น.67 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย อาตมาได้บรรยายแล้วแต่วันก่อน ๆ ถึงข้อที่ว่า พุทธศาสนา นั้นคือวิชาและระเบียบปฏิบัติเพื่อจะให้รู้ถึงความเป็นจริงของสิ่งทั้งปวง ว่าอะไรเป็นอะไร, และต่อจากนั้นได้บรรยายให้ทราบถึงข้อที่ว่า สิ่ง ทั้งปวงนั้นทุกสิ่ง มีปรกติเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีลักษณะที่ ไร้ความหมายแห่งความมีตัวตน, เพื่อให้ทราบใจความสำคัญว่า สิ่งทั้งปวงนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะยึดถือเอาด้วยกิเลสด้วยตัณหา เพราะ ว่าการกระทำอย่างนั้นนั่นแหละเป็นความทุกข์ หรือเป็นทางให้เกิด ความทุกข์ และกล่าวเรื่อย ๆ มา เป็นเครื่องตักเตือนไว้ทุกครั้งว่า พุทธศาสนาของเรา มีความมุ่งหมาย ที่จะแก้ปัญหาเรื่องความทุกข์ใน ทางใจ สูงและลึก ยิ่งไปกว่า ความมุ่งหมายของ ศีลธรรม หรือ จริยธรรม ตามธรรมดา. เพื่อให้เข้าใจในเรื่องความทุกข์นี้ ยิ่งขึ้น เรามีทางที่จะ
น.68 เปรียบเทียบลักษณะของความทุกข์ให้เห็นว่ามีอยู่เป็นชั้น ๆ ซึ่งชั้น สุดท้ายจะต้องอาศัยสติปัญญาหรือความรู้ ที่สูงสุดจริง ๆ จึงจะดับมัน ได้. ลักษณะที่จะกำหนดได้ง่าย ๆ ในทางเปรียบเทียบ หรือจะไม่ ถือว่าเป็นการเปรียบเทียบก็ตาม ในที่นี้ก็คือลักษณะของการเป็นโรค: การเป็นโรคนั้น เราอาจจะจำแนกให้สิ้นเชิงได้โดยจัดเป็น ๓ ประเภทด้วยกัน คือการเป็นโรคทางกาย ทางร่างกายซึ่งเราเห็น กันอยู่ทั่ว ๆ ไป นี้อย่างหนึ่ง. ที่สูงขึ้นไปกว่านั้นอีกชั้นหนึ่ง ก็คือ การเป็นโรคทางจิต. ที่นี้เราลองคิดกันดูว่าจะมีโรคอะไรอีกไหม ที่สูงไปกว่าโรคทางจิต ? ถ้าเข้าใจความข้อนี้ จะดีมาก. ในบัดนี้ ตามทางธรรมหรือทางปรัชญาที่เกี่ยวกับศาสนา ได้มีการบัญญัติ คำขึ้นใช้อีกคำหนึ่ง ซึ่งเป็นคำสำหรับเรียกโรคในทาง ซึ่งเราขอ เรียกกันไปที่ก่อนว่า ทางวิญญาณ. อาตมาเองก็ยังไม่ทราบว่าจะ ใช้คำว่าอะไรดี. โรคทางกายนั้นคงใช้คำว่า Physical Disease. โรคทางจิตก็คือ Mental Disease. ต่อมาถึงโรคประเภทสุดท้ายนี้ เรียกว่า Spiritual Disease. คำนี้ ตามธรรมดาหรือถ้าเป็นคน ธรรมดาก็มักจะเข้าใจไปว่า เป็นเรื่องผีเรื่องสาง หรือเรื่องอะไร
น.69 ทำนองนั้น. แต่ความจริงนั้น Spiritual Disease นี้ มิได้หมาย ถึงโรคเกี่ยวกับผีสางอะไรทำนองนั้นเลย. มันหมายถึงโรคที่เกี่ยว กับกิเลสแผดเผา ! ถ้าจะชี้ที่ตัวจริงของโรคนี้ก็คือ ความทนทรมาน ทางจิต ที่เกิดมาจากกิเลส. แต่โรคนั้นปรากฏทางจิตหรือวิญญาณ ล้วน ๆ ซึ่งตรงกับคำว่า Spiritual, ซึ่งสูงไปกว่าคำว่า Mental, เพราะคำว่า Mental นั้น กระเดียดไปทางเกี่ยวพันกับ Physical อยู่มาก. โรคทางกาย คือความเจ็บไข้ทางกาย, โรคทางจิต ก็คือ ความป่วยในทางจิต, แต่โรคทางวิญญาณ นี้ยิ่งไปกว่านั้น : แม้ ไม่ป่วยทางกายไม่ป่วยทางจิต แต่ถ้ายังมีกิเลสตัณหาอวิชชา อยู่แล้ว ก็ถือว่าเป็นคนป่วยในทาง Spirit หรือวิญญาณ’ อยู่ ด้วยกันทุกคน. อวิชชา คือความไม่รู้ ตัณหาคือความอยาก อุปาทานคือความยึดมั่น เหล่านี้ เป็นเครื่องทำให้คนเราตกอยู่ ในสภาพของความป่วยในทางวิญญาณ. สิ่งนี้ยิ่งไปกว่าความ ป่วยทางจิต. ๑. คำว่า วิญญาณ โดยทั่วไป ตรงกับคำว่า Consciousness. ที่ตรงกับคำว่า Spirit นี้ เป็นคำพิเศษ ของฝ่ายพวกที่ถือว่ามี เจตภูต หรือตัวตน, มิใช่ศัพท์ ทางพุทธศาสนาโดยตรง พุทธศาสนาปฏิเสธตัวตน ทำนองนั้น. ๘ ก ส ใ 6 เ จ ๘ 62 ๘ 62 ศ ท เ โ ว อ ง ย ก ย จํ ถ ข
น.70 คำว่าจิต หรือวิญญาณ นี้ ออกจะปนกันยุ่ง ฉะนั้นอย่าไป ยึดถือถ้อยคำนัก, ขอให้ยึดถือกิริยาอาการที่เกิดขึ้นจริง ๆ ก็แล้วกัน: ถ้าป่วยทางกาย ก็ไปรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลทั่ว ๆ ไป. ถ้าป่วย ทางจิต ก็ไปโรงพยาบาลพิเศษ เช่นที่ปากคลองสานเป็นต้นโดย เฉพาะ แต่ถ้าป่วยทางวิญญาณหรือ Spiritual แล้ว ก็ต้องไปหา โรงพยาบาลของพระพุทธเจ้าโดยตรง อย่างนี้เป็นต้น. ถ้าเราเข้าใจ ว่าโรคของคนทุกคน มีอยู่เป็น ๓ ชั้นดังนี้แล้ว เราก็จะรู้จัก อานิสงส์ รู้จักประโยชน์ รู้จักความสำคัญของพระพุทธศาสนา ยิ่งขึ้นทันที. เมื่อเป็นดังนี้ เราจะเห็นได้ว่า การที่จะแก้ปัญหาใน การเป็นโรคทางวิญญาณนี้ มันเหลือวิสัยที่ศีลธรรมสากลทั่ว ๆ ไป จะช่วยแก้ไขได้ ต้องอาศัยหลักธรรมในพระพุทธศาสนาในส่วนที่ เป็นชั้นสูง คือส่วนที่สามารถจะกำจัดกิเลสตัณหาได้จริง ๆ เท่านั้น เป็นเครื่องเยียวยารักษา. นี้แหละ จะทำให้เราสนใจในตัวพุทธ- ศาสนายิ่งขึ้น : เราจะมองเห็นความที่ศาสนาหรือพุทธศาสนามี สภาพอยู่เหนือกว่าศีลธรรมทั่ว ๆ ไป. ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ใจความสำคัญของพระพุทธศาสนานั้น คือวิชาและระเบียบปฏิบัติจน เกิดความรู้อันถูกต้องว่าอะไรเป็นอะไร : ถ้ารู้ถูกต้องแล้ว อย่างน้อย ก็รู้ว่าสิ่งทั้งปวงเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; ใครไปยึดถือว่า
น.71 ป็นตัวตน หรือของตนเข้า มันก็เป็นความทุกข์ : แม้ที่สุดแต่ใคร ไปหลงใหล หลงรัก หลงซัง มันเข้า มันก็เป็นความทุกข์ : เรา เรียกความทุกข์ หรือความทนทรมานอันนี้เองว่าเป็นโรคทาง วิญญาณ, ซึ่งสัตว์กำลังเป็นกันอยู่ทุกรูปทุกนาม. ทีนี้ก็มาถึงปัญหาที่ว่าเราต้องการจะปลีกตัว ลากตัว ถอนตัว ออกมาเสียจากสังขาร หรือจากสิ่งทั้งหลาย ที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เหล่านั้น เราจะมีวิธีอย่างไร ? คำ ตอบคือเราจะต้องศึกษาต่อไปถึงข้อที่ว่า "อะไรเป็นเหตุให้เราเข้าไป อยาก และเข้าไปติดยึดถือสิ่งเหล่านั้น ?" เราจะต้องศึกษาเรื่อง ของสิ่งลึกลับ ที่ทำให้เรา หลงเข้าไปยึดถือ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลก ทั้ง ๆ ที่มันเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง ที่เป็นทุกข์ ที่เป็นอนัตตา. ถ้าเรารู้ ลึกซึ้งถึงสิ่งที่เป็นต้นเหตุให้เราเข้าไปหลงยึดถือแล้ว เราอาจ จะตัดการยึดถือเสียได้ ; เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมีความรู้ในข้อนี้ โดยตรง เราจึงจะสามารถทำตนให้ถอยออกไปเสียให้ห่างไกล หรือให้เป็นอิสระออกไปเสีย จากสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งเป็นที่ตั้ง ของความหลงใหลยึดถือ ทั้งที่มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทุก ๆ วิถีทาง,
น.72 อีกประการหนึ่ง อาตมาเห็นว่า การศึกษาให้เข้าใจเรื่อง กิเลส ส่วนที่ เป็นเหตุให้ ยึดถือ หรือที่เรียกว่า “ อุปาทาน" นี่ แหละ เสียก่อน จะเป็นการช่วยให้เราเข้าใจพุทธศาสนาได้ชัด เจนลึกซึ้งถึงที่สุด และโดยง่าย, จึงขอร้องให้บรรดาท่านนักศึกษา ทั้งหลายได้สนใจในเรื่องอุปาทาน หรือความยึดถือนี้ให้มากเป็น พิเศษ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขอให้ศึกษาจนรู้จักตัวความยึดถือ ที่แท้จริงที่ท่านกำลังมีอยู่ในท่านทุก ๆ คน ไม่ว่าจะเป็นตัวท่านเอง หรือว่าจะเป็นตัวบุคคลที่เรากำลัง จะไป ช่วยเหลือเขา ให้พ้นจากทุกข์ ภัยที่เกิดมาแต่กิเลส. กิเลส ซึ่งเป็นความยึดถือหรือเป็นเครื่องยึดถือในสิ่ง ทั้งปวงนั้น พุทธศาสนาเรียกว่า "อุปาทาน" คำว่า อุปาทาน ก็แปลว่า ความยึดถือ. ถ้าตามตัวหนังสือจริง ๆ ก็แปลว่าการเข้า ไปถือเอาหรือการเข้าไปทรงไว้เป็นต้น ; แต่โดยใจความแล้ว คือ การเข้าไปยึดถือเอาด้วยกำลังจิตใจทั้งหมดทั้งสิ้นนั่นเอง. อุปาทาน หรือกิเลสเป็นเครื่องให้ยึดถือนี้ ท่านจำแนก เป็น ๔ ประการ ด้วยกัน ประการแรกเรียกว่า กามุปาทาน คือ การยึดถือในของรักของใคร่ทั่วไป. ประการที่สองเรียกว่า ทิฏฐุ- ปาทาน การยึดถือทิฐิความคิดเห็นตามที่ตนมีอยู่. ประการที่สาม
น.73 รียกว่า สีลัพพตุปาทาน ยึดถือในศีลและวัตรปฏิบัติต่าง ๆ ที่ตน เคยประพฤติปฏิบัติกระทำโดยงมงายมาแต่เดิม และประการสุดท้าย คือประการที่สี่นั้น เรียกว่า อัตตวาทุปาทาน คือ การยึดถือด้วย การกล่าวว่าเป็นตัวเป็นตน. กามุปาทาน ยึดมั่นในกาม ซึ่งเป็นประการแรกนั้น เห็น ได้จากการที่คนเราตามธรรมดา มีความติดพันในสิ่งที่เป็นที่รักที่ พอใจ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใด คือจะเป็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม. รูปก็คือสิ่งที่น่ารักใคร่ในทางรูป หรือ ทางที่เห็นด้วยตา. เสียง ก็หมายถึงเสียงไพเราะที่จะผูกพันจิตใจ. กลิ่น ก็คือกลิ่นหอม. รส ก็คือรสที่อร่อย. โผฏฐัพพะ คือการ สัมผัสทางกาย ตามที่สัญชาตญาณตามปรกติของคนเรารู้สึกว่า เป็นความสนุกสนานเพลิดเพลินหรือเอร็ดอร่อย. วัตถุที่ตั้งของ กามารมณ์ ๕ อย่างนี้ กล่าวเพียงเท่าที่รู้จักกันทั่วไป. แต่ตามหลัก ธรรมในพุทธศาสนานั้น ขยายออกไปเป็น ๖, คือมี " ธรรมารมณ์ " เพิ่มอีกอย่างหนึ่ง หมายถึงสิ่งที่ผุดขึ้นในความรู้สึกในใจ, เป็นเรื่อง อดีต ปัจจุบัน หรืออนาคตก็ได้, เกี่ยวกับวัตถุภายนอก หรือภายใน ก็ได้, เป็นของจริงหรือเป็นเพียงคิดฝันก็ได้, ซึ่งอาจให้เกิดเอร็ด อร่อยทางจิตในขณะที่รู้สึก. เมื่อทารกเกิดมา ได้รู้รสของอารมณ์
น.74 ทั้ง ๖ นี้เป็นครั้งแรก ก็เกิดความยึดถือในอารมณ์นั้นขึ้น และยึดถือ ยิ่งขึ้นเป็นลำดับ ๆ มาจนกระทั่งบัดนี้ มีความยึดถือในสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้ง แห่งความรักใคร่เช่นนั้นอย่างแน่นแฟ้น อย่างที่เหลือวิสัยที่คน ธรรมดาจะถอนได้. เพราะฉะนั้นจึงเป็น ปัญหาสำคัญ ที่เราจะต้อง มีความรู้ความเข้าใจให้ถูกต้อง และประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง ต่อสิ่งเหล่านั้น . มิฉะนั้นความยึดถือในกามนี้แหละ จะนำไปสู่ ความพินาศฉิบหาย ขอให้เราพิจารณาดูความพินาศฉิบหายของคน ทั่ว ๆ ไปตามปรกติ ก็จะมองเห็นว่ามีมูลมาจากความยึดมั่นถือมั่น ในกามอย่างใดอย่างหนึ่งดังที่กล่าวมาแล้ว คำว่า "กาม" ในภาษา บาลี มีขอบเขตกว้างขวางกว่าในภาษาไทย ซึ่งหมายถึงแต่ความ รู้สึกในทางเพศตรงกันข้ามอย่างเดียว, ถึงเพียงนี้. นักคิดแห่งยุคปัจจุบัน เช่นนักจิตวิทยาที่ชื่อ Sigmund Freud ยอมเชื่อหรือยอมมีหลักว่า อะไรทุกอย่างที่มนุษย์ทำกัน อยู่ในโลก ไม่ว่าอะไร ล้วนแต่มีมูลมาจากสิ่งที่เรียกว่ากามา- รมณ์นี้ทั้งนั้น . ถ้ามองดูกันในแง่ที่เกี่ยวกับสัตว์โลกทั่ว ๆ ไปแล้ว จะเห็นว่าข้อนี้เป็นความจริงถึงที่สุดจริงๆ ด้วย, เพราะว่าคนเราจะ รักกันก็มีมูลมาจากกามารมณ์, เราจะโกรธกัน เกลียดกัน อิจฉา ริษยา ฆ่าฟันกัน หรือฆ่าตัวเองก็ตาม ก็จะต้องมีมูลมาจาก
น.75 กามารมณ์, เพราะว่าความโกรธความเกลียดนั้น จะต้องมาจาก การที่ต่างฝ่ายต่างหวังในกามารมณ์อันใดอันหนึ่ง แล้วมีประโยชน์ อันขัดกันไม่ทางตรงกันก็ทางอ้อม. ยิ่งคิดไปยิ่งจะเห็นได้ว่า การที่ มนุษย์ต้องทำงานต้องขวนขวายต่าง ๆ นานาประการ หรือทำอะไร ก็ตาม เราอาจจะสืบสาวเรื่องราวไปจนพบว่ามีความอยากในสิ่งที่ตน ใคร่จะได้อย่างใดอย่างหนึ่งเย็นมูลฐานอยู่ในส่วนลึกทั้งนั้น. ขอให้ พินิจคิดดู แม้แต่ว่าที่เราอุตส่าห์เล่าเรียนเพื่อประกอบอาชีพนี้ ก็ ต้องมีมูลมาจากกามารมณ์ เพราะว่าเป็นไปเพื่อให้ได้ผลจากอาชีพ แล้วก็ไปจัดหาความสบายในทางรูปเสียง กลิ่นรสโผฏฐัพพะทั้งนั้น ; จะมีอะไรมากไปกว่านี้เล่า! แม้แต่เรื่องทำบุญให้ทานเพื่อไปสวรรค์ ก็เป็นการกล่าวว่ามีมูลมาจากความหวังในทางกามารมณ์. เพราะ ฉะนั้นอาตมาจึงจำกัดความลงไปว่า "เพียงเรื่องของโลก" อย่า ให้ก้าวก่ายไปถึงเรื่องของโลกฺตตระ เช่นการที่ออกบวช ทำความ เพียรเพื่อตัดกิเลสเสียให้สิ้น เราไม่ถือว่ามีมูลเพื่อจะให้ได้ซึ่งกามา- รมณ์ เว้นแต่การกระทำของคนบางพวกหรือนักบวชบางพวก ที่ทำ เพื่อกามารมณ์ในโลกในภพสวรรค์ชั้นใดชั้นหนึ่งนั้น ก็มีเหมือน กัน, แต่นั่นไม่ใช่ในพุทธศาสนา. แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม เรายังมีทางที่จะ กล่าวได้โดยอ้อมอีกว่า เพราะเกลียดกลัวกามารมณ์ซึ่งเป็นเครื่อง
น.76 ครอบงำย่ำยีโลกนั่นเอง เราจึงออกประพฤติพรหมจรรย์เพื่อหาวิธีที่ จะอยู่เหนืออำนาจของกามารมณ์เหล่านี้เป็นต้น. นี้ก็เรียกว่าการบวช นั้น มีมูลมาจากกามารมณ์โดยอ้อม คือคนละแนว แต่รวมความ แล้ว ก็อาจที่จะกล่าวว่า ความยุ่งยากปั่นป่วนของสัตว์ ของ มนุษย์ ของโลกทั้งสิ้นนั้น มีมูลมาจากกามารมณ์ ได้ อยู่นั่นเอง ทำไมกามารมณ์จึงมีอำนาจร้ายกาจถึงเพียงนี้ ? ก็เพราะ เหตุว่าเพราะอำนาจของ กามุปาทาน คือความยึดมั่น ติดมั่น เหนี่ยวแน่น อย่างเหนียวแน่นในกามตัวนี้เอง พระพุทธเจ้าท่านจึง ตรัสไว้ในฐานะเป็นอุปาทานข้อต้น เป็นปัญหาเกี่ยวกับโลกโดยตรง. โลกจะตั้งอยู่หรือจะหมุนไป หรือจะแตกดับวินาศฉิบหาย หรือ จะเป็นอะไรก็ตาม ย่อมมีมูลมาจากกามุปาทานนี้โดยตรงและ ทั่วไป. เราควรจะพิจารณาให้มองเห็นชัดในตัวเราเองว่า เรามี กามุปาทานกันอย่างไร มาตั้งแต่เมื่อไหร่ และเหนียวแน่นเพียงไร และอยู่ในลักษณะที่ออกจะเหลือวิสัยที่เราจะละได้จริงๆ หรือไม่. ถ้า หากว่าเราไม่พึ่งสติปัญญาของพระพุทธเจ้าแล้ว เราจะสามารถละ กามุปาทานไปได้อย่างไร ดูยังมืดมนมาก. สิ่งนี้แหละ คือสิ่งที่ เรียกว่า กามุปา ทาน อันจะตัดหรือละได้ด้วยการประพฤติปฏิบัติ ในทางพุทธศาสนาชั้นสูง ไม่ใช่ชั้นศีลธรรม หรือจริยธรรมตาม
น.77 ธรรมดา. ถ้าว่ากันอย่างตามธรรมดาหรือพื้น ๆ ทั่วไปอย่าง โลก ๆ แล้ว กามุปาทานเสียอีก กลับจะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ อย่างใหญ่หลวง; ที่ว่ามีประโยชน์ หมายความว่าจะทำให้รัก ครอบครัว จะทำให้ขยันขันแข็งในการ แสวงหาทรัพย์ และซื้อ- เสียง ฯลฯ อะไรเหล่านี้เป็นต้น ล้วนแต่มีมูลมาจากกามุปาทานอยู่ ทั้งนั้น. ถ้าจะเพ่งไปในทางดีอย่างโลก ๆ ก็นับว่าเป็นกำลังอันหนึ่ง ซึ่งทำให้คนขยันขันแข็ง. แต่ถ้ามองกันในแง่ของธรรม จะรู้สึก ว่าเป็นทางมาแห่งความทุกข์ทรมานอันเร้นลับ; เพราะฉะนั้นใน ทางธรรม กามปาทานจึงเป็นสิ่งที่ต้องควบคุม หรือถึงกับเป็นสิ่งที่ จะต้องละในที่สุด. เราละได้หรือยัง ? เราจะละกันหรือยัง ? นั่น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง. ขอแต่ให้เข้าใจไว้อย่างชัดเจนว่า นี่แหละคือ สิ่งที่พุทธศาสนามุ่งหมายจะให้ได้รับการควบคุม, มุ่งหมายจะ ให้ละในที่สุด: นับเป็นอุปาทานข้อแรก. ทิฏฐปาทาน ยึดมั่นด้วยทิฐิคือความคิดความเห็น ซึ่งเป็นอุปาทานข้อที่สองนั้น ก็เป็นสิ่งที่พอจะมองเห็นและเข้าใจได้ไม่ ยากนักเหมือนกัน. พอเราเกิดมาในโลก เราก็ต้องได้รับการศึกษา อบรม ให้เกิดเป็นความเห็นชนิดที่เรียกว่า ทิฐิ, คือความเห็น ชนิดที่มีไว้สำหรับถือรั้นยึดมั่น ไม่ค่อยยอมใครง่ายๆ. นี้เรียกว่า
น.78 ทิฐิ. ความเห็นชนิดนี้ คนทุกคนจะต้องยึดมั่นของตนด้วยกันทั้ง นั้น อยู่ในลักษณะที่อาจจะจัดเป็นสัญชาตญาณ; กล่าวอย่างนี้ก็ ไม่ผิด. ลักษณะที่ยึดมั่นด้วยทิฐิความคิดความเห็นของตนนี้ เป็น ไปตามธรรมชาติ เราไม่ติเตียนกันนัก และเป็นสิ่งที่ห้ามไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของธรรมชาติ. แต่ถ้าเรามองให้ดี ก็จะเห็นเป็นโทษ เป็นภัยที่ร้ายกาจอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน คือไม่น้อย ไปกว่ากามุปาทาน. ถ้าคนเรายึดมั่นในทิฐิความคิดความเห็น เดิม ๆ ของ ตัวอย่างใด อย่างหนึ่ง เป็นคนดื้อดึงโดยเด็ดขาดแล้ว ก็แปลว่าจะต้องได้รับความ วินาศ. เราจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงทิฐิความคิดเห็นของเรานี้ให้ ถูกยิ่งขึ้นให้ดีให้สูงยิ่งขึ้น. แม้ว่าเราจะยังคงยึดถือทิฐิอยู่ก็ตาม เราจะต้องปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น คือจากมิจฉาทิฐิ ให้ค่อย ๆ กลายมาเป็นสัมมาทิฐิ และยิ่ง ๆ ขึ้นจนเป็นสัมมาทิฐิถึงที่ สุด ชนิดที่รูอริยสัจดังที่อาตมาได้บรรยายแล้วแต่วันก่อน ทิฐิที่เป็นเหตุแห่งความถือรั้น มีมูลมาจากทางหลาย ๆ ทาง แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้ว มักจะเกี่ยวกับขนบธรรมเนียม ประเพณี หรือลัทธิศาสนาเป็นส่วนใหญ่. เมื่อกล่าวดังนี้ ก็พอจะ เข้าใจกันได้ว่า สิ่งใดที่เราเห็นว่าถูกที่สุด หรือดีที่สุด สิ่งนั้นเรา ก็จะยึดถือมากที่สุด. ความยึดมั่น ถือมั่น เกี่ยวกับทิฐิ จึงมัก
น.79 จะต้องตกไปตามขนบธรรมเนียมประเพณี หรือลัทธิศาสนา ซึ่งเป็นสิ่งที่มีไว้แสดงถึงสิ่งที่ถือว่าดีที่สุด. ส่วนที่จะมีทิฐิดื้อ รั้นเป็นของส่วนตัวเองล้วน ๆ นั้นยังไม่เท่าไร ยังไม่มากมายเท่ากับ ที่งอกงามมาจากขนบธรรมเนียมประเพณีหรือศาสนา ที่ค่อย ๆ อบรม สะสมกันมากขึ้น ๆ ยังมีข้อที่ยิ่งไปกว่านั้นอีก: ทิฐิต่างๆ นี้ ยังเกี่ยวกับความไม่รู้ ที่เรียกว่า อ วิ ช ชา. เมื่อมีความไม่รู้ ก็มี ความเข้าใจเอาเองตามอำนาจกิเลสพื้นฐาน ว่าสิ่งนี้น่ารัก สิ่งนี้ น่ายึดถือ สิ่งนี้เที่ยงแท้ถาวร สิ่งนี้เป็นความสุข สิ่งนี้เป็นตัวเป็นตน แทนที่จะเห็นว่าสังขารเหล่านั้นเป็นของปฏิกูล เป็นมายา เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างนี้เป็นต้น กระทั่งว่าอะไร ๆ ที่ตนเคยสำคัญ มั่นหมาย เคยเข้าใจมาแล้วละก็ ต้องเป็นของถูก ไม่ยอมให้เย็น ของผิด เป็นผู้ไม่ยอมผิด ทั้ง ๆ ที่บางทีก็เห็นอยู่ว่าผิด แต่ก็ยอม ให้ไม่ได้ เพราะยังสงวนทิฐิ ความเห็นอันนี้ไว้เรื่อย. ความเป็นผู้ ที่คือดึงซึ่งหน้าอย่างนี้ นับว่าเป็นอุปสรรค หรือศัตรูของคนเราอย่าง ยิ่ง. มันจะทำให้เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น หรือ ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงลัทธิแห่งความคิดความเห็น หรือความ เชื่อในลัทธิศาสนา หรือลัทธินิกายอื่น ๆ ที่จะเป็นไปในทางที่ดีขึ้น.
น.80 ปัญหานี้ ย่อมจะเกิดแก่บุคคลผู้ถือลัทธิศาสนาหรือลัทธิอะไรก็ตาม ที่ยังต่ำอยู่. ทั้งๆ ที่ตัวเห็นว่าต่ำ ก็เปลี่ยนไม่ได้ เพราะถือเสียว่า เป็นของที่บิดามารดาปู่ ย่าตายายเคยถือกันมาบ้าง หรือไม่มีเหตุผล อะไรสำหรับแก้ตัวขึ้นมาจริงๆ ก็ถือเสียเพียงว่า มันเป็นสิ่งที่เคย ถือมาอย่างนี้ก็ดีแล้ว ดังนี้เป็นต้น. เพราะเหตุนี้เอง ทางพุทธศาสนา จึงถือว่า ทิฐิเป็นกิเลสตัวร้ายกาจ เป็นสิ่งที่น่าอันตรายที่สุด อย่างหนึ่ง, ซึ่งจะถือเป็นของเล็กน้อยไม่ได้, จะต้องพยายาม อย่างยิ่ง ให้หน่าย ให้จาง และให้หลุดถอน. สีลัพพตุปาทาน อันเป็นข้อที่สามนั้น หมายถึงความ ถือมั่นในการประพฤติการกระทำ ที่เคยประพฤติกระทำสืบ ปรัมปรากันมาอย่างไร้เหตุผล หรือที่ถือว่าเป็นการ ประพฤติ กระทำที่นิยมกันว่าขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็ยึดถือไว้ในฐานะเป็นสิ่ง ที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ไม่ยอมสละคืน, คนไทย เราทั่วไป ก็มีสิ่งที่เรียกว่า สีลัพพตะ หรือ ศีลพรต ในที่นี้กันไม่ น้อยกว่าชนชาติอื่นเหมือนกัน. มีการถือเครื่องรางของขลังและลัทธิ พิธี เคล็ดลับต่าง ๆ เช่นว่าตื่นขึ้นมา บางคนจะต้องเสกน้ำล้างหน้า, จะถ่ายอุจจาระเป็นต้น ก็ต้องมีเคล็ดอย่างนั้นอย่างนี้ เช่นจะต้องผิน
น.81 น้าทิศนั้นทิศนี้, จะบริโภคอาหารหรือจะนอน ก็ต้องมีเคล็ดอย่าง นั้นอย่างนี้, มีการเชื่อผีสางเทวดา ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น, ซึ่งเป็นของคนโบราณ. แม้แต่คนสมัยปัจจุบันนี้ ก็ยังมี สิ่งที่ตัวยึดถือ หรือความยึดถือ ในทำนองนี้ และโดยเฉพาะก็มัก จะเป็นของที่เกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณี หรือลัทธิศาสนาอีก นั่นเอง. ใจความสำคัญของเรื่องสีลัพพตุปาทาน นี้ อยู่ตรงที่ว่า เป็นระเบียบวิธีประพฤติปฏิบัติที่ทำไปโดยไร้เหตุผล โดยไม่ต้อง คำนึงถึงเหตุผล โดยไม่อาศัยเหตุผล ; คงมีแต่ความยึดมั่นถือ มั่น แต่ตามตัวหนังสืออย่างเดียวบ้าง, ในฐานะที่เป็นของที่เคยทำ มาแล้ว ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงข้าง. แม้แต่ที่เป็นพุทธบริษัทเป็น อุบาสกอุบาสิกาแท้ ๆ ก็ยังมีของอย่างนี้ ยึดมั่นถือมั่นกันไว้คนละ อย่างสองอย่าง: แม้ที่เป็นพระภิกษุสงฆ์ ก็ยังยึดมั่นถือมั่นอะไร บางสิ่งบางอย่างหรือหลาย ๆ อย่าง ในทำนองนี้ ซึ่งเป็นตัวศีลวัตร หรือศีลพรต ชนิดที่ยึดถือไว้ด้วยอุปาทาน. โดยเฉพาะลัทธิศาสนา ต่าง ๆ ที่ถือพระเป็นเจ้า ถือเทวดา ถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำนองนั้นด้วย แล้ว จะต้องมีการถือชนิดนั้นมากอย่างยิ่ง. สำหรับในวงพุทธศาสนา
น.82 เราไม่สู้จะมีมากเหมือนอย่างนั้น แต่ถึงอย่างนั้นก็มีไม่น้อย. ข้อนี้ เป็นได้โดยเหตุที่ว่าเมื่อมาประพฤติศีล หรือธรรมะข้อใดข้อหนึ่งแล้ว ไม่ทราบความมุ่งหมาย ไม่คำนึงถึงเหตุผล ได้แต่ลงสันนิษฐาน เอาเสียว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์, เมื่อลงได้ปฏิบัติของศักดิ์สิทธิ์แล้ว ย่อมต้องได้รับผลดีเอง; ฉะนั้นคนเหล่านี้จึงสมาทานศีล หรือประ พฤติกรรมะ แต่เพียงตามแบบฉบับตามตัวอักษร ตามประเพณี ตาม ตัวอย่าง ที่สืบปรัมปรากันมาเท่านั้น, ไม่เข้าถึงเหตุผลของสิ่งนั้น ๆ. แต่เพราะอาศัยการประพฤติกระทำมาจนซิน การยึดถือจึงเหนียว แน่นเป็นอุปาทานชนิดที่แก้ไขยาก. ด้วยเหตุนี้แหละ การที่ใครจะ เปลี่ยนจากลัทธิหนึ่ง ไปสู่อีกลัทธิหนึ่ง หรือเปลี่ยนจากศาสนาหนึ่ง ไปสู่ศาสนาหนึ่งนั้น จึงเป็นสิ่งที่ยากที่จะทำได้ เพราะอำนาจของ ศีลวัตรที่ตนประพฤติปฏิบัติ สมาทานอยู่ด้วยความยึดถือ หลายวัน หลายเดือน หลายปี หลายสิบปี จนแน่นแฟ้นเปลี่ยนไม่ได้, อันนี้ เรียกว่า อุปาทาน ในการประพฤติปฏิบัติที่เคยกระทำสืบ ๆ กันมาอย่างผิด ๆ หรืองมงาย, ต่างจากอุปาทานข้อที่สองข้างต้น ซึ่งหมายถึงการถือในตัวทิฐิ หรือความคิดความเห็นที่ผิด. ส่วน ข้อนี้เป็นการยึดถือในตัวการปฏิบัติ หรือ การกระทำทางภายนอก.
น.83 ม้การประพฤติวิปัสนากรรมฐาน สมถกรรมฐาน อย่าง ที่ประพฤติ ๆ กันอยู่ก็ตาม ถ้าหากว่าทำไปด้วยความไม่รู้เหตุผล ต้นปลาย ไม่รู้ความมุ่งหมายอันแท้จริง เหล่านี้แล้ว ก็ต้องเป็น การทำไปด้วยอำนาจสีลัพพตุปาทานนี้ทั้งนั้น. การกระทำทาง ศาสนาของคนสองพวก ที่ดูภายนอกเหมือนกันนั่นแหละ จะ กลายเป็นว่าพวกหนึ่ง กำลังทำอยู่ด้วยอำนาจสีลัพพตปรามาส เป็นความโง่เขลาชนิดหนึ่งไป เพราะความยึดถือเหนียวแน่นใน ทางขลังและศักดิ์สิทธิ์ชนิดหนึ่ง โดยไม่ต้องสงสัย. แม้ที่สุดแต่ เราจะรักษาศีล, จะเป็นศีลห้า หรือศีลแปด ศิลสิบ หรือศีลอะไร ก็ตาม ถ้ารักษาโดยคิดว่าเราจะเป็นผู้ขลังผู้ศักดิ์สิทธิ์ จะมีอำนาจ วิเศษอะไรขึ้นมา เพราะการรักษาศีลนั้นแล้ว ก็กลายเป็นสีลัพพต- ปรามาส ซึ่งทำไปโดยอำนาจสีลัพพตฺปาทานนี้ทั้งนั้น, ไม่จำ ต้องกล่าวถึงการประพฤติวัตรแปลก ๆ ของพวกเดียรถย์ ภายนอก พุทธศาสนาเลย ; ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องระมัดระวังให้มาก. ในการที่จะ ประพฤติปฏิบัติตามหลักของธรรมะ หรือของศาสนาที่ถูกต้องนั้นมันจะ ต้องเป็นการถูกต้องไปตั้งแต่ทิฐิความคิด ความเห็นและความพอ ใจในผลของการปฏิบัติที่มีเหตุผล ในการทำลายกิเลสไปตั้งแต่ต้น ที่เดียว ความประพฤติปฏิบัตินั้น จึงจะไม่เป็นไปเพื่อความยึดถือ ด้วยอุปาทาน ที่เหนียวแน่นนอกลู่นอกทางยิ่งขึ้น
น.84 อีกอย่างหนึ่ง ยังมีสิ่งที่ควรจะมองด้วยเหมือนกั น ว่า เราทุกคน มีอะไร ที่เราถือ รั้น เหนียวแน่น อยู่ ในทาง การกระทำ หรือ ประพฤติ ในฐานะที่เป็นลัทธิชนิดหนึ่ง ซึ่งเราถือเสียว่าอยู่เหนือ เหตุผลที่จะพิสูจน์. อาตมาอยากจะยืนยันว่า ข้อนี้เป็นทางที่จะทำให้ เราตกหลุมพรางของสีลัพพอุปาทานข้อนี้โดยไม่รู้สึกตัว, และเป็น สิ่งที่มีอยู่ด้วยกันทุกคน ทั้งคนสมัยเก่าทั้งคนสมัยใหม่ หรือคน สมัยใหม่เจี๊ยบก็ตาม. ขอให้ไปพิจารณาดูเถอะว่า เรากำลังเชื่อ กำลังพอใจ กำลังยึดถือ ในระเบียบแห่งการประพฤติ การกระทำ อย่างหนึ่งอย่างใดของตน อย่างเหนียวแน่น อย่างที่ใครๆ จะมา ง้างไม่ได้ที่เดียว ดังนี้ด้วยกันทุกคน, หากแต่ว่ามันแตกต่างกัน เป็นหลาย ๆ อย่าง เป็นคน ๆ ไปเท่านั้น. คนเรามามัวหลงใหลอยู่ ในสิ่ง ๆ นี้กันเสีย จึงเป็นเหตุให้ติดเหนียวแน่นอยู่ในสิ่งนี้ที่ตนเคย ถือรั้นผิด ๆ มาแต่เดิม เป็นทางไม่ให้ก้าวหน้าไปในทางสูงของ จิตใจ. จิตใจยังคงถูกหุ้มห่อให้มืดมิดอยู่ด้วยอุปาทานข้อที่สามนี้ ตลอดเวลา. อัตตวาทุปาทาน อันเป็นอุปาทานข้อสุดท้ายนั้น แปล ว่าความยึดมั่นด้วยวาทะว่าตัวตน. ท่านใช้คำว่า ยึดมั่นด้วยวาทะ คือคำพูดว่าตัวตน แต่ที่จริงไม่ใช่คำพูด. มันเป็นความยึดถือในใจ.
น.85 รือถ้าจะว่าพูด ก็เป็นใจพูด คือใจพูดข้างใน ว่านี้มันตัวตน. ความยึดถือว่าตัวว่าตนนี้ เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เท่า ๆ กับที่เป็น สิ่งที่เร้นลับอย่างยิ่ง. ถ้าจะกล่าวให้กว้างออกไปอีก ก็กล่าวได้ว่า เป็นตัวสัญชาตญาณโดยตรง . ความรู้สึกที่มีประจำอยู่ในชีวิต จิตใจของสิ่งที่มีชีวิตนั้น ย่อมจะมีความรู้สึกในข้อที่ว่า เรา เป็นเรา หรือเราเป็นตัวตนของเรา อยู่ดังนี้เสมอไป อย่างที่ จะช่วยไม่ได้ เพราะเหตุว่าความรู้สึกอันนี้แหละ เป็นสัญชาตญาณ ขั้นมูลฐานที่สุด ของสิ่งที่มีชีวิต และเป็นสัญชาตญาณมูลฐาน ของสัญชาตญาณอื่น ๆ. สัญชาตญาณอื่น ๆ ในที่นี้ ก็เช่นสัญ- ชาตญาณเพื่อจะหาอาหาร กินอาหาร เพื่อให้มีความเจริญงอกงาม ใหญ่โต รวมทั้งสัญชาตญาณเพื่อต่อสู้อันตราย เพื่อจะหลบหนี อันตราย หรือว่าสัญชาตญาณที่จะสืบพันธุ์ เอาไว้ไม่ให้สาบสูญ และสัญชาตญาณอื่น ๆ อีกมาก. แต่ว่าสัญชาตญาณทั้งหมดนั้น ต้องอาศัยอยู่บนสัญชาตญาณแห่งการรู้ สึกยึดถือว่าตัวเรา. มัน ต้องมีตัวเรา หรือมีความยึดถือว่าตัวเราเสียก่อน มันจึงจะไม่อยาก ตาย มันจึงจะอยากอาหารมาเลี้ยงร่างกาย มันจึงอยากจะต่อสู้เพื่อ เอาตัวรอด หรือไม่ให้ได้รับอันตราย มันจึงอยากจะสืบพันธุ์ ของ มันไว้. มันจะเป็นสัญชาตญาณใด ๆ ก็ตาม ก็ต้องอาศัยอยู่บน
น.86 สัญชาตญาณที่เป็นมูลฐาน คือสัญชาตญาณที่เป็นความรู้สึก ยึดถือว่ามีตัวตนนี้เอง : ความยึดถือว่ามีตัวตน จึงเกิดเป็นสิ่งที่จะ ต้องมีประจำอยู่ในสิ่งทุกสิ่งที่มีชีวิต ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว มันจะมี ชีวิตรอดมาไม่ได้. ขอให้เข้าใจสั้น ๆ อย่างนี้ก็แล้วกัน ว่า ถ้า ปราศจากความรู้สึกยึดถือว่าตัวตนแล้ว มันจะมีชีวิตมาไม่ได้ คือมันจะไม่แสวงหาอาหาร มันจะไม่หลบหลีกอันตราย มันจะไม่ สืบพันธุ์ ดังนี้เป็นต้น. ครั้นมีชีวิตมาได้ถึงบัดนี้ ก็หมายความว่า มีสัญชาตญาณแห่งความยึดถือตัวตนนี้แหละเป็นมูลฐาน. แต่พร้อม กันนั้น, พร้อมกันที่เดียว, พร้อมกันไปในตัวนั้นเอง, มันก็เป็นสิ่งให้ เกิดความทุกข์ ในการแสวงหาอาหาร ในการต่อสู้ ในการสืบพันธุ์ หรือในการทำอะไรทุก ๆ อย่าง ซึ่งต้องอาศัยความอยาก คือกิเลส ตัณหา ; เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่ามันเป็นมูล ฐานแห่งความทุกข์ ทั้งปวงด้วย. ข้อนี้มีพระบาลีที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้เป็นใจ ความว่า ถ้าเราจะพูดกันโดยสรุปความให้สั้นที่สุดแล้ว ก็พูด ว่า "สิ่งต่าง ๆ ที่มีอุปาทานยึดครองอยู่นั่นแหละ เป็นตัวความ ทุกข์ หรือเป็นมูลเหตุของความทุกข์ " หรือให้สั้นกว่านั้นอีก ก็ว่า “ร่างกายและจิตใจที่มีอุปาทานเข้าไปยึดถือหรือครอบครองอยู่
น.87 นั่นแหละเป็นตัวความทุกข์" ๑ ดังนี้. เมื่อเป็นดังนี้ เรามองเห็นได้ พร้อม ๆ กันไปในคราวเดียวกันว่า อุปาทานข้อนี้ เป็นมูลกำเนิด ของชีวิตด้วย เป็นมูลกำเนิดของความทุกข์ด้วย พร้อมกัน หรือเคียงคู่กันมา. และคำที่ว่า "ชีวิตคือความทุกข์ - ความ ทุกข์ คือ ชีวิต" นี้ ท่านหมายความกันถึงข้อนี้เอง หรือมีข้อ เท็จจริงอยู่ตรงนี้เอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะต้องศึกษาดูให้ดี. ยิ่งกว่านั้น ยังมีคำกล่าวในพระพุทธศาสนา ซึ่งกล่าวในฐานะ เป็นอุปมาว่า ผู้ ที่จะเอาตัวรอดจากความทุกข์ให้ได้นั้น ให้ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่เสีย ๑ ที่ว่าฆ่าพ่อฆ่าแม่ ในที่นี้นั้น ก็หมายถึง ฆ่า อุปาทาน หรือ ฆ่าอวิชชา อันเป็นมูลเหตุของตัณหาและ อุปาทาน นี้เอง ; หมายความว่าถ้าดับอุปาทานที่ยึดถือว่าตัวตนเสีย ได้ ก็จะหมดความทุกข์ ชีวิตก็จะถึงที่สุดแห่งความทุกข์ หมาย- ความว่า จะไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการเกิดแก่เจ็บตายอีกต่อไป จะหมด เหตุหมดปัจจัยที่จะปรุงแต่งให้มีภพ มีชาติเกิดใหม่อีกต่อไป, ชาติ ที่เป็นอยู่ในบัดนี้ จะเป็นชาติสุดท้ายขึ้นมาทันที. การที่เรารู้จัก ๑. สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกุขนฺธา ทุกขา - โดยสรุปย่อ ขันธ์ห้าที่ประกอบอยู่ ด้วยอุปาทานเป็นตัวทุกข์. ๒. มาตรํ ปีตรํ หนุตวา ราชาโน เทฺว ขตฺติเย ฯ ไตร. ล. ๒๕ น. ๕๔ อุปาทานว่า ตัวตนเป็นเหตุให้มีภพ มีชาติ, จึงถูกเปรียบด้วย พ่อแม่.
น.88 มูลกำเนิดของชีวิต หรือของความทุกข์นี้ น่าจะถือว่าเป็นการ รู้ในสิ่งที่ลึกซึ้งที่สุด หรือที่ควรรู้ที่สุด เพราะว่าเป็นทางที่ทำให้ เราสามารถจำกัดความทุกข์ได้เด็ดขาดหมดจดสิ้นเชิงถึงที่สุด. ข้อนี้ เราอยากจะอวด ว่าเป็นวิชาความรู้เฉพาะของพระพุทธศาสนา ซึ่ง ไม่อาจจะหาพบได้ในศาสนาอื่น ที่มีอยู่ในโลกนี้ เท่าที่หลักฐาน ยืนยันอยู่ในปัจจุบันนี้ ; ฉะนั้นอาตมาจึงย้ำในข้อนี้ในฐานะที่เป็นใจ ความสำคัญของพระพุทธศาสนาเรา. ขอให้ท่านนักศึกษาตั้งใจ กำหนดจดจำเอาไปศึกษาพินิจพิจารณาให้ละเอียดสุขุมเย็นพิเศษ. วิธีปฏิบัติในเรื่องที่เกี่ยวกับอุปาทาน ให้เป็นประโยชน์ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้นั้น จะต้องอาศัยการที่เรารู้จักตัว อุปาทาน โดยเฉพาะ อัดตวาทปาทาน ข้อสุดท้ายนี้ ให้มากเป็น อย่างยิ่ง, และโดยเฉพาะอย่างยิ่งขึ้นไปอีก ก็ในแง่ที่อาตมาได้ กล่าวแล้ว ว่าเป็นมูลฐานของสิ่งที่เรียกว่า ชีวิตหรือของสิ่งที่มี ชีวิต และเป็นสิ่งที่มีอยู่เอง เป็นอยู่เอง, มีประจำอยู่เสร็จแล้วในตัว โดยไม่ต้องสอนอะไรกันอีก. ตัวอย่างเช่นเด็กเล็ก ๆ พอเกิดมาจาก ครรภ์มารดา หรือว่าลูกสัตว์เล็กๆ พอเกิดมาจากท้องแม่ ก็มี สัญชาตญาณอันนี้มาด้วยเสร็จ. เราจะเห็นได้ว่าลูกสัตว์เล็ก ๆ เช่น ลูกแมว รู้จักขู่ฟู่ ๆ ในเมื่อเราเข้าไปใกล้มัน ซึ่งเป็น สัญชาตญาณ
น.89 ห่งการต่อสู้ป้องกันตัวเอง. สัญชาตญาณในการรู้จักอยากอาหาร รู้จักแสวงหาอาหาร รู้จักทำอะไร ๆ ที่เข้าข้างตัว ก็เป็นอย่างเดียว กัน. ยิ่งกว่านั้น อัตตวาทุปาทานนี้ ยังเป็นไปมากจนถึงกับว่า เป็นความรู้สึกที่อยู่เหนือเหตุผล คือไม่ต้องอาศัยเหตุผล อาศัย แต่ความรู้สึกที่รู้สึกอยู่แล้วในจิตใจเท่านั้น. ยกตัวอย่างเช่นเด็ก เล็ก ๆ เขาเดินเซไปเผอิญศีรษะไปกระทบเข้ากับประตู เจ็บ แล้วก็ ร้องไห้. พี่เลี้ยงหรือมารดาก็แก้ได้โดยวิธีที่ไปตีประตูแก้แค้นแทน ให้, เด็กนั้นก็หายโกรธหรือหายร้องไห้ ดังนี้เป็นต้น อาการอันนี้ ติดมาจนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่แล้ว ก็ยังโกรธสิ่งที่ไม่มีชีวิตไม่มี วิญญาณเหล่านั้นได้อยู่เหมือนกัน. เราจะเห็นคนโต ๆ ในขนาด พวกเรานี้ ขว้างปาวัตถุสิ่งของนั้นนี้ ลงไปด้วยความโกรธ ใน ฐานที่โกรธราวกับว่าสิ่งของนั้นเป็นบุคคลอีกคนหนึ่ง ที่ไม่ทำตาม ความประสงค์ของตน หรือสิ่งของนั้นมีเจตนาที่จะขัดคอขัดขวางตน ดังนี้เป็นต้น. ขอให้พิจารณาถึงข้อที่เด็ก ๆ บางทีก็เตะประตู ตีประตู ที่อะไรต่อมิอะไร ที่ไม่มีชีวิตวิญญาณด้วยความโกรธ. แม้ที่สุด แต่สิ่งที่ไม่มีชีวิตวิญญาณ ถ้าเผอิญมันกระดุกกระดิกได้ เช่น เครื่องจักรของนาฬิกาที่กำลังเดินอยู่เป็นต้น ก็จะเผลอรู้สึกว่าสิ่งนั้น มีชีวิตวิญญาณขึ้นมาทันที.
น.90 เพราะเหตุที่มีอุปาทานว่า มีอะไรที่เป็นตัวตนอยู่ประจำอยู่ ในสิ่งทั้งหลาย และอุปาทานนั้นก็สิ่งประจำอยู่ในจิตในใจของคนทุก คน ฉะนั้นเราจึงสู้ ไม่ได้ หรือช่วยไม่ได้ แก้ไม่ไหว ในการที่จะป้องกัน มิให้อุปาทานในข้อนี้ แสดงอิทธิพลอะไรออกมา. มันย่อมมีอิทธิพล ในการกระทำทุกสิ่งทุกอย่างของคนเรา. เรามีทางทำได้อย่างเดียว คือจะควบคุมมันไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้, จนกว่าจะ เจริญด้วยวิชาความรู้ในทางธรรมมากขึ้น ในภายหลัง เราจึง จะสามารถควบคุมมันได้ถึงที่สุด หรืออาจจะเรียกได้อีกโวหารหนึ่ง ว่า ตัดให้เด็ดขาดลงไปด้วยหลักวิธีที่ทางพุทธศาสนาสอนไว้ จน เราชนะสัญชาตญาณข้อนี้. ถ้ายังเป็นคนธรรมดา คือ เป็นบุถุชน อยู่แล้ว ย่อมไม่มีทางที่จะเอาชนะสัญชาตญาณข้อนี้ได้เลย. แม้ จะเป็นพระอริยเจ้า ก็มีแต่พระอริยเจ้าอันดับสุดท้ายที่สุด คือพระ อรหันต์เท่านั้น ที่จะเอาชนะสัญชาตญาณข้อนี้ได้. เราต้องเข้าใจ ไว้ว่า ไม่ใช่เป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่เป็นปัญหา ของสิ่งที่มีชีวิตทั่ว ๆ ไป ทั้งหมดทั้งสิ้น. ถ้าเราต้องการจะเป็น พุทธบริษัทเต็มตัว คือให้ได้รับประโยชน์จากพระพุทธศาสนา โดยครบถ้วนแล้ว ก็จำเป็นจะต้องศึกษาเรื่องนี้ และเอาชนะ อุปาทานข้อนี้ให้ได้ให้มากที่สุด เราก็จะได้รับประโยชน์เต็ม ตาม ที่พระพุทธศาสนามีให้เรา และเราก็จะเป็นพุทธบริษัทแท้.
น.91 ม้ในขั้นที่เรายังละไม่ได้ ยังตัดไม่ได้นี้ อาตมาก็ยัง ขอยืนยันว่า อุปาทานทั้งหมดนี้ ยังเป็นสิ่งที่ควรศึกษา พินิจ พิจารณาอย่างละเอียดสุขุม และทำการควบคุมมันให้ดีที่สุด เท่าที่จะทำได้ ; นั่นแหละ เราจึงจะค่อย ๆ เป็นอิสระแก่ตัวเราเอง. คือ เป็น อิสระ แก่ กิเลส แต่เราใช้ คำว่า เป็นอิสระ แก่ตัวเราเอง. ในการที่เราจะปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ ของเราให้ถูกต้องตรงตามอุดมคติ ของเรา ยกตัวอย่างเช่นบรรดาท่านทั้งหลายเหล่านี้ ที่จะออกไป เป็นตุลาการประจำศาลอย่างน้อยที่สุด ท่านก็ต้องมีหลักหรืออุดมคติ ในข้อที่ว่า จะไม่ลำเอียงด้วยอคติทั้งสี. แต่ว่าเพียงความรู้หรือ ความตั้งใจว่าจะไม่ลำเอียงด้วยอคติทั้งสี่ ในขณะที่เราควบคุมอุปา- ทานข้อนี้ไม่ได้เสียเลยนั้น จะเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ หรือจะเป็นสิ่งที่ทำ ได้ยากที่สุด. การที่เราจะไม่มีอคติขึ้นมาเฉย ๆ ง่าย ๆ นั้น ไม่ได้แน่. นั่นเป็นสิ่ง ที่มีได้ยาก หรือเป็นสิ่งที่เหลือวิสัย. แต่ถ้าหากว่าเรา ได้ศึกษารู้จักกิเลสตัณหาอุปาทาน หรืออัตตวาทุปาทานข้อนี้ โดยเฉพาะ ให้แจ่มแจ้งที่สุด และทำให้อยู่ในความควบคุม ของเราให้มากที่สุดแล้ว การที่จะเป็นคนไม่มีอคติ ไม่ลำเอียง จะเป็นของง่ายที่สุด ทั้งจะเป็นของสบายที่สุดด้วย ; และเรา จะไม่ต้องเสียใจภายหลัง. เมื่อเราปฏิบัติหน้าที่ของเราได้บริสุทธิ์ ผุดผ่องตามอุดมคติแล้ว เราก็มีแต่ความสุขใจแท้จริงตลอดไป.
น.92 ถ้าเราปฏิบัติไม่ได้ เพราะว่าเราสู้มันไม่ได้ ควบคุมมันไว้ไม่ได้ เราก็ต้องเสียใจภายหลังเป็นธรรมดา และเป็นทางมาแห่งการเสื่อม เสียอย่างอื่นสืบไปอีก ไม่มีที่สิ้นสุด. การที่เรารู้จักมูลฐานของสิ่งที่เป็นปัญหาประจำวันของ เรานั้น นับเป็นกุศล หรือความฉลาดถึงที่สุด อาตมาจึงรบเร้า ท่านนักศึกษา ทั้งหลาย ให้สนใจ ในเรื่องนี้ เป็นพิเศษ โดยเฉพาะ ก็คือ เรื่องอุปาทานทั้งสี่ อันเป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นว่า ทั้ง ๆ ที่สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงเป็นสิ่งที่ไม่น่ายึดถือ-ไม่น่าเอา-ไม่น่าเป็น อยู่ตามธรรมชาติ เราก็ยังตกไปเป็นข่าวเป็นทาสมันอย่างเหนียวแน่น. นั่นเพราะอะไร ? ก็เพราะอำนาจของอุปาทานทั้งสี่นี่เอง ; ฉะนั้นเราจึงต้องศึกษาให้ รู้จักสิ่งที่เป็นอันตรายเป็นพิษร้ายนี้ให้มากที่สุด. สิ่งนี้มิได้แสดงตัว เป็นพิษหรือเป็นอันตรายอย่างลุกโพลง ๆ เช่นกับไฟ หรือรู้จักได้ง่าย เช่นอาวุธหรือยาพิษเป็นต้น ; แต่มันเป็นของที่เร้นลับแนบเนียน อยู่ ในลักษณะหรือฐานะเป็นของความเอร็ดอร่อย เป็นของหอมยวนใจ เป็นของสวยงาม เป็นของไพเราะ เหล่านี้ทั้งนั้น. เมื่อมันมาใน ลักษณะเช่นนี้ ย่อมเป็นการยากที่เราจะรู้สึกตัวหรือควบคุมมันได้ จึงต้องอาศัยสติปัญญาของพระพุทธเจ้า อาศัยความรู้ของพระพุทธ- เข้ามาศึกษาปฏิบัติ ควบคุมอุปาทานเหล่านี้ ให้อยู่ในอำนาจของ
น.93 ปัญญา ก็จะสามารถจะดำรงชีวิตนี้ ให้เป็นไปในลักษณะที่ไม่เป็น ทุกข์ทรมาน หรือเป็นทุกข์ทรมานแต่น้อยที่สุด หรือสามารถที่จะ ปฏิบัติหน้าที่การงาน มีชีวิตเป็นคนที่มีลมหายใจอยู่ในโลกนี้ ใน ลักษณะที่เยือกเย็น มีความสะอาด สว่าง สงบ ตามสมควร. เป็นอันว่าในวันนี้ อาตมาได้ชี้ให้เห็นสิ่ง ๆ หนึ่ง ซึ่งมีอยู่ ในท่านทุก ๆ คน สำหรับจะเกี่ยวพันท่านทั้งหลายไว้กับความทุกข์ หรือเกี่ยวกันไว้กับโลกอันเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ หรือกับสิ่งทั้งปวง อันเป็นที่ตั้งของความทุกข์ พอควรแก่เวลาแล้ว. โอกาสหลังจะได้ บรรยาย ถึงข้อที่ว่า มันได้ผูกพันเราเข้ากับ สิ่งใดในลักษณะอย่างไร ๑ เพื่อให้เห็นชัดเจน แล้วจะได้ควบคุมมันให้ดีที่สุดตามที่เราต้องการ สืบไป วันนี้ก็หมดเวลา อาตมาขอสรุปความแต่เพียงว่า อุปาทาน ทั้งสี่นี้ เป็นปัญหาอันเดียวที่พุทธบริษัท หรือผู้ประสงค์จะรู้ พุทธศาสนาจะต้องเข้าใจ เพราะว่า ที่สุดที่จบของพรหมจรรย์ ในพุทธศาสนานี้ ก็คือการทำจิตให้หลุดพ้นจากอุปาทาน. ท่าน ทั้งหลายจะได้พบคำกล่าวนี้ ในท้ายสูตร ในพระยาลิทุก ๆ สูตร ที่กล่าวถึงการบรรลุธรรมชั้นพระอรหันต์ ในที่นั้นจะมีคำว่า "จิต หลุดพ้นจากอุปาทาน" แล้วก็จบกัน เพราะว่าเรื่องการบรรลุมรรคผล จบกันเพียงเท่านั้นเอง. เมื่อจิตหลุดพ้นจากอุปาทานแล้ว ก็หมาย ๑. คือเรื่อง เบญจขันธ์ ในเล่มนี้
น.94 ความว่าไม่มีอะไรที่มาผูกคล้องจิตนั้น ให้ไปตกเป็นทาสของโลกได้ หรือเวียนเกิดในโลกอีกต่อไป เรื่องมันจึงจบ หรือกลายเป็นโลกุต- ตระ คือพ้นโลก ซึ่งเต็มไปด้วยความทุกข์ ; เหตุนั้นการหลุดพ้น จากอุปาทานจึงเป็นใจความสำคัญของพระพุทธศาสนา. อาตมาเห็น ว่าเรามีเวลาน้อยด้วยกัน จึงได้เลือกสรรเอาแต่เรื่องที่เป็นใจความ สำคัญมากล่าว. ขอให้ท่านทั้งหลายผู้หวังจะศึกษาพระพุทธศาสนา จงกำหนดจดจำให้แม่นยำ นำไปพินิจพิจารณาโดยละเอียดสุขุมเป็น ประจำทุกครั้งที่ได้บรรยายด้วย. อาตมาขอแสดงความขอบคุณ ล่วงหน้าต่อท่านที่ทำเช่นนั้น. ขอยุติคำบรรยายวันนี้ เพราะหมดเวลาเพียงเท่านี้
Buddhadasa