป็น Characteristic ของพุทธศาสนา คือ ลักษณะที่เป็นมัชฌิมา- ปฏิปทา. เพราะว่าในสูตรที่เป็นสูตรสำคัญในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ฉันไม่เคยได้ยิน ได้ฟังมาก่อน, ความจริง ข้อนี้ ฉันไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน คือเรื่อง มัชฌิมาปฏิปทา นี้" เขาแปลว่า ตรัสรู้เองแล้วก็นำมาสอน. ที่ว่าสุดเหวี่ยงสุดโต่งคือ Extreme, สุดเหวี่ยงสุดโต่งไป ทางใดทางหนึ่งนั้น ; ในครั้งพุทธกาลมีว่า พวกหนึ่งสุดโต่งไปใน ทางกามารมณ์, หมายความว่า วัตถุนิยมจัด : ลัทธิจารวากวาท โลกายตะ เอากามารมณ์เป็นนิพพาน เป็นสิ่งสูงสุดในลัทธิของ เขาเลยนี่สุดโต่งไปทางซ้ายคือกามารมณ์ อีกพวกหนึ่งสุดโต่ง ไปทางเกลียดกามารมณ์อย่างยิ่ง ไปทรมานกาย บำเพ็ญตบะ ทำให้กายนี้ทรุดโทรม เปื่อยเน่าไปเลย ไม่ให้เป็นที่ตั้งของ กามารมณ์ ; เพราะเขาเกลียดกามารมณ์ นี่สุดโต่งไปในทาง ตรงกันข้าม. อย่างแรกเขาเรียกว่า กามสุขัลลิกานุโยค แปลว่า จมอยู่ในกามเลย ; อย่างหลังเรียกว่าอัตตกิลมถานุโยค คือ ทรมานตน บำเพ็ญตน ไม่ให้เป็นที่ตั้งของกามารมณ์ไปเลย นี่ เรียกว่าสุดเหวี่ยงซ้ายสุดเหวี่ยงขวา. ส่วน พุทธศาสนาอยู่ที่ตรง กลาง คือมีหลักว่า ควรจัด ควรทำ กับสิ่งทั้งสองนี้อย่างไร ก็ทำไปให้ถูกต้องก็แล้วกัน อย่าให้มันเป็นโทษเกิดขึ้นมา ได้ ; เพราะว่าเรายอมรับว่า จะต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งปวง แม้แต่สิ่งที่เรียกว่ากามารมณ์ แต่มีหลักว่าอย่าเป็นโทษขึ้นมาก็ แล้วกัน. เพราะฉะนั้นพุทธบริษัท ที่เป็นฆราวาส ก็คงบริโภคกาม ได้ตามกฎเกณฑ์ที่ถูกต้อง ไม่ใช่จะต้องสละกามารมณ์ ; ถึงแม้ ๑๕๙
น.439 พวกบรรพชิต, สิ่งที่เรียกว่า รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส บางขนาด บางลักษณะ ก็ยังคงเกี่ยวข้องได้ แต่ไม่ใช่ด้วยความลุ่มหลง อย่าง นี้เป็นต้น : คือว่า บริโภคใช้สอยสิ่งที่เรียกว่าสวยงาม หรือว่า อร่อยหรืออะไรนี้ก็ยังได้ แต่ต้องด้วยสติปัญญาที่ไม่ใช่ความ ลุ่มหลง ; เพราะฉะนั้นจึงไม่ปฏิเสธโดยส่วนเดียว ไม่เอียงไป ในทางกามารมณ์และไม่เอียงไปทางตรงกันข้าม เรียกว่า อยู่ตรงกลาง คือมัชฌิมาปฏิปทา. จำคำว่ามัชฌิมาปฏิปทาไว้ อย่างนี้ก่อน เดี๋ยวนี้เราเรียกกันว่า ซ้ายสุด หรือขวาสุด ลัทธิอะไร ที่เราเรียกว่าซ้ายสุดหรือขวาสุดนั่นแล้ว ล้วนแต่ไม่ถูกทั้งนั้น มันต้องอยู่ที่ตรงกลาง คือชนะหรืออยู่เหนือเรื่อยไป. อีกอันหนึ่ง ที่จะต้องสังเกตก็คือว่า มีคนเข้าใจผิดว่า พุทธศาสนาเพ่งเล็งในแง่ร้าย เห็นเป็นทุกข์ไปหมด เป็น Pessimistic ; เขาชอบตรงกันข้ามคือเป็น Optimistic ชอบเล็งในแง่ดี. นี้เขาก็เหมาเอาเอง ว่า พุทธศาสนาเป็นอย่าง นั้น พุทธศาสนาเป็นอย่างนี้. แต่ที่แท้ แล้ว พุทธศาสนาก็คง อยู่ตรงกลางตามเดิม ไม่ใช่ Pessimistic และไม่ใช่ Optimistic ; คือไม่ได้เล็งสิ่งใดในแง่ร้ายโดยส่วนเดียว ไม่ได้เล็งสิ่งใดใน แง่ดีโดยส่วนเดียว ; กลับมีความรู้ที่ถูกต้องว่า เราอาจจะแก้ไขสิ่ง ที่ร้ายให้กลายเป็นสิ่งที่ดี ตามที่เราต้องการก็ยังได้. แต่ว่าโดย แท้จริงหรือโดยเด็ดขาดนั้น เราไม่หลงในดีหรือชั่ว ดีหรือร้าย เราต้องการจะมีจิตใจอยู่เหนือดีเหนือร้าย คือไม่หวั่น ไหวไปตามดีตามร้าย ; เพราะฉะนั้น พุทธศาสนาจึงเป็น มัชฌิมาปฏิปทา คือไม่เข้าไปเกี่ยวกับ Pessimistic หรือ Optimistic ที่เป็นความรู้สึกของคนสามัญในโลก. แม้นี้ก็เป็น ๑๖๐
น.440 ความหมายของมัชฌิมาปฏิปทา คือตั้งอยู่ที่ตรงกลาง เรียกกัน ว่า เดินสายกลาง อะไรทำนองนี้ ; แต่มันยังมีความหมายมาก กว่านี้ เราเอาไว้พูดกันวันหลังดีกว่าสำหรับคำ ๆ นี้. หมวดสำหรับเปรียบเทียบต่อไปก็คือ : ยอดสุดของสิ่งที่ ปรารถนา ; เราเล็งเอายอดสุดของสิ่งที่จะปรารถนา ดังที่เรียก เมื่อการบรรยายคราวแรกว่า ดีที่สุดของมนุษย์. อันนี้บางพวก หรือบางฝ่าย เขาถือเอาความสุขที่มีเหยื่อเป็นความสุข โดยเฉพาะ ก็คือกามารมณ์อีกนั่นเอง เขาเรียกว่า "สามิสสุข” คือสุขที่ ประกอบอยู่ด้วยอามิสหรือเหยื่อ. สุขที่มีเหยื่อเรียกว่า "สามิสสุข." ส่วนพุทธศาสนาเล็งถึงสุขที่ไม่มีเหยื่อเรียกว่า "นิรามิสสุข" สุขที่ไม่มีเหยื่อคือนิพพาน. ข้อนี้ต้องเล่าเรื่องถึงสภาพที่เป็นอยู่ในครั้งโน้นว่า พวกลัทธิ ต่าง ๆ ที่มีอยู่ก่อนพุทธศาสนานั้น ได้บัญญัติเอากามารมณ์สูงสุด กามารมณ์เต็มที่ ว่าเป็นนิพพานไปก็มี ; บางพวกไปบัญญัติ ความสุขที่เกิดแต่สมาธิ, เป็นนิพพานก็มี คือเขาเกลียดกามารมณ์ เหมือนกันแล้วก็ไปติดสมาธิ ความสุขที่เกิดขึ้นในขณะของสมาธิ ของฌาณ ที่พวกโยคี มุนี ฤๅษี ค้นคว้ากันอย่างยิ่งนั้น พบแล้ว ได้ความสุขใจขึ้นมาอย่างนี้แล้วนั้น เขาบัญญัติอย่างนี้ว่า เป็น นิพพาน ; และมีความสุขที่รู้สึก เป็นเวทนา รู้สึกเป็นสุข เป็น นิพพาน. ความสุขที่เกิดจากสมาธิอย่างนี้ มีหลาย ๆ พวกหลาย ๆ ชั้น ; แต่เขาแบ่งเป็นสองพวก คือว่า อาศัยสิ่งที่มีรูปร่างมาเป็น วัตถุสำหรับทำสมาธินั้นอย่างหนึ่ง, แล้วอาศัยสิ่งที่ไม่มีรูปร่าง เช่นความว่างเป็นต้น มาเป็นวัตถุสำหรับทำสมาธินี้อีกอย่างหนึ่ง เป็นสมาธิที่สูงขึ้นไปอีก แต่ก็เรียกว่าสุขที่เกิดแต่สมาธิด้วยกัน ๑๖๑
น.441 ทั้งนั้น. พวกนี้ถือว่า ความสุขเลิศสุดเพียงเท่านี้ไม่มีความสุขใดยิ่ง ไปกว่านี้ แล้วบัญญัติสุขเช่นนี้ว่า เป็นนิพพาน. ส่วนพุทธศาสนา ไม่เอาเลย ตัดอันนี้ทิ้งออกไป คือจะเป็นกามสุขก็ดี รูปสุขก็ดี อรูปสุขก็ดีเหล่านี้ บัญญัติว่าไม่ใช่สุข คือปัดทิ้งออกไปเลย ; เอา สิ่งที่เป็นความดับสนิทของความยึดมั่นถือมั่นในความสุขเหล่านั้น ว่าเป็นนิพพาน ; เพราะฉะนั้น นิพพานของพุทธศาสนานี้จึง เล็งถึงความสุขที่ไม่มีเหยื่อ ; นิพพานของพวกอื่น เล็งถึง ความสุขที่มีเหยื่อเป็นคู่เปรียบเทียบอย่างนี้ ที่นี้ เรื่องที่จะช่วยให้สังเกตได้ต่อไปอีก, ถ้าท่านเป็นนัก ศึกษาก็สังเกตได้ต่อไปอีก, อาตมาจะยกมาให้เห็นเป็นตัวอย่าง อย่างว่า สมณะกับพราหมณ์ ซึ่งก็จะได้ยินคำว่า "สมณะกับ พราหมณ์ ๆ สมณะกับพราหมณ์ นี้มากที่สุดในพระไตรปิฎกใน คัมภีร์ของพุทธศาสนา ; แล้วเขาก็ยกเอาสมณะกับพราหมณ์ เป็นบุคคลสำคัญสองประเภท ในฐานะที่เป็นนักศึกษาและผู้ สั่งสอน. ถ้าว่าสมณะหรือพราหมณ์ทั้งหลายไม่คัดค้านละก็ ว่า สิ่งนี้ถูก ถ้าสมณะหรือพราหมณ์คัดค้านละก็ ว่าสิ่งนี้ผิด มันมีอยู่ สองคำ ว่าสมณะและพราหมณ์ในระหว่างสองอย่างนี้ พุทธ- ศาสนามีแต่สมณะ และไม่มีพราหมณ์ คือมันตรงกันข้ามเสีย เลย. สมณะ คือผู้ที่หลีกจากความไม่สงบ ไปมีชีวิตอยู่อย่าง มีความสงบ เพราะฉะนั้นจึงเป็นนักบวชและเรียกว่าสมณะ ตาม ความหมายของคำว่า สมณะ แปลว่า สงบ. คำว่าพราหมณ์นั้นจึงเป็นพวกอื่นที่ไม่ใช่พุทธศาสนา ระบุ ตรง ๆ ลงไปก็คือ ศาสนาพราหมณ์ เขาจึงมีพราหมณ์ตั้งอยู่ใน ๑๖๒
น.442 สถานะเช่นเดียวกับที่ฝ่ายนี้มีสมณะ คือเป็นผู้ปฏิบัติ เป็นผู้รู้และ ผู้สั่งสอน ซึ่งเขามีพราหมณ์เป็นผู้รู้ ผู้ปฏิบัติ และผู้สั่งสอน พุทธศาสนาก็มีสมณะเป็นผู้รู้ผู้ปฏิบัติเป็นผู้สั่งสอน ; อย่าเอา สมณะกับพราหมณ์ไปปนกันเข้า ; นี่เพื่อรู้จักแม้แต่ที่เราจะ เรียกว่าเจ้าหน้าที่ของพุทธศาสนา กับเจ้าหน้าที่ของลัทธิอื่น ที่ ไม่ใช่พุทธศาสนา ก็ยังต่างกันอย่างนี้. พวกพราหมณ์เขาก็อยู่บ้านเรือนมีบุตรภรรยาเหมือนคน ธรรมดา ; แต่ตั้งอยู่ในฐานะเป็นปูชนียบุคคล คนทั้งหลายนับถือ บูชา, เ ขาก็เอาอะไรไปให้ เอาข้าวไปให้ เ อาเงิน เอาอะไรไปให้ จนพวกพราหมณ์เป็นอยู่ได้โดยไม่ต้องทำอาชีพอะไร. ส่วนพวก สมณะนี้ โดยทั่วไปเขาก็ให้ทาน คือว่า เขาถือว่าเป็นผู้ทำประโยชน์ แล้วเขาก็อยากจะเอาบุญ เขาก็ให้ทาน สมณะมีชีวิตอยู่ด้วยการ ขอทาน แต่ไม่ใช่ขอทานอย่างธรรมดา. มันเป็นการขอทานอย่างที่ ว่าเป็นเจ้าหนี้ เพราะว่าได้ทำความดีไว้สูงสุดกว่าสิ่งที่คนจะเอาไป ให้ ; เขาไม่ถือว่าเป็นลูกหนี้ แต่เขากลับถือว่าเป็นเจ้าหนี้ เพราะ ฉะนั้นคนทั้งหลายจึงอยากจะทำบุญกับสมณะ ในความหมาย อย่างนี้. ส่วนพวกพราหมณ์ก็มีความหมายคล้าย ๆ กัน แต่มันเป็น เรื่องที่มากมาย ร่ำรวยไปเลย เพราะเขามีบ้านเรือน ; อย่างที่ เห็นได้ง่าย ๆ ก็คือว่า พวกพราหมณ์มีหน้าที่จะต้องเรียนจบ ไตรเพท : คือพระคัมภีร์ของฝ่ายพราหมณ์ทั้งหมดอยู่ในตัวเขา เขาไม่มีการพิมพ์การเขียนไว้ มันก็อยู่ในใจของเขา อย่างที่เรียกว่า เป็นหนังสือที่มีชีวิต. เขาท่องอยู่ทุกวัน ๆๆ จนตลอด ; ใครถาม ตรงไหนก็ได้ อย่างนี้ก็เรียกว่ามันเป็นหน้าที่ของเขา ซึ่งคนอื่นควร จะช่วยเหลือเขา ด้วยอาหาร หรือด้วยสิ่งที่เขาต้องการ เพราะ ๑๖๓
น.443 ฉะนั้น สมณะกับพราหมณ์นี้ไม่เหมือนกัน แต่ว่าใช้ปนเปกัน ไปหมด บางทีก็เอาอันนี้ไปใช้ในฝ่ายโน้น เอาฝ่ายโน้นมาใช้ใน ฝ่ายนี้, บางทีพระพุทธเจ้าก็เอาคำว่าพราหมณ์มาใช้ฝ่ายนี้ แต่ ให้คำบัญญัติเสียใหม่ ว่า พราหมณ์นั้นเป็นผู้หมดบาป, ต้องหมด บาปแล้ว ต้องไม่มีกิเลส ไม่ใช่หมดบาปตามความหมายของ พวกพราหมณ์ ที่ไปทำพิธีหรืออะไรอย่างนั้น, นั่นถือว่าเป็นการ พูดอย่างทำนองล้อเลียน หรือว่าพูดให้เกิดความรู้สึกอย่างอื่น มากกว่า โดยเนื้อแท้แล้วมันมีอย่างที่ว่านี้. ทีนี้ พูดเฉพาะพวกนักบวช นักบวช คือว่าพวกที่ออก ไปจากเรือน แล้วไปมีชีวิตอยู่อย่างนักบวช. พวกที่เรียกว่า นักบวชนี้ในอินเดีย หรือว่าในที่ทั่วไปก็ได้ เขาถือว่ามีอยู่สองพวก คือพวกที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ และไม่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ ; พวกที่ เกี่ยวข้องกับมนุษย์เขาเรียกว่า สันยาสี สันยาส. หรือ สันยาสี พวกนี้อยู่ในที่สงัดปฏิบัติหรือทำความเพียรก็จริง แต่แล้วก็เกี่ยว ข้องกับมนุษย์ เพื่อการสั่งสอน หรือเพื่อทำประโยชน์แก่มนุษย์ เป็นนักบวชประเภทเกี่ยวข้องแก่มนุษย์. อีกพวกหนึ่งเรียกว่า วนปรัสถ์ ไม่ยอมติดต่อกับมนุษย์ อย่างนี้เป็นต้น. ถ้าในสองอย่าง นี้แล้ว ภิกษุ ในพุทธศาสนาเป็นพวก สันยาสี คือ เกี่ยวข้องกับ มนุษย์. ทีนี้ เรามาเล็งถึง สิ่งที่จะเกี่ยวข้องกับเราบ้าง หมวดสุดท้าย นี้อาตมาอยากจะให้คู่เปรียบว่า มีอะไรเป็นเครื่องปรากฏ, มี ลักษณะเป็นเครื่องปรากฏเป็น Characteristic ให้สังเกตเห็น อย่างนี้. พวกหนึ่งมีความเชื่อหรือความเพียร หรือความภักดี อะไรเหล่านี้เป็นเครื่องปรากฏ ; ให้เห็นว่าเคร่งมาก เสียสละมาก ๑๖๔ F ใ เ C 6 S 4 9 เ 60 มี ส ก 1
น.444 เคร่งเครียดมาก แม้เผาตัวทั้งเป็นอะไรนี้ก็ยังได้ เพราะเชื่อมาก เผาตัวทั้งเป็นบูชาพระเป็นเจ้า พระศาสดาอะไรไปเลยนี้ก็ได้ มีความเชื่อ มีความเพียร มีความเคร่งครัดนี้เป็นลักษณะปรากฏ. ส่วนอีกพวกหนึ่งที่ตรงข้ามนั้น มีปัญญาคือความรู้ที่ถูกต้อง กระทำอยู่อย่างถูกต้อง ; รู้อย่างถูกต้องกระทำอยู่อย่างถูกต้อง นี้ เป็นเครื่องปรากฏ. ถ้ามีเป็นสองอย่าง สองฝ่ายอย่างนี้แล้ว พุทธศาสนาอยู่ในฝ่ายที่มีปัญญา เป็นเครื่องปรากฏ แสดง ความรู้ที่ถูกต้อง และการกระทำที่ถูกต้อง เป็นลักษณะ ไม่มี ความเชื่อ หรือความเพียรอะไรทำนองนั้นเป็นเครื่องปรากฏ ; ทั้งนี้ก็เพราะเหตุว่า ตามหลักนี้ย่อมอิงอาศัยปัญญา ซึ่งจะต้อง เดินไป ตามแนวของวิชา หรือเหตุผล สบหลักวิชาที่เรียกว่า Scientific ต้องเอาปัญญามา ต้องเอาเหตุผลมาพิจารณาให้ เห็นว่า มันเป็นสิ่งที่สบกันกับหลักวิชา หรือเหตุผล เป็นวิทยา- ศาสตร์ ; หรือว่าเข้ากันได้กับหลักที่จะใช้ในทางวิทยาศาสตร์. นี้ มีปัญญา เป็นเครื่องปรากฏ, หรือแม้ที่สุดจะเอาเหตุผลตามทาง ตรรก ทาง Logic นี่ก็ยังได้ ในบางอย่างในบางกรณี. ทั้งนี้ล้วน แต่เป็นเรื่องที่ใช้ปัญญาทั้งนั้น จะเป็นปัญญาขนาดที่เป็นศาสตร์ ; เป็น Science หรือแม้แต่ว่าเป็น ตรรก ; เป็น Logic ก็ตาม มันต้องทนต่อการพิสูจน์ทั้งนั้น. ถ้าไม่ทนต่อการพิสูจน์แล้ว เรา ไม่ถือว่ามีปัญญาเป็นเครื่องปรากฏ พุทธศาสนาอยู่ในประเภท ที่ว่า จะต้องมีการสบหลักวิชา เป็นไปตามเหตุผล และทนต่อการ พิสูจน์ ความหมายสำคัญอยู่ตรงที่ทนต่อการพิสูจน์ ; เหมือน เราอยากจะรู้ว่า นี่เป็นอย่างไร เราก็พิสูจน์ทุกวิถีทาง, เหมือนช่าง ทองพิสูจน์ทอง พิสูจน์ทองปลอมทองจริงอะไรทำนองนี้. มันต้อง ๑๖๕
น.445 ทนต่อการพิสูจน์ในลักษณะนั้น จึงจะเรียกว่าเป็นไปตามหลัก วิชา ; ในเมื่อฝ่ายตรงข้ามจะอาศัยความเชื่อหรือความเพียร หรือการกระทำอย่างเคร่งเครียด น่าอัศจรรย์เป็นปาฏิหาริย์ เหลือวิสัยของมนุษย์อะไรก็ตาม อย่างนี้ไม่ใช่พุทธศาสนา. พอมาถึงตรงนี้บางคนอาจจะนึกว่า ได้ยินข่าวว่า พระพุทธ- เจ้าก็แสดงปาฏิหาริย์ นี่ขอให้เข้าใจให้ถูกเสียใหม่ว่า ปาฏิหาริย์ ของพระพุทธเจ้านั้น มันมีอีกความหมายหนึ่ง ไม่ใช่อิทธิปาฏิหาริย์ มหัศจรรย์เหนือวิสัยมนุษย์ เป็นมายา. ปาฏิหาริย์ของพระพุทธ- เจ้าในพระพุทธศาสนานั้น หมายถึง การใช้ความรู้หรือปัญญา ที่ทนต่อการพิสูจน์ให้เขาแล้ว เขายอมแพ้ เขายอมเชื่อ ยอมกลับใจ ยอมแพ้ เพราะได้เหตุผลที่ทนต่อการพิสูจน์ ถ้าใครทำได้อย่างนี้ เรียกว่าคนนั้นมีปาฏิหาริย์ ไม่ใช่ปาฏิหาริย์เหาะได้ ดำดินได้ ทำอะไรได้อย่างที่พูด ๆ กัน. ที่เรียกว่าอิทธิปาฏิหาริย์นั้นเป็นสิ่ง ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสห้ามไว้โดยเด็ดขาดว่า ห้ามไม่ให้สาวก กระทำ และถ้าไปกระทำเข้าถือว่านอกรีต หรือหากินนอกรีต ; และว่า ถ้ามีผู้ใดให้สิ่งใดตอบแทนมา โดยเข้าใจว่าผู้นั้นมีฤทธิ์ ปาฏิหาริย์แล้ว สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่กินไม่ได้ ใช้ไม่ได้ เป็นสิ่งที่ สกปรกเกินไป กว่าที่จะเอามาใช้มากินได้. นี่ท่านห้ามการ แสดงปาฏิหาริย์, อิทธิปาฏิหาริย์, และท่านห้ามการใช้ การ บริโภคประโยชน์ หรือสิ่งใดที่ได้มาจากการแสดงปาฏิหาริย์ ห้ามไว้ถึงสองซ้อนอย่างนี้ ; เพราะว่าไม่ต้องการใช้สิ่งที่เป็น การหลอกลวง หรือเป็นมายา ; หรือที่เราเรียกในที่นี้ว่า ไม่สบ หลักวิชา ไม่ทนต่อการพิสูจน์. เพราะฉะนั้นถ้าสาวกองค์ใดจะ แสดงปาฏิหาริย์ก็ทำได้แต่เฉพาะทางที่จะต้องใช้สติปัญญาให้เขา ๑๖๖
น.446 เกิดสติปัญญา ให้เขาเข้าใจความจริงข้อนี้ด้วยเหตุผลที่ทนต่อการ พิสูจน์ สามารถที่จะกลับคนที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ให้มากลายเป็นคน มีสัมมาทิฏฐิ คือรู้ดีรู้ถูกไปได้ ; เพราะเหตุนั้น เราไม่ใช้อำนาจ บังคับ. เราไม่ใช้ปาฏิหาริย์หลอกลวงกัน เราต้องใช้ปัญญา เรื่อยไป จนกล่าวได้ว่าเป็นศาสนาแห่งปัญญา เป็นศาสนา แห่งเหตุผล เป็นศาสนาที่ต้องการสิ่งที่ทนต่อการพิสูจน์ อย่าง นี้จึงจะเรียกว่าเป็นพุทธศาสนา ; เพราะฉะนั้นขอให้ยึดคำว่า ปัญญา นี้เป็นหลักไว้ที่ก่อน จนกระทั่งรู้ว่า เราถือว่าพ้นทุกข์ได้ เพราะปัญญา นี่มันก็ลงรอยกันหมดตั้งแต่ต้นจนปลาย. ตามที่กล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่า เพราะเหตุมีปัญญา มีความรู้ ที่ถูกต้อง จึงทำให้ไม่ต้องมี รูปเคารพ, ไม่ต้องหลงว่ามีของคู่, ไม่ต้องหลงว่ามีตัวตน, ไม่หลงว่าทำแล้วไม่เป็นการกระทำ, ไม่หลงว่าไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย, ไม่หลงทำอะไรสุดโต่ง ทางซ้าย สุดหรือทางขวาสุด, ไม่หลงกามสุขเป็นนิพพาน อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่าพ้นทุกข์ได้ด้วยปัญญา แต่ท่านมีคำเฉพาะ อีกคำหนึ่งเรียกว่า "สัมมาทิฏฐิ" เพราะฉะนั้นเราจึงถือหลักว่า สัมมาทิฏฐิเป็นหลักใหญ่ ตรงกันข้ามกับอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเป็น มิจฉาทิฏฐิ. คำคู่ ๆ นี้ก็คือ สัมมาทิฏฐิ กับ มิจฉาทิฏฐิ. เราจะต้องอยู่ ในฝ่ายที่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ นั่นคือเล็งถึงปัญญา. "สัมมา" แปลว่าถูกต้อง "ทิฏฐิ" แปลว่า ความคิดเห็น ความเข้าใจ ความ เชื่อ หรืออะไรก็ตาม ที่เรียกว่า ทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิ ก็แปลว่ามีทิฏฐิ ถูกต้อง นี้คือตัวเครื่องที่แท้จริงที่จะทำให้พ้นทุกข์ เขาจึงกล่าว เป็นหลักไว้ว่า "สมฺมาทิฏฐิสมาทานา สพพ ทุกฺขํ อปจจคุํ" ๑๖๗
น.447 นี่คือหัวใจอันหนึ่ง ของพุทธศาสนาว่า “ล่วงพ้นความทุกข์ทั้ง หลายทั้งปวง ได้เพราะสมาทาน สัมมาทิฏฐิ" . สมาทาน สัมมาทิฏฐินี้หมายความว่า : เรามีหลักแห่งสัมมาทิฏฐิถืออยู่ ปฏิบัติอยู่อย่างมั่นคง ; เขาเรียกว่าสมาทานไม่ได้หมายความ ว่า : สมาทานนี้ไปสัญญาแต่ปาก เหมือนสมาทานศีล รับศีลนี้ ไม่ถูก ไม่ใช่เลย. สมาทาน แปลว่าถือไว้อย่างดี, อาทานะ แปลว่าถือไว้, สํ ว่าอย่างดี ; สมาทาน แปลว่า ถือไว้อย่างดี คือปฏิบัติอยู่อย่างดี จึงจะเรียกว่าสมาทาน แล้ว การสมาทาน สัมมาทิฏฐิ หรือ สมาทานปัญญา อยู่อย่างดี นั่นแหละคือ หลักของพระพุทธ- ศาสนา ไม่ใช่สมาทาน ความเชื่อ หรือความหวัง หรือความเพียร อย่างตึงเครียด อย่างไม่มีปัญญา. นี้เป็นอันว่าเราได้แยกเพื่อทำ การเปรียบเทียบเป็นคู่ ๆ คู่ ๆ มาตามลำดับ เพื่อให้เข้าใจหลัก ทั่วไปของพุทธศาสนา เหมือนอย่างว่า เรามองดูจากข้างบน ดูลงมาข้างล่าง เป็น Bird's eyes view อะไรทำนองนี้ ให้เห็น ทั่วโลกกันทีก่อน. คิดดูกันทีเดียวทั้งโลก คือในโลกนี้มันมีระบบ ของศาสนาอยู่อย่างไรบ้าง ? แล้วเราอาจจะแบ่งเป็นฝ่าย หรือ เป็นพวกได้อย่างไร ? แล้วพุทธศาสนานี้อยู่ในพวกฝ่ายไหน หรือพวกไหน ? มันก็เป็นการง่ายที่สุดที่จะเข้าใจพุทธศาสนา ; เพราะฉะนั้นขอให้ท่านทำความรู้สึกสำนึกเหมือนกับว่า เราขึ้นไป อยู่สูงสุด แล้วก็มองดูลงมายังโลกทั้งหมด แล้วก็เห็นศาสนานั้น ศาสนานี้ มีอยู่ในประเทศนั้น มีอยู่ในประเทศนี้ ในยุคโน้น ในยุค นี้ ในยุคไหน ๆ ทั้งหมด. แล้วเรามาดูกันอีกทีว่า มันต่างกันอย่าง ไร เราก็เห็นว่ามันต่างกันอยู่อย่างลักษณะที่ว่ามานี้ โดยหลัก ๑๖๘
น.448 ใหญ่ ๆ หรือโดยหลักทั่วไป แล้วเราก็ศึกษา ให้รู้ว่า พุทธศาสนา มีหลักอย่างนี้ ๆ อย่างนี้อยู่ในฝ่ายนี้ เขียนเป็นสองฝ่าย เพื่อเปรียบ เทียบเป็นอันว่า เราได้พูดกันถึงหลักทั่วไป หรือแนวสังเกตทั่ว ๆ ไป โดยสังเขปของพุทธศาสนา ในลักษณะอย่างนี้ เพื่อสะดวก และง่ายดายแก่การที่เราจะศึกษาหลักพระพุทธศาสนาในวัน ต่อ ๆ ไป. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ เพราะหมดเวลาเพียง เท่านี้. ๑๖๙
Buddhadasa