น.34 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย อาตมาได้กล่าวแล้วในการบรรยายครั้งก่อนว่า ศีลธรรม กับ ศาสนา นั้นมีขอบเขตต่างกัน. ข้อนี้เป็นสิ่งที่จะต้องกำหนด ไว้ให้ดี มิฉะนั้นจะเข้าใจไปว่ามีอะไรซึ่งขัดกันหรือปนกัน. ขอย้ำ ในที่นี้อกว่า ศีลธรรมนั้น เป็นระเบียบปฏิบัติเพื่อจะกำจัดความทุกข์ ความยุ่งยาก ความระส่ำระสาย ในชั้นแรก ๆ ที่เป็นเรื่องชั้นโลกๆ เป็นเรื่องของสังคมหรือเป็นเรื่องของความเป็นอยู่ผาสุกกันในชั้นต่ำ ๆ ส่วนบุคคล. ส่วนหน้าที่ของศาสนานั้น ไปไกลจนถึงกับสามารถ กำจัดความหม่นหมองทุกชนิด ที่เหลือวิสัย ที่ศีลธรรมจะกำจัดได้ เช่นความยุ่งยากใจเป็นส่วนตัว ความทุกข์ในใจอันมาจากการเกิด แก่เจ็บตาย และกิเลสชั้นละเอียดเหล่านี้ ซึ่งไม่อยู่ในวิสัยที่ศีลธรรม ทั้งหลายจะช่วยกำจัดให้ได้ แต่ว่าอยู่ในวิสัยหรือเป็นหน้าที่ของสิ่ง ที่เราเรียกกันว่าศาสนา จะช่วยกำจัดให้โดยตรง, เพราะฉะนั้นจึง
น.35 มีขอบเขตที่ต่างกัน แม้ว่าเราจะรวมเอาศีลธรรมเข้าไว้เป็นส่วนหนึ่ง ของศาสนาก็ตาม. ศีลธรรมเป็นสิ่งที่มีขอบเขตจำกัดอยู่ในวงจำกัด วงหนึ่ง มีหน้าที่เพียงเท่านั้น ไม่ครอบคลุมกว้างไปเท่ากับขอบเขต ของสิ่งที่เรียกว่า ศ า ส น า เลย. เรื่องของศีลธรรมนั้น เมื่อกล่าวโดยสรุป แล้ว ก็ไม่ มีอะไรมากไปกว่าหลักแห่ง ศีล และ ธรรม ๕ คู่ ของพุทธศาสนา หรือศาสนาอื่นที่เป็นเครือเดียวกัน. หลัก ๕ ประการนั้น คือ :- [๑] การไม่เบียดเขียน พยาบาทปองร้าย ริษยากัน ทั้ง ทางกาย ทางวาจา และทางจิต ทุกวิถีทาง, แต่กลับมีการกระทำ ที่ตรงข้าม คือ มีเมตตา ปรานี ไม่เหยียดหยาม ดูหมิ่นกัน สมัครสมานสามัคคีกัน มีความประพฤติ และความคิดเห็นไม่ขัด แย้งกัน มีความกตัญญูกตเวที โดยถือว่าสัตว์ทั้งปวงที่อยู่ร่วมโลก กัน ล้วนแต่เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน ทั้งมนุษย์และเดรัจฉาน ต่างมีบุญคุณที่สัมพันธ์กันสนิท อย่างที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้. [๒] การไม่ลักมโขยแย่งชิง ไม่เอาเปรียบบุคคลและ สังคม ทั้งซึ่งหน้าและลับหลัง, แต่กลับมีการกระทำที่ตรงกันข้าม คือการแสวงหาเลี้ยงชีพโดยชอบธรรม มีการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้ปัน
น.36 กันในสิ่งของ ความรู้ และความดี ขวนขวายช่วยผู้อื่นในกิจที่ ควรช่วย มีความพากเพียรเพื่อความเจริญก้าวหน้า ประหยัด มัธยัสถ์ บูรณะซ่อมแซม ขยันขันแข็งในหน้าที่การงานของตน เพื่อไม่ต้องเป็นขโมย เพื่อตั้งตัวและดำรงวงศ์สกุล และเพื่อเห็น แก่ประโยชน์ส่วนรวม ปฏิบัติตามสัญญาประชาคมอย่างเคร่งครัด. [๓] ไม่ล่วงละเมิดของรักและบุคคลเป็นที่รัก ของ คนอื่น ทุกชนิด ไม่ปล่อยตัวตามกระแสตัณหา, แต่กลับมีความสันโดษ ยินดีในของรักหรือประโยชน์ของตนที่ได้มา หรือมีอยู่โดยชอบธรรม ไม่อยากใหญ่ในกาม เป็นอยู่อย่างง่าย ๆ ไม่โลภจนผิดธรรม. [๔] การไม่กล่าวเท็จทางกาย ทางวาจา หรือทางตัวอักษร ทุกวิถีทาง, แต่กลับเป็นผู้มีวาจาเชื่อถือได้ มีประโยชน์ควรแก่การ ฟังของผู้อื่น มีสัตย์ มีความเที่ยงธรรมไม่ลำเอียง ไม่มีมายา สาไถย, และ [๕] การไม่ตกเป็นทาสของอบายมุขทุกชนิด หรือสิ่ง มึนเมาเสพติดทั้งทางรูปธรรมและนามธรรม อันเป็นทางแห่งความ ประมาทมัวเมา เสียความปรกติแห่งสติสมปฤดีทุกประการ, แต่ กลับเป็นผู้มีสัมมาทิฐิ เห็นถูก เชื่อถูก ไม่งมงายมีสติสัมปชัญญะ
น.37 สมบูรณ์ ไม่สะเพร่าเลินเล่อ มีความอดกลั้นอดทนในการศึกษา ในการบังคับตัวเอง ปฏิบัติถูกทั้งต่อมิตรและศัตรู รู้จักฐานะและ ประมาณ รู้จักกาลเทศะ รู้จักสังคมและบุคคล มีการสำรวม มีมารยาทดี ไม่ดื้อกระด้าง มีหิริโอตตัปปะ ละอายบาปกลัวบาป ได้โดยลำพังตนเอง มีการศึกษาดี มีเพื่อนดี มีความใคร่ในทาง ดี ไม่เปิดโอกาสให้ใครดูหมิ่นได้ รู้จักเลือกใช้คนและคบคน. ศีล แล ธรรม ทั้งหมดนี้ มีความมุ่งหมายผลเพียงความ เป็นอยู่อย่างสงบเรียบร้อยของสังคมทั่วไป และเป็นความผาสุกขั้น ต้น ๆ อันเป็นวิสัยของบุถุชน มิได้หมายสูงพ้นขึ้นไปถึงการดับ ทุกข์ หรือตัดกิเลสเด็ดขาดสิ้นเชิง จนเป็นพระอริยเจ้า ซึ่งเป็น หน้าที่โดยตรงของตัวศาสนา ; แม้ข้อนี้ก็เป็นหลักที่ควรกำหนดไว้ ให้ตายตัว. ต่อจากนั้นอาตมาได้กล่าวให้ทราบว่า สิ่งที่เรียกว่าพุทธ ศาสนานั้น อาจจะจำกัดความลงไปได้สั้น ๆ ว่า ได้แก่วิชา หรือ ระเบียบปฏิบัติ ที่จะทำให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างถูกต้องเท่านั้น. คำจำกัดความข้อนี้ ก็เหมือนกัน เป็นสิ่งที่ควรกำหนดไว้ให้ แม่นยำ เพราะเป็นวิธีหรืออุบายอันหนึ่ง ที่จะทำให้ท่านทั้ง-
น.38 หลายเข้าใจพุทธศาสนาได้ง่ายที่สุด. พุทธศาสนาที่ใคร ๆ เห็น กันว่ามีเรื่องอะไรมากมายหลายสิบหลายร้อยเรื่องนั่นแหละ เราอาจ เข้าใจได้ง่าย ๆ โดยหลักที่ว่า เป็นวิชาที่บอกให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เท่านั้น. หลักสำคัญมีอยู่ว่า ถ้าเรารู้ว่าอะไรเป็นอะไรโดยถูกต้อง จริง ๆ แล้ว แม้ไม่ต้องมีใครมาสอนเรา เราก็สามารถปฏิบัติถูก ต่อสิ่งเหล่านั้นได้เอง ถ้าเรายังไม่สามารถปฏิบัติถูกต่อสิ่งเหล่านั้น ก็แปลว่าเรายังไม่รู้จักว่า สิ่งเหล่านั้นคืออะไรโดยสมบูรณ์, ข้อนี้ ขอให้ถือเป็นหลักทั่วๆ ไปว่า ถ้าเรารู้จักว่าอะไรเป็นอะไรจริงๆ แล้ว หมายความว่าเราต้องรู้ว่าเราจะพึงปฏิบัติต่อสิ่งนั้นๆ อย่าง ไรด้วย; เช่นเรารู้จักว่าชีวิตนี้คืออะไร รู้จักหน้าที่การงานของ ชีวิตดีว่าคืออะไร รู้จักที่มาและที่ไปในเบื้องสุดท้ายของชีวิตดีอย่าง นี้เป็นต้น เราก็สามารถจะปฏิบัติต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับชีวิตให้ลุล่วง ไปได้ด้วยดี จนกระทั่งลุถึงสิ่งที่เรียกว่าพระนิพพาน อันเป็นที่หมาย ปลายทางเป็นที่สุดที่จบ ของหน้าที่ที่ชีวิตทั้งหลายจะพึงกระทำ; เพราะ ฉะนั้นจึงสรุปไว้ในคำสั้นๆ ว่า การรู้ว่าอะไรเป็นอะไรนั้นแหละ เป็น วิชาที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้. เมื่อเรารู้ว่าความทุกข์คืออะไร หรือ ชีวิตคืออะไรโดยสิ้นเชิงแล้ว ก็สามารถดับความทุกข์หรือทำชีวิตนี้
น.39 ให้ปราศจากความทุกข์ได้ นั่นคือ การตรัสรู้ของพระสัมมา- สัมพุทธเจ้า. บัดนี้อาตมาอยากจะกล่าวต่อไปถึงข้อที่ว่า ที่ว่า รู้ว่าอะไร เป็นอะไรนั้น ถ้ากล่าวตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา แล้ว ก็ คือรู้ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นสิ่งที่ประกอบอยู่ด้วยลักษณะอันเรียก ว่า ไ ต ร ลั ก ษ ณ์ หรือลักษณะ ๓ ประการ. เพราะฉะนั้นอาตมา จะได้บรรยายเฉพาะเรื่องลักษณะ ๓ ประการนั้น ในวันนี้. ลักษณะ ๓ ประการนั้น ท่านทั้งหลายอาจได้ยินได้ฟังกัน อยู่ทั่ว ๆ ไปเป็นส่วนใหญ่แทบทุกคนก็ว่าได้. นั่นคือคำที่คนเฒ่าคน แก่พูดกันติดปาก ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. อนิจจัง ลักษณะ หนึ่ง, ทุกขัง ลักษณะหนึ่ง, อนัตตา ลักษณะหนึ่ง, แต่ความ หมายของคำทั้งสามนี้ ออกจะลึกซึ้งซับซ้อน ยากที่จะเข้าใจ หรือ ถึงกับเห็นแจ้ง สำหรับคนทั่วไปได้ เราจึงจำเป็นจะต้องทำความ เข้าใจกันในเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะถ้าจะตอบคำถามที่ว่าอะไรเป็น อะไร ให้ถูกตรงกันจริง ๆ แล้ว มันตอบได้ง่ายเหลือเกิน ว่า ทุก ๆ อย่าง ทุกๆ สิ่ง เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา; นั่นแหละ, คือ ความเป็นจริงของสิ่งทั้งปวง. อนิจจัง แปลว่า ไม่เที่ยง มีความหมายว่า สิ่งทั้งหลาย
น.40 ทั้งปวงประเภทที่เป็นสังขาร คือมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งนั้น มีลักษณะ ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอไม่มีความคงที่ตายตัว. ทุกขัง แปลว่า เป็น ทุกข์ มีความหมายว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงประเภทสังขาร มีลักษณะ ที่เป็นทุกข์ มองดูแล้ว น่าสังเวชใจ นำให้เกิดความทุกข์ใจแก่ผู้ มีความเห็นอย่างแจ่มแจ้งในสิ่งนั้น ๆ. อนัตตา แปลว่า ไม่ใช่ ตัวตน มีความหมายว่าทุกสิ่งทุกอย่างทั้งประเภทที่เป็นสังขารและ มิใช่สังขาร ไม่มีความหมายแห่งความเป็นตัวเป็นตน ไม่มีความ หมายหรือลักษณะอันใดที่จะทำให้เราถือเป็นหลักได้ว่ามันเป็นตัว เป็น ตน. ถ้าเราเห็นอย่างแจ่มแจ้งชัดเจนถูกต้องแล้ว ความรู้สึกที่ว่า ไม่มีตัวไม่มีตน จะเกิดขึ้นมาเองในสิ่งทั้งปวง. แต่ที่เราไปหลงเห็น หรือหลงสำคัญว่าเป็นตัวเป็นตนนั้น เพราะความไม่รู้ ไม่เห็นอย่าง ถูกต้องตามที่เป็นจริงว่าอะไรเป็นอะไรนั้นเอง. ขอให้ทราบว่าลักษณะ ๓ ประการ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้, เป็นคำสั่งสอนที่พระ พุทธเจ้าทรงสั่งสอนมากที่สุด กว่าคำสั่งสอนทั้งปวง จนถึงกับเรียก ว่า พ หุ ล า นุ ส า ส นี คือ พระโอวาทที่ทรงสั่งสอนมากที่สุด. บรรดาคำสั่งสอนทั้งหลาย จะนำมารวบยอดอยู่ที่การเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้ทั้งนั้น. บางทีก็กล่าวตรง ๆ ด้วย คำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา; บางทีก็พูดด้วยคำหรือโวหาร
น.41 อย่างอื่น แต่ใจความแสดงความจริงอย่างเดียวกันทั้งนั้น คือแสดง ให้รู้ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. อนิจจัง ที่แปลว่าไม่เที่ยงคือเปลี่ยนแปลงเสมอ ข้อนี้ พอจะเข้าใจได้ไม่ยากนัก. ยิ่งมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์สมัย ปัจจุบันอันกล่าวด้วยสภาพที่แท้จริงของสสาร และกำลังงานด้วยแล้ว ยิ่งช่วยได้มาก คือช่วยให้เข้าใจได้, ช่วยให้เห็นชัดแจ้งได้ ว่า สิ่งทั้งหลายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอจริง ๆ. คำสอนข้อนี้เป็นคำสอนที่ สอนกันอยู่ก่อนพระพุทธเจ้าด้วยซ้ำ เป็นแต่ไม่ได้ขยายความของ ความไม่เที่ยงให้ลึกซึ้งเหมือนพระพุทธองค์เท่านั้น. ทุกขัง ซึ่งแปลว่าดูแล้วสังเวชใจ นี้ก็เหมือนกัน มีการ สอนมาแล้วแต่ก่อนพระพุทธเจ้า แต่ไม่ลึกซึ้งถึงที่สุด ไม่ประกอบ ด้วยเหตุ ด้วยสมุฏฐาน และไม่ชี้วิธีดับที่สมบูรณ์จริง ๆ ให้ได้ เพราะยังไม่รู้จักตัวความทุกข์อย่างเพียงพอ เท่ากับการตรัสรู้ของ พระพุทธเจ้า. ส่วนคำสั่งสอนเรื่องอนัตตา ซึ่งมีความหมายว่าไร้ ตัวตนอันแท้จริง นั้น มีสอนแต่ในพุทธศาสนา คือ จะสอนเรื่อง อนัตตาแต่เฉพาะพระพุทธเจ้า หรือบุคคลประเภทพระพุทธเจ้าเท่านั้น. ข้อนี้เป็นเครื่องรับรองหรือเป็นเครื่องบ่งแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่รู้อะไรว่า
น.42 เป็นอะไรถึงที่สุดเท่านั้น ที่จะรู้ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา เหตุนั้นจึงมีสอนแต่โดยพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นบุคคลที่รู้ว่าอะไรเป็น อะไร ได้ถึงที่สุดเท่านั้น. คำสั่งสอนเรื่องลักษณะ ๓ ประการนี้ มีวิธที่จะประพฤติปฏิบัติ เพื่อให้เห็นแจ้งมากมาย หลายอย่างหลายวิธีด้วยกัน; แต่ถ้าเอาผล ของการปฏิบัติจนเห็นแจ้งในสิ่งเหล่านี้เป็นหลักแล้ว เราจะพบว่ามีข้อ ที่สังเกตได้ง่าย ๆ ข้อหนึ่ง คือ การเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั้น ต้องเป็นการเห็นจนรู้สึกว่าไม่มีอะไรที่น่ายึดถือ ไม่มีอะไรที่ น่าอยาก น่าปรารถนาในทางที่จะเอา จะได้ จะมี จะเป็น ซึ่ง อาตมาจะขอสรุปสั้นๆ ว่า "ไม่มีอะไรที่น่าเอา ไม่มีอะไรที่น่า เป็น." นี้ เป็นความหมายที่กระทัดรัดที่สุดของการเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. แม้คนที่ไม่เคยได้ยินคำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มาแต่ กาลก่อน อย่างท่านทั้งหลายบางท่านเป็นต้นนี้ ก็อาจเห็นตัว อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่ได้หรืออยู่แล้วโดยไม่รู้สึกตัว คือเมื่อท่านได้ มองเห็นหรือเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ก็ตาม หรือในความมีความเป็น อย่างใดก็ตาม ว่าเป็นความหลอกลวง เป็นมายา ไม่น่าเอา ไม่น่า เป็น ด้วยการมอบชีวิตจิตใจทั้งหมดทั้งสิ้นให้แก่สิ่งนั้น ๆ จริง ๆ ดังนี้แล้ว, นั่นแหละ คือการเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่าง
น.43 ถูกต้องของท่าน. ส่วนคนที่ท่องบ่นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่ทั้ง เช้าเย็นกลางวันกลางคืนหลายร้อยครั้งหลายพันครั้งมาแล้ว ก็ไม่ อาจเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ได้ เพราะไม่ใช่เป็นวิสัยที่จะ เห็นได้ด้วยการฟัง ด้วยการท่อง หรือแม้ด้วยการคำนึงคำนวณ ตาม หลักแห่งเหตุผลในทางตรรกเป็นต้น. การคำนึงคำนวณตามหลักแห่งเหตุผลนั้น ไม่ใช่ "การ เห็นแจ้ง" อย่างที่เรียกว่า “เห็นธรรม." การคำนวณตามเหตุผล นั้น ต้องอาศัยอยู่กับเหตุผล เมื่อเหตุผลเปลี่ยนแปลงเพราะความ ไม่เที่ยงเป็นต้น สิ่งนั้นก็พลอยเลื่อนไปด้วย: เลื่อนไปตามเหตุผล หรือโยกเยกไปตามอำนาจแห่งเหตุผล; การเห็นธรรม จึงไม่ อาจจะเห็นได้ด้วยการคำนวณตามเหตุผล แต่ต้องเห็นแจ้ง ด้วยความรู้สึกในใจแท้จริง คือเห็นด้วยใจจริง. ขอยกตัวอย่าง เช่นบุคคลที่พิจารณาเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่ทำความเจ็บปวดให้แก่ตน ผู้เข้าไปหลงรักอย่างสาสมกันแล้ว ดังนี้เป็นต้น; นี้เห็นได้ว่าเป็น การเห็นที่ไม่ต้องอาศัยเหตุผล แต่อาศัยการที่ได้กระทบกันจริง ๆ และได้เกิดผลเป็นความรู้สึกแก่จิตใจขึ้นมาจริง ๆ จนเกิดเป็นความ เบื่อหน่ายคลายกำหนัด ความสลดสังเวช ขึ้นมาจริง ๆ อย่างนี้ จึงเรียกว่าเห็นธรรม หรือเห็นแจ้ง. การเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
น.44 หมายถึงการเห็นโดยวิธีนั้น. เพราะฉะนั้นจึงเชื่อว่าคนทุกคนที่มีสติ ปัญญาตามปรกติ เมื่อได้ผ่านสิ่งต่าง ๆ ในโลกมาพอสมควรแล้ว ย่อมจะมีโอกาสใดโอกาสหนึ่ง ซึ่งได้ผจญกับอารมณ์ต่าง ๆ ในโลก จนเกิดผลเป็นความรู้จักสิ่งเหล่านั้นอย่างถูกต้อง ว่าเป็นเพียงมายา เป็นความหลอกลวงดังนี้แล้ว เกิดความรู้สึกที่ทำให้ถอยหลัง ไม่ หลงใหลพัวพันในสิ่งนั้นอีกต่อไป. การเห็นแจ้งทำนองนี้อาจเลื่อน สูงขึ้นไปได้ตามลำดับ ๆ จนกว่าจะถึงอันดับสุดท้าย ซึ่งเป็น เรื่องสุดท้ายหรือเรื่องใหญ่ที่สุดที่ทำให้ปล่อยวาง สิ่งทั้งปวงได้. นี้เรียกว่าเป็นการเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของบุคคลผู้นั้น อย่างแท้จริง . ส่วนผู้ที่แม้จะท่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือ พิจารณาอย่างนั้นอย่างนี้อยู่ทั้งวันทั้งคืน แต่ถ้าไม่เกิดความรู้สึก ถอยหลังต่อสิ่งทั้งปวง คือไม่อยากเอาอะไร ไม่อยากเป็นอะไร ไม่ อยากยึดถือในอะไรแล้ว ก็เรียกว่ายังไม่เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้น อาตมาจึง สรุปความ ของการเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ลงไว้ที่คำว่า "เห็นจนเกิดความรู้สึกว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอา น่าเป็น," และอาตมาจึงได้พยายามชี้แจง หรืออธิบายในส่วนนี้เป็นส่วนใหญ่ เพื่อให้เข้าใจคำว่าไตรลักษณ์ หรือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พร้อมทั้งวิธีปฏิบัติเพื่อให้เห็นแจ้ง ไปในตัว.
น.45 พุทธศาสนามีคำอยู่อีกคำหนึ่ง เป็น คำรวบยอด คือคำว่า ‘ศุนยตา’ ซึ่งแปลว่าความเป็นของว่าง. คำว่า "ว่าง” ในที่นี้ ก็คือว่างจากความหมายแห่งความเป็นตัวตน. คำ ๆ นี้ กินความ รวบยอดไปถึงหมด ทั้ง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. ที่ว่า ว่างจาก ตัวตน นี้ หมายถึงว่างจากสาระที่เราควรเข้าไปยึดถือเอาด้วยกำลัง ใจทั้งหมดทั้งสิ้น ว่าของเรา. การพิจารณาให้เห็นว่าสิ่งทั้งปวง ว่างจากความหมายหรือสาระที่ควรเข้าไปยึดถือนั้น เป็นตัว พุทธศาสนาแท้ เป็นหัวใจหรือใจความสำคัญ ที่เป็นจุดศูนย์ กลางของการปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนา เมื่อรู้แจ้งว่า ทุกสิ่งทุกอย่างว่างจากตัวตนแล้ว ก็เรียกว่ารู้พุทธศาสนาถึงที่สุด คือรู้ว่าอะไรเป็นอะไรถึงที่สุด. ถ้าเราจะถอยมารวมไว้ที่คำว่า "ว่าง จากตัวตน" คำเดียว ก็เป็นการเพียงพอ เพราะจะรวบเอาคำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มาไว้ด้วยเสร็จ: เมื่อมันไม่เที่ยง เปลี่ยน แปลงอยู่เสมอ ไม่มีส่วนไหนยั่งยืนถาวร ก็เรียกว่าว่างได้เหมือน กัน; เมื่อเต็มไปด้วยลักษณะที่พิจารณาดูแล้วน่าสังเวชใจ ก็แปล ว่าว่างจากส่วนที่เราควรจะเข้าไปยึดถือเอา; เมื่อพิจารณาดู ไม่มี ลักษณะไหนที่จะคงทนถาวรเป็นตัวของมันเองได้ เป็นเพียงสักว่าเป็น ธรรมชาติที่เป็นไป หรือตั้งอยู่ตามลักษณะและกฎเกณฑ์ของธรรม- ชาติ คือไม่มี หรือไม่ควรเรียกว่าตัวตนของมันเอง ดังนี้ ก็เรียก
น.46 ว่าว่างจากตัวตนได้. รวมความว่า ลักษณะที่เห็นว่าว่างจากความ เป็นตัวตน หรือว่างจากความหมายที่สมควรแก่การที่บุคคลใด บุคคลหนึ่งจะมอบกายถวายชีวิตจิตใจ เข้าไปยึดถือเอา นี้เรียก ว่า "เห็นความว่าง" ที่เป็นใจความสำคัญของพุทธศาสนา. ถ้าบุคคลใดเห็นความว่างของสิ่งทั้งปวงดังนี้แล้ว จะเกิดความรู้สึก ที่เรียกว่า "ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น" ในสิ่งต่างๆ ขึ้นมาทันที. ความรู้สึกที่ไม่อยากเอา-ไม่อยากเป็น นี้แหละ มีอำนาจ เพียงพอที่จะคุ้มครองคนเราไม่ให้ตกเป็นทาสของกิเลส หรือของ อารมณ์ทุกชนิด และทุกประการ : บุคคลชนิดนี้จึงไม่สามารถที่ จะทำความชั่วอะไรได้ ไม่สามารถจะหลงใหลพัวพันอยู่ในสิ่งหนึ่ง สิ่งใดหรือเอนเอียงไปตามสิ่งยั่วยวนใด ๆ ได้ ย่อมมีจิตใจเป็นอิสระ อยู่เสมอ ซึ่งเป็นลักษณะที่เหมาะสมที่สุด ที่อาตมาเห็นว่าจำเป็น สำหรับบุคคลผู้จะดำรงตนเป็นตุลาการ. ถ้ามีวิถีทางใดทางหนึ่ง ที่ จะทำให้จิตใจเป็นอิสระที่สุด ก็ควรจะเป็นวิถีทางนั้น ที่เหมาะที่สุด สำหรับการศึกษาฝึกฝนของบุคคลผู้จะเป็นตุลาการ ซึ่งอาตมาจะถือ โอกาสบรรยายในคราวหน้า” สักคราวหนึ่ง ถึงลักษณะนั้นโดย เฉพาะ. ๑. คือคำบรรยายวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ และวันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๙
น.47 ส่วนสำหรับวันนี้นั้น จะบรรยายเฉพาะข้อที่ว่า ความรู้สึก ที่รู้สึกรู้ว่า "ไม่น่าเอา-ไม่น่าเป็น" นั้น เป็นอย่างไร และเรา จะมีวิธีปฏิบัติได้อย่างไร. ความรู้สึกที่ว่า "ไม่มีอะไรที่น่าเอา- น่าเย็น" นี้ เป็นสำนวนโวหารอยู่หน่อยหนึ่ง: คำว่า "เอา" และ "เป็น" ในที่นี้ หมายถึงการเอาหรือการเป็นด้วยจิตใจที่หลงใหล ด้วยจิตใจที่ยึดถือด้วยจิตใจทั้งหมดทั้งสิ้นจริง ๆ; มิได้หมายความ ว่าคนเราจะอยู่ได้โดยไม่มีอาการ ที่เรียกว่าเอาอะไรเป็นอะไรเสียเลย. ตามปรกติ คนเราจะต้องเอาอะไรเป็นอะไรอยู่เป็นประจำ เช่นจะต้อง มีทรัพย์สมบัติเงินทอง มีบุตรมีภรรยา เรือกสวนไร่นา เหล่านี้ เป็นต้น หรือว่าเราจะต้องเป็น เช่นเป็นคน เป็นคนดี หรือเป็น ตุลาการ หรือเป็นอย่างอื่น ๆ เช่นเป็นผู้แพ้ เป็นผู้ชนะ เป็นผู้เอา เปรียบ เป็นผู้ถูกเอาเปรียบเหล่านี้เป็นต้น ซึ่งจะต้องมี ความเป็น อย่างใด อย่างหนึ่งอยู่เสมอตามที่รู้กันอยู่. แต่แล้วทำไมหลักของ พุทธศาสนาจึงมาสอนให้พิจารณาในทางที่จะไม่เอา ไม่เป็น ข้อนี้ หมายความว่าพุทธศาสนาได้ชี้ให้เห็นว่า การเอา การเป็น นั้น เป็นแต่เรื่องสมมติของโลกอย่างโลก ๆ อย่างหนึ่ง, และเป็น ไปได้ด้วยอำนาจของความไม่รู้หรืออวิชชานั่นเอง อีกอย่าง หนึ่งเท่านั้น ; เพราะว่าโดยที่แท้แล้ว คนเราเอาอะไรไม่ได้ เป็น
น.48 อะไรไม่ได้ ในเมื่อพูดกันด้วยความจริงชั้นที่จริงเด็ดขาดที่สุด ซึ่ง เรียกว่าจริงชั้นปรมัตถ์. โดยความจริงชั้นปรมัตถ์ อันเด็ดขาดนั้น คนเราจะ เอาอะไรไม่ได้เลย เป็นอะไรไม่ได้เลย. เพราะเหตุใด ? เพราะ เหตุว่า ทั้งคนที่จะเอาและสิ่งที่จะถูกเอานั้น มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ด้วยกันทั้งนั้น. ขอจงได้พิจารณากันตรงนี้ให้มาก คือว่า คนที่จะเอาหรือจะเป็นอะไรก็ตาม สิ่งที่จะถูกเอาหรือความมีความเป็น ที่จะถูกมี ถูกเป็น ก็ตาม มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. แต่แล้ว บุคคลที่มีจิตใจยังประกอบอยู่ด้วยความไม่รู้ รู้ไม่ถึงว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ยังมือวิชชาอยู่เช่นนั้น ย่อมจะต้องมีความรู้สึกว่า “เราเอา" "เรามี" "เราเป็น" เป็นธรรมดา. นี้, เป็นสิ่งที่ช่วย ไม่ได้. แต่แล้วความรู้สึกว่าเอา-ว่าเป็นนั่นเอง ได้ทำให้เกิดมี ความหนัก หรือเป็นความทุกข์ขึ้นมา. ความทุกข์ทั้งหลายต้อง เกิดขึ้นมาจากการเอา-การเป็น หรือความอยากเอา-อยากเป็น ทั้งนั้น. การเอา-การเป็น นั้น ก็เป็นความอยากอย่างใดอย่างหนึ่ง อยู่ในตัวเอง, คืออยากไม่ให้สิ่งที่ตนกำลังเอา กำลังเป็นอยู่นั้นสูญ หาย หรือหลุดลอยไป นั่นเอง. ไม่มีความทุกข์อันใด ที่เกิดมา จากสิ่งอื่น นอกจากความอยากมี-อยากเป็น-อยากได้ อันรวม
น.49 รียกสั้น ๆ ว่าความอยาก ซึ่งเรียกโดยภาษาบาลีว่า ตัณหา. การ ที่อยาก ก็เพราะไม่รู้ว่าสิ่งนี้ หรือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ เป็น สิ่งที่ไม่ควรอยาก. เพราะเหตุที่มีความสำคัญผิดติดมาแต่ในท้อง โดยสัญชาตญาณ เราเกิดมาในโลกนี้ตั้งแต่เล็ก ๆ ก็รู้จักอยาก รู้จักทำตามความอยาก แล้วก็เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา ซึ่ง ตรงตามที่ตนอยากก็มี ไม่ตรงก็มี. ถ้าได้ผลตรงตามที่ตนอยาก ก็อยากได้มากขึ้นไปอีก, ครั้นยิ่งอยากได้อีก ก็ยิ่งทำมากขึ้นไป อีกเหมือนกัน. ถ้าไม่ได้ผลตามที่ตนอยาก ก็ดิ้นรนอยากทำอย่าง อื่น อย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปอีก จนกว่าจะได้ผลตามที่ตนอยาก; นั่นก็เป็นเหตุให้ลงมือทำต่อไปอีกเหมือนกัน. เมื่อลงมือทำลงไป มันก็ได้ผลอย่างใดอย่างหนึ่งมาอีก วนเป็นวงกลมของกิเลส-กรรม -วิบาก อยู่อย่างนี้ อันท่านเรียกว่า วัฏฏะ หรือ วัฏฏสงสาร. คำว่าวัฏฏสงสารนั้น อย่าเพ่อไปเข้าใจว่าเป็นเรื่องเวียนวน ชาติโน้น ชาตินี้ ชาตินั้น แต่อย่างเดียว, แท้จริงเป็นเรื่องการเวียนวนของ ของ ๓ สิ่ง คือของความอยาก ของการกระทำตามความอยาก และของการได้ผลอย่างใดอย่างหนึ่งมาจากการกระทำนั้นแล้ว ไม่ สามารถจะหยุดความอยากต่อไปอีกได้ เลยต้องอยากอย่างใดอย่าง หนึ่งต่อไปอีก แล้วก็กระทำอีก และได้ผลมาอีก แล้วก็ส่งเสริม
น.50 ความอยากอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปอีก เป็นวงกลมซึ่งประกอบด้วย ส่วน ๓ ส่วน อยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด: ท่านเรียกว่าวัฏฏะ หรือ วัฏฏสงสาร เพราะเป็นวงกลมที่วนเวียนไม่มีสิ้นสุด. คนเราต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในวงกลมนี้เอง. ถ้าออก ไปจากวงกลมนี้ได้ ก็เป็นอันว่าพ้นไปจากความทุกข์โดยแน่ นอน. แต่ถ้ายังตกอยู่ในวงกลมของความอยาก ของการกระทำ ตามความอยาก และของการได้ผลมาจากการกระทำ ซึ่งส่งให้ เกิดความอยากอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปอีก ไม่มีที่สิ้นสุดดังนี้แล้ว ย่อมไม่มีทางที่จะพ้นทุกข์ได้ ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นยาจกเข็ญใจ หรือ เศรษฐี หรือเป็นมหากษัตริย์ เป็นจักรพรรดิ เป็นเทวดา เป็นพรหม หรือเป็นอะไรก็ตามที่. ทุกคนล้วนแต่ตกอยู่ในวงกลมนี้ทั้งนั้น จะ ต้องมีความทุกข์ชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่งเหมาะสมกับความอยากและ การกระทำตามความอยากของตนทั้งนั้น ฉะนั้นจึงกล่าวว่าใน วัฏฏสงสารนี้ เต็มไปด้วยความทรมาน: ทรมานด้วยความอยาก ทรมานด้วยการกระทำด้วยอำนาจความอยาก และทรมานด้วยการ ที่ได้ผลอย่างใดอย่างหนึ่งมาแล้ว ก็ยังหยุดอยากไม่ได้ ยังจะต้อง อยากต่อไปอีก โดยไม่มีที่สิ้นสุด แล้วก็กระทำอีก และได้ผลมา ก่อให้เกิดความอยากต่อไปอีก ไม่มีที่สิ้นสุด. นี้เรียกว่าเป็นการ
น.51 ทรมานอันใหญ่หลวงในวัฏฏสงสาร ซึ่งท่านจะเห็นได้ว่าโดยลำพัง ของสิ่งที่เรียกกันว่า ศีลธรรม หรือ จริยธรรม นั้น ไม่สามารถจะ แก้ปัญหาข้อนี้ได้เลย: เราจึงต้องพึ่งพาอาศัยตัวแท้ของพุทธศาสนา ที่เป็นหลักธรรมชั้นสูง สำหรับจะแก้ไขในเรื่องนี้โดยเฉพาะทีเดียว. ทั้งหมดนี้ เราจะเห็นได้แล้วว่า ความทุกข์นั้น มาจากความอยาก สมดังที่พระพุทธเจ้าท่านจัดจำแนกไว้เป็น ๓ อย่าง ในเรื่องอริยสัจ ข้อที่สอง ในฐานะเป็นมูลเหตุให้เกิดทุกข์โดยตรง. ความอยาก ๓ อย่าง นั้น อย่างแรกเรียกว่า กามตัณหา อยากในสิ่งที่ตนรักใคร่พอใจ จะเป็นรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อะไรก็ได้ แต่ต้องเป็นสิ่งที่น่ารักใคร่พอใจ. ความอยากอย่างที่สอง เรียกว่า ภวตัณหา คือความอยากเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ตามที่ตน อยากจะเป็น. ความอยากอย่างที่สามเรียกว่า วิภาตัณหา คือ ความอยากไม่ให้เป็นอย่างนั้น ไม่ให้เป็นอย่างนี้ ตามที่ตนอยาก จะไม่ให้เป็น. รวมกันเป็น ๓ ความอยาก. สำหรับหลักเกณฑ์อันนี้ เรากล้าท้าให้ใครพิสูจน์หรือแย้งกันอย่างไรก็ได้ ว่ายังมีความอยาก อะไรอีกบ้างนอกเหนือไปกว่านี้. ในที่สุด ใคร ๆ ก็ต้องยอมรับว่าในบรรดา ความอยากทั้ง หลาย ของสิ่งที่มีชีวิตและวิญญาณนั้น มันจะสรุปลงได้ในความ
น.52 อยาก ๓ ประการนี้เท่านั้น. ความอยากอันนี้เอง เป็นเหตุให้เกิด ความทุกข์. เกือบจะไม่ต้องอธิบาย ท่านทั้งหลายก็จะมองเห็นได้ว่า เมื่อมีความอยากที่ไหน ก็มีความร้อนใจที่นั่น; และเมื่อ ต้องการกระทำตามความอยาก ย่อมมีความทุกข์ยากตามส่วน ของการกระทำ; ได้ผลมาแล้ว ก็หยุดอยากไม่ได้ ยังอยาก ต่อไปอีก ก็ต้องมีความร้อนต่อไปอีก เพราะยังไม่เป็นอิสระจาก ความอยาก ยังต้องเป็นทาสของความอยากต่อไป; เพราะเหตุ ฉะนี้แหละ จึงได้กล่าวว่าคนชั่วทำชั่วเพราะอยากทำชั่ว มันก็มี ความทุกข์ไปตามประสาคนชั่ว. แม้คนดีอยากทำความดี ก็ต้องมี ความทุกข์อีกแบบหนึ่งไปตามประสาของคนดี. แต่ข้อนี้อย่าเพิ่ง เข้าใจว่าเป็นการสั่งสอนให้เลิกละจากการทำความดี มีปัญหาหรือมี ข้อซึ่งจะต้องทำความเข้าใจกันอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งจะกล่าวทีหลัง. เฉพาะ ในที่นี้ ประสงค์จะชี้ให้เห็นกันว่า ความทุกข์นั้น มีอยู่หลาย ระดับหลายชั้น ละเอียดจนคนธรรมดาเข้าใจไม่ได้ ต้องพึ่งพา อาศัยสติปัญญาของบุคคลประเภทพระพุทธเจ้า ; ซึ่งชี้ให้เห็นว่า เราจะพ้นจาก ความทุกข์โดยสิ้นเชิง ด้วยลำพัง เพียงการกระทำ ความดีอย่างเดียวเท่านั้นยังไม่พอ ยังจะต้องทำอะไรบางสิ่งบาง อย่าง ที่ยิ่งหรือเหนือไปกว่าการกระทำความดีอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งได้
น.53 แก่การทำจิตให้หลุดพ้น ไปจาก การเป็นบ่าวเป็นทาส ของความอยาก ทุกชนิดนั่นเอง. นี้, เย็นใจความสำคัญของพระพุทธศาสนา ซึ่ง ไม่มีทางพ่ายแพ้แก่ศาสนาใด ๆ, ซึ่งศาสนาใด ๆ จะไม่อาจเข้ามา เทียบคู่ หรือเคียงคู่ได้ในส่วนนี้ จึงเป็นสิ่งที่ต้องจำไว้ให้แม่นยำ เพื่อทำความเข้าใจหรือศึกษากันต่อไป กว่าจะเข้าใจถึงที่สุดของการ เอาชนะความอยากทั้ง ๓ อย่างที่กล่าวมาแล้วได้; นั้นแหละ จะ เป็นการพ้นจากความทุกข์หรืออยู่เหนือความทุกข์โดยประการทั้งปวง. ทีนี้ ก็มาถึงปัญหาที่ว่า เราจะกำจัดความอยาก หรือ จะระงับความอยากให้ได้ หรือจะตัดรากเง่าของความอยากให้ สิ้นเชิงได้นั้น เราจะกระทำอย่างใด. คำตอบก็คือหลักการ พิจารณาให้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จนมองเห็นว่าไม่มีอะไร ที่น่าอยากนั่นเอง. มันมีอะไรบ้าง ที่น่าเอา-น่าเป็น ซึ่งเมื่อเอาหรือ เป็นเข้าแล้ว จะไม่โยนความทุกข์ชนิดใดชนิดหนึ่งมาใส่ให้บุคคล นั้น ? ขอให้ตั้งปัญหาขึ้นอย่างนี้. ที่ว่ามีการได้ หรือการมี-การ เป็น ชนิดใดบ้าง ที่บุคคลใดไปได้ ไปมี ไปเป็นแล้ว จะไม่โยน ความทุกข์ ความหม่นหมองชนิดใดชนิดหนึ่งมาให้แก่บุคคลนั้น ข้อนี้หมายความว่า บุคคลนั้น ๆ ได้ไปมี หรือไปเป็นอะไรเข้า ด้วยอำนาจของความอยาก ซึ่งเป็นต้นเหตุของความทุกข์ดังกล่าวมา
น.54 แล้วนั่นเอง. คนธรรมดานั้นอย่างไรเสียก็จะต้องทำอะไรลงไป ด้วย อำนาจของความอยากทั้งนั้น: อยากอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว จึงทำ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่นได้วัตถุสิ่งของก็ได้ ได้ตำแหน่ง หน้าที่ก็ได้ ได้เกียรติยศชื่อเสียง ความดีความเด่นอย่างหนึ่ง อย่างใดก็ได้; สิ่งเหล่านั้นเมื่อได้มาแล้ว สิ่งใดบ้างที่จะไม่ทำให้ เกิดความต้องทนทำเพื่อจะรักษา หรือเพื่อจะยังทำให้คงมีอยู่ก็ตาม หรือจะไม่ทำให้เกิดความหนักอกหนักใจ ในเมื่อสิ่งเหล่านั้นวิบัติ พลัดพรากสูญหายเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม, ในเมื่อสิ่งต่าง ๆ ต้อง เปลี่ยนแปลงคงที่อยู่ไม่ได้ ดังนี้. สำหรับคำว่า การได้ ในที่นี้ หมายถึงเรื่องทางวัตถุ เช่น ได้เงินได้ทอง ได้สิ่งของต่าง ๆ. สำหรับคำว่า ความมี ความเป็น นั้น หมายถึงการเป็น เช่นเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นคนดีคนเลว เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา และอื่น ๆ อีกมากมาย. รวมทั้งสองประเภท เรียกว่า "การได้" กับ "การเป็น." สำหรับ การได้ กับการ เป็น สองอย่างนี้ ได้อะไรหรือเป็นอะไรบ้าง ที่จะไม่นำมา ซึ่งความหนักอกหนักใจ ขอให้เราคิดลองดู. เช่นการได้เงิน ได้ทองที่บุถุชนคนธรรมดาได้มา เงินหรือทองนั้น นำเอาความเขา กายสบายจิต เย็นอกเย็นใจมาให้ หรือว่าเอาความหนักอกหนักใจ วิตกกังวล ในการเก็บรักษาเป็นต้น มาให้ ? การได้บุตรได้ภรรยา
น.55 อาความเบากายเขาใจมาให้ หรือเอาภาระอย่างอื่นอีกหลายอย่าง มาให้ ? การได้เป็นนั่น เป็นนี่ ในตำแหน่งหน้าที่อย่างนั้นอย่างนี้ ก็ดี ถึงแม้ที่สุดแต่โดยเกียรติยศว่า เป็นนั่นเป็นนี่โดยเกียรติก็ดี เป็นการได้มาซึ่งความสงบเย็น หรือว่าได้มาซึ่งภาระหนักอย่างใด อย่างหนึ่งเพิ่มขึ้น ? โดยนัยนี้ อาจจะเห็นได้โดยง่ายแก่บุคคล ทุกคนว่า ล้วนแต่นำมาซึ่ง "ภาระและหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง " ทั้งนั้น. เพราะเหตุใด ? เพราะเหตุว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ล้วน แต่เป็นภาระ เพราะความไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลง เป็นทุกข์ เป็น อนัตตา ของมัน นั่นเอง. เราได้อะไรมา เราจำต้องจัดการกับสิ่ง นั้นๆ ในลักษณะที่จะให้มันยังคงอยู่กับเรา เป็นไปตามใจเรา หรือ มีประโยชน์แก่เรา. แต่แล้ว สิ่งนั้น ๆ ตามปรกติ มันเป็นสิ่งที่ไม่ เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา คือไม่รู้ไม่ชี้ต่อความประสงค์มุ่งหมาย ของบุคคลใด มีแต่จะเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุไปตามปัจจัยของมัน เอง การพยายามของคนเราจึงเป็นการต่อสู้ หรือเป็นการต้านทาน ต่อกฎแห่งความเปลี่ยนแปลงของสิ่งเหล่านั้น ฉะนั้นจึงเกิดเป็นการ ยากลำบาก หรือเป็นการทนทรมานขึ้น ในการที่จะเป็นอยู่ หรือ ทนอยู่ หรือการทำสิ่งทั้งหลายทั้งปวงให้เป็นไปตามความประสงค์ ของเรา. นี่แหละ คือ ความจริง.
น.56 อุบายวิธีอันหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เข้าถึงความจริงที่จะให้รู้ ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่น่าเอา-ไม่น่าเป็น นั้น มีอยู่. ข้อนี้ ได้แก่การพิจารณาให้ลึกซึ้งจนพบความจริงอย่างหนึ่งว่า เมื่อยังมี กิเลสตัณหา ยังสำคัญผิด ยังไม่รู้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็น จริง ความรู้สึกในการเอา-การเป็น นั้น, ย่อมมีลักษณะไปใน ทางหนึ่ง. ถ้าไม่มีกิเลสตัณหา มีแต่ปัญญาซึ่งรู้จักถูกต้องดีว่า อะไรเป็นอะไร ความรู้สึกในการเอา - การเย็น หรือ การได้ ของบุคคลนั้น ย่อมมีอยู่ในลักษณะอีกอย่างหนึ่ง. ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นการบริโภคสิ่งของ หรือการกินอาหาร ถ้าการกินนั้น เป็นการ กินด้วยตัณหา หรือความอยากในความเอร็ดอร่อย การกินอาหาร ของบุคคลผู้นั้นต้องมีลักษณะเป็นอย่างหนึ่ง ซึ่งต่างจากบุคคลหนึ่ง ซึ่งไม่กินอาหารด้วยตัณหา แต่กินด้วยสติสัมปชัญญะ หรือปัญญา อันรู้ จักสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นว่า อะ ไร เป็น อะไร.นี้ก็เป็นคนด้วยกัน เป็นมนุษย์ด้วยกัน แต่คนหนึ่งกินอาหารด้วยตัณหา อีกคนหนึ่งกิน อาหารด้วยความรู้สึกตัวด้วยปัญญา การกินจะต้องผิดกัน แม้แต่ กิริยาอาการที่กิน และความรู้สึกในขณะกินก็จะต้องผิดกันเป็น อย่างยิ่ง และในที่สุด ผลอันเกิดมาจากการกินนั้น ก็จะต้องผิดกัน อย่างยิ่งอีกเหมือนกัน เพราะว่าคนหนึ่งกินด้วยตัณหา อีกคนหนึ่ง
น.57 กินด้วยปัญญา. คนที่กินด้วยปัญญานั้น ไม่ได้กินด้วยตัณหาหรือ ความอยาก. เราจะต้องทำความเข้าใจในข้อนี้ว่าแม้จะไม่มีตัณหา ความอยากในรสอร่อย คนเราก็ยังกินอาหารได้. ไม่จำเป็น ต้องมีตัณหา คนเราก็ยังทำอะไรได้ด้วยสติปัญญา คือทำโดย มีปัญญารอบรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ควรทำ หรืออะไรไม่ควรทำ ก็ยังคง ทำสิ่งต่าง ๆ ไปได้. เพื่อเข้าใจได้ง่าย ขอกระโดดข้ามไปกล่าวถึงพระอรหันต์ หรือพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นบุคคลที่ไม่มีกิเลสตัณหา แต่ท่านก็ยังทำ อะไร ๆ ได้ ยังเป็นอะไร ๆ ได้ แม้ว่าคนธรรมดาทั่ว ๆ ไป มอง แล้วก็จะรู้สึกว่าท่านก็ทำอะไรหรือเป็นอะไร. ท่านยังทำงาน มาก ไม่น้อยกว่าพวกเราซึ่งยังมีกิเลสตัณหา; แต่ท่านทำด้วยอำนาจของ อะไร ? เหมือนกับพวกเราที่ทำด้วยอำนาจของกิเลสตัณหาอยากได้ เป็นนั่นเป็นนี่ หรือไม่ ? คำตอบที่ถูกต้องที่สุดนั้น คือ ท่านเหล่านั้น ทำด้วยอำนาจของปัญญา คือความรู้ ที่แจ่มแจ้งถึงที่สุด ว่าอะไร เป็นอะไร. การกระทำของท่าน ไม่มีตัณหาเป็นมูล แต่มีปัญญา เป็นมูล เพราะฉะนั้นจึงผิดแผกแตกต่างจากพวกเรา ซึ่งทำอะไร ๆ ก็กระทำด้วยตัณหา อย่างตรงกันข้ามทีเดียว : ผิดแผกกันตรงที่ว่า ผลที่เกิดขึ้นนั้น พวกเราเป็นทุกข์กันตลอดเวลา ส่วนท่านเหล่านั้น
น.58 ไม่มีความทุกข์เลย : ท่านเหล่านั้นไม่อยากได้อะไร ไม่อยากเอา อะไร ผลนั้นก็ไปได้กับคนอื่น แก่สัตว์ทั้งหลายเหล่าอื่น, เป็น ความพ้นทุกข์ของคนทั้งหลายเหล่าอื่น ด้วยความเมตตาของท่าน ดังนี้เป็นต้น. ต่อไปนี้ จะชี้ให้เห็นว่า เมื่อไม่อาศัยกิเลสตัณหา หรือ หมดกิเลสตัณหาแล้วก็ตาม ไม่ใช่ว่าเราจะทำอะไรไม่ได้. เรายังคงทำอะไรได้ทุกอย่าง, หากแต่ว่าบัดนี้ทำด้วยอำนาจของ ปัญญาและเมตตานั่นเอง. ทำด้วยความรู้สึกที่ไม่อยากเอาอะไร ไม่อยากเป็นอะไร ; ฟังดูก็แปลกดี. พระอรหันต์ผู้หมดลิเลสทำสิ่ง ต่าง ๆ ด้วยความรู้สึกที่ไม่อยากเอาอะไร ไม่อยากเป็นอะไร เป็น แต่ว่ามีปัญญาเป็นเครื่องบ่งเป็นเครื่องบอกว่านี้ควรจะทำ แทนที่จะ อยู่เฉย ๆ. เพราะฉะนั้นท่านจึงทำการสืบอายุพระศาสนามาจนถึง พวกเราได้ และทั้งทำประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย ตามที่สติ ปัญญาของท่านระบุว่าควรจะทำ. ร่างกายและจิตใจ ซึ่งปราศจาก กิเลสตัณหา ก็แสวงหาและบริโภคอาหารได้ด้วยอำนาจสติปัญญา ไม่แสวงและบริโภคด้วยกิเลสตัณหาเหมือนแต่กาลก่อน. เมื่อเรา หวังว่าจะเป็นผู้พ้นทุกข์ตามรอยทาง ของ พระพุทธเจ้า หรือ ของพระอรหันต์ทั้งหลาย เราก็ควรฝึกฝนตัวในการที่จะทำ
น.59 อะไรลงไปแต่ด้วยอำนาจของสติปัญญา อย่าทำไปด้วยอำนาจ กิเลสตัณหา. ถ้าเราเป็นคนศึกษาเล่าเรียน ก็ทำไปด้วยความรู้สึก ผิดชอบชั่วดี ว่ามันเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องทำอย่างนี้. ถ้า ประกอบการงานอาชีพอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ทำไปด้วยความรู้สึกผิด ชอบชั่วดีว่า เป็นสิ่งที่ทุกคนควรกระทำและทำให้ดีที่สุด ด้วยความ เยือกเย็นเท่าที่สติปัญญาจะอำนวยให้ทำได้อย่างนั้น ๆ: ถ้าทำไป ด้วยตัณหา มันร้อนใจตั้งแต่ก่อนที่จะทำ ร้อนใจในเมื่อกำลังทำ และร้อนใจทั้งเมื่อทำเสร็จแล้ว. แต่ถ้าทำด้วยอำนาจของปัญญาควบ คุมอยู่ จะไม่ร้อนใจตั้งแต่ก่อนทำ ในเมื่อทำอยู่ก็ไม่ร้อนใจ ทำเสร็จ แล้วก็ไม่ร้อนใจ. ผลย่อมแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงอย่างนี้ คนที่จะศึกษาเล่าเรียนก็ดี คนที่จะประกอบอาชีพการงานก็ดี คนที่จะมีบุตรภรรยาทรัพย์สินเงินทอง มีอะไรต่าง ๆ ที่เขาอยากจะมี กันก็ดี ถ้ามีหรือทำไปด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดี คือด้วย อำนาจของปัญญาแล้ว จะไม่ร้อนเหมือนคนที่ทำไปด้วยอำนาจ ของตัณหา ; เพราะฉะนั้น เราจำเป็นที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับ สิ่งต่างๆ เหล่านั้น ด้วยความรู้สึกของปัญญาที่รู้สึกอยู่เสมอ ว่า "สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ โดยที่แท้แล้ว เป็นอนิจจัง ทุกขัง
น.60 อนัตตา, ไม่น่าเอา - ไม่น่าเป็น. แต่เมื่อเรายังตัดไม่ได้ ยังละ ไม่ได้ ยังมีกิเลสอยู่ ยังจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ ; ก็ต้องเข้าไป เกี่ยวข้องด้วยความรู้สึกที่เป็นความรอบรู้ ที่เรียกว่าปัญญา นั้นเอง ; การกระทำของเราก็จักไม่ตกหล่มของกิเลสตัณหา, ทำไปได้ด้วย “ความลืมตา" ทำด้วยสติปัญญา จึงไม่มีความทุกข์ตั้งแต่เบื้อง ต้นจนปลาย โดยจิตใจไม่มีความหลงยึดถือโดยความเป็นตัวตน หรือของตน อย่างหลับหูหลับตา โดยที่จิตใจไม่ยึดถือสิ่งเหล่านั้น ในฐานะเป็นของน่าเอา - น่าเป็น ; คงทำไปโดยความรู้สึกผิดซอบ ชั่วดี ปล่อยให้เป็นไปตามขนบธรรมเนียมประเพณี หรือตามที่ กฎหมายและอะไรอื่น จะคุ้มครองให้ได้ก็ได้. ยกตัวอย่างเช่นว่า เรามีที่ดินเป็นทรัพย์สมบัติอยู่ เราไม่จำเป็นต้องมีความรู้สึกที่เป็น ตัณหา ไปอยากไปยึดถือในสิ่งนั้น จนถึงกับว่าเป็นที่หนักอก หนักใจแผดเผาหัวใจอยู่เสมอก็ได้ ; ขนบธรรมเนียมประเพณีหรือ กฎหมาย ท่านยังคงคุ้มครอง ที่ดินผืนนั้น ให้ยังเป็นกรรมสิทธิ์ของเรา อยู่นั่นเอง เราไม่ต้องไปยึดถือผูกพันด้วยกิเลสตัณหาให้เป็นความ ทุกข์ร้อน วิตกกังวลแก่เรา มันก็ไม่หลุดมือหายไปไหนเสีย. แม้ ว่าจะมีใครมาแย่งชิง ก็ยังคงทำการต้านทานป้องกัน ไปได้ด้วยสติ ปัญญา ไม่ต้องทำการต้านทานด้วยกิเลสตัณหาให้เร่าร้อนด้วยไฟ
น.61 คือโทสะ ก็ยังอาศัยอำนาจขนบธรรมเนียมประเพณีและกฎหมายทำ การต้านทานได้โดยไม่ต้องมีความทุกข์ เราก็ยังคงรักษาคุ้มครอง เอาไว้ได้. ถ้าหากว่ามันจะต้องหลุดมือไปจริง ๆ เราจะมีกิเลส ตัณหา หรือไม่มีกิเลสตัณหาก็ตาม มันช่วยไม่ได้ เพราะว่าสิ่ง ทั้งหลายไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงอยู่เป็นนิจ ดังนี้ มันก็ไม่ต้อง ทุกข์ร้อนอะไร. แม้จะมีกิเลสตัณหาหวงแหนสักเท่าใด ถึงคราวที่ มันจะเปลี่ยนแปลงไป มันก็ช่วยไม่ได้ เพราะฉะนั้น ไม่มีประโยชน์ อะไร ที่เราจะไปผูกพันยึดถือในการมีของสิ่งใด หรือวัตถุสังขาร เหล่าใด ด้วยกิเลสตัณหาเลย. นี้เป็น วิธีปฏิบัติต่อสิ่งทั้งปวงที่ เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. แม้ "การเป็น" ก็เหมือนกัน เราต้องไม่ยึดถือในการ เป็นนั้นเป็นนี่ เพราะว่าโดยที่แท้แล้ว ไม่มีอะไรที่น่าสนุกเลยใน การเป็น ล้วนแต่นำมาซึ่งความทุกข์ทรมานอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งนั้น. อุบายอย่างง่าย ๆ ที่เราจะพิจารณา ซึ่งเรียกว่าเป็นวิปัสนาโดย ตรง หรือการปฏิบัติธรรมโดยตรง ก็คือพิจารณาให้เห็นว่าไม่ มีอะไรที่น่าเป็น หรือไม่มีการเป็นอะไร ที่น่าสนุกเลย. ท่าน ทั้งหลายลองตั้งปัญหาสำหรับพิจารณาในข้อนี้ดูได้ทุก ๆ คน ว่ามี การเป็นอะไรบ้างที่น่าสนุก : เช่นเป็นบุตรของบิดามารดาน่าสนุก
น.62 พุทธทาน ภิกขุ ๕๙ ไหม ? หรือเป็นบิดามารดาของบุตรเสียเอง น่าสนุกไหม ? คนที่ มีอายุผ่านมาถึงขนาดมีบุตร มีหลานแล้ว จะตอบปัญหาข้อนี้ ได้ดี ว่าเป็นพ่อเขาก็ไม่สนุก เป็นลูกเขาก็ไม่สนุก เพราะต่างมีภาระที่จะ พึงปฏิบัติ. ทีนี้เป็นสามีเขา สนุกไหม ? เป็นภรรยาเขาสนุกไหม ? เป็นนายเขา สนุกไหม? เป็นบ่าวเขา สนุกไหม ? ตลอดถึงที่ ไกลออกไปถึงกับว่า เป็นคนเอาเปรียบเขา โกงเขา สนุกไหม ? เป็นคนถูกเขาโกง สนุกไหม? เป็นคนแพ้ สนุกไหม ? เป็นคน ชนะ สนุกไหม ? ดั่งนี้เป็นต้น; ขยายเรื่อยออกไป จนถึงเรื่อง เป็นสัตว์สนุกไหม ? เป็นมนุษย์สนุกไหม ? กระทั่งถึงว่าเป็นสัตว์ เป็นต้นไม้ เป็นก้อนดิน ก้อนหิน อีกทางหนึ่งนี้ สนุกไหม ? กระทั่ง ว่าเป็นเทวดา เป็นพรหม เป็นอะไรที่สูง ๆ ขึ้นไป สนุกไหม ? ถ้า ท่าน มีความรู้ ชนิด ที่เรียกว่า รู้ว่า อะไร เป็นอะไร แท้จริง แล้ว ความรู้สึกที่จะทำให้เห็นว่าไม่สนุกนั้น จะแสดงอยู่ในที่ทุกหน ทุกแห่ง ในสิ่งทุกสิ่ง, และในความมีความเป็น หรือในภาวะ ทุกอย่าง. ทุกอย่างล้วนแต่ว่าไม่มีอะไรที่น่าสนุกเลย เราต้องทน ทำ ทนเป็น ทนเอา ทนอยู่ โดยไม่รู้ สึกตัว. ทำไมเราจะต้อง ไปมอบกายถวายชีวิต หลงใหลเอา หลงใหลเป็น หรือทำไปด้วย อำนาจของกิเลสตัณหาเล่า ? เราควรจะมีความรู้สึกที่ถูกต้องในสิ่ง
น.63 เหล่านี้ ซึ่งไม่น่าเอา - ไม่น่าเป็น ให้ถูกต้องจริงๆ แล้วเป็นอยู่ ด้วยความรู้สึกของปัญญา เข้าไปเกี่ยวข้องในสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ในลักษณะที่จะให้เป็นทุกข์น้อยที่สุด หรือไม่ให้เป็นทุกข์เลย. อีกประการหนึ่ง เราจะต้องทำความเข้าใจกับผู้ที่อยู่ ร่วมโลกกันในโลก ซึ่งจะเป็นมิตรสหายชาวเกลอก็ดี แม้ที่สุด แต่จะเป็นบุตรภรรยาผู้ ใกล้ชิดสนิทสนมที่สุดก็ดี ว่าสิ่งทั้งปวงมัน เป็นอย่างนี้ ให้เขามีความเข้าใจที่ถูกต้องเหมือนกับเรา แล้วก็จะ ไม่มีอะไรขัดขวางกันในครอบครัวหรือในบ้าน ในเมือง ตลอดถึงใน โลก. ต่างคนต่างมีจิตใจไม่ยึดถือหลงใหลในสิ่งใด ๆ หรือในกัน และกัน ด้วยอำนาจกิเลสและตัณหา แต่ว่าคงมีชีวิตเป็นอยู่ด้วย อำนาจของปัญญา มองเห็นชัดอยู่เสมอว่าไม่มีอะไรที่จะยึดถือจริง จึงได้ ในการที่จะให้มาเป็นตัวเราหรือเป็นของของเรา. ทุกคน ควรมีความรู้ สึกว่าสิ่งทั้งหลายมันเป็นอย่างนั้นเอง คือไม่เที่ยง เป็น ทุกข์ เป็นอนัตตาอยู่เช่นนั้นเอง ไม่น่าหลงปรารถนาด้วยกำลังใจ ทั้งหมดทั้งสิ้น ควรยับยั้งไว้ด้วยปัญญา เข้าไปเกี่ยวข้องในสิ่งนั้นๆ แต่ในลักษณะที่จะมีความทุกข์น้อย หรือปลอดภัย คือไม่มีความ ทุกข์เลย. บุคคลชนิดนี้ เรียกว่าผู้เป็นอยู่ด้วยปัญญา มี สัมมาทิฐิตามทางแห่งพระพุทธศาสนาถึงที่สุด ควรจะเรียกว่า
น.64 เ ป็นพุทธบริษัท โดยแท้จริง. แม้จะไม่เคยบวชเคยเรียน แม้จะไม่ เคยรับศีล แม้จะไม่เคยรับสมาทานอะไรก็ตาม แต่ก็เป็นบุคคลที่เต็ม ไปด้วยศีล ด้วยธรรม เป็นบุคคลที่เข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างแท้จริง. เขาเหล่านั้นมีจิตใจอย่างเดียวกันกับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คือมีความสะอาด สว่าง สงบในใจ เพราะเหตุที่ไม่หลง ยึดถือสิ่งใด ว่าน่าเอา หรือน่าเป็น. เขาเป็นพุทธบริษัทขึ้นมาได้ โดยสมบูรณ์ โดยง่ายดายและโดยแท้จริงด้วย ด้วยอาศัยอุบาย วิธีที่ถูกต้องที่พิจารณาเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จนเกิดความ รู้สึกว่าไม่มีอะไรที่น่าเอา - น่าเป็น. ความชั่วทั้งหลายที่เป็นชั้นเลวทรามที่สุด ก็มาจากความ อยากเอา อยากเป็น ด้วยอำนาจกิเลสตัณหา. แม้ ความชั่ว ที่เบาขึ้นมา ก็ทำกันด้วยอำนาจของความรู้สึกที่เป็นกิเลสตัณหา อยากเอาอยากเป็น. แม้ ความดีทั้งปวง ก็ทำกันด้วยอำนาจตัณหา ชนิดที่ประณีตละเอียดสูงขึ้นมา ที่เป็นความอยากเอาอยากเป็น ใน ชั้นดี. แม้ ความดีถึงที่สุด ก็ทำด้วยกิเลสตัณหาที่ประณีตละเอียด ที่สุด จนไม่จัดว่าเป็นความชั่วหรือเป็นยายเลย แต่แล้วก็ยังไม่พ้น จากความทุกข์ทั้งปวงได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่พ้นทุกข์ถึงที่สุด คือ พระอรหันต์ จึงเป็นผู้ที่หมดจากการกระทำด้วยอำนาจของ
น.65 กิเลสตัณหา และกลายเป็นบุคคลที่ทำชั่วก็ไม่ได้ ทำดีก็ไม่ได้ ได้แต่ทำสิ่งที่เหนือไปกว่าความชั่วและความดี คือมีใจที่เป็นอิสระ อยู่เหนือความครอบงำของความชั่วและความดี จึงไม่มีความทุกข์ เลยดังนี้. ทั้งนี้เป็นเพราะท่านเห็นว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีความปรารถนาอยากเอา - อยากเป็น ในสิ่งใดเลย ดังกล่าวแล้ว. อาตมาได้ชี้ ให้เห็นแล้วว่า แนวแห่งพุทธศาสนาของเรา มีอยู่อย่างนี้. ท่านทั้งหลายจะทำได้ หรือไม่ได้ นั่นเป็นอีก เรื่องหนึ่ง. แต่จะทำได้หรือไม่ได้ก็ตาม แนวของพุทธศาสนา ก็ยังคงมีอยู่ดังนี้ เปลี่ยนแปลงไม่ได้. ท่านทั้งหลายจะปรารถนา หรือไม่ปรารถนาก็ตาม แนวของความพ้นทุกข์ ย่อมมีอยู่ดังนี้. บัดนี้ยังไม่ปรารถนา วันหน้าสักโอกาสหนึ่ง ก็ต้องปรารถนาอยู่ดี เพราะว่าเมื่อละความชั่วเสร็จแล้ว ความดีก็ได้ทำเต็มเปี่ยมดีอยู่แล้ว จิตยังหม่นหมองด้วยกิเลสตัณหาชั้นประณีตบางประการอยู่ ก็ไม่รู้ ว่าจะดับได้ด้วยวิธีใด นอกจากจะพยายามศึกษาในชั้นที่อยู่เหนือ อำนาจกิเลสตัณหา คืออยู่เหนือการที่จะไปอยากได้ - อยากเป็น ในสิ่งที่ชั่วหรือที่ดีก็ตาม, ต้องไม่มีความอยากได้โดยสิ้นเชิงแต่ อย่างเดียวเท่านั้น จึงจะพันได้จากความทุกข์โดยประการทั้งปวง.
น.66 ส่วนที่พวกเราควรจะศึกษากันอย่างไร เพียงไร เท่าใด นั้น ไว้ ทำความเข้าใจกันในวันหลัง. ในวันนี้ก็หมดเวลาแล้ว. ขอสรุปความว่า พุทธศาสนานั้น คือหลักวิชาและระเบียบ วิธีปฏิบัติที่ให้รู้ว่า "อะไรเป็นอะไร’ การรู้ว่าอะไรเป็นอะไรถึงที่สุด นั้น คือรู้ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. เมื่อรู้ว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โดยแท้จริงแล้ว จะเกิดมีความรู้สึกชนิด ที่จิตใจจะไม่อยากอะไร : ไม่อยากได้อะไร ไม่อยากเป็นอะไรด้วย ความยึดถือ. ถ้าต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งใด ๆ โดยลักษณะที่ เรียกกันว่า "ความมี - ความเป็น" บ้าง ก็เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย สติสัมปชัญญะ โดยอำนาจของปัญญา ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยอำนาจ ของตัณหา เพราะฉะนั้นจึงไม่มีความทุกข์ หรือมีความทุกข์แต่ น้อยที่สุด. นี้, เป็นผลของการเห็นแจ้งในความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งสรุปอยู่ในหลักที่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง มีลักษณะที่ ใคร ๆ ไม่น่ามอบตัวเข้าไปเป็นทาส เพื่อจะเอาหรือจะเป็น แต่ประการ ใดเลย. ขอให้ท่านทั้งหลายกำหนดใจความของหลักแห่งพุทธ- ศาสนาเท่าที่ได้บรรยายในวันนี้ไว้ดังนี้. ขอยุติคำบรรยายวันนี้ เพราะหมดเวลาเพียงเท่านี้.
Buddhadasa