น.450 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย, ในโอกาสแห่งการบรรยายครั้งที่หกนี้ อาตมาจะได้กล่าวถึง หลักสำคัญแห่งพุทธศาสนาต่อจากวันก่อนที่แล้วมา ซึ่งเราได้ กล่าวถึงหลักทั่วไป ส่วนในวันนี้เราจะได้กล่าวถึงหลักพื้นฐาน หรือที่เรียกว่าเป็น Principle ที่เป็น Foundational เป็น รากฐาน. ที่ว่าหลักทั่วไปในครั้งที่แล้วมานั้น มันเหมือนเราดูมาจาก ข้างบน ดูมาจากที่สูงข้างบนทั่ว ๆ ไป เราจะสังเกตเห็นลักษณะ โดยเฉพาะของพุทธศาสนาอย่างนั้น ๆ เหมือนว่าดูมาจากส่วน ข้างบน ส่วนในครั้งนี้ เราจะดูกันที่รากฐาน ; หลักที่เป็นรากฐาน เป็นพื้นฐาน นี้ก็หมายความเฉพาะที่เป็นหลักสำคัญ ที่เป็นใจ ความโดยเฉพาะของพุทธศาสนาเท่านั้น เพื่อจะไม่ให้พร่าไป และไม่ให้เตลิดออกไปนอกวง ไปปนเปกับสิ่งที่ไม่ใช่พุทธศาสนา แล้วเรียกว่าพุทธศาสนา. ถ้าโดยสรุปเราก็อาจจะตั้งคำถามขึ้น ว่า พระพุทธศาสนาโดยตรงนั้นสอนอะไร, คือสอนว่าอย่าง ไร ; เป็นว่าเรามีปัญหาขึ้นว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนอะไร นี่เรา ถือเอาตามพระพุทธภาษิตโดยตรง ที่พระองค์ตรัสว่า แต่ก่อนนี้ ๑๗๓
น.451 ก็ดี, เดี๋ยวนี้ก็ดี, ตถาคตบัญญัติ แต่เรื่องทุกข์ กับเรื่องดับไม่ เหลือแห่งทุกข์เท่านั้น ทีนี้ หัวข้อของเราจึงได้ว่า เรื่องทุกข์กับเรื่องความดับไม่ เหลือแห่งทุกข์ นี่คือเรื่องที่ทรงสอน. ทำไมจึงต้องกล่าวถึงข้อนี้ ก็เพราะเหตุว่า แม้คนในสมัยโน้นก็มีปัญหามาก มีเรื่องมาก และพร่าเลยขอบเขต จนไม่เห็นเรื่องที่สำคัญ. เรื่องที่สำคัญนั้นก็คือ เรื่องดับทุกข์ ; เรื่องอย่างนี้โดยเฉพาะในทางพุทธศาสนา เรียกว่า อาทิพรหมจรรย์ : คือเบื้องต้นของพรหมจรรย์ ; พรหมจรรย์ ก็คือการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ ; อย่างที่ได้กล่าวกันแล้วแต่วัน ก่อนว่า พรหมจรรย์นั่นแหละคือตัวศาสนา. ถ้าเป็นอาทิพรหม- จรรย์ก็หมายความว่า เป็นเงื่อนต้นของศาสนา ตั้งต้นลงที่ความ ทุกข์ แล้วก็ไปสู่ความดับทุกข์ ถ้าเรื่องใดไม่เกี่ยวอยู่ในแนวนี้เรื่อง นี้แล้ว ให้ถือว่านอกเรื่อง หรือไม่ใช่พุทธศาสนาโดยตรง เพราะ ฉะนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องที่คนชอบถามกันมาก เช่นถามว่าตายแล้ว เกิดไหม อะไรไปเกิด คนเดียวกันหรือเปล่า บุญบาปจะติดไป อย่างไร, บางคนไม่ยอมเชื่อว่า ถ้าไม่ใช่เรื่องนี้ละก็ ไม่ใช่พุทธ- ศาสนาไปเสียก็มี แต่ที่ถูกแล้วเรื่องอย่างนี้กลับไม่ใช่ตัวพุทธ - ศาสนา ไม่ใช่เรื่องพุทธศาสนา. พุทธศาสนาไม่ได้ต้องการจะตอบปัญหาว่า ตายแล้วเกิด หรือไม่, ไปเกิดอย่างไร, อะไรไปเกิด, บุญบาปติดไปอย่างไร, นี้ไม่ต้องการ ; และจัดเรื่องอย่างนี้ว่าเป็นเรื่องไม่จำเป็น คือ ไม่ใช่อาทิพรหมจรรย์ ไม่ใช่เรื่องดับทุกข์ ขืนพูดไปก็เสียเวลา เปล่า เพราะผู้ฟังก็ต้องเชื่อตามผู้พูด ผู้พูดก็พูดตามความคาดคะเน และแม้ว่าจะพูดกันอย่างไรสักเท่าไร มันก็ไม่ดับทุกข์ได้เพราะ ๑๗๔
น.452 เรื่องนี้ เพราะฉะนั้นจึงปัดทิ้งไป ให้เหลือแต่ว่าเรื่องดับทุกข์เป็น อย่างไร. หรือแม้ที่สุดแต่ว่า เรื่องทำบุญไปสวรรค์ อย่างนี้ก็ ไม่ใช่พุทธศาสนาโดยตรง เป็นพุทธศาสนาน้อยเกินไป เพราะว่าสวรรค์นั้นไม่ใช่ความดับทุกข์ และการทำบุญเพื่อไป สวรรค์นี้ มันมีมาแล้วตั้งแต่ก่อนพุทธศาสนาเขาสอนเขาเชื่อกันอยู่ แล้ว มันน่าขบขันมากที่ว่า คนบางคน อุตส่าห์ทำบุญด้วยหวังว่า จะให้ดี มีโชคร่ำรวยเร็ว ๆ เดี๋ยวนี้ที่นี่ อาตมาก็เคยประสบด้วย ตนเอง คือมีคนเอาวัตถุปัจจัยมาถวายแล้วก็ขอให้ให้พร ให้โชคดี ให้ร่ำรวยอะไรอย่างนี้ มันก็เป็นสิ่งที่น่าขบขัน ที่ว่านี่มันไม่ใช่ พุทธศาสนาเลย แม้แต่ว่าทำบุญเพื่อไปสวรรค์ มันก็ไม่ใช่พุทธ- ศาสนา. ขอให้ท่านทั้งหลายฟังดูให้ดีอีกสักหน่อยหนึ่งว่า แม้แต่เรื่อง กรรม ที่เพียงแต่จะพูดว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วนี้ มันก็ยังไม่ ใช่พุทธศาสนาที่สมบูรณ์ ; เพราะว่าทำดีมันก็ได้ไปเกิดดี มีอะไร ๆ อย่างคนดี แต่แล้วมันก็ยังมีความทุกข์ ตามแบบ ประสาของคนดี. ลองฟังดูให้ดี จะเกิดเป็นเทวดาหรือเกิดเป็นคน ชนิดไหน เป็นพระราชา หรือเป็นเศรษฐี ก็ยังมีความทุกข์อยู่ตาม แบบของคนดี ; เพราะฉะนั้น ต้องมีอะไรอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่ง ทำให้คนดี ๆ นี้ไม่เป็นทุกข์อีกทีหนึ่งนั่นแหละคือตัวแท้ของ พุทธศาสนา. เพราะฉะนั้นมันจึงได้แก่ การที่สอนให้รู้จักมีจิตใจ สูง ไม่ติดไม่ยึดทั้งในชั่วและในดี เรียกว่าจะให้หลุดพ้นอยู่เหนือ ความยึดมั่น แม้ในความดีนั้น จึงจะนอนสบาย. ถ้ายังติดมั่นอยู่ ในความดีแล้ว มันก็วิตกกังวลเป็นห่วงเร่าร้อนอยู่ เพราะฉะนั้น ขออย่าได้เข้าใจแคบ ๆ ว่า การสอนแต่เพียงว่า ทำดีได้ดี ทำชั่ว ๑๗๕
น.453 ได้ชั่วนี้ เป็นหลักพุทธศาสนาเต็มที่เสียแล้ว, ยังไม่ใช่. มันต้อง รู้จักทำจิตใจให้อยู่เหนือนั่นไปอีกทีหนึ่ง เหนือจนไม่ติดมั่นใน ความชั่วความดีแล้วมีจิตใจเป็นอิสระ เรียกว่าหลุดพ้น เป็นดับ ทุกข์สิ้นเชื้ออีกทีหนึ่ง นั้น จึงจะเป็นตัวพุทธศาสนา ; เพราะ ฉะนั้นจึงว่า พุทธศาสนาสอนเรื่องกรรมอีกกรรมหนึ่ง คือกรรม ที่สาม ที่สามารถจะหยุดจากการรบกวนของกรรมดีกรรมชั่วนี้ เสียได้ แล้วก็เลยสงบเป็นสุข. ก รรมที่สามนั่นแหละคือ เรื่องมรรค ผล นิพพาน จะเห็น ได้ว่าทั้งหมดนี้มันบ่งไปยังความดับทุกข์. ตัวแท้ของพุทธศาสนา ต้องบ่งไปยังความดับทุกข์โดยตรง ไม่ใช่มัวตั้งปัญหาว่า ตาย แล้วเกิด หรือไม่เกิด หรืออะไรทำนองนี้ ; นั่นมันไม่ใช่เรื่อง ความดับทุกข์ มันเป็นเรื่องงมงาย เพราะต้องเชื่อตาม ๆ กันไป. ถ้าเป็นเรื่องดับทุกข์แล้ว มันต้องฉลาดจนถึงรู้ว่า ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย ; กระทั่งรู้ว่าไม่มีบุคคลโดยแท้จริง มันเป็นเรื่อง สมมต ไม่มีคน แล้วใครจะเกิด ใครจะตาย มันก็เลยหมด ปัญหา เรื่องเกิด เรื่องตาย เรื่องใครเกิดใครตาย. เรื่องความรู้ที่สูงสุด มันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจึงสรุปความว่า เรื่องที่พระพุทธ- องค์ทรงสอนนั้น มีแต่เรื่องทุกข์ กับดับทุกข์สิ้นเชิงเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องถึงปัญหาว่า ตายแล้วเกิดหรือไม่ อะไรไปเกิดทำนอง นั้นเป็นต้น. หรือแม้ที่สุดแต่ว่า ทำบุญไปสวรรค์ เราต้องการจะ เหนือสวรรค์ขึ้นไป เพราะว่าสวรรค์ก็มีความทุกข์ ตามแบบ ของสวรรค์. ทีนี้ เราก็มีข้อที่จะต้องนึกกันขึ้น ก็คือข้อที่ว่าปัญหารีบ ด่วน, ปัญหารีบด่วน ก็คือว่า ดับทุกข์ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่ต่อ ๑๗๖
น.454 ตายแล้ว หรือชาติหน้าจึงจะดับทุกข์หรือจะบรรลุ มรรค ผล นิพพาน ไม่ใช่เช่นนั้น. ต้องที่นี่และเดี๋ยวนี้, จึงจะเป็นหลักของ พุทธศาสนา คือความดับทุกข์ที่หมายถึงในที่นี้. คนเขาสนใจ เรื่องตายแล้วเกิดหรือไม่นี้ เพราะเขาไปติดยึดที่เกิดทางเนื้อตัว ทางเนื้อหนังร่างกายที่เกิดจากท้องแม่และว่าหลังจากเข้าโลง ไปแล้ว มันจะไปเกิดอีกหรือไม่ อย่างนี้ไม่ใช่พุทธศาสนา. พุทธ- ศาสนานั้น ถ้าว่าพูดถึงเกิดแล้ว มันหมายถึง "การเกิดขึ้นแห่ง ความรู้สึก ว่าตัวฉัน." ในขณะใดเราโง่ไปมาก จนถึงเกิด ความรู้สึกเป็นตัวกู เป็นของกู อย่างนั้นอย่างนี้ ไปโกรธ ไป รัก ไปเกลียด ไปกลัวอะไร ๆ เข้าแล้วมีตัวกูอย่างนี้ ชั่วขณะ นั้นแหละเรียกว่ามีการเกิดขึ้นแห่งตัวกู ; มันเป็นการเกิด ขึ้นทางจิต ทางวิญญาณ หรือทางความคิดนึก ไม่ใช่เกิดทาง เนื้อหนัง ; เกิดอย่างนี้เป็นปัญหาโดยตรงที่จะต้องจัดการ อย่า ทำให้มันเกิด อย่าให้ตัวกูเกิด ก็ไม่เป็นทุกข์ แล้วการเกิดมาเป็น ตัวทางเนื้อทางหนัง มันก็พลอยไม่เป็นทุกข์ไปด้วย. ที่เรียกว่าเกิดมาเป็นเนื้อเป็นตัว เป็นคนทางเนื้อหนัง นี้มันขึ้น อยู่กับการเกิดทางจิตใจ คือเกิดความรู้สึกว่า เป็นฉัน เป็นกู ขึ้นมาแล้ว. เพราะฉะนั้นถ้าท่านต้องการจะเข้าใจพุทธศาสนาให้ ถูก ให้ตรง และโดยเร็วแล้ว ; จงตั้งใจศึกษาสังเกต ความ รู้สึกที่เกิดขึ้นในใจเป็นคราว ๆ ในเมื่อมันเกิดเรื่องอะไรขึ้น เกิดความรู้สึกขึ้นในใจเป็นคราว ๆ ว่า "กูอย่างนั้น กูอย่างนี้ ของกูอย่างนั้น ของกูอย่างนี้" พูดได้อย่างนี้, นั่นแหละคือเกิด ละ ; แล้วนี่แหละคือ ตัวทุกข์ เกิดทุกที เป็นทุกข์ทุกที. แล้ว เราต้องจัดการกับอาการอย่างนี้ ไม่ให้มันเกิด หรือให้มันเกิดแต่ ๑๗๗
น.455 น้อย เกิดแล้วรู้สึกตัวทันท่วงที ; อย่าอยู่ด้วยความรู้สึกชนิดนี้ ซึ่งเป็นความโง่ ความหลง ความเขลา ความมืด ความบอด ความ เร่าร้อน ความเศร้าหมอง. เราต้องอยู่ด้วยสติปัญญาที่สดใสแจ่มใส เหมือนที่เรา นั่งอยู่เดี๋ยวนี้ เพราะเรายังไม่มีเรื่องตัวกู ของกู อะไรที่ไหน มันจึงยังผ่องใสแจ่มใส เป็นว่างจากตัวกูอยู่ คือ ยังไม่เกิด. ถ้าความรู้สึกว่า "ตัวกู" ไม่เกิด มันก็สงบอยู่ไม่มีทุกข์เลย พอความรู้สึกว่าตัวกูเกิด มันก็เป็นทุกข์ ; ส่วนเนื้อหนังร่างกาย นี่ มันพลอยทุกข์ หรือพลอยไม่ทุกข์ ไปตามความเกิด หรือ ไม่เกิดแห่งความรู้สึกว่า "ตัวกู หรือ ของกู" นี่แหละ คือใจ ความที่มุ่งหมายจะศึกษากัน. เพราะฉะนั้นเราต้องรีบด่วน มีปัญหารีบด่วน ที่จะขจัด ปัญหาเรื่อง การเกิดแห่งตัวกู ของกูทางความรู้สึกเสียก่อน ; อย่าเพ่อไปตั้งปัญหาว่า เข้าโลงแล้วเกิดหรือไม่ ไปเกิดอย่างไร อะไรทำนองนี้ นั่นมันเรื่องงมงาย มันไม่ใช่ตัวปัญหา. เพราะ ฉะนั้นเราจึงได้ปัญหารีบด่วนมา อยู่ตรงที่ว่า จะดับทุกข์โดย เร็วอย่างไร อย่าไปมัวพะวงว่าเรื่องเกิดอย่างไร อะไรอย่างไร. เรื่องนี้ เปรียบเทียบโดยอุปมา พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เหมือน กับคนถูกยิง สมัยโบราณก็ยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษ เขาถูกยิงแล้ว ควรจะทำอย่างไร ? เขาควรจะไปมัวตั้งปัญหาว่า ใครยิงฉัน ยิงเพราะเหตุใด ยิงด้วยลูกศรชนิดไหน อาบยาพิษอะไร คันศร ทำด้วยอะไรเป็นต้น จิปาถะไปหมด, หรือว่าเขาควรจะตั้งปัญหา ว่า เดี๋ยวนี้เราจะชักลูกศรออกอย่างไร แล้วจะรักษาแผลอย่างไร นี่จะเลือกเอาข้างไหน ? อันไหนเป็นปัญหารีบด่วนกว่ากัน ? ถ้า ๑๗๘
น.456 เขาไปมัวสอบถามเสียก่อนว่าทำไมจึงมายิง ยิงด้วยลูกศรอะไร ฯลฯ แล้วจึงจะจัดการรักษาเช่นนี้ เขาก็ตายเสียก่อน เวลามันไม่ พอ ; เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ทันเวลา เขาต้องทำการชักลูกศร ออกทันที แล้วรักษาพิษแผลของลูกศรให้หายเสีย. นี้ก็เหมือน กัน อย่าไปมัวตั้งปัญหาว่า นรกอยู่ที่ไหน สวรรค์อยู่ที่ไหน ตาย แล้วไปเกิดหรือไม่ มันเนิ่นช้ามากเกินไป ; เพราะฉะนั้นจง ตั้งปัญหาตรงไปยังว่า : เดี๋ยวนี้เรากำลังมีความทุกข์ มีความ หม่นหมอง มีอะไรที่เรียกว่าเป็นความทุกข์หรือไม่ แล้วจะ ขจัดมันออกไปอย่างไร. ให้ศึกษาแต่แนวนี้เดี๋ยวจะไปจน ถึงเรื่อง ไม่มีตัวของกู ทำไม่ให้ตัวกู ของกูเกิด แล้วก็ไม่มีคนที่ จะเกิดจะตาย มันว่างจากคนไป ; เพราะฉะนั้นปัญหารีบด่วน ก็คือ รีบศึกษาเรื่องดับทุกข์ ให้สมกับที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ฉันพูดแต่เรื่องความทุกข์กับความดับทุกข์เท่านั้น" ตรงนี้ท่าน นักศึกษาจะฉงนว่า ทำไมไม่พูดถึงความสุขกันเสียเลย คนทั่วไป ก็สงสัยอย่างนั้น ข้อนี้ต้องให้เข้าใจว่า เ ดี๋ยวนี้เราพูดความจริง กัน ไม่ใช่พูดโฆษณาชวนเชื่อ เพราะฉะนั้นเราจึงบอกได้แต่ ว่า มันมีแต่ทุกข์ แล้วก็พยายามดับทุกข์ให้หมด เป็นทุกข์ศูนย์ก็ พอแล้ว. เราไม่อยากจะพูดถึงความสุข ก็เพราะว่า สิ่งที่เรียกว่า ความสุขนั้นเป็นเพียงมายา , เป็นเพียงความรู้สึกทางมายา. ที่หลงว่าสุขนั่นแหละ มันกลับจะเผาให้ "สุก" เพียงแต่ดับทุกข์ ให้หมดสิ้นเชิงเท่านั้น มันเป็นความสุขอยู่ในตัว ; เพราะฉะนั้นเมื่อ พูดตามความจริง พูดกันจริง ๆ ตรง ๆ ไม่ใช่โฆษณาชวนเชื่อแล้ว ก็ต้องพูดแต่ว่า มีแต่ทุกข์กับความดับสิ้นไปแห่งความทุกข์ คือ ๑๗๙
น.457 นิพพานเท่านั้น. ถ้าจะพูดว่านิพพานเป็นสุข ก็หมายถึงเป็นการ โฆษณาชวนเชื่อไปแล้ว คือว่าให้คนมาสนใจเรื่องนิพพานกัน ก่อน แล้วต่อมาเขาก็รู้ได้เองว่า "แหม! เรื่องนิพพานมันอยู่ สูง เกินกว่าที่จะเรียกว่าสุข ไม่ควรจะเรียกว่าสุข เรียกว่าที่ สิ้นสุดของความทุกข์ ก็จะเป็นการเข้าใจถูกต้อง ." นี่ขอให้ เข้าใจ หรือว่ามีหลักไว้อย่างนี้ทีก่อน ในขั้นต้นนี้ แล้วเราค่อย ศึกษากันต่อไป, แล้วในที่สุดเราก็จะชอบใจว่า ไม่มีอะไรเลย เป็น ศูนย์ อยู่ตรงกลางระหว่างทุกข์กับสุข. นี่แหละวิเศษ ใช้ คำว่า ศูนย์ คือเป็นศูนย์, ไม่ทุกข์ไม่สุข ; ทุกข์ก็ศูนย์, สุขก็ ศูนย์, แล้วมันเป็นศูนย์ เป็นว่าง จะวิเศษกว่าอะไรหมด เรื่อง นี้จะค่อยเข้าใจต่อไปภายหน้า. ทีนี้ เราก็มาตั้งหลักพื้นฐาน ที่ว่า "มีแต่เรื่องทุกข์ กับเรื่อง ความดับสิ้น ไปแห่งความทุกข์เท่านั้น" เป็นสองเรื่อง. เพื่อจะให้ เข้าใจสองเรื่องนี้ ; มันก็จำเป็นอยู่เอง ที่จะต้องพูดให้ชัดลงไป. เรื่อง ทุกข์ นั้น เราก็มีเพิ่มขึ้นอีกปัญหาหนึ่งว่า อะไรเป็นเหตุให้ เกิดทุกข์ ด้วย มันรวมกันอยู่กับเรื่องทุกข์ ; ทุกข์แล้ว ก็อะไร เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ มันเลยกลายเป็นสองเรื่องขึ้นมา. ทีนี้เรื่อง ความ ดับทุกข์ ก็เหมือนกัน ก็มีเรื่องเพิ่มขึ้นมาอีกว่า เมื่อความดับ ทุกข์เป็นอย่างนั้น ๆ แล้ว ทำอย่างไรจึงจะดับทุกข์ได้ เพิ่มขึ้น มาอีกสองเรื่อง มันเลยเป็นสี่เรื่อง. สี่เรื่องนี้คือ ที่เรียกว่าอริย- สัจจ์สี่คู่ที่หนึ่งคือทุกข์กับเหตุให้เกิดทุกข์, แล้วคู่ที่สองคือ ความ ดับสนิทแห่งทุกข์ กับวิธีปฏิบัติให้ถึงความดับสนิทแห่งทุกข์ เป็นสองคู่, เป็นสี่เรื่อง เรียกว่าเรื่องอริยสัจจ์ ถือว่าเป็นหลัก พื้นฐานของพุทธศาสนา. ๑๘๐
น.458 อันแรกเขาเรียกว่า ทุกขอริยสัจจ์ แปลว่า : ความจริงอัน ประเสริฐเรื่องทุกข์ ; อันที่สองก็เรียกว่า ทุกขสมุทยอริยสัจจ์ คือ ความจริงอันประเสริฐเรื่องมูลเหตุให้เกิดทุกข์ ; อันที่สามเขา เรียกว่า ทุกขนิโรธอริยสัจจ์ แปลว่าความจริงอันประเสริฐเรื่อง ความดับสนิทของความดับทุกข์ ; อันที่สี่เขาเรียกว่า ทุกข- นิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ คือ ความจริงอันประเสริฐ เรื่อง วิธีปฏิบัติเพื่อให้ถึงความดับสนิทแห่งทุกข์ เป็นสี่เรื่อง. นี่เป็น หลักพื้นฐานของพุทธศาสนา, ที่เราจะได้ยินชาวบ้านพูดกันอยู่ เสมอว่า : อริยสัจจ์สี่ประการ ; เขาเรียกสั้น ๆ ลุ่น ๆ ว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค, นี่คือคำที่ใช้เรียกกันอยู่ทั่ว ๆ ไป เพื่อ ประหยัดเวลาสั้น ๆ ก็เรียกว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค สี่เรื่อง. อาตมาขอร้องให้สนใจหลักพื้นฐาน แล้วให้จำให้แม่นยำ และ เข้าใจให้ถูกต้อง เพราะว่าเราจะไม่ไปเสียท่าเสียที เข้าใจผิด ไปตามเขา แล้วพูดผิด หรือว่าวินิจฉัยอะไรผิด. ทีนี้เราจะพูดกันถึงเรื่องที่หนึ่ง คือ เรื่องทุกข์ เกี่ยวกับข้อนี้ เราจะแยกออกไปเป็นประเด็นย่อย ๆ ดัง ต่อไปนี้ : ประเด็นที่หนึ่งเราจะวินิจฉัยกันที่ตัวคำพูดว่า "ทุกข์" เกี่ยวกับเรื่องนี้อาตมาก็ได้กล่าวถึงแล้วตั้งแต่วันก่อนว่า คำว่า "ทุกข์" ในภาษาบาลีนี้ มีอยู่สามความหมาย. ชิพ ความหมายที่หนึ่ง "ทุ-ก+บ-ม" แปลว่า ทนยาก. ทุกข์คำแรก นี้ มีความหมายว่า ทนยาก คือมันเจ็บปวดและกระวนกระวาย ระส่ำระสาย ทนยาก. ความหมายนี้มันได้แก่ประโยคที่พูดว่า ความเกิดเป็นทุกข์, ความแก่เป็นทุกข์, ความตายเป็นทุกข์, ความ โศก, ปริเทวทุกขโทมนัสสฯ อะไรทำนองนี้เป็นทุกข์ มันล้วนแต่ ๑๘๑
น.459 ทนยาก นี่ทุกข์ในความหมายที่หนึ่ง. จากพิษโควิครวมถึง ทุกข์ในความหมายที่สอง : เรียกว่า ดูแล้วน่าเกลียด มา จากคำว่า "ทุ-ก+อิ-ข" รวมกันแล้ว แปลความว่าดูแล้วน่าเกลียด. มันได้แก่ประโยคที่ว่า "สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา" ซึ่งแปลว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์ มันไม่ยกเว้นอะไรเลย สิ่งปรุง แต่งทั้งหลายล้วนเป็นทุกข์ทั้งนั้น ยกเว้นแต่นิพพานอย่างเดียว นอกนั้นมันล้วนแต่จะมีลักษณะแห่งความทุกข์อยู่ในตัวทั้งนั้น. มันจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต มันก็มีลักษณะแห่งความทุกข์ ที่เราดู แล้ว มันน่าเกลียดทั้งนั้น คือมันมีความเสื่อม ความชรา มีความ เปลี่ยนแปลงอยู่ในตัวมันเอง น่าสมเพชเวทนาทั้งนั้น ; เรียกว่า ดูแล้วน่าสลดใจ ดูแล้วน่าเกลียด จึงใช้คำรวมเลยว่า สังขารทั้ง ปวงเป็นทุกข์. อีกคำหนึ่งก็ว่า "ทุ + ขํ" แปล ว่าว่างอย่างน่าเกลียด, และมันไม่มีสาระ ตัวตน ที่น่ายึดถือที่ตรงไหน : เช่นประโยค ที่พูดว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ หมายความว่าสิ่งใดที่ เปลี่ยนแปลงเรื่อย ๆ ๆ ไม่มีตัวมันเองสักขณะจิตเดียว สิ่งนี้เป็น ทุกข์ เพราะว่ามันว่างจากตัวตน มันมีแต่กระแสแห่งความเปลี่ยน- แปลง. นั่นแหละคือสิ่งทั้งปวง, ดูให้ดี ไม่ว่าสิ่งไหนหมด จะเป็นสิ่งมี ชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตาม, มันเปลี่ยนแปลง มันไหลเชี่ยวเป็นเกลียว ไปในความเปลี่ยนแปลง ; แต่ว่าตาของเราไม่ดีเอง จึงมองไม่ เห็น ; ถ้าเรามีตาที่ถึงขนาดคือ มีตาในทางธรรมแล้ว เราจะมอง เห็นว่า ทุกอย่างนี้มันเปลี่ยนแปลง. เราจะศึกษากันในแง่ของทาง วิทยาศาสตร์ เรื่องวัตถุ เรื่องธาตุ เรื่องอะไรทางวัตถุนี้ก็ยัง ได้ ; ก็ยังเห็นความเปลี่ยนแปลงของทุก ๆ ปรมาณู, ทุก ๆ ๑๘๒
น.460 Atom นี้ก็ยังได้. แต่ความจริงเราไม่ได้หมายเพียงเท่านั้น เราหมายอะไรมากกว่านั้น มันเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ร้ายกาจ กว่านั้นเสียอีก คือการเปลี่ยนแปลงในทางจิตใจ. เพราะฉะนั้นคำว่าทุกข์จึงมีสามความหมาย ; ทบทวนอีกที หนึ่ง คือว่าทนยากนี้ความหมายอย่างหนึ่ง, ดูแล้วน่าเกลียดน่า ระอา นี้อย่างหนึ่ง, แล้วมันว่างอย่างน่าเกลียด ไม่มีสาระ นี่อีก อย่างหนึ่ง, นี่เรียกว่าความหมายของคำว่า "ทุกข์". แต่ทั้งสาม ความหมายนี้ ความหมายที่แรกนั้นแหละเป็นตัวปัญหา ความ หมายที่สองที่สาม ; ที่ว่าดูแล้วน่าเกลียด หรือว่าอย่างน่าเกลียด นั้น ยังไม่ก่อให้เกิดปัญหา ; มันไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ; แต่ ความทุกข์ในความหมายที่หนึ่งนั้น มันคือความเดือดร้อน เพราะ กำลังได้รับอยู่ ฉะนั้นจึงมีปัญหาที่อันนี้. คำว่า "ทุกข์" ในเรื่อง ของอริยสัจจ์ทั้งสี่นี้ มันหมายถึงสภาพที่ทนได้ยาก รู้สึกว่าต้อง หนัก และต้องทนเหมือนกับแบกของหนัก, และต้องทนความเสียด แทง, ทนความเผาผลาญ, ทนความหุ้มห่อร้อยรัด พัวพัน ครอบงำ อะไรเหล่านี้ ; เป็นเรื่องต้องทนทั้งนั้น นี่คือความหมายของคำ ว่าทุกข์. ประเด็นที่สอง เราดูกันที่ อาการของความทุกข์ ; อาการ ของความทุกข์ ก็คือหมายถึงลักษณะอาการอะไร ที่แสดงอยู่ ว่า เป็นความทุกข์. ในที่เช่นนี้ ท่านชี้ระบุไปยัง ความเกิด, ความ แก่, ความตาย, ความโศก, ปริเทวนาการ, ความทุกข์กาย, ความ ทุกข์ใจ, ความเหือดแห้ง เหี่ยวแห้งในใจ, ความประสบเข้ากับ สิ่งที่ไม่ชอบไม่รัก, ความพลัดพรากจากสิ่งที่ชอบที่รัก. และความ ที่ปรารถนาสิ่งใดหรืออย่างใดแล้ว ไม่ได้สิ่งนั้นหรืออย่างนั้น. ๑๘๓
น.461 ทั้งสิบเอ็ดอาการนี้ มันเป็นอาการของความทุกข์ ที่ระบุอยู่ เป็น หลักเกณฑ์ที่ใช้สั่งสอนกัน ; แต่อย่าเพ่อเข้าใจว่า นี้เป็นตัวทุกข์ แท้. ถูกแล้วอาการของความทุกข์นี้ มันก็เป็นทุกข์แน่ แต่เราเพ่ง เล็งดูมัน ในลักษณะที่เป็นอาการของความทุกข์. ทีนี้มันจะมีมาก กว่านี้ก็ได้ ที่เราเอามาสักสิบเอ็ดอย่าง ว่า ความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ปริเทวะเป็นต้นนั้น จนกระทั่ง ปรารถนา สิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น ทุกคนเห็นได้ทันทีว่า ทั้งหมดนี้เป็นความ บีบคั้น และทรมานจิตใจทั้งนั้น นั่นแหละคืออาการของความ ทุกข์. ประเด็นที่สามก็มาถึงว่า อะไร เป็นตัวแท้ของความทุกข์ พระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า สิ่งที่ถูกยึดมั่นถือมั่น อยู่ด้วยอุปา- ทานนั่นแหละ เป็นตัวทุกข์. ถ้าเป็นบาลีเต็ม ๆ รูปก็ใช้คำว่า : เบญจขันธ์ คือขันธ์ทั้งห้า ที่ยึดมั่นอยู่ด้วยอุปาทาน นั่น แหละเป็นตัวทุกข์. ขันธ์ทั้งห้านี้คือ ร่างกายกับจิตใจ ; กายเขา นับเป็นหนึ่ง, ส่วนฝ่ายจิต เขาแยกเป็นสี่ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เหล่านี้เป็นสี่, รวมกันเป็นห้า แล้วเรียกว่าขันธ์ ทั้งห้า คือกายกับใจนั่นเอง ไม่มีอะไรมากกว่านี้. แล้วขันธ์ทั้งห้า ที่กำลังถูกยึดมั่นถือมั่นด้วย อุปาทานว่า ตัวกู ว่า ของกู นั่นแหละ คือตัวทุกข์ ; ไม่ได้ระบุไปที่ความเกิด ความแก่ ความตาย เพราะ นั่นมันเป็นเพียงอาการมากกว่า. ตัวทุกข์แท้ ๆ มันอยู่ตรงไปยึด มั่นอะไรเข้า ว่า "เรา" ว่า "ของเรา" นั่นแหละคือตัวทุกข์ ; เพราะว่าถ้าไม่มีความยึดมั่นถือมั่นแล้ว ความเกิดมันก็ไม่เป็น ทุกข์, ความแก่มันก็ไม่เป็นทุกข์, ความตายมันก็ไม่เป็นทุกข์, เช่นเราไม่ได้ยึดมั่นว่า นี้เป็นตัวเรา ไม่ได้ยึดมั่นว่า เป็นความ ๑๘๔
น.462 เกิดของเรา เป็นความแก่ของเรา เป็นความตายของเรา เหล่านี้ แล้ว ความเกิด ความแก่ ความตายของเรา มันก็หาได้เป็นทุกข์ ไม่. แต่นั่นเป็นเรื่องที่ ตามธรรมดาเราทำไม่ได้ เรายึดมั่นถือมั่น อยู่เสมอ เพราะฉะนั้นความเกิด-ความแก่ ความตาย เป็นต้นนี้ จึงเป็นทุกข์ของสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงอยู่ตามธรรมดา. ทีนี้พระพุทธเจ้าท่านพูดความจริง ชี้ให้เห็นชัดลงไปว่า มันทุกข์อยู่ที่ความยึดมั่นอะไร สิ่งใด ว่าเป็นตัวเรา หรือเป็นของ เรา ; เพราะฉะนั้นเราต้องชี้ตัวแท้ของความทุกข์ลงไปในความ ยึดมั่นถือมั่น. เมื่อความยึดมั่นถือมั่นมีอยู่ในสิ่งใดแล้ว สิ่ง นั้นเป็นตัวทุกข์ขึ้นมาทันที แล้วก็หมายถึงกายกับใจ. เพราะ ฉะนั้น ในขณะใด เวลาใดเรามีความรู้สึกว่า "เราเป็นเรา เรา เป็นของเรา" อย่างนี้ เรียกว่ายึดมั่นถือมั่นแล้ว ; ขณะนั้น แหละคือความทุกข์ มีความทุกข์ มีความรู้สึกว่าเป็นทุกข์. ทีนี้ถ้า ขณะใดเราลืมไปเสีย มีแต่สติปัญญาทำการทำงานอะไรก็ ตาม หน้าที่วุ่นไปทั้งวันก็ยังไม่เป็นทุกข์ ; แต่ถ้าเผลอให้เกิด ความรู้สึกอะไร น้อมเข้ามาเป็นตัวกู ของกูแล้วเดี๋ยวก็ทุกข์ขึ้น มาทันที มันเป็นห่วงอย่างนั้น เป็นห่วงอย่างนี้ หวังอย่างนั้น หวัง อย่างนี้ อยากอย่างนั้น อยากอย่างนี้ขึ้นมา นั่นแหละคือตัวทุกข์. เพราะฉะนั้นพอเราขจัดตัวความรู้สึกอย่างนี้ออกไปเสีย เหลือแต่ สติปัญญา ทำงานในออฟฟิศทั้งวัน นี้ก็ไม่ทุกข์ แต่พอจิตย้อนไป คิดถึงบ้าน ถึงเรือน ถึงลูกถึงเมีย ถึงอนาคต หรือถึงเงิน ถึง อะไรก็ตาม ; มันปรุงเป็นตัวกู ของกู ขึ้นมา มันเกิดเป็นความ ยึดมั่นถือมั่นขึ้นมา มันก็เป็นความทุกข์ขึ้นมาทันที ไม่ว่าที่ไหน. เพราะฉะนั้น ขอให้จับตัวความทุกข์ที่แท้จริงให้ได้ ว่ามันอยู่ ๑๘๕
น.463 ที่ ตัวความยึดมั่นถือมั่นอยู่ ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ว่าเป็นเรา ว่าเป็น ของเรา ตัวแท้ของความทุกข์อยู่ที่นี่. ประเด็นที่สี่ ข้อต่อไปที่เราจะต้องระวังก็คือ มายาของความ ทุกข์ ; สิ่งที่เรียกว่าความทุกข์นี้ย่อมมีมายา พรางตา หลอก ลวง ไม่ให้สัตว์รู้สึกได้โดยง่าย ว่า เป็นทุกข์ ; เพราะฉะนั้นจึง ทำให้สัตว์เห็นกงจักรเป็นดอกบัว, เห็นงูเป็นปลา. อุปมาเขามีไว้ อย่างนี้ว่า "เห็นกงจักรเป็นดอกบัว" อยากเอามาเลย เอามาใส่ หัวก็ได้ กงจักรพัดศีรษะให้เลือดไหลไป ; หรือว่าเห็นงูเป็น ปลา ก็หมายความว่า ไปหาปลา จับงูได้มาก็คิดว่าเป็นปลาแล้วก็ เอามา เห็นดีเป็นชั่ว เห็นทุกข์เป็นสุข เห็นสุขเป็นทุกข์ กลับกัน อยู่เสมอ เพราะฉนั้นเราจะต้องรู้จักมายาของความทุกข์เช่นว่า มานี้. แม้แต่สิ่งที่เรียกว่าสวรรค์ ก็ยังมีการเสียดแทงเผาลน หมายถึงความมัวเมาในสวรรค์ ในกามคุณ หรือสิ่งที่ได้ตาม ต้องการของกิเลสตัณหา นั่นแหละเรียกว่าสวรรค์. ในนั้นก็ยังมี สิ่งเสียดแทง เผาลน ตบตี ทำให้ผู้เข้าไปยึดมั่นถือมั่นนั้นได้รับ ความเจ็บปวด ; แต่ว่ามันละเอียดมาก จนมองไม่เห็น เขาจึงเห็น เป็นความสุขไปหมด เพราะฉะนั้นจึงมีความลุ่มหลงในทาง กามารมณ์, มีความลุ่มหลง ในทางความสุขทางเนื้อ ทาง หนัง, เอร็ดอร่อย ; ซึ่งที่แท้มองให้ดีแล้ว มันจะเป็นความเผาลน เสียดแทงหรือผูกพันอยู่ อย่างเดียวกัน. จึงมีการกล่าวว่า ; ทุกข์ อย่างเปิดเผย กับทุกข์อย่างเร้นลับ. ทุกข์อย่างเปิดเผยก็เช่น เจ็บปวดโดยตรง นี้รู้สึกได้ทันที หรือสิ่งที่เราเรียกกันว่าตกนรก อย่างที่เขาพูดกันนั้นก็แล้วกัน นั่นแหละคือความทุกข์อย่างเปิดเผย. ๑๘๖
น.464 ทุกข์อย่างเร้นลับก็คือว่า มายาของความทุกข์ ซึ่งแสดงอยู่ ในรูปของสิ่งที่เราเรียกกันว่าความสุข หรือสวรรค์อะไรทำนอง นี้ ต่อเมื่อมีปัญญาถึงขนาดเท่านั้นจึงจะรู้ว่านี้เป็นมายาของความ ทุกข์หาใช่ความสุขไม่. เรื่องมายาของความทุกข์มันก็มีอยู่ เป็นอย่างนี้และเป็นเรื่อง สำคัญที่สุด ที่ทำให้คนเราเข้าใจธรรมไม่ได้ และสำคัญถึงกับ ทำให้คนเราเกลียดธรรม เกลียดศาสนา หันหลังให้ศาสนา ศาสนิกชนแห่งศาสนาไหนก็ตาม ที่หันหลังให้แก่ศาสนาของตน ก็ตกอยู่ในเหยื่อของมายาแห่งความทุกข์นี้ทั้งนั้น จึงเห็นได้ง่าย ๆ ว่า อันนี้เองที่ทำให้เราไม่สนใจในธรรม หรือในศาสนา และเห็น ความทุกข์เป็นความสุข เห็นงูเป็นปลา เห็นกงจักรเป็นดอกบัว. ประเด็นที่ห้าอันสุดท้ายนี้ที่จะต้องทราบไว้, ซึ่งมีหลักอยู่ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ ดับไป ๆๆ ; สิ่งที่มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่มีอะไรเลย มีแต่ความทุกข์เท่านั้น ไม่มีความสุข เพราะ ฉะนั้นขอให้ท่านศึกษาคำพูดที่ว่า "เกิดขึ้น" คือมีขึ้นมาแล้วก็ตั้ง อยู่ชั่วขณะหนึ่ง แล้วก็ดับไป คือเปลี่ยนไป เพื่อจะเกิดอันใหม่ขึ้น มาหรือรูปใหม่ขึ้นมา นี้เรียกว่า เกิดขึ้นมาตั้งอยู่ ดับไป ๆ ไปดู เถอะ. การเกิดขึ้นแห่งอะไรก็ตาม ของคนก็ตาม ของสัตว์ก็ตาม ของต้นไม้ก็ตาม หรือแม้แต่ของความรู้สึกคิดนึก เป็นเรื่องเฉพาะ เรื่องก็ตาม มันคือความทุกข์ทั้งนั้น หามีความสุขไม่. เขาวางหลัก ไว้อย่างนี้ก็เพื่อให้ดูกันอย่างละเอียดว่า ถ้ามีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป คือความเปลี่ยนแปลงแล้วล้วนเป็นเรื่องของความทุกข์ทั้ง นั้น. ทีนี้ความเอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนังนี้ มันคือสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ๆ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป อย่างยิ่ง ; เพราะฉะนั้นคน ๑๘๗
น.465 จึงได้ร้องไห้บ้าง กินยาตายบ้าง กระโดดน้ำตายบ้าง เพราะสิ่ง ที่เขาเรียกกันว่าความสุขหรือความรัก หรือสิ่งที่เขาปรารถนา กันนัก ; โดยที่ไม่รู้ว่า สิ่งใดที่มันมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปแล้ว มันไม่มีอะไรนอกจากทุกข์ ไม่มีพูดถึงสุข. เพราะฉะนั้นจึงพูดว่า ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นดับไป, นี่เป็นหลักที่ถือว่าเป็นหลักของพุทธศาสนา แม้จะอยู่ในรูปที่สวย สดงดงาม เอร็ดอร่อย หอมหวน อย่างไรก็ตามเถิด การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปนั้นเป็นความทุกข์ทั้งนั้น. เรื่องไม่ทุกข์นั้นเป็นเรื่องที่ สาม คือนิพพาน ; ไม่เกี่ยวกับเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่เกี่ยวกับ ตกเป็นเหยื่อของมายา ของความทุกข์ นี่เรื่องของความทุกข์ เรามี ประเด็นที่จะต้องศึกษาและทำความเข้าใจกันโดยย่อ ๆ อย่างนี้. เรื่องที่สองที่เรียกว่าสมุทัย คือเหตุให้เกิดทุกข์ ท่านลองทายซิว่า เหตุที่ให้เกิดทุกข์นั้นมันคืออะไร ความ ทุกข์ก็คือเรื่องอย่างที่เราว่ากันมาแล้วข้อแรก เหตุที่ทำให้ เกิดทุกข์นี้ว่ามันคืออะไร เด็ก ๆ คงจะพูดว่า เพราะไม่มีสตางค์ ใช้ หรือว่าถูกพ่อแม่เฆี่ยนตี หรืออะไรทำนองนี้ ; คนแก่ ๆ ก็ว่า พระภูมิให้โทษ บูชาเทวดาไม่ดี เคราะห์ไม่ดี โชคไม่ดี วิ่งไปที่ วัดให้รดน้ำมนต์ อะไรอย่างนี้. หรือว่าธรรมชาติเปลี่ยนแปลง เกิดน้ำท่วม เกิดไฟไหม้ เกิดฟ้าผ่า อะไรทำนองนี้, มันแล้วแต่จะ คิด. แต่ว่าในทางธรรมะ หรือทางพุทธศาสนานั้น ไม่ได้พูดถึง สิ่งเหล่านั้นเลย ระบุไปยังความอยากของตัวเอง คือสิ่งที่เรียกว่า ตัณหา ; หรือละเอียดลงไปก็คือ อุปาทาน -ความยึดมั่นถือมั่น อย่างที่ว่าแล้ว ; หรือละเอียดลงไปอีกก็คือ อวิชชา แปลว่า ๑๘๘
น.466 สภาวะที่ปราศจากความรู้อันถูกต้อง, สภาวะหรือสถานะ อะไร ก็ตาม ที่ปราศจากความรู้อันถูกต้องนี้ เรียกว่าอวิชชา. ที่มองดู ได้ก่อน มองดูได้ง่าย มองดูได้ทันที เห็นได้ง่าย ๆ เรียกว่าตัณหา แปลว่าความอยาก. เฉพาะคำ ๆ นี้ ขอซ้อมความเข้าใจสักหน่อย ว่า คำบัญญัติเฉพาะ ในทางศาสนานั้น มีความหมายไม่เหมือน กับที่เขาพูดกันอยู่ตามภาษาไทยธรรมดานี้ มีอยู่หลายสิบคำ หรือหลายร้อยคำ เช่นคำว่า ตัณหา นี้เป็นต้น คำหนึ่งแล้ว. ภาษาไทยธรรมดาของเรา คำว่า "ตัณหา" หมายความถึง ตัณหาในทางกามารมณ์ แรงจัดอะไรทำนองนี้, เรียกว่าตัณหา ; แต่คำว่า ตัณหาในภาษาบาลี หมายถึงความอยากทุกชนิด อยากด้วยความโง่ด้วย ไม่ใช่อยากด้วยสติปัญญาหรือความ ฉลาด, มันจึงต้องเป็นความอยากที่มีมูลมาจากความโง่ ความ หลงทุกชนิด ไม่ได้มีมูลมาจากปัญญา เพราะฉะนั้นมันจึง เป็นว่า อยากได้กามารมณ์ นี้ก็เป็นตัณหา. ทีนี้อยากเป็นนั่น เป็นนี่ เป็นโน่น ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์เลยก็เป็นตัณหา, อยากไม่ ให้เป็น แม้ที่สุด แต่อยากตายเสียก็เป็นตัณหา. มันจึงมีว่า อยาก เอาหรืออ ยากได้ คืออยากได้ของที่ถูกใจนี้อย่างหนึ่ง ; แล้วก็ อยากเป็น, อยากเป็นอยู่ อยากเป็นนั่นเป็นนี่, อยากเป็น นี้อีก อย่างหนึ่ง ; แล้วอันที่สาม ก็อยากไม่เป็น อยากไม่อยู่ อยากไม่ มีอยู่ นี้อีกอย่างหนึ่ง ; เป็นสามอย่าง รวมกันเรียกว่าตัณหา. เป็นภาษาบาลีเขาเรียกว่า กามตัณหา. ภวตัณหา, วิภวตัณหา, สามอย่าง. เราเห็นกันง่าย ๆ ว่า พออยากเข้าแล้ว มันเหมือนกับเอาไฟ ลน ไม่ว่าความอยากชนิดไหน ถ้าลงอยากไปด้วยความโง่ ๑๘๙
น.467 ความหลงแล้ว มันเหมือนกับเอาไฟลนทั้งนั้น. จะเป็นอยากดิบ อจากดีอยากมีชื่อเสียง อยากอะไรก็ตาม มันก็เหมือนกะเอา ไฟลน, กระทั่งอยากตายก็เหมือนกะเอาไฟลน, เพราะฉะนั้น ขึ้นชื่อว่าความอยากแล้วเป็นก่อให้เกิดความทุกข์. ทีนี้ บาง ท่านอาจจะตั้งข้อสงสัยขึ้นมาว่า "ถ้าเราไม่อยากกันเลย จะ ทำอย่างไรกัน, แล้วจะไม่ให้เราอยากดี อยากมีความสุขกัน หรืออย่างไร ; " นี่ขอย้ำเตือนให้ระลึกถึงที่พูดไปหยก ๆ นี้ว่า ความอยากที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์นั้น มันมาจากอวิชชา หรือความโง่ ความหลง. ถ้าเป็นความต้องการของสติปัญญาแท้ จริงแล้ว ไม่นับว่าเป็นความอยากอย่างนี้ ; เพราะว่าถ้า อยากด้วยสติปัญญา มันไม่ดิ้นรน มันไม่กระวนกระวาย มันไม่ระส่ำระสาย ; แต่เราทำกันไม่ค่อยเป็น. แม้ว่าเรา อยากดิบอยากดี อยากขยันเรียน อยากประกอบอาชีพให้ดี อยากทำการในหน้าที่ให้ดี เรามักจะทำด้วยกิเลสตัณหา ทั้งนั้น ด้วยความโง่ความหลง หรืออวิชชาทั้งนั้น ; มันจึง ร้อน เพราะมีอวิชชานั่นเอง. ทีนี้ถ้าเรามีวิชชา มีความรู้ ความเข้าใจอย่างถูกต้องแล้ว เราประสงค์จะเป็นอย่างไร ก็ได้ ในทางที่ถูกที่ควร เพราะเรามีสติปัญญา แล้วเราก็ทำ มันไป เหมือนว่าเล่นอย่างนั้น แต่ว่าด้วยสติปัญญาอย่างเต็ม ที่ อย่างนี้ไม่มีความทุกข์แล้วสนุกด้วย ; ไม่ว่างานอะไรก็สนุก ไปหมด ไม่ร้อน ไม่เหมือนกับเอาไฟลน แล้วงานมันก็เจริญก้าว หน้าไปได้เรื่อย ๆ. แต่อยากอย่างเดียวกันนั้นแหละ เรื่องเดียว กันนั้นแหละ ถ้ามันอยากด้วยกิเลสตัณหาละก็ เหมือนเอาไฟลน ทั้งนั้น อย่างท่านผู้พิพากษาอยากจะก้าวหน้าโดยลำดับนี้ จะต้อง ๑๙๐
น.468 มีความประสงค์ของสติปัญญา แล้วทำไปเหมือนกะว่าเล่น ก็จะ ไม่มีอาการที่ว่าถูกไฟลน แต่ถ้าอยากด้วยอวิชชา อุปาทาน มุมานะ แล้วมันก็เหมือนเอาไฟลนทันที ; พอหลายวันเข้าเป็นโรค เส้นประสาท หลายเดือนเข้าต้องไปอยู่โรงพยาบาล ; นั่นแหละ ความหมายที่ชัดเจนของค วามอยากที่มีมูลมาจากอวิชชา มัน ให้เกิดความทุกข์ ตั้งแต่ในขณะที่อยาก แล้วต่อไปมันเป็น ทุกข์ตลอดสาย เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวในกรณีทั่ว ๆ ไป ใน หลักพุทธศาสนานี้ว่า ตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์. เราดูให้ละเอียด ก็มองลึกลงไปถึง อุปาทาน ; ตัณหาให้ เกิดอุปาทาน อุปาทานนี้ละเอียด. เรายึดมั่นถือมั่นอะไรว่าเป็น อย่างไรแล้ว เราอยากได้ไปตามนั้น เพราะฉะนั้นจึงเป็นเหตุให้ เกิดทุกข์. มันมีลักษณะเหมือนกับเราถืออะไรอยู่, เราหิ้วหรือ ถือ หรือแบก หรือทูน หรืออะไรก็ตาม นี่แหละคือลักษณะของ อุปาทาน มันไม่ใช่ตัวความอยาก แต่มันเป็นความยึดเข้า แล้ว ตามอำนาจของความอยาก ตัณหาคือความอยาก อุปา- ทานคือความยึด. ตัณหาเหมือนกับเราอยากได้สิ่งใด แล้วเราก็ เอาขึ้นแบกขึ้นทูน เหมือนกับเพชรพลอยสักตะกร้าหนึ่ง เราอยาก ได้ก็เป็นตัณหาเมื่อได้มาแล้วเราก็เอาขึ้นมาทูน มาแบก มาหาม พาไปอย่างนี้ นั่นแหละคือ ลักษณะของอุปาทาน มันติดยึดใน นั้น. ถ้าเราสลัดอุปาทาน-ความยึดมั่นถือมั่นเสียได้ก็ไม่เป็นทุกข์. ทุกข์นั้นตัวแท้คือ อุปาทาน-ยึดมั่นถือมั่น เพราะฉะนั้นเราหัดมี อะไรครอบครองอะไร โดยไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น ; เหมือนกะ ว่า เรามีเพชรสักกะบุง เราก็ไม่ต้องแบกอย่างนี้ เราก็มีทางที่จะ มีได้เหมือนกัน แต่ถ้าต้องแบก แบกนั่นแหละคือความทุกข์ จึง ๑๙๑
น.469 ว่า อุปาทานก็คือตัวทุกข์ ; หรือเหตุให้เกิดทุกข์อยู่ เมื่อดูให้ ละเอียดยิ่งขึ้น. ทีนี้ ที่กล่าวว่า อวิชชาคือสภาพที่ปราศจากความรู้อันเป็น เหตุให้เกิดทุกข์นี้ เป็นการกล่าวในขอบเขตที่กว้างที่สุด กว้าง กว่าการกล่าวอย่างไหนหมด. เกี่ยวกับคำนี้ควรจะเข้าใจไว้ด้วย ว่า อวิชชานี้เคยเข้าใจผิดกัน แปลผิด ๆ กัน ว่าความไม่รู้ บ้าง อะไรบ้าง ที่แท้เอาความหมายว่า ปราศจากความรู้ที่ถูก ต้องก็แล้วกัน . การที่จะไม่ให้คนเรามีความรู้เสียเลยนั้นไม่ได้ มันต้องมีความรู้อย่างใดอย่างหนึ่ง ; แต่แล้วความรู้นั้นมันไม่ ถูกต้อง จะเรียกว่า มันมีค่าเท่ากับ ไม่มีความรู้ก็ได้ หรือมีความรู้ ไม่ถูกต้องก็ได้ ; เพราะฉะนั้นเราต้องจำกัดความลงไปว่า "ภาวะ ที่ปราศจากความรู้อันถูกต้อง" นั่นแหละคือ อวิชชา. เปรียบ เหมือนความมืดที่ปราศจากความสว่างเลยนั่นแหละคือความ มืด ; พอมีอวิชชาแล้วมันเป็นทำอะไรผิดหมด, คือ อวิชชานั่น เอง ทำให้อยาก, อวิชชานั่นเองทำให้ยึดมั่นถือมั่น ; เพราะฉะนั้น ถ้าเราฆ่าอวิชชาตายตัวเดียว แล้วอะไร ๆ ในพวกกิเลสก็ตาย หมด. เพราะฉะนั้นเมื่อกล่าวโดยรวบยอดก็ว่า อวิชชานี่แหละ เป็นต้นเงื่อนของความทุกข์ ต้นเงื่อนที่ทำให้เกิดทุกข์ นี่เรียก ว่าเหตุให้เกิดทุกข์ มุ่งหมายไปยังตัณหา โดยตรง แล้วก็อุปาทาน หรืออวิชชานี้โดยอ้อม แล้วยังมีชื่ออื่นอีก แต่มันไม่จำเป็นต้อง กล่าวถึง อันนี้เด่นและสำคัญพอแล้ว ตรงตามหลักแล้ว ที่กล่าว ว่าตัณหาทำให้เกิดทุกข์. ทีนี้มาดูกันใน ข้อที่สอง อาการเกิดแห่งความทุกข์, อาการ ที่ความทุกข์มันเกิดขึ้นได้อย่างไร? ข้อนี้เห็นได้ในเมื่อตั้งต้น ๑๙๒
น.470 เช่น ตาได้เห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้ลิ้มรส ผิวหนัง ได้รับสัมผัสทางผิวหนัง แล้วจิตระลึกนึกคิดอะไรขึ้นมาเป็นเรื่อง ราวในอดีต ; หกอย่างนี้ ถ้ามีขึ้นแล้วเราเรียกว่า การกระทบ เรียกเป็นบาลี ผัสสะ แปลเป็นไทยว่าการกระทบ, คือกระทบ กันเข้าระหว่าง ตากับรูป หูกับเสียง จมูกกับกลิ่น ลิ้นกับรสเป็น คู่ ๆ กันไป สำหรับการกระทบ ; พอมีการกระทบกันอย่างนี้ แล้ว ตามปกติก็จะต้องมีความรู้สึกว่า เป็นอย่างไร ที่เรียกว่า เวทนา คือรู้สึกว่าสุขหรือทุกข์ เช่นรู้สึกว่าหอมหรือเหม็น เย็น หรือร้อน อร่อยหรือไม่อร่อย แล้วเกิดความรู้สึกรักหรือเกลียด ขึ้นมา อย่างนี้เรียกว่าเวทนา. สุขเวทนา ก็คือ มันได้อย่างใจ ถูกใจ, ทุกขเวทนา ก็คือว่ามันไม่ได้อย่างใจ, หรือถ้ายังไม่อาจจะ กล่าวได้ว่า สุขหรือทุกข์ก็เรียกว่า ทุกขมสุข คือ ไม่สุขหรือไม่ ทุกข์ เวทนามีได้ ๓ อย่าง เพราะฉะนั้นท่านจึงเห็นได้แล้วว่า เมื่อ มีการกระทบจึงทำให้เกิดเวทนา. พอหลังจากเวทนานี้ มันก็เกิดตัณหาแล้ว เช่นว่าถูกใจ เอร็ดอร่อย หอมหวานก็อยากได้ มันก็มีความร้อนไปตามประสา อยากได้. ทีนี้ถ้ามันเหม็น มันน่าเกลียด มันระคายเคืองไปหมด ก็เกิดตัณหาชนิดที่ตรงกันข้าม คือไม่อยากเอา ไม่อยากเป็นจน จิตใจระส่ำระสาย เหมือนเมื่อเราเห็นหน้าศัตรู หรือเพียงแต่ได้ ยินเสียงศัตรู นี้เราก็เผาตัวเองแล้ว ศัตรูยังไม่ได้ทำอะไรเรา เลย เราก็เผาตัวเอง เพราะตัณหาคือความอยากที่จะไม่มีศัตรู หรืออยากจะฆ่าศัตรูเสีย อยากจะขยี้ศัตรูเสีย นี่ก็เป็นความอยาก หรือตัณหาชนิดหนึ่ง เพราะฉะนั้นจึงเป็นอันกล่าวได้ว่า เวทนา ชนิดสุขก็ตาม ชนิดทุกข์ก็ตาม ย่อมให้เกิดตัณหาคือ ความอยาก ๑๙๓
น.471 อย่างใดอย่างหนึ่ง. ทีนี้เมื่อมีตัณหาแล้ว ถ้าพูดตัดลัด ก็เรียกว่า เกิดทุกข์แล้ว ถ้าพูดให้เห็นชัด อย่างมีหลักจิตวิทยาที่ละเอียด เราดูต่อไปอย่างนี้ ก็แล้วกัน เช่นว่า : พอประสบสิ่งที่หอมหวานแล้ว ก็มีความ อยากได้ ; ความรู้สึกที่ว่า กูอยากได้ เกิดขึ้นแล้ว ตัวกูอยากได้ สิ่งที่เรียกว่าหอม ๆ มาเป็นของกูแล้ว. ความรู้สึกที่เรียกว่า ถู หรือของกูนี้ คืออุปาทาน ; เพราะฉะนั้นตัณหาให้เกิดอุปาทาน ในลักษณะอย่างนี้. เมื่อเกิดอุปาทานอย่างนี้แล้ว ก็พร้อมที่จะเป็นเรื่องของ ความทุกข์ เป็นเรื่องจะเกิดเป็นตัวกูโดยสมบูรณ์ เขาเรียกว่า ภพ-แปลว่าการกระทำในภายใน ที่ก่อให้เกิดความเป็นตัวกูขึ้น มา เหมือนกับตั้งครรภ์แก่แล้วอย่างนั้น ความรู้สึกเป็นตัวกู มัน ตั้งครรภ์ มันเริ่มปฏิสนธิตั้งแต่ที่เรียกว่า ตัณหา อุปาทาน นั่น เอง. ความรู้สึกเป็นตัวกูมันแก่ขึ้น ในขณะที่อุปาทานให้เกิดภพนี้ มันแก่ขึ้นเรื่อย ๆ แล้วที่นี้ก็เกิดชาติ, คือชาติแปลว่า ความเกิด ตัวกูโพล่งออกมา เป็นตัวกูอย่างนั้น อย่างนี้โดยสมบูรณ์ ตัวกูซึ่ง ผู้เป็นทุกข์, ผู้ทุกข์ร้อน ระส่ำระสายอยู่ด้วยความอยากได้นั่นเอง. ความอยากนี้ มันเร็วมาก เพราะฉะนั้นมันจึงกินไม่ทัน ดื่มไม่ทัน บริโภคไม่ทัน อะไรไม่ทัน มันจึงร้อนกระวนกระวาย ตั้งแต่เมื่ออยากแล้ว. เมื่อดื่มเมื่อกินอยู่ในปากในคอแท้ ๆ ความ อยากมันก็ไม่ระงับเลย ยังอยากอยู่นั่นแหละ ; เพราะฉะนั้นมัน ก็เป็นทุกข์ ที่เผาลนอยู่ตลอดเวลานั้นด้วยเหมือนกัน. แม้กลืนเข้า ไป หรือกินเสร็จแล้ว แต่มันก็ยังมีความอยากอยู่ ยังมีความยึดมั่น ๑๙๔
น.472 อยู่เพียงใดแล้ว มันมีความทุกข์อยู่เพียงนั้น แต่นี่เรามองไม่เห็นกัน และเราไม่รู้สึกว่าเป็นทุกข์. เรามองไม่เห็นโดยละเอียดว่า มัน เป็นความเสียดแทงหรือเผาลน หรือผูกมัด หรือหุ้มห่อ ; มันมี ลักษณะเหมือนกะเอาโซ่ตรวนที่หลวม ๆ มาผูกไว้อย่างมั่นคง มันมองไม่เห็น. เพราะฉะนั้นโดยละเอียดก็คือว่า ผัสสะให้เกิดเวทนา เวทนาให้เกิดความอยากคือตัณหา ตัณหาก็ปรุงความยึดมั่น ถือมั่น ทำนองว่าเป็นเรา เป็นของเรา แล้วมัน แก่เข้าเป็นภพ แล้วมันแก่เต็มที่. มันชาติเป็นตัวกูของกู ออกมาเต้นโหยง- เหยงอยู่ทีเดียว. เมื่อมีตัวกู ของกูแล้ว ก็มีทุกข์ มีชาติ มีชรา มรณะ มีโสกปริเทวะ, คือ มันจะต้องเปลี่ยนไป. แล้วความ เปลี่ยนไปนั่นแหละ จะทำความเจ็บปวดให้แก่ผู้นั้น ; ขณะเวลา ที่ล่วงไป ๆ มันทำให้ผู้นั้นมีวิตกกังวล มีห่วง เป็นทุกข์ ; เพราะ ความยึดมั่นถือมั่น เราจึงมีแต่รัก มีความหึง มีความหวง มีความ อาลัยอาวรณ์ วิตกกังวล นี่ความทุกข์เกิดขึ้นได้ โดยอาการอย่าง นี้โดยละเอียด. แต่ถ้าตัดสั้น ๆ ลุ่น ๆ ว่า พอชอบใจอะไรแล้วก็ อยาก เกลียดอะไร แล้วก็อยาก พออยากก็เป็นทุกข์ นี่กล่าว สั้น ๆ ก็อย่างนี้, แต่ถ้าพูดโดยละเอียด ก็เหมือนที่ว่าไปแล้ว นี่ เรียกว่าอาการเกิดขึ้นแห่งความทุกข์. ทีนี้อันถัดไปข้อที่สาม ก็คืออาการวนเวียน หรือวัฏฏะ, วัฏฏะแปลว่า วงกลมแห่งความทุกข์ วงกลมแห่งความทุกข์นี้ เหมือนกับวงล้อที่ประกอบอยู่ด้วย ส่วนสามส่วน, คือกงของมัน มีสามตัว : กงอันที่หนึ่งก็คือ กิเลส, กงที่สองก็คือ กรรม - การ กระทำตามกิเลส, กงที่สามคือ วิบาก - คือผลกรรม สามอันเป็น ๑๙๕
น.473 วงกลมแล้ว มันหมุนเรื่อย. มันหมุนอย่างไร ? ก็คือว่า พอมีกิเลส อยากแล้ว มันก็ต้องทำตามความอยาก คนเราอยากได้อะไร ก็ทำเพื่อให้ได้สิ่งนั้น พอทำ เป็นกรรมแล้วมันก็ได้ผล เป็น วิบากมา คือได้สิ่งนั้นมา. ได้สิ่งนั้นมา มันไม่ใช่มาเพื่อหยุดกิเลส เช่นได้ของรักมา มันมาหล่อเลี้ยงกิเลส เพราะฉะนั้นกิเลสมันจึง เป็นเหตุให้ทำกรรมใหม่, หรือว่า ถ้าได้ตรงกันข้ามมา คือได้ของ ไม่รักมา ก็เกิดกิเลสอีกทางหนึ่ง คือโกรธขึ้นมาแล้ว, อยากอย่าง อื่นต่อไปอีก ; มันก็ไปทำอย่างอื่นต่อไปอีก ; เพราะฉะนั้น แปลว่าได้มาอย่างไรก็ตาม มันหล่อเลี้ยงกิเลสทั้งนั้น จึงสร้าง กิเลสอันใหม่ขึ้นมา แล้วก็ได้ทำกรรม แล้วก็ได้รับผลของกรรม. ผลของกรรมก็สร้างกิเลสอันใหม่ขึ้นมา หรือซ้ำอันเดิมก็ตามใจ แต่มันหล่อเลี้ยงกิเลส แล้วก็มีกรรม มีวิบากของกรรม แล้วก็มี กิเลส พูดเป็นไทย ๆ ก็ว่า มีความอยาก แล้วก็กระทำ แล้วก็ได้ ผลมาหล่อเลี้ยงความอยากอีกในทางใดทางหนึ่ง เป็นวงกลมที่หมุน เชี่ยวอยู่อย่างนี้เขาเรียกว่าวัฏฏะ เรียกเต็ม ๆ ว่า "วัฏฏสงสาร." เขาชอบเปรียบด้วยทะเล อุบาสก อุบาสิกาก็มักฝันถึงทะเล ถึง มหาสมุทร ไปตกทะเลอะไรทำนองนั้น ; แต่ที่จริงสิ่งที่เรียกว่า วัฏฏสงสารนี่ มันอยู่ในใจของคน อยู่ในกาย วาจา ใจ ของคนหมุน เป็นวงกลมอยู่อย่างนี้ เรียกว่าวัฏฏะ ; นี่เรียกว่าในส่วนที่เป็น วงกลม. เกี่ยวกับกิเลสและกรรม และผลกรรมนี้มีอยู่เป็นประจำ วัน ท่านอยากจะเข้าใจเรื่องนี้ ก็ไปศึกษาสังเกตเอาที่ตัวเองก็ แล้วกัน ; ว่าวันหนึ่ง ๆ มันเกิดสักกี่วง คนหนึ่ง ๆ คือตัวท่าน เองนั่นแหละไม่ใช่คนอื่นไปดูของคนอื่นจะไม่รู้ เพราะมันไม่มีรูป ร่างให้ดู มันดูยากกว่าดูของเราเอง ; ดูว่าวันหนึ่ง ๆ มันมีกี่วง ๑๙๖ 1 เ 9 2 6 e 6 9 6 เ เ
น.474 แล้วก็รู้ว่า เดี๋ยวนี้เราจมอยู่ในวัฏฏสงสารอย่างนั้นอย่างนั้น. ทีนี้ "วน" อย่างอื่น มันไม่ค่อยมีความหมายเหมือนวนอยู่ในความ "เกิดแก่เจ็บตาย" ความเกิดแก่เจ็บตาย นี้ก็ยังไม่มีความหมายที่ น่ากลัว เท่าที่ว่าอันแรกนั้น, หรือว่าบางทีเขาพูดว่าวนอยู่ใน "รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์." "รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์" ไม่ออกไปนอกวงนี้ก็ได้ ก็วนเหมือนกัน. แม้นี้ก็ ยังไม่น่ากลัว เหมือนกับที่ว่ากิเลส แล้วกรรม แล้ววิบาก, นี่เรียกว่า อาการวนเวียนแห่งวัฏฏะแห่งทุกข์ ทั้งหมดนี้แสดง ลักษณะอาการของความเกิดขึ้นแห่งความทุกข์เป็นเรื่องที่สอง. ทีนี้ข้อที่สามถัดไป, ที่เรียกว่า : นิโรธสัจจ์ มัน ได้แก่ความ ดับสนิทแห่งทุกข์. พุทธศาสนาโดยหลักทั่วไป เราถือว่าเป็นศาสนาที่กล่าว เหตุ แสดงถึงเหตุ แล้วบอกถึงความดับไปแห่งเหตุ เมื่อมีพระ อรหันต์ขึ้นเป็นครั้งแรกห้าองค์ เที่ยวไปสั่งสอนนั้น มีคนฉลาดคน หนึ่งมาพบเข้า แล้วถามว่า "พุทธศาสนาสอนว่าอย่างไร" ท่าน องค์นั้นท่านตอบว่า "ฉันเพิ่งบวช ไม่รู้อะไรมากตอบแต่ใจความ ละก็ได้" นักศึกษาฉลาดคนนั้นก็ว่า "เอา! ตอบแต่ใจความก็แล้ว กัน" ท่านองค์นั้นก็บอกว่า เย ธมฺมา เหตุปุปพุภวา เตสํ เหตุํ ตถา คโต เตสญจ โย นิโรโธ จ เอวํ วาที มหาสมโณ" นี่เป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ ที่เขานิยมกันว่าศักดิ์สิทธิ์. เพราะเป็น หัวใจของพุทธศาสนา ถึงกับจารึกแผ่นอิฐมีอยู่แต่ครั้งโบรม โบราณ ตามโบราณสถาน เกินกว่าสองพันปี ; คำนี้แปลว่า "สิ่งใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตย่อมแสดงเหตุของ สิ่งเหล่านั้น พร้อมทั้งความดับของสิ่งเหล่านั้น เพราะดับไปแห่งเหตุ ; ๑๙๗
น.475 พระศาสดาของข้าพเจ้ามีปรกติกล่าวอย่างนี้" นี่คือหัวใจของ พุทธศาสนา ว่า สิ่งที่มีเหตุนั้นจะดับไป ก็เพราะความดับแห่ง เหตุ เพราะฉะนั้นเรื่องอริยสัจจ์ของเราที่มีอยู่ชัดว่าเหตุของความ ทุกข์ คือ ตัณหา หรือ อวิชชาก็ตาม มันจะดับทุกข์ มันก็ต้องดับ เหตุคือ ตัณหา อวิชชานั่นเอง. เพราะฉะนั้นความดับไปแห่งทุกข์ ก็คือความดับเหตุของมันเสีย. สำหรับ การดับ นี้เรา มุ่งหมายเอาความดับโดยเด็ดขาด คือดับอวิชชา ดับตัณหาโดยเด็ดขาด. ถ้าดับไม่เด็ดขาด ดับ เพียงชั่วคราว ชั่วขณะที่ข่มเอาไว้ เราเป็นแต่เพียงสงเคราะห์เข้า ด้วยกันเท่านั้น ไม่ถือเป็นตัวจริงจังอะไร ; คือเราจะต้องรู้ว่า ความดับไปแห่งกิเลส หรือการฆ่ากิเลสนั้น มันมีได้หลายขั้น บางทีมันฟลุค, หรือบังเอิญเราไม่ได้ทำอะไรเลย มันก็ทำให้กิเลส ชงักไปได้ ; เช่นเราไปที่ป่าช้า เกิดสลดสังเวช เกี่ยวกับความ ตาย มันก็ทำให้กิเลสชะงักหรือดับไปได้ ที่มันฟลุค หรือบังเอิญ อย่างนี้เขาไม่นับ ถ้านับก็นับเป็นอย่างชนิดบังเอิญ เรียกว่ามัน ดับชั่วขณะ. ทีนี้ถ้าเราไปทำสมาธิหรือเพียงแต่นึกถึงสิ่งอะไร ที่เป็นความบริสุทธิ์ ไม่ชวนให้เกิดกิเลส เราไปนึกถึงแต่สิ่งนั้น ความนึกถึงสิ่งนั้น มันบังคับข่มขี่กิเลสไว้ไม่ให้ปรากฏ อย่างนี้ ก็เรียกว่าดับกิเลสเหมือนกัน แต่มันชั่วขณะ ถ้าเราจะดับกิเลส กันจริง ๆ มันต้องดับที่ตัณหา อวิชชานี้ ; ได้แก่ศึกษาให้รู้ จริง ปฏิบัติจริง ๆ ให้เห็นแจ่มแจ้งจริง ๆ จนมันทำลายตัณหา ทำลายอวิชชา นั่นแหละจึงจะดับจริง. ที่ดับด้วยบังเอิญ หรือ ดับชั่วเวลาที่ข่มไว้ ; อย่างนี้ไม่หมายถึงดับจริงในที่นี้ ไม่ใช่ ความดับสนิทแห่งทุกข์ในที่นี้ อย่าเอาไปปนกันเข้า เพราะฉะนั้น ๑๙๘
น.476 การที่ไปทำสมาธิ ทำวิปัสสนาเห่อ ๆ กันไปอย่างนี้ มันเป็นเพียง ดับชั่วคราว ข่มไว้บ้าง อะไรบ้าง ที่แท้จริงแล้ว มันต้องเป็นการ หมดกิเลสตัณหาอวิชชาโดยสิ้นเชิง. ทีนี้ เราจะทำอย่างไรในการปฏิบัติเพื่อจะดับตัณหา, อาการที่มันจะดับก็คือว่า เรามีความรู้ถูกต้องประจำอยู่เสมอ ในขณะที่ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่นฯลฯ อย่างที่ว่านี้ ; เรามีสติสัมปชัญญะ ไม่ให้มันปรุงเป็นเวทนา คืออย่าไปรักหรือไปเกลียดมันเข้า หรือว่าถ้ารู้สึกเป็นสุขเป็น ทุกข์ หรือพอใจไม่พอใจแล้ว หยุดอยู่แค่นั้น ; อย่าไป อยาก อย่าไปยึดมั่นถือมั่น อย่าอะไรมันเข้า, อย่าให้เกิด ตัวกู ของกูเข้า เพราะฉะนั้นมันจึงดับอยู่ มันจึงไม่เกิดเป็นทุกข์ขึ้น มา คือเดินตามนัยที่ตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว ในเรื่องของการ เกิด นี้เป็นเรื่องของการดับ. ลักษณะที่จะเห็นได้ละเอียดหน่อยก็คือว่า ; เมื่อเรามีสติ- ปัญญา ศึกษาจนรู้ จนปฏิบัติเห็นแจ่มแจ้งเสมอว่า อะไรเป็นอะไร ตามหลักของการปฏิบัติที่จะกล่าวทีหลัง ; เมื่อปฏิบัติอย่างนั้น แล้ว มันจะเกิดความรู้สึกที่หน่าย, ที่เบื่อหน่ายต่อสิ่งที่เคยหลงรัก ยึดมั่นถือมั่น ก่อนนี้เคยกอดรัดยึดมั่นถือมั่นว่า ตัว ก ว่า ของกู นี่ เห็นงูเป็นปลาเอามากอดรัดไว้ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เอามา กอดรัดไว้เช่นนี้ ; เดี๋ยวนี้มันจะคลายมือออก อาการที่คลาย มือออก หรือรู้สึกเบื่อหน่ายเรียกว่านิพพิทา แล้วคลายออก เรียกว่า วิราคะ. ทีนี้พอคลายออกแล้ว มันก็หลุดออกจาก กัน เรียกว่าวิมุติ ; นั่นแหละคือความดับของความทุกข์ เราเรียกว่านิโรธ. ทีนี้มันไม่มีอาการเสียดแทง เผาลน ร้อยรัด ๑๙๙
น.477 พันพัวอย่างไรเลย นี้เราเรียกว่านิพพาน นี่คืออาการของความ ทุกข์จะดับลงไปอย่างไร. ทีนี้ก็มาถึง คำว่า "สุข," คำว่าดับทุกข์แล้วมันมีสุขหรือ ไม่ ? เราจะต้องเข้าใจเหมือนดังที่ว่ามาแล้ว มันมีแต่ทุกข์กับสิ้น ไปแห่งทุกข์ หรือมีแต่ทุกข์ศูนย์ เราสมมตทุกข์ศูนย์นั่นเองว่า สุข. แล้วเพื่อโฆษณาให้คนสนใจ เราพูดว่า นี่แหละสุขอย่าง ยิ่ง นิพพานนี่แหละสุขอย่างยิ่ง. เรื่องโฆษณานี้ไม่ใช่เรื่องเจตนา ร้าย เป็นเรื่องทั่ว ๆ ไป สำหรับพูดกับชาวบ้าน ที่ยังหลงใน ความสุขอยู่ เราก็จำเป็นที่จะต้องพูดว่า นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง. แต่ถ้าพูดกันในหมู่ผู้รู้ ไม่จำเป็นจะต้องมีการชักชวนอะไรแล้ว เราก็พูดตรงๆ ว่า ที่สุดแห่งความทุกข์ เรียกกันว่าที่สุดแห่งทุกข์ ไม่เรียกว่าความสุขอย่างยิ่ง ; เพราะฉะนั้นจึงเรียกอริยสัจจ์ข้อ ที่สามว่า ความดับสนิทแห่งความทุกข์. ถ้าเรียกว่าความสุข อย่างยิ่ง ก็ขอให้เข้าใจว่า เป็นเรื่องโฆษณาชวนเชื่อ หรือว่าพูด อย่างสมมุตให้ชาวบ้านฟังง่าย เขาเรียกว่า Conventional Mode of speaking คือวิธีพูดให้เป็นอย่างที่ ชาวบ้านจะเข้าใจได้ เพราะว่าถ้าไปพูดอย่างภาษาปรมัตถ์ของผู้รู้เสียเรื่อยแล้ว เขาไม่ สนใจเลยก็ได้ เพราะฟังไม่ออก. ทีนี้เรามีวิธีพูดอย่างที่ชาวบ้านฟัง แล้วเข้าใจทันที แว็บเดียวก็เข้าใจ, คือรู้ว่ามันน่าปรารถนา น่า สนใจ น่าปฏิบัติ แล้วเขาปฏิบัติ เขาก็รู้เองว่า อ๋อ! มันเป็นเพียง แต่ที่สุดของความทุกข์. นี้เรียกว่าเรื่องที่สามเรื่องนิโรธ. ทีนี้เรื่องที่สี่ เราเรียกว่า มรรค หรือหนทาง. ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์นี้ เราเรียกว่า ทาง. ๒๐๐
น.478 ภาษาบาลี คำว่า หนทาง นี้ มัน คำ ๆ เดียวกับคำว่า ปฏิบัติ ; ภาษาไทยมันต่างกัน แต่ภาษาบาลีมันคำ ๆ เดียวกัน. หนทางนั่น แหละคือตัวปฏิบัติ. "ทาง" นี้เป็นคำพิเศษ เป็นคำที่มนุษย์เข้าใจ ได้ทันที แม้แต่มนุษย์สมัย Primitive อย่างยิ่งโน้น ก็มีคำว่า ทางใช้ เพราะมันเดินทางอยู่ทุกวัน แม้เดินป่า ก็เดินตามทาง เพราะฉะนั้นคำว่า ทาง นี้ มันเป็นคำที่คู่กันมากับมนุษย์ ตั้งแต่แรก มีมนุษย์ พูดว่าทาง เขาก็รู้ความหมาย เพราะฉะนั้นจึงเอาคำ ๆ นี้มาใช้เป็นชื่อของธรรม ที่เป็นทางของความดับทุกข์ด้วยกันทุก ศาสนาก็ว่าได้. แม้ในคริสตศาสนา พระเยซูก็พูดว่า "ฉันแหละคือ ทาง" อย่างนี้เป็นต้น, หมายความว่าพระเยซูนั่นแหละเป็นตัว ทาง ที่จะผ่านไปหาพระเป็นเจ้า เขาใช้คำว่าทางทั้งนั้น. เต๋า ก็แปลว่า ทาง , ของศาสนาเต๋า ศาสนาโซโรอัสเตอร์ก็มีคำว่า ทาง . เพราะฉะนั้นคำนี้มันศักดิ์สิทธิ์มาแต่เดิม ในพุทธศาสนาก็ใช้ อย่างเดียวกัน คำว่า ทาง นี้หมายถึงอะไร ? หมายถึงวิธีปฏิบัติที่ ถูกต้อง ความถูกต้องนี้แบ่งออกเป็นสามส่วน :- อันแรก คือ ความถูกต้องของความเชื่อ , ความคิดเห็น หรือสติปัญญา ความเชื่อ ความคิดเห็น หรือสติปัญญานี้ ต้องถูก ต้องก่อน. อันที่สอง คือความถูกต้องของการประพฤติ กระทำทาง กาย ทางวาจา. อันที่สามก็คือ ความถูกต้องในการใช้กำลังของจิต. ความถูกต้องอย่างแรก คือความถูกต้องของความเชื่อหรือ ปัญญานี้ แบ่งออกเป็นสัมมาทิฏฐิ แปลว่าความคิดถูก และสัมมา- สังกัปโป คือความดำริมุ่งหมายถูกสองอย่างแล้ว. ๒๐๑
น.479 ความถูกต้องทางความประพฤติ หรือการกระทำนี้แบ่งออก เป็น สัมมาวาจา มีการพูดจาถูกต้อง สัมมากัมมันโต - มีการ กระทำทางกายถูกต้อง แล้ว สัมมาอาชีโว มีการเลี้ยงชีวิตอยู่อย่าง ถูกต้องเป็นสาม รวมทั้งหมดเป็นห้า. อันที่สามที่เรียกว่า ความถูกต้องในการใช้กำลังใจ นั้นเขา เรียกว่า สัมมาวายาโม-คือ พากเพียรปักใจมั่นชอบ และ สัมมาสติ คือการตั้งสติ ควบคุมสติไว้อย่างถูกต้อง แล้วก็สัมมาสมาธิ มีจิตเป็นสมาธิอยู่ในลักษณะที่ถูกต้อง นี้อีกสามรวมกันเข้าเป็น แปด. แปดนี้ไม่ใช่แปดทาง, ทั้งแปดรวมกันเข้าจึงเป็นทาง ทาง เดียวสำหรับคนเดียวเดิน ไปยังจุดหมายปลายทางเพียงสิ่ง เดียว คือดับทุกข์ อย่าไปพูดว่า ทางแปดหรือมรรคแปด นั่นผิด อย่างยิ่ง ; ต้องพูดว่า ทางประกอบไปด้วยองค์ประกอบแปด ประการ เหมือนทางเดินเท้านี้ที่ต้องมีองค์ประกอบเช่นว่า ต้องมี แนวให้เดินถูก มียานพาหนะ หรือเรือแพ หรือสะพาน มีร่มเงา มีการคุ้มครอง ไม่ให้โจรผู้ร้าย อันตรายเบียดเบียน มีที่หาอาหาร กินได้. องค์เหล่านี้ประกอบกันเข้าครบถ้วนแล้ว ทางนี้ก็ใช้ประ- โยชน์ได้ เดินได้ แปลว่าทางเส้นเดียวเท่านั้น แต่มันประกอบ ไปด้วย องค์ประกอบหลาย ๆ อย่าง เรื่องมรรคที่ดับทุกข์นี้ก็ เหมือนกัน มันเส้นเดียว คนเดียว เดินไปสู่จุดหมายปลายทางอัน เดียว ; แต่ว่าประกอบไปด้วย ความถูกต้องถึงแปดอย่าง จึง เรียกว่า สัมมา สัมมาทั้งนั้น แปดอย่างด้วยกัน อย่างที่กล่าวไป แล้ว. สัมมาแปดอย่างนั้นแบ่งเป็นสามชุด ชุดแรกเป็นความถูก ต้องทางปัญญา ชุดที่สองถูกต้องทางกายทางวาจา ชุดที่สามถูก ๒๐๒
น.480 ต้องทางจิต. หรือจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า ชุดแรกเรียกว่าถูกต้อง ทางปัญญา ชุดที่สอง เรียกว่าถูกต้องทางศีล ชุดที่สาม เรียกว่าถูก ต้องทางสมาธิ ; นี่จะเห็นท่านเรียงลำดับไว้ว่า ปัญญา แล้วก็ ศีล แล้วก็ สมาธิ นี่ตัวจริงเป็นอย่างนี้. ทีนี้ ท่านทั้งหลายบางท่านในที่นี้ อาจจะได้ยินชินหูมาว่า ศีล สมาธิ ปัญญา, ศีลสมาธิปัญญา, แล้วทำไมนี่มาพูดว่า ปัญญา แล้วศีล แล้วสมาธิ กลับกันอยู่ อย่างนี้. ขอให้สังเกตว่า พระ- พุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนี้ ท่านตรัสเอาปัญญามาก่อน แล้วจึงถึง ศีล, แล้วถึงสมาธิ นี่มันเป็นเทคนิคเฉพาะของธรรมชาติ ; คือว่า เราต้องมีปัญญาก่อนทั้งนั้น แม้แต่ที่เราจะมาศึกษาเล่าเรียนนี้ ก็ปัญญาพามา หรือที่เราจะเข้าวัดฟังธรรมนี้ ก็ปัญญาพาไป อะไร ๆ ก็ล้วนแต่ปัญญาพาไป แล้วจึงไปประพฤติศีล แล้วจึงไป เจริญสมาธิปัญญาเพิ่มเติม แต่มันต้องตั้งต้นด้วยปัญญา ไม่ใช่ ตั้งต้นด้วยศีล หรือการกระทำอย่างอื่น มันต้องตั้งต้นด้วยปัญญา การกระทำต่อไปนั้นจะถูกต้อง ถ้าไม่ตั้งต้นด้วยปัญญา แล้ว มันผิดหมดตั้งแต่ที่แรก มันเป็นศีลงมงาย เป็นสมาธิ งมงาย, รักษาศีลไปสวรรค์ รักษาศีลให้มีโชคดีไปหมด เลย เพราะฉะนั้น ศีลนั้นล้มเหลวหมดเลย. แต่ถ้าลองเอาปัญญา มาก่อน อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านวางไว้ศีลนั้นจะตรงไปยัง ความดับทุกข์ สมาธินั้นจะตรงไปยังความดับทุกข์ แล้วมันหล่อ เลี้ยงกันเอง ทั้งสามอย่าง เจริญมากขึ้นทุกที ; แล้วก็ไปถึงความ ดับทุกข์ ที่เป็นจุดหมายปลายทางได้. แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เราจะ ได้ยินว่า ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นลำดับ ๑ - ๒ - ๓ เป็นบันไดสาม ขั้นขึ้นไปทีเดียว นั้นมันเป็นเรื่องพูด ไม่ใช่เรื่องทำ. นั่นมันเป็น ๒๐๓
น.481 Theoritical point of view มันเป็นเรื่องพูด - เรื่องคิด - เรื่อง เรียน ; แต่เรื่อง Practical point นี้ มันอยู่ที่จะต้องเอาปัญญามา ก่อน แล้วเอาศีลมา, เอาสมาธิมาเป็นหาง เอาปัญญามาเป็น หัว แล้วหัวก็ลากหางไป แล้วก็เจริญขึ้นด้วยกัน เพราะฉะนั้น มันจึงลัด หรือ เร็ว หรือถูก ; ทีนี้มามัวคลานต้วมเตี้ยม เอา ศีลสมาธิปัญญา, ศีลสมาธิปัญญาอยู่อย่างนี้ ; มันเหมือน กะคลานต้วมเตี้ยม, มันไม่รู้จักทิศเหนือทิศใต้ มันตั้งต้นด้วย ความมืดบอด. เพราะฉะนั้นขอให้เราเข้าใจว่าตามหลักปฏิบัติ แล้ว เราจะต้องเรียงว่าปัญญา ศีล แล้วสมาธิ เสมอไป และ หลักนี้ใช้ได้ในทุกกรณี ไม่ว่าเรื่องโลกเรื่องธรรม เรื่องประกอบ การทำมาหากิน การทำงานออฟฟิศอะไรก็ตาม เอาปัญญา มาก่อนเสมอ แล้วจึงเป็นการปฏิบัติ และเป็นการระดมกำลัง ใจลงไปในนั้น แล้วจะเป็นมรรคมีองค์แปดประการขึ้นใน การกระทำของเรา ไม่ว่าที่บ้าน หรือที่ออฟฟิศ หรือที่ไหนก็ตาม หรือแม้แต่เรื่อง ธรรมะที่เราจะต้องมี ที่เรียกว่า อริยสัจจ์ที่สี่ คือเรื่อง ทาง. หลักพื้นฐานในพุทธศาสนาก็มี เป็นสี่เรื่อง เรื่องทุกข์ เรื่อง เหตุให้เกิดทุกข์ เรื่องความดับของความทุกข์ เรื่องทางปฏิบัติ ให้ถึงทางแห่งความดับทุกข์. ทีนี้เราก็พูดได้เลยว่า ข้อธรรมะ ต่าง ๆ ที่ท่านได้ยินมามากตั้งหลายสิบข้อ หรือหลายร้อยข้อ มันรวมอยู่ในสี่อันนี้ทั้งนั้น ไม่มีอันไหนนอกไปจากนี้. ถ้าเราวินิจ- ฉัยกันวันหลัง อยากจะบอกว่า แม้เราจะพูดถึงธรรมะทั้งหมด ที่ว่ามีอยู่ถึง ๘๔,๐๐๐ ข้อ, เรียกว่า ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ใน พระไตรปิฎก, หรือคำสอนทั้งหมด ทั้ง ๘๔,๐๐๐ นั้น มันก็รวม ๒๐๔
น.482 อยู่ในสี่ข้อนี้ ซึ่งสี่ข้อนี้ก็ยังย่นเหลือได้ สอง คือว่า "ทุกข์ กับ ความดับทุกข์เท่านั้น ที่ฉันพูด" พระพุทธเจ้าท่านว่าอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจึงถือว่านี่แหละเป็นพื้นหลักฐานของสิ่งที่เรียกว่า พุทธศาสนา ที่เราควรจะเรียนให้รู้ไว้. ทีนี้อยากจะพูดเป็นคำสุดท้าย ถึงปลายทางว่า ดับทุกข์สิ้น เชิงแล้วเป็นอย่างไร. ดับทุกข์สิ้นเชิงแล้วเป็นอย่างไร ? ไปอยู่. ที่ไหน ? สนุกไหม ? อะไรทำนองนี้ ; มันมีปัญหาเกิดขึ้นอย่าง นี้ แล้วท่านลองคิดดูซิว่าอย่างไร ; ที่แท้เรื่องมันกลายเป็นว่า ดับทุกข์สิ้นเชิงแล้วไม่ไปไหน แล้วก็ไม่อยู่ที่ไหน. นี่ฟังกันถูก ไหม ว่าไม่ไปไหน และไม่อยู่ที่ไหนด้วย หรือว่าไม่ได้อะไร ไม่เสียอะไร. นี่เพราะว่า ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู ไม่มีความคิดว่า เรา ว่าฉันว่าของฉัน อะไรอีกต่อไป มันจึงไม่มีตัวฉัน จะไปไหน หรือว่าตัวฉันจะอยู่ที่ไหน นี่คือที่เรียกว่า ความว่าง ว่างอย่าง ยิ่งที่เป็นนิพพาน คือ เหลืออยู่แต่ใจที่บริสุทธิ์ กับกายที่บริสุทธิ์ นั้น และมันไม่อยากไปไหน ไม่อยากอยู่ที่ไหน มัน ไม่รู้สึก ว่าไปไหนหรืออยู่ที่ไหน ; เพราะฉะนั้นมันจึงมีแต่ภาวะที่เรา สมมุติ เรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่า ความสะอาด ความสว่าง ความ สงบ. สะอาด นั้นหมายความว่า เดี๋ยวนี้มันบริสุทธิ์จากกิเลสแล้ว มันสะอาด, สว่างก็หมายความว่า เดี๋ยวนี้มันรู้ถึงที่สุดแล้ว. มันรู้ สิ่งที่ควรรู้ถึงที่สุดแล้ว, มันจึงหยุดไม่อยากไปไหน ไม่อยาก อะไร ไม่ต้องการอะไร ไม่หวังอะไร, นี่คือความ สงบ มันสงบ อย่างนี้. เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นผลขึ้นมา คือเป็นภาวะแห่ง ความสะอาด สว่าง สงบ อยู่ที่กาย และใจที่บริสุทธิ์ ไม่มีความ คิดว่า ฉันเป็นอะไร หรือจะไปไหน อะไร มีแต่สติปัญญา. ๒๐๕
น.483 ท่านคิดดูว่า เราจะทำอะไรได้อย่างไรกัน, นี่แหละคือ ปัญหา ปัญหาที่ว่าจะขัดข้อง ; เพราะฉะนั้นอย่าลืมว่า ได้กล่าว มาแล้วตั้งแต่ที่แรกข้างต้นว่า "จงมีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา จงทำ อะไรไปด้วยสติปัญญา หรือความรู้ที่ถูกต้อง" ในขณะแห่ง การดับกิเลสหรือดับทุกข์หมดสิ้นเชิงนี้ นั่นคือความมาเต็มที่ของ ปัญญา. ความรุ่งโรจน์เต็มที่ของปัญญา. เดี๋ยวนี้ไม่มีความ รุ่งโรจน์เต็มที่ของปัญญา มีแต่ความรู้บางชนิดที่ถูกหุ้มห่อพัวพัน อยู่ด้วยความหลง ความอยาก ความหวัง ความอะไรต่าง ๆ ไม่ ใช่ความรู้ที่ถูกต้อง ไม่ใช่ความรู้ที่ถูกต้อง ไม่ใช่ความรู้ที่เป็น อิสระ ไม่ใช่ความรู้ที่สมบูรณ์ ต่อเมื่อเราเปลื้องกิเลส เปลื้อง ความทุกข์ออกไปแล้ว มันจึงปรากฏเป็นภาวะแห่งความรู้ที่ถูก ต้อง ที่บริสุทธิ์หรือที่สมบูรณ์. ทีนี้มันรู้ของมันเอง ว่าควรจะทำ อะไรบ้าง อย่างพระพุทธเจ้าท่านหมดกิเลสเป็นพระอรหันต์ หรือพระอรหันต์ทั้งปวงนี้ ท่านก็เดินไปบิณฑบาตได้ ไปสอนคน ได้ ทำประโยชน์อย่างประเสริฐเหลือหลายได้ ไม่ได้เป็นใบ้ ไม่ ได้นั่งตัวแข็ง ไม่ได้วิปริตพิกลพิการอะไรไป นั่นแหละดับทุกข์ สิ้นเชิง แล้วมันเป็นอย่างนี้. ที่ว่าไม่ไปไหน ไม่อยู่ที่ไหน ; นั่นหมายความว่า มัน ไม่มีความรู้สึกว่าฉันไปไหน เพราะความอยากอะไร, ฉันอยู่ ที่ไหนเพราะความอยากอะไร ความหวังอะไร ทั้งที่ร่างกายมันก็ อยู่ในเมืองนั้น อยู่เมืองนี้ อยู่วัดนั้น อยู่วัดนี้ เดินไปหาคนนั้น พูดจากับคนนี้ มันก็ทำไปทั้งนั้น แต่ไม่มีความรู้สึกยึดมั่นถือมั่น เลย ว่า ตัวกู กูทำเพื่อกู หรือเพื่อคนนั้น เพื่อคนนี้ เพราะฉะนั้น เขาจึงมีโวหารพูดขึ้นมาสำหรับชั้นนี้ว่าไม่ได้อยู่ที่ไหน ไม่ได้ไป ๒๐๖
น.484 ที่ไหน ไม่ต้องการอะไรเลย ไม่หวังอะไรเลย จึงเป็นจิตที่อิสระ หลุดพ้น หรือฟรีถึงที่สุด แล้วก็สงบอย่างยิ่ง เป็นทุกข์ศูนย์ เป็น สุขโดยสมมุติว่าเป็นสุขอย่างยิ่งอยู่ในตัวสิ่งนั้น นี่ที่สุดปลายทาง คือ Summun Bonum อย่างแท้จริงนั่นเอง. Summun Bo- num ของพวกอื่น อาจจะเป็นอย่างพวกอื่น แต่ของพุทธ- ศาสนาเป็นอย่างนี้. นี่ลองนึกถึงที่บรรยายแล้วตั้งแต่ครั้งที่ หนึ่ง ครั้งที่สอง นั้นว่า มนุษย์มันมีปัญหาโดยเฉพาะอยู่ที่ปลาย ทาง ที่ว่าจะไปดีกันอย่างไร ไปเต็มกันอย่างไร ไปสุขกันอย่าง ไร ไปหวังดีต่อกันและกันอย่างไร เดี๋ยวนี้เมื่อเรามีจิตเป็นอย่างนี้ แล้ว มันคือดีที่สุด สุขที่สุด เต็มเปี่ยมแห่งความเป็นมนุษย์ หน้าที่ บริสุทธิ์สักแต่ว่าหน้าที่ หวังดี และเมตตาไม่มีขอบเขตอยู่เป็น ประจำ ทั้งหมดนี้มันเป็นจุดมุ่งหมายปลายทาง. นี้เรียกว่าเราพูด กันถึงหลักพื้นฐานที่เป็นหัวข้อสำคัญที่สุด แล้วไม่มีอะไรนอก ไปจากนี้อีกแล้ว. แต่เราพูดอย่างสังเขป หรือเป็นหัวข้อ เรียกว่า หลักพื้นฐานสำคัญในพระพุทธศาสนาเท่านั้น. อาตมาขอยุติการบรรยาย เพราะหมดเวลาเพียงเท่านี้
น.485 คำกลอนของ ก. เขาสวนหลวง *** บัวใต้น้ำ ความโง่เขลา งมงาย บัวใต้น้ำ จิตหมองคล้ำ ครุ่นคิด ผิดวิถี หลงในรส ตัณหา จมวารี ทุกข์เกิดมี คลุมใจ ให้มืดมัว อยู่ในโลก มานาน ไม่อ่านใจ มัวหลงใหล แสวงหา มาทูนหัว เพราะยึดถือ กายใจ หมายว่าตัว จึงเป็นบัว จมหาย ในวารี. เป็นดอกบัว ใต้น้ำ จิตต่ำต้อย เป็นเหยื่อหอย ปูปลา ป่าช้าผี ชุ่มแช่ใน เปลือกตม หล่มโลกีย์ ฝ้าธุลี ปิดบัง โลกทั้งปวง เพราะความเป็น ปุถุชน คือคนหนา มีตัณหา เชื้อร้าย ทุกข์ใหญ่หลวง ไม่รู้เท่า สังขาร ถูกมารลวง ผู้มีดวง ชีวิต มืดมิดเอย. ***
Buddhadasa