น.554 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย, ในการบรรยายครั้งที่เก้านี้ อาตมาจะได้กล่าวถึงสิ่งที่เรียก ว่า ธรรมสโมธาน ซึ่งคงจะเป็นคำใหม่หรือแปลกหูสำหรับท่าน ทั้งหลาย แต่ก็ควรจะได้ยินหรือเข้าใจไว้. คำว่าสโมธาน แปลว่า ประชุม รวมกันหมด ; เอามารวมกันหมดเพื่อจะดูว่า อะไร เป็นอย่างไร จนอาจจะเห็นถึงชนิด ถึงประเภท ถึงขอบเขต ถึง ลักษณะต่าง ๆ ที่เราอาจจะจัดมันเป็นชนิดเป็นพวก เป็นอะไรได้ แล้วก็ช่วยให้รู้จักลึกซึ้งถึงหัวใจหรือความหมายอันลึกของมัน การกระทำอย่างนี้เรานิยมเรียกกันง่าย ๆ สั้น ๆ ว่า ธรรมสโม- ธาน. ขอทบทวนถึงการบรรยายที่แล้วมาเพื่อเข้าใจได้ดียิ่งขึ้น ว่าครั้งก่อน ๆ นั้นเราได้กล่าวถึง ธรรมะในหลักทั่วไปคล้าย ๆ กับเราดูจากข้างบนอย่างคร่าว ๆ แล้วถัดมาเราได้ดูที่รากฐาน - ธรรมโดยรากฐาน ; แล้วต่อมาเราได้ดูกันถึงธรรมะเฉพาะ ที่ควรทราบ ควรเข้าใจโดยละเอียด คือเลือกเก็บเอามาเฉพาะข้อ ที่สำคัญที่สุด ซึ่งได้แก่ เรื่อง ความไม่ยึดมั่นถือมั่น แล้วต่อมา เราก็ได้วินิจฉัยกันถึงเรื่อง การปฏิบัติเพื่อความไม่ยึดมั่นถือมั่น. ๒๘๑
น.555 สำหรับวันนี้เราจะได้ดูประมวลธรรมะทั้งหมดทุกข้อที่จะ เอามาดูได้ แล้วก็ดูให้ถึงหัวใจของมัน ว่ามีความหมายหรือมี Spirit แท้จริงอย่างไร ซึ่งในที่สุดท่านจะพบว่ามันสรุปรวม อยู่ที่ความไม่ยึดมั่นถือมั่นอีกนั่นเอง แต่ว่าเราต้องฉลาดดู ; ดังนั้นนับว่าเป็นการดูกันอย่างทั่วถึง ทั้งในลักษณะที่จะกระจาย ออกไปเป็น Analysis ให้เห็นทุก ๆ ข้อ ทุก ๆ อัน ; แล้วก็ สงเคราะห์เข้าโดยความหมาย โดยหัวใจหรือแกนกลางของมัน ว่า มันเป็นสิ่ง ๆ เดียวกันอย่างไร เป็น Synthesis ได้ ; ออกมา ก็ได้ดูเข้าไปก็ได้. หลักที่ว่าธรรมะทุกข้อไม่ว่าข้อเล็กข้อน้อย ข้อสำคัญหรือ, ไม่สำคัญอะไร ทุกข้อมีใจความอยู่ที่ ความไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้น จะต้องดูให้เห็นเป็นส่วนสำคัญกว่าส่วนอื่น. ที่จริงเราอาจจะใช้ คำอื่น เช่นคำว่า ความไม่ประมาท อย่างนี้ก็ได้ ซึ่งก็มีหลักที่ กล่าวเช่นนั้นเหมือนกันว่า ธรรมทุกข้อสรุปลงในความไม่ ประมาท ; นี่ก็เป็นพุทธภาษิต. ทั้งนี้เพราะว่า ความไม่ประมาท นั้น คือความไม่ยึดมั่นถือมั่น คือมีสติ ไม่ยึดมั่นถือมั่นรู้สึก ตัวไม่ลืมตัว ไม่เผลอไม่โง่ไม่หลงไปยึดมั่นถือมั่น นั่นท่าน เรียกว่าความไม่ประมาท เพราะฉะนั้นขอให้ท่านนักศึกษา จำคำว่าไม่ประมาทนี้ไว้ว่า ในทางธรรมะนั้นเขาหมายถึงการมี สติ ; การมีสติที่ถูกต้องเรียกว่าความไม่ประมาท. ในภาษา ไทยนั้นแคบคือเอาเพียงว่า ไม่อวดดีหรืออะไรทำนองนั้น และเป็น เรื่องแคบ ๆ ส่วนคำว่า ไม่ประมาท หรือ อัปปมาโท ในทางพุทธ- ศาสนาแล้วความหมายกว้างและลึกมาก คือ มีสติรู้สึกตัวอย่าง ถูกต้องอยู่ในสิ่งทั้งปวง โดยประการทั้งปวง นี่เรียกว่าความ ๒๘๒
น.556 ไม่ประมาท ในที่สุดมันก็ได้แก่ความระลึกได้ชนิดที่ทำให้ไม่ยึดมั่น ถือมั่นนั่นเอง เพราะว่าถ้าระลึกไม่ได้ มันก็ไปยึดมั่นถือมั่นเข้า เท่านั้น ไม่มีอะไรอื่นมากกว่านั้น ถ้าระลึกได้อยู่ มันก็ไม่ยึด มั่น ถือมั่นสิ่งใดได้ เพราะมันระลึกได้อยู่ว่า ไม่ควรยึดมั่นว่า ตัวตนหรือของตน. ทีนี้จะใช้ชื่ออีกชื่อหนึ่ง ซึ่งดีที่สุดเหมือนกันก็คือคำว่า เอกายนมรรค. มรรค = หนทาง, เอกายนมรรคแปลว่าทางเดียว สำหรับบุคคลเดียว เดินไป สู่จุดหมายปลายทางอย่างเดียว. นี้ก็ คือการที่ข้อปฏิบัติทั้งหมดซึ่งนำไปสู่ความดับทุกข์สิ้นเชิง. ถ้า ท่านดูให้ดีแล้วจะเห็นว่า ข้อปฏิบัติทั้งหมดนั่นเป็นการปฏิบัติ ตั้งต้นไปจากความยึดมั่นถือมั่น แล้วดำเนินไปจนกระทั่งหมด ความยึดมั่นถือมั่น ; คือจากความยึดมั่นถือมั่นไปสู่ความไม่ยึด มั่นถือมั่น นี่เรียกว่าหนทางเส้นเดียว. การเดินคนเดียว ก็หมาย ความว่า เดินแทนกันไม่ได้ ; แล้วก็ไปสู่สิ่งเดียวเท่านั้น คือความดับสนิทแห่งตัวกูของกู ไม่มียึดมั่นว่าตัวกูของกูอีก ต่อไป ; เพราะฉะนั้นเราจะเรียกว่าความไม่ยึดมั่นถือมั่นก็ได้ ความไม่ประมาทก็ได้ เรียกว่า เอกายนมรรคนี้ก็ยังได้ แต่รวม ความแล้ว มันมีลักษณะจำกัดเฉพาะอยู่ตรงที่ ไม่มีความยึดมั่น ถือมั่น. นี่เป็นความหมายหรือใจความของธรรมะทุกข้อ ๆ ; ธรรมะทุกข้อเป็นความไม่ประมาท ; ธรรมทุกข้อเป็นส่วนหนึ่ง ของหนทางที่ดิ่งไปสู่ความดับทุกข์. ทีนี้เราจะดูกันถึงขอบเขตที่กว้างหรือแคบของคำว่า "ไม่ ยึดมั่นถือมั่น". ถ้าเราจะพูดให้เป็นคำกลางเพียงคำเดียวดังนี้แล้ว จะต้องรู้ว่า ขอบเขตของมันกว้าง คือมันกินความลงมาถึง ขณะที่ ๒๘๓
น.557 กำลังละ ความยึดมั่นถือมั่นอยู่ด้วย หมายความว่า ธรรมะที่เรา เรียกว่า ความไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้มันมีขอบเขตกินลงมาถึงแม้ขณะ ที่กำลังละความยึดมั่นถือมั่นอยู่ ; เช่นละความยึดมั่นถือมั่นใน ทางผิด แล้วก็มายึดมั่นถือมั่นในทางถูก นี้นับว่าเป็นเบื้องต้นที่สุด เรียกว่าอันดับแรกระดับที่หนึ่ง คือเราละความยึดมั่นถือมั่นใน ทางที่ผิด แล้วมาตั้งตัว หรือยึดมั่นอยู่ในทางที่ถูกหรือที่ดี. แต่ใน ลักษณะอย่างนี้เห็นได้ว่า มันเป็นเรื่องชั้นโลก ๆ ; ไม่ยึดมั่นถือ มั่นในชั้นโลก ๆ คือไม่เห็นแก่ตัวจัด แต่ก็ยังยึดมั่นในความดี อย่างนี้. ขยับสูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งเป็นขั้นที่สองคือว่า มีความยึด มั่น แม้ในความดีนั่นแหละน้อยลง ๆ คือยึดมั่นในโลกน้อยลง ๆ ตามลำดับ. นี้ก็มีใจความสำคัญอยู่ที่ว่าเดี๋ยวนี้ละโลกไปยึดธรรม ชั้นสูง. โลกนั้นมีความดี และมีอะไรสูงสุดอยู่เพียงแค่ความดี. ทีนี้ค่อย ๆ ละโลกโดยไม่ยึดมั่นถือมั่นในความดี ไปสู่ธรรม ซึ่งจะ ทำให้ไม่ยึดมั่นในสิ่งใดเลย. ทีนี้ก็มาในขั้นที่สามซึ่งเรียกว่า หมดความยึดมั่นถือมั่น ; ไม่ยึดแม้แต่สิ่งที่เรียกว่า ธรรมะเอง การพูดจาไม่ยึดแม้แต่สิ่งที่ เรียกว่าธรรมะนี้ คนธรรมดาฟังดูแล้วตกใจ เคยมีเอะอะวุ่นวาย กันถึงความไม่เข้าใจข้อนี้ที่ว่า ไม่ยึดมั่นพระพุทธ ไม่ยึดมั่น พระธรรม ไม่ยึดมั่นพระสงฆ์. คนที่ไม่เข้าใจฟังดูแล้วตกใจ แล้วกลัว แล้วหาว่าคนที่พูดอย่างนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ พูดผิด. แต่ที่ จริงธรรมะในขั้นสูงสุดที่จะเรียกว่าดับทุกข์สิ้นเชิงนั้น มันไม่ยึด มั่นอะไรจริง ๆ. ถูกแล้ว ครั้งแรกอาจจะยึด พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ยึดศาสนา ยึดธรรม ยึดอะไรก็ตามแล้วแต่จะยึด แต่ ๒๘๔
น.558 ในที่สุด เมื่อถึงจุดหมายปลายทางแล้ว มันไม่ยึดอะไรเพราะใน ความหลุดพ้น หรือในความไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้น ไม่ยึดอะไรเลย เพราะฉะนั้นพระพุทธองค์จึงทรงเปรียบธรรมะหรือศาสนาก็ตาม ว่าเป็นเหมือน พ่วงแพสำหรับข้ามฟากข้ามทะเล. เราต้องการจะ ได้แพ สนใจด้วยแพ ยึดมั่นถือมั่นเอาแพเป็นที่พึ่ง ก็แต่ในขณะที่ เราต้องการจะข้ามน้ำ หรือกำลังอยู่ในน้ำกลางน้ำเท่านั้น ; แต่ พอถึงฝั่ง ๆ โน้นแล้ว มันมีประโยชน์อะไรด้วยแพ. ลองคิดดู อย่างนี้. หมายความว่าเมื่อขึ้นบกฝั่งโน้นแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็น ที่ต้องมีแพ. ถ้าใครยึดมั่นถือมั่นมากจนถึงกับขึ้นบกแล้วก็แบก แพเอาไปด้วย มันก็กลายเป็นเรื่องน่าสงสาร เพราะฉะนั้นต้อง เข้าใจให้ดีว่า คำพูดที่ว่าไม่ยึดมั่นธรรมะนั้น หมายความถึงใน ขั้นสูงสุด คล้าย ๆ กับเราไม่เที่ยวแบกแพหรืออะไรทำนองนี้ เพราะมันถึงที่สุดของความประสงค์แล้ว. ทีนี้มันเห็นได้ชัดต่อไป ว่าถ้ายังรักแพ ถ้ายังยึดมั่นแพ มันก็ไม่ขึ้นบก ยังนอนอยู่ในแพ นั่นเอง : เพราะยึดมั่นธรรมะ จึงมีความหลงใหลในธรรมะ เอา ธรรมะเป็นตัวเป็นตนเรื่อย. นี่เรียกว่ายังไม่หลุดพ้นไปจากสิ่ง ที่ผูกพัน คือในเครื่องมือหรือในยานพาหนะ. พอพูดว่าไม่ยึดมั่นถือมั่น คนโดยมากก็เข้าใจว่าสูงไปเสีย แล้ว หรือนอกเรื่องที่จะต้องรู้เสียแล้ว ; ในที่นี้ก็ว่านอกเรื่อง สำหรับท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาจะต้องรู้เสียแล้ว, ข้อนี้ขออย่าได้ เข้าใจผิดไปตามเขา เพราะได้กล่าวแล้วว่าเรื่องความไม่ยึดมั่น ถือมั่นเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น มันเป็นทั้งหมดเลย เป็นตั้งแต่ต้น จนปลาย ไม่ใช่สูงไป หรือว่าไม่ใช่นอกเรื่อง ; และถ้าคนเรามี จิตใจที่หลุดพ้นโดยประการทั้งปวงแล้ว นั่นแหละจะเป็นผู้ที่ทำ ๒๘๕
น.559 อะไรก็ตามได้ดีที่สุด เช่นจะเป็นผู้พิพากษาที่ไม่ลำเอียง หรือว่า สุขุมรอบคอบ หรือว่าทำหน้าที่ได้ดีที่สุด สมมุติเราจะเกณฑ์ พระพุทธเจ้ามาให้เป็นผู้พิพากษา หรือพระอรหันต์ให้มาเป็นผู้ พิพากษาอย่างนี้ มันก็เป็นที่ไว้ใจได้ที่สุด เพราะว่าประกอบ ไปด้วยสติปัญญาและความเที่ยงธรรม ; ฉะนั้นไม่จำเป็นที่จะ ต้องตกใจหรือกลัวเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น. เราจะต้องมีความ เชื่อว่า เรื่องที่เราคิดว่ามากเกินไปนั้น ที่แท้มันไม่ได้มากเกิน ไป. ถ้าเราเกิดไปคิดว่ามากเกินไปสูงเกินไป ก็หมายความว่า เรามันต่ำเกินไปต่างหาก หรือเรายังไม่รู้อะไรเสียเลยต่างหาก. เมื่อเช้านี้สนทนากันกับคน ๆ หนึ่ง ซึ่งเป็นผู้มีการศึกษาดี คุยกัน เรื่อย ๆ ได้ความว่าท่านผู้นี้มีฝีมือ เป็นช่างฝีมือเอกในทาง ประดิษฐ์ดอกไม้ ลูกกำลังเจ็บร่อแร่นั่งพยาบาลลูกอยู่ เกิดมีคนที่ วัดเขามาขอให้ทำดอกไม้เพื่องานใหญ่งานหนึ่ง ถ้าเป็นคนอื่นเขา ก็ปฏิเสธ แต่รายนี้เป็นของวัดเขาไม่ได้ปฏิเสธจึงเรียกคนมาอีก คนหนึ่งมานั่งเฝ้าลูกด้วยกัน แล้วก็ทำดอกไม้ ซึ่งเป็นงานละเอียด และมากมายนี้ได้ ด้วยจิตเป็นปรกติ ด้วยคิดว่ามันเป็นผลดีเท่าไร ก็จะอุทิศให้แก่ลูกคนที่กำลังเจ็บนี้ทั้งนั้น. ทำไป ๆ ไม่กี่ชั่วโมง ก็เสร็จ ก็พอดีราวสิบนาทีต่อมาลูกนั้นก็ตาย. นี่แหละเราจงดู ความปรกติหรือ Equilibrium ที่มีมูลมาจากความไม่ยึดมั่น ถือมั่นอย่างนี้ ว่า แม้ในคนธรรมดาเหมือน ๆ กับเรา ๆ นี้ก็ ยังมีได้อย่างนี้ ; และพร้อมกันนั้นก็จะมองเห็นประโยชน์ ของความที่มีจิตว่าง มีจิตปรกติ หรือมีจิตไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้ ว่า มันทำอะไรได้อย่างไร เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายอย่าได้เข้าใจว่า เรื่องนี้มันสูง หรือมันนอกเรื่องเกินไปขอให้เห็นว่าคนเราตาม ๒๘๖
น.560 ธรรมดาก็เป็นได้อย่างนี้. ทีนี้เราจะได้พิจารณากันในข้อธรรมต่าง ๆ ทุกหมวดและ ทุกๆ ข้อเท่าที่จะเอามาได้ ตามที่โอกาสในวันนี้จะอำนวยให้ ท่านทั้งหลายได้ฟังว่า ธรรมะนี้มันมีอยู่กี่หมวด หรือกี่ข้อ หรือ ในลักษณะอย่างไรโดยส่วนรวมทั้งหมด ; และพร้อมกันนั้นก็ ถือโอกาสชี้ให้เห็นว่า ทุก ๆ ข้อมีใจความอยู่ที่ความไม่ยึดมั่น ถือมั่น ด้วย พร้อมกันไปทั้งสองอย่าง เพราะเรามีเวลาน้อย มีเวลาจำกัดเพียงเท่านี้ แล้วก็ต้องการจะให้ท่านทั้งหลายได้ฟัง หรืออย่างน้อยก็ได้ผ่านการได้ยินถึงชื่อธรรมทุกข้อที่เกี่ยวข้อง กันอยู่ หรือที่ควรจะทราบ. ในพวกแรกเราจะเอาพวกที่เรียกว่า ปกิณณกธรรมก่อน, ปกิณณกะ แปลว่าเบ็ดเตล็ดทั่ว ๆ ไป ก็คือ ข้อธรรมะเบ็ดเตล็ดทั่ว ๆ ไป ไม่เอาเป็นหมวดเป็นล่ำเป็นสันอะไร นัก. ข้อแรกจะได้กล่าวถึง สันโดษ ซึ่งเป็นธรรมะข้อหนึ่งได้แก่ ความยินดีในสิ่งที่มีอยู่หรือได้อยู่. ข้อนี้ถ้าดูไม่ดีแล้วก็จะเห็นเป็นความยึดมั่นถือมั่น แต่ถ้าดูให้ ดีแล้วจะเห็นว่า มันไม่ใช่ความยึดมั่นถือมั่น มันเป็นเรื่องของสติ- ปัญญา. คนยึดมั่นถือมั่นนั้น ไม่มีวันจะสันโดษ ได้มาร้อยก็ไม่ สันโดษ ได้มาพันก็ไม่สันโดษ ได้มาหมื่น แสน ล้าน หรือ สิบล้านก็ไม่เคยสันโดษคือไม่พอใจได้ เพราะความอยาก ใหญ่มันวิ่งออกหน้าสิ่งที่ได้เสมอไป เพราะฉะนั้นเลยเป็น คนจนเรื่อย กระทั่งจะมีเงินร้อยล้าน พันล้าน มันก็รู้สึกเป็น คนจน อยาก หิว กระหาย คอแห้ง เหมือนไม่ได้กินน้ำอยู่เรื่อย ; นั่นแหละคือไม่สันโดษ ส่วนสันโดษนั้นได้มาเท่าไรก็ยินดีหรือ พอใจได้ตามสมควรเป็นปิติปราโมทย์ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงให้เกิด ๒๘๗
น.561 กำลัง หรือชูจิตชูใจให้มีกำลังที่จะทำต่อไป เพราะมันทำให้ เกิดความรู้สึกว่า เราได้มาเท่านี้แล้ว เราทำสำเร็จมาเท่านี้ แล้ว ที่ยัง ไม่สำเร็จ มีเหลือน้อยเข้า หรือที่ยังไม่ได้ก็ยังเหลือ น้อยเข้า เลยเป็นคนรวยที่สุด อิ่มอกอิ่มใจที่สุดไป ตั้งแต่ได้สตางค์ สตางค์แรกเลย ที่มีสตางค์เดียวสตางค์แรก มันก็อิ่มใจเหมือนกะ เป็นเศรษฐี มันตรงกันข้ามอย่างนี้ เพราะฉะนั้น สันโดษที่แท้ จริงในทางพระพุทธศาสนานั้นไม่มีโทษแต่ประการใด อย่า ได้หลงไปตามที่เขาพูดกัน ; มันเป็นความสุขตั้งแต่วินาทีแรก เหมือนคนทำนาขุดดินทีแรกก็สบายใจตั้งแต่ขุดทีแรกว่าขุดเสร็จ ไปครั้งหนึ่งแล้ว ; ขุดสองทีมันก็อิ่มใจสองเท่าว่าขุดเสร็จไปสอง ครั้งแล้ว มันก็ขุดไปได้ด้วยความสุขตลอดเวลา. แต่ถ้าเขาไม่ สันโดษ ขุดทีแรกมันก็ว่ายังอีกมาก ขุดสองทีก็ยังอีกมาก มัน กระสับกระส่ายดิ้นรนเดือดร้อน เดี๋ยวมันก็ทิ้งงานนั้น ไปทำ งานอื่นที่ทุจริตหรือเป็นอะไรไปเสียแล้วอย่างนี้เป็นต้น. ส่วนผู้ ที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นเลยนั่นแหละสันโดษแท้จริง ที่เป็นเหมือนพระ อรหันต์ หมดความยึดมั่นถือมั่นด้วยประการทั้งปวง. อย่างนี้เรียก ว่า มีสันโดษเสียเองเป็นพื้นฐาน เป็นปรกติ คือมีความอิ่มเต็ม ร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่ตลอดเวลา ; และไม่ต้องคิดต้องนึกต้องใจ คือมันเป็นเสียเอง ; มันก็เป็นสันโดษประเภทโลกุตตระไปเลย. ท่านพึงเข้าใจธรรมะว่ามันมีอยู่อย่างนี้ทุกข้อไป อย่าได้หลง ผิด ที่ว่าสันโดษคือยินดีในสิ่งที่มีอยู่ นั่นแหละคือยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งที่ได้มา นั่นมันไม่ใช่ ; เพราะถ้าเป็นธรรมะแล้ว ต้องมี รากฐานมาจากสติปัญญาเสมอ เพราะฉะนั้นเมื่อไม่สันโดษ นั่นแหละคือยึดมั่นถือมั่น ; เพราะมีรากฐานมาจากกิเลส ๒๘๘
น.562 ทีนี้มาถึง คำว่า เลี้ยงง่าย สุพฺภรตา. นี่ก็เป็นชื่อของธรรม. ขอบอกกล่าวว่า แม้แต่ความเป็นผู้เลี้ยงง่ายนี้ ก็เป็นธรรมะข้อ หนึ่ง เหมือนกับธรรมะข้ออื่นในพุทธศาสนา. ท่านอย่าเข้าใจ ธรรมะข้อนี้เอาง่าย ๆ เพียงว่าเป็นศีลธรรมง่าย ๆ ตื้น ๆ ตาม ธรรมดา ; ความเป็นคนเลี้ยงง่ายนี้ยกย่องเป็นคุณธรรมประเสริฐ อันหนึ่งเหมือนกัน. ความเป็นคนเลี้ยงยาก เป็นอยู่ยาก อะไรก็ยาก นี้ถือว่าน่าติเตียนอย่างยิ่ง. ถ้าเลี้ยงง่ายก็หมายความว่า ไม่มีความ ยึดมั่นถือมั่น หรือยึดมั่นถือมั่นแต่น้อยอย่างที่กล่าวแล้ว. ช่วยจด ช่วยจำชื่อธรรมะเหล่านี้ไว้ให้ดี ๆ "ความเป็นผู้เลี้ยงง่าย" เรียก เป็นบาลีว่า สุพภรตา. ข้อถัดไป คือความมีการเลี้ยงชีวิตบริสุทธิ์ เรียกว่า อาชีวะ- บริสุทธิ์ คนเรามีอาชีวะไม่บริสุทธิ์ เหมือนที่เห็น ๆ กันอยู่นี้ เกือบ ไม่ต้องอธิบายแล้วว่า เพราะอะไร ; เพราะมันมักมาก เพราะ มันยึดมั่นถือมั่นในส่วนวัตถุเนื้อหนัง เอร็ดอร่อยสนุกสนานทาง เนื้อทางหนัง จึงเป็นเหตุให้มีอาชีวะไม่บริสุทธิ์ ; นั้นคือยึดมั่นถือ มั่น เพราะฉะนั้นคุณธรรมที่ว่ามีอาชีวะบริสุทธิ์นั้น มันก็มีมูลอยู่ ที่ว่า ความไม่ยึดมั่นถือมั่นด้วยกิเลสตัณหา แต่หาเลี้ยงชีวิตอยู่ ด้วยสติปัญญาโดยไม่ยึดมั่นถือมั่น ถ้ายึดมั่นถือมั่นแล้ว มันก็ร้อน. ตรงนี้มักจะมีข้อสงสัยเกิดขึ้นว่า ไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้วจะเอาอะไร มาผลักดันให้ประกอบอาชีพ คือจะเอาอะไรมาเป็น Motive; และจะเอาอะไรมาเป็น Determination สำหรับให้เราบากบั่น ข้อนี้อย่าทำให้กลับกันเสีย และอย่าเข้าใจผิด. สติปัญญาที่รู้สึก ผิดชอบชั่วดี โดยไม่ต้องยึดมั่นถือมั่นนั่นแหละ เป็น Motive และเป็นเครื่องผลักดันให้ทำต่อไป ตั้งใจบากบั่นเด็ดเดี่ยวด้วย ๒๘๙
น.563 สติปัญญา ; เพราะฉะนั้นให้รู้จักแยกเป็นสองฝ่ายเสมอ ว่าอย่าง หนึ่งเป็น Motive ของกิเลสตัณหา, อีกอย่างหนึ่งเป็น Motive ของสติปัญญา ; อย่างหนึ่งเป็น AIM ของกิเลสตัณหา เป็น Ambition ของกิเลสตัณหา เป็น Determination ของกิเลส ตัณหา ; อีกอย่างหนึ่ง เป็น AIM เป็น Ambition เป็น Deter- mination ของสติปัญญา. สติปัญญาต้องตรงกันข้ามจากความ ยึดมั่นถือมั่นอยู่เสมอ แต่ก็ต้องอยู่ในขอบเขตอย่างที่กล่าวมาแล้ว ข้างต้น, ว่าถ้าในขั้นต่ำ ๆ ก็ไม่ยึดมั่นในฝ่ายเลว ตั้งอยู่ในฝ่ายดีมี สติปัญญา ; ในระดับสูงก็คือไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรเป็นตัวตนเป็น ของตนแม้นี้ยังทำอะไรได้ด้วยสติปัญญา มีกำลังใจที่จะทำ มีความ พยายามที่จะทำ. ถ้านับถือพุทธศาสนา ก็เล็งถึงพระอรหันต์ หรือ พระพุทธเจ้า ; หรือแม้พระศาสดาของศาสนาไหนก็ตาม ที่หมด กิเลสจะต้องมีการทำดีกว่าคนที่มีกิเลสเสียอีก และทำได้มาก ทำได้กว้างกว่าคนที่มีกิเลสเสียอีก เพราะมันมีสติปัญญารู้ตามที่ เป็นจริงว่าอะไรเป็นอะไร เอาสติปัญญานี้เป็นเครื่องผลักดันให้ ทำ เพราะฉะนั้นอาชีวะบริสุทธิ์ก็อยู่ที่มีความไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็น มูลฐาน ; ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว อาชีวะนั้นก็ต้องเศร้าหมองโดย แน่นอน. ทีนี้มาถึง โภชเนมัตตัญญุตา ความรู้ประมาณในการ บริโภค ; จะเป็นบริโภคอาหาร หรือบริโภคเครื่องใช้สอยก็ตาม, ความเป็นผู้รู้ประมาณพอเหมาะพอดีในการบริโภคนี้ เป็นธรรมะ ข้อหนึ่งเหมือนกัน. คนเราไม่รู้ประมาณว่าควรมีอะไรสักเท่าไร จึงได้หลงไม่มีที่สิ้นสุด ดิ้นรนเร่าร้อนไม่มีที่สิ้นสุด จนไม่มี ความสุข. ขอให้สังเกตอย่างนี้ก็แล้วกันว่า ในปัจจุบันนี้ ในโลกนี้ ๒๙๐
น.564 คนแทบทั้งหมดกำลังเป็นทุกข์เดือดร้อนอยู่ด้วยการแสวงหาสิ่ง ต่าง ๆ ส่วนที่ไม่จำเป็นแก่ชีวิต. เราต้องใช้คำว่า "ส่วนที่ไม่ จำเป็นแก่ชีวิต", ท่านต้องไปคิดเอาเอง ไปสังเกตเอาเอง ไปดูเอา เอง ที่บ้านเรือนของท่านเองหรือของใครก็ตาม มันมีส่วนที่ ไม่จำเป็นแก่ชีวิตอะไรบ้าง เต็มไปทั้งบ้านทั้งเรือน. เหมือน กะนักปราชญ์คนหนึ่งเข้าไปในร้าน Department store ขายของ ทุกอย่างแล้วก็เดินงง กลับมามือเปล่า ไม่รู้ว่าจะ ซื้ออะไร เพราะว่าของทั้งหมดเหล่านั้นไม่จำเป็นแก่ชีวิตเลยสัก อย่างเดียว เขาเลยซื้ออะไรไม่ได้. แต่พวกเราเดี๋ยวนี้ดูเหมือน จะซื้อได้ทั้งหมดเลย จนเงินไม่มีพอจะซื้อ ; แล้วไปดูที่บ้านเถอะ ว่า ส่วนไหนจำเป็นแก่ชีวิต แล้วมันมากน้อยกว่ากันอย่างไร แล้วเราลำบากเดือดร้อนในการหาเงิน เพื่อหามาซื้อในส่วนไหน. พบความจริงข้อนี้แล้วจะพบว่า โภชเนมัตตัญญุตานี้เป็นธรรมะ ที่ดีมากข้อหนึ่งเหมือนกัน เหมือนกับธรรมะข้ออื่นๆ ถ้าเขาเป็น คนไม่ยึดมั่น เขาก็ต้องไม่เป็นทุกข์เพราะเหตุนี้ ; หรือถ้าเขามีสติ- ปัญญาหามาได้มาก เขาก็มีโอกาสที่จะเจือจานผู้อื่น ไม่ขี้เหนียว คือ เพราะเขารู้ส่วนที่ควรบริโภค หรือควรมี. เดี๋ยวนี้คนเราไม่- เอื้อเฟื้อกัน ตัวใครตัวมัน - “พาราสาวัตถี ใครไม่มีปรานีใคร" เขาพูดกันมาโบราณนมนานแล้ว - เพราะมันไม่รู้ประมาณ มันจะ อยากมากไม่มีที่สิ้นสุดอยู่เรื่อยกระทั่งตัวเองนั่นแหละล้มเจ็บเป็น ไข้เป็นโรคลงไป เพราะไปเกี่ยวข้องกันกับสิ่งสวยงามเหล่านี้ ที่มันเกินกว่าความจำเป็นในชีวิต ดูไปเถอะจะเห็นว่าที่เราเจ็บเรา ไข้ เราเป็นโรคเส้นประสาทเป็นอะไรไปอีกทีหนึ่ง มันมีมูลไป จากไปทำในสิ่งที่มันเกินกว่าความจำเป็นของชีวิต. ๒๙๑
น.565 ทีนี้ธรรมะชื่อว่า อินทรียสังวร แปลว่าสำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ; ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี่เขาเรียกว่าอินทรีย์ ; อินทรีย์ คำนี้แปลว่า สิ่งที่เป็นตัวเรื่องตัวราวตัวการสำคัญ ; คนเรา ต้องสำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย เหล่านี้ไว้อย่าให้ตกไปเป็นทาส ของอารมณ์ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส. นี่เกือบไม่ต้องอธิบาย แล้ว คือเข้ายึดมั่นถือมั่นแล้ว มันตกเป็นทาสของอารมณ์ตั้งแต่ต้น จนปลาย รวมอินทรีย์ไว้ไม่ได้. ถ้าสำรวมอินทรีย์อยู่ได้ ก็ไม่ตก เป็นทาสของอารมณ์ คือไม่ยึดมั่นถือมั่น. การที่คนเราสำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กายไม่ได้ ตกเป็นทาสของอารมณ์นี้ มันมีอยู่ ตลอดเวลา มันจึงเป็นทุกข์ตลอดเวลา ไม่ว่าทิศทางไหน เหลียว ไปแล้วมันจะคอยไปเป็นทาสเสียเสมอ. นี่แหละโทษของความยึด มั่นถือมั่น เพราะฉะนั้นธรรมอันประเสริฐข้อนี้ก็มีหัวใจ มีนิว- เคลียสหรืออะไรอยู่ที่ ความไม่ยึดมั่นถือมั่น อีกเหมือนกัน. ธรรมอีกข้อหนึ่งมีชื่อว่า ชาคริยานุโยค แปลว่า พยายาม เป็นคนตื่น คือไม่ง่วงไม่หลับอยู่เสมอ เป็นคนตื่นตาแจ๋วอยู่เสมอ หมายความว่าไม่มีเวลาจะง่วงจะซึม จะเห็นแก่นอน. ถ้าต้องนอน หลับก็นอนไป แต่เมื่อไม่หลับแล้วจะเป็นคนสดใสแจ่มใส จิตใจ แจ่มใสอยู่เสมอ ; และก็นอนหลับเท่าที่จำเป็นแก่ชีวิต ซึ่งเป็น ระยะสั้นมาก นอกนั้นเป็นคนสดใสแจ่มใสอยู่เสมอ ; นี่ เรียกว่า ชาคริยานุโยค. อันนี้ก็เหมือนกัน ดูคล้ายกับว่าจะไกล กันไปคนละเรื่องแล้วจากเรื่องความยึดมั่นถือมั่น ; แต่ที่จริงมัน ก็คือ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในความสุขจากการนอน. ความสุขที่ เกิดจากการนอนนี้ก็ติดกันมากเหมือนกับติดฝิ่นเหมือนกัน จน เป็นนิสัยที่ไม่สดใสไม่แจ่มใส มันซึม ๆ มึน ๆ อยู่อย่างนั้น. นี่ก็ ๒๙๒
น.566 เห็นได้ว่าเป็น ปกิณณกธรรมเบ็ดเตล็ดพวกหนึ่ง ยังมีอีกมาก แต่ไม่จำเป็นต้องประมวลเอามาหมด. ทีนี้ พวกที่ใกล้ชิดกับศีลธรรมทั่วไปมากขึ้น ก็เช่น หิริ- โอตตัปปะ คำนี้ แปลว่า ความละอายบาปและกลัวบาป. เราไม่ ละอายบาปไม่กลัวบาป เราจึงทำผิด ; ถ้าเรามีความกลัวบาป ละอายบาปก็คือ เป็นผู้มีความละอายแก่ตัวเอง อยู่ในที่ลับก็ไม่ กล้า ทำสิ่งที่ตัวรู้ว่าผิด ; ไม่ต้องมีคนนอกรู้ ตัวเองรู้ก็ไม่สามารถ จะทำความผิด ; อย่างนี้เรียกว่ามี หิริโอตตัปปะ. ถ้ามีความยึด มั่นถือมั่นแล้วมันจะเอาอยู่เรื่อย มันจะทำผิดอยู่เรื่อย ด้วยอำนาจ ของความยึดมั่นถือมั่น มันมีหิริโอตตัปปะไม่ได้ ; เพราะฉะนั้น ปัญหายุ่งยากในโรงในศาลที่เกิดขึ้นอยู่เรื่อยแก่ท่านผู้พิพากษา ในโลกนี้ ดูให้ดีเถอะ มันมีมูลมาจากสิ่งนี้ คือจากการที่คนเรา ไม่มี หิริโอตตัปปะ. ถึงในทางศาสนาก็เหมือนกัน เราถือว่า ถ้าขาดหิริโอตตัปปะแล้วก็ไม่มีใครรักษาศีลไว้ได้ ; ไม่มีคน เห็น ทำศีลขาดลับหลังคน แล้วไปเที่ยวโอ้อวดคนว่าตนมีศีล มัน เป็นเสียอย่างนี้โดยมาก. แต่ถ้ามีหิริโอตตัปปะแล้วมันเป็น อย่างนั้นไม่ได้เองมันมีศีลบริสุทธิ์ทั้งต่อหน้าคนและลับหลังคน. นี่แหละคือความยึดมั่นถือมั่นในความสุขทางเนื้อทางหนังทำให้ ไม่มีหิริโอตตัปปะ แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็เป็นอันว่ามีหิริ- โอตตัปปะโดยกำเนิด โดยสันดาน โดยพื้นฐานโดยอะไรทั้งหมด เพราะสติปัญญามันถึงที่สุด. แต่ถ้ายังอยู่ในระดับกลาง ๆ ยังไม่ เป็นพระอรหันต์ ยังไม่ใช่คนเลวอยู่ในระหว่างกลาง ๆ นี่ก็อาศัย ความดี หวังในความดี ไม่ยึดมั่นในส่วนที่เป็นกิเลส ตัณหาหวัง ในความดีนี้ก็เป็นเรื่องของสติปัญญา และเราจัดไว้ในฝ่ายที่ ๒๙๓
น.567 ไม่ยึดมั่นถือมั่น. ดูให้ดีก็จะเห็นได้เองว่า มันมีอำนาจของความ ไม่ยึดมั่นถือมั่นดึงเข้าไว้ ; หรือกล่าวอีกทีก็ว่ายึดมั่นถือมั่น ในความไม่ยึดมั่นถือมั่น นี้ยังดีกว่า คือมันมาในทางสูงกว่า เรื่อยไป. ธรรมชื่อว่า ขันตี กับ โสรัจจะ นี่ก็เป็นธรรมคู่เหมือนกัน, อดกลั้น อดทนแล้วก็เสงี่ยมปรกติอยู่ได้ ; อดกลั้นได้ด้วย เสงี่ยมงามยิ้มแย้มอยู่ได้ด้วย ; คู่นี้ก็เป็นธรรมที่ต้องการกันอย่าง ยิ่ง เพราะว่าทำให้เป็นผู้ที่รอได้ คอยได้ ในการกระทำที่ต้อง อาศัยเวลายืดยาว. คนเราทนไม่ได้ มันก็เลยล้มเหลวในการงาน การศึกษาอะไรก็ตาม ; แต่ถ้าเป็นคนทนได้ มันก็ประสบความ สำเร็จ ; หรือว่า ไม่โกรธอย่างนี้ มันก็ดีกว่าโกรธ ; หรือว่า ทนได้ต่อความบีบคั้นของกิเลสที่ดึงไปให้ทำชั่ว อย่างนี้มัน ก็ชนะกิเลสได้ในเวลาไม่นาน. ขันตี อดกลั้นอดทนนี้ มันต้อง ไม่เห็นแก่ความสุขสนุกสนานเอร็ดอร่อยเพลิดเพลินอีกเหมือน กัน มันจึงจะอดกลั้นอดทนอยู่ได้ ; เพราะว่าที่ไม่อดกลั้นอดทน นั้นก็เนื่องจากไปหลงเพลิดเพลินเอร็ดอร่อยนั่นเอง แล้วก็ไปยึด มั่นในวัตถุเป็นที่ตั้งของความยึดมั่นถือมั่น เช่น กาม ทิฏฐิ ความ งมงาย หรือตัวกู ของกู เหล่านี้มันก็มีขันติ โสรัจจะไปไม่ไหว. ทีนี้ แม้ที่สุดแต่คุณธรรมที่เราต้องการกันนัก ที่เรียกกันว่า กตัญญูกตเวทิตา นี้ก็เหมือนกัน : เราประฌามคนที่ไม่เป็น กตัญญูกตเวทีว่าเป็นคนเลว ; แต่แล้วก็พบว่า ถ้าไม่ยึดมั่นถือมั่น แล้ว มันกตัญญูกตเวทีได้ง่ายที่สุด ; อย่าเข้าใจว่าเราจะกตัญญูกต- เวทีได้ก็ต่อเมื่อยึดมั่นถือมั่นว่า เขามีบุญคุณแก่เรา เราจะต้อง ตอบแทนเขาอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นเราเป็นเขาอย่างนั้นอย่างนี้ไป ๒๙๔ L เล็ ค ฉ ๑ จี้ ขี 67
น.568 เสียท่าเดียว. ความกตัญญูที่แท้จริงนั้นต้องอาศัยสติปัญญา ; ความกตัญญูที่อาศัยกิเลสตัณหานั้นมันชั่วแล่น มันเป็นหน้า ฉาก มันเป็นเรื่องชั่วแล่น ; เราต้องอาศัยสติปัญญาที่รู้ความจริง ข้อนี้ มีความเห็นแก่ตัวน้อยจึงจะกตัญญูกตเวทีได้ ; ถ้าเห็นแก่ตัว จัดแล้วไม่อาจกตัญญูกตเวที ; เพราะฉะนั้นจึงเป็นธรรมะ ที่ก่อรากฐานเพื่อความไม่เห็นแก่ตัว เพื่อความไม่ยึดมั่นถือมั่น ในขั้นรากฐานทีเดียว. อย่าไปพอกพูนตัวเราตัวเขาให้จัดขึ้นมา โดยบทบาทว่าเป็นกตัญญูกตเวที นั่นมันไม่ใช่ธรรมะ มันเป็น เรื่องแลกเปลี่ยนต่างหาก เดี๋ยวจะเข้าใจธรรมะผิดไปเป็นเรื่อง แลกเปลี่ยน ; จงเข้าใจเสียใหม่ว่า ธรรมะต้องตั้งรากฐานอยู่บน ความไม่เห็นแก่ตัวยิ่งขึ้นทุกที ; เป็นกตัญญูบริสุทธิ์ต่อเมื่อหมด ความเห็นแก่ตัว, ทำไปด้วยสติปัญญาว่า ควรช่วยเหลือใคร ควร ตอบแทนบุญคุณใคร อย่างนี้เป็นต้น. ทีนี้ ก็มาถึง ความเมตตากรุณา. ข้อนี้เห็นชัดมาก : ถ้าเห็น แก่ตัว เมตตากรุณาใครไม่ได้ ยึดมั่นถือมั่นในกาม ในทิฏฐิ ใน ความงมงายแล้ว มันเมตตากรุณาไม่ได้ มันต้องมีสติปัญญาขนาด ที่รู้ว่า ชีวิตทุกชีวิตเป็นชีวิตเดียวกัน, คนทั้งโลกเป็นคน ๆ เดียว กัน, มีปัญหาเป็นความทุกข์อย่างเดียวกัน, แล้วรักกันในฐานะที่ ว่ามีหัวอกอันเดียวกัน. อย่างนี้ก็เรียกว่า ไม่ยึดมั่นถือมั่นตัวไปที่ ก่อน แต่ไปยึดมั่นถือมั่นทั้งหมด มันดีกว่ายึดมั่นตัวกูหรือของกู จนกระทั่งหมดความยึดมั่นนั่นแหละ มันจึงจะเป็นเมตตาอยู่ในเนื้อ ในตัวเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์โดยไม่ต้องเจตนากระทำ โดยไม่ต้อง ตั้งจิตว่าจะเมตตา มันก็เมตตา : เ พราะว่าคนที่หมดความ ยึดมั่นถือมั่นแล้ว มันเมตตาเอง แล้วมันเมตตาจริง ๆ ด้วย มัน ๒๙๕
น.569 เมตตากว้างขวาง มันช่วยเหลือคนอื่น ขนาดที่ว่าเอาชีวิตให้ไป ด้วยเลยก็ได้ ; อย่าได้เห็นเมตตาที่แท้จริงว่าเป็นเรื่องความยึด มั่นถือมั่น แต่ให้เห็นเป็นเรื่องของความไม่ยึดมั่นถือมั่นไว้อย่าง ชัดแจ้ง. ทีนี้ ซื่อสัตย์สุจริต. ความซื่อสัตย์สุจริตนี้ท่านคงพอจะสังเกต ได้เอง เพราะได้กล่าวกันมาหลายข้อแล้ว มันเป็นในทำนองเดียว กันทั้งนั้น : ซื่อสัตย์สุจริตที่แท้ที่เป็นธรรมเป็นของแท้แล้ว มัน ก็ต้องมาจากความไม่เห็นแก่ตัวอีกเหมือนกัน. ความเห็นแก่ตัว นั้นจะเอาจะได้ด้วยกิเลสตัณหาเสียเรื่อย ; ความไม่เห็นแก่ตัว นั้นอาศัยสติปัญญาที่รู้จริงว่าควรทำอย่างไร หน้าที่มีอยู่อย่างไร ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่อย่างไร ; ดังนั้นมันจึงเป็น ซื่อสัตย์สุจริตต่อธรรมะ ไม่ใช่ต่อบุคคลนั้นบุคคลนี้ ; ซื่อสัตย์ สุจริตต่อความซื่อสัตย์สุจริต ; หรือซื่อสัตย์ต่อความจริงคือ ซื่อสัตย์สุจริตต่อธรรมะ นั่นแหละเรียกว่าซื่อสัตย์สุจริตจริง. ส่วนซื่อสัตย์สุจริตเพียงเพื่อให้เขารัก มันก็คงไม่เก่งไปกว่า สุนัขหรือแมวตัวหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ถือว่าสูงวิเศษอะไร ไปกว่าระดับสัตว์ทั่วไป. มันต้องซื่อสัตย์ต่อธรรมะ. เพราะเห็น แก่ธรรมะ ไม่เห็นแก่ตัว มันจึงจะเป็นความซื่อสัตย์สุจริตจริง. นี้ควรจะเป็นคุณธรรมที่ท่านผู้พิพากษาตุลาการจะต้องสนใจ อย่างยิ่ง. ธรรมอื่น ๆ ยังมีอีก เช่นว่า กัลยาณมิตตตา ความเป็นผู้มี มิตรสหายดี. แม้นี้ก็อย่าได้ไปเข้าใจว่าเราจะเอาเพื่อนดีไว้เป็น พวก แล้วก็ไปเล่นงานคนอื่นหรืออะไรทำนองนั้น : เราต้อง การพวกที่ดีเพื่อสนับสนุนกันในการทำดี ; มีเพื่อนเพื่อจะดับ ๒๙๖
น.570 ทุกข์เพื่อช่วยกันดับกิเลสตัณหา นั่นแหละเรียกว่ากัลยาณมิตร. ในทางธรรมเขาเรียกครูบาอาจารย์ว่าเป็น “กัลยาณมิตร." น่าขำที่ว่าพวกฮินดูมีคำสองคำว่า เ ทวี กับ อสุรี, ภรรยาที่รักที่ เอาใจพะเน้าพะนอเอาใจสามีให้หลงใหลในกามารมณ์นั้น เขา เรียกว่า อสุรี ; ส่วนภรรยาที่คอยยับยั้งสามีให้ตั้งตัวอยู่ใน ทำนองคลองธรรม เขาเรียกว่า เทวี. ภรรยาจะเป็นอสุรีหรือ จะเป็นเทวีก็ได้ มันต่างกันอย่างนี้. นี่แหละคือความมีมิตรดี มี ภรรยาเป็นมิตรที่ดี ต้องเป็นอย่างเทวี ไม่ใช่เป็นอย่างอสุรี ที่ พะเน้าพะนอให้ลุ่มหลงไปในกามารมณ์อะไรทำนองนั้น ; เพราะ ฉะนั้นถ้าท่านมีภรรยา หรือท่านจะมีภรรยา ก็ลองพิจารณาคำว่า "กัลยาณมิตตตา" นี้ดูให้ดี ว่ามันเต็มไปด้วยความยึดมั่นถือมั่น หรือว่ามันทำลายความยึดมั่นถือมั่น, และเพื่อทำลายความยึดมั่น ถือมั่น เป็นอย่างน้อย. โสวจัสสตา ความเป็นผู้อ่อนน้อมว่านอนสอนง่ายหรือหัว อ่อนนี้ ยิ่งเห็นได้ชัดเลยว่า ถ้ามีความยึดมั่นถือมั่นแล้วมันแข็ง กระด้าง โดยเฉพาะยึดมั่นถือมั่นด้วยทิฏฐิที่เรียกว่า ทิฏฐปาทาน แล้ว มันแข็งกระด้าง มันไม่รับฟังความเห็นผู้อื่น มันไม่อ่อนน้อม มันไม่สุภาพ มันไม่อะไร ๆ ทำนองนั้นอีกมากมาย ; อย่างนี้ นี่เกือบไม่ต้องอธิบายเลย. ทีนี้ เราพิจารณากันถึงคำที่ฟังดูคล้าย ๆ จะยึดมั่นถือมั่นยิ่ง ขึ้นไปอีก เช่นว่า ความพากเพียร ความขยัน : วิริยะ = ความ พากเพียร, ปรกฺกม = ความทำให้ก้าวหน้า, วายามะ = ความ พยายาม ฯลฯ อะไรเหล่านี้ มีหลายชื่อนัก มีถึงสิบชื่อยี่สิบชื่อ ล้วนแต่แปลว่าความเพียรทั้งนั้น. นี่มันคล้ายกับว่าจะต้องยึดมั่น ๒๙๗
น.571 ถือมั่นอะไร กันเต็มที่ มันจึงจะพากเพียร. แต่ พากเพียรอย่างนั้น มันเผาลน ไม่ใช่ธรรมะ, มันต้องพากเพียรด้วยสติปัญญายิ้มแย้ม แจ่มใสมีจิตว่าง เหมือนที่ได้พูดวันก่อนนี้ ว่าคนสามล้อ คนแจว เรือจ้าง เขายิ้มแย้มได้เรื่อย ร้องเพลงได้เรื่อย ทำไปเรื่อย ๆ ด้วยความพากเพียรอย่างนั้น มันไม่เผาลน มันไม่ตกนรกทั้ง เป็น ; เพราะฉะนั้นคำว่า วิริยะตามหลักของธรรมะ ก็ต้อง มีรากฐานอยู่ที่สติปัญญาอย่างเดียวกัน ; ไม่ใช่มุมานะด้วยกิเลส ตัณหา ผิดเข้าแล้วฆ่าตัวตาย อย่างที่เราอ่านพบประจำวันในหน้า หนังสือพิมพ์ข่าวนั่น มันวิริยะที่รุนแรงเกินขอบเขต ; เป็นวิริยะ ที่ยึดมั่นถือมั่น .. ธรรมชื่อ พาหุสัจจะ ความเป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก. นี้เป็น ธรรมะที่เราต้องการมากเหมือนกัน : เราต้องการให้เป็นผู้มีการ ได้ยินได้ฟังมาก คือความเป็นมาของความฉลาด. เราจะต้องรู้ ว่าที่ได้ยินได้ฟังมาก ก็ต้องเพื่อความไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้วเรื่องที่ ได้ยินได้ฟังนั้น ควรจะเป็นเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น จึงจะเป็น เรื่องที่มีประโยชน์. ถ้าเรายึดมั่นถือมั่นแล้ว เราจะไปเลือกเรื่อง ผิดหมด : เราจะไปเลือกเอาแต่เรื่องที่สนุกสนานเอร็ดอร่อย เหมือนที่คนอ่านกันแต่หนังสืออ่านเล่น ไร้สาระ ทำตนให้เป็นโรค เส้นประสาท ; ไม่อ่านเรื่องที่ทำให้เกิดความสะอาด สว่าง สงบเย็น. พาหุสัจจะก็ต้องการอย่างนี้ ต้องการหลักเกณฑ์อย่างนี้ ต้องการการควบคุมอย่างนี้. บางทีก็เรียกว่า พหุสูตร คือ คนผู้ ที่ได้ยินได้ฟังมาก แต่ก็เป็นเรื่องเดียวกันกับ พาหุสัจจะ คือ ความเป็นคนที่ได้ยินได้ฟังมาก. ทีนี้ สมมุติว่าเป็นธรรมะหมวดสูงขึ้นไป เช่นคำว่า พรหม- ๒๙๘
น.572 วิหาร มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ทั้งสี่อย่างครบถ้วน เป็น พรหม, อย่างพรหม. นี่ท่านยิ่งจะเห็นความไม่ยึดมั่นถือมั่น หรือ ความยึดมั่นถือมั่นที่น้อยขนาดเป็นพรหม มีรักผู้อื่น มีความตั้งใจ ช่วยผู้อื่น มีความยินดีด้วยผู้อื่น เมื่อช่วยไม่ได้ก็อุเบกขา ซึ่งเป็น ความไม่ยึดมั่นนั่นเอง นี่เป็นบทเรียนสูงขึ้นมาโดยลำดับ จาก ความไม่เห็นแก่ตัว มาเห็นแก่สัตว์ทั้งมวล แต่แล้วเราต้องอย่าลืม ว่า ที่พระพุทธเจ้าท่านมีพรหมวิหารนั้น มันผิดกันกับที่คน ธรรมดา หรือพวกพรหมมีพรหมวิหาร เพราะพระพุทธเจ้าท่าน หมดความยึดมั่นถือมั่นโดยประการทั้งปวงไม่มีเราไม่มีเขา มัน เลยเป็นพรหมวิหารเสียเองโดยไม่ต้องตั้งใจ ไม่ต้องเจตนา. ส่วน พรหมวิหารของเรานี้มันต้องตั้งเจตนา ; หรือแม้แต่ของพวก พรหมก็เหมือนกัน ต้องตั้งเจตนาว่าจะมีพรหมวิหารต่อเขา จะ รักเขา จะเมตตาเขา ล้วนแต่จะต้องตั้งเจตนา. นี่มันยังเจืออยู่ด้วย ความยึดมั่นถือมั่นบางส่วนในทางที่ดี แต่มันก็ละความเห็นแก่ตัว ได้มาก และเห็นแก่ผู้อื่นได้มาก ; แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ถ้าหาก ว่าได้หมดความยึดมั่นถือมั่นแล้ว มันยังเป็น พรหมวิหารที่ดีกว่า อยู่นั่นเอง คือแท้จริงกว่า กว้างกว่า และบริสุทธิ์กว่า อยู่นั่นเอง. อาตมาทำให้เสียเวลาไปมากในการกล่าวเรื่องนี้ ก็เพราะ กลัวเข้าใจผิดในธรรมะชื่อเดียวแต่ความหมายมันดิ้นได้ คือทำ ด้วยความยึดมั่นถือมั่นก็ได้ ทำด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่นเลยก็ ได้ ; และที่ทำด้วยไม่ยึดมั่นถือมั่นเลยนั่นแหละ มันดีกว่ากันมาก. นี่เรียกว่าฝ่ายปกิณณกะธรรม. ยกตัวอย่างมาหลายชื่อแล้ว. ถ้าท่านเข้าใจเท่าที่ยกตัวอย่างมานี้แล้ว ที่เหลืออยู่นั้นมันจะมีชื่อ ว่าอะไรบ้างท่านก็อาจจะเข้าใจได้เอง ถ้าท่านไปหาอ่านจาก ๒๙๙
น.573 หนังสือธรรมะทั่ว ๆ ไป ที่เป็นแบบเรียนนักธรรม แม้แต่หนังสือ นวโกวาท จะพบชื่อธรรม แล้วไปแยกแยะวินิจฉัยดูเอง จะพบว่า มีหลักเกณฑ์อย่างนี้ทั้งนั้น. ทีนี้ขอแทรกตรงนี้เสียเลยว่า ยังมีฝ่ายที่ตรงกันข้าม คือ กิเลส . กิเลสนั้นมีชื่อมากเหมือนกับธรรมที่มีชื่อมากเหมือนกัน กิเลสก็มีชื่อมากตั้งสามชื่อสี่ชื่อ. สิบชื่อ. สิบหกชื่อ. กระทั่ง ร้อยแปดชื่อ กระทั่งพันห้าร้อยชนิด. ขอให้เข้าใจเถิดว่ากี่ชนิด ก็ตาม กี่ชื่อก็ตาม ชื่อไหนก็ตาม ย่อมอยู่ในรูปความยึดมั่นถือมั่น กามหรือทิฏฐิ หรือความงมงาย หรือตัวกู ของกูอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งนั้น. จะยกตัวอย่างง่าย ๆ ถึงข้อที่เราได้ยินกันอยู่เสมอก็คือ โลภะ โทสะ โมหะ สามอย่างนี้ โลภ แล้วก็โกรธ แล้วก็หลง ขอให้ หลักจำกัดความสำหรับโลภะนี้ว่า : กิเลสประเภทโลภหรือราคะก็ตาม เรียกว่าโลภทั้งนั้น มันเป็นกิเลสประเภทที่ดึงเข้ามาหาตัว มันก็เป็นกิเลสประเภทที่ เรียกว่า ยึดมั่นตัว มันก็เป็นเรื่องยึดมั่นตน มันรัก มันอยากได้ มันก็ดึงเข้ามาหาตัว. กิเลสประเภทโกรธ หรือโทสะ หรือประทุษร้าย มันเป็น ประเภทที่ผลักออกจากตัว พวกแรกมันดึงเข้ามาหาตัว เช่นพวก โลภพวกรัก พวกกำหนัดเป็นต้น. พวกที่สองมันผลักออกจากตัว ด้วยความโกรธ ด้วยโทสะ แล้วก็อยากจะทำลายสิ่งเหล่านั้น แม้กิเลส จำพวกนี้มีลักษณะอย่างนี้ ก็อย่าได้เข้าใจว่าไม่มีความ ยึดมั่นถือมั่นที่มันผละออกไปจากตัวนี้ เพราะมันเห็นแก่ตัว มันไม่ อยากให้เข้ามาใกล้ตัว เพราะมันกลัว เพราะมันเกลียด เพราะ มันกลัวว่าจะมาทำอันตรายแก่ตัว หรือเพราะขัดขวางประโยชน์ ๓๐๐
น.574 ของตัว มันจึงได้โกรธจึงได้เกลียด กิเลสประเภทที่สองนี้เรียก ว่าผลักออกไปจากตัว. กิเลสประเภทที่สามเรียกว่า โมหะ มันไม่ได้ดึงเข้ามาหาตัว หรือว่าผลักออกไปจากตัว เพราะมันยังโง่ ยังไม่รู้ ยังลังเล ยัง สงสัย เพราะฉะนั้นจึงเป็นเพียงวนเวียนอยู่รอบ ๆ ยังไม่รู้ว่าจะ ผลักออกไปจากตัว หรือว่าดึงเข้ามาหาตัว. กิเลสทั้งสามอย่างนี้มีความหมายต่างกันเด็ดขาดอย่างนี้ ไม่มีทางจะปนกันได้ เพราะฉะนั้นเมื่อท่านได้ยินชื่อกิเลสแปลก ๆ ออกไปอีกหลายสิบชื่อ ท่านดูความหมายของมันเถอะว่า มันจะ ดึงเอาเข้ามาหาตัว หรือผลักออกไปจากตัว หรือว่าวนเวียน อยู่รอบ ๆ สิ่งนั้น นี่ท่านจะรู้จักกิเลสดีว่า มันเป็นกิเลสพวกไหน เป็นเครื่องให้สังเกตอย่างนี้. จำคำว่า โลภะ โทสะ โมหะไว้เป็น หลักสามคำก่อน พอได้ยินชื่ออย่างอื่นมาก็เอามาจับหลักนี้ ก็จะรู้ จักว่า มันเป็นกิเลสประเภทไหน เราก็ได้ความว่า แม้กิเลส ประเภทไหนก็ตาม มันอยู่ที่ความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น มันจัดอยู่ด้วย ความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น ไม่เจืออยู่ด้วยสติปัญญาเลย. กิเลสนี้มีผลต่าง ๆ กัน คือว่า เผาให้ร้อนบ้าง เสียดแทง ให้เจ็บปวดบ้าง ผูกมัดให้ติดอยู่บ้าง ท่วมทับให้หายใจไม่ ออกเหมือนน้ำท่วมบ้าง หลายอย่างมีชื่อต่าง ๆ กัน แต่แล้ว ก็ตัวจริงมันมาจากความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น อาตมาถือโอกาส อธิบายเรื่องกิเลสเพียงสั้น ๆ ที่สุดอย่างนี้ก็จริง แต่ว่ามันหมดเรื่อง ทั้งกะบิของกิเลส ขอให้เข้าใจให้ถูกต้อง จำไว้เป็นหลักให้มั่น ด้วย. ท่านคงเคยได้ยินชื่อของกิเลส มีคำว่า เป็นนิวรณ์ เป็น ๓๐๑
น.575 มลทิน เป็นอุปกิเลส เป็นสัญโยชน์ เป็นอะไรต่าง ๆ กันไป มันไม่มีความหมายมากไปกว่าสามคำที่กล่าวมาแล้ว นี้เรียก ว่า ในส่วนที่เป็นกิเลส หรือเป็นความทุกข์แล้วก็รวมจุดอยู่ ที่ความยึดมั่นถือมั่น. ในส่วนที่ไม่เป็นกิเลสไม่เป็นทุกข์ มัน รวมอยู่ที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น ด้วยความหมายที่กว้างอย่างที่กล่าว แล้วข้างต้นซึ่งอย่าลืมเสีย. ทีนี้จะให้ดู ธรรมะในลักษณะส่วนที่เป็นธรรมะ ต่อไป อีก ให้ดูในลักษณะอีกลักษณะหนึ่ง ซึ่งมันเป็นรูปร่างของศาสนา คือจะเป็นศาสนาพุทธ หรือศาสนาไหนก็ตาม ธรรมะในทาง ศาสนานั้น ๆ มีทางที่จะดูได้เป็นสามส่วน คือส่วน ปริยัติธรรม ได้แก่หลักสำหรับเรียนหรือศึกษา แล้วก็ธรรมะในส่วนที่เรียกว่า ปฏิบัติธรรม ; อันแรกเรียก ปริยัติธรรม , อันที่สองเรียก ปฏิบัติ- ธรรม : ปฏิบัติธรรมคือเป็นธรรมในส่วนที่ปฏิบัติ, หรือกระทำ ลงไปจริง ๆ ไม่เพียงแต่เรียน ; แล้วก็อันที่สามเรียกว่า ปฏิเวธ- ธรรม - นี้คือผลของการปฏิบัติ : ธรรมะส่วนที่เป็นผลของการ ปฏิบัติ. นี่ท่านลองคิดดูเถอะ ศาสนาไหนก็ต้องเป็นอย่างนี้ เป็น ธรรมส่วนที่บอก ๆ ให้เข้าใจ, ให้รู้, ให้ศึกษา ให้จำ นี่ส่วน หนึ่ง เรียกว่าปริยัติ. ทีนี้ ทำลงไปด้วยกาย วาจา ใจ ด้วยการ บากบั่นปฏิบัติ นี้เรียกว่า ธรรมะเป็นส่วนปฏิบัติแล้วเกิดผลขึ้น มาเป็นความรู้แจ้งแทงตลอด เป็นความสงบสุข นี่เรียกว่า ปฏิเวธ. ในรูปของธรรมะ ท่านที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังก็ควรจะได้ ยินได้ฟังบ้างว่า ปริยัติธรรมนี้ เรามักจะแบ่งออกเป็น พระสูตร พระวินัย พระปรมัตถ์. ๓๐๒
น.576 พระสูตร ก็คือว่าหลักธรรมโดยตรงทั่ว ๆ ไป เป็นส่วน ธรรมะ. วินัย ก็ส่วนข้อกฎ ข้อที่บังคับให้ต้องปฏิบัติในหมู่ในคณะ นั้น ๆ เพื่อให้หมู่เรียบร้อย ไม่เกี่ยวกับปฏิบัติทางจิตใจขั้นสูง ส่วนสิ่งที่เรียกว่า อภิธรรม นั้น หมายความถึงคำอธิบายของ สองส่วนเหล่านั้นที่มันลึกซึ้ง ด้วยสติปัญญาที่ลึกซึ้ง เพื่อความ เป็นนักปราชญ์ หรือเพื่อความแตกฉานในทางวิชามากกว่า ; เป็น ของที่เกิดขึ้นทีหลัง เพราะฉะนั้นปริยัติจึงมีพระสูตร พระ วินัย พระอภิธรรมหรือพระปรมัตถ์. ทีนี้ส่วนที่เรียกว่า ปฏิบัติ, หรือการปฏิบัตินั้น จำแนกออก เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา จำคำสามคำนี้ไว้แล้ว มันหมดไม่มีอะไร เหลือ. ข้อที่ ๑ ศีล นี้ มีขอบเขตอยู่เพียงปฏิบัติดีปฏิบัติถูกในส่วน กายส่วนวาจา ; สมาธิ นั้นมีขอบเขตปฏิบัติดีปฏิบัติถูกอยู่ที่จิต หรือเกี่ยวกับจิต ปัญญา นั้นมีขอบเขตปฏิบัติดีปฏิบัติถูก อยู่ที่ ทิฏฐิ ความคิด ความเห็น ความรู้ ความเชื่อ. ข้อที่สองที่เรียกว่าสมาธิ หมายถึงการฝึกจิต ควบคุมจิต สามารถใช้จิตให้ดี เราไม่เล็งถึงความรู้ ความคิด ความเห็น ความเชื่อ มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับจิต เพราะฉะนั้นจึงมีการฝึกกาย ฝึกจิตให้เป็นสมาธิ ให้พร้อมที่จะทำการงานทางจิต เพราะฉะนั้น ขอบเขตมันจึงอยู่เพียงแค่จิต. ข้อที่ ๓ ส่วนปัญญานั้นมันมีขอบเขตอยู่ที่ ความรู้ ความคิด ความเชื่อ ความเข้าใจ ความเห็น อะไรต่าง ๆ ให้ถูกต้อง เรียกว่า ปัญญา. ศีล สมาธิ ปัญญานี้ ไม่มีทางจะซ้ำกันได้ มันมีขอบเขตจำกัด ๓๐๓
น.577 แต่ว่ามันส่งเสริมกัน มันเนื่องกัน มันสัมพันธ์กัน เมื่อทำอยู่ใน ส่วนศีล ส่วนสมาธิ ส่วนปัญญาแล้ว เรียกว่าเป็นการปฏิบัติ ทั้งนั้น. ทีนี้ ส่วนปฏิเวธคือ เป็นผลของการปฏิบัตินั้น จำแนก เป็น มรรค ผล และ นิพพาน. มรรค คือ ญาณหรือความรู้แจ้งแทงตลอด ที่เกิดขึ้นจาก การปฏิบัติ มันเป็นปัญญาเหมือนกัน แต่มันเป็นปัญญาในขณะที่ ฆ่าฟันกิเลส ชั่วเวลาที่ฆ่าฟันกิเลส เขาเรียกว่า มรรค ไม่ใช่ ปัญญาเฉย ๆ. ส่วน ผล นั้น คือ ผลที่เกิดมาจากการหมดกิเลส ส่วนสิ่งที่ เรียกว่า นิพพาน นั้นมีความหมายกว้างถึง ภาวะของความไม่มี กิเลส และเป็นภาวะที่ยั่งยืนตลอดกาล เป็นธรรมะอันหนึ่ง ซึ่งยัง มีอยู่ตลอดกาล จะเข้าถึงได้ เมื่อไรก็ได้ และถ้าจะศึกษาคำนี้แล้ว มันก็มีเรื่องมาก เพราะฉะนั้นเราเอาแต่เพียงเข้าใจคร่าว ๆ ว่า การบรรลุนิพพานนี้มีปรากฏ หรือเรียกว่าบรรลุนิพพานเมื่อ หมดกิเลสสิ้นเชิง หรือว่าหมดกิเลสเด็ดขาดลงไป ไม่ต้องร่างกาย ตาย ไม่ต้องตัวตาย กิเลสดับเด็ดขาดลงไปเท่าไร ก็เรียกว่า นิพพานเท่านั้น ; ถ้ากิเลสดับหมดก็เรียกว่านิพพานโดยสม- บูรณ์, ถ้ากิเลสดับไม่หมด แต่ว่าได้ดับไปจริง ๆ ในบางส่วนนั้น ไม่กลับมาอีก เรียกว่านิพพานโดยเอกเทศ หรือบางส่วน ; คือ มีกิเลสเหลืออยู่บางส่วน แต่ว่านิพพานสิ้นเชิงหมายถึงกิเลสดับ โดยสิ้นเชิง และนิพพานเมื่อกิเลสหมด ตัวไม่ต้องตาย เพราะ- ฉะนั้นจึงได้แก่นิพพานเมื่อตรัสรู้โดยสมบูรณ์ เป็นพระอรหันต์ หรือเป็นพระพุทธเจ้าในขณะนั้นก็เรียกว่าบรรลุนิพพาน. ทีนี้เมื่อ ๓๐๔
น.578 อยู่มาถึงตัวตายนี้ เป็นเรื่องนิพพานของซากเศษที่เหลือคือ ร่างกาย นี่ไม่มีความหมายอะไรนัก มันเป็นเรื่อง พิธีรีตอง เท่านั้น. เราจะเห็นได้ว่า เรื่องปริยัติก็ต้องเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น เรื่องปฏิบัติก็ต้องเรื่อง ไม่ยึดถือมั่น เรื่องปฏิเวธก็ยิ่งไม่ใช่ยึด มั่นถือมั่นเลย มันหมดยึดมั่นถือมั่น มันจึงเป็นปฏิเวธ. ทั้งหมด นี้หมายความว่า ถ้าเรียนก็ต้องเรียนเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น ถ้าปฏิบัติก็ต้องปฏิบัติด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่น แล้วได้ผลมาต้อง เป็นความไม่ยึดมั่นถือมั่น อย่างนี้จึงจะเรียกว่าถูกต้องตาม กฎเกณฑ์ของธรรมะของศาสนา หรือโดยเฉพาะของพุทธ- ศาสนา. เมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรเลยโดยประการทั้งปวง ก็เรียก ว่าถึงที่สุด. นี้แปลว่าศาสนาทั้งเนื้อทั้งตัว ทั้งสามส่วนนี้มี ราก- ฐาน อยู่ที่ความไม่ยึดมั่นถือมั่นมีแกนกลาง อยู่ที่ความไม่ยึดมั่น ถือมั่น มี จุดยอด ปลายทางอยู่ที่ความไม่ยึดมั่นถือมั่น. ทีนี้อาตมาอยากจะให้ท่านทั้งหลายได้ดูธรรมะในรูปอื่น ต่อไปอีก คือในรูปที่เป็นลำดับ ๆ ของการปฏิบัติโดยเฉพาะคือ ว่าเราจะดูการกระทำในทางศาสนานี้กันให้ทั่วถึงในคราวเดียว อีกครั้งหนึ่ง ในบรรดาการปฏิบัติทั้งหมดแล้วอาจจะสรุปได้เป็น ลำดับใหญ่ ๆ ออกเป็นห้าลำดับ. อันแรกก็คือมี ศรัทธา มีความเชื่อถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือว่าตัววัตถุสำคัญในศาสนานั้น ๆ นั่นแหละเป็นที่ พึ่ง นี่เรียกว่าศรัทธา หรือสรณคมน์คือการถึงที่พึ่ง. อีกพวกหนึ่งถัดขึ้นมา คือการ บริจาคทาน สูงขึ้นไปคือ ศีล สูงขึ้นไปคือ สมาธิ สูงขึ้นไปคือ ปัญญา นี่กล่าวตามหลัก พุทธศาสนา. 9999โครงการจดหมาย ๓๐๕
น.579 เบื้องต้นที่สุดก็มี ศรัทธา ถือที่พึ่ง เชื่อที่พึ่ง อย่างนี้มันก็ต้อง มีรากฐานอยู่ที่ความไม่ยึดมั่นถือมั่น หมายความว่าผู้ที่จะมาเป็น ที่พึ่งได้ ต้องเป็นผู้ที่หมดความยึดมั่นถือมั่น เช่นพระพุทธเจ้าเป็น ผู้หมดความยึดมั่นถือมั่น มีความหมายสำคัญอยู่ที่ตรงนั้นคือหมด กิเลส มันจึงบริสุทธิ์ จึงสะอาด จึงสว่าง จึงเรียกว่าผู้รู้ จึงเรียกว่า ผู้ดับทุกข์แล้วสอนคนอื่น หรือควรแก่การสอนผู้อื่นนั่นคือพระ- พุทธเจ้า เพราะหมดความยึดมั่นถือมั่นแล้ว พระธรรมก็เหมือนกัน พระธรรมก็ต้องได้แก่ตัวความไม่ยึดมั่นถือมั่น ทั้งในส่วนเรียน และส่วนปฏิบัติทั้งในผลของการปฏิบัติ. พระสงฆ์ก็เหมือนกัน ต้องเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อให้หมดความยึดมั่นถือมั่น หรือว่าหมดความ ยึดมั่นถือมั่นแล้ว จึงจะเรียกว่าพระสงฆ์ที่ถูกต้อง นอกจาก นั้นยังไม่ใช่พระสงฆ์ที่ถูกต้องตามความหมายเป็นพระสงฆ์ตาม พิธีตามทะเบียนตามอะไรอย่างนั้นก่อน. นี้แปลว่า สิ่งที่เราจะยึด เอาเป็นที่พึ่งหรือว่าสำหรับจะเชื่อก็ตาม ต้องเป็นผู้ที่หรือสิ่งที่ไม่มี ความยึดมั่นถือมั่น. ทีนี้ตัวผู้ที่จะเข้าไปยึดถือที่พึ่งเองก็เหมือนกัน ต้องหวังความ ไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นผลที่มุ่งหวัง หรือว่าเขาจะต้องไม่ยึดถือตัวกู ของกู ; เขาไปยึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ดีกว่า การถือ สรณคมน์นั้นจึงจะเป็นสรณคมน์ หรือศรัทธานั้นจึงจะเป็น ศรัทธา คือมีเหตุผล มีปัญญาเห็นชัดอยู่ว่า มุ่งหมายอยู่ที่ความไม่ ยึดมั่นถือมั่นซึ่งเป็นความดับทุกข์ เราจึงได้ถือที่พึ่งหรือปฏิบัติตาม ถ้าผิดจากนี้แล้วมันก็งมงาย เขาว่าดีก็ดีไปตามเขา เขาว่าทำก็ทำ ไปตามเขา เป็นพิธีรีตองไปหมด นี้จึงกล่าวว่า แม้ในขั้นต้นที่ สุดขั้นแรกที่สุดที่จะมาเข้าวัด หรือจะมาเชื่อศาสนานี้ มันก็ต้อง ๓๐๖
น.580 มีเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นแก่ตัวกูของกูนี้เป็นรากฐานอยู่. ทีนี้ก็มาถึงเรื่อง ทำบุญให้ทาน ; ทำบุญให้ทานที่ทำด้วย ความยึดมั่นถือมั่นนั้นไม่ใช่ธรรมะที่ถูกต้อง มันเฉออกไปนอก ทาง คือทำบุญด้วยหวังว่า จะได้สวรรค์วิมานต่อตายแล้ว หรือ ทำบุญด้วยหวังว่าจะมีโชค จะเป็นคนมีโชคเรื่อย ถูกลอตเตอรี่ เรื่อย หรือว่าให้บริจาคไปด้วยหวังว่า เขาจะสรรเสริญ หรือว่า เขาจะคบเรา เอ็นดูเรา รักเรา หรือว่าเป็นเพื่อนกัน อย่างนี้ไม่ใช่ ทานที่ถูกต้อง เพราะว่ามันเป็นเรื่องของความยึดมั่นถือมั่นไป หมด มันถูกต้องอย่างที่โลกชั้นต่ำ ๆ เขาต้องการ มันมีผลดีอะไร ไปตามแบบชั้นต่ำ ๆ ที่โลกเขาต้องการ ไม่ถึงขนาดที่จะเรียกว่า ธรรมบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นขั้นที่เป็นธรรมบริสุทธิ์นี้ ถ้าให้ทาน หรือบริจาคทรัพย์ออกไปแล้วก็ต้องให้เป็นการทำลายความยึดมั่น ถือมั่น ทำลายความตระหนี่ เช่นว่าให้ทานไปบาทหนึ่งก็ต้องหมด ความยึดมั่นถือมั่นในเงินบาทนั้น ให้ทานไปร้อยก็ให้หมดความ ยึดมั่นถือมั่นไปร้อยหนึ่งก็แล้วกัน มันจึงจะเป็นการให้ทานเพื่อ หมดความยึดมั่นถือมั่น มันมีผลดีกว่าที่จะได้สวรรค์ หรือเพื่อได้ เพื่อนได้ฝูงเสียอีก เพราะมันได้ธรรมที่สูงกว่า แต่นั่นแหละมัน อาจจะเป็นอุดมคติที่สูงเกินไป จนบางคนมองไม่เห็นแล้วก็ไม่ ต้องการ. แต่ความจริงมันมีอยู่อย่างนี้ ทีนี้มาถึงเรื่อง ศีล ก็เป็นอย่างที่พูดเสร็จไปแล้วเมื่อกี้นี้ เรื่อง สมาธิ เรื่อง ปัญญา ก็อย่างเดียวกัน. ห้าเรื่องนี้มันเรื่องความไม่ ยึดมั่นถือมั่นจึงจะถูกต้อง. ที่อาตมากล่าวนี้ก็เพื่อให้ท่านทั้งหลาย สังเกตดูว่า ลำดับหรือ ระดับแห่งการกระทำ ประพฤติปฏิบัติ ในพระพุทธศาสนามีอยู่ห้าลำดับอย่างนี้ ตั้งต้นด้วย ศรัทธา ๓๐๗
น.581 แล้วก็มีทำบุญ ให้ทาน แล้วก็ มีศีล แล้วก็มี สมาธิ ปัญญา หลัง จากนั้นมันเป็นเรื่องผลที่ได้คือ มรรค ผล นิพพาน. รวมความว่า การปฏิบัติทุกระดับ ต้องมีรากฐานมีแกนกลาง มีอะไรอยู่ที่ ความไม่ยึดมั่นถือมั่น. ทีนี้เรามาดูธรรมะทั้งหมดกันอีกรูปหนึ่ง โดยถือเอาคำว่า ประโยชน์เป็นหลัก มันเลยได้เป็นหัวข้อขึ้นมาว่า ประโยชน์ โลก นี้ ประโยชน์โลกอื่น หรือโลกหน้าก็ตามใจแล้วก็ประโยชน์ที่เหนือ โลกคือพ้นโลก ประโยชน์โลกนี้หมายความว่า ที่มนุษย์เห็น ๆ กันอยู่นี่ เป็นทรัพย์สมบัติ เป็นเกียรติยศ ชื่อเสียง เป็นมิตรสหาย พร้อมหน้าพรักพร้อม อย่างนี้เรียกว่า ประโยชน์ โลกนี้ ส่วน ประโยชน์โลกอื่นหมายถึง บุญกุศลที่จะให้เป็นดีไปกว่าระดับโลก นี้ เป็นโลกชั้นอื่น โลกระดับดื่น ; เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องให้ทาน เรื่องรักษาศีล มีเมตตากรุณา เป็นการปฏิบัติธรรมไป ไม่ใช่เพื่อ หาเงิน หาทรัพย์ หาชื่อเสียง หาพวกพ้อง ; ประโยชน์โลกนี้ มันอยู่ที่เงิน ที่ชื่อเสียงที่พวกพ้อง, ประโยชน์โลกอื่น หรือโลก หน้ามันอยู่ที่บุญกุศล. ประโยชน์ที่พ้นไปจากโลก เหนือโลกนั้น คือเรื่อง มรรค ผล นิพพาน ไม่เกี่ยวข้องกันกับโลก เพราะต้องการจะ ออกไปจากโลก เพราะเห็นว่าโลกนี้คือความทุกข์. ตามหลัก พระศาสนา ถือว่าประโยชน์มีอยู่สามประโยชน์อย่างนี้ ท่านคง จะเห็นได้ว่า มันคนละคำกับคำว่าประโยชน์ตามคำเทฆนิคของ กฎหมายเป็นต้น. คำว่าประโยชน์ตามคำเทฆนิคของศาสนาเป็นอย่างนี้ มันมี ขอบเขตกว้างกว่ากันอย่างนี้ ทีนี้ท่านจะเห็นได้ไหมว่า ทั้งสาม ๓๐๘
น.582 ประโยชน์นี้ รากฐานที่แท้จริงควรจะอยู่ที่ความไม่ยึดมั่นถือมั่น ท่านอาจจะแย้งว่าประโยชน์โลกนี้คือเงิน คือชื่อเสียงคือเพื่อนฝูง สมาคม ต้องยึดมั่นถือมั่นซิ นั่นมันก็ถูกเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นไป ด้วยความยึดมั่นถือมั่นละก็ มันมักจะเป็นไปในฝ่ายชั่ว เป็นเงินชั่ว เป็นชื่อเสียงชั่ว เป็นเพื่อนชั่ว เพราะมันหลงไปด้วยอำนาจของ กิเลสตัณหา ; ถ้าต้องการเป็นเงินดี ชื่อเสียงจริงไม่ใช่ชื่อ เสียงปลอม ต้องการสมาคมที่ดี มีกัลยาณมิตร ก็ต้องเป็นเรื่อง ของสติปัญญา ที่จะไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่ตะกละตะกลามไปด้วย อำนาจของความสุขสนุกสนานเพลิดเพลินในสิ่งเหล่านั้นด้วย กิเลสตัณหา. จงถอยหลังออกไปเสียจากความลุ่มหลงอย่าง นั้น แล้วมาตั้งตัวอยู่ด้วยสติปัญญา เตรียมพร้อมที่จะไม่ยึดมั่น ถือมั่น คือไม่หลงเข้าไปด้วยความยึดมั่นถือมั่น ประโยชน์นี้ จึงจะสะอาด อาตมาใช้คำว่าสะอาด. ทีนี้ประโยชน์โลกอื่น โลก หน้าแล้ว ยังต้องการความเป็นธรรมะมากขึ้นไปอีก และมันต้อง มีความยึดมั่นถือมั่นที่คลายลงไปอีก ส่วนประโยชน์สูงสุด หรือ ประโยชน์นิพพาน หรือเหนือโลกนั้น ไม่ต้องสงสัย มันย่อมเล็ง ถึงภาวะที่หมดความยึดมั่นถือมั่นโดยประการทั้งปวงอีกตาม เคย ; ที่อาตมากล่าวนี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า นับตั้งแต่ประโยชน์ ชั้นต่ำ ๆ เตี้ย ๆ ทีเดียว ขึ้นไป จนถึงประโยชน์ชั้นกลางและชั้น สูงสุดก็ต้องมีแนวอยู่ที่ความไม่ยึดมั่นถือมั่นตลอดสาย. อย่าลืม ว่าคำว่า เอกายนมรรค ที่หมายความว่าทางสายเดียวเท่านั้น ไม่ใช่ทางหลายสาย : สายเดียวโดดเท่านั้นไม่มีสายอื่น คือสาย แห่งความไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้เท่านั้น. ทีนี้อาจจะแปลกหูไป, ต่อไปนี้อาตมาอยากจะให้ท่าน ๓๐๙
น.583 ทั้งหลาย ดูสิ่งทั้งปวงหรือดูธรรมในรูปอีกรูปหนึ่งที่เขาเรียกว่า ภูมิ. ภูมิ แปลว่า ชั้นเชิง หรือระดับ เหมือนกัน. ธรรมหรือสิ่ง ทั้งปวงที่เกี่ยวกับจิตใจ เขาแบ่งเป็นสี่ภูมิ. อันแรกเรียกว่า ภูมิที่ ยังเกี่ยวอยู่กับกาม เรียกว่า กามาวจรภูมิ ; ภูมิต่ำที่สุดก็ หมายถึง ธรรมะหรือความรู้สึกในจิตใจก็ตาม ที่ยังเกี่ยวเกาะอยู่ กับกาม. นี้มันก็ได้แก่ของสัตว์ทั่วไป ทั้งสัตว์มนุษย์ สัตว์เดียรฉาน. สูงขึ้นมาหน่อยเขาเรียกว่า ภูมิที่เกาะเกี่ยวอยู่กับรูปบริสุทธิ์ ไม่มีกาม. เมื่ออย่างแรกหมายถึงความสุขที่เกิดมาจากกามแล้ว อย่างที่สองนี้หมายถึงความสุขที่เกิดมาจากสมาธิที่มีรูปบริสุทธิ์ มันไม่เกี่ยวกับกาม, เอาสิ่งที่มีรูปมาทำสมาธิให้เกิดความสุข แล้ว ก็มาเกี่ยวกับความสุขชนิดนี้ เขาถือหัวใจอย่างนี้ มันสูงกว่า หัวใจที่ไปเกี่ยวเกาะอยู่กับกาม เพราะฉะนั้นจึงจัดเป็นระดับที่สอง มันได้แก่จิตใจของพวก ฤาษี มุนี โยคี ระดับต้น ระดับแรก ลุ่มหลงอยู่ในความสุขที่เกิดจากสมาธิ ; เหมือนบทสวดที่ว่า "เข้าฌานนานนับเดือน ไม่เขยื้อนเคลื่อนกายา จำศีลกินวาตา เป็นผาสุขทุกคืนวัน" ตามหนังสืออ่านเก่า ๆ. "จำศีลกินวาตา" นี้มันก็บอกอยู่แล้วว่ามันไม่ได้เกี่ยวข้องกับกาม. "เข้าฌานนาน นับเดือน" ก็ไม่ได้ไปยุ่งกับกาม แต่มันก็หลงอยู่ได้เหมือนกัน เช่นเดียวกับที่สัตว์ธรรมดา ไปหลงอยู่กับกาม. ภูมิที่สามถัดขึ้นไปอีก เขาเรียกว่า เกาะเกี่ยวอยู่กับ อรูป- บริสุทธิ์ ; อรูป หมายความว่า ไม่มีรูป. พวกนี้เป็น ฤาษี มุนี โยคี ที่สูงขึ้นไปกว่า เพราะสามารถเอาสิ่งที่ไม่มีรูปมาทำสมาธิ เพราะฉะนั้นความสุขมันจึงสูงกว่า ละเอียดกว่า น่าดูกว่า น่าหลง ใหลกว่า. นี่สำหรับนักปราชญ์ไม่ใช่ชาวบ้าน เขาก็หลงใหลอยู่ใน ๓๑๐
น.584 ภูมินี้ ในระดับนี้. ภูมิสุดท้ายเขาเรียกว่า โลกุตตรภูมิ แปลว่า ไม่เกาะเกี่ยว กับโลกเลย ไม่เกาะเกี่ยวกับความสุขเลย เป็นความหลุดพ้น เป็น ความไม่ยึดมั่นถือมั่น เป็นความว่างโดยประการทั้งปวง สาม พวกแรกนั้น มันเกี่ยวพันอยู่กับโลกในระดับต่าง ๆ กัน เพราะฉะนั้น เขาจึงเรียกว่า กามโลก โลกที่มีกาม. รูปโลก โลกที่มีรูปบริสุทธิ์, อรูปโลก โลกที่มีอรูปบริสุทธิ์, นั้นเป็นเรื่องโลก ; อันที่สี่นั้นเป็น โลกุตตระ เหนือโลก. ภูมิ มีอยู่สี่ภูมิดังนี้. สามภูมิแรก เขาเรียก บุถุชน หรือสัตว์ บุถุชน ก็ยังรักยังหวังอยู่ในกิเลสตัณหาทั้งนั้น. อันสุดท้ายนี้เขา เรียก อริย - อริยเจ้า ไม่ใช่บุถุชน ; บุถุชนกับอริยเจ้าต่างกัน อย่างนี้ คือว่าอริยะเจ้าจะไม่หลงในโลก จะไม่เกาะเกี่ยวในโลก แม้ว่าร่างกายเนื้อตัวยังอยู่ในโลก ยังกินอาหาร ยังครองเรือน ยังอยู่กับบุตรภรรยาชั้นต่ำ ๆ พระอริยเจ้าชั้นต่ำ ๆ ยังครองเรือน แต่ถึงกระนั้นจิตใจก็อยู่เหนือโลกกว่าสามพวกแรก คือเตรียม พร้อมที่จะอยู่เหนือโลกโดยเด็ดขาด คือเป็นพระอรหันต์. จิตใจ อยู่ข้างฝ่ายที่จะอยู่เหนือโลกเสียแล้ว แม้ว่าร่างกายนี้จะอยู่ในโลกก็ ตาม ; นี่คำว่าภูมิเขาแบ่งธรรมะหรือความรู้สึกของคนว่าเป็น อย่างนี้. ท่านอาจจะไม่ค่อยเข้าใจ ในคำว่า รูปาวจร กับคำว่า อรูปาวจร ; อาตมาขอยกตัวอย่างว่า คนที่ชอบกามารมณ์นั้นก็ ธรรมดา แล้วคนบางคน ชาวบ้านที่ไม่ชอบกามารมณ์ แต่ชอบ เล่นของเล่นที่ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ แล้วก็หลงใหลยิ่งกว่ากามา- รมณ์อย่างนี้ก็มีเหมือนกัน เพียงแต่มันมีจำนวนน้อย. ทีนี้ ถ้าไปหลง ๓๑๑
น.585 ใหลอยู่ที่นามธรรม เช่น เกี่ยวกับเกียรติ หรือ วิชา ความรู้ การ ค้นคว้า เช่น โปรเฟสเซอร์บางคนหลงการค้นคว้าจนลืมลูกลืม เมีย บางทีก็ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียงไม่ใช่เพื่ออะไร แต่ด้วยความรัก ความหลงในวิชาเท่านั้นเอง ซึ่งนามธรรมอย่างนี้ก็จัดเป็นความ หลงในอรูปธรรมได้เหมือนกัน. นี่เราไม่ยกตัวอย่างถึง ฤๅษี มุนีแล้ว เรายกตัวอย่างคนธรรมดา เพื่อให้เรารู้จักระดับสูงต่ำ ของจิตใจของคนเราในโลก. ทีนี้คนอีกพวกหนึ่งเห็นว่า สิ่ง เหล่านี้ยังสกปรกโสมมบ้าง หรือว่ายังต่ำเกินไป ยังไม่พ้นจาก ทุกข์บ้าง ต้องการจะอยู่เหนือโลกโดยประการทั้งปวง เขาจึงมุ่ง มั่นที่จะไม่มีกิเลสโดยสิ้นเชิง ดับทุกข์สิ้นเชิง หมดอุปาทาน สิ้นเชิง. แม้ในสี่ภูมิหรือสี่พวกที่กล่าวมานี้ อาตมาก็ยังยืนยันว่า ถ้า จะให้ดีให้บริสุทธิ์แล้ว มันก็ต้องเป็นไปในหลักเกณฑ์ที่ว่า ไม่ยึด มั่นถือมั่นเหมือนกัน. ตัวอย่างเช่นในชั้นกามาวจรภูมิ ชาวบ้าน บริโภคกามนี้ ถ้ายึดมั่นกาม มันก็จะต้องฆ่าตัวตายเพราะกาม ฉะนั้นจะต้องมีสติปัญญามายับยั้งความยึดมั่นถือมั่น ให้ถือแต่ น้อย หรือให้ถือความดีเป็นหลัก มันจึงจะไม่ฆ่าตัวตายเพราะกาม ดังที่เป็นกันอยู่โดยมากอย่างน่าสมเพช ; เพราะว่าสัตว์เดียรัจ- ฉานมันก็ยังไม่ทำอย่างนั้น ไม่ฆ่าตัวตายในลักษณะอย่างนั้น แล้วทำไมคนไปฆ่าตัวตายในลักษณะอย่างนั้นมันก็โง่กว่าสัตว์ เดียรัจฉาน, นี่แหละคือโทษของความยึดมั่นถือมั่น เพราะฉะนั้น ขอให้สนใจว่า แม้แต่ในชั้นกามาวจรภูมิ เรื่องโลก ๆ เรื่องชาว บ้านแท้ ๆ ก็ยังต้องให้มีรากฐานของความไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้. เข้า มาเกี่ยวข้องตามสมควร. ๓๑๒
น.586 ทีนี้อาตมาอยากจะให้มองต่อไปถึงในข้อที่ว่า บางที ท่าน ผู้วางหลักเกณฑ์ทางธรรม ก็ได้ถือเอาเกณฑ์ของวัยของอายุเป็น หลัก มีการแบ่งคน หรือแบ่งความรู้สึกในทางจิตใจของคน หรือ ว่าแบ่งธรรมสำหรับคนประพฤติ ไปตามวัย เรียกว่าอยู่ใน ปฐมวัย มัชฌิมวัย ปัจฉิมวัย. ท่านมีหลักว่าเกิดมาทั้งทีต้องเอา ตัวรอดให้ได้ในวัยใดวัยหนึ่ง ในบรรดาวัยทั้งสาม : ถ้าโง่เมื่อ เด็ก ก็ขอให้ฉลาดเมื่อเป็นผู้ใหญ่ ; ถ้าโง่เมื่อเป็นผู้ใหญ่ ก็ขอให้ ฉลาดเมื่อเป็นผู้เฒ่าผู้แก่ ; ให้มันเอาตัวรอดให้ทันได้สักวัยหนึ่ง. การที่แบ่งเป็นสามวัยก็เพราะว่ามันแตกต่างกันเหลือเกิน : อย่างเด็ก ๆ มันต้องการอะไร เราก็เห็นกันอยู่ ; คนพ่อบ้าน แม่เรือนต้องการอะไร เราก็เห็นกันอยู่ ; คุณตา คุณย่า คุณยาย ต้องการอะไรเราก็เห็นกันอยู่ และมันต่างกันเป็นสามวัยอย่าง นี้ ; เพราะฉะนั้นธรรมะที่มีให้ปฏิบัติมันจึงต่าง ๆ กันตามวัย. แต่แล้วอย่างไรก็ตาม ขอให้ดูด้วยสายตาที่ประกอบไปด้วยสติ- ปัญญาเถอะว่า ธรรมสำหรับปฏิบัติทั้งสามวัยนั้น จะต้องมี รากฐานอยู่ที่ธรรมะข้อเดียวกัน คือความไม่ยึดมั่นถือมั่นที่ถูกวิธี อีกนั่นเอง. แม้ในวัยเด็ก ก็ต้องมีสติปัญญา ที่จะไม่ไปยึดมั่นอย่างโง่เขลา มีจิตวุ่นอย่างที่เคยอธิบายให้ฟังมาแล้วในวันก่อนว่า เด็กจะเรียน หนังสือดีก็ต้องมีจิตว่าง ไม่ยึดมั่นตัวกูของกูจัด มันจึงจะจำเก่ง คิดเก่งอะไรเก่ง ; อย่าว่าแต่ผู้ใหญ่เลย. ทีนี้อาตมาจะขยายต่ำลง ไปถึงกับว่าแม้แต่เด็กในครรภ์, ข้อนี้คงจะฟังยากหรืองงกันอยู่ ก็ได้ ; ถ้าเด็กในครรภ์เราต้องหมายความว่า ต้องให้แม่ของเขา ที่อุ้มครรภ์นั้นเป็นคนมีจิตใจประกอบไปด้วยธรรมะที่ไม่ยึดมั่น ๓๑๓
น.587 ถือมั่น แม่นั้นจึงจะไม่ระส่ำระสายทางจิตทางใจ เป็นแม่ที่เยือก- เย็น แล้วลูกที่อยู่ในครรภ์นั้นมันจะได้รับปฏิกิริยา รับผลอันนี้เข้า ไว้บ้างแล้วก็จะเป็นลูกที่มีนิสัยดี มีอุปนิสัยดีในทางที่จะไม่ยึดมั่น ถือมั่น มันจะได้จริงหรือไม่ได้จริงก็ตาม แต่ว่าขอให้มีหลักอย่าง นี้ไว้ก่อนจะ ปลอดภัยกว่าหรือดีกว่า. เพราะว่าถ้าแม่เป็นอยู่ด้วย ความยึดมั่นถือมั่นจัด ในขณะที่อุ้มครรภ์อยู่นั้น มันก็เสื่อมเสียที่ ตัวแม่แล้ว อย่างน้อยสุขภาพก็เสื่อมโทรม เพราะความเผาลนด้วย กิเลสตัณหานั้น ; แล้วเมื่อแม่มีสุขภาพเสื่อมโทรม แล้วลูกใน ครรภ์จะสมบูรณ์ผุดผ่องได้อย่างไร มันจึงมีผลแก่ลูกด้วย ; ฉะนั้น อย่างน้อยเราจัดให้แม่มีความไม่ยึดมั่นถือมั่น คือมีธรรมตาม สมควรแล้วจะมีผลถึงลูกในครรภ์ ; เพราะฉะนั้นเราจึงตั้งต้นนับ แต่ในครรภ์มาทีเดียว สำหรับประถมวัยนี้ ไปจนถึงเด็กวิ่งได้ เด็กหนุ่มเด็กสาวจะต้องรู้จักบังคับตัวเอง ที่เรียกว่า Self Con- trol ข้อนี้จัดอยู่ในพวกความไม่ยึดมั่นถือมั่นถึงจะบังคับตัวเองได้ เพราะมันเป็นเรื่องของการบังคับกิเลสตัณหา ; เพราะฉะนั้นจึง เป็นอันว่าเด็กก็ต้องมีหลักเกณฑ์ที่ไม่ให้เห็นแก่ตัว ให้เป็นไปใน ทางไม่ยึดมั่นถือมั่นตัวกูของกูด้วยเหมือนกัน. ทีนี้ก็มาถึงวัยรุ่นคือ คนหนุ่มคนสาวที่ไม่ได้แต่งงาน นี้ อนุโลมเอาไว้ประถมวัยเหมือนกับเด็ก แต่ต้องบังคับตัวเองมากขึ้น ตามส่วน ชีวิตตอนนี้เป็นตอนที่อยู่ในระยะอันตรายมากสำหรับ คนหนุ่มสาว เพราะฉะนั้นจะต้องรู้จักบังคับตัว อย่าปล่อยให้ไป ตามอำนาจของกิเลสตัณหา ซึ่งเรียกว่าเห็นแก่ตัว มากยิ่งขึ้น ไปอีก. พอมาถึงวัยกลางคนคือรุ่นพ่อบ้านแม่เรือน มันก็ต้องมีธรรม ๓๑๔
น.588 อีกประเภทหนึ่ง เพราะพ่อบ้านแม่เรือนเป็นผู้ที่วิตกกังวล รู้สึก ทนทรมานมากขึ้น นี้มันจะตายเร็ว จะเจ็บป่วยง่าย จะเป็นคน ทุพลภาพทางจิตใจ เพราะฉะนั้นเรายิ่งจำเป็นต้องเพิ่มธรรม ประเภทความไม่ยึดมั่นถือมั่นให้มากขึ้นตามส่วน ตามลำดับ ให้สมกัน จะได้ไม่มีอาการที่น่าสมเพชเวทนามากนัก ให้เป็น เพียงพอดูได้ ; ทีนี้ มาถึงคนเฒ่าคนแก่ ถ้ายึดมั่นถือมั่นแล้วมันงก ๆ เงิ่น ๆ ป้ำ ๆ เป๋อ ๆ มากยิ่งขึ้นไปอีก ฉะนั้นควรจะสดชื่นแจ่มใสอย่าง ของสดชื่นทั้งหลาย ; ให้รื่นเริงมากขึ้นด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่น เป็นคนแก่ที่ยิ้มแล้วเข้าโลงไปได้ก็ยิ่งดี. ทำอย่างไรจะให้คุณย่า คุณตาของเรายิ้มแล้วเข้าโลงไป จะเห็นได้อีกว่าไม่มีธรรมะข้ออื่น นอกจากธรรมประเภทที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นเท่านั้น. ดังนั้นจะเป็น ประถมวัย มัชฌิมวัย ปัจฉิมวัยก็ตาม แนวธรรมทั้งสามวัยจะต้อง อยู่ด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่นอย่างเดียวกัน เราศึกษาพร้อมกันไป ทั้งเรื่องวัย เรื่องธรรม และเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น. ก็จะเข้าใจ ได้ดีว่าธรรม ที่อนุโลมตามวัยนั้นมีอยู่อย่างไร. ธรรมสโมทาน ยังไม่หมดตามที่กำหนดไว้ แต่เวลาได้หมด ลงแล้ว อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ เพราะหมดเวลาเพียง เท่านี้. ๓๑๕
Buddhadasa