Buddhadasa.org

หลักพุทธธรรม (คำบรรยายหลักพระพุทธศาสนาอบรมผู้ช่วยผู้พิพากษา 2505) ตอนที่ ๗ — ๗. หลักสำคัญในพุทธศาสนา ค. หลักที่ต้องเข้าใจโดยละเอียด

หลักพุทธธรรม (คำบรรยายหลักพระพุทธศาสนาอบรมผู้ช่วยผู้พิพากษา 2505) — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — หลักพุทธธรรม (คำบรรยายหลักพระพุทธศาสนาอบรมผู้ช่วยผู้พิพากษา 2505) (๑๐ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.488 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย, การบรรยายครั้งที่เจ็ดนี้ อาตมาจะได้กล่าวถึงหลักที่ควร ทราบโดยละเอียดยิ่งขึ้นไป คือขอทบทวนความเข้าใจสักเล็กน้อย ว่า ในครั้งที่แล้วมา เราได้กล่าวถึงหลักทั่วไป ; แล้วต่อมาได้ กล่าวถึงหลักพื้นฐาน หรือฐานรากของหลักธรรมในพุทธศาสนา. สำหรับครั้งนี้, จะได้กล่าวถึงหลักบางหลัก หรือเรื่องบาง เรื่อง ที่ควรจะทราบให้ละเอียดลงไปจนถึงที่สุด ที่จะสำเร็จ ประโยชน์ได้ ; แล้วก็จะกล่าวได้ว่าเป็นการเพียงพอหรือว่า จะทำให้เข้าใจเรื่องอื่นได้โดยง่ายและโดยเร็วที่สุด, หรือว่าจะ เรียกว่าเพียงพออยู่ในตัวของมันเองก็ได้. เพราะฉะนั้นขอให้ท่าน ทำความเข้าใจว่า เราจะได้กล่าวหลักพื้นฐาน หรือหลักอะไร ก็ตาม ; แต่ว่ากล่าวแต่บางหลัก ให้ชัดเจนละเอียดอย่างเพียงพอ เท่าที่จำเป็นก่อนอื่นทั้งหมด ; ซึ่งในที่นี้ก็ได้แก่ หลักเรื่องความ ยึดมั่นถือมั่น, หรือว่าความไม่ยึดมั่นถือมั่น ซึ่งตรงกันข้ามนั่น เอง ; ซึ่งเราอาจจะกล่าวได้ว่า เป็นเรื่องใหญ่เรื่องเดียว หรือ หลักเดียว ซึ่งจะเป็นหัวใจของทั้งหมด จนถึงกับกล่าวได้ว่า นี่ แหละหัวใจของพุทธศาสนา. ทีนี้อาตมาอยากจะให้ทราบถึงต้นตอ ๒๑๑

น.489 ถึงที่มาของเรื่องนี้ คือมีคนมาทูลถามพระพุทธเจ้าว่า "บรรดา คำสั่งสอนของพระองค์ทั้งหมดนั้น ถ้าจะสรุปให้สั้น เหลือเพียง ประโยคเดียวแล้วจะได้หรือไม่ ? และจะว่าอย่างไร ?" พระพุทธ- เจ้าตรัสตอบว่าได้ และว่า สั้น ๆ เพียงประโยคเดียวก็ว่า "สิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น" สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควร ยึดมั่นถือมั่น นี้สั้นที่สุด นี่คือทั้งหมดของคำสอนทั้งหมดใน พระพุทธศาสนา. ท่านผู้ฟังอาจจะฉงนว่า ทำไมวันก่อนกล่าวว่า เรื่องทุกข์, เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์, เรื่องความดับทุกข์, หรือเรื่องทางปฏิบัติให้ ถึงทางดับทุกข์ว่าเป็นหัวใจ ถ้าสงสัยอย่างนี้ ประเดี๋ยวเราก็จะ เข้าใจ คือจะเห็นว่าทั้งสี่เรื่องนั้นจะเหลือเพียงเรื่องเดียวอย่างไร ข้อที่อาตมาเอาเรื่องที่ถือว่าเป็นหัวใจของพุทธศาสนา มากล่าว ก็ขอให้เข้าใจว่า เราพูดกันถึง หลักที่เป็นส่วนพุทธ- ศาสนาจริง ๆ คือหลักส่วนที่อาจจะจัดได้ว่าเป็นเรื่องทางพุทธ- ศาสนา, หรือ เป็นเนื้อแท้ของพุทธศาสนาจริง ๆ. เดี๋ยวนี้ท่าน อาจจะได้ยินเรื่องต่าง ๆ ซึ่งต่ำกว่านั้น, เช่นเรื่องการประพฤติ ของฆราวาสเจริญด้วยทรัพย์ ยศ ไมตรีอย่างนี้ก็มี, หรือว่าเรื่อง ทำบุญไปสวรรค์ อะไรก็มี อย่างนี้ก็เป็นหลักพุทธศาสนาเหมือน กัน แล้วมันมิขัดขวางกันยุ่งไปหมดหรืออย่างไร ? เดี๋ยวเราก็จะ ได้เห็นว่า มันไม่ได้ขัดขวางกันเลย. เราลองเหลือบตาดูถึงความ ที่พุทธศาสนาเปิดไว้กว้างหรือมีให้หมด, หรือว่ายอมได้หมด. คือมี Tolerance ยอมให้ได้หมดว่า ผู้ ใคร่จะได้ลาภ ก็จง ได้ ลาภ คือ ทรัพย์สมบัติ ผู้ใคร่จะได้บุญ ก็จง ได้บุญ แต่ผู้ใคร่ นิพพานก็จงนิพพาน." ขอให้ท่านสังเกตสักนิดหนึ่งว่า ใคร่ลาภ ๒๑๒

น.490 ก็ให้ได้ลาภ, ใคร่บุญก็ให้ได้บุญ, และใคร่นิพพาน ; ก็จงนิพพาน เราไม่มีคำว่า "ได้นิพพาน" อย่าไปใส่คำว่าได้นิพพานเข้า ; มีแต่คำว่าผู้ใคร่ลาภจงได้ลาภ ผู้ใคร่บุญจงได้บุญ ผู้ใคร่นิพพาน จงนิพพาน ; อย่าไปใส่ว่า "ได้" เข้าที่ตรงนี้ แปลว่าข้อปฏิบัติ ที่ปฏิบัติไปอย่างถูกต้อง ทำให้ได้ลาภก็มีเหมือนกัน ในพุทธศาสนา ก็มี ในศาสนาอื่นก็มี ข้อปฏิบัติที่ทำให้ได้บุญ ในพุทธศาสนาก็มี ศาสนาอื่นก็มี แต่เราทำไมมาพูดอีกว่า ผู้ใคร่นิพพานจงนิพพาน อย่างนี้ นี่แหละมันเกินเข้ามา เกินกว่าศาสนาอื่นจะมี. ทีนี้ เรื่องนิพพานนั่นแหละ หมายถึงความไม่ยึดมั่น ถือมั่น. เรื่องได้ลาภได้บุญนี้มันมีอยู่สองประเภท : ถ้าแสวงหา ลาภ หาบุญ ด้วยความยึดมั่นถือมั่นแล้วมันต้องเป็นทุกข์ ; ถ้ายัง ละ ไม่ได้ มันก็ต้องเป็นทุกข์ไป ตามแบบตามประสาของคนที่จะ ได้ลาภหรือได้บุญ. แต่ถ้าเขาสามารถ เขาศึกษาจนรู้เรื่องความ ไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว แม้จะประพฤติกระทำอยู่ในลักษณะที่ได้ลาภ หรือได้บุญ เขาก็หาเป็นทุกข์แต่ประการใดไม่ ; เพราะฉะนั้น เรื่องที่สำคัญนั้น มันไม่ใช่อยู่ที่เรื่องได้ลาภ หรืออยู่ที่เรื่องได้บุญ แต่มันอยู่ที่ความไม่ยึดมั่นถือมั่นต่างหาก จึงจะไม่มีทุกข์. แสวงหา ลาภก็ไม่ทุกข์, แสวงหาบุญก็ไม่ทุกข์ แต่ถ้าเป็นเรื่องยึดมั่นถือ มั่นแล้ว แสวงหาลาภก็ทุกข์ตั้งแต่ต้นจนปลาย แสวงหาบุญ หรือมีบุญ ; เพราะฉะนั้นเราจึงมีคำตัดบท ไม่ให้เป็นทุกข์ตั้งแต่ ต้นจนปลายนี้คือ ความไม่ยึดมั่นถือมั่น ว่า ถ้าใคร่จะนิพพาน คือไม่เป็นทุกข์ละก็จงนิพพานคือ ไม่เป็นทุกข์, หรือเป็นที่สิ้นสุด ของการแสวงหา ของการวนเวียนในวัฏฏะวงกลม อย่างที่กล่าว มาแล้วแต่วันแรก. เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นได้ว่า พุทธศาสนาได้ ๒๑๓

น.491 เปิดให้กว้าง และได้ยอมให้อย่างกว้างที่สุด จนขนาดว่าใครใคร่ จะได้ลาภก็จงได้ลาภ ใครใคร่จะได้บุญ ก็จงได้บุญ ใครใคร่จะ นิพพานก็จงนิพพาน แต่หลักสำคัญต้องอยู่ตรงที่รู้จักทำไม่ให้ เป็นทุกข์ ด้วยอำนาจของความไม่ยึดมั่นถือมั่น เพราะฉะนั้นวัน นี้ เราจะวินิจฉัยกัน ในเรื่องของความไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้ ให้ ละเอียดเป็นพิเศษเพียงเรื่องเดียว จึงได้กล่าวว่า วันนี้เราจะ ได้กล่าวถึงหลักที่ควรทราบโดยละเอียด. คำที่น่าจะทราบอีกคำหนึ่งก็มีว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่า "เรื่อง ที่ควรทราบควรรู้นั้นมีประมาณกำมือเดียว, กำมือเดียว ในเมื่อ ไปเทียบกับทั้งบ้านทั้งเมืองทั้งป่าทั้งดง" เรื่องนี้มันมีอยู่ว่า เมื่อ ท่านเสด็จผ่านป่าแห่งหนึ่งกับหมู่ภิกษุสงฆ์ ท่านอยากจะให้ภิกษุ สงฆ์เข้าใจเรื่องนี้ด้วยการเปรียบเทียบ จึงเลยหยุดลง แล้วทรง กำใบไม้ที่หล่นอยู่ตามพื้นดินกำมือหนึ่ง แล้วก็ชูขึ้น ให้เปรียบ เทียบดูว่า ใบไม้ในกำมือหนึ่งนี้ กับใบไม้ทั้งป่าทั้งหมด มันมาก น้อยกว่ากันสักกี่เท่า. ทีนี้ใคร ๆ ก็เห็นได้ทันทีว่า มันน้อยกว่ากัน มาก จนไม่อาจจะเปรียบกันได้เลย ; แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "สิ่งที่ตรัสรู้หรือรู้นั้นมีเท่ากับใบไม้ทั้งป่า แต่สิ่งที่จะมาสอนพวก เธอนี้มีเพียงใบไม้กำมือเดียว" นี่มันน้อยถึงอย่างนี้. แล้วที่เรียก ว่ากำมือเดียวนั้นคืออะไร ? กำมือเดียวก็คือ เรื่องทุกข์ เรื่อง มูลเหตุให้เกิดทุกข์ เรื่อง ความดับสนิทแห่งทุกข์ และ เรื่องวิธี ปฏิบัติให้ถึงความดับสนิทแห่งทุกข์ที่เรียกว่า อริยสัจจ์สี่ ที่ได้ กล่าวแล้วแต่วันก่อน นี่แหละเรื่องใบไม้กำมือเดียว. ซึ่งสรุปสั้นเข้า อีก ก็ว่า เหลือแต่เรื่องทุกข์ กับความดับทุกข์ ถ้าจะให้สั้นลงอีกก็ ว่า เหลือเพียงประโยคเดียวคือความดับทุกข์ และ ความดับทุกข์ ๒๑๔

น.492 นี่แหละ คือวิธีที่จะต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น จึงจะทำความดับทุกข์ ได้. ท่านจะต้องมองให้เห็นชัดว่า ที่เป็นทุกข์นั้นมันเป็นทุกข์อยู่ใน ตัวความยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง ท่านไปคิดดูเถอะว่า ความทุกข์เรื่อง ไหนก็ตาม มันทุกข์อยู่เพราะความยึดมั่นถือมั่น หรือในตัวสิ่งที่ ถูกยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง. เรื่องนี้เราได้วินิจฉัยกันอย่างแจ่มแจ้งแล้ว ในวันก่อน, แต่ก็ต้องเอามาทบทวนความจำ ให้เห็นอีกครั้งหนึ่ง ว่า เราทุกข์ร้อนอะไร ในลักษณะไรก็ตาม มันเนื่องมาจากความ ยึดมั่นทั้งนั้น. เกลียดเขามันก็ยึดมั่นในรูปของความเกลียด รักเขา มันก็ยึดมั่นในรูปของความรัก แม้จะแถมกลัวเข้ามาอีกเรื่องหนึ่ง มันก็ยึดมั่นถือมั่นในรูปของความกลัว. รัก เกลียดกลัวเป็นปัญหา ของมนุษย์เรา เช่นความตายเราเกลียด เรากลัว ของสวยของ งาม เรารัก เราอยากได้เหล่านี้เป็นต้น แต่ว่าทุกอย่างนั้นเป็นเรื่อง ของความยึดมั่นถือมั่นทั้งนั้น. ถึงจะเป็นเรื่องรัก เรื่องพอใจ มันก็ ซ่อนเร้น คือว่ามันให้ความทุกข์อย่างซ่อนเร้น ไม่แสดงว่าเป็นทุกข์ ซึ่งหน้า ไม่เหมือนกับเรื่องเกลียดเรื่องกลัว ; แต่ถึงอย่างไรก็ตาม หลังฉากของมันนั้นเหมือนกัน คือตั้งอยู่ที่ความยึดมั่นถือมั่น. ทีนี้ความยึดมั่นถือมั่นนี้ มันทำให้เกิดความรัก หรือความกลัว หรือความโกรธความเกลียดขึ้นมา. เพราะฉะนั้นจึงสรุปว่าอาการ ที่ทำให้จิตเร่าร้อนนี้ มีมูลมาจากความยึดมั่นถือมั่นทั้งนั้น ; เพราะฉะนั้นจึงว่าเป็นทุกข์อยู่ที่ตัวความยึดมั่นถือมั่น นี้ถูกกว่า. สิ่งใดเราไปยึดมั่นเข้าว่า "เรา" ว่า "ของเรา" แล้วนั่นแหละ เป็น ตัวของความทุกข์ที่จะตั้งขึ้นมา แล้วก็ปรากฏที่ใจของผู้ยึดมั่น ถือมั่น. ๒๑๕

น.493 ทีนี้ ที่ว่า มีตัณหาคือความอยากเป็นเหตุให้เกิดทุกข์นั้น นี้มันก็เพราะคนเราจะไปอยากอะไรเข้า มันเนื่องมาจากได้ยึดมั่น ถือมั่นอยู่แต่เดิม อยู่เป็นประจำ เป็นพื้นฐาน เพราะฉะนั้นจึงได้ทำ ให้ไปหลงอยากในสิ่งที่เคยยึดมั่นถือมั่นอยู่ก่อน. เกี่ยวกับข้อนี้เรา จะต้องพูดถึงเรื่องความยึดมั่นกันสักเล็กน้อย ท่านจะต้องจำไว้ให้ แม่นยำว่า วัตถุที่เป็นที่ตั้งของความยึดมั่นนั้น เขาจัดไว้เป็น สี่ประเภท หรือสี่พวกด้วยกันคือ :- ๑. ก าม-ของรักของใคร่ นี้พวกหนึ่งเรียกว่า ยึดมั่น ใน กาม ยึดมั่นหลงใหลด้วยความกำหนัด ด้วยกิเลสซึ่งเป็นเรื่อง กามารมณ์. เรื่องนี้เกือบจะไม่ต้องอธิบายอะไร ก็เข้าใจกันได้ดี ยึดมั่นจนนอนไม่หลับ ยึดมั่นจนฆ่าตัวตายในที่สุด หรือว่า ได้ อย่างอกอย่างใจ ก็ยึดมั่นจนไม่มีปรกติสุข เรียกว่ายึดมั่นในฐานะที่ เป็นกามหรือทางกาม. ๒. ยึดมั่นในความคิดความเห็น เขาเรียกว่าทิฏฐิ. คนมี ทิฏฐิหรือมีความคิดเห็นความเชื่ออะไรอย่างนี้ ก็ยึดมั่นในความ เห็นของตัวซึ่งผิด ๆ ยึดมั่นด้วยทิฏฐิผิด ๆ ในทิฏฐิที่ผิด ๆ เป็น เหตุให้หัวดื้อหัวรั้น หรือไม่ยอมใคร หรือ ไม่ยอมแม้แต่ใน ทางที่ควรจะยอม นี่แหละยึดมั่นผิด อย่างนี้เขาเรียกว่า ยึดมั่น ด้วยทิฏฐิในทิฏฐิ. ๓. เรียกว่า ยึดมั่นในความประพฤติที่ประพฤติมาอย่าง งมงาย ความประพฤติที่เคยประพฤติมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ตั้งแต่ ไม่รู้อะไร จะเป็นเรื่องถูกหลอกถูกหลอนหรือถูกอะไร ก็ตามใจ มันประพฤติผิดมาเป็นประจำด้วยความคิดว่า : นี้ดี นี้มีประโยชน์ เช่นเราถูกสอนให้เชื่อผี เชื่อเทวดา เชื่อเครื่องราง, เชื่อของขลัง ๒๑๖

น.494 อะไรเหล่านี้แล้ว ก็ประพฤติกระทำมาจนชิน เป็นนิสัยแก้ไม่ได้ นี่ส่วนมากเป็นเรื่องของความงมงายทั้งนั้น. อีกทางหนึ่ง แม้เป็นเรื่องที่ดีที่มีความถูกต้อง แต่เราก็ไปเข้า ใจผิดเสีย ; แล้วไปมีความเห็นผิด เราทำดีเหมือนเขา แต่เราทำ ไปด้วยความเห็นผิด เข้าใจผิด คือความงมงาย อย่างนี้ก็เรียกว่า ยึดมั่นถือมั่นด้วยความประพฤติที่งมงาย, ประพฤติผิดมาอย่าง งมงายด้วยความเคยชินเหมือนกัน เรียกเป็นบาลีว่า สีลลัพพัตตุ- ปาทาน-ยึดมั่นด้วยศีลพรต หรือยึดมั่นในศีลพรต ; ยึดมั่น ในศีลพรตนี้ ที่จริงฟังดูแล้วคล้ายกับว่า ควรจะเป็นเรื่องถูกเรื่องดี หรือเรื่องที่ถูกต้องแล้ว แต่ที่จริงมันไม่ใช่อย่างนั้น ; เช่นว่าศีลเขา มีไว้ว่า อย่าฆ่า อย่าลัก อย่าขโมย อะไรนี้, ถ้าเราประพฤติด้วย ความเข้าใจถูกต้องว่า เพื่อไม่เบียดเบียนกัน อยู่กันเป็นสุขแล้ว ก็ทำจิตใจให้สงบเป็นสุขต่อไปอีก อย่างนี้มันก็ถูก. แต่ถ้าไปยึดมั่น ว่าถือศีลแล้วจะได้รวย หรือจะได้มีโชคดี หรือจะได้ไปสวรรค์ มีวิมานนางฟ้า อะไรทำนองนี้ ก็เรียกว่าผิดแล้ว ; แต่ก็รักษา เคร่งครัดเหมือนกัน. คนที่เข้าใจผิดอย่างนี้ก็รักษาเคร่งครัด รักษาเอาเป็นเอาตายด้วยเหมือนกัน. นี่มันทำสิ่งที่ถูก หรือดีอยู่ แล้ว ให้ผิดหรือให้เศร้าหมองไป เพราะความเข้าใจผิด และยัง มีประพฤติอย่างอื่นอีกมาก ; ที่จริงก็เป็นสิ่งที่ดีที่ถูก ที่มีประ- โยชน์ แต่เมื่อไปเข้าใจผิดเสียแล้ว ทำด้วยความงมงายแล้ว ก็ถือ เป็นอุปาทานรูปนี้ทั้งนั้น ยึดมั่นในการประพฤติปฏิบัติที่ทำมาด้วย ความงมงายจนเคยชิน นี่เราควรจะดูให้ดี ๆ ว่า มันอยู่ที่ตรงไหน บ้าง. ๔. อันสุดท้ายก็เรียกว่า อัตตวาทุปาทาน, ยึดมั่นด้วยวาทะ ๒๑๗

น.495 ว่าตน ว่าตัวตน นี่คือยึดมั่นในเรื่องตัวตนของตน. อัตตวาทะ. อย่าได้เข้าใจว่าเป็นเพียงคำพูด. อัตตวาทะนี้แปลว่า ความสำคัญ มั่นหมายว่าตัวตน ไม่ใช่เพียงคำพูดว่าตัวตน มีคนบางคนเข้าใจ ทื่อ ๆ ไปตามตัวหนังสือว่า วาทะละก็แปลว่าคำพูด อย่างนี้ไม่ใช่. ในเรื่องทางปรัชญา หรือทางศาสนา โดยเฉพาะในอินเดียนั้น คำว่า "วาทะ" แปลว่า ลัทธิ หรือ ความคิดความเห็น. ที่จริงมันก็ ถูกเหมือนกัน คือในข้อที่ว่า คนเราถ้าลงมีลัทธิในใจ หรือมีความ คิดความเห็นอะไรอยู่ในใจอย่างไรแล้ว มันพูดอย่างนั้น ๆ คือ คำพูดที่พูดออกมา เป็นไปตามความเชื่อ ความคิด ความเห็น ทั้งนั้น ; เพราะฉะนั้นคำที่พูดนั้นมันส่อความยึดมั่นถือมั่นในใจ ว่า มีความคิดเห็นยึดถือไว้อย่างไร. การที่เขาเอาคำว่า "วาทะ" มาใช้จึงคล้าย ๆ หมายความว่า คำพูด ; แต่ที่จริงมันหมายถึง ลัทธิ ความเชื่อยึดมั่นถือมั่นอยู่ในใจ เพราะฉะนั้นคำว่า อัตตวาทุ- ปาทาน ที่แปลว่า ยึดมั่นด้วยวาทะว่าตัวตนนี้ หมายความว่า ยึดมั่น ด้วยตัวตน ด้วยความยึดมั่นถือมั่นทีเดียว ที่ยึดมั่นแต่เพียงคำ พูด หรือเพียงแต่พูดนี้ ไม่มีความหมายอะไร นี้ขอให้เข้าใจไว้ด้วย เช่นคำว่า อัตตวาที่ แปลว่าผู้มีวาทะว่า ตน อย่างนี้ นั่นแหละผู้ที่ยึด มันตัวตนละ ไม่ใช่เพียงแต่เขาพูดด้วยปากว่า ตัวตน ๆ เฉย ๆ ไม่ใช่, หมายถึงในจิตใจของเขา ยึดมั่นว่าตัวตนอย่างเต็มที่ ก็ เรียกว่าพวก อัตตวาที เป็นพวกกล่าวยืนยันด้วยทิฏฐิว่ามีตัวตน. ทีนี้คนเราก็จะต้องมีความรู้สึกยึดมั่นว่า มีตัวตนของตนกันอยู่ เป็นประจำตลอดเวลาที่ยังไม่มีความรู้เรื่องธรรมะหรือเรื่อง ศาสนา ; จนเราถือว่า การยึดถือว่าตัวเราของเรานี้มันเป็น ธรรมดาของสัตว์ทั่วไป เป็นสัญชาตญาณพื้นฐานดั้งเดิมทีเดียว. ๒๑๘

น.496 เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นความยึดมั่น ว่า ตัวกู ว่าของกู นี้มีอยู่ในทุก สิ่งที่มีชีวิต แม้แต่สัตว์เดียรัจฉาน อย่าว่าถึงมนุษย์เลย มนุษย์นั้น แม้เป็นมนุษย์แล้วก็ยังยึดมั่นในเรื่องนี้ได้อย่างโง่เขลางมงายที่สุด เหมือนกัน ; บางทีเล่าเรียนมีปริญญาแล้วก็ได้ เช่นว่า อาจจะ ไปเตะประตู โดยที่เกลียดว่าประตูทำอะไรให้แก่ตนสักอย่างหนึ่ง เช่นว่าประตูมันแกว่งมาถูกตัวเข้า กำลังโมโห ก็มีความรู้สึก คล้าย ๆ กับว่า ประตูเป็นบุรุษที่สองขึ้นมา แล้วโกรธมัน ชกมัน เตะมัน มันมีได้มากถึงอย่างนี้. เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องกล่าวถึง สัตว์ที่ไม่รู้ประสีประสาอะไร ซึ่งมันหลงแล้วทะเลาะวิวาทกัน แม้แต่เห็นเงาในกระจก มันก็ยังเชื่อว่าเป็นตัวตนที่แท้จริง มันจะ กัด มันจะสู้กัน อะไรอย่างนี้เป็นต้น ; มันมีความยึดมั่นถือมั่นใน ตัวตนเป็นพื้นฐาน รากฐาน อยู่ด้วยกันทั้งนั้น ถ้าพลุ่งจัดขึ้น มา มันก็อาจจะทำอะไรได้มากมายเกินคาดทีเดียว. ทั้งสี่อย่างนี้ ขอให้จำไว้เป็นหลัก คือว่า กามอย่างหนึ่ง, ทิฏฐิ-ความคิดความเห็นอย่างหนึ่ง, ความงมงายในความ ประพฤติมาจนชินนี้อย่างหนึ่ง, แล้วก็ ความสำคัญว่าตัวตน ว่าตัวเราหรือตัวกู, แล้วแต่มันจะเดือดมากน้อยเท่าไร ถ้ามันเดือด จัดเข้าจนเป็นตัวกู หรือยิ่งกว่าตัวกู ที่มันกำลังเดือดจัด. ถ้าว่ายัง มีความหลงซึ่งเป็นเหตุให้ยึดมั่นถือมั่น สี่ประการอยู่ อย่างนี้แล้ว มันก็จะเป็นเหตุให้อยากอย่างนั้นอยากอย่างนี้ได้เสมอไป เมื่อ มีความอยากแล้วก็ต้องเป็นทุกข์ทุกที. เรื่องนี้ต้องเข้าใจให้ดี ว่า มันย้อนกลับไปกลับมา คือเมื่อมันมีความยึดมั่นเป็นพื้นฐาน อยู่ในส่วนลึก มันจึงอยากในสิ่งที่ตัวยึด พออยากในสิ่งนั้นแล้ว มันก็เป็นยึดมั่นตัวตนอย่างเต็มที่ขึ้นมาทีเดียว. ทีแรกมันจะเป็นยึด ๒๑๙

น.497 มั่นในกาม หรือในทิฏฐิอะไรก็ตาม เสร็จแล้วมันก็จะยึดมั่นเป็นตัว กูจัดขึ้นมาทีเดียว ; ครั้นเมื่อได้กระทบ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อะไรเข้ามันก็เกิดความยึดมั่นไปในรูปต่าง ๆ ตามสมควรแก่ เหตุการณ์ก่อน แล้วในที่สุดก็จะเป็นยึดมั่นว่าตัวกู ว่าตัวตนนี้ ทั้งนั้น แต่ว่าไม่ว่าความยึดมั่นชนิดไหน เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ หรือเป็นตัวความทุกข์อยู่ในตัวมันเองทั้งนั้น เพราะฉะนั้นความ อยากที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ มันก็เนื่องกันอยู่กับความยึดมั่นอย่างที่ ไม่แยกกัน เช่นเดียวกับความทุกข์ คือสิ่งที่ถูกยึดมั่น. คู่ที่เหลืออยู่อีกสองอย่าง คือ นิโรธ ความดับทุกข์ นั้น มันก็ เพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น เป็นตรงกันข้าม. มรรค, คือปฏิบัติเพื่อ ความดับทุกข์ ก็ปฏิบัติเพื่อให้หมดความยึดมั่นถือมั่นนั้น ; เรามี วิธีปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่เป็นระเบียบ เป็นระบอบที่ถูกต้อง อยู่เป็นประจำ ไม่ให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น หรือว่าจะเกิดความ ยึดมั่นถือมั่นขึ้นมา ก็รู้สึกตัวได้โดยเร็ว ; เมื่อเป็นดังนี้เราก็ย่อม เห็นได้ว่า เรื่องอริยสัจสี่ มันเกี่ยวเนื่องกับความยึดมั่นถือมั่น และความไม่ยึดมั่นถือมั่นเท่านั้น ไม่มีอะไรมากกว่านั้น เพราะ ฉะนั้นเรามาศึกษาเรื่อง ความไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้โดยละเอียด เพื่อ รวบรัดประหยัดเวลา และเพื่อความง่าย ความสะดวกด้วย. ข้อต่อไป ที่อยากจะขอร้องให้สนใจเป็นหลักก็คือ ความ หมายของคำ ๆ นี้, ความหมายของคำว่า ความยึดมั่นถือมั่น นี้ เราจะต้องทราบอย่างทั่วไปเสียก่อนว่า ความยากลำบากในการ ศึกษาธรรมะหรือศาสนา หรือปรัชญานี้ มันเกิดมาจากคำพูด มีไม่พอ ขอให้ช่วยจดจำความข้อนี้ไว้เป็นหลัก แล้วต่อไปจะหาย ฉงนว่า เราเข้าใจธรรมะหรือศาสนาหรือปรัชญาไม่ได้ หรือไม่ได้ ๒๒๐

น.498 โดยเร็วโดยสะดวกนี้ เพราะว่าคำพูดในภาษามนุษย์นี้มีไม่พอกับ ความจริง ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ หมายความว่าสิ่งนั้นมันลึกซึ้ง เกินกว่าที่มนุษย์จะรู้ นี้อย่างหนึ่งแล้ว ทีนี้มนุษย์ก็ไม่มีคำพูดถึง เรื่องนี้ หรือถึงสิ่งนี้ มันก็เลยไม่มีคำจะพูด แล้วจะทำอย่างไร มันก็ยาก เมื่อจะต้องพูด มันก็เลยไม่มีคำอะไรที่จะเอามาพูด ได้ นอกจากไปยืมเอาคำที่พูด ๆ กันอยู่ก่อนแล้วมาใช้พูด เพราะ ฉะนั้นมันจึงเข้าใจยาก เพราะว่าเราได้เข้าใจคำนั้น ๆ เป็นอย่าง อื่นอยู่ก่อนนี้อย่างหนึ่งแล้ว เราไม่ได้เข้าใจเหมือนอย่างที่เขาจะให้ เข้าใจใหม่นี้ แล้วทีนี้มันยากเพิ่มขึ้นอีก ตรงที่ว่า ภาษานี้มันแลก เปลี่ยนกันไปแลกเปลี่ยนกันมา ในระหว่างชนชาตินั้นชนชาตินี้ พอยืมกันไปใช้ในชนชาติอื่น ความหมายมันไม่ได้ตามไปทั้งหมด มันไปแต่น้อย ๆ บ้างหรือมันเฉไปทางอื่นบ้าง มันเลยยิ่งยากใหญ่ ที่จะใช้คำพูดคำนั้น เช่น :- คำว่า "ตัณหา" อย่างนี้ก็คิดดูซิว่า ในภาษาไทย หมายถึง เรื่องกามารมณ์ แต่ในภาษาบาลีหมายถึงความอยากทุกชนิด แม้แต่อยากตายก็เรียกว่าตัณหา นี่จะเห็นได้ว่าความยุ่งยากของ ภาษาทำให้เราเข้าใจธรรมะยากเพราะภาษามันไม่พอ แต่ถ้าเรา รู้ภาษาบาลีที่ใช้กันอยู่ในวงธรรมะแล้ว เราจะยิ่งเห็นว่า คำ ธรรมดาทั้งนั้น. คำว่า "นิพพาน" ก็หมายถึงว่า เย็นหรือดับ เย็นลง เหมือน กับที่ไฟเย็นลง หรือของร้อน ๆ อะไรก็ตามมันเย็นลง นั่นแหละ คืออาการที่นิพพานละ ถ้าพวกแม่ครัวพูดอยู่ในครัว ก็พูดว่า ข้าวเดี๋ยวนี้นิพพานได้ที่ พอที่จะกินได้แล้วเหมือนกับที่เราจะพูด ว่า เดี๋ยวนี้ข้าวมันเย็นลง พอจะกินโดยสะดวกแล้ว คำมันคำ ๆ ๒๒๑

น.499 เดียวกันอย่างนี้ หรือข้าวต้มที่ยกลงมาจากไฟทั้งหม้อนี้ มันยังกิน ไม่ได้ มันยังต้องรอจนกว่า มันจะนิพพานลง ๆ จนได้ที่มันจึงจะกิน ได้ เพราะฉะนั้นคำว่านิพพานนั้น ที่เป็นภาษาชาวบ้านแท้ ๆ มัน หมายถึงของที่ร้อนเย็นลงเท่านั้น แต่แล้วเราจะหมายความเพียง เท่านั้นไม่ได้ นั่นมันเป็นเรื่องวัตถุ ส่วนนิพพานในเรื่องทางธรรมะ หรือทางศาสนามันหมายถึงเย็นลงแห่งไฟกิเลส ; ไฟกิเลสคือ : ราคะ โทสะ โมหะ จนเย็นสนิท จึงจะเรียกว่านิพพาน นี่ท่าน ต้องทราบเรื่องนี้ด้วยความเห็นอกเห็นใจ ในการที่จะพูดหรือจะ สอนธรรมะหรือศาสนาให้แก่มนุษย์ธรรมดาสามัญ แม้ในครั้ง นั้น คำอื่น ๆ ก็เหมือนกันหมด ทำนองนี้ทั้งนั้น. แม้แต่คำว่าธรรมะก็ยังต้องเอาคำว่าหนทาง, ทางเดินนี่ มาใช้อย่างนี้เป็นต้น หรือคำว่า กิเลสนี้ที่แท้ก็คือ ของสกปรก ; สกปรกแล้วก็ต้องเรียกว่า กิเลส ทั้งนั้น แต่เดี๋ยวนี้คำว่ากิเลสใน ทางธรรมะ ศาสนา จะหมายถึงของสกปรก เช่นอุจจาระ เช่น โคลน อย่างนี้ไม่ได้ แต่มันต้องหมายถึง ของที่สกปรกกว่านั้น คือกิเลสอีกนั่นเอง. ราคะ โทสะ โมหะ ทำให้ใจสกปรก ; เพราะ ฉะนั้น ราคะ โทสะ โมหะ จึงได้ชื่อว่า ของสกปรกเช่นเดียวกับ ทางวัตถุหมายถึงอุจจาระ หรือโคลน หรืออะไร ที่เน่า ๆ เหม็น ๆ ที่เราเรียกว่าสกปรก ; เพราะฉะนั้นขอให้เข้าใจความจริงข้อนี้ไว้ ทีหนึ่งว่า ธรรม หรือปรัชญา ดูเป็นของยากไปนี้ ก็เพราะว่าคำ พูดมีไม่พอ คำพูดไม่เป็นที่เข้าใจกันมาก่อน. ต่อไป เราก็มาถึงคำว่า "ความยึดมั่นถือมั่น" คำว่าความ ยึดมั่นถือมั่นนี้ ท่านก็คงจะนึกถึงว่าจับด้วยมือ แล้วก็ถือไว้ให้มั่น ว่า ความยึดมั่นถือมั่น อย่างนี้ก็ถูก ถูกอย่างยิ่ง เพราะทางธรรมะ ๒๒๒

น.500 ก็ได้ไปยืมเอาคำว่า จับด้วยมือ นี่มาใช้ แต่ว่าเดี๋ยวนี้มากลายเป็น จับด้วยใจ จับด้วยความคิดเห็น จับด้วยความรู้สึกในใจ เพราะ ฉะนั้นมันจึงเกิดเป็น ความยึดมั่นถือมั่นขึ้นสองประเภท คือ ยึดมั่น ถือมั่นด้วยมือ ทางวัตถุอย่างหนึ่ง ยึดมั่นถือมั่นด้วยใจ อีกอย่าง หนึ่ง เพราะฉะนั้นถ้าท่านไปอ่านพบที่ไหนก็ตามว่าความยึดมั่น ถือมั่นนั้น ถ้าเป็นทางธรรมะทางศาสนา ก็ให้ทราบว่า มันยึดมั่น ถือมั่นด้วยใจ เกี่ยวกับคำ ๆ นี้ในภาษาบาลีมีอยู่สองสามคำ เช่น คำว่า อุปาทาน แปลว่า ความถือไว้มั่น อาทานะ แปลว่า ถือ ความถือไว้มั่น. มีอีกคำหนึ่งว่า มญฺญณ นี้แปลว่า "ความสำคัญมั่นหมาย" แล้วมีอีกคำหนึ่งคือคำว่า สญญา, สัญญาแปลว่า "ความรู้สึกว่า" ว่าอะไรก็ตามใจ, อุปาทาน- "ความยึดมั่นถือมั่น" มันก็อย่างเดียว กันกับความสำคัญมั่นหมายนั่นเอง. ทีนี้ถ้าท่านผู้ใดเข้าใจความ หมายคำไหนมากกว่า ก็ใช้คำนั้นก็แล้วกัน เดี๋ยวจะว่าไปยึดมั่นถือมั่น ด้วยมือด้วยอะไร ทำนองนี้มันจะมากไป เอาความหมายของคำ ว่า ความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นอย่างไร นั่นแหละเป็นหลัก เช่นว่า สิ่งนี้ไม่ใช่ตัวตน แล้วก็ไปสำคัญมั่นหมายว่า เป็น ตัวตน นี้มันก็คือคำ ๆ เดียวกับคำว่า ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตน. ถึงแม้คำว่าสัญญานี้ก็เหมือนกัน มีสัญญาว่าตัวตน นี้ก็คือ ความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตน ตรงนี้ขอแนะอีกหน่อยเพื่อจะเห็นได้ ว่า คำว่า "สัญญา" นั้น มันเปลี่ยนความหมายกันมาหลาย ทอด จนมาเป็นสัญญา คู่สัญญา อย่างนี้ หนังสือสัญญาอย่างนี้ก็มี หรือบางท่านอาจจะเคยได้ยินว่า คำว่าสัญญานี้ แปลว่าความจำ ได้หมายรู้ จำนั่นจำนี่ได้ก็มี แต่ว่าคำว่าสัญญา โดยที่แท้นั้น หมาย ๒๒๓

น.501 ถึง ความรู้สึกว่า หรือความสำคัญมั่นหมายว่า “อย่างนั้นอย่างนี้" เช่นสัญญาวิปลาสอย่างนี้ มันก็เห็นผิดเป็นถูก เห็นดีเป็นชั่ว เห็น กลางวันเป็นกลางคืน หรือเมื่อคนเขาเป็นไข้ หรือเป็นโรคอะไร บางอย่างกำลังซึมกำลังเพ้อ เขาก็สำคัญกลางวันเป็นกลางคืน และสำคัญกลางคืนเป็นกลางวัน อะไรนี้เรียกว่าสัญญาเหมือนกัน นี่ตัวอย่างง่าย ๆ ทางวัตถุ. ทีนี้เราสำคัญผิดอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ เรียกว่า สัญญาผิดเหมือนกัน สัญญาวิปลาส หรือเหมือนอย่างว่า เราไปในที่มืดเดินไปเหยียบเชือกท่อนหนึ่งซึ่งดิ้นได้ เราก็มีสัญญา ว่างู หรือสำคัญว่างู ยึดมั่นว่างู หรือว่ากะลามะพร้าว ที่มันมีสอง ข้าง แหลมเป็นเขาควายกระดกได้ สับเอาเท้าก็สำคัญว่างูกัด ยึดมั่นว่างูกัด นี่คือความหมายของคำว่า "สัญญา" ทีนี้ อาตมาอยากจะชี้ให้เห็นว่า ความยึดมั่นถือมั่น ที่เป็น มูลเหตุของความทุกข์นี้ มันเป็นไปด้วยอำนาจของอวิชชา เหมือน อย่างว่า : ผู้หญิงคนหนึ่งเขาคลอดบุตร แล้วก็ถูกสับเปลี่ยนเสีย ตั้งแต่นาทีที่คลอด เขาไม่รู้ เขาไม่เห็น เขากำลังมีอาการคนคลอด บุตร แล้วมีคนเอาลูกคนอื่นซึ่งเป็นเด็กขนาดเดียวกันมาเปลี่ยนให้ ผู้หญิงคนนี้ก็ต้องสำคัญ สัญญา ยึดมั่นถือมั่นว่า นี่ลูกของเรา ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ลูกของเขา. เพราะฉะนั้นจึงเห็นได้ว่า สัญญา หรือ อุปาทานนี้ ไม่ได้ตั้งอยู่บนความจริงเสมอไปจะเป็นลูกจริงหรือลูก ไม่จริง ก็มีสักว่าสัญญาเท่านั้น เพราะฉะนั้น สัญญานั้นไม่ต้องตั้ง อยู่บนความจริง ไม่ต้องอาศัยความจริงก็ได้ มันอาศัยความ สำคัญผิดอยู่หลายชั้น สิ่งนี้ไม่ควรสำคัญว่าลูก แม้ลูกจริงไม่ ควรสำคัญว่าลูก มันก็สำคัญว่าลูก ; แม้ว่าลูกที่ไม่จริงลูกจริง มันก็ยังอาจจะสำคัญว่าลูกจริง ๆ ก็ได้ เรื่องนี้เห็นได้ง่าย ๆ ว่า ๒๒๔

น.502 ลูกนี้ไม่ใช่ลูกจริง เขาสับเปลี่ยนเสียโดยไม่รู้ เขาก็ยังสำคัญว่า ลูก แล้วก็รักเหมือนลูก. ถ้าเด็กคนนี้ถูกฆ่าตายอย่างนี้ แม่ คนนี้ก็ แทบจะตายไปด้วย เพราะความเสียใจ แต่ถ้าลูกจริงมาถูกฆ่าตาย อยู่ตรงหน้า เขาก็ไม่รู้สึกอะไรนัก นี่ด้วยความยึดมั่นถือมั่น ไม่ ต้องตั้งอยู่บนรากฐานของความจริง มันก็มีอย่างเต็มที่ บางที เราก็หลงยึดมั่นตัวเราอย่างเต็มที่นี้ เป็นสิ่งที่มีได้ ทั้ง ๆ ที่ตัวตนนี้ ไม่ต้องเป็นของจริง มันก็หลงรักได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ นี่คือความ หมายหรือขอบเขตของความยึดมั่นถือมั่น มีอยู่อย่างนี้. ทีนี้ท่านจะ ถือเอาความหมายว่า ยึดมั่นถือมั่นก็ได้ ความสำคัญมั่นหมายก็ได้ หรือความรู้สึกว่าเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ก็ได้ เรียกว่าความยึดมั่นถือ มั่นด้วย ความไม่รู้คืออวิชชาทั้งนั้น. ต่อไปเราจะได้พูดกันถึงข้อที่ว่า โลกนี้มันมีมายา เราจะพูด ว่าโลกนี้เป็นมายามันก็ถูก ; นี่ท่านต้องกำหนดเองให้ละเอียด สักหน่อย เราจะพูดว่าโลกนี้เป็นมายาเราจึงโง่หลงไปเข้าใจผิด แล้วไปยึดมั่นเข้า อย่างนี้ก็ได้. หรือเราจะพูดว่า โลกนี้มันเป็นของ จริงไม่ใช่ของมายา ; แต่เราไม่เห็นในส่วนที่เป็นของจริง ทั้งนี้ ของจริง หรือแง่ของของจริง ความจริงมันก็มีอยู่ แต่เราไม่เห็น ไม่เห็นโลกนี้ในแง่ของความจริงของมัน ไปเห็นโลกนี้ในแง่ที่เป็น มายาของโลก อย่างนี้จะไปโทษว่าโลกนี้เป็นมายาไม่ได้. โลกนี้ มันก็เป็นของจริงของมัน อยู่ในตัวมันอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เรา ไม่ไปเห็นในส่วนนั้น เราไปเห็นในส่วนที่เป็นมายา แล้วเราก็หลง ไปตามมายา แล้วก็ยึดมั่นถือมั่นไปตามมายาจนได้เป็นทุกข์ ทั้งที่โลกนี้ก็มีความจริง หรือมีของจริงของมันอยู่ว่า โลกคือความ "ทุกข์. เพราะฉะนั้น เราอย่าไปโทษโลก ว่าเป็นมายากันนัก ๒๒๕

น.503 เราจงโทษตัวเองว่า ไม่มีตาที่ดี ที่จะเห็นมันให้ถูกต้องเสีย บ้าง จะมากกว่า เพราะว่าเรามีอะไร ๆ ภายในใจนี้ พร้อมที่จะหลง ในมายาอยู่เสมอ เป็นอันว่าเรายอม โลกนี้มีลักษณะแห่งความ เป็นมายา เคลือบความจริงไว้ข้างใน เพราะฉะนั้นเรามองทีไร มันไปถูกมายาทั้งนั้น เราจึงโง่หลง จึงได้เกิดความโลภ ความ โกรธ ความหลงขึ้นมา แล้วก็เป็นทุกข์ไปตามเรื่องนั้น แต่ส่วนลึก ไม่ควรจะถือว่าเป็นมายา มันมีความจริงของมันอย่างเด็ดขาด คนหลงผิดไปเอง ด้วยอำนาจของความประจวบเหมาะ อันนี้ อาจจะเข้าใจยากอีกก็ได้ เดี๋ยวก็ง่วงนอนเลยก็ได้. ความประจวบเหมาะ นี้ท่านอาจจะยังฟังไม่ถูกตั้งแต่ที่ แรก เพราะมันมีความหมายอะไรของมันบางอย่าง ความประจวบ เหมาะนี้อาตมาก็ไม่รู้ว่าจะใช้คำว่าอะไรดีก็ว่า ความประจวบ เหมาะของเวลา, ความประจวบเหมาะของการการกินเนื้อที่ ที่ เขาเรียกว่า Time and Space นี้. ถ้าสองอย่างนี้มีความประ- จวบเหมาะพอดีกับความรู้สึกที่จะสัมผัสแล้ว มันจะเป็นของดี ของอร่อย ของสวย ของอะไรไปทั้งนั้น ถ้ามันสูญเสียความ ประจวบเหมาะเกี่ยวกับเวลาที่มาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว มันจะไม่รู้สึก หลงในมายาอย่างนั้น เพราะฉะนั้นขอให้ทนฟังอีกนิดหนึ่ง เกี่ยวกับ เรื่องนี้ ซึ่งอยากจะอธิบายให้ง่ายที่สุด ที่จะอธิบายได้ว่า :- เราส่วนมากไม่รู้ความลับของมิติที่สี่ เรารู้กันแต่เรื่อง มิติสามมิติเท่านั้นว่าไปทางนี้เรียกว่ากว้าง ทางนี้เรียกว่ายาว ทางนี้เรียกว่าสูง มีสามเท่านั้น กว้าง ยาว สูง เรียกว่ารู้เพียง สามมิติ คือรู้เพียง ๓ Dimensions. Dimension อันที่สี่นั้นเรา ไม่รู้, นั่นคือความที่เข้ามาสัมพันธ์ด้วยของ Time and Space ๒๒๖

น.504 คือเวลาและความกินเนื้อที่, มันต้องเวลานั้น ในระยะเวลาเท่านั้น ๆ เช่นว่าเสียงจะเพราะได้ มันต้องใช้ช่วงเวลาเท่านี้ เท่านั้น เสียง เดียวกันถ้ายืดขยายเวลาออกไป มันก็จะกลายเป็นเสียงที่ประ- หลาดขึ้นทุกที จนฟังไม่รู้เรื่อง หรือฟังไม่เพราะ หรือน่าเกลียด เสียงที่ดังเพราะ หรือโน้ตตัวไหนเพราะ พอดีเข้ากับหูเรานั้น มันต้องจำกัดได้ว่า มันเปล่งเสียงอื้อ หรือ Vibration นั้นใน ระยะเวลาเท่านั้น ถ้าเวลาขยายออกไปแล้ว มันเป็นเสียงอื่นไป แล้ว นี่เรียกว่าความประจวบเหมาะของเวลาหรือของการกิน เนื้อที่. อย่าง รูปที่สวยนี้ก็เหมือนกัน มันต้องในเวลาที่จำกัด อย่าง นั้นอย่างนี้ ; กลิ่นก็เหมือนกัน มันต้องมีการกินเนื้อที่ในจมูก เท่านั้นเท่านี้ แล้วในระยะเวลาเท่านั้นเท่านี้ ถ้าเวลามันมากไปหรือ มันน้อยไป มันเป็นกลิ่นอย่างอื่นไปแล้ว ; การสัมผัสทางผิวหนัง ก็อย่างเดียวกันอีก ต้องประกอบด้วยความสัมพันธ์กันระหว่าง เวลากับเนื้อที่เสมอไป จึงจะเกิดความนิ่มนวลเป็นที่ตั้งของความ กำหนัดหรือความกระสัน เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่หลงในเรื่องนี้ ก็หมายความว่า เราจะไม่รู้สึกว่า มันหอม หรือเพราะ หรือ นุ่มนวล หรืออะไรที่จะเป็นไปในทางกระสัน หรือยินดี แล้วก็ไม่ เป็นไปในทางที่จะโกรธ เกลียด หรือยินร้าย. เพราะฉะนั้นเวลา, และการกินเนื้อที่นี้ เขาเรียกว่า มิติที่สี่ ที่เราไม่ได้ฝันถึงและไม่ได้ รู้ จึงถือว่ามันเป็นความลับ. ทีนี้มันดีแต่ว่า เวลา นี้มันมีการเดิน ไปข้างหน้า ถ้ามันมีการเดินกลับแล้ว มันจะตรงกันข้ามหมด สิ่งที่เราเคยหลงว่าดีก็กลับตรงกันข้ามว่าสวยก็จะตรงกันข้าม หรือถึงกับว่าน้ำในแม่น้ำก็จะหยุด ตลิ่งจะเป็นฝ่ายที่ไหลไปแทน น้ำเป็นต้น. นี่ความหลงของเวลาเป็นได้มากถึงอย่างนี้ ทำให้หลง ๒๒๗

น.505 ไปในสิ่งที่พอเหมาะ และประจวบเหมาะกันกับอายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่มีประสาทรับความรู้สึกนี้ ; เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า มันไปประจวบเหมาะตรงที่จะเป็นมายาไปเสียทั้งนั้น เพราะว่าส่วนอื่นไม่สนใจ หรือไม่เกิดความรู้สึกได้ มันไป ประจวบเหมาะตรงที่ ให้เป็นมายา ไม่ในทางรักก็ทางเกลียดเสมอ ไป. ถ้าเรารู้เรื่องนี้แล้วเราจะเห็นว่า ที่มายั่วให้รักก็อย่างเดียวกับ ที่ยั่วให้เกลียด ที่ยั่วให้เกลียดก็อย่างเดียวกับที่ยั่วให้รัก เพราะ ฉะนั้นจึงไม่ได้รักและจึงไม่ได้เกลียด ปรากฏการณ์ในโลกทั้ง หลาย ไม่ว่าชนิดไหนหมด นี้เป็นมายาก็เพราะว่า เราไม่รู้ความ ลับของมิติที่สี่นี้เป็นต้น. นี่พูดเป็นเรื่องทางวัตถุมากขึ้นแล้ว เพื่อ ให้เข้าใจง่ายขึ้นว่าพื้นผิวของโลกนี้เต็มไปด้วยสิ่งที่เป็นมายา ด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียว คือข้อที่มนุษย์เราไม่รู้จักความลับของ มิติที่สี่คือ :- Relativity ของ Time และ Space ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง กันกับ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ในอัตราที่เรียกว่าประจวบ เหมาะ พอเหมาะเสมอไป จึงทำให้เกิดความรู้สึกรักหรือไม่รัก พอเรารู้เรื่องนี้แล้ว มันก็จะเฉยได้ ไม่เกิดความยึดมั่นถือมั่นในทาง รักไม่เกิดความยึดมั่นถือมั่นในทางเกลียด. ทีนี้ เรื่องที่เราควรจะทราบต่อไปก็คือว่า เมื่อยึดมั่นถือมั่น เข้าทีไรเมื่อไรเวลาไหนแล้วมันเป็นทุกข์ทันที เมื่อนั้นที่นั้น เวลา นั้น เพราะมันตกเป็นทาสเป็นบ่าวของมายา ไม่ใช่ของความจริง. นั้นก็คือเป็นทาสของความหลอกลวง แล้วก็สูญเสียหรือเรียกว่า จิตนี้สูญเสียความทรงตัวมันเอง ตกไปเป็นทาสของมายา เป็น จิตวุ่นไปตามความดึงดูดยั่วยวนของมายา ไม่เป็นจิตที่เป็นอิสระ ๒๒๘

น.506 แก่ตัวเอง ที่เราจะเรียกกันว่า จิตว่าง. จิตว่างคือประกอบอยู่ด้วย ความจริงประกอบอยู่ด้วยสติปัญญา จิตวุ่นคือหลงไปตาม มายา กลัดกลุ้มอยู่ด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง อย่าง นี้ เพราะฉะนั้นการหลงผิดในมายานั้นเองเป็นต้นตอของความ ยึดมั่นถือมั่น, หรือความยึดมั่นถือมั่นก็คือ ความหลงผิดในมายา แล้วแต่จะพูดกลับกันอย่างไหนก็ได้ นี่ดูเถอะว่า มันเป็นเรื่องเล็ก หรือเรื่องใหญ่ เรื่องมาก หรือเรื่องน้อยสักเท่าไรขอให้ลองคิดดู และมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับมนุษย์เราอย่างมากมายเพียงไรด้วย. ทีนี้ ปัญหาที่มันเกิดขึ้นเกี่ยวกับทางศาสนา หรือทางธรรมะ นี้ มันก็อยู่ที่ตรงนี้แหละ มันไม่มีปัญหาอย่างอื่น, มีปัญหาอยู่ตรง ที่ว่า ทำอย่างไรหนอ จึงจะเปลื้องจิตนี้ออกมาเสียจากมายา จาก ความลุ่มหลงในมายา อย่าได้หมุนไปตามอำนาจของความหลง ความไม่รู้ ความยึดมั่นถือมั่น เป็นการแผดเผาตัวเอง ทรมาน ตัวเองอยู่! นี่ปัญหาข้อเดียวเท่านั้นของศาสนาหรือของปรัชญา ก็ตาม คือต้องการจะไม่ทุกข์ พระพุทธเจ้าหรือศาสดาองค์ไหนก็ ตามออกบวช ออกค้น ก็เพราะปัญหาข้อนี้ข้อเดียวเท่านั้น แล้ว ก็เพื่อรู้สิ่ง ๆ เดียวเท่านั้น คือเพื่อจะหลุดออกไปเสียจากความ บีบคั้นเผาลนของสิ่งซึ่งเป็นมายาของโลก, คือที่แท้ก็ของความ ทุกข์ ; จึงได้บัญญัติโลกกับฝ่ายความทุกข์เป็นฝ่ายเดียวกัน เป็น ฝ่ายศัตรู เพราะว่าโลกมีมายายั่วยวน ดึงดูดทำให้ยึดมั่นถือมั่น หลงใหลแล้วเป็นทุกข์. นี่เราจะเอาชนะมันอย่างไร เรื่องมันก็กลับ กันเพียงว่า ให้รู้ตามที่เป็นจริง อย่าไปหลงในส่วนที่เป็นมายา นี่เรียกว่ารู้ความจริง มองรู้มองเห็น เข้าใจโลกในส่วนที่เป็น ความจริง ไม่ใช่ในส่วนที่เป็นมายา แล้วมันก็ไม่อาจที่จะยึดมั่น ๒๒๙

น.507 ถือมั่น. นี่เราจะเห็นได้ว่า มันไม่ยึดมั่นถือมั่นเอง ด้วยปัญญาที่ มองเห็นอย่างแจ่มแจ้ง เพราะฉะนั้นเราไม่อาจจะทำท่าว่า กูไม่ยึด มั่นถือมั่นมันแล้ว อย่างนี้ว่าแต่ปาก เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้. เพราะฉะนั้นใครจะไปบังคับเพื่อไม่ให้ยึดมั่นถือมั่นนี้มันไม่ได้ มันต้องทำให้เห็นอย่างแจ่มแจ้งชัดเจน ในส่วนความจริงของสิ่งทั้ง หลายทั้งปวง แล้วมันจะไม่ยึดมั่นถือมั่นเอง ; เหมือนอย่างเรา เห็นกงจักรเป็นดอกบัวนี่มันก็ยึดมั่นในกงจักร แต่พอเห็นว่า กงจักรโว้ย ไม่ใช่ดอกบัว มันก็ไม่ยึดมั่นเอง, เพราะฉะนั้นเราจึง เกิดอาการที่ตรงกันข้าม สภาวะที่ตรงกันข้าม คือไม่ยึดมั่นถือมั่น และไม่เป็นทุกข์. ทีนี้ เพื่อจะเข้าใจคำว่า ไม่ยึดมั่นถือมั่นให้ยิ่งขึ้นไป ขอให้ ท่านทั้งหลายคอยสังเกตดูให้ดีอีกสักนิดหนึ่ง ตรงนี้หมายความ ว่า ถ้าไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว มันเท่ากับว่าง จิตที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น อะไรนั้นเป็นจิตว่าง. เหมือนกับว่ามือของเราไม่ได้จับอะไรไว้ เราเรียกว่ามือเปล่า หรือมือว่าง มือว่างงาน แต่ถ้ามือของเราจับ อะไรอยู่ เราเรียกว่าไม่ว่าง ; จิตก็เหมือนกัน ถ้ามันจับยึดอะไร ไว้ เป็นตัวตน เป็นของตน มันไม่ว่าง มันวุ่น คือมันจับอยู่ มันมี งานอยู่มันไม่ว่าง. เพราะฉะนั้น คำว่า “ว่าง” ในส่วนจิตนั้นมัน จึงเป็นอีกความหมายหนึ่ง อย่าเอาไปปนกับความว่างในเรื่อง ทางวัตถุ เพราะฉะนั้นเราแบ่งแยกกันเสียเลยว่า ว่างในทางวัตถุ ทั่วไป กับ ว่างในทางนามธรรม ; ว่างในทางวัตถุหรือทางฟิสิกส์ มองกันในทาง Physical Point of view นี้, คำว่า ว่างเรา หมายถึงไม่มีอะไรเลย อะไร ๆ ทุกสิ่งที่เป็นวัตถุเป็นสสารนี้ไม่มี อย่างนั้น ก็เรียกว่า ว่าง นั่นเป็นความว่างในทางวัตถุ มันอีก ๒๓๐

น.508 ความหมายหนึ่งต่างหาก. ความว่างในทางธรรม ไม่ใช่วัตถุ ไม่ใช่ Physical คือเป็น Metaphysic, metaphysical point of view นั้นมันตรงกัน ข้าม. เห็นว่าว่างไม่มีอะไรนั้น มันหมายความว่า ไม่เห็นว่ามีอะไร ที่ควรจะถือว่าเป็นตัวตน ; แต่ในที่นี้มันเกี่ยวกับความรู้สึกจริง ๆ มันต้องมีความรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ เสียก่อน มันจึงจะรู้สึกว่าว่าง คือไม่มีอะไรที่ควรยึดถือว่าเป็นตัวตน. ข้อนี้เราต้องลองสังเกตตัว เราเองในบางคราวว่า มันมีอะไรอยู่ตรงหน้าเราเยอะแยะไป หมด แต่มันไม่เป็นที่สนใจแก่เราเลย เราเดินเฉยผ่านไปเหมือน กับไม่มีอะไรอย่างนั้น ความรู้สึกในเวลานั้น มันก็รู้สึกว่าที่นี่ไม่มี อะไรเลย ทั้ง ๆ ที่ ที่นั่นมันมีอะไรอยู่มากมาย นี่เพราะไม่ได้ ไปสนใจ ไม่ได้ไปยึดมั่นถือมั่นอะไร ว่าเป็นตัวเป็นตนของอะไร เลย. นี่เราต้องการความว่างอย่างนี้ ในโลกนี้มีมากมายนับไม่ ไหวว่ากี่อย่าง แต่ทุกอย่างไม่มีอะไรที่ควรเข้าไปรัก เข้าไปหลง เข้าไปสนใจเลย ; เพราะฉะนั้นจึงถือว่าโลกนี้ว่างคือว่างจากสิ่ง ที่ควรเข้าไปยึดถือ. เราจึงถือเหมือนกับเป็นโลกที่ว่างเหมือนกัน แต่มันคนละอย่างกับว่างอย่างแรก ว่างอย่างแรกนั้นมันหมายถึง ไม่มีอะไรเลย ; อย่างหลังนี้มันหมายถึง มีอะไรอยู่ตามธรรมชาติ มีหมด ทางวัตถุทางจิตใจอะไร ก็มีหมด, ของสวย ของงาม ของ หอม อะไรก็มีหมด, แต่ไม่มีอะไรที่ควรจะรัก หรือควรจะยึดถือ มันจึงมีค่าเท่ากับไม่มี. ทำอย่างไรจึงจะให้จิตใจของเราเป็น อย่างนี้ จึงจะมีผลว่า สิ่งต่าง ๆ จะไม่มารบกวนจิตใจ จะไม่มา บีบบังคับใจมาดึงมายั่ว มาจูงใจไปในทางที่จะเกิด ราคะ โทสะ โมหะ. เรามีปัญญาที่จะทำได้อย่างนี้ โดยอาศัยหลักธรรมะที่ ๒๓๑

น.509 เป็นหัวใจของพุทธศาสนานี้ โดยการพิจารณาดูว่า มันเป็นสิ่งที่ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น หรือสำคัญมั่นหมายว่าเรา หรือว่า ของเรา นั่นเอง. ท่านทั้งหลายอาจจะเคยได้ยินคำว่า “ว่าง, ว่าง" มาแล้ว หรือสูญเปล่ามาแล้วเลยไม่สนใจก็ได้ พวกอุบาสกอุบาสิกาตาม วัดแท้ ๆ ก็ยังเข้าใจเรื่องนี้ผิด. "สุญญ" แปลว่าว่าง แล้วก็แปล "สุญญ" ตามรูปศัพท์เลย ว่าสูญ พอสูญ ก็ ศูนย์, เปล่า, ไม่มี อะไรเลยอย่างนี้ผิด เป็นมิจฉาทิฏฐิเลยขอให้เข้าใจว่าคำพูดอย่าง นั้น แม้พูดโดยอุบาสิกาในวัดก็เป็นมิจฉาทิฏฐิไปเลย ที่เขาว่า ว่าง ไม่มีอะไรนั่นแหละคือมิจฉาทิฏฐิ. ถ้าว่างจากสิ่งที่ควรยึดมั่น ถือมั่น แม้มันจะมีเต็มโลกไปหมด แต่ว่าว่างจากความยึดมั่นถือ มั่น นี่คือสัมมาทิฏฐิ คือความเข้าใจอันถูกต้อง. เอาความหมาย เหมือนกับเราว่างงานก็แล้วกัน คือมือไม่ได้จับอะไรไว้ก็แล้วกัน ว่างอย่างนั้นแหละเอามาใช้ได้ เพราะเหตุว่าทุกๆ สิ่งทุก ๆ อย่าง มันมี แต่เราไม่ไปยุ่งกับมันว่า อันไหนน่ารัก อันไหนน่าเกลียด ไม่รู้สึกว่าอันไหนมีความหมายเลย. แต่ถ้าเราจะต้องเข้าไปเกี่ยว ข้องกับมัน เราทำได้ ถ้าสิ่งนั้นมันยังเป็นสิ่งที่ต้องเกี่ยวข้องอยู่กับ เรา จะเป็นเงิน ทอง ทรัพย์สมบัติ บุตรภรรยาสามีอะไรก็ตาม เรามีทางที่จะจัดไปตามที่ถูกที่ควรด้วยสติปัญญา ไม่ใช่ด้วย ความยึดมั่นถือมั่น, เพราะฉะนั้นถ้าพูดด้วยโวหารธรรมดาหน่อย ก็ว่า ถ้าจะมีบุตรภรรยาก็จงมีด้วยสติปัญญา คือจิตที่ว่างจาก ความยึดมั่นถือมั่น อย่ามีบุตรภรรยาด้วยความหลง ด้วยความ ยึดมั่นถือมั่น ด้วยความสำคัญมั่นหมายเป็นตัวเป็นตน อย่างนั้น อย่างนี้โดยเด็ดขาด แน่นอน. แต่จงมีด้วยสติปัญญาว่า จะต้องมี ๒๓๒

น.510 ด้วยลักษณะไร เกี่ยวข้องอย่างไร จัดการอย่างไรความทุกข์จึงจะ ไม่เกิดขึ้น. เพราะฉะนั้นจึงมีความหมายที่ตรงกันข้ามอยู่ในตัว มันเอง คือว่าสิ่งเดียวกันนี้ ถ้าทำไปด้วยสติปัญญา มันมีผลอย่าง หนึ่ง ถ้าทำไปด้วยยึดมั่นถือมั่นคือกิเลสตัณหาแล้ว มันมีผลอีก อย่างหนึ่ง สิ่งเดียวกันทำอย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้นถ้าเราจะ ศึกษาเล่าเรียน จะประกอบการงาน จะประกอบอาชีพ กระทั่ง มีผลของอาชีพ เป็นทรัพย์สมบัติ มีบุตรภรรยา อะไรก็ตาม ตลอดสายนี้จะต้องทำด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่น ทำด้วยจิตที่ว่าง จากความยึดมั่นถือมั่น มันจึงจะไม่มีความทุกข์เข้ามาแตะต้อง เลย ; แต่ถ้าทำไปด้วยความโง่ความหลง คือความยึดมั่นถือมั่น แล้วมันมีความทุกข์เข้ามาครอบงำตลอดสายตั้งแต่ตอนต้นจน ปลายทีเดียว. เพราะฉะนั้นเราใช้สรุปความสั้น ๆ ว่า ไม่สำคัญ มั่นหมายสิ่งใด ๆ ว่าเป็นตัวเรา หรือของเรา วลีนี้ : “ไม่สำคัญ มั่นหมายสิ่งใด ๆ ว่าเป็นตัวเรา หรือของเรา" เป็นใจความ ทั้งหมด. ความสำคัญมั่นหมายจะต้องมีอยู่สองเสมอ คือจะต้องว่าเป็น ตัวเราอย่างหนึ่ง, และเป็นของเรานี้อีกอย่างหนึ่ง คำพูดมันชัดพอ แล้ว ท่านทั้งหลายอาจจะมองเห็นได้เอง ; ตัวเราคือตัวกูนี้สำคัญ อย่างนี้แล้ว มันเป็นเหตุให้ไม่ยอมใครและที่ว่าของเรานั้น มัน เป็นเหตุให้รักให้หวง ให้อะไรต่าง ๆ แล้วก็สองอย่างนี้จะต้องแฝด กันอยู่เสมอ. เพราะเมื่อมีตัวเราแล้วก็ต้องมีของเรา เมื่อมีตัวเรา แล้วก็ต้องยึดครองสิ่งใดสิ่งหนึ่งไว้เป็นของตัวเราเสมอ ; ความ ที่รู้สึกสำคัญมั่นหมายในการยึดครองว่า เราว่า ของเรา นั่นแหละ คือความยึดมั่นถือมั่น หรืออุปาทาน. ทีนี้เราอย่ามีชีวิตอยู่ด้วย ๒๓๓

น.511 สิ่งนี้ จงว่างจากสิ่งนี้ ราวกับว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่มีในโลก ไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่นถือมั่นว่า "เรา" ว่า "ของเรา" นี่เรียกว่า ทำให้โลกว่าง. เห็นโลกโดยความเป็นของว่าง ไม่ใช่ว่าไม่มี โลก หรือว่าไม่มีอะไร, ไม่ใช่เช่นนั้น. โลกจะมีอะไรก็มีไปเถอะ กี่โลกก็ตามเถอะ หรือว่าในโลกจะมีอะไรสักเท่าไรก็มีไปเถอะ ได้ทั้งนั้น แต่เราเห็นมันโดยความเป็นของว่าง คือไม่สำคัญมั่น หมายอะไรเลยว่า เป็นตัวเรา หรือเป็นของเรา. นี่ท่านลอง เข้าใจประโยค ๆ นี้ แล้วจะเข้าใจธรรมะทั้งหมดในพระพุทธ- ศาสนา สมกับที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ถ้าจะให้พูดประโยค เดียวสั้น ๆ แล้ว หัวใจของพระพุทธศาสนามันเป็นอย่างนี้. ทีนี้ อาตมาอยากจะให้ได้ทราบว่า ที่เรียกว่าความว่าง หรือไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้ เขาเรียกเป็นบาลีว่า "สุญฺญตา", สุญฺญตา แปลว่าความว่าง คือไม่มีอะไรที่เป็นตัวตน ไม่มีอะไรที่เป็นของตน เลย จึงใช้คำว่า ว่าง. โลกนี้เป็นของว่าง, จงเห็นโลกนี้เป็นของ ว่าง แล้วจิตที่เห็นความว่าง หรือของว่างอย่างนี้เรียกว่า จิตว่าง ; เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจให้ถูกต่อไปว่า จิตว่างนี้ไม่ใช่ เป็นจิตเลื่อนลอย สูญเสียความรู้สึก นิ่งเงียบตัวแข็งเป็นก้อนหิน ท่อนไม้อะไร ที่เขามักจะพูดกันอย่างนั้น ; นั้นผิด โดยประการ ทั้งปวง. จิตที่ว่างตามความหมายอันถูกต้องแล้ว เป็นจิตที่ ว่องไวอย่างยิ่ง เฉลียวฉลาดแหลมคมอย่างยิ่ง ไม่ยึดมั่นถือมั่น เกาะเกี่ยวอะไรเลย เพราะฉะนั้นจึงไม่มีความทุกข์อย่างยิ่ง ข้อที่มันมีความเฉลียวฉลาดและว่องไวอย่างยิ่งนั่นแหละ มันทำให้ คิดถูก จำเก่ง ตัดสินอะไรถูกสั่งการสั่งงานให้ร่างกาย หรือให้ ปาก วาจานี้ พูด ทำ ถูกไปหมดเลย นั่นแหละคือจิตว่างที่ถูกต้อง. ๒๓๔

น.512 เราจะต้องพยายามเป็นผู้ที่มีจิตว่าง ในลักษณะอย่างนี้อยู่ตลอด เวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านที่เป็นผู้พิพากษา จึงจะเป็นผู้ที่ ประสบชัยชนะ ไม่มีความพ่ายแพ้. จิตว่าง , ความว่างนี้มันมีความหมายของมันเฉพาะ อย่างที่ เราเห็นได้ชัดแล้ว ไม่ใช่อย่างที่ชาวบ้านเขาพูดกัน ทีนี้มันมีความ จำเป็น ที่จะต้องพูดกันถึงคำ ๆ นี้ ; เพราะว่ามันเป็นหัวใจของ พุทธศาสนา และเป็นคำที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส และท่านใช้ จนถึงกับท่านกล่าวว่า "ตถาคตอยู่ด้วย สุญญตาวิหาร ตลอดวัน ตลอดคืน" ตถาคตคือองค์ท่านเองอยู่ด้วย สุญญตาวิหาร. สุญญ- ตาวิหาร ก็หมายความว่า เป็นอยู่ด้วยจิตใจที่ว่างอยู่เสมอ ไม่ มีความยึดมั่นถือมั่นอะไรว่า เป็นตัวตน ของ ๆ ตน. คำว่าวิหารนี้ แปลว่าอยู่ ไม่ใช่แปลว่าโบสถ์วิหาร. อย่าเข้าใจผิด, วิหาร แปล ว่าอยู่ ; ถ้าเป็นวัตถุก็แปลว่าที่อยู่, ถ้าเป็นนามธรรม ก็แปลว่า ธรรมเป็นเครื่องอยู่, ถ้าเป็นกริยานามก็แปลว่า การอยู่. คำว่า วิหาร แปลอย่างนี้, สุญญตาวิหาร ก็แปลว่าการมีชีวิตอยู่ มี ลมหายใจอยู่ ด้วยความว่าง ; ว่างจากอะไร ว่างจากความรู้สึก สำคัญมั่นหมาย ว่ามีอะไรที่เป็นตัวกู หรือของกู นี่เรียกว่าอยู่ด้วย สุญญตาวิหาร และในจิตที่ว่างอย่างนั้น มันรู้อะไรของมัน หมด เป็นสติปัญญาร้อยเปอร์เซ็นต์ ว่องไวร้อยเปอร์เซ็นต์ สงบสุขร้อยเปอร์เซ็นต์. ทีนี้คนบางคนเขาชอบล้อว่า เรื่อง สุญญตา เรื่องว่างอะไรนี้ว่าเป็นของพวกอื่น หรือว่าเป็นของ พุทธศาสนาก็เป็นพุทธศาสนาอย่างมหายาน ถ้าใครเข้าใจอย่างนี้ ก็เป็นอันว่า เรากำลังพูดถึงเรื่องของมหายาน แต่ที่จริงเปล่าเลย เรากำลังพูดถึงตัวแท้ของพุทธศาสนา ซึ่งเราจะไม่แบ่งเป็น ๒๓๕

น.513 มหายาน หรือหินยาน เพราะว่า พุทธศาสนาตัวแท้ไม่ใช่หินยาน ไม่ใช่มหายานมันเป็นพุทธศาสนาที่ถูกต้องของพระพุทธเจ้าก็แล้ว กัน. เรื่องว่างนี้ มันเป็นเรื่องทั้งหมด, จะเรียกว่าทั้งหมดของ พุทธศาสนาก็ได้ หรือจะเรียกว่าเป็นหัวใจ เป็นแกนกลาง ของ พุทธศาสนาก็ถูกอีกเหมือนกัน ; เพราะมันเป็นทั้งหมดนั้นเอง อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "สรุปให้หมดสั้น ๆ เพียง ประโยคเดียว มันอยู่ตรงที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นนี่" อาตมาจะแนะให้เห็น ว่า ถ้าท่านเข้าไปวัด เพื่อจะไปบวชพระ หรือบวชเณร ก็ตาม บทแรกที่เขาจะให้ท่านเรียนในวันแรกก็คือ บทปัจจเวกขณ์ ปัจจัยสี่, คือ จีวร เครื่องนุ่งห่ม บิณฑบาต เสนาสนะ แล้วก็ยา แก้โรค, สี่อย่างนี้ จะต้องปัจจเวกขณ์ ว่าอย่างไร เขาต้องให้ท่าน เรียนก่อน ในบทปัจจเวกขณ์นั้นจะมีคำว่า "สุญฺโญ, นิฺสตฺโต นิชฺชีโว สุญฺโญ" ว่าจีวรที่มาห่มก็ดี คนที่ห่มจีวรนั้นก็ดี นิสตฺโต- ไม่ใช่สัตว์ นิชฺชีโว-ไม่ใช่ชีวะ สุญฺโญ-ว่าง" เรียนเป็นหญ้า ปากคอกตั้งแต่วันแรกเข้าไปอยู่วัด แล้ว จะว่าเป็นของ มหายาน อย่างไร ในเถรวาท ในเมืองไทย ที่ไหน ก็เหมือนกัน ลองไปอยู่วัด เพื่อจะบวชพระบวชเณรเถอะ จะต้องเรียนบทปัจจเวกขณ์ที่ ว่า ยถา ปจฺจยํ ปวฺตมานํ ธาตุ มฺตเมเวตํ ยทิทํ จีรว์ ตฺปภุญฺชโว ฯลฯ นิสฺสตฺโต นิชฺชีโว สุญฺโญ. พอจะกินอาหารก็เหมือนกัน เขาก็ให้พิจารณาอย่างเดียวกัน อีกว่า อาหารที่จะกินนั้นก็ดี คนที่จะกินอาหารนั้นก็ดี นิสฺสตฺโต นิชฺชีโว สุญฺโญ. พอจะนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนในห้องหับก็ดี พิจารณาว่า เสนาสนะทั้งหมดก็ดี คนที่กำลังเข้ามาบริโภคใช้สอย ๒๓๖

น.514 เสนาสนะนี้ก็ดี นิสฺสตฺโต นิชฺชีโว สุญฺโญ. พอเจ็บไข้จะกินยา : ยานี้ก็ดี คนที่จะกินยานี้ก็ดี นิสฺสตฺโต นิชฺชีโว สุญฺโญ. แล้วจะว่า มหายานอย่างไร. นี่คือหลักอันแรกที่เรียกว่าหญ้าปากคอกของเถรวาท ถ้าจะ พูดกันอย่างเถรวาท หรือหินยาน อย่างเมืองไทยนี้ ก็ต้องเรียน อย่างนี้เสียแล้ว. ทีนี้ ที่เป็นหลักสำคัญกว่านี้คือว่า ในพระคัมภีร์ในพระ ไตรปิฎก โดยเฉพาะในตอนสังยุตตนิกาย ก็มีคนไปเฝ้าพระ- พุทธเจ้า ไปทูลพระพุทธเจ้าว่า "พวกข้าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ครอง เรือน นอนแออัดอยู่ด้วยบุตรภรรยา ลูบไล้กระแจะจันทร์ของ หอมประกอบการงานเลี้ยงชีวิตอยู่ ; ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจง แสดงธรรมที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่พวกข้าพเจ้า." พระพุทธเจ้า ก็แสดงธรรมเทศนาที่เรียกว่า สุญญตปฺปฏิสงยุตฺตาเทศนา : คือเทศนาที่ว่าด้วยเรื่องสุญญตา ; นี่ฟังดูเถอะ แม้แต่ฆราวาสที่ นอนแออัดอยู่ด้วยบุตรภรรยา ลูบไล้กระแจะจันทร์ของหอมนี้ ก็ทรงสอนเรื่องสุญญตา ; ต่อเมื่อฆราวาสบางพวกว่านี่ยังยาก ไป ยังลึกไป พระพุทธเจ้าจึงลดลงมาเป็นว่า ให้มีความเชื่อมั่นใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ประพฤติศีลให้บริสุทธิ์ นั่นเป็น เรื่องที่ลดลงมา. แต่ว่าอันดับแรกที่พระพุทธเจ้าท่านมุ่งหมาย นั้น คือเรื่องสุญญตา บางคนรับไปบางคนรับไปไม่ได้, บาง พวกรับไปไม่ได้ ท่านลดลงมาให้เข้าถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ชนิดที่ไม่หวั่นไหว แล้วให้มีศีลชนิดที่พระอริยเจ้า ชอบใจ. นี่ฟังดูให้ดีสักหน่อยว่า เขาถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จนไม่หวั่นไหวนั้นมันจะเป็นอย่างไร มันต้องเข้าถึงผล ๒๓๗

น.515 ของความไม่ยึดมั่นถือมั่น เห็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในลักษณะเช่นนั้น จึงจะเรียกว่าไม่หวั่นไหว คลอนแคลนในการ ถึงพระพุทธเจ้า จะไปมัวกราบ ๆ ไหว้ ๆ สมาทาน "พุทฺธํ สรณ์ คจฺฉามิ" นี่มันคลอนแคลนหวั่นไหวอยู่ตลอดเวลา จะว่าพระพุทธ- เจ้าท่านเล่นเหลี่ยม หรือพูดอย่างมีกลเม็ดอย่างไร ก็ตามใจเถิด แต่ท่านระบุให้ชัดลงไปว่า ชนิดที่ไม่หวั่นไหว. ศรัทธาชนิดที่ไม่ หวั่นไหว และศีลก็ต้องเป็นศีลชนิดที่ดี จนพระอริยเจ้าชอบใจ คราวนี้หมายความว่า พระอริยเจ้าจะชอบใจศีลอย่างงมงาย รักษาศีลที่ไปสวรรค์ รักษาศีลเพื่อให้มีโชคดีนั้นไม่ได้ พระอริย- เจ้าไม่ได้ชอบใจศีลชนิดนี้ ; แต่จะชอบใจศีลที่มันดึงไปหาความ ไม่ยึดมั่นถือมั่น ทำไปด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่น, ท่านลดลงมาให้ หน่อย แต่ก็ไม่ออกนอกแนวของความยึดมั่นถือมั่น. ข้อที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเรื่องสุญญตา แก่ฆราวาสครอง เรือนนี้ มันเป็นเครื่องบ่งชัดอยู่แล้วว่า แม้เรื่องสุญญตาก็เป็นเรื่อง พื้นฐาน สำหรับคนทั่วไปแม้ฆราวาส ; เพราะฉะนั้นอย่าได้ ไปหลงตามคนบางพวกที่พูดว่า มันเป็นเรื่องสูงสุด หรือว่ามันเป็น เรื่องของมหายาน หรือว่าสุญญตานี้ หมายถึงสูญเปล่า ไม่ได้ อะไรเลย. นี่มันเป็นความเข้าใจผิดของคนเหล่านั้นเอง มันจึงทำ เรื่องที่ประเสริฐที่สุด คือเป็นหัวใจที่สุดของพระพุทธศาสนา ให้กลายเป็นเรื่องที่น่ากลัวไปบ้าง ไม่น่าสนใจบ้าง อะไรบ้างมืด มัวสลัวไปหมด. เพราะฉะนั้นเพื่อประหยัดเวลาดังกล่าวแล้ว อาตมาจึงเอาเรื่องนี้มายืนยัน มาเน้น และมาชี้แจง ให้ท่านวินิจฉัย ดูอย่างละเอียด, พิจารณาดูอย่างละเอียดให้เข้าใจ แล้วมันจะง่าย ดายในการที่จะเข้าใจสิ่งต่าง ๆ, เข้าใจธรรมทุกอย่างทั้งหมดทั้งสิ้น ๒๓๘

น.516 ในพุทธศาสนา. เหมือนกะเราจะถอนสายบัวหรือสายติ่งนี้ ถ้าเรา จะมัวไปถอนที่ใบทีละใบมันก็ขาดหมด แต่ถ้าเราไปจับที่กกของ มันที่อยู่ใต้ดิน ที่หัวของมันที่อยู่ใต้ดิน อย่างนี้มันได้มาหมดทุกสาย ไม่มีเหลืออยู่เลยสักสายเดียว ; นี่อาการอย่างนี้ คือ อาการที่เรา จะต้องศึกษา เรื่องสุญญตาให้เข้าใจ ; แล้วดึงมาเพียงกกเดียว เท่านั้น มันจะได้มาหมดทุกกิ่ง ทุกก้าน ทุกแขนง จึงได้ขอร้อง ให้สนใจเป็นพิเศษ และยืนยันไว้ในเบื้องต้นว่า นี้คือหลักที่เราจะ ต้องทำความเข้าใจโดยละเอียด. เป็นอันว่าเรื่องเบื้องต้น แม้ฆราวาสก็ตาม เรื่องจะมา บวชพระบวชเณรก็ตาม เรื่องจะเป็นพระอรหันต์ในที่สุดก็ตาม มันไม่พ้นไปจากเรื่องสุญญตาเลย มันเป็นเรื่องเดียวกันหมด ทีนี้อยากจะให้จำไว้อีกคำหนึ่งว่า ศูนย์ หรือว่าง นี้มันหมายอย่าง ไร เพื่อประกันไม่ให้ลืม สูญ หรือ ศูนย์ นี้มันเป็นคำประหลาด เรา มองกันดูในแง่ง่าย ๆ เช่นแง่คณิตศาสตร์ก็ได้. อาตมาอยากจะ ถามท่านทั้งหลายเดี๋ยวนี้ว่า ศูนย์นี่มันเป็นบวกหรือเป็นลบ นี่คง ไม่มีใครตอบได้ว่า เป็นบวกหรือลบ เพราะมันไม่อาจจะเป็น บวกหรือเป็นลบ เพราะฉะนั้นมันจึงไม่อาจจะเป็นอย่างนั้น หรือ เป็นอย่างนี้ เป็นอย่างโน้น เช่นไม่ดีหรือไม่ชั่ว ไม่บุญหรือไม่ บาป ไม่สูงหรือไม่ต่ำ หรืออะไรอย่างนี้ ; กระทั่งไม่สุข หรือไม่ ทุกข์เลย ว่าอย่างนี้ดีกว่า ก็หมายความว่า ขณะนั้นมันว่างอย่าง เต็มที่. เรากล้าไหมที่จะพูดว่า เป็นมนุษย์ศูนย์กันสักที มนุษย์ ศูนย์คือมนุษย์ไม่บวก หรือมนุษย์ไม่ลบ ส่วนมากคงจะชอบข้าง บวก อยากจะบวกให้มันมาก ๆ ไม่มีใครชอบข้างลบ. แต่ก็ลอง ไปคิดดูเถอะว่า บวก-ความสุข-หรือบุญ-หรือดี อะไรอย่างนี้ ๒๓๙

น.517 มันก็มีความทุกข์ไปตามแบบตามประสาของคนมีบุญ หรือ คนดี ; ลบ-มันก็มีความทุกข์ไปตามแบบตามประสาของคนชั่ว คนบาป คนทุกข์อะไรอย่างนั้น อยู่ตรงกลางมันไม่เป็นทาสของ อะไร. จงจำวลีที่ว่า "ไม่เป็นทาสของอะไร" ; ไม่เป็นทาส ของอะไรก็คือ ไม่เป็นทาสของฝ่ายดีหรือฝ่ายชั่ว ก็คือไม่เป็นบวก ไม่เป็นลบ. เป็นมนุษย์ศูนย์ก็หมายความว่า มีจิตว่างจากความยึด มั่นถือมั่น ไม่มีความสำคัญมั่นหมายสิ่งใดว่าเป็นตัวเรา เป็นของ เรานั่นเอง. นี่ก็หมายความว่ามันไม่หลงในสิ่งใดโดยประการทั้ง ปวง ไม่หลงทั้งในทางบวก ไม่หลงทั้งในทางลบ มันจึงเป็นมนุษย์ ศูนย์. ถ้าท่านยิ่งคิดดู ท่านจะยิ่งพอใจว่า เป็นมนุษย์ศูนย์มัน สะอาด สว่าง สงบ มันว่างจากสิ่งรบกวน มันว่างจากสิ่งเศร้า หมอง มันเป็นตัวของตัวเอง ข้อนี้อาตมาขอท้าให้ท่านทั้งหลายแย้ง มาว่า เป็นมนุษย์บวกก็ตาม เป็นมนุษย์ลบก็ตาม เป็นอิสระของตัว เองไหม. ถ้าเป็นมนุษย์ศูนย์นี้จะเป็นอิสระแก่ตัวเองหรือไม่. ทีนี้ความเป็นผู้พิพากษา ขณะที่นั่งอยู่บนบัลลังก์โดยเฉพาะ ในเวลานั้น ต้องการความเป็นอิสระของตัวเองหรือไม่ ถ้าคิดได้ อย่างนี้แล้ว อย่างน้อยที่สุด บัลลังก์นั้นจะต้องเป็นมนุษย์ศูนย์ ถ้าเวลาอื่นเป็นไม่ได้ บนบัลลังก์ของการพิพากษานั้นจะต้องเป็น มนุษย์ศูนย์ คือไม่บวกหรือไม่ลบ ไม่ขึ้นหรือไม่ลง ไม่ฟูหรือไม่ แฟบอย่างนี้ไม่ติดดีหรือไม่ติดชั่ว คือไม่เห็นแก่อะไรหมดนั่นเอง เห็นแก่ความดี ความจริง ความงาม ความถูกต้อง ความยุติธรรม ซึ่งที่แท้มันหมายถึงความว่างจากความยึดถือเหมือนกัน. ที่เราไปพูดว่าดีว่างามนั้น เพราะเราไม่มีคำอื่นจะพูด เรา จำเป็นจะต้องว่าดีว่างาม ซึ่งฟังดูก็เป็นบวกอีกชนิดหนึ่งเหมือนกัน ๒๔๐

น.518 แต่อย่าเข้าใจว่า ความดีความงามในลักษณะอย่างนี้เป็นบวก, ไม่ใช่ ; ต้องเป็น ศูนย์เสมอไป. ดี งาม หอม นิ่มนวล ชนิดที่เป็น ที่ตั้งแห่งความลุ่มหลงนั้นเป็นบวก. แต่ถ้าดี งาม จริง ถูกต้อง ยุติธรรมนี้เป็นคำที่เราสมมุติให้เป็นความหมายอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งหมายถึงไม่บวก หรือไม่ลบ คือ ศูนย์ และเป็นอิสระแก่เนื้อแก่ ตัว มีสติปัญญาอยู่แก่เนื้อแก่ตัว จึงจะรักษาความเที่ยงธรรม ไม่ลำเอียงของโลกไว้ได้. อาตมาถือว่าหน้าที่ของท่านที่จะเป็นผู้พิพากษานี้ คือหน้าที่ รักษาความตรง รักษาความเที่ยงตรงของโลก เพราะฉะนั้น ตราชูขณะที่มันเที่ยง เราไม่ถือว่าบวกหรือลบ มันจึงต้องอยู่ใน ระดับ ศูนย์ ผู้พิพากษาที่นั่งอยู่บนบัลลังก์จะต้องเป็นอย่างที่ขอ สมมุติเรียกว่า มนุษย์ศูนย์ ไม่ใช่บวกหนึ่ง หรือลบหนึ่ง บวกสอง ลบสองอะไรทำนองนั้น. ความเป็นมนุษย์ศูนย์นี้ ไม่มีทางที่จะมาได้จากทางอื่น นอกจากความไม่ยึดมั่นถือมั่น ; ในขณะนั้นไม่มีความสำคัญ มั่นหมายสิ่งใดโดยความเป็นตัวตน หรือของตนเลย, อย่าว่าถึง ลูกเมียที่บ้าน แม้แต่ชีวิตของตัวก็จะต้องไม่สำคัญมั่นหมายโดย ความเป็นของตัว, หรือไม่มีความรู้สึกว่า เป็นตัวกู นี่จึงจะเป็น มนุษย์ศูนย์ เป็นอิสระ ความเป็นอิสระนั้นคือว่าง คือตัวธรรมะ อย่างยิ่ง. พวกที่ฉลาดพูด เขาพูดมาเหนือเมฆเลย จนพวกเรา เข้าใจไม่ได้ว่า : ธรรมะ คือความว่าง, ความว่างคือ ธรรมะ ; ธรรมะคือพุทธะ, พุทธะคือความว่าง ; จิตคือความว่าง ความ ว่างคือจิต ; อย่างนี้ ไม่มีอะไรนอกจากความว่าง ในบรรดาสิ่ง ที่จริงที่แท้แล้ว ไม่มีอะไรนอกจากความว่างจากตัวกูของกู คือ ๒๔ ๑

น.519 ศูนย์นั่นเอง ไม่บวกหรือไม่ลบนั่นเอง เพราะฉะนั้นถ้าท่านมีความ หวังที่จะให้ชีวิตนี้เยือกเย็นเป็นสุขก็ตาม ที่จะให้หน้าที่การงาน ประจำวันเป็นสุข. ไม่มีความทุกข์เลยก็ตาม ; จะต้องบำเพ็ญตัว เป็นมนุษย์ศูนย์ คือว่างจากความสำคัญมั่นหมายอะไรว่าเป็นตัว เรา หรือเป็นของเรา แล้วทำไปด้วยจิตว่าง คือสติปัญญา แล้วงาน จะสนุกไปหมด ไม่ต้องเงิน เงินกลายเป็นขยะมูลฝอยไป. ตัวงาน แท้นั่นแหละเป็นสุขสนุกไปหมด อย่างที่เรียกว่า Duty for duty's sake ที่พูดวันแรกนั้น เป็นความสุขอย่างสูงสุดอยู่ใน ตัวงานนั้น ; มันเลยไม่เดือดร้อน ไม่ระส่ำระสาย ไม่กระวน กระวาย ไม่มีทุกข์ร้อน แม้จะทำงานมากสักเท่าไร ทำทั้งวัน ๆ ตลอดชีวิตเลย ผลจะได้มาเป็นเงินเป็นชื่อเสียง เป็นอะไร มัน กลายเป็นของดูเล่น เป็นของเด็กเล่น เอาไว้ดูเล่นไปหมด มันไม่ ใช่ความสุขอะไรมากมาย หรือว่าเงินเดือนก็จะกลายเป็นธูปเทียน สำหรับบูชาคุณความดีของเราไปหมด. เราไม่เป็นลูกจ้าง, เราจะ ไม่เป็นลูกจ้างเป็นอันขาด ใครจะว่าข้าราชการเป็นลูกจ้างของ ประชาชนก็ว่าไปตามความเขลา ๆ ของเขา ; เมื่อเราเป็นมนุษย์ ศูนย์แล้วเราจะไม่เป็นลูกจ้างใคร แต่ว่าเป็นตัวธรรมะเสียเอง ; แล้วก็บันดาลสิ่งทั้งปวง ที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนี้ ให้เป็นไปในร่อง รอยของ ธรรมะ คือตามครรลองคลองธรรมของธรรมะ แล้ว เราก็สนุกสนาน มีความสุข มีความอิ่มใจอย่างยิ่งในการกระทำ อย่างนั้น ; แล้วเรื่องมันก็จบกันตรงที่ความไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร ว่าเป็นตัวเราหรือเป็นของเรานั่นเอง. นี่แหละเรื่องหรือความหมาย หรือขอบเขตของสิ่งที่เรียกว่า ไม่ยึดมั่นถือมั่น ซึ่งเป็นหัวใจของพุทธศาสนา ; ถ้ามีสิ่งนี้เพียง ๒๔๒

น.520 สิ่งเดียวแล้ว มันสิ้นสุดเท่านั้น มันเป็นเรื่องไม่มีความทุกข์ไป หมด ตัวเองก็ไม่เป็นทุกข์ ผู้อื่นก็ไม่เป็นทุกข์ แม้แต่โลกนี้ก็จะไม่ เป็นทุกข์ ; แต่ถ้าลงมียึดมั่นถือมั่นแล้ว มันตรงกันข้ามไปหมด เหมือนกัน มันจะเป็นทุกข์กันไปหมดทั้งเราทั้งเขาและทั้งโลก. วิกฤตการณ์ถาวรของโลก มันอยู่ที่สัตว์โลกมีความยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งของความยึดมั่นถือมั่น ด้วยอำนาจของความโง่ เขลางมงาย ไปแตะต้องโลกในแง่ที่เป็นมายาทั้งนั้น จึงได้ยึดมั่น ถือมั่นไม่เข้าถึงโลกในแง่ของความจริงว่าเป็นอย่างไร เพราะ ฉะนั้นอาตมาจึงถือว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่สุด ที่เราจะต้องทำ ความเข้าใจกันโดยละเอียด ในบรรดาเรื่องที่เป็นหลักพื้นฐานของ พุทธศาสนาทั้งหลาย และว่ากี่เรื่องก็ตามจะมารวมยอดอยู่ที่นี่ หรือรวมกกเป็นหัวเดียว กกเดียวอยู่ที่นี่ นอกนั้นจะเป็นเพียง กิ่งก้าน สาขา แขนงของสิ่ง ๆ นี้ทั้งนั้น. เพราะฉะนั้นขอให้สนใจเป็นพิเศษ แล้วเราก็จะได้กล่าวถึง เรื่องแวดล้อมเรื่องนี้อีกสองสามเรื่อง แล้วก็จะสมบูรณ์ ในการที่ ทางราชการมีความประสงค์จะให้เข้าใจหลักของพระพุทธ- ศาสนา. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ เพราะหมดเวลาเพียง เท่านี้ ๒๔ ๓

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต