น.522 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย, ในโอกาสแห่งการบรรยายครั้งที่แปดนี้ อาตมาจะได้กล่าว ถึงหลักปฏิบัติ เกี่ยวกับความไม่ยึดมั่น ; เมื่อฟังดูเผิน ๆ รู้สึก คล้ายกับว่า จะสอนเรื่องไปนิพพาน หรือบรรลุมรรคผลนิพพาน กันทีเดียว ; เพราะว่าพวกชาววัดชาวบ้านทั่ว ๆ ไป เขาเห็นว่า เรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้ มันเป็นเรื่องสำหรับเป็นพระอรหันต์ เพราะฉะนั้นเขาจึงจัดไว้ในฐานะเรื่องที่จะไปนิพพาน ถ้าเข้าใจไป อย่างนี้ก็เป็นเรื่องน่าห่วง. แต่ตามที่เป็นจริงนั้นขอให้เข้าใจอย่าง ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ว่าเรื่องทั้งหมดมันมีเพียงเรื่องเดียว แนว เดียวว่า เมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็ไม่เห็นแก่ตน เมื่อไม่เห็น แก่ตน ก็ไม่มีทางที่จะผิดนับตั้งแต่ศีลเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นไป หรือแม้แต่ผิดมรรยาทที่ต่ำลงไปกว่านั้นอีก. ขอให้มองเห็น ความกว้างขวาง ขอบเขตที่กว้างขวางของคำว่า ยึดมั่นถือมั่นหรือ ไม่ยึดมั่นถือมั่นก็ตาม ที่มันตรงกันข้าม ; คนเราทำผิดทุกอย่าง เพราะเห็นแก่ตัวทั้งนั้น ทีนี้เมื่อไม่เห็นแก่ตัว มันก็ไม่มีทางที่ จะทำผิด. ความไม่ยึดมั่นถือมั่นจึงเป็นสิ่งที่ต้องการเป็นพื้นฐานทั่วไป นับตั้งแต่ยึดมั่นที่น้อย หรือว่าถ้าจำเป็นจะต้องยึดมั่นก็ยึดมั่นถือ ๒๔๗
น.523 มั่นในส่วนที่ดี คือส่วนที่เป็นไปเพื่อความไม่ยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง. ถ้าเราจะมีความยึดมั่นอะไรบ้าง ก็ต้องยึดมั่นถือมั่นในลักษณะที่ มันเป็นไปเพื่อความไม่ยึดมั่นถือมั่น ; เราจะยึดหลักที่จะไม่ ยึดมั่นถือมั่นไว้เรื่อย มันเลยเป็นเรื่องเดียว ; การที่มีสติไม่ยึดมั่น ถือมั่นอย่างนี้ มันเรียกว่าความไม่ประมาท. ความไม่ประมาทนั้น ทางพุทธศาสนาถือเป็นคำรวมทั้งหมด ; คนเราถ้าไม่ประมาท แล้ว ไม่มีทางที่จะตาย คือไม่มีทางที่จะผิด หรือที่มีคำตรัสของ พระพุทธเจ้าไว้ว่า "บรรดาธรรมะทั้งหลายย่อมไปสรุปรวมอยู่ ที่ความไม่ประมาท เหมือนรอยเท้าสัตว์บก มันรวมลงไปได้ในรอย เท้าช้าง ซึ่งใหญ่กว่ารอยเท้าสัตว์อื่น ๆ" อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น ขอให้เข้าใจคำว่า ความไม่ยึดมั่นถือมั่นให้ถูกต้อง แล้วก็จะนึกสนุก ในการที่จะศึกษาและปฏิบัติ ไม่เห็นเป็นเรื่องที่สูงเกินไป จนเอามา ใช้อะไรไม่ได้กับพวกฆราวาส. ทีนี้ ขอให้นึกทบทวนสักนิดหนึ่งว่า ในครั้งที่แล้วมา เรา ได้กล่าวถึงหลักที่ควรทราบโดยละเอียด คือเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น ว่าจะเป็นผลดีอย่างไร หรือมีแนวอย่างไร ส่วนในครั้งนี้เรายังเหลือ ปัญหาอยู่ว่า ปฏิบัติอย่างไรจึงจะไม่ยึดมั่นถือมั่น เพราะฉะนั้นวันนี้ เราจะได้พูดกันถึงเรื่องส่วนที่เป็นการปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความไม่ ยึดมั่นถือมั่นขึ้นมาให้ได้. เมื่อครั้งที่แล้วมาก็ได้ชี้ให้เห็นความจริงอย่างหนึ่ง ว่าเมื่อจิต ไม่ยึดมั่นนั้นเป็นจิตว่าง ; เมื่อจิตว่างแล้วมีคุณสมบัติ มีสมรรถภาพ มีอะไรทุกอย่างที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จประโยชน์ด้วยดี ; เพราะ ฉะนั้นข้อปฏิบัติที่จะกล่าวนี้ ก็เป็นข้อปฏิบัติเพื่อทำให้จิตว่างจาก ความยึดมั่นถือมั่นอย่างที่กล่าวนั่นเอง. เพราะว่าความไม่ยึดมั่นถือ ๒๔๘
น.524 มั่นนั้นก็คือความที่มีจิตว่าง จึงขอย้ำข้อนี้ไว้เรื่อย ๆ เพื่อกันลืม เดี๋ยวจะเป็นสองเรื่องสามเรื่อง แล้วก็วนเวียน. สำหรับการ ปฏิบัติเพื่อไม่ยึดมั่นถือมั่น มีจิตว่างจากความยึดมั่นถือมั่นอยู่ เสมอนั้น จะต้องแบ่งออกเป็นสองระยะ หรือสองตอน หรือสอง ประเภทก็แล้วแต่จะเรียก. ประเภทแรกก็คือ เราจะต้องปฏิบัติให้ถูก ในเมื่อมีการกระทบ กันเข้ากับอารมณ์ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส, ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เราจะต้องปฏิบัติในตอนนี้ให้ ถูก. ประเภทหลังก็คือ ตามปกติที่เราไม่ถือว่า มีอารมณ์อะไรมา กระทบ เราเป็นอยู่ตามปรกติ เราก็ต้องปฏิบัติให้ถูกตามกฎเกณฑ์ อันนี้เหมือนกัน. หลักใหญ่ ๆ ก็มีขึ้นมาว่า เมื่ออารมณ์มากระทบ เราต้องมีสติ และเมื่ออยู่ตามปรกตินั้น เราจะต้องอยู่ด้วย ปัญญา เกิดมีคำที่สำคัญที่สุดขึ้นมาสองคำ คือคำว่า "สติ" กับคำ ว่า "ปัญญา" เพราะฉะนั้นเรามาวินิจฉัยคำสองคำนี้ ให้รู้ความ หมายที่ถูกต้องของมันเสียก่อน. อาตมาได้กล่าวมาเรื่อย ๆ ว่า คำบัญญัติเฉพาะในทาง ศาสนานั้น ความหมายไม่เหมือนหรือไม่เท่ากันกับคำ ๆ เดียวที่ใช้ พูดกันอยู่ทั่ว ๆ ไปในภาษาไทยเรา เพราะฉะนั้นคำว่า สติ หรือ คำว่า ปัญญา นี้ก็เหมือนกัน ในทางธรรมะมีความหมายบางอย่าง แปลกหรือกว้างออกไป เราจึงต้องวินิจฉัยเป็นพิเศษ และเราวินิจฉัย พร้อม ๆ กันไปสะดวกกว่า : - คำว่า สติ ตามตัวหนังสือ แปลว่าระลึกได้. ส่วนคำว่า ปัญญา แปลว่ารู้ทั่วถึง, รู้อย่างทั่วถึง. ปะ แปลว่า ทั่ว ญา แปลว่า รู้. ๒๔๙
น.525 ทีนี้ ท่านลองคิดดูว่า สตินี้จะระลึกอะไรได้ มันต้องมีหลักที่ จะระลึกหลักที่ระลึกมันก็ไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากความรู้ที่เป็น ปัญญานั่นเอง : มันต้องมีความรู้ที่ถูกต้องทั่วถึงอยู่ก่อน การ ระลึกจึงจะเป็นไปได้, คือระลึกไปตามแนวของปัญญาที่ถูกต้อง. เพราะฉะนั้นถ้าท่านมองให้ดี มันก็จะเห็นได้ว่า สติ ก็คือปัญญา นั่นเอง แต่เป็นปัญญาที่มาในรูปฉับพลันกระทันหัน ทันควัน ต่อเหตุการณ์ มันจึงเป็นเรื่องแห่งการเกิดของจิตหรือการระลึก ไม่ใช่เป็นเรื่องของความรู้โดยตรง ; แต่ต้องไม่ลืมว่า ความรู้นั้นมี เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว และถ้าความรู้นั้นมาไม่ทัน มันก็เป็นหมันไม่มี ประโยชน์อะไร มันสายเกินไป ; เพราะฉะนั้น ค วามรู้ที่มา กะทันหันทันแก่เหตุการณ์นี้เรียกว่า"สติ". เราจึงเล็งเอากิริยาที่ มันมาโดยกะทันหัน ไม่เล็งเอาความหมายของคำว่ารู้ทั่วถึง, เล็งเอาตรงที่มันมากะทันหัน, มันระลึกได้กะทันหัน, นั่นแหละคือ สติ ; แต่โดยเนื้อแท้ มันก็คือปัญญานั่นแหละมาทันแก่เหตุการณ์ ไม่ใช่นั่งคิด นั่งนึกตรึกตรองจนสาย จนเหตุการณ์มันผ่านไปแก้ ไม่ได้ อย่างนั้นไม่เรียกว่าสติ. สติกับปัญญาต่างกันเท่านี้เอง แต่ถึงจะต่างกันอย่างไร ท่านก็เห็นแล้วว่ามันเนื่องกันอยู่อย่างแยก กันไม่ได้ ; เพราะว่า สติมันเอาความรู้ของปัญญานั้นแหละมา หรือว่าปัญญาที่มาในรูปทันควันนั่นเองเรียกว่าสติ นี่มันจึงเรียก ได้ว่าเป็นอันเดียวกันด้วยซ้ำไป แต่มันทำหน้าที่ในลักษณะอาการ ที่ต่างกันเท่านั้น เพราะฉะนั้นเมื่อพูดว่ามีสติ ก็หมายถึงมี ปัญญารวมอยู่ด้วย แฝงอยู่ในนั้นด้วย, ทีนี้ถ้าจะมองดูกันแต่ใน ทางปัญญา มันก็อาจจะกล่าวได้ว่า คือสติที่มีอยู่อย่างไม่ดับ ไม่ขาดตอน มีอยู่เรื่อย ดังนี้ก็ได้ เพราะมันเป็นความรู้อย่างเดียว ๒๕๐
น.526 กันแท้ เช่นจะรู้ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็เป็นปัญญา และเมื่อ ความรู้เรื่องนี้มากะทันหัน ป้องกันไม่ให้ไปยึดมั่นถือมั่นอะไร เข้า อย่างนี้ก็เรียกว่าสติ. ข้อปฏิบัติที่ว่า เมื่อมีอารมณ์มากระทบ ให้ใช้สตินี้ เราควร จะรู้กันต่อไป ถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกันโดยละเอียด เรื่องนี้มันออกจะ ชวนเบื่อ แต่ว่ามันเป็นเรื่องที่จำเป็นที่สุดที่จะต้องทราบ. สิ่งแรกที่ เราจะต้องทราบก็คือ สิ่งที่เรียกว่า อารมณ์ เราถือโอกาสเรียนคำ เรียนศัพท์ไปเลยก็เป็นการได้กำไร คำว่า "อารมณ์" ในภาษา ไทยนั้นมันต่างกันลิบกับอารมณ์ในภาษาธรรมะ อารมณ์ในภาษา ไทยเราพูดว่า อารมณ์ดี อารมณ์ร้าย อารมณ์เสีย อย่างนี้มัน หมายถึงความรู้สึกในจิตใจของผู้นั้นมากกว่า นี่ภาษาไทยอย่างที่ ชาวบ้านพูด, แต่คำว่า อารมณ์ในทางธรรมะ ไม่ได้หมายถึง จิตใจมันหมายถึงสิ่งข้างนอก คือสิ่งที่จะมากระทบใจ เรียกว่า รูปที่จะกระทบด้วยตา, เสียงที่จะได้ยินด้วยหู, กลิ่นที่ จะรู้สึกด้วยจมูก, รสที่จะรู้สึกด้วยลิ้น โผฏฐัพพะที่จะรู้สึกทางผิว กายคือสัมผัสทางผิวกาย, ความคิดหรือความรู้สึกต่าง ๆ ที่จะรู้สึก ได้ด้วยใจ แต่อย่างนี้เราต้องเข้าใจว่า มันไม่ใช่ตัวใจ มันคือตัว ข้างนอกที่ใจจะกระทบ หรือจะกระทบกับใจ อารมณ์หมายถึงสิ่ง เหล่านั้น. ถ้าในภาษาไทยเรา ที่พูดว่าอารมณ์ดีอารมณ์ร้าย แล้วให้หมายถึงสิ่งที่จะมากระทบใจ คือคิดขึ้นในใจแล้วกระทบใจ ก็ถูกเหมือนกัน ไม่ใช่ผิด. แต่ถึงอย่างไรท่านก็จะเห็นได้ว่า มัน ยังแคบ เพราะหมายแต่เรื่องที่กระทบใจอย่างเดียว เราต้องหมาย ถึงว่า กระทบทางตา กระทบทางหู กระทบทางจมูก กระทบ ทางลิ้น กระทบทางกาย ห้าอย่างนี้เพิ่มเข้าไปด้วย รวมทั้งที่กระทบ ๒๕๑
น.527 ใจ อย่างนี้เรียกว่าอารมณ์. คำว่า อารมณ์นี้ แปลว่า "เป็นที่เกาะ เกี่ยว" เป็นที่หน่วงเอาหรือเป็นที่ยินดี, ศัพท์ ๆ นี้แปลว่าอย่างนั้น รูปก็ดี เสียงก็ดี กลิ่นก็ดี รสก็ดี มันเป็นที่ที่ใจจะไปเกาะเกี่ยว เป็นสิ่งที่ใจจะไปหน่วงเอา ยึดเอา เรียกว่าอารมณ์ ; แล้วเราก็มี เครื่องมือ หรือมีสะพาน หรือมีช่องทางที่จะให้ใจออกไปรับอารมณ์ นั้นก็คือ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ เองด้วย จึงเป็นหกคู่ เขาเรียกเป็นภาษาธรรมะว่า อายตนะสอง ฝ่าย อายตนะฝ่ายข้างนอกก็คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสธรรมา- รมณ์ นี่เป็นอายตนะข้างนอก, อายตนะข้างในก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี่อายตนะข้างใน. อายตนะนี้แปลว่า ที่ต่อกัน ที่ ๆ จะพบกัน เหมือนคำที่ เราเรียกว่า Contact มันจะต้องมีสองฝ่ายจึงมีสิ่งที่เรียกว่า Contact ได้ ที่ที่จะกระทบกัน หรือว่าติดต่อกันนั่นเอง ฝ่ายในก็มีอยู่ฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายนอกก็มีอยู่ฝ่ายหนึ่ง และฝ่ายนอกนั่นแหละคืออารมณ์ ทีนี้สิ่งที่เรียกว่าอารมณ์นี้ มองดูให้ดีแล้ว มันก็หมายถึงทั้ง หมด ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่อารมณ์ บรรดาสิ่งทั้งหลายในโลกมันอยู่ ในลักษณะของ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะธรรมารมณ์ ทั้งนั้น ; เพราะฉะนั้นถ้ากล่าวได้อย่างไม่ผิดก็คือว่า โลกทั้งหมด นั่นแหละคืออารมณ์ จะเป็นโลกที่มองเห็น หรือโลกที่ไม่มองเห็นก็ ตาม มันตั้งอยู่ในฐานะที่จะสัมผัสกับจิตใจ. ทีนี้ เรื่องอารมณ์นี่มันมีความสำคัญอยู่ ตรงที่ให้เกิดความ ยินดียินร้าย มันจึงเป็นสิ่งที่จะต้องระมัดระวัง หรือเป็นสิ่งที่มีความ หมายขึ้นมา เพราะว่าถ้าเราควบคุมอารมณ์ไม่ได้ คือหมายความ ว่า มันเข้าไปรบกวนจิตใจแล้ว จิตใจก็วุ่น คือยึดมั่นถือมั่นขึ้นมา ๒๕๒
น.528 ทันที เป็นเหตุให้ทำผิดพูดผิด คิดผิดในที่สุด. เราอย่าคิดว่าเราจะ เอาตัวรอดไปจากการกระทบของอารมณ์ได้ แม้เราจะอยู่บนบัล ลังก์ของผู้พิพากษา เราก็ไม่รอดไปจากการกระทบของอารมณ์ ที่จะเข้ามาทางตา ทางหู แม้กระทั่งทางใจ และย่อมจะมีสิ่งที่ ยั่ว คืออารมณ์ที่จะยั่วให้โมโหโทโส ; เพราะฉะนั้นจึงพูดว่ามันไม่ มีทางที่จะหลีกให้พ้นจากการกระทบของอารมณ์ "ทาง" มัน จึงมีอยู่แต่ว่า เราจะเอาชนะมันให้ได้อย่างไรในเมื่อกระทบกัน. เราอยู่ในโลกเราไม่อาจจะหลีกจากอารมณ์ได้ อย่างที่ชาวบ้าน เขาพูดว่าอยู่ในโลกแล้วก็หลีกฟ้าหลีกฝนไปไม่ได้ แต่แล้วเราจะ เอาชนะมันได้อย่างไร เป็นสิ่งที่จะต้องศึกษา เพราะฉะนั้นเราจึง สรุปความได้ว่า อารมณ์นั้นคือสิ่งที่ต้องพบปะกันกับมนุษย์ ถ้ามนุษย์แพ้มันก็เป็นทุกข์ ถ้ามนุษย์เอาชนะได้ ก็ไม่เป็นทุกข์ มีอยู่เท่านั้น. ที่มากกว่านั้นอีกหน่อยก็คือว่าเรามักจะตกเป็นทาส ของอารมณ์แล้วก็แพ้อยู่ตลอดกาล เราจะเห็นได้ว่า บางคนก็แพ้ อารมณ์ทางตา บางคนก็แพ้ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวหนัง อยู่เป็นนิสัย หรือเป็นประจำกันอยู่ อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ทั่ว ๆ ไปก็ ได้. ถ้าลงแพ้อารมณ์ไหนแล้ว ก็หมายความว่าอารมณ์นั้นจะดึง ไปตามอำนาจของมัน ดึงเรา จูงจมูกเรา ไปตามอำนาจของ มัน เพราะฉะนั้นจึงอย่าได้เห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย คำว่าอารมณ์ ๆ นี้ เป็นเรื่องขนาดความเป็นความตาย ความเสื่อมความเจริญอะไร ทั้งหมดทีเดียว. ทีนี้มาถึงคำว่า กระทบ, คำว่ากระทบก็เป็นอาการที่เรา เห็น ๆ กันอยู่ทั่วไปว่าของสองอย่างกระทบกัน ; ข้อนี้เหมือนกับที่ ได้อธิบายมาแล้ววันก่อน ๆ ว่า ภาษาธรรมะนี้ ล้วนแต่ยืมภาษา ๒๕๓
น.529 ชาวบ้านมาใช้ทั้งนั้น. คำว่ากระทบก็หมายถึงว่าของสองอย่าง กระทบกัน แต่เดี๋ยวนี้เราเอามาเป็นเรื่องกระทบระหว่างใจกับ อารมณ์ ดังที่กล่าวมาแล้ว แม้ที่สุดแต่ว่า ความรู้สึกในใจกระทบ กันกับใจ คือใจมันคิด ได้ความรู้สึกอันใดขึ้นมานี่ก็ยังไม่เรียก ว่ากระทบ, นี่คือคำว่ากระทบ ในภาษาบาลีเรียกคำนี้ว่า ผัสสะ หรือ สัมผัสสะ ; ผัสสะหรือสัมผัสนี้ แปลว่ากระทบ ทางตา ทางหู ทางลิ้น ทางจมูก ทางผิวกายและทางใจเอง. ทีนี้เมื่อมีการ กระทบแล้ว คือเมื่อมีสิ่งที่เรียกว่าผัสสะแล้ว ย่อมจะเกิดความรู้สึก สิ่งที่เป็นผลขึ้นมา, ความรู้สึกที่เป็นผลเรียกในภาษาบาลีว่า เว-ทะ นา ซึ่งในภาษาไทยชอบออกเสียงเป็น เวดทะนา แล้วก็ มีความหมายเป็นน่าสงสาร น่าเวทนาไปนั้น มันคนละเรื่อง. คำว่า เวทนา ในที่นี้ หมายถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจาก การกระทบ ถ้าเกิดรู้สึกพอใจถูกใจ ก็เรียกว่า สุขเวทนา เวทนาที่ เป็นสุข ; ถ้าไม่ถูกใจก็เรียกว่า ทุกขเวทนา คือเวทนาที่เป็นทุกข์ ถ้าไม่อาจจะกล่าวได้ว่าสุขหรือทุกข์ก็มีชื่อเรียกว่า อทุกขมสุข- เวทนา คือเวทนาที่ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ เป็นสามเวทนาด้วยกัน เพราะฉะนั้นคำว่าเวทนาไม่ได้แปลว่าสงสาร หรือความสงสาร แต่แปลว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นแก่ใจหลังแต่มีการกระทบ เป็น คำกลาง ๆ ต้องประกอบคำอื่นเข้าข้างหน้าเป็นสุขเวทนา, ทุกข- เวทนา, อทุกขมสุขเวทนา แล้วอันนี้แหละระวังให้ดี คือมันเนื่องมา จากอารมณ์ที่มากระทบแล้วส่งให้เกิดเวทนาคือความรู้สึกพอใจ หรือไม่พอใจ หรือยังเป็นกลาง ๆ อยู่ เราเรียกว่าเวทนา, และอันนี้ เป็นตัวการ ตัวปัญหายุ่งยาก เพราะว่าเวทนานี้ตามปกติแล้วมัน ไม่หยุดอยู่เพียงแค่เวทนา, มันปรุงให้เกิดตัณหา คือความอยาก ๒๕๔
น.530 ไปตามอำนาจของเวทนา มันจึงเกิดตัณหา เกิดอุปาทานจนเป็นทุกข์ ในที่สุด, ไม่ว่าจะเป็นทุกขเวทนา หรือสุขเวทนาอย่างไรก็ ตาม มันย่อมให้เกิดความอยากอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งนั้น นี่ดูผลหรือ ดูพิษสงของอารมณ์ที่มากระทบว่า มันมีได้อย่างนี้ คือให้เกิดตัณหา จนกระทั่งเป็นทุกข์ขึ้นมา แล้วก็วุ่นไม่มีว่าง เมื่อไม่ว่างแล้วเราก็ เป็นคนไม่เป็นอิสระมีความรู้สึกที่กระวนกระวายสับสน ไม่อยู่แก่ เนื้อแก่ตัว พูดผิด คิดผิด ทำผิด เราจึงต้องชนะให้ได้และควบคุมมัน ให้ได้. ทีนี้ อาตมาอยากจะถือโอกาสอธิบายคำอีกคำหนึ่ง คือ คำว่า ว่าง หรือวุ่น ว่างก็คือ ไม่ยึดมั่นถือมั่น วุ่นก็คือยึดมั่นถือมั่น แต่ยังไม่เข้าใจชัด, ต้องการให้เข้าใจชัด จนไม่มีทางจะสับสน ฟั่นเฝือ, คำว่า ว่างนี้หมายความว่า เราไม่มีเวทนาอันใดที่ปรุง ให้เกิดตัณหา หรือเกิดอุปาทานต่อไปจนจิตวุ่น แต่ก็มิได้ หมายความว่ามันสูญเสียความรู้สึกที่เฉียบแหลม หรือทำให้ หม่นหมองอะไรอย่างนั้น ก็ไม่ใช่. เรามีความรู้สึกที่ว่างจากความ ยึดมั่นถือมั่นแล้ว ก็เรียกว่าว่าง เหมือนอย่างว่าจะคิดเลข ถ้าจิตไม่ ว่าง มันมีอะไรรบกวนอยู่ในรูปของตัณหา หรือความยึดมั่นถือมั่น แล้ว มันคิดไม่ออก ใจมันกระสับกระส่าย ไม่อยู่กะเนื้อกะตัว หรือแม้ที่สุดแต่คนที่จะแสดงฝีมือด้วยการตีเทนนิส ตีแบดมินตัน ยิงศร ขว้างแม่น อะไรเหล่านี้ ถ้าในขณะนั้นจิตไม่ว่างแล้วเป็นอัน ว่าเสียหมด. ถ้าจิตว่างจะทำได้ดีถึงขนาดที่เรียกว่าเป็นปาฏิหาริย์. ยกตัวอย่างเพียงอย่างเดียวก็อาจจะเข้าใจได้ เหมือนอย่างว่า ถ้าจะยิงปืนหรือขว้างแม่นก็ตาม ซึ่งมีลักษณะคล้ายกัน เป็นการ ประกวดฝีมือ ถ้าคนที่ออกมายิงปืนต่อหน้าคนที่ดูกันอยู่มาก ๆ ๒๕๕
น.531 ถ้าจิตมันวุ่นในเรื่อง ตัวกู ของกู มันก็นึกแต่เรื่องจะยิงผิดจะแพ้ จะอายเขา เขาจะฮา คอยนึกอยู่แต่ว่า เขาจะฮา กลัดกลุ้มอยู่ด้วย ตัวกู ของกู ยึดมั่นถือมั่นในตัวกู ของกู ว่าจะแพ้ แล้วจะละอาย ; หรืออีกทางหนึ่งมันกลัดกลุ้มอยู่ว่าถ้าชนะ แล้วก็จะรวยกัน ใหญ่ ถ้าเผอิญคู่รักหรือแฟนหรืออะไรของเขามานั่งดูอยู่ด้วยแล้ว ก็ยิ่งคิดมากไปกว่านั้น เป็นเรื่องจิตวุ่นด้วยความยึดมั่นถือมั่น ไม่ว่าง. เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วมันจะไม่เพียงแต่มือสั่น ไม่เพียงแต่ตัว สั่น ใจมันสั่นเลย คือสั่นออกมาจากใจ แล้วก็ต้องสั่นมาถึงเนื้อถึง ตัวถึงมือถึงไม้ แล้วไปบังคับมันก็ยิ่งสั่นใหญ่ เพราะไปบังคับด้วย ความยึดมั่นถือมั่น ก็เลยยิงผิดหมด. ถ้าจิตว่าง ไม่ได้หมายความ ว่า ไม่มีความรู้สึก มันหมายความว่าขณะนั้นลืมตัวกู ลืมของกู ลืมใคร ๆ ทุกคน ราวกะว่าที่นั้นมีแต่เขาคนเดียวเท่านั้น ไม่ใช่ มีคนตั้งร้อยตั้งพันมาคอยดูอยู่ อย่างนี้เขามีสมาธิเต็มที่ คือเป็น จิตว่างเต็มที่ จนกระทั่งเขาลืมแม้แต่ร่างกายของเขาเอง มันยัง เหลืออยู่แต่เพียงจิตใจหรือสติสัมปชัญญะ กับนิ้วมือ หรือมือที่จะ ทำไปเท่านั้น ; เพราะฉะนั้นมันจึงไม่มีอะไรสั่น ไม่มีอะไรฟุ้งซ่าน ไม่มีอะไรกระสับกระส่าย จึงยิงออกไปเหมือนกับปาฏิหาริย์ นี่ขอให้เข้าใจคำว่าว่างในลักษณะอย่างนี้ที่จะทำให้ได้ผลดีในการ ศึกษา ในการแสดงฝีมือในการแสดงอะไรต่าง ๆ . ทีนี้ อีกแง่หนึ่งก็คือมันเป็นความสุขด้วย อิ่มอยู่ด้วยความสุข ด้วย ในขณะนั้นมันไม่ระทมอยู่ด้วยความทุกข์ เหมือนกับคนที่ กลัวว่าจะยิงผิด กลัวจะอะไรต่าง ๆ หรือเร่าร้อนอยู่ด้วยความ รู้สึกว่า ถ้าถูกแล้วก็รวยกันใหญ่. ส่วนที่เป็นกันอยู่ทั่ว ๆ ไปนั้น เราต้องมองดูให้กว้างถึงว่า ทุกคนที่ประกอบการงาน ถ้าประกอบ ๒๕๖
น.532 อยู่ด้วยจิตว่างแล้วไม่เป็นทุกข์ ; อย่างคนถีบสามล้อกลาง แดดกลางฝน คนแจวเรือจ้างกลางแดดกลางฝนทวนน้ำทวนลม อะไรทุกอย่าง ถ้าจิตเขาว่าง ไม่ยึดมั่นถือมั่นในตัวกูของกูแล้ว ไม่รู้สึกเป็นทุกข์ แจวเรือทวนน้ำก็ยังร้องเพลงอยู่ได้ ถีบสามล้อ เหงื่อท่วมตัว มันก็ยังร้องเพลงอะไรอยู่ได้ ; แต่พอจิตวุ่นด้วยตัวกู ของกูแล้ว มันร้องเพลงไม่ออก มีอารมณ์ตรงกันข้ามไปเลย มันฉุนเฉียว ดุ, ด่า, ไม่มีอะไรจะด่า ก็ด่าฟ้าด่าฝน นั่นคือความที่ จิตวุ่น ; ถ้าจิตว่างยังร้องเพลงอยู่ได้. เราควรต้องรู้ไปถึงการงาน ทุกอย่างที่คนใช้จะทำ แม้ในบ้านเรือน ในครัว ในอะไรก็ตาม ถ้าเขาทำด้วยจิตว่างแล้ว เราจะเห็นว่าเขาสนุกสนานเป็นสุขอยู่ใน ตัวการงาน แต่ถ้าจิตเขาวุ่นแล้ว มันหาความสุขไม่ได้ มันเป็นนรก มันเป็นตกนรกทั้งเป็นอยู่ที่นั่น แล้วมันจะเป็นผลดีอย่างไร งาน ก็เสีย คนก็เป็นทุกข์. นี่ขอให้เข้าใจความว่างอย่างนี้ไว้ให้ถูกต้อง หรือว่าถ้าจะให้เห็นง่ายขึ้นไปอีก, เอาสิ่งที่คนอาจจะเข้าใจผิดมาก ๆ ดีกว่า เช่นร้องเพลง เด็กตัวเล็ก ๆ ร้องเพลงอยู่จู๋จี๋ ๆ เช่นนี้ อย่าไปเข้าใจว่าจิตเขาวุ่น จิตเขายังว่างอยู่ คือไม่ปรารภตัวตนอะไร ร้องเพลงไปตามสัญชาตญาณ ตามความเคยชิน แต่ถ้าเป็นเรื่อง ร้องเพลงด้วยเจตนาที่จะให้ใครได้ยิน หรือว่าจะเกี่ยวเลี้ยว ใคร หรือมุ่งหมายอะไร ด้วยอารมณ์ที่มีความหมายอะไรนี้มันไม่ใช่ จิตว่าง. มันเห็นชัดตรงที่ว่า อย่างแรกนั้นไม่เป็นทุกข์ แต่อย่างหลัง เป็นความเร่าร้อนหรือเป็นทุกข์ ; เมื่อเราผิวปากเล่นอยู่ตาม ริมทะเล ตามสนามหญ้า นี่มันก็ยังว่างอยู่ หรือจะร้องเพลงไปโดย ไม่มีความหมายอะไร แต่ถ้าเรามีความคิดขึ้นเป็นปรารภ ตัวตน ตัวเรา ตัวเขา คนที่หนึ่ง คนที่สอง หวังอะไรขึ้นมาแล้ว ๒๕๗
น.533 การร้องเพลงนั้นมันก็คือคล้าย ๆ กับการร้องไห้อะไรชนิดหนึ่งนั่น เอง ไม่เป็นที่ตั้งของความสุข สงบ เยือกเย็น ไปได้เลย เพราะมัน วุ่น มันไม่ว่าง นี่ขอให้เข้าใจคำว่าว่าง ที่เราต้องประสงค์เป็น อย่างนี้ไว้ที่ก่อน. เมื่อเราเข้าใจคำว่าอารมณ์ คำว่ากระทบ คำว่าเวทนา คำว่าตัณหา อุปาทาน วุ่นและว่าง อย่างนี้แล้วก็ง่าย ที่จะศึกษา เรื่องของ สติ. คำว่าสติ ก็แปลว่า ระลึกได้อย่างที่กล่าวแล้ว, ทีนี้เราก็มีสติ ในขณะที่อารมณ์มากระทบ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจก็ตาม เรามีสติที่จะป้องกันไม่ให้เกิดการปรุงแต่ง คือความคิดในใจที่มันปรุงแต่งกันไปเรื่อย ตั้งแต่ผัสสะเป็นเวทนา จากเวทนาเป็นตัณหา จากตัณหาเป็นอุปทาน อย่างนี้ภาษาธรรมะ ก็เรียกว่าการปรุงแต่ง. มันเป็นพฤติของจิต ที่ไหลไปด้วยอำนาจ ของความปรุงแต่งกันเอง ผลักไสกันเอง จากการกระทบก็เป็น เวทนา จากเวทนาก็เป็นตัณหา คือความอยาก จากตัณหาก็เป็น อุปาทาน จากอุปาทานก็เป็นภพ เป็นชาติ และเป็นทุกข์ ; เช่นว่า รู้สึกชอบใจในรูปที่ได้เห็น มันก็อยาก เป็นตัณหา แล้วก็มีตัวผู้ อยากในสิ่งที่สวยนั้น เป็นตัวกูขึ้นมา แล้วก็เอาสิ่งที่สวยนั่นแหละ เป็นของกู นี้เป็นอุปาทานโดยสำเร็จรูป มันมีการกระทำที่เป็น ตัวกูของกูนี้ เป็นมโนกรรมอยู่ในจิตใจ ฟักตัวขึ้นเรื่อยเขาเรียกว่าภพ คือมันจะเป็นรูปของความทุกข์ขึ้นมา จนกว่าเมื่อไรตัวกูนี้เต็มแก่ ความรู้สึกว่าตัวกูของกู มันแก่เต็มที่ นั่นแหละเขาเรียกว่าตัวกู เกิดเต็มที่แล้ว เป็นชาติดิ้นรนอยู่ด้วยความทุกข์รูปใดรูปหนึ่ง. ชาตินี้คือความเกิด, ความเกิดขึ้นแห่งความรู้สึกว่าตัวกูของกูก็ตาม ๒๕๘
น.534 เราไม่ได้หมายถึงเกิดจากท้องแม่ เกิดจากท้องแม่ทีเดียวแล้ว มันก็เลิกกัน จนกว่ามันจะเข้าโลง อย่างนั้นมันไม่เกี่ยวกับความทุกข์ ถ้าไม่ยึดมั่นแล้วมันไม่มีความทุกข์เลย แล้วมันทีเดียวเสร็จ แล้วมันก็เลิกกันไปแล้ว แต่ว่าชาติคือความรู้สึกว่าตัวกูของกู ที่เกิดขึ้นวันหนึ่งหลายหนนี้ไม่สิ้นสุด ไม่รู้จักสิ้นสุด เป็นทุกข์ ทุกทีที่เกิด ความทุกข์อยู่ที่นี่เรียกว่ากระแสแห่งการปรุงแต่ง มันมีอยู่อย่างนี้ ที่นี้ สติมีหน้าที่ที่จะหยุดเสียงซึ่งการปรุงแต่ง, ให้กระแส มันหยุดไหลเช่นว่า พอตากระทบรูป เห็นว่าเป็นรูปอะไรแล้วก็ หยุดเสีย อย่าปรุงเป็นเวทนาอย่างนี้วิเศษที่สุดแล้ว ; หรือหูได้ยิน เสียง ตึง !. อย่างนี้ก็รู้ว่า เสียงตึง !. ก็แล้วกัน อย่าไปรู้สึกเป็นเวทนา คือชอบหรือไม่ชอบ หรืออะไรทำนองนั้น หรือเรียกว่าหยุดเสียแค่ ผัสสะ ไม่ปรุงเป็นเวทนา นี่เราจัดเป็นชั้นพิเศษ. บางคนอาจจะคิด ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่อาตมายืนยันว่า ยังเป็นไปได้ แต่มันเป็นชั้นพิเศษ คือมันยากที่จะเป็นได้ จึงไม่ค่อยได้เห็นกัน แต่ก็มีทางที่จะ เปรียบเทียบ : เหมือนอย่างว่าคนที่เขานอนอยู่ข้างปืนใหญ่ เมื่อ ปืนใหญ่ยิงออกไปนี้เขาเพียงรู้สึกว่าเสียงปืนดังเท่านั้น ไม่ปรุงเป็น เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาในจิตใจของเขา อย่างพวกทหารปืน ใหญ่นอนอยู่ข้างปืนใหญ่ของเขา เมื่อปืนยิงออกไป เขาก็ยังนอน หลับอยู่ข้างปืนใหญ่ได้ เสียงกระทบหูเป็นเพียงผัสสะ แล้วก็หยุด ไปไม่เป็นเวทนา. ทีนี้ ถ้าเราทำได้อย่างนี้ทั้งในทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย มันก็ไม่มีความทุกข์เลย มันเป็นเพียงการกระทบ หลัง จากการกระทบแล้ว ถ้าเป็นเรื่องที่จะต้องจัดต้องทำ สติก็วิ่งเข้ามา ๒๕๙
น.535 โดยสมบูรณ์ว่า จะต้องทำอย่างไร โดยไม่ต้องไปดีใจ เสียใจ ชอบหรือไม่ชอบ เกลียดหรือรักหรืออะไรไม่ต้องมี มีแต่สติ ปัญญาวิ่งเข้ามาว่าทำอย่างไร แล้วก็ทำไป นี่มันดีมากอย่าง นี้. ทีนี้มันเหลือวิสัยที่จะทำได้ โดยทั่วไปเหลือวิสัยที่จะทำได้ ก็เอาดีชั้นธรรมดาก็แล้วกัน, ดี ชั้นธรรมดาก็คือ สติมาทันในขณะ ที่มันเกิดเวทนา เช่นเกิดรู้สึกชอบหรือไม่ชอบแล้ว สติมาทัน เลยหยุดแค่เวทนา อย่างดีเลิศหยุดอยู่แค่ผัสสะ อย่างดีธรรมดา หยุดอยู่แค่เวทนา ไม่ปรุงเป็นตัณหา รู้ว่านี่สวยหรือหอม หรือว่า นี่ไม่สวย นี่เหม็นก็ตาม มันมีเวทนาขนาดที่รู้สึกแล้วว่า หอมหรือ เหม็น น่ารักหรือไม่น่ารัก พอใจหรือไม่น่าพอใจ ให้หยุดชะงัก ลงอยู่แค่พอใจหรือไม่พอใจ น่ารักหรือไม่น่ารัก นี้เสียอีกที หนึ่ง หรือถูกใจ ไม่ถูกใจแล้วก็หยุดอยู่แค่นั้น อย่าปรุงเป็นความ อยากไปตามความถูกใจ หรือความไม่ถูกใจเรียกว่าไม่ให้เกิด ตัณหา ; เมื่อไม่ให้เกิดตัณหา ก็ไม่เกิดอุปาทาน ไม่เกิดภพเกิดชาติ ที่เป็นทุกข์ สติวิ่งเข้ามาทันที่ตรงนี้ มันก็เปลี่ยนไปในทางของสติ ปัญญาไป ; เมื่อเราได้กระทบสิ่งเหล่านี้มีรสมีชาติมีอะไรอย่างนี้ แล้ว จะต้องทำกะมันอย่างไร แล้วก็ทำไปด้วยสติปัญญา มัน ก็เลยเดินไปตามสายของสติปัญญา กลายเป็นเรื่องสติปัญญาไป ไม่ใช่เรื่องกิเลสตัณหา กลายเป็นดี จะเรียกว่าดีมากก็ได้ แต่ ไม่ใช่ชั้นพิเศษ ทีนี้ ดีเรียกว่าชั้นธรรมดา ไม่ถึงขนาดว่าดีมาก เป็นเพียงชั้น ธรรมดาก็หมายความว่า มันเกิดตัณหาแล้ว เวทนาเกิดขึ้นแล้ว แล้วยังเกิดตัณหา อยากอย่างนั้น อยากอย่างนี้ด้วย ก็ยังมีทางที่จะ หยุดเสียได้แค่ตัณหานี้อีกทีหนึ่ง ยังพอเอาตัวรอดได้เพียงแต่ ๒๖๐
น.536 อยากกลุ้ม ๆ ไปนิดหนึ่งแล้วก็ดับไป ไม่ยืดยาวไปจนเป็นอุปาทาน เป็นทุกข์ ; เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นได้ว่า ตัณหาถูกสะกัดกั้นให้ หยุดสิ้นสุดลงไปด้วยสตินั้น สติที่มาทันแล้วทำหน้าที่หยุดตัณหา ตัณหาทำหน้าที่พอว่าอยากอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วก็หยุดไปเลยไม่ ลุกลามไปถึงว่า ตัวกูจะพยายามอย่างนั้นจะพยายามอย่างนี้ อย่างนี้ก็ยังเอาตัวรอดได้ เพราะมันทุกข์นิดเดียว มีความทุกข์ นิดเดียว หยุดอยู่แค่ตัณหา. ดังนั้นเราจึงได้เป็นสามขนาด คือว่า ดีพิเศษ นั้นหยุดอยู่แค่ผัสสะเลย ดีธรรมดาก็หยุดอยู่แค่เวทนา ทีนี้ธรรมดาหรือว่าไม่สู้ดีนักนี้ก็หยุดอยู่ที่ตัณหา ทั้งสามอย่างนี้ ท่านทั้งหลายจะต้องเอาไปทำความเข้าใจ แล้วใช้มันให้ได้เป็น ประจำวัน แล้วบทเรียนของเรามันจะอยู่ตรงนี้ไม่มีอย่างอื่น. ลองคิดบัญชีดูว่ามันมีกี่เรื่อง กี่ราย ที่มากระทบเราในวันนี้ แล้วมีกี่เรื่องกี่รายที่หยุดได้เพียงผัสสะ แล้วมีกี่รายที่ไปหยุดได้ถึง เวทนาแล้วมีก็เรื่องกี่รายที่ไปหยุดได้ต่อเมื่อเกิดตัณหาแล้ว แล้วมีกี่รายที่มันเลยไปถึงความทุกข์ ถึงขนาดไปนอนก่ายหน้า ผากก็ยังไม่รู้สึกว่าเพราะเรื่องอะไร ตอนนั้นเรียกว่ามันเลวมาก คือว่าผ่านไปแล้ว จนถึงความทุกข์แล้วก็ยังไม่รู้สึก แล้วไป หลงว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ไปโทษโชคชาตา ไปโทษผีสางเทวดา กลัดกลุ้มจนเป็นโรคเส้นประสาท นี่มันเลวมาก มันควรจะต้องอยู่ ในระดับที่พอใช้ได้ แล้วก็ดี แล้วก็ดีพิเศษ สามลักษณะเท่านั้น. ทีนี้ข้อที่อยากจะแนะในตอนนี้ก็คือว่า พอมันเกิดอะไรขึ้น เราควบคุมได้ด้วยสติแล้ว เราดึง เราทด ให้มันไหลไปทางสติ ปัญญา อย่าปล่อยให้มันไหลไปทางกิเลสตัณหา ใช้คำว่า Sublimate คือว่าแก้ร้ายให้กลายเป็นดี. เรื่องก็หมายความว่า ๒๖๑
น.537 เรื่องนี้มันมาในทางร้ายทั้งนั้นแหละ จะต้องเกิดเวทนา ตัณหา อุปาทาน ทุกข์ในที่สุด ; แต่เรา Sublimate กลายเป็นเรื่องดีไป โดยแก้ร้ายให้กลายเป็นดี โดยให้สติปัญญาเข้ามาจัดการ. มันก็ จัดการไปตามที่ถูกที่ควรว่า รายนี้จะต้องทำอย่างไร จะต้องพูด อย่างไร จะต้องคิดอย่างไร จะปฏิบัติอย่างไร หรือว่าจะนิ่งเฉยเสีย ก็ได้ มันจึงชนะอารมณ์ที่มายั่วยวน อย่างอารมณ์ขนาดของ พระยามารได้. นี่เรียกว่าเราสามารถที่จะมีสติในกรณีอย่างนี้ ทำสิ่งที่ร้ายให้กลายเป็นดีได้ เช่นน้ำมันไหลมาจะท่วมให้ฉิบหาย เราทดน้ำนี้ไปทำนาเสีย อย่างนี้มันก็ไม่มีผลร้าย คือเอาไปใช้ให้มี ประโยชน์อย่างอื่นยิ่งไปกว่านั้นอีกก็ได้ คือว่าทุกคราวทุกเรื่อง ทุกกรณีที่มากระทบ มันกลายเป็นเรื่องของสติปัญญาไปหมด. บางทีเราต้องใช้หลักที่เรียกว่า นับสิบก่อน ท่านเคยเป็นนักเรียน อ่านหนังสือเรื่องนับสิบก่อน ที่เด็กเล็ก ๆ เขาอ่านก็จะเข้าใจได้ดี คือว่าพออารมณ์มากระทบ เราอย่าเพ่อปล่อยไปตามจิตตามเรื่อง ตามราวของจิตใจ เรารอนับสิบก่อน นี้ไม่ใช่อะไร มันเพื่อตั้งสติ ถ้า เราผลุนผลันไปทันที มันเลยหกคะเมนไปเลย แต่ถ้าเรารอไว้อย่าง ที่เรียกว่านับสิบก่อนนั้น มันตั้งสติอย่างที่ว่านี้เอง มันก็ตั้งสติสู้กัน ได้กับเวทนาหรือตัณหา ไม่รัก ไม่โกรธไม่อะไรขึ้นมาทันควัน ; มารอดูก่อน เพื่อให้โอกาสแก่สติปัญญามากขึ้น ๆ แล้วมันคิดทัน นึกทัน ยับยั้งทัน มีสติปัญญามาช่วย เหมือนกับมีพระเจ้ามาโปรด มันรอดตัว มันเป็นบุญเป็นกุศลอย่างนี้ นี่เรียกว่ามีสติในขณะที่มี อารมณ์มากระทบ นี่เรื่องหนึ่งแล้ว ขอให้จำไว้ว่า สติอย่างพิเศษ สติอย่างกลาง สติอย่างต่ำ ถ้าผิดจากนั้นมันไม่ไหว มันเป็นทุกข์. สติอีกหมู่หนึ่งก็คือว่า เมื่อมันได้เสียไปแล้ว ได้พลาดไป ๒๖๒
น.538 แล้ว จนเป็นทุกข์แล้ว ต้องมีสติที่จะรู้จักละอาย รู้จักกลัว ให้ เกิดขึ้นมาด้วย ข้อนี้หมายความว่าบางคนทำผิดพลาดเป็นทุกข์ เป็นเดือนเป็นปีแล้ว ก็ไม่เคยสำนึกรู้สึกอาย รู้สึกกลัวอย่างนี้ เรียกว่าเป็นผู้ไม่เจริญด้วยธรรมะ. ผู้ที่เจริญด้วยธรรมพอพลาดไป เขานึกได้ทันทีว่าแหม! พลาดไป แล้วก็เสียใจ แล้วก็ละอาย แล้วก็กลัวว่า นี่มันจะเป็นความทุกข์และจะยิ่งกว่านรกเสียอีก เขากลัวอย่างนั้น เขามีหิริโอตตัปปะต่อตัวเองว่า "แหม! เสียทีที่ เป็นมนุษย์ทำไมจึงมีจิตใจต่ำทรามถึงอย่างนี้ ว่าเป็นอุบาสกอุบาสิกา ทำไมจึงมีจิตใจต่ำทรามถึงอย่างนี้ ; ว่าเป็นภิกษุ "เป็นนักบวช ทำไมจึงมีจิตใจต่ำทรามถึงอย่างนี้." มันเกิดสติที่ทำให้รู้จัก อายกลัวทันควัน อันนี้มีประโยชน์มาก มันทำให้รู้จักเข็ดหลาบ ถ้าไม่อย่างนั้นจะไม่รู้จักเข็ดหลาบ เราลองเปรียบดูเรื่องทางวัตถุ ไม่ใช่เรื่องทางจิตใจ ทำไมเราจึงระมัดระวังกันดี ทำไมเราจึงไม่ ลืมไม่เผลอทำอะไรน่าเกลียด ที่เป็นเรื่องอุจาดลามกตามถนน ทำไมไม่ไปเผลอทำ นั่นก็เพราะมันละอาย เพราะมันกลัว สติจึง สมบูรณ์ แต่ทีเรื่องทางใจเรื่องเกี่ยวแก่ตัวเองล้วน ๆ ไม่มีใคร เห็นนี้ ทำไมไม่อาย ทำไมไม่กลัวเหมือนอย่างนั้นบ้าง เพราะไม่ มองเห็นเป็นของน่าอาย แล้วก็ไม่กลัวแล้วก็ไม่อายแล้วก็ไม่เข็ด หลาบ. แต่ถ้าสมมติว่าไปทำผ้าหลุดลุ่ยเปลือยกายอยู่กลางถนนสัก ทีเดียวเท่านั้นแหละ เข็ดหลาบจนตาย นั่นมันเป็นเรื่องที่เห็นง่าย เข้าใจง่าย เพราะมันเป็นเรื่องทางวัตถุ แต่แล้วเราก็ใช้หลักเกณฑ์อย่าง เดียวกัน คือจะต้องละอายหรือกลัวในทุก ๆ คราวที่พลาดไป ในการที่รบกันกับอารมณ์ ต่อสู้กับอารมณ์ เราเป็นฝ่ายแพ้ฝ่าย เพลี่ยงพล้ำหมดเนื้อหมดตัวแล้วเราก็ต้องละอายและกลัว ทีหลังมัน ๒๖๓
น.539 เผลอยากเข้า มีสติดีขึ้น มีสติได้สมบูรณ์ง่ายขึ้น มันมีประโยชน์ อย่างนี้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นอันกล่าวได้ว่า เมื่อกระทบกันก็มี สติ อย่าให้พ่ายแพ้ และเมื่อพ่ายแพ้แล้วก็ต้องมีสติในการที่จะละอาย และกลัว อย่าปล่อยให้เลยไปจนกี่ปี กี่เดือน จนตลอดชีวิต ก็ ไม่เคยสำนึกไม่เคยละอาย ไม่เคยกลัว ไม่เคยเข็ดหลาบ. นี่สติจึงมี อยู่สองขั้นอย่างนี้ คือ เมื่อยังไม่แพ้ไม่ชนะ ก็มีสติที่จะไม่ให้แพ้ แต่เมื่อแพ้แล้วก็มีสติที่จะไม่ให้กลับเป็นอย่างนั้นอีก ระมัดระวังดีขึ้น กว่าเดิม นี่คือข้อปฏิบัติประเภทแรก เกี่ยวกับการกระทบกันกับ อารมณ์. ทีนี้เราก็มาถึงข้อปฏิบัติประเภทที่สอง ที่เรียกว่าอยู่ตาม ปรกติไม่มีอารมณ์มากระทบ อาตมาจะแจกเป็นหัวข้อสั้น ๆ ว่า : อันที่หนึ่ง เราศึกษา และศึกษาเพิ่มเติมในหลักธรรมะข้อนี้ อยู่เสมอ เราลงมือศึกษาและศึกษาเพิ่มเติม เกี่ยวกับโทษของ ความยึดมั่น และคุณของความไม่ยึดมั่นถือมั่นอยู่เสมอ แล้ว เราก็กล่าวสรรเสริญคุณของธรรมะข้อนี้ คือความไม่ยึดมั่น ถือมั่น นั้น ปากก็กล่าวสวดมนต์สรรเสริญภาวนาอะไรไปก็ได้ ใจก็นึกพอใจสรรเสริญคุณของธรรมะข้อนี้ เราเป็นผู้สรรเสริญ คุณของธรรมะอันประเสริฐนี้อยู่เสมอ และพร้อมกันนั้นเราก็ ชักชวนเพื่อนฝูง สร้างเพื่อนฝูงเกี่ยวกับเรื่องนี้ ให้มีเป็นเพื่อนกัน นี่รวมกันหมดที่เราเรียกว่าข้อแรก คือศึกษาและศึกษาเพิ่มเติม เรื่องนี้อยู่เสมอ สรรเสริญคุณหรือนิยมชมชื่นข้อนี้อยู่เสมอ แล้วก็ชักชวนเพื่อนฝูงกันในทางที่จะศึกษา และปฏิบัติอย่างนี้อยู่ เสมอนี้เป็นข้อแรก. ข้อถัดไป เราก็จะ หัดพิจารณาปัจจัยสี่อยู่ทุกคราวที่เราเข้า ๒๖๔
น.540 ไปเกี่ยวข้อง ปัจจัยสี่นี้ใคร ๆ ก็ต้องเกี่ยวข้อง หมายถึงอาหาร หมายถึงเครื่องนุ่งห่ม หมายถึงที่อยู่อาศัย หมายถึงยาแก้โรค อย่างนี้เรียกว่าปัจจัยสี่ แล้วมันจำเป็นที่จะต้องเกี่ยวข้องเสมอ และเป็นที่ตั้งของความต้องการ. เราอุตส่าห์ทำงานมากมายนี้ก็ เพื่อปัจจัยสี่ เพราะว่าคนตั้งอยู่ได้ก็ด้วยปัจจัยสี่ จึงเป็นอันว่ามัน เป็นสิ่งที่เราต้องเกี่ยวข้องอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นเราจึงต้องถือ โอกาส, ฉวยเอาโอกาสนี้ เอาสิ่งที่เกี่ยวข้องกันอยู่แล้ว ตลอดเวลานี้ เป็นบทเรียน สะดวกดี สำหรับพิจารณาไม่ให้ยึดมั่นถือมั่นในสิ่ง เหล่านี้ก่อน แล้วมันก็หมายถึงไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวงได้เอง. แต่บทเรียนแรก ๆ นี้จะต้องปฏิบัติอย่างนี้ อย่าหลงใหลในสิ่งเหล่านี้ ควบคุมจิตใจให้ถูกต้อง เมื่อไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้. อาตมายก ตัวอย่างของพระเณรดีกว่าว่าเขาให้พิจารณาว่า : - อาหารนี่ก็ดี ผู้มากินอาหารนี่ก็ดี ไม่มีส่วนไหนที่เป็นตัวตนที่ แท้จริง ไม่ควรยึดมั่นเป็นบุคคลตัวตนที่แท้จริง ; แล้วก็เครื่องนุ่งห่ม นี้ก็ดี ผู้นุ่งห่มเครื่องนุ่งห่มนี้ก็ดี ไม่มีตรงไหนที่เป็นตัวตน ที่ควรยึด มั่นถือมั่นว่าเป็นตัวกู ของกู ; เสนาสนะที่อยู่อาศัย เครื่องใช้ไม้สอยทุกอย่างในบ้านในเรือน ในกุฏิ และผู้ที่เข้าไปใช้สอยก็ดี ไม่มีส่วนไหนที่ควรยึดมั่นถือมั่น ว่า ตัวกู ว่าของกู ; และยาแก้โรคที่ช่วยชีวิตได้นี้ และผู้ที่กินยาแก้โรคนี้ก็ตาม ไม่มีส่วนไหนที่จะควรยึดมั่นว่า ตัวกู ของกู. ถ้าเป็นอย่างนี้มันหมดเลย มันไม่มีอะไรเหลือไว้ให้ยึดมั่น ว่า ตัวกู ของกู เราจะทำทั้งอย่างที่เป็นพิธี ทั้งอย่างที่จะทำ ได้จริง คือความรู้สึกจริงๆ ถ้าเรายังรู้สึกไม่ได้จริงอย่างนี้ ๒๖๕
น.541 เราควรทำพิธีไปก่อน. ดู ๆ ก็น่าขบขันที่ แม้แต่เณรตัวน้อย ๆ เข้ามาบวชก็ยังถูกสอนให้ทำอย่างนี้ แกทำจริงจังไม่ได้ เพราะยัง เด็กนัก แต่ก็สอนให้ทำเป็นพิธีไปก่อน ให้เป็นรากฐานไปก่อน แล้วก็ค่อย ๆ เลื่อนขึ้นไปตามลำดับเอง. เราก็เหมือนกัน ไหว้ พระสวดมนต์พอเป็นพิธีแล้วพิจารณาสิ่งเหล่านี้พอเป็นพิธีไปก่อน ก็ยังดีกว่าที่จะไม่ทำเสียเลย มันจะเป็นรากฐานที่ให้ทำได้จริงยิ่ง ขึ้นไปตามลำดับ เพราะฉะนั้นทำเป็นพิธีทำตามเวลา ตาม กำหนดทุกค่ำเช้าเข้านอนนี้ก็ทำ แล้วก็ทำจริงด้วยสติปัญญาจริง ๆ ให้เห็นจริงทุกขณะที่เหตุการณ์เป็นไปจริง ๆ ก็ทำ, ทำจริง ๆ ก็ทำ เพราะว่าพิธีอย่างนี้มันมีประโยชน์ไม่ใช่พิธีงมงาย ไม่ใช่ตาเถร ส่องบาตร แต่เป็นพิธีที่เราเตรียมขึ้นไว้สำหรับแปรรูปเป็น ความจริงขึ้นในตอนสุดท้าย. เพราะฉะนั้นเราจึงได้หลักว่า อย่าง ที่สองนี้เราจะพิจารณาสังเกตดูสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเราอยู่เป็นประจำ ว่า ไม่ใช่ควรเข้าไปหลงยึดมั่นถือมั่นแล้วมีสติปัญญาเข้าไปเกี่ยว ข้อง ไปใช้สอย ไปแสวงหา ไปเก็บรักษา สุดแล้วแต่ว่าจะทำ อย่างไรด้วยสติปัญญาตามทางที่ถูกที่ควร นี่เราไม่หลงอะไรที่ใน บ้านเรือน ในตัวเรา ในชีวิตของเรานี้อย่างหนึ่ง. ทีนี้อย่างที่สาม ที่สูงขึ้นไปอีกก็คือว่า เราพิจารณาประโยคที่ ว่า "สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น" นี้พิจารณาอยู่ เป็นประจำ. ประโยคนี้ได้อธิบายแล้วแต่วันก่อน เราไม่เสียเวลา จะต้องอธิบายกันอีก และสรุปความว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่มี สิ่งใดที่ควรยึดมั่นถือมั่นนี้ เราพร้อมที่จะรู้อยู่เสมอ เราไม่เผลอ. แต่ถ้าเราจะฝึกฝนให้เป็นบทเรียน เขาก็มีบทเรียนสูงขึ้นไป ถึงข้อ ที่ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างนี้ให้ดูว่า สิ่งทั้งปวง ไหลเชี่ยว ๒๖๖
น.542 เป็นเกลียวอยู่เสมอ, สิ่งทั้งปวงเป็นทุกข์ ในความหมายที่ว่า ทนยาก ดูแล้วน่าเกลียด ดูแล้วจะเห็นว่างอย่างน่าเกลียด, แล้ว อนัตตาก็คือว่า ไม่มีส่วนใดที่เป็นตัวตน, มันมีอย่างนั้น อย่างนี้ มีทั้งกาย ทั้งใจ มีทั้งความรู้สึกคิดนึกอะไรก็ตาม แต่ไม่มีส่วนใด ที่ควรถือเป็นตัวตน เป็นอัตตานั้นไม่มี ; นี่เรียกว่าอนัตตา ไม่มี ตัวตน. ถ้าเห็นอนิจจัง มันก็ต้องเห็น ทุกขัง อนัตตาไปตาม ลำดับ ; ดูให้ดีเถอะว่าถ้ามันไหลเรื่อยเป็นเกลียวไปอย่างนี้ มันก็ ต้องทนยาก ; เมื่อรวมกันทั้งไม่เที่ยงและทนยากก็ไม่ควรจะ เรียกว่า ตัวตน. นี่คือหลักของพุทธศาสนา. เราดูให้ละเอียดแล้ว เราจะพบว่าสิ่งทั้งปวงนั้น ดูอีกแง่หนึ่งมันไม่ควรยึดเลย เพราะว่า มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เราใช้คำว่า "ไม่ควรยึด" สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดไว้ทีหนึ่งก่อน แล้ว ทีนี้ดูอีกทีหนึ่งให้ลึกเข้า ไปอีก จะเห็นได้ว่าไม่สามารถจะยึด มันเหมือนกับเราจะ จับลม นี่เปรียบเทียบเหมือนกับเราจะจับลม เราไม่สามารถจะจับ หรือเราจะดึงแม่น้ำที่ไหลให้ไหลกลับ เราก็ไม่สามารถจะดึง นี่เรียกว่าเราไม่สามารถ และจะเห็นได้ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเราไม่ สามารถจะยึด แต่ใจมันก็ยังหลงเข้าไปยึดอย่างโง่เขลา. ที่แท้สิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ไม่ใช่เพียงแต่ไม่ควรยึด ที่แท้มันเป็นถึง กับว่าไม่สามารถจะยึด แต่ใจมันก็ยังหลง ยังจะเข้าไปยึดอยู่ เรื่อย ทีนี้เพื่อจะให้รู้ เราก็ดูว่า ยึดเข้าแล้วเป็นอย่างไร มันจะ เห็นว่า ยึดเข้าแล้วเป็นทุกข์ ถ้าไม่ยึดก็ไม่หนัก ไม่เป็นทุกข์ ไม่ เสียดแทง ไม่เผาลน ไม่ครอบงำ ไม่หุ้มห่อ ไม่พัวพัน. ยึดเข้าแล้ว มันเป็นทุกข์ ไม่ยึดมันไม่ทุกข์ เพราะฉะนั้นมันจึงตอบปัญหา บอกเป็นเหตุผลมาชัดว่า ไม่ควรยึด แล้วดูให้ดีเถอะจะเห็นว่ายึด ๒๖๗
น.543 ไม่ได้ เพราะมันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่สามารถจะยึดได้. พยายามดูให้เห็นในแง่อย่างนี้อยู่บ่อย ๆ ก็แล้วกัน ไม่ใช่ว่าจะต้องดู กันเสียจนไม่มีเวลาทำงาน แต่ประเดี๋ยวเราจะได้เข้าใจถึงว่าแม้ใน เวลาทำงานเราก็ทำได้ เดี๋ยวจะได้พูดกัน แต่เราจะต้องเข้าใจหลัก ที่ว่า มัน ไม่ควรยึด มันยึด ไม่ได้ มันไม่สามารถจะยึดได้ หรือว่ายึดเข้าแล้วเป็นทุกข์เวลาที่จิตใจของเราสบายดี เราศึกษา ให้เข้าใจข้อนี้เสียสักคราวหนึ่งก่อน แล้วมันจะอยู่เป็นปัญญา พื้นฐานดังที่กล่าวแล้ว ปัญญานี้มันจะวิ่งมาช่วยทันท่วงที ที่เรียกว่าสติในเมื่อเราเผชิญกันเข้ากับอารมณ์. สิ่งที่ถูกยึดนี้ขอแยกเป็นสองอย่างคือ ๑. สิ่งที่จะได้ อย่างหนึ่ง ๒. ภาวะที่จะเป็นนี้อีกอย่างหนึ่ง ๑. สิ่งที่จะได้ คือจะไปยึดในสิ่งที่จะได้ เช่นได้เงินได้ของ ได้เกียรติยศชื่อเสียง ได้ลูกได้เมียได้อะไรก็ตามที่มันเป็นเรื่องได้ เข้ามา แล้วมันก็ยึดเป็นของกู หรือตัวกูเป็นผู้ได้ แล้วมีได้มาเป็น ของกู นี่ยึดในสิ่งที่ได้. ๒. ภาวะที่จะเป็น นั้นคือว่า เป็นนั่น เป็นนี่ เป็นโน่น เราเป็นผู้ชาย เราเป็นพ่อ เราเป็นนาย เราเป็นคนมีเกียรติ เราเป็น คนรวย เราเป็นเศรษฐี เราเป็นมนุษย์ เราเป็นเทวดา เราเป็น อะไรก็ตาม ; นี่ภาวะที่จะเป็น ไปยึดเข้าว่าเราเป็นอะไรมัน เป็นตัวกูแล้ว จะต้องดูจนให้เห็นว่า ไม่มีสิ่งใดเลยที่ว่าไปยึดเข้าแล้ว จะไม่เป็นทุกข์และไม่มีภาวะอันใดเลยที่ว่าไปยึดเข้าแล้วจะไม่เป็น ทุกข์ ไปยึดเข้าแล้วมันเป็นทุกข์ทั้งนั้น. ได้เงินมา ไปยึดเงินก็เป็น ทุกข์ ถ้าไม่ยึดก็ไม่เป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นเมื่อได้เงินมาต้องได้ ด้วยปัญญา ด้วยสติสัมปชัญญะ คือไม่ยึด แล้วก็จัดไปซิ จะมี ๒๖๘
น.544 อย่างไร จะใช้อย่างไร จะเก็บอย่างไร ก็จัดไป ; แต่หัวใจอย่า ไปยึดสำคัญมั่นหมายว่าของเรา ว่าตัวเรา ว่าตัวกู ว่าของกูถ้ายึด เข้ามันจะเป็นทุกข์เสียเฉย ๆ ทุกข์โดยไม่มีเหตุผลตลอดเวลาทีเดียว. ภาวะที่จะเป็นก็เหมือนกัน ถ้าไปยึดมั่นว่าเป็นอะไรแล้ว จะต้องมีความทุกข์อย่างนั้นเสมอ ยึดว่าเราเป็นแม่ก็จะทุกข์อย่าง เป็นแม่ ยึดว่าเราเป็นพ่อ ก็จะเป็นทุกข์อย่างเป็นพ่อ ไปยึดว่าเรา เป็นลูก ก็จะต้องมีความทุกข์อย่างเป็นลูก เกิดน้อยเนื้อต่ำใจ อย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมาทีเดียว. ที่เรียกว่าเป็นโดยไม่ต้องยึดนั้น คือมีสติปัญญาว่า ที่เรียกว่า เป็นพ่อหรือเป็นแม่นั้น มีหน้าที่ อย่างไร ก็ทำไปตามหน้าที่นั้นได้ ไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น. ถ้ายึดมั่น ถือมั่นขึ้นมาว่า กูเป็นแม่กูไม่ยอม, กูเป็นพ่อกูไม่ยอมอย่างนี้, กูเป็นลูกกูก็ควรจะได้ ; นี่เป็นเรื่องยึดมั่นถือมั่น มันทำให้เกิดความ ทุกข์,-ความไม่ยอม-ความมีโลภะ-โทสะ-โมหะ ขึ้นมา. แต่ถ้า ว่าเป็นสักแต่ว่าเป็น ไม่ยึดถือก็ไม่มีความทุกข์ ; และมีสติปัญญา ว่า ทำหน้าที่อย่างไรก็ทำไป จะเป็นผู้ชาย จะเป็นนาย จะเป็นผู้ชนะ หรือจะเป็นเศรษฐี ก็เป็นด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็น. มี สติปัญญาทำหน้าที่ไปก็แล้วกัน. ทีนี้ตรงกันข้าม จะเป็นผู้แพ้ เป็นคนยากจน เป็นคนขอทาน เป็นอะไร มันก็เป็นไปด้วยสติปัญญาที่สมบูรณ์ มันสามารถที่จะ แก้ไขสิ่งต่าง ๆ ได้ตามที่ต้องการเสมอ. แต่ถ้าไปยึดมั่นถือมั่นเข้า แล้วมันเป็นทุกข์ ทุกข์เปล่า ๆ เรียกว่าทุกข์เฉย ๆ ทุกข์ฟรี ทุกข์ ไม่มีเรื่องมีราว ; เมื่อไปมองดูว่า ไปยึดอย่างไรก็เป็นทุกข์อย่างนั้น แล้วมันก็ไม่กล้ายึด มันระอา มันถอยหลัง เรียกว่าเบื่อหน่าย คลายกำหนัดต่อความยึดมั่นถือมั่น เหมือนกะเราแบกมาเต็มหนัก ๒๖๙
น.545 เราก็จะได้วางลง ; เมื่อเราถือไว้ จนมือเหน็ดเหนื่อยแล้ว เราก็จะ ได้วางลง. วิธีวางลง ก็คือถือว่ามี โดยไม่ยึดมั่นว่ามี , ในทางจิตใจ มีลูกมีเมีย มีเงินมีทองมีอะไรก็ตาม โดยไม่ต้องยึดมั่นว่ามี ; เพราะ ความยึดมั่นถือมั่นทำให้มืด ทำให้หลงทำให้พูดผิด คิดผิด ทำผิด ; แต่ความไม่ยึดมั่นว่ามี มันทำให้เกิดสติปัญญาแจ่มแจ้งสว่างไสวรู้ ว่าควรทำอย่างไร นี่ขอให้ท่านถือว่า นี่เป็นศิลป หรือเป็น ART ของพุทธศาสนา, พวกชาวต่างประเทศเขาชอบเรียกกันด้วยคำนี้ ว่า Art of Life ศิลปแห่งชีวิตหรืออะไรทำนองนี้ของพุทธศาสนา มันอยู่ตรงนี้เอง ; มันอยู่ตรงที่มีอะไรได้อะไร หรือเป็นอะไรแล้ว ไม่เป็นทุกข์ ; ส่วนคนที่ไร้ความรู้ หรือไร้ศิลปข้อนี้แล้ว ยิ่งมี อะไรก็ยิ่งเป็นทุกข์ ยิ่งได้อะไรก็ยิ่งเป็นทุกข์ ยิ่งเป็นอะไรก็ยิ่งเป็น ทุกข์มันต่างกันตรงนี้ เพราะเขาไม่มีศิลปที่ประเสริฐในข้อนี้ คือศิลปแห่งความไม่ยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง มันจะจริงมากน้อยเท่าไร เราอย่าไปพิสูจน์อย่าไปสอบสวนมันเลย เราเอาแต่ผลที่ประจักษ์ เฉพาะหน้าว่า มันไม่ทุกข์ก็แล้วกัน พอใจกันที่ตรงนี้ ไม่มีอะไรดี ไปกว่านี้ ถ้าท่านไปตั้งปัญหาไต่สวนว่า จริงไหม จริงอย่างไร เพราะเหตุไร. มันกลายเป็นเรื่องปรัชญาไม่มีที่สิ้นสุด กลายเป็น ปัญหาที่เขาเรียกว่า ปัญหาอจินไตย ปัญหาโลกแตกอะไรไม่มีที่ สิ้นสุด เราให้มันสิ้นสุดเดี๋ยวนี้ที่นี่ ไม่ทุกข์ได้ด้วยอาการอย่างนี้จึง ทันตาเห็น. บางทีจะเสร็จเสียก่อนในเวลาไม่เท่าไร แล้วเราจะได้มี เวลาที่ไม่เป็นทุกข์มากเสียก่อนที่ร่างกายจะแตกดับ เราจะมี เวลาที่ไม่เป็นทุกข์นี้มาก นี่คือผลกำไร ถ้ามัวไปตั้งปัญหาไม่มีที่ สิ้นสุด เพราะเหตุใด อย่างไร ตามรูปปรัชญาเรื่อย แล้วก็ตาย ๒๗๐
น.546 เปล่า ไม่มีทางที่จะรู้เด็ดขาด แล้วก็เลยไม่ได้ปฏิบัติ แล้วก็ตายเปล่า เพราะฉะนั้น เพื่อให้ทันแก่เวลา เราต้องปฏิบัติอย่างนี้. ทีนี้ ข้อที่ว่าทำได้ในที่ทุกแห่ง แม้ในขณะที่ทำงานนั้น, ข้อนี้ก็ หมายความว่า เราต้องมีการศึกษาในเรื่องนี้พอสมควร จนเราเห็นโทษของความยึดมั่น เห็นคุณของความไม่ยึดมั่น ถือมั่นดีอยู่แล้ว พอมีอะไรมาปรากฏแก่เราในวันหนึ่ง ๆ เป็น เรื่อง ๆ ไปนี้ แม้เกิดแก่บุคคลอื่นก็ตาม เราดูให้เห็นจากเรื่องนั้น ๆ ว่า นั่นเป็นโทษของความยึดมั่นถือมั่น เรื่องนั้น ๆ ส่วนนั้น ๆ เป็น คุณของความไม่ยึดมั่นถือมั่น. ที่เป็นโทษ ก็เป็นโทษเพราะความ ยึดมั่นถือมั่น แล้วเราจะพบในทุกเรื่องทุกราว เราจะเดินไปดูอะไร เล่นที่ไหน หรือเรานั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ เราก็จะได้เห็น จะได้ ประสบ กับสิ่งต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้นแล้วมันแสดงคุณของความไม่ ยึดมั่นถือมั่น แสดงโทษของความยึดมั่นถือมั่นอยู่เสมอ. แม้ที่สุดแต่เราจะไปดูหนัง ในโรงหนังนั่นเอง ถ้าท่านมีสติ ปัญญาพอ ก็จะเห็นโทษของความยึดมั่นถือมั่น เห็นคุณของความ ไม่ยึดมั่นถือมั่น ในเรื่องของหนังนั่นเอง. มันจะเป็นเรื่องหนังจริง หรือไม่จริง มันจะเป็นเรื่องประดิษฐ์ตบแต่ง หรือว่าเป็นเรื่อง แท้จริงของประวัติการณ์ ของข่าวของอะไรก็ตาม มันแสดงได้ ทั้งนั้น แสดงโทษของความยึดมั่นถือมั่น แสดงคุณของความไม่ยึด มั่นถือมั่นทั้งนั้น ; เพราะฉะนั้นจึงเป็นไปได้ถึงกับว่า บรรลุมรรค ผลในโรงละครอย่างนี้ก็ยังมี แม้ในครั้งพุทธกาล ; นี่ถ้าในโรงหนัง ทำได้ ที่อื่นก็ควรจะทำได้ ที่สโมสร หรือที่ออฟฟิศ หรือที่ไหนก็ เหมือนกันมันต้องทำได้. หรือแม้ที่สุดแต่สถานการณ์ของโลก ที่เราได้ยินได้ฟังจาก ๒๗๑
น.547 ข่าวหนังสือพิมพ์จากอะไรก็ตามอยู่เป็นประจำวัน ที่บอกให้ทราบ ถึงสถานการณ์ของโลกเป็นประจำวันนี้มันก็ยังมีโอกาสโดย สมบูรณ์ที่จะมองเห็นโทษของความยึดมั่นถือมั่น และเห็นคุณของ ความไม่ยึดมั่นถือมั่น. ที่เขารบกันไปรบกันมา ใต้ดินบนดิน ทั้งร้อน ทั้งเย็น อยู่เป็นประจำตลอดเวลานี้ เราก็ถือโอกาสศึกษา โทษของความยึดมั่นถือมั่น คุณของความไม่ยึดมั่นถือมั่น. แม้ในเรื่องที่เกี่ยวกับประเทศของเราเองหยก ๆ สภาพ ทางการเมืองอะไรต่าง ๆ ในประเทศไทยเราเองก็ล้วนแต่เป็น โอกาสให้ศึกษา เรื่องโทษของความยึดมั่นถือมั่น หรือคุณของ ความไม่ยึดมั่นถือมั่นอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นจึงถือว่าเราสามารถ ศึกษาและปฏิบัติธรรมได้ทุกลมหายใจเข้าออก แม้ที่นั่งอยู่บน บัลลังก์ด้วยความมีสติสัมปชัญญะ, ด้วยความฉลาดสามารถ มันไม่ทำให้การงานเสีย แต่กลับทำให้การงานดี โดยที่เราไม่เสีย สติสัมปชัญญะ เรารู้เท่ารู้ทันคน รู้เท่ารู้ทันกิเลสของคน และรู้ เท่ารู้ทันกิเลสของตัวเราเอง ที่เราจะควบคุมตัวเราเอง นี่มันมีผลดี อย่างนี้ .. เมื่อเป็นอย่างนี้ก็พอจะเห็นได้ว่า ปฏิบัติธรรมะได้ทุกหนทุก แห่ง หรือว่าศึกษาธรรมะคิดค้นได้ทุกหนทุกแห่ง แม้ในโรงหนัง โรงละคร แม้ที่สโมสร แม้ที่ออฟฟิศที่เราจะต้องนั่งทำงาน นั่นคือ สิ่งที่จะต้องปฏิบัติอยู่ตามปกติ. เราอย่าลืมคำที่เขากล่าวกันแต่ โบรมโบราณ ในภาษาไทยเราว่า "ผิดก็เป็นครูถูกก็เป็นครู" คิดดูซิ เข้าใจว่าอย่างไร ; คนที่สะเพร่ามองดูเผิน ๆ ก็จะคิดว่า ผิดนี้มันจะเป็นครูได้อย่างไร ถูกต่างหากจึงจะเป็นครู. แต่ความจริง แล้วมันกลับตรงกันข้าม ที่ผิดนั่นแหละเป็นครูมาก เป็นครู ๒๗๒
น.548 อย่างยิ่ง ; ที่ถูกนั่นกลับไม่ค่อยจะเป็นครู เพราะเหตุใด, ก็เพราะที่ ถูกนั้น มันได้อย่างอกอย่างใจ ดีใจร่าเริง ตีปีกเต้นแร้งเต้นกา มันเหลิงไปเลย. ไม่มีโอกาสที่จะคิดนึก ไม่มีโอกาสที่จะนอนก่าย หน้าผาก ; แต่ถ้าเรื่องผิดมาแล้ว มันเจ็บปวด มันเผาลน มันทรมาน มันมานอนก่ายหน้าผากคิดได้มาก ๆ มันเลยเป็นครูได้มาก ๆ. แต่เอาเถอะถ้าเราฉลาดพอแล้ว ถูกก็เป็นครูผิดก็เป็นครูได้เสมอกัน แต่ถ้าโดยที่แท้แล้ว ผิดเป็นครูมากกว่า ความทุกข์มันสอนได้ มากกว่า ความสุขมีแต่จะทำให้เหลิง หรือว่าอุปสรรคศัตรูนี้ดู ให้ดีแล้ว มันเป็นครูให้แก่เรา มากกว่าคนที่คอยรักใคร่ประจบ ประแจงสมพลอ. เพราะฉะนั้นเราอาจจะถือเอาประโยชน์ที่ แท้จริงได้ จากสิ่งที่เราเคยเบื่อหน่าย เคยระอา ไม่เคยเอาใจใส่ ; แต่เมื่อเรามีสติปัญญามีหลักธรรมะในพระพุทธศาสนา ที่เรียก ว่าสติและปัญญานี้ สามารถช่วยให้เราถือเอาประโยชน์ได้ จาก สิ่งที่ใคร ๆ เห็นว่าไม่มีประโยชน์ ถือเอาความสุขได้จากสิ่งที่ ใคร ๆ เห็นว่าเป็นความทุกข์. ขอให้เราเข้าใจถึงอย่างนี้ และ ปฏิบัติอยู่อย่างนี้ นี่เป็นอันว่า เราได้กล่าวถึงข้อปฏิบัติประเภทหลัง : คือที่จะ ต้องปฏิบัติอยู่ตามปรกติ, คู่กันกับประเภทแรกที่จะต้องปฏิบัติในที่ เฉพาะหน้า : คือเผชิญกันเข้ากับอารมณ์หรืออันตราย แต่ทีนี้ ทั้งสองอย่าง ทั้งสองประเภทนี้ อาจจะสรุปได้เป็นหลักอันเดียวกัน ว่า มันอยู่ที่เรารู้จัก, พูดว่ารู้เท่าทันดีกว่า. รู้จักคือ : รู้เท่าทัน กลไกของจิต : คือเวทนา สัญญา และวิตก ที่จริงกลไกของจิตมี มากหลายสิบชื่อ แต่พระพุทธเจ้าท่านชอบแนะแต่เพียงสามชื่อว่า คือ เวทนาอย่างหนึ่ง, สัญญาอย่างหนึ่ง, วิตกอย่างหนึ่ง, เรารู้ ๒๗๓
น.549 เท่าทัน คือกลไกที่มันจะปรุงจะแต่งกันของสิ่งทั้งสามนี้ แล้วเราก็ จะง่ายในการที่จะมีสติ เผชิญกับอารมณ์ หรือจะปฏิบัติอยู่ ตามปกติ ลับหลังอารมณ์ก็ตาม เราต้องศึกษาให้รู้เท่าทันกลไกล ของสิ่งทั้งสามนี้. สำหรับ เวทนา นั้น เราพูดกันมามากแล้วข้างต้น ว่าเวทนา นี้มันมาจากผัสสะ แล้วมันปรุง ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติจนเป็น ทุกข์ นี่เรียกกลไกของเวทนา ; มันเป็นสิ่งเดียว ที่มีความดึงดูด รุนแรง ให้รักบ้างให้เกลียดบ้าง นี่อำนาจของเวทนาพิษสงของ เวทนา ก็จะต้องรู้ว่ามันมีลักษณะอย่างนี้ มันเป็นไปอย่างนี้ มันให้ เกิดอะไรขึ้นอย่างนี้ .. สำหรับ สัญญา นั้น มันช่วยได้อีกทางหนึ่ง สัญญา คือความ รู้สึกผิดชอบชั่วดี, สมปฤดี เช่นว่าพอได้รับเวทนาอันนี้ขึ้นมา ถ้าสัญญาไม่เสียไป คือสัญญายังถูกต้องอยู่ เราจะรู้สึกได้ว่า เวทนานี้คือตัวร้าย จะต้องควบคุมให้ได้ ไม่เห็นเป็นสิ่งที่น่ารักน่า ยึดถือแต่ประการใด นี้เรียกว่ามีสัญญา ควบคุมสัญญาไว้ได้ ไม่เสียสัญญา ไม่เสียสมปฤดี. วิตก หมายถึงความคิด ความคิดเป็นอย่างไรก็ตาม เรียกว่า วิตก, มันเกิดมาจากเวทนา มันเกิดมาจากสัญญา ถ้าสัญญาถูก ก็คิดไปในทางดี ถ้าสัญญาผิดก็คิดไปในทางผิดหรือทางชั่ว. ถ้าสัญญามีมาถูก ควบคุมมาถูก วิตกก็เดินไปถูกคือคิดถูก ถ้า สัญญาทำมาผิด มีสมปฤดีรู้สึกผิดชอบชั่วดีผิด วิตกก็ผิด เพราะ ฉะนั้นเรารู้ดี ถึงความที่มันเกี่ยวข้องกันกับสิ่งภายนอก ที่เข้า มากระทบ แล้วให้เกิดความหวั่นไหวทางสัญญา ทางสติสมปฤดี ขึ้น. ถ้าทำผิดก็เกิดความคิดที่ผิดที่ชั่ว ถ้าทำถูกก็เกิดความคิดที่ดีที่ ๒๗๔
น.550 งาม นี่เรียกว่ารู้จักกลไก ที่จะผันแปรไปตามการปรุงแต่งของสิ่ง ทั้งสาม คือเวทนาสัญญา และวิตก. นี้มันก็เป็นเรื่องที่น่าสนุก อีกเรื่องหนึ่ง ขอให้สนใจ มันเป็นเรื่องน่าสนใจ. สิ่งที่มีอยู่ในภายในร่างกาย แล้วเป็นตัวการบันดาล ให้ สิ่งต่าง ๆ เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้, เป็นอย่างโน้น คือว่าเป็นไปถูก หรือเป็นไปผิด เป็นไปเพื่อทุกข์หรือเป็นไปเพื่อไม่ทุกข์ ; เราต้อง ถอด ต้องรื้อออกมาดูบ้าง ว่ามันมีอยู่อย่างไร. แล้วหลักเกณฑ์ เหล่านี้มันไม่ยากเกินไป ; มันอาจจะมืดมัวสลัว สำหรับผู้ที่ ไม่เคยสนใจมาแต่ก่อนเลย ; แต่เมื่อเราได้สนใจอยู่ตามลำดับ ๆ แล้ว มันค่อย ๆ ง่ายขึ้น. เพราะฉะนั้นขออย่าได้คิดผิด ๆ ว่า ธรรมะนี้มันยาก ธรรมนี้มันอยู่เหนือวิสัยของคนเรา หรือว่า เป็นเรื่องของคนที่อยู่ป่าอยู่ดง ที่แท้ธรรมะนี้มันเป็นสิ่งที่ต้องคู่กัน อยู่กับชีวิต อาตมาใช้คำว่าคู่กันอยู่กับชีวิต. ธรรมไม่ใช่เพื่ออย่างอื่น เพื่อคู่กันอยู่กับชีวิตประจำวัน ทั้งที่บ้าน ทั้งที่ออฟฟิศ ทั้งที่ไปเที่ยวเล่นพักผ่อนหย่อนใจไม่ ว่าที่ไหน, ชีวิตมีอยู่ที่ไหน ธรรมจะต้องคู่อยู่ด้วยที่นั่น ; ถ้า ไม่ อย่างนั้นแล้วชีวิตนี้จะเป็นของร้อน และจะร้อนมากจนถึงกับ ทนไม่ไหว ; หรือว่าชีวิตนี้จะกลายเป็นของมืดขึ้นมา แล้ว มันก็จะวินาส. เพื่อไม่ให้ร้อน เพื่อไม่ให้วินาสเป็นต้นนี้ เราต้อง มีธรรมกำกับอยู่ด้วยเสมอไป ; แล้วการปฏิบัติอย่างที่กล่าวมา แล้วนี่แหละ คือวิธีที่จะทำให้ธรรมะกำกับกันอยู่กับชีวิต, คือ เมื่อเผชิญหน้ากันกับอารมณ์ คือรูป เสียง กลิ่น รส ก็ดี, หรือว่า อยู่ลับหลังอารมณ์ตามปรกติเราก็ดี, ธรรมจะต้องอยู่ด้วย จะต้อง คู่ชีวิตอยู่ด้วยเสมอไป. เพราะฉะนั้นจึงขอย้ำให้ย้อนระลึกไปถึง ๒๗๕
น.551 การบรรยายครั้งแรก ๆ ที่ว่า "สิ่งที่เรียกว่าธรรมะนั้น คือระเบียบ ปฏิบัติระบอบหนึ่ง ซึ่งเหมาะสำหรับมนุษย์ โดยเฉพาะขั้น เฉพาะระดับ ทุก ๆ ระดับแห่งวิวัฒนาการของเขา". วิวัฒนา- การของชีวิตมีมาอย่างไรตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งหนุ่มสาวแก่เฒ่า แล้วตั้งแต่มีฐานะ สถานะอย่างนั้น ๆ สูง ๆ ขึ้นไปเรียกว่า วิวัฒนา- การ, ทุกขั้นแห่งวิวัฒนาการ จะต้องประกอบ หรือจะต้องกำกับ อยู่ด้วยธรรมะทั้งนั้นแล้ว วิธีที่จะให้ธรรมเข้ามาประกอบ หรือกำกับอยู่ด้วยก็คือ วิธีที่เราได้กล่าวกันในวันนี้, คือ วิธีที่จะ ไม่ให้ยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง ; เพราะว่าถ้ายึดมั่นถือมั่นแล้ว มันไม่ใช่ธรรมะ มันไม่เป็นธรรมมันไร้ธรรมเสียทีเดียว. ทีนี้ถ้า เราไม่ยึดมั่นถือมั่น คือว่างจากความยึดมั่นถือมั่นแล้ว นั่นแหละคือ ตัวธรรม ถึงกับพูดว่า ธรรมะคือความว่าง ความว่างคือ ธรรมะ ; เพราะฉะนั้นเป็นอันว่า เมื่อเราปฏิบัติอยู่ตามนี้ มันช่วย ให้ธรรมะเข้ามาประคับประคองชีวิต หรือตัวเราก็ตาม แล้วแต่จะ สมมติเรียกว่าอย่างไร. ถ้าจะพูดตรงๆ ก็คือว่า เข้ามามีอยู่ใน กายและใจนี้ และให้เป็นกายและใจที่ประกอบอยู่ด้วยธรรม มันก็เลยเป็นสุข เพราะว่าตัวธรรมะนั้นมันเป็นเหตุปัจจัยของ ความสุข ความไม่ทุกข์ที่เราพูดกันโดยสมมติว่า ความว่างนั่นแหละ เป็นสุข. ขอสรุปสั้น ๆ ว่า ; เมื่อเผชิญกันเข้ากับอารมณ์ ให้ปัญญา วิ่งมาทันที่ เรียกว่าสติ, ไม่ไปหลงยินดียินร้าย ยึดมั่นถือมั่น. และอยู่ลับหลังอารมณ์ก็ดูมันอยู่เรื่อย ; ศึกษามันอยู่เรื่อย ประพฤติ ปฏิบัติให้เกิดความเคยชิน ในการที่จะไม่ยึดมั่นถือมั่นอยู่เรื่อย ; ด้วยอำนาจที่เรารู้จักความลับของกลไกของจิต ที่อยู่ในรูปของสิ่งที่ ๒๗๖
น.552 เรียกว่า : เวทนา สัญญา และวิตก : คือการรู้รสของอารมณ์ แล้วมาปรุงแต่งสัญญา ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ จนถูกหรือจนผิด ; แล้วไปก่อความคิดที่ถูกหรือผิด. เราต้องฉลาดในเรื่องนี้ เท่า ๆ กับ คนฉลาดเป็นกัปตันเรือมีสติสัมปชัญญะ มีไหวพริบ คุมเรือไว้ได้ ไม่ให้จมลงไปท่ามกลางพายุ หรือคนที่เข้าไปเล่นกับสัตว์ร้าย ก็มีสติสัมปชัญญะเอาชนะมันได้. นี่เรียกว่า ข้อปฏิบัติในทางธรรมะ ให้ชนะโดยทุกกรณี ไม่มีการพ่ายแพ้ในการมีชีวิตอยู่ ; เพราะ ฉะนั้นเขาจึงเรียกว่า ธรรมะนี้เป็นเครื่องทำความชนะ และ เรียกพระศาสดาว่าเป็นบุคคลผู้ชนะ, ชินะ แปลว่าผู้ชนะด้วยกัน ตั้งหลายศาสนา ไม่ใช่ เฉพาะพระพุทธศาสนา ยืมมาใช้ทั่วกัน ไปทุกศาสนา คำว่า "ชินะเป็นสมัญญาใช้เรียกพระศาสดาของ ตน ๆ ว่าผู้ชนะ ในเมืองไทยเราได้ยินคำว่า "ชนะมาร ชินมาร ชินสีห์ ชินราช" อะไรอย่างนี้ ล้วนชนะทั้งนั้น สำเร็จได้ด้วยการ ประพฤติปฏิบัติอย่างที่กล่าวมานี้. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ เพราะหมดเวลาลงเท่านี้. ๒๗๗
Buddhadasa