Buddhadasa.org

หลักพุทธธรรม (คำบรรยายหลักพระพุทธศาสนาอบรมผู้ช่วยผู้พิพากษา 2505) ตอนที่ ๑๐ — ๑๐. ธรรมสโมธาน (ต่อ)

หลักพุทธธรรม (คำบรรยายหลักพระพุทธศาสนาอบรมผู้ช่วยผู้พิพากษา 2505) — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — หลักพุทธธรรม (คำบรรยายหลักพระพุทธศาสนาอบรมผู้ช่วยผู้พิพากษา 2505) (๑๐ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.590 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย, การบรรยายครั้งสุดท้ายนี้ อาตมาจะได้กล่าวถึงเรื่องที่ ค้างไว้ ที่เรียกว่าการประชุมธรรมะ หรือธรรมสโมทานต่อไป ในครั้งที่แล้วเราได้มาหยุดอยู่เพียง เรื่องเกี่ยวกับวัย, ธรรมะซึ่ง มีหลักจัดวางไปตามลักษณะของวัย และทั้งหมดก็ยังคงเป็น ไปตามหลักที่ไม่ควรจะมีความยึดมั่นถือมั่นด้วยกันทั้งนั้น. ในวันนี้ จะได้กล่าวถึงธรรมที่วางไว้ตามหลักของเพศ, คำว่าเพศนี้ในภาษาบาลี ก็ไม่ได้หมายแต่เพียงว่าเพศหญิง เพศชาย ; คำว่าเพศในที่นี้หมายถึงแบบของการเป็นอยู่ ของการมี ชีวิตก็ได้ เป็น Mode of livnig เพราะฉะนั้นเราจึงมีเพศ บรรพชิต เพศฆราวาส. ในเรื่องอย่างนี้ ขอให้ถือเอาความรู้ ในทางภาษาพร้อมกันไปในตัวด้วย เพราะมันเป็นขนบธรรมเนียม ประเพณีของพุทธบริษัทที่พูดกันอย่างนี้ด้วย. เราก็ควรจะทราบไว้ ว่าในทางธรรมนั้น กว้างไปถึงว่าเพศบรรพชิต หรือเพศฆราวาส อย่างนี้ก็มี ไม่จำเป็นจะต้อง เพศหญิง เพศชายเสมอไป ; และ คำว่าเพศ หรือคำว่า ลิงคะ มีความหมายไปทางอื่นได้อีก ในที่นี้ เราเรียกโดยคำว่า อนาคาริก หรืออาคาริก ; หรือว่าอนาคาริกะ ๓๑๙

น.591 อาคาริกะ ออกเสียงอย่างนี้ก็ได้. อาคาริกะ นี้แปลว่า เป็นไปกับบ้านเรือน, คือมีเหย้าเรือน นั่นเอง ; อนาคาริกะ แปลว่า ไม่มีบ้านเรือน, อนาคาริก ผู้ไม่มี บ้านเรือนนี้ หมายถึงบรรพชิตทุกประเภท จะเป็นในพุทธศาสนา นอกพุทธศาสนา จะเป็นชี เป็นเณร หรือเป็นพระ หรือเป็นผู้อยู่ป่า อยู่วัด ในบ้านอะไรก็ตาม เป็นอนาคาริกทั้งนั้น. อนาคาริกเพศ : คือเพศที่ไม่มีบ้านเรือน, แบบที่ไม่มีบ้านเรือน. ส่วนอาคาริก, หมายถึงมีบ้านเรือน ซึ่งโดยเฉพาะหมายถึงมีคู่ครอง ; เพราะคำ ว่าเรือนมีความหมายอยู่ที่คู่ครองมากกว่าตัวบ้านตัวเรือน, หรือ เพียงการทำไร่ทำนา ถ้าว่าคนออกไปอยู่ป่า แบบสันโดษ ไม่มี คู่ครอง แม้ยังจะต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการปลูกผักเอง ก็ยังจะเรียกว่า อนาคาริกได้ ; เราจึงเห็นได้ว่า คำว่าบ้านเรือนนี้ หมายถึงคู่ ครองมากกว่า. ควรจะเข้าใจความแตกต่างระหว่างเพศบรรพชิตกับเพศ คฤหัสถ์นี้ให้ถูกต้อง บางคนมักเข้าใจเขวไปถึงว่าเป็นของศักดิ์- สิทธิ์แปลกประหลาดอะไรไป ; ความจริงมันก็ไม่แปลกประ- หลาดกว่ากันนัก มันเพียงแต่ช้าหรือเร็วกว่ากัน. ข้อนี้ก็คือว่า เรื่องมันมีอยู่ว่า เราจะต้องทำความดับทุกข์ จะศึกษาชีวิตนี้ให้ เข้าใจ ให้รู้เรื่องของชีวิต เรื่องของกิเลส แล้วก็ดับทุกข์ให้ได้ ; ถ้าอยู่ ไปตามธรรมดาตามประสาชาวบ้านผู้ครองเรือน มันมีโอกาส น้อย เพราะต้องทำมาหากิน เพราะต้องมีปัญหาเรื่องครอบครัว ซึ่งมีหลายคน แล้วจะเอาเวลาไหนมาคิดนึกศึกษาและปฏิบัติ เพื่อดับความยึดมั่นถือมั่น, มันยาก มันช้า มันหนัก ลำบาก ; ก็เกิด มีคนมีความเห็นไปไกลถึงกับว่า สละสิ่งที่รุงรังนี้แล้วเสีย ก็มี ๓๒๐

น.592 โอกาสมาก มีเวลามาก มีกำลังใจมาก ที่จะศึกษาชีวิต, กิเลส และดับทุกข์, และดับความยึดมั่นถือมั่นเสีย เพราะฉะนั้นจึงสมัคร ที่จะไม่มีเรือน ไม่ครองเรือนปัญหามันต่างกันเท่านี้. อย่าลืมว่า ปัญหามันอย่างเดียวกัน คือจะต้องดับทุกข์ที่สูงขึ้น ไปทางจิตทางใจ, พวกหนึ่งอยากจะไปเร็ว ๆ ก็หลีกเท่าที่จะหลีก ได้ ไปสู่ความสะดวก เพราะฉะนั้นจึงเกิดธรรมเนียม เป็น สถาบันขึ้นมาในตัวมันเองว่า : บรรพชิตนี้มีสิทธิที่จะบริโภควัตถุ ปัจจัยที่คนอื่นให้, คือให้อาหาร เครื่องเกื้อกูลแก่ชีวิต ; และ กลายเป็นว่าผู้ให้นั้นได้บุญ ก็เลยกลายเป็นผู้มีอาชีพประหลาด คือเรียกว่า อาชีพอย่างภิกษุ หรืออาชีพอย่างบรรพชิตที่มี อาชีพอยู่เหนือการทำบุญของผู้อื่น อยู่ด้วยการทำบุญของผู้อื่น มันเลยเป็นอาชีพศักดิ์สิทธิ์ ถูกมองเห็นเป็นอาชีพศักดิ์สิทธิ์ไป. ส่วน คนธรรมดายังอยู่กะบ้านกะเรือน ยังมีคู่ครองนี้ ก็ต้องทำมาหากิน เลี้ยงปากเลี้ยงท้องกันไป เพราะฉะนั้นจึงมีหลักที่เป็นสถาบันในตัว มันเองต่อไปว่า บรรพชิตจะกระทำเหมือนฆราวาสไม่ได้ ; เพราะ ฉะนั้นจึงมีกฎเกณฑ์ ที่บรรพชิตจะมีคู่ครองไม่ได้ หรือจะมีการ กระทำบางอย่างเหมือนฆราวาสไม่ได้ ถ้าไปทำเข้าก็หมดสิทธิ์ที่ จะมีชีวิตอย่างบรรพชิต, คือบริโภควัตถุปัจจัย ที่ผู้อื่นบำเพ็ญสละ ให้เป็นบุญเป็นกุศล. หลักอย่างนี้ตรง ๆ กันแทบทุกศาสนาในเครือ เดียวกันในอินเดีย, อย่างในพุทธศาสนานี้ ภิกษุที่กระทำลงไป อย่างชาวบ้าน เช่นการประกอบการกระทำของคนที่อยู่กันเป็น คู่ ก็หมดความเป็นภิกษุ อย่างนี้เป็นต้น. บัญญัติไม่ให้ถือเอาอาชีพ ภิกษุอีกต่อไป คือความสะดวกในการไม่ต้องทำมาหากินด้วยตนเอง บริโภคของที่ผู้อื่นถวาย นี่มันเนื่องกันอยู่อย่างนี้. ๓๒๑

น.593 ตามความมุ่งหมายอันแท้จริง ก็เพื่อจะให้สะดวกในการที่จะ เป็นอยู่ ไม่ต้องลำบากในการมีชีวิตอยู่ แล้วก็ใช้เวลาทั้งหมดนั้น ทำความดับทุกข์ให้ถึงที่สุด แล้วก็ถือว่าเป็นประโยชน์แก่มนุษย์ ทั่วไปด้วย. เพราะมีหลักเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า พวกสมณะ หรือพวก พระอริยเจ้า, หรือพวกพระอรหันต์นั้น เพียงแต่ท่านมีอยู่ในโลก เท่านั้นก็พอแล้ว, เป็นการตอบแทนแก่โลกที่พอแล้ว, แม้ไม่ต้อง พูด แม้ไม่ต้องสอนด้วยปาก, การที่มีอยู่ในโลกนั้น จะช่วยคุ้มครอง โลกได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งหมายถึงการทำให้ดู เป็นตัวอย่างให้ดู มีชีวิตอยู่ให้ดูมากกว่าอย่างอื่น ; ขอให้มีความรู้หรือความเข้าใจ เกี่ยวกับเพศบรรพชิต หรือเพศฆราวาส โดยใจความเป็น อย่างนี้. เรายังจะได้เห็นมากไปกว่านั้นอีกว่า แม้นักการเมือง รัฐบุรุษบางคน สมัครจะมีอาชีพโสด ไม่มีคู่เพราะเขาต้องการจะ ได้ใช้เวลาทั้งหมด เพื่อทำกิจการงานมากกว่าอย่างอื่น ความ มุ่งหมายมันคล้าย ๆ กันอย่างนั้น. ถ้าเขาไม่ต้องเป็นห่วงภรรยา หรือห่วงครอบครัวมากไป จิตใจของเขาก็โปร่ง แล้วมีเวลามากที่ จะคิดจะนึกในเรื่องที่จะทำ เพราะฉะนั้นเพศบรรพชิตหรือเพศ นักบวช, อนาคาริก จึงมีขึ้นในโลกและมีอยู่ในโลก ; เพราะ ฉะนั้นธรรมะก็มีไว้อย่างเหมาะกัน คือ เป็นธรรมที่เป็นไปโดยเร็ว. ส่วน ธรรมะสำหรับฆราวาส. คนครองบ้านครองเรือน ก็เป็นธรรมที่เป็นไปอย่างช้าหรืออย่างเฉื่อยชา เพราะฉะนั้นจึง มีธรรมะอีกประเภทหนึ่ง เกิดขึ้นสำหรับชาวบ้านที่ครองเรือน เรียกว่า คิหิปฏิบัติ. ธรรมประเภทนี้ก็มีอยู่ในพระไตรปิฎก ในรูปของพระพุทธภาษิตด้วยเหมือนกัน แต่ว่ามีน้อยสูตรเต็มที่ ๓๒๒

น.594 เป็นสูตรที่กล่าวถึงพระพุทธองค์โต้ตอบคนที่ไปถามบ้าง ไปถาม ว่าจะประพฤติต่อบุตรภรรยา สามี อย่างไรบ้าง, หรือว่าเห็นเขา ประพฤติต่อบุตรภรรยา หรือสังคม ไม่ถูกเรื่องถูกราว ก็ตรัส พุทธภาษิตเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกไปบ้าง ; นี่ขอให้ท่านไปศึกษา หารายละเอียดจากแบบเรียนที่มีอยู่ทั่วไป เช่น หนังสือนวโกวาท จะมีธรรมหมวดหนึ่ง ซึ่งสำหรับฆราวาสโดยตรงเรียกว่า คิหิปฏิบัติอย่างนั้นอย่างนี้. เราพอที่จะแยกได้ว่า ธรรมพวกนี้ บางทีก็กล่าวไปทางการ สะสมทรัพย์ ว่าจะต้องมีหลักอย่างไรในการสะสมทรัพย์, เช่นมี กล่าวถึงอาชีพของคนดี ของสัตบุรุษว่า จะต้องประกอบอาชีพ อย่างไร, จะต้องเว้นอบายมุขทั้งหกอย่างไร กระทั่งว่า ตระกูลที่ จะเป็นปึกแผ่น มั่นคงในทรัพย์สมบัติ จะต้องประพฤติปฏิบัติ อย่างไร, บางหมวดก็มุ่งแสดงไปในทางที่ครอบครัวจะประพฤติ ต่อกันอย่างไร อยู่เย็นเป็นสุขได้อย่างไร เช่นว่าบุตรจะต้องปฏิบัติ ต่อบิดามารดาอย่างไร บิดามารดาจะต้องปฏิบัติต่อบุตรอย่างไร ต่อญาติในเรือนอย่างไร กระทั่งต่อคนใช้อย่างไร อย่างนี้เป็นต้น. ธรรมบางหมวดก็เล็งไปในทางสังคมว่า จะต้องประพฤติปฏิบัติต่อ คนแวดล้อมข้างเคียงอย่างไร เช่น มิตรสหายเพื่อนบ้านทั่ว ๆ ไป ทั้งอย่างกลาง อย่างสูง อย่างต่ำ และแม้ที่สุดเรื่องที่ช่วยประเทศ ชาติ ทำนองที่เราช่วยประเทศชาติเดี๋ยวนี้ด้วยการเสียภาษีหรือ อะไรทำนองนี้ก็ยังมีกล่าวถึงในธรรมประเภทนี้ แต่เขาเรียกกันใน ภาษาบาลีสมัยนั้นว่า "พลี" , เช่น ราชพลี ก็คือการบริจาคเพื่อ ช่วยชาติ เพราะเขาหมายความกันในครั้งนั้นว่า ช่วยพระราชาคือ ช่วยชาติ นี่เรียกว่าธรรมประเภทคิหิปฏิบัติ สำหรับพวกอาคาริกะ ๓๒๓

น.595 เกี่ยวกับประโยชน์ทางวัตถุในโลกนี้โดยตรง. ทีนี้ก็มีอีกแผนกหนึ่งต่างหากเกี่ยวกับเรื่องที่สูงขึ้นไปกว่า โลกนี้, เป็นพวกโลกหน้า ก็เป็นเรื่องทำบุญให้ทานไปเลย ฆราวาสก็ต้องมีหน้าที่ทำบุญให้ทาน เพื่อประโยชน์แก่โลกหน้า ; ข้อปฏิบัติส่วนนี้มันแฝงกันอยู่กับการเกื้อกูลแก่พวกบรรพชิต อย่างที่กล่าวมาแล้วพร้อม ๆ กันไปด้วย ; เพราะว่าได้สอนให้ ฆราวาสทำบุญเพื่อความสุขในโลกหน้า และแล้วการกระทำนั้น ส่วนมาก มันก็เป็นไปในทางเกื้อกูลแก่บรรพชิตทั้งนั้น โดยถือว่า บรรพชิตเป็นผู้สืบอายุพระศาสนา ; เพราะฉะนั้นให้กำลังแก่ บรรพชิตนั้น เป็นการให้กำลัง เพื่อการสืบอายุพระศาสนา แล้ว ตัวก็ได้บุญเพื่อไปสวรรค์ เขามีความเชื่ออย่างนี้ สำหรับประ- โยชน์อย่างบ้าน ๆ เรือน ๆ เขาเรียกว่าประโยชน์โลกนี้. ต้องจำคำ ว่าประโยชน์โลกนี้หรือ, ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ไว้ด้วย ; สำหรับ ประโยชน์โลกอื่น โลกหน้า หรือโลกอื่น ไม่เกี่ยวกับ โลกนี้นั้น เขาเรียกว่าสัมปรายิกัตถประโยชน์, คือประโยชน์ โลกอื่น ประโยชน์ข้างหน้าโน้น. ขออธิบายเรื่องคำว่า "โลกหน้า" กับคำว่า "โลกอื่น" สัก เล็กน้อย เพราะมันปนกันได้. ตัวหนังสือว่าโลกอื่น ไม่ได้ว่าโลก หน้า แต่เรามาแปลเป็นไทยว่าโลกหน้า ทำให้เข้าใจว่า หลังจาก ตายแล้ว ; ถ้าโลกอื่นไม่ต้องหลังจากตายแล้วก็ได้ มันก็คือโลกนี้ แต่ในสถานะอย่างอื่น ในสภาวะอย่างอื่นก็ได้ เช่นเรื่อง กามโลก รูปโลก อรูปโลก ที่เราเคยพูดถึงกันวันก่อน. ถ้าใครมีจิตใจอย่าง เป็นกามเหมือนคนธรรมดาก็เรียกว่าเขาอยู่ใน กามโลก ; ถ้าเขา มีจิตใจอย่างพรหม คือไม่เยื่อใยในกามแม้แต่นิดเดียว พอใจ ๓๒๔

น.596 ในความสุขที่บริสุทธิ์สะอาดจากกาม ก็เรียกว่าเขาอยู่ใน พรหม- โลก, ทั้งที่เนื้อตัวเขาอยู่ในโลกนี้ นี่มันเล็งที่จิตใจเป็นหลัก. ถ้าจิตใจ ของเขาเป็นอย่างไร แล้วเขาจะรู้สึกแต่สิ่งที่มันเข้ารูปกันกับจิตใจ ของเขาเท่านั้น, มันไม่รู้สึกต่อเรื่องที่แตกต่างกันหรือตรงกันข้าม ; เพราะฉะนั้นแม้มีกามอยู่เต็มโลก คนพวกนั้นมันก็ไม่รู้สึกว่ามี ; มันไปรู้สึกว่ามีแต่รูปฌานบริสุทธิ์, รูปธรรมบริสุทธิ์อะไรอย่างนี้ เพราะมันไม่รับรู้ เมื่อเป็นอย่างนี้ก็เรียกว่าโลกอื่นได้. ก็มีความ หมายว่า นอกจากเรื่องโลกนี้แล้วเรายังมีโลกอื่น คือว่านอกจาก เรื่องหาเงิน หาชื่อเสียง หามิตรสหาย ซึ่งเป็นเรื่องโลกนี้แล้ว เรายังหาความสุขที่สูงขึ้นไป ที่เป็นบุญกุศลที่สูงขึ้นไปได้อีก ประเภทหนึ่ง. ตามหลักธรรมะเราถือว่า เรื่องโลกนี้ ไม่มีอะไรมากไปกว่า ทรัพย์ แล้วก็เกียรติ หรือยศ, แล้วก็ไมตรี ภาษาวัดชอบพูดว่า ทรัพย์ แล้วก็ ยศ แล้วก็ ไมตรี. ทรัพย์ คือเงินทอง ข้าวของวัตถุ สิ่งของ บ้านเรือนที่ดินอะไรก็ตาม เรียกว่าทรัพย์ไปหมด, ยศ หมายถึงเกียรติยศ คุณงามความดี หรือชื่อเสียงก็ตาม ; ไมตรี หมายความว่า ความที่คนอื่นรักเรา คนที่อยู่ต่ำกว่าเรา ก็ผลักดัน เราขึ้นมา คนที่อยู่สูงกว่าเรา ก็ดึงเราขึ้นไป คนที่อยู่ข้างเคียงเรา ก็แวดล้อมเราไว้ให้ปลอดภัย อย่างนี้เรียกว่าไมตรี. ถ้าคนใดหา ได้ครบทั้งทรัพย์ ทั้งยศ ทั้งไมตรี อย่างว่านี้ เขาเรียกว่าคนนั้น ชนะโลกนี้, ใช้คำว่าชนะโลกนี้ โลกนี้เป็นสิ่งที่เขาชนะได้แล้ว ; แต่เขายังไม่ชนะโลกหน้า เพื่อจะให้เขาชนะโลกหน้า เขาก็เลย เลื่อนขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ไปประกอบการกุศล เพื่อจะให้ได้สุขใน โลกอื่น. ๓๒๕

น.597 ทีนี้เรื่องเกี่ยวกับ โลกอื่น ก็มีข้อปฏิบัติอีกระดับหนึ่ง มันจะ เหมือนกันกับโลกนี้ไม่ได้ ; เพราะฉะนั้นจึงได้พูดถึง ศรัทธา- ความเชื่อ, ศีล-การประพฤติดีทางกาย ทางวาจา- และ จาคะ- การบริจาคสิ่งซึ่งควรบริจาค และ ปัญญา -ที่สูงขึ้นไปกว่าเรื่อง ของโลกนี้. นี่ยกตัวอย่างมาสักหมวดหนึ่ง เพื่อให้เห็นว่า มันไม่ใช่ เรื่องหาเงิน ไม่ใช่เรื่องครอบครัว, หรือว่าเรื่องบ้าน ๆ เรือน ๆ แต่ก็รวมไว้ในเพศคฤหัสถ์ เพศชาวบ้าน เพศอาคาริกะ ; เพราะ ฉะนั้นเพศอาคาริกะนี้ จึงมีสองชั้น ประโยชน์โลกนี้อย่างหนึ่ง ประโยชน์โลกอื่นอย่างหนึ่ง. ทีนี้เราก็มาถึง อนาคาริกะ คือเพศบรรพชิต มันก็เลยนั้น ไปอีก, คือว่าจะมัวปฏิบัติอย่างขั้นต่ำ ๆ หรือยั้วเยี้ยอยู่อย่างนี้ไม่ได้ มันเป็นการตัดลัดไปโดยเร็ว ; จึงมีข้อปฏิบัติเป็นเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา ที่สูงขึ้นไป, ที่รัดกุมยิ่งขึ้นไป เพราะได้กล่าวมาแล้วใน ข้างต้นว่า เขาต้องการจะดับทุกข์โดยเร็ว เขาจึงได้ออกจากบ้าน จากเรือน. ที่นี้เราจะพบเรื่องเกี่ยวกับ หน้าที่ ที่เป็นเพศฆราวาส ก็มี หน้าที่ที่จะดำรงครอบครัวอยู่ และทำบุญกุศลด้วยการค้ำจุนเพศ บรรพชิตไว้ให้สืบอายุพระศาสนา. เพศบรรพชิต ก็มีหน้าที่ ที่จะต้องรีบทำหน้าที่ของตัว ในการปฏิบัติให้ตัวเองหมดกิเลส หมดทุกข์ไปโดยเร็ว แล้วก็ทำการช่วยเหลือสั่งสอนผู้อื่น, เพื่อน มนุษย์ ด้วยความเมตตากรุณานี้โดยเร็ว. ข้อนี้เรายอมรับว่า เพศ บรรพชิตจะต้องสอนได้ดีกว่า เพราะว่ามีเวลามากกว่า มีความ ชำนาญมากกว่า มีอะไรมากกว่า จึงมอบให้เป็นหน้าที่ มีหน้าที่ สำหรับสั่งสอน นอกจากจะดับทุกข์ของตัวแล้วก็สอน ๓๒๖

น.598 ไปด้วย ดับทุกข์ได้เท่าไรก็สอนได้เท่านั้น ไม่ถือว่าเป็นการ อวดดี, ซึ่งก็เป็นการสืบอายุพระศาสนาโดยตรง เพศบรรพชิตนี้ มีหน้าที่สืบลัทธิ หรือสืบศาสนานั้น ๆ ไว้โดยตรง ด้วยความ ร่วมมือของเพศฆราวาส ที่ให้อาหาร ให้ปัจจัย สำหรับเพศ บรรพชิตจึงต้องมีอะไรจริงจัง Serious กว่าชาวบ้าน เขาจึง มีคำว่าบวชจริง เรียนจริง ปฏิบัติจริง ได้ผลจริง สั่งสอนกันจริง, นี่เป็นลักษณะที่เป็น Serious กว่าชาวบ้าน แต่ถึงชาวบ้าน ก็เถอะ ถ้าลองใช้หลักนี้ก็ไม่เหลว คือให้มันจริงด้วยเหมือนกัน หมายความว่าเป็นชาวบ้านให้จริง ปฏิบัติให้จริง, เรียนเรื่องของ ชาวบ้านให้มันจริง และก็ปฏิบัติเรื่องของชาวบ้านให้มันได้ผลจริง, เป็นตัวอย่างให้ลูกหลานต่อไปจริง ๆ , แล้วก็สืบมนุษย์ชาติหรือ มนุษย์-ธรรมที่ดีไว้ได้จริง ๆ เหมือนกัน. นี่อาตมาชี้ให้เห็นเป็นสอง เพศ คืออนาคาริกเพศกับอาคาริกเพศ เพราะเชื่อว่าจะเป็น ประโยชน์แก่ผู้ที่จะเป็นผู้พิพากษา ที่จะต้องเข้าใจความมุ่งหมาย หรือความหมายอันแท้จริงของสองคำนี้ เพราะมันอยู่ในขอบเขตที่ จะเกิดเป็นปัญหาขึ้นไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง. ทีนี้ก็มาถึงจุดที่ต้องการจะกล่าว คือว่า แม้ว่าจะต่างกัน ถึงขนาดที่เป็นชาวบ้านกับเป็นบรรพชิต ก็อย่าได้ลืมหลักว่า : ความดับทุกข์นั้น มันยังอยู่ที่ความไม่ยึดมั่นถือมั่น ไปตามเดิม ; ที่เป็นชาวบ้านก็ยึดมั่นถือมั่นน้อยหน่อย ยึดมั่นถือมั่นแต่ในฝ่ายดี และก็ให้น้อยหน่อย เพื่อใจมันจะได้ไม่หนักมาก ; ถ้าไปยึดมั่นมาก มันก็อาจจะถูกมากสำหรับชาวบ้าน แต่มันก็ผิดอยู่สำหรับ หลักธรรมะ คือมันจะมีความทุกข์มากเกินไป. ถ้าชาวบ้านรู้จัก เรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว ก็สามารถจะปฏิบัติให้มีความ ๓๒๗

น.599 ทุกข์น้อยได้พอดูอยู่เหมือนกัน แล้วมันน่าสงสารชาวบ้านที่ไม่รู้ เรื่องธรรมะเสียเลย จึงได้เป็นไปมากถึงกับยึดมั่นถือมั่นฝ่าย เลวฝ่ายต่ำ ไปเห็นของไม่ดีเป็นของดี แล้วท่านก็พบทันที ว่า ปัญหามันเกิดมาจากชาวบ้านพวกนี้เอง ที่ทำให้มีปัญหาจะต้อง วินิจฉัย ตัดสินคดีตามโรงตามศาลไม่รู้จักสิ้นสุด ; เพราะว่า เขาเป็นชาวบ้านไม่เป็น เขาเป็นชาวบ้านไม่ถูก เพราะไม่มีธรรม ของชาวบ้าน ถ้าเขายึดมั่นถือมั่นในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส น้อยหน่อยเขาก็พอจะตั้งตัวได้ ; หรือว่า ถ้าเขามีความรู้ความ ฉลาดสามารถ ถึงกับให้ยึดมั่นถือมั่นน้อยไปกว่านั้นอีก เขาก็ จะมีความสุขมากกว่านั้นอีก. ธรรมะประเภทความไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้ในฝ่ายเถรวาทเรายัง นับว่า คลานต้วมเตี้ยมอยู่มาก, ฝ่ายมหายานเขายังมีอะไรให้ ชาวบ้านไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้มากกว่าพวกเรา. อย่างที่เรียกว่านิกาย เซนนี้ นิยมแพร่หลายไปแม้ในหมู่ฆราวาสที่ครองเรือน เขาก็ ปฏิบัติหลักอย่างเซ็น เพื่อให้จิตว่างได้มากกว่าพวกเรามาก เพราะฉะนั้นเขาจึงเป็นฆราวาสที่ฉลาดในทางจิตใจ ในเรื่องของ จิตใจเขาก็ได้รับผลดี. นี่พิสูจน์ว่าความไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้มันใช้ได้ แก่ฆราวาสในอัตราที่สูงอยู่เหมือนกัน อย่าได้ไปเข้าใจผิด ตามพวกศาลาวัด ซึ่งมักจะพูดว่า เรื่องสุญญตา เรื่องว่าง เรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้มันสูงสุด เป็นเรื่องของพระอรหันต์ โลกอื่นโน้น เป็นคนละเรื่องกับพวกเรา อย่าได้เข้าใจอย่างนั้น. ขอให้เข้าใจเสียใหม่ว่า เรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น ไปอยู่ ที่ไหนแล้วก็เป็นดับทุกข์ที่นั่น. แล้วเมื่อฆราวาสเป็นเหมือนกับ กองไฟอยู่แล้ว จะไปดับทุกข์ที่ไหนกัน มันก็ดับทุกข์ที่กองไฟนั่น ๓๒๘

น.600 แหละ ; มันต้องดับทุกข์ในชีวิตฆราวาสนั่นเอง เพราะฉะนั้น ขอให้สนใจไว้เรื่อย ๆ ไปเถิด ท่านจะพบชีวิตใหม่ที่ แปลก ที่ทุกข์ได้ยาก เป็นทุกข์ได้ ยาก คือทุกข์กะเขาไม่ค่อย เป็น มีแต่ความปรกติสุข. ทีนี้ สำหรับอนาคาริก หรือเพศบรรพชิตนั้น ไม่ต้องสงสัย มันเป็นเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่นโดยเร็ว โดยด่วน และมากขึ้น. ขอให้ เข้าใจหลักเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นว่า มันครอบคลุมไปอย่างนี้ เลย ไม่ยกเว้นที่ไหนเลย, จนกระทั่งเราได้วินิจฉัยกันแล้วว่า แม้แต่เด็ก ๆ ก็ต้องมีหลักไม่ยึดมั่นถือมั่นเท่าที่จะทำได้ คือเห็น แก่ตัวน้อยเท่าที่จะทำได้ ไม่อิจฉาน้อง ไม่อะไรอย่างนี้จนเป็น ผู้ใหญ่เรื่อยไป. หลักเดียวกันทั้งนั้น คือที่เรียกว่าความไม่เห็น แก่ตัว นี่เรียกว่ากลุ่มหนึ่งคือกลุ่มของธรรมที่บัญญัติไปตาม หลักเกณฑ์ของเพศ หรือว่าเอาเพศเป็นหลักเกณฑ์เพื่อจะบัญญัติ ธรรมะจึงมีเป็นหมวด ๆ อย่างนี้ เป็นระดับอย่างนี้. ทีนี้อาตมาจะเลยไปถึงขอบเขตที่กว้างไปกว่านั้น คือเป็น ธรรมที่บัญญัติไปตามรูป เรื่องของนิกาย คำว่า "นิกาย" หมายถึง นิกายสงฆ์ ; คำว่านิกายแปลว่าหมู่, ทีนี้ในที่นี้แคบเข้ามา หมาย ถึงหมู่สงฆ์ และโดยเฉพาะในทางพุทธศาสนาด้วย อาตมาเห็น ว่า ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาควรจะทราบเรื่องของนิกาย หรือ ความหมายของนิกายไว้ตามสมควร. นิกายใหญ่ของพุทธศาสนามีอยู่เพียงสองนิกาย คือนิกายฝ่าย เหนือและฝ่ายใต้ ; ซึ่งมักจะเรียกเป็นคำบาลีว่า ฝ่ายเหนือเรียก อุตตรนิกาย, ฝ่ายใต้เรียกทักษิณนิกาย. ทีนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งก็ ว่า มหายาน กับ หีนยาน มหายานเขาเรียกตัวเขาว่าเป็นยานใหญ่ ๓๒๙

น.601 ยานดี ยานสูง เป็นฝ่ายมหายาน ; แล้วเรียกฝ่ายตรงกันข้ามว่า หีนยาน ยานเล็ก ยานเลว ยานต่ำ คือหมายถึงพุทธศาสนาอย่างใน เมืองเราอย่างเถรวาทที่ทางฝ่ายใต้ถืออยู่ ฝ่ายใต้หมายถึงประเทศ ทางฝ่ายใต้ ทางเอเซียอาคเนย์ทางใต้ลงมา นี่เรียกว่าฝ่ายใต้ : ประเทศ ไทย ประเทศลาว ประเทศเขมร ประเทศพม่า ลังกา ที่เรียกว่า ฝ่ายใต้. พวกมหายานฝ่ายเหนือ ไปทางธิเบต มองโกเลีย จีน ญี่ปุ่นโน่นที่แรกมหายานนั้นก็เกิดขึ้นในอินเดีย แล้วก็ออกไปนอก อินเดียไปทางเหนือ. เถรวาทก็เหมือนกัน ทีแรกก็อยู่ในอินเดีย นั่นแหละ ; แล้วลงมาทางใต้เป็นส่วนใหญ่, ก็เลยเอาภูมิประเทศ ทางภูมิศาสตร์เป็นหลัก, ก็เลยเรียกว่า พวกเหนือ พวกใต้ขึ้นมา. พวกมหายานเขาเรียกพวกใต้นี่ว่าพวกเลวกว่าว่า หีนยาน ; แต่เรา ไม่ยอมรับ ไม่ยอมเรียกอย่างนั้น เราสมัครจะเรียกในทำนอง ที่สวนกลับ คือเรียกพวกเขาว่า อาจาริยวาทแล้วเรียกพวกเราเอง ว่า เถรวาท. คำว่าเถรวาทนี้หมายถึง ปฏิบัติไปตามคำของ พระเถระรุ่นแรกที่เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าโดยตรง ใช้คำว่า พระเถระนี้แก่พระสาวกรุ่นแรกของพระพุทธเจ้าโดยตรง. ทีนี้คำว่า อาจาริยวาท หมายถึงพระอาจารย์ชั้นหลัง ๆ ต่อ มาจากนั้นอีก ; นี่ก็เพราะเหตุว่า หมายความว่า พวกมหายานนั้น เขาเพิ่งจะมีอะไรของเขาขึ้นมาเมื่อไม่นานนี้ ศาสนาล่วงไปถึง หกเจ็ดร้อยปีจึงเกิดพวกมหายานขึ้นเต็มรูป จึงเป็นเรื่องของ อาจารย์ชั้นหลัง เราจึงเรียกพวกเขาว่า อาจาริยวาท-พวกถือ ตามอาจารย์ชั้นหลัง ; แล้วเรียกตัวเองว่า เถรวาท หรือ สถิรวาท-พวกที่ถือเอาตามพระเถระรุ่นแรกของพระพุทธเจ้า ทีเดียว นี่มันเกิดเป็นสองพวกหรือสองนิกายขึ้นอย่างนี้. สำหรับ ๓๓๐

น.602 ความแตกต่างกันระหว่างสองนิกายนี้ มันมีใจความสำคัญอยู่ ตรงที่ว่า ถ้าพูดให้ตรงไม่ลำเอียงกันแล้ว ก็พูดได้ว่า พวกมหายาน เขาเล็งกว้างเกินไปถึงคนทุกคน จนมีหลักว่าจะพาคนทุกคนไปให้ ได้เสียก่อน เขาจึงจะพ้นทุกข์เอง, เลยเกิดอุดมคติขึ้นมาใหม่ เรียกว่าอุดมคติโพธิสัตว์ อุดมคติโพธิสัตว์หมายความว่าจะพาคน ทั้งหมดไป โดยความรักคนทุกคน เพราะฉะนั้นจึงไม่สอนไปใน ทางให้ปฏิบัติโดยเร็วเป็นส่วนตัว สอนปฏิบัติเป็นวงกว้าง ให้พากัน ไปให้หมด จะปฏิบัติได้หรือไม่ได้นั้นมันอีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าอุดมคติ ของเขาเป็นอย่างนั้น. ฝ่ายเถรวาทก็มีอุดมคติไปในทางส่วนตัว เป็นเอกชน ส่วนปัจ เจกชนมุ่งหมายนิพพานโดยเร็ว จึงเรียกว่ามีนิพพานเป็นอุดมคติ ต้องการจะดับทุกข์โดยด่วนโดยเร็ว เหมือนกับว่าไฟไหมศีรษะจะ ดับเดี๋ยวนี้ นี่อุดมคติมันต่างกันอย่างนี้ เป็นเรื่องให้ต่างคนต่างบาก บั่นโดยเร็วไม่ต้องพะวงถึงคนอื่นๆ แต่ส่วนมหายานนั้นมีว่านึกถึง คนอื่นก่อน เขารอดกันหมดแล้วเราจึงรอดทีหลัง เพราะฉะนั้นมัน จะเหมือนกันอย่างไรได้ หลักเกณฑ์มันต้องต่างกันเป็นธรรมดา. ถ้าเราเอาตามพระคัมภีร์ ต่างคนต่างก็มีคัมภีร์ เราก็มีคัมภีร์อย่าง เถรวาท เขาก็มีคัมภีร์อย่างมหายาน ; ทีนี้เราก็ต้องเห็นได้โดย เหตุผลว่า คัมภีร์มหายานเป็นคัมภีร์ที่เขียนขึ้นใหม่ทีหลัง ตามที่ ลัทธินี้พึ่งเกิดทีหลัง นิกายนี้มันเกิดขึ้นทีหลัง มันก็คงมีการเขียน คัมภีร์ขึ้นตามรูปตามอุดมคติของเขา เพราะฉะนั้นถ้าเราไปอ่าน พระไตรปิฎกมหายานแท้ ๆ ก็จะพูดแต่เรื่องอุดมคติโพธิสัตว์ ทั้งนั้น. ทีนี้เราเชื่อและมีเหตุผลเหมือนกันว่า ของเดิมคือตั้งแต่ พระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่จนกระทั่งนิพพานทีเดียว, มีกล่าวไว้อย่าง ๓๓๑

น.603 นี้, ในลักษณะอย่างนี้, ซึ่งไม่มีอุดมคติโพธิสัตว์อย่างนั้น ; มีแต่การ สอนเรื่องการปฏิบัติโดยตรงโดยลัด โดยด่วนโดยเร็ว เพื่อความดับ ไปแห่งความทุกข์โดยเร็วที่สุด นี่ต่างกันอย่างนี้ เพราะฉะนั้น พระไตรปิฎกเถรวาทเรากับพระไตรปิฎกมหายานแท้ ๆ นั้นไม่ เหมือนกันที่ตรงนี้ แต่ก็มีส่วนที่จะพ้องกันเหมือนกันได้อีกมากมาย เหมือนกันในข้อปลีกย่อยหรือคำอธิบายประกอบอย่างอื่นนั้น ; แต่ว่าโดยหัวใจแล้ว มันไม่ตรงกันได้เลย เพราะมันมุ่งสังคมไปเสีย พวกหนึ่ง มุ่งเอกชนไปเสียพวกหนึ่ง แต่ว่าอย่างไรก็ตามจุดหมายปลายทางก็คือต้องการจะให้ ไปที่ดับทุกข์ หรือนิพพาน หรือไม่ยึดมั่นถือมั่นด้วยกันทั้งนั้น เพราะว่าจะดับทุกข์ต้องดับด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่นทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจะ เป็นเถรวาทหรือเป็นมหายานอะไรก็ตาม, ต้องเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่นทั้งนั้น, คือเรื่องสุญญตาทั้งนั้น. ทีนี้มันคงจะเป็นปัญหาเฉพาะหน้าของฝ่ายมหายานนั่นเองว่า เมื่อมุ่งหมายกว้างโอบอุ้มเข้าไว้ทุกคน ข้อปฏิบัติมันก็ต้องปรับปรุง ใหม่หมด ให้เป็นลัดให้เป็นสั้น หรือง่ายที่เหมาะสำหรับทุกคนจะไป นี่มันจึงเกิดหลักปฏิบัติที่เรียกว่า ธยานะ หรือ เซน หรืออะไรขึ้น มา เพราะเป็นของง่ายชนิดที่ใช้แก่คนทุกคน ง่ายจนถึงกับคนไม่รู้ หนังสือปฏิบัติได้ และคนทุกคนรับไปได้ ปฏิบัติไปได้ มันจึง มีความแตกต่างกันอย่างนี้ นี่จึงเรียกว่านิกายที่แท้จริง คือมี หลักธรรมะสำหรับปฏิบัติต่างกัน. ส่วนนิกายอย่างธรรมยุกต์ มหานิกาย อย่างในเมืองไทยนั้น เป็นนิกายหลอก ๆ เป็นนิกายเด็กเล่น เป็นเรื่องของเด็กอมมือที่จะ แย่งประโยชน์ หรือแย่งอะไรกันมากกว่า ไม่ต้องสนใจก็ได้ ๓๓๒

น.604 แต่ถ้าสนใจก็สนใจไปในเรื่องปัญหาทางบ้านเมือง ทางโลก ทาง อะไรไปเลย เพราะนิกายเหล่านี้ มันเกิดมาจากหาประโยชน์ หาชื่อเสียงอะไร เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ความหลุดพ้น เพราะฉะนั้น ไม่ใช่นิกายตามทางธรรม เป็นเรื่องนิกายของการแสวงหา ประโยชน์แก่พวกตัว เป็นตัวกูของกูไปอีกแบบหนึ่ง นิกายของ ธรรมที่จะดับทุกข์สิ้นเชิงนั้นมันอยู่ในรูป เรื่องอย่างที่ว่ามาแล้วคือ นิกายมหายานหรือเถรวาทนี้. นิกายมหายานหรือเถรวาทนี้ พวกหนึ่งเพ่งเล็งสังคม จะ ขนเอาไปหมด ตั้งชื่อใหม่ว่ามหายาน-ยานใหญ่ ยานสูงทีเดียว ส่วนพวกหนึ่งว่ามันผิดธรรมชาติ ไม่อาจที่จะปฏิบัติได้ ก็มุ่งหมาย ที่จะดับทุกข์เฉพาะคน ๆ ดีกว่า. ทีนี้ที่จะมาพูดว่าใครดีกว่าใคร ใครถูกกว่าใคร นี้เราอย่าไปเถียงกันเลย มันอาจจะมีเหตุผลด้วย กันทั้งนั้น ; ทางฝ่ายมหายานก็จะอ้างว่ามีเมตตากรุณา ก็ถูกก็ดี เราก็ว่าช้าเกินไป ขอแต่ว่าให้ทุกคนมาตั้งหน้าทำของตน ๆ เถอะ แล้วมันก็พ้นทุกข์กันหมดทั้งโลกเหมือนกัน จะไปมัวห่วงหน้าห่วง หลังห่วงมึงห่วงกู นั่นแหละมันจะยิ่งช้าโอ้เอ้มากไป มันก็ถูก เหมือนกัน เพราะฉะนั้นต่างฝ่ายต่างถูกก็เลยแยกกันเป็นสองพวก เพราะมันต่างฝ่ายต่างถูกด้วยกัน. แต่เราก็ต้องรู้สึกตัวอยู่ว่า เรานี่อยู่ในพวกที่เขาจัดไว้อยู่ในพวกเถรวาท และพวกโน้นเขา เรียกพวกเราในเมืองไทยว่าหีนยาน คือยานต่ำ ยานเล็ก ยานเลว ด้วยเพราะเรามีหลักเป็นปัจเจกชนอย่างนี้ เขาจึงประณาม ; แล้ว เราก็สวนกลับไปว่า พวกเขาเป็นพวกใหม่ ถือเอาตามมติอาจารย์ ชั้นหลัง ๆ แล้วก็เรียกตัวเองว่าเถรวาท เราไม่อยากเรียกตัวเองว่า หีนยาน ซึ่งเป็นคำประณามที่เขาให้มา. นี่ถ้าถือเอาตามกฎเกณฑ์ ๓๓๓

น.605 ภูมิศาสตร์ เราเป็นพวกฝ่ายใต้ พวกนั้นเป็นพวกฝ่ายเหนือ นี่คือ นิกาย ; แต่แล้วธรรมทั้งสองนิกายนี้ ที่เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ถูกต้อง ตาม authority ของเขาแล้ว ต้องเป็นเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น ทั้งนั้นเหมือนกันตรงนี้ เพราะฉะนั้นขอให้ท่านสนใจในเรื่องของ ความไม่ยึดมั่นถือมั่นว่า เป็นหลักของธรรมะทุก ๆ ประเภท ที่มีอยู่ในพุทธศาสนา ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตน ตามหลักของ นิพพานโดยเร็วทางเถรวาทนี้มันเห็นง่าย. ทีนี้เรามีทางที่จะปรานีประนอมว่า ทางฝ่ายมหายานที่เขาให้ เห็นแก่คนอื่นก่อนนั้น บางทีมันจะเป็นผลดีไปอีกทางหนึ่ง, คือว่า มันเป็นเรื่องของการไม่ให้ยึดตัวเอง แต่ให้ไปเห็นแก่ผู้อื่นทั้งหมด ก่อน. นี้ก็เป็นการไม่ยึดมั่นตัวเหมือนกัน เพราะว่าถ้ายึดมั่นตัวเอง แล้ว มันเห็นแก่ผู้อื่นไม่ได้ จะไปเห็นแก่ผู้อื่นทั้งหมดไม่ได้ ; เพราะ ฉะนั้นบางทีอาจจะเป็นได้ว่า ระบอบปฏิบัติทางมหายานนี้ มันเป็น เคล็ดลับ หรือเป็นกลอุบายอันหนึ่ง ที่ค่อย ๆ ก้าวไปสู่ความไม่เห็น แก่ตัวโดยวิธีที่ฉลาด : คือ ให้เลิกตัวเอง ตัวเดียวนี้เสียก่อน แล้วไปเห็นแก่ตัวทั้งหมด แล้วจากนั้นจึงไม่เห็นแก่ตัวเลย อย่างนี้ก็ได้. นี่เราพูดกันด้วยการปรานีประนอม เลยไม่ต้องตั้งตัว เป็นคู่แข่งขัน หรือเป็นศัตรูกัน เป็นแต่ว่า ต่างฝ่ายต่างใช้อุบาย ที่เหมาะสมแก่สิ่งแวดล้อมของตนก็แล้วกัน. นิกายมันต่างกัน จริง ๆ อย่างนี้ ไม่ใช่ต่างกันแต่ปาก เพียงเพื่อแสวงหาประโยชน์ หรือว่าอวดเคร่งอวดอะไรกัน แต่บางคน บางพวก บางหมู่ บาง คณะ ทั้งที่หลักเกณฑ์มันเหมือนกัน เพราะฉะนั้นการแบ่งนิกายใน ฝ่ายเถรวาทนี้ มันมีอยู่ก็จริง แต่มันไม่ใช่เป็นนิกายโดยแท้ จริง ; เพราะมีพระไตรปิฎกเล่มเดียวกัน อย่างเดียวกัน เหมือน ๓๓๔

น.606 กัน แล้วมันก็มีการปฏิบัติซึ่งรับรองเหมือนกัน อย่างเดียวกัน เสียแต่ว่าบางคน หรือบางคราวไม่อาจจะปฏิบัติเคร่งครัดตามนั้น ได้ ; แต่ก็มิได้หมายความว่า เขาเลิกหลักเกณฑ์อันนั้น เขายังถือ ตามหลักเกณฑ์นั้น เพราะฉะนั้นจึงยังไม่เป็นนิกายอันแท้จริง. นิกายโดยแท้จริงจะต้องแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง มาแต่อุดมคติ มาถึงการปฏิบัติ มาถึงจุดมุ่งหมายปลายทาง ที่สรุปเรียกสั้น ๆ ก็ที่ เรียกว่า ฝ่ายมหายานนั้นมีอุดมคติโพธิสัตว์ ส่วนฝ่ายเถรวาทนี้มี อุดมคตินิพพานโดยเร็ว นี่เรื่องของนิกาย. ทีนี้ อาตมาอยากจะกล่าวถึง สิ่งที่กว้างออกไปกว่านี้อีก คือธรรมของโลกไปเลย ไม่ใช่ในศาสนาไหน ที่เราจะเล็งดูถึง ธรรมะ, หลักธรรมทั้งหลายทั้งปวงในโลกของทุกศาสนา, และลง ไปถึงเรื่องทางจริยธรรม ทางศีลธรรมของในระดับที่ยังไม่ได้จัด เป็นศาสนา ในระดับที่กล่าวแล้ววันแรกที่สุด. นี่เราจะเห็นได้อีก เหมือนกันว่า ถ้าเราดูให้ดีแล้ว ทุก ๆ ศาสนามีลักษณะแห่งความ ไม่ยึดมั่นถือมั่นอยู่ด้วยกันทั้งนั้น ; แต่มันในบางรูปบางลักษณะ และตามมากตามน้อย ตามที่ประจักษ์หรือไม่ประจักษ์เท่านั้นเอง, คือ เราอาจสามารถที่จะแบ่งศาสนาในโลกทั้งหมด จะมีกี่ศาสนา ก็ตาม ว่ามีอยู่สองประเภท : คือ ศาสนาประเภทหนึ่ง กล่าว ถึงแต่เรื่องโลกหรือเกี่ยวกับโลก ดีที่สุดในโลกอย่างโลก ไม่ได้พูด ถึงเรื่องอะไรมากไปกว่านี้ ; แต่ศาสนาอีกพวกหนึ่ง ไปพูดถึง เรื่องเหนือไปกว่านั้น คือเรื่องโลกุตตระ คือยิ่งไปกว่าโลกเหนือ โลก หรือเหนือดี อย่างที่ชาวโลกเขานิยมกัน. ทั้งสองฝ่ายมีอยู่ฝ่าย ละมาก ๆ ศาสนาด้วยกัน ถึงแม้ว่าจะพูดไม่เหมือนกัน แต่หลัก เกณฑ์มันมุ่งหมายที่จะพูดอย่างเดียวกัน คือพูดเรื่องที่ระดับโลก ๓๓๕

น.607 กับระดับเหนือโลก ; เพราะฉะนั้นจึงมีการกล่าวถึงพระเป็นเจ้า หรือการกล่าวถึงสิ่งที่เลยพระเป็นเจ้า หรือไม่กล่าวถึงพระเป็นเจ้า ดีกว่าขึ้นมาเป็นสองฝ่าย. อย่างฝ่ายพุทธศาสนา มุ่งหมายจะกล่าว ถึงสิ่งที่เหนือสิ่งที่โลกเขารู้จัก, คือเหนือความดีความชั่ว เหนือ บุญ เหนือบาป เหนือสิ่งที่มนุษย์ปรารถนากันนัก ; นั่นแหละ อยากจะกล่าว และเรียกว่าเรื่องโลกุตตระ เหนือบุญ เหนือบาป เหนือดี-เหนือชั่ว เหนือสุขเหนือทุกข์ เหนือสวรรค์ เหนืออะไร ไปหมดที่มนุษย์จะนึกถึง เพราะฉะนั้นจึงต้องศึกษาเป็นพิเศษ นี่ก็มีอยู่พวกหนึ่ง. ที่นี้ ศาสนาอีกพวกหนึ่ง จะกล่าวแต่สิ่งที่มนุษย์รู้เห็นอยู่ เป็นประจำ โดยเฉพาะเช่น ศาสนาขงจื๊อ จะเห็นว่าคำพูดทุก อักษรในลัทธิขงจื๊อ จะพูดถึงแต่เรื่องที่มนุษย์มองเห็นได้ทันที ไม่มีเรื่องเหนือโลก แต่ถ้าไปมองดูลัทธิต๋าวที่ถูกต้อง เลยเตลิดไป เป็นเรื่องเหนือโลกที่มนุษย์มองไม่เห็น อยู่ในเมืองจีนด้วยกัน. ลัทธิ ต๋าวของเล่าจื๊อพูดถึงเรื่องที่มนุษย์มองไม่เห็น และเข้าใจไม่ได้ด้วย แต่ลัทธิของขงจื๊อนี้ จะพูดแต่เรื่องที่มนุษย์มองเห็นเท่านั้น อย่างนี้ เป็นต้น. เราเลยได้ลัทธิศาสนานี้ออกเป็นสองประเภท คือ พูดถึง เรื่องที่มนุษย์มองเห็นเท่านั้น ; กับ พูดถึงเรื่องที่มนุษย์ธรรมดา มองไม่เห็น หรือเข้าใจไม่ได้ , แต่แล้วก็ดูให้ดีเถอะว่า ลัทธิอย่าง ไหนก็ตาม ไม่อาจจะหลีกการสอนที่ไม่เห็นแก่ตัวไปได้ มันต้องตั้ง ต้นด้วยการไม่เห็นแก่ตัว แล้วค่อยดับตัวไปตามลำดับ ๆ ; แม้ ว่าศาสนาพวกหนึ่งจะไปหยุดอยู่ที่มีตัวตนที่ดีที่สุด แล้วหยุดอยู่ แค่นั้นเป็นการถาวร เป็นชีวิตนิรันดร ดีไม่มีที่สิ้นสุดอยู่ที่นั่นก็ตาม. ศาสนาพวกหนึ่งเตลิดไปถึงเหนือดี พ้นดีไปเป็นความดับไม่มีอะไร ๓๓๖ ( จ V เ 2

น.608 เหลือ ; จะไปหยุดอยู่แค่ดี มันก็ต้องเรื่องดีอย่างไม่ยึดมั่นถือมั่น มันจึงจะถูกต้อง ไม่มีตัวกูของกูจะยึดมั่นถือมั่น. ส่วนที่เตลิดออก ไปถึงไม่มีตัวตนนั้น มันก็เป็นอันดับตัวตนสิ้นเชิงไปในตัว เพราะ ฉะนั้นศาสนาใดก็ตามที่ถูกต้อง สมควรเป็นศาสนาของโลกแล้ว ต้องขจัดความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น ; บรรเทาความยึดมั่นถือมั่นใน เรื่องตัว เรื่องของตัว เรื่องตัวกู เรื่องของกูนี้ทั้งนั้น จึงจะอยู่กันเป็น ผาสุกไม่เบียดเบียนกัน ; อย่างน้อยที่สุดต้องหมดตัวของตัวไปมี ตัวของพระเป็นเจ้า ไปอยู่กับพระเป็นเจ้า ไปรวมเป็นตัวเดียวกับ พระเป็นเจ้าเสียเลย. นี่มันเป็นเพราะว่าชาวบ้านเหล่านั้น ไม่อาจจะ เข้าใจคำว่า "หมดตัวโดยสิ้นเชิง" ว่าเป็นอย่างไร, มันยากเกินไป ก็เลยสมมติความหมดตัวโดยสิ้นเชิงว่าพระเป็นเจ้า แล้วขอให้ ปฏิบัติตามคำสั่งของพระเป็นเจ้าทุก ๆ คำ. นี่ใครลองไปปฏิบัติตาม คำสั่งของพระเจ้าทุก ๆ คำดูเถอะมันจะเป็นเรื่องไม่เห็นแก่ตัวยิ่ง ขึ้น ไม่เห็นแก่ตัวยิ่งขึ้น ยิ่งขึ้น ๆ จนกระทั่งเห็นแก่เพื่อนมนุษย์ ทั้งหมด โดยไม่ต้องเห็นแก่ตัว แล้วกระทั่งไปอยู่กับพระเป็นเจ้าเสีย เลยเลยลืมตัวไปหมด. การกล่าวอย่างนี้แม้จะเป็นการกล่าวอย่าง สั้น ๆ ลุ่น ๆ แต่อาตมาขอยืนยันว่าเป็นความหมายทั้งหมดของ ศาสนาในโลก. เพราะฉะนั้น ถ้าท่านอยากจะมีศาสนาในโลกทุกศาสนาเป็น ของเราละก็ ถือหลักอย่างนี้ก็แล้วกัน ก็แปลว่าเราถือศาสนาได้ ทุกศาสนา ขอให้มาในรูปที่ถูกต้อง ไม่ต้องรังเกียจศาสนาไหนเลย ; เพราะมันจะมีลักษณะเหมือนกับเข้าแถวเรียงหนึ่งยืนลำดับไหล่ ไม่มีใครผิดได้ เพียงแต่ว่า ไหล่มันสูงต่ำกว่ากัน มันจะกี่ระดับ ไหล่ก็ตามใจ เพราะฉะนั้นเราจึงรับได้ทั้งนั้น ขอให้มันเป็นสิ่ง ๓๓๗

น.609 ถูกต้องบริสุทธิ์ส่งมา อย่ามีคอรัปชั่นให้เป็นศาสนาเดิมแท้ที่ถูก ต้องของพระศาสดานั้น ๆ ก็จะยอมรับได้ทั้งนั้น ; เพราะหลัก อันเดียวกัน คือหลักที่ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ยึดมั่นถือมั่นในเรื่องตัวกู ของกูนี่เอง ไม่มีพระศาสดาองค์ไหนของศาสนาไหนในโลกที่สอน ให้ยึดมั่น ตัวกู ของกู หากแต่ว่าสาวกในชั้นหลัง ทำเสีย ทำผิด ไปแปลความหมายผิดไป อธิบายเอาเองผิด มันจึงเกิดเรื่องที่ ดูคล้ายกับว่า มีตัวกู ของกู. ความเบียดเบียนกันนั้นไม่ใช่ ความมุ่งหมายของพระศาสดาองค์ไหนหมดในโลก แต่เพราะ ตีความหมายผิด หรือเพราะอะไรก็ตาม มันเกิดการเบียดเบียนกัน ขึ้นก็ได้ ; เพราะว่าความหลงในความดีนั่นเอง เป็นเหตุให้ เบียดเบียนกันได้ ; เพราะเหตุความหลงในบุญนั่นเอง เป็น เหตุให้เบียดเบียนกันได้. ถ้าเข้าใจความดี หรือบุญไม่ถูกแล้ว ก็จะกลายเป็นปีศาจที่ดุร้ายขึ้นมาก็ได้ ด้วยการเมาบุญ เมาความดี นั้น เพราะฉะนั้นเราไปทำเล่นกับเรื่องของศาสนาไม่ได้ ขอให้มีจิตใจ ที่ปราณีตละเอียดสุขุมเป็นธรรมสักหน่อย เพื่อจะได้ยึดเอาตัว ศาสนาถูกต้อง แล้วจะจับหัวใจของศาสนาได้ แล้วก็สบาย คือ เดินไปได้โดยง่ายตามหลักของศาสนาซึ่งเป็นความก้าวหน้าทาง จิตทางใจของมนุษย์เรา ที่จะสูงขึ้นไป ๆ ตามลำดับ ๆ ได้อย่างไร. นี้เพื่อจะชี้ให้ท่านทั้งหลายเห็นว่า ศาสนาทุกศาสนาก็มี หัวใจอยู่ที่ ความไม่ยึดมั่นถือมั่น แล้วแต่ว่าจะทำไปได้ถึง ไหน, แล้วไปสุดอยู่แค่ความไม่ยึดมั่นถือมั่นมากน้อยเท่าไร อย่าง น้อยที่สุดก็ต้องให้ลืมตัว ให้ทิ้งตัวให้หมด ไปอยู่กับพระเป็นเจ้า ; ถ้าเลยไปกว่านั้นอีกก็คือ ดับไม่เหลือ แม้ความรู้สึกว่าพระเป็นเจ้า แม้แต่ความคิดว่าพระเป็นเจ้าก็ต้องดับด้วย เป็นความดับไม่เหลือ, ๓๓๘

น.610 นี่มันก็สุดเท่านั้น, ที่สุดของความไม่ยึดมั่นถือมั่นมันมีเพียงเท่านั้น แล้วอยู่ในฐานะที่เรียงลำดับไหล่กันอย่างนี้. ถ้าหากว่าคนในโลก ทุกคนเข้าใจศาสนาของตนถูกต้องแล้ว จะรักกันเหมือนกะคน ๆ เดียวทั้งโลกได้ ; แต่เดี๋ยวนี้ แต่ละคน ๆ ไม่เข้าใจ แม้แต่ศาสนา ของตนอย่างถูกต้องและบริบูรณ์ มันถูกน้อยเกินไป มันจึงรักกัน ไม่ได้. เราอาจจะกล่าวยืนยันได้ว่า พระศาสดาในโลกทุกองค์ไม่ ต้องการให้คนเกลียดกัน แต่สาวกไปแปลความผิดก็ได้ แต่โดยเนื้อ แท้แล้ว พระศาสดาทุกศาสนาจะหวังสันติภาพ และสันติสุขอัน แท้จริง และถาวรของโลก ถ้าจะมีการประณามหรือลงโทษกัน บ้าง ก็เป็นการลงโทษคนทำผิดให้กลับตัวมาสู่ความถูกให้เดิน ไปตามทางถูกไม่ใช่เป็นศัตรู เหมือนกะพ่อแม่รักลูกอย่างนี้ จะเฆี่ยนตีอย่างไรก็เพื่อจะให้มันดีขึ้น เขาว่าเหมือนกะช่างทองตี ทอง ไม่ใช่ตีให้มันตาย แต่ตีให้มันเป็นรูปร่างที่สวยงามขึ้น นี่คืออุดมคติของศาสนาทุกศาสนาในโลก เล็งไปยังความไม่เห็น แก่ตัว ความไม่ยึดมั่นถือมั่นตัวกู ของกู ให้จางลง ๆ จนมีจิต บริสุทธิ์ สะอาดแจ่มใส สงบเย็น. ทีนี้เราได้ใจความทั้งหมดของสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะอยู่ที่ความ ไม่ยึดมั่นถือมั่น แม้ว่าหลักธรรมนั้นจะได้วางหลัก วางกฎเกณฑ์ บัญญัติไว้ในรูปต่าง ๆ กัน โดยเอานั่นเอานี่เอาโน่นเป็นหลักเป็น เกณฑ์บัญญัติ เหมือนกะที่กล่าวมาแล้วสองวันเต็ม ๆ นี่เป็นที่สุด ที่จบของความรู้ทางหลักศาสนา รวมความแล้วอาตมาอยากจะ ฝากไว้ในคำสั้น ๆ ที่เคยเอ่ยถึงในวันก่อนว่า : - “เราจะเป็นมนุษย์ ศูนย์ มนุษย์ Number ๐คือไม่บวก หรือไม่ลบ ไม่ Over ไม่ Under" มนุษย์ Over หรือ Under ๓๓๙

น.611 บวกหรือลบนี้ เพราะมันยึดมั่นถือมั่นทางใดทางหนึ่ง ยึดมั่น ไปทางหนึ่งมันก็เป็นลบ ยึดมั่นไปทางหนึ่งมันก็เป็นบวก มนุษย์ ปรกติที่ถูกต้อง ที่บริสุทธิ์บริบูรณ์ ที่เต็มตามความหมายเดิมของ มนุษย์ หรือเป็นจิตเดิมแท้อะไรทำนองนี้ มันต้องเป็น ศูนย์ ไม่บวก ไม่ลบ ไม่ Over ไม่ Under". ทีนี้ พอมีอะไรเข้ามา ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทาง กายนี้ มันมาปรุง ไม่ Under ก็ Over ไม่เป็นบวกก็เป็นลบ ไม่ยินดี ก็ยินร้าย คือไม่รักก็ต้องเกลียด มันมีอยู่อย่างนี้ ; เพราะนั่นเป็น มนุษย์เกิดใหม่แล้ว ไม่ใช่มนุษย์ศูนย์ ไม่ใช่มนุษย์คนเดิมแล้ว เป็นมนุษย์เกิดใหม่ เป็นมนุษย์บวก หรือมนุษย์ลบ เป็นมนุษย์ Over หรือ Under วันหนึ่ง ๆ คืนหนึ่ง ๆ มันเกิดใหม่อย่างนี้ เกิด ขึ้นกี่ครั้งกี่หน ลองไปคิดดู เพราะฉะนั้นขอกำชับว่า ศูนย์ นั่น แหละคือเต็ม บริสุทธิ์ ไม่ยึดมั่นถือมั่น เพราะฉะนั้นท่านต้อง เป็นมนุษย์นัมเบอร์ ศูนย์ไม่บวกไม่ลบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในขณะที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ ต้องไม่เป็นมนุษย์บวกหรือมนุษย์ลบ มนุษย์ Over หรือ Under แต่ต้องเป็นมนุษย์ ศูนย์ จึงจะมีอะไร ๆ ที่เราต้องการ คือมีอิสรภาพ มีความเป็นธรรม มีความมั่นคง เข้มแข็ง เฉียบขาดลงไปได้อย่างถูกต้อง. ท่านจะศูนย์ ไม่บวกไม่ลบนี้ได้ด้วยอะไร ก็ต้องด้วย ความไม่ยึดมั่นถือมั่น นี่เป็นเรื่องที่สุด คำอธิบายอันสุดท้ายที่จะ เอามาใช้ Apply แก่หน้าที่ของผู้พิพากษา โดยเฉพาะเกี่ยวกับ ความไม่ยึดมั่นถือมั่น. ทีนี้จะขอย้ำสิ่งที่กล่าวมาแล้วอีกสิ่งหนึ่ง ก็คือวิธีที่จะไม่ยึด มั่นถือมั่น จนไปเป็นบวกหรือเป็นลบอีกนั่นเอง เรื่องนี้ได้กล่าวมา ๓๔๐

น.612 แล้ว ไปทบทวนดูเถอะ แต่ที่นี้จะสรุปเท่านั้น จะสรุปก็คือว่า "ไม่หวั่นไหว ไปตามอารมณ์ที่มากระทบ จึงจะเป็นศูนย์อยู่ เสมอ" ถ้าหวั่นไหวก็ต้องเป็นบวก หรือลบ ลบหนึ่ง ลบสอง บวกหนึ่ง บวกสอง บวกสาม ลบสามอะไรก็ตาม ทีนี้ ที่จะไม่ หวั่นไหวไปตามอารมณ์นั้น มันเป็นเรื่องของการรู้เท่าทัน อารมณ์ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสนั้น. ได้มีปัญหายื่นเข้ามาให้อาตมาปัญหาหนึ่งว่า ให้ช่วยอธิบาย เรื่อง ความลับของมิติที่สี่ซ้ำอีกสักครั้งหนึ่งเถิด ขอถือโอกาส อธิบายตอนนี้เลย เพราะว่า นั่นแหละมันเป็นเรื่องใจความสำคัญที่ ทำให้เราหลงในสิ่งที่มากระทบ ทางตา ทางหู หรือทางจมูกจน เป็นบวก หรือเป็นลบ ถ้าเรารู้ความลับของมิติที่สี่ ไม่หลง ไปตามความลวงของมิติที่สี่ แล้วเราจะไม่หลงยึดมั่นอารมณ์จน เป็นบวก หรือเป็นลบ แต่จะเป็นศูนย์อยู่ได้. เรื่องมิติที่สี่นี้ ฟังดูก็แปลกประหลาด หรือแปลกหู เพราะว่า เราประดิษฐ์กันขึ้นเอง แต่มิใช่ประดิษฐ์เอาโดยไร้หลักหรือไร้ เหตุผล มันเป็นความจริงของนักคิดทั่ว ๆ ไป โดยเฉพาะนัก วิทยาศาสตร์ เช่น ไอน์สไตน์ เป็นเจ้าของคำพูดคำนี้ เรื่อง มิติที่สี่นี้ แม้จะอธิบายไว้เป็นอย่างอื่นบ้าง ความมุ่งหมายก็อย่าง เดียวกันกับที่เรากำลังจะพูด ; ข้อนี้หมายความว่า ตามธรรมดา ที่เด็กนักเรียนเรียนกันในโรงเรียน มีแต่สามมิติ คือไปทางตรง ๆ ทางหนึ่ง แล้วก็ไปทางขวางอีกทางหนึ่ง ขึ้นทางบนอีกทางหนึ่ง เรียกว่าสามมิติ คือมีความกว้าง ความยาว แล้วก็ความสูงหรือ ความลึก มันก็สามมิติเท่านั้น ที่มนุษย์จะสัมผัสหรือเกี่ยวข้องด้วย ได้. แต่มิติที่สี่จะเข้ามาอย่างไร มันก็คืออำนาจ หรือกฎเกณฑ์ของ ๓๔๑

น.613 เวลาเข้ามาเกี่ยวข้องกับมิติทั้งสามนั้น ทำให้มิติทั้งสามนั้นแสดง ปรากฏการณ์ออกมาแก่มนุษย์ ในลักษณะที่ต่าง ๆ กัน ตาม กฎเกณฑ์ของเวลา ถ้าเวลาเปลี่ยน ปรากฏการณ์นั้นเปลี่ยน ; ถ้า เวลาเดินกลับ ปรากฏการณ์นั้นกลับตรงกันข้าม เหมือนอย่างว่า ทางตาที่เราเห็นภาพอะไรลงไปว่าเป็นอย่างไร มันต้องเวลา เท่านั้น มันจึงจะรู้สึกว่าเป็นอย่างนั้น ถ้าเวลายืดออกไป หรือหด เข้ามานี้ ความรู้สึกว่าสวย หรือไม่สวยนั้น ก็เปลี่ยนไปตามทันที มันขึ้นอยู่กับเวลาอย่างนี้ ที่เห็นได้ง่ายก็คือเสียงที่เราได้ยินว่า เพราะนี้ก็หมายความว่ามันมี Vibration หรือ Frequency เท่านั้นพันครั้งในเวลาหนึ่งวินาที ถ้าเผอิญมันมี Vibration จำนวนเท่านั้น แต่เวลายืดออกไปเป็นสองวินาที เสียงนั้นจะเป็น เสียงอื่นไปแล้ว ถ้ายืดออกไปเป็นหลายวินาทีแล้ว จะเป็นเสียงที่ฟัง ไม่ได้ หรือน่าเกลียด หรือน่ากลัวหรืออะไรทีเดียว. มิติที่สี่ คือความสัมพันธ์กันกับเวลา Relativity ของเวลา นี้เข้ามาเนื่องอยู่ด้วย มันจึงทำให้มีรูปมีเสียง มีกลิ่น มีรส เป็น อย่างนั้น กลิ่นก็เหมือนกัน พื้นที่ในจมูกของเราที่จะรองรับกลิ่นนี้. สมมติว่าเป็นบริเวณหนึ่งตารางเซนติเมตร นั้นจะต้องมีปลายเส้น ประสาทที่มาคอยรับสิ่งเหล่านี้อยู่ เป็นปริมาณร้อยละเท่านั้น พันอย่างนี้ มันยังไม่พอ มันยังจะต้องจำกัดลงไปว่า หนึ่งวินาที หรือกี่วินาทีด้วย กลิ่นนั้นจึงจะรู้สึก เหมือนดังที่เรารู้สึกว่าหอม หรือว่าเหม็น หรือว่าฉุน หรือว่าอะไรก็ตาม ถ้าเวลายืดแล้ว หอมกลายเป็นไม่หอม หรือหอมน้อย หรือว่ากลายเป็นค่อย ๆ ตรง กันข้ามไปก็ได้ ; ทางรส นี้ก็เหมือนกัน พื้นที่สัมผัสที่ลิ้นปริมาณ เท่านั้น มีประสาทเท่านั้น แล้วรสเข้ามาเข้มข้นเท่านั้น ในเวลา ๓๔๒

น.614 เท่านั้นจึงจะรู้สึกว่าหวาน หรือหวานมาก หรือหวานน้อย หวานนี้ ถ้าย่นเวลาเข้ามา หรือเพิ่มระบบรับของประสาทขึ้น มันจะกลาย เป็นเค็ม เป็นขมไปได้ นี่เรียกว่าความลับของมิติที่สี่เกี่ยวกับ เวลา หรือการกินเนื้อที่ที่เกี่ยวอยู่กับเวลา. เนื้อที่นี้อย่าถือเอาแต่ที่ตาเห็นอย่างเดียว แม้ในที่ลิ้น ที่หู ที่จมูก ก็เกี่ยวกับเนื้อที่ด้วยเหมือนกัน เนื้อที่ที่จะรับสัมผัสเท่าไร แล้วเวลาเท่าไร แล้วสิ่งที่เข้ามากระทบนั้นมีความเข้มข้นเท่าไร. ถ้าเรารู้ความลับของมิติที่สี่ ก็เพียงแต่รู้ว่า มายาของมิติที่สี่เท่านั้น ที่ฟังเป็นเพราะ รสเป็นหวาน กลิ่นเป็นหอม ความสัมพันธ์กันพอ เหมาะของเวลา และการกินที่เกี่ยวแก่มิติทั้งสามนั้น ทำให้ เรารู้สึกในปรากฏการณ์ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย อะไรอย่างนี้ แล้วเราหลงไปตามนั้น เพราะเราไม่ รู้ เราก็คิดว่า หวานก็ของจริง หอมก็ของจริง เหม็นก็ของ จริง มันจริงไปทั้งหมด แล้วก็ยึดถือ ทางหนึ่งน่ารัก ทางหนึ่ง น่าเกลียด แล้วก็กระวนกระวาย. ถ้ารู้ในมิติที่สี่ก็ไม่ไปหลง ในภาพที่สวย ในกลิ่นที่หอมในอะไรเหล่านั้น เพราะมันเป็น เพียงมายา. ที่ว่าเวลาเดินไปข้างหน้า ตามกฎเกณฑ์ปรกติเรารู้สึก อยู่อย่างนี้ ถ้าเวลาเดินกลับมันก็กลับตรงกันข้ามหมด ที่เรา รู้สึกว่าหอม มันก็คือตรงกันข้ามเป็นเหม็น แล้วแต่เราจะ เรียก. หรือว่าความรู้สึกของเราเดี๋ยวนี้ เรารู้สึกว่า น้ำในแม่น้ำ ไหลไปแล้วตลิ่งหยุด เพราะเวลามันเดินไปในทางทำให้หลงใน มิติที่สี่ ในทางเดินไปข้างหน้า ; แต่ถ้าเราสามารถทำให้เวลา เดินกลับ มันก็กลับไปทันทีว่า น้ำก็หยุดอยู่ ตลิ่งก็ไหลไปนี่ความรู้สึก ๓๔๓

น.615 ของเราเป็นมายาอย่างนี้. หรือว่าที่มันง่ายขึ้นมาอีก เรื่องวัตถุง่าย ๆ เช่นว่า เดี๋ยวนี้เรานั่งอยู่ที่นี่ เรารู้สึกว่า ข้างบนนั้นเป็นเพดาน แล้วเป็นข้างบน แล้วข้างล่างนั้นเป็นใต้ถุน นี่คือความหลงไม่ รู้ความลับของมิติที่สี่ แล้วหลง. ความจริงมันสัมพันธ์อยู่กับเวลา หรือการกินเนื้อที่ของโลกนี้เท่านั้น เพราะโลกมันมีความดึงดูด มันคอยจะดูดคนเข้าไปสู่ศูนย์ไส้ของโลก ทำอย่างไร ๆ มันก็คอยแต่ จะพลัดตกไปที่ศูนย์ไส้ของโลกทั้งนั้น ความรู้สึกของเราจึงรู้สึก ว่า ข้างล่าง ที่จะพลัดตกลงไปเป็นล่างอยู่แล้วข้างบนนั้นเป็นบนอยู่ เรื่อย ; ความจริงเดี๋ยวนี้เราอาจจะกำลังห้อยหัวอยู่ก็ได้ ถ้า เรากำลังออกไปอยู่ที่โลกพระจันทร์ หรือโลกอื่น แล้วดูมายังโลกนี้ ประเทศไทยเรากำลังห้อยหัวอยู่ก็ได้ แต่เราไม่รู้สึกว่าเราห้อยหัว เพราะเราจะพลัดตกลงไปยังศูนย์ไส้จุดกลางของโลกทุกทีไปเลย มันจะวิ่งไปทางนั้นทุกที. นี่เราถูกหลอกอย่างร้อยเปอร์เซนต์ เลย ว่าบน กับ ล่าง ; ซึ่งที่จริงมันไม่มีบน และไม่มีล่าง มันมี แต่ถูกถึงดูดอยู่ที่จุดศูนย์กลางของ Sphere หนึ่ง ๆ เท่านั้น. ทีนี้ คนที่สมมติว่าอยู่ที่โลกพระอังคารก็มีอยู่ทุกคนก็ถูกดูดเข้าไปสู่จุด ศูนย์ไส้ตรงกลางของโลกพระอังคาร ล่างของเขาบนของเขาก็ไม่ เหมือนกับของพวกเรา ตรงกันข้ามโดยประการทั้งปวง. นี่ เรียกว่าเรื่องถูกลวงด้วยมายาของ Realtivity of Time and Space ที่เรียกว่าความลับของมิติที่สี่ แต่นี่มันเป็นวิทยาศาสตร์ที่ ยากเกินไปกว่าที่ชาวบ้านทั่วไปจะรู้สึกได้ จึงไม่เอามาพูด มากล่าวถึงกันเลย แต่ความจริงมันมีอยู่อย่างนี้. เราหลงไปตามความรู้สึกตามธรรมดาจึงเห็นนั่นนี่เป็นสวย นั่นนี่เป็นเหม็นเป็นคู่ ๆ เรื่อย ๆ หอม-เหม็น, สวย-ไม่สวย, ๓๔๔

น.616 เพราะ-ไม่เพราะ, หวาน-ขม, อะไรเป็นคู่ตรงกันข้ามเรื่อย เป็น Opposite คู่ตรงกันข้ามอยู่เรื่อย ; นี่คือความลวงของสิ่งที่ เป็นคู่ อาตมาได้อธิบายไว้ละเอียดละออคราวหนึ่ง ในการ บรรยายปีไหนก็ออกจะลืมเสียแล้ว ไปหาอ่านดูก็แล้วกัน ความ ตรงข้ามเป็นคู่ ๆ นี้มันหลอกทั้งสองอย่าง คือมันไม่มีคู่ว่า หอม- เหม็น ว่าสวยว่าไม่สวย ว่าเพราะไม่เพราะ มันอยู่ที่ความหลอก ลวงของมิติที่สี่ทั้งนั้น. ทีนี้ในทางธรรมเราไม่ได้เรียนวิทยาศาสตร์ กัน เราไม่ได้อธิบายด้วยมิติที่สี่ หรืออะไรทำนองนี้ แต่เรา อธิบายไปในรูปอื่นว่า มันจะสวยหรือไม่สวย มันก็เป็นของปรุง แต่งเป็นมายา ไหลเลื่อนไปด้วยอนิจจัง หอมหรือไม่หอมก็ เหมือนกัน เพราะหรือไม่เพราะก็เหมือนกัน หวานหรือขมก็ เหมือนกัน เป็นสังขารที่ปรุงแต่งกันขึ้นมาเปลี่ยนแปร ไหล เรื่อย และเป็นการประจวบเหมาะ ไปตรงกับที่สัตว์เดรัจฉาน หรือสัตว์มนุษย์ก็ตาม มันมีเส้นประสาทอย่างนี้สำหรับรับรส รับกลิ่น แล้วเมื่อถูกกันเข้าพอดีกับความรู้สึกมันก็ชอบเท่านั้นเอง. ถ้าไม่ถูกไม่ตรงไม่พอเหมาะพอดี มันก็รับไม่ได้ มันปฏิเสธ ; แต่ ที่จริงสิ่งที่เรียกว่ารส หรือกลิ่นอะไรนี้มันเป็นแต่เพียงความ แตกต่างกันระหว่างคลื่นเสียงบ้าง คลื่นอากาศบ้างเท่านั้นเอง. ให้พิจารณาดูว่า มันเปลี่ยนแปลงเรื่อย มันไหลไปตามความ เปลี่ยนแปลงเรื่อยแล้วก็ไม่รักแล้วก็ไม่เกลียด คือวางเฉย. ในทาง ฝ่ายศาสนา เราใช้วิธีอธิบายอย่างนี้ ในเมื่อทางวิทยาศาสตร์ใช้ อธิบายอย่างที่ว่า ; แต่เดี๋ยวนี้เป็นสมัยวิทยาศาสตร์ กฎเกณฑ์ ทางวิทยาศาสตร์อย่างนี้ มันออกจะเป็นของพื้นบ้านกลางบ้านเรา จึงเอามาพูดกันบ้าง: เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น และถ้าเราเอาไปพูดกับ ๓๔๕

น.617 นักวิทยาศาสตร์แล้วจะเข้าใจได้ทันที เขาเข้าใจธรรมะเรื่องมายา ของสังขารทั้งปวงได้ด้วยคำพูดเพียงคำเดียวสั้น ๆ ว่า นั่นมันเป็น ความลวงของมิติที่สี่ เพียงแต่พูดว่าเป็นความลวงของมิติที่สี่ เขาก็ รู้ว่า มันเป็นมายาของสิ่งที่มีปรากฏการณ์ต่อตา ต่อหู ต่อจมูก ต่อลิ้น ต่อกายของเรามันเร็วอย่างนี้. ต่อไปคงจะอธิบายธรรมะกันได้ง่ายดายยิ่งขึ้น โดยเร็วยิ่ง ขึ้น ถ้าทุกคนรู้วิทยาศาสตร์กันถึงขนาดนี้ นี่เราก็ต้องทนอธิบายรูป เดิมกันไปก่อน ซึ่งเป็นรูปทางศาสนาแท้ และของคนโบราณ ซึ่งควรจะเห็นอกเห็นใจกันบ้างว่า มันตั้งสามสี่พันปีมาแล้ว เรา ต้องมองไปในรูปกระแสแห่งความไม่เที่ยง ไหลเวียนไปเรื่อย ไม่น่าหลงรัก ไม่น่ายึดมั่นถือมั่น ไปยึดมั่นถือมั่นเข้าแล้ว มันตบ หน้าเอาเลย คือเป็นทุกข์ทันที แล้วเกิดกลัวก็พอแล้ว มันก็หยุดยึด มั่นถือมั่นได้เหมือนกัน. ถ้าเราจะสอนให้ง่ายกว่านั้นอีกก็ได้ เช่นอันนี้มันหวานพอดี เติมน้ำลงไปเสีย น้ำแท้ ๆ ทำไมมันหายหวาน ก็คือมันขยายมิติบาง มิติออกไป มันก็ไม่หวานแล้ว แม้ว่ามิติบางอย่างจะยังคงอยู่ตาม เดิม มิติบางอย่างถูกขยายออกไป มันก็กลายเป็นจืดไปแล้ว, หรือมิฉะนั้นน้ำตาลหวาน ทีนี้ลดมิติบางอันเสีย เคี่ยวให้งวดข้น เข้า ก็เลยขมไปแล้ว ไหม้ไปแล้ว หรือมันเค็มไปแล้ว อย่างนี้เป็นต้น. ที่พอดี ๆ ที่เข้มข้นเข้า ก็เปรี้ยวจนเป็นน้ำกรดไปแล้ว กัดปากกัด คอตายไปเลย นี่คือความลวงของมิติที่เกี่ยวกันอยู่กับอารมณ์ที่ มาสัมผัสกันเข้ากับมนุษย์ ถ้าเรารู้ความจริงเรื่องนี้ เราก็รู้ว่า อ๋อ!เรากำลังหลงไปในมายา ชั่วเวลาเล็กน้อยของมิติ บางมิติโดย เฉพาะของมิติที่สี่นั่นเอง ทีนี้เราก็สงสารตัวเองว่า แหม! มัน ๓๔๖

น.618 หลง หลงอย่างเด็กอมมือ มันควรจะหยุดกันเสียบ้าง ; ที่จะไปเข้า ใจว่า สวย ว่าหอม ว่าอร่อย ว่าไพเราะ ว่านิ่มนวล อย่างนี้ นั่นคือ ความไม่หลงไปตามมิติที่สี่ ; นี่เรียกว่าหลุดออกมาจากความ หลอกลวงของมิติที่สี่ วิมุติหลุดพ้นออกมาจากความหลอกลวงของ อารมณ์ รอดออกมาจากความจับยึดของอารมณ์ ไม่เป็นนักโทษ ของอารมณ์อีกต่อไป. นี่คือธรรมะ และกล่าวได้ว่า ของทุกศาสนา ด้วย ไม่มีศาสนาไหนที่จะสอนให้เป็นทาสของอารมณ์ เราอย่าไป แปลความหมายของท่านให้ผิด. ถ้าหากว่ามีศาสนาไหน หรือคำพูดประเภทที่สอนให้เป็น ทาสของอารมณ์แล้ว อย่าได้ถือว่าเป็นศาสนาเลย แม้แต่คำพูดที่ ว่า Eat drink and be merry, for tomorrow we may die. นี้ ก็อย่าเพ่อไปดูหมิ่นว่า มันมีอะไรเลว หรือผิด, คือว่าให้กินเสีย เดี๋ยวนี้ ร่าเริงเสียเดี๋ยวนี้ ดื่มเดี๋ยวนี้ เพราะว่ารุ่งขึ้นเราอาจจะตาย เขาไม่ได้สอนให้หลงในความกินหรือความดื่มก็ได้ เขาสอนให้ รีบทำอะไรบางอย่างให้ทันแก่เวลาหรือก่อนเวลาก็ได้ บางคน จัดเอาคำสอนว่า Eat drink and be merry ว่าเป็นคำสอนของ โอมาคัยยัม นักปราชญ์ หรือนักคิดชาวเปอร์เซียคนหนึ่ง. พอ เราไปดูเข้าจริงที่ไหนได้ นักคิดคนนี้มีจิตใจเป็นไปในทางที่จะ ล้อเลียนหลักคำสอน ที่เชื่อโลกหน้าหรือเชื่อสวรรค์ หรือเชื่อ พระเจ้าอย่างงมงาย เพราะไปเชื่องมงายอย่างที่สุดดอก เขาจึงเห็น ว่ามันน่าหัวเราะ แล้วน่าล้อเลียน เขาจึงล้อ ถึงขนาดว่า มากิน มาสนุกกันเดี๋ยวนี้เสียดีกว่า เพราะพรุ่งนี้เช้าเราอาจจะตายเสีย ก็ได้ เพราะฉะนั้นโอมาคัยยัมไม่ได้เป็นฝ่ายผิดเลย เพราะไปดู คำสอนอีกหลายพันข้อของเขา มันเป็นอย่างเดียวกันกับของเรา ๓๔๗

น.619 คือรีบถอนตัวออกไปเสียจากความลุ่มหลงเหมือนกัน ; เพราะ ฉะนั้นท่าน อย่าได้ดูถูกดูหมิ่นง่าย ๆ ไปตามคนบางคนพูด พูดละเมอ ๆ ไปอย่างนั้นแหละ เอาความรู้สึกของตัวเป็น ประมาณ แล้วเที่ยวประณามคำพูดคำสอนอย่างนั้นอย่างนี้ ว่าผิด ว่าถูก. เรื่องนี้อาตมาเอาตัวเองเป็นประกัน เพราะว่าเคย ทำผิดมาแล้วสารภาพตรง ๆ อย่างนี้ ทีนี้บอกท่านทั้งหลายว่า อย่าไปทำอะไรลวก ๆ เร็ว ๆ อย่างนั้น ; เราจะได้พบหลักคำ สอนที่ดีทุกชิ้นทุกอันที่มีอยู่ในโลก ในเมื่อเราตั้งหลักอยู่อย่างนี้ ที่เรารับฟังมาจะกลายเป็นดีเป็นถูกไปหมด เราเลยเป็นคนที่มีบุญ ที่สุด มีกำไรที่สุดเพราะเหตุนี้เอง. คำบรรยายทั้งหมดที่บรรยายมานี้ ขอให้มันเป็นประโยชน์ มากในลักษณะอย่างนี้ด้วย : คือในลักษณะที่ท่านทั้งหลายจะ สามารถอยู่ในโลกนี้ด้วยความเป็นสุขที่สุด ไม่ว่าในโลกจะมีกัน กี่ศาสนา จะไม่เป็นปัญหารบกวนยุ่งยาก รบกวนความคิดนึก หรือสติปัญญาของท่านเลย ในเมื่อท่านสะสางมันลงไปด้วย ความรู้ที่ถูกต้องอย่างนี้ มันจะเหลือแต่ศาสนาเดียวในโลก คือความไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวกู ว่าเป็นของกู เพราะ ไปหลงในอารมณ์ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางตา ทางหู ทาง จมูก ทางลิ้น ทางกายนี่ นั่นแหละคือไม่มีศาสนา. พอมีศาสนาขึ้น มาเท่านั้นแหละ จะหยุดหลงในเรื่อง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ไม่เป็นบวก ไม่เป็นลบ, เป็นศูนย์ นั่นคือความสะอาด สว่าง สงบ หรือภาวะของจิตเดิมแท้ ที่เรียกโดยสมมุติ ๆ ว่า จิตเดิมแท้ อย่า ไปยึดมั่นคำพูด มันเป็นคำสมมุติ คือก่อนแต่จะเป็นบวกหรือ เป็นลบนั้นมันเป็นศูนย์. ๓๔๘

น.620 ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ถ้าทำในเวลาอื่นไม่ได้ เวลาที่นั่งอยู่บน บัลลังก์ผู้พิพากษา ขอให้มีจิตศูนย์ ไม่บวกไม่ลบ ไม่มีตัวกู ไม่มี ของกู รู้แต่ว่า หน้าที่เพื่อหน้าที่ คือพิทักษ์รักษาความเป็นธรรม ของโลก ซึ่งอุดมคตินี้ยอมรับกันหมด ทั้งทางศีลธรรม ทางจริยะ- ธรรม ทางศาสนา ทางปรัชญา ทางอะไรก็ตาม ที่มนุษย์จะคิด จะนึกได้. ขอให้เป็นมนุษย์ศูนย์อย่างนี้แล้ว จะถูกต้องหมดทุกหลัก ทุกเกณฑ์ ทุกระบอบระเบียบไปหมด ก็ได้ชื่อว่าเราเกิดมาทีหนึ่ง ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ มีความสุขแท้ที่จริงเป็น Summum Bonum และมีความเต็มเปี่ยมแห่งความเป็นมนุษย์ก็เป็น Summum Bonum และประพฤติหน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่ก็ เป็น Summum Bonum แล้วก็เป็น Good Will อยู่โดยไม่ต้อง เจตนา, คือเป็นผู้มีเจตนาดีต่อชีวิตทั้งหมดโดยไม่ต้องเจตนาดีเหมือน ทำท่าทางว่าเรารัก เราเมตตานี้ ; คนที่มีจิตใจเป็นศูนย์เท่านั้นที่ จะมีจิตใจเป็นเมตตากรุณาต่อคนทั้งปวงจริง นอกนั้นมันตั้งท่าทำ ท่าแสดงละคร act ท่าว่ารัก ว่าเมตตา ว่าเอ็นดู. เราต้องตั้งใจ เป็นศูนย์ เราจึงจะอยู่ในลักษณะที่เป็นพรหมวิหาร เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ไม่ลำเอียงด้วยอคติ แล้วก็ระบุความเป็นธรรม ของโลก หรือของมนุษยชาติออกไปว่าอย่างไร แล้วคดีนั้นก็ถูก พิพากษาไปด้วยธรรมของโลก ไม่ใช่ของเรา. นี่เพราะความที่ เรามีจิตใจสูงอย่างนี้ ว่างจากบวกว่างจากลบ ไม่ Under ไม่ Over ไม่มีตัวกูของกู ที่เป็นเหตุให้เป็นบวกหรือเป็นลบ. นี่สรุปความว่า ในการบรรยายทั้งหมดนี้ เราพูดกันเรื่อง ศีลธรรม มีความรู้สึกดีชั่วผิดชอบไปตามสามัญสำนึกของ สัตว์ ; แล้วเราก็ได้พูดกันถึงจริยธรรม, คือความรู้สึกผิดชอบดี ๓๔๙

น.621 ชั่วในสิ่งที่บัญญัติไป ตามอำนาจของสติปัญญาและเหตุผลทาง ปรัชญา, และในที่สุดเราก็มาถึงศาสนา คือมีทั้งเหตุผล มีทั้ง สามัญสำนึก และพิสูจน์ทดลองอยู่ในตัวมันเองด้วยการประพฤติ อย่างนี้แล้วเป็นทุกข์จริง ด้วยการประพฤติอย่างนี้แล้วเป็นสุข จริง เช่น ไปยึดมั่นถือมั่นเข้าเป็นทุกข์ทันที ไม่ยึดมั่นถือมั่นก็ ไม่ทุกข์ทันที, จนมามีระบบใหญ่โตกว้างขวาง จะบัญญัติอย่างไร ก็ได้ ในรูปไหนก็ได้ แต่มีหัวใจอยู่นิดเดียว จุดเดียวว่า ไม่ยึดมั่นถือ มั่นตัวกู ของกู. การบรรยายทั้งสิบครั้งมีใจความเพียงเท่านี้ เพราะฉะนั้น ขอให้ทบทวนจนให้จับใจความได้ แล้วเข้าใจ แล้วไม่ลืม ท่านอย่าได้ไปหวังพึ่งความจำ ไม่เท่าไรมันก็ลืม จงหวังพึ่งความเข้าใจแล้วมันไม่ลืม แล้วความเข้าใจนั้นมันไป แปรรูป เป็นความเห็นแจ้งด้วยการประพฤติปฏิบัติอยู่เสมอ จนมี Experience ในสิ่งเหล่านี้เป็นนิสัยไปเลย เราก็เลยเป็นคนมี ธรรมเป็นนิสัยโดยไม่ต้องเจตนา โดยไม่ต้อง act ท่า คือมัน มีธรรมะจริง ๆ อยู่ในเนื้อในตัวของจิตของใจของสติปัญญานั้น ; นี่คือความมุ่งหมายของการอบรม เพื่อประโยชน์แก่การที่เรา ซึ่งตามธรรมดาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง เหมือนเขาทั้งหลายใน สากลจักรวาลและอีกส่วนหนึ่งเราได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ ตุลาการ เพื่อพิทักษ์ความเป็นธรรมของโลก. ทั้งสองส่วนนี้ เราก็ ต้องอาศัยธรรมข้อเดียวกันคือ ความไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้วก็จะ ปฏิบัติหน้าที่ ทุกหน้าที่ เกินกว่าสองหน้าที่ก็ได้ ได้อย่างบริสุทธิ์ ผุดผ่อง ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ไม่มีอะไรดีกว่านี้อีกแล้ว ไม่มีอะไรสูงกว่านี้อีกแล้ว ไม่มีอะไรประเสริฐกว่านี้อีกแล้ว และความหมายของสิ่งประเสริฐ ศักดิ์สิทธิ์สูงสุด เช่นคำว่า ๓๕๐

น.622 พระเป็นเจ้า เป็นต้นก็ดี อยู่ที่ตรงนี้ เมื่อเราเข้าถึงความเป็นอย่างนี้ ได้ ก็คือเราเข้าถึงพระเป็นเจ้า หรือเข้าถึงนิพพาน หรืออะไรก็ แล้วแต่จะเรียก. เรื่องที่จะพูดก็ควรจะหมดกันที เพราะได้พูดมาถึงเท่านี้แล้ว อาตมาขอยุติการบรรยาย เพราะหมดเวลาลงเพียงนี้. ๓๕๑

น.623 คำบรรยายหลักพุทธธรรม พระราชชัยกวี (พุทธทาส อินทฺปญฺโญ) บรรยายอบรมผู้ที่จะเป็นผู้พิพากษา ประจำปี ๒๕๐๕ ณ ห้องบรรยายแห่งกระทรวงยุติธรรม ศีลธรรมและหลักพุทธศาสนา ปรัชญาของศีลธรรม สิ่งที่เรียกว่าศาสนา ประโยชน์ของศาสนา หลักสำคัญในพุทธศาสนา ธรรมสโมธาน สำนักพิมพ์สุขภาพใจ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต