Buddhadasa.org

หลักพระพุทธศาสนา และธรรมบรรยายพิเศษ เล่ม 1 ตอนที่ ๑ — ใจความสำคัญของพุทธศาสนา

หลักพระพุทธศาสนา และธรรมบรรยายพิเศษ เล่ม 1 — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — หลักพระพุทธศาสนา และธรรมบรรยายพิเศษ เล่ม 1 (๑๐ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.4 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย หัวข้อที่อาตมาได้รับมอบหมายสำหรับทำการบรรยายอบรม ในที่นี้นั้น เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า คือ "หลักพระพุทธศาสนา, วิธี การปฏิบัติ, และศีลธรรม." จากหัวข้อนี้ เราจะเห็นได้ว่ามีการแยก เป็น พุทธศาสนา และ ศีลธรรม ทั้งสองหัวข้อนี้ กล่าวได้ว่า เป็นวิชาความรู้ที่จำเป็นแก่บุคคลทั่วไปทุกประเภท และจำเป็น แก่บุคคลที่กำลังจะปฏิบัติหน้าที่ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญโดยตรง ของ ตน ทุก ๆ ประเภทด้วย. แต่สำหรับในวันแรกนี้, อาตมาอยากจะชี้ให้เห็น ความแตกต่างในระหว่างของสองสิ่งนี้ เป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้น จึงให้หัวข้อคำบรรยายอบรมในวันนี้ว่า "พุทธศาสนานั้นคืออะไร ?” เพื่อเราจะได้เข้าใจสิ่งที่เรียกว่าพุทธศาสนาให้ชัดเจนเป็นประการแรก. แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังอยากจะทำการเปรียบเทียบในเบื้องต้นในระหว่าง

น.5 สิ่งที่เรียกว่า "ศาสนา" กับ "ศีลธรรม" พอเป็นหลักประกันความ ปนเปฟั่นเผื่อเสียก่อน. พอได้ยินคำว่าศาสนา, ท่านทั้งหลายก็คงจะรู้สึกหรือ สันนิษฐานเอาได้ว่า คำว่า ศาสนามีความหมายเป็นไปได้กว้าง หรือลึกกว่าคำว่า ศีลธรรม. คำว่า ศีลธรรม หมายถึงข้อปฏิบัติ ซึ่งเกี่ยวกับประโยชน์สุขในโลกนี้ในชั้นที่เป็นพื้นฐาน ทั่วไป มากกว่า อย่างอื่น; และศีลธรรมเป็นหลักปฏิบัติที่กล่าวได้ว่ามีอยู่ตรง ๆ กัน ทั่ว ๆ ไปแทบทุกศาสนา. ส่วนคำว่า ศาสนา นั้น หมายถึงระเบียบ วิธีปฏิบัติในขั้นสูง และมีความผิดแผกแตกต่างกันออกไปโดย เฉพาะเป็นศาสนาหนึ่ง ๆ ทีเดียว. ที่เห็นได้ชัด ๆ ง่าย ๆ เราจะเห็น ได้ว่า คำว่า ศีลธรรม ย่อมหมายถึงระเบียบการปฏิบัติเพียงเท่าที่ เราจะเรียกได้ว่าเป็นการทำให้เป็นคนดี เช่น มีศีล มีสัจจะ มีกตัญญู กตเวที มีการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตน หรือคนอื่น ตามหลักที่สังคมทั่ว ๆ ไปต้องการ. แต่เมื่อได้ปฏิบัติครบถ้วนตาม นั้นแล้ว, คือมีศีลธรรมดีแล้ว ปัญหาก็ยังคงมีเหลืออยู่ว่าคนนั้นยัง ไม่พ้นทุกข์ หรือหมดปัญหาที่เกิดมาจากความเกิดแก่เจ็บตาย ยัง ไม่พ้นทุกข์เพราะไม่พ้นจากการเบียดเบียนของกิเลส โดยเฉพาะ คือ

น.6 โลภะ โทสะ โมหะ. อำนาจของศีลธรรมได้สิ้นสุดลงเสียก่อนที่จะ กำจัดโลภะ โทสะ โมหะ ให้สิ้นไปได้ และไม่สามารถจะกำจัด ความทุกข์อันเกิดมาจากความเกิดแก่เจ็บตายเป็นต้นได้; ส่วนขอบ เขตหรือหน้าที่ของศาสนานั้น ยังไปได้ไกลต่อไปอีก: โดยเฉพาะ พุทธศาสนาของเรา ย่อมมุ่งหมายโดยตรง ที่จะกำจัดกิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ ให้สิ้นเชิง หรือดับความทุกข์ทั้งหลายที่จะเกิด เป็นปัญหาขึ้นจากความเกิดแก่เจ็บตายเป็นต้น ให้สูญสิ้นไป. สิ่งที่ เรียกว่าศาสนา ไปไกลกว่าศีลธรรมเช่นนี้ จึงเป็นการชี้ให้เห็นได้ ชัด ๆ ว่า ศาสนากับศีลธรรมนั้น ต่างกันอย่างไร; โดยเฉพาะ พุทธศาสนา ไปได้ไกลกว่าศีลธรรมสากลของโลกทั่ว ๆ ไป อย่างไร. เมื่อเราเข้าใจความแตกต่างระหว่างคำว่า ศาสนา กับคำว่า ศีลธรรม ดังนี้แล้ว เราจะได้สนใจกับสิ่งที่เรียกว่า พุทธศาสนา โดยเฉพาะกันสืบไป. เมื่อตั้งปัญหาว่า พุทธศาสนาคืออะไร, อาตมาอยากจะ ให้คำจำกัดความ หรือบทนิยามที่เหมาะสมแก่ท่านทั้งหลายในที่นี้ ที่สุด ว่า "พุทธศาสนา คือวิชารวมทั้งระเบียบปฏิบัติสำหรับ จะให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร" เท่านั้นเอง. ผู้ที่จำเป็นจะต้องรับการ

น.7 อบรมทางพุทธศาสนาอาจจะเข้าใจว่า ถ้าอย่างนั้นตัวเองก็เป็นผู้ที่ ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรไป ดังนั้นหรือ. อาตมาก็อยากจะยืนยันว่า เรื่องมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ : ถ้าใครรู้ว่าอะไรเป็นอะไรโดยถูกต้อง ครบถ้วนลึกซึ้งถึงที่สุดแล้ว คนนั้นชื่อว่ารู้พุทธศาสนาถึงที่สุดด้วย เหมือนกัน. ขอให้ทำความเข้าใจในคำจำกัดความที่ว่า พุทธศาสนา คือวิชาและระเบียบปฏิบัติสำหรับให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ให้มากเป็น พิเศษ. ที่ได้วางหลักเกณฑ์ ดังนี้ก็เพื่อประโยชน์ที่จะให้ท่านทั้ง หลายเข้าใจพุทธศาสนาได้โดยเร็วหรือโดยง่ายนั่นเอง ไม่ใช่เป็นการ เล่นโวหาร ให้เปลืองเวลา และว่าโดยที่แท้จริงแล้วก็เป็นคำจำกัด ความที่ถูกต้องที่สุด ตามความมุ่งหมายของพระพุทธเจ้าหรือของ พระพุทธศาสนา. คำที่ว่าให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรนั้น มีความหมายลึกซึ้ง มาก. เดี๋ยวนี้ท่านทั้งหลายลองพิจารณาดูว่า เรารู้จักว่าอะไรเป็น อะไรกันหรือเปล่า แม้แต่จะรู้จักว่าตัวของตัวเองนั้นเป็นอะไร ชีวิต นี้คืออะไร การงานคืออะไร หน้าที่หรืออาชีพคืออะไร แม้ที่สุด แต่เงินทองทรัพย์สมบัติ ข้าวของเกียรติยศชื่อเสียงเหล่านี้ คือ อะไรก็ตาม. ถ้าใครกล้ายืนยันว่ารู้ ถึงที่สุด ว่าสิ่งเหล่านี้คืออะไร ก็ลองพิจารณาดูให้ดี ๆ หรือฟังคำอธิบายดูต่อไป ว่าตามความ

น.8 อันแท้จริงแล้ว สิ่งเหล่านี้คืออะไรกันแน่. ถ้าจะกล่าวโดยโวหาร ธรรมะ ว่าใครเป็นผู้รู้ธรรมะแล้ว ก็ต้องกล่าวว่าเขารู้ว่าสิ่งทั้งปวงคือ อะไร, คือถ้าผู้ใดรู้ว่าสิ่งทั้งปวงคืออะไร ผู้นั้นจะเป็นผู้รู้พุทธศาสนา. ถ้ารู้หมดจนสิ้นเชิง ก็เท่ากับว่ารู้ศาสนาหมดจนสิ้นเชิงได้ : เมื่อ เรารู้ว่าอะไรเป็นอะไรจริงๆ แล้ว เราย่อมไม่ปฏิบัติผิดต่อสิ่งทั้งปวง แต่ย่อมจะปฏิบัติถูกต่อสิ่งทั้งปวง. เมื่อปฏิบัติถูกต่อสิ่งทั้งปวงแล้ว ก็เป็นอันแน่นอนว่าความทุกข์จะเกิดขึ้นไม่ได้. เดี๋ยวนี้เรายังไม่รู้จัก สิ่งทั้งปวงถูกต้องตามที่มันเป็นจริง ว่ามันเป็นอะไร เราจึงปฏิบัติผิด ต่อสิ่งทั้งปวงไม่มากก็น้อย ความทุกข์ก็เกิดขึ้นตามส่วน. ตัวอย่าง เช่นไม่รู้จักว่าชีวิตนี้คืออะไร หน้าที่การงานคืออะไร เราย่อม ปฏิบัติผิด ต่อสิ่งเหล่านี้ และความทุกข์ก็ต้องเกิดขึ้นตามส่วนที่ไม่ รู้. การที่รู้ว่าสิ่งทั้งปวงคืออะไร นั้น เป็นเครื่องช่วยให้เราปฏิบัติ ถูกต่อสิ่งทั้งปวงโดยตรง. เมื่อกล่าวถึงการปฏิบัติตามหลักของพระพุทธศาสนา หรือจะเรียกว่าการปฏิบัติพุทธศาสนาก็ตาม ย่อมเป็นการปฏิบัติ เพื่อให้รู้สิ่งทั้งปวงตามที่เป็นความจริงนั่นเอง เพราะว่าถ้าเรา ปฏิบัติจนถึงกับรู้ว่าสิ่งทั้งปวงคืออะไรเสียแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็น จะต้องปฏิบัติอะไรอีกต่อไป. ขอให้ฟังให้ชัดเจนหรือให้ดี ในที่

น.9 ตรงนี้อีกครั้งหนึ่ง ว่าการปฏิบัติของเรานั้น เราปฏิบัติเพื่อให้ รู้ว่า สิ่งทั้งปวงคืออะไร ตามที่เป็นจริงอย่างไร เท่านั้น. ถ้าลงได้รู้ใน เรื่องนี้แล้ว การปฏิบัติก็ไม่จำเป็นอะไรต่อไปอีก. การปฏิบัติอย่างที่ เรียกกันว่าปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา ปฏิบัติกรรมฐานภาวนาอะไร ก็ตาม ทั้งหมดนั้น ล้วนแต่มุ่งผลในที่สุด เพื่อให้รู้ว่าสิ่งทั้งปวง คืออะไร. เมื่อรู้ว่าสิ่งทั้งปวงคืออะไร ก็ย่อมหมายถึงการบรรลุ มรรคผล ชั้นใดชั้นหนึ่ง หรือถึงที่สุด เพราะว่าความรู้นั้นเอง เป็นตัวทำลายกิเลสไปในตัว และเป็นการรู้ผลของการหมด กิเลสไปในตัวด้วย. เมื่อรู้ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอะไร จริง ๆ แล้ว การเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และความหลุดพ้นที่เรียกว่า นิพพิทา วิราคะ และ วิมุติ นั้น ย่อมเกิดขึ้นเองเป็นอัตโนมัติ ไม่ต้องทำความเพียรหรือ ปฏิบัติอะไรต่อไปอีก. เรามีหน้าที่ที่จะทำความเพียรหรือปฏิบัติ ก็แต่ในขั้นที่ว่ายังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรเท่านั้น. โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งก็คือไม่รู้ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. นี่, เป็นการกล่าวตามหลักพระพุทธศาสนา. เมื่อการปฏิบัติกรรมฐาน ภาวนานั้น ได้เป็นไปจนกระทั่งเกิดความเห็นแจ้งสิ่งทั้งปวงเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเด็ดขาด สิ้นเชิงลงไปจริง ๆ แล้ว นั่นย่อม

น.10 ถึงที่สุดของความรู้และการปฏิบัติ เพราะว่าความรู้เช่นนั้นย่อม ทำลายกิเลสเองอยู่ในตัว จนหมดไปในตัว. เราไม่ต้องทำความ พยายามในข้อที่จะให้ความรู้นั้น ทำลายกิเลส, เราพยายามแต่ เพียงให้เป็นความรู้อันนั้นขึ้นมา คือให้เป็นความรู้ที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ถึงที่สุดจริง ๆ เท่านั้น โดยสรุปก็คือ ความรู้ว่าสิ่งทั้งปวงเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั่นเอง. เหมือนอย่างเดี๋ยวนี้ เมื่อเราไม่รู้ว่า ชีวิตนี้ หรือสิ่งทั้งปวงนี้ หรืออะไร ๆ ที่เรากำลังหลงรักใคร่ยินดีนี้ เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้ว ก็หลงรักยินดี ติดพันยึดถือในสิ่ง เหล่านั้น. ครั้นเรารู้จริงตามวิธีรู้ ของทางพระศาสนา คือ ไม่ใช่ รู้อย่างวิธีของโลกๆ, แต่เป็นการรู้ตามวิธีของพุทธศาสนาโดยเฉพาะ จนมองเห็นชัดว่าสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่มี อะไรที่น่าผูกพันตัวเราเข้าไปกับสิ่งนั้น ๆ จริง ๆ แล้ว ก็จะเกิดความ หลุดพ้นจากสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาดังนี้. ฉะนั้น การปฏิบัติจึงเป็นการ ปฏิบัติเพียงเพื่อให้รู้สิ่งทั้งปวงถูกต้องตามที่เป็นจริง คือยิ่งกว่าที่รู้ ๆ กันอยู่ตามธรรมดาโลกหรือตามที่ตนเข้าใจว่ารู้เท่านั้นเอง. อาตมาขอยืนยันคำจำกัดความข้อนี้ ว่าเป็นคำจำกัดความ ที่เพียงพอและเหมาะสมสำหรับท่านนักศึกษาทั้งหลาย จะเอา ไปใช้สำหรับดำเนินการปฏิบัติของตน ด้วยการสืบสาววิธีรู้ และวิธี

น.11 ปฏิบัติ ให้ออกไปจากหลักที่ว่า เราจะต้องรู้ว่าอะไรเป็นอะไรเท่านั้น. ถ้าถามขึ้นเป็นคำถามกลาง ๆ ในที่ทั่วไปว่า ศาสนาคืออะไร ก็มี ทางที่จะตอบได้มากทางด้วยกันจนกระทั่งท่านทั้งหลายฟั่นเฝือ. ตัว อย่างเช่นจะถามไปกลาง ๆ ว่า ศาสนาคืออะไรดังนี้แล้ว, ศาสนา กลุ่มหนึ่ง หรือประเภทหนึ่ง ก็จะตอบว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ส่งมาจาก พระเป็นเจ้า ดังนี้เป็นต้น อันเป็นคำตอบที่มีมากมายในหลายศาสนา ในโลกนี้ ซึ่งนิยมถือกันอย่างนั้น, นิยมตอบอย่างนั้น. แต่สำหรับ พุทธศาสนาแล้ว ไม่มีการกล่าวเช่นนั้นเลย; ความรู้ที่ว่าอะไรเป็น อะไรนี้ จะมาจากใครก็ได้ ถ้าเป็นความรู้ที่ถูกต้อง ว่าอะไรเป็น อะไรและมาจากอะไรจริง ๆ แล้ว ก็เป็นพุทธศาสนาทันที. การที่ จะไปตอบว่าพุทธศาสนาคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้น แทบจะ ไม่มีประโยชน์ เพราะว่าเรายังไม่ได้รับประโยชน์อะไรมากกว่ารู้ว่า เป็นดังนั้นเท่านั้น. ถ้าจะถามว่า ทำไมจึงไม่อ้างบาลีข้อนั้นข้อนี้มา ตอบ เพื่อจะชี้ให้เห็นชัดว่า พุทธศาสนาคืออะไร อาตมาก็อยาก จะตอบว่าคำกล่าวที่ว่าความรู้ว่าอะไรเป็นอะไร นั่นแหละคือใจความ ของพระบาลีหมดทั้งพระไตรปิฎก เพราะเหตุว่า หลักคำสอนของ พระพุทธเจ้าทั้งพระไตรปิฎก ก็ล้วนแต่เป็นการบ่งระบุให้รู้ว่า อะไรเป็นอะไรเท่านั้นเอง, ดังจะได้อธิบายให้เห็นสืบไป :

น.12 ถ้าถือเอาตามหลัก ที่ท่านทั้งหลาย คงจะเคยได้ยินได้ฟังกัน อยู่ทั่วไปแล้วสักอย่างหนึ่งมาอ้างก็ได้ เช่น หลักเรื่อง อริยสัจ ๔ ประการ. อริยสัจข้อที่ ๑ บรรยายเรื่องความทุกข์ที่มีประจำอยู่ในสิ่ง ที่มีชีวิตทั้งปวง, อริยสัจข้อที่ ๒ บรรยายเรื่องมูลเหตุของความทุกข์ ซึ่งได้แก่ความอยากได้ ความอยากมี อยากเป็น และความอยากไม่ ให้มี อยากไม่ให้เป็น อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งรวมเรียกว่าความอยาก, อริยสัจข้อที่ ๓ บอกถึงความจริงที่ว่า ถ้าดับความอยากเสียได้แล้ว ความทุกข์ก็จะต้องดับไปตาม เพราะว่าความทุกข์ย่อมมาจากความ อยาก, อริยสัจข้อที่ ๔ บอกวิธีที่จะดับความอยากเสียให้ได้ด้วยวิธี อย่างไร. เมื่อถือว่าหลักอริยสัจ ๔ ประการนี้ เป็นใจความสำคัญของ พระพุทธศาสนา เราก็ควรจะนำมาเปรียบเทียบกันข้อที่อาตมาได้ยืน ยันว่า คำจำกัดความของพระพุทธศาสนานั้น คือ "วิชา หรือ ระเบียบปฏิบัติที่ให้ รู้ว่าอะไรเป็นอะไร" ดูว่า จะลงรูปลงรอยกันได้ อย่างไรสืบไป. อริยสัจข้อที่ ๑ ที่แสดงว่าสิ่งทั้งปวงเป็นทุกข์ หรือสังขาร ทั้งปวงเป็นทุกข์ นี่ก็คือบอกตรง ๆ ว่า สิ่งทั้งปวงหรืออะไรเป็นอะไร นั่นเอง. คำว่าสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ นั่นก็คือคำตอบที่ว่าสิ่งทั้งปวง เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์. แต่สัตว์ทั้งหลายไม่ทราบ ไม่รู้ ไม่เห็น

น.13 ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นความทุกข์ เพราะฉะนั้น จึงได้มีความอยากอย่างใด อย่างหนึ่งในสิ่งทั้งปวง. ถ้ารู้ว่ามันเป็นความทุกข์ ไม่น่าจะอยาก ไม่น่าจะยึดถือ ไม่น่าจะไปผูกพันตัวเองเข้ากับสิ่งใดแล้ว ก็คงจะไม่ อยาก. นี้เพราะไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรโดยถูกต้องตามความเป็นจริง นั่นเอง จึงได้ไปอยากเข้า คือปฏิบัติผิดต่อความจริงของสิ่งทั้งปวง. แม้ อริยสัจข้อที่ ๒ ที่แสดงว่าความอยากนั้น ๆ เป็นเหตุของความ ทุกข์, สัตว์ทั้งหลายก็ไม่ได้รู้ไม่ได้เห็น ไม่ได้เข้าใจ ว่าความ อยากนี้แหละ เป็นเหตุของความทุกข์ จึงได้พากันอยากนั่น อยาก นี่ ร้อยแปดพันประการ และอยากทุกสิ่งทุกอย่างอยู่โดยไม่เห็น ว่า ความอยากนี้เป็นที่ตั้งของความทุกข์ เป็นที่เกิดของความทุกข์. นี่, ก็เพราะไม่รู้จักตัวความอยากว่าความอยากนั้นคืออะไร. นี้ก็เรียก ว่าไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรอีกนั่นเอง. อริยสัจข้อที่ ๓ ที่แสดงว่านิโรธ หรือพระนิพพาน คือการดับตัณหาเสียให้สิ้น เป็นความไม่มีทุกข์ นั้น, สิ่งที่เรียกว่านิโรธหรือนิพพานนั้น ก็เป็นสิ่งที่สัตว์ทั้งหลายยิ่ง ไม่รู้จักกันใหญ่ มากขึ้นไปอีก ทั้ง ๆ ที่เป็นสิ่งที่อาจจะลุถึงได้ในที่ ทั่ว ๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็หาพบได้ตรงที่มีความอยากและดับ มันเสียได้นั่นเอง. นี่, ก็คือไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร จึงไม่มีใคร ปรารถนาที่จะดับความอยาก หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ก็คือไม่

น.14 ปรารถนาพระนิพพาน เพราะไม่มีความรู้ ว่าอะไรเป็นพระนิพพาน. ที่นี้ก็มาถึง อริยสัจข้อที่ ๔ อันเป็นข้อสุดท้ายที่เรียกว่ามรรค อัน ได้แก่วิธีดับความอยากนั้น ๆ เสีย. ไม่มี ผู้ใดรู้เห็นเข้าใจว่า การ ทำอย่างนี้เป็นวิธีดับเสียซึ่งความอยากหรือทำตนให้ถึงความดับทุกข์; ไม่มีใครสนใจเรื่องอริยมรรคอันมีองค์ ๘ ประการ ซึ่งล้วนแต่เป็น การดับเสียซึ่งความอยาก; นี้, ก็คือว่าไม่รู้จักว่าอะไรเป็นอะไรอีก นั่นเอง; ไม่รู้ จักว่าอะไรเป็นที่พึ่งแก่ตนได้; ไม่รู้จักว่าอะไรเป็นสิ่ง ที่ควรขวนขวายพยายามอย่างยิ่ง; จึงไม่มีใครสนใจกับเรื่องอริย- มรรคอันมีองค์ ๘ ประการของพระพุทธเจ้า ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็น สิ่งที่เลิศ ประเสริฐ ที่สุดในบรรดาวิชาความรู้ ของมนุษย์เราในโลกนี้ หรือโลกอื่น ๆ รวมทั้งเทวโลกอะไร ๆ ด้วยก็ได้ ถ้าหากจะมี. ไม่ มีความรู้อันใดที่จะสูงสุดยิ่งไปกว่าหลักธรรม ที่เรียกว่าอริยมรรคมี องค์ ๘, แต่แล้วก็ไม่มีใครจะสนใจในความรู้ข้อนี้กันนัก เหมือน กัน. นี่แหละ, คือการที่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร อย่างน่าหวาดเสียว; ไม่รู้ว่าอริยมรรคนี้จะดับความทุกข์ให้เด็ดขาดลงไปได้อย่างไร. ทั้งหมดนี้ เราจะเห็นได้ว่า เรื่องอริยสัจ ๔ ประการ นั้น คือความรู้ที่บอกให้เห็นชัดว่าอะไรเป็นอะไรอย่างครบถ้วน นั่นเอง: ในเรื่องความทุกข์นั้น บอกให้รู้ว่าอย่าไปเล่นกับมัน มัน

น.15 จะเป็นความทุกข์เกิดขึ้นมา; และเราก็ไม่รู้ มีคนบอกให้ ก็ไม่เข้า ใจ ยังขืนไปเล่นกับความทุกข์กันอยู่ และมากยิ่งขึ้นจึงเต็มไปด้วย ความทุกข์ ดังนี้แหละ เรียกว่าเป็นความโง่เขลาหรือเป็นอวิชชา เป็นความไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ตามที่เป็นจริง; เพราะมีอวิชชา จึง ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร จึงปฏิบัติผิด ต่ออะไร ๆ ไปทุกอย่าง . แม้จะมี การปฏิบัติถูกบ้าง ก็เล็กน้อยเกินไป และถูกแต่ตามความหมาย ของคนที่มีกิเลสตัณหา ซึ่งถือว่าถ้าได้อะไรมาตรงตามความต้อง การของตนแล้ว ก็ถือว่าเป็นการปฏิบัติถูก, แต่แล้วความทุกข์ก็ยัง เหลืออยู่เต็มไปหมด. เช่นนี้ ตามทางธรรมไม่ถือว่าปฏิบัติถูก ทั้งๆ ที่ชาวโลกเขาจะถือว่า เป็นการปฏิบัติถูกที่สุดก็ตาม ; เพราะฉะนั้นเรา จึงไม่ถือว่า นั่นคือการรู้ที่ถูกต้อง ว่าอะไรเป็นอะไร; ถือเป็นเพียง ความรู้อย่างโลก ๆ และถูกต้องเพียงนิดเดียว แม้อย่างโลก ๆ; ส่วนที่เป็นทางธรรมแล้ว ก็ยังนับว่าไม่รู้อะไรเลยดังนี้. นี้เรียกว่า ถ้าจะพิจารณากันโดยหลักอริยสัจ ๔ ประการ ซึ่งท่านทั้งหลายอาจ ได้ยินได้ฟังกันอยู่ตามปรกติก็ยังจะเห็นได้ชัดว่า พระพุทธศาสนานั้น คือวิชาที่บอกให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร นั่นเอง ดังนี้. ที่นี้ เราจะลองถือเอาหลักบาลี ที่รู้กันโดยมากทั่วไปอีก ข้อหนึ่ง ที่เรียกกันว่า หัวใจพระพุทธศาสนา หรือ พระคาถา

น.16 ของพระอัสสชิ มาเป็นเครื่องพิจารณา. เมื่อพระอัสสชิ ได้พบ กับพระสารีบุตรแต่ก่อนบวช พระสารีบุตรได้ถามถึงใจความของ พระพุทธศาสนา ว่ามีอยู่อย่างไร โดยย่อที่สุด. พระอัสสชิได้ตอบว่า โดยย่อที่สุดแล้ว ก็คือ เย ธมฺมา เหตุปปฺภวา, เตสํ เหตุํ ตถาคโต, เตสญฺจ โย นิโรโธ จ, เอวํวาที มหาสมโณ, เป็นใจความสั้น ๆ เพียงเท่านี้ ถ้าแปลเป็นภาษาไทยเรา ก็ว่า "สิ่งทั้งหลายเหล่าใด เกิดมาแต่เหตุ พระตถาตาเจ้าท่านทรงแสดงเหตุของสิ่งเหล่านั้น พร้อมทั้งแสดงความดับสิ้นเชิง ของสิ่งเหล่านั้น เพราะหมดเหตุ; พระมหาสมณเจ้าตรัสอย่างนี้." นี่, เป็นคำตอบของพระอัสสชิ แต่ ถือกันว่าเป็นหัวใจของพุทธศาสนา ในทุกประเทศที่เป็นพุทธบริษัท ถึงกับมีการจารึกลงในแผ่นอิฐ มาตั้งแต่ครั้งใกล้สมัยพุทธกาล คือ ยุคสมัยพระเจ้าอโศกเป็นต้นมาทีเดียว, เป็นตัวอักษร ๔ บรรทัดนี้ เท่านั้น, ถือกันว่าเป็นคำศักสิทธิ์ ในฐานะเป็นใจความของ พุทธศาสนา. ถ้าเอาตามหลักนี้ ก็กล่าวได้ว่า ใจความของพุทธศาสนา นั้น คือการบอกให้รู้ว่า "สิ่งทั้งปวงนั้น มันมีเหตุปัจจัยปรุง แต่งขึ้นมา, มันดับไม่ได้จนกว่าจะดับเหตุเสียก่อน." แม้ใจ ความสำคัญนี้ ก็เป็นการชี้ให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรนั่นอีกเหมือนกัน คือ

น.17 ป็นการ ชี้ให้รู้ว่า อย่าไปเห็นว่าปรากฏการณ์ อะไร เป็นตัวตนที่ถาวร ไม่มีอะไรที่เป็นตัวตนถาวร มีแต่สิ่งที่เกิดงอกงามออกมาจากเหตุ และงอกงามเจริญต่อไปโดยอำนาจของเหตุ และจะดับไปเพราะความ สิ้นสุดของตัวเหตุ. คำว่าเหตุในที่นี้ หมายถึงสิ่งที่มีอำนาจปรุงแต่ง ซึ่งเราอาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าปัจจัย ก็ได้. สิ่งหนึ่ง ๆ ก็เป็นเหตุ เป็นปัจจัยปรุงแต่งสิ่งอื่น ๆ สืบต่อกันไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏอยู่ ในบัดนี้ หรือปรากฏการณ์ทั้งหลาย ที่ปรากฏอยู่ในโลกนี้ ล้วน แต่เป็นผลิตผลของสิ่งที่เป็นเหตุ ไม่มีตัวมันเองที่เป็นของอิสระตายตัว เป็นแต่ความเลื่อนไหลไป ในฐานะเป็นผลของสิ่งที่เป็นเหตุ ที่ปรุง ทยอยกันมาไม่หยุด. เพราะอำนาจของธรรมชาติมีลักษณะปรุงไม่ หยุดยั้ง สิ่งต่าง ๆ จึงปรุงแต่งกันไม่หยุด และเปลี่ยนแปลงไปไม่ หยุด พุทธศาสนาจึงบอกให้รู้ว่าสิ่งทั้งหลายไม่มีตัวตน มีแต่ความ ที่เหตุปัจจัยปรุงแต่งกันไป และเป็นความทุกข์รวมอยู่ในนั้นด้วย เพราะไม่มีอิสระในตัวเอง ต้องเป็นไปตามอำนาจของเหตุ; จะไม่มี ความทุกข์ ก็ต่อเมื่อหยุดหรือดับ, จะหยุดหรือดับ ก็ต่อเมื่อดับเหตุ ทำเหตุนั้นให้หยุดให้ดับ ไม่ให้มีการปรุงสืบไป. ข้อนี้เป็นการบอก ให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร อย่างลึกซึ้ง อย่างสุดสามารถที่คนเรา หรือ ว่าผู้มีสติปัญญาตามธรรมดาจะบอกได้ นับว่าเป็นหัวใจพุทธศาสนา

น.18 จริง ๆ. การบอกนี้ คือ บอกให้รู้ว่า สิ่งทั้งปวงเป็นแต่เรื่องของมายา คือเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่งกันขึ้นเท่านั้น อย่าไปหลงยึดถือจนชอบหรือ ชังมันเข้า, ทำใจให้เป็นอิสระจากความชอบหรือความชังดีกว่า; เมื่อทำใจ ให้เป็นอิสระ จาก ความชอบ หรือความชัง ในสิ่งทั้งปวง ได้ จริง ๆ แล้ว นั่นแหละ คือการออกมาเสียได้จากอำนาจแห่งเหตุ เป็นการดับเหตุเสียได้ ไม่ทำให้ความทุกข์เกิดได้ เพราะความชอบ หรือความชังอีกต่อไป. ข้อนี้ เห็นได้ว่า หลักหัวใจพระพุทธ- ศาสนานั้น ก็เป็นการชี้ในข้อที่ว่า "อะไรเป็นอะไร" อย่าง ถูกต้องลึกซึ้งที่คนทั่วไปตามธรรมดาไม่เคยได้ยินได้ฟังนั่นเอง อีก อย่างเดียวกัน. อีกทางหนึ่งนั้น อาตมาอยากจะชี้ให้ท่านทั้งหลายสังเกต เห็นสักนิดหนึ่ง ถึงวัตถุประสงค์แห่งการออกผนวชของพระ พุทธเจ้า ว่าท่านออกผนวชจากความสุขในราชสมบัตินั้น โดย พระประสงค์อย่างใด. พระพุทธภาษิตที่ตรัสในข้อนี้ มีอยู่อย่างชัด เจนว่า พระองค์ทรงใช้คำว่า กึ กุสลคเวสี หมายถึงพระองค์ใน ขณะที่เป็นผู้ออกจากเรือน บวชแสวงหาอยู่ว่า "อะไรเป็นกุศล ๆ." ฟังดูให้ดี; ที่พระองค์ทรงออกบวชออกจากบ้านจากเรือน ก็เพื่อ แสวงหาความรู้ที่ว่าอะไรเป็นกุศล ? แต่คำว่า "กุศล" ของพระ-

น.19 องค์ในที่นี้ หมายถึงความรู้ หมายถึงความฉลาด. กุศล แปล ว่า ความฉลาด ในที่นี้หมายถึงความรู้ที่ถูกต้องที่สุด ว่าอะไรเป็น อะไร โดยเฉพาะก็คือว่าอะไรเป็นความทุกข์ อะไรเป็นเหตุให้เกิด ทุกข์ อะไรเป็นความไม่มีทุกข์ อะไรเป็นวิธี ให้ถึงความไม่มีทุกข์ นั้น. นี้เรียกว่า ความฉลาดหรือกุศล เย็นกุศลถึงที่สุด เป็นความ ฉลาดถึงที่สุด อยู่ที่ตรงนั้น. การออกผนวชของพระพุทธเจ้านั้น เป็นการออก แสวงหา ว่าอะไรเป็นความรู้ที่ฉลาดที่สุด ในโลกทั้งปวง; ในที่สุดก็ได้ทรงพบความรู้อันนี้. นี่, เราจะเห็นได้ว่า พระองค์ออก ผนวช เพื่อแสวงหาความรู้ เพื่อให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร; เพราะ ถ้ารู้ว่า อะไรเป็นอะไรอย่างถูกต้องครบถ้วนสิ้นเชิงจริงๆ แล้ว นั้นก็คือ ความฉลาดหรือความรู้ที่ถึงที่สุดดุจกัน; พระองค์จึงทรงออกแสวงหา ความรู้ว่าอะไรเป็นอะไร; ความรู้ว่าอะไรเป็นอะไรที่บริสุทธิ์บริบูรณ์ นั่นแหละ คือ ตัวพุทธศาสนา . ที่นี้ ถ้าจะถือตามที่คนทั่วๆ ไป ได้ยินได้ฟัง โดยเฉพาะที่ คนแก่คนเฒ่าพูดกันติดปาก ก็คือ เรื่องพระไตรลักษณ์ ซึ่ง กล่าวได้ว่าเป็นหลักสำคัญหรือตัวพุทธศาสนาอีกแนวหนึ่งด้วยเหมือน กัน. ไตรลักษณ์ มีเป็นหัวข้อสั้น ๆ ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนันตตา. นี้เป็นหลักพุทธศาสนาที่เราต้องรู้. ถ้าไม่รู้ก็เรียกว่าไม่รู้พุทธศาสนา.

น.20 อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้ คือ การประกาศความจริงออกไปว่า "สิ่ง ทั้งปวงที่มีปัจจัยปรุงแต่งนั้น ไม่เที่ยง, สิ่งทั้งปวงที่มีปัจจัยปรุงแต่ง เป็นทุกข์, สิ่งทั้งปวงทั้งที่ปัจจัยปรุงแต่งและปัจจัยไม่ปรุงแต่งนั้น เป็น อนัตตา." นี้, เป็นหลักพระพุทธศาสนา. นี้ยิ่งเป็นการตอบปัญหา ของคำถามที่ว่า “อะไรเป็นอะไร" เป็นอย่างยิ่ง; ไม่มีอะไรจะยิ่ง ไปกว่านี้แล้ว คือ การบอกให้รู้ว่าสิ่งทั้งปวงเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. ที่ว่าเป็นอนิจจัง ก็คือสิ่งทั้งปวงเปลี่ยนแปลงเรื่อย ไม่มี อะไรเป็นตัวมันเองที่หยุดอยู่ แม้ชั่วขณะ. ที่ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นทุกข์ นั้น หมายถึงข้อที่ว่าสิ่งทั้งปวงมีลักษณะเป็นความทนทุกข์ทรมานอยู่ ในตัวมันเอง, มีลักษณะที่ดูแล้วน่าเกลียดน่าชัง น่าเบื่อหน่าย น่า ระอา อยู่ในตัวมันเองทั้งนั้น. และ ที่ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา นั้น หมายถึงการบอกให้ รู้ว่าบรรดาสิ่งทั้งปวง ไม่มีอะไรที่เราควรจะเข้า ไปยึดถือเอาด้วยจิตใจที่ยึดมั่นเป็นตัวตน หรือเป็นของของตน, ไม่ มีทางจะยึดเอาเป็นตัวตนหรือเป็นของของตนได้เลย; ถ้าไปยึดถือเข้า ก็ต้องเป็นความทุกข์. นี่แหละ, เป็นการบอกให้รู้ ว่าสิ่งทั้งปวงนั้น มันยิ่งกว่าไฟ เพราะว่าไฟนั้น มันลุกโพลง ๆ อยู่ เราเห็นว่าเป็นไฟ ก็ไม่เข้าใกล้; แต่สิ่งทั้งปวงนั้น มันเป็นไฟที่มองไม่เห็นได้ว่าเป็นไฟ

น.21 ราจึงเข้าไปกอดกองไฟกันด้วยความสมัครใจ แล้วก็เป็นทุกข์ตลอด กาล. นี้คือ การบอกให้รู้ว่าสิ่งทั้งปวงคืออะไรเป็นอะไร โดยนัย แห่งพระไตรลักษณ์; นี้ยิ่งเป็นการชี้ให้เห็นชัดได้ว่า พุทธ- ศาสนา คือวิชาหรือระเบียบปฏิบัติที่ทำให้รู้ได้ ว่าอะไร คือ อะไร เท่านั้นเอง. ทีนี้ เมื่อรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว ไม่ต้องสงสัย เราก็จะ ปฏิบัติถูกต่อสิ่งทั้งปวง. การที่เราจะปฏิบัติถูกต่อสิ่งทั้งปวงโดย ที่ยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรนั้น เป็นไปไม่ได้, เพราะฉะนั้น คน จะปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา กรรมฐาน ภาวนาให้ถูกต้อง โดย ไม่หวังผลเป็นความรู้ ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอะไรอย่างไรนั้น เป็นไปไม่ ได้; เป็นความเขลาอย่างยิ่ง. เราจะต้องปฏิบัติเพื่อให้รู้ว่า สิ่งทั้งปวง เป็นอะไร แล้วเราจึงจะรู้ว่าสิ่งนั้นประกอบอยู่ด้วยประโยชน์ หรือว่า จะเป็นคุณประโยชน์แก่เราได้อย่างไร. เมื่อได้ก้าวมาถึงหลักที่ว่า เราต้องรู้ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอะไร และเราจะต้องปฏิบัติอย่างไร จึงจะตรงต่อกฎธรรมชาติธรรมดาของ สิ่งทั้งปวงที่เป็นอยู่จริง ๆ ดังนี้แล้ว หลักในพระบาลีมีอยู่อีกพวก หนึ่ง หรือส่วนหนึ่ง ที่เป็นคำตอบของปัญหาข้อนี้สืบไป, ได้แก่ กฎหรือหลักที่เรียกว่า โอวาทปาติโมกข์. คำว่า โอวาท

น.22 ปาฏิโมกข์ แปลว่าประธานหรือหัวหน้าของคำสอนทั้งหมด, หรือ จะแปลว่าคำสอนที่เป็นประธานของคำสอนทั้งหมด อย่างนี้จะดีกว่า. โอวาทปาติโมกข์ มีอยู่ ๓ ข้อ สั้นๆ คือการไม่ทำ ความชั่วทั้งปวง, การทำความดีให้เต็มที่ให้ครบถ้วน, และการทำ จิตให้บริสุทธิ์ สะอาด ปราศจาก ความเศร้าหมองโดยประการทั้งปวง. นี้เป็นหลักสำหรับปฏิบัติต่อสิ่งทั้งปวง ให้ถูกต้องตามที่สิ่งทั้งปวงเป็น จริงอยู่อย่างไร. เมื่อรู้ว่าสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา หรือว่าสิ่งทั้งปวงเป็นสิ่งที่ยึดถือเอาไม่ได้ ไปหลงใหลด้วยไม่ได้ เราต้องปฏิบัติ ต่อสิ่งทั้งปวง ในลักษณะที่ถูกต้องด้วยความระมัดระวัง, คือ เว้นจากการทำชั่วทั้งปวง ที่หมายถึงการละโมบโลภลาภ ด้วยอำนาจของกิเลส ที่อยากทำชั่ว เพราะไม่รู้ว่าสิ่งทั้งปวงนั้น ไม่ น่าหลงใหลเลย, ไม่น่าไปลงทุนทำเอามาด้วยการฝืนศีลธรรมหรือ ฝืนขนบธรรมเนียมต่าง ๆ เพื่อไปทำความชั่ว. อีกทางหนึ่งนั้น ให้ ทำแต่ความดี ตามที่บัณฑิต สมมติตกลงกันว่าเป็นความดี. ทั้ง สองขั้นนี้ ไม่ต้องสงสัย ท่านทั้งหลายย่อมจะทราบได้เองเป็นอย่าง ดีว่า เป็นแต่เพียงขั้นศีลธรรมหรือระเบียบปฏิบัติทั่วไปที่จะต้อง ประพฤติเพื่อความเป็นอยู่อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นผาสุกกัน อย่างโลก ๆ และทั่ว ๆ ไป เป็นส่วนใหญ่. ส่วนข้อที่สาม ที่มี

น.23 ๒๐. หลักพระพุทธศาสนา เล่ม ๑ หลักอยู่ว่า ให้ทำจิตให้บริสุทธิ์หมดจด จากเครื่องเศร้าหมอง โดยประการทั้งปวงนั้น นั่นแหละ เป็น ตัวใจความสำคัญ หรือ เป็นตัวพุทธศาสนาโดยตรง . การทำจิตให้บริสุทธิ์สะอาด ปราศจากสิ่งเศร้าหมอง นั้น หมายความว่าทำจิตให้เป็นอิสระเหนือสิ่งทั้งปวง. ถ้าจิตใจยัง ไม่เป็นอิสระจากอำนาจครอบงำของสิ่งทั้งปวงแล้ว จะเป็นจิตใจที่ สะอาดบริสุทธิ์ไปไม่ได้เลย. จิตใจที่จะเป็นอิสระจากสิ่งทั้งปวง นั้น ต้องมาจากความรู้ที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรถึงที่สุดเสมอไป; ถ้ายังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว ก็จะต้องไปหลงรักหลงชังอะไร หรือมิอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้, แล้วจะมี ความเป็นอิสระได้อย่างไรกัน. คนเรามีความรู้สึกตามธรรมดาอยู่ สองอย่างเท่านั้น คือรักกับเกลียด ชอบกับชัง, หรือพอใจกับไม่พอใจ, ถ้าเรียกอย่างภาษาบาลีก็เรียกว่าอภิชฌาและโทมนัส. คนเราเมื่อ มองสิ่งทั้งหลายไม่ว่าสิ่งใด ด้วยความยึดถือของบุถุชนตามปรกติ ทั่ว ๆ ไปแล้ว จะเกิดความรู้สึกขึ้นไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งในสอง อย่างนี้ คือ อภิชฌา หรือ โทมนัส. อภิชฌา ก็พอใจอยากจะได้. โทมนัส ก็คือความไม่พอใจ แม้ว่าสิ่งนั้นยังไม่เคยทำอะไรให้เป็น ที่ขัดใจตัวมากไปกว่าการกีดขวางเกะกะรำคาญตา มาขวางหน้า

น.24 ขวางตา ทำให้เกิดความรำคาญแม้แต่นิดหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นโทมนัส. นี่, เป็นลักษณะธรรมดาของการที่จิตของคนเรา ตกเป็นทาสของ อารมณ์ไม่เป็นอิสระแก่ตัวเองเลย. เมื่ออารมณ์ในโลกมีมากเหลือ จะนับ คนเราก็เป็นทาสของอารมณ์มากเหลือจะนับ. ความไม่รู้ว่าอารมณ์หรือสิ่งทั้งปวงนั้นคืออะไร, ซึ่งรวม ความแล้วก็คือ ความไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรนี่เอง ทำให้เกิด ความรู้สึกขึ้นมาเป็นความชอบหรือไม่ชอบ พอใจหรือไม่พอใจ อย่างที่เรียกว่าอภิชฌาหรือโทมนัส. ความพอใจ หรือที่เรียกว่า อภิชฌาในที่นี้ มีลักษณะที่จะรวบอะไร ๆ เข้ามาหาตัว. ส่วนความ ไม่พอใจหรือ โทมนัส นั้น มีลักษณะที่จะปฏิเสธหรือผลักไสอะไร ๆ ออกไปเสียจากตัว. ขอให้กำหนดความหมายให้กว้าง ๆ อย่างนี้ อย่ามุ่งเอาแต่เพียงเรื่องรักหรือกำหนัด ที่เป็นกิเลสตัณหาทางกามา- รมณ์อย่างเดียว, แม้ที่ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ ก็ยังมีลักษณะเป็น ที่ตั้งแห่งความชอบหรือความชังอย่างเต็มที่ด้วยเหมือนกัน จึงต้อง จำกัดความหมายว่า ถ้าสิ่งใดทำให้เกิดความรู้สึกอยากเอาเข้ามา หาตัว ก็เรียกว่าเป็นความพอใจ; สิ่งใดที่ก่อให้เกิดความรู้สึกที่จะ ผลักออกไปเสีย ให้พ้นหรืออยากทำลายให้สูญสิ้น อย่างนี้เรียกว่า เป็น ความไม่พอใจ. ถ้ายังมีความรู้สึกสองอย่างนี้อยู่แล้ว ก็

น.25 หมายความว่า ยังไม่เป็นอิสระ. จิตยังไม่เป็นอิสระ เพราะยัง ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างถูกต้อง, ยังเลือกหลงรักหลงซังอย่างใด อย่างหนึ่งอยู่ จิตจึงไม่มีทางที่จะบริสุทธิ์สะอาด ปราศจากความ ครอบงำของสิ่งทั้งปวงได้. โดยเหตุนี้เองหลักพระพุทธศาสนาในชั้น สูงสุดนี้ จึงปฏิเสธการยึดถือหมดทั้งสิ่งที่น่ารักน่าชังซึ่งคนธรรมดา พากันหลงรักและหลงชัง, และเป็นการปฏิเสธเลยขึ้นไปถึงความดี และความชั่ว เป็นผู้ไม่หลงติด ทั้งในความดีและความชั่ว ทั้งสอง ประการ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น, จิตจึงจะเป็นอิสระจากสิ่งทั้งปวง และบริสุทธิ์จากสิ่งห่อหุ้มจริง ๆ. ขอย้ำในเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่งว่า ข้อที่ ๑ ว่าอย่าทำความ ชั่ว ข้อที่ ๒ ว่าให้ทำความดี, และข้อที่ ๓ ว่าให้ทำจิตใจอยู่ เหนือความครอบงำ ทั้งของความดีและความชั่ว จึงจะเป็นอิสระ และบริสุทธิ์สิ้นเชิง. ความข้อนี้ทั้งหมด หมายถึงการรู้จักโลกทั้ง- ปวงหรือรู้จักสิ่งทั้งปวงอย่างถูกต้อง ว่าไม่มีอะไรที่น่าผูกพันตัวเข้า ไปเป็น "ทาส" ของมัน ทั้งที่ถือกันว่าเป็นความดีหรือความชั่วก็ ตาม. คำสอนนี้แหละเป็นคำประกาศให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ใน พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า, เป็นการชี้ระบุว่าอะไรเป็น อะไรถึงที่สุดสิ้นเชิง ชนิดที่ไม่มีอะไรจะยิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว. เมื่อ

น.26 คนเหล่าอื่น พวกอื่น ลัทธิอื่น นิยมกันแต่เพียงให้เว้นความชั่วไป ยึดถือในความดี ให้หลงใหลในความดี ให้ผูกพันในความดีจนถึง ยอดของความดี คือพระเป็นเจ้าหรืออะไรก็ตาม, พุทธศาสนาก็ยัง ไปไกลกว่านั้น คือ การไม่ยอมผูกพันตัวกับสิ่งใดเลย. การ ผูกพันในความดีนั้น จัดไว้เป็นการปฏิบัติถูกในระยะกลางเท่านั้นเอง. ขอให้สังเกตให้รู้ว่าท่านจัดไว้ในฐานะเป็นสิ่งที่ต้องทำในเมื่อเรายังจะ ทำอะไรให้สูงไปกว่านั้นไม่ได้เท่านั้นเอง. ในระยะแรก เราเว้นจาก ความชั่ว, ขั้นนี้ยังต่ำอยู่. ในระยะถัดมา เราทำความดีให้เต็ม. ส่วน ในระยะสูงสุดนั้น เราทำจิตให้กระโดดลอยสูงอยู่เหนือความครอบงำ ของความดีและความชั่ว. การที่ผูกพันตัวอยู่ภายใต้ผลของความดี หรือที่เรียกว่า ตัวความดีก็ตามนั้น ยังไม่ใช่ความพ้นจากความทุกข์โดยสิ้น เชิง, ยังไม่เป็นความรู้ที่ถูกต้องถึงที่สุด ว่าอะไรเป็นอะไร. เพราะ เหตุใดจึงสอนเช่นนี้ ในเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต้องการคำอธิบายยืดยาว, แต่อาตมาอยากจะสรุปความสั้น ๆ ชนิดที่ท่านทั้งหลายอาจนำไปคิด ให้เห็นเองก็ได้ คือว่า คนชั่ว ก็จะต้องมีความทุกข์ไปตามประสา ของคนชั่ว คนดี ก็จะต้องมีความทุกข์ไปตามประสาของคนดี. อาตมาใช้คำว่า "ความทุกข์ตามประสาของคนดี"; จะดีอย่างมนุษย์

น.27 ก็มีความทุกข์อย่างมนุษย์ที่ดี, จะดีอย่างเทวดา ก็มีความทุกข์อย่าง ของเทวดา, แม้จะเป็นพรหม เป็นยอดของเทวดา ก็มีความทุกข์ อย่างของคนดีชั้นยอดของพรหม, ไม่มีข้อยกเว้นในข้อที่ว่าคนดีจะ ไม่มีความทุกข์ตามแบบตามประสาของคนดี. จะไม่มีความทุกข์เลย ก็ต่อเมื่อกระโดดขึ้นไปพ้นให้สูง ขึ้นไปอยู่เหนือสิ่งที่เรียกว่าความดี กลายเป็นโลกุตระคือเหนือโลกแล้วเท่านั้น. ถ้าเรียกโดยสมมติก็ คืออยู่ในโลกของพระอริยเจ้า จนกลายเป็นพระอริยเจ้าไป. นั่นคือ อยู่เหนือความดี. อย่าเข้าใจผิด เอาความดีไปผูกพันกับพระอริยเจ้า จนแต่งตั้งพระอริยเจ้าให้เป็นคนดีอย่างนั้นอย่างนี้, นี้จะเป็นความบ้า หลังอย่างที่สุด เพราะว่าความดีนั้น เป็นของจำกัดอยู่แต่ในวงของ โลก, ในวิสัยโลก อย่างโลก ๆ โดยสมมติ. ความดีหรือความชั่วนี้ เป็นเรื่องของสมมติ. ต่อเมื่อ จิตพ้นไปจากเรื่องสมมติ เหนือความดีความชั่ว คือมีจิตใจอยู่เหนือ ฐานะที่จะเกลียดความชั่ว หรือรักความดีนั่นแหละ จึงจะเป็นอันพ้น จากโลก หรือพ้นจากทุกข์ตามแบบของพระอริยเจ้า. นี้, เรียกว่า เป็นการปฏิบัติชั้นที่ ๓ คือชั้นที่ทำให้จิตบริสุทธิ์หมดจด ปราศจาก สิ่งเศร้าหมองโดยประการทั้งปวง, และอันนี้เป็นผลเกิดมาจากการที่ รู้ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างถูกต้อง ตามทางที่ถูกต้องและถึงที่สุด ตาม

น.28 หลักของพุทธศาสนา จนเราสามารถรู้ว่าสิ่งทั้งปวงหรือภาวะความ เป็นใดๆ ก็ตาม เป็นสิ่งที่ไม่น่าเข้าไปผูกพันตัวอยู่ด้วย ไม่น่ายึด ถือ ไม่น่ามอบตัวเข้าไปเพื่อเป็นทาสด้วยความหลงรักหลงอยากด้วย เลย, ควรถอนตัวออกมาเสียจากสิ่งทั้งปวงโดยสิ้นเชิง มีจิตเป็น อิสระเหนือสิ่งทั้งปวงดังนี้ จึงจะไม่มีความทุกข์เลย. นี้แหละ, คือ การที่จิตมีความรู้ หรือประกอบไปด้วยความรู้อันถูกต้องถึงที่ สุด ว่าอะไรเป็นอะไร จนสามารถที่จะทำจิตนั้นให้ปราศจาก ความทุกข์ได้จริง ๆ ถ้าถึงที่สุด ก็เรียกว่าเป็นพระอรหันต์ ถ้า ยังไม่ถึงที่สุด ก็คือพระอริยเจ้าชั้นที่รอง ๆ ลงมา. แต่ว่าทั้งหมด ทุกชั้น ล้วนแต่เป็นผู้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ตามหลักที่ได้กล่าวมาแล้ว ข้างต้นทั้งนั้น, เช่น เห็นความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่มี อยู่ในสิ่งทั้งปวง ดังนี้เป็นต้น. เราจะเห็นได้แล้วว่า การปฏิบัติตามหลักแห่งโอวาทปาติ- โมกข์นี้ ย่อมเป็นผลเกิดมาจากการที่มีความรู้ เห็นชัดแจ้ง ว่า อะไรเป็นอะไร ตามที่เป็นจริง จึงวางหลักการปฏิบัติลงไปได้ว่า อย่าทำชั่ว ทำแต่ความดี และทำจิตให้อยู่เหนือความเศร้าหมอง โดยประการทั้งปวง ไม่ผูกพันกับสิ่งใด ไม่เป็นทาสหรือตกอยู่ใต้ อำนาจของสิ่งใด ๆ ดังนี้.

น.29 ทีนี้ข้อสุดท้า ย ซึ่งอาตมาอยากจะแนะให้สังเกตต่อไป คือ ข้อที่ว่า คำว่า พุทธศาสนา นั้น แปลว่าอะไร ? พุทธ แปลว่า พระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้า แปลว่า ผู้รู้. พุทธศาสนา ก็ต้อง แปลว่า ศาสนาของผู้รู้ พุทธบริษัท ก็แปลว่า บริษัทของผู้รู้ ; พุทธศาสนิก ก็แปลว่า ผู้ปฏิบัติตามพุทธศาสนา คือตามศาสนา ของผู้รู้. คำว่าพุทธะ ๆ ที่แปลว่าผู้รู้นั้น หมายถึงรู้อะไร. ในที่สุด ก็คือรู้ สิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริงถึงที่สุดนั้นเอง อาตมาจึงกล่าวว่า พุทธศาสนา ก็คือศาสนาที่ทำให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร, เป็น ศาสนาเกี่ยวกับความรู้จริง: เราจะต้องปฏิบัติจนให้รู้ของเราเอง; เมื่อรู้ถึงที่สุดแล้ว ไม่ต้องกลัว, กิเลสตัณหาต่าง ๆ จะถูกความรู้ นั้นทำลายล้างสิ้นไป; ความหลงใหลที่เรียกว่าอวิชชานั้น จะดับไป ในทันที ในเมื่อวิชชาได้เกิดขึ้น: ฉะนั้นข้อปฏิบัติต่าง ๆ จึงมีไว้เพื่อ ให้วิชชาเกิดขึ้น คือเพื่อให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรนั่นเอง. ท่านทั้งหลาย ทั้งปวง จงผูกใจ จงปักใจมัน ในทางที่จะเข้าถึงพระพุทธศาสนาด้วย วิธีทำการปฏิบัติในทางที่จะให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรเท่านั้น. ขอแต่ให้ เป็นความรู้ที่ถูกต้อง ให้เป็นการรู้ด้วยความเห็นแจ้งจริงๆ, อย่าให้เป็น ความรู้อย่างโลก ๆ เป็นความรู้ผิดๆ เป็นความรู้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ จนไป หลงสิ่งที่ไม่ดีว่าดี, หรือหลงสิ่งซึ่งเป็นที่เกิดความทุกข์ ว่าไม่ให้เกิด

น.30 ความทุกข์ ดังนี้เป็นต้น. ขอให้พยายามดูกันในแง่ความทุกข์นี้ ให้มากให้ถึงที่สุด ก็จะค่อย ๆ รู้ ไปตามลำดับ และนั่นแหละ จะ เป็นการรู้พุทธศาสนาที่ถูกตัวศาสนา. เมื่อดู หรือพยายามจะเข้าถึงพระพุทธศาสนากันโดย วิธีนี้ แล้วคนตัดฟืนขายที่ไม่รู้หนังสือ ก็จะเข้าถึงตัวพุทธศาสนา ได้ ในขณะที่เปรียญหลาย ๆ ประโยค ที่ง่วนอยู่กับพระไตรปิฎก แต่ไม่ดูกันในแง่นี้ ก็อาจจะไม่เข้าถึงพุทธศาสนาได้เลย. ทำไมคน อย่างพวกเรา ที่พอจะมีสติปัญญาอยู่บ้าง จะไม่สามารถพินิจพิจารณา สิ่งทั้งปวงให้ รู้ตามที่เป็นจริงว่าอะไรเป็นอะไร. เมื่อถูกเข้ากับสิ่งใด ครั้งหนึ่งแล้ว ก็จะต้องศึกษาสิ่งนั้นๆ ให้เข้าใจแจ่มแจ้งว่า สิ่งนั้น มันเป็นอย่างไรแน่. ความทุกข์ที่เกิดขึ้น และกำลังเผาผลาญเราให้ เร่าร้อนอยู่นั้น มันคืออะไร, มันเป็นอย่างไร, มันมาจากอะไร, ถ้าทุก คนตั้งสติคอยเฝ้ากำหนดพิจารณาความทุกข์ที่เกิดขึ้น แก่ตน ใน ลักษณะดังกล่าวนี้แล้ว จะเป็นทางเข้าถึงพุทธศาสนาได้ดีที่สุด ดีกว่าที่จะเรียนเอาจากพระไตรปิฎก อย่างที่จะเปรียบเทียบกันไม่ได้ ที่เดียว. การที่จะเป็นหนอนกินหนังสือ คือว่ามัวแต่ศึกษาพุทธศาสนา จากพระไตรปิฎกในแง่ของภาษาหรือวรรณคดีนั้น ไม่มีทางที่จะรู้ว่า อะไรเป็นอะไร; ทั้งที่ในพระไตรปิฎกเต็มไปด้วยคำบรรยาย ว่าสิ่ง

น.31 นั้นเป็นอย่างนั้น สิ่งนี้เป็นอย่างนี้ สิ่งโน้นเป็นอย่างโน้น ก็ได้แต่ ฟังอย่างนกแก้วนกขุนทองที่จำไว้ได้ แต่ไม่สามารถจะเข้าถึงความ จริง ของสิ่งทั้งหลายได้: เว้นไว้แต่ว่า เขาจะได้ทำการพินิจ พิจารณาให้เป็นเรื่องจริงของชีวิตจิตใจ, เข้าถึงตัวจริงของกิเลส, เข้าถึงตัวจริงของความทุกข์, เข้าถึงตัวจริงของธรรมชาติ หรือ ของสิ่งทั้งปวงบรรดาที่มาเกี่ยวข้องกับเขา, นั่นแหละ จึงจะรู้ ถึงตัว พระพุทธศาสนา. คนที่ไม่เคยเห็นเคยฟังพระไตรปิฎกเลย แต่เคยพิจาร- ณาอย่างละเอียดลออทุกครั้งทุกคราว ที่ความทุกข์เกิดขึ้นแผดเผา ในใจของตน; นี้แหละเรียกว่า คนที่กำลังเรียนพระไตรปิฎก โดยตรง อย่างถูกต้องถ่องแท้ยิ่งกว่าคนที่กำลังเปิดเล่มพระไตรปิฎก ในตู้ออกอ่าน แล้วเพียงแต่จำไว้ได้และเข้าใจ. เพราะฉะนั้นเราจง คิดดูว่า แม้แต่ตัวเราเองในบัดนี้ เรารู้จักตัวเราเองดีแล้วหรือยัง ? มันอาจเป็นเช่นเดียวกันกับคนที่ลูบคลำเล่มพระไตรปิฎกอยู่ทุกวัน แต่ ไม่รู้จักเพชรหรือรู้จักอมฤตธรรม ที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก. ข้อนี้ ได้แก่การที่เรามีตัวเรา เราใช้ตัวเรา เราปฏิบัติตัวเรา เราทำอะไร เกี่ยวกับตัวเราอยู่ทุกวัน แต่แล้วเราก็ไม่รู้จักตัวเรา ไม่สามารถ จะแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับตัวเราให้ลุล่วงไปได้; ยังคงมีความ

น.32 ทุกข์ และยังคงมีตัณหาที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์เพิ่มมากขึ้นทุก ๆ วัน ตามอายุที่เพิ่มขึ้น. นี้เพราะไม่รู้จักตัวเราอย่างเดียวเท่านั้น. ชีวิต จิตใจ หรือสิ่งที่เราเรียกว่าตัวเรา ที่กำลังเป็นตัวเรา ที่สวมอยู่กับ ตัวเรา เรายังไม่รู้จัก. ขอให้ตัดสินใจดูด้วยความเป็นธรรม เถิดว่า การที่จะไป รู้พระไตรปิฎก หรือไปรู้ สิ่งลึกลับที่ซ่อนอยู่ในพระไตรปิฎกนั้น ยัง ยุ่งยากไปกว่าเป็นไหนๆ เพราะฉะนั้น เราจงหันมาศึกษาตัวพระ พุทธศาสนา หรือรู้จักตัวพระพุทธศาสนากัน ด้วยการศึกษา ด้วยตัวจริง คือจากสิ่งทั้งปวง ซึ่งรวมทั้งรูปธรรมและนามธรรม คือ ร่างกายนี้และจิตใจนี้ จากชีวิต ซึ่งมีความรู้สึกคิดนึก ซึ่ง กำลังหมุนอยู่ในวงกลมของความอยาก และมีเจตนาที่จะกระทำ ตามความอยาก แล้วก็กระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดลงไป ทำให้เกิดผล อย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมาหล่อเลี้ยงเจตนาที่อยากทำนั้น สืบต่อ ไปไม่มี ที่ สิ้นสุด จนกระทั่งต้องเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสารหรือทะเลทุกข์ เพราะความที่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ข้อเดียวเท่านั้นเอง. อาตมาขอ สรุปความ สำหรับการบรรยายในวันนี้ ว่า พุทธศาสนานั้นคือ วิชาและระเบียบปฏิบัติเพื่อให้รู้ว่าอะไรเย็น อะไร. เมื่อเรารู้ว่าอะไรเป็นอะไร ถูกต้องจริง ๆ แล้ว ไม่ต้องมีใคร

น.33 มาสอนเรา มาแนะนำเรา เราก็จะปฏิบัติถูกต่อสิ่งนั้น ๆ ได้ด้วย ตนเอง, แล้วกิเลสก็จะละไปเอง. ขอแต่เพียงให้เรารู้ว่า อะไรเป็น อะไรในเบื้องต้นเท่านั้น เราก็จะปฏิบัติถูกต้องต่อไปได้ ด้วยตัวของ เราเอง. เราจะเป็นอย่างพระพุทธเจ้าหรือพุทธบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่ง ของเราเองขึ้นมาทันที: เราจะปฏิบัติอะไรไม่ผิด ขึ้นมาทันที. เรา เราจะดูถึงสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์เราควรจะได้ หรือที่ชอบเรียกกัน ไพเราะ ๆ ว่า มรรค ผล นิพพาน นี้ได้ด้วยตนเอง เพราะการที่ เรามีความรู้ว่าอะไรเป็นอะไรโดยถูกต้องถึงที่สุดแท้จริงเท่านั้น. ขอยุติคำบรรยายวันนี้ เพราะหมดเวลาเพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต